คำ� น�ำจากผู้บรหิ าร
พพิ ิธภัณฑก์ ารเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว เปน็ แหลง่ รวบรวม
เรอ่ื งราวองค์ความรู้ ภมู ิปญั ญาทางดา้ นการเกษตร โดยเฉพาะเกษตรเศรษฐกิจพอเพยี ง เกษตร
ทฤษฎีใหม่ประยกุ ตต์ ามแนวพระราชด�ำริในพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี 9 ในรปู แบบ
ของพิพธิ ภัณฑท์ ีม่ ีชวี ติ มีนิทรรศการในอาคาร ไดแ้ ก่ “พิพิธภณั ฑ์ในหลวงรักเรา” “พพิ ธิ ภัณฑ์
มหศั จรรยพ์ นั ธกุ รรม” “พิพิธภัณฑป์ า่ ดงพงไพร” “พพิ ิธภัณฑว์ ถิ นี �้ำ” “พิพิธภณั ฑด์ ินดล” และ
“พพิ ธิ ภณั ฑเ์ กษตรคอื ชีวิต” และพิพธิ ภณั ฑ์กลางแจง้ 2 แห่ง คือ “พพิ ธิ ภัณฑเ์ กษตรเศรษฐกจิ
พอเพียง” และ “พพิ ิธภณั ฑเ์ กษตรตามรอยพอ่ ” นอกจากนย้ี ังมีการเผยแพรอ่ งคค์ วามรู้ทีจ่ าก
การบรรยายวิชาของแผน่ ดิน และการอบรมเชงิ ปฏิบตั กิ ารในหลกั สูตรต่าง ๆ จากวิทยากรทวั่ ทกุ
ภูมภิ าคทป่ี ระสบความส�ำเร็จในการลงมือท�ำตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง มาร่วมกนั ถา่ ยทอด
ความรูแ้ ละประสบการณใ์ นทกุ วันหยดุ สดุ สัปดาห์
ท้ังนี้ส�ำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(องคก์ ารมหาชน) จึงไดร้ วบรวมความรแู้ ละประสบการณ์จากคณุ สรศกั ดิ์ ไวจันทึก และคุณระพีพร
มงุ่ โนนบอ่ ซึง่ เป็นเกษตรกรคนรุ่นใหมท่ ่มี ีความสนใจการทำ� เกษตรตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง ซึ่งคู่มือเล่มนี้ได้บอกเล่าประสบการณ์การปลูกผักสลัดบนดิน ส�ำหรับรับประทานใน
ครอบครัว และปลกู เปน็ อาชีพ เร่ิมตั้งแตเ่ ทคนิคการปรุงดนิ ด้วยจลุ ินทรยี ์และอินทรียวตั ถตุ ่าง ๆ
โดยไมใ่ ช้สารเคมี เทคนคิ การเพาะเมลด็ ดูแลต้นกลา้ ให้แขง็ แรง ย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก การให้น้ำ�
ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ให้อาหารเสริม การก�ำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช เพ่ือให้ได้ผักสลัดท่ีแข็งแรง
สวยงาม กรอบอร่อย ไมข่ ม รวมถงึ การจัดการหลักการเก็บเก่ียวเพื่อขนสง่ และจ�ำหน่ายจนถึงมือ
ผบู้ รโิ ภค ลองมาเรียนรูจ้ ากประสบการณ์ของเจา้ ของ “ฟาร์มสขุ ฟาร์มออร์แกนกิ ”
ในนามของส�ำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(องคก์ ารมหาชน) ขอขอบคณุ คุณสรศกั ดิ์ ไวจนั ทึก และคุณระพีพร มุ่งโนนบอ่ ซึ่งเป็นเจา้ ของศูนย์
การเรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้ความ
ร่วมมือในการถ่ายทอดความรู้ เทคนิค วิธีการต่าง ๆ ท่ีเกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง และน�ำมา
ซึ่งการผลิตคู่มือองค์ความรู้ “การเพาะปลูกผักสลัดอินทรีย์” เพ่ือส่งต่อองค์ความรู้ด้านการ
ทำ� การเกษตร ทำ� ให้พิพิธภณั ฑก์ ารเกษตรฯ แห่งนี้ไดท้ �ำหนา้ ทใ่ี นฐานะแหล่งเรียนรู้ตามวัตถปุ ระสงค์
ของการจดั ตง้ั อยา่ งสมบูรณ์
นายสหภูมิ ภูมิธฤติรฐั
ผอู้ ำ� นวยการส�ำนกั งานพิพธิ ภณั ฑเ์ กษตร
เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั
บทนำ�
การปลูกผักสลัดทานเอง เป็นการสร้างวิถีการพ่ึงตนเองอย่างแท้จริง บนพ้ืนฐานหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นการสร้างความม่ันคงทางอาหารด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์
ท่สี �ำคญั การปลกู เพ่อื กินเองเราจงึ เลือกและดแู ลผกั ของเราเป็นอย่างดี ท�ำให้แนใ่ จได้วา่ สิ่งท่ีเรากิน
นั้นดีและปลอดภัยท่ีสุด การปลูกผักสลัดอินทรีย์ทานเองเป็นสิ่งที่เราทุกคนท�ำได้ และเป็นการ
สนบั สนุนการสรา้ งความมั่นคงทางอาหารไดโ้ ดยเร่มิ ท่ีตัวเราเอง
การปลูกผักสลัดอินทรีย์ทานเองนน้ั ดีอย่างไร ? ส่ิงสำ� คญั ทส่ี ุดคือ คนทปี่ ลกู เองไดเ้ รยี นรู้
โดยตรงจากประสบการณ์การลงมือปฏิบัติ ส�ำหรับสายคนรักสุขภาพท่ีชอบทานสลัดเพื่อดูแล
สุขภาพ ท�ำให้เรามีผกั สลดั ทีป่ ลอดภัย เนือ่ งจากเรารูท้ ่มี าของกระบวนการผลติ สิง่ ท่ีแนน่ อนท่ีสดุ
คือ ท�ำให้เราได้ผักสลัดท่ีสดใหม่ กรอบอร่อย มีแร่ธาตุท่ีมากกว่า ท�ำให้มีพลังชีวิต รวมท้ังได้
ประโยชน์ทางอ้อมในการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน และปรับเปล่ียนไปสู่การลดการ
พึ่งพาทรพั ยากรจากภายนอก
ดังนนั้ ใคร ๆ ก็สามารถเรมิ่ ต้นปลูกผกั สลัดอินทรยี ท์ านเองได้ เพราะมตี ้นทุนถกู ใช้วสั ดุ
ทมี่ อี ยู่ตามธรรมชาติ และสามารถทำ� ได้ในชีวติ ประจ�ำวนั การลงมือทำ� เปน็ สิ่งทงี่ ่ายท่ีสุด เพียงเริ่ม
หยอดเมล็ดเพ่ือท�ำการรู้จักว่าผักสลัดแต่ละชนิดเติบโตอย่างไร เราใส่ใจกับการปลูกในทุกวัน
ดว้ ยการให้เวลากบั ผกั สลัดท่เี ราปลกู เป็นประจำ� เราจะได้เหน็ ผักสลัดทเ่ี ติบโตสวยงามและเราจะ
เรียนรู้ว่าปจั จัยอะไรทำ� ให้ผกั สลดั ทเี่ ราปลูกนั้นเตบิ โต
คูม่ ือองค์ความรู้ “การเพาะปลูกผกั สลดั อินทรยี ”์ เล่มนจี้ ะเปน็ ส่วนหนึง่ ของการเตมิ เตม็
ประสบการณ์และกระบวนการเรียนรู้ของเราในการปลูกผักสลัดทานเอง โดยเราสามารถเร่ิมต้น
ได้จากพื้นที่เล็ก ๆ ท่ีเรามี เพื่อน�ำไปสู่การลดรายจ่าย มีอาหารที่ปลอดภัยไว้บริโภค และยัง
สามารถสร้างงานสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว ซึ่งหากมีผลผลิตเหลือจากกินเองแล้ว
ก็สามารถแบ่งขาย สร้างรายได้เสริมได้ ดังเช่น คุณสรศักดิ์ ไวจันทึก และคุณระพีพร มุ่งโนนบ่อ
เจ้าของ “ฟารม์ สุข ฟาร์มออร์แกนกิ ” เกษตรกรรนุ่ ใหมผ่ ผู้ ลิตผักสลัดอนิ ทรยี ์ ทีเ่ ปน็ ตน้ แบบใหเ้ รา
ได้เรียนรู้ลัดในการปลูกสลัดอินทรีย์ จากความรู้ท่ีสั่งสมมาผ่านการลงมือปฏิบัติจริงโดยผ่านการ
เกบ็ เกีย่ วความรูท้ ง้ั ในต�ำราและนอกตำ� รา โดยค่มู อื เล่มนี้ บอกเรือ่ งราวของการเพาะปลูกผักสลดั
ต้ังแต่กระบวนการต้นทางไปถึงปลายทาง เพ่ือการดูแลให้ผักเติบโตอย่างมีคุณภาพ ท่ีส�ำคัญ
เป็นหนทางการสร้างความสขุ ใหต้ นเองและครอบครวั
รชั นีวรรณ จิระพงศพ์ ัฒนา
สารบญั
กวา่ จะมาเปน็ ฟารม์ สุข ฟารม์ ออร์แกนิก 6
มารู้จกั ผกั สลดั อนิ ทรยี ์กันเถอะ 12
การเริม่ ต้นทดี่ มี ชี ยั ไปกว่าครง่ึ 24
เติบโตอย่างสวยงาม 30
การป้องกนั และกำ�จดั โรคแมลง 36
การเกบ็ เกย่ี วผกั สลดั การเกบ็ รกั ษา 43
การเก็บเมล็ดพันธ ุ์ 45
การตลาดของผกั สลดั 52
“ฟ ก ว่ าจะมาเ ป็ น เ ก นิ ก”
สุ ฟ า ร์ ม อ
า ร์ ม ข อ ร์ เ
เส้นทางชีวติ ก่อนเปน็ เกษตรกร
สรศกั ดิ์ ไวจันทึก หรือ ขวาน เป็นชาวอำ� เภอสีคว้ิ จังหวดั
นครราชสีมา เติบโตมาจากครอบครัวชาวไร่-ชาวนา ศิษยเ์ กา่ สาขา
สตั วศาสตร์ คณะเกษตร วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยี นครราชสมี า
ไปเปน็ ผจู้ ดั การฟาร์มไก่เนื้อ บรษิ ทั เอกชนแหง่ หน่งึ ทีใ่ ช้ศาสตรท์ ี่ตนเอง
ไดศ้ กึ ษาเลา่ เรียนมาเพอ่ื การทำ� งานอยา่ งเตม็ ท่ี แตส่ ดุ ท้ายตอ้ งเผชิญ
กับปัญหาทีท่ ้าทายเมอื่ เกิดวิกฤตโิ รคนิวคาสเซลิ (Newcastle Disease)
ระบาดหนกั ท�ำให้ไก่ล้มตายเปน็ จำ� นวนมากแต่ด้วยการท�ำฟาร์ม
เชิงธุรกิจท�ำให้ตนเองในฐานะผู้จัดการต้องท�ำงานอย่างหนักและ
ใชช้ ีวติ อยูก่ ับไก่ ทัง้ ดกู่ ารวางแผนการฆ่าเช้ือ ดแู ลเรอ่ื งอาหารลกู ไก่
วางโปรแกรมวัคซีน เก็บตัวอย่างเพ่อื สง่ ตรวจ ในทา้ ยทส่ี ุดพบวา่
“ยิ่งท�ำงานยง่ิ ขาดอสิ ระ ต้องเรง่ รบี กบั ธุรกิจเกษตร ไม่ใช่ความสุข
ของชวี ติ ”
ขวานเริม่ ตน้ การท�ำเกษตรด้วยการเขา้ ร่วมโครงการสร้างและพฒั นาผนู้ �ำเกษตรกรรุ่นใหม่
ปี 2557 (รุ่นที่ 10) ภายใตก้ ารด�ำเนนิ โครงการของส�ำนักงานปฏริ ปู ทด่ี ินเพือ่ เกษตรกรรม (ส.ป.ก.)
ซ่งึ มโี อกาสไดเ้ ข้าไปเรียนร้เู ปน็ ระยะเวลา 6 เดอื น เม่อื เรียนครบหลกั สตู ร และได้รับคัดเลือกให้
ทำ� กินในแปลงเกษตรนคิ มเศรษฐกิจพอเพียงวังน้ำ� เขียวพื้นท่ี 2.5 ไร่
ระพีพร มุ่งโนนบ่อ หรือ พี เป็นชาวอ�ำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา จบการศึกษา
ระดบั ปรญิ ญาตรี สาขาพชื สวนประดบั คณะผลติ กรรมการเกษตร จากมหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ มโี อกาส
เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากสวนลุงโชค (โชดคี ปรโลกานนท์) ศูนย์เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตร
เฉลิมพระเกียรติฯ ท่ี อ.วังน�้ำเขียว และได้เข้าร่วมเรียนรู้ในโครงการบ่มเพาะเกษตรกรอนาคต
ปี 2550 โดยส�ำนักงานปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม และได้รับคัดเลือกให้ท�ำกินในแปลงเกษตร
นคิ มเศรษฐกจิ พอเพียงวังน้�ำเขยี วพ้นื ที่ 2.5 ไร่
ท้ังสองคนความต้องการความเป็นอิสระในการด�ำเนินชีวิต และชีวิตที่มีความสุข ท�ำให้
กล้าเปลี่ยนแปลงและมาสร้าง “ฟาร์มสุข ฟาร์มออร์แกนิก” ที่ผลิตผักสลัด ผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก
และพืชผักที่ปลูกด้วยตนเองจนประสบความส�ำเร็จ การท�ำสวนผักอินทรีย์ ด้วยความเพียร
ประสานกับความรู้ท่ีได้เรียนรู้มา สามารถผลิตผักอินทรีย์จ�ำหน่ายจากแปลงถึงผู้บริโภคโดยตรง
สร้างความมน่ั คงให้ตนเองได้ และรวมกล่มุ สร้างเครือขา่ ยเพอื่ ชว่ ยเหลือเกษตรกร สร้างตลาดและ
บริหารจัดการตลาดจนสร้างตราสินค้าตนเองได้ และผลิตผักท่ีปลอดสารเคมี ผู้บริโภคปลอดภัย
ยดึ หลักการทำ� งาน “ความสุข เรียนรู้ แบ่งปนั พง่ึ ตนเองได”้
สารพดั ผกั สลัดท่ี “ฟารม์ สุข ฟารม์ ออร์แกนกิ ”
จุดเร่ิมต้นการมาท�ำแปลงผักอินทรยี ์ของขวานและพี บนพ้ืนท่ีของปฏริ ูปทดี่ นิ โดยการ
ตดั สนิ ใจเดินออกจากอาชพี เดิมของตนเอง เพราะอยากท�ำงานท่ตี นเองมคี วามสขุ อยใู่ กลช้ ดิ
ธรรมชาติ และตอ้ งการสร้างผลผลติ ท่มี ีคุณภาพใหผ้ บู้ ริโภคโดยตรง และท้ังสองคนเช่ือม่ันว่า
“การเกษตรคือทางรอดของชวี ติ และสามารถท�ำใหพ้ งึ่ พาตนเองได”้ ดว้ ยกระแสการบรโิ ภค
ผักปลอดภยั ผกั อินทรียม์ าแรง ทำ� ใหส้ ินค้าผกั ปลอดสารเคมีได้ความนิยมมากขึ้นเรอ่ื ย ๆ ขวาน
และพี ซ่งึ ตั้งเปา้ หมายไว้และไดเ้ รยี นรู้ พฒั นาศกั ยภาพของตนเองมาอยา่ งตอ่ เน่ืองเพ่อื ผลิตผักสด
ที่ปลอดสารเคมีออกมาจำ� หนา่ ย
“ฟาร์มสุข ฟารม์ ออร์แกนิก” บนพน้ื ท่ี 5 ไร่ ในพนื้ ทน่ี ิคมเศรษฐกจิ พอเพยี ง อ�ำเภอวัง
นำ�้ เขยี ว จงั หวดั นครราชสมี า ทที่ งั้ สองคนได้รับจัดสรรมาคนละ 2.5 ไร่นนั้ เป็นพื้นท่ีมีความลาด
ชนั ดินขาดความอดุ มสมบรู ณ์ เปน็ ดินทไี่ มม่ ีอินทรียวตั ถุ ขาดน้�ำ มีเพยี งคลองธรรมชาติเดิม ไมม่ ี
ความสะดวกสบายใด ๆ พน้ื ทีแ่ ห่งนใ้ี นอดีตคอื พื้นทที่ ม่ี กี ารปลกู พืชไรม่ าก่อน เช่น ข้าวโพดเลีย้ ง
สัตว์ มนั สำ� ปะหลัง แตม่ ีเปา้ หมายการสรา้ งฟาร์มปลูกผักไมใ่ ชส้ ารเคมีรอ้ ยเปอร์เซน็ ต์
ดงั น้ันการเรม่ิ ตน้ ในแปลงผักสลัดดว้ ยแรงกาย แรงใจ ของขวานและพี เร่มิ ต้นจากการน�ำ
เมลด็ พันธ์ุผักสลดั มา จากศนู ย์กสิกรรมไร้สารพิษ และเมลด็ พันธ์จุ ากแปลงเพือ่ นบ้านที่ร่วม
โครงการในพืน้ ทีน่ ิคมเศรษฐกจิ พอเพียง ต.วังน�ำ้ เขยี ว อ.วงั น้�ำเขียว มาเริ่มตน้ การเพาะปลกู ใน
แปลงของตนเอง ซึ่งในการปลกู สลัดหัวใจสำ� คัญคอื เมลด็ พนั ธุ์ เพราะวา่ การปลูกสลัดตน้ ทนุ ที่
ส�ำคัญอีกอยา่ งหน่งึ คือเมลด็ พนั ธุ์ซงึ่ ต้องใชท้ ุกรอบการผลิต จึงเริ่มมกี ารท�ำแปลงเมล็ดพันธเ์ุ อง
ไปพร้อมกบั การปลกู ผักสลัดตดั จำ� หนา่ ย
ภาพจากแปลงผกั “ฟาร์มสขุ ฟาร์ออร์แกนกิ ”
กวา่ 5 ปี บนพน้ื ท่ี 5 ไร่ ปลกู พชื ผักสลดั สลบั กันไปกวา่ 10 ชนดิ ไดแ้ ก่ เรดโครอล
เรดโอ๊ค กรนี โอ๊ค กรนี คอส เรดคอส เบบี้กรนี คอส เบบีเ้ รดคอส ฟลิ เลย์ไอซเ์ บริ ก์ ผักกาดแกว้
ผักรอ็ กเก็ต บตั เตอรเ์ ฮด กรีนปัตตาเวีย เรดปตั ตาเวีย นอกจากนย้ี งั มีการปลูกพืชผักอยา่ งอนื่ เชน่
หอมแดงแขก บีทรทู เบบแ้ี ครอท ผกั เคล ผกั บงุ้ ผกั โขม และผกั สวนครัวอืน่ ๆ อกี ด้วย แปลงสลดั
อนิ ทรยี แ์ หง่ นเ้ี ปน็ การปลกู ผกั สลดั ในแปลงเกษตรทเี่ ปน็ ดนิ ทเี่ นน้ การใชว้ สั ดปุ ลกู ทมี่ าจากธรรมชาติ
ทำ� ให้สุขภาพกายใจ ของตนเองและสมาชกิ ในครอบครัวดี นอกจากให้ความส�ำคัญกับการปลกู แล้ว
ยงั เนน้ การสร้างมูลค่าใหผ้ กั สดด้วย ขวานและพีท�ำตลาดท่เี นน้ ผู้บรโิ ภคที่เขา้ ใจคุณค่าและ
คุณประโยชน์ของผักสลัดอินทรยี อ์ ย่างแท้จริง ไมเ่ น้นการปลกู ผกั ชนิดใดชนดิ หน่ึงอย่างเดียว
ในปริมาณมาก ๆ แตเ่ น้นการปลกู ผกั สลัดให้หลากหลายชนดิ
ฟาร์มสุข ฟาร์มออรแ์ กนกิ นคิ มเศรษฐกจิ
พอเพียง อ�ำเภอวงั นำ้� เขยี ว ตำ� บลวงั น�้ำเขยี ว จังหวดั
นครราชสมี า ผา่ นประสบการณก์ ารปลูกผักสลดั และผกั อืน่
ๆ ทปี่ ลอดสารเคมี มาแลว้ มากกว่า 5 ปี ผ่านอุปสรรค
และความสำ� เร็จมาอย่างมากมาย กเ็ พราะการยึดคติทว่ี ่า
“ทกุ อยา่ งส�ำเรจ็ ได้ ถา้ ตัง้ ใจและลงมอื ท�ำ” และยดึ หลกั หลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ใช้สติ คิด และศึกษา
หาความรจู้ ากช่องทางต่าง ๆ พูดคุยกบั ผู้รู้ ผูม้ ี
ประสบการณ์ ศึกษาดูงาน และลงมอื ทำ� ท�ำใหเ้ กดิ การ
พฒั นา และสร้างความเชอื่ ม่นั ไปพร้อม ๆ กบั การสร้าง
เครือข่าย ความร้จู ะชว่ ยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด
จากการลงมอื ทำ� โดยทเี่ ราศกึ ษาใหด้ ีก่อน ลดความ
ผิดพลาดท่สี ง่ ผลตอ่ ตน้ ทนุ ในการผลติ ท�ำใหม้ โี อกาสท่จี ะ
ประสบความสำ� เรจ็ มากยิง่ ขึ้น และคณุ ธรรม กเ็ ปน็ ส่ิง
จำ� เปน็ ตอ่ อาชพี เกษตรกรเป็นอยา่ งมาก ความซอื่ สัตย์
จะสรา้ งความเช่อื มั่น ความไวว้ างใจใหก้ ับผ้บู ริโภค และ
ผทู้ ่ีมีส่วนเกี่ยวขอ้ ง โดยจะไมท่ ำ� อะไรเกินตัว ใชเ้ หตุผล
ในการตัดสินใจ มคี วามรูเ้ ป็นภมู คิ ุ้มกนั ท�ำให้ชวี ิตของ
ตนเองครอบครวั ชุมชน เตบิ โตและมีความมน่ั คงในอาชีพ
การจะผลติ อาหารให้ผู้คนได้บรโิ ภคคนผลติ
จะตอ้ งรูเ้ ท่าทนั สถานการณ์ ตอ้ งตดิ ตามข้อมูลข่าวสาร
ต่างๆ อยา่ งต่อเนอื่ ง และพรอ้ มทจี่ ะปรบั ตัวให้ทัน
สถานการณอ์ ย่เู สมอ จึงจะสามารถด�ำเนินชีวิตอยู่ใน
อาชพี เกษตรกรรมได้อย่างยั่งยนื
เชอื่ ม่ันวา่ เรื่องราวของเจา้ ของ “ฟารม์ สุข ฟาร์ม
ออรแ์ กนกิ ” น่าจะเป็นแรงบันดาลใจใหก้ บั ใคร หลาย ๆ
คน
ไดล้ กุ ขึ้นมาเปลย่ี นแปลงวิถีชวี ติ ของตนเอง เพ่อื ก้าวไปสู่
ความส�ำเรจ็ ทางอาชีพเกษตรกรรม บนพน้ื ฐานหลักปรชั ญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
มารจู้ กั ผกั สลัดอินทรยี ก์ ันเถอะ
ผกั สลดั พืชมากคุณประโยชน์
ผกั สลดั เป็นผกั ท่นี ิยมรับประทานกันอยา่ งแพร่หลาย
เพราะผักสลดั มหี ลากหลายชนิด มีลกั ษณะ รสชาติ และสขี องใบท่ี
แตกต่างกัน ผกั สลดั เปน็ ผักทเ่ี น้นการรับประทานสด เชน่ นำ� มาท�ำ
เปน็ สลดั หรือผักเคียงเมนูต่าง ๆ หลายคนชอบรบั ประทานผกั สลดั
เพอ่ื ดูแลสขุ ภาพของตนเอง เพราะผกั สลดั เปน็ ผักทอ่ี ดุ มไปดว้ ย
วิตามนิ มีสารตา้ นอนุมูลอิสระ และคณุ ประโยชนท์ างโภชนาการ
ทีจ่ ำ� เป็นตอ่ ร่างกาย เช่น ผักสลัดใหไ้ ขมันต่ำ� มนี ้�ำ และใยอาหาร
จำ� นวนมาก ชว่ ยใหร้ ะบบขบั ถา่ ยดี มวี ิตามิน เกลอื แร่ เบตา้ แคโรทนี
แคลเซยี ม โพแทสเซยี ม ฟอสฟอรสั เหลก็ ชว่ ยบ�ำรงุ ร่างกาย ปอ้ งกัน
โรคเบาหวาน แก้ทอ้ งผูก บ�ำรงุ สายตา บ�ำรุงเส้นผม บำ� รุงประสาท
บ�ำรงุ กลา้ มเนือ้ บำ� รงุ ผิวพรรณ รกั ษาโรคปากนกกระจอก เปน็ ต้น
แถมยังสามารถน�ำมาตกแต่งบนจานอาหารเพ่อื ความสวยงาม
ไดอ้ กี ด้วย
ปจั จุบันน้กี ารบรโิ ภคผกั สลดั จ�ำเป็นตอ้ งใสใ่ จในการเลือกสรรมา
รับประทาน เพราะมีการใชส้ ารเคมีในกระบวนการผลิตจำ� นวนมาก
จากกระแสรักสขุ ภาพท่กี ำ� ลังมาแรง ผูค้ นหนั มาดูแลตัวเองอยา่ งจริงจงั
มากขึ้น ท�ำให้ผูบ้ ริโภคตระหนักถึงความปลอดภยั ตอ่ สขุ ภาพ ท�ำใหผ้ กั สด
ผลไมป้ ลอดสารเคมไี ดร้ บั ความนิยมมากขึ้นด้วย จนกลายเป็นอีกหนงึ่ ธรุ กิจ
ในฝันของใครหลายคน ที่คิดเอาไว้ว่า วนั หน่ึงอยากจะทำ� ฟารม์ ผักเล็ก ๆ
ของตัวเอง โดยเฉพาะผกั สลัดท่กี �ำลงั เปน็ ทนี่ ิยมกันในขณะน้ี เพราะสามารถ
น�ำไปดดั แปลงเปน็ เมนไู ด้หลากหลาย ทสี่ ำ� คัญยงั ขายไดร้ าคาดีด้วย แต่การ
จะปลูกผักสลดั อินทรีย์ใหไ้ ดค้ ณุ ภาพ และได้มาตรฐานก็ไมใ่ ช่เรื่องงา่ ย
เพราะกระบวนการผลิตต้องการความละเอยี ดอ่อนและความรคู้ วามเข้าใจ
ในการผลติ ซง่ึ ทำ� ให้ใครหลายคนไม่อยากปลกู สลัด ท้อแท้ และเลกิ ปลกู
ในท่ีสุด แต่ไม่ตอ้ งกงั วลไป เพราะทกุ ปัญหาของการปลูกและดแู ลผกั สลดั
ในหนงั สอื เลม่ นจี้ ะบอกเลา่ เรอ่ื งราวจากประสบการณต์ รงของผู้ผลติ ผกั สลดั
โดยตรง
รับประทานผักสลัดมาก็เยอะ เคยสงั เกตกันบ้างไหมวา่ ในจานสลัด
แต่ละม้ือทเ่ี รารับประทานน้ัน เราทาน “ผักสลดั ” อะไรกันไปบ้าง ?
คุณประโยชน์ของผักสลดั แต่ละชนิดเปน็ อยา่ งไร ? ผกั สลัดแตล่ ะชนดิ
มหี น้าตาและรสชาติเป็นอยา่ งไรและเรยี กว่าอะไร ?
ดงั นนั้ ก่อนไปเรยี นรู้เรอื่ งการปลกู ผกั สลดั อนิ ทรยี ์น้นั หนงั สอื เลม่ นี้
จึงชวนทุกคนมาท�ำความรูจ้ ักผักสลัดแตล่ ะชนิด กอ่ นไปลงมอื ปลกู ผักสลดั
อนิ ทรยี ์กันต่อไป
ผักสลดั มีถน่ิ กำ� เนดิ ทมี่ าจากหลายถิน่ ทง้ั อย่ใู นทวปี เอเชีย และทวีป
ยุโรป ส่วนใหญ่ชอบอากาศหนาวเย็น นิยมปลูกท่วั ไป ในหลายประเทศ
รวมทง้ั ประเทศไทย ผกั สลดั เปน็ พชื ล้มลุกขนาดเล็ก มอี ายุสน้ั เปน็ พชื
ฤดูเดยี ว ล�ำต้นเดยี่ ว มีลักษณะกลม อวบอว้ น มขี อ้ สั้น ๆ มีกา้ นใบหนา
และอวบน้ำ� หมุ้ อย่โู ดยรอบ ออกเรียงสลับ รอบล�ำต้น ชว่ งขอ้ ถ่ี ใบจะเจริญ
จากข้อเปน็ กลมุ่ อาจห่อหัวหรือไมห่ ่อหัว ลกั ษณะรปู ร่างและสแี ตกต่างกันไป
ทั้งนี้ขน้ึ อยกู่ ับสายพันธ์ุ บางพนั ธอ์ุ าจมใี บหนาแข็ง บางพนั ธุ์ใบออ่ นน่ิม
มีสีเขยี วอ่อนจนถึงสีเขียวเข้ม สนี �ำ้ ตาลปนแดง สีแดง และสนี ้ำ� ตาล เปน็ ตน้
มารูจ้ กั ผักสลดั กัน
1. กรนี โอค๊ (Green Oak Lettuce) ลกั ษณะ
เป็นผักใบหยกั สเี ขียวออ่ น รปู ทรงสวยเปน็ พมุ่
รสชาตหิ วานกรอบคลา้ ยผกั กาดหอม ช่วยใน
การสร้างเม็ดเลือด บ�ำรุงสายตา บำ� รุงเส้นผม
บ�ำรงุ ผิวพรรณ บ�ำรุงประสาทและกล้ามเนอ้ื
2. เรดโอ๊ค (Red Oak Lettuce) ลกั ษณะใบ
มสี ีนำ�้ ตาลแดงเข้ม ใบซอ้ นกันเป็นช้นั ปลายใบ
หยกิ แยกเป็นแฉก พุม่ หยกั สีสวยงาม ผิวใบ
น่มุ นวลแต่มีความหนากว่ากรีนโอค๊ มใี ย
อาหารมาก ช่วยเร่ืองระบบการยอ่ ยอาหาร
บำ� รงุ สายตา ปอ้ งกนั โรคปากนกกระจอก
ล้างผนงั ล�ำไส้ กำ� จัดไขมนั มธี าตุเหล็กและ
โฟเลทสูง และยังมวี ิตามินซีสงู กวา่ กรีนโอ๊ค
อีกด้วย
3. กรนี โครอล (Green Coral Lettuce) หรอื
ผกั กาดหอม ใบมสี เี ขียวอ่อน ใบจะหยกั มาก
กวา่ กรนี โอค๊ และเรดโอค๊ คลา้ ยผกั กาดหอม
แต่เนอื้ ค่อนขา้ งนมุ่ หวาน กรอบกวา่ มี
สรรพคุณชว่ ยสรา้ งเมด็ เลือด ให้เส้นใยอาหาร
สงู ป้องกนั โรคปากนกกระจอก ชว่ ยป้องกนั
โรคโลหิตจาง มีวิตามินซีสูง
5. กรนี คอส (Green Cos Lettuce) หรือ 4. เรดโครอล (Red Coral Lettuce)
ผกั กาดหวาน ล�ำตน้ เป็นกอ ใบยาวรี ซอ้ นกัน เป็นทรงพุ่ม ไมห่ ่อหัว ปลายใบหยกั ใบมีสีแดง
เป็นชอ่ ใบสีเขยี วเรยี วยาว แกนใบสีขาว อมมว่ ง รสชาติหวานและกรอบกวา่ เรดโอค๊
ค่อนขา้ งหนาอวบนำ้� เป็นผกั กรอบ ไมค่ ่อยมี มีสรรพคุณชว่ ยสร้างเมด็ เลือด มวี ติ ามินซีสูง
กล่นิ เหม็นเขยี วของผัก ซึง่ คอสนนั้ สามารถทน ช่วยปอ้ งกนั โรคโลหิตจาง ปอ้ งกันโรคปาก
ความรอ้ นไดด้ ีกวา่ ผกั สลัดชนดิ อ่นื ๆ ด้วย นกกระจอกชว่ ยใหร้ ะบบขบั ถ่ายดี ช่วยลา้ ง
รสชาติผกั ท่เี น้นหวาน นยิ มใชใ้ นเมนซู ีซาร์สลดั ผนงั ลำ� ไส้ ก�ำจัดไขมนั และอนมุ ลู อิสระทเ่ี กาะ
คุณประโยชนข์ องกรนี คอส ช่วยในระบบขบั ตามผนังล�ำไส้อนั เปน็ สาเหตขุ องโรคมะเร็ง
ถ่ายและเหมาะสำ� หรบั ผทู้ ่ีตอ้ งการลดนำ้� หนกั ลำ� ไส้
มีสารต้านอนุมูลอิสระ มวี ิตามนิ สงู และมี 6. เรดคอส (Red Cos Lettuce) หรือ
ธาตเุ หลก็ ชว่ ยเพมิ่ จำ� นวนเมด็ เลอื ดแดง ผักกาดหวานใบแดง ล�ำต้นเปน็ กอ ใบยาวรี
(Hemoglobin) ในร่างกาย ชว่ ยป้องกนั โรค เรียงซอ้ นกันเป็นชอ่ ทรงต้งั ใบมีสแี ดงเขม้ เปน็
โลหิตจางชว่ ยใหเ้ สน้ เลอื ดฝอยแข็งแรง ปรมิ าณ มนั เงา ยงิ่ ถา้ ได้รบั แสงแดดเพยี งพอสีจะเดน่ ชดั
คารโ์ บไฮเดรตเพียง 3% เหมาะส�ำหรบั ผทู้ ี่เป็น มากขึ้น ทานเป็นผกั สด ผัดกบั น�้ำมัน กินกบั ย�ำ
โรคเบาหวาน ทำ� เปน็ เครอื่ งเคยี งกบั นำ้� พรกิ หรอื นำ� มาตกแตง่
ในจานอาหาร เรดคอสเปน็ ผกั ท่ีมีวิตามินซีสูง
นอกจากน้ี ยงั ช่วยเพิม่ ฮโี มโกลบิน (hemo-
globin) ป้องกนั โรคโลหิตจาง บรรเทาอาการ
ทอ้ งผกู เหมาะสำ� หรบั ผทู้ ป่ี ว่ ยเปน็ โรคเบาหวาน
7. เบบี้กรนี คอส (Baby Green Cos lettuce)
เป็นใบเล้ยี งเดย่ี ว มีกา้ นใบหนา อวบ ฉำ่� น้�ำ
มสี เี ขยี วออ่ น ออกเรยี งสลับรอบล�ำต้น กาบใบ
ห่อซอ้ นกนั แนน่ มสี เี ขียวอ่อน กาบใบด้านนอก
มีขนาดใหญก่ ว่ากาบใบดา้ นใน ไม่ห่อหวั ใบเป็น
ทรงกลม เรียวรี มสี ีเขยี วเข้ม หรือสเี ขยี วปน
เหลือง โคนใบกวา้ งกวา่ ปลายใบ ใบหนา เห็น
เส้นใบชัดเจน รสชาตหิ วานกรอบ มสี รรพคุณ
เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ชว่ ยระบบขับถา่ ย
ขบั เหง่อื ขับลม ขับปัสสาวะ แกก้ ระหายน�้ำ
แกท้ อ้ งอดื แก้ท้องเฟ้อ แกป้ วด ช่วยขับนำ้� นม
บ�ำรงุ ตบั บำ� รุงสายตา บำ� รงุ รา่ งกาย ชว่ ยปอ้ งกนั
โรคเบาหวาน รกั ษาริดสีดวงทวาร ป้องกนั โรค
โลหิตจาง และลดความดนั โลหติ สงู
8. เบบ้ีเรดคอส (Baby Red Cos lettuce)
เป็นพืชใบเลี้ยงเด่ยี ว ลักษณะกลม อวบอว้ น
มีขอ้ สน้ั ๆ ก้านใบหนายาว อวบนำ�้ กาบใบหอ่
ซอ้ นกันแนน่ รอบโคนตน้ มสี ีแดง สนี ำ�้ ตาล
สมี ่วง ตามสายพนั ธุ์ ไม่หอ่ หวั ใบเปน็ ทรงกลม
เรยี วรี โคนใบกวา้ งกวา่ ปลายใบ ใบหนา เหน็ เสน้
ใบชัดเจน ใบมีสีแดง น้ำ� ตาล มว่ ง ตามสายพันธ์ุ
ใบดา้ นนอกมขี นาดใหญ่กวา่ และสเี ขม้ กวา่
ใบด้านใน รสชาตหิ วานกรอบ นิยมบรโิ ภคสด
โดยเฉพาะในสลดั กนิ กับย�ำ หรอื น�ำมาตกแต่ง
ในจานอาหาร สามารถนำ� มาประกอบอาหารได้
เช่น ผดั น�ำ้ มนั เบบเี้ รดคอสเป็นผกั สลัดท่ีมี
วติ ามนิ ซสี งู เพิม่ ปรมิ าณฮโี มโกลบนิ (hemo-
globin) ไดม้ ากกวา่ กวา่ ผกั สลดั ใบสเี ขียว
ชว่ ยป้องกนั โรค โลหิตจาง บรรเทาอาการ
ทอ้ งผกู เหมาะสำ� หรบั ผทู้ ่ปี ่วยเป็นโรค
เบาหวาน
9. บตั เตอร์เฮด (Butterhead Lettuce)
นิยมปลูกอยู่ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ เรดบตั เตอร์เฮด
และกรีนบัตเตอร์เฮด เปน็ พืชใบเลยี้ งเดยี่ ว
มลี กั ษณะเป็นลำ� ตน้ เดย่ี ว กลม อวบอว้ น มีขอ้
สน้ั ๆ มกี ้านใบใหญ่ หนา อวบน้ำ� มีสีเขยี ว
อ่อน สเี ขยี วอมแดง ตามสายพันธ์ุ ใบออกเรยี ง
สลบั ซ้อนกนั รอบลำ� ต้น กาบใบด้านนอกใหญ่
กวา่ กาบใบด้านใน ใบเป็นทรงกลม กวา้ งใหญ่
เป็นมัน ออ่ นนุ่ม มีสเี ขยี วออ่ น สนี ำ�้ ตาลอม
แดง สีเขยี วอมแดง สแี ดง ตามสายพนั ธ์ุ หอ่ หัว
แบบหลวมๆ มีรสชาติหวานกรอบ มีสรรพคณุ
ชว่ ยบ�ำรุงสายตา บ�ำรุงเส้นผม บำ� รุงประสาท
บ�ำรงุ ผิว บ�ำรงุ กล้ามเนอ้ื ช่วยลดคลอเลสเตอรอล
10. ฟลิ เลย์ไอซเ์ บริ ์ก (Frillice Ice Berg
Lettuce)
เปน็ พืชใบเล้ียงเดียว ลำ� ตน้ เปน็ ขอ้ สน้ั ๆ มี
ลักษณะเปน็ ทรงพุ่มใหญ่ ใบเปน็ ทรงกลมรี
โคนใบกวา้ งกวา่ ปลายใบ ใบแขง็ กรอบ ปลาย
ใบหยิกเป็นฝอยคลา้ ยเกลด็ น้�ำแขง็ ใบมสี เี ขียว
ออ่ น สเี ขยี วแก่ ใบดา้ นนอกมขี นาดใหญ่กวา่
ใบดา้ นใน ออกเรยี งสลับรอบลำ� ต้น ก้านใบมี
ขนาดใหญ่ หนา ยาว อวบน้ำ� ก้านใบมสี เี ขียว
อ่อน ห่อหัวเข้าหากนั เปน็ ชั้นๆ นิยมน�ำมาใช้
ทำ� อาหารประเภทสลัด เป็นเครอ่ื งเคียงอาหาร
ประเภทยำ� อาหารรสจดั หรือนำ� มาตกแตง่
จาน ฟลิ เลย์ไอซ์เบริ ์กอดุ มไปด้วยสารอาหาร
เช่น วิตามินเอ วติ ามินซี วติ ามินอื่น ๆ
ชว่ ยบำ� รุงสายตา บ�ำรุงร่างกาย สรา้ งเมด็ เลือด
ชว่ ยระบบขับถ่าย แกท้ อ้ งอืดท้องเฟอ้ แกป้ วด
ขบั เสมหะ ขบั น้ำ� นม ปอ้ งกันมะเรง็
11. ผกั กาดแกว้ (Crispead Lettuce) เปน็ พืช
ใบเล้ยี งเดย่ี ว มลี กั ษณะกลม อวบอว้ น มีข้อ
สน้ั ๆ ใบกลมรี โคนใบกว้างใหญก่ วา่ ปลายใบ
ใบหนาเป็นคล่นื เห็นเส้นใบชดั เจน ขอบใบเว้า
ใบมีสเี ขียวอ่อน หรือสขี าวนวล ใบด้านนอก
ใหญก่ วา่ ใบด้านใน กา้ นใบหนา ส้นั อวบน�้ำ
ออกเรียงสลบั รอบโคนลำ� ตน้ มีสีขาวนวล
หอ่ หวั กลมแนน่ คลา้ ยกะหล�ำ่ ปลี รสชาตหิ วาน
กรอบ เปน็ ผกั ที่ชว่ ยสำ� หรบั คนทขี่ บั ถ่ายยาก
ชว่ ยแกท้ ้องผูก ชว่ ยให้ระบบขับถา่ ยทำ� งานดี
ขนึ้ นอกจากน้ีผกั กาดแก้วยงั เหมาะส�ำหรบั ผทู้ ่ี
เปน็ โรคเบาหวานเนอื่ งจากมีคารโ์ บไฮเดรตน้อย
และเป็นผักท่ใี หพ้ ลังงานสูง
12. ผักกาดหอม (Lettuce) ลำ� ตน้ เป็นขอ้ สน้ั
ค่อนขา้ งอวบนำ�้ ใบมสี ีเขยี วอ่อนปนเหลอื ง
ไปจนถงึ สเี ขียวแก่ ใบมว้ นงอเปราะ ขอบใบ
เป็นหยกั มีลักษณะคล้ายกบั กรีนโครอล
แตผ่ กั กาดหอมใบจะบางกว่า ปลายใบหยิก
เป็นคลน่ื ใหญ่กว่ากรีนโครอล ลักษณะทรง
พุ่มใหญ่ และยาวกว่า ส่วนใหญน่ ิยมบรโิ ภค
ผกั กาดหอมมากกว่ากรีนโครอล ผกั กาดหอม
นำ� มาปรงุ อาหารไดห้ ลากหลาย หรือกนิ สด
กับย�ำต่างๆ น�ำไปรองประดบั จานอาหาร
เปน็ ตน้ ผักกาดหอมเปน็ ผักทม่ี แี คลลอรต่ี �่ำ
เหมาะกับผทู้ ีต่ ้องการลดหรอื ควบคุมน้ำ� หนัก
กระตุน้ ระบบขบั ถา่ ย ปอ้ งกันมะเรง็ ชว่ ยให้
หลับสบาย บ�ำรุงสายตา ลดการอักเสบ และ
เหมาะส�ำหรบั ผปู้ ว่ ยโรคเบาหวาน
13. กรีนปัตตาเวยี (Green Batavia)
มลี ักษณะตน้ เปน็ ทรงพมุ่ ใบสีเขยี วเข้ม เปน็
แผ่นรูปหยดนำ้� กาบใบใหญ่ ปลายใบหยกั
เป็นคลื่น ใบเรียงซ้อนกนั เปน็ ชน้ั ๆ ห่อหวั แบบ
หลวมๆ มคี วามกรอบและฉ่ำ� น้ำ� (คล้ายกับ
สลัดคอส) เป็นผกั สลดั ท่ีมคี วามทนทานตอ่
อากาศรอ้ นไดด้ ี นยิ มรบั ประทานสดมี
สรรพคณุ ชว่ ยบ�ำรุงสายตา บำ� รุงเสน้ ผม บ�ำรงุ
ประสาทและกลา้ มเนื้อ บำ� รุงผวิ พรรณ ป้องกัน
โรคปากนกกระจอก ชว่ ยในการสรา้ งเมด็ เลอื ด
ให้เสน้ ใยอาหารสงู ขจัดอนมุ ูลอิสระ ปอ้ งกัน
โรคหวดั
14. เรดปัตตาเวีย (Red Batavia) มีลักษณะ
ต้นเปน็ ทรงพมุ่ ใบของผกั จะมี 2 ดา้ น คอื
ด้านบนของใบมสี นี ้ำ� ตาลแดง เปน็ มนั เงา
เมื่อถูกแสงแดด ส่วนใบลา่ งจะเป็นสีเขยี ว
กา้ นใบมลี กั ษณะฉ่ำ� นำ้� เปน็ แผน่ รปู หยดน�้ำ
กาบใบใหญ่ ปลายใบหยกั เป็นคลืน่ ใบเรยี ง
ซอ้ นกันเปน็ ชั้น ๆ หอ่ หัวแบบหลวม ๆ มี
ความกรอบและฉำ�่ น�้ำ (คล้ายกบั สลัดคอส) เปน็
ผกั สลัดทม่ี คี วามทนทานต่ออากาศร้อนได้ดี
นิยมรับประทานสด เชน่ สลัดผกั เพราะมี
คุณค่าทางสารอาหาร คือช่วยบำ� รงุ สายตา
บ�ำรงุ เส้นผม บ�ำรุงประสาทและกล้ามเนอื้
บำ� รงุ ผวิ พรรณ ปอ้ งกันโรคปากนกกระจอก
ชว่ ยในการสรา้ งเม็ดเลือด ใหเ้ ส้นใยอาหารสงู
ขจัดอนุมลู อสิ ระ
15. ร็อกเก็ต (Rocket Salad) เป็นพชื ล้มลุก
ฤดูเดียว ชอบอากาศหนาวเย็น มีทรงพุ่มขนาด
เล็ก อายุสั้น ลำ� ตน้ เดี่ยว มีขอ้ สนั้ ๆ ใบซ้อน
กันแนน่ ออกเรยี งสลับกัน ไม่หอ่ หัว ใบดา้ น
นอกใหญ่กวา่ ใบดา้ นใน ใบรี เรียวยาว ปลายใบ
โค้งกลมเรยี บ ขอบใบหยักลึกเป็นซ่ีเลอ่ื ย ใบสี
เขียวเขม้ มีกา้ นใบยาว หุ้มอยู่รอบล�ำต้น กา้ นใบ
มีสเี ขยี วออ่ น รสชาตกิ รอบเผ็ดซ่าเลก็ นอ้ ย ไม่
หวานเหมอื นผกั สลัดอื่น ๆ มกี ล่ินหอมเฉพาะ
ตัวน�ำมาประกอบอาหารเมนูตา่ ง ๆ ได้หลาย
เมนู เขา้ กนั ดีกับน้ำ� มันมะกอก เกลอื มะเขอื เทศ
มีสรรพคุณ ช่วยบำ� รุงกระดูกเนื่องจากมแี คลเซียม
สูง เปน็ ผักท่ีมนี ำ�้ ตาล คารโ์ บไฮเดรตและไขมนั
ต่ำ� มแี ร่ธาตุ สารต้านอนมุ ูลอิสระ กรดโฟลคิ ,
วิตามิน A, C และ K สูง และยังมีแรธ่ าตอุ น่ื ๆ
เชน่ โพแทสเซียมแมงกานสี เหล็ก อกี ด้วย
รอ็ คเก็ตมีปลกู สองสายพนั ธุ์ คือ (1)
Garden Rocket ขอบใบโคง้ กลมเรียบ (2) Wild
Rocket ขอบใบหยักลึก ซเี่ ล่ือย รสชาติเผด็ ซ่า
กวา่ มีตน้ กำ� เนิดในแถบเมดเิ ตอรเ์ รเนยี น
ปลูกมานานต้งั แต่สมยั โรมัน และได้รับความ
นยิ มในโมรอ็ กโก
16. แรดิชโิ อ (Radicchio) เปน็ ผกั ในตระกูล
ผักกาดหอม ลักษณะรูปทรงคล้ายกะหล่�ำแตม่ ี
มว่ งแดง มเี สน้ ใบสีขาว นยิ มน�ำมารบั ประทาน
สด นำ� มาท�ำสลดั ตกแตง่ ในจานสลัดเพ่ิมสสี ัน
ในอาหาร มรี สชาตขิ มเลก็ น้อย หรอื เปน็
เคร่ืองเคยี งกบั อาหารประเภทลาบ ย�ำ เหมาะ
สำ� หรับคนท่ีชอบรสขมเป็นผักทม่ี สี รรพคณุ
ช่วย บ�ำรุงสมอง ผกั สลัดชนิดน้ีมปี ระโยชนอ์ ยู่
ที่สแี ดง ซ่งึ อดุ มไปดว้ ยสารแอนโทไซยานนิ
หรอื สารตา้ นอนมุ ลู อสิ ระชนดิ หนง่ึ ทม่ี คี ณุ สมบตั ิ
ชว่ ยบ�ำรุงอวัยวะสมอง ช่วยปรับปรงุ การจดจำ�
การเรม่ิ ตน้ ทดี่ มี ชี ยั ไปกว่าครึ่ง
1 รจู้ กั สภาพแวดล้อมทผี่ กั สลดั ตอ้ งการ
ส�ำหรบั ผทู้ เ่ี ริ่มตน้ เรยี นรปู้ ลูกผกั สลดั ไวร้ บั ประทานเอง แนะน�ำใหป้ ลกู ผกั สลัดในฤดหู นาว
เพราะผกั สลัดส่วนใหญช่ อบอากาศอบอุ่นไปถึงอากาศเย็น ทีส่ �ำคัญจะท�ำใหผ้ ู้ปลกู มกี ำ� ลงั ใจ
ในการเพาะปลูก เพราะว่าท่านจะได้ผกั ทีส่ วยงาม กรอบ อร่อย มรี สชาตทิ ี่ดี แตจ่ ะปลกู ผกั สลดั
ให้ไดผ้ ลผลติ ดเี ราตอ้ งร้กู อ่ นวา่ สภาพแวดล้อมท่ีผักสลดั ชอบเปน็ อย่างไร
ผักสลดั เปน็ พืชท่ตี ้องการอากาศอบอนุ่ แสงเป็นปจั จัยส�ำคญั ในการสร้างอาหาร
อุณหภมู แิ ละชว่ งแสง มอี ทิ ธพิ ลต่อการเจรญิ หรือขบวนการสงั เคราะหแ์ สง การเจรญิ เตบิ โต
เตบิ โตทงั้ ตน้ ใบและการเจรญิ ของดอก ของผักสลดั ต้องการพลงั งานแสง > 150 cal/
อุณหภมู ทิ เ่ี มล็ดสามารถงอกไดอ้ ยรู่ ะหวา่ ง cm2/day คลื่นแสงทมี่ คี วามยาว 1000-720 nm
4.5-27.0 องศาเซลเซียส อณุ หภูมทิ ่ีเหมาะสม จำ� กดั การงอกของเมลด็ พันธ์ุ ความยาวของคล่ืน
อยู่ระหว่าง 20-27 องศาเซลเซียส หากสงู เกิน แสงท่เี หมาะสำ� หรบั การงอกของเมลด็ อยูร่ ะหว่าง
กวา่ 30 องศาเซลเซียส เมล็ดจะพกั ตัวและ 690-650 nm เม่ือความเข้มของแสงสูงชว่ งแสง
มคี วามงอกตำ่� สว่ นในอุณหภมู ิ 33-35 องศา ยาว อัตราการเจรญิ ทางด้านล�ำต้นจะเพม่ิ ข้นึ
เซลเซียส เมล็ดจะไม่สามารถดูดน้ำ� ได้ อณุ หภูมิ ชว่ งข้อยาว ใบชะงักการเจริญ ท�ำให้ใบสัน้
ทเ่ี หมาะสำ� หรบั การเจรญิ เติบโต ตำ�่ สดุ 7.2 ขนาดใหญ่ การปลูกในช่วงฤดรู ้อนที่มีความเขม้
องศาเซลเซียส อณุ หภมู ิท่ีดีทส่ี ุดอยทู่ ่ี 24.0 แสงสงู ควรจะพลางแสง1 (ชอบแสงแต่ไม่ชอบ
องศาเซลเซยี ส และอณุ หภูมสิ งู สดุ อยู่ท่ี 28.0 อากาศร้อน) ถา้ ปลูกในสภาพความชื้นสูง เช่น
องศาเซลเซยี ส ช่วงอุณหภมู ิทีเ่ หมาะสมส�ำหรับ ในฤดูฝน ควรปลกู ในที่ ๆ มีการระบายน้ำ� ได้ดี
การเจริญเติบโตคอื 24 องศาเซลเซียส ในสภาพ เน่อื งจากผกั สลดั มรี ะบบรากต้นื และออ่ นแอ
อุณหภูมิสงู ทำ� ให้การเจริญทางใบจะถกู จำ� กดั ไมส ามารถเจริญไดด้ ีในสภาพท่มี ีนำ�้ ขงั การปลกู
มีเส้นใยมาก เนอื้ เยอื่ เหนยี ว และมรี สขม ในพ้ืนท่ที ี่มปี ริมาณน้ำ� ฝนมาก ในระยะการเจรญิ
อณุ หภมู จิ ะมอี ทิ ธพิ ลตอ่ การเจรญิ ของผกั สลดั และ เติบโตของพืช พืชเจรญิ เตบิ โตอย่างรวดเรว็
สลดั บัตเตอร์มากกวา่ สายพนั ธ์อุ นื่ นอกจากน้ี มหี ัว ขนาดใหญแ่ ตไ่ ม่แน่น ใบบิดม้วน
ถา้ หากแปลงปลูกมคี วามชื้นสูงหรอื มอี ุณหภูมสิ งู คณุ ภาพต�่ำ ควรปลกู ในโรงเรอื น
แหง้ แล้งหรอื ในสภาพอณุ หภูมติ ่�ำ ความชืน้ สงู ดนิ ท่ีเหมาะสมต่อการปลูกควรรว่ นซยุ
พชื จะแสดงอาการขาดแคลเซยี มไดง้ า่ ย ทำ� ให้ มีความอดุ มสมบรู ณแ์ ละมีอินทรยี ว์ ัตถสุ ูง
เกดิ โรคปลายใบไหม้ (Tip burn) ดังน้นั ผกั สลัด หน้าดินลึกอมุ้ น้�ำไดด้ ีปานกลาง ความเปน็
จะเตบิ โตได้ดีช่วงเดอื นพฤศจกิ ายน - กุมภาพนั ธ์ กรด - ด่างของดินอยรู่ ะหวา่ ง 6.0 - 6.5
1นพิ นธ์ ไชยมงคล. (ออนไลน์). ทีม่ า http://vegetweb.com/wp-
content/download/let.pdf. ดาวน์โหลด 20 ก.พ.2563
2 รจู้ กั เมลด็ พันธผุ์ ักสลัดและการเลือกเมล็ดพนั ธ์ุ
เมล็ดพนั ธข์ุ องสลัดมขี นาดเลก็ มากเปลอื กหมุ้ เมลด็ บาง หลักๆ มี 2 สี คอื สขี าว และ
สดี �ำ ในเมลด็ 1 กรมั มปี ระมาณ 800 เมลด็
การคัดเลือกเมล็ดพนั ธม์ุ ีความส�ำคัญ ไมส่ มำ่� เสมอกนั แตเ่ มลด็ พันธุ์ Hybrid จะมี
อย่างมากในการเริ่มตน้ ปลกู พชื หากเมลด็ ความสมำ่� เสมอ เจริญเติบโตไดด้ เี นื่องจาก
สมบรู ณต์ ้นกลา้ มีความแขง็ แรงแล้วก็จะให้ น�ำขอ้ ดีของพันธุ์พอ่ แมม่ าผสมกัน ทำ� ใหเ้ มลด็
ผลผลิตที่ดีตามมาดว้ ย การเพาะเมล็ดแล้ว มีราคาสงู กวา่ พนั ธุ์ OP
ไมง่ อกเปน็ ตน้ กลา้ มีหลายปัจจัยที่ส�ำคัญดงั นี้ สว่ นเมล็ดพันธ์แุ บบเคลือบ จะถกู
1. เมลด็ พันธุ์ทนี่ ำ� มาเพาะตอ้ งเปน็ คดั เลือกจากเมล็ดทสี่ มบรู ณแ์ ละน�ำมาเคลือบ
แหล่งท่ีนา่ เชือ่ ถือ ด้วยแปง้ หรือดนิ เหนยี วเพ่ือรกั ษาสภาพ ทำ� ให้
2. ยงั ไม่หมดอายุ หยอดเมลด็ ได้สะดวกเพราะมีขนาดใหญข่ ้ึน
3. ควรเกบ็ เมลด็ พนั ธใุ์ นตเู้ ยน็ พาความชน้ื ใหเ้ มลด็ ได้ดี ซึง่ การเคลือบ
4. ซองตอ้ งสามารถป้องกันแสง และ จะประกอบไปด้วยสารเคมีปอ้ งกันแมลง
ความช้นื ได้ (ซองซิปพลาสตกิ กันแสงและ ปอ้ งกนั เชอ้ื โรค เมลด็ ท่นี ิยมนำ� มาเคลอื บจะเป็น
ความชนื้ ไม่ได้) หากเมล็ดพันธุแ์ ขวนตากแดด เมลด็ แบบ Hybrid ท�ำใหเ้ มลด็ เคลือบมีราคา
ตากลมไว้ ไมร่ ู้วันหมดอายุ ควรหลกี เลย่ี ง แพงมาก ซงึ่ เมลด็ เคลือบนไี้ มส่ ามารถนำ� มา
การเกบ็ พันธผ์ุ กั สลัด ใน 1 ปี สามารถ ปลูกด้วยการปลูกแบบอนิ ทรยี ์ได้
เก็บไดค้ ร้ังเดยี ว โดยพนั ธุ์ที่สามารถเก็บเมลด็ ได้
ต้องเปน็ เมล็ดพนั ธุ์แบบ OP (open pollinated
variety) คอื พนั ธผ์ุ สมเปดิ ท่ีผสมระหวา่ งพันธุ์
ทีม่ ลี ักษณะพนั ธกุ รรมเหมอื นกนั ลกั ษณะ
ใกล้เคยี งกัน สามารถปลูกเพือ่ เก็บเมลด็ พันธ์ุ
มาปลูกตอ่ ได้ เมล็ดพนั ธรุ์ ุ่นลูกทีไ่ ด้จะมีลกั ษณะ
ใกลเ้ คยี งกบั พนั ธ์เุ ดมิ แตห่ ากเปน็ เมล็ดพนั ธ์ุ
แบบ Hybrid (Hybrid variety) จะไม่สามารถ
เกบ็ พันธุไ์ ด้ เน่ืองจากพนั ธุ์พอ่ แม่ทมี่ ีความ
แตกต่างกนั จึงทำ� ให้รนุ่ ลูกมีการกระจายพนั ธุส์ ูง
3 เรียนรกู้ ารเพาะกล้าผกั สลดั
ความช้นื อณุ หภูมิ แสง มผี ลตอ่ เปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ด รวมไปถงึ วัสดใุ นการ
เพาะเมลด็ หากซอ้ื ดินปลูกทั่วไปมาเพาะเมลด็ อาจส่งผลต่อเปอรเ์ ซ็นตก์ ารงอกของเมล็ด
ผักสลัดเปน็ พชื กนิ ใบอายุคอ่ นข้างส้ัน 2 ) เตรียมส่วนผสมวสั ดุเพาะ
ไม่นยิ มเพาะกลา้ ในแปลงแลว้ ย้ายด้วยการถอน • แกลบดำ� 2 สว่ น
ไปปลกู เนอ่ื งจากตน้ กล้าที่ถอนมารากจะขาด • ปุย๋ หมักแห้ง 1 สว่ น
ไมม่ ีดินตดิ มากับราก ท�ำใหต้ น้ กลา้ ชะงักการ • ขยุ มะพร้าวละเอียด 1 ส่วน
เจรญิ เติบโต ใบลา่ งจะเหย่ี วร่วง เนื่องจากราก
ไม่มดี นิ ติดมา ไมส่ ามารถดูดอาหารไดท้ ันที หากเป็นขุยมะพรา้ วใหมต่ ้องแช่น�้ำด้วย
จะต้องสร้างรากใหม่ ซ่ึงอาจจะใช้เวลาประมาณ เน่อื งจากขยุ มะพรา้ วอาจจะมคี วามเค็ม หรือมี
1-2 สัปดาห์ ขึน้ อยกู่ บั อาหารท่สี ะสมในต้นกลา้ สารแทนนนิ ซ่งึ ทำ� ให้ยบั ย้งั การออกราก ท�ำให้
ดงั นนั้ การเพาะกล้าที่เหมาะสมจึงแนะน�ำให้ ต้นกล้าเหลือง แคระ แกรน ขอบใบไหม้ จงึ ต้อง
เพาะกล้าในถาดเพาะกลา้ ใชข้ ยุ มะพร้าวเกา่ หรือน�ำขุยมะพร้าวไปแชน่ ้�ำ
3.1 การเพาะกลา้ เตรียมอะไรบ้าง โดยแช่น�ำ้ 3-4 วนั แลว้ ล้างดว้ ยนำ�้ เพ่ือละลาย
1) เตรยี มอุปกรณส์ �ำหรบั การ สารแทนนิน
เพาะกล้า ไดแ้ ก่ ถาดเพาะกล้าซง่ึ มีขนาดท่ีแตก ออกจากขุยมะพรา้ ว หลังจากลา้ ง 3-4 น�้ำ
ต่างกัน ไดแ้ ก่ แล้วน�ำไปตากแดดเพื่อฆา่ เชือ้ กอ่ นนำ� ไปใช้ใน
• ถาดหลุมขนาด 105 หรือ การเพาะเมล็ด
200 หลุม มอื ใหม่แนะน�ำถาดเพาะขนาด • ไตรโคเดอร์มา (แนะนำ� ให้
105 หลุม เน่อื งจากขนาด 200 หลมุ ทำ� ให้ ใช้ในฤดูฝน) เปน็ เช้อื ราชนดิ หนึง่ ทอ่ี ย่ตู าม
การบรรจอุ าหารใหต้ ้นกลา้ ได้น้อยกวา่ ซ่งึ ตอ้ ง ธรรมชาตดิ ำ� รงชวี ติ อยใู่ นดิน อาศัยเศษซาก
ดูแลเป็นพเิ ศษและต้องมีประสบการณ์ในการ อินทรียว์ ตั ถุเป็นอาหาร โดยไมม่ ีอันตรายกับพืช
เพาะกล้ามาพอสมควร ถา้ เลอื กถาดเพาะ คน สตั วแ์ ละแมลง เชื้อราไตรโคเดอร์มา่ มี
มีขนาดหลุมใหญ่เกนิ ไปจะเปลืองวัสดเุ พาะ คุณสมบัตใิ นการควบคุมและท�ำลายเชอื้ รา
• เมลด็ พนั ธส์ุ ลดั ทต่ี อ้ งการเพาะ สาเหตโุ รคพืชทางดิน
• ผ้าคลุมถาดเพาะกลา้ (ใหใ้ ช้ จงึ ท�ำให้พืชมีระบบรากท่ีสมบรู ณ์ แข็งแรง
ผ้าท่ีอุ้มนำ้� แต่ไม่หนาเกินไป ใชผ้ า้ ที่มอี ย่ใู นบา้ น หาอาหารได้มาก ตน้ กล้าจงึ สมบูรณใ์ ห้ผลผลิต
ท่ีไม่ใช้แลว้ ไมต่ ้องหาซอื้ ใหม)่ สงู และคณุ ภาพดี
• อปุ กรณ์รดน้ำ� /ฟอกกี้ หรือ
บวั รดน้�ำแบบฝอย
3.2 วธิ ีการเพาะเมลด็ 3) นำ� ถาดไปเรียงไวใ้ นโรงเรือน
1) คลกุ เคล้าส่วนผสมให้เขา้ กนั ใน คลมุ ด้วยผา้ บาง คลุมเพ่ือไม่ใหเ้ มล็ดกระเดน็
ฤดฝู นให้ใช้ไตรโคเดอรม์ าผสมน้�ำรดวัสดุปลูก เวลารดน�้ำ และไม่ใหร้ ากกล้าผกั ลอย
เพ่ือป้องกนั เชือ้ รารากเนา่ โคนเนา่ ใบจุด
ในชว่ งฤดูฝนได้ จากนน้ั จงึ ตกั ใสถ่ าดหลุม
4) รดนำ�้ ผา่ นผา้ 2 คนื หลงั จาก
น้ันค่อยๆ เปิดผา้ ออก จะเหน็ เมล็ดเรมิ่ งอก
2) เตรยี มเมล็ดพนั ธ์ทุ ีจ่ ะน�ำมา
เพาะลงในถาดหลมุ กรดี รอ่ งตน้ื ๆ ใหล้ กึ ประมาณ
หัวไม้ขีดไฟ จากน้นั หยอดเมล็ดลงในรอ่ ง
หลุมละ 1-2 เมล็ด หากยอดเมลด็ ลึกเกนิ ไป
หรือต้ืนไป ก็มผี ลต่อการงอกเมลด็
5) รดน้ำ� เชา้ เยน็ หากมหี ลุม
ทเี่ มลด็ ไม่ข้ึนใหน้ �ำตน้ กลา้ ทม่ี ี 2 ตน้ ในหลมุ
เดยี วกนั มาแยกใส่ โดยตอ้ งทำ� ตอนอายตุ น้ กลา้
ไมเ่ กิน 7 วนั เนอ่ื งจากใบและรากยงั ไมเ่ ยอะ
มาก ต้นจะไมเ่ ฉา เม่ือต้นกลา้ มอี ายุประมาณ
15-20 วนั เปน็ ต้นกลา้ ทีเ่ หมาะสมที่จะยา้ ยปลกู
มากท่สี ุด แตไ่ มค่ วรเกนิ 25 วัน
หากเพาะกลา้ ในปริมาณมากๆ จำ� เปน็
ต้องมโี รงเรือนทีใ่ ช้เพาะเมล็ด ซงึ่ สามารถสรา้ ง
โรงเรอื นงา่ ยๆ โดยใช้วสั ดทุ มี่ ีอย่ทู �ำเปน็ โครงเสา
หากเป็นหน้าฝนตอ้ งมีพลาสตกิ กันฝน โดยทำ�
หลังคาไม่สงู มากเพ่ือให้งา่ ย ตอ่ การกางหรือ
นำ� สแลนออก ในฤดูฝนแสงจะน้อย ชว่ งทีม่ ี
แสงนอ้ ยตอ้ งนำ� สแลนออก ช่วงทมี่ ีแสงมาก
กต็ อ้ งใชส้ แลนในการพรางแสง แสงมีความ
จำ� เปน็ ตอ่ การเจริญเตบิ โตเป็นอยา่ งมาก
หากไมไ่ ดแ้ สงหรอื วางถาดในทร่ี ่มจะทำ� ให้
ต้นกล้ายดื ยาว ต้นกล้าไมแ่ ข็งแรง และต้อง
มีแคร่สำ� หรบั วางถาดเพาะกล้า เพื่อปอ้ งกนั
มดและหอยทากที่จะเข้ามาท�ำลายเมล็ดและ
ต้นกล้า หรือหลอ่ นำ้� ทขี่ าและใส่เกลอื ลงไปดว้ ย
เพ่ือปอ้ งกันหอยทาก
3.3 การเตรยี มดิน/การเตรียม 2) ตีดินใหร้ ่วน โดยใช้
แปลงปลกู จอบ หรืออปุ กรณท์ างการเกษตรอน่ื ๆ เกลย่ี
3.3.1 การเตรยี มดนิ กรณแี บบ แปลงและขอบแปลงให้เรยี บ
ไมม่ โี รงเรอื นดนิ เปน็ หวั ใจสำ� คญั ในการปลกู ผกั
โดยเฉพาะการทำ� เกษตรอนิ ทรยี ์ แปลงทด่ี นิ
คอ่ นขา้ งแย่ ไมค่ อ่ ยมีหน้าดิน ใหเ้ ร่มิ จากสง่ิ ทีม่ ี
โดยหว่านพืชตระกลู ถ่วั และไถกลบ จากนนั้
รดน้ำ� ให้หญา้ ข้ึนแล้วไถกลบ ทำ� ให้ไดท้ ้งั ปุ๋ยและ
เป็นการก�ำจดั วัชพชื แตอ่ ยา่ ใหห้ ญา้ ตดิ เมล็ด
เพราะจะเป็นการเพิม่ วัชพืช
1) ยกร่องให้สูงตง้ั แต่เริม่
เพาะกล้า โดยเฉพาะในฤดูฝน เพือ่ ให้แสงแดด
ส่องซา้ ยขวาของแปลงได้ เปน็ การฆา่ เชอ้ื โรค 3) หว่านปยุ๋ หมักร่วมกับ
ภายในแปลงหรือไข่ของแมลงต่าง ๆ ท�ำให้โรค การใชไ้ ตรโคเดอรม์ า คลมุ ฟาง และรดน�ำ้ ท่ฟี าง
และแมลงในรอบปลกู ตอ่ ๆ ไปลดน้อยลง โดย ให้ชุ่ม ในฤดูฝนกใ็ ห้คลุมฟาง เพราะเม็ดฝนท่ี
ควรตากดนิ ไว้อยา่ งน้อย 7-14 วนั และการยก ตกลงมาจะกระทบกบั ฟางกอ่ น ถา้ เปน็ ดนิ เปลอื ย
ร่องสงู ยังทำ� ใหน้ ำ�้ ไมข่ ังทร่ี ากพชื อกี ด้วย เมอ่ื เมด็ ฝนตกมากระทบกบั ดนิ จะท�ำให้ดนิ แน่น
3.3.2 การเตรียมดินกรณีทมี่ ี 4) รองพ้ืนด้วยปุ๋ยหมกั หาก
โรงเรอื น ต้องการคลมุ แปลงด้วยพลาสตกิ ใหข้ ึงพลาสตกิ
การปลกู ผักในโรงเรอื นควร ใหต้ งึ และใชด้ ินทบั พลาสติกข้างแปลงเอาไว้
เตรียมดินหรอื สรา้ งดินใหม้ คี วามอดุ มสมบูรณ์ จากน้ันเจาะรพู ลาสตกิ ตามระยะปลกู หากไมใ่ ช้
ด้วยธาตุอาหารที่พืชต้องการก่อนทำ� การปลกู พลาสตกิ คลมุ แปลงให้ใช้ฟางคลมุ ดินเชน่ เดียวกนั
ดนิ ควรมีอินทรยี ์วตั ถุไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ กับการปลกู นอกโรงเรือน
และมีความรว่ นซุยของเน้ือดนิ เพอื่ การระบาย
นำ�้ และอากาศ
1) พลกิ หน้าดินเพือ่ ตาก
แปลง ตากดนิ ในโรงเรอื น 7-14 วนั เพอ่ื ฆา่ เช้อื
โรคภายในแปลง
2) ขนึ้ แปลงให้สงู และยอ่ ย
ดนิ หรือตีดินดว้ ยจอบใหร้ ว่ น
3) เกลี่ยแปลง และขอบ
แปลงให้เรียบร้อย
5) รองก้นหลุมด้วยเชอ้ื ไตรโคเดอร์
มาเพื่อป้องกันเชื้อราสาเหตุโรคพชื จากน้นั
น�ำกล้าผักสลัดมาเพาะลงในแปลงปลูก
3.3.3 การเตรยี มดนิ กรณีการปลกู 1) น�ำกาบมะพรา้ วหรอื ผัก
กระถาง ตบชวาสับแตกแหง้ วางปูพ้ืนในแปลงสงู
ดินท่ีใชป้ ลูกในกระถางมี ครึง่ หนงึ่ ของแปลงปลูก
คณุ สมบัติแตกตา่ งจากการปลูกพชื ลงพื้นดิน
การกำ� หนดใหพ้ ชื ผักอยใู่ นกระถางหรือภาชนะ
ปลูก ดนิ หรือวสั ดปุ ลกู จำ� เป็นต้องมคี ุณสมบัติ
ในการยึดล�ำต้น การอุ้มนำ้� การถา่ ยเทอากาศ
และรากชอนไชหาอาหารไดส้ ะดวก ดงั นนั้ ตอ้ ง
เปน็ ดินร่วนโปรง่ เก็บความช้นื ได้ดี สามารถ
ระบายน�ำ้ ได้ดี เพ่อื ใหด้ นิ มีความเหมาะสม
สำ� หรบั ปลกู ผักสลดั ในกระถางจงึ ตอ้ งมีการ
ปรบั ปรุงคุณภาพดนิ ด้วยวสั ดุอ่ืน ๆ ไมว่ ่าจะ
เป็นการเพิม่ อินทรยี ์วัตถุในดิน การเพิม่ ความ 2) น�ำดินปลกู ใส่ทบั ดา้ นบน
ร่วนโปรง่ ของดิน อีก 1 ส่วน แลว้ โรยปุ๋ยแหง้ หรือจุลินทรยี ์บางๆ
การเตรยี มดนิ มสี ัดส่วนดังน้ี 1 ก�ำมอื ตอ่ 1 ตารางเมตร คลุกเคลา้ ใหเ้ ขา้ กนั
1) ดนิ รว่ น 1 สว่ น ทราย รดน�้ำให้ชุ่ม ปลกู ผกั ไดท้ นั ที
1 สว่ น ปยุ๋ หมักหรอื ปยุ๋ คอก 1 ส่วน ข้เี ถา้ แกลบ โดยการปลูกแต่ละรอบจะใชเ้ วลา
หรอื ขุยมะพร้าว 1 ส่วน 1-2 เดอื นจะพบวา่ แปลงยบุ ตวั ลง ให้ผสมกาบ
2) นำ� ส่วนผสมท้งั 4 ส่วน มะพรา้ วหรอื ผกั ตบชวาสับตากแห้ง เศษพืช
มาคลกุ เคลา้ ให้เขา้ กันก่อนปลูก หากไมส่ ามารถ เศษใบไม้สบั ตากแห้งและดนิ อีกเล็กน้อยลง
หาสว่ นผสมดังกล่าวได้อาจใชป้ ุ๋ยคอกผสมใบง ในแปลง แล้วโรยป๋ยุ คลกุ เคลา้ ดนิ และรดนำ�้
พืชผุ ใบไผ่ผุ ผสมกบั ดนิ เหมือนขัน้ ตอนแรก ควรเปลย่ี นดินและกาบ
3.3.4 การเตรียมดินกรณกี ารปลูก มะพร้าวในแปลงปลกู ทกุ 6 เดอื น โดยย้ายดนิ
บนพืน้ ปนู ท้ังหมดออกจากแปลง ใส่วัสดปุ ลกู ใหมร่ องพื้น
ความสำ� คัญของการปลกู จากนัน้ น�ำดนิ เก่าท่ตี กั ออกใส่กลบั ดา้ นบน
ผักบนพื้นปนู คอื การปอ้ งกนั ความร้อนจาก
พื้นปนู และการป้องกนั การระเหยอยา่ งรวดเร็ว
ของนำ้� ทใี่ ช้รดผัก ตวั กรองความร้อนและ
ป้องกันน�ำ้ ไม่ใหไ้ หลออกจากแปลงเรว็ เกินไป
คือ กาบมะพร้าว หรอื ผักตบชวา ทิศทางการ
วางแปลงปลกู บนพื้นปูนภาคพื้นดินต้องวางใน
แนวเหนือใต้ จะชว่ ยให้ผักได้รับแสงแดดตลอด
ทัง้ วัน ทำ� ให้ผักเจรญิ เตบิ โตดี ถา้ ไม่สามารถ
ก�ำหนดทศิ ได้ควรวางแปลงให้ได้รับแสงอยา่ ง
นอ้ ยคร่งึ วนั โดยการเตรียมดนิ เพอ่ื ปลูกผกั
บนพืน้ ปนู มีดังน้ี
3.4 การยา้ ยปลกู (กลางแจง้ / 1) เตรยี มตน้ กล้า ก่อนออกปลูก
ใหท้ �ำการ Hardening ต้นกล้ากอ่ นประมาณ
โรงเรอื น)
ต้นกล้าที่พรอ้ มจะยา้ ยไปลงแปลง 3 วนั คือท�ำให้พืชแข็งแรงและทนกับสภาพ
ปลูกไดจ้ ะตอ้ งมีอายรุ ะหว่าง 15-20 วนั เปน็ อายุ อากาศภายนอกโรงเพาะกล้าได้ จากต้นกล้าท่ี
ท่เี หมาะสมทจี่ ะย้ายปลกู มากทีส่ ุด แต่ไม่ควร ดูแลอย่างดี ใหน้ �้ำเตม็ ที่ มสี แลนพรางแสง
เกนิ 25 วัน หากอายุมากกวา่ นน้ั จะท�ำให้ ใหน้ ำ� ออกมานอกโรงเรอื น ใหน้ ้ำ� นอ้ ยๆ ใหร้ ้สู ึก
ต้นกล้าแก่เกินไป อาหารภายในถาดเพาะลดลง วา่ ใบเห่ียวๆ หนอ่ ย แลว้ ค่อยรดน้ำ� ใหแ้ ดดเต็ม
หรอื หมดไป ต้นกลา้ ชะงกั การเจรญิ เตบิ โต ท่ี เป็นเหมอื นการเตรยี มพรอ้ มตน้ กลา้ เพอื่ ให้
ทำ� ให้ตน้ กล้าใบเรมิ่ เหลอื ง เนอื่ งจากขาดอาหาร ทนตอ่ สภาพอากาศในแปลงปลกู
และเมื่อน�ำไปลงแปลงปลกู จะแกรน เจรญิ เตบิ โต 2) รดน้ำ� แปลงทคี่ ลมุ ฟางไวใ้ หช้ ุ่ม
ไดช้ า้ ไมเ่ หมอื นกับตน้ กลา้ ท่ียา้ ยปลกู ในชว่ งท่ี และยา้ ยตน้ กลา้ ลงแปลงปลกู เวลาทีเ่ หมาะสม
เหมาะสม ในการยา้ ยต้นกลา้ ลงแปลงปลูกคอื ชว่ งบ่ายแกๆ่
โดยน�ำตน้ ท่ีเห่ยี ว ๆ หนอ่ ยลงปลกู ในแปลง โดย
ต้นกล้าท่ีปลูกจะต้องเลือกต้นท่ีแข็งแรง ไมเ่ ปน็
โรคหากเปน็ โรคจะระบาดอยา่ งรวดเรว็ โดยเฉพาะ
โรคใบจดุ ในฤดฝู น ใหป้ ลกู ระยะ 20x20 เซนตเิ มตร
โดยหลงั จากปลูกไมต่ อ้ งกดดนิ ให้แน่น แคใ่ ห้
ทรงตัวได้ จากนั้นคอ่ ยรดน้ำ� ในแปลง ต้นกล้า
กจ็ ะดดู น�ำ้ อยา่ งรวดเรว็ และจะแข็งแรงใน
ตอนเชา้
เติบโตอย่างสวยงาม
ผกั สลัดเตบิ โตอย่างมคี ุณภาพ
เนอื่ งจากผกั สลดั เปน็ พชื ที่นยิ มน�ำมารับประทานกนั อยา่ งแพร่หลาย ในปจั จบุ นั จึงมีการ
ปลกู ผักสลัดหลากหลายรูปแบบ ไม่วา่ จะเปน็ การปลกู ผกั สลัดกลางแจง้ (แบบไม่มีโรงเรอื น) การปลกู
ผักสลดั ในโรงเรอื น ปลูกผกั สลัดแบบไฮโดรโปนกิ ส์ การปลกู ผักสลัดในกระถางหรือวสั ดเุ หลอื ใช้
ที่เหมาะสำ� หรบั พน้ื ทีเ่ ลก็ ๆ ในตวั เมอื ง ไปจนถงึ การปลกู บนพ้นื ปูน การปลกู ผกั สลดั สามารถปลกู
ได้ตามความเหมาะสมของพืน้ ทที่ ่เี รามอี ยู่ ซ่งึ การปลกู ผักสลดั จะต้องเลอื กรปู แบบการปลูกให้
เหมาะสมกบั สภาพพ้ืนที่ สภาพอากาศ โรคแมลงต่าง ๆ แตใ่ นทนี่ เ่ี ราจะกลา่ วถงึ เพียงรูปแบบการ
ปลูกผกั สลดั อนิ ทรียเ์ ทา่ น้นั
1. การปลูกกลางแจ้ง/แบบไม่มีโรงเรอื น 1.2 ฉดี นำ้� หมกั ชวี ภาพเพ่ือบ�ำรุงพชื (นำ้�
การดูแลและรกั ษาต้นกล้าภายในแปลงให้ หมกั ปลา จุลินทรีย์หนอ่ กล้วย ฉีดทกุ วนั หรอื
เจรญิ เตบิ โตเพื่อใหไ้ ด้ผลผลติ ที่ดีนั้นจำ� เปน็ ต้อง ทุก 7 วันกไ็ ด้ โดยให้สังเกตพชื ถ้าเรม่ิ แกรนหรือ
ดแู ลอย่างใกลช้ ดิ ซ่งึ กจิ กรรมภายในแปลง เหลือง กใ็ หฉ้ ดี โดยใช้น�้ำหมักชีวภาพทผ่ี สมน�้ำ
ระหว่างการปลกู มดี ังน้ี 1 : 1,000 โดยฉดี ประมาณ 5 ลิตร ต่อแปลง
1.1 ช่วงแรกท่ลี งกลา้ ตอ้ งรดน�้ำเช้า - เยน็ ยาว 20 เมตร และใสป่ ุ๋ยเพ่ิมธาตอุ าหารในดิน
เพ่ือใหต้ ้นกล้าตง้ั ตวั ไดเ้ ร็ว โดยดูสภาพแปลง
ความชนื้ ในดนิ ต้องเหมาะสม อาจเพ่มิ หรือลด
ตามสภาพอากาศและความชืน้ ในดิน
1.3 ก�ำจัดวชั พืช 14-21 วันหลงั จากย้าย 2. การปลูกในโรงเรือน
ลงแปลง และคอยส�ำรวจดโู รคและแมลงอยา่ ง การปลกู ในโรงเรอื นจะมคี วามสำ� คัญมาก
สมำ�่ เสมอ โดยเฉพาะในฤดฝู น วชั พชื โรค และ ในฤดูฝน โดยพืน้ ทจ่ี ะต้องมีความเหมาะสมและ
แมลง จะเกิดข้นึ อย่างรวดเร็ว วัชพืชจะแย่ง เหมาะกับผใู้ ช้งาน ในฤดูฝน เมด็ ฝนจะท�ำให้
อาหารและบงั แสง ท�ำให้ผกั โตชา้ ทรงพุ่มไม่สวย ผกั สลดั ช้�ำหากฝนกระทบกบั ผักโดยตรง ดงั นน้ั
และวัชพชื ยังน�ำโรคและแมลงมาด้วย แต่วชั พชื หากไมม่ ีโรงเรือนก็ควรหาพลาสติกทำ� เป็น
ก็มีข้อดเี ชน่ กนั หากวัชพืชทไ่ี ม่เกิน 2 สัปดาห์ หลังคาเพ่ือกันฝนเพ่อื ลดความเสยี หายใหก้ บั
เวลาถอน จะเหมอื นกบั การพรวนดนิ ให้ผัก ผลผลิต และการปลูกในโรงเรอื นสามารถควบคมุ
เติมอากาศในดนิ จากนั้นให้ใสป่ ุ๋ยแลว้ รดน้�ำตาม สภาพแวดลอ้ มใหเ้ หมาะสมกับพืชท่ปี ลูกไดด้ ี
ผกั จะเจริญเตบิ โตอย่างรวดเร็วอยา่ งชดั เจน กว่าการปลูกกลางแจง้
หากเกิน 2 สปั ดาห์ จะถอนไดย้ าก เนอ่ื งจาก 2.1 การท�ำโรงเรอื นเพ่อื ปลูกพืชผัก มหี ลัก
รากเริ่มเยอะและพนั กับพืชหลกั ทปี่ ลกู หลังจาก ในการท�ำโรงเรือน เพอื่ ประหยัดต้นทนุ ดังน้ี
นนั้ อีกประมาณ 10 วันก็สามารถเกบ็ ผลผลิตได้ 2.1.1 ต้องการอะไรจากโรงเรอื น หาก
ตอ้ งการแคก่ ันฝน ใหใ้ ชแ้ คห่ ลงั คาพลาสตกิ
เพื่อกนั ฝนก็ได้ ไมจ่ �ำเปน็ ต้องน�ำมงุ้ มาปดิ ด้าน
ขา้ งของโรงเรือน เพื่อประหยดั ตน้ ทุน และทำ� ให้
อากาศถ่ายเทไดส้ ะดวก
2.1.2 ถ้าจำ� เป็นต้องมีม้งุ ข้างโรงเรอื น 1) โรงเรอื นที่มีเฉพาะหลังคากนั ฝน
จะน�ำมุง้ มาป้องกนั อะไร แมลงขนาดเลก็ หรือ ไม่มมี ้งุ ตาขา่ ย การท�ำโรงเรอื นแบบนีจ้ ะประหยดั
แมลงขนาดใหญ่ ถา้ แมลงขนาดใหญส่ ามารถใช้ ตน้ ทนุ ใชใ้ นการปอ้ งกนั เมด็ ฝนทต่ี กลงมากระทบ
มุ้งตาหา่ งได้ เช่น ขนาด 20 หรือ 24 ช่องตอ่ กบั ผักสลัด ซึ่งจะทำ� ให้ผกั สลดั เสียหาย โรงเรือน
1 นว้ิ (ตาขา่ ยตาหา่ ง) ไมจ่ ำ� เป็นตอ้ งใชข้ นาด แบบนี้มีลกั ษณะและการจัดการใกล้เคยี งกบั การ
32 หรอื มากกว่า 32 ช่องตอ่ 1 น้วิ (ตาข่ายตาถ่)ี ปลูกนอกโรงเรอื น ไม่ว่าจะเป็นการฉดี นำ�้ หมกั
เพราะว่ามีราคาแพง และจะท�ำให้โรงเรือนรอ้ น ชวี ภาพเพอ่ื บำ� รงุ พชื การกำ� จดั วชั พชื การสำ� รวจ
เนอื่ งจากมีความรอ้ นสะสมภายในโรงเรอื น โรคแมลง
2.1.3 ขนาดของโรงเรือนไม่มีขอ้ จ�ำกดั 2) โรงเรอื นท่มี หี ลังคากนั ฝน และ
ขนึ้ อยกู่ บั พน้ื ทข่ี องเรา วา่ มคี วามกวา้ งหรอื ยาว มีมงุ้ ตาข่าย โรงเรอื นแบบนจี้ ะมีคา่ ใช้จา่ ย
เทา่ ไรตามความเหมาะสม คอ่ นข้างสูง ตาข่ายทน่ี �ำมามงุ้ มขี นาดตาถี่ตา
ดงั น้นั ตอ้ งตอบโจทย์ความตอ้ งการของ หา่ งแตกต่างกัน ย่งิ ตาข่ายถ่ี จะยงิ่ ท�ำใหภ้ ายใน
ตวั เองให้ได้กอ่ นวา่ ตอ้ งการสรา้ งโรงเรอื นเพ่อื โรงเรอื นร้อน อากาศถา่ ยเทไดไ้ ม่ดี ซงึ่ เป็น
อะไร จงึ ค่อยสร้างโรงเรอื นเพ่ือให้ประหยัด ข้อเสยี ในการปลูกผกั สลัดทม่ี ักชอบอากาศที่
ต้นทนุ และเหมาะสมกบั พนื้ ท่ีมากท่ีสุด สง่ิ ที่ คอ่ นข้างเย็น แต่มีขอ้ ดี คือ สามารถป้องกัน
ส�ำคญั ท่สี ุดคือ จะตอ้ งสรา้ งโครงสรา้ งหลักให้ แมลงขนาดเลก็ ที่เปน็ ศัตรพู ชื ได้ แตจ่ ะต้องมีการ
แข็งแรง เพอ่ื ลดความเสยี หายในภายหลงั สว่ น ป้องกนั ท่ดี ี เพราะโรงเรือนทีป่ อ้ งกนั แมลงจาก
หลงั คาและมงุ้ ให้เลือกซอื้ ตามความเหมาะสม ภายนอกอาจจะเป็นแหลง่ สะสมและเพาะพนั ธุ์
กับตนเอง คณุ ภาพตามราคา เมอื่ ได้โรงเรือน ของแมลงศัตรูพชื ไดเ้ ชน่ เดียวกันดังนนั้ หากพบ
สำ� หรบั ปลูกผักสลัดแล้ว จะแบง่ โรงเรือนหลกั ๆ โรคหรอื แมลงใหร้ บี ก�ำจัดออกจากมงุ้ ทนั ที
ออกเปน็ 2 แบบ คอื ต้องคอยส�ำรวจโรคแมลง กำ� จดั วัชพืชอย่าง
สมำ�่ เสมอ
การใชพ้ ลาสตกิ คลมุ แปลง เพ่ือลดวัชพืชภายในแปลงก็สามารถท�ำได้
แต่พลาสตกิ จะมกี ารระบาดอากาศ ระบายความชื้นไดน้ ้อยกวา่ การใช้ฟาง
คลุมแปลง แต่ฟางกอ็ าจมีโรคและแมลงติดมาภายในโรงเรอื นไดเ้ ชน่ เดียวกนั
3. การปลูกบนพนื้ ปนู
การดูแลผักบนพื้นปูน ใหร้ ดนำ�้ เชา้ เย็น
ในชว่ งหนา้ แลง้ ทีอ่ ากาศแห้ง คือชว่ งสายและชว่ งบา่ ย ส�ำหรับชว่ งหนา้ ฝนไม่จ�ำเปน็ ตอ้ งรดน�้ำ ไม่
ควรรดน้ำ� ในระหว่างที่มแี ดดจดั ใสป่ ุ๋ยในปรมิ าณที่เหมาะสม โดยเน้นการใส่ปุ๋ยอินทรยี ร์ วมทงั้ ปยุ๋
น�้ำตามสัดสว่ นท่เี หมาะสม รดป๋ยุ แต่ละสูตร 3-5 วัน ตอ่ ครง้ั ใหห้ มัน่ สังเกตการเจริญเตบิ โต
ของผักสลดั ว่ามอี าการผิดปกตหิ รอื ไม่ มแี มลงอะไรรบกวนบ้าง หากมีให้รบี แกไ้ ข หาวธิ กี ารปอ้ งกนั
และแกไ้ ขดว้ ยวธิ ธี รรมชาติ
4. การปลูกในกระถาง
การดูแลผกั สลัดทป่ี ลกู ในกระถาง ไม่ควรรดน�้ำจนล้นกระถาง หม่ันรดนำ้� วันละ 2 ครั้ง เชา้ -เยน็
เพ่ือสรา้ งความชุ่มชน้ื ให้ดินอยา่ งสมำ่� เสมอ การใสป่ ยุ๋ ใหแ้ บ่งออกเปน็ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมกั ปยุ๋ นำ้�
ชวี ภาพ ซึ่งเปน็ ปุ๋ยท่ไี ด้จากการหมักจลุ นิ ทรีย์ สามารถให้ไดท้ ุกๆ 3-5 วัน ในอตั ราสว่ น นำ้� หมกั
2 ชอ้ นโตะ๊ ตอ่ นำ้� 10 ลติ ร เมอื่ ดนิ ยบุ ใหใ้ ส่ดนิ ผสมลงไปดา้ นบน หมน่ั สงั เกตการเจริญเตบิ โต
เช่นเดียวกันกบั การปลกู ผักสลดั ในรูปแบบอ่ืนๆ
- ทำ� ไมผกั สลัดถึงมีรสขม? ตะวนั ออกเป็นท่รี าบลุม่ มีลำ� ตะคองและลำ� น�้ำ
หากใครรบั ประทานสลัด จะพบว่า สาขาอน่ื ๆ ไหลหล่อเลย้ี งบริเวณด้านเหนือ
บางครัง้ ผกั สลดั จะมรี สขม สามารถทท่ี ำ� ให้ผัก ของเมือง และเป็นสาขาหน่ึงของแม่น้ำ� มูล
สลดั ขมคอื ซึ่งเปน็ แม่นำ�้ สายหลกั
1. อายุการเกบ็ เกยี่ ว หากเกบ็ เก่ียวชา้ สภาพภมู อิ ากาศของจงั หวดั นครราชสมี า
ผักที่อายเุ กนิ จะมรี สชาตขิ ม เนือ่ งจากผกั สลัด มีลมมรสมุ หลกั พดั ผา่ นคือ ลมมรสมุ ตะวนั ออก
เป็นผกั ที่มยี างสขี าว หากมีปรมิ าณยางมากหรือ เฉียงเหนอื ทำ� ให้อากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง
เข้มขน้ เมอ่ื ผกั อายุมากจะมปี ริมาณยางสงู และลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใต้ ทำ� ให้มีอากาศ
ทำ� ให้ผกั ขม (กลา้ ผกั อายุประมาณ 15-20 วนั ชมุ่ ช้ืนและมีฝนตกชกุ โดยทัว่ ไปแบ่งได้ 3 ฤดู
อายุผักประมาณ 30 วนั ) คอื ฤดูฝน ในเดือน เมษายนถึงตุลาคม โดยมี
2. ผักแคระแกรน ผกั ขาดสารอาหาร ปรมิ าณน้ำ� ฝนสงู สุดในเดอื นตลุ าคม ปริมาณนำ�้
ไม่โตไม่ตาย ฝนเฉล่ยี 115.1 มิลิเมตร (ปริมาณน้ำ� ฝนรายปี
3. สภาพอากาศทรี่ อ้ นจดั น�้ำไม่ถงึ ของภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ประจำ� ปี 2561
อาหารไมเ่ พียงพอ ผกั สลัดจะผลติ ยางมากกวา่ จากกรมอตุ ุนยิ มวทิ ยา) ฤดหู นาว เรม่ิ ตั้งแต่
ปกติ และมคี วามเข้มข้นสูง ดังนน้ั ท�ำใหผ้ ักสลัด เดอื นตุลาคมถงึ กลางเดอื นกุมภาพนั ธ์ ฤดูรอ้ น
ในหน้ารอ้ นไม่อรอ่ ยเทา่ กบั ผักสลัดในหน้าหนาว เริ่มตัง้ แต่เดอื นกุมภาพนั ธ์ถงึ เดือนพฤษภาคม
เนอ่ื งจากพืน้ ท่ีส่วนใหญ่ของจงั หวัดเป็นพนื้ ท่ี
- สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของ ราบสงู มปี ่าและทวิ เขาสูงกนั้ เขตแดนเป็น
จังหวดั นครราชสมี า แนวยาว อากาศจึงค่อนข้างรอ้ นอบอ้าวใน
จังหวดั นครราชสมี า ส่วนใหญ่เป็น ฤดูรอ้ น และฤดูหนาวก็ค่อนขา้ งหนาวเย็น
ทร่ี าบ มีเทอื กเขาสันกำ� แพง เทอื กเขาพนมดงรกั อณุ หภูมิเฉล่ีย สงู สุด 36.5 องศาเซลเซยี ส
เป็นแนวยาวทางด้านทศิ ใต้และทิศตะวนั ตก อณุ หภมู ติ ำ่� สดุ 18.3 องศาเซลเซยี ส (คา่ อณุ หภมู ิ
ส่วนบรเิ วณตอนล่างคอ่ นไปทางเหนอื และ จากปี 2524 - 2553 ย้อนหลัง 30 ปี
การปอ้ งกันและกำ�จดั โรคแมลง
การป้องกนั และกำ� จดั ในระบบเกษตรอนิ ทรยี จ์ ะเน้นการป้องกันกอ่ นเกดิ โรคเปน็ หลกั
โดยเรม่ิ ต้นจากการเตรียมแปลงทเ่ี หมาะสม เช่น การตากดิน การปลูกพชื หลากหลาย การเตรยี ม
แปลงท่ดี ี เพ่ือลดปญั หาการระบาดของโรคและแมลง การตรวจแปลงอยา่ งสม่ำ� เสมอจะช่วยให้
สามารถควบคุมและจ�ำกัดความเสยี หายของผลผลติ ได้ หากไม่หมั่นตรวจแปลง ภายใน 2-3 วัน
อาจระบาดไปทัว่ แปลงสร้างความเสยี หายจำ� นวนมากได้ และการปอ้ งกนั และกำ� จัดควรใช้
หลายๆ วธิ ีร่วมกันจะท�ำใหม้ ีประสิทธภิ าพมากทีส่ ุด
1 ศตั รูพืชท่พี บในผักสลดั
หอยทาก (Snail) (โดนเฉพาะในช่วงต้นกลา้ )
หอยทาก มีหลากหลายสายพันธ์ุ ฝาปิด จะปิดเปลือกฝง่ั ตวั อยใู่ ต้ดนิ ใตก้ อ้ นหิน
จดั อยใู่ นประเภทสตั ว์ไมม่ ีกระดกู สันหลงั เปน็ หรอื เขา้ ไปหลบซ่อนตามโพรงไม้และปิดปาก
สัตวโ์ บราณ ปจั จุบนั พบมากกว่า 500 ชนิด เปลือกแนน่ เพ่อื ลดการสูญเสียนำ้� แตพ่ วก
โดยหอยทากจะพบแพร่หลายในชว่ งฤดฝู น หอยทากทีไ่ มม่ ีฝาปิดสามารถสร้างแผน่
เพอ่ื ออกหากินและสะสมอาหารจำ� นวนมาก หินปนู หรือช้นั เมอื กหนาแทนได1้
และขยายพันธ์ุ ออกหากนิ ในเวลากลางคืน วธิ ีในการป้องกันและกำ� จัด คอื จับออก
สว่ นกลางวันจะหลบแสงแดด เราจะพบหอยทาก ใช้นำ้� ส้มควนั ไม้ฉดี พน่ หรือใช้แกลบดิบโรยรอบ
ออกมาเดินน้อยมากในช่วงฤดูแลง้ หรือแทบจะ พื้นท่ีเพาะปลูก ปลูกผกั บนแคร่ หรือใช้เกลือโรย
ไม่พบตัวหอยเลย โดยพวกหอยทากกลุ่มที่มี ป้องกนั ไมใ่ หห้ อยทากผ่าน
1ดร.จิรศักดิ์ สจุ ริต และศ.ดร.สมศกั ด์ิ ปญั หา. (ออนไลน)์ https://www.
darwininitiative.org.uk/documents/pdf ดาวน์โหลด 3 มีนาคม 2563
หนอนกระทู้ (Cotton worm)
หนอนกระทู้ เปน็ หนอนของแมลงประเภทผเี ส้อื ในสกุล Spodotera ซงึ่ มมี ากกว่า 31
ชนิด แตล่ ะชนิดอาศยั กัดกินพืชได้หลากหลาย ซึ่งพบแพรก่ ระจายอยู่ทว่ั โลก ทำ� ใหเ้ กดิ ความเสยี
หายทางเศรษฐกิจกับพชื ในปจั จบุ นั โดยหนอนกระทผู้ กั มีชอ่ื วทิ ยาศาสตรว์ า่ Spodoptera litura
อยใู่ นวงศ์ Noctuidae สร้างความเสยี หายใหก้ ับพืชและกำ� จดั ยากมากท่ีสดุ เน่อื งจากเปน็ แมลงทม่ี ี
นสิ ยั การอพยบเคลื่อนยา้ ยไดร้ ะยะทางไกลๆ มีพชื อาศัยหลายชนิด ทำ� ใหก้ ารควบคุมไมค่ อ่ ยได้
ผลมากนัก โดยหนอนกระทหู้ อมเมื่อฟักออกจากไข่จะอยรู่ วมกันเปน็ กลุ่ม และเม่ือลอกคราบจะ
สงั เกตเหน็ แถบทีค่ อไดช้ ดั เจน และจะเริ่มกระจายตวั เพ่อื ทำ� ลายสว่ นตา่ งๆ
หนอนโตเตม็ ที่จะมขี นาดยาว 3-4 เซนตเิ มตร มกี ารเจริญเติบโต 5 ระยะ ใช้เวลา
10-14 วนั ระยะดักแดจ้ ะเคลือ่ นย้ายลงดนิ บริเวณโคน และฝังตวั ลงในดนิ ลกึ 2-3 เซนติเมตร
เพ่อื เข้าดกั แด้ เมื่ออายปุ ระมาณ 7-10 วนั จึงฟักออกมาเปน็ ตัวเตม็ วยั ซง่ึ เป็นผเี ส้อื กลางคนื และ
เมื่อเพศเมยี วางไขจ่ ะวางอย่บู นใบพชื กิง่ และลำ� ต้น นบั ร้อยฟอง กลมุ่ ไขม่ ีขนสนี ำ�้ ตาลอ่อนหรือ
สฟี างขา้ วปกคลุมดา้ นบน ระยะไขป่ ระมาณ 3-4 วนั จึงฟกั ออกมาเป็นตัวหนอน พืชอาหาร เช่น
พืชผกั ตระกูลกะหล�ำ่ หอม ถัว่ ฝักยาว กระเจย๊ี บเขียว พริก ฝา้ ย ขา้ วโพด เบญจมาศ กุหลาบ มะลิ
ดาวเรือง กล้วยไม2้
การสำ� รวจใหส้ งั เกตมูลของหนอน ผเี สอื้ ทบ่ี นิ ในแปลง และใบพืชทเี่ สียหาย การปอ้ งกนั
และกำ� จดั เกบ็ กลุ่มไขข่ องหนอนไปทำ� ลาย การใช้ศตั รูธรรมชาติ ไดแ้ ก่ แตนเบยี นหนอน การใช้
เชอ้ื จุลนิ ทรยี ์และไวรัสในการทำ� ลาย เช่น การใชเ้ ชือ้ บิวเวอรเ์ รยี เบตาไรเซียม บที ี หรอื ไวรัส
เอ็นพีวี ในอัตราสว่ นทเี่ หมาะสม
2กลุ่มบรหิ ารศัตรพู ืช/กลุ่มกีฏและสัตววิทยา (ออนไลน์) http://www.doa.
go.th/share/attachment/pdf ดาวน์โหลด 3 มนี าคม 2563
เพลยี้ ออ่ น (Aphid)
เพลยี้ ออ่ น เป็นแมลงขนาดเลก็ เปน็ ศตั รูสำ� คัญของพชื เศรษฐกจิ หลายชนดิ โดยเฉพาะ
เพลี้ยอ่อนท่ีอยูใ่ นวงศ์ Aphidinae เปน็ ศตั รสู ำ� คญั ของพืชผกั พืชไร่ ไม้ดอกไม้ประดบั หลายชนดิ
แมลงวงศน์ ม้ี ีลักษณะพิเศษคอื สามารถขยายพนั ธไุ์ ด้ท้งั แบบใช้เพศ และแบบไม่ใชเ้ พศ ในเขตร้อน
ที่มชี ว่ งแสงยาว เพล้ยี อ่อนจะขยายพนั ธ์ุแบบไม่ใช้เพศ ตัวเตม็ วยั สามารถออกลูกไดโ้ ดยไมต่ ้อง
ผสมพันธ์ุ ไข่จะเจริญอยใู่ นทอ้ งของตัวเต็มวัย และออกลูกเป็นเพศเมยี ท้งั หมด แต่ในเขตหนาว
ทม่ี ีช่วงแสงส้นั เพลย้ี ออ่ นจะขยายพนั ธุ์ไดท้ ั้งแบบไมใ่ ชเ้ พศและแบบใช้เพศ ท�ำให้เพ่ิมจำ� นวนได้
อย่างรวดเรว็
โดยเพลยี้ ออ่ นจะขับถา่ ยมูลน้ำ� หวาน ท�ำให้ดงึ ดดู มดบางชนิดมากนิ มูลน�้ำหวาน ซง่ึ เปน็
ตัวช่วยกระจายเพล้ยี อ่อนจากอีกส่วนไปยงั อกี สว่ นของพืช หรอื ไปยงั พืชตน้ อืน่ เพลย้ี ออ่ นทงั้ ตวั
อ่อนและตวั เต็มวัยจะทำ� ลายพืชโดยดูดนำ้� เลีย้ งสว่ นอ่อนๆของพืช เช่น ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอก
ออ่ น ผลออ่ น ทำ� ให้บริเวณท่ีถกู ท�ำลายมีลักษณะผดิ ปกติใบย่น บิดเบย้ี ว3
สามารถป้องกันและก�ำจัดไดห้ ลายวธิ ี เชน่ การใช้พริกแหง้ บอระเพด็ หรือใช้น้�ำยาลา้ ง
จานผสมนำ้� ฉีด การใชเ้ ชอ้ื ราบิวเวอร์เรยี ฉดี พน่ การปลอ่ ยแมลงตวั ห้ำ� และตวั เบยี น เชน่ แมลง
เต่าทอง ตัวอ่อนของแมลงชา้ ง ตวั เบียนและแตนตวั เลก็ โดยใชร้ ว่ มกันเพอ่ื ควบคุมประชากร
ของแมลงศัตรพู ชื
3กลมุ่ กฏี และสัตววิทยา สำ�นกั วจิ ัยและพฒั นาการอารกั ขาพืช http://www.
2d5o6a3.go.th/research/attachment.php?aid=798 ดาวน์โหลด 3 มนี าคม
เพล้ยี ไฟ (Thrips)
เพล้ยี ไฟ มชี ือ่ วทิ ยาศาสตร์ Stenchaetohrips biformis (Bagnall) เป็นแมลงจ�ำพวกปากดูด
มีขนาดเล็กมาก ลำ� ตัวยาว 0.5-2 มลิ ลเิ มตร มสี ีเหลอื งนวล เหลืองปนน้�ำตาล น�้ำตาลเข้ม และสดี ำ�
มีท้ังชนิดทม่ี ปี ีกและไม่มปี ีก สว่ นท้องเรียวยาว เพลีย้ ไฟท้งั ตวั ออ่ นและตัวเตม็ วัยสามารถทำ� ลาย
พืชได้ โดยใชก้ รามเข่ียดดู นำ้� เลีย้ งจากเซลล์พืชในส่วนยอด ตาออ่ น ใบ ท�ำใหเ้ กิดรอยดา่ ง สีซีด
หรอื ท�ำให้ขอบใบแห้ง ตาอ่อนจะชะงักการเจรญิ เตบิ โต ลกั ษณะเปน็ รอยแผลสีน�้ำตาล และเม่ือ
เพลี้ยไฟขับถา่ ย จะมลี กั ษณะคลา้ ยหยดนำ้� เมื่อแห้งจะเกดิ เปน็ รอยจดุ สดี �ำ และเพล้ยี ไฟยังเปน็
พาหะน�ำเชอื้ ไวรสั มาสพู่ ืช4
เพลย้ี ไฟสามารถลอดมุ้งตาข่ายกนั แมลงเขา้ มาท�ำลายผกั ได้ อาศัยลมเป็นพาหะ พบได้
ท่วั ไป ตอนกลางวนั เพลี้ยไฟมกั หลบ และออกหากนิ ในตอนเยน็ ถึงเช้า โดยช่วงท่ีมอี ากาศแห้ง
ในฤดรู อ้ นและฤดหู นาวจะมกี ารระบาดของเพลี้ยไฟมาก
วิธกี ารป้องกนั กำ� จดั คือ ตอ้ งคอยสำ� รวจและท�ำความสะอาดแปลง เพ่ือลดการสะสมของ
แมลงศตั รพู ชื การรักษาความชนื้ บริเวณแปลงปลูกจะชว่ ยลดปญั หาของเพลี้ยไฟได้ การใชส้ ารสกัด
จากพืช เชน่ สะเดา จะช่วยลดปริมาณการเข้าท�ำลาย หรอื การใชก้ บั ดักแมลง หรอื กาวเหนยี ว
สเี หลอื ง เพ่ือลดปรมิ าณของเพลย้ี ไฟแมลงหวี่ขาว (White fly)
4ศูนย์สง่ เสริมเทคโนโลยีการเกษตรดา้ นอารกั ขาพชื จงั หวดั สุพรรณบุรี
hดtาtวpน:/์โ/หwลwดw4.pมmีนcา0ค2ม.d2o5a6e3.go.th/news/2016/6.4-4-59.pdf
แมลงหวขี่ าว (White fly)
แมลงหวข่ี าว เป็นแมลงปากดูดขนาดเลก็ มกั อยู่รวมกนั เปน็ กลมุ่ ใต้ใบพืช ตวั โตเตม็ วยั
ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ตัวเตม็ วัยเพศเมียวางไขเ่ ป็นฟองเดี่ยวหรอื เรียงติดกัน ไขม่ สี เี หลือง
อ่อน เรยี วยาว ตวั อ่อนมลี กั ษณะเปน็ รูปไข่สีเหลอื งปนเขยี วใส มองเห็นส่วนตา่ งๆ ภายใน แบน
ราบตดิ กบั ผวิ ใบ เคล่อื นไหวเม่อื ถกู รบกวน แมลงหวข่ี าวตวั เตม็ วัยมอี ายุได้นาน 10-24 วัน
สามารถวางไขไ่ ด้ 66 – 300 ฟอง ตวั ออ่ นวัยแรกมอี ายุ 2-3 วัน เปน็ ระยะท่เี คลื่อนที่ได้ มกั หลบ
ดดู กนิ อย่ใู ตใ้ บ มลี ำ� ตวั คอ่ นขา้ งแบน หลงั จากลอกคราบจะสร้างไขรอบๆตวั เพ่ือจับยดึ กับผิวใบ
และจะเรม่ิ มเี ปลยี่ นแปลงโดยมตี าสีแดงหรอื ระยะดักแด้โดยไม่มีการลอกคราบ ลำ� ตัวหนานูนขึ้น
มีออกเหลอื งๆและใชเ้ วลา 5-6 วันออกมาเป็นตัวเตม็ วัย5
การป้องกนั และก�ำจดั แมลงหวีข่ าว หากพบใตใ้ บพืชจำ� นวนมากให้เกบ็ ส่วนของพืชไปเผา
ท�ำลายปอ้ งกนั การระบาด หรอื ใชก้ ับดักแมลง หรือกบั ดักกาวเหนียวโดยอาศัยพฤตกิ รรมของ
แมลง ซงึ่ ชอบบนิ เข้าหาวัตถสุ เี หลอื งเพ่ือลดจ�ำนวนของแมลง รว่ มกับการใช้เชอ้ื ราบิวเวอร์เรยี
เพ่ือก�ำจดั
5กลมุ่ อารกั ขาพชื ส�ำ นกั งานเกษตรจังหวัดตราด http://www.trat.doae.
2go5.6t3h/data/warn/warn17.pdf?filename=index ดาวน์โหลด 4 มนี าคม
2 โรคทีพ่ บในผกั สลัด
โรคใบจุดตากบ (frog-eye leafspot)
เกิดจากเชอ้ื ราในกล่มุ cercospora spp. มักพบในผกั กาดหอมห่อ ผกั กาดขาวปลี ปวย
เล้ง ฯลฯ มกั ระบาดในฤดูฝน จดุ แผลมีลกั ษณะตา่ งกันแล้วแตช่ นดิ พชื แต่ท่ีพบชัดเจนคอื ตรง
กลางแผลจะมสี ีเทาอ่อน-ขาว รอบแผลมีสนี ้�ำตาลหรือน�ำ้ ตาลแดง คล้ายตากบ แผลท่เี กดิ จากจดุ
หากมอี าการมาก แผลจะตอ่ กันท�ำใหเ้ กดิ อาการใบไหม้ได้ ถา้ เกดิ กบั ใบออ่ น ทำ� ให้เกิดอาการใบ
หงิกได้ ปอ้ งกนั โดยการใชไ้ ตรโคเดอรม์ าผสมตอนเตรยี มดิน และแกไ้ ขโดยการใช้ไตรโคเดอรม์ าฉดี
พ่นรว่ มด้วยเพอื่ ช่วยก�ำจัดเชอื้ รา ซ่งึ เปน็ สาเหตขุ องโรค หรือใช้เช้ือ Bs (Bacillus subtilis) (ข้อมลู
ในสไลดจ์ ากวิทยากร)
โรคใบจุดสีน�ำ้ ตาล (Alternaria leaf spot)
โรคใบจดุ ทเ่ี กดิ จากเช้อื Alternaria sp. จัดเป็นเช้อื ราท่ีระบาดมากทสี่ ดุ ชนดิ หนง่ึ ก่อให้
เกิดโรคกบั พืชตา่ งๆ มากมาย โดยเฉพาะผกั ตา่ งๆ สำ� หรับกล่มุ ผักกาด เชื้อนสี้ ามารถเขา้ ทำ� ลาย
ไดเ้ กอื บทกุ ชนดิ อาการของโรคจะเกิดขึ้นได้กับทกุ สว่ นของผกั ตัง้ แตร่ ะยะต้นอ่อน โดยจะทำ� ให้
เปน็ แผลเล็ก ๆ สดี �ำ ผักที่ถูกเชอื้ เข้าท�ำลายจะหยดุ การเจริญเติบโต เจรญิ เตบิ โตช้า ส่วนในต้นแก่
จะเกิดแผลจดุ บนใบ โดยเรมิ่ จากจดุ เซลลต์ ายเปน็ สีเหลอื งขนาดเลก็ กอ่ น และคอ่ ยขยายข้นึ เป็นสี
น�้ำตาล เมอ่ื แผลแห้งจะเกิดจดุ เล็กๆ สนี ำ�้ ตาลเข้มหรือด�ำ เชอ้ื ราชนดิ นจ้ี ะสร้างสปอรแ์ ละปลวิ ไป
ตามลม นำ�้ เคร่อื งมอื ทางการเกษตร สิ่งมีชวี ิต
ท�ำใหส้ ามารถแพรร่ ะบาดและกระจายไปได้ไกล6
สามารถป้องกันกำ� จัดได้ด้วยการเลือกใชเ้ มล็ดพันธ์ทุ ีส่ ะอาด กำ� จดั วัชพืชไม่ให้สะสมอยู่
ในแปลง คอยตรวจแปลงและกำ� จดั สว่ นของพชื ทเี่ ป็นโรคออกไปจากแปลง
6บรษิ ัท เอส.ว.ี วินเนอร์ จ�ำ กัด https://www.svgroup.co.th/blog/ วนั ที่ 4 มีนาคม 2563
โรครากเนา่ โคนเน่า (root and stem rot disease)
โรครากเนา่ โคนเน่าของผกั หลายชนดิ มีสาเหตุเกิดจากเชอ้ื รา Pythium spp., Phytoph
thora spp., Fusarium spp., Rhizoctonia solani และ Sclerotium rolfsii เปน็ โรคทีม่ คี วามสำ� คญั
และกอ่ ความเสยี หายต่อผลผลิตเป็นอย่างมาก เน่อื งจากสามารถเขา้ ทำ� ลายพืชผกั ได้อย่าง
กว้างขวาง การแพรร่ ะบาดของโรคเกิดได้อยา่ งรวดเรว็ และรนุ แรง โดยพืชจะแสดงอาการเปน็
แผลสนี �ำ้ ตาลบรเิ วณโคนต้น ใบเหลืองเหย่ี ว หลดุ รว่ ง ล�ำต้นแคระแกรน็ ซ่งึ เชอ้ื ราสาเหตโุ รค
สามารถเข้าทำ� ลายไดต้ ั้งแตร่ ะยะต้นกลา้ จนถงึ ระยะเกบ็ เก่ยี ว7
สามารถแพรร่ ะบาดไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ในช่วงฤดูฝน อาจติดไปกับนำ้� ทร่ี ด หรอื อาจเกดิ จาก
สภาพแวดลอ้ มอืน่ ๆ เชน่ ปลกู ระยะใกล้กนั เกนิ ไปทำ� ให้เกิดความชืน้ สูง ดินมีน้ำ� ขัง อากาศถ่ายเท
ไมส่ ะดวก
สง่ิ ท่สี ามารถทำ� ไดค้ ือก�ำจดั ต้นท่เี ป็นโรคออกจากแปลง ส�ำรวจตน้ อน่ื ๆ และก่อนปลกู
ควรจะใช้เช้ือไตรโคเดอร์มาผสมกับดินกอ่ นปลกู เพอื่ ป้องกันโรค ดังนนั้ กอ่ นปลกู จงึ ควรปรบั ปรุง
ดนิ ให้ระบายน้ำ� ไดด้ ี ระวงั การเกดิ แผลทีร่ าก โดยน�ำ้ เปน็ พาหะในการน�ำเช้อื ราชนดิ นี้ไปสพู่ ืช
7ชนากานต์ รัตนศักด์ชิ ยั ชาญ และปิลันธนา ฐาปนพงษว์ รกลุ http://
journal.agri.cmu.ac.th/pdf/J00141_C01124.pdf วนั ท่ี 4 มนี าคม 2563
การเกบ็ เกยี่ วผกั สลัด การเกบ็ รักษา
การเกบ็ เก่ยี วผกั สลัดเปน็ ขั้นตอนที่ส�ำคญั มาก เนือ่ งจากผักสลดั คอ่ นขา้ งบอบบาง เนา่ เสยี
ได้ง่าย หลงั จากตัดออกมาจากแปลงแลว้ ยังคงมีชีวิต มีการหายใจ มีการคายนำ้� เชน่ เดียวกบั
ตอนอยู่ในแปลง มกี ารเปลยี่ นแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังน้นั จงึ ต้องมีกระบวนการในการลดการ
สญู เสียผลผลิตด้วยวิธกี ารตา่ งๆ เพอ่ื ยดื อายกุ ารเกบ็ รักษาและลดความเสียหายของผลผลิตทไี่ ด้
การเกบ็ เกี่ยวผลผลิต
1. การเกบ็ เกย่ี ว ไมค่ วรตัดแต่งใบท่ีเปน็ โรคทงิ้ ไว้ในแปลง แล้วน�ำเศษผักไถกลบลงไปในแปลง
แมจ้ ะเปน็ วธิ ีทสี่ ะดวกท่สี ดุ แตจ่ ะทำ� ใหแ้ ปลงสะสมเชอ้ื โรค เม่ือเราน�ำมาปลูกในรอบใหม่เชอื้ ท่ี
แพร่กระจายเต็มทแี่ ล้วจะเขา้ ท�ำลายต้นพชื ดงั นั้นควรเกบ็ เศษพชื ออกมาใหไ้ ด้มากทสี่ ดุ เท่าทจ่ี ะ
มากได้ จะช่วยป้องกันโรคและแมลงได้มาก
2. เมือ่ เก็บเกีย่ วเสร็จเรียบร้อยแล้วจะนำ� ไปยงั บรเิ วณตดั แตง่ ผลผลิต ภายในชุมชนจะมกี ารเลย้ี งววั
อยู่บริเวณนนั้ ด้วยเพื่อเปน็ อาชพี เสรมิ เม่ือตัดแต่งและล้างผกั เสรจ็ แลว้ จะนำ� เศษพืชมาเปน็ อาหารสัตว์
จากนน้ั จงึ แลกเปลี่ยนโดยการน�ำขีว้ วั นำ� ปุ๋ยหมักมาใสใ่ นแปลงผัก เป็นการชว่ ยเหลอื กนั ภายในชุมชน
3. ผกั ทลี่ ้างและตัดแต่งแลว้ หากจะเกบ็ ไว้ขายหลายวันจ�ำเป็นต้องน�ำมานอ็ คนำ้� แข็ง โดยไม่ใช้
น้�ำแข็งหลอดเพราะจะท�ำให้ผกั ช�้ำเพราะละลายช้า การนอ็ คน้�ำแข็งใหใ้ ช้น�้ำแข็งบดรองพน้ื และเรยี ง
เปน็ ชั้นๆ โรยน�้ำแข็งบาง ๆ ในแต่ละชน้ั เพ่ือลดอณุ หภมู ิในผกั ใหเ้ รว็ ทส่ี ดุ หากตดั แตง่ แลว้ ยงั มโี รคและ
แมลงหลงเหลืออยู่ถา้ ไมน่ ็อคน�้ำแข็งจะท�ำใหเ้ กิดการแพร่ระบาดและทำ� ลายผลผลติ จากนัน้ จึงนำ� มาแพค็
และบรรจหุ บี หอ่ เพอื่ ขายหรอื สง่ ผลผลิตต่อไป
การเก็บเมล็ดพันธ์ุ
การเกบ็ เมล็ดพันธ์สุ ลัดดว้ ยตนเอง
การรักษาเมล็ดพันธ์ุ คือ การ “ลดตน้ ทุนการผลิต มีเมล็ดพนั ธุไ์ วเ้ พาะปลกู ตลอดไป อนุรกั ษ์
พันธุ์พชื เปน็ การรักษาความม่ันคงทางอาหาร เพอื่ มนษุ ยท์ ุกคนมสี ทิ ธใิ์ นการเข้าถงึ อาหาร” เป็นค�ำ
ตอบวา่ ทำ� ไมตอ้ งเก็บเมล็ดพนั ธ์ุไว้ใช้เอง แล้วเมลด็ พันธ์ทุ เี่ กบ็ เองจะมีคณุ ภาพเหมอื นเมลด็ พันธทุ์ ่ซี อ้ื มา
หรือไม่นั้น สามารถทำ� ไดห้ ากมีการจัดการท่ถี กู ตอ้ ง และการท�ำให้ได้เมล็ดแท้ คอื เมล็ดพนั ธุ์ทสี่ ามารถ
เกบ็ ไวป้ ลูกตอ่ ได้ โดยมากผลผลติ จะคงลกั ษณะเดิมของต้นแม่ไว้ แม้วา่ จะมีการกลายพันธบ์ุ ้าง แต่ผปู้ ลกู
กส็ ามารถคดั เลอื กผลผลติ ทีม่ ลี ักษณะเด่น เพอื่ ใช้เป็นเมลด็ พันธ์ุรุน่ ตอ่ ไป เพราะเมลด็ พนั ธ์ุ คือ อาหาร
อาหาร คอื ชวี ติ ไม่มีอาหารก็ไมม่ ีชีวติ เมล็ดพันธ์จุ งึ เป็นสว่ นหน่ึงของชวี ิตอยา่ งแยกกันไม่ได้ หากเมล็ด
พันธุห์ ายไป ชวี ิตเราก็จะแยล่ ง
1. ท�ำไมตอ้ งเกบ็ เมลด็ พนั ธ์เุ อง การปลูกผักโดยเฉพาะผักสลดั ตน้ ทุนที่
เนื่องจากในปัจจบุ ันเมล็ดพนั ธุ์ผักสลัด หลายคนมองข้ามนน่ั คอื คา่ เมล็ดพนั ธ์ุซ่งึ มีราคาแพง
ถกู แทนทีแ่ ละคกุ คามจากเมลด็ พนั ธุ์ลูกผสม ถา้ คิดเฉลยี่ ตอ่ เมลด็ (ซ่งึ 1 เมล็ดเลก็ มาก) ราคาถึง
ซึ่งบางส่วนเป็นเมล็ดพนั ธ์ุท่ีตดั แตง่ พันธุกรรม 60 สตางค์ถงึ 1 บาท และแนว้ โนม้ ราคาจะสูงขนึ้ ไป
(GMOs) ท�ำใหเ้ มลด็ พันธพ์ุ ้ืนบ้านบางส่วนถูกกลืน เร่ือยๆ หากเราทำ� เมลด็ พันธไุ์ วใ้ ช้เอง จะชว่ ยลด
หายไป ท้ังนกี้ ารใชเ้ มลด็ พันธ์ุลูกผสมหรือเมลด็ พันธุ์ ต้นทุนการผลติ เพิ่มรายได้ใหต้ นเอง ทงั้ ยังเปน็ การ
ตดั แต่งพันธุกรรมทำ� ให้เกดิ การผูกขาดดา้ น ปรับปรุงสายพันธุท์ เี่ หมาะสมกบั สภาพพื้นที่ทป่ี ลกู
พันธุกรรมในระบบเกษตรกรรม โดยเกษตรกรหรือ น้นั ๆ อีกด้วย
ผู้ผลติ ตอ้ งใช้สารเคมแี ละยาฆา่ แมลงในทุกกระบวน เมล็ดพันธุ์เป็นตน้ ทุนทีต่ ้องลงทนุ ทุกรอบ
การผลติ เพราะเมลด็ พนั ธุเ์ หล่านีไ้ ม่ทนตอ่ สภาพ การผลติ คอื หวั ใจของการท�ำการเกษตร ขวานและ
แวดล้อมของแตล่ ะทอ้ งถน่ิ ซึง่ สง่ ผลใหเ้ กดิ ความ พจี ึงเลง็ เห็นเร่ืองน้ีมีความส�ำคัญในอนาคตจึง
ไม่ปลอดภยั ผ้บู ริโภค เกิดระบบอาหารทไ่ี ม่เปน็ ธรรม ทำ� การปลูกผักเพือ่ เกบ็ เมลด็ พนั ธ์ไุ ว้ใชใ้ นสวนของ
เกดิ ความไมม่ ัน่ คงทางอาหาร ด้วยเหตผุ ลที่กลา่ วมา ตัวเองเพอ่ื ลดต้นทนุ เปน็ ความมน่ั คงและยัง่ ยนื ใน
ขา้ งตน้ เราจึงควรชว่ ยกนั ปลูกเมล็ดพันธ์ุสลดั ท่ปี รับ การผลิตผักในแปลงของตนเอง เพราะเหน็ ว่า
สภาพตามลักษณะของสภาพแวดล้อม การพัฒนา การเก็บเมลด็ พันธ์เุ อง เป็นปจั จัยทส่ี �ำคัญในการ
เมลด็ พันธุท์ ีเ่ ราสามารถทำ� ไดเ้ อง ด้วยการศกึ ษา พึง่ พาตนเอง และมีความสำ� คัญมากในการ
เรียนร้แู ละพัฒนาด้วยตนเอง โดยผลของการพฒั นา เพาะปลกู แมว้ ่าจะมีดิน นำ�้ แต่หากไม่เก็บ
ดว้ ยวิธีการที่ไมพ่ ่งึ พาการดดั แปลงพันธกุ รรม คอื เมลด็ พันธเุ์ อง ก็คงหนไี มพ่ น้ การพง่ึ พาผอู้ ื่น และ
ความหลากหลายของสายพนั ธุ์เนอ่ื งจากแต่ละคน หากปลูกจำ� นวนมากก็ต้องใช้เมล็ดพันธ์จุ ำ� นวนมาก
พฒั นาเมลด็ พนั ธุอ์ อกมาได้แตกตา่ งกัน จะดีกวา่ ไหมวา่ จะทำ� เมลด็ พนั ธุ์เอง และสามารถนำ�
ไปเพาะปลกู ได้ในระยะยาว เป็นการสรา้ งความ
มัน่ คงทางอาหารอยา่ งหนึ่ง โดยไม่ต้องพ่งึ พาผอู้ น่ื
2. กระบวนการคดั พันธแุ์ ละการผลิต
เมลด็ พนั ธ์ุ
การเกบ็ เมลด็ พันธผ์ุ กั สลัดตอ้ งเริ่มตน้ ทก่ี าร
เลือกเมล็ดพันธก์ุ ่อน โดยต้องรู้จกั เมลด็ พนั ธ์ุท่จี ะน�ำ
มาปลกู ก่อน ซ่งึ เมลด็ พนั ธุ์โดยทวั่ ไปจะแบ่งออก
เป็น 2 ชนิด คือ 1. เมล็ดสายพนั ธท์ุ วั่ ไป (OP) หรอื
open pollinated variety และ 2. เมล็ด
สายพนั ธล์ุ กู ผสม (F1) หรือ Hybrid variety
ล�ำดับ เมลด็ สายพนั ธุ์ทวั่ ไป (OP) เมล็ดสายพนั ธ์ลุ กู ผสม (F1)
1 เป็นเมล็ดที่เกิดจากการผสม เป็นเมล็ดทเ่ี กดิ จากการผสมขา้ มสายพันธุ์ระหวา่ งสอง หรือ
พันธุ์ของต้นพ่อและตน้ แมส่ าย มากกวา่ สองสายพันธ์ุทีม่ ีความแตกตา่ งกนั โดยผสมพนั ธุ์
พนั ธุ์เดยี วกันหรอื ใกล้เคยี งกัน แบบปดิ มกี ารควบคมุ สายพนั ธ์ุ เปน็ การดึงจุดเด่นของแต่ละ
แบบผสมเปิดอยา่ งอสิ ระ สายพนั ธ์มุ าอย่รู วมกนั
2 ดแู ลงา่ ย ทนตอ่ สภาวะดินฟ้า ดูแลอยา่ งใกล้ชิด ตอ้ งบำ�รุง ใส่ปุ๋ย ฉีดยาไล่แมลง
อากาศในบ้านเรา ทนต่อโรค
แมลง
3 เป็นเมล็ดสายพนั ธ์ุแท้ เปน็ เมล็ดสายพันธ์ผุ สม มคี วามแปรปรวนทางพนั ธุกรรม
มพี นั ธกุ รรมนง่ิ ไมม่ กี าร สายพันธ์ุไมน่ ง่ิ
แปรปรวนทางพนั ธกุ รรม
เกิดขน้ึ เมอ่ื นำ�ไปปลกู
4 สามารถเกบ็ เมลด็ พนั ธ์ุของต้น ไมส่ ามารถเก็บเมลด็ จากการปลูกรุ่นแรกไปปลกู ในรนุ่ ต่อๆ
ทเี่ ราปลกู ในรุ่นตอ่ ๆ ไปได้ ไปได้ ปลกู แลว้ ไมเ่ หมือนต้นพอ่ แมพ่ นั ธุ์ หรือเมลด็ อาจเปน็
หมัน ปลกู ไม่ขึ้น
5 มีราคาถูก เมลด็ ค่อนขา้ งแพง
6 ผลผลิตทไ่ี ดไ้ มค่ ่อยเป็นท่ี เป็นท่ีต้องการของตลาด
ตอ้ งการของตลาด
7 อาจไดผ้ ลผลติ ทีไ่ ม่สม่ำ�เสมอ ผลผลิตคอ่ นขา้ งสม่ำ�เสมอ
ดงั นั้นหากต้องการเกบ็ เมลด็ พันธุ์เพื่อเกบ็ ไวป้ ลกู ในรอบต่อๆ ไป ตอ้ งใชเ้ มลด็ พอ่ แม่พนั ธ์ุ
เปน็ เมลด็ สายพันธุ์ทวั่ ไป (OP) เพ่ือใหส้ ามารถเก็บเมลด็ พันธุไ์ ด้ การคัดเลือกสายพันธุ์ทจี่ ะน�ำมาปลูก
เพื่อเกบ็ เมล็ดพันธ์ุ จะตอ้ งเป็นพันธ์ดุ ี เป็นพนั ธุท์ ี่ตลาดต้องการ รวมไปถึงเป็นเมล็ดสายพนั ธุ์ท่วั ไป (OP)
ซ่ึงมีความคงตัวของสายพนั ธ์ุ มลี ักษณะลำ� ต้น ใบ ดอก ผล เมลด็ คล้ายๆ กัน มคี วามทนทานตอ่
สภาพแวดล้อม โรคและแมลง เพอ่ื ใหไ้ ดเ้ มล็ดพันธ์ุท่ีมีคุณภาพ และมีความสม่�ำเสมอ
การผลติ เมล็ดพันธมุ์ ปี ัจจัยที่แตกต่างจากการปลกู โดยทว่ั ไป เช่น ธาืตอุ าหารทพ่ี ชื ตอ้ งการในช่วงท่ี
ผลิตเมลด็ พนั ธ์ุ การควบคุมโรคทอ่ี าจตดิ ไปกับเมลด็ พันธุ์ การควบคุมแมลงทีจ่ ะท�ำอันตรายกับตน้ พชื และ
เมลด็ พันธุ์ ซึ่งการปลูกเพื่อเก็บเมลด็ พันธจุ์ ะต้องทำ� ใหต้ น้ แม่พนั ธ์ุแข็งแรงทส่ี ดุ เพือ่ ให้ไดเ้ มล็ดพันธ์ุ
คณุ ภาพดี
ปัญหาหลกั ของการผลติ เมล็ดพนั ธุค์ อื ความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ฝนท่ตี กไมเ่ ปน็ ฤดูกาล
เหมอื นในอดตี ซงึ่ มีผลอยา่ งมากในการวางแผนการปลูกเพ่ือผลติ เมลด็ พนั ธุ์ ดังน้นั การปลกู เพือ่ เกบ็
เมลด็ พนั ธุส์ ว่ นใหญม่ ักจะต้องใช้โรงเรอื นช่วยในการปอ้ งกนั ฝน โรคแมลงต่างๆ แตก่ ส็ ามารถปลกู เพ่อื
เก็บเมล็ดพันธุภ์ ายนอกโรงเรอื นได้
การปลูกและการดแู ลเรมิ่ ต้นจากการคดั เลอื กเมลด็ พันธุ์สายพันธ์ุ OP และปลูกเช่นเดยี วกันกบั
การเกบ็ ผักสลดั เพื่อรับประทาน แต่เมื่อผักสลดั เริม่ สงู ขน้ึ ควรหาสงิ่ คำ้� ยนั เพอื่ ปอ้ งกนั ต้นลม้ ดูแลใส่ปุ๋ย
ตามความตอ้ งการของพชื คอยตรวจแปลง กำ� จดั โรคและแมลงอยา่ งสม�ำ่ เสมอ เพอ่ื ให้ตน้ แมม่ ีความแข็ง
แรงมากท่สี ุด
ผักสลัดเปน็ พืชทอี่ อกดอกเป็นชอ่ รวม เปน็ ดอกแบบสมบรู ณ์เพศ ผสมภายในดอกเดยี วกนั
โดยช่อดอกอนั แรกจะเกิดบรเิ วณยอดออ่ น หลังจากน้นั จะเกิดบรเิ วณมุมใบ ช่อดอกท่ีเกิดบริเวณยอด
จะมอี ายมุ ากทส่ี ุด การบานของดอกในต้นเดียวกนั จะบานไมพ่ ร้อมกัน รวมถึงการพฒั นาของดอกและ
การแกข่ องเมลด็ ก็ไม่พรอ้ มกนั หากเกบ็ เมลด็ เรว็ เกินไปจะไดเ้ มลด็ ทไ่ี มส่ มบรู ณ์ หากเก็บชา้ เกนิ ไปเมลด็
จะแก่และรว่ ง ทำ� ใหเ้ กิดการสญู เสียมาก อย่างไรก็ตามช่วงท่มี ีการออกดอกสงู ทสี่ ดุ สังเกตไดจ้ ากบรเิ วณ
ยอดเมลด็ สว่ นใหญ่เปล่ียนเปน็ สเี หลืองเขยี ว มีปยุ สขี าวโผล่ออกมาเพียงเล็กนอ้ ยประมาณ 70-80%
กส็ ามารถเกบ็ เก่ยี วได้ (ตดิ ดอก 120 วนั ก็สามารถเกบ็ เก่ียวได)้
จากอายกุ ารเก็บเก่ียวของผักกาดหอมพันธ์ุโดยประมาณ คอื 90 วัน หลังยา้ ยปลูก การเก็บเก่ยี ว
นยิ มเก็บเกี่ยวตอนเช้า เพอ่ื ป้องกันการรว่ งของเมล็ด โดยตดั ตน้ ประมาณ 2 ใน 3 ของต้น บรรจใุ นถงุ
ขนาดใหญ่
เขยา่ ใหเ้ มลด็ รว่ งลงในภาชนะทส่ี ะอาดและแหง้ จากน้ันทำ� ความสะอาดเมลด็ ดว้ ยลมเปา่ หรอื
กรองด้วยตาขา่ ย หรอื ฟัด เพื่อแยกเศษพชื ออก
ลดความชื้นแลว้ บรรจถุ ุง เกบ็ ไว้ในท่ีแหง้ และเย็น การผลิตเมล็ดพนั ธ์ุใช้เวลาประมาณ 4 เดือน
ซ่ึงผลผลิตจะมากน้อยขึ้นกบั สายพันธุห์ ลังจากการเกบ็ เกีย่ วเมลด็ แล้ว ควรน�ำเมลด็ มาทดสอบเปอรเ์ ซ็นต์
ความงอกก่อนจะนำ� ไปจ�ำหนา่ ยหรอื น�ำไปปลูกในรอบต่อๆ ไป เพื่อลดปัญหาการปลูกแล้วไม่ค่อยงอก
เปอรเ์ ซ็นต์ความงอกต่�ำ ตอ้ งปลูกซ่อมใหม่หลายรอบ ลงทนุ ลงแรงหลายรอบ
3. กระบวนการทดสอบความงอกของ แนะนำ� ใหเ้ พม่ิ ประสิทธิภาพการงอกหรือกระตุน้
เมล็ดพันธ์ุ ความงอกก่อนนำ� ไปปลกู หากงอกเพยี ง 60
การวัดเปอรเ์ ซ็นตค์ วามงอกสามารถเพาะ เปอร์เซน็ ต์ ไม่ควรนำ� ไปปลูก
ได้ง่ายๆ บนกระดาษทิชชดู งั นี้
3.1 สุ่มเมลด็ ผกั สลัดมาอย่างน้อย 50 เมลด็
หรอื 100 เมล็ด (สายพันธเ์ุ ดียวกนั รอบการปลกู
เดยี วกัน) จ�ำนวน 3 ซ�้ำ เป็นอยา่ งน้อย เพ่อื ให้
สามารถคำ� นวณเป็นเปอร์เซ็นต์ความงอกได้ง่าย
และถกู ตอ้ ง
โดยเปอร์เซ็นต์ความงอกจะขึ้นกับปจั จยั
หลายอยา่ ง เชน่
• เมลด็ อยใู่ นระยะพักตวั
• เมล็ดถูกเกบ็ ในชว่ งทีไ่ มเ่ หมาะสม
• ดแู ลตน้ พนั ธุ์ที่เก็บเมล็ดนนั้ ไม่ดีพอทำ� ให้
เมลด็ ไมแ่ ขง็ แรง
3.2 นำ� กระดาษทชิ ชวู างบนภาชนะ พรมน�ำ้ • ภาชนะ และวธิ ีในการเกบ็ เมลด็ พนั ธุ์
ให้ชุม่ น�ำเมลด็ ผกั สลัดมาวางเรยี งกนั ให้สามารถ ไม่ดี มคี วามช้นื สงู ท�ำใหเ้ มลด็ เส่ือมสภาพอยา่ ง
ตรวจนับไดง้ ่าย รวดเรว็
• เมล็ดพนั ธถุ์ ูกเกบ็ ไว้นานเกนิ ไป ถูกเก็บ
ในสภาพแวดล้อมท่ีไมเ่ หมาะสม เชน่ ถกู แดดและ
ความชนื้
3.3 น�ำกระดาษทชิ ชมู าทบั และพรมนำ้� 4. ปจั จยั ที่มีผลต่อความงอก
อกี ครงั้ จากน้นั คลมุ ด้วยผ้าเปียก และนำ� ไปไว้ ของเมลด็ พันธุ์
ในท่ีรม่ อากาศถา่ ยเทสะดวก โดยกระดาษหรือ
ผ้าจะต้องชุ่มตลอดเวลา คอยพรมน�้ำไมใ่ ห้แห้ง การเกบ็ เกย่ี วเมล็ดพนั ธ์ุ มีปจั จยั ท่สี ำ� คญั
หรอื แฉะจนเกินไป หลายอยา่ ง ทสี่ ง่ ผลต่อคณุ ภาพของเมล็ดพันธ์ุ
3.4 เมอ่ื ครบอายุ ประมาณ 2-3 วัน ปรมิ าณของเมลด็ พันธทุ์ ี่ได้ และเพ่อื ให้ได้เมล็ดพันธ์ุ
นำ� ออกมานับจำ� นวนเมล็ดทีง่ อกและสมบูรณแ์ ข็ง ทด่ี ีมคี ุณภาพ จึงตอ้ งมีหลกั ในการเกบ็ เก่ียว มีวธิ ีการ
แรง หากเปอร์เซน็ ตค์ วามงอกเกนิ 90 เปอรเ์ ซน็ ต์ และเวลาทเี่ หมาะสม ซ่ึงมปี ัจจัยดังน้ี
สามารถนำ� เมลด็ ไปใช้ได้ 70-80 เปอร์เซ็นต์ 4.1 ช่วงเวลาการปลูกทเี่ หมาะสม พืชหลาย
ชนดิ ปลูกเพ่ือผลิตเมล็ดพันธไ์ุ ดต้ ลอดท้ังปี แตค่ วร
หลกี เลย่ี งการเกบ็ เกย่ี วชว่ งฤดูฝน เพราะจะทำ� ให้
เมล็ดมีความชื้น เกดิ โรคกบั เมลด็ ได้งา่ ย และ
มปี ัญหาในการลดความชื้นของเมลด็ พันธุ์