The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookedba, 2021-08-17 04:42:14

3. ไตร่ตรอง

3. ไตร่ตรอง

ไตรต รอง 41

6. นาํ เสนอบทเรยี นเพอื่ นกั เรยี นแตล ะคน

ในที่สุด ก็มาถึงขั้นตอนที่ฉันถนัดและคุนเคยเสียที การ “สอน” บทเรียน
ใหแกนักเรยี น แตพอไดอา นเอกสารเกี่ยวกับกระบวนการสอนท่ีเนนการไตรต รอง
ฉันก็ถึงกับตองอึ้งไปช่ัวขณะ ข้ันตอนนี้เรียกวาถูกเรียกวา “การนําเสนอบทเรียน”
อา ว! ไมใชการ “สอน” บทเรยี นหรอกหรือ? ทําไมนะเหรอ?

นักบุญอิกญาซีโอ ผูใหกําเนิดการศึกษาที่เนนการไตรตรองไดพิสูจนดวย
ประสบการณการศึกษาของทานเองวา ความกระตือรือรนแตเพียงอยางเดียว
ไมเพียงพอ ท่ีจะทําใหการศึกษาประสบความสําเร็จได วิธีท่ีนักเรียนไดรับ
การนาํ ทางและวิธีที่ใชในการสอนนับเปน สว นทสี่ ําคญั มาก

เม่ือพูดถึงการ “สอน” บทเรียน ซึ่งฉันคุนเคย เปนการสื่อสารดานเดียว
จากครูสูนักเรียน หรือท่ีภาษาเทคนิคเรียกวา “การบรรยาย” หรือ “Chalk and
Talk” ซึ่งก็ฟงดูเกดี การเรียนการสอนท่ีเนนการไตรตรองยังคงถือวาการ
บรรยายเปนเครื่องมือที่สําคัญ เพราะครูสามารถกําหนดวัตถุประสงคทาง
วิชาการท่ีถูกตองแมนยําและมีขอบเขตสําหรับช้ันเรียนแตละชั้นโดยงาย แต
วัตถุประสงคของการเรียนรูที่แทจริงเปนมากกวานั้น นักบุญอิกญาซีโอช้ีใหเรา
ตระหนักวา ถึงแมวาการสอนทางวิชาการที่ไดร ับการจัดระบบเรียบรอยเปน
อยางดี ก็ไมอาจชวยใหบุคคลเติบโตขึ้นอยางแทจริงได ยกเวนแตนักเรียน
จะไดมีสวนรวมอยางกระตือรือรนในกระบวนการเรียน การเรียนจะไม
เกิดข้ึนโดยที่นักเรียนไมไดลงมือปฏิบัติดวยความเขาใจของตนเอง ดังนั้น
การฝกปฏิบัติและกิจกรรมการเรียนรูต า งๆ จงึ เปน สิ่งสําคัญ

ไตรต รอง 42

การเรียนการสอนท่ีเนนการไตรตรองใหความสําคัญอยางมากกับการ
คดั เลือกและปรับเปลี่ยนเพื่อใหเหมาะสมกับนักเรียน บนพนื้ ฐานความเช่ืออันเปน
รากฐานที่วา “แมกระท่ังเด็กเล็กๆ ก็สามารถเรียนรูไดมากมาย ถาหาก
เด็กๆ เหลาน้ันไมไดถูกยัดเยียดสิง่ ตางๆ มากเกินไปในคร้งั เดียว” ขอบเขต
และลําดับขั้นตอนที่ถูก ออกแบบมาใหเหมาะสมตามแตความสามารถของ
นักเรียนเปนสงิ่ สาํ คญั พืน้ ฐาน

ประเด็นนี้ทําใหฉันคิดถึงรายงานการวิจัยทางการศึกษาในปจจุบัน ท่ีได
ศึกษาวิจัยการศึกษาในประเทศตางๆ ถึงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในโลกปจจุบัน
ผลการวิจัยแสดงวา ประเทศท่ีประสบความสําเร็จไดลดจํานวนหัวขอท่ีสอน
ลง แตเนนสอนใหลึกขึ้นในแตละป ใหความสําคญั กบั ทกั ษะการใชเ หตุผลและ
การประยกุ ตใชความรมู ากกวา การสอนเนือ้ หามาใหครบถว น และมลี ําดับการหวัง
ผลทอี่ งิ ตามความกาวหนาของการเรียนรใู นสาขาเดียวกันหรือระหวางสาขาวิชา

ฉันอดไมไดที่จะหยุดเพื่อถามตัวเองวา “แลวนักเรียนของฉันถูกยัดเยียด
สิ่งตางๆ มากเกนิ ไปในครง้ั เดยี วหรือเปลา ?”

ในเม่ือการออกแบบการเรียนการสอนใหเหมาะสมตามแตความสามารถ
และบริบทของนักเรียนเปนส่ิงสําคัญพ้ืนฐาน มนุษยมีประสาทสัมผัสที่ใชในการ
เรยี นรูประสบการณภายนอก 3 อยาง คอื การมอง (Visual) การฟง (Auditory)
และการสัมผัสหรือเคล่ือนไหว (Kinesthetic) แมวาทุกคนจะมีประสาทสัมผัส
ครบทั้ง 3 อยา ง แตนักเรียนแตละคนมีความถนดั ในการใชป ระสาทสัมผัสแตกตาง
กัน บางคนอาจถนัดในการมอง บางคนอาจถนัดในการฟง ขณะที่คนอ่ืนๆ อาจ
ถนัดในการเคลื่อนไหวมากกวา

เมื่อตระหนักถึงความแตกตางน้ี ฉันคิดวาควรพยายามจัดวิธีการเรียน
การสอนที่มีความหลากหลาย เพื่อใหนักเรียนแตละคนมีโอกาสใชประสาทสัมผัส
ที่ตนเองถนัดในการเรียนรู ฉันควรสังเกตและบันทึกวานักเรียนแตละคนถนัดใช
ประสาทสัมผัสแบบใด เพื่อออกแบบแผนการเรียนรูใหเหมาะสมกับนักเรียนเปน
รายบคุ คลใหมากทีส่ ดุ เทาท่ีฉันจะทําได

ไตรต รอง 43

ผูเรยี นแบงออกไดเปน 3 ประเภทตามประสาทสมั ผสั การเรียนรู ดงั นี้

1. ผูเ รยี นรูดว ยการมอง (Visual Learner)
ผูเรียนรูดวยการมองมีประมาณรอยละ 40 - 50 ของประชากรทั้งหมด มี
ลกั ษณะและวธิ ีการเรียนรู ดงั น้ี
 เรียนรูดวยการมองเห็นวัตถุ ในขณะท่ีฟง ตองดูตําราเรียนในขณะที่
ครูพดู โดยเฉพาะการเรียนภาษาตางประเทศ
 เรียนรูไดดีขึ้น เมื่อมีภาพประกอบในกราฟ แผนภูมิ แผนผัง หรือ
รปู ภาพ หรอื เมื่อไดดูภาพยนตร หนงั สั้น โปรแกรมคอมพิวเตอรหรือส่อื ตางๆ
 อาจไมถ นัดที่จะจดบันทึกขณะฟงบรรยาย
 จาํ สิ่งทอ่ี า นไดด ีกวา ที่ฟง และเกบ็ ขอมูลเปน ภาพ

เพือ่ ทบทวนรูปแบบการเรียนการสอนของฉัน ฉันตั้งคาํ ถามกับตัวเองและ
บันทกึ คาํ ตอบของฉนั ดงั ตอ ไปนี้

1. ในแตล ะคาบเรยี น ฉนั ใชการสอนทเ่ี นน การมองคดิ เปน รอ ยละเทาไร?
2. ฉันใชเทคนิควิธีอะไรบางท่ีใหนักเรียนใชประสาทสัมผัสการมองที่
ไดผ ลเปนอยางดี?
3. ฉันเปนผูท่ีเรียนรดู วยการมองหรือไม ถาใช มีเทคนิคอะไรบาง 2 - 3
อยางทฉี่ นั พบวา เปนประโยชนก ับฉนั หรอื ทีฉ่ ันชอบมากท่ีสุด?

2. ผูเ รียนรูดวยการฟง (Auditory Learner)
ผูเรียนรูดวยการฟงมีประมาณรอยละ 15 - 20 ของประชากรท้ังหมด
ผูเรียนกลุมนี้คงเปนกลุมในฝนของผูสอนที่ชอบ “Chalk and Talk” แนๆ เลย
ผูเรียนกลุม นม้ี ีวิธีการเรียน ดงั นี้
 เรียนรไู ดดีท่สี ดุ ดวยการฟง และจดบันทกึ ไดอ ยา งดี
 เรียนรูไดดขี นึ้ ดวยการกลับไปฟงบนั ทึกเสยี งคาํ บรรยาย
 มีปญหาในคาบเรยี นทใ่ี หอา นหนงั สือโดยไมมกี ารบรรยาย
 จาํ สง่ิ ท่ไี ดฟ ง ดกี วา จากส่ิงท่อี า น
 สามารถแปลงขอมูลทีฟ่ ง เพอื่ จําเปน ภาพได

ไตรตรอง 44

เพอื่ ทบทวนรูปแบบการเรียนการสอนของฉัน ฉันตั้งคาํ ถามกับตัวเองและ
บนั ทกึ คาํ ตอบของฉัน ดังตอ ไปน้ี

1. ในแตล ะคาบเรยี น ฉนั ใชการสอนท่ีเนนการฟงคิดเปนรอยละเทาไร?
2. ฉันใชเทคนิควิธีอะไรบางท่ีใหนักเรียนใชประสาทสัมผัสการฟงท่ี
ไดผ ลเปน อยา งดี?
3. ฉันเปนผูที่เรียนรูดวยการฟงหรือไม? ถาใช มีเทคนิคอะไรบาง
2 - 3 อยาง ทฉ่ี นั พบวาเปน ประโยชนก ับฉันหรอื ทีฉ่ นั ชอบมากท่ีสดุ ?

3. ผูเรียนรูดวยการเคลื่อนไหว (Physical Learner)
ผูเรียนรูดวยการเคลื่อนไหวมีประมาณรอยละ 15 - 20 ของประชากร
ทั้งหมด เปนกลุมที่ครูคงตองใชพลังกายมากหนอยในการเคลื่อนไหวไปกับเขา
กลุม น้ีมีวิธีเรยี น ดังน้ี
 เรยี นรไู ดดีที่สดุ ดวยการสมั ผสั จบั ตอ ง และใชส่งิ ของตา งๆ
 เคลื่อนไหวสวนตางๆ ของรางกาย หรือวัสดุใกลตัว เชน ปากกา
ดนิ สอ ตลอดเวลา
 มักจะมีปญหาในคาบเรียนที่เนนการบรรยาย และไมสามารถจด
บันทกึ ไดดี
 สามารถจดจําไดดีในสิ่งที่ไดลงมือทํา มากกวาเพียงแคการฟง
บรรยายหรอื การมอง
 มีแนวโนมท่ีจะแกปญหาโดยการใชรางกาย จึงทําใหดูเหมือนวาเปน
คนหุนหันพลันแลน และควบคุมไดยาก
 สามารถจดจาํ ทกั ษะทางกีฬาหรอื ศิลปะ ไดด ีกวาหลกั ทางวิชาการ

เพื่อทบทวนรูปแบบการเรียนการสอนของฉัน ฉันต้ังคําถามกับตัวเองและ
บนั ทกึ คาํ ตอบของฉัน ดงั ตอไปนี้

1. ในแตละคาบเรียน ฉันใชการสอนท่ีเนนการเคล่ือนไหวคิดเปน รอยละ
เทา ไร?

2. ฉันใชเทคนิควิธีอะไรบางท่ีใหนักเรียนใชประสาทสัมผัสการ
เคลื่อนไหวท่ีไดผลเปนอยา งดี?

ไตรตรอง 45

3. ฉันเปนผูที่เรียนรูดวยการเคลื่อนไหวหรือไม? ถาใช มีเทคนิค
อะไรบา ง 2 - 3 อยางท่ีฉนั พบวา เปน ประโยชนก บั ฉันหรอื ท่ฉี ันชอบมากทส่ี ุด?

นักเรียนควรไดรับโอกาสที่จะพัฒนาและเรียนรูประสาทสัมผัสท้ัง 3 ดาน
แมวาจะมีความถนัดในการใชประสาทสัมผัสน้ันแตกตางกัน ครูจึงควรจัดการ
เรียนการสอน โดยใชเทคนิควิธีที่หลากหลาย และสงเสริมการใชและพัฒนา
ประสาทสัมผัสทั้ง 3 ดานของนักเรียนแตละคน และขณะเดียวกันใหโอกาส
นกั เรียนไดใชค วามถนดั ในการเรยี นรูของตนอยา งเทา เทียมกัน

การศึกษาคาทอลิกเรียกรองใหครูจัดประสบการณการเรียนรูที่ดีและ
เหมาะสมใหแกนักเรียน ครูพึงวางแผนการเรียนรูใหเหมาะสมกับความสามารถ
และความตองการของนักเรียนแตละคน ครูตองใหกําลังใจ กระตุน ใหคําแนะนํา
ชวยเหลือ ตลอดจนตักเตือนอยางเปนมิตร เพ่ือใหเกิดผลท้ังทางวิชาการและทาง
ศีลธรรม และที่สดุ ครตู อ งภาวนาใหแ กนักเรยี นแตละคน

นอกจากการใหความสําคัญกับการวางแผนการเรียนการสอนท่ีใหโอกาส
แกนักเรียนใชประสาทสัมผัสที่แตกตางกันแลว กระบวนการเรียนการสอนท่ีเนน
การไตรตรองยังใหความสําคัญกับ “การทําซ้ํา” ท้ังท่ีเปนรายวัน รายสัปดาห
รายเดือน รายป เพราะนักเรียนจะไดฝกฝนจนเกิดความชํานาญ แตการทําซ้ํา
ไมไดหมายถึงการสอนซ้ําแลวซ้ําอีกเพื่อใหจดจําเนื้อหาสาระซ่ึงทําใหเบ่ือหนาย
ในทางตรงกันขาม การทําซํ้าเปนการใหโอกาสนักเรียนท่ีจะเขาใจและไตรตรอง
สวนตัว และไดซึมซาบ บทเรียนน้ันมาเปนของตนเอง ซ่ึงจะเกิดขึ้นไดก็ตอเม่ือ
นกั เรยี นรูสกึ ตื่นเตน กับบทเรยี นและไดไ ตรตรองบทเรียนที่ครูนําเสนอ

นอกจากวธิ ีการสอนแลว แนนอนวา ครตู องใหความสาํ คญั กบั เน้ือหาที่จะ
นําเสนอดวย ครูตองเขาใจอยางถองแทถึงเนื้อหาวิชาการท่ีสอน และจะสมบูรณ
แบบไรท่ีติ หากครูรักและคล่ังไคลในเนื้อหาวิชาน้ัน ครูพัฒนาตนจนเปน
ผูเช่ียวชาญและมีความกระตือรือรนที่จะนําเสนอเน้ือหาในวิชาน้ัน ไมใชเพื่ออวด
ภูมิ แตเพื่อจูงใจใหนักเรียนใฝฝนที่จะเปนผูเชี่ยวชาญและกระตือรือรนในการ
เรียนรูวิชาน้ันเชนเดียวกัน ครูตองใชความเชี่ยวชาญของตนท่ีจะแบงเนื้อหาเปน

ไตรตรอง 46

คําเล็กๆ แลว คอยๆ ปอนนักเรียนทีละคาํ ทีละคาํ ใหเหมาะสมกบั ความสามารถใน
การรับรขู องนักเรยี นแตล ะคน โดยไมยดั เยยี ดสิ่งตางๆ มากเกนิ ไปในครง้ั เดยี ว

ฉนั ไตรต รอง~~~

ไตรตรอง 47

“นกั บญุ อกิ ญาซีโอชีใ้ หเราตระหนกั วา
ถงึ แมวา การสอนทางวชิ าการทีไ่ ดร ับการจดั ระบบเรยี บรอ ย
เปน อยา งดี ก็ไมอ าจชว ยใหบคุ คลเติบโตข้ึนอยา งแทจริงได

ยกเวนแตน กั เรยี นจะไดมสี วนรวมอยางกระตอื รอื รน
ในกระบวนการเรยี น การเรยี นจะไมเ กิดขน้ึ โดยทนี่ ักเรียน

ไมไ ดล งมือปฏิบัตดิ วยความเขา ใจของตนเอง ดงั นั้น
การฝก ปฏิบตั ิและกิจกรรมการเรียนรูตางๆ จึงเปน สง่ิ สําคัญ”

ไตรต รอง 48

ความเช่ือศรัทธา
“ความเช่ือ คือ ความม่ันใจในสิ่งที่

เราหวัง เปนขอ พิสูจนถึง สิ่งที่มองไมเห็น
เพราะความเชื่อ เราจึงเขาใจวาพระวาจา
ของพระเจาเนรมิตสรา งโลก” (ฮบ.11:1-5)

ไตรต รอง 49

7. สาํ รวจชีวติ ดว ย See-Judge-Act

ตอนน้ีฉันคงผานคร่ึงทางของการเดินทางเพ่ือเรียนรูกระบวนการเรียน
การสอนที่เนนการไตรตรอง ยิ่งฉันรูจักและเขาใจกระบวนการนี้มากขนึ้ เทาใด ฉัน
ก็ยิ่งประทับใจและชอบกระบวนการน้ีมากข้ึนเทานั้น แตในขณะเดียวกัน ฉันกลับ
เร่ิมเกิดความรูสึกกังวลวา การเดินทางของฉันจะประสบความสําเร็จอยางที่ต้ังใจ
ไวไหม? เพื่อนรวมทางของฉันคิดรูสึกอยางไรอยู? พวกเขาจะชอบและเขาใจ
กระบวนการน้ีมากข้ึนเหมือนฉันไหม? ฉันอยากไดคําแนะนําและกําลังใจจากใคร
สักคน ในวันที่ฉันกําลังมีคําถามเหลานี้ในใจน้ีเอง ฉันไดไปออกกําลังที่ Fitness
Center ใกลๆ ที่ทํางาน หลังออกกําลังกายเสร็จ ฉันคอยๆ เดินชาๆ ไปหอง
อาบน้ํา มีสุภาพสตรีตัวเล็กๆ ทวมๆ ซึ่งฉันเคยเห็นบอยครั้งทน่ี ่ี เดินอยางรวดเร็ว
และกําลังแซงฉันไป สายตาของฉันทอดตามเธอไป เม่ือเธอแซงไป ฉันเห็น
ดานหลังเสื้อของเธอ ฉันถึงกับอึ้งไปชั่วขณะเมื่อไดอานขอความที่พิมพไว
ดานหลังเสอ้ื ของเธอ ขอ ความนน้ั เขียนวา

My advice is…………
Success is a journey
…..…….Not a destination.

ไตรตรอง 50

ขอความนี้ควรจะแปลวา

คาํ แนะนาํ ของฉนั คอื …..…….

ความสาํ เร็จคอื การเดนิ ทาง
…..…….ไมใ ชจ ุดหมายปลายทาง

“โดนเขาเต็มๆ เลยเรา!” ใชแลว ตอนน้ีฉันกําลังเดินทางอยู ฉันอยูบน
เสนทางของความสําเร็จแลว จะกังวลอะไรกับจุดหมายปลายทาง เม่ือเดินอยูบน
เสนทางที่ถูกตองดวยความกระตือรือรนและเต็มไปดวยความหวัง จุดหมาย
ปลายทางอาจเปนอะไรก็ได ฉันตองมุงมั่นและกาวไปขางหนาตอไปและสนุก
ต่ืนเตน กับการเรียนรแู ละคนพบสงิ่ ใหม ดวยใจยินดีมิใชหรือ! เรามาเดินทางตอไป
ดว ยกันนะ

บันทึกในบทท่ีแลวเนนถึงการนําเสนอบทเรียนดวยกระบวนการท่ี
หลากหลายเพื่อใหนักเรียนใชป ระสาทสัมผัสทั้ง 3 อยา ง คือ การมอง การฟง และ
การเคล่ือนไหวในการเรียนรู ดวยประสาทสัมผัสที่นักเรียนแตละคนถนัด ท้ังน้ี
เพื่อใหบรรลุวตั ถุประสงคข องการศกึ ษา

วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค ข อ ง ก า ร ศึ ก ษ า มั ก จ ะ ไ ด รั บ ก า ร นํ า เ ส น อ ใ น แ ง ข อ ง ก า ร
ถายทอดวัฒนธรรม นั่นคือการสงผานภูมิปญญาท่ีชนรุนกอนไดสั่งสมกันมา
ไปยังชนรุนใหม แตในศตวรรษท่ี 21 น้ี เยาวชนชายและหญิงจะตองมที ักษะทาง
เทคโนโลยีใหมๆ พวกเขาจะตองมีทักษะในการเขาใจและวิพากษตอทุกแงทุกมุม
ของชีวิตดวยความรัก เพ่ือท่ีจะตัดสินใจที่จะสงผลกระทบตอชีวิตทั้งหมดของเขา
ไปในทางที่ดีข้ึน การตัดสินใจนี้ตองทําโดยผานการศึกษา การไตรตรอง การ
วิเคราะห การวิพากษ และการจัดสรรทางเลือกตางๆ บนรากฐานของคุณคา
คณุ ธรรม และจริยธรรมทีด่ งี าม

กระบวนการเรียนการสอนท่ีเนนการไตรตรองไดนําเสนอกระบวนการ
เพื่อใหเกิดการไตรตรอง ซ่ึงสามารถชวยในการเจริญเติบโตของนักเรียน ซ่ึง
สามารถแสดงเปนแผนภาพที่ 3 กระบวนการเพอ่ื ใหเกิดการไตรตรอง ดงั นี้

ไตรตรอง 51

--- > --- มี / เฝา ดูประสบการณ --- > ---

ประเมินผล ไตรตรอง

--- < --- ลงมอื ปฏิบัติ --- < ---

แผนภาพที่ 3 กระบวนการเพอื่ ใหเ กิดการไตรตรอง

หลังจากฉันไดศึกษาเชิงวิพากษ ฉันพบวากระบวนการน้ีชางเหมือน
และสอดคลองดวยกับกระบวนการสํารวจชีวิตดวย See-Judge-Act จริงๆ
กระบวนการสาํ รวจชวี ติ เปนกระบวนการของขบวนการ Y.C.S. ยอมาจาก Young
Christian Students ท่ีฉันไดเรียนรูจากคุณพอเฉลิม กิจมงคล ฉันไดใชในชีวิต
ของฉันมาตั้งแตเปนนักเรียนมัธยม จนฝงรากลึกในตัวฉันนับเปนเวลากวา 30 ป
มาแลว

ดวยคําแนะนําของที่ปรึกษาการเดินทางของฉัน อาจารยสุมิตรา พงศธร
ฉันจงึ ไปบรู ณาการและบนั ทกึ กระบวนการทั้งสองเขา ดว ยกนั

กระบวนการนี้จําเปนมากย่ิงขึ้นในโลกสมัยใหมนี้ โลกที่เต็มไปดวย
ส่ิงกระตุนและส่ิงเรารอบตัวตลอดเวลา คนเราแทบจะไมมีชองวางของเวลาท่ีจะ
หยุดคิด เพ่ือคิดวินิจฉัยและไตรตรอง คนในโลกปจจุบันมีแนวโนมที่จะตอบสนอง
ตอประสบการณท่ไี ดร บั ดวยการปฏิบัตใิ นทันทที ันใด

ไตรตรอง 52

ประสบการณ์ ตอบสนอง การปฏิบตั ิ

กระบวนการ See-Judge-Act และกระบวนการเรียนการสอนท่ีเนนการ
ไตรตรอง ฝกฝนทักษะท่ีจําเปนใหแกนักเรียนและครูท่ีจะฝกฝน ใหสามารถหยุด
อยูชั่วขณะ เพอ่ื ทีจ่ ะคดิ วินิจฉยั และไตรต รอง กอ นจะตัดสินใจและลงมอื ปฏบิ ตั ใิ ดๆ

ประสบการณ์ หยุดช่ัวขณะ คิดวินิ จฉัย ตอบสนอง การปฏิบตั ิ
ไตรต่ รอง

การวินิจฉัยไตรต่ รองก่อนลงมือปฏิบตั ิ

กระบวนการสํารวจชีวิต (Review of Life) เปน “เคร่อื งมือ” หน่ึงที่ชวยให
นักเรียนและครูสามารถเฝาดู วินิจฉัย และเลือกปฏิบัติไดวา “พวกเขาจะ
ตอบสนองตอประสบการณที่มีในสถานการณทางสังคม หรือเหตุการณปจจุบัน
อยางมีคุณธรรมที่ถูกตองและเหมาะสมไดอยางไร” เพ่ือเปล่ียนตัวเอง ครอบครัว
และสังคมรอบตัวใหดยี ่ิงข้นึ

กระบวนการสํารวจชีวิตเรียนรูไดจากการปฏิบัติข้ันตอนตางๆ ในการ
สํารวจชีวิตสวนตัวและเปนกลุม โดยการสังเกต พิจารณา ตรึกตรอง แลกเปล่ียน
แบงปนและหาแนว มิใชเพียงการฟงบรรยายหรือฟงการอบรม แตเปน
กระบวนการตอเนื่องของการตอบสนองตอประสบการณที่มีดวยตนเอง หรือรับรู
จากบุคคลอ่ืนในสถานการณหรือเหตุการณตางๆ และการลงมือปฏิบัติ ซึ่งอาจ

ไตรตรอง 53

แบงออกเปน 3 ข้ันตอน คือ 1. มองดูประสบการณ (See) 2. คิดวินิจฉัย (Judge)
และ 3. ลงมอื ทํา (Act)

ขั้นตอนการมองดู (See) เปนการวิเคราะหความจริงของชีวิต หรือ
ประสบการณของมนุษย (Analysis of the Truth of Life) ซึ่งแมวาจะมีความจริง
หรือประสบการณที่มีความนายินดีอยูบาง แตสวนใหญแลว จะเปนสภาพความ
เปนจริงหรือประสบการณในทางลบตางๆ ในขั้นตอนนี้จึงตองระลึกไวเสมอวามี
เปาหมายอันเปนความหวังของการสํารวจชีวิต คือการทาํ ใหโลกที่อยูในภาวะทาง
ลบใหกลายเปนโลกท่ีดีกวาหรือท่ีศาสนาคริสตใชคําวา “โลกท่ีเปนอาณาจักร
ของพระเจา ”

ประสบการณดา นลบ ใหก ลายเปน โลกทเี่ ปนอาณาจักรของพระเจา

ความเกลียดชงั ความรัก
การตอ สูด ิ้นรน การแบง ปน
ความยากลําบาก ความยินดี
การกดขี่ขม เหง เสรภี าพ
ความอยตุ ธิ รรม ความยุตธิ รรม
ความขัดแยง สนั ติ
ความพอเพียง
ความโลภ ความเปนหนง่ึ เดียวกนั
การแบงแยก การชวยเหลือเกอ้ื กูล
ความเห็นแกต ัว

แผนภาพที่ 6 โลกทีเ่ ปน อาณาจกั รของพระเจา

ไตรตรอง 54

ข้ันตอนการคิดวินิจฉัย (Judge) เปนการนําหลักวิชาการ คุณคาพระ
วรสารที่พระเยซูทรงสอนและเปนแบบอยาง หรือหลักธรรมทางศาสนา มาปรับใช
กับสถานการณหรือสภาพความจริงนั้น เพื่อเลือกการลงมือปฏิบัติ (Act) ได
อยา งถูกตองเหมาะสม ท้ังน้ี เพ่ือท่ีจะทําใหต นเอง คนรอบขาง สังคมและโลกดขี ึ้น
กวา ทีเ่ ปน อยู

ความหมายและการปฏบิ ัตใิ นแตละขัน้ ตอนเปนดังตอ ไปนี้

1. มองดูประสบการณ (See)
กระบวนการสํารวจชีวิตเรม่ิ ตน จากการมองดู สังเกต สาํ รวจและวเิ คราะห
ประสบการณในสถานการณหรอื ประเด็นปญหาตางๆ ที่เกิดข้ึนในชีวิต และนํามา
วิเคราะห เพ่ือทําความเขาใจถึงตนตอของสาเหตุ และผลกระทบที่มีตอตนเอง
ครอบครัว บคุ คลรอบขาง โรงเรยี น ประเทศชาติ และสังคมโลกโดยรวม
การรับรูประสบการณน้ันอาจเปนประสบการณตรงที่เกิดขึ้นกับตนเอง
หรือตัวเองอยูในสถานการณนั้น เชน การสนทนา การถกเถียงกัน การตรวจสอบ
ในหองปฏิบัตกิ าร การออกภาคสนาม หรอื อาจเปนประสบการณจากผูอืน่ โดยการ
รบั ฟง ผูอ่ืน โดยการอา น การฟง คําบรรยาย การรบั ฟง จากส่อื ตา งๆ

 สํารวจ รวบรวมขอเท็จจริงจากประสบการณของตนและของผูอื่น
ในสภาพการณ หรือเหตุการณที่พบในชีวิตประจําวัน รวมถึงกิจกรรมการเรียนรู
ตางๆ

 วิเคราะหความจริงเพื่อคนหาสาเหตุจูงใจที่ทําใหเกิดสถานการณ
หรอื เหตกุ ารณนั้น และบุคคลตางๆ ท่เี กี่ยวของ

 คาดการณถึงความเกี่ยวของ ผลลัพธและผลกระทบตางๆ ท่ีอาจมี
ตอตนเอง ผูอ่นื และสงั คม

เพื่อใหเขาถึงสภาพความเปนจริงดังกลาว “การมองดู” นี้จึงไมใชเพียง
การมองดูแคเพียงผิวเผิน แตเนนการมองดูอยางเปนรูปธรรม มองเชิงวิพากษ
และมองอยา งลึกซ้งึ (Seeing Concretely, Critically and Deeply)

ไตรต รอง 55

 การมองดูอยางเปนรูปธรรมตองใชทักษะและความรูในการ
เขา ถงึ และวิเคราะหขอเท็จจริงอยางท่ีเปนจรงิ ๆ ไมใ ชเปนเรื่องหรือขอ สมมติฐานท่ี
ถกู สรา งหรือแตงขนึ้

 การมองเชิงวิพากษตองตั้งคําถาม “ทําไม” คร้ังแลวครั้งเลา
เพ่ือที่จะคนหาและคนพบตนตอท่ีแทจริงของปญหา ไมใชยอมรับเพียงสาเหตุที่
ผวิ เผินเทานนั้

 การมองดูอยางลึกซึ้งเปนการมองในทุกแงทุกมุม ไมวาจะเปน
ทางสังคม วัฒนธรรม ทางส่ิงแวดลอม หรือทางกายภาพ เพื่อใหเขาถึงแรงจูงใจ
หรือผลประโยชนท่อี ยเู บือ้ งหลงั

จากประสบการณข องฉนั ในข้นั ตอน “การมองดู” นี้ ตอ งใหแนใ จวา
1. ฉันกําลังพิจารณาทุกแงทุกมุมของชีวิตและพิจารณาความสัมพันธ

ของสิ่งเหลานั้นอยูหรือไม หรือฉันกําลังพิจารณาเพียงดานเดียว หรือพิจารณา
หลายดา นแตไมม ีความสมั พนั ธกัน

2. ฉันกําลังมองดูอยางเปนรูปธรรม อยางลึกซึ้งและเชิงวิพากษอยู
หรือไม หรือฉันกําลังพิจารณาเพียงผิวเผนิ เทา นั้น

ครูชวยนักเรียนดวยการกระตุนจินตนาการของนักเรียน ดวยการสราง
สภาพแวดลอม สรางสมมติฐานดานตางๆ เชน เวลา วัฒนธรรม สังคม การเมือง
และเศรษฐกิจ เปนตน ครูอาจใชการจําลองแบบ การเลนบทสมมติ และสรางเร่ือง
หรือเหตุการณที่เปน Moral Dilemma และที่สําคัญคือการต้ังคําถามอยูเสมอๆ
โดยเฉพาะคําถาม “ทําไม” เพื่อใหนักเรียนคิดลึกซ้ึงขึ้น และในหลากหลายแงมุม
มากขึน้

ขั้นตอนการมองดูชวยใหนักเรียนกลาเผชิญกับความเปนจริงตางๆ
ในชีวิต ดําเนินชีวิตอยางมีสติ ต่ืนตัว และรูเทาทันสาเหตุท่ีแอบแฝงอยูเบื้องหลัง
สถานการณ นักเรียนไมเปนผูหนีปญหาหรือเปนผูเสริมปญหา อีกทั้งไมยอมถูก
กลืนเขาไปในปญหาดังกลาว และนําไปสูการพิจารณาวินิจฉัยอยางลึกซึ้งและ
ตัดสินใจดาํ เนนิ ชวี ติ อยางถูกตอ งมากข้นึ

ไตรต รอง 56

2. คิดวินจิ ฉยั (Judge)
ขั้นตอนการคิดวินิจฉัยใชหลักวิชาการ คุณคาพระวรสารหรือหลักธรรม
ทางศาสนาท่ีเกี่ยวของเปนหลักการในการกําหนดทางเลือกในสถานการณหรือ
สภาพความจริงที่พิจารณาอยูและตัดสินใจเลือกแนวทางที่ถูกตองเหมาะสมท่ีตน
จะนาํ ไปปฏบิ ตั ิรวมถงึ หาแนวรวม โดยมีเปาหมายทีจ่ ะทาํ ใหโลกดกี วาท่เี ปน อยู

การวนิ ิจฉัยทาํ โดย
1. ศึกษา ทบทวนหลักทางวิชาการ คุณคาพระวรสารหรือหลักธรรม
ทางศาสนาวาไดกําหนดหรือมีทาที และมุมมองตอสถานการณ หรือเหตุการณน้ี
อยางไร และตอบสนองตอสถานการณหรือเหตุการณนี้อยา งไร เพื่อใหโลกนี้ดีข้ึน
กวา เดิม
2. ใชดุลยพินิจในการพิจารณาวาเหตุผลเชิงจริยธรรมตามคุณคาพระ
วรสารหรือหลักธรรมทางศาสนาท่ีมีตอเร่ืองน้ีเปนอยางไร เพ่ือตัดสินใจเลือก
ทางเลอื กทท่ี าํ ใหโลกนนี้ าอยูกวาเดิม ภายใตบ ริบทของเขา
3. กําหนดวาฉันและบุคคลที่เก่ียวของควรมีทาทีทัศนะ และความ
คิดเห็นอยางไรตอสถานการณ หรือเหตุการณดวยเหตุผลเชิงจริยธรรมท่ีถูกตอง
บนพน้ื ฐานของหลักวิชาการ คุณคาพระวรสาร หรอื หลกั ธรรมทางศาสนา
4. สรุปวาฉันและบุคคลที่เกี่ยวของสามารถรวมมือกันไดอยางไรบาง
และจะสรา งความรว มมอื เหลาน้ันไดอยางไร

นักบุญอิกญาซีโอแนะนําวา มนุษยเราตกอยูภายใตสิ่งเราหรือทางเลือก
ตางๆ ซ่ึงมักจะขัดแยงกัน มนุษยตองรูจักคนหาวาแรงจูงใจใด ดลใจใหเรามี
แนวโนมในทางที่ดี หรือแรงจูงใจใดทําใหเรามีแนวโนมสูความชั่ว การ “แยกแยะ”
จนเกิดความกระจา งตอ แรงจูงใจภายในตองอาศัยคุณคาพระวรสารหรือหลักธรรม
ทางศาสนาอันเปนแรงจูงใจท่ีสําคัญของชีวิต เมื่อมีการพิจารณาวินิจฉัยกันเปน
กลุม ก็จะย่ิงเกิดพลังทําใหแตละคนเลิกการตอบปญหาแบบผิวเผิน แตหันมาหา
คําตอบท่ีมีความหมาย พรอมท้ังมีขอสรุปใหกับชีวิตอยางลึกซึ้งและกระจางชัด
และมีแรงบันดาลใจใหเกิดการเปลี่ยนแปลงตนเอง มีสวนรวมกับพระเจาในการ
พัฒนาปรบั ปรุงสังคมรอบขางใหดขี ้ึน

ไตรต รอง 57

ข้ันวินิจฉัยมีความสําคัญย่ิงในการพัฒนาการใชเหตุผลเชิงจริยธรรมตาม
ทฤษฎีของโคหลเบิรก ครูมีบทบาทท่ีสําคัญอยางมากในการกระตุนนักเรียนดวย
คําถามใหเขาเห็นมุมมองและแรงจูงใจที่หลากหลายเพื่อพัฒนาเหตุผลทาง
จริยธรรมในลาํ ดับที่สูงข้ึน

3. ลงมอื ทํา (Act)
สาํ หรบั นักบุญอกิ ญาซโี อ บททดสอบของความรักคอื การกระทํา มิใชส่งิ ท่ี
พูด “ความรักแสดงออกดวยการกระทํามิใชคําพูด” ขั้นสุดทายเปนการ
วางแผนและลงมือทําตามที่ไดวินิจฉัยและเลือกดวยความหวังท่ีจะทําใหโลกนี้
ดีขึ้นกวาท่ีเปนอยู การลงมือทําอาจทําดวยตนเองหรือรวมมือกับบุคคลอ่ืนอยาง
มอี ิสรภาพ

นักเรียนจะตองใหค าํ ถามกบั ตัวเองดวยคาํ ถามดงั ตอไปน้ี
1. ฉันมีทาทีตอบสนองซึ่งมีสวนในสถานการณ หรือเหตุการณนี้

อยางไร เพื่อสรางส่ิงที่ดีกวาท่ีเปนอยูหรือหาทางเลือกทางออกท่ีดีกวา (หรือฉัน
ควรจะหลีกหนีปญ หาน)ี้

2. ฉันจะแบงปนประสบการณการคนพบ ทาที และคานิยมใหมของ
ฉันใหกับใครบาง เพื่อใหเขาเขามาเปนแนวรวมกับฉันในการแสวงหาเสรีภาพ
ความเปน ธรรม และความหวงั (หรอื ฉันควรปลอ ยใหเ ขาเปน อยางที่เขาเปน)

การลงมือปฏิบัติตองผานข้ันตอนการมองดูและวินิจฉัยอยางลึกซึ้ง ดังน้ัน
นักเรียนจะแสดงออกหรือตอบสนองตอสถานการณ หรือเหตุการณนั้นอยางมีสติ
และจากใจจริง มิใชเพียงเพ่ือจะกระทําโดยไมรวู า ทําไปทําไม? โดยคํานึงถึงทาที
ในการแสดงออกหรือมีการกระทําท่ีลงมือจัดการกับปญหาอยางรอบคอบ วิธีการ
นีม้ ีประสิทธิภาพชวยใหน ักเรียนไมใชเ พียงกลาคิดและกลา ตัดสินใจเทาน้ัน แตยัง
กลาเลือกกระทําส่ิงที่มีคุณคากับตนเอง และตอผูคนรอบขาง ตลอดจนพัฒนา
ตนเองในดานการใชเวลา รูจักมองความสามารถและพรสวรรคท่ีมีอยูในตนอยาง
เกิดผลดีตอตนเองและผูอ่ืน ทั้งนี้ เพื่อใหนักเรียนเกิดความปรารถนา และมี

ไตรต รอง 58

ความสามารถที่จะอุทิศตนอยางชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ เพื่อ
ประโยชนสุขของสงั คม

การประเมนิ ผลและทบทวน
ความกาวหนาในชีวิตมิใชอยูท่ีวาเขากระทําอะไรลงไปเทาน้ัน แตอยูที่วา
นักเรียนมีทาทีที่เขาใจชีวิต และเหตุการณที่เกิดข้ึนนั้นเปล่ียนแปลงไปจากเดิม
เปนสําคัญ หลังจากการลงมือปฏิบัติมาแตละคร้ัง จําเปนตองมีการติดตามผล
การปฏิบัติ นักเรียนควรมีโอกาสแบงปนประสบการณของตน เพ่ือกําหนดการ
ปฏบิ ัติในขน้ั ตอไป โดยกลบั มาใชกระบวนการ “See-Judge-Act” เปนการตอ เนอ่ื ง
อีกคร้ัง เพราะการปฏิบัติเพียงคร้ังเดียว อาจไมสามารถเปล่ียนแปลง หรือชวยให
เหตกุ ารณด ีขึน้ ในทันที แตตอ งการการตอกยา้ํ และปรบั ปรุงเปน ลาํ ดับไป
การตอกยํ้าดวยการทําซํ้าแลวซํ้าอีกสามารถชวยในการเจริญเติบโตของ
นกั เรียน
 ใหร จู กั แยกแยะแรงจูงใจสทู างทดี่ ีและรูจักเลอื กอยางรอบคอบ
 สามารถเรียนรูจากประสบการณทีไ่ ดรับอยา งครบถวนสมบรู ณ
 กระตุนตนเองดวยความมีศีลธรรม จริยธรรมและมนุษยธรรม
เพื่อทจี่ ะเลือกและทําอยางมสี ตแิ ละรอบคอบ

การนํากระบวนการนม้ี าใชอยางบอยๆ สามารถชว ยใหน ักเรียนสรางนิสัย
แหงการเรียนรูตลอดชีวิต จากการสงเสริมใหสนใจประสบการณ การวินิจฉัย
ไตรตรอง และการปฏิบตั ิดวยความรับผดิ ชอบ

เมื่อนานมาแลวฉันเคยฟงบราเดอร จอหน เด ครูซ (Brother John
D’Cruz) อธิบายถึงกระบวนการ See-Judge-Act และไดทําบันทึกสรุปเปน
แผนภาพไว จึงนํามาแนบทายบทนี้เปนแผนภาพท่ี 8 หลักการสํารวจชีวิตดวย
See – Judge – Act ฉันหวังวาเพอ่ื นรวมทางของฉันคงจะชอบนะ

ฉันชอบที่จะสรุปกระบวนการ See-Judge-Act ดวยคําพูดท่ีวา “คิดดวย
สมอง วินิจฉัยดวยหัวใจ ลงมือทําดวยสองมือ” และไดขยายความไวใน
แผนภาพท่ี 7 See – Judge – Act สู Head – Heart – Hand

ไตรต รอง 59

มองดูประสบการณ - สงั เกตขอ มูลหรอื เหตุการณจาก - ดว ยหัวสมอง
(See) ประสบการณของตนเองหรือผูอน่ื (Head)

โดยใชความรทู กั ษะและกระบวน
การทางวิชาการ

วนิ ิจฉยั - คิดวินิจฉัยไตรตรอง เพื่อกําหนด - ดวยหัวใจ
(Judge) ทาทีและการกระทําดวยเหตุผล (Heart)
เชิงคุณธรรมท่ีถูกตอง บนพื้นฐาน
ของหลักวิชาการคุณคาพระวรสาร
หรอื หลัก ธรรมทางศาสนา

ลงมือทาํ - วางแผนและลงมือปฏิบัติเพ่ือให - ดว ยสองมือ
(Act) โลกน้ดี ีกวา ที่เปน อยู
(Hand)

แผนภาพท่ี 7 See – Judge – Act สู Head – Heart – Hand

ฉันไตรต รอง~~~

แผนภาพท่ี 8 หลักการสํารวจชีวติ ดวย See-Judge-Act

มองดู ไตรต รอง 60
เฝา สังเกต

 อะไรกําลงั เกดิ ขึ้น?
เฝา มองประสบการณข องตนอยา งใกลช ดิ

 เฝามองอยางลกึ ซ้ึง
 ทาํ ไมถึงเกิดขนึ้ ?
 อะไรเปนตน ตอของสาเหตุ?

ลงมือทาํ การสาํ รวจ ววนิ ินิจิจฉฉัยัย
วางแผนและลงมือปฏิบัติ ชีวิต แสวงหหาาแแรรงงบบนั นั ดดาลาใลจใจ

 ใครทําอะไร อยางไร กบั ใครและตอใคร?  อะไรจะทําใหเ รือ่ งนี้มคี วามหมายมากขึน้ ?
 ทาํ ใหโ ลกน้ดี ีข้นึ ไดอยา งไร?

ตามคณุ คา พระวรสาร
ตามหลักธรรมทางศาสนาBroth7eSreJpotehmnbDer’ C20r1u1z

ไตรต รอง 61

“กระบวนการสํารวจชีวติ (Review of Life) เปน “เคร่ืองมอื ” หน่งึ ท่ี
ชว ยใหน ักเรยี นและครสู ามารถเฝา ดู วนิ ิจฉยั และเลือกปฏิบตั ิไดวา

“พวกเขาจะตอบสนองตอ ประสบการณท มี่ ีในสถานการณ
ทางสังคม หรือเหตุการณปจ จุบันอยา งมคี ุณธรรมทีถ่ กู ตอ ง

และเหมาะสมไดอ ยา งไร” เพ่ือเปล่ียนตัวเอง
ครอบครัว และสังคมรอบตัวใหด ยี ง่ิ ข้นึ ”

ไตรตรอง 62

ความซอื่ ตรง
“ผทู ่ีซ่อื สัตยใ นเรื่องเลก็ นอย กจ็ ะซื่อสัตยใ นเรือ่ งใหญด วย ผูท่ีไม

ซอ่ื สัตยในเรือ่ งเลก็ นอย ก็จะไมซอ่ื สัตยใ นเรอ่ื งใหญด วย” (ลก.16:10)

ไตรต รอง 63

8. ตบทา ยดว ย “ไตรตรอง”

ในท่ีสุด ฉันก็ไดเดินทางมาถึงหัวใจของกระบวนการเรียนการสอนท่ีเนน
การไตรตรองเสียที “การไตรตรอง” หรือ “Reflection” ฉันรูสึกต่ืนเตนและ
กระหายส่ิงท่ีกําลังจะเรียนรูวา ทําไมตองตบทายดวยการไตรตรองอีกที?
ไตรต รองในขั้นวินจิ ฉัยยงั ไมพอเหรอ? แลว ตองไตรตรองอยา งไร?”

แนนอนวาการไตรตรองตองเปนเครื่องมือหลักของกระบวนการเรียนการ
สอนท่ีเนนการไตรตรอง ในที่น้ี การไตรตรอง หมายถึง การพิจารณาทบทวน
และไตรตรองประสบการณที่ไดรับใหมอีกคร้ังหนึ่งอยางมีวิจารณญาณ
ถึงจุดประสงค แนวความคิด หรือการปฏิบัติท่ีเกิดข้ึน เพื่อที่จะเขาใจถึง
ความหมายและคุณคาของประสบการณของมนุษยที่ไดรับรูแลวนน้ั ไดอยางลึกซ้ึง
ยิ่งขึ้น การไตรตรองเปดโอกาสใหนักเรียนสามารถพิจารณาดวยตนเองถึง
ความหมายและคุณคาที่แทจริงของส่ิงท่ีเขาเรียนรูอยูเพ่ือรับเอาสิ่งนั้นมาเปนของ
ตนเอง อนั จะกอ ใหเกิดความเขาใจอยางแทจ ริงได

คุณพอจอหนนี่ โก เนนวา น่ีเปนโอกาสท่ีครูจะจูงใจใหนักเรียนได
ไตรตรองดวยการมองยอนกลับไปและทบทวนถึงกระบวนการเรียนรูตลอดคาบ
เรียนน้ัน หรืออาจจะหลายๆ คาบ เพ่ือพิจารณาความพรอมท่ีจะเริ่มเรียนรูใน
หวั ขอตอไป หรือนักเรียนจะตองทบทวนหัวขอเดมิ อกี

การไตรตรองเปนกระบวนการท่ีทําใหประสบการณของนักเรียนมีความ
กระจางชัดยิ่งขึ้นกับตนเอง ซึง่ สามารถเกิดข้ึนไดดวยการต้ังคําถามไตรตรอง
เพ่อื ทําใหเกดิ ความเขา ใจอยางลกึ ซึง้ ใน 6 ดาน คอื

ไตรต รอง 64

1. เขา ใจในความจริงของเร่ืองท่ีกําลงั ศึกษาไดชดั เจนยิง่ ขึ้น
การไตรตรองทําใหเกิดความชัดเจนในเน้ือหาท่ีเรียนและแนวความคิดที่
อยเู บื้องหลังเน้อื หาน้ันยง่ิ ข้ึน โดยการตั้งคําถามเพื่อไตรต รอง เชน

 อะไรคือสมมติฐานเบื้องตน อันทําใหเกิดทฤษฎีทางวิทยาศาสตร
น?ี้

 ในการนําเสนอประวัติศาสตรของชนชาติพื้นเมือง หรือการ
วิเคราะหทางสถิติ ส่ิงเหลานี้ถูกตองไหมในสายตาของนักเรียน เปนธรรมไหม?
และมีสมมตฐิ านท่ีเปนไปไดอ ื่นๆ หรือไม?

 ขอสรุปของบทเรียนนี้จะแตกตางกันไปอยางไร หาก ขอ
สมมตฐิ านเปลย่ี นไป?

 เราเรียนวิชาประวัติศาสตรไปเพ่ืออะไร? ประวัติศาสตรในสวนนี้
ใหบ ทเรียนอะไร?

2. เขา ใจตอ แหลงทมี่ าของความรูส ึกหรือปฏิกิริยาที่สัมผสั ได
การไตรตรองทําใหเกิดความเขาใจถึงความรูสึกและปฏิกิริยา โดยการต้ัง
คาํ ถามเพอื่ ไตรต รอง เชน

 ระหวา งศึกษานี้เรื่องราวสน้ั ๆ น้ี นกั เรยี นเกดิ ความรสู กึ อยา งไร?
 อะไรคอื สงิ่ ทน่ี กั เรียนใหค วามสนใจในเรือ่ งนีเ้ ปนพิเศษ ทําไม?
 อะไรท่ีทําใหนักเรียนหนักใจในการแปลความหมายของเรื่องนี้?
ทาํ ไม?
 นักเรียนคิดวาศิลปนไดรับแรงบันดาลใจจากสิ่งใดจึงไดผลิต
ผลงานช้นิ เอกช้ินนขี้ ึน้ ?

3. เขา ใจใหล ึกซึ้งถงึ ผลท่ีจะตามมากับตวั เองและผูอ่นื
การไตรต รองทาํ ใหร ูถงึ ผลท่ตี ามมาโดยการต้งั คําถามเพือ่ ไตรตรอง เชน

 อะไรคือผลกระทบท่ีมีแนวโนมจะเกิดขึ้นไดจากภาวะโลกรอนท่ีมี
ผลตอชวี ติ ของนกั เรียน ตอ ครอบครวั และตอชีวิตของผูค นในประเทศที่ยากจน?

 ปญหาความรุนแรงทางภาคใตของไทย มีผลกระทบตอคนไทย
และสงั คมไทยโดยรวมอยางไร?

ไตรตรอง 65

 หากเหตุการณนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน นักเรียนจะไดรับผลกระทบ
อยางไร?

4. บรรลุถึงการหยงั่ รูสวนบุคคล ตอเหตุการณ ความคิด ความจริง
หรอื ความจริงที่ถกู บดิ เบอื น

การไตรตรองทําใหบรรลุถึงการหยั่งรูสวนบุคคล โดยการต้ังคําถามเพ่ือ
ไตรตรอง เชน

 หากพูดกันดวยหลักการแลว ไมมีใครปฏิเสธวาทรัพยากรของ
โลกมีจํากัดและจําเปนตองมีการจัดสรรและแบงปนใหเทาเทียมกัน แตในความ
เปนจริง มีใครบางท่ีพรอมจะลดสวนแบงของตนและพรอมที่จะคิดใหมถึงสิ่งท่ี
ตองการทแ่ี ทจ ริงเพ่ือใหม คี วามสุข? แลวตัวฉนั เองพรอมไหม?

 อะไรเปนสาเหตทุ ่แี ทจรงิ ของปญหาเศรษฐกจิ ตกตา่ํ ทั่วโลก?
 ใครควรเปนผรู บั ผดิ ชอบกบั สถานการณท เ่ี กิดข้นึ เพราะเหตุใด?

5. เขาใจวาฉันคือใคร และใครท่ีฉันอาจเปนเม่ือมีความสัมพันธ
กับคนอ่นื

การไตรตรองทําใหเขาใจวาฉันเปนใครมากข้ึน โดยการตั้งคําถามเพื่อ
ไตรต รอง เชน

 นักเรียนมีปฏิกิริยาอยางไรเม่ือมีใครมากอกวนความรูสึกของ
นักเรยี น?

 นักเรียนพอใจกับปฏิกิริยาของตนเองหรือไม? ทําไม? ถาหาก
วาไม ทาํ ไมจึงเปน เชนนัน้ ?

 หากเรื่องนี้เกิดข้ึนกับนักเรียน นักเรียนจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง
อยางไร ดวยเหตผุ ลเชงิ คณุ ธรรมทีเ่ หมาะสม?

6. เขาถึงความสัมพันธท่ีลึกซ้ึงกับพระเจาหรือสัจธรรมอันเปน
รากฐานของชวี ติ

การไตรตรองทําใหเขาถึงความสัมพันธท่ีลึกซ้ึงกับพระเจา โดยต้ังคําถาม
เพ่อื ไตรตรอง เชน

ไตรต รอง 66

 ประสบการณน้ีแสดงถึงความรักของพระเจาตอฉันและบุคคลอ่ืน
อยางไร

 ฉันควรตัดสินใจทําอะไร อยางไร เพ่ือใหสิ่งที่ฉันทําแสดงถึง
ความรกั ของพระเจา ทีม่ ีตอ เขา

 เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ตอกยํ้าวาโลกกําลังขาดคุณธรรมประการใด
เพราะเหตุใด?

 ความงดงามของธรรมชาติสะทอนถึงความรักที่พระเจามีตอ
มนษุ ยอยา งไร?

ก าร เดิ น ท า งข อ ง ฉั น เพ่ื อ รู จั ก ก ระ บ ว น ก า รเรี ย น ก า รส อ น ท่ี เน น ก า ร
ไตรตรองไดเผชิญกับความประหลาดใจท่ีนาประทับใจคร้ังใหญอีกคร้ังหนึ่ง ที่ได
พบวา ไมใชแตเพียงแคนักการศึกษาคาทอลิกเทานั้นท่ีใหความสําคัญกับการ
ไตรตรอง แตสํานกั งานคณะกรรมการศึกษาข้นั พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการของ
บานเราก็ใหความสําคญั เรื่องน้ีเชนกัน

สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไดจัดทําแนวทางการ
พัฒนาทักษะชีวิต บูรณาการการเรียนการสอน 8 กลุมสาระการเรียนรู หลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานตั้งแตป 2551 โดยไดนําเสนอการพัฒนาทักษะ
ชีวิตดวยเทคนิคคําถาม R - C - A เพ่ือพัฒนาทักษะชีวิตดานการคิดวิเคราะห
ตดั สินใจและแกปญหาอยางสรา งสรรคและการสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพเปนทักษะ
ชีวติ พืน้ ฐานท่ีเปนแกนของทักษะชวี ิตองคป ระกอบอ่ืนๆ

ครูหรือผจู ดั กิจกรรมเปนผูตั้งประเด็นคาํ ถามหลงั จากเสร็จส้ินกระบวนการ
เรียนการสอนเนื้อหาสาระในหลักสูตรแลว เพ่ือใหผูเรียนเปดเผยตัวเอง ผานการ
สะทอนความรูสึกหรือมุมมอง (Reflect) ไดคิดเช่ือมโยงความรูใหมกับ
ประสบการณเดิมของผูเ รียน (Connect) และไดประยุกตความรนู ั้น (Apply) ไปใช
ใน ชี วิ ต จ ริงข อ งผู เรีย น เรี ย ก คํ าถ าม ดั ง ก ล าว โด ย ย อ ว า คํ า ถ า ม
R - C - A ซ่ึงยอมาจาก Reflect: สะทอน Connect: เชื่อมโยง Apply: ปรับ
ใชห รอื ประยุกตใ ช

การพัฒนาทักษะชีวิตดวยเทคนิคคําถาม R - C - A น้ี เปนการ
บูรณาการหรือสอนแทรกทักษะชีวิตพ้ืนฐานในการเรียนการสอนปกติใน 8 กลุม

ไตรตรอง 67

สาระการเรียนรู ดวยการถามเพ่ือการสะทอน (Reflect) เพ่ือการเชื่อมโยง
(Connect) หรือเพื่อการปรับใช (Apply) หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมการเรียนรู
รายครั้ง รายชวั่ โมงหรือรายกิจกรรม

ลักษณะของคําถาม R - C - A เปนดังตอไปน้ี

1. เปนคําถามเพ่ือใหผูเรียนสะทอนความรูสึกหรือมุมมองของตน
(R: Reflect) เปนการถามถึงสิ่งท่ีผูเรียนสังเกตเห็นมองเห็นหรือสัมผัสหรือถาม
ถึงความรูสึกของผูเรียนที่เกิดขึ้นในขณะรวมกิจกรรมการเรียนกลุมสาระการ
เรียนรูในช่ัวโมงนน้ั

2. เปนคําถามเพ่ือใหผูเรียนไดคิดเชื่อมโยง (C: Connect) เปนการ
ถามเพ่ือใหเกิดการเชื่อมโยงระหวางประสบการณหรือความรูท่ีมีมากอนกับ
ประสบการณหรือความคิดทีเ่ กิดจากการเรียนรใู หมใ นชั่วโมงนัน้

3. เปนคําถามเพ่ือการปรับใช (A: Apply) เปนการถามถึงสิ่งท่ีได
เรียนรูใหมในปจจุบันไปปรับใชเพื่อเตรียมความพรอมในการเผชิญกับเหตุการณ
หรือสถานการณตา งๆ ในอนาคต

ฉนั ไดทําตัวอยางคําถาม R - C - A เพื่อสอบถามผูเรียนหลงั จากเสร็จสิ้น
กระบวนการจัดกิจกรรมใชเวลา 5 - 10 นาที ที่แสดงความตอเนื่อง สอดรับ
ความคิด ความรูของผูเรียนอยางมีทิศทางเดียวกัน เปนแนวทางใหเพื่อนรวมทาง
ของฉันนําไปปรับใชไ ดจรงิ โดยเปนคาํ ถามเพอ่ื ใหเกิดความเขาใจอยา งลึกซึ้งใน 3
ดา น คือ

1. เพ่ือใหเขา ใจมากยงิ่ ขึ้น
2. ใหล ึกซ้ึงกบั ผลทจี่ ะตามมากับตวั เองหรือผูอื่น
3. เพ่ือใหเขาใจวาฉันเปนใคร หรือฉันอาจเปนใครเมื่อมีความสัมพันธ
กบั คนอน่ื

ตารางที่ 2 ตัวอยางคําถามเพ่ือไตรตรองดว ยเทคนิค R – C – A

คําถามเพื่อสะทอ น (R: Reflect) คาํ ถามเพอ่ื เชอื่ มโยง (C: Connect) คําถามเพ่อื ปรับใช (A: Apply)

1. เ ่ืพอใหเขาใจมากยิ่งข้ึน • นกั เรยี นไดเรยี นรูอะไรบา งในเรอ่ื งน?้ี • นักเรยี นคิดวาเนือ้ หาที่เรยี นในคาบนี้ เก่ียวกับ • เรื่องน้ีมีความหมายหรือผลกระทบตอ ชวี ติ ของ ไตรต รอง 68
• นกั เรยี นมคี วามรูสกึ หรือความคิดเห็นอยางไร เน้ือหาทีเ่ รียนในคาบกอนอยา งไร? ฉัน บุคคลอ่ืน หรือสังคมอยางไร และฉันควร
ในเร่ืองน?ี้ • ทาํ ไมครจู ึงใหเ รยี นเรื่องนต้ี อจากหัวขอกอนนี้? ทํ า อ ย า ง ไ ร บ น พื้ น ฐ า น ข อ ง ห ลั ก ธ ร ร ม ท า ง
• ถาขอสมมติฐานเปลี่ยนไป คําตอบเร่ืองนี้จะ ศาสนาที่ถกู ตอง
เปลีย่ นไปหรือไมอ ยา งไร? • นักเรียนสามารถนําเนื้อหาที่เรียนน้ี ไป
ประยกุ ตใ ชในชีวติ ประจาํ วัน หรอื ในการเรียน
วชิ าอืน่ อยางไร?

2 . ใ ห ึล ก ึ้ซ ง ัก บ ผ ล ่ีท จ ะ • อะไรท่ีนักเรียนใหความสนใจเปนพิเศษ • นักเรยี นคิดวา เก่ียวขอ งหรือสามารถเช่ือมโยง • จากสิ่งที่ไดเรียนรู นักเรียนจะเปลี่ยนแปลง
ตามมา ักบตัวเองหรือผูอื่น ทาํ ไม? กับหัวขออ่ืน ปญหาอื่น หรือวิชาอ่ืนที่กําลัง ทาที พฤติกรรม ทัศนคติของตนเองอยางไร
• นักเรียนอยากเรียนรูอะไรเพ่ิมเติมเก่ียวกับ เรยี นอยูอ ยา งไร? เพื่อเปน คนที่สมบูรณข ้ึน เพ่ือทาํ งานในกลมุ ได
เรื่องน้ี • นักเรียนคิดวาส่ิงที่ไดเรียนไปทําใหนักเรียน ดขี ้นึ หรือเพือ่ ชว ยเหลอื ผูอ นื่ ไดม ากขนึ้ ใหโลก
• นักเรียนมีคําถามหรือปญหาอะไร ท่ีตองการ คิดถึงหลักธรรมทางศาสนาอะไร อยางไร? นา อยมู ากข้ึน
หาคําตอบเพม่ิ เตมิ ดว ยตนเองในเรอ่ื งนี้ • จากส่ิงทไี่ ดเรียนมา นักเรียนและเพ่ือนๆ ควร
ทําอะไรเพม่ิ เตมิ เพื่อใหเกิดความเปนธรรมใน
สังคมมากข้ึน

3. เ ่ืพอใหเขาใจ วา ัฉนเปนใคร หรือ ัฉน • ฉันทาํ งานรวมกับผูอื่นไดด ีเพียงใด อยา งไร? • เม่อื เปรียบเทยี บการทาํ งานรวมกันทผ่ี า นมาใน • นักเรียนคิดวานักเรียนจะทําอะไรบาง เพื่อให
อาจเปนใครเ ่ืมอ ีมความสัม ัพนธ ักบคนอื่น • นักเรยี นคดิ วา เพื่อนในกลุมคดิ วา นักเรยี นเปน ช่ัวโมงกอน นักเรียนสังเกตวา มีอะไรท่ี การทํางานในกลุมราบร่ืน สนุกและมีคุณคา
สมาชิกท่ดี ขี องกลมุ หรอื ไม เพราะเหตุใด? เปลี่ยนแปลงในการชวยกันทํางาน กิริยา มากขนึ้ ?
• นกั เรยี นไดเ รยี นรอู ะไรบางจากการทาํ งานกลุม อาการหรือพฤติกรรมของเพื่อนๆ กับตัวเรา • นักเรยี นจะปรับทา ทีของตนอยางไร หากมีคน
ใครทาํ อะไร อยา งไร ทาํ ไม? เปล่ียนแปลงหรอื ไมอ ยา งไรบาง ทําใหเสียความรูสึก เพื่อใหตนมีสันติสุขในใจ
• นักเรียนมีปฏิกริ ิยาอยา งไร เมื่อมีใครมาทําให • ความรูสึกหรือการกระทําของนักเรียนคร้ังน้ี และแสดงถงึ ความรักที่พระเจา มีตอเขามากข้นึ
เสยี ความรสู ึก ทาํ ไม? เหมอื นกันกับทน่ี ักเรยี นเคยรสู กึ หรือเคยทํามา
ในครั้งกอนๆ อยางไรบาง เพราะอะไร หรือ
เกิดจากสาเหตุอะไร

ไตรต รอง 69

ฉันขอบคุณสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจริงๆ ที่ไดให
ความสําคญั กบั การตบทายดวยการไตรต รอง

การไตรตรองดวยการใหตอบคําถามเพื่อไตรตรองกอนสิ้นคาบเปน
เหมือนการที่ครูใหนักเรียน Recap บทเรียนที่ผานไปในคาบน้ันดวยตัวของ
นกั เรยี นเอง แทนที่ครูจะเปน ผูส รปุ ให

ครูควรสนับสนุนใหมีการจดบันทึกการไตรตรอง (Journaling) การจด
บันทึกเปนวิธีการหนึ่งท่ีนักเรียนจะไดมีโอกาสบันทึกเนื้อหาท่ีไดจาการไตรตรอง
ดวยถอยคําที่ไดจากการไตรตรองของตัวนักเรียนเอง การจดบันทึกมุงเนนที่
คําถามพ้ืนฐานคือ “ฉันไดเรียนรูอะไรระหวางคาบเรียนนี้” หรือ “ฉันพบวาฉัน
สบั สนในเร่อื งใดบาง หรือ ฉนั ไมแนใจวาจะตอ งทาํ อะไร อยา งไร หรอื เปลา”

การจดบันทึกอยูเสมอในหองเรียนจะชวยใหนักเรียนมีความคิดท่ีลึกซ้ึง
ข้ึน และเปนเคร่ืองมอื ท่ีชวยใหนักเรียนไดบันทึกประสบการณของตนและติดตาม
กระบวนการการเรียนรูไดตลอดเสนทาง การใหนักเรียนไตรตรองและบันทึก
หลังจากทาํ กจิ กรรมการเรยี นรูโดยเฉพาะอยา งย่ิงท้ังกิจกรรมจติ อาสาหรือบําเพ็ญ
ประโยชนทุกคร้ัง จะทําใหนักเรียนไดระลึกและด่ืมด่ํากับรสชาติแหงความสุขและ
ความยินดีท่ีไดทําตนเพ่ือผูอ่ืนอีกคร้ัง เปนการถักทอความรูสกึ น้ีใหฝงรากลงในใจ
ของเขาใหลึกลงไปอีก

ยังมีวิธีการไตรตรองท่ีไมธรรมดาและทาทายอยางย่ิงคือ การไตรตรอง
ดวยความเงียบ (Silence) การใหนักเรียนไตรตรองดวยความเงียบชวงเวลา
ส้นั ๆ ในช้ันเรียน โดยเฉพาะการใหเงียบในระหวางชั้นเรียน เมื่อเกิดความขัดแยง
หรือโตเถียงจนเกินความเหมาะสม จะชวยใหเห็นภาพไดชัดเจน เกิดสติ
อันนําไปสกู ารแกไขปญหาที่ดีได

การไตรตรองเปนข้ันตอนท่ีสําคัญย่ิงของกระบวนการการศึกษาคาทอลิก
เพราะจะทําใหเกิดความสํานึกเชิงวิพากษในการพิจารณาตรวจสอบขอเท็จจริง
เพื่อใหเกิดการไตรตรองจึงควรมีการต้ังคําถามอยางสมํ่าเสมอ ไมเพียงแตคําถาม
‘อะไร’ และ ‘อยางไร’ แตรวมถึง ‘ทําไม’ ดวย เพ่ือช้ีใหเห็นและเจาะลึกถึงผลลัพธ
เกิดการตรวจสอบและตีความขอเท็จจริงจากประสบการณ การไตรตรองดวย

ไตรตรอง 70

คําถามท่ีดีชวยใหนักเรียนมีสํานึกเชิงวิพากษในการพิจารณาตรวจสอบ
ขอเท็จจริง และรูจักคิดอยางมีวิจารณญาณ แทนท่ีจะยอมรับขอเท็จจริงใดๆ
โดยไมล มื หลู มื ตา และนําสกู ารสมั ผสั สัจธรรมในระดบั จติ ใจและจิตวิญญาณ

ความทาทายท่ีสําคัญสําหรบั ครูในข้ันตอนการไตรตรองคือการต้ังคําถาม
ท่ีจะขยายขอบเขตการรับรูของนักเรียน และกระตุนใหพวกเขาตองพิจารณาถึง
มมุ มองของคนอ่นื เพื่อทําใหเขาเติบโตเปนคนท่ีสมบรู ณ แตฉันคิดวาความทา ทาย
ท่ีแทจริงของครู คือการหลุดพนจากความเคยชิน ความคุนเคย และการปฏิบัติ
แบบเดิมๆ ของตัวเอง ที่จะสอนตั้งแตนาทีแรกจนถึงนาทีสุดทายและเลิกสอนเม่ือ
เสียงกระด่ิงดังขึ้น ครูตองกลาหาญพอที่จะจัดสรรเวลา 5 - 10 นาทีกอ นหมดคาบ
เรียน เพื่อใหโอกาสนักเรียนได“ไตรตรอง” กระบวนการเรียนการสอนท่ีเนนการ
ไตรต รองนีจ้ ะเกิดขน้ึ ไมไ ดเ ลย หากนกั เรียนไมไดรบั โอกาสนี้

นกั เรยี นของฉนั ควรไดร ับโอกาสนี้ไหม ?

ฉันไตรต รอง~~~

ไตรตรอง 71

“กระบวนการเรยี นการสอนท่ีเนนการไตรต รอง
ใหค วามสาํ คญั กับการประเมินความกา วหนา
ในดานผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนเปนครัง้ คราว
เพือ่ ใหเ กิดการเรียนรูและพัฒนา ไมวาจะดวย
แบบทดสอบประจาํ วนั รายสัปดาห รายเดอื น
หรอื ประจําภาค การทดสอบเปน ระยะๆ จะชว ยเตือนครู
และนักเรียนถงึ ระดับการเจรญิ เติบโตทางสติปญ ญา
และไดเหน็ สวนท่ีขาดหายไปและตอ งจดั การเติมใหเ ตม็
ดวยการทําเพิม่ เพือ่ ใหเ กดิ การเรียนรแู ละพฒั นา"

ไตรต รอง 72

ความเปน หนง่ึ
“มอี วัยวะหลายสว น แตมรี างกายเดียว
อวัยวะแตละสวนจะเอาใจใสซ งึ่ กนั และกนั ”

(1คร.12:20, 25-26)

ไตรต รอง 73

9. วดั และประเมนิ ผล

การบันทึกในบทน้ีคงเปนบทท่ียากที่สุดสําหรับฉัน ฉันคิดและถามตัวเอง
อยูเสมอวา โรงเรียนจะวัดคุณลักษณะของนักเรียนไดอยางไร? ไมวาจะเปน
คุณลักษณะดานการรัก - รับใช ซื่อสัตย พอเพียง กตัญูรูคุณ หรือมุงหาความ
เปนเลิศแหงตน ฉนั จะรไู ดอยา งไรวา นกั เรยี นไตรต รองเปน ?

ในการสัมมนาของสภาการศึกษาคาทอลิกแหงประเทศไทยประจําป
2012 ฉันไดมีโอกาสพิเศษในการขอความเห็นเก่ียวกับการวัดและประเมินผลจาก
บราเดอร มีศักด์ิ วองประชานุกูล ระหวางทานอาหารกลางวันที่โตะเดียวกัน
บราเดอรเปนอธิการของโรงเรียนของฉัน เม่ือสมัยท่ีฉันเรียนมัธยม ไมอยากบอก
เลยวา เมอ่ื กวา 30 ปม าแลว บราเดอรเ ลา ใหฟงดังน้ี

“บายวันหน่ึง บราเดอรเดินตามนักเรียนกลุมหนึ่ง 4-5 คนได นักเรียนคน
หน่ึงในกลุมเดินไป เด็ดดอกไมริมทางไป ดอกแลวดอกเลาอยางคึกคะนอง
บราเดอรจึงรีบเดินจนทันเด็กกลุมน้ัน พวกเด็กๆ ยกมือไหวสวัสดี บราเดอร
รบั ไหว และหันไปถามเด็กทเ่ี ด็ดดอกไมวา “เธอจะเกบ็ ดอกไมรมิ ทางของโรงเรียน
ไปทําอะไรเหรอ?” เด็กคนนน้ั หนาเปล่ียนสีและมีทาทีเปลี่ยนไปโดยส้ินเชิง เขาไม
ตอบ บราเดอรจ ึงถามตอไปวา “เธอคิดวา การเดด็ ดอกไมท ส่ี วยงามจากตนของมัน
เปนส่ิงทด่ี ีงามไหม?” เดก็ ทุกคนในกลุมตางครุน คิด ที่สุดเดก็ คนน้ันก็ตอบวา “เขา
รูสึกเสียใจท่ีเขากําลังทํารายตนไมอยูดวยความคึกคะนองของเขา” เขายังแสดง
ความรูสึกผิด เพ่ือนๆ ตางรวมกันรับรูถึงความรูสึกผิดน้ันและรวมกันแสดงความ
รับผิดชอบ พวกเขาตางใหคําม่ันสัญญากับบราเดอรอยางม่ันคงวา จะไมเด็ด

ไตรตรอง 74

ดอกไมอกี และจะรกั ษาตนไมและธรรมชาตติ ลอดชวี ติ ของเขา บราเดอรจ บวา “เรา
แยกกนั อยา งสขุ ใจและเขา ใจ”

เม่อื เลาจบ บราเดอรถามฉันวา “จากเหตุการณนี้ เราควรจะวดั ผลอยางไร
เราควรวัดวา วันน้ีมีนักเรียนทําผิดดวยการเด็ดดอกไมหน่ึงคน หรือวันน้ีมีเด็กที่
จะดแู ลรกั ษาตน ไมอยา งดตี ลอดชวี ติ ของเขา เพ่มิ ขึน้ อยา งนอ ยหนง่ึ คน”

บราเดอรแสดงความเห็นตอวา “อยางเร่ืองของหายไดคืน ซ่ึงเรามักจะใช
เปนตัววัดความซื่อสัตยของนักเรียน หากมีของหายไดคืนเปนจํานวนมาก แสดง
วานักเรียนมีความซื่อสัตยมาก แตทําไมเราไมคิดวามีนักเรียนไมรูจักดูแลรักษา
ทรัพยสนิ ของตนเองเปน จาํ นวนมากขึ้นละ ”

บราเดอรถามฉันอีกคร้ังวา “แลวเธอละ คิดอยางไร” ไมมีคําตอบใดๆ
ออกจากปากของฉัน ฉันไดเพียงยิ้มมุมปากเล็กๆ ใหกับบราเดอร แลวกมหนา
กม ตากนิ ตอ ไป

การประเมินและวดั ผลนักเรียนน้ีชางละเอียดซับซอนและลุมลึกเกินกวาที่
ฉันคิดจริงๆ แตที่แนๆ คือฉันมั่นใจวาการวัดผลดวยคะแนนสอบและจํานวน
นักเรียนที่เขามหาวิทยาลัยไดไมเพียงพอสําหรับการศึกษาในปจจุบันอยาง
แนนอน เพราะหนาที่ของโรงเรียนคาทอลิกมีมากกวานั้น คือ สงเสริมใหนักเรียน
เปนมนุษยท่ีสมบูรณเต็มตามศักยภาพของเขา คําถามคือเราจะวัดไดอยางไรวา
นกั เรียน “เปนคนทส่ี มบรู ณ” หรอื ไม

กระบวนการเรียนการสอนที่เนนการไตรตรองใหความสําคัญกับการ
ประเมินความกาวหนาในดานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเปนคร้ังคราว
เพ่ือใหเกิดการเรียนรูและพัฒนา ไมวาจะดวย แบบทดสอบประจําวัน
รายสัปดาห รายเดือน หรือประจําภาค การทดสอบเปนระยะๆ จะชวยเตือนครู
และนักเรียนถึงระดับการเจริญเติบโตทางสติปญญา และไดเหน็ สวนที่ขาดหายไป
และตอ งจัดการเตมิ ใหเต็มดว ยการทาํ เพมิ่ เพ่อื ใหเ กดิ การเรียนรูและพัฒนา

การวัดและประเมินผลตองคํานึงถึงการเจริญเติบโตอยางครบสมบูรณใน
รอบดานของนักเรียนเพื่อจะเปนบุคคลเพื่อผูอ่ืนนอกเหนือจากการเรียนรูทาง
วิชาการ ดงั นั้น การวัดและประเมินผลเปนระยะๆ ตอการพัฒนาในดานทักษะชวี ิต
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค ทศั นคติ และการพัฒนาเหตุผลเชิงจริยธรรม ดว ยวิธีที่

ไตรตรอง 75

หลากหลาย โดยคํานึงถึง อายุ และระดับการพัฒนาของนักเรียนแตละคนเปน
สําคัญ ครูที่เปนคนชางสังเกตยอมจะรบั รูถึงสัญญาณการพัฒนาการหรือการขาด
การพัฒนาของนกั เรียนในช้ันเรียนไดด ี

การประเมินและวัดผลจึงมีวัตถุประสงคเพื่อประเมินความกาวหนาของ
นักเรียนเพ่ือการพัฒนานักเรียนแตละคน มิใชเปนเพียงเพื่อการใหคะแนนและ
การวัดผลเทานั้น ครูประเมินความกาวหนาของนักเรียนจากผลงานที่นักเรียนได
ลงมือทํา และลงมือปฏิบัติหลังจากไดคิดวินิจฉัยและไตรตรองประสบการณท่ี
ไดร ับในระหวา งคาบเรียน

นอกจากน้ัน ครูและนักเรียนยังชว ยกันทบทวนการเรียนรูเพื่อติดตามและ
ปรับปรุงการเรียนรู อันจะเปนเครื่องมือท่ีสําคัญของครูท่ีจะประเมินตนเอง เพ่ือ
ปรบั ปรงุ แผนการเรยี นการสอนและวิธีสอนของครใู หดีขน้ึ ในคาบตอ ไป

ก า ร ไ ต ร ต ร อ ง ก อ น สิ้ น ค า บ เ รี ย น เ ป น โ อ ก า ส ท่ี ดี ท่ี ค รู จ ะ ไ ด รั บ รู ถึ ง
ความกาวหนาของนักเรียน แตครูตองทําใหนักเรียนมั่นใจวา การไตรตรองไมใช
การทดสอบและไมมีการใหคะแนน มิฉะน้ันแลว นักเรียนจะไมบั นทึก
ประสบการณดวยคําพูดของตนเองอยางอิสระเพื่อแสดงความเขาใจที่แทจริงของ
ตนเอง แตจะพยายามทํา เชนเดียวกับการตอบขอสอบเพื่อใหไดคะแนนสูงๆ
เทานัน้

ฉันไมมีความสามารถพอหรอกนะ ท่ีจะศึกษาและบันทึกวา การวัดและ
ประเมินผลท่ีดีจะตองทําอยางไร ใหเปนรูปธรรมมากกวาน้ี ส่ิงท่ีสําคัญที่ฉันได
เรยี นรจู ากการทาํ ดอกเตอรของฉนั คือ “ฉนั รูวาฉันรูอะไร และฉนั ไมรูอะไร” การวัด
และประเมินผลนักเรียนอยูตรง “สวนท่ีไมรูของฉัน” อาจารยสุมิตรา พงศธร ได
กรุณาจัดหนังสือมาใหฉันเพ่ือศึกษาในเร่ืองน้ีกระเปาหน่ึง หนักทีเดียว ไมรู
เหมือนกันวาก่ีเลม มีช่ืออะไรบาง เพราะจนถึงขณะท่ีบันทึกบทน้ีอยู ฉันยังไมได
เปดกระเปาดูเลย หวังวาอาจารยคงไมโกรธฉันท่ีอุตสาหหามาให แตชวยไมได
จรงิ ๆ ตอ งปดเลม บันทึกเพ่ือสงพมิ พแลว

แตคงเปนเพราะพระเจาทรงชี้ทางไวกอนแลว ฉันไดเคยศึกษากรอบการ
ประเมินทกั ษะแหงศตวรรษท่ี 21 ท่ีไดนาํ เสนอโดยดักลาส รีฟส ในหนงั สือ ทกั ษะ
แหงอนาคตใหม การศกึ ษาเพื่อศตวรรษที่ 21 แปลโดย วรพจน วงศกจิ รุงเรือง

ไตรตรอง 76

และอธิป จิตตฤกษ (2554) ฉันปรารถนาใหครูและนักการศึกษาในประเทศไทย
ทุกคนไดอ า นหนังสอื เลม น้ีจรงิ ๆ

รีฟสไดนําเสนอกรอบการประเมินทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ไดอยาง
นาสนใจยิ่ง ท่ีสําคัญคือ กรอบการประเมินน้ีสอดคลองกับแนวคิดพ้ืนฐานทาง
กระบวนการเรียนการสอนที่เนนการไตรตรองอยางนาอัศจรรย รีฟสไดกําหนด
ปจจัยกําหนดและสมมติฐานของการทดสอบสําหรับการศึกษาในศตวรรษท่ี 20
และที่ควรจะเปล่ียนแปลงไปในศตวรรษท่ี 21 ในตารางท่ี 3 ปจจัยกําหนดและ
สมมติฐานของการทดสอบ

รีฟสไดนําเสนอกรอบการประเมนิ ทักษะแหงศตวรรษท่ี 21 แบบใหม ลอง
คิดวากรอบการประเมินน้ีคือกลุมดาว ดาวแตละดวงอาจสดใสและมีพลงั แตกเ็ ปน
เพียงหนึ่งในดาวอีกพันลานดวงท่ีสองสวางยามคา่ํ คืน ดาวแตละดวงในกลุมดาวมี
ความหมายเพราะความสัมพันธที่มีตอดาวดวงอ่ืนทําใหเกิดภาพท่ีตรึงใจตามการ
ตีความของนักดูดาว ในแผนภาพที่ 9 กรอบการประเมินแบบใหมสําหรับ
ทักษะแหง ศตวรรษที่ 21 – กลมุ ดาวของการเรยี นรู

กรอบของรีฟสจาํ กัดแค 5 มิติ แตสามารถปรับเขากับทุกระดับชั้นและทุก
วิชาได กรอบนี้เสนอจุดเนนท่ีชัดเจนและสอดคลองสําหรับบทเรียนที่สรางสมดุล
ระหวางความตองการเรียนรูและความเขาใจในเนื้อหาเชิงวิชาการกับความ
ตอ งการสรางสรรค สํารวจ และแบงปน

โรงเรียนสามารถใชก รอบน้ีเพื่อพิจารณาชอ งวางระหวางการประเมินแบบ
ด้ังเดิมและโอกาสในการสรางความทาทายใหมใหแกนักเรียน นี่เปนโอกาสที่จะ
ตอบสนองความตองการของศตวรรษใหม ตัวอยางเชน การทดสอบสวนใหญ
มุงเนนไปที่ทักษะการ “เรียนรู” ซึ่งอยูดานขวาลางของกรอบ โดยมักจะพิจารณา
คําถามที่วา “นักเรียนรูอะไรบาง” และ “นักเรียนทําอะไรเปนบาง” เราอาจ
พัฒนาการประเมินน้ีอยางมีนัยสําคัญโดยการรวมองคป ระกอบอื่นๆ ในกรอบและ
คาํ ถามท่เี กย่ี วของกบั องคประกอบเหลา นนั้

ตารางท่ี 3 ปจ จัยกําหนดและสมมตฐิ านของการทดสอบ

ปจจัยกําหนดของศตวรรษที่ 20 สมมติฐานของศตวรรษท่ี 20 ปจจัยกาํ หนดของศตวรรษท่ี 21 สมมตฐิ านของศตวรรษที่ 21
เง่ือนไขท่เี ปน มาตรฐานเดยี วกัน
จุดประสงคของการทดสอบคือ เงือ่ นไขทไ่ี มตอ งมีมาตรฐาน จุดประสงคของการทดสอบคือ
ความลับของเนือ้ หา เพ่ือเปรียบเทียบนักเรียน ดังน้ัน เพ่ือสะทอนโลกความเปนจริง
ค ว า ม แ ป ร ผั น อ ยู ที่ ตั ว นั ก เ รี ย น ดังนั้นเงื่อนไขในการทดสอบจึง
ผลทดสอบในระดบั บคุ คล ไมใชที่เงื่อนไขของการทดสอบ ผัน แปรแ ละเปลี่ยน แปลงไ ด
นกั เรียนไดคะแนนจากการจดจํา นักเรียนไดคะแนนจากความคิด
และทาํ ตามกฎทว่ี างไว สรางสรรคและการโตตอบส่ิงที่
ไมไดค าดคดิ

ความเปนธรรมหมายถึงการที่ไม ผลทดสอบในระดับบุคคล ความเปนธรรมหมายถึงการที่
มนี ักเรยี นคนใดรูข อ สอบลวงหนา นั ก เ รี ย น ไ ด เ ป น ส ว น ห นึ่ ง ข อ ง
ดังนั้นย่ิงนักเรียนสะสมความรู กระบวนการประเมนิ ไมเ พยี งแตรู
และจดจําไดมาก ก็จะทําขอสอบ วา มีค วา ม ทา ท า ยใ ด บา งใ น
ไดเน้ือหาทีเ่ ปด เผย ขอสอบ แตยงั มสี วนชวยคดิ ความ
ทา ทายเหลา นั้นดว ย

ความสาํ เรจ็ หมายถึงการเอาชนะ สว นผสมของผลงานจากแตล ะคน ความสําเร็จเปนส่ิงสะทอนความ
นักเรียนคนอ่ืน ผูนําคือคนที่เปน และจากท้ังกลมุ พ ย า ย า ม ข อ ง บุ ค ค ล แ ล ะ ค ว า ม
เจาน ายแ ละรูมาก ที่สุด กา ร ร ว ม มื อ ข อ ง ก ลุ ม ซ่ึ ง ค ว า ม
ทํางานเปนทีมฟงดูดี แตเม่ือ พยายามของบุคคลเพียวงอยาง ไตรต รอง 77
นักเรียนทําขอสอบก็ตองด้ินรน เดยี วนัน้ ไมเ พยี งพอ ผูน ําคอื คนท่ี
ดว ยตวั เองเพียงผเู ดยี ว มีอทิ ธิพลตอ ผูอ่นื ไดเพราะมีความ
เ ข า ใ จ ท่ี ลึ ก ซึ่ ง แ ล ะ ใ ห ก า ร
สนบั สนนุ ไมใ ชเพราะมีอาํ นาจ

ไตรต รอง 78

แบง ปน : สํารวจ: สรางสรรค:
คุณจะใชส่ิงท่เี รยี นรู คณุ ไดเรยี นรูอะไร คุณเสนออะไรใหมๆ
เพ่ือชว ยเหลือผอู ่ืน ชน้ั นอกจากในบทเรยี น? บางท่เี ปน ความคดิ
เรยี น ชมุ ชน หรือโลกได คณุ เคยทําผดิ พลาดอะไร ความรู ความเขา ใจ?
และเรยี นรอู ะไรจาก
อยางไร?
สิ่งนน้ั ?

การประเมิน
ทกั ษะแหง
ศตวรรษท่ี 21

เขา ใจ: เรยี นรู:
มีหลักฐานอะไรทีแ่ สดงวา คณุ รอู ะไรบาง?
คณุ ทําอะไร
คุณรจู กั ประยกุ ตใ ช
ส่งิ ท่ีเรยี นรใู น เปนบาง?

สถานการณอ ่นื ๆ?

แผนภาพท่ี 9 กรอบการประเมนิ แบบใหมสําหรับทักษะแหงศตวรรษท่ี 21 - กลุมดาวของการเรยี นรู

 สํารวจ – นักเรียนไดเรียนรูอะไรนอกจากในบทเรียน นักเรียนเคยทํา
ผดิ พลาดอะไรและเรยี นรอู ะไรจากส่งิ น้ัน

 สรางสรรค – นักเรียนเสนออะไรใหมๆ บางที่เปนความคิด ความรู
ความเขาใจ

 เรียนรู – นักเรยี นรอู ะไรบาง นกั เรยี นทําอะไรเปนบา ง
 เขาใจ – มีหลักฐานอะไรที่แสดงวานักเรียนรูจกั ประยุกตใชสิ่งท่ีเรียนรูใน

สถานการณอืน่
 แบงปน – นักเรียนจะใชสิ่งท่ีเรียนรูเพื่อชวยเหลือผูอ่ืน ช้ันเรียน ชุมชน

หรอื โลกไดอ ยา งไร

ไตรตรอง 79

ดวยความรูในเร่ืองน้ีอันจํากดั ของฉัน ฉันคงไดแตฝ ากกรอบความคดิ นี้ไว
ใหแกครูและนักการศึกษาคาทอลิก โดยแอบหวังเล็กๆ วา จะไดจุดประกายและ
นําไปปรับใชในกระบวนการเรียนการสอนที่เนนการไตรตรองเพ่ือใหบรรลุตาม
เปาหมายของการศกึ ษาคาทอลกิ

นักบุญยอหน แบปติสท เดอ ลาซาล ไดใหคําแนะนําวา ครูควรศึกษา
เด็กๆ เปนรายบุคคล สังเกตความสามารถ บุคลิกภาพ และส่ิงที่ตองมีการพัฒนา
เพ่ิมในเด็กๆ แตละคน โดยการจดบันทึกรายละเอียดทั้งหมด และบันทึกน้ีจะถูก
สงตอไปยังครูท่ีมีหนาที่รับผิดชอบเด็กๆ ในช้ันเรียนถัดไป ทําใหครูในชั้นน้ันได
รับรูถึงความเปลี่ยนแปลงและความแตกตางของนักเรียนในแตละชวงของการ
เติบโตไดอ ยา งชัดเจน

แมวาฉันไมมีความสามารถที่จะบันทึกไดวา การวัดและประเมินผลที่ดี
ควรจะเปนอยางไร ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงอยางไร แตฉันม่ันใจวาเพ่ือให
การศึกษาไทยพัฒนาและกาวหนาได จําเปนตองมีการปฏิรูปการวัดและ
ประเมินผลของนักเรียนใหเปนสวนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาไทยอยางเปน
ระบบและมีองครวมดวย ทั้งน้ี เปนความทาทายของครแู ละนักการศึกษาคาทอลิก
ท่จี ะเปน ผูจุดประกายและรเิ ริ่มการเปล่ียนแปลงนี้

สําหรับบทน้ี คงไมใชฉันเทานั้นนะท่ีจะไตรตรอง แตฉันใครขอเรียกรอง

ใหครูและนักการศึกษาคาทอลิกทุกทาน ไตรตรอง~~~

ไตรตรอง 80

เมตตา
“ผทู ี่แสดงความเมตตากรุณาดว ยใจยินดี จงรกั ดวยใจจรงิ
จงหลีกหนีความชัว่ จงยดึ มั่นในสง่ิ ท่ีดี จงรักกนั ฉันพ่นี อง จงคดิ วาผอู นื่
ดีกวา ตน อยาเฉอ่ื ยชา จงมีจิตใจกระตือรือรนในการรับใชองคพระผเู ปนเจา
จงช่นื ชมยินดใี นความหวัง” (รม.12:4-13)

ไตรต รอง 81

10. ลงมอื ปฏบิ ัตดิ ว ยการเขยี นแผนการสอน

ประสบการณที่ไดรบั จากการเดินทาง 8 ครงั้ ท่ีผานมาบอกฉันวา แมวาใน
ทส่ี ุดเพื่อนรวมทางของฉันทกุ คนสามารถเขยี นแผนการสอนออกมาไดเปนอยางดี
และสามารถนําไปใชไดจริง เพ่ือนรวมทางตองใชความพยายามอยางมากและ
ตองทํางานอยางหนักในการเขียนแผนการสอนดวยกระบวนการเรียนการสอนที่
เนนการไตรตรอง ฉันตองยอมรับวา กระบวนการนี้เปลี่ยนกระบวนทัศนของ
เพ่ือนรวมทาง ไมมากหรอก 180 องศาพอดี จากวิธีคิดแบบ Deduction
เปลี่ยนไปเปน Induction ซึ่งไมเปนที่คุนเคยนักในระบบการศึกษาไทย อยางไรก็
ตาม จนถึงจุดน้ีเพ่ือนรวมทางคงจะเห็นดวยกันวา วิธีคิดแบบ Induction มีความ
จําเปนอยางมากที่จะสอนใหนักเรียนคิดเปน ใหนักเรียนสามารถกอใหเกิด
ความคิดและความรูใหมๆได และใหนักเรียนไดเกิดความเขาใจในความรูใน
บทเรียนไดด ว ยตวั ของเขาเอง

ในการเดินทางท่ีผานมา เพื่อนรวมทางตองแสวงหาแนวทางดวยตัวเอง
ในการเขียนแผนดวยกระบวนการนี้ ซ่ึงพวกเขาก็ทําไดดีมากๆ แตเพื่อใหเพ่ือน
รวมเดินทางกลุมใหมๆ มีแนวทางท่ีชัดเจนและไมตองใชความพยายามมาก
จนเกินไป ฉันจึงไดเขียนบทนี้เพิ่มเติมขึ้น โดยอาศัยประสบการณการเดินทางที่
ผานมาที่ฉันไดเรียนรูรวมกับเพื่อนรวมทางที่ผานมาดวยความขอบพระคุณอยาง
ย่ิง และขอเรียนรูท่ีไดเพิ่มเติมจากคุณพอจอหนนี่ โก ในบทนี้ ฉันขอเรียกเพื่อน
รวมทางของฉันวา “ครู” คงไมว า กันนะ

ไตรตรอง 82

คุณพอจอหนน่ี โก ไดใหคําแนะนําเบื้องตนในการเขียนแผนการสอนไว
หลายประการ ดงั ตอ ไปน้ี

1. ครูควรวางแผนการสอนสําหรับหน่ึงหนวยการเรียนรู ไมใ ชแตเพียง
บทเรียนเดียว ซ่ึงอาจจะตองใชเวลาหลายคาบก็ได เพื่อใหเน้ือหามีภาพรวมท่ี
ครบถวนสมบรู ณ (Holistic) ไมใ ชครอบคลุมเพียงบางสว น

2. ครูควรประเมินบริบทของนักเรียนกอนเขียนแผนการสอน
โดยเฉพาะอยางย่ิง ครูตองรูวานักเรียนมีพื้นความรูที่จะเปนพื้นฐานและท่ี
เกี่ยวของกบั เน้อื หาท่ีกําลังจะเรยี นมากนอ ยเพยี งใด

3. ครูควรกําหนดวัตถุประสงคของการเรียนรู รวมถึงวัตถุประสงคเชิง
ปฏิบตั ดิ วย เพ่อื นาํ การเรยี นรูไปสกู ารปฏิบัติในชีวิตจริงได

4. การวางแผนการสอนตองคํานึงถึงการประเมินผลการเรียนรูไป
พรอมๆ กัน ไดแก ความสําเร็จ ความลมเหลว ส่ิงท่ีตองปรับปรุง วัตถุประสงค
การเรียนรูที่ไมสัมฤทธิ์ผล การประเมินผลควรอยูบนพื้นฐานของขอมูล รวมถึง
การประเมินของนักเรียนดวย คุณพอเนนการประเมินทั้งกระบวนการและ
ผลสมั ฤทธิ์ ทไ่ี มใ ชเพยี งการใหคะแนน

5. ครูควรระบุประเด็นสําหรบั การไตรตรองลงในวัตถปุ ระสงคการเรียนรู
และเตรียมชดุ ของคาํ ถามเพื่อใหนักเรียนไดคิดวินิจฉัย และไตรตรองในประเด็นท่ี
ถกู หยิบยกข้นึ มานั้น

คุณพอไดใหแนวทางการเขียนแผนดวยวิธีแบบอิกญาซีโอเปรียบเทียบ
กับวิธีการสอนแบบเดิม ซึ่งฉันไดนํามารวมไวในภาคผนวก 3 ของบันทึกนี้ ขอ
เชญิ ชวนเพือ่ นรวมทางของฉนั ศึกษา เปรยี บเทยี บและเรยี นรจู ากตวั อยา งน้ี

การเขียนแผนการสอนดวยกระบวนการเรยี นการสอนที่เนนการไตรตรอง
ของหนวยความรู หลังจากไดพิจารณาพ้ืนความรูของนักเรียน ควรครอบคลุม
5 ข้ันตอน คอื

ขนั้ ท่ี 1 การสรา งบรรยากาศการเรียนรู
ครูควรวางแผนวา ครูจะสรางความสัมพันธกับนักเรียนอยางไร กอนอ่ืน
ครูตองสังเกตบริบทของนักเรยี น โดยเฉพาะพื้นอารมณและพ้ืนเพของนักเรียนใน

ไตรตรอง 83

ขณะน้ันวา นักเรียนมีความพรอมที่จะเรียนหรือไม เพียงใด เชน คาบเรียนกอน
หนาเปนวิชาพละ ชวงเวลาน้ีเปนชวงเตรียมกีฬาสี หรือวันวิชาการของโรงเรียน
เปน ตน

ครูอาจเริ่มดวยการทักทายอยางเปนมิตร จัดกิจกรรมเพื่อเรียกสติและ
สมาธิของนักเรียนส้นั ๆ เชน นั่งน่ิงสงบ ทาํ สมาธิ ทาํ Brain Gym เปน ตน

วิธีการสรางบรรยากาศท่ีไดผลดีวิธีหน่ึงคือ ทํากิจกรรมสรางความสนใจ
เพ่ือนําเขาสูบทเรียน ซึ่งเปนสวนหน่ึงของการใหภาพรวม (Interest) เชน คําถาม
เกมส เพลง หนังส้ัน เพ่ือใหนักเรียนมีสวนรวมและรูสึกวานักเรียนเปน
ผรู ับผดิ ชอบในการเรยี น ไมใ ชครู จากน้ัน ครจู ึงใหภ าพรวมในดานอ่ืน

ขัน้ ท่ี 2 การใหภ าพรวม
หากจะใชคําทค่ี ุนเคย การใหภาพรวมกค็ ือ การเกรน่ิ นําเพ่ือเขา สูบทเรียน
เทคนิคท่ีนําเสนอคือ I-N-T-R-O การเขียนใหเปนคําวา “INTRO” เพื่อใหเขาใจ
งายเทานั้น แตเวลาเขียนแผนการสอนจริงครูจะเริ่มตนเขียนจากอะไรกอนก็ได
แตขอใหครอบคลุม 5 ดาน และเวลาพูดกับนักเรียนในหองจริงก็เชนกัน จะ
เรียงลําดบั อะไรกอนอะไรหลังกไ็ ด แลวแตก ลอนจะพาไป
จากประสบการณเดินทางที่ผานมา ฉันไดเรียนรูวา การขึ้นตนดวยการ
เขียนวัตถุประสงคการเรียนรูของหนวยความรูกอน จะทาํ ใหก ารคิดเปน ระบบมาก
ทส่ี ดุ ครจู ะชดั เจนวาตอ งการใหนักเรยี นไดเรยี นรูอะไร (Objectives) วตั ถปุ ระสงค
ท่ีชดั เจนจะเปนตัวกําหนดดวยวาจะวัดผลสมั ฤทธ์ิของการเรียนรูจากอะไร จากนั้น
จึงพิจารณาวา ขอบเขตของเน้ือหาและหวั ขอตางๆ ของหนวยเรียนรนู ั้นครอบคลุม
อะไรบาง (Range) จะตองใชเวลากี่คาบ (Time) เพ่ือใหครอบคลุมเน้ือหาใหได
ทง้ั หมด และในแตล ะคาบจะครอบคลมุ เนื้อหาอะไร
แลวครูจึงถามตัวเองวา “แลวทําไมนักเรียนตองเรียนเรื่องนี้” (Need)
เพ่ือใหครูเกิดความชัดเจนกับตัวเองวา “ทําไมฉันตองสอนเรื่องน้ี” หากครูชัดเจน
กับตัวเองได ก็จะสามารถบอกถึงความจําเปนท่ีนักเรียนตองเรียนเร่ืองนี้ เร่ืองน้ี
เก่ียวของกับชีวิตของนักเรียนอยางไร เรียนรูแลวจะเปลี่ยนชีวิตเขาไดอยางไร
สุดทาย ครูจึงคิดและวางแผนตอวา ครูจะนําใหนักเรียนเกิดความสนใจในเร่ืองท่ี

ไตรต รอง 84

จะเรียนไดอยางไร (Interest) ซึ่งอาจเปนกิจกรรม เกมส เพลง หนังส้ัน หรือ
คาํ ถามเพือ่ กระตนุ ความสนใจก็ได

ขัน้ ท่ี 3 การนาํ เสนอบทเรียน
ขั้ น นี้ เป น ค ว า ม ท า ท า ย ข อ ง ค รู อ ย า ง แ ท จ ริ ง ท่ี จ ะ ต อ ง ห ลุ ด พ น จ า ก
ความคุนเคยเดิม ที่จะตองจัดใหมีการใชกระบวนการท้ัง Induction และ
Deduction ในทุกหนวยการเรียนรู (ไมจําเปนตองทําในทุกคาบเรียนก็ได)
กระบวนการสํารวจชีวิตดวย See-Judge-Act จึงเปนเครื่องมือท่ีมีประสิทธิภาพที่
ครจู ะใชเพราะในกระบวนการน้ีมที ั้ง Induction และ Deduction อยใู นตวั
การจัดการเรียนรูแบบอุปนัย (Induction) เร่ิมตนดวยใหนักเรียนสังเกต
และวเิ คราะหขอมูลเชิงประจักษจากปรากฏการณหรือสถานการณตางๆ ท่ีเกิดข้ึน
แลวนําขอมูลน้ันมาจัดหมวดหมู หาขอเหมือนและขอตาง เพื่อนํามาหาขอสรุป
ทั่วไปหรือสรางแนวคิดหรือขอสมมติฐาน การสอนดวยวิธีน้ีมีจุดแข็งคือ ทําให
นักเรียนเขาใจไดอยางลึกซง้ึ และสามารถคดิ และคนพบความรใู หมๆ
การจัดการเรียนรูแบบนิรนัย (Deduction) เปนการสอนท่ีเริ่มจากกฎ
ทฤษฎีหรือหลักการตางๆ ท่ีเปนที่ยอมรับแลว แลวใหนักเรียนรูจักใชกฎทฤษฎี
หรอื หลักการตางๆ ในการแกปญหา และปรับใชใ นสถานการณต างๆ
วิธีการสอนดวย See – Judge – Act เริ่มตนจากวิธีการอุปนัย ดวยการ
ใหนักเรียนสังเกตขอมูลในสถานการณตางๆ เพ่ือสรางและสรุปเปนเร่ืองราวหรือ
ขอสรุปทั่วไป (See) จากน้ันจึงใชวิธีนิรนัย เริ่มตนดวยการนํากฎ ทฤษฎี หรือ
หลักการทั่วไปมาอธิบายหรือทดสอบเรื่องราวหรือขอสรุปท่ัวไปที่ไดนั้น (Judge)
แลวจึงใหนักเรียนทําแบบฝกหัดหรือมอบหมายงานเพื่อฝกการแกปญหา หรือ
ปรับใชบทเรียนทีไ่ ดใ นสถานการณตางๆ (Act) ดงั มรี ายละเอียดดงั นี้
การนําเสนอบทเรียนเร่ิมตนดวยการท่ีครูสรางประสบการณใหนักเรียน
โดยใหขอมูลหรือสรางสถานการณ ซ่ึงอาจจะเปนสถานการณที่เปน Moral
Dilemma และครูทาทาย จูงใจ และตั้งคําถามเพ่ือสรางประสบการณ (See)
โดยละเวนการบรรยายตามปกติในข้ันนี้ เชนในตัวอยางในหัวขอ ระบบ
ไหลเวียนโลหิตของมนุษย ทอี่ ยูใ นภาคผนวก 3 ครูซตี ้ังคําถามวา “หลอดเลอื ด

ไตรตรอง 85

แดงของมนุษยมีลักษณะและหนาที่แตกตางจากหลอดเลือดดําอยางไร” ครู
มอบหมายใหนักเรียนคน ควาขอ มูลจากหนังสอื เรียนรวมท้งั อนิ เตอรเ น็ตดวย

เพื่อใหนักเรียนจะไดมองดูและศึกษาจากประสบการณท่ีครูให ครูจะตอง
สงเสรมิ สนบั สนุน และกาํ กับดูแลใหนกั เรยี น

 ต้ังคําถาม สังเกต สํารวจ คน ควา ลองผดิ ลองถกู
 ถกเถียง แลกเปลี่ยน ปรกึ ษาหารอื อภิปรายกลมุ
 คดิ วิเคราะห หาสาเหตแุ ละผล
 คดิ สังเคราะห จดั หมวดหมู เปรยี บเทยี บขอ เหมือนและขอ ตา ง
 ทสี่ ดุ สรปุ เร่ืองราวหรอื แนวคิด และบันทึกประสบการณการเรียนรู

หลังจากน้ันจึงเขาสูข้ัน คิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge) โดยครูให
นักเรียนนําเสนอเร่ืองราวที่สรุปได ครูรวมกับนักเรียนในการสรุปหลักการท่ี
นักเรียนไดเรียนรูและนําเสนอน้ัน โดยครูมีสวนรวมอยางมากโดยอาศัยความ
เชีย่ วชาญทางวิชาการของครใู นการเชื่อมโยงประสบการณก ารเรียนรูของนักเรียน
กับหลักการ ทฤษฎีหรอื กฎทางวิชาการท่ีเก่ียวของ หรือครูอาจบรรยายสรุปส้ันๆ
ประกอบ และหากมีโอกาสท่ีเหมาะสมครูสามารถบูรณาการคุณคาพระวรสารหรือ
หลักธรรมทีเ่ ก่ียวขอ งกับประสบการณน ั้น

หลังจากน้ัน ครูอาจตั้งคําถามใหนักเรียนวินิจฉัยใหลึกซ้ึงไปถึงแนวคิดที่
อยูเบื้องหลังของหลักทางวิชาการ (Insight) เชน ในตัวอยาง ครูซีต้ังคําถามเพ่ือ
วินิจฉัยวา “รปู แบบของหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดําและมนษุ ยบ อกอะไรกับ
เรา เกี่ยวกับรูปแบบของอวัยวะมนุษย หรือเก่ียวกับรางการมนุษยโดยท่ัวไป”
จากน้ันครกู ็ใหนกั เรียนอาจแบงกลุมเพื่อถกเถียงและอภิปราย จนคนพบแนวคิดท่ี
อยูเบ้ืองหลังการออกแบบรางกายของมนุษยท่ีวา “การออกแบบขึ้นอยูกับหนาที่
การทาํ งานของสิง่ น้ัน”

ในข้นั Judge ครูจะตอ งนําพานักเรยี นให
 ทําความเขาใจจากประสบการณที่ไดรับวาไดเรียนรูอะไร อยางไร
และทําไม
 ซึมซาบความจรงิ จากประสบการณท ไี่ ดรับ
 เชื่อมโยงสิ่งทไ่ี ดเรยี นรูกบั หัวขอ หรือสาขาวิชาอ่ืน และชวี ิตสวนตวั

ไตรต รอง 86

 รับแรงบนั ดาลใจจากความจริง หรือบรู ณาการคุณคาพระวรสาร เพื่อ
เปน แนวทางในการคิดวินจิ ฉยั เพ่อื ตัดสินใจ

ในขั้น Judge การตั้งคําถามเพ่ือวินิจฉัยเปนส่ิงสําคัญ คําถามลักษณะน้ี
เปน คําถามเพื่อเจาะลกึ เพือ่ ใหเ กดิ ความเขา ใจท่ีลกึ ซ้งึ มากย่ิงข้นึ ใน 3 ระดบั คือ

ระดบั ของการไตรตรอง ระดบั ของความหมาย ตวั อยางแนวคิด

1. อะไรที่ฉนั ไดเ รียนรู เขาใจแนวคิดที่อยูเบ้ืองหลัง การอ อกแบ บ ข้ึน กับ

เนอื้ หา (Conceptual) หนาที่การทํางานของ
ส่ิงนนั้

2. อยา งไรท่ฉี นั ไดเ รยี นรู เขา ใจแนวคิดวา วชิ านั้นมี ประวัติศาสตรถูกจารึก
ความเปนมาอยางไร และ โดยผูชนะ
เกดิ ข้ึนไดอยางไร
(Metacognetive)

3. ทําไมเราตองเรยี นรู เขาใจแนวคดิ ท่ลี ึกซงึ้ ธรรม ช าติ ได รับ ก าร
เร่ืองนี้ เกย่ี วกับตนเอง ชวี ติ และ ออกแบบมาอยางชาญ
โลกรวมทง้ั จติ วิญญาณ ฉลาด มนุษ ยจึงควร
(Personal/Spiritual) ระลึกในบุญ คุณ ของ
ธ รร ม ช า ติ แ ล ะ พ ร ะ
ผสู รา ง

ไตรตรอง 87

คําถามเพ่ือวินิจฉยั ในวชิ าตางๆ มีตวั อยางดังนี้

ทกุ วิชา
 หวั ขอ น้ีมีความสัมพันธก บั ส่งิ ท่ีเคยเรยี นแลว อยางไร?
 อะไรเปนวธิ ที ่ีดีที่สุดในการจดั ระบบและนาํ เสนอสิง่ ทีไ่ ดเรยี นนี้?

ภาษาและวรรณกรรม
 ฉันจะพดู สง่ิ ทีต่ อ งการพดู นี้อยางไร เพื่อใหเขา ใจงา ยท่ีสุด?
 หลักภาษาเร่อื งนม้ี ีความสาํ คัญอยางไร?
 ทําไมการทําตามหลักภาษานี้ จะทําใหการสื่อสารมีประสิทธิภาพ
มากขึ้น?
 ถาฉันตองเลาเร่ืองเดียวกันนี้ใหกับนองอนุบาลฟง ฉันจะเลา
อยา งไร?

สังคม
 ฉนั จะเปนพลเมอื งดีขน้ึ ไดดวยวิธีใด?
 ประวตั ศิ าสตรถ กู เขียนข้นึ อยา งไร และโดยใคร?
 อดตี จะชวยปรับปรงุ โลกและชวี ติ ของเราใหดขี ึ้นไดอยา งไร?
 กระบวนการทางสังคมศาสตรเหมือนหรือแตกตางจากกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรอยา งไร

วทิ ยาศาสตร
 การสังเกต การอธิบาย และการคาดการณมีบทบาทอยางไรใน
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร มีความจาํ เปน อยางไร และมคี วามสําคัญอยา งไร?
 ความสําคัญและบทบาทของการวดั ในวชิ าวิทยาศาสตรกายภาพ กับ
สังคมศาสตร เหมอื นกนั หรือแตกตา งกนั อยา งไร
 อะไรท่ีเปนปจจัยทีส่ ําคญั ในการอยูรอดของส่ิงมีชีวิตชนิดตางๆ การ
แขง ขนั หรอื การประสานรวมมอื ?

ไตรต รอง 88

คณิตศาสตร
 ทําไมจึงมีมาตรวัดท่ีแตกตางกันในการนําเสนอปริมาตร? และเราจะ
ตดั สนิ วา จะใชมาตรวัดใดในโอกาสใด?

นอกจากนี้ คําถามเพื่อไตรตรองท่ีอยูในบันทึกน้ีบทที่ 8 ตบทายดวย
“ไตรตรอง” กส็ ามารถนาํ มาปรับใชเ ปนคําถามเพ่อื วนิ จิ ฉัยไดเชน เดียวกัน

ในขั้นสุดทาย ครูมอบหมายงาน หรือแบบฝกหัดใหนักเรียนเพื่อให
นักเรียนนําความรูและความเขาใจนั้นไปลงมือทํา (Act) ในตัวอยาง ครูซี
มอบหมายใหนักเรียนเขียนเรียงความ โดยใหตอบคําถามวา “ถานักเรียนไดรับ
มอบหมายใหออกแบบรางกายมนุษยใหม นักเรยี นจะเปลี่ยนรปู แบบที่หลอดเลือด
แดงและเลอื ดดาํ ไดรบั การออกแบบมาหรอื ไม เพราะเหตุใด”

หลังจากครูมอบหมายงาน ครูควรจะคอยติดตามใหคําแนะนํา
ขอเสนอแนะและขอปรับปรุง ครูควรใหนักเรียนไดลงมือทําดวยวิธีการตางๆ ท่ี
เหมาะสม ที่ครูควรจะเนนคือใหแนใจวานักเรียนจะสามารถนําไปใชในชีวิตได
โดยใหนกั เรยี น

 ฝก ฝน ฝก ซอม ทองจาํ
 ทําแบบฝกหดั ใบงาน
 ถกเถียง คดิ ตอ ยอด คดิ สรา งสรรค
 ทํารายงาน นาํ เสนอ และรับขอ เสนอแนะ
 เขียนบรรยายเรอ่ื งราว แนวคิด
 ผลิตผลงานและนวตั กรรมเดียวหรอื งานกลุม
 ใชใ นชวี ิตจริง

ฉันไดสรุปแนวทางการนําเสนอบทเรียนดวยกระบวนการ See-Judge-
Act น้ีไวในแผนภาพที่ 10 แนวทางการนําเสนอบทเรียนดวยกระบวนการ
See – Judge – Act

แผนภาพท่ี 10 แนวทางการนาํ เสนอบทเรยี นดว ยกระบวนการ See-Judge-Act
นักเรยี น
- ฝก ฝน ฝกซอ ม ทอ งจํา - ทําแบบฝก หัด ใบงาน
- ทํารายงาน นําเสนอ และรับขอ เสนอแนะ - ถกเถียง คดิ ตอยอด คดิ สรา งสรรค
- เขียนบรรยายเรอื่ งราว แนวคิด - ผลิตผลงานและนวัตกรรม งานกลมุ
ACT - ใชในชวี ิตจริง SEE

ลงมือทาํ ในชีวิต มองดปู ระสบการณ

ครู - มอบหมายงาน แบบฝก หัด ขอ เทจ็ จรงิ สถานการณ ครู - สรางประสบการณใ นการเรียนรใู นหลายมิติ
- ตัง้ คําถามเพื่อนําไปสูการปฏบิ ตั ิ ปรากฏการณ - ใหข อ มูล และสถานการณ
- ติดตาม ใหคําแนะนํา ขอเสนอแนะ ขอปรับปรงุ - ทาทาย จงู ใจ ต้งั คําถามเพอื่ นาํ เขา สูประสบการณ

นักเรยี น Deduction Induction นักเรยี น
- ทาํ ความเขา ใจจากประสบการณท ่ี  อธบิ าย  จดั หมวดหมู - ตัง้ คําถาม สงั เกต สํารวจ คนควา
ไดรบั วาไดเ รยี นรอู ะไร อยา งไร และ  วดั /ประเมนิ  เปรียบเทียบ ลองผดิ ลองถูก
ทาํ ไม  คาดการณ  สรุปเรื่องราว - ถกเถียง แลกเปลี่ยน ปรกึ ษาหารอื
- ซึมซาบความจริงจากประสบการณท ่ี อภปิ รายกลมุ
ไดรับ ขอ สมมตุ ิฐาน - คิดวเิ คราะห หาสาเหตุและผล ไตรต รอง 89
- เชื่อมโยงสง่ิ ทีไ่ ดเ รยี นรูก ับหวั ขอหรอื ทฤษฏี กฎ - คิดสังเคราะห จดั หมวดหมู
สาขาวชิ าอน่ื และชีวติ สว นตวั ครู - บรรยายสรุปความจรงิ โดยผานหลักการ ทฤษฏี หรอื กฏทาง เปรยี บเทียบ
- รับแรงบันดาลใจจากความจรงิ หรือ วชิ าการ หรอื คณุ คาพระวรสารหรือหลักธรรมอ่นื - สรปุ เรอื่ งราว หรอื แนวคิด บันทกึ
บูรณาการคณุ คาพระวรสาร เพือ่ เปน - ตัง้ คาํ ถามใหน กั เรยี นคิดวนิ จิ ฉยั เพอื่ คนหาแนวคดิ เบื้องหลงั ประสบการณ
แนวทางในการคดิ วินจิ ฉยั เพอื่ ตดั สินใจ - ใหแ นวทาง กระบวนการ ในการคิดวนิ ิจฉัย

JUDGE

คิดวนิ จิ ฉยั จากประสบการณ

ไตรต รอง 90

ข้ันที่ 4 การไตรตรอง
ครูควรเตรียมคําถามเพ่ือใหนักเรียนไตรตรอง 3 - 5 นาทีกอนหมดคาบ
เรียน ลักษณะคําถามซึ่งเปนคําถามที่จูงใจใหนักเรียนคิดทบทวนประสบการณท่ี
ไดรับจากคาบนั้น หรือนําประสบการณน้ันมาคิดไตรตรองอีกคร้ังหน่ึง วิธีการน้ี
เปนการใหน ักเรียนไดสรุปหรือ Recap บทเรยี นดว ยตวั เอง แทนทีจ่ ะเหน็ ครูเปน ผู
สรุป และจูงใจใหนักเรียนบันทึกส่ิงที่ไดดวยคําพูดของนักเรียนเองท่ีออกมาจาก
ความรสู ึกและความคดิ ในขณะนั้น
คําถามเพื่อไตรตรองควรมีเพียง 1 หรืออยางมาก 2 คําถามเทานั้น
เพราะมีเวลาเพียง 3 - 5 นาที ครูอาจเลือกใชคําถาม R, C หรอื A ก็ไดตามความ
เหมาะสม จากประสบการณท่ีผานมา เพื่อนรวมทางของฉันสามารถต้ังคําถาม R
และคําถาม A ไดอยางงายดาย จะมีปญหาบางก็เฉพาะคําถาม C ฉันจึงขอ
ยกตัวอยา งคาํ ถาม C เพม่ิ เตมิ เพอื่ เปนแนวทาง

 นักเรียนคิดวาเรื่องน้ีเกี่ยวของกับหัวขอ.......ท่ีเรียนในเทอมกอน
หรอื ไม อยา งไร?

 นักเรียนคิดวาหัวขอน้ีมีความสัมพันธกับหัวขอ.......ในวิชา.......
อยา งไร?

 บทเรียนน้มี ีความสัมพันธกบั ชวี ติ นักเรียนในฐานะ.......อยางไร
 การเกิดสถานการณนี้ข้ึนสะทอนวาโลกกําลังขาดคุณคาพระวรสาร
ประการใด เพราะเหตใุ ด
 ประวตั ศิ าสตรใ นเร่อื งนี้สะทอ นใหเห็นไดใ นเหตุการณอะไรในปจจบุ ัน

ขน้ั ท่ี 5 การประเมินและวัดผล
ค รู ค ว รจะ พิ จารณ าถึ งวิ ธี ก า ร ป ร ะ เมิ น แ ล ะ วั ด ผ ล ต้ั ง แ ต ก า ร กํ า ห น ด
วัตถุประสงค โดยเฉพาะวัตถุประสงคเชิงปฏิบัติ จุดเนนคือการประเมิน
ความกาวหนาของนักเรียนวา นักเรียนไดเขาใจเรื่องท่ีเรียนและสามารถปรับ
ใชไดมากขึ้นกวากอนเขาเรียน หลักจากจบหนวยการเรียนรูแลวหรือไม โดยดู
จากการลงมือปฏิบัติของนักเรียน เพ่ือดูความพรอมของนักเรียนกอนท่ีจะเปล่ียน


Click to View FlipBook Version