The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนานิกายมหายาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aslongart, 2021-07-12 07:10:01

พระพุทธศาสนานิกายมหายาน

พระพุทธศาสนานิกายมหายาน

ยาน3

เพือ่ ใหเขาใจมหายานดีข้นึ ควรทราบยาน3ในพุทธศาสนา คอื

1.สาวกยาน ยานของพระสาวกผมู ุงอรหตั ภมู ิ โดยการทําใหแจง ซ่ึงอริยสจั 4เปน ตน

2.ปจ เจกยาน ยานของพระปจเจกพทุ ธเจา ผรู ูแ จง ดว ยตนเองแตไมอาจแสดงธรรมส่งั สอนผอู น่ื ได

อยางกวางขวางเชนพระพุทธเจาและไมสามารถตั้งศาสนาได

3.โพธิสตั วยาน ยานของพระโพธิสตั ว ผมู ีอธั ยาศยั ใหญ กา วลว งอรหตั ภูมิ และปจเจกภูมิ

แตปรารถนาพุทธภูมิ เพ่ือขนสตั วใหพนทกุ ข

ในโพธจิ ติ ตสูตร มขี อความทพ่ี ทุ ธองคท รงอุปมายานทง้ั 3เมอ่ื ทรงสนทนากับพราหมณกัสสปโครต ดังน้ี

พราหมณกัสสปโครต: “ขา แตพระโลกนาถ! การหลดุ พนของผหู ลุดพนมีความแตกตา งกันหรือ”

พระพุทธเจา : “ดูกอนพราหมณ! ทางหลดุ พน หาไดต างกันไม แตย านที่จะไปนนั้ มีความแตกตางกันอยู ดูกอน
พราหมณ! เปรียบเหมือนทางสัญจร ยอมมีผูไ ปดว ยยานพาหนะตา งๆคือชา งบา ง มา บา ง ลาบา ง แตเ ขาก็
สามารถไปถึงนครท่เี ขาปรารถนาได พราหมณ! ทา นมีความเหน็ อยางไร? ยานพาหนะมีความแตกตา งกันมิใช
หรอื ? ”

พราหมณกสั สปโครต:แตกตางกันแนน อน พระองค

พระพทุ ธเจา :ถกู แลวพราหมณ ยานทั้ง3ก็ฉนั น้ัน ยอมมีความแตกตา งกนั คือ สาวกยาน ปจเจกยาน และ
อนุตตรสมั มาสัมโพธยิ าน แตมรรค และวมิ ุติ หามีความตางกนั ไม

และแลวพระพทุ ธองคไ ดตรัสยา้ํ วา

หนทางหลดุ พน ไมม ีตํ่าสงู แตย านอันไปสูความหลดุ พนน้ัน มีความแตกตา งกัน ผูมปี ญญารขู อเปรียบเทยี บ
เชนน้ีแลว พึงเลอื กเอายานที่ประเสรฐิ สูงสุด

รวมความวา มหายาน คือยานอนั กวางใหญ ประเสรฐิ สูงสุด เพ่อื การขนสัตวโลกใหพนจากกันดาร คือ
สังสารวัฏ

พระโพธิสัตวย อ มประกอบดว ยคณุ สมบัติ 3 ประการ

(ขอ ปฏิบตั ิของภิกษุ และสามเณร ในนิกายมหายาน)

1.มหาปรัชญา(ไตตี่) หรือปญญาอนั ย่ิงใหญ หมายความวา จะตองเปนผูมปี ญ ญาเห็นแจงสจั ธรรมไมต กเปน
ทาสของกิเลส การบวชกเ็ พอ่ื เอาชนะกิเลสทมี่ ีอยูในตนใหไดดว ยความเพยี รและปญ ญาเปนการสรางอตั ตัตถ
ประโยชนค ือประโยชนเพ่อื ตนเองใหถ ึงพรอม

2.มหากรุณา(ไตปยุ ) หมายความวา จะตอ งเปน ผูมจี ิตใจกรุณาตอ สรรพสัตวป ราศจากขอบเขต พรอมที่จะสละ
ตนเองเพื่อชว ยเหลอื สัตวใหพนทกุ ข ขอนีถ้ ือวา เปนหนาท่ีของภิกษสุ ามเณร ทจ่ี ะอนุเคราะหผ อู ่ืนมีบิดามารดา
เปน ตน จัดเปน ปรตั ถประโยชน คอื บาํ เพญ็ ประโยชนเพ่อื ผอู ่ืน

3.มหาอปุ าย(ไตฮวงเปย ง) หมายความวา พระโพธิสตั วจ ะตอ งมวี ิธีการชาญฉลาดในการแนะนาํ สง่ั สอนผูอืน่ ให
เขา ถึงสัจธรรม ขอนี้ก็เปน การบาํ เพญ็ ตนเพอ่ื ประโยชนแกผ ูอืน่

มหาปณธิ าน 4

(ขอปฏิบัติของภิกษุ และสามเณร ในนกิ ายมหายาน)

1.สรรพสตั วทงั้ หลายอันประมาณมไิ ด เราจักโปรดใหห มดสิ้น เราจะเผยแผพระธรรมคําสอนเพอ่ื ปลด
เปล้ืองสรรพสัตวใหพน ทกุ ข ขอ นเี้ ทยี บดวยอรยิ สัจ 4 ในขอทกุ ขสจั ซึ่งมีหนา ท่ตี องกาํ หนดรู คอื เมื่อเรารวู า
เราทุกข เราก็ยอ มแจง ใหคนอ่ืน ๆ ทราบวา เขาก็มีทุกขเ ชนเดยี วกัน แตพระโพธิสัตวจ ะตองปรารถนาความ
พนทุกขแหง สรรพสัตวอ กี ดวย

2. กเิ ลสทง้ั หลายที่ไมส งบระงบั เราจะกาํ จัดใหหมดสนิ้ เราจะตอ งละทงิ้ ทาํ ลายใหห มด
และปรารถนาที่จะใหส รรพสตั วท ําลายกิเลสเหลาน้ันดวย ขอนเี้ ทียบดว ยขอสมุทัยคือตัณหาซ่งึ เราจะตอ งละ
จะเจรญิ ไมไ ด ขา งฝายมหายานถอื วา นอกจากตัวเราจะทําลายกเิ ลสของเราเองแลว จงึ ตอ งชวยแนะนาํ ให
สรรพสตั วทําลายกเิ ลสของเขาดว ย

3. ธรรมทัง้ หลายอนั ไมมีประมาณ เราจะตองศกึ ษาใหเจนจบ เราจกั ตอ งเรียนรูแ ละทําความศกึ ษา
ปฏิบตั ิ เทียบดวยมรรคสัจซ่งึ ตองเจริญใหมีขึน้ เราจึงจะกําหนดรทู กุ ขและสมุทัยได และจะตองยงั สรรสตั วให
ศกึ ษาในพระธรรมดว ย

4. พุทธมรรค(นิพพาน)อนั ประเสริฐ เราจะตอ งบรรลุใหจงได เทยี บดว ยทาํ นโิ รธสจั ใหแ จง และ
จะตอ งยังสรรพสตั วใหบรรลุถึงดวย เพราะฉะนั้น ตามปณิธานทั้ง 4 นี้ เมื่อเทยี บกบั หลักอรยิ สัจแลว จะเหน็ วา
ฝา ยมหายานตอ งการจะปลดเปลอ้ื งสรรพสตั วใหพ น ทกุ ข

ปณธิ าน ของภิกษุ สามเณร และอุบาสก-อุบาสิกา ทส่ี มาทานโพธิสัตวศีล

ผสู มาทานโพธิสัตวศ ลี ตอ งเปนผศู รัทธาม่นั คงในองค 4 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ และศลี
จากนั้นตองตงั้ ประณิธาน 10 ประการ พรอ มกบั มหาปณิธาน 4 รวม 14 ขอ คอื
1.ระลกึ ถงึ พทุ ธานสุ ติเสมอและหมน่ั เขาใกลกัลยาณมิตร2.หลกี ไกลจากมติ รช่วั
3.ไมละเมดิ ศีลแมต องสน้ิ ชีวิต
4.ศกึ ษาทอ งบนพระสูตรพระวินยั มหายานเสมอและซักถามขอ สงสยั
5.ศรัทธาในอรหตั ภมู ิ ปจเจกภมู ิ อนุตรสัมมาสมั โพธญิ านเสมอ
6.หากพบเห็นสรรพสัตวร ับทุกขทรมานตองชว ยเหลือเสมอ
7.ถวายบชู าพระรตั นตรัยตามกําลงั สามารถเสมอ
8.กตญั ูกตเวทตี อ บิดามารดาครูอปุ ช ฌายอาจารย
9.ละทงิ้ ความเบ่ือหนา ยและเกยี จคราน ขยนั หมนั่ ศกึ ษาพุทธธรรม
10.เม่ือเกดิ กิเลสจากวสิ ยั 5 หรือท่ีตั้งแหงอารมณทั้ง 5 คือ รปู เ สยี ง กลิน่ รส สัมผสั สามารถขมจิตใจลงได
11.สรรพสัตวทั้งหลายอนั ประมาณมิได เราจักโปรดใหห มดสิ้น
12.กเิ ลสทง้ั หลายท่ีไมสงบระงับ เราจะกาํ จดั ใหห มดสิ้น
13.ธรรมทง้ั หลายอันไมม ีประมาณ เราจะตองศึกษาใหเ จนจบ
14.พุทธมรรค(นิพพาน)อันประเสริฐ เราจะตอ งบรรลุใหจ งได

เน่อื งจากพระพทุ ธศาสนานกิ ายมหายานในประเทศจีนมีมากกวา 200 นิกาย

และแตละนิกายลว นมีธรรมเนียมปฏิบัตทิ แี่ ตกตา งกันในที่นี้จะขอกลา วหลักปฏบิ ัตทิ ส่ี ําคัญโดยยอ ดงั ตอไปนี้

โพธิสัตวศลี คือศลี ที่ปรากฏเฉพาะในพุทธศาสนานิกายมหายาน มีจุดมุงหมายใหผ สู มาทานศีลน้ี มคี วามสาํ รวม
ทัง้ กาย วาจา ใจเพ่ือการกา วสูสถานะความเปน พระโพธิสัตวและพระอรหันตเพื่อกา วสพู ระนพิ พาน โดยปกติ
แลว ฝา ยบรรพชิตฝายเถรวาทจะถือพระปาติโมกขหรือศีล 227 ขอ หรือทฝ่ี า ยมหายานเรยี กในภาษสันสกฤตวา
ปาฏิโมกขโดยบรรพชิตฝายมหายานกถ็ ือศลี ชดุ น้เี ชนกนั (ยกเวน มหายานบางนิกายอาจจะมีแตกตา งกันบา ง
เพราะแตละนิกายลวนมธี รรมเนยี มปฏบิ ตั ทิ ่แี ตกตา งกนั ยกเวนนกิ ายวินัยของจนี จะมีธรรมเนยี มปฏิบตั ิทีค่ ลา ย
กับนิกายเถรวาท) โดยอาศัยพระวนิ ยั ปฎกจากพระไตรปฎ กของนิกายธรรมคุปต ซ่ึงมเี น้ือหาตรงกบั พระวนิ ัย
และ/หรือพระปาตโิ มกขของฝายเถรวาท โดยบรรจุรวมอยูในพระไตรปฎกภาษาจีน อยา งไรก็ตาม นอกจาก
ปาตโิ มกข หรือปราติโมกษ แลว บรรพชิตฝา ยมหายานยงั ถือโพธสิ ัตวศลี อีกดวย เพอื่ ขัดเกลาตนเองและศลี ให
บรสิ ทุ ธิ์ สมกบั หลกั ปฏิบตั สิ ําคัญตามแนวทางของพุทธศาสนานกิ ายมหายาน

โพธิสตั วศีล ของฝายมหายานปรากฏในในพรหมชาลสูตร (มหายาน) ซ่งึ ระบถุ ึงศลี สาํ หรบั พระโพธิสัตว อันเปน
มลู ฐานของการเปน พระพทุ ธเจา พระโพธิสตั ว และพุทธะธาตุ หรอื ความเปน พทุ ธะในตัวของสรรพสัตว แบง
ออกเปน มหาโพธิสตั วศลี 10 (ครกุ าบตั )ิ และจลุ โพธิสัตวศ ลี 48 (ลหุกาบัติ) รวมเปน โพธสิ ตั วศ ีล 58

ทั้งนี้ หากละเมดิ ครุกาบัติถือเปน ปาราชกิ อยางไรกต็ าม อาบตั โิ ทษสถานหนัก 10 ขอ แยกไวเ ปน 3 ประเภท
เจตนา บงั เอญิ หรือ สุดวิสยั คอื

อดุ มอาบตั ิ ตองแสดงอาบัตติ อคณะสงฆ ( 4 รปู ขึน้ ไป)

มธั ยมอาบัติ ตองแสดงอาบตั ิตอ สงฆจ าํ นวน 3 รูป

ปฐมอาบัติ ตองแสดงอาบัตติ อสงฆเพยี ง 1 รปู

ผูตอ งชั้นอุดมอาบตั ิขาดจากการเปน โพธสิ ตั ว ตองในกรณียหลัง ใหอยูก รรมมานตั ตทรมานตนจงึ จะพน อาบตั ิ
เปนผบู รสิ ทุ ธ์ิ

ภิกษุและคฤหัสถผ ปู ฏิบัติพทุ ธธรรมในมหายานนกิ ายน้นั ไมคอยเอ้ือเฟอตอวนิ ัย ไมคอยเครงครดั ในธรรมเนยี ม
พยายามปรับตัวใหเ ขากบั กาลเทศะเพื่อประโยชนในการเผยแพรพระธรรมคาํ สอน ถือเจตนาและประโยชนแหง
ธรรมเปนหลกั แมม หายานจะคอ นขางหละหลวมตอพระวนิ ยั หรอื ศลี ที่เถรวาทยึดถืออยูก็จรงิ แตม หายานให
ความสาํ คัญตอศีลพระโพธสิ ัตวมากกวา ศีลปาตโิ มกดวยเหตุทมี่ หายานมงุ เนนประโยชนส ุขแหงธรรม(ประโยชน
สุขของสรรพสัตว) มากกวาประโยชนของตนเอง

ปาราชิก 8 ขอในนกิ ายมหายาน
ภิกษ(ุ ผปู ฏิบตั ิพุทธธรรมในมหายานนกิ าย)หา มฆาสตั ว ทรมานสตั ว และเบยี ดเบียนสตั ว ใหไ ดรบั ความทุกขกาย
ความทกุ ขใ จดวยประการตางๆ ดวยตนเองหรือชกั ชวนสัง่ สอนชี้แนะผูอ่นื กระทาํ แทนตน
ภิกษ(ุ ผปู ฏบิ ัตพิ ุทธธรรมในมหายานนิกาย) หามลักขโมย ฉอโกง ตระบัด กรรโชก ปลน แยง ชงิ ว่งิ ราว สลบั ของ
ลกั ตอ น ซอนของ ยกั ยอก ลอ ลวงฯลฯ ดวยดวยเลหกลอุบายตา งๆ มีมารยา เวทยมนต เปนตน อนั ทรพั ยสมบัติ
และสง่ิ ของทีเ่ ขาหวงแหน และไมอนุญาต ทงั้ ทีเ่ ปน สังหาริมทรัพย-อสังหาริมทรัพย และสมบตั ิสวนกลางอนั
เปนของสาธารณะท่ัวไป ดว ยตนเองหรือชักชวนสั่งสอนช้ีแนะผูอน่ื กระทําแทนตน
ภกิ ษ(ุ ผปู ฏบิ ตั พิ ุทธธรรมในมหายานนิกาย)หา มประพฤตผิ ดิ ลวงละเมดิ กฎพรหมจรรย
ภกิ ษ(ุ ผูป ฏบิ ตั พิ ุทธธรรมในมหายานนิกาย)ผูอตุ รมิ นสุ ธรรม อวดรฌู านรูม รรคผลท่ีไมมีในตน ตลอดจนพูด
มสุ าวาทท่ีไมใ ชความจริง กระทาํ ดวยตนเองหรือใชผ ูอนื่ กระทํา ตองสถานโทษหนัก
สาํ หรับธรรมในหมวดน้พี ระภิกษมุ หายานบางนิกายไมถือขอที่ 1-4 วาเปนปาราชิกแตจะถอื ขอท่ี 5-8 วาเปน
ปาราชกิ
ภิกษ(ุ ผูปฏบิ ตั ิพุทธธรรมในมหายานนกิ าย)มคี วามโลภในลาภสกั การะ แลว สรรเสริญและพดู ยกยองตนเอง
ตําหนิติเตยี นผูอ่นื เปน ปาราชิก

ภกิ ษุ(ผปู ฏิบตั ิพุทธธรรมในมหายานนกิ าย)มีความตระหน่ีในทรพั ยส มบตั ิของตนเอง เมือ่ มีสตั วผยู ากไรมา
ปรากฏ พอจะบรจิ าคทรพั ยของตนชวยเหลือไดแตไ มบริจาคก็ตาม ตระหน่คี วามรู เมอ่ื มีผูใฝธ รรมตองการฟง
ธรรมตนเปนผูร ธู รรมแตไมย อมแสดงธรรมก็ตาม เปน ปาราชกิ

ภกิ ษุ(ผปู ฏิบัตพิ ุทธธรรมในมหายานนกิ าย)โกรธแลว ปองรา ยสัตวอนื่ ประทษุ รา ยสัตวอ่ืนดว ยวาจา หรือดวย
อาวธุ ทาํ ใหบาดเจบ็ แมมผี ูหา มปรามแลว ก็ไมเชื่อฟง มีจิตพยาบาท ผกู เวรไว เปนปาราชิก

ภกิ ษุ(ผูป ฏบิ ตั พิ ุทธธรรมในมหายานนิกาย)คัดคา นติเตยี นพุทธธรรมปฎกทง้ั ปวง กลับยินดีเชื่อถอื ลัทธิธรรม
ปฏิรปู (ธรรมปลอม ธรรมเทยี ม ไมใ ชธรรมแท)เกดิ ศรทั ธาข้ึนเองกด็ ี ผูอน่ื ใหเกิดก็ดี เปนปาราชิก

จะเหน็ ไดว าปาราชิก 8 สาํ หรบั ภิกษุ(ผูปฏบิ ตั ิพุทธธรรมในมหายานนิกาย) เมื่อเทยี บกนั แลว รุนแรง หนกั กวา
ปาราชกิ 4 ของภิกษฝุ ายเถรวาทมาก รักษาไดยากกวาปาราชิกของภกิ ษฝุ า ยเถรวาท(ไดแกผทู ี่นับถือ
พระพุทธศาสนาในแทบประเทศไทย พมา กมั พูชา ลาว ศรลี ังกา สิบสองปน นาตอนลา งหรือชนเผา ไทล้อื )ดวย

ปาริสทุ ธิศลี มี 4 ขอ ปฏบิ ัติในภิกษุมหายานนิกาย

ปาติโมกขสงั วร พึงสาํ รวมกาย วาจา ใจไมประพฤติปฏบิ ตั ิในอกุศลกรรม ที่พระพทุ ธเจา ทรงหา ม

อนิ ทริยสงั วร พงึ สาํ รวมในทวาร ๖ คือ ตา หู จมกู ล้ิน กาย ใจ (สํารวมความคดิ และอารมณ)

อาชีวปารสิ ทุ ธิ พึงเลย้ี งชวี ิตโดยไมหลอกลวงเขาเลย้ี งชวี ิตมปี ระการตางๆ

ปจจยปจจเวกขณะ พงึ พิจารณาอาหาร เครอื่ งนุงหม ที่อยูอาศยั และยารักษาโรคกอนและหลงั การบริโภค
(ไมบ รโิ ภคดว ยตัณหา)

ศีลพระโพธสิ ัตวของภกิ ษุ สามเณรและคฤหสั ถผ ตู ั้งปณธิ านเปน พทุ ธสาวกในมหายานนกิ ายมี 58 ขอ

ครกุ าบตั ิ 10 ขอ ผูใ ดลว งละเมดิ ถอื วา เปน ปาราชกิ (มหายานบา งนิกายไมถือวาเปน ปาราชกิ )

ผฆู า ชวี ติ มนุษยใ หตายดวยมือตนเอง ใชผ ูอืน่ กระทําหรอื เปนใจสมรู ตลอดจนฆา ชวี ติ สตั วเล็กใหญใ หต าย ตอง
สถานโทษหนกั

ผถู อื เอาของผูอ่นื มรี าคา 5 มาสก ตลอดจนลักเอาของไมมีคาทเ่ี จาของไมอนุญาตดวยตนเองหรอื ใชผูอ่ืนกระทาํ
ตอ งสถานโทษหนัก

ผเู สพเมถนุ นาํ นิมิตลวงเขา ไปในทวารหนัก ทวารเบาหรอื ทางปากของผชู ายหรือผหู ญงิ ตลอดจนสัตวเ ดรัจฉาน
ตัวเมยี ตอ งสถานโทษหนกั

ผูอ ุตริมนสุ ธรรม อวดรูฌานรูมรรคผลทไ่ี มมีในตน ตลอดจนพดู มสุ าวาทที่ไมใชความจรงิ กระทําดว ยตนเองหรือ
ใชผูอ ่นื กระทาํ ตองสถานโทษหนกั

ผูผลติ สุราเมรยั น้ําเมา ตลอดจนยาดองสรุ าที่ไมใชร ักษาโรคโดยตรง กระทาํ หรอื ผลิตเอง หรอื ใชคนอ่นื กระทาํ
หรือผลติ ตอ งโทษสถานหนกั

ผกู ลา วรายบรษิ ทั 4 ใสร ายอาบัตชิ วั่ ภิกษุ ภิกษณุ ี อุบาสก อบุ าสิกา ตลอดจนศึกษามานะ (สกิ ขมานา)
สามเณรและสามเณรี โดยไมมมี ูล ดว ยตนเองหรือใชผูอ่นื กระทํา ตองสถานโทษหนัก

ผยู กตนขมทาน ตเิ ตยี นนินทาภกิ ษอุ น่ื ยกยองตนเองเพื่อลาภดว ยตนเองหรอื ใชผ ูอน่ื กระทํา ตองสถานโทษหนกั

ผตู ระหนี่เหนียวแนน ไมมีมุทิตาจิต ตลอดจนไมเอื้อเฟอตอผูยากจนขอทาน กลับขบั ไลไ สสง กระทําดวยตนเอง
หรอื ใชผอู ่นื กระทํา ตองสถานโทษหนกั

ผูมทุ ะลุฉุนเฉียว ตลอดจนกอการววิ าท ใชมดี ใชไ ม ใชม ือทุบตีภกิ ษอุ ื่น กระทําดว ยตนเองหรือใชผ อู ื่นกระทํา
ตอ งสถานโทษหนกั

ผูประทุษรายตอพระรัตนตรัย กระทาํ ดวยตนเองหรือใชผูอ่ืนกระทาํ ตองสถานโทษหนัก

ในหมวดของลหุกาบัตวิ าดวยปาณาติบาตของโยคโพธสิ ตั วสิกขาบทมขี อความท่ีอนุญาตใหศ าสนกิ ชนทํา
ความผดิ ไดถา เหน็ วา การทําความผดิ นั้นจะชว ยผอู ่ืนใหพน ทุกขเนื่องจากจุดมุง หมายอยทู ่ีการชว ยเหลือสรรพ
สัตวแมว าตนจะตองไดรับโทษแทนกต็ ามยกตัวอยา งเชน “ถาพระโพธสิ ัตวเหน็ โจรรา ยประกอบดวยโลภะจะ
ประหารสตั วเปนอนั มากก็ดี จะประหารพระสาวก พระปจเจกพุทธ พระโพธสิ ัตวก็ดี หรอื จะลงมือสราง
อนนั ตริยกรรม(เชน ทาํ ลายพระพุทธศาสนา)ก็ดเี มื่อพระโพธิสตั วเหน็ เชนน้ี พงึ ตรกึ นกึ วา เราจักยอมสละชวี ิตเพอ่ื
ปกปอ งพระพทุ ธศาสนาถวายเปนพุทธบูชา เราจะประหารชีวติ ของหมูพาลนเ้ี รากจ็ ักตองตกนิรยาบาย คร้นั มิ

ประหารเลา เขากจ็ ักกออนันตริยกรรม ไดเสวยทุกขวิบากอนั ใหญ เราควรประหารเขาเสีย ยอมตกนิรยภมู ิ มิ
ยอมใหเขากออนันตรยิ กรรม ทาํ ลายพระพทุ ธศาสนา พระโพธสิ ตั วพ งึ มนสกิ ารเชน นี้แลว ถึงประกอบดว ยกุศล
จิต หรอื อัพยากตจิต มหี รโิ อตตปั ปะและเมตตาจิต แลวประหารชวี ิตของเขาเสยี ดั้งนี้ ไมชื่อวา ลวงโพธสิ ตั วสกิ
ขาบทเลย จักบังเกดิ กุศลเปนอนั มาก”
(เสถียร โพธินนั ทะ ,ปรัชญามหายาน)

ลหุกาบตั ิ 48 ขอ
ผูไมเคารพผูอาวโุ ส อุปชาอาจารยของตนผูมีพระคุณ(หา มลบหลูอ าทิ นนิ ทา ตําหนิ ติเตียน)
ผดู ื่มสรุ าเมรยั
ผูบรโิ ภคโภชนาหารปลาและเนอ้ื
ผบู ริโภคผักมกี ล่ินฉนุ แรง ใหโ ทษเกดิ ราคะ 5 ชนิด คอื 1.หอม 2.กระเทยี ม 3.กูไ ฉ 4. หลักเกย๋ี 5.เฮงกื๋อ
ผไู มกลาวตกั เตือนผทู ่ีทาํ ผดิ กฎพระธรรมวนิ ยั หรือทศุ ลี เมื่อสามารถกลาวตกั เตือนได
ผไู มบริภาคสังฆทานแกธรรมกถกึ (ผูกลาวธรรม,นักเทศน)
ผไู มไ ปฟง การสอนธรรม
ผูคดั คา นพระพทุ ธศาสนาในมหายานนกิ าย
ผูไมชวยเหลอื คนปวย
ผูเกบ็ อาวธุ สําหรับฆามนุษยหรือสตั วไวในครอบครอง
ผูเปน ทตู ส่ือสารในทางการเมือง
ผูคา มนษุ ยไปเปน ทาส ขายสัตวไ ปใหเขาฆาหรือใชงาน
ผพู ดู นนิ ทาใสร า ยผูอื่น
ผูวางเพลิงเผาปา

ผูพดู บิดเบอื นขอความพระธรรมใหเส่ือมเสีย
ผูพูดอุบายเพ่ือประโยชนต น
ผูประพฤตขิ ม ขีบ่ งั คับเขาใหทานวัตถุ
ผูอวดอา งตนเปน อาจารยเ มอื่ ตนยังเขลาอยู
ผพู ูดกลบั กลอกสองล้นิ
ผไู มช ว ยสตั ว เม่ือเห็นสตั วน น้ั ตกอยใู นภยันตราย
ผผู ูกพยาบาท คาดแคน
ผทู ะนงตน ไมข วนขวายศึกษาธรรม
ผูเยอ หยิ่ง กระดางกาวรา ว
ผูไมศ ึกษาพระธรรม
ผูไมร ะงับการววิ าทเม่ือสามารถสงบได
ผูละโมบเหน็ แกตวั
ผนู อมลาภทเ่ี ขาถวายสงฆอ่นื มาเพ่ือตน
ผนู อมลาภทเ่ี ขาจะถวายสงฆไปตามชอบใจ
ผูทําเสนหย าแฝดฤทธเิ์ วท ใหคนคลั่งไคล
ผูชักส่อื ใหชายหญิงเปน ผัวเมียกัน
ผูไ มช วยเหลอื ไถคาตวั คนใหพนจากเปนทาสเมื่อสามารถ
ผูซ้ือขายอาวุธสาํ หรับฆามนุษยห รือสัตว
ผไู ปดูกระบวนทพั มหรสพและฟง ขับรอง
ผไู มมขี ันติ อดทนสมาทานตอศีล

ผูปราศจากกตัญู ตอบดิ ามารดา อุปชฌายาจารย
ผูปราศจากสัจจตอ คาํ ปฏิญาณ จะตงั้ อยูในพรหมจรรย
ผปู ฏบิ ัติธดุ งควัตรในถิ่นทีม่ ีภยันตราย
ผไู มม คี ารวะ ไมร จู ักสูงตา่ํ
ผูไมม ีกุศลจิต ไมสรา งบุญ สรางกศุ ล ทําทาน
ผูมีฉันทาคติ ลําเอยี งการใหบรรพชาและอุปสมบท
ผเู ปน อาจารยสอนดว ยการเห็นแกล าภ
ผกู ระทาํ สังฆกรรมแกผูม ีมจิ ฉามรรยา
ผูมีเจตนาฝาฝน วินยั
ผไู มเ คารพสมุดพระธรรมคาํ ภรี 
ผูไมส งเคราะหโปรดเวไนยสัตว
ผูยนื หรอื นง่ั ทตี่ ํา่ แสดงธรรม
ผยู อมจํานนตออํานาจธรรมโรธี (อํานาจท่ีผดิ ธรรม)
ผลู ว งละเมิดธรรมคําส่งั สอนในพระพุทธศาสนา

สงั ฆาทเิ สส 13

1. ภิกษแุ กลงทําใหน าํ้ อสุจเิ คล่อื นยก เวนนอนหลบั ฝน ไป(การแกลง คือการจงใจทําใหเ คลอื่ น คอื พยายามดวย
วธิ ตี างๆจนนา้ํ อสจุ เิ คล่ือนจากฐานทต่ี งั้ เดมิ ) ตองสังฆาทเิ สส.

2. ภิกษมุ ีความกาํ หนัด จบั ตองกายหรอื เคลา คลึงกายหญงิ (ผหู ญงิ ในสิกขาบทน้ี รวมหมายถึงหญงิ แมจะเกิดใน
วันนน้ั ) ตองสงั ฆาทิเสส.

3. ภกิ ษมุ คี วามกาํ หนดั หา มพูดเกย้ี ว หรพื ดู เคาะหญิงดว ยวาจาชว่ั หยาบ(ผหู ญงิ ในสกิ ขาบทนี้หมายเอาหญงิ ที่รู
เดียงสา วาจาชว่ั หยาบ คอื วาจาท่กี ลา วพาดพงิ ถงึ เมถนุ เชน พูดถงึ อาการเสพเมถนุ หรือพดู เลียบเคียงถามถงึ
วิธเี สพเมถุนกับสามีหรือแนะนําถงึ วธิ เี สพแกผ หู ญิงหรือขอเมถนุ ตรงๆมาเพ่ือตนเปน ตน ) ตองสังฆาทเิ สส.

4. ภิกษมุ คี วามกําหนัดอยู หา มพูดชกั ชวน หลอกลอใหห ญิงบาํ เรอตนดวยกาม ตอ งสังฆาทเิ สส.

5. ภิกษพุ ดู ชักส่ือใหช ายหญงิ เปน ผวั เมียกัน (พดู ชักสื่อ คือพูดโยงขา วของฝา ยชาย และฝา ยหญิงถงึ กันภิกษุนํา
ขา วฝา ยชาย ไปบอกแกฝ ายหญิง แลว นําขา วฝา ยหญงิ ไปบอกฝา ยชาย เพยี งเทานี้กเ็ ปน โทษแลว แมเขาจะได
เปน ผัวเมยี กนั หรอื ไมก ็ตาม) ตองสังฆาทิเสส.

6. ภิกษจุ ะสรา งกุฎเิ พอื่ เปนท่ีอยูของตน ไมม ีใครเปนเจา ศรัทธาหา มทําเกินประมาณ โดยกวางไมเ กนิ 1 เมตร
75 เซนตเิ มตรและยาวไมเกนิ 3 เมตร และเม่ือทําได ประมาณนแี้ ลว จะตอ งใหสงฆแ สดงที่ใหก อน(คือใหห มู
สงฆร บั รแู ละอนญุ าต) ถาไมใหส งฆแ สดงท่ใี ห หรือ สรางเกินขนาดปรมิ าณ ตอ งสงั ฆาทิเสส.

7. ภกิ ษุจะสรา งกฎุ ิเพอื่ เปน ท่ีอยูของตน มีเจา ศรทั ธาเปนผูอุปถมั ถ ทําเกินประมาณนนั้ ได แตต องใหส งฆแสดงที่
ใหก อ นหาก ทําเกนิ ขนาดปริมาณน้ัน ตอ งใหส งฆแสดงท่ีใหก อนวา ไมเ ปนท่กี ดี ขวางอยางหนึง่ อยา งใด. ถาไมให
สงฆแสดงที่ใหกอ น ตองสังฆาทเิ สส.

8. ภิกษโุ จทยภ กิ ษอุ ื่น ดวยอาบตั ิปาราชิก ไมมขี อมลู ดวยความโกรธ(การโจทย คือ ฟองเพ่ือกําจดั ภกิ ษุผูตน
โกรธ คําวาไมมีขอมลู คือไมไ ดเห็นดวยตนเอง ไมไดยนิ คาํ บอกเลาจากผอู ืน่ กิริยาของภิกษุนน้ั ไมมพี ิรุธใหเ กิด
ความรังเกยี จ 3 อยางนี้อยางใดอยางหนงึ่ ช่ือวา ไมมีขอมลู ) ตอ งสงั ฆาทเิ สส.

9. ภกิ ษโุ กรธเคืองแกลงเลศโจทยภ ิกษุอื่นดว ยอาบัติปาราชิก(โกรธเคอื งภกิ ษุอน่ื ใสใ จวา จะหาวิธแี กลงใหภ กิ ษุ
นั้นฉบิ หายจากความเปน ภิกษุ แลว หาทางเลศโจทยด ว ยอาบตั ิปาราชกิ การหาเลศโจทย คอื การพูดเลียบเคยี ง
ไมไ ดโจทยตรงๆกลาวถึงชือ่ รูปพรรณสณั ฐาน เชน พูดวาภิกษชุ อ่ื อยางน้ี หรอื ภิกษุมรี ปู รางหนาตาอยางนี้ เสพ
เมถนุ เรารเู ห็น เราไดยิน เรารงั เกียจ เปนตน ชอื่ วาหาเลศโจทย) อันไมมีมลู ความรถู ึงภิกขผุ ูนัน้ ตอ ง
สังฆาทิเสส.

10. ภิกษพุ ากเพียรพยายามเพ่อื ทาํ ลายสงฆใหแตกกนั ภกิ ษุอื่นหา มไมฟง หมสู งฆห า มเพอ่ื ใหล ะขอทปี่ ระพฤติ
นั้น ถา ไมละตอ งสงั ฆาทิเสส(ภิกษพุ ยายาม ทาํ เร่ืองนอยใหเปน เร่อื งใหญ เปน การชักจงู ใหภกิ ษุเกิดความ
แตกแยกทางความคิด ในอธิกรณตา งๆ แทนทจ่ี ะรีบระงับใหอ ธกิ รณเ หลา นัน้ ยตุ ลิ งโดยเร็ว เชนนี้ชือ่ วา พยายาม
ทาํ ใหสงฆแ ตกแยกกัน)

11. ภิกขปุ ระพฤตติ ามภกิ ษุผูทาํ ลายสงฆน น้ั ภกิ ษุอืน่ หามไมฟ ง หมูสงฆห ามเพอ่ื จะใหล ะขอ ท่ปี ระพฤตนิ ้นั ถา
ไมล ะตองสงั ฆาทิเสส

12. ภิกษุทําตนเปน คนหัวดอื้ วายากสอนยาก ภิกษุอ่ืนหามไมฟ ง หมูส งฆห า มเพอื่ จะใหละประพฤตนิ ัน้ ถาไมละ
ตอ งสังฆาทิเสส(ภิกษุท้งั หลาย วา กลา วตกั เตือนดว ยวนิ ัย แตทาํ ตนไมใ หผ อู ื่นวากลา วตกั เตอื นได เชน น้ีชือ่ วา วา
ยากสอนยาก)

13. หามภิกษุประพฤติตวั เลวทราม และประจบคฤหัสถ(ภกิ ษุ ประพฤติตนไมส มควรกับสมณะ(พระ)ไปสุงสงิ
กับมาตุคาม เลนการพนนั รองรํา ทาํ เพลง ช่ือวาประพฤตติ นเลวทรามยอมตนใหช าวบานใชสอยวางตัวเสมอ
กบั คฤหสั ถ ช่ือวา ประจบ เอาเปรยี บเขาดว ยเลหเหลี่ยมตา งๆ จึงทาํ ใหเขาคลายศรัทรา ชื่อวา ประทุษรายสกุล)

ภิกษุ เชนนี้ทรงอนุญาตใหสงฆล งโทษ คือขับใหออกจากวัดเรียกวา ปพ พาชนยี กรรม

สงั ฆาทเิ สสเปน อาบตั ิหนัก เรียกวาครกุ าบตั ิ รองลงมาจากปาราชิกอาบตั ิสังฆาทิเสส 13 ขอ น้ี สาํ หรับ 9
ขอแรก ตองสงั ฆาทิเสสเม่ือแรกเขา แตส ว น 4 ขอ หลังนนั้ จะตอ งสังฆาทิเสสตอเมื่อหลังจากสงฆไดตักเตือน 3
ครัง้ แลว .

ภิกขุใดตองสังฆาทเิ สสขอหนง่ึ ขอใด ปด บังไมแ สดงในขณะสงฆส วดพระปาฏิโมกขธรรม ประสงคจะให
เปน คนบรสิ ุทธิ์ดังเดิม จะตอ งทนตอการลงโทษตนเอง อยูคนเดียวในทีส่ งดั สวดมานัตตเปนเวลา 6 คืน หรอื
แสดงอาบัตินนั้ ๆ ตอ คณะสงฆมีจาํ นวน 20 รูป ถาขาดจํานวนแมแตหนงึ่ รปู ภิกขุน้นั ก็ไมพ นอาบัตใิ หเ ปนผู
บริสทุ ธ์ิทน่ี ับเขาในหมูส งฆได.

อนิยต 2

1. ภกิ ขนุ ัง่ ในท่ีมีกําบงั กบั หญิงสองตอสอง ลับตาคนถามผี คู วรเช่อื วา ไดป ระกอบกามธรรม คือ ปาราชกิ หรือ
สังฆาทิเสส หรอื นิสสัคคยี ปาจติ ตยี . ภิกขรุ บั สถานใดสถานหน่ึง ใหปรับแตเพยี งอยางนนั้ .
2. ภิกขนุ ง่ั ในท่ีแจงกับหญิงสองตอสอง ลบั ตาคน ถามีผูค วรเช่ือวาไดป ระกอบกามธรรม คือ สงั ฆาทิเสส หรอื
นิสสคั คยี ปาจิตตยี  ภิกขุรับสถานใดสถานหนึง่ ใหปรบั แตเ พียงอยา งนั้น
อนิยต เปน อาบัติท่ไี มแ นนอน ระหวางสงั ฆาทเิ สส กับนิสสคั คยี ปาจติ ตยี ซ่งึ คณะสงฆจ ะตองวินจิ ฉัย.

นิสสัคคยี ปาจิตตีย 30
1. ภกิ ขทุ รงอตเิ รกจวี ร ไดเ พียง 10 วันเปน อยา งมาก เกนิ กวา 10 วัน ตอ งนสิ สัคคยี ปาจิตตีย.
2. ภกิ ขุปราศจากไตรจวี ร แมหนงึ่ คนื เวนไวแตไดสมมุติ ตองนิสสคั คยี ปาจิตตยี .
3. ภิกขุไดผ า มา จะทําจีวรแตไมพอ หวงั จะไดมาอีกเพื่อครบทําจีวร พึงเก็บผา นัน้ ไวไดเพียงหนงึ่ เดือนเปนอยาง
มาก ถา เก็บไวเกนิ กวา หน่งึ เดือนไป ตองนิสสัคคียปาจิตตยี .
4. ภิกขุรบั จวี รจากนางภิกขุณีทไ่ี มใ ชญาติ เวน ไวแ ตม ีการแลกเปลย่ี น ตอ งนิสคั คีย.ปาจิตตีย.
5. ภิกขุใชนางภิกขุณีทีไ่ มใ ชญาติ ใหซกั หรอื ยอมหรือทุบซึ่งจีวรเกาตอ งนสิ สัคคียปาจิตตยี .

6. ภิกขุขอจีวรตอคฤหัสถช ายหรือหญิงที่ไมใ ชญ าติ ไดมาตอ งนสิ สัคคยี ปาจิตตยี . เวน ไวแตมีสมยั ท่จี ะขอจีวรได
คือ จีวรเกา ถูกลักเอาไปหรอื สูญหายไป หรือ ถูกไฟไหมไ ป หรอื จมนา้ํ หายไป.

7. ภกิ ขุท่มี จี ีวรอันฉบิ หายไป จะขอเขาไดเ พียงพอนงุ หมเทา นน้ั ถาขอเกินกวานัน้ ไดจีวรมา ตอ งนิสสคั คีย
ปาจิตตีย.

8. ภิกขุทราบความวาเขาจะถวายจวี ร อยากไดอยา งแพงกวาทเี่ ขากาํ หนดไวไปพูดใหซอ้ื อยางตนประสงค ได
จวี รมา ตองนิสสคั คียปาจติ ตีย.

9. ภกิ ขทุ ราบความวามีคฤหัสถหลายคนรว มกันจะถวายจวี ร อยากไดอยา งแพงกวา ที่เขากาํ หนดไว ไปพดู กับ
เขาเหลานน้ั ใหซ ื้ออยางตนประสงคไดจีวรมา ตองนสิ สคั คยี ปาจิตตีย.

10. ภกิ ขุในเม่ือมีพระราชา หรือมหาอาํ มาตยหรือพรมหมณห รือคฤหบดี ใหผรู บั ใชนาํ ราคาคา จีวรมาถวายแด
ภกิ ขุ, ภกิ ขคุ วรบอกใหมอบแกผูเปน ไวยาวัจจกร. ผรู ับใชไ ดม อบหมายราคาคา จวี รแกไวยาวจั จกรแลว ส่งั แก
ภิกขวุ า ถาทา นตองการจวี รใหเรยี กเอาจากไวยาวจั จกรผนู ้ัน. ภกิ ขตุ อ งการจีวรไปบอกกับไวยาวจั จกรวา
ตองการจวี รดงั นี้ 3 ครงั้ ถาไมไดจ วี รใหไ ปยนื แตพอใหเ ขาเหน็ 6 ครั้ง . ถา ภกิ ขไุ ปทวงจวี รเกินกวา 3 ครง้ั และ
ไปยนื ใหเ ขาเห็นเกินกวา6 ครงั้ ไดจวี รมา ตองนสิ สคั คยี ปาจิตตยี . ถาภิกขไุ มไ ดจ ีวรจากไวยาวัจจกรใหไ ปบอก
กับผรู ับใชท ่รี บั มอบหมายจากนายมานั้นวา ไมส าํ เรจ็ ประโยชนแ กตน ใหเขาเรยี กของเขาเอาคนื มาเสีย.

11. ภกิ ขหุ ลอสนั ถัต ( สันสกฤตเรยี ก นสิ ที ะนะ คือผารองนงั่ ของภกิ ขุ ) ดวยขนเจียมเจือปนดวยไหม ตอ งนสิ
สัคคยี ปจิตตีย.

12. ภิกขุหลอ สนั ถัด ดวยขนเจียมดาํ ลวน ตอ งนสิ สคั คียปาจติ ตีย.

13. ภกิ ขุจะหลอ สนั ถตั ใหม ใหใชขนเจยี มดํา 2 สว น, ขาว 3 สวน, แดง 4 สวน. ถา ทําข้ึนผิดสวน ตอ งนิสสคั คยี
ปาจติ ตีย. ( ฝายบาลวี า ดาํ 2 สวน, ขาว 1 สวน และแดง 1 สว น )

14. ภิกขุหลอ สนั ถตั ใหมแ ลว ใหใ ชไ ด 6 ป ถา ยงั ไมถึง 6 ป โดยไมม ีเหตผุ ลหลอ ใหมต องแสดงอาบตั ติ อหนา
พระปฎมิ า มิฉะนน้ั ตองนสิ สัคคยี ปาจิตตีย.

15. ภกิ ขุจะหลอ สนั ถัดใหม พึงตัดเอาสนั ถัดเกา หน่งึ คืนโดยรอบมาปนลงในสันถดั ท่หี ลอ ใหม เพอื่ ทาํ ลายส.ี ถา
ไมทาํ ดังน้ี ตอ งนสิ สคั คียปาจติ ตีย.

16. ภิกขุเม่อื เดนิ ทางไกล ถามีใครถวายขนเจยี มกร็ บั ได แตถา ไมมีใครถอื นํามา นาํ มาเองไดเพยี งระยะทาง 3
โยชน ถาเกิน 3 โยชน ไมม ใี ครถอื นาํ มา หรือ ถือนาํ มาเอง ตอ งนสิ สัคคียปาจติ ตยี .

17. ภิกขุใชภกิ ขุณีท่ีไมใ ชญ าติ ใหซัก หรอื ยอม หรือ สาง ซ่ึงขนเจียมตองนสิ สคั คียปาจิตตีย.

18. ภกิ ขุรบั เอง ซ่ึงทอง และเงนิ หรือ ใหผ อู นื่ รับ หรอื ยินดีท่เี ขาเก็บไวเ พ่ือตน ตองนสิ สัคคยี ปาจติ ตยี .

19. ภกิ ขุทําการซอื้ ขาย ของมีคา ตา งๆ คือ ทอง, เงิน, หยกฯ ตองนิสสคั คียปาจิตตีย.

20. ภิกขุแลกเปลยี่ นส่งิ ของกับคฤหัสถ ดวยการซ้ือถูกขายแพง ตองนิสสคั คียปาจิตตีย.

21. ภิกขุเก็บบาตร.ท่ีไมไดอธิฐาน ( บาตร.ทเี่ ขาไมไดจงใจให ) ไวไดเพยี ง 10 วนั ถาเก็บไวเ กนิ กวา 10 วนั ตอ ง
นิสสคั คยี ปาจติ ตยี .

22. ภกิ ขุมบี าตร.ชํารุดปะไวไมครบ 5 แหง ขอบาตร.ใหม ตอ งนิสสัคคยี ปาจิตตยี . ภิกขุควรขอบาตร.จากภิกขุ
อ่นื และเลือกบาตร.อยา งเลวทีส่ ดุ มาใช.

23. ภิกขขุ อดา ยที่ยังไมไดปนมา ใชใ หช า งหกู ที่ไมใชญาติทอเปน ผาจีวรตอ งนสิ สคั คียปาจิตตีย.

24. ภิกขุทราบความวา มคี ฤหัสถ สั่งใหช างหกู ทอจีวรเพอ่ื ถวายแกต นถาภกิ ขไุ ปหาชา งหูกกาํ หนดใหเ ขาทาํ ใหด ี
ข้ึนดว ยการใหร างวัลแกช า งไดผามา ตองนสิ สคั คยี ปาจติ ตีย.

25. ภิกขใุ หจีวรแกภกิ ขุอื่น ภายหลงั โกรธเคอื งภกิ ขนุ ั้น ชิงเอาคืนมาเอง หรือ ใชผูอ่นื ชิงคืนมา ไดคนื มา ตอ งนสิ
สัคคียปาจติ ตยี .

26. ภกิ ขอุ าพาธรบั ประเคนเภสัช อันมี เนยขน, นา้ํ มัน, เนยใส, น้าํ ผึ้ง, นาํ้ ออย, ไวฉนั ไดเ พยี ง 7 วนั ถา ลวง 7
วัน ตองนสิ สคั คยี ปาจิตตยี .

27. ภกิ ขุในเมื่อฤดรู อนยงั เหลืออยู 1 เดือน พึงแสวงหา ผา อาบนาํ้ ฝนไดเ มือ่ ฤดใู บไมผ ลิ ( ฤดชู นุ ) ยังเหลอื อยู
15 วนั จึงทาํ นงุ ได. ถาแสวงหา และทํานุงกอ นกาํ หนดนี้ ตองนิสสัคคียปาจติ ตีย.

28. ภกิ ขุในเม่ืออีก 10 วนั จะถึงวนั ปวารณา ( วนั กาํ หนดลาพรรษา ) มีทายกรบี ถวายผา จาํ นาํ พรรษา ก็เกบ็ ไว
ได. ถาเก็บผา น้ันไวเกินกาลจวี รไป ( กาลจีวร นัน้ นบั หนึง่ เดือนจากวนั ลาพรรษา ) ตอ งนิสสคั คียปาจติ ตยี .

29. ภิกขจุ ําพรรษาในเสนาสนะปา ออกพรรษาแลวหนง่ึ เดือน อยากจะเก็บไตรจีวร ผนื หนง่ึ ผนื ใดไวในบานเม่ือ
มีเหตถุ งึ ตองละจวี ร พึงละจีวรไดเ พียง 6 คนื ถาเกิน 6 คืนไป ตองนสิ สคั คียปาจิตตยี .

30. ภกิ ขุรูอยูของถวายภกิ ขุอื่น นอ มลาภทเี่ ขาจะถวายสงฆอื่นมาเพื่อตนตองนิสสัคคยี ปาจิตตยี .
นิสสคั คยี ปาจติ ตยี เปน อาบตั ิ เรียกวา ลหกุ าบัติ ผูตองจะตองขอกษมากรรม ( กลาวคําขอโทษ ) ในสํานกั แหง
สงฆ คือ ตองแสดงอาบตั จิ ึงจะพน อาบตั นิ น้ั ๆ

ปาจิตตีย 90

1. ภกิ ขพุ ดู ปด ตองปาจิตตยี .
2. ภกิ ขุพูดคําดา คําเสียดสี ตองปาจิตตีย.
3. ภกิ ขพุ ูดสอ เสยี ด ตองปาจิตตยี .
4. ภิกขอุ ยูร วมบานกับผูหญิงคา งคนื ตองปาจิตตยี . ( ฝา ยบาลเี ปนขอท่ี 6 )
5. ภกิ ขนุ อนรวมกับสามเณร หรือ คฤหสั ถ เกนิ กวา 3 คนื ตองปาจติ ตยี .
6. ภิกขใุ ดสอนธรรมแกอนุปสัมบันใหวา พรอมกนั ตองปาจิตตีย.
7. ภิกขบุ อกอาบตั ชิ ัว่ ของภกิ ขุอน่ื แกส ามเณร หรอื คฤหสั ถ ตอ งปาจิตตีย. (ฝา ยบาลีเปน ขอท่ี 9
8. ภิกขบุ อกวาตนเขา ถึงมรรคผลท่มี ีจริง แกสามเณร หรือ คฤหสั ถตองปาจติ ตยี .
9. ภกิ ขุเสดงธรรมแกผ ูหญงิ เกินกวา6 คํา, นอกจากจะมผี ชู ายอยดู วย, ตอ งปาจิตตยี .
10. ภกิ ขุขุดเอง หรือใชใ หผ ูอื่นขุดซง่ึ แผนดิน ตองปาจิตตีย.
11. ภกิ ขพุ รากของเขียวซงึ่ เกิดอยูก ับที่ ( พฤกษาชาติ เชน ตนไม, หญา ถอื วา มนี างไมอาศัยประจาํ อยู ) ใหหลดุ
จากท่ี ตอ งปาจิตตีย.
12. ภกิ ขแุ กลงพดู กลบเกลื่อน, บิดเบอื น, เปรียบเปรย ตอ งปาจติ ตีย.
13. ภกิ ขเุ กลยี ดชงั ตําหนิติเตียนภกิ ขุอน่ื ตองปาจิตตยี .

14. ภกิ ขเุ อาเตียง, ตั่ง, มานอน, เกาอี้นงั่ ของสงฆไปต้งั ณ ทแี่ จง แลวไมเกบ็ เอง หรือ ไมใ ชผ อู นื่ เกบ็ ตอ ง
ปาจิตตีย.

15. ภิกขุเอาทีน่ อนของสงฆปูนอนในกฎุ ิสงฆแลว ไมเ ก็บเอง หรอื ไมใชผ อู ื่นเกบ็ ตองปาจิตตยี .

16. ภิกขรุ อู ยูวากุฎินม้ี ีผูอยกู อน แกลงไปนอนเบยี ด หวังใหเขาระอาหลกี ไปเสียเพ่ือนตนอยู ตอ งปาจิตตีย.

17. ภิกขโุ กรธเคอื งภิกขุอน่ื ฉุดครา , ขบั ไลเอง หรอื ใชผ อู ่ืนฉุดครา , ขบั ไลภ กิ ขนุ ้ันออกจากกุฎสิ งฆ ตอง
ปาจติ ตีย.

18. ภิกขนุ ่ังทับหรือ นอนทับ บนเตียงหรอื บนต่งั อนั มีเทา ไมไ ดตรึงใหแ นนกับท่ี ซ่งึ เขาวางไวเ ก็บของในกุฎิ
ตอ งปาจิตตยี .

19. ภกิ ขรุ อู ยูวา น้ํามีตวั สตั ว เอารดดินหรอื หญาดวยตนเอง หรือ ใชค นอนื่ รดตองปาจิตตีย. ( ฝา ยบาลีเปน ขอ ท่ี
20 )

20. ภิกขเุ อาดินหรือ ปนู โบก หลงั คากฎุ ิ, ประตู, หนาตาง พึงโบกไดเพยี ง 3 ชั้น ถา โบกเกินกวานัน้ ตอง
ปาจิตตยี . (ฝายบาลีเปนขอ ที่ 19 )

21. ภกิ ขทุ ่ีสงฆไมไดสมมตุ ิ ไปสง่ั สอนนางภกิ ขุณี ตอ งปาจิตตีย.

22. ภกิ ขุที่สงฆสมมุติแลว ตงั้ แตพ ระอาทติ ยต กแลว สอนนางภิกขุณี ตองปาจิตตีย.

23. ภกิ ขตุ เิ ตียนภกิ ขุอื่นวา สอนนางภิกขุณีเพราะเหน็ แกลาภ ตอ งปาจิตตยี . ( ฝายบาลีเปน ขอ ที่ 24 )

24. ภกิ ขุใหจีวร แกนางภิกขุณที ี่ไมใชญาติ ตองปาจติ ตยี . เวนไวแตแ ลกเปลี่ยนกนั . ( ฝา ยบาลีเปนขอที่ 25 )

25. ภกิ ขเุ ย็บจีวร ของนางภกิ ขณุ ีที่ไมใ ชญ าติ ตองปาจติ ตยี . (ฝายบาลีเปน ขอ ที่ 26 )

26. ภกิ ขุน่งั ในท่ีมกี ําบัง กบั นางภิกขุณี ตองปาจติ ตยี .

27. ภิกขุชวนนางภกิ ขุณี เดนิ ทางดวยกัน แมส ิน้ ระยะบานหนึ่ง ตอ งปาจติ ตยี . เวนไวแ ตเปนทางเปลีย่ ว.

28. ภกิ ขชุ วนนางภกิ ขณุ ี ลงเรือลาํ เดียวกันขน้ึ นาํ้ กด็ ี ลอ งน้ํากด็ ี ตอ งปาจติ ตยี . เวน ไวแตข ามฟาก

29. ภิกขุรูวานางภิกขุณี บงั คับใหคฤหสั ถถวายของเคีย้ วของฉนั ถา ฉันตองปาจิตตีย. เวน ไวแตคฤหสั ถเ ขามี
ความมุงหมายไวก อนแลว.

30. ภิกขุชวนผูห ญิง เดนิ ทางดว ยกัน พอสน้ิ ระยะบานหน่ึง ตอ งปาจิตตีย.

31. ภกิ ขุไมอาพาธ ฉนั ของในโรงทานไดเ พียงม้ือเดียว. ถา ฉันเกนิ กวานนั้ ตองปาจติ ตยี .

32. ภกิ ขุถาทายกเขามานมิ นต ออกชอื่ โภชนยี ะท้ัง 5 อยา ง คือ ขาว, ขนมแหง , ปลา, เน้อื , อยา งใดอยา งหน่งึ
ไปรบั ของนัน้ มา หรือ ฉนั ของนนั้ พรอมกนั ตงั้ แต 4 รูปขนึ้ ไป ตองปาจติ ตยี . เวน ไวแ ตส มยั คอื เปน ไขอ ยางหนง่ึ ,
หนา จีวรกาลอยางหนึ่ง,คราวทาํ จวี รอยางหนึ่ง, เดนิ ทางไกลอยา งหนง่ึ , โดยสารในเรอื อยางหนึ่ง, อยูม ากดวยกัน
บิณฑบาตไมพอฉนั อยา งหนงึ่ , โภชนะนนั้ เปนของสมณะอยางหน่ึง.

33. ภิกขุรับนมิ นตไวในทแ่ี หงหนึง่ ดว ยโภชนยี ะไมไ ปฉนั ณ ท่ีท่เี ขานมิ นตไวไ ปฉันเสยี ณ ทอ่ี ืน่ ตอ งปาจิตตยี .
เวน ไวแตส มยั คอื เปน ไข,เวลาทาํ จีวร, หนาจวี รกาล, เดนิ ทางไกล, รวมประชมุ สงฆ. ( ฝา ยบาลีไมม ี เดิน
ทางไกล และรวมประชุมสงฆ )

34. ภิกขุเขา ไปบณิ ฑบาตในหมูบา น ทายกเขาถวายขนมเปนอนั มาก จะรบั ไดอ ยางมากเพียง 3 บาตร.เทา นั้น.
ถา รบั เกินกวา3 บาตร. ตอ งปาจิตตยี . ของท่รี ับมามากเชน นนั้ ตองแบง ใหภ ิกขุอน่ื .

35. ภิกขุฉนั เสร็จหามเสยี ของเคีย้ วของฉนั แลว ฉนั ของเค้ียวก็ดี ของฉันกด็ ี อันมิใชเ ดนภกิ ขุไข หรือ มไิ ดทําวินยั
กรรมไว ตอ งปาจิตตีย.

36. ภิกขรุ อู ยวู าภกิ ขุอืน่ ฉันแลว หามอาหารเสียแลว พงึ จะหาโทษใหน ําของเค้ียวกด็ ี ของฉันกด็ ี อนั มิใชเดน
ชกั ชวนใหฉ ัน พอเธอฉนั แลว ตองปาจิตตยี .

37. ภกิ ขฉุ นั ของเค้ยี วของฉนั ในเวลาวิกาล คอื ตงั้ แตเท่ยี งวันแลวไปจนถึงวันใหม ตองปาจิตตยี .

38. ภกิ ขฉุ ันของเคีย้ วของฉัน ท่เี ปน โภชนียะ ซึ่งรบั ประเคนไวคา งคนื ตองปาจติ ตยี .

39. ภิกขุกลนื กินอาหารที่ไมมีผใู ห คอื ยังไมไดร ับประเคนใหล วงทวารปากเขา ไป ตอ งปาจติ ตยี . เวนไวแ ตน าํ้
และไมส ีฟน . ( ฝา ยบาลีเปนขอท่ี 40 )

40 ภิกขุไมเ ปนไขขอโภชนียะอนั ประณีต คือ ขา วสกุ ระคนดวยเนยใส,เนยขน , นํา้ มัน, นา้ํ ผึ้ง, นาํ้ ออย, ปลา,
เนื้อ, นมสด, นาํ้ สม ตอคฤหสั ถทไ่ี มใชญาตเิ อามาฉนั ตองปาจิตตีย. ( ฝายบาลีเปนขอ ท่ี 39 )

41. ภิกขุใหข องเค้ียวของฉัน แกน ักบวชชาย หรือ หญิง นอกศาสนา ดวยมือตนเอง ตอ งปาจิตตีย.

42. ภิกขรุ บั นิมนตด ว ยโภชนยี ะทัง้ 5 แลว จะไปในที่อื่นจากท่นี มิ นตน ้นั ในเวลากอนฉันก็ดี ฉันกลบั มาแลว ก็ดี
ตองลาภิกขุที่มีอยใู นวดั กอนจึงจะไปได ถาไมล ากอนเทย่ี วไป ตอ งปาจติ ตีย. เวนไวแตสมัย คอื เวลาทําจวี ร
และจีวรกาล. ( ฝา ยบาลีเปนขอท่ี 46 )

43. ภกิ ขสุ าํ เรจ็ การนัง่ แทรกแซงในสกลุ ท่ีกําลังบริโภคอาหาร ตองปาจติ ตีย.

44. ภกิ ขุผูเดยี วนั่งในทลี่ ับ กับผหู ญิงผเู ดยี ว ตองปาจิตตีย.

45. ภิกขุน่งั อยูในทีแ่ จง กบั ผูห ญงิ สองตอสอง ตองปาจิตตีย.

46. ภิกขุชวนภิกขอุ ่นื ไปเท่ยี วบณิ ฑบาตดว ย หวังประพฤติอนาจาร ไลเ ธอกลับมาเสีย ตองปาจิตตยี . ( ฝา ยบาลี
เปนขอที่ 42 )

47. ภกิ ขพุ งึ รบั ปจ จัยทั้งสี่ ทเี่ ขาปวารณาไวเ พยี ง 4 เดือน ถาขอเขาใหเกนิ กําหนดน้ันไป ตองปาจิตตีย. เวนไว
แตเขาปวารณาอีกหรือปวารณาเปนนติ ย.

48. ภกิ ขุไปดูกระบวนทัพ ท่เี ขายกไปเพื่อจะรบกัน ตอ งปาจิตตีย. เวน ไวแตม ีเหตุผล.

49. ภกิ ขมุ เี หตทุ จ่ี ะตองไปในกองทัพ พงึ อยใู นกองทัพเพยี ง 3 วนั ถาอยูเกินกวา กําหนดนั้น ตองปาจติ ตยี .

50. ภิกขุระหวางเวลาอยูในกองทัพ 3 วนั นน้ั ไปสูสนามรบกด็ ี, ไปสทู ่พี ักพลก็ดี, ไปสทู ่ีจะกระบวนทัพก็ดี, ไปดู
หมูอนกึ คอื ชา ง มา รถ พลเดนิ จัดเปนกระบวนเปน กองๆ แลว กด็ ี ตอ งปาจติ ตยี .

51. ภิกขดุ ่ืมสรุ าเมรัยนาํ้ เมา คือ นาํ้ ที่ยงั ใหผ ดู ่ืมแลวมีสตมิ ึนเมา ตอ งปาจติ ตีย.

52. ภิกขุวา ยนาํ้ เลน ตองปาจิตตยี . (ฝา ยบาลีเปน ขอ ที่ 53 )

53. ภิกขจุ ี้ภิกขุดว ยกัน ตองปาจิตตยี . (ฝา ยบาลีเปนขอท่ี 52 )

54. ภกิ ขุเสดงความไมเอ้อื เฟอในวนิ ยั ดื้อไมฟง ภิกขอุ ่นื ตักเตือนหา มปราม ตองปาจิตตีย.

55. ภิกขุหลอนภกิ ขุอ่ืนใหกลวั ผี ตองปาจติ ตีย.

56. ภิกขอุ ยใู นมชั ฌมิ ภาคของประเทศ คือภาคกลางแหง ประเทศอนิ เดยี 15 วนั พงึ อาบน้ําไดห นหนึ่ง ถา ยังไม
ถึง 15 วัน อาบนํ้า ตอ งปาจติ ตยี . เวนไวแตส มยั จาํ เปน คือ เวลารอน เวลากระวนกระวาย เวลาอาพาธ เวลา
ทํางานการ เวลาฝนตก เวลาเดินทาง ไมเปนอาบัต.ิ (ฝา ยบาลีเปน ขอท่ี 57 )

57. ภิกขุไมเ ปนไข ติดไฟใหเปนเปลวงเองกด็ ี ใชใหผ ูอ่ืนตดิ ก็ดี เพือ่ จะผงิ ตอ งปาจิตตีย. เวนไวแตตดิ เพือ่ เหตุอื่น
ไมเปน อาบัต.ิ ( ฝายบาลีเปน ขอที่ 56 )

58. ภกิ ขุซอ นเองหรือ ใชผ ูอื่นซอ น ซึง่ บรขิ าร คือ บาตร. จีวร ผาปูน่งั กลอ งเข็ม ประคตเอว สิ่งใดสง่ิ หน่ึงของ
ภกิ ขอุ ืน่ ดว ยคิดวา ลอเลน ตองปาจติ ตีย. ( ฝา ยบาลเี ปน ขอที่ 60 )

59. ภิกขุวิกัปจวี รเอง แกภิกขุกด็ ี แกภิกขุณีกด็ ี แกนางสกิ ขมานากด็ ี แกส ามเณรกด็ ี แกสามเณรีกด็ ี ไมใหผ รู ับ
ถอนกอน แลวใชส อยจวี รนั้น ตองปาจิตตยี .

60. ภกิ ขไุ ดจ วี รใหมมา ตองพินทดุ ว ยสี 3 อยาง คือ เขียวคราม โคลน ดาํ คล้าํ อยางใดอยางหนึ่งจงึ จะนงุ ได ถา
ไมทาํ พนิ ทุกอ นแลวนงุ หมตอ งปาจิตตีย. ( ฝา ยบาลีเปน ขอที่ 58 )

61. ภกิ ขุแกลงฆา สัตวเดยี รัจฉาน ตองปาจิตตยี .

62. ภิกขุรูอยูว านาํ้ มตี ัวสัตว บริโภคนํ้าน้นั ตองปาจติ ตยี .

63. ภิกขรุ ูอยวู า อธิกรณน้ี สงฆทาํ แลว โดยชอบ ไมพอใจพ้นื ขน้ึ ทาํ ใหม ตองปาจิตตยี .

64. ภกิ ขุรอู ยูว าภิกขุอื่นตองอาบตั ิชั่วหยาบแกลง ปกปดเสีย ตองปาจิตตยี .

65. ภกิ ขุรอู ยู เปน อปุ ชฌายะอุปสมบท กุลบุตร ผมู อี ายุหยอนกวา20 ป ตองปาจิตตยี .

66. ภกิ ขุไดทําสังฆกรรม ตามธรรมวนิ ัยแลว ภายหลงั กลับติเตยี นสงฆ ผูทาํ สงั ฆกรรมให ตอ งปาจิตตยี .

67. ภิกขรุ ูอ ยวู า เขาเปนผูราย ชวนเดนิ ทางไปดว ยกนั ส้นิ ระยะบา นหน่ึง ตองปาจิตตีย.

68. ภิกขุกลาวคัดคานธรรมเทศนาของพระพุทธเจา ภกิ ขุอ่ืนหา มถึง 3 คร้ังไมเ ชื่อฟง สงฆส วดประกาศขอความ
น้นั จบ ตอ งปาจติ ตีย.

69. ภิกขคุ บภิกขผุ ูกลา วคดั คานธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจา ไปรว มกนิ รว มอุโบสถสังฆกรรม รวมนอนดวย
ตองปาจิตตีย.

70. ภกิ ขุเกลีย้ กลอมสามเณรท่ีภิกขุอื่นใหฉบิ หายแลว เพราะ โทษที่กลา วคัดคา นธรรมเทศนาของพระพุทธเจา
ใหเ ปน ผอู ุปฎฐากกด็ ี รวมกินก็ดี รว มนอนกด็ ี ตองปาจิตตยี .

71. ภกิ ขปุ ระพฤติอนาจาร ภิกขุอ่ืนตกั เตือน พดู ผดั เพีย้ นวา ยงั ไมไดศึกษาในสิกขาบทน้ี ตองปาจติ ตยี . คือ
ธรรมดาภกิ ขผุ ูศึกษา ยังไมรูสิ่งใดก็ควรจะรสู งิ่ นน้ั ควรไตถามไลเลยี งทา นผูร ู

72. ภิกขอุ น่ื ทองปาฎโิ มกขอยู แกลงพดู ใหเ ธอคลายอุตสาหะ ตอ งปาจิตตยี .

73. ภกิ ขุตองอาบตั ิแลว เมือ่ สงฆส วดปาฎิโมกขอยู แกลง พดู วา ตนเพ่ิงรูเดี๋ยวนี้วา ขอ น้ีมาในปาฎโิ มกข ถาภิกขุ
อื่นรูอยวู า เธอเคยรูมากอนแลวแตแกลง พูดกนั เขาวา พงึ สวดประกาศความขอนัน้ เม่ือสงฆสวดประกาศแลว
แกลง ทําไมรูอีก ตองปาจติ ตีย.

74. ภกิ ขใุ หฉนั ทะ คือ ยอมใหทาํ สงั ฆกรรม ท่เี ปน ธรรมแลว ภายหลงั กลับติเตียนสงฆผ ูทําสงั ฆกรรมใหน ั้น ตอง
ปาจิตตยี .

75. ภิกขใุ นเม่ือสงฆกําลงั ประชมุ กนั ตดั สนิ ขอความอยู ลกุ หลกี ไปในขณะที่ตดั สินความขอนนั้ ยังไมเสร็จ ไมให
ฉันทะกอ นลุกไปเสีย ตองปาจิตตีย. ( ฝา ยบาลเี ปนขอที่ 80 )

76. ภกิ ขแุ กลงกอ ความราํ คาญ ใหเ กดิ แกภ กิ ขุอื่น ตองปาจิตตีย.

77. ภิกขใุ นเม่ือภิกขุอืน่ ววิ าทกนั อยู แอบไปฟงความวา เขาวาอะไรกัน แลว เก็บเอาความน้ันไปบอกกบั อีกฝา ย
หนึ่ง ตอ งปาจิตตีย.

78. ภิกขโุ กรธ ทุบตภี กิ ขุอ่ืน ตองปาจติ ตีย. ( ฝา ยบาลเี ปนขอที่ 74 )

79. ภิกขุโกรธ เงื้อมือดุจตีภกิ ขุอ่ืน ตองปาจิตตีย ( ฝายบาลีเปนขอ ท่ี 75 )

80. ภกิ ขโุ กรธ ฟอ งภิกขุอ่นื ดวยอาบตั ิสงั ฆาทิเสสไมมีมลู ตองปาจิตตยี . ( ฝายบาลเี ปน ขอที่ 76 )

81. ภิกขุไมไดรบั อนุญาต เดินลว งประตูหอง ท่ีพระเจาแผน ดนิ ประทบั อยกู บั พระมเหสี ตองปาจติ ตยี . ( ฝา ย
บาลีเปนขอที่ 83 )

82. ภิกขุเห็นเคร่ืองบริโภคของคฤหสั ถตกอยู ถือเอาเปนของเก็บไดก็ดี ใหผูอ น่ื เอาก็ดี ตองปาจิตตีย. ถาหาก
ของตกอยูในวดั หรอื ในที่ตนอาศัย ตองเกบ็ ไวใหแกเ จา ของทตี่ นรูจกั . ( ฝา ยบาลเี ปน ขอท่ี 84 )

83. ภิกขุไมบอกลาภิกขุอน่ื ท่ีอยใู นวัดกอน เขาไปในบา นเวลาวกิ าล ตองปาจิตตีย.

84. ภิกขุทาํ เตียงหรือ ตั่ง พึงทาํ ใหม ีเทาเพียง 8 นว้ิ พระสุคต เวน ไวแตแมแคร ถา ทาํ ใหเกินกาํ หนดน้ี ตอง
ปาจติ ตยี . ตองตดั ใหไดป ระมาณเสยี กอนจงึ แสดงอาบัติตก ( ฝายบาลเี ปนขอท่ี 87 )

85. ภิกขทุ าํ เตยี งหรือต่ังหุมนุน ตอ งปาจติ ตีย. ตองร้ือเสยี กอนจึงแสดงอาบัตติ ก. (ฝายบาลีเปนขอท่ี 88 )
86. ภกิ ขุทํากลองเข็ม ดวยกระดูกก็ดี ดว ยงาก็ดี ดวยเขากด็ ี ตองปาจติ ตีย. ตองตอ ยกลอ งน้นั ใหแตกเสยี กอน
จึงแสดงอาบตั ิตก.
87. ภกิ ขทุ าํ ผา ปนู ง่ั ( นิสทิ นะ ) พึงทําใหไดประมาณ คอื ยาว 2 คืบพระสุคต กวางคืบครึ่ง ชายคบื หนงึ่ ถา ทาํ
เกินกาํ หนด ตองปาจติ ตยี . ( ฝายบาลเี ปนขอท่ี 90 )
88. ภกิ ขุทาํ ผา นุงปด แผล พึงทําใหไดประมาณ ประมาณน้ันยาว 4 คืบ พระสุคต กวาง 2 คืบคร่งึ ถา ทําเกิน
กําหนดน้ี ตอ งปาจติ ตีย. ตองตดั ใหไดประมาณเสยี กอน จึงแสดงอาบตั ติ ก. ( ฝา ยบาลเี ปนขอ ที 90 )
89. ภกิ ขทุ ําผาอาบนํ้าฝน พงึ ทําใหไดป ระมาณ ประมาณน้ันยาว 6 คืบ พระสคุ ต กวา ง 2 คบื คร่ึง ถาทําเกนิ
กําหนดน้ี ตอ งปาจิตตีย. ตองตัดใหไ ดประมาณเสยี กอน จึงแสดงอาบตั ติ ก. (ฝา ยบาลเี ปนขอ ที 91 )
90. ภิกขุทําจีวรใหเทา จีวรพระสุคตก็ดี เกินกวากด็ ี ตองปาจิตตยี . ประมาณจวี รพระสคุ ตนนั้ คือ ยาว 9 คืบ
พระสคุ ต กวา ง 6 คบื ตอ งตัดใหไดป ระมาณเสยี กอ น จึงแสดงอาบัตติ ก. ( ฝา ยบาลเี ปน ขอที่ 92 )
ปาจิตตยี  90 ขอ นี้ ผตู องอาบัติจะตองขอกษมากรรมตอ ภิกขสุ งฆดว ยกนั แสดงอาบัติจึงจะพน อาบตั ิเปน ผู
บรสิ ทุ ธิ์

หมายเหตุ ในปาจติ ตียนี้ ทางทกั ษัณนกิ าย มี 92 ทางอุตตรนกิ าย มี 90นอยกวา 2

1. ภกิ ขุพรอ มใจดว ยสงฆผพู รอมเพรียงกัน ใหจีวรแกภิกขุแลวบนวาภิกขุทั้งหลายนอ มลาภของสงฆไปตามชอบ
ใจ ตอ งปาจติ ตยี . ( ฝายบาลีขอที่ 81 )
2. ภกิ ขุรูอยู นอมลาภทเี่ ขาจะถวายสงฆมาเพ่ือบคุ คลตอ งปาจติ ตีย. ( ฝา ยบาลขี อที่ 82 )
สกิ ขาบทท่นี อยกวา2 ขอนี้ ทางอุตตรนิกายวา เปน สิกขาบทหามนอมลาภของสงฆท ้ัง 2 ขอ ซ่ึงมีปรากฏอยูใน
หมวดนิสสัคคียปาจิตตยี  ขอที่ 30 อยูแลว

ปาฏิเทสนียะ 4

1. ภกิ ขไุ มปว ยไขเขา ไปในหมูบา น รับของเคย้ี วของฉนั ตอมือนางภกิ ขณุ ีทีไ่ มใชญ าตดิ ว ยมือของตนมาบริโภค
ตอ งปาฏิเทสนียะ.
2. ภกิ ขใุ นเมอื่ ทายกนิมนตไ ปฉันทบ่ี า น ถา มีนางภิกขุณมี าส่ังทายกใหเอาของอยา งนั้นอยางน้ถี วาย ตองหาม
นางภกิ ขณุ ีใหถอยออกไปเสียจากทนี่ นั้ จนกวาจะฉนั เสรจ็ ถาภิกขไุ มห ามไลนางภกิ ขุณใี หถอยไปเสยี ตองปาฏิ
เทสนียะ.
3. ภกิ ขไุ มปว ยไขใ นเมื่อตระกูลทสี่ งฆส มมุตวิ า เปนเสกขะ ( คือ ผยู งั ตองศึกษาอยู ยังไมสาํ เร็จพระอรหัตตผล )
เขาไมไดนิมนต รับของเคีย้ วของฉัน มาบรโิ ภค ตองปาฏิเทสนยี ะ.
4. ภิกขุไมปว ยไขอ ยูในเสนาสนะปาเปน ท่เี ปลีย่ ว ในเมื่อทายกไมไดแ จงความใหทราบกอน รับของเคย้ี วของฉัน
ดวยมือตนมาบริโภค ตองปาฏิเทสนยี ะ.
ปาฏเิ ทสนียะเปนอาบัตทิ ่ตี องขอกษมากรรมในสํานักแหงสงฆ คอื ตองแสดงขอขมากรรมตอสงฆกอ นจึงจะพน
อาบัติ

เสขยิ ะ 100

1. ภกิ ขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจักนุง ผา ใหเรียบรอย
2. ภกิ ขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั หม ผาใหเรียบรอย
3. ภิกขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจักไมเ ลิกผาไปในบาน
4. ภิกขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจกั ไมเ ลิกผานง่ั ในบา น
5. ภิกขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมเ อาผาพนั คอไปในบาน
6.ภิกขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมเ อาผา พันคอน่งั ในบา น

7. ภิกขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมเอาผา คลุมศีรษะไปในบา น
8. ภิกขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมเ อาผา คลุมศรี ษะไปน่ังในบาน
9. ภกิ ขุพงึ ทําความศึกษาวา เราจักไมเดนิ เขยง เทา ไปในบา น
10. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมเขยง เทานง่ั ในบา น
11. ภกิ ขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมน่ังรดั เขา ในบา น
12. ภกิ ขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมเอามือคํา้ กายไปในบาน
13. ภกิ ขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมเ อามือค้ํากายน่ังในบาน
14. ภิกขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจกั ไมเ ดินโคลงกายไปในบาน
15. ภกิ ขุพึงทาํ ความศึกษาวา เราจักไมโคลงกายน่งั ในบาน
16. ภิกขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจกั ไมเดินไกวแขนไปในบาน
17. ภิกขุพึงทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมไกวแขนนง่ั ในบา น
18. ภิกขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ปดกายดว ยดีไปในบาน
19. ภกิ ขุพงึ ทําความศึกษาวา เราจกั ปด กายดว ยดีนั่งในบาน
20. ภกิ ขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมเ ดินแลซายมองขวาไปในบาน
21. ภิกขพุ งึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั เราจกั ไมนั่งแลซายมองขวาในบาน
22. ภกิ ขุพึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั สาํ รวมกายใจใหส งบไปในบา น
23. ภิกขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั สํารวมกายใจใหส งบนง่ั ในบาน
24. ภิกขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจักไมเ ดนิ หัวเราะไปในบา น
25.ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมน่ังหวั เราะในบาน
26. ภิกขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจักรับบณิ ฑบาตโดยเคารพ

27. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั รบั บณิ ฑบาตแตพอเสมอขอบปากบาตร.
28. ภิกขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั รบั แกงพอสมควรแกขาวสกุ แตพอเสมอขอบปากบาตร.
29. ภิกขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ฉนั แกงแตพอสมควรแกขาวสุก
30. ภิกขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ฉันบิณฑบาตโดยเคารพ
31. ภกิ ขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เราจักไมขุดขา วสกุ ใหแ หวงกลางบาตร.
32. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราไมเ จ็บไข จกั ไมข อแกง หรือ ขาวสกุ เพอ่ื ประโยชนแ กต นมาฉนั
33. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมกลบแกงหรือ กับขาวดว ยขา วสุกเพราะอยากไดมาก
34. ภิกขพุ ึงทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมดูบาตร.ของผอู ่นื ดวยคดิ จะยกโทษ
35. ภิกขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั แลดูแตใ นบาตร.เม่อื ฉันบิณฑบาต
36. ภิกขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมทําคาํ ขา วใหใหญนัก
37. ภิกขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมอา ปากไวทาเม่ือคาํ ขาวยังไมถ งึ ปาก
38. ภกิ ขพุ งึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมพูดเมอ่ื ขาวมีอยูในปาก
39. ภิกขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมโยนคําขาวเขา ปาก
40. ภกิ ขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมเกบ็ ของฉันทีต่ กออกนอกบาตร.มาฉนั อีก
41. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจักไมฉนั ทํากระพงุ แกมใหต.ุ ย
42. ภิกขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมฉนั ขาวมีเสยี งดัง
43. ภิกขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมฉนั เอาปากสูดขา ว
44. ภิกขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมฉันแลบลนิ้
45. ภิกขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจกั ไมฉันพลางสะบัดมือพลาง
46. ภกิ ขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมฉันโปรยเมลด็ ขา วใหตกลงในบาตร.หรอื ในที่นนั้ ๆ

47. ภิกขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั เราจกั ไมเ อามือเปอ นจับภาชนะนํ้า
48. ภิกขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมเ อาน้ําลา งบาตร.มีเมลด็ ขาวเทในบาน
49. ภิกขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราไมเ ปนไข จักไมถา ยอุจจาระ ถา ยปส สาวะ บวนเขฬะลงในของเขยี ว
50. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราไมเ ปน ไขจกั ไมถา ยอุจจาระ ถา ยปส สาวะ บว นเขฬะลงในนา้ํ
51. ภกิ ขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราไมเ ปน ไขจ ักไมยนื ถายอุจจาระ ยืนถา ยปส สาวะ
52. ภิกขุพงึ ทําความศึกษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปนไขท ่ีแตง ตวั ไมเรียบรอยนอบนอม
53. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขม ผี าพันคอ
54. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขมีผา คลุมศีรษะ
55. ภิกขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขมผี าโพกพนั ศีรษะ
56. ภกิ ขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปนไขเอามือเทา เอว หรือ ไขวหลงั
57. ภิกขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขส วมรองเทา
58. ภิกขุพึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขส วมเขยี งเทา
59. ภิกขุพึงทําความศึกษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขไปในยาน
60. ภิกขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมนอนคางในโบสถ สถูป เจดีย เวน ไวแ ตผ เู ฝา รักษา
61. ภกิ ขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมนําของไปไวใ นโบสถ สถปู เจดีย เวนไวแตข องทเ่ี พิ่มความถาวร
62. ภกิ ขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมสวมรองเทา รองเทาแตะ เขาไปในโบสถ สถปู เจดีย
63. ภิกขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมถอื รองเทา รองเทาแตะ เขาไปในโบสถ สถูป เจดยี 
64. ภิกขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมส วมรองเทา รองเทาแตะ เดนิ ประทักษณิ ารอบโบสถ สถปู เจดีย
65. ภิกขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมสวมรองเทาชนดิ หุมสน สงู มาถงึ แขง เขาไปในโบสถ สถปู เจดยี 
66. ภิกขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เราจักไมถือรองเทาชนิดหุม สนสงู มาถงึ แขง เขาไปในโบสถ สถูป เจดีย

67. ภกิ ขพุ งึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมน่ังฉนั ที่แทนโบสถ สถปู เจดีย และทงิ้ ใบไมห อ ของฉันใหเปรอะเปอน
68. ภกิ ขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมห ามซากศพผา นใกลเฉียดโบสถ สถปู เจดีย
69. ภิกขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมฝงซากศพใต โบสถ สถปู เจดีย
70. ภิกขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมเ ผาซากศพใกลช ดิ โบสถ สถปู เจดีย
71. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมเ ผาซากศพตรงหนา โบสถ สถูป เจดยี 
72. ภกิ ขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมเ ผาซากศพท่รี ิมรอบ 4 ดา น ระเบียงโบสถ สถปู เจดีย ใหเกิดกลน่ิ เหม็น
73. ภกิ ขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมน ําเส้อื ผา เตยี งของผูตายผานหนา โบสถ สถปู เจดีย
74. ภกิ ขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมถายอจุ จาระ ถายปส สาวะใตโ บสถ สถปู เจดีย
75. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมถา ยอุจจาระ ถา ยปสสาวะหนาโบสถ สถปู เจดยี 
76. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมถา ยอจุ จาระ ถา ยปส สาวะตามระเบียงรอบ 4 ดานโบสถ สถูป เจดีย
77. ภิกขุพึงทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมนําพระพุทธรปู ตดิ ตวั ไปในท่ีถา ยอจุ จาระ ถา ยปสสาวะ
78. ภกิ ขุพึงทําความศึกษาวา เราจักไมสีฟน บว นนาํ้ ลา งปากใตโบสถ สถปู เจดยี 
79. ภกิ ขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมส ีฟน ลา งปากใกลหนาโบส สถปู เจดีย
80. ภิกขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมสีฟนลางปากรอบระเบียง 4 ดา นโบสถ สถูป เจดีย
81. ภกิ ขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมบวนเขฬะลงใตโบสถ สถปู เจดยี 
82. ภกิ ขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมบ ว นเขฬะลงทใ่ี กลหนาโบสถ สถูป เจดยี 
83. ภิกขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมบ วนเขฬะลงท่ีรอบระเบยี ง 4 ดาน โบสถ สถปู เจดีย
84. ภิกขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมน่ังยน่ื เทาตรงไปยังหนาโบสถ สถปู เจดีย
85. ภิกขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจักไมตัง้ พระพุทธรูปบูชาไวช้ันลาง ซ่ึงตนอยูชัน้ บน
86. ภกิ ขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เรายืนอยจู กั ไมแ สดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขผนู ง่ั อยู

87. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราน่ังอยูจ กั ไมแสดงธรรมแกคนไมเปน ไข ซ่ึงนอนอยู
88. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราน่ังอยบู นพ้ืนดิน จาํ ไมแสดงธรรมแกค นไมเ ปนไขซึ่งนงั่ บนอาสนะ
89. ภิกขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราน่งั บนอาสนะต่ําจักไมแสดงธรรมแกค นไมเ ปนไขน ง่ั บนอาสนะสูง
90. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราเดินไปขา งหลัง จกั ไมแ สดงธรรมแกคนไมเปน ไขผ เู ดินไปขางหนา
91. ภกิ ขุพึงทาํ ความศึกษาวา เราเดนิ อยูในทางทตี่ ํ่า จกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขผ เู ดินอยูในทางทีส่ ูงกวา
92. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราเดินไปนอกทาง จักไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขผ ูเดนิ ไปในทาง
93. ภกิ ขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจักไมย ึดมอื กันเดนิ
94. ภิกขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมข้นึ ตนไมส งู เวนไวแตสมัยจาํ เปน
95. ภิกขพุ ึงทําความศกึ ษาวา เราจักไมเ อาสายตลกบาตร.ผูกแขวนบา ตอนเดนิ
96. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขท่ีมีไมพลองในมือ
97. ภิกขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปนไขที่มีดาบในมอื
98. ภกิ ขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขที่มีหลาวในมือ
99. ภิกขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปนไขท ี่มมี ีดในมอื
100. ภิกขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขทีม่ รี ม ในมือ
เสขยิ ะ 100 เปนอาบัติท่จี ะตองกลาวขอโทษแสดงอาบัติท่ีตองตอสงฆดว ยกนั จึงจะพนอาบัติ
หมายเหตุ
1. ในเสขยิ ะน้ี ทางอุตตรนกิ าย มี 100 ทางทกั ษิณนิกาย มี 75 มากกวา 25
อันลวนเปน สกิ ขาบทเก่ยี วกบั การเคารพโบสถ สถูป และ เจดยี  ต้งั แตขอ 60 ถึง 85 ซึ่งทางทกั ษิณนิกายมี
เหมอื นกนั แตอ ยูนอกพระปาฎิโมกข.

2. เมอื่ นําเอาเสขยิ ะ เกนิ 25 ลบกบั สิกขาบทปาจิตตยี  ขาด2 คงเกนิ เพยี ง 23
ซง่ึ ลวนเปน สกิ ขาบทเกี่ยวกับการกระทําความเคารพตอ พระอโุ บสถ พระสถปู และพระเจดีย ทง้ั ส้นิ จงึ นับวาไม
มีอะไรท่ีนา สนใจในความตางกัน

อธกิ รณสมถะ 7

หากภกิ ขโุ ตเถยี งกนั ในเร่ืองวินัย ใหเ อาธรรมเปนเคร่ืองระงับ เรยี กวา อธกิ รณส มถะมี 7 อยา ง คือ

1. ความระงับอธิกรณท ี่มขี ึ้น โดยประชุมสงฆใหส มมตุ ิ เพ่ือมิใหมีการกลาวขวญั ดวยคดเี รื่องนั้นๆ อีก สอดคลอง
กับวนิ ัย

2. ความระงับอธิกรณที่สงฆไดใ หสมมุติแกภกิ ขผุ ูพนอาบัติ เพ่อื มิใหมีการกลา วขวัญดว ยอาบัติของเธอ ทส่ี งฆได
ใหส มมุติพน

อาบัติแลวสอดคลองกบั วินัย
3. ความระงบั อธิกรณที่สงฆไดใ หส มมุตแิ กภิกขุผหู ายบา เพือ่ มใิ หม ีการกลาวขวัญดว ยอาบัติของเธอ ท่ที ําใน
เวลาเปนบา สอดคลอ งกับวนิ ยั
4. ความระงับดว ยความปรบั อาบตั ิ ตายปฏญิ ญาของภกิ ขุผูรับเปน สัตย
5. ความระงบั ดว ยความลงโทษ แกผผู ดิ
6. ความระงับดว ยความตัดสินเอาตามคาํ ของคนมาก เปน ประมาณ

7. ความระงบั ดว ยความประนีประนอม ไมตองชาํ ระความโดยไมต ิดใจในความเดมิ
หมายเหตุ
ขอพระปาฏิโมกขฝา ยอตุ ตรนิกาย มีมากกวาฝา ยทักษิณนิกาย อยู 23 ขอ นน้ั ไดอ ธิบายไวใ น หมายเหตหุ นา
20 และหนา 30 แลว
สิกขาบทที่มีมาในพระปาฏโิ มกขจบเพียงเทา น้ี

อนาจาร 40 วา ดว ยวนิ ัยของภิกษุและสามเณรในนกิ ายมหายาน
หา มใชห ญงิ ใหซัก ใหยอม หรือใหท บุ ซ่ึงสบงหรือจีวรเกา
หา มขอสบงหรือจีวรตอคฤหัสถผูไ มใ ชญาติไมใชป วารณา เวน แตสมัย
หา มรับสบงหรือจวี รทเ่ี ขาถวายเกนิ ความจําเปน(เมื่อมผี ูมาถวายสบงหรอื จีวร พงึ เกบ็ ไวใชเ ทาทจ่ี ําเปนสว นท่ี
เหลือพงึ นาํ ไปบริจาควัดทีข่ าดแคลน)
หา มแนะคฤหัสถผ ูไมใชญ าติ ไมใชปวาราณา ใหเขารวมทุนกันซอื้ สบงหรือจวี รทดี่ ีกวาถวาย
หา มออกปากทวงสบงหรือจีวรจากไวยาวัจกรเกนิ 3 คร้งั หรือยืนทวงเกิน 6 คร้งั
หา มซือ้ ขายสิ่งขายดวยเงินตรา(ยกเวน เพ่ือยงั ชีพและการบริจาคทาน เพื่อสรา งบารมี)
หามเอาสง่ิ ของแลกเปลยี่ นกบั คฤหสั ถ( เวนแตมีเหตุ เชนเปน การอนุเคราะหต ามโอกาสทเ่ี หมาะสม)
หามใหส บงหรือจีวรแกภิกษุสามเณรอื่น แลว แยง หรือใหผ ูอ่ืนแยงกลับคนื มา
หามนอมลาภที่เขาจะถวายแกภิกษุสามเณรอน่ื มาเพื่อตน
หา มพูดจาหยาบคายกับภิกษุสามเณรหรืคฤหัสถ
หา มพดู สอเสยี ดใหภกิ ษุสามเณรแตกรา วกัน
หามนอนบนทีน่ อนเดยี วกันกับคฤหัสถ(ยกเวน เวลาเดินทางไกล สถานที่ไมเ อ้ืออาํ นวย ตอขอวัตรปฏิบตั ิ
อนุญาตไดไ มเกิน 3 คนื

หามนอนในหองเดียวกนั กับผูหญิง
หามโพนทะนาอาบัติชั่วหยาบของภกิ ษสุ ามเณรใหคฤหัสถฟง
หามตดั หรอื ถอนหรือทําลายตนไมที่เขาเพาะปลูกไวห รอื ทเี่ ขาหวงหาม
หามแกลงพูดกลบเกล่ือนหรือบิดพล้ิวความประพฤตอิ นาจารของตน
หา มตเิ ตียนภิกษสุ ามเณรเจา หนา ทผี่ ทู ําการโดยชอบ
หา มทอดทง้ิ เตียง ต่ัง ฟกู หรือเกา อ้ีของสงฆไวใ นทแ่ี จง หรือในหอ งโดยไมเกบ็ งํา
หา มแกลง เขา ไปนอนเบยี ดภกิ ษุสามเณรท่นี อนอยกู อนในกุฏิของสงฆ
หามแกลง ฉุดครา ภิกษุสามเณรใหออกจากกุฏขิ องสงฆ
หา มนั่งนอนทับเตยี งต่งั ที่เขาเอาเทา เสียบไวกบั ฝา
หามน่ังหรือนอนในทีล่ บั กบั ผูหญงิ สองตอสอง
หามรบั นิมนตไ ปฉันในท่ีใดทีห่ นง่ึ แลว ไมไ ปในท่ีนน้ั
หา มขอโภชนะอนั ประณตี ตอคฤหัสถผ ูไมใ ชญาติ ไมใ ชป วารณามาฉนั
หา มนงั่ แทรกแซงในสกุลที่กําลงั บรโิ ภคอาหาร
หา มนั่งในหองกบั ผหู ญงิ แมหลายคนโดยไมม ผี ูชายอยูด วย
หา มน่งั ในที่แจงกับผหู ญิงสองตอสอง
หามขอปจ จัย 4 เกนิ กําหนดท่ีเขาปวารณา
หามไปดูกระบวนทหารทีย่ กไปรบกนั เวนแตมีเหตุ
หา มจภี้ กิ ษุสามเณรหรอื คฤหัสถห รอื แมเพยี งการหยอกเลน
หา มวายนาํ้ เลน หรือเลน น้ํา(ยกเวน เวลาสรงน้ํา เพือ่ ชําระกายในแมนํ้า)
หามไมเ อ้ือเฟอในขอ ปฏิบตั ิ

หามหลอกภิกษสุ ามเณรใหกลัวผี
หา มตดิ ไฟผงิ ใหล ุกเปน ไฟ หรือเผาเศษขยะใบไมตางๆ(ยกเวน เวลาทํากับขาว)
หามซอนบริขาร คือบาตร สบง จีวร หรอื รองเทา เปน ตน
หามแกลง ปกปด อาบัตชิ ่วั หยาบของภกิ ษสุ ามเณรอ่นื
หา มชวนพอ คา หนีภาษเี ดนิ ทางดว ยกนั
หามชวนหญงิ เดินทางไกลดว ยกนั
หามสมคบกับภกิ ษุสามเณรที่สงฆป ระกาศหา มไมใหใ ครคบ
หา มรว มกนิ รวมนอนกบั ภกิ ษุสามเณรท่ถี ูกสงฆไลไปแลว

แนวคิดแบบมหายาน
มหายาน เปนนกิ ายในศาสนาพทุ ธฝายอาจรยิ วาท ที่นับถือกนั อยปู ระเทศแถบตอนเหนือของ

อนิ เดีย เนปาล ภูฐาน ทิเบต สิงคโปร มาเลเซยี อินโดนีเซยี ฮอ งกง ไตหวัน
จีน ญี่ปุน เกาหลี เวยี ดนาม มองโกเลยี ไปจนถึงบางสว นของรสั เซยี จดุ เดนของนิกายนี้อยทู ่ีแนวคิดเรื่องการ
บาํ เพ็ญตนเปนพระโพธิสตั วส รางบารมีเพ่ือชว ยเหลอื สรรพชีวิตในโลกไปสคู วามพน ทุกข ดวยเหตุทม่ี ผี ูนบั ถืออยู
มากในประเทศแถบเหนือจึงเรียกไดอกี ช่อื หน่ึงวา อุตตรนิกาย ปจ จุบนั พทุ ธศาสนกิ ชนสว นใหญข องโลกเปน ผู
นบั ถือนิกายมหายาน

คําวา มหายาน มาจากธาตุศัพทว า มหา + ยาน แปลวา พาหนะท่ใี หญ เปนคาํ เรยี กทีอ่ าศัยการ
เปรยี บเทียบจากคาํ วา หนิ ยาน หีน+ ยาน ซึง่ แปลวา พาหนะทเี่ ลวๆ เลก็ ๆ อรรถของมหายาน จึงหมายถงึ การ
ขนสัตวใหขา มพนวฏั ฏสงสารไดม ากกวา หนิ ยาน01 อีกนัยหนง่ึ คือยานอันสงู สดุ สามารถรับคนหรือผูโ ดยสารได
ทุกประเภท ทุกอาชีพ ทุกวัย และรวมท้งั สัตวโลกทุกรปู ทุกนามดวย และยานนีย้ ังหมายถึงยานที่จะไปถึงพทุ ธ

1 เสถยี ร โพธินันทะ. ปรัชญามหายาน. (กรุงเทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พบรรณาคาร, ๒๕๒๒), หนา ๑.

ภมู ิ และสําเร็จเปน พระพุทธเจาได 12 พุทธศาสนกิ ชนฝา ยมหายาน ลวนมงุ พุทธภูมิทงั้ นัน้ จึงมชี ่ือวา โพธิ
สตั วยาน บาง พุทธยาน บา ง

ในคมั ภีรม หาปรชั ญาปารมิตาศาสตร ทาน ครุ นุ าคารชุน ปราชญฝา ยมหายาน ไดอธิบายความหมายของ
มหายานไวว า “พระพุทธธรรมมเี อกรสเดียว คอื รสแหง วมิ ุตติ ความรอดพน จากปวงทุกข แตช นดิ ของรสมี 2
ชนดิ คือ ชนดิ แรกเพือ่ ตัวเอง ชนดิ ท่ีสองเพื่อตวั เองและสรรพสตั วดวย”

พุทธศาสนกิ ชนฝา ยสาวกยานโดยท่วั ไปมงุ แตอรหัตภูมิเปนสาํ คญั ฉะน้นั จงึ เรยี กอีกชื่อหน่งึ วา สาวกยาน สว น
พทุ ธศาสนกิ ชนฝา ยมหายานยอมมงุ พุทธภมู ทิ ้ังนัน้ จงึ มีอีกช่ือวา โพธิสัตวยาน หรอื พทุ ธยาน
ในสัทธรรมปุณฑรีกสตู ร ไดอธบิ ายความหมายของมหายานวา “ถา สรรพสัตวไดส ดับธรรมจากพระผูมีพระภาค
แลว บงั เกิดศรัทธาความเชอื่ ปสาทะความเล่ือมใส ไดวิรยิ ะบําเพ็ญบารมีเพื่อสัพพญั ตุ ญาณอนั เปนธรรมชาติ
ญาณอนั ปราศจากครูอาจารย ญาณแหง พระตถาคต กําลงั ความกลา หาญ มคี วามกรุณาปรารถนาตอความสุข
ของสรรพสัตว บาํ เพ็ญหติ านุหิตประโยชนต อทวยเทพและมนุษย โปรดสรรพนกิ รใหพน ทุกข น่นั ช่อื วา
มหายาน”

พระนาคารชุนไดกลา วไวในทวาทศนกิ ายศาสตรอีกวา “มหายานคอื ยานอนั ประเสริฐกวายานท้งั 2 เหตนุ ้นั จึง
ชื่อวา 'มหายาน' พระพุทธเจาทัง้ หลายอนั ใหญย ่ิง ทรงอาศัยซึง่ ยานนี้ และยานน้ีจะสามารถนําเราเขา ถึง
พระองคได เหตุนั้นจงึ ชื่อวา 'มหา' อน่ึง ปวงพระพทุ ธเจา ผมู หาบุรษุ ไดอาศัยยานน้ี เหตนุ ั้น จงึ ชื่อวา 'มหา' และ
อกี ท้ังสามารถดับทกุ ขอันไพศาลของสรรพสัตวแ ละประกอบประโยชนอ ันย่ิงใหญใหถึงพรอม เหตุนน้ั จงึ ชอ่ื วา
'มหา' อนง่ึ พระโพธสิ ตั วทงั้ ปวง มพี ระอวโลกิเตศวรโพธิสตั ว พระมหาสถามปราปตโพธิสตว พระเมตไตรย
โพธสิ ตั ว พระมญั ชุศรีโพธิสัตว พระสมนั ตภทั รโพธสิ ัตว และพระกษิติครรภโพธิสตั ว เปน ตน ปวงมหาบรุ ุษได
ทรงอาศัย เหตุน้ันจึงชอ่ื วา 'มหา' อนึ่ง เมื่ออาศัยยานน้ีแลว กย็ อ มเขาถึงท่ีสุดแหง ธรรมท้ังปวง เหตุนน้ั จึงชื่อวา
'มหา'”
นอกจากท่กี ลาวมาแลว ยังมขี อความอกี เปน จํานวนมากในคัมภีรข องมหายาน เชน เรยี กวา อนตุ รยาน (ยานอัน
สูงสุด) , โพธสิ ตั วยาน (ยานของพระโพธสิ ตั ว) , พทุ ธยาน (ยานของพระพุทธเจา ) , เอกยาน (ยานอนั เอก) เปน
ตน เพราะฉะนน้ั คาํ วา ยาน ในพระพทุ ธศาสนาจึงเปน ด่งั คําเปรยี บเปรยของมรรควถิ ีอันจะนาํ ไปสคู วามหลุดพน
ในรปู แบบที่แตกตา งกันนั่นเอง
กลา วโดยสรุป ยานในพระพุทธศาสนาไดแบง ออกเปน 3 (ตามมตฝิ ายมหายาน) คือ

2 อภิชัย โพธป์ิ ระสทิ ธ์ศิ าสต. พระพุทธศาสนามหายาน. (กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั วี. พร้ินท (๑๙๙๑) จาํ กัด,
๒๕๕๑), หนา ๑๐๓.

1. สาวกยาน คือยานของพระสาวก ทมี่ งุ เพยี งอรหัตภูมิ รแู จง ในอรยิ สจั 4 ดว ยการสดบั จากพระพุทธเจา
2. ปจเจกยาน คือยานของพระปจเจกพุทธเจา ไดแกผูรแู จงในปฏจิ จสมปุ บาทดว ยตนเอง แตไ มส ามารถแสดง
ธรรมสั่งสอนสตั วใ หบ รรลุมรรคผลได
3. โพธิสัตวยาน คือยานของพระโพธิสตั ว ซ่งึ ไดแกผมู ีนา้ํ ใจกวา งขวาง ประกอบดว ยมหากรุณาในสรรพสัตว ไม
ตองการอรหตั ภมู ิ ปจ เจกภูมิ แตป รารถนาพทุ ธภมู ิ เพื่อโปรดสัตวไดกวา งขวางกวา 2 ยานแรก และเปนผูร ูแจง
ในศูนยตาธรรม

ประวัตคิ วามเปน มาเถรวาทกับมหายาน

เดมิ ทเี ดียวพุทธศาสนาไมมลี ัทธ(ิ นกิ าย)ท่เี รยี กวา มหายาน เถระวาท วัชรยาน หลังจากพระพุทธเจา
ปรินิพพานไดเ พยี ง ๗ วนั ก็ไดมีภิกษุรปู หนงึ่ บวชเมอ่ื แกช่ือ สภุ ทั ทะ ไดกลา วจวงจาบพระธรรมวินัย พระ
มหากสั สปเถระ จึงไดน าํ เรื่องดังกลา วเสนอตอทปี่ ระชมุ สงฆ โดยการอางเหตผุ ล ๓ ประการ คอื

๑. เพราะมีผกู ลา วจว งจาบพระธรรมวินยั

๒. เพราะพระดํารัสทีร่ บั ส่ังแกพระอานนทว า พระธรรมวนิ ยั จกั เปน ศาสดาแทนพระองค

๓. เพราะรําลึกถึงคณุ พระศาสดาทม่ี ีตอทานเอง

อน่ึงพระพุทธเจา ไดตรัสกบั พระอานนทว า “ดกู รอานนท โดยกาลลวงไปแหง เรา ถา สงฆต องการ กจ็ งถอน
สิกขาบทเล็กนอยเสียบางก็ได”(มหาปรนิ พิ พานสูตร 10/141) ทาํ ใหเกิดมีปญ หาวา แคไหนเรียกวาเลก็ นอยเปน
เหตุใหภกิ ษุบางรปู ไมเหน็ ดวยและไมย อมรบั สังคายนามาตง้ั แตค ร้ังแรก และเหตุการณเชนนี้กเ็ กดิ ขน้ึ กบั หลาย
สังคายนา มีกลมุ แยกตวั ทําสังคายนาตา งหาก เปนการแตกแยกทางความคิดและนิกายแตไ มควรถือวาเปนการ
แบงแยกศาสนาแตป ระการใด ประเดน็ หลักซึ่งเปนบอเกิดแหง มหายานทแ่ี ทจรงิ มใิ ชอยูท่ีสกิ ขาบทท่พี ระพุทธ
องคทรงอนุญาต แตอยูท่กี ารตีความพระอภิธรรม ความเห็นในพระธรรมวินยั ท่ีแตกตา งกัน และพระ
สตุ ตันตปฎ กที่ไดย ินไดฟงมาจากพระโอตพระพุทธเจา หมายเหตุ (เน่อื งจากมที ัศนะ อุดมคติ การตคี วาม
หลกั ธรรม และวัตรปฏิบตั ทิ แี่ ตกตางกัน) ความเหน็ ท่แี ตกตางกนั น้ีเองเปนประเด็นหลกั ที่เปนบอเกิดของนกิ าย
มหายาน พุทธศาสนาฝายมหายานไมไดปฏเิ สธพระไตรปฎ กตง้ั แตครนั้ ปฐมสงั คายนาของฝา ยเถรวาท เพราะ
เน้ือหาภายในลว นมีใจความที่ตรงกนั เพยี งแตกตา งบางเพียงเลก็ นอยในบางพระสตู รและท่ีสําคญั มจี าํ นวน
เน้ือหาทมี่ ากกวาพระไตรปฎกฝายเถรวาท เนอ่ื งดวยคณาจารย รุนตอ ๆมาไดผ กู คัมภรี ข นึ้ เพอื่ รวบรวมและเรยี บ
เรยี งคําสอนท่ีแตกตา งกันไปในแตล ะนิกายเพ่ือเปา หมายในการอบรมเทศนาสง่ั สอนใหเ ขาถงึ พุทธธรรมไดง าย
ขึ้นในแตล ะพื้นท่ีซึง่ มีพ้ืนฐานวถิ ีขนบธรรมเนยี ม ประเพณีวัฒนธรรม ทแ่ี ตกตางกนั

การกระสังคายนาครงั้ ที่ ๑ นีไ้ ดก ระทําขนึ้ หลังจากพระพุทธเจา ปรนิ พิ พานไดป ระมาณ ๑๐๐ วัน หรือ
๓ เดือน สังคายนาเพ่ือจัดระเบียบคําสอนหรือรอยกรองพระธรรมวินยั ใหเปนหลักฐาน ไดคดั เลอื กพระอรหนั ต
จาํ นวน ๕๐๐ รูป ทาํ การสงั คายนาอยเู ปนระยะเวลา ๗ เดือน มพี ระมหากัสสปะเปนประธานและเปน ผซู ักถาม
พระอุบาลีเปน ผตู อบขอซักถามทางวนิ ัย พระอานนทเ ปน ผูตอบขอซักถามทางพระธรรม โดยมพี ระเจา อชาต
ศัตรูเปนองคอ ุปถัมภ

ในคราวครั้งนัน้ มภี ิกษุจาํ นวนไมนอยท่ีไมไดเ ขา รว มประชมุ ดวย หนึง่ ในน้ันคอื พระปรุ าณะ ทานกําลงั
ทอ งเที่ยวไปในทักษิณาครี ี (ภูเขาแทบภาคใตข องอินเดีย) พรอมดวยภิกษุ ๕๐๐ รปู เมอื่ ทานกลบั มาถึงก็
ประกาศไมยอมรบั มตทิ ีป่ ระชุม พระมหากัสสปะจึงจดั ใหมีการประชุมใหม มติออกมาเชนเดมิ ทานปุราณะก็ยัง
ไมย อ มรบั โดยมีความเหน็ แยงกับสกิ ขาบท ๘ ขอ คอื

๑. ฉันของที่อยภู ายในที่อยู ๒. ฉนั ของที่ทําใหสกุ ภายในที่อยู

๓. ฉันของทสี่ ุกเอง ๔. ฉนั ของทย่ี งั ไมไดร ับประเคน

๕. ฉนั ของท่ีนาํ มาจากท่ีนมิ นต ๖. ฉันของท่ีรับประเคนในเวลากอนอาหาร

๗. ฉันของท่ีอยูใ นปา ๘. ฉนั ของที่อยูในสระ

หลกั ฐานทางฝายจีนโดยทานจีถ้ ัง (Chi Tsang – พ.ศ. ๑๐๙๒-๑๑๖๖) อางคาํ ของพระปรมารถะ
(๑๐๔๓-๑๑๑๒) ซึง่ เปน อาจารยของทานและเปนชาวอินเดีย กลาววา มีการทาํ สังคายนาคร้งั แรกพรอ ม ๆ กนั
๒ แหง แหงแรกมีพระมหากัสสปะเปนประธาน มีพระอรหันตเขา รวมจาํ นวน ๕๐๐ องค สว นอีกแหง มี
พระภทั ทยิ ะเปน ประธาน มพี ระอรหันตเ ขารวมจาํ นวน ๑๐,๐๐๐ องค

ยงิ่ กวา นนั้ ในบันทึกของพระฉวนซงั (ถังซาํ จ๋งั ) ท่ีเดนิ ทางไปสืบอายุพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปในราว
ป พ.ศ. ๑๑๘๐ นน้ั มีขอความระบุวา ทางตะวนั ตกเฉียงใตของกรุงราชคฤห หางจากภเู ขาคิชกูฏไปราว ๕ หรือ
๖ ล้ี มีถ้ําพระมหากสั สปะเปนประธานทาํ ปฐมสังคายนารวมกบั พระอรหันตจ าํ นวน ๑,๐๐๐ องค เรยี กพุทธ
ธรรมที่ตกลงกันคราวนนั้ วาเปน ของฝายสถวรี ะหรอื เถรวาท จากนั้นไปทางตะวันตกอีกประมาณ ๒๐ ลี้ ทา น
เห็นพระสถูปท่ีพระเจา อโศกทรงสรา งขน้ึ ไว จารกึ วาในปเดียวกันกับปฐมสงั คายนาของพระมหากสั สปะน้นั ณ
ท่แี หง นี้มีการสังคายนาของฝา ยมหาสังฆกิ ะนิกาย คอื นอกจากพระอรหนั ตแลวยังมฆี ราวาสเขารว มประชมุ ดวย
32

3 สุมาลี มหณรงคชัย. พุทธศาสนามหายาน. (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพธรรมสาร, ๒๕๔๖), หนา ๑-๓.

หลงั จากพทุ ธปรนิ ิพพานไดป ระมาณ ๑๐๐ ป กเ็ กิดมีขอขัดแยง กนั อยา งรุนแรงในเรอ่ื งของพระธรรม
วินัย ๑๐ ประการ มูลเหตขุ องเกดิ จากหมภู ิกษวุ ัชชีท่ีประกาศวัตถุ ๑๐ ประการ คือยอมรับการปฏิบัติ ๑๐
ประการวา เปนสงิ่ ท่ีถกู ตองตามพระธรรมวินยั (ซ่งึ แตเดิมผิด) วัตถุ ๑๐ ประการทว่ี าน้ี คือ

ภิกษุเกบ็ เกลอื ไวในเขาสตั ว (เขนง) เอาไวฉันกับอาหารได

ปาจติ ตียท ี่ ๓๘ ทรงหา มมิใหภกิ ษสุ ั่งสมอาหาร “อนง่ึ ภิกษุใด เคย้ี วกด็ ี ฉันก็ดี ซ่งึ ของเค้ียวกด็ ี ซึ่งของ
ฉันกด็ ี ท่ที าํ การสั่งสม เปนปาจิตตยี ”

ภิกษุฉนั อาหารหลังเทีย่ งเม่ือดวงอาทติ ยฉายเงาเกินช่วั นิว้ มือได (กอนพระอาทติ ยตกดนิ )

ปาจติ ตยี ท ี่ ๓๗ ทรงหา มมิใหภกิ ษฉุ นั อาหารในเวลาวกิ าล “อนึง่ ภกิ ษุใด เคี้ยวกด็ ี ฉนั ก็ดี ซ่งึ ของเคี้ยวก็
ดี ซง่ึ ของฉันกด็ ี ในเวลาวกิ าล เปนปาจติ ตีย”

ภิกษุฉนั อาหารในที่นิมนตจนบอกพอ แตย งั เขา บานเพ่ือบิณฑบาตไดอ ีก

ปาจิตตยี ท ่ี ๓๕ ทรงหามมิใหฉันอาหารทเ่ี ปน อดิเรก “อน่ึง ภกิ ษุใด ฉนั เสร็จ หา มภัตแลว เคี้ยวก็ดี ฉนั
กด็ ี ซึ่งของเค้ียวกด็ ี ซง่ึ ของฉันก็ดี เปนปาจิตตยี ”

ภิกษอุ ยูในสีมาเดียวกัน ทําอุโบสถแยกกนั ได

๕. สงฆย ังมาประชุมไมพ รอมกนั แตค รบจาํ นวนพอทจี่ ะทํากรรมได ก็ใหทําไปกอน แลว คอยขอความ
เหน็ ชอบจากภิกษุผูมาทีหลงั

๖. ถอื ตามอาจณิ ปฏบิ ตั ิ คือทําตามอปุ ชฌายอาจารย อปุ ช ฌายอาจารยเ คยปฏิบตั ิอะไรมาแมจ ะผดิ
วินยั กท็ ําตามได

๗. นมสดท่แี ปรรูปแลวแตย งั ไมเปนนมสม ภกิ ษุฉันในท่นี ิมนตจนพอแลว สามารถดม่ื นมน้ันได

ขัดกบั บัญญตั ิ ปาจติ ตยี ข อ ๓๕

๘. นํา้ เมาอยา งออนท่ีมีรสเจือจางอยนู อยไมถงึ กับจะทําใหเ มาควรดมื่ ได

ปาจติ ตยี ข อ ๕๑ ทรงหามวา “เปน ปาจิตตีย ในเพราะด่ืมสุราและเมรัย”

๙. ผาปนู ัง่ ทไ่ี มมีชาย ควรใชได

๑๐. ภกิ ษุรบั เงนิ และทองได34

นสิ สัคคยี ปาจิตตยี  ขอท่ี ๑๘ “ทรงหา มมใิ หภิกษุรับเงนิ และทอง”

ใชเ วลาสงั คายนาครั้งท่ี ๒ นี้ เปนเวลา ๘ เดอื น

พระสัพพกามีมหาเถระ เปนประธาน และมีพระเถระชนั้ ผูใหญทส่ี ําคญั คือ พระสัพพกาม,ี พระสาฬ
หะ, พระอชุ ชโสภิตะ, พระวาสภคามกิ ะ ๔ รูปน้ีเปนพระผแู ทนคณะสงฆฝ า ยตะวนั ออก พระเรวตะ, พระสัมภู
ตะ สาณวาส,ี พระสุมนะ และพระยสะ กากัณฏกบุตร ๔ รปู น้เี ปนพระผูแทนคณะสงฆฝ า ยตะวนั ตกรวมทั้งพระ
อรหันตอีกจาํ นวน ๗๐๐ องค พระเรวตะ,พระสาฬหะ, พระสัมภตู ะ สาณวาส,ี พระยสะ และพระอุชชโสภิตะ
ทั้ง ๕ รูปน้เี ปนศิษยข องพระอานนทเ ถระ พระวาสภคามกิ ะ (วาสภคาม)ี , พระสมุ นะ ๒ รปู นเ้ี ปน ศิษยข องพระ
อนรุ ทุ ธเถระ ไดรับการอปุ ถมั ภจากพระเจา กาลาโศกราช45

มตคิ ณะสงฆช ขี้ าดวา วตั ถุ ๑๐ ประการน้นั ผิดพระธรรมวนิ ัย

การตัดสินช้ีขาดเชนน้ี แนนอนวา ฝา ยพระวัชชไี มอ าจยอมรับได จงึ แยกตวั ออกมาเพ่ือทําสงั คายนาเอง
ไดเ รยี กประชมุ สงฆซ่ึงมีจาํ นวนมากถึง ๑๐,๐๐๐ รูป ทาํ สงั คายนาทเ่ี มืองปาตลีบุตร (กสุ ุมปุระ) ใหช ื่อวา มหา
สังคตี ิ ซงึ่ แปลวา การทําสังคายนาของพวกมาก และเรยี กตัวเองวา มหาสงั ฆกิ ะ ซ่งึ แปลวาสงฆหมูมาก
พระพทุ ธศาสนาเลยแตกเปน ๒ นิกาย พระสงฆฝา ยทีเ่ คารพนับถือมตเิ ดิมเรยี กวา เถรวาท ฝา ยท่ีถือมติอาจารย
ของตนเรยี กวา อาจรยิ วาท นับเปน เหตุใหเกดิ นิกาย มหาสังฆิกะ หรือ อาจริยวาท ซง่ึ แมวาจะยงั ไมใชมหายาน
โดยตรง แตก็ถือวา เปน จุดเริม่ ตนของการแยกตวั จากฝายเถรวาทเปน มหายานในเวลาตอ มา56

เถรวาทนิกาย ยดึ มน่ั อยูในธรรมวินัยอันเปน คําส่งั สอนของพระพทุ ธเจาตามแบบเดมิ ต้ังแตครัง้ ปฐม
สงั คายนา ยกพระธรรมวินยั ไวในฐานะอันสงู สง และศักด์สิ ิทธิ์ คงรกั ษาของเดมิ ซึ่งเปน ภาษามคธเอาไวเ ปน หลกั
67 เปน จาํ พวกนิยมรักษาขนมธรรมเนยี มประเพณีคอนขา งเครง ครัด ไมคอ ยนิยมการเปลีย่ นแปลง และไมคอย
ยอมรบั สง่ิ ใหมๆ เขา มาในคณะของตน เถรวาทจึงมีลกั ษณะเปนอนรุ กั ษนยิ ม (Conservative) สวนนิกาย

4 สชุ พี ปญุ ญานุภาพ, พระไตรปฏ กสําหรบั ประชาชน. (กรุงเทพมหานคร : มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙), หนา,
สุมาลี มหณรงคช ยั . พุทธศาสนามหายาน. หนา ๔-๕.

5 อภิชัย โพธิป์ ระสิทธิศ์ าสต. พระพุทธศาสนามหายาน. หนา ๑๕-๑๖, สมุ าลี มหณรงคช ยั . พุทธศาสนา
มหายาน.หนา ๔.

6 สุมาลี มหณรงคช ยั . พทุ ธศาสนามหายาน. หนา ๕-๖, อภชิ ัย โพธ์ิประสิทธ์ิศาสต. พระพทุ ธศาสนามหายาน.
หนา ๑๖,

7 สัมพันธ กองสมทุ ร. เบญจมหาโพธิสตั วและกฤดาภินิหาร กวนอิม. (กรงุ เทพมหานคร : บ. เยลโลก ารพิมพ,
๒๕๔๐), หนา ๒๐๑.

มหายานพยายามเอาเหตผุ ลเขา จบั พทุ ธพจน เปลีย่ นแปลงขนมธรรมเนียมประเพณบี างประการ ไมเ ครง ครดั ใน
วินยั นกั ดวยเหน็ วา วินยั นัน้ เปนสิง่ ทพ่ี ระพุทธเจา ทรงบญั ญัติตามกาลเทศะ78 มองพระพุทธศาสนาในแงปรัชญา
วพิ ากวจิ ารณความหมายพทุ ธพจนในแงตางๆ เพ่ือความเหมาะสมแกป ระชาชนและส่ิงแวดลอ ม เพื่อประโยชน
แกพระพุทธศาสนามีการแปลพระไตรปฎ กเปนภาษาจีนแลวใชตน ฉบับนั้นเปนหลกั (ความเหน็ ของนกั วิชาการ)

แนวคดิ แบบมหายาน

คาํ วามหายาน มาจากธาตศุ ัพทว า มหา + ยาน แปลวา พาหนะที่ใหญ เปน คาํ เรียกที่อาศัยการ
เปรียบเทียบจากคําวา หินยาน หีน+ ยาน ซึ่งแปลวา พาหนะทเี่ ลวๆ เลก็ ๆ อรรถของมหายาน จงึ หมายถึงการ
ขนสัตวใ หข า มพนวฏั ฏสงสารไดมากกวาหนิ ยาน89 อกี นยั หนง่ึ คอื ยานอันสงู สุด สามารถรบั คนหรอื ผโู ดยสารได
ทุกประเภท ทุกอาชพี ทุกวยั และรวมทง้ั สตั วโ ลกทกุ รปู ทกุ นามดว ย และยานนย้ี งั หมายถึงยานท่ีจะไปถึงพุทธ
ภูมิ และสาํ เร็จเปนพระพุทธเจา ได 910 พทุ ธศาสนกิ ชนฝายมหายาน ลวนมงุ พุทธภมู ทิ ั้งนั้น จึงมชี ือ่ วา โพธิ
สตั วยาน บา ง พุทธยาน บา ง ในสทั ธรรมปุณฑริกสตู รกลาวไววา ถา สรรพสตั วไดส ดบั ธรรมจากพระภควา
บงั เกดิ ศรัทธาความเชอ่ื ปสาทะความเลอ่ื มใส ไดวริ ยิ ะ บําเพญ็ บารมีเพ่ือสรรเพชรดาญาณอนั เปนธรรมชาติ
ญาณอันปราศจากครอู าจารย ญาณแหงพระตถาคต กาํ ลังความกลา หาญ มคี วามกรณุ า ปรารถนาตอความสขุ
ของสรรพสัตว บาํ เพญ็ หิตานุหติ ประโยชนต อ ทวยเทพและมนษุ ย โปรดสรรพนิกรใหพนทุกข เหตนุ นั้ จึงไดช ่ือวา
มหายาน อาจารยน าคารชุนกลา วไวใน ทวาทศกายศาสตร อกี วา มหายานคือยานอันประเสริฐกวายานท้ัง ๒
เหตนุ ้นั จึงเช่อื วา มหายาน พระพุทธเจาท้งั หลายอันใหญยิ่ง ทรงอาศยั ซ่งึ ยานนีๆ้ จะสามารถนาํ เราเขาถงึ
พระองคได เหตนุ น้ั จึงช่อื วา มหา อน่ึง ปวงพุทธเจา ผมู หาบุรษุ ไดอาศยั ยานนี้ เหตนุ ้ันจึงช่ือวา มหา อกี ท้งั
สามารถดับทุกขอนั ไพศาลของสรรพสัตวแ ละประกอบประโยชนอ นั ยง่ิ ใหญใหถงึ พรอม เหตนุ น้ั จงึ ช่อื วา มหา
อน่งึ พระโพธสิ ัตวท งั้ ปวงมีพระอวโลกิเตศวรโพธิสตั ว พระสถามปราปตโ พธิสตั ว และเมตเตยยโพธิสัตว พระ
มญั ชุศรีโพธิสตั ว พระสมันตภัทรโพธสิ ัตว และพระกษติ ิครรภโ พธิสัตว เปน ตน ปวงมหาบรุ ษุ ไดท รงอาศยั เหตุ
นน้ั จึงชอื่ วา มหา อนงึ่ เมื่ออาศัยยานนแี้ ลว ก็ยอ มเขาถึงทสี่ ุดแหงธรรมท้งั ปวง เหตุนน้ั จึงชอ่ื วา มหา

8 วศนิ อนิ ทสระ. สาระสําคญั : พุทธปรชั ญามหายาน. (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พเมด็ ทราย, ๒๕๕๐), หนา

๔๙.

9 เสถยี ร โพธนิ นั ทะ. ปรชั ญามหายาน. (กรงุ เทพมหานคร : สํานกั พมิ พบรรณาคาร, ๒๕๒๒), หนา ๑.
10 อภิชัย โพธปิ์ ระสิทธิ์ศาสต. พระพุทธศาสนามหายาน. (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ว.ี พรน้ิ ท (๑๙๙๑) จํากัด,
๒๕๕๑), หนา ๑๐๓.

สาํ หรับในหวั ขอ นีจ้ ะไดท ําการวเิ คราะหเปรยี บเทยี บแนวความคดิ เกีย่ วกับพระพทุ ธเจา ของทง้ั สองนิกายใน
แงมุมตา ง ๆ โดยจะเนน เปรียบเทียบหลกั ๕ ประเดน็ หลัก คอื ประเดน็ ท่ีเกย่ี วกับประเภท จาํ นวน การสรางบาง
มี เรือ่ งกาย และเร่ืองพุทธภาวะหลังปรนิ พิ พาน ซ่ึงจะไดสรุปแนวความคิดในแตล ะประเด็นของแตละนิกาย
แลว ทาํ การวิเคราะหเ ปรยี บเทียบ เพอ่ื ใหเ ห็นถงึ ความเหมอื นและความแตกตา งในประเด็นนนั้ ๆ ไปตามลาํ ดับ

๑. การเปรียบเทยี บแนวความคดิ เรอื่ งประเภทของพระพทุ ธเจา
พระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาท มแี นวความคดิ ในเรือ่ งประเภทของพระพุทธเจา อยูวา พระพุทธเจา นนั้ แบง
ออกเปน ๓ ประเภท ตามระยะเวลาของการสรา งบารมี ระดับของปญญา ศรัทธาและความเพรียรของ
พระพทุ ธเจาแตละพระองคโ ดยที่
พระพุทธเจาประเภทแรกเรียกวา พระปญ ญาธิกะพุทธเจา ใชเวลาในการสรางบารมีอยู ๒๐ อสงไขยกบั อีกหนงึ่
แสนมหากัป เปนพระพุทธเจา ประเภทท่มี ปี ญญาแกกลาแตมีศรัทธานอ ย
ประเภทที่ ๒ เรียกวา พระสัทธาธกิ ะพุทธเจา ใชเ วลาในการสรา งบารมีอยู ๔๐ อสงไขยอีกหน่งึ แสนมหากปั
เปนพระพทุ ธเจา ประเภททีม่ ีศรัทธาแกกลา และมีปญญาปานกลาง
และในประเภทท่ี ๓ เรียกวา พระวริ ิยาธกิ ะพทุ ธเจา ใชเ วลาในการสรางบารมีอยู ๘๐ อสงไขยกบั อีกหนึ่งแสน
มหากปั เปนพระพุทธเจาประเภททม่ี ีความเพยี รแกก ลาแตมีปญญานอย

พระพทุ ธศาสนานิกายมหายาน มแี นวความคดิ ในเรื่องประเภทของพระพุทธเจาอยูว า พระพุทธเจาน้นั แบง
ออกเปน ๓ ประเภท ตามสภาวะแหง การเกดิ ขน้ึ เพ่ือความเหมาะสมของการสงั่ สอนเวไนยสตั ว โดยท่ี
พระพุทธเจาประเภทแรกเรียกวา พระอาทิพุทธเจา เปน ผูท ี่เกดิ ขึ้นมาเองกอนสง่ิ อ่ืนใดท้ังหมด จะหาเบื้องตน
และเบ้ืองปลายมิได เปนผใู หก ําเนิดพระพุทธเจา ประเภทอนื่ ๆ ทัง้ หมด เปน ผูใหกาํ เนดิ พระโพธสิ ตั วท ัง้ หลาย
รวมทั้งสรรพสิง่ ตา ง ๆ ท้งั มวลที่บงั เกดิ มีอยูใ นสากลจกั รวาลนี้
สว นประเภทที่ ๒ เรียกวา พระฌานิพุทธเจา เปนผทู เี่ กิดมาจากอํานาจฌานของพระอาทิพุทธเจา ทาํ หนาที่
โปรดเวไนยสตั วและปกครองดินแดนที่ชอื่ วา พุทธเกษตร
และในประเภทท่ี ๓ เรียกวา พระมานุษิพุทธเจา เปนผทู ี่ถือกําเนิดมาจาพระฌานิพุทธเจา โดยแสดงตนออกมา
ในรูปของมนษุ ยธรรมดาและอบุ ัติข้ึนในโลกมนุษย เพอื่ สั่งสอนสรรพสตั วท งั้ หลายในเรงปฏบิ ัติธรรมดวยความ
ไมป ระมาท

๒. การเปรียบเทยี บแนวความคิดเรื่องจํานวนของพระพทุ ธเจา

พระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาท มแี นวความคิดในเรอื่ งจํานวนของพระพุทธเจา วา พระพุทธเจา ในอดีตท่ีผานมา
นั้น มมี ากมายยงิ่ นัก จนกระทั่งมีคาํ อปุ มาไวว า มีมากกวาเม็ดทรายในมหาสมุทรทั้งส่ี คือมีจํานวนมากเกนิ กวา
ท่ีจะนับประมาณได แนวความคดิ เรอ่ื งจํานวนของพระพุทธเจาในฝายเถรวาทดังกลาวนี้ เปน แนวความอนั
ชัดเจน หลกั ฐานยนื ยนั อยูในคัมภีรห ลายแหง
พระพุทธศาสนานิกายมหายาน มีแนวความคดิ ในเร่อื งจํานวนของพระพุทธเจาวา พระพุทธเจานน้ั มีอยูเปน
จํานวนมากจนไมอาจจะคดิ คํานวณได เปรยี บประดจุ จํานวนเมด็ ทรายในคงคานที อนั ใคร ๆ ไมอ าจจะคดิ
คํานวณเปนปริมาณเมด็ ได ซ่ึงพระพุทธเจา เหลานี้ สถติ อยู ณ พทุ ธเกษตรในทิศตา ง ๆ แมปจจุบนั ก็ยังทําหนา ที่
ส่ังสอนสรรพสตั วอยูต ลอดเวลา

ตัวอยา งจากพระสุตตันตะปฎ กฝา ยเถรวาท ฉบับมหามกุฏราชวทิ ยาลัย วัดบวรนเิ วศ กรงุ เทพมหานครไดบันทึก
ไวว า

พระมหาโมคคัลลานะเถระ พบพระพุทธเจา ในจักรวาลอนื่
ความเปนมา เลา ถึงตัง้ แต เหตุการณเ กดิ ขนึ้ ในสมยั พุทธกาล เม่ือพระมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งเปน พระนานาง
แหง องคสมเดจ็ ศรีศากยะมุนสึ ัมมาสมั พุทธเจา มีพระทัยชื่นชมโสมนสั ยินดี ไดจ ดั ทาํ ผา เน้ือละเอียดมีคา
มาก ดว ยวริ ิยะอุตสาหะอันย่ิงใหญ ดวยนํ้าพระทยั เจาะจงถวายแดอ งคส มเดจ็ พระศาสดา แตเมือ่ ได นาํ ผานน้ั
มานอ มถวาย พระองคไ มยอมรบั เม่ือเปน เชน น้นั ก็ผนั ผายหันไปจะถวายแดอ งคอรรคสาวกทงั้ สอง แตก็ไมรบั
เชนกนั แลวพระนางกน็ อมถวายแดพ ระเถรานเุ ถระพระสงฆอ งคอ รหนั ตทั้งหลาย แตก็ไมม ีทานผใู ดรบั ผานน้ั
จวบจนกระท่งั ถงึ ภิกษุใหมร ูปหน่งึ นามวา " อชิตะ"
นง่ั อยูขางทายปลายแถว ในท่ีสดุ ทานก็รบั ผา นัน้ สรางความเสยี พระทยั ใหแกพ ระนางเปนอนั มาก หากแมว า
พระพทุ ธองคไ มทรงรบั แตองคอรรคสาวกท้งั สองทา นใดทานหน่ึงรบั

กค็ งจะสมพระทัยอยไู มน อย แตน ี่กระไร พระภกิ ษบุ วชใหม ไมไดสาํ เร็จมรรคผลใด ๆ เปนผูร ับ พระบรม
ศาสดา เพ่ือจะเปล้ืองความกังขาสงสัยในนาํ้ พระทยั ของสมเดจ็ พระนา นางแหงพระองคท่ีไดเคยฟมู ฟก รักษา
เลีย้ งดมู าตั้งแตเยาววยั จึงไดทรงอธิษฐานบาตรของพระองคใ หอัตรธานหายไป แลวไดตรัสถามพระภกิ ษุ
ทงั้ หลายวา ทา นผใุ ดสามารถหาบาตรของตถาคตเจอบาง กเ็ หน็ แต
พระมหาโมคคลั ลานะเถระ องคเดียวทมี่ ีฤทธม์ิ าก จึงหมผา เฉลียงบาประคองอญั เชญิ ทูลพระชนิ ศรบี รมศาสตา
เพือ่ ออกแสวงหาบาตรใบนั้น การหาบาตรของพระมหาโมคคัลลานะเถระ การออกไปหาบาตรของพระเถระ
น้ัน ไดใชม หาฤทธานภุ าพเปนอนั มาก หลวงปตู อ้ื อาจารธมฺโม ไดเลา ในการแสดงพระธรรมเทศนาท่ีวดั อโศกา
รามวา พระมหาโมคคัลลานะเถระนน้ั ตองใชฤทธ์ขิ องทานระเบดิ วงลอ มแหง จักรวาลออกไป อาจารย
นายแพทย ตนั มอเซ้ยี ง ไดเลาเรอื่ งน้ี ไวใ นการบรรยาย "วชิ ามหายาน" ของทาน ในสมัยทผี่ เู ขียนกาํ ลังศกึ ษา
อยใู นชนั้ เตรยี มศาสนศาสตร มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วา "พระพุทธองคไดต รสั บอกแกพ ระมหาโมคคลั ลานะ
เถระวา เมื่อทานออกหางจากชมพทู วีปไป เมอื่ หันมามองดูชมพทู วปี เหน็ เทา ผืนนา ของชาวมคธแลว ใหร บี
กลับมา หรอื ไมหากทา นไปไกลกวานนั้ จนกระทงั่ ที่สุดเห็นชมพูทวีปเปน จดุ เล็ก ๆ แลวใหร บี กลับมา"
เมอื่ ไดก ราบทูลลาพระพุทธองคแ ลว พระเถระก็ออกเดนิ ทางแสวงหาบาตรไปทว่ั สากลภิภพ ไกลออกไปจนพน
เขตจกั รวาล แดนสขุ าวดีพุทธเกษตร การหาบาตรดําเนนิ ไปท่ัวสากลจกั รวาล ลุถงึ แดนหนึ่งท่เี รยี กวา " สุขาวดี
พทุ ธเกษตร" เปน ดินแดนทเี่ ต็มไปดว ยความสุข ในดนิ แดนแหง นม้ี แี ตการศึกษาธรรมะ แมแ ตเสียงนกทีร่ อ ง

ออกมาก็เปน ธรรมะ ณ ดินแดนแหงนเี้ อง มพี ระพุทธเจาพระองคห นึ่งดํารงอยู ทรงพระนามวา " อมิตาภะ
พุทธเจา" ขณะนนั้ พระพุทธองคกาํ ลงั ประทบั อยูทา มกลางพระภิกษสุ งฆเ ปนจํานวนมาก พระวรกายใหญโต
มาก พระโมคคลั ลานะเถระ ไดเหาะเขา มาในท่ีประชมุ สงฆมีพระพทุ ธเจา เปน ประมุข ไดเขา ไปยนื อยบู นขอบ
บาตรของพระพุทธเจา

( แสดงวา บาตรใหใ หญโ ตมาก สามารถข้นึ ใปยืนอยบู นขอบบาตรน้ันได) พรอ มประคองอญั ชลุ ีถวายความ
เคารพ เมอื่ พระภิกษุทงั้ หลายเหน็ เชนนั้น กไ็ ดก ราบทลู พระพุทธเจา วา "น่ีคืออะไรหนอ ? รูปรางเล็ก ๆ " พระ
พทุ ธองคตรสั วา ดกู รภิกษุทัง้ หลาย นไ่ี มใชอ ื่นไกลเลย เธอท้ังหลายอยา ไดประมาท ภิกษุรปู นี้ เปนอคั รสาวก
เบื้องซา ยแหงพระสมณโคดมพทุ ธเจา แหงชมพทู วีป ผมู ีฤทธิ์มาก กําลังแสวงหาบาตรของพระพทุ ธเจา พระองค
น้ันอยู แลวก็หลงเขาสูแดนของเรา จากน้ัน พระมหาโมคคัลลานะเถระไดทูลถามทางทจ่ี ะกลบั สชู มพูทวปี พระ

อภิตาภาะพทุ ธเจาตรสั วา ดกู รโมคคัลลานะ เธอจงไปตามพุทธรสั มีแหง เรา เมอ่ื พน ขอบจักรวาลแหงนนั้ เธอก็
จะเห็นพทุ ธรัสมีแหงพระโคดมสมั มาสัมพุทธเจา ขอใหเ ธอตามพระพุทธรศั มีนัน้ ไป เธอกจ็ ะสามาถเขา สูชมพู
ทวีปได เหตุการณต อนนเ้ี องท่ีคนทั้งหลายกลา วกันวา "โมคคัลลาหลงทวีป"หรอื "โมคคัลลาหลงทีป" คือหลง
แดน(หาทางกลบั ไมไ ด)น่ันเอง เม่อื ไดฟงพุทธดํารสั แหง องคอภิตาภะพุทธเจา เชน นั้นแลว พระมหาโมคคัลลา
นะเถระเจา ก็ไดก ราบทูลลาออกจากแดนสุขาวดีพุทธเกษตร ตามพระพุทธรศั มีแหงพระองค เมื่อพนจากแดน
สุขาวดี ก็เหน็ พระพุทธรัศมีแหง องคพระสัมมาสมั พุทธเจาแหง เราทั้งหลาย เขา สชู มพูทวีปแลว เขา ถวาย
อภิวาทพระบรมศาสดาทูลวา ขาพระองคไ ดออกแสวงหาบาตรไปท่ัวแดนจักรวาลไมพบเห็นเลยพระเจา
ขา เม่ือพระพุทธองคต รัสถามพระภิกษรุ ูปอนื่ ๆ กไ็ มม ผี ูใด สามารถหาบาตรพบได ลาํ ดับนั้น พระสารบี ตุ ร
พระโมคคลั ลานะ และพระอสตี สิ าวกท้งั หลาย กอ็ าสานําบาตรนัน้ กลบั คืนมา แตก ห็ าไมพบ พระผูมพี ระภาค
จึงตรัสส่งั พระอชิตภกิ ษวุ า “ทานจงไปนาํ บาตรของตถาคตมา” พระอชติ ะจึงไดมดี าํ รวิ า ควรจะเปนอัศจรรยยิง่
นัก พระอสตี ิมหาสาวกนี้ ลว นเปนพระอรหนั ตม ีฤทธาอานุภาพมาก แตม อิ าจนาํ บาตรมาถวายแดพระพุทธองค
ได อาตมานไี้ ซร มีจิตอันกเิ ลสครอบงําอยู เหตุไฉน พระบรมครูจงึ ตรัสสัง่ อาตมาใหแ สวงหาซึ่งบาตร
น้ัน จะตอ งมีเหตุอนั ใดอันหน่ึงเปน มั่นคง จงึ รับอาสาทีจ่ ะนําบาตรนั้นคืนมา
พระอชติ ะไดไปยนื ในท่ีสุดของหมบู ริษัท มองข้ึนไปบนอากาศ แลว กระทาํ สัตยาธิษฐานวา อาตมาบรรพชาใน
พระพุทธศาสนา ไมไ ดห วังซง่ึ ลาภยศทั้งหลาย แตอาตมาบวชประพฤติพรหมจรรย เพื่อประโยชนท ี่จะตรัสรซู ึ่ง
ธรรมท้ังปวง อนั อาจสามารถรอ้ื สัตวโลกใหพน จากสงสารทั้งสิ้น หากวา ศลี ของอาตมามิขาดทําลายและดา ง
พรอยบรสิ ทุ ธิ์อยเู ปน อนั ดี ขอใหบ าตรของพระผูมีพระภาคเจาจงมาสถิตในมอื ของอาตมาดว ยเทอญ

พระพทุ ธองคต รัสวา อชติ ะภิกษุรปู นี้ ไมใชพระธรรมดา แตเปน หนอเน้ือพุทธรางกูรบาํ เพญ็ บารมเี พื่อตรสั รู
เปน พระพทุ ธเจา ใน อนาคตพระนามวา " พระศรีอาริยเมตไตรย" แลวตรสั ปลอบใจแดสมเดจ็ พระนานาง
ประชาบดโี คตมีวา พระองคนั้นไดลาภอนั ประเสริฐแลวทไี่ ดถ วายผา แดพระโพธสิ ตั วผ เู ที่ยงแทตอการตรัสรเู ปน
พระพุทธเจา ทําใหพระนางมีพระทยั แชม ชืน่ เบกิ บาน

๓. การเปรยี บเทยี บแนวความคดิ เรือ่ งการสรา งบารมีเพ่ือเปนพระพุทธเจา
พระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาท มีแนวความคิดเรื่องการสรางบารมเี พ่ือความเปน พระพุทธเจา สรุปไดวา บคุ คล
ผจู ะเปน พทุ ธเจา จะตองสรางสมบุญบารมี ตามหมวดธรรมทเ่ี รียกวา พุทธการกธรรมหรือบารมี จนครบถวน
เต็มบริบูรณทั้ง ๓๐ ประการ ซึ่งระยะเวลาระหวา งการสรางบารมเี หลาน้ีแบง ออกไดเปน ๓ ข้ันตอน คือ

๑. ขน้ั ตอนทีค่ ิดปรารถนาพทุ ธภูมิ แตย งั มไิ ดเปลงวาจา
๒. ขั้นตอนของการสรา งบารมพี รอ มดวยการเปลง วาจาปรารถนาพุทธภูมิ แตยงั มิไดร ับพุทธพยากรณ
๓. และขนั้ ตอนตัง้ แตไ ดรบั พุทธพยากรณแ ลว จนถึงการสาํ เรจ็ เปน พระพุทธเจา เมื่อบคุ คลใดสรา งสมบารมีจน
ครบ ๓๐ ทศั อันประกอบดว ยข้นั ตอนท้ัง ๓ โดยบริบรู ณแ ลว บุคคลนน้ั ยอมเขาถึงพุทธภูมบิ รรลคุ วามเปน
พระพทุ ธเจา ตอ ทาย

พระพทุ ธศาสนานิกายมหายาน มีแนวความคดิ เรื่องการสรางบารมีเพ่ือเปน พระพุทธเจา สรุปไดว า บุคคลผจู ะ
เปน พระพุทธเจา จะตองดําเนินวิถีชีวติ ตามหลักคาํ สอนทเี่ รียกวา โพธิสตั วมรรค อันประกอบดว ยบารมี ๖
อปั ปมัญญา ๔ มหาปณธิ าน ๔ และคณุ สมบัติ ๓ ซึ่งการที่ฝกฝนอบรมใหคุณธรรมเหลานีม้ ีวามเตม็ เปยมนัน้
จะตองใชความเพยี รและความอดทนอยางยิ่งยวด เปนระยะเวลาอนั ยาวนาน เม่อื บารมีอันเกดิ จาการปฏิบัติ
ตามหลักธรรมเหลานเ้ี ตม็ เปยมบรบิ รู ณแ ลว บคุ คลนั้นยอมเขา สพู ทุ ธภาวะเปนพระพทุ ธเจา

๔. การเปรยี บเทียบแนวความคิดเรือ่ งกายของพระพทุ ธเจา

พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท มแี นวความคิดในเรื่องกายของพระพทุ ธเจาวา กายของพระพทุ ธเจาน้ันแบง ออก
ไดเปน ๒ ประเภท
๑. เรยี กวา นริ มาณกาย หมายถงึ สว นทีเ่ ปนกายมนุษยธ รรมดา ซึง่ ยงั ตกอยูในกฎของไตรลักษณ สามารถสญู
สลายไปเมอื่ ถงึ กาลอนั ควร
๒. เรียกวา กายธรรมหรอื ธรรมกาย หมายถงึ คุณธรรมหรอื พระธรรมคําสอนแหง องคพ ระพุทธเจา ซึ่งกายใน
สว นน้ี ยอมไมมีวันสญู สลายไปเมอื่ ใดทพ่ี ุทธศาสนกิ ชนประพฤติปฏบิ ัติธรรมอยู ยอ มสามารถทีจ่ ะสมั ผสั กับพระ
กายในสว นน้ีไดต ลอดไป
พระพุทธศาสนานิกายมหายาน มแี นวความคดิ ในเรอ่ื งกายของพระพทุ ธเจาวา กายของพระพุทธเจาน้นั แบง
ออกไดเปน ๓ ประเภท คือ
ประเภทแรก นิรมาณกาย หมายถึงกายของพระพุทธเจา ที่ยังตกอยูในกฎของไตรลักษณ ยังมกี ารเกิด แก เจ็บ
และตายเหมือนมนุษยธ รรมดาทว่ั ไป นริ มาณกายน้มี หายานเช่อื วา เปนการเนรมติ ขน้ึ มาจากสัมโภคกาย เพือ่
เปน อบุ ายในการส่งั สอนสตั วโลก
ประเภทที่ ๒ คือ สัมโภคกาย หมายถงึ กายที่แทจ ริงของพระพุทธเจา กายนีจ้ ะไมมีการแตกดบั อยใู นสภาวะที่
เปน ทิพยช ว่ั นิรันดรส ามารถแสดงตนใหป รากฏแพระโพธสิ ัตวได และสามารถรับรคู าํ ออนวอนสรรเสรญิ จากผทู ่ี

เล่ือมใสได สมั โภคกายนเี้ องที่เนรมติ ตนลงมาเปนนริ มาณกายในโลกมนษุ ยเ พื่อการส่ังสอน ดงั นน้ั แมใ นปจ จุบัน
นี้ พระพุทธเจา ท่ีเคยอบุ ัติข้ึนในโลกมนษุ ยท กุ ๆ พระองค ก็ยังดํารงอยใู นสภาวะแหงสัมโภคกายนม้ี ิไดสูญ
หายไปไหน
สวนกายประเภทท่ี ๓ ก็คือ ธรรมกาย อนั หมายถึง สภาวะอันเปนอมตะเปนสิ่งไรรปู ไมอาจรบั รไู ดด วยประสาท
สัมผสั ไมมีเบอ้ื งตน และทส่ี ดุ ทงั้ ไมมจี ดุ กําเนิดและผูสรา ง ดํารงอยูไ ดด วยตนเอง แมจกั รวาลจะวา งเปลา
ปราศจากทุกสิง่ แตธรรมกายจะยังดํารงอยูไมมีทีส่ นิ้ สดุ มหายานช่อื วา ธรรมกายนเ้ี องทแ่ี สดงตนออกมาในรูป
ของสัมโภคกายบนภาคพ้ืนสวรรค และสัมโภคกายกจ็ ะแสดงตนออกมาในรปู ของนิรมาณกายทําหนา ทส่ี ่งั สอน
สรรสัตวใ นโลกมนุษย

๕. การเปรยี บเทียบแนวความคิดเรอื่ งพุทธภาวะหลงั ปรินิพพาน
พระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาท มแี นวความคิดเรื่องพทุ ธภาวะหลงั ปรนิ ิพพานวา เมอ่ื พระพทุ ธเจาดบั ขันธปริ
นพิ พานแลว และธาตอุ ันตรธานไดเกิดข้นึ แลว พทุ ธภาวะยอมเปน สภาพวางเปลา ไมมีสภาวะบญั ญัติอื่นใด
ปรากฏอยู เราไมส ามรถจะหาพระพทุ ธเจา ผูปรินพิ พานไปแลวไดไมว า ณ ที่ในจักวาลนี้
พทุ ธศาสนานิกายมหายาน มีแนวความคิดเรื่องพุทธภาวะหลังปรินพิ พานวา พระพุทธเจา เมอื่ ไดแ สดงตนวา
ปรนิ ิพพานแลวนั้น ทจี่ ริงหาไดเ ปนการสน้ิ สดุ ของพุทธภาวะไม การปรนิ ิพพานเปน เพยี งอุบายแหงการสง่ั สอน
สรรพสัตวเทา นนั้ พระองคย งั คงมีพุทธภาวะอยูโดยสมบูรณในรูปของสัมโภคกายสามารถทจี่ ะรบั รเู รอื่ งราวตาง
ๆ ได และจะดาํ รงอยูเ ชนนี้ตลอดชั่วกาลนาน จนกวา จะชว ยเหลือสรรพสตั วไ ดห มด พระองคจ งึ จะเสด็จเขา สู
พระนิพพาน

ความแตกตางบางประการระหวางเถรวาทกบั มหายาน
เถรวาทนยิ มรกั ษาขนบธรรมเนยี มประเพณีคอ นขางเครงครัด ไมคอยนยิ มการเปลยี่ นแปลง และไมคอยอม

รับสิง่ ใหมๆ เขา มาในขณะของตน เถรวาทจงึ อยูในลกั ษณะอณรุ กั ษน ิยม สว นมหายานพยายามเอาเหตุผลเขาจบั

พทุ ธพจนเ ปล่ียนแปลงประเพณบี างประการ ตดั บาง เติมบาง สุดแลวแตเหน็ สมควร ไมเครงครดั วนิ ยั นัก ดว ย
เห็นวา วนิ ยั นั้นเปนสงิ่ ท่พี ระพุทธเจา ทรงบัญญตั ติ ามกาลเทศะเนนธรรมมากกวาวินยั แตไมท ง้ิ วนิ ัย

ขอ น้วี จิ ารณไดวา ทัศนะและการปฏบิ ัตขิ องเถรวาทและมหายาน เกย่ี วกับเร่อื งนีม้ ขี อดีขอ เสยี ที่พงึ พจิ ารณา
ไดดังนี้ คือ การถอื แบบเถรวาทน้นั มีสวนทดี่ ที าํ ใหศาสนาม่ันคงพอสมควร และทาํ ใหร วู าพุทธศาสนาด้ังเดิม
หรือธรรมวินัยดั้งเดมิ นนั้ เปนอยางไร ไมเลอื นหายไปเสยี ทีเดียว แตม ีขอเสียทวี่ า การไมย อมเปลย่ี นแปลงอะไร
เสียบา งเลยนั้น ทําใหข ัดของลําบากในการปฏิบตั ิ เพราะการกระทําอยางเดียวกนั อาจทาํ ไดใ นกาละหนึ่ง เทศะ
หนงึ่ แตพ อกาลเทศะเปลีย่ นไปการกระทําอยอู ยา งเดิมยอมกอใหเ กิดความขัดของ ทําตนใหลําบากโดยเปลา
ประโยชน สมเดจ็ พระมหาสมณเจากรมพระยาวชิรญาณวโรรส มหาปราชญท างพระพุทธศาสนาไดทรงรจนาไว
ในเรือ่ งอภสิ มาจาร(ความประพฤตทิ ่ีดีงาม หรือขนบธรรมเนียมอนั ดงี ามของภิกษุ)วา

ถา ลว ง(อภสิ มาจาร)แตบ างอยางหรอื บา งครงั้ ก็ไมพอเปน อะไร แตถา ลว งมากอยางหรอื เปนนิตยไป ธรรมเนยี ม
ยอ มกลายไปเสื่อมเสยี ไป ภกิ ษตุ างเปน 2คือ พวกเครง และพวกไมเ ครง กเ็ พราะพวกเครงยงั ถอื ธรรมเนียม
แขง็ แรง พวกไมเครง ก็ทอดธรุ ะเสยี ไมเ อ้อื เฟอในอันธรรมตาม รเู ชน น้ีแลว พึงปฏิบตั ิโดยทางสายกลางไมธรรม
ตนใหล ําบากเพราะธรรมอนั ขวางตอ กาลเทศะ และไมม ักงายจนกระทาํ ตนใหเ ปน ผเู ลวทราม ปฏบิ ัติไดเพยี ง
เทา น้ีกเ็ รียกไดว า “งาม”ยงั พอจะสืบอายุพระพทุ ธศาสนาไดอ ยู

ฝายมหายานไมคอยเออื้ เฟอตอธรรมวนิ ัย ไมคอยเครงครดั ในธรรมเนียม พยายามปรบั ตัวใหเขากับกาลเทศะ
ถาปรับแตพอดีหรือเปลี่ยนแปลงแตพอดี เพราะทําใหสําเร็จที่ตอ งการ ถา เกนิ พอดีไปก็ทําใหดหู ละหลวมไม
เออื้ เฟอตอ พระธรรมวนิ ยั เสียเลย อยางไรก็ตาม แมม หายานจะดูหละหลวนตอ พระธรรมวินัย หรอื ศลี ธรรมที่
เถรวาทยึดถืออยูก็จรงิ แตม หายานก็สรางวนิ ัยขึน้ ใหม ตัวอยา งเชน ครกุ าบัติ(อาบัตหิ นัก) คอื ปาราชิก4ในโยคพิ
สัตวสกิ ขาบท ซ่งึ มีดงั นี้

1.พระโพธสิ ตั วมีความโลภในลาภสักการะ แลวสรรเสรญิ ยกยอ งตนเอง ตําหนติ ิเตียนผอู ่ืน เปนปาราชกิ

2.พระโพธิสตั วมคี วามตระหนี่ในทรัพยสมบัติของตน เมื่อมีสตั วผยู ากไรมาปรากฏ พอจะบริจาคทรพั ยของตน
ชว ยเหลือไดแ ตไมบริจาค ตระหนค่ี วามรู เม่ือมีผูใฝธรรมตองการฟง ธรรมตนเปนผูรูธรรมแตไมย อมแสดงธรรมก็
ตาม เปนปาราชิก

3.พระโพธิสัตวโกรธแลว ปองรายสตั วอน่ื ประทษุ รายสัตวอื่นดว ยวาจา หรือดวยอาวธุ ทาํ ใหไ ดร ับบาดเจบ็

แมมผี ูหา มแลว ไมเชือ่ ฟง มจี ติ พยาบาท ผกู เวรไว เปนปาราชิก

4.พระโพธิสตั วค ัดคานติเตียนโพธิสตั วป ฎ กทง้ั ปวง กลับยินดีเชอ่ื ในธรรมปฏิรูป (ธรรมปลอม ธรรมเทยี ม ไมใช
ธรรมแท) เกิดศรัทธาขึน้ เองก็ดี ผูอ นื่ ใหเ กิดกด็ ี เปน ปาราชกิ

จะเห็นไดวา ปาราชิก4สําหรับพระโพธสิ ตั วของมหายานน้ี เมอื่ เทียบกนั แลวรนุ แรงกวาหนกั กวา ปาราชิก4ของ
ภิกษฝุ ายเถรวาทมาก รกั ษาไดอยากกวา ปาราชิกของฝายภิกษุเถรวาทดว ย

มหายานสนใจในธรรมอนั ลึกซ้ึง เชนเรือ่ งสุญญตา ผูสนใจในพุทธศาสนาจากประเทศตะวนั ตกสวนใหญจ ะสนใจ
มหายานมากกวาเถรวาท นอกจากจะมคี ําสอนทตี่ ่ืนเตน โลดโผนเปน อาหารของความคิดแลว มหายานยงั มเี รือ่ ง
ของพระอมิตาภพุทธเจา ซง่ึ มีลักษณะละมายคลายคลงึ กับพระเจาของชาวตะวันตกอีกดวย จงึ เปน ทถ่ี กู ใจของ
ชาวตะวนั ตกทงั้ ดานความคดิ และความเช่ืออีกดวย

โดยท่ัวไป พุทธบริษทั ฝา ยเถรวาทพยายามเพ่ือความหลุดพนเฉพาะตน มิไดมปี ณธิ านเพือ่ ชว ยเหลือสัตวอน่ื
ใหพนจากสงั สารวฏั คงปลอ ยใหเปนหนา ทขี่ องแตละคน และเปนหนาท่ีของพระพทุ ธเจา ทีจ่ ะตองชวยเหลือ
มหายานจงึ เหน็ วาเถรวาทเปนเรือ่ งสวนตวั มหายานเปน เรอ่ื งของโลก

คาํ กลาวน้ีเปน ทัศนะของฝายมหายานที่มองเถรวาท แตเถรวาทคงไมยอมรับสภาพที่มหายานกลา ว เถรวาท
พยายามเพอ่ื ความหลดุ พนของตนก็จริง แตม ีจิตใจเผื่อแผในการชวยเหลอื ผอู ่นื ดว ย แตต อ งการจะชวยเหลือ
ตนเองใหห ลดุ พนไปกอน เม่อื ตนเองหลดุ พนไปแลว การจะชวยเหลอื ผูอนื่ ก็จะสวกขึน้ และชวยไดมากดวย
เปรียบเหมือนผทู เี่ รยี นจบแลวหันมาชว ยเหลือผอู ื่นใหเ รยี นจบดวย ยอ มจะแนนอนมั่นคงและนาเช่ือถถอื กวาผูท ่ี
ตนเองยังกย็ งั ไมร ู ไมหลุดพน จะชว ยใหผ อู ื่นรูแ ละหลดุ พน ไดสักเทา ใด

อีกตัวอยาง คนไขร ักษาคนไขจะทําไดสกั เทา ใดและไมแนใจในความถูกตอง ปลอดภัยดวย แตแ พทยท ี่จบ
การศึกษาแลว ยอ มรักษาคนไขไดด ี แมมแี พทยเ พียงคนเดียวกส็ ามารถรกั ษาคนไขไดเปนจาํ นวนรอ ย จํานวน
พนั ขอนีฉ้ นั ใด เรื่องเถรวาทก็ทาํ นองเดียวกัน ฉนั น้นั มหายานเปรียบเหมือนคนไขท ี่รักษาคนไขด วยกัน สวนเถร
วาทเปรียบเหมือนแพทยชว ยเหลือคนไข ถาได2แรงยง่ิ ดี แตตองเชอ่ื คําแนะนําของแพทยเปนสว นใหญ
พระพุทธเจาสวนใหญ พระพุทธเจา เคยตรัสสอนไววาผทู ยี่ ังปลดเปลอ้ื งตนไมไ ด จะปลดเปล้อื งตนเองไดอยางไร

เถรวาทน้นั ยาํ้ หนักเรื่องใหพงึ่ ตนเอง บุคคลจะหลดุ พน ไดก็เพราะพยายามดวยตนเอง เพราะฉะนน้ั พุทธ
สาวกผูมงุ บรรลธุ รรม จงึ ตองขวนขวายชวยตวั เองอยางเตม็ ที่ จะพ่งึ ใครอื่นไมได สว นทางมหายานเหน็ วา
ชาวโลกมธี ุระยงุ เกนิ ไป ไมม ีเวลาทจี่ ะขวนขวายเพ่อื ความหลุดพน เพ่ือความสุขความสาํ เรจ็ ของตนเองได จงึ
ตองการความชว ยเหลือจากผูอน่ื ดังนน้ั ทัศนะของมหายานจงึ มวี า พระหากรณุ าธิคุณของพระพุทธเจาน้ัน
สามารถชว ยสัตวอน่ื ใหหลุดพนไดดว ย

เรื่องนี้มหายานทาํ ใหพระพุทธเจาอยูในฐานะเดยี วกันกับพระเจา ของศาสนาอืน่ ๆ มีศาสนาฮินดเู ปนตน ท่ี
พระพรหม พระศิวะ และพระวษิ ณุหรอื พระนารายณส ามารถชวยเหลือผูออ นวอนได แตความจรงิ แลวชว ย
ไมไ ด ที่วา ชวยไดน ้ันเปน เพยี งความเชอ่ื ไมใชความเปนจริง เพราะถาเราสามารถออนวอนใหพระเจา หรือ
พระพทุ ธเจา ตามความเชอ่ื ของนกิ ายมหายานชว ยเหลอื เราไดจริงแลว ใครเลาจะยากจน ใครเลา จะเจบ็ ปว ย
ใครเลา จะพลดั พรากจากสิ่งอันเปนที่รักทีเ่ จรญิ ใจ ทุกคนจะไดสมหวังในส่ิงท่ตี นตองการ เพราะทุกคนมีสทิ ธทิ ่ี
จะออนวอนและมีกาํ ลังในการออ นวอนเทาเทียมกัน

พระไตรปฎกฝายเถรวาทไดบนั ทึกพระพุทธพจนอันนาสนใจยง่ิ ไดวา

สงิ่ ทนี่ า สนใครป รารถนา 5ประการคือ อายุ วรรณะ ยศ สขุ และสวรรค ไมสามารถจะมีไดดวยการวงิ วอน
เพราะถา มีไดดว ยวธิ กี ารอยางน้นั แลว ใครเลาจะขาดแคลนยากจน สาวกพระอริยะไมพ ึงเพลดิ เพลนิ พอใจใน
การออนวอน แตเมือ่ ตองงการส่ิงใดกพ็ ึงปฏบิ ัตขิ อปฏบิ ัติอันเปน เหตุใหบรรลุส่งิ นัน้

เมอ่ื บคุ คลเอานาํ้ มันเทลงในนํ้า เอากอนหินทงิ้ ลงในนาํ้ จะออ นวอนสักเทา ใดเพื่อใหน าํ้ มันจมและใหกอนหิน
ลอยขึ้นไมได เพราะนํ้ามันคงลอยขึ้นเหนือน้ํา กอ นหนิ คงจะจมนํา้ อยอู ยา งนนั้ เพราะน้ํามนั มีสภาพลอยนา้ํ
กอ นหินมสี ภาพจมนา้ํ ฉันใด ความดเี ปน เหตุใหเ ฟอ งฟู ความช่วั เปน เหตุใหลม จมตกตํา่ เม่อื ทําแลวจะออนวอน
ใหมผี ลตรงกนั ขามไมไดฉันนัน้

อยา งไรก็ตาม การทีม่ หายานทําใหพ ระพุทธเจาอยูใ นฐานะเดียวกับพระเจา ของศาสนาฮนิ ดนู ัน้ เมื่อกลา ว
ตามประวตั ศิ าสตรพุทธศาสนาแลว กเ็ พราะคณาจารยฝ า ยมหายานตอ งการแขงกบั ศาสนาพราหมณตองการกู
พระพุทธศาสนาใหอยูรอด ตองการแบงมหาชนจากศาสนาพราหมณ เพราะคนสว นใหญนิยมยนิ ดีในการออน
วอนเมื่อไหนๆจะออนวอนกนั แลว ก็ใหออนวอนพระพุทธเจาเสียมดิ ีกวาหรอื จึงสรา งใหพ ระพุทธเจาและพระ
โพธิสัตวมีอณุภาพไพศาลสามารถชวยเหลอื มนษุ ยผ อู อนวอนได

เถรวาทเปนอเทวนยิ มแท ไมมีพระเจาผบู นั ดาลควบคุม สิง่ ท่ีแทนพระเจาของเถรวาทคือกฎแหง กรรม

และธรรม(ซง่ึ หมายถึงธรรมชาติและกฏธรรมชาติ)เปน ส่ทิ ี่คมุ ครองโลก ทุกๆคนตกอยภู ายใตกฎแหง กรรม

พระสิทธัตถะโคตรมะน้ันเปนเพยี งอวตารปางหนง่ึ ของพระพุทธเจาองคจ รงิ ทํานองเดียวกับพระนารายณ
อวตารลงมาเปน พระรามในศาสนาพระรามในศาสนาฮินดู ดว ยเหตนุ ผี้ ูมที กุ ขจงึ สามารถสวดออ นวอนขอความ
ชว ยเหลอื จากพระองคเองได

คาํ วาธรรมในทางภาษาทางพระพุทธศาสนามคี วามหมายกวา งมาก คือครอบคลมุ ทุกสงิ่ ทกุ อยางไวใ นคําวา
“ธรรม” นีเ่ อง เชนธรรมชาติ ธรรมดา กฎของธรรมชาติ และความทสี่ ิ่งนนั้ ๆ จะตองเปนอยา งน้ันๆ เปน
ธรรมดา เชน เรามคี วามแกเปนธรรมดา มีความเจบ็ ความตาย เปน ธรรมดา

นอกจากนี้ ธรรมยงั หมายถึง พฤติกรรมตา งๆ เชนดี-ชว่ั ไมด-ี ไมช วั่ สุข-ทกุ ข ไมส ขุ -ไมทุกขฯ ลฯ เพราะความ
ท่คี ําวา “ธรรม”จึงมีความกวางขวางครอบจักวาลนเ่ี อง จงึ กลา ววา ธรรมเปน สิ่งครองโลกเปนใหญท ่สี ุดในโลก
อยางท่ีพระพุทธเจาตรสั แกภิกษรุ ูปหน่ึงวา ธรรมเปน ใหญกวา พระเจาจกั รพรรดแิ ละพระองคเ องก็ยังตองเคารพ
ธรรม สกั การบชู าธรรม เมื่อพิจารณาในแงของการปฏิบัตติ นจะเหน็ วา คนเราทเี่ ปนคนดีท่ีสุด กเ็ พราะมี
คุณธรรมความดีมากท่ีสดุ ทเี่ ปน คนชั่วทสี่ ุดก็เพราะมีอกุศลธรรมความชัว่ ในตนมากท่ีสดุ ลาํ พงั แตร างกายเปน
ธรรมชาตทิ ี่กลางๆ คือเราไมเ รยี กเขาวาเปน คนดหี รอื คนช่ัวจากการกระทําของเขา

ดวยเหตนุ ี้ พทุ ธศาสนาจึงเนนเรือ่ งกรรมมากอีกเรอ่ื งหน่ึง ซึ่งมีบทบาทชีว้ ิถีชวี ิตของคนใหเหน็ วา คนจะเปน
อยางไรกส็ ุดแลว แตการกระทําของเขา พุทธศาสนากลา วไววา กรรมมพี ลงั สงู สดุ ไมม ีพลังใดเหนือ คนที่อยเู หนือ
กรรมไดก็มีแตพระอรหันตเทา น้ัน เพราะทานหมดกิเลสแลว กรรมก็พลอยสน้ิ ไปดว ย คอื หลังจากทานสาํ เรจ็ เปน
พระอรหันตแ ลว ทา นไมทาํ กรรมใดๆอีกเลย ทั้งฝา ยดีและฝายชั่ว จึงไมมผี ลดผี ลช่วั สาํ หรบั ทา น ท่ีชาวเรา
เรียกวา ทานทาํ ดนี น้ั เปน ไปตามสํานกึ ของเราเอง

แตกรรมท่ีทานทําไวก อนเปนพระอรหันตก รรมนน้ั เมอื่ มีโอกาสกรรมนั้นกจ็ ะใหผลแกทานไดเหมือนกัน ถาไม
มีโอกาสก็เปน อโหสกิ รรมไป

การทที่ างมหายานถือวา พระสทิ ธตั ถะโคตมะปน พระอวตารของพระพทุ ธเจา องคจริง(สัมโภคกายของ
พระพทุ ธเจา หรอื พระอมติ าภพทุ ธเจา น้นั )นนั้ ทาํ นองเดียวกบั พระนารายณอวตารลงมาเปนพระรามนนั้ ทาํ ให
ชาวพทุ ธยนิ ดใี นการสวดออนวอนขอความชว ยเหลอื จากพระพทุ ธเจา เปนการสวนทางกับคาํ สอนของพระพทุ ธ
องคท่วี า “ความเพียรเปน เครื่องเผาบาป ทานท้ังหลายตองทาํ เอง เราตถาคตเปนเพียงผูช้ที างเทา นัน้ ”เปนการ
สวนทางกบั หลักกรรม ทาํ ดีไดดี ทําชวั่ ไดชว่ั คือเนนที่ตวั การกระทาํ ใหส มควรแกผ ลท่ีตองการเมื่อเหตุพรอม
แลว ผลยอมไหลตามมา ไมใชการออนวอน ตวั อยางในทางพระพุทธศาสนาน้ัน แมจะมกี ารขอรองบางที่
เรยี กวาอธิฐานวา ใจเพ่ือใหไ ดน่นั ไดน ่ี หรือเปน นั่นเปนน่ี ก็ตองต้งั อยบู นพื้นฐานแหงการทําดีกอ น เชน ใหทาน
รกั ษาศลี เจริญภาวนา แปลวา ตอ งทําเหตอุ ันสมควรกอนแลว จึงปรารถนาผลน้นั ๆ ไมใชอยๆู ก็ไปขอนัน่ ขอน่ี

บุคคลสญุ ญตา ความวา งจากบุคคล ธรรมสุญญตา ความวา งจากธรรม กลาววา เถรวาทไมย ดึ มนั่ ในบคุ คล
และไมย ดึ ม่นั ในธรรม ฝายมหายานกลา ววา เถรวาทไมยึดม่ันในตวั บุคคล กจ็ ริงแตย ึดมั่นในธรรมอยู คือ ยงั มี
ขันธ ธาตุ อายตนะเปนตนอยูมหายานถือวาท้ังบุคคลและธรรมเปน สุญญตา(วา งเปลา)ท้งั สน้ิ

เรื่องนี้ ฝา ยเถรวาทไมยอมตามคาํ กลาวของมหายาน ทางเถรวาทกลาววา เถรวาทไมย ึดม่ันในธรรม
เหมือนกัน ดังพุทธวจนะท่ีวา ทรงสอนธรรมเสมือนเรือหรือแพสาํ หรบั ใชข า มฝง เมื่อขามฝงไดแลว ก็ทงิ้ เรือหรือ
แพไวท่ีฝง นนั่ เอง ไมต องเอาเรือหรอื แพขน้ึ ไปดวยทรงสรุปวา ทรงสอนใหละไมเ พยี งแตอ ธรรมเทา นน้ั แตใ หล ะ
ธรรมเสยี ดวย คอื ละท้งั บุญท้ังบาป ดีและชั่ว จนเปนผูไมมีบุญไมมีบาปดังคุณสมบัติของพระอรหันตขอหนึ่งวา
“ปุ ฺญปาปปหีโน”ผูละบุญละบาปไดแ ลว

ทงั้ นี้ เพราะท้ังบุญและบาปเปน ไปเพื่อการเวยี นวา ยตายเกิดในภพตา งๆ บญุ เปน เหตุใหเกิดในภพทดี่ ี บาป
เปนเหตุใหเ กิดในภพทีเ่ ลว เม่ือยังมีภพก็ยังมีทุกข ไมทรงสรรเสรญิ ภพใดๆเลย ตรัสเปรยี บเทียบวา “อุจาระ
หรือปสสาวะแมเพยี งเล็กนอยก็มกี ลิน่ เหมน็ ฉันใด ภพก็ฉนั นั้น(แมนอยหนึง่ กเ็ ปน ท่ีต้ังแหง ทกุ ข)เราตถาคตจงึ ไม
สรรเสรญิ ภพเลย”

เปรยี บอีกอยางหน่ึง กิเลสเหมือนโรค ธรรมเหมอื นยา คนกิยาเพ่ือกําจัดโลก เม่อื หายโรคแลว จะกนิ ยาทาํ ไม
อกี เพราะฉะน้ันเมือ่ กาํ จดั โรคไดแ ลว ก็เปนอนละยาไปดวย

ครหู รืออาจารยน้นั แมจ ะเก่ยี วขอ งอยกู ับการสอบไดสอบตกของนกั เรียน นักศึกษา แตค รูก็พน การสอบได
และสอบตกเปรียบเหมือนผูละท้ังบุญและบาปได มคี วามปลอดโปรง เบากายสบายใจ ไรกงั วล

อน่งึ ผคู มุ นักโทษนัน้ แมจะอยใู นคุกก็ไมเ รียกวาผูตดิ คุก เขาไมตดิ คุก จงึ ไมต องออกจากคกุ ผูคุมนักโทษนั้น
แมเ กยี่ วของอยูกบั โซตรวนก็ไมต ิดโซต รวน

“เนือ้ ปา ทแี่ มจ ะนอนทับบว งอยู แตไมติดบว ง ยอมมีอิสรเสรี เมื่อพรานเดนิ เขา มากห็ นีไปไดตามปรารถนา ไม
ถึงความพนิ าศ วอดวาย บว งท่กี ลาวนี้คือ กามคณุ 5”

พระอรหนั ตเ จา ทง้ั หลายกเ็ ปนเชน นั้น แมจะเกยี่ วของอยูกบั กามคณุ 5กไ็ มต ิดในกามคุณ เก่ียวขอ งอยูในโลก
ธรรม8 ก็ไมต กอยูในอํานาจของโลกธรรม เก่ียวของอยูกับบุญกไ็ มต ิดอยูกับบญุ ไมต ิดในความดที ต่ี นทํา ไมห วงั
ผลแหงความดีที่ตนทาํ เปนผปู ลอ ยวางอยา งอยางแทจรงิ จงึ วา งจากโลภ โกรธ หลง เปน ผอู ยูเ หนือโลกเรียกวา
“ดลกุตตรชน”


Click to View FlipBook Version