ยาน3
เพือ่ ใหเขาใจมหายานดีข้นึ ควรทราบยาน3ในพุทธศาสนา คอื
1.สาวกยาน ยานของพระสาวกผมู ุงอรหตั ภมู ิ โดยการทําใหแจง ซ่ึงอริยสจั 4เปน ตน
2.ปจ เจกยาน ยานของพระปจเจกพทุ ธเจา ผรู ูแ จง ดว ยตนเองแตไมอาจแสดงธรรมส่งั สอนผอู น่ื ได
อยางกวางขวางเชนพระพุทธเจาและไมสามารถตั้งศาสนาได
3.โพธิสตั วยาน ยานของพระโพธิสตั ว ผมู ีอธั ยาศยั ใหญ กา วลว งอรหตั ภูมิ และปจเจกภูมิ
แตปรารถนาพุทธภูมิ เพ่ือขนสตั วใหพนทกุ ข
ในโพธจิ ติ ตสูตร มขี อความทพ่ี ทุ ธองคท รงอุปมายานทง้ั 3เมอ่ื ทรงสนทนากับพราหมณกัสสปโครต ดังน้ี
พราหมณกัสสปโครต: “ขา แตพระโลกนาถ! การหลดุ พนของผหู ลุดพนมีความแตกตา งกันหรือ”
พระพุทธเจา : “ดูกอนพราหมณ! ทางหลดุ พน หาไดต างกันไม แตย านที่จะไปนนั้ มีความแตกตางกันอยู ดูกอน
พราหมณ! เปรียบเหมือนทางสัญจร ยอมมีผูไ ปดว ยยานพาหนะตา งๆคือชา งบา ง มา บา ง ลาบา ง แตเ ขาก็
สามารถไปถึงนครท่เี ขาปรารถนาได พราหมณ! ทา นมีความเหน็ อยางไร? ยานพาหนะมีความแตกตา งกันมิใช
หรอื ? ”
พราหมณกสั สปโครต:แตกตางกันแนน อน พระองค
พระพทุ ธเจา :ถกู แลวพราหมณ ยานทั้ง3ก็ฉนั น้ัน ยอมมีความแตกตา งกนั คือ สาวกยาน ปจเจกยาน และ
อนุตตรสมั มาสัมโพธยิ าน แตมรรค และวมิ ุติ หามีความตางกนั ไม
และแลวพระพทุ ธองคไ ดตรัสยา้ํ วา
หนทางหลดุ พน ไมม ีตํ่าสงู แตย านอันไปสูความหลดุ พนน้ัน มีความแตกตา งกัน ผูมปี ญญารขู อเปรียบเทยี บ
เชนน้ีแลว พึงเลอื กเอายานที่ประเสรฐิ สูงสุด
รวมความวา มหายาน คือยานอนั กวางใหญ ประเสรฐิ สูงสุด เพ่อื การขนสัตวโลกใหพนจากกันดาร คือ
สังสารวัฏ
พระโพธิสัตวย อ มประกอบดว ยคณุ สมบัติ 3 ประการ
(ขอ ปฏิบตั ิของภิกษุ และสามเณร ในนิกายมหายาน)
1.มหาปรัชญา(ไตตี่) หรือปญญาอนั ย่ิงใหญ หมายความวา จะตองเปนผูมปี ญ ญาเห็นแจงสจั ธรรมไมต กเปน
ทาสของกิเลส การบวชกเ็ พอ่ื เอาชนะกิเลสทมี่ ีอยูในตนใหไดดว ยความเพยี รและปญ ญาเปนการสรางอตั ตัตถ
ประโยชนค ือประโยชนเพ่อื ตนเองใหถ ึงพรอม
2.มหากรุณา(ไตปยุ ) หมายความวา จะตอ งเปน ผูมจี ิตใจกรุณาตอ สรรพสัตวป ราศจากขอบเขต พรอมที่จะสละ
ตนเองเพื่อชว ยเหลอื สัตวใหพนทกุ ข ขอนีถ้ ือวา เปนหนาท่ีของภิกษสุ ามเณร ทจ่ี ะอนุเคราะหผ อู ่ืนมีบิดามารดา
เปน ตน จัดเปน ปรตั ถประโยชน คอื บาํ เพญ็ ประโยชนเพ่อื ผอู ่ืน
3.มหาอปุ าย(ไตฮวงเปย ง) หมายความวา พระโพธิสตั วจ ะตอ งมวี ิธีการชาญฉลาดในการแนะนาํ สง่ั สอนผูอืน่ ให
เขา ถึงสัจธรรม ขอนี้ก็เปน การบาํ เพญ็ ตนเพอ่ื ประโยชนแกผ ูอืน่
มหาปณธิ าน 4
(ขอปฏิบัติของภิกษุ และสามเณร ในนกิ ายมหายาน)
1.สรรพสตั วทงั้ หลายอันประมาณมไิ ด เราจักโปรดใหห มดสิ้น เราจะเผยแผพระธรรมคําสอนเพอ่ื ปลด
เปล้ืองสรรพสัตวใหพน ทกุ ข ขอ นเี้ ทยี บดวยอรยิ สัจ 4 ในขอทกุ ขสจั ซึ่งมีหนา ท่ตี องกาํ หนดรู คอื เมื่อเรารวู า
เราทุกข เราก็ยอ มแจง ใหคนอ่ืน ๆ ทราบวา เขาก็มีทุกขเ ชนเดยี วกัน แตพระโพธิสัตวจ ะตองปรารถนาความ
พนทุกขแหง สรรพสัตวอ กี ดวย
2. กเิ ลสทง้ั หลายที่ไมส งบระงบั เราจะกาํ จัดใหหมดสนิ้ เราจะตอ งละทงิ้ ทาํ ลายใหห มด
และปรารถนาที่จะใหส รรพสตั วท ําลายกิเลสเหลาน้ันดวย ขอนเี้ ทียบดว ยขอสมุทัยคือตัณหาซ่งึ เราจะตอ งละ
จะเจรญิ ไมไ ด ขา งฝายมหายานถอื วา นอกจากตัวเราจะทําลายกเิ ลสของเราเองแลว จงึ ตอ งชวยแนะนาํ ให
สรรพสตั วทําลายกเิ ลสของเขาดว ย
3. ธรรมทัง้ หลายอนั ไมมีประมาณ เราจะตองศกึ ษาใหเจนจบ เราจกั ตอ งเรียนรูแ ละทําความศกึ ษา
ปฏิบตั ิ เทียบดวยมรรคสัจซ่งึ ตองเจริญใหมีขึน้ เราจึงจะกําหนดรทู กุ ขและสมุทัยได และจะตองยงั สรรสตั วให
ศกึ ษาในพระธรรมดว ย
4. พุทธมรรค(นิพพาน)อนั ประเสริฐ เราจะตอ งบรรลุใหจงได เทยี บดว ยทาํ นโิ รธสจั ใหแ จง และ
จะตอ งยังสรรพสตั วใหบรรลุถึงดวย เพราะฉะนั้น ตามปณิธานทั้ง 4 นี้ เมื่อเทยี บกบั หลักอรยิ สัจแลว จะเหน็ วา
ฝา ยมหายานตอ งการจะปลดเปลอ้ื งสรรพสตั วใหพ น ทกุ ข
ปณธิ าน ของภิกษุ สามเณร และอุบาสก-อุบาสิกา ทส่ี มาทานโพธิสัตวศีล
ผสู มาทานโพธิสัตวศ ลี ตอ งเปนผศู รัทธาม่นั คงในองค 4 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ และศลี
จากนั้นตองตงั้ ประณิธาน 10 ประการ พรอ มกบั มหาปณิธาน 4 รวม 14 ขอ คอื
1.ระลกึ ถงึ พทุ ธานสุ ติเสมอและหมน่ั เขาใกลกัลยาณมิตร2.หลกี ไกลจากมติ รช่วั
3.ไมละเมดิ ศีลแมต องสน้ิ ชีวิต
4.ศกึ ษาทอ งบนพระสูตรพระวินยั มหายานเสมอและซักถามขอ สงสยั
5.ศรัทธาในอรหตั ภมู ิ ปจเจกภมู ิ อนุตรสัมมาสมั โพธญิ านเสมอ
6.หากพบเห็นสรรพสัตวร ับทุกขทรมานตองชว ยเหลือเสมอ
7.ถวายบชู าพระรตั นตรัยตามกําลงั สามารถเสมอ
8.กตญั ูกตเวทตี อ บิดามารดาครูอปุ ช ฌายอาจารย
9.ละทงิ้ ความเบ่ือหนา ยและเกยี จคราน ขยนั หมนั่ ศกึ ษาพุทธธรรม
10.เม่ือเกดิ กิเลสจากวสิ ยั 5 หรือท่ีตั้งแหงอารมณทั้ง 5 คือ รปู เ สยี ง กลิน่ รส สัมผสั สามารถขมจิตใจลงได
11.สรรพสัตวทั้งหลายอนั ประมาณมิได เราจักโปรดใหห มดสิ้น
12.กเิ ลสทง้ั หลายท่ีไมสงบระงับ เราจะกาํ จดั ใหห มดสิ้น
13.ธรรมทง้ั หลายอันไมม ีประมาณ เราจะตองศึกษาใหเ จนจบ
14.พุทธมรรค(นิพพาน)อันประเสริฐ เราจะตอ งบรรลุใหจ งได
เน่อื งจากพระพทุ ธศาสนานกิ ายมหายานในประเทศจีนมีมากกวา 200 นิกาย
และแตละนิกายลว นมีธรรมเนียมปฏิบัตทิ แี่ ตกตา งกันในที่นี้จะขอกลา วหลักปฏบิ ัตทิ ส่ี ําคัญโดยยอ ดงั ตอไปนี้
โพธิสัตวศลี คือศลี ที่ปรากฏเฉพาะในพุทธศาสนานิกายมหายาน มีจุดมุงหมายใหผ สู มาทานศีลน้ี มคี วามสาํ รวม
ทัง้ กาย วาจา ใจเพ่ือการกา วสูสถานะความเปน พระโพธิสัตวและพระอรหันตเพื่อกา วสพู ระนพิ พาน โดยปกติ
แลว ฝา ยบรรพชิตฝายเถรวาทจะถือพระปาติโมกขหรือศีล 227 ขอ หรือทฝ่ี า ยมหายานเรยี กในภาษสันสกฤตวา
ปาฏิโมกขโดยบรรพชิตฝายมหายานกถ็ ือศลี ชดุ น้เี ชนกนั (ยกเวน มหายานบางนิกายอาจจะมีแตกตา งกันบา ง
เพราะแตละนิกายลวนมธี รรมเนยี มปฏบิ ตั ทิ ่แี ตกตา งกนั ยกเวนนกิ ายวินัยของจนี จะมีธรรมเนยี มปฏิบตั ิทีค่ ลา ย
กับนิกายเถรวาท) โดยอาศัยพระวนิ ยั ปฎกจากพระไตรปฎ กของนิกายธรรมคุปต ซ่ึงมเี น้ือหาตรงกบั พระวนิ ัย
และ/หรือพระปาตโิ มกขของฝายเถรวาท โดยบรรจุรวมอยูในพระไตรปฎกภาษาจีน อยา งไรก็ตาม นอกจาก
ปาตโิ มกข หรือปราติโมกษ แลว บรรพชิตฝา ยมหายานยงั ถือโพธสิ ัตวศลี อีกดวย เพอื่ ขัดเกลาตนเองและศลี ให
บรสิ ทุ ธิ์ สมกบั หลกั ปฏิบตั สิ ําคัญตามแนวทางของพุทธศาสนานกิ ายมหายาน
โพธิสตั วศีล ของฝายมหายานปรากฏในในพรหมชาลสูตร (มหายาน) ซ่งึ ระบถุ ึงศลี สาํ หรบั พระโพธิสัตว อันเปน
มลู ฐานของการเปน พระพทุ ธเจา พระโพธิสตั ว และพุทธะธาตุ หรอื ความเปน พทุ ธะในตัวของสรรพสัตว แบง
ออกเปน มหาโพธิสตั วศลี 10 (ครกุ าบตั )ิ และจลุ โพธิสัตวศ ลี 48 (ลหุกาบัติ) รวมเปน โพธสิ ตั วศ ีล 58
ทั้งนี้ หากละเมดิ ครุกาบัติถือเปน ปาราชกิ อยางไรกต็ าม อาบตั โิ ทษสถานหนัก 10 ขอ แยกไวเ ปน 3 ประเภท
เจตนา บงั เอญิ หรือ สุดวิสยั คอื
อดุ มอาบตั ิ ตองแสดงอาบัตติ อคณะสงฆ ( 4 รปู ขึน้ ไป)
มธั ยมอาบัติ ตองแสดงอาบตั ิตอ สงฆจ าํ นวน 3 รูป
ปฐมอาบัติ ตองแสดงอาบัตติ อสงฆเพยี ง 1 รปู
ผูตอ งชั้นอุดมอาบตั ิขาดจากการเปน โพธสิ ตั ว ตองในกรณียหลัง ใหอยูก รรมมานตั ตทรมานตนจงึ จะพน อาบตั ิ
เปนผบู รสิ ทุ ธ์ิ
ภิกษุและคฤหัสถผ ปู ฏิบัติพทุ ธธรรมในมหายานนกิ ายน้นั ไมคอยเอ้ือเฟอตอวนิ ัย ไมคอยเครงครดั ในธรรมเนยี ม
พยายามปรับตัวใหเ ขากบั กาลเทศะเพื่อประโยชนในการเผยแพรพระธรรมคาํ สอน ถือเจตนาและประโยชนแหง
ธรรมเปนหลกั แมม หายานจะคอ นขางหละหลวมตอพระวนิ ยั หรอื ศลี ที่เถรวาทยึดถืออยูก็จรงิ แตม หายานให
ความสาํ คัญตอศีลพระโพธสิ ัตวมากกวา ศีลปาตโิ มกดวยเหตุทมี่ หายานมงุ เนนประโยชนส ุขแหงธรรม(ประโยชน
สุขของสรรพสัตว) มากกวาประโยชนของตนเอง
ปาราชิก 8 ขอในนกิ ายมหายาน
ภิกษ(ุ ผปู ฏิบตั ิพุทธธรรมในมหายานนกิ าย)หา มฆาสตั ว ทรมานสตั ว และเบยี ดเบียนสตั ว ใหไ ดรบั ความทุกขกาย
ความทกุ ขใ จดวยประการตางๆ ดวยตนเองหรือชกั ชวนสัง่ สอนชี้แนะผูอ่นื กระทาํ แทนตน
ภิกษ(ุ ผปู ฏบิ ัตพิ ุทธธรรมในมหายานนิกาย) หามลักขโมย ฉอโกง ตระบัด กรรโชก ปลน แยง ชงิ ว่งิ ราว สลบั ของ
ลกั ตอ น ซอนของ ยกั ยอก ลอ ลวงฯลฯ ดวยดวยเลหกลอุบายตา งๆ มีมารยา เวทยมนต เปนตน อนั ทรพั ยสมบัติ
และสง่ิ ของทีเ่ ขาหวงแหน และไมอนุญาต ทงั้ ทีเ่ ปน สังหาริมทรัพย-อสังหาริมทรัพย และสมบตั ิสวนกลางอนั
เปนของสาธารณะท่ัวไป ดว ยตนเองหรือชักชวนสั่งสอนช้ีแนะผูอน่ื กระทําแทนตน
ภกิ ษ(ุ ผปู ฏบิ ตั พิ ุทธธรรมในมหายานนิกาย)หา มประพฤตผิ ดิ ลวงละเมดิ กฎพรหมจรรย
ภกิ ษ(ุ ผูป ฏบิ ตั พิ ุทธธรรมในมหายานนิกาย)ผูอตุ รมิ นสุ ธรรม อวดรฌู านรูม รรคผลท่ีไมมีในตน ตลอดจนพูด
มสุ าวาทท่ีไมใ ชความจริง กระทาํ ดวยตนเองหรือใชผ ูอนื่ กระทํา ตองสถานโทษหนัก
สาํ หรับธรรมในหมวดน้พี ระภิกษมุ หายานบางนิกายไมถือขอที่ 1-4 วาเปนปาราชิกแตจะถอื ขอท่ี 5-8 วาเปน
ปาราชกิ
ภิกษ(ุ ผูปฏบิ ตั ิพุทธธรรมในมหายานนกิ าย)มคี วามโลภในลาภสกั การะ แลว สรรเสริญและพดู ยกยองตนเอง
ตําหนิติเตยี นผูอ่นื เปน ปาราชิก
ภกิ ษุ(ผปู ฏิบตั ิพุทธธรรมในมหายานนกิ าย)มีความตระหน่ีในทรพั ยส มบตั ิของตนเอง เมือ่ มีสตั วผยู ากไรมา
ปรากฏ พอจะบรจิ าคทรพั ยของตนชวยเหลือไดแตไ มบริจาคก็ตาม ตระหน่คี วามรู เมอ่ื มีผูใฝธ รรมตองการฟง
ธรรมตนเปนผูร ธู รรมแตไมย อมแสดงธรรมก็ตาม เปน ปาราชกิ
ภกิ ษุ(ผปู ฏิบัตพิ ุทธธรรมในมหายานนกิ าย)โกรธแลว ปองรา ยสัตวอนื่ ประทษุ รา ยสัตวอ่ืนดว ยวาจา หรือดวย
อาวธุ ทาํ ใหบาดเจบ็ แมมผี ูหา มปรามแลว ก็ไมเชื่อฟง มีจิตพยาบาท ผกู เวรไว เปนปาราชิก
ภกิ ษุ(ผูป ฏบิ ตั พิ ุทธธรรมในมหายานนิกาย)คัดคา นติเตยี นพุทธธรรมปฎกทง้ั ปวง กลับยินดีเชื่อถอื ลัทธิธรรม
ปฏิรปู (ธรรมปลอม ธรรมเทยี ม ไมใ ชธรรมแท)เกดิ ศรทั ธาข้ึนเองกด็ ี ผูอน่ื ใหเกิดก็ดี เปนปาราชิก
จะเหน็ ไดว าปาราชิก 8 สาํ หรบั ภิกษุ(ผูปฏบิ ตั ิพุทธธรรมในมหายานนิกาย) เมื่อเทยี บกนั แลว รุนแรง หนกั กวา
ปาราชกิ 4 ของภิกษฝุ ายเถรวาทมาก รักษาไดยากกวาปาราชิกของภกิ ษฝุ า ยเถรวาท(ไดแกผทู ี่นับถือ
พระพุทธศาสนาในแทบประเทศไทย พมา กมั พูชา ลาว ศรลี ังกา สิบสองปน นาตอนลา งหรือชนเผา ไทล้อื )ดวย
ปาริสทุ ธิศลี มี 4 ขอ ปฏบิ ัติในภิกษุมหายานนิกาย
ปาติโมกขสงั วร พึงสาํ รวมกาย วาจา ใจไมประพฤติปฏบิ ตั ิในอกุศลกรรม ที่พระพทุ ธเจา ทรงหา ม
อนิ ทริยสงั วร พงึ สาํ รวมในทวาร ๖ คือ ตา หู จมกู ล้ิน กาย ใจ (สํารวมความคดิ และอารมณ)
อาชีวปารสิ ทุ ธิ พึงเลย้ี งชวี ิตโดยไมหลอกลวงเขาเลย้ี งชวี ิตมปี ระการตางๆ
ปจจยปจจเวกขณะ พงึ พิจารณาอาหาร เครอื่ งนุงหม ที่อยูอาศยั และยารักษาโรคกอนและหลงั การบริโภค
(ไมบ รโิ ภคดว ยตัณหา)
ศีลพระโพธสิ ัตวของภกิ ษุ สามเณรและคฤหสั ถผ ตู ั้งปณธิ านเปน พทุ ธสาวกในมหายานนกิ ายมี 58 ขอ
ครกุ าบตั ิ 10 ขอ ผูใ ดลว งละเมดิ ถอื วา เปน ปาราชกิ (มหายานบา งนิกายไมถือวาเปน ปาราชกิ )
ผฆู า ชวี ติ มนุษยใ หตายดวยมือตนเอง ใชผ ูอืน่ กระทําหรอื เปนใจสมรู ตลอดจนฆา ชวี ติ สตั วเล็กใหญใ หต าย ตอง
สถานโทษหนกั
ผถู อื เอาของผูอ่นื มรี าคา 5 มาสก ตลอดจนลักเอาของไมมีคาทเ่ี จาของไมอนุญาตดวยตนเองหรอื ใชผูอ่ืนกระทาํ
ตอ งสถานโทษหนัก
ผเู สพเมถนุ นาํ นิมิตลวงเขา ไปในทวารหนัก ทวารเบาหรอื ทางปากของผชู ายหรือผหู ญงิ ตลอดจนสัตวเ ดรัจฉาน
ตัวเมยี ตอ งสถานโทษหนกั
ผูอ ุตริมนสุ ธรรม อวดรูฌานรูมรรคผลทไ่ี มมีในตน ตลอดจนพดู มสุ าวาทที่ไมใชความจรงิ กระทําดว ยตนเองหรือ
ใชผูอ ่นื กระทาํ ตองสถานโทษหนกั
ผูผลติ สุราเมรยั น้ําเมา ตลอดจนยาดองสรุ าที่ไมใชร ักษาโรคโดยตรง กระทาํ หรอื ผลิตเอง หรอื ใชคนอ่นื กระทาํ
หรือผลติ ตอ งโทษสถานหนกั
ผกู ลา วรายบรษิ ทั 4 ใสร ายอาบัตชิ วั่ ภิกษุ ภิกษณุ ี อุบาสก อบุ าสิกา ตลอดจนศึกษามานะ (สกิ ขมานา)
สามเณรและสามเณรี โดยไมมมี ูล ดว ยตนเองหรือใชผูอ่นื กระทํา ตองสถานโทษหนัก
ผยู กตนขมทาน ตเิ ตยี นนินทาภกิ ษอุ น่ื ยกยองตนเองเพื่อลาภดว ยตนเองหรอื ใชผ ูอน่ื กระทํา ตองสถานโทษหนกั
ผตู ระหนี่เหนียวแนน ไมมีมุทิตาจิต ตลอดจนไมเอื้อเฟอตอผูยากจนขอทาน กลับขบั ไลไ สสง กระทําดวยตนเอง
หรอื ใชผอู ่นื กระทํา ตองสถานโทษหนกั
ผูมทุ ะลุฉุนเฉียว ตลอดจนกอการววิ าท ใชมดี ใชไ ม ใชม ือทุบตีภกิ ษอุ ื่น กระทําดว ยตนเองหรือใชผ อู ื่นกระทํา
ตอ งสถานโทษหนกั
ผูประทุษรายตอพระรัตนตรัย กระทาํ ดวยตนเองหรือใชผูอ่ืนกระทาํ ตองสถานโทษหนัก
ในหมวดของลหุกาบัตวิ าดวยปาณาติบาตของโยคโพธสิ ตั วสิกขาบทมขี อความท่ีอนุญาตใหศ าสนกิ ชนทํา
ความผดิ ไดถา เหน็ วา การทําความผดิ นั้นจะชว ยผอู ่ืนใหพน ทุกขเนื่องจากจุดมุง หมายอยทู ่ีการชว ยเหลือสรรพ
สัตวแมว าตนจะตองไดรับโทษแทนกต็ ามยกตัวอยา งเชน “ถาพระโพธสิ ัตวเหน็ โจรรา ยประกอบดวยโลภะจะ
ประหารสตั วเปนอนั มากก็ดี จะประหารพระสาวก พระปจเจกพุทธ พระโพธสิ ัตวก็ดี หรอื จะลงมือสราง
อนนั ตริยกรรม(เชน ทาํ ลายพระพุทธศาสนา)ก็ดเี มื่อพระโพธิสตั วเหน็ เชนน้ี พงึ ตรกึ นกึ วา เราจักยอมสละชวี ิตเพอ่ื
ปกปอ งพระพทุ ธศาสนาถวายเปนพุทธบูชา เราจะประหารชีวติ ของหมูพาลนเ้ี รากจ็ ักตองตกนิรยาบาย คร้นั มิ
ประหารเลา เขากจ็ ักกออนันตริยกรรม ไดเสวยทุกขวิบากอนั ใหญ เราควรประหารเขาเสีย ยอมตกนิรยภมู ิ มิ
ยอมใหเขากออนันตรยิ กรรม ทาํ ลายพระพทุ ธศาสนา พระโพธสิ ตั วพ งึ มนสกิ ารเชน นี้แลว ถึงประกอบดว ยกุศล
จิต หรอื อัพยากตจิต มหี รโิ อตตปั ปะและเมตตาจิต แลวประหารชวี ิตของเขาเสยี ดั้งนี้ ไมชื่อวา ลวงโพธสิ ตั วสกิ
ขาบทเลย จักบังเกดิ กุศลเปนอนั มาก”
(เสถียร โพธินนั ทะ ,ปรัชญามหายาน)
ลหุกาบตั ิ 48 ขอ
ผูไมเคารพผูอาวโุ ส อุปชาอาจารยของตนผูมีพระคุณ(หา มลบหลูอ าทิ นนิ ทา ตําหนิ ติเตียน)
ผดู ื่มสรุ าเมรยั
ผูบรโิ ภคโภชนาหารปลาและเนอ้ื
ผบู ริโภคผักมกี ล่ินฉนุ แรง ใหโ ทษเกดิ ราคะ 5 ชนิด คอื 1.หอม 2.กระเทยี ม 3.กูไ ฉ 4. หลักเกย๋ี 5.เฮงกื๋อ
ผไู มกลาวตกั เตือนผทู ่ีทาํ ผดิ กฎพระธรรมวนิ ยั หรือทศุ ลี เมื่อสามารถกลาวตกั เตือนได
ผไู มบริภาคสังฆทานแกธรรมกถกึ (ผูกลาวธรรม,นักเทศน)
ผไู มไ ปฟง การสอนธรรม
ผูคดั คา นพระพทุ ธศาสนาในมหายานนกิ าย
ผูไมชวยเหลอื คนปวย
ผูเกบ็ อาวธุ สําหรับฆามนุษยหรือสตั วไวในครอบครอง
ผูเปน ทตู ส่ือสารในทางการเมือง
ผูคา มนษุ ยไปเปน ทาส ขายสัตวไ ปใหเขาฆาหรือใชงาน
ผพู ดู นนิ ทาใสร า ยผูอื่น
ผูวางเพลิงเผาปา
ผูพดู บิดเบอื นขอความพระธรรมใหเส่ือมเสีย
ผูพูดอุบายเพ่ือประโยชนต น
ผูประพฤตขิ ม ขีบ่ งั คับเขาใหทานวัตถุ
ผูอวดอา งตนเปน อาจารยเ มอื่ ตนยังเขลาอยู
ผพู ูดกลบั กลอกสองล้นิ
ผไู มช ว ยสตั ว เม่ือเห็นสตั วน น้ั ตกอยใู นภยันตราย
ผผู ูกพยาบาท คาดแคน
ผทู ะนงตน ไมข วนขวายศึกษาธรรม
ผูเยอ หยิ่ง กระดางกาวรา ว
ผูไมศ ึกษาพระธรรม
ผูไมร ะงับการววิ าทเม่ือสามารถสงบได
ผูละโมบเหน็ แกตวั
ผนู อมลาภทเ่ี ขาถวายสงฆอ่นื มาเพ่ือตน
ผนู อมลาภทเ่ี ขาจะถวายสงฆไปตามชอบใจ
ผูทําเสนหย าแฝดฤทธเิ์ วท ใหคนคลั่งไคล
ผูชักส่อื ใหชายหญิงเปน ผัวเมียกัน
ผูไ มช วยเหลอื ไถคาตวั คนใหพนจากเปนทาสเมื่อสามารถ
ผูซ้ือขายอาวุธสาํ หรับฆามนุษยห รือสัตว
ผไู ปดูกระบวนทพั มหรสพและฟง ขับรอง
ผไู มมขี ันติ อดทนสมาทานตอศีล
ผูปราศจากกตัญู ตอบดิ ามารดา อุปชฌายาจารย
ผูปราศจากสัจจตอ คาํ ปฏิญาณ จะตงั้ อยูในพรหมจรรย
ผปู ฏบิ ัติธดุ งควัตรในถิ่นทีม่ ีภยันตราย
ผไู มม คี ารวะ ไมร จู ักสูงตา่ํ
ผูไมม ีกุศลจิต ไมสรา งบุญ สรางกศุ ล ทําทาน
ผูมีฉันทาคติ ลําเอยี งการใหบรรพชาและอุปสมบท
ผเู ปน อาจารยสอนดว ยการเห็นแกล าภ
ผกู ระทาํ สังฆกรรมแกผูม ีมจิ ฉามรรยา
ผูมีเจตนาฝาฝน วินยั
ผไู มเ คารพสมุดพระธรรมคาํ ภรี
ผูไมส งเคราะหโปรดเวไนยสัตว
ผูยนื หรอื นง่ั ทตี่ ํา่ แสดงธรรม
ผยู อมจํานนตออํานาจธรรมโรธี (อํานาจท่ีผดิ ธรรม)
ผลู ว งละเมิดธรรมคําส่งั สอนในพระพุทธศาสนา
สงั ฆาทเิ สส 13
1. ภิกษแุ กลงทําใหน าํ้ อสุจเิ คล่อื นยก เวนนอนหลบั ฝน ไป(การแกลง คือการจงใจทําใหเ คลอื่ น คอื พยายามดวย
วธิ ตี างๆจนนา้ํ อสจุ เิ คล่ือนจากฐานทต่ี งั้ เดมิ ) ตองสังฆาทเิ สส.
2. ภิกษมุ ีความกาํ หนัด จบั ตองกายหรอื เคลา คลึงกายหญงิ (ผหู ญงิ ในสิกขาบทน้ี รวมหมายถึงหญงิ แมจะเกิดใน
วันนน้ั ) ตองสงั ฆาทิเสส.
3. ภกิ ษมุ คี วามกาํ หนดั หา มพูดเกย้ี ว หรพื ดู เคาะหญิงดว ยวาจาชว่ั หยาบ(ผหู ญงิ ในสกิ ขาบทนี้หมายเอาหญงิ ที่รู
เดียงสา วาจาชว่ั หยาบ คอื วาจาท่กี ลา วพาดพงิ ถงึ เมถนุ เชน พูดถงึ อาการเสพเมถนุ หรือพดู เลียบเคียงถามถงึ
วิธเี สพเมถุนกับสามีหรือแนะนําถงึ วธิ เี สพแกผ หู ญิงหรือขอเมถนุ ตรงๆมาเพ่ือตนเปน ตน ) ตองสังฆาทเิ สส.
4. ภิกษมุ คี วามกําหนัดอยู หา มพูดชกั ชวน หลอกลอใหห ญิงบาํ เรอตนดวยกาม ตอ งสังฆาทเิ สส.
5. ภิกษพุ ดู ชักส่ือใหช ายหญงิ เปน ผวั เมียกัน (พดู ชักสื่อ คือพูดโยงขา วของฝา ยชาย และฝา ยหญิงถงึ กันภิกษุนํา
ขา วฝา ยชาย ไปบอกแกฝ ายหญิง แลว นําขา วฝา ยหญงิ ไปบอกฝา ยชาย เพยี งเทานี้กเ็ ปน โทษแลว แมเขาจะได
เปน ผัวเมยี กนั หรอื ไมก ็ตาม) ตองสังฆาทิเสส.
6. ภิกษจุ ะสรา งกุฎเิ พอื่ เปนท่ีอยูของตน ไมม ีใครเปนเจา ศรัทธาหา มทําเกินประมาณ โดยกวางไมเ กนิ 1 เมตร
75 เซนตเิ มตรและยาวไมเกนิ 3 เมตร และเม่ือทําได ประมาณนแี้ ลว จะตอ งใหสงฆแ สดงที่ใหก อน(คือใหห มู
สงฆร บั รแู ละอนญุ าต) ถาไมใหส งฆแ สดงท่ใี ห หรือ สรางเกินขนาดปรมิ าณ ตอ งสงั ฆาทิเสส.
7. ภกิ ษุจะสรา งกฎุ ิเพอื่ เปน ท่ีอยูของตน มีเจา ศรทั ธาเปนผูอุปถมั ถ ทําเกินประมาณนนั้ ได แตต องใหส งฆแสดงที่
ใหก อ นหาก ทําเกนิ ขนาดปริมาณน้ัน ตอ งใหส งฆแสดงท่ีใหก อนวา ไมเ ปนท่กี ดี ขวางอยางหนึง่ อยา งใด. ถาไมให
สงฆแสดงที่ใหกอ น ตองสังฆาทเิ สส.
8. ภิกษโุ จทยภ กิ ษอุ ื่น ดวยอาบตั ิปาราชิก ไมมขี อมลู ดวยความโกรธ(การโจทย คือ ฟองเพ่ือกําจดั ภกิ ษุผูตน
โกรธ คําวาไมมีขอมลู คือไมไ ดเห็นดวยตนเอง ไมไดยนิ คาํ บอกเลาจากผอู ืน่ กิริยาของภิกษุนน้ั ไมมพี ิรุธใหเ กิด
ความรังเกยี จ 3 อยางนี้อยางใดอยางหนงึ่ ช่ือวา ไมมีขอมลู ) ตอ งสงั ฆาทเิ สส.
9. ภกิ ษโุ กรธเคืองแกลงเลศโจทยภ ิกษุอื่นดว ยอาบัติปาราชิก(โกรธเคอื งภกิ ษุอน่ื ใสใ จวา จะหาวิธแี กลงใหภ กิ ษุ
นั้นฉบิ หายจากความเปน ภิกษุ แลว หาทางเลศโจทยด ว ยอาบตั ิปาราชกิ การหาเลศโจทย คอื การพูดเลียบเคยี ง
ไมไ ดโจทยตรงๆกลาวถึงชือ่ รูปพรรณสณั ฐาน เชน พูดวาภิกษชุ อ่ื อยางน้ี หรอื ภิกษุมรี ปู รางหนาตาอยางนี้ เสพ
เมถนุ เรารเู ห็น เราไดยิน เรารงั เกียจ เปนตน ชอื่ วาหาเลศโจทย) อันไมมีมลู ความรถู ึงภิกขผุ ูนัน้ ตอ ง
สังฆาทิเสส.
10. ภิกษพุ ากเพียรพยายามเพ่อื ทาํ ลายสงฆใหแตกกนั ภกิ ษุอื่นหา มไมฟง หมสู งฆห า มเพอ่ื ใหล ะขอทปี่ ระพฤติ
นั้น ถา ไมละตอ งสงั ฆาทิเสส(ภิกษพุ ยายาม ทาํ เร่ืองนอยใหเปน เร่อื งใหญ เปน การชักจงู ใหภกิ ษุเกิดความ
แตกแยกทางความคิด ในอธิกรณตา งๆ แทนทจ่ี ะรีบระงับใหอ ธกิ รณเ หลา นัน้ ยตุ ลิ งโดยเร็ว เชนนี้ชือ่ วา พยายาม
ทาํ ใหสงฆแ ตกแยกกัน)
11. ภิกขปุ ระพฤตติ ามภกิ ษุผูทาํ ลายสงฆน น้ั ภกิ ษุอืน่ หามไมฟ ง หมูสงฆห ามเพอ่ื จะใหล ะขอ ท่ปี ระพฤตนิ ้นั ถา
ไมล ะตองสงั ฆาทิเสส
12. ภิกษุทําตนเปน คนหัวดอื้ วายากสอนยาก ภิกษุอ่ืนหามไมฟ ง หมูส งฆห า มเพอื่ จะใหละประพฤตนิ ัน้ ถาไมละ
ตอ งสังฆาทิเสส(ภิกษุท้งั หลาย วา กลา วตกั เตือนดว ยวนิ ัย แตทาํ ตนไมใ หผ อู ื่นวากลา วตกั เตอื นได เชน น้ีชือ่ วา วา
ยากสอนยาก)
13. หามภิกษุประพฤติตวั เลวทราม และประจบคฤหัสถ(ภกิ ษุ ประพฤติตนไมส มควรกับสมณะ(พระ)ไปสุงสงิ
กับมาตุคาม เลนการพนนั รองรํา ทาํ เพลง ช่ือวาประพฤตติ นเลวทรามยอมตนใหช าวบานใชสอยวางตัวเสมอ
กบั คฤหสั ถ ช่ือวา ประจบ เอาเปรยี บเขาดว ยเลหเหลี่ยมตา งๆ จึงทาํ ใหเขาคลายศรัทรา ชื่อวา ประทุษรายสกุล)
ภิกษุ เชนนี้ทรงอนุญาตใหสงฆล งโทษ คือขับใหออกจากวัดเรียกวา ปพ พาชนยี กรรม
สงั ฆาทเิ สสเปน อาบตั ิหนัก เรียกวาครกุ าบตั ิ รองลงมาจากปาราชิกอาบตั ิสังฆาทิเสส 13 ขอ น้ี สาํ หรับ 9
ขอแรก ตองสงั ฆาทิเสสเม่ือแรกเขา แตส ว น 4 ขอ หลังนนั้ จะตอ งสังฆาทิเสสตอเมื่อหลังจากสงฆไดตักเตือน 3
ครัง้ แลว .
ภิกขุใดตองสังฆาทเิ สสขอหนง่ึ ขอใด ปด บังไมแ สดงในขณะสงฆส วดพระปาฏิโมกขธรรม ประสงคจะให
เปน คนบรสิ ุทธิ์ดังเดิม จะตอ งทนตอการลงโทษตนเอง อยูคนเดียวในทีส่ งดั สวดมานัตตเปนเวลา 6 คืน หรอื
แสดงอาบัตินนั้ ๆ ตอ คณะสงฆมีจาํ นวน 20 รูป ถาขาดจํานวนแมแตหนงึ่ รปู ภิกขุน้นั ก็ไมพ นอาบัตใิ หเ ปนผู
บริสทุ ธ์ิทน่ี ับเขาในหมูส งฆได.
อนิยต 2
1. ภกิ ขนุ ัง่ ในท่ีมีกําบงั กบั หญิงสองตอสอง ลับตาคนถามผี คู วรเช่อื วา ไดป ระกอบกามธรรม คือ ปาราชกิ หรือ
สังฆาทิเสส หรอื นิสสัคคยี ปาจติ ตยี . ภิกขรุ บั สถานใดสถานหน่ึง ใหปรับแตเพยี งอยางนนั้ .
2. ภิกขนุ ง่ั ในท่ีแจงกับหญิงสองตอสอง ลบั ตาคน ถามีผูค วรเช่ือวาไดป ระกอบกามธรรม คือ สงั ฆาทิเสส หรอื
นิสสคั คยี ปาจิตตยี ภิกขุรับสถานใดสถานหนึง่ ใหปรบั แตเ พียงอยา งนั้น
อนิยต เปน อาบัติท่ไี มแ นนอน ระหวางสงั ฆาทเิ สส กับนิสสคั คยี ปาจติ ตยี ซ่งึ คณะสงฆจ ะตองวินจิ ฉัย.
นิสสัคคยี ปาจิตตีย 30
1. ภกิ ขทุ รงอตเิ รกจวี ร ไดเ พียง 10 วันเปน อยา งมาก เกนิ กวา 10 วัน ตอ งนสิ สัคคยี ปาจิตตีย.
2. ภกิ ขุปราศจากไตรจวี ร แมหนงึ่ คนื เวนไวแตไดสมมุติ ตองนิสสคั คยี ปาจิตตยี .
3. ภิกขุไดผ า มา จะทําจีวรแตไมพอ หวงั จะไดมาอีกเพื่อครบทําจีวร พึงเก็บผา นัน้ ไวไดเพียงหนงึ่ เดือนเปนอยาง
มาก ถา เก็บไวเกนิ กวา หน่งึ เดือนไป ตองนิสสัคคียปาจิตตยี .
4. ภิกขุรบั จวี รจากนางภิกขุณีทไ่ี มใ ชญาติ เวน ไวแ ตม ีการแลกเปลย่ี น ตอ งนิสคั คีย.ปาจิตตีย.
5. ภิกขุใชนางภิกขุณีทีไ่ มใ ชญาติ ใหซกั หรอื ยอมหรือทุบซึ่งจีวรเกาตอ งนสิ สัคคียปาจิตตยี .
6. ภิกขุขอจีวรตอคฤหัสถช ายหรือหญิงที่ไมใ ชญ าติ ไดมาตอ งนสิ สัคคยี ปาจิตตยี . เวน ไวแตมีสมยั ท่จี ะขอจีวรได
คือ จีวรเกา ถูกลักเอาไปหรอื สูญหายไป หรือ ถูกไฟไหมไ ป หรอื จมนา้ํ หายไป.
7. ภกิ ขุท่มี จี ีวรอันฉบิ หายไป จะขอเขาไดเ พียงพอนงุ หมเทา นน้ั ถาขอเกินกวานัน้ ไดจีวรมา ตอ งนิสสคั คีย
ปาจิตตีย.
8. ภิกขุทราบความวาเขาจะถวายจวี ร อยากไดอยา งแพงกวาทเี่ ขากาํ หนดไวไปพูดใหซอ้ื อยางตนประสงค ได
จวี รมา ตองนิสสคั คียปาจติ ตีย.
9. ภกิ ขทุ ราบความวามีคฤหัสถหลายคนรว มกันจะถวายจวี ร อยากไดอยา งแพงกวา ที่เขากาํ หนดไว ไปพดู กับ
เขาเหลานน้ั ใหซ ื้ออยางตนประสงคไดจีวรมา ตองนสิ สคั คยี ปาจิตตีย.
10. ภกิ ขุในเม่ือมีพระราชา หรือมหาอาํ มาตยหรือพรมหมณห รือคฤหบดี ใหผรู บั ใชนาํ ราคาคา จีวรมาถวายแด
ภกิ ขุ, ภกิ ขคุ วรบอกใหมอบแกผูเปน ไวยาวัจจกร. ผรู ับใชไ ดม อบหมายราคาคา จวี รแกไวยาวจั จกรแลว ส่งั แก
ภิกขวุ า ถาทา นตองการจวี รใหเรยี กเอาจากไวยาวจั จกรผนู ้ัน. ภกิ ขตุ อ งการจีวรไปบอกกับไวยาวจั จกรวา
ตองการจวี รดงั นี้ 3 ครงั้ ถาไมไดจ วี รใหไ ปยนื แตพอใหเ ขาเหน็ 6 ครั้ง . ถา ภกิ ขไุ ปทวงจวี รเกินกวา 3 ครง้ั และ
ไปยนื ใหเ ขาเห็นเกินกวา6 ครงั้ ไดจวี รมา ตองนสิ สคั คยี ปาจิตตยี . ถาภิกขไุ มไ ดจ ีวรจากไวยาวัจจกรใหไ ปบอก
กับผรู ับใชท ่รี บั มอบหมายจากนายมานั้นวา ไมส าํ เรจ็ ประโยชนแ กตน ใหเขาเรยี กของเขาเอาคนื มาเสีย.
11. ภกิ ขหุ ลอสนั ถัต ( สันสกฤตเรยี ก นสิ ที ะนะ คือผารองนงั่ ของภกิ ขุ ) ดวยขนเจียมเจือปนดวยไหม ตอ งนสิ
สัคคยี ปจิตตีย.
12. ภิกขุหลอ สนั ถัด ดวยขนเจียมดาํ ลวน ตอ งนสิ สคั คียปาจติ ตีย.
13. ภกิ ขุจะหลอ สนั ถตั ใหม ใหใชขนเจยี มดํา 2 สว น, ขาว 3 สวน, แดง 4 สวน. ถา ทําข้ึนผิดสวน ตอ งนิสสคั คยี
ปาจติ ตีย. ( ฝายบาลวี า ดาํ 2 สวน, ขาว 1 สวน และแดง 1 สว น )
14. ภิกขุหลอ สนั ถตั ใหมแ ลว ใหใ ชไ ด 6 ป ถา ยงั ไมถึง 6 ป โดยไมม ีเหตผุ ลหลอ ใหมต องแสดงอาบตั ติ อหนา
พระปฎมิ า มิฉะนน้ั ตองนสิ สัคคยี ปาจิตตีย.
15. ภกิ ขุจะหลอ สนั ถัดใหม พึงตัดเอาสนั ถัดเกา หน่งึ คืนโดยรอบมาปนลงในสันถดั ท่หี ลอ ใหม เพอื่ ทาํ ลายส.ี ถา
ไมทาํ ดังน้ี ตอ งนสิ สคั คียปาจติ ตีย.
16. ภิกขุเม่อื เดนิ ทางไกล ถามีใครถวายขนเจยี มกร็ บั ได แตถา ไมมีใครถอื นํามา นาํ มาเองไดเพยี งระยะทาง 3
โยชน ถาเกิน 3 โยชน ไมม ใี ครถอื นาํ มา หรือ ถือนาํ มาเอง ตอ งนสิ สัคคียปาจติ ตยี .
17. ภิกขุใชภกิ ขุณีท่ีไมใ ชญ าติ ใหซัก หรอื ยอม หรือ สาง ซ่ึงขนเจียมตองนสิ สคั คียปาจิตตีย.
18. ภกิ ขุรบั เอง ซ่ึงทอง และเงนิ หรือ ใหผ อู นื่ รับ หรอื ยินดีท่เี ขาเก็บไวเ พ่ือตน ตองนสิ สัคคยี ปาจติ ตยี .
19. ภกิ ขุทําการซอื้ ขาย ของมีคา ตา งๆ คือ ทอง, เงิน, หยกฯ ตองนิสสคั คียปาจิตตีย.
20. ภิกขุแลกเปลยี่ นส่งิ ของกับคฤหัสถ ดวยการซ้ือถูกขายแพง ตองนิสสคั คียปาจิตตีย.
21. ภิกขุเก็บบาตร.ท่ีไมไดอธิฐาน ( บาตร.ทเี่ ขาไมไดจงใจให ) ไวไดเพยี ง 10 วนั ถาเก็บไวเ กนิ กวา 10 วนั ตอ ง
นิสสคั คยี ปาจติ ตยี .
22. ภกิ ขุมบี าตร.ชํารุดปะไวไมครบ 5 แหง ขอบาตร.ใหม ตอ งนิสสัคคยี ปาจิตตยี . ภิกขุควรขอบาตร.จากภิกขุ
อ่นื และเลือกบาตร.อยา งเลวทีส่ ดุ มาใช.
23. ภิกขขุ อดา ยที่ยังไมไดปนมา ใชใ หช า งหกู ที่ไมใชญาติทอเปน ผาจีวรตอ งนสิ สคั คียปาจิตตีย.
24. ภิกขุทราบความวา มคี ฤหัสถ สั่งใหช างหกู ทอจีวรเพอ่ื ถวายแกต นถาภกิ ขไุ ปหาชา งหูกกาํ หนดใหเ ขาทาํ ใหด ี
ข้ึนดว ยการใหร างวัลแกช า งไดผามา ตองนสิ สคั คยี ปาจติ ตีย.
25. ภิกขใุ หจีวรแกภกิ ขุอื่น ภายหลงั โกรธเคอื งภกิ ขนุ ั้น ชิงเอาคืนมาเอง หรือ ใชผูอ่นื ชิงคืนมา ไดคนื มา ตอ งนสิ
สัคคียปาจติ ตยี .
26. ภกิ ขอุ าพาธรบั ประเคนเภสัช อันมี เนยขน, นา้ํ มัน, เนยใส, น้าํ ผึ้ง, นาํ้ ออย, ไวฉนั ไดเ พยี ง 7 วนั ถา ลวง 7
วัน ตองนสิ สคั คยี ปาจิตตยี .
27. ภกิ ขุในเมื่อฤดรู อนยงั เหลืออยู 1 เดือน พึงแสวงหา ผา อาบนาํ้ ฝนไดเ มือ่ ฤดใู บไมผ ลิ ( ฤดชู นุ ) ยังเหลอื อยู
15 วนั จึงทาํ นงุ ได. ถาแสวงหา และทํานุงกอ นกาํ หนดนี้ ตองนิสสัคคียปาจติ ตีย.
28. ภกิ ขุในเม่ืออีก 10 วนั จะถึงวนั ปวารณา ( วนั กาํ หนดลาพรรษา ) มีทายกรบี ถวายผา จาํ นาํ พรรษา ก็เกบ็ ไว
ได. ถาเก็บผา น้ันไวเกินกาลจวี รไป ( กาลจีวร นัน้ นบั หนึง่ เดือนจากวนั ลาพรรษา ) ตอ งนิสสคั คียปาจติ ตยี .
29. ภิกขจุ ําพรรษาในเสนาสนะปา ออกพรรษาแลวหนง่ึ เดือน อยากจะเก็บไตรจีวร ผนื หนง่ึ ผนื ใดไวในบานเม่ือ
มีเหตถุ งึ ตองละจวี ร พึงละจีวรไดเ พียง 6 คนื ถาเกิน 6 คืนไป ตองนสิ สคั คียปาจิตตยี .
30. ภกิ ขุรูอยูของถวายภกิ ขุอื่น นอ มลาภทเี่ ขาจะถวายสงฆอื่นมาเพื่อตนตองนิสสัคคยี ปาจิตตยี .
นิสสคั คยี ปาจติ ตยี เปน อาบตั ิ เรียกวา ลหกุ าบัติ ผูตองจะตองขอกษมากรรม ( กลาวคําขอโทษ ) ในสํานกั แหง
สงฆ คือ ตองแสดงอาบตั จิ ึงจะพน อาบตั นิ น้ั ๆ
ปาจิตตีย 90
1. ภกิ ขพุ ดู ปด ตองปาจิตตยี .
2. ภกิ ขุพูดคําดา คําเสียดสี ตองปาจิตตีย.
3. ภกิ ขพุ ูดสอ เสยี ด ตองปาจิตตยี .
4. ภิกขอุ ยูร วมบานกับผูหญิงคา งคนื ตองปาจิตตยี . ( ฝา ยบาลเี ปนขอท่ี 6 )
5. ภกิ ขนุ อนรวมกับสามเณร หรือ คฤหสั ถ เกนิ กวา 3 คนื ตองปาจติ ตยี .
6. ภิกขใุ ดสอนธรรมแกอนุปสัมบันใหวา พรอมกนั ตองปาจิตตีย.
7. ภิกขบุ อกอาบตั ชิ ัว่ ของภกิ ขุอน่ื แกส ามเณร หรอื คฤหสั ถ ตอ งปาจิตตีย. (ฝา ยบาลีเปน ขอท่ี 9
8. ภิกขบุ อกวาตนเขา ถึงมรรคผลท่มี ีจริง แกสามเณร หรือ คฤหสั ถตองปาจติ ตยี .
9. ภกิ ขุเสดงธรรมแกผ ูหญงิ เกินกวา6 คํา, นอกจากจะมผี ชู ายอยดู วย, ตอ งปาจิตตยี .
10. ภกิ ขุขุดเอง หรือใชใ หผ ูอื่นขุดซง่ึ แผนดิน ตองปาจิตตีย.
11. ภกิ ขพุ รากของเขียวซงึ่ เกิดอยูก ับที่ ( พฤกษาชาติ เชน ตนไม, หญา ถอื วา มนี างไมอาศัยประจาํ อยู ) ใหหลดุ
จากท่ี ตอ งปาจิตตีย.
12. ภกิ ขแุ กลงพดู กลบเกลื่อน, บิดเบอื น, เปรียบเปรย ตอ งปาจติ ตีย.
13. ภกิ ขเุ กลยี ดชงั ตําหนิติเตียนภกิ ขุอน่ื ตองปาจิตตยี .
14. ภกิ ขเุ อาเตียง, ตั่ง, มานอน, เกาอี้นงั่ ของสงฆไปต้งั ณ ทแี่ จง แลวไมเกบ็ เอง หรือ ไมใ ชผ อู นื่ เกบ็ ตอ ง
ปาจิตตีย.
15. ภิกขุเอาทีน่ อนของสงฆปูนอนในกฎุ ิสงฆแลว ไมเ ก็บเอง หรอื ไมใชผ อู ื่นเกบ็ ตองปาจิตตยี .
16. ภิกขรุ อู ยูวากุฎินม้ี ีผูอยกู อน แกลงไปนอนเบยี ด หวังใหเขาระอาหลกี ไปเสียเพ่ือนตนอยู ตอ งปาจิตตีย.
17. ภิกขโุ กรธเคอื งภิกขุอน่ื ฉุดครา , ขบั ไลเอง หรอื ใชผ อู ่ืนฉุดครา , ขบั ไลภ กิ ขนุ ้ันออกจากกุฎสิ งฆ ตอง
ปาจติ ตีย.
18. ภิกขนุ ่ังทับหรือ นอนทับ บนเตียงหรอื บนต่งั อนั มีเทา ไมไ ดตรึงใหแ นนกับท่ี ซ่งึ เขาวางไวเ ก็บของในกุฎิ
ตอ งปาจิตตยี .
19. ภกิ ขรุ อู ยูวา น้ํามีตวั สตั ว เอารดดินหรอื หญาดวยตนเอง หรือ ใชค นอนื่ รดตองปาจิตตีย. ( ฝา ยบาลีเปน ขอ ท่ี
20 )
20. ภิกขเุ อาดินหรือ ปนู โบก หลงั คากฎุ ิ, ประตู, หนาตาง พึงโบกไดเพยี ง 3 ชั้น ถา โบกเกินกวานัน้ ตอง
ปาจิตตยี . (ฝายบาลีเปนขอ ที่ 19 )
21. ภกิ ขทุ ่ีสงฆไมไดสมมตุ ิ ไปสง่ั สอนนางภกิ ขุณี ตอ งปาจิตตีย.
22. ภกิ ขุที่สงฆสมมุติแลว ตงั้ แตพ ระอาทติ ยต กแลว สอนนางภิกขุณี ตองปาจิตตีย.
23. ภกิ ขตุ เิ ตียนภกิ ขุอื่นวา สอนนางภิกขุณีเพราะเหน็ แกลาภ ตอ งปาจิตตยี . ( ฝายบาลีเปน ขอ ที่ 24 )
24. ภกิ ขุใหจีวร แกนางภิกขุณที ี่ไมใชญาติ ตองปาจติ ตยี . เวนไวแตแ ลกเปลี่ยนกนั . ( ฝา ยบาลีเปนขอที่ 25 )
25. ภกิ ขเุ ย็บจีวร ของนางภกิ ขณุ ีที่ไมใ ชญ าติ ตองปาจติ ตยี . (ฝายบาลีเปน ขอ ที่ 26 )
26. ภกิ ขุน่งั ในท่ีมกี ําบัง กบั นางภิกขุณี ตองปาจติ ตยี .
27. ภิกขุชวนนางภกิ ขุณี เดนิ ทางดวยกัน แมส ิน้ ระยะบานหนึ่ง ตอ งปาจติ ตยี . เวนไวแ ตเปนทางเปลีย่ ว.
28. ภกิ ขชุ วนนางภกิ ขณุ ี ลงเรือลาํ เดียวกันขน้ึ นาํ้ กด็ ี ลอ งน้ํากด็ ี ตอ งปาจติ ตยี . เวน ไวแตข ามฟาก
29. ภิกขุรูวานางภิกขุณี บงั คับใหคฤหสั ถถวายของเคีย้ วของฉนั ถา ฉันตองปาจิตตีย. เวน ไวแตคฤหสั ถเ ขามี
ความมุงหมายไวก อนแลว.
30. ภิกขุชวนผูห ญิง เดนิ ทางดว ยกัน พอสน้ิ ระยะบานหน่ึง ตอ งปาจิตตีย.
31. ภกิ ขุไมอาพาธ ฉนั ของในโรงทานไดเ พียงม้ือเดียว. ถา ฉันเกนิ กวานนั้ ตองปาจติ ตยี .
32. ภกิ ขุถาทายกเขามานมิ นต ออกชอื่ โภชนยี ะท้ัง 5 อยา ง คือ ขาว, ขนมแหง , ปลา, เน้อื , อยา งใดอยา งหน่งึ
ไปรบั ของนัน้ มา หรือ ฉนั ของนนั้ พรอมกนั ตงั้ แต 4 รูปขนึ้ ไป ตองปาจติ ตยี . เวน ไวแ ตส มยั คอื เปน ไขอ ยางหนง่ึ ,
หนา จีวรกาลอยางหนึ่ง,คราวทาํ จวี รอยางหนึ่ง, เดนิ ทางไกลอยา งหนง่ึ , โดยสารในเรอื อยางหนึ่ง, อยูม ากดวยกัน
บิณฑบาตไมพอฉนั อยา งหนงึ่ , โภชนะนนั้ เปนของสมณะอยางหน่ึง.
33. ภิกขุรับนมิ นตไวในทแ่ี หงหนึง่ ดว ยโภชนยี ะไมไ ปฉนั ณ ท่ีท่เี ขานมิ นตไวไ ปฉันเสยี ณ ทอ่ี ืน่ ตอ งปาจิตตยี .
เวน ไวแตส มยั คอื เปน ไข,เวลาทาํ จีวร, หนาจวี รกาล, เดนิ ทางไกล, รวมประชมุ สงฆ. ( ฝา ยบาลีไมม ี เดิน
ทางไกล และรวมประชุมสงฆ )
34. ภิกขุเขา ไปบณิ ฑบาตในหมูบา น ทายกเขาถวายขนมเปนอนั มาก จะรบั ไดอ ยางมากเพียง 3 บาตร.เทา นั้น.
ถา รบั เกินกวา3 บาตร. ตอ งปาจิตตยี . ของท่รี ับมามากเชน นนั้ ตองแบง ใหภ ิกขุอน่ื .
35. ภิกขุฉนั เสร็จหามเสยี ของเคีย้ วของฉนั แลว ฉนั ของเค้ียวก็ดี ของฉันกด็ ี อันมิใชเ ดนภกิ ขุไข หรือ มไิ ดทําวินยั
กรรมไว ตอ งปาจิตตีย.
36. ภิกขรุ อู ยวู าภกิ ขุอืน่ ฉันแลว หามอาหารเสียแลว พงึ จะหาโทษใหน ําของเค้ียวกด็ ี ของฉันกด็ ี อนั มิใชเดน
ชกั ชวนใหฉ ัน พอเธอฉนั แลว ตองปาจิตตยี .
37. ภกิ ขฉุ นั ของเค้ยี วของฉนั ในเวลาวิกาล คอื ตงั้ แตเท่ยี งวันแลวไปจนถึงวันใหม ตองปาจิตตยี .
38. ภกิ ขฉุ ันของเคีย้ วของฉัน ท่เี ปน โภชนียะ ซึ่งรบั ประเคนไวคา งคนื ตองปาจติ ตยี .
39. ภิกขุกลนื กินอาหารที่ไมมีผใู ห คอื ยังไมไดร ับประเคนใหล วงทวารปากเขา ไป ตอ งปาจติ ตยี . เวนไวแ ตน าํ้
และไมส ีฟน . ( ฝา ยบาลีเปนขอท่ี 40 )
40 ภิกขุไมเ ปนไขขอโภชนียะอนั ประณีต คือ ขา วสกุ ระคนดวยเนยใส,เนยขน , นํา้ มัน, นา้ํ ผึ้ง, นาํ้ ออย, ปลา,
เนื้อ, นมสด, นาํ้ สม ตอคฤหสั ถทไ่ี มใชญาตเิ อามาฉนั ตองปาจิตตีย. ( ฝายบาลีเปนขอ ท่ี 39 )
41. ภิกขุใหข องเค้ียวของฉัน แกน ักบวชชาย หรือ หญิง นอกศาสนา ดวยมือตนเอง ตอ งปาจิตตีย.
42. ภิกขรุ บั นิมนตด ว ยโภชนยี ะทัง้ 5 แลว จะไปในที่อื่นจากท่นี มิ นตน ้นั ในเวลากอนฉันก็ดี ฉันกลบั มาแลว ก็ดี
ตองลาภิกขุที่มีอยใู นวดั กอนจึงจะไปได ถาไมล ากอนเทย่ี วไป ตอ งปาจติ ตีย. เวนไวแตสมัย คอื เวลาทําจวี ร
และจีวรกาล. ( ฝา ยบาลีเปนขอท่ี 46 )
43. ภกิ ขสุ าํ เรจ็ การนัง่ แทรกแซงในสกลุ ท่ีกําลังบริโภคอาหาร ตองปาจติ ตีย.
44. ภกิ ขุผูเดยี วนั่งในทลี่ ับ กับผหู ญิงผเู ดยี ว ตองปาจิตตีย.
45. ภิกขุน่งั อยูในทีแ่ จง กบั ผูห ญงิ สองตอสอง ตองปาจิตตีย.
46. ภิกขุชวนภิกขอุ ่นื ไปเท่ยี วบณิ ฑบาตดว ย หวังประพฤติอนาจาร ไลเ ธอกลับมาเสีย ตองปาจิตตยี . ( ฝา ยบาลี
เปนขอที่ 42 )
47. ภกิ ขพุ งึ รบั ปจ จัยทั้งสี่ ทเี่ ขาปวารณาไวเ พยี ง 4 เดือน ถาขอเขาใหเกนิ กําหนดน้ันไป ตองปาจิตตีย. เวนไว
แตเขาปวารณาอีกหรือปวารณาเปนนติ ย.
48. ภกิ ขุไปดูกระบวนทัพ ท่เี ขายกไปเพื่อจะรบกัน ตอ งปาจิตตีย. เวน ไวแตม ีเหตุผล.
49. ภกิ ขมุ เี หตทุ จ่ี ะตองไปในกองทัพ พงึ อยใู นกองทัพเพยี ง 3 วนั ถาอยูเกินกวา กําหนดนั้น ตองปาจติ ตยี .
50. ภิกขุระหวางเวลาอยูในกองทัพ 3 วนั นน้ั ไปสูสนามรบกด็ ี, ไปสทู ่พี ักพลก็ดี, ไปสทู ่ีจะกระบวนทัพก็ดี, ไปดู
หมูอนกึ คอื ชา ง มา รถ พลเดนิ จัดเปนกระบวนเปน กองๆ แลว กด็ ี ตอ งปาจติ ตยี .
51. ภิกขดุ ่ืมสรุ าเมรัยนาํ้ เมา คือ นาํ้ ที่ยงั ใหผ ดู ่ืมแลวมีสตมิ ึนเมา ตอ งปาจติ ตีย.
52. ภิกขุวา ยนาํ้ เลน ตองปาจิตตยี . (ฝา ยบาลีเปน ขอ ที่ 53 )
53. ภิกขจุ ี้ภิกขุดว ยกัน ตองปาจิตตยี . (ฝา ยบาลีเปนขอท่ี 52 )
54. ภกิ ขุเสดงความไมเอ้อื เฟอในวนิ ยั ดื้อไมฟง ภิกขอุ ่นื ตักเตือนหา มปราม ตองปาจิตตีย.
55. ภิกขุหลอนภกิ ขุอ่ืนใหกลวั ผี ตองปาจติ ตีย.
56. ภิกขอุ ยใู นมชั ฌมิ ภาคของประเทศ คือภาคกลางแหง ประเทศอนิ เดยี 15 วนั พงึ อาบน้ําไดห นหนึ่ง ถา ยังไม
ถึง 15 วัน อาบนํ้า ตอ งปาจติ ตยี . เวนไวแตส มยั จาํ เปน คือ เวลารอน เวลากระวนกระวาย เวลาอาพาธ เวลา
ทํางานการ เวลาฝนตก เวลาเดินทาง ไมเปนอาบัต.ิ (ฝา ยบาลีเปน ขอท่ี 57 )
57. ภิกขุไมเ ปนไข ติดไฟใหเปนเปลวงเองกด็ ี ใชใหผ ูอ่ืนตดิ ก็ดี เพือ่ จะผงิ ตอ งปาจิตตีย. เวนไวแตตดิ เพือ่ เหตุอื่น
ไมเปน อาบัต.ิ ( ฝายบาลีเปน ขอที่ 56 )
58. ภกิ ขุซอ นเองหรือ ใชผ ูอื่นซอ น ซึง่ บรขิ าร คือ บาตร. จีวร ผาปูน่งั กลอ งเข็ม ประคตเอว สิ่งใดสง่ิ หน่ึงของ
ภกิ ขอุ ืน่ ดว ยคิดวา ลอเลน ตองปาจติ ตีย. ( ฝา ยบาลเี ปน ขอที่ 60 )
59. ภิกขุวิกัปจวี รเอง แกภิกขุกด็ ี แกภิกขุณีกด็ ี แกนางสกิ ขมานากด็ ี แกส ามเณรกด็ ี แกสามเณรีกด็ ี ไมใหผ รู ับ
ถอนกอน แลวใชส อยจวี รนั้น ตองปาจิตตยี .
60. ภกิ ขไุ ดจ วี รใหมมา ตองพินทดุ ว ยสี 3 อยาง คือ เขียวคราม โคลน ดาํ คล้าํ อยางใดอยางหนึ่งจงึ จะนงุ ได ถา
ไมทาํ พนิ ทุกอ นแลวนงุ หมตอ งปาจิตตีย. ( ฝา ยบาลีเปน ขอที่ 58 )
61. ภกิ ขุแกลงฆา สัตวเดยี รัจฉาน ตองปาจิตตยี .
62. ภิกขุรูอยูว านาํ้ มตี ัวสัตว บริโภคนํ้าน้นั ตองปาจติ ตยี .
63. ภิกขรุ ูอยวู า อธิกรณน้ี สงฆทาํ แลว โดยชอบ ไมพอใจพ้นื ขน้ึ ทาํ ใหม ตองปาจิตตยี .
64. ภกิ ขุรอู ยูว าภิกขุอื่นตองอาบตั ิชั่วหยาบแกลง ปกปดเสีย ตองปาจิตตยี .
65. ภกิ ขุรอู ยู เปน อปุ ชฌายะอุปสมบท กุลบุตร ผมู อี ายุหยอนกวา20 ป ตองปาจิตตยี .
66. ภกิ ขุไดทําสังฆกรรม ตามธรรมวนิ ัยแลว ภายหลงั กลับติเตยี นสงฆ ผูทาํ สงั ฆกรรมให ตอ งปาจิตตยี .
67. ภิกขรุ ูอ ยวู า เขาเปนผูราย ชวนเดนิ ทางไปดว ยกนั ส้นิ ระยะบา นหน่ึง ตองปาจิตตีย.
68. ภิกขุกลาวคัดคานธรรมเทศนาของพระพุทธเจา ภกิ ขุอ่ืนหา มถึง 3 คร้ังไมเ ชื่อฟง สงฆส วดประกาศขอความ
น้นั จบ ตอ งปาจติ ตีย.
69. ภิกขคุ บภิกขผุ ูกลา วคดั คานธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจา ไปรว มกนิ รว มอุโบสถสังฆกรรม รวมนอนดวย
ตองปาจิตตีย.
70. ภกิ ขุเกลีย้ กลอมสามเณรท่ีภิกขุอื่นใหฉบิ หายแลว เพราะ โทษที่กลา วคัดคา นธรรมเทศนาของพระพุทธเจา
ใหเ ปน ผอู ุปฎฐากกด็ ี รวมกินก็ดี รว มนอนกด็ ี ตองปาจิตตยี .
71. ภกิ ขปุ ระพฤติอนาจาร ภิกขุอ่ืนตกั เตือน พดู ผดั เพีย้ นวา ยงั ไมไดศึกษาในสิกขาบทน้ี ตองปาจติ ตยี . คือ
ธรรมดาภกิ ขผุ ูศึกษา ยังไมรูสิ่งใดก็ควรจะรสู งิ่ นน้ั ควรไตถามไลเลยี งทา นผูร ู
72. ภิกขอุ น่ื ทองปาฎโิ มกขอยู แกลงพดู ใหเ ธอคลายอุตสาหะ ตอ งปาจิตตยี .
73. ภกิ ขุตองอาบตั ิแลว เมือ่ สงฆส วดปาฎิโมกขอยู แกลง พดู วา ตนเพ่ิงรูเดี๋ยวนี้วา ขอ น้ีมาในปาฎโิ มกข ถาภิกขุ
อื่นรูอยวู า เธอเคยรูมากอนแลวแตแกลง พูดกนั เขาวา พงึ สวดประกาศความขอนัน้ เม่ือสงฆสวดประกาศแลว
แกลง ทําไมรูอีก ตองปาจติ ตีย.
74. ภกิ ขใุ หฉนั ทะ คือ ยอมใหทาํ สงั ฆกรรม ท่เี ปน ธรรมแลว ภายหลงั กลับติเตียนสงฆผ ูทําสงั ฆกรรมใหน ั้น ตอง
ปาจิตตยี .
75. ภิกขใุ นเม่ือสงฆกําลงั ประชมุ กนั ตดั สนิ ขอความอยู ลกุ หลกี ไปในขณะที่ตดั สินความขอนนั้ ยังไมเสร็จ ไมให
ฉันทะกอ นลุกไปเสีย ตองปาจิตตีย. ( ฝา ยบาลเี ปนขอที่ 80 )
76. ภกิ ขแุ กลงกอ ความราํ คาญ ใหเ กดิ แกภ กิ ขุอื่น ตองปาจิตตีย.
77. ภิกขใุ นเม่ือภิกขุอืน่ ววิ าทกนั อยู แอบไปฟงความวา เขาวาอะไรกัน แลว เก็บเอาความน้ันไปบอกกบั อีกฝา ย
หนึ่ง ตอ งปาจิตตีย.
78. ภิกขโุ กรธ ทุบตภี กิ ขุอ่ืน ตองปาจติ ตีย. ( ฝา ยบาลเี ปนขอที่ 74 )
79. ภิกขุโกรธ เงื้อมือดุจตีภกิ ขุอ่ืน ตองปาจิตตีย ( ฝายบาลีเปนขอ ท่ี 75 )
80. ภกิ ขโุ กรธ ฟอ งภิกขุอ่นื ดวยอาบตั ิสงั ฆาทิเสสไมมีมลู ตองปาจิตตยี . ( ฝายบาลเี ปน ขอที่ 76 )
81. ภิกขุไมไดรบั อนุญาต เดินลว งประตูหอง ท่ีพระเจาแผน ดนิ ประทบั อยกู บั พระมเหสี ตองปาจติ ตยี . ( ฝา ย
บาลีเปนขอที่ 83 )
82. ภิกขุเห็นเคร่ืองบริโภคของคฤหสั ถตกอยู ถือเอาเปนของเก็บไดก็ดี ใหผูอ น่ื เอาก็ดี ตองปาจิตตีย. ถาหาก
ของตกอยูในวดั หรอื ในที่ตนอาศัย ตองเกบ็ ไวใหแกเ จา ของทตี่ นรูจกั . ( ฝา ยบาลเี ปน ขอท่ี 84 )
83. ภิกขุไมบอกลาภิกขุอน่ื ท่ีอยใู นวัดกอน เขาไปในบา นเวลาวกิ าล ตองปาจิตตีย.
84. ภิกขุทาํ เตียงหรือ ตั่ง พึงทาํ ใหม ีเทาเพียง 8 นว้ิ พระสุคต เวน ไวแตแมแคร ถา ทาํ ใหเกินกาํ หนดน้ี ตอง
ปาจติ ตยี . ตองตดั ใหไดป ระมาณเสยี กอนจงึ แสดงอาบัติตก ( ฝายบาลเี ปนขอท่ี 87 )
85. ภิกขทุ าํ เตยี งหรือต่ังหุมนุน ตอ งปาจติ ตีย. ตองร้ือเสยี กอนจึงแสดงอาบัตติ ก. (ฝายบาลีเปนขอท่ี 88 )
86. ภกิ ขุทํากลองเข็ม ดวยกระดูกก็ดี ดว ยงาก็ดี ดวยเขากด็ ี ตองปาจติ ตีย. ตองตอ ยกลอ งน้นั ใหแตกเสยี กอน
จึงแสดงอาบตั ิตก.
87. ภกิ ขทุ าํ ผา ปนู ง่ั ( นิสทิ นะ ) พึงทําใหไดประมาณ คอื ยาว 2 คืบพระสุคต กวางคืบครึ่ง ชายคบื หนงึ่ ถา ทาํ
เกินกาํ หนด ตองปาจติ ตยี . ( ฝายบาลเี ปนขอท่ี 90 )
88. ภกิ ขุทาํ ผา นุงปด แผล พึงทําใหไดประมาณ ประมาณน้ันยาว 4 คืบ พระสุคต กวาง 2 คืบคร่งึ ถา ทําเกิน
กําหนดน้ี ตอ งปาจติ ตีย. ตองตดั ใหไดประมาณเสยี กอน จึงแสดงอาบตั ติ ก. ( ฝา ยบาลเี ปนขอ ที 90 )
89. ภกิ ขทุ ําผาอาบนํ้าฝน พงึ ทําใหไดป ระมาณ ประมาณน้ันยาว 6 คืบ พระสคุ ต กวา ง 2 คบื คร่ึง ถาทําเกนิ
กําหนดน้ี ตอ งปาจิตตีย. ตองตัดใหไ ดประมาณเสยี กอน จึงแสดงอาบตั ติ ก. (ฝา ยบาลเี ปนขอ ที 91 )
90. ภิกขุทําจีวรใหเทา จีวรพระสุคตก็ดี เกินกวากด็ ี ตองปาจิตตยี . ประมาณจวี รพระสคุ ตนนั้ คือ ยาว 9 คืบ
พระสคุ ต กวา ง 6 คบื ตอ งตัดใหไดป ระมาณเสยี กอ น จึงแสดงอาบัตติ ก. ( ฝา ยบาลเี ปน ขอที่ 92 )
ปาจิตตยี 90 ขอ นี้ ผตู องอาบัติจะตองขอกษมากรรมตอ ภิกขสุ งฆดว ยกนั แสดงอาบัติจึงจะพน อาบตั ิเปน ผู
บรสิ ทุ ธิ์
หมายเหตุ ในปาจติ ตียนี้ ทางทกั ษัณนกิ าย มี 92 ทางอุตตรนกิ าย มี 90นอยกวา 2
1. ภกิ ขุพรอ มใจดว ยสงฆผพู รอมเพรียงกัน ใหจีวรแกภิกขุแลวบนวาภิกขุทั้งหลายนอ มลาภของสงฆไปตามชอบ
ใจ ตอ งปาจติ ตยี . ( ฝายบาลีขอที่ 81 )
2. ภกิ ขุรูอยู นอมลาภทเี่ ขาจะถวายสงฆมาเพ่ือบคุ คลตอ งปาจติ ตีย. ( ฝา ยบาลขี อที่ 82 )
สกิ ขาบทท่นี อยกวา2 ขอนี้ ทางอุตตรนิกายวา เปน สิกขาบทหามนอมลาภของสงฆท ้ัง 2 ขอ ซ่ึงมีปรากฏอยูใน
หมวดนิสสัคคียปาจิตตยี ขอที่ 30 อยูแลว
ปาฏิเทสนียะ 4
1. ภกิ ขไุ มปว ยไขเขา ไปในหมูบา น รับของเคย้ี วของฉนั ตอมือนางภกิ ขณุ ีทีไ่ มใชญ าตดิ ว ยมือของตนมาบริโภค
ตอ งปาฏิเทสนียะ.
2. ภกิ ขใุ นเมอื่ ทายกนิมนตไ ปฉันทบ่ี า น ถา มีนางภิกขุณมี าส่ังทายกใหเอาของอยา งนั้นอยางน้ถี วาย ตองหาม
นางภกิ ขณุ ีใหถอยออกไปเสียจากทนี่ นั้ จนกวาจะฉนั เสรจ็ ถาภิกขไุ มห ามไลนางภกิ ขุณใี หถอยไปเสยี ตองปาฏิ
เทสนียะ.
3. ภกิ ขไุ มปว ยไขใ นเมื่อตระกูลทสี่ งฆส มมุตวิ า เปนเสกขะ ( คือ ผยู งั ตองศึกษาอยู ยังไมสาํ เร็จพระอรหัตตผล )
เขาไมไดนิมนต รับของเคีย้ วของฉัน มาบรโิ ภค ตองปาฏิเทสนยี ะ.
4. ภิกขุไมปว ยไขอ ยูในเสนาสนะปาเปน ท่เี ปลีย่ ว ในเมื่อทายกไมไดแ จงความใหทราบกอน รับของเคย้ี วของฉัน
ดวยมือตนมาบริโภค ตองปาฏิเทสนยี ะ.
ปาฏเิ ทสนียะเปนอาบัตทิ ่ตี องขอกษมากรรมในสํานักแหงสงฆ คอื ตองแสดงขอขมากรรมตอสงฆกอ นจึงจะพน
อาบัติ
เสขยิ ะ 100
1. ภกิ ขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจักนุง ผา ใหเรียบรอย
2. ภกิ ขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั หม ผาใหเรียบรอย
3. ภิกขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจักไมเ ลิกผาไปในบาน
4. ภิกขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจกั ไมเ ลิกผานง่ั ในบา น
5. ภิกขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมเ อาผาพนั คอไปในบาน
6.ภิกขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมเ อาผา พันคอน่งั ในบา น
7. ภิกขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมเอาผา คลุมศีรษะไปในบา น
8. ภิกขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมเ อาผา คลุมศรี ษะไปน่ังในบาน
9. ภกิ ขุพงึ ทําความศึกษาวา เราจักไมเดนิ เขยง เทา ไปในบา น
10. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมเขยง เทานง่ั ในบา น
11. ภกิ ขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมน่ังรดั เขา ในบา น
12. ภกิ ขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมเอามือคํา้ กายไปในบาน
13. ภกิ ขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมเ อามือค้ํากายน่ังในบาน
14. ภิกขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจกั ไมเ ดินโคลงกายไปในบาน
15. ภกิ ขุพึงทาํ ความศึกษาวา เราจักไมโคลงกายน่งั ในบาน
16. ภิกขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจกั ไมเดินไกวแขนไปในบาน
17. ภิกขุพึงทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมไกวแขนนง่ั ในบา น
18. ภิกขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ปดกายดว ยดีไปในบาน
19. ภกิ ขุพงึ ทําความศึกษาวา เราจกั ปด กายดว ยดีนั่งในบาน
20. ภกิ ขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมเ ดินแลซายมองขวาไปในบาน
21. ภิกขพุ งึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั เราจกั ไมนั่งแลซายมองขวาในบาน
22. ภกิ ขุพึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั สาํ รวมกายใจใหส งบไปในบา น
23. ภิกขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั สํารวมกายใจใหส งบนง่ั ในบาน
24. ภิกขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจักไมเ ดนิ หัวเราะไปในบา น
25.ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมน่ังหวั เราะในบาน
26. ภิกขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจักรับบณิ ฑบาตโดยเคารพ
27. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั รบั บณิ ฑบาตแตพอเสมอขอบปากบาตร.
28. ภิกขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั รบั แกงพอสมควรแกขาวสกุ แตพอเสมอขอบปากบาตร.
29. ภิกขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ฉนั แกงแตพอสมควรแกขาวสุก
30. ภิกขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ฉันบิณฑบาตโดยเคารพ
31. ภกิ ขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เราจักไมขุดขา วสกุ ใหแ หวงกลางบาตร.
32. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราไมเ จ็บไข จกั ไมข อแกง หรือ ขาวสกุ เพอ่ื ประโยชนแ กต นมาฉนั
33. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมกลบแกงหรือ กับขาวดว ยขา วสุกเพราะอยากไดมาก
34. ภิกขพุ ึงทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมดูบาตร.ของผอู ่นื ดวยคดิ จะยกโทษ
35. ภิกขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั แลดูแตใ นบาตร.เม่อื ฉันบิณฑบาต
36. ภิกขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมทําคาํ ขา วใหใหญนัก
37. ภิกขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมอา ปากไวทาเม่ือคาํ ขาวยังไมถ งึ ปาก
38. ภกิ ขพุ งึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมพูดเมอ่ื ขาวมีอยูในปาก
39. ภิกขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมโยนคําขาวเขา ปาก
40. ภกิ ขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมเกบ็ ของฉันทีต่ กออกนอกบาตร.มาฉนั อีก
41. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจักไมฉนั ทํากระพงุ แกมใหต.ุ ย
42. ภิกขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมฉนั ขาวมีเสยี งดัง
43. ภิกขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมฉนั เอาปากสูดขา ว
44. ภิกขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมฉันแลบลนิ้
45. ภิกขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจกั ไมฉันพลางสะบัดมือพลาง
46. ภกิ ขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมฉันโปรยเมลด็ ขา วใหตกลงในบาตร.หรอื ในที่นนั้ ๆ
47. ภิกขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั เราจกั ไมเ อามือเปอ นจับภาชนะนํ้า
48. ภิกขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมเ อาน้ําลา งบาตร.มีเมลด็ ขาวเทในบาน
49. ภิกขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราไมเ ปนไข จักไมถา ยอุจจาระ ถา ยปส สาวะ บวนเขฬะลงในของเขยี ว
50. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราไมเ ปน ไขจกั ไมถา ยอุจจาระ ถา ยปส สาวะ บว นเขฬะลงในนา้ํ
51. ภกิ ขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราไมเ ปน ไขจ ักไมยนื ถายอุจจาระ ยืนถา ยปส สาวะ
52. ภิกขุพงึ ทําความศึกษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปนไขท ่ีแตง ตวั ไมเรียบรอยนอบนอม
53. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขม ผี าพันคอ
54. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขมีผา คลุมศีรษะ
55. ภิกขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขมผี าโพกพนั ศีรษะ
56. ภกิ ขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปนไขเอามือเทา เอว หรือ ไขวหลงั
57. ภิกขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขส วมรองเทา
58. ภิกขุพึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขส วมเขยี งเทา
59. ภิกขุพึงทําความศึกษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขไปในยาน
60. ภิกขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมนอนคางในโบสถ สถูป เจดีย เวน ไวแ ตผ เู ฝา รักษา
61. ภกิ ขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมนําของไปไวใ นโบสถ สถปู เจดีย เวนไวแตข องทเ่ี พิ่มความถาวร
62. ภกิ ขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมสวมรองเทา รองเทาแตะ เขาไปในโบสถ สถปู เจดีย
63. ภิกขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมถอื รองเทา รองเทาแตะ เขาไปในโบสถ สถูป เจดยี
64. ภิกขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมส วมรองเทา รองเทาแตะ เดนิ ประทักษณิ ารอบโบสถ สถปู เจดีย
65. ภิกขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมสวมรองเทาชนดิ หุมสน สงู มาถงึ แขง เขาไปในโบสถ สถปู เจดยี
66. ภิกขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เราจักไมถือรองเทาชนิดหุม สนสงู มาถงึ แขง เขาไปในโบสถ สถูป เจดีย
67. ภกิ ขพุ งึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมน่ังฉนั ที่แทนโบสถ สถปู เจดีย และทงิ้ ใบไมห อ ของฉันใหเปรอะเปอน
68. ภกิ ขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมห ามซากศพผา นใกลเฉียดโบสถ สถปู เจดีย
69. ภิกขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมฝงซากศพใต โบสถ สถปู เจดีย
70. ภิกขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจักไมเ ผาซากศพใกลช ดิ โบสถ สถปู เจดีย
71. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมเ ผาซากศพตรงหนา โบสถ สถูป เจดยี
72. ภกิ ขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมเ ผาซากศพท่รี ิมรอบ 4 ดา น ระเบียงโบสถ สถปู เจดีย ใหเกิดกลน่ิ เหม็น
73. ภกิ ขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมน ําเส้อื ผา เตยี งของผูตายผานหนา โบสถ สถปู เจดีย
74. ภกิ ขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมถายอจุ จาระ ถายปส สาวะใตโ บสถ สถปู เจดีย
75. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมถา ยอุจจาระ ถา ยปสสาวะหนาโบสถ สถปู เจดยี
76. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมถา ยอจุ จาระ ถา ยปส สาวะตามระเบียงรอบ 4 ดานโบสถ สถูป เจดีย
77. ภิกขุพึงทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมนําพระพุทธรปู ตดิ ตวั ไปในท่ีถา ยอจุ จาระ ถา ยปสสาวะ
78. ภกิ ขุพึงทําความศึกษาวา เราจักไมสีฟน บว นนาํ้ ลา งปากใตโบสถ สถปู เจดยี
79. ภกิ ขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมส ีฟน ลา งปากใกลหนาโบส สถปู เจดีย
80. ภิกขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมสีฟนลางปากรอบระเบียง 4 ดา นโบสถ สถูป เจดีย
81. ภกิ ขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราจักไมบวนเขฬะลงใตโบสถ สถปู เจดยี
82. ภกิ ขุพึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมบ ว นเขฬะลงทใ่ี กลหนาโบสถ สถูป เจดยี
83. ภิกขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมบ วนเขฬะลงท่ีรอบระเบยี ง 4 ดาน โบสถ สถปู เจดีย
84. ภิกขุพงึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมน่ังยน่ื เทาตรงไปยังหนาโบสถ สถปู เจดีย
85. ภิกขุพงึ ทาํ ความศึกษาวา เราจักไมตัง้ พระพุทธรูปบูชาไวช้ันลาง ซ่ึงตนอยูชัน้ บน
86. ภกิ ขพุ งึ ทาํ ความศึกษาวา เรายืนอยจู กั ไมแ สดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขผนู ง่ั อยู
87. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราน่ังอยูจ กั ไมแสดงธรรมแกคนไมเปน ไข ซ่ึงนอนอยู
88. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราน่ังอยบู นพ้ืนดิน จาํ ไมแสดงธรรมแกค นไมเ ปนไขซึ่งนงั่ บนอาสนะ
89. ภิกขุพึงทาํ ความศกึ ษาวา เราน่งั บนอาสนะต่ําจักไมแสดงธรรมแกค นไมเ ปนไขน ง่ั บนอาสนะสูง
90. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราเดินไปขา งหลัง จกั ไมแ สดงธรรมแกคนไมเปน ไขผ เู ดินไปขางหนา
91. ภกิ ขุพึงทาํ ความศึกษาวา เราเดนิ อยูในทางทตี่ ํ่า จกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขผ เู ดินอยูในทางทีส่ ูงกวา
92. ภกิ ขพุ ึงทาํ ความศกึ ษาวา เราเดินไปนอกทาง จักไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขผ ูเดนิ ไปในทาง
93. ภกิ ขพุ งึ ทําความศึกษาวา เราจักไมย ึดมอื กันเดนิ
94. ภิกขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมข้นึ ตนไมส งู เวนไวแตสมัยจาํ เปน
95. ภิกขพุ ึงทําความศกึ ษาวา เราจักไมเ อาสายตลกบาตร.ผูกแขวนบา ตอนเดนิ
96. ภกิ ขุพงึ ทาํ ความศกึ ษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขท่ีมีไมพลองในมือ
97. ภิกขพุ งึ ทําความศกึ ษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปนไขที่มีดาบในมอื
98. ภกิ ขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขที่มีหลาวในมือ
99. ภิกขพุ ึงทําความศึกษาวา เราจักไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปนไขท ี่มมี ีดในมอื
100. ภิกขพุ ึงทาํ ความศึกษาวา เราจกั ไมแสดงธรรมแกคนไมเ ปน ไขทีม่ รี ม ในมือ
เสขยิ ะ 100 เปนอาบัติท่จี ะตองกลาวขอโทษแสดงอาบัติท่ีตองตอสงฆดว ยกนั จึงจะพนอาบัติ
หมายเหตุ
1. ในเสขยิ ะน้ี ทางอุตตรนกิ าย มี 100 ทางทกั ษิณนิกาย มี 75 มากกวา 25
อันลวนเปน สกิ ขาบทเก่ยี วกบั การเคารพโบสถ สถูป และ เจดยี ต้งั แตขอ 60 ถึง 85 ซึ่งทางทกั ษิณนิกายมี
เหมอื นกนั แตอ ยูนอกพระปาฎิโมกข.
2. เมอื่ นําเอาเสขยิ ะ เกนิ 25 ลบกบั สิกขาบทปาจิตตยี ขาด2 คงเกนิ เพยี ง 23
ซง่ึ ลวนเปน สกิ ขาบทเกี่ยวกับการกระทําความเคารพตอ พระอโุ บสถ พระสถปู และพระเจดีย ทง้ั ส้นิ จงึ นับวาไม
มีอะไรท่ีนา สนใจในความตางกัน
อธกิ รณสมถะ 7
หากภกิ ขโุ ตเถยี งกนั ในเร่ืองวินัย ใหเ อาธรรมเปนเคร่ืองระงับ เรยี กวา อธกิ รณส มถะมี 7 อยา ง คือ
1. ความระงับอธิกรณท ี่มขี ึ้น โดยประชุมสงฆใหส มมตุ ิ เพ่ือมิใหมีการกลาวขวญั ดวยคดเี รื่องนั้นๆ อีก สอดคลอง
กับวนิ ัย
2. ความระงับอธิกรณที่สงฆไดใ หสมมุติแกภกิ ขผุ ูพนอาบัติ เพ่อื มิใหมีการกลา วขวัญดว ยอาบัติของเธอ ทส่ี งฆได
ใหส มมุติพน
อาบัติแลวสอดคลองกบั วินัย
3. ความระงบั อธิกรณที่สงฆไดใ หส มมุตแิ กภิกขุผหู ายบา เพือ่ มใิ หม ีการกลาวขวัญดว ยอาบัติของเธอ ท่ที ําใน
เวลาเปนบา สอดคลอ งกับวนิ ยั
4. ความระงับดว ยความปรบั อาบตั ิ ตายปฏญิ ญาของภกิ ขุผูรับเปน สัตย
5. ความระงบั ดว ยความลงโทษ แกผผู ดิ
6. ความระงับดว ยความตัดสินเอาตามคาํ ของคนมาก เปน ประมาณ
7. ความระงบั ดว ยความประนีประนอม ไมตองชาํ ระความโดยไมต ิดใจในความเดมิ
หมายเหตุ
ขอพระปาฏิโมกขฝา ยอตุ ตรนิกาย มีมากกวาฝา ยทักษิณนิกาย อยู 23 ขอ นน้ั ไดอ ธิบายไวใ น หมายเหตหุ นา
20 และหนา 30 แลว
สิกขาบทที่มีมาในพระปาฏโิ มกขจบเพียงเทา น้ี
อนาจาร 40 วา ดว ยวนิ ัยของภิกษุและสามเณรในนกิ ายมหายาน
หา มใชห ญงิ ใหซัก ใหยอม หรือใหท บุ ซ่ึงสบงหรือจีวรเกา
หา มขอสบงหรือจีวรตอคฤหัสถผูไ มใ ชญาติไมใชป วารณา เวน แตสมัย
หา มรับสบงหรือจวี รทเ่ี ขาถวายเกนิ ความจําเปน(เมื่อมผี ูมาถวายสบงหรอื จีวร พงึ เกบ็ ไวใชเ ทาทจ่ี ําเปนสว นท่ี
เหลือพงึ นาํ ไปบริจาควัดทีข่ าดแคลน)
หา มแนะคฤหัสถผ ูไมใชญ าติ ไมใชปวาราณา ใหเขารวมทุนกันซอื้ สบงหรือจวี รทดี่ ีกวาถวาย
หา มออกปากทวงสบงหรือจีวรจากไวยาวัจกรเกนิ 3 คร้งั หรือยืนทวงเกิน 6 คร้งั
หา มซือ้ ขายสิ่งขายดวยเงินตรา(ยกเวน เพ่ือยงั ชีพและการบริจาคทาน เพื่อสรา งบารมี)
หามเอาสง่ิ ของแลกเปลยี่ นกบั คฤหสั ถ( เวนแตมีเหตุ เชนเปน การอนุเคราะหต ามโอกาสทเ่ี หมาะสม)
หามใหส บงหรือจีวรแกภิกษุสามเณรอื่น แลว แยง หรือใหผ ูอ่ืนแยงกลับคนื มา
หามนอมลาภที่เขาจะถวายแกภิกษุสามเณรอน่ื มาเพื่อตน
หา มพูดจาหยาบคายกับภิกษุสามเณรหรืคฤหัสถ
หา มพดู สอเสยี ดใหภกิ ษุสามเณรแตกรา วกัน
หามนอนบนทีน่ อนเดยี วกันกับคฤหัสถ(ยกเวน เวลาเดินทางไกล สถานที่ไมเ อ้ืออาํ นวย ตอขอวัตรปฏิบตั ิ
อนุญาตไดไ มเกิน 3 คนื
หามนอนในหองเดียวกนั กับผูหญิง
หามโพนทะนาอาบัติชั่วหยาบของภกิ ษสุ ามเณรใหคฤหัสถฟง
หามตดั หรอื ถอนหรือทําลายตนไมที่เขาเพาะปลูกไวห รอื ทเี่ ขาหวงหาม
หามแกลงพูดกลบเกล่ือนหรือบิดพล้ิวความประพฤตอิ นาจารของตน
หา มตเิ ตียนภิกษสุ ามเณรเจา หนา ทผี่ ทู ําการโดยชอบ
หา มทอดทง้ิ เตียง ต่ัง ฟกู หรือเกา อ้ีของสงฆไวใ นทแ่ี จง หรือในหอ งโดยไมเกบ็ งํา
หา มแกลง เขา ไปนอนเบยี ดภกิ ษุสามเณรท่นี อนอยกู อนในกุฏิของสงฆ
หามแกลง ฉุดครา ภิกษุสามเณรใหออกจากกุฏขิ องสงฆ
หา มนั่งนอนทับเตยี งต่งั ที่เขาเอาเทา เสียบไวกบั ฝา
หามน่ังหรือนอนในทีล่ บั กบั ผูหญงิ สองตอสอง
หามรบั นิมนตไ ปฉันในท่ีใดทีห่ นง่ึ แลว ไมไ ปในท่ีนน้ั
หา มขอโภชนะอนั ประณตี ตอคฤหัสถผ ูไมใ ชญาติ ไมใ ชป วารณามาฉนั
หา มนงั่ แทรกแซงในสกุลที่กําลงั บรโิ ภคอาหาร
หา มนั่งในหองกบั ผหู ญงิ แมหลายคนโดยไมม ผี ูชายอยูด วย
หา มน่งั ในที่แจงกับผหู ญิงสองตอสอง
หามขอปจ จัย 4 เกนิ กําหนดท่ีเขาปวารณา
หามไปดูกระบวนทหารทีย่ กไปรบกนั เวนแตมีเหตุ
หา มจภี้ กิ ษุสามเณรหรอื คฤหัสถห รอื แมเพยี งการหยอกเลน
หา มวายนาํ้ เลน หรือเลน น้ํา(ยกเวน เวลาสรงน้ํา เพือ่ ชําระกายในแมนํ้า)
หามไมเ อ้ือเฟอในขอ ปฏิบตั ิ
หามหลอกภิกษสุ ามเณรใหกลัวผี
หา มตดิ ไฟผงิ ใหล ุกเปน ไฟ หรือเผาเศษขยะใบไมตางๆ(ยกเวน เวลาทํากับขาว)
หามซอนบริขาร คือบาตร สบง จีวร หรอื รองเทา เปน ตน
หามแกลง ปกปด อาบัตชิ ่วั หยาบของภกิ ษสุ ามเณรอ่นื
หา มชวนพอ คา หนีภาษเี ดนิ ทางดว ยกนั
หามชวนหญงิ เดินทางไกลดว ยกนั
หามสมคบกับภกิ ษุสามเณรที่สงฆป ระกาศหา มไมใหใ ครคบ
หา มรว มกนิ รวมนอนกบั ภกิ ษุสามเณรท่ถี ูกสงฆไลไปแลว
แนวคิดแบบมหายาน
มหายาน เปนนกิ ายในศาสนาพทุ ธฝายอาจรยิ วาท ที่นับถือกนั อยปู ระเทศแถบตอนเหนือของ
อนิ เดีย เนปาล ภูฐาน ทิเบต สิงคโปร มาเลเซยี อินโดนีเซยี ฮอ งกง ไตหวัน
จีน ญี่ปุน เกาหลี เวยี ดนาม มองโกเลยี ไปจนถึงบางสว นของรสั เซยี จดุ เดนของนิกายนี้อยทู ่ีแนวคิดเรื่องการ
บาํ เพ็ญตนเปนพระโพธิสตั วส รางบารมีเพ่ือชว ยเหลอื สรรพชีวิตในโลกไปสคู วามพน ทุกข ดวยเหตุทม่ี ผี ูนบั ถืออยู
มากในประเทศแถบเหนือจึงเรียกไดอกี ช่อื หน่ึงวา อุตตรนิกาย ปจ จุบนั พทุ ธศาสนกิ ชนสว นใหญข องโลกเปน ผู
นบั ถือนิกายมหายาน
คําวา มหายาน มาจากธาตุศัพทว า มหา + ยาน แปลวา พาหนะท่ใี หญ เปนคาํ เรยี กทีอ่ าศัยการ
เปรยี บเทียบจากคาํ วา หนิ ยาน หีน+ ยาน ซึง่ แปลวา พาหนะทเี่ ลวๆ เลก็ ๆ อรรถของมหายาน จึงหมายถงึ การ
ขนสัตวใหขา มพนวฏั ฏสงสารไดม ากกวา หนิ ยาน01 อีกนัยหนง่ึ คือยานอันสงู สดุ สามารถรับคนหรือผูโ ดยสารได
ทุกประเภท ทุกอาชีพ ทุกวัย และรวมท้งั สัตวโลกทุกรปู ทุกนามดวย และยานนีย้ ังหมายถึงยานที่จะไปถึงพทุ ธ
1 เสถยี ร โพธินันทะ. ปรัชญามหายาน. (กรุงเทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พบรรณาคาร, ๒๕๒๒), หนา ๑.
ภมู ิ และสําเร็จเปน พระพุทธเจาได 12 พุทธศาสนกิ ชนฝา ยมหายาน ลวนมงุ พุทธภูมิทงั้ นัน้ จึงมชี ่ือวา โพธิ
สตั วยาน บาง พุทธยาน บา ง
ในคมั ภีรม หาปรชั ญาปารมิตาศาสตร ทาน ครุ นุ าคารชุน ปราชญฝา ยมหายาน ไดอธิบายความหมายของ
มหายานไวว า “พระพุทธธรรมมเี อกรสเดียว คอื รสแหง วมิ ุตติ ความรอดพน จากปวงทุกข แตช นดิ ของรสมี 2
ชนดิ คือ ชนดิ แรกเพือ่ ตัวเอง ชนดิ ท่ีสองเพื่อตวั เองและสรรพสตั วดวย”
พุทธศาสนกิ ชนฝา ยสาวกยานโดยท่วั ไปมงุ แตอรหัตภูมิเปนสาํ คญั ฉะน้นั จงึ เรยี กอีกชื่อหน่งึ วา สาวกยาน สว น
พทุ ธศาสนกิ ชนฝา ยมหายานยอมมงุ พุทธภมู ทิ ้ังนัน้ จงึ มีอีกช่ือวา โพธิสัตวยาน หรอื พทุ ธยาน
ในสัทธรรมปุณฑรีกสตู ร ไดอธบิ ายความหมายของมหายานวา “ถา สรรพสัตวไดส ดับธรรมจากพระผูมีพระภาค
แลว บงั เกิดศรัทธาความเชอื่ ปสาทะความเล่ือมใส ไดวิรยิ ะบําเพ็ญบารมีเพื่อสัพพญั ตุ ญาณอนั เปนธรรมชาติ
ญาณอนั ปราศจากครูอาจารย ญาณแหง พระตถาคต กําลงั ความกลา หาญ มคี วามกรุณาปรารถนาตอความสุข
ของสรรพสัตว บาํ เพ็ญหติ านุหิตประโยชนต อทวยเทพและมนุษย โปรดสรรพนกิ รใหพน ทุกข น่นั ช่อื วา
มหายาน”
พระนาคารชุนไดกลา วไวในทวาทศนกิ ายศาสตรอีกวา “มหายานคอื ยานอนั ประเสริฐกวายานท้งั 2 เหตนุ ้นั จึง
ชื่อวา 'มหายาน' พระพุทธเจาทัง้ หลายอนั ใหญย ่ิง ทรงอาศัยซึง่ ยานนี้ และยานน้ีจะสามารถนําเราเขา ถึง
พระองคได เหตุนั้นจงึ ชื่อวา 'มหา' อน่ึง ปวงพระพทุ ธเจา ผมู หาบุรษุ ไดอาศัยยานน้ี เหตนุ ั้น จงึ ชื่อวา 'มหา' และ
อกี ท้ังสามารถดับทกุ ขอันไพศาลของสรรพสัตวแ ละประกอบประโยชนอ ันย่ิงใหญใหถึงพรอม เหตุนน้ั จงึ ชอ่ื วา
'มหา' อนง่ึ พระโพธสิ ตั วทงั้ ปวง มพี ระอวโลกิเตศวรโพธิสตั ว พระมหาสถามปราปตโพธิสตว พระเมตไตรย
โพธสิ ตั ว พระมญั ชุศรีโพธิสัตว พระสมนั ตภทั รโพธสิ ัตว และพระกษิติครรภโพธิสตั ว เปน ตน ปวงมหาบรุ ุษได
ทรงอาศัย เหตุน้ันจึงชอ่ื วา 'มหา' อนึ่ง เมื่ออาศัยยานน้ีแลว กย็ อ มเขาถึงท่ีสุดแหง ธรรมท้ังปวง เหตุนน้ั จึงชื่อวา
'มหา'”
นอกจากท่กี ลาวมาแลว ยังมขี อความอกี เปน จํานวนมากในคัมภีรข องมหายาน เชน เรยี กวา อนตุ รยาน (ยานอัน
สูงสุด) , โพธสิ ตั วยาน (ยานของพระโพธสิ ตั ว) , พทุ ธยาน (ยานของพระพุทธเจา ) , เอกยาน (ยานอนั เอก) เปน
ตน เพราะฉะนน้ั คาํ วา ยาน ในพระพทุ ธศาสนาจึงเปน ด่งั คําเปรยี บเปรยของมรรควถิ ีอันจะนาํ ไปสคู วามหลุดพน
ในรปู แบบที่แตกตา งกันนั่นเอง
กลา วโดยสรุป ยานในพระพุทธศาสนาไดแบง ออกเปน 3 (ตามมตฝิ ายมหายาน) คือ
2 อภิชัย โพธป์ิ ระสทิ ธ์ศิ าสต. พระพุทธศาสนามหายาน. (กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั วี. พร้ินท (๑๙๙๑) จาํ กัด,
๒๕๕๑), หนา ๑๐๓.
1. สาวกยาน คือยานของพระสาวก ทมี่ งุ เพยี งอรหัตภูมิ รแู จง ในอรยิ สจั 4 ดว ยการสดบั จากพระพุทธเจา
2. ปจเจกยาน คือยานของพระปจเจกพุทธเจา ไดแกผูรแู จงในปฏจิ จสมปุ บาทดว ยตนเอง แตไ มส ามารถแสดง
ธรรมสั่งสอนสตั วใ หบ รรลุมรรคผลได
3. โพธิสัตวยาน คือยานของพระโพธิสตั ว ซ่งึ ไดแกผมู ีนา้ํ ใจกวา งขวาง ประกอบดว ยมหากรุณาในสรรพสัตว ไม
ตองการอรหตั ภมู ิ ปจ เจกภูมิ แตป รารถนาพทุ ธภมู ิ เพื่อโปรดสัตวไดกวา งขวางกวา 2 ยานแรก และเปนผูร ูแจง
ในศูนยตาธรรม
ประวัตคิ วามเปน มาเถรวาทกับมหายาน
เดมิ ทเี ดียวพุทธศาสนาไมมลี ัทธ(ิ นกิ าย)ท่เี รยี กวา มหายาน เถระวาท วัชรยาน หลังจากพระพุทธเจา
ปรินิพพานไดเ พยี ง ๗ วนั ก็ไดมีภิกษุรปู หนงึ่ บวชเมอ่ื แกช่ือ สภุ ทั ทะ ไดกลา วจวงจาบพระธรรมวินัย พระ
มหากสั สปเถระ จึงไดน าํ เรื่องดังกลา วเสนอตอทปี่ ระชมุ สงฆ โดยการอางเหตผุ ล ๓ ประการ คอื
๑. เพราะมีผกู ลา วจว งจาบพระธรรมวินยั
๒. เพราะพระดํารัสทีร่ บั ส่ังแกพระอานนทว า พระธรรมวนิ ยั จกั เปน ศาสดาแทนพระองค
๓. เพราะรําลึกถึงคณุ พระศาสดาทม่ี ีตอทานเอง
อน่ึงพระพุทธเจา ไดตรัสกบั พระอานนทว า “ดกู รอานนท โดยกาลลวงไปแหง เรา ถา สงฆต องการ กจ็ งถอน
สิกขาบทเล็กนอยเสียบางก็ได”(มหาปรนิ พิ พานสูตร 10/141) ทาํ ใหเกิดมีปญ หาวา แคไหนเรียกวาเลก็ นอยเปน
เหตุใหภกิ ษุบางรปู ไมเหน็ ดวยและไมย อมรบั สังคายนามาตง้ั แตค ร้ังแรก และเหตุการณเชนนี้กเ็ กดิ ขน้ึ กบั หลาย
สังคายนา มีกลมุ แยกตวั ทําสังคายนาตา งหาก เปนการแตกแยกทางความคิดและนิกายแตไ มควรถือวาเปนการ
แบงแยกศาสนาแตป ระการใด ประเดน็ หลักซึ่งเปนบอเกิดแหง มหายานทแ่ี ทจรงิ มใิ ชอยูท่ีสกิ ขาบทท่พี ระพุทธ
องคทรงอนุญาต แตอยูท่กี ารตีความพระอภิธรรม ความเห็นในพระธรรมวินยั ท่ีแตกตา งกัน และพระ
สตุ ตันตปฎ กที่ไดย ินไดฟงมาจากพระโอตพระพุทธเจา หมายเหตุ (เน่อื งจากมที ัศนะ อุดมคติ การตคี วาม
หลกั ธรรม และวัตรปฏิบตั ทิ แี่ ตกตางกัน) ความเหน็ ท่แี ตกตางกนั น้ีเองเปนประเด็นหลกั ที่เปนบอเกิดของนกิ าย
มหายาน พุทธศาสนาฝายมหายานไมไดปฏเิ สธพระไตรปฎ กตง้ั แตครนั้ ปฐมสงั คายนาของฝา ยเถรวาท เพราะ
เน้ือหาภายในลว นมีใจความที่ตรงกนั เพยี งแตกตา งบางเพียงเลก็ นอยในบางพระสตู รและท่ีสําคญั มจี าํ นวน
เน้ือหาทมี่ ากกวาพระไตรปฎกฝายเถรวาท เนอ่ื งดวยคณาจารย รุนตอ ๆมาไดผ กู คัมภรี ข นึ้ เพอื่ รวบรวมและเรยี บ
เรยี งคําสอนท่ีแตกตา งกันไปในแตล ะนิกายเพ่ือเปา หมายในการอบรมเทศนาสง่ั สอนใหเ ขาถงึ พุทธธรรมไดง าย
ขึ้นในแตล ะพื้นท่ีซึง่ มีพ้ืนฐานวถิ ีขนบธรรมเนยี ม ประเพณีวัฒนธรรม ทแ่ี ตกตางกนั
การกระสังคายนาครงั้ ที่ ๑ นีไ้ ดก ระทําขนึ้ หลังจากพระพุทธเจา ปรนิ พิ พานไดป ระมาณ ๑๐๐ วัน หรือ
๓ เดือน สังคายนาเพ่ือจัดระเบียบคําสอนหรือรอยกรองพระธรรมวินยั ใหเปนหลักฐาน ไดคดั เลอื กพระอรหนั ต
จาํ นวน ๕๐๐ รูป ทาํ การสงั คายนาอยเู ปนระยะเวลา ๗ เดือน มพี ระมหากัสสปะเปนประธานและเปน ผซู ักถาม
พระอุบาลีเปน ผตู อบขอซักถามทางวนิ ัย พระอานนทเ ปน ผูตอบขอซักถามทางพระธรรม โดยมพี ระเจา อชาต
ศัตรูเปนองคอ ุปถัมภ
ในคราวครั้งนัน้ มภี ิกษุจาํ นวนไมนอยท่ีไมไดเ ขา รว มประชมุ ดวย หนึง่ ในน้ันคอื พระปรุ าณะ ทานกําลงั
ทอ งเที่ยวไปในทักษิณาครี ี (ภูเขาแทบภาคใตข องอินเดีย) พรอมดวยภิกษุ ๕๐๐ รปู เมอื่ ทานกลบั มาถึงก็
ประกาศไมยอมรบั มตทิ ีป่ ระชุม พระมหากัสสปะจึงจดั ใหมีการประชุมใหม มติออกมาเชนเดมิ ทานปุราณะก็ยัง
ไมย อ มรบั โดยมีความเหน็ แยงกับสกิ ขาบท ๘ ขอ คอื
๑. ฉันของที่อยภู ายในที่อยู ๒. ฉนั ของที่ทําใหสกุ ภายในที่อยู
๓. ฉันของทสี่ ุกเอง ๔. ฉนั ของทย่ี งั ไมไดร ับประเคน
๕. ฉนั ของท่ีนาํ มาจากท่ีนมิ นต ๖. ฉันของท่ีรับประเคนในเวลากอนอาหาร
๗. ฉันของท่ีอยูใ นปา ๘. ฉนั ของที่อยูในสระ
หลกั ฐานทางฝายจีนโดยทานจีถ้ ัง (Chi Tsang – พ.ศ. ๑๐๙๒-๑๑๖๖) อางคาํ ของพระปรมารถะ
(๑๐๔๓-๑๑๑๒) ซึง่ เปน อาจารยของทานและเปนชาวอินเดีย กลาววา มีการทาํ สังคายนาคร้งั แรกพรอ ม ๆ กนั
๒ แหง แหงแรกมีพระมหากัสสปะเปนประธาน มีพระอรหันตเขา รวมจาํ นวน ๕๐๐ องค สว นอีกแหง มี
พระภทั ทยิ ะเปน ประธาน มพี ระอรหันตเ ขารวมจาํ นวน ๑๐,๐๐๐ องค
ยงิ่ กวา นนั้ ในบันทึกของพระฉวนซงั (ถังซาํ จ๋งั ) ท่ีเดนิ ทางไปสืบอายุพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปในราว
ป พ.ศ. ๑๑๘๐ นน้ั มีขอความระบุวา ทางตะวนั ตกเฉียงใตของกรุงราชคฤห หางจากภเู ขาคิชกูฏไปราว ๕ หรือ
๖ ล้ี มีถ้ําพระมหากสั สปะเปนประธานทาํ ปฐมสังคายนารวมกบั พระอรหันตจ าํ นวน ๑,๐๐๐ องค เรยี กพุทธ
ธรรมที่ตกลงกันคราวนนั้ วาเปน ของฝายสถวรี ะหรอื เถรวาท จากนั้นไปทางตะวันตกอีกประมาณ ๒๐ ลี้ ทา น
เห็นพระสถูปท่ีพระเจา อโศกทรงสรา งขน้ึ ไว จารกึ วาในปเดียวกันกับปฐมสงั คายนาของพระมหากสั สปะน้นั ณ
ท่แี หง นี้มีการสังคายนาของฝา ยมหาสังฆกิ ะนิกาย คอื นอกจากพระอรหนั ตแลวยังมฆี ราวาสเขารว มประชมุ ดวย
32
3 สุมาลี มหณรงคชัย. พุทธศาสนามหายาน. (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพธรรมสาร, ๒๕๔๖), หนา ๑-๓.
หลงั จากพทุ ธปรนิ ิพพานไดป ระมาณ ๑๐๐ ป กเ็ กิดมีขอขัดแยง กนั อยา งรุนแรงในเรอ่ื งของพระธรรม
วินัย ๑๐ ประการ มูลเหตขุ องเกดิ จากหมภู ิกษวุ ัชชีท่ีประกาศวัตถุ ๑๐ ประการ คือยอมรับการปฏิบัติ ๑๐
ประการวา เปนสงิ่ ท่ีถกู ตองตามพระธรรมวินยั (ซ่งึ แตเดิมผิด) วัตถุ ๑๐ ประการทว่ี าน้ี คือ
ภิกษุเกบ็ เกลอื ไวในเขาสตั ว (เขนง) เอาไวฉันกับอาหารได
ปาจติ ตียท ี่ ๓๘ ทรงหา มมิใหภกิ ษสุ ั่งสมอาหาร “อนง่ึ ภิกษุใด เคย้ี วกด็ ี ฉันก็ดี ซ่งึ ของเค้ียวกด็ ี ซึ่งของ
ฉันกด็ ี ท่ที าํ การสั่งสม เปนปาจิตตยี ”
ภิกษุฉนั อาหารหลังเทีย่ งเม่ือดวงอาทติ ยฉายเงาเกินช่วั นิว้ มือได (กอนพระอาทติ ยตกดนิ )
ปาจติ ตยี ท ี่ ๓๗ ทรงหา มมิใหภกิ ษฉุ นั อาหารในเวลาวกิ าล “อนึง่ ภกิ ษุใด เคี้ยวกด็ ี ฉนั ก็ดี ซ่งึ ของเคี้ยวก็
ดี ซง่ึ ของฉันกด็ ี ในเวลาวกิ าล เปนปาจติ ตีย”
ภิกษุฉนั อาหารในที่นิมนตจนบอกพอ แตย งั เขา บานเพ่ือบิณฑบาตไดอ ีก
ปาจิตตยี ท ่ี ๓๕ ทรงหามมิใหฉันอาหารทเ่ี ปน อดิเรก “อน่ึง ภกิ ษุใด ฉนั เสร็จ หา มภัตแลว เคี้ยวก็ดี ฉนั
กด็ ี ซึ่งของเค้ียวกด็ ี ซง่ึ ของฉันก็ดี เปนปาจิตตยี ”
ภิกษอุ ยูในสีมาเดียวกัน ทําอุโบสถแยกกนั ได
๕. สงฆย ังมาประชุมไมพ รอมกนั แตค รบจาํ นวนพอทจี่ ะทํากรรมได ก็ใหทําไปกอน แลว คอยขอความ
เหน็ ชอบจากภิกษุผูมาทีหลงั
๖. ถอื ตามอาจณิ ปฏบิ ตั ิ คือทําตามอปุ ชฌายอาจารย อปุ ช ฌายอาจารยเ คยปฏิบตั ิอะไรมาแมจ ะผดิ
วินยั กท็ ําตามได
๗. นมสดท่แี ปรรูปแลวแตย งั ไมเปนนมสม ภกิ ษุฉันในท่นี ิมนตจนพอแลว สามารถดม่ื นมน้ันได
ขัดกบั บัญญตั ิ ปาจติ ตยี ข อ ๓๕
๘. นํา้ เมาอยา งออนท่ีมีรสเจือจางอยนู อยไมถงึ กับจะทําใหเ มาควรดมื่ ได
ปาจติ ตยี ข อ ๕๑ ทรงหามวา “เปน ปาจิตตีย ในเพราะด่ืมสุราและเมรัย”
๙. ผาปนู ัง่ ทไ่ี มมีชาย ควรใชได
๑๐. ภกิ ษุรบั เงนิ และทองได34
นสิ สัคคยี ปาจิตตยี ขอท่ี ๑๘ “ทรงหา มมใิ หภิกษุรับเงนิ และทอง”
ใชเ วลาสงั คายนาครั้งท่ี ๒ นี้ เปนเวลา ๘ เดอื น
พระสัพพกามีมหาเถระ เปนประธาน และมีพระเถระชนั้ ผูใหญทส่ี ําคญั คือ พระสัพพกาม,ี พระสาฬ
หะ, พระอชุ ชโสภิตะ, พระวาสภคามกิ ะ ๔ รูปน้ีเปนพระผแู ทนคณะสงฆฝ า ยตะวนั ออก พระเรวตะ, พระสัมภู
ตะ สาณวาส,ี พระสุมนะ และพระยสะ กากัณฏกบุตร ๔ รปู น้เี ปนพระผูแทนคณะสงฆฝ า ยตะวนั ตกรวมทั้งพระ
อรหันตอีกจาํ นวน ๗๐๐ องค พระเรวตะ,พระสาฬหะ, พระสัมภตู ะ สาณวาส,ี พระยสะ และพระอุชชโสภิตะ
ทั้ง ๕ รูปน้เี ปนศิษยข องพระอานนทเ ถระ พระวาสภคามกิ ะ (วาสภคาม)ี , พระสมุ นะ ๒ รปู นเ้ี ปน ศิษยข องพระ
อนรุ ทุ ธเถระ ไดรับการอปุ ถมั ภจากพระเจา กาลาโศกราช45
มตคิ ณะสงฆช ขี้ าดวา วตั ถุ ๑๐ ประการน้นั ผิดพระธรรมวนิ ัย
การตัดสินช้ีขาดเชนน้ี แนนอนวา ฝา ยพระวัชชไี มอ าจยอมรับได จงึ แยกตวั ออกมาเพ่ือทําสงั คายนาเอง
ไดเ รยี กประชมุ สงฆซ่ึงมีจาํ นวนมากถึง ๑๐,๐๐๐ รูป ทาํ สงั คายนาทเ่ี มืองปาตลีบุตร (กสุ ุมปุระ) ใหช ื่อวา มหา
สังคตี ิ ซงึ่ แปลวา การทําสังคายนาของพวกมาก และเรยี กตัวเองวา มหาสงั ฆกิ ะ ซ่งึ แปลวาสงฆหมูมาก
พระพทุ ธศาสนาเลยแตกเปน ๒ นิกาย พระสงฆฝา ยทีเ่ คารพนับถือมตเิ ดิมเรยี กวา เถรวาท ฝา ยท่ีถือมติอาจารย
ของตนเรยี กวา อาจรยิ วาท นับเปน เหตุใหเกดิ นิกาย มหาสังฆิกะ หรือ อาจริยวาท ซง่ึ แมวาจะยงั ไมใชมหายาน
โดยตรง แตก็ถือวา เปน จุดเริม่ ตนของการแยกตวั จากฝายเถรวาทเปน มหายานในเวลาตอ มา56
เถรวาทนิกาย ยดึ มน่ั อยูในธรรมวินัยอันเปน คําส่งั สอนของพระพทุ ธเจาตามแบบเดมิ ต้ังแตครัง้ ปฐม
สงั คายนา ยกพระธรรมวินยั ไวในฐานะอันสงู สง และศักด์สิ ิทธิ์ คงรกั ษาของเดมิ ซึ่งเปน ภาษามคธเอาไวเ ปน หลกั
67 เปน จาํ พวกนิยมรักษาขนมธรรมเนยี มประเพณีคอนขา งเครง ครัด ไมคอ ยนิยมการเปลีย่ นแปลง และไมคอย
ยอมรบั สง่ิ ใหมๆ เขา มาในคณะของตน เถรวาทจึงมีลกั ษณะเปนอนรุ กั ษนยิ ม (Conservative) สวนนิกาย
4 สชุ พี ปญุ ญานุภาพ, พระไตรปฏ กสําหรบั ประชาชน. (กรุงเทพมหานคร : มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙), หนา,
สุมาลี มหณรงคช ยั . พุทธศาสนามหายาน. หนา ๔-๕.
5 อภิชัย โพธิป์ ระสิทธิศ์ าสต. พระพุทธศาสนามหายาน. หนา ๑๕-๑๖, สมุ าลี มหณรงคช ยั . พุทธศาสนา
มหายาน.หนา ๔.
6 สุมาลี มหณรงคช ยั . พทุ ธศาสนามหายาน. หนา ๕-๖, อภชิ ัย โพธ์ิประสิทธ์ิศาสต. พระพทุ ธศาสนามหายาน.
หนา ๑๖,
7 สัมพันธ กองสมทุ ร. เบญจมหาโพธิสตั วและกฤดาภินิหาร กวนอิม. (กรงุ เทพมหานคร : บ. เยลโลก ารพิมพ,
๒๕๔๐), หนา ๒๐๑.
มหายานพยายามเอาเหตผุ ลเขา จบั พทุ ธพจน เปลีย่ นแปลงขนมธรรมเนียมประเพณบี างประการ ไมเ ครง ครดั ใน
วินยั นกั ดวยเหน็ วา วินยั นัน้ เปนสิง่ ทพ่ี ระพุทธเจา ทรงบญั ญัติตามกาลเทศะ78 มองพระพุทธศาสนาในแงปรัชญา
วพิ ากวจิ ารณความหมายพทุ ธพจนในแงตางๆ เพ่ือความเหมาะสมแกป ระชาชนและส่ิงแวดลอ ม เพื่อประโยชน
แกพระพุทธศาสนามีการแปลพระไตรปฎ กเปนภาษาจีนแลวใชตน ฉบับนั้นเปนหลกั (ความเหน็ ของนกั วิชาการ)
แนวคดิ แบบมหายาน
คาํ วามหายาน มาจากธาตศุ ัพทว า มหา + ยาน แปลวา พาหนะที่ใหญ เปน คาํ เรียกที่อาศัยการ
เปรียบเทียบจากคําวา หินยาน หีน+ ยาน ซึ่งแปลวา พาหนะทเี่ ลวๆ เลก็ ๆ อรรถของมหายาน จงึ หมายถึงการ
ขนสัตวใ หข า มพนวฏั ฏสงสารไดมากกวาหนิ ยาน89 อกี นยั หนง่ึ คอื ยานอันสงู สุด สามารถรบั คนหรอื ผโู ดยสารได
ทุกประเภท ทุกอาชพี ทุกวยั และรวมทง้ั สตั วโ ลกทกุ รปู ทกุ นามดว ย และยานนย้ี งั หมายถึงยานท่ีจะไปถึงพุทธ
ภูมิ และสาํ เร็จเปนพระพุทธเจา ได 910 พทุ ธศาสนกิ ชนฝายมหายาน ลวนมงุ พุทธภมู ทิ ั้งนั้น จึงมชี ือ่ วา โพธิ
สตั วยาน บา ง พุทธยาน บา ง ในสทั ธรรมปุณฑริกสตู รกลาวไววา ถา สรรพสตั วไดส ดบั ธรรมจากพระภควา
บงั เกดิ ศรัทธาความเชอ่ื ปสาทะความเลอ่ื มใส ไดวริ ยิ ะ บําเพญ็ บารมีเพ่ือสรรเพชรดาญาณอนั เปนธรรมชาติ
ญาณอันปราศจากครอู าจารย ญาณแหงพระตถาคต กาํ ลังความกลา หาญ มคี วามกรณุ า ปรารถนาตอความสขุ
ของสรรพสัตว บาํ เพญ็ หิตานุหติ ประโยชนต อ ทวยเทพและมนษุ ย โปรดสรรพนิกรใหพนทุกข เหตนุ นั้ จึงไดช ่ือวา
มหายาน อาจารยน าคารชุนกลา วไวใน ทวาทศกายศาสตร อกี วา มหายานคือยานอันประเสริฐกวายานท้ัง ๒
เหตนุ ้นั จึงเช่อื วา มหายาน พระพุทธเจาท้งั หลายอันใหญยิ่ง ทรงอาศยั ซ่งึ ยานนีๆ้ จะสามารถนาํ เราเขาถงึ
พระองคได เหตนุ น้ั จึงช่อื วา มหา อน่ึง ปวงพุทธเจา ผมู หาบุรษุ ไดอาศยั ยานนี้ เหตนุ ้ันจึงช่ือวา มหา อกี ท้งั
สามารถดับทุกขอนั ไพศาลของสรรพสัตวแ ละประกอบประโยชนอ นั ยง่ิ ใหญใหถงึ พรอม เหตนุ น้ั จงึ ช่อื วา มหา
อน่งึ พระโพธสิ ัตวท งั้ ปวงมีพระอวโลกิเตศวรโพธิสตั ว พระสถามปราปตโ พธิสตั ว และเมตเตยยโพธิสัตว พระ
มญั ชุศรีโพธิสตั ว พระสมันตภัทรโพธสิ ัตว และพระกษติ ิครรภโ พธิสัตว เปน ตน ปวงมหาบรุ ษุ ไดท รงอาศยั เหตุ
นน้ั จึงชอื่ วา มหา อนงึ่ เมื่ออาศัยยานนแี้ ลว ก็ยอ มเขาถึงทสี่ ุดแหงธรรมท้งั ปวง เหตุนน้ั จึงชอ่ื วา มหา
8 วศนิ อนิ ทสระ. สาระสําคญั : พุทธปรชั ญามหายาน. (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พเมด็ ทราย, ๒๕๕๐), หนา
๔๙.
9 เสถยี ร โพธนิ นั ทะ. ปรชั ญามหายาน. (กรงุ เทพมหานคร : สํานกั พมิ พบรรณาคาร, ๒๕๒๒), หนา ๑.
10 อภิชัย โพธปิ์ ระสิทธิ์ศาสต. พระพุทธศาสนามหายาน. (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ว.ี พรน้ิ ท (๑๙๙๑) จํากัด,
๒๕๕๑), หนา ๑๐๓.
สาํ หรับในหวั ขอ นีจ้ ะไดท ําการวเิ คราะหเปรยี บเทยี บแนวความคดิ เกีย่ วกับพระพทุ ธเจา ของทง้ั สองนิกายใน
แงมุมตา ง ๆ โดยจะเนน เปรียบเทียบหลกั ๕ ประเดน็ หลัก คอื ประเดน็ ท่ีเกย่ี วกับประเภท จาํ นวน การสรางบาง
มี เรือ่ งกาย และเร่ืองพุทธภาวะหลังปรนิ พิ พาน ซ่ึงจะไดสรุปแนวความคิดในแตล ะประเด็นของแตละนิกาย
แลว ทาํ การวิเคราะหเ ปรยี บเทียบ เพอ่ื ใหเ ห็นถงึ ความเหมอื นและความแตกตา งในประเด็นนนั้ ๆ ไปตามลาํ ดับ
๑. การเปรียบเทยี บแนวความคดิ เรอื่ งประเภทของพระพทุ ธเจา
พระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาท มแี นวความคดิ ในเรือ่ งประเภทของพระพุทธเจา อยูวา พระพุทธเจา นนั้ แบง
ออกเปน ๓ ประเภท ตามระยะเวลาของการสรา งบารมี ระดับของปญญา ศรัทธาและความเพรียรของ
พระพทุ ธเจาแตละพระองคโ ดยที่
พระพุทธเจาประเภทแรกเรียกวา พระปญ ญาธิกะพุทธเจา ใชเวลาในการสรางบารมีอยู ๒๐ อสงไขยกบั อีกหนงึ่
แสนมหากัป เปนพระพุทธเจา ประเภทท่มี ปี ญญาแกกลาแตมีศรัทธานอ ย
ประเภทที่ ๒ เรียกวา พระสัทธาธกิ ะพุทธเจา ใชเ วลาในการสรา งบารมีอยู ๔๐ อสงไขยอีกหน่งึ แสนมหากปั
เปนพระพทุ ธเจา ประเภททีม่ ีศรัทธาแกกลา และมีปญญาปานกลาง
และในประเภทท่ี ๓ เรียกวา พระวริ ิยาธกิ ะพทุ ธเจา ใชเ วลาในการสรางบารมีอยู ๘๐ อสงไขยกบั อีกหนึ่งแสน
มหากปั เปนพระพุทธเจาประเภททม่ี ีความเพยี รแกก ลาแตมีปญญานอย
พระพทุ ธศาสนานิกายมหายาน มแี นวความคดิ ในเรื่องประเภทของพระพุทธเจาอยูว า พระพุทธเจาน้นั แบง
ออกเปน ๓ ประเภท ตามสภาวะแหง การเกดิ ขน้ึ เพ่ือความเหมาะสมของการสงั่ สอนเวไนยสตั ว โดยท่ี
พระพุทธเจาประเภทแรกเรียกวา พระอาทิพุทธเจา เปน ผูท ี่เกดิ ขึ้นมาเองกอนสง่ิ อ่ืนใดท้ังหมด จะหาเบื้องตน
และเบ้ืองปลายมิได เปนผใู หก ําเนิดพระพุทธเจา ประเภทอนื่ ๆ ทัง้ หมด เปน ผูใหกาํ เนดิ พระโพธสิ ตั วท ัง้ หลาย
รวมทั้งสรรพสิง่ ตา ง ๆ ท้งั มวลที่บงั เกดิ มีอยูใ นสากลจกั รวาลนี้
สว นประเภทที่ ๒ เรียกวา พระฌานิพุทธเจา เปนผทู เี่ กิดมาจากอํานาจฌานของพระอาทิพุทธเจา ทาํ หนาที่
โปรดเวไนยสตั วและปกครองดินแดนที่ชอื่ วา พุทธเกษตร
และในประเภทท่ี ๓ เรียกวา พระมานุษิพุทธเจา เปนผทู ี่ถือกําเนิดมาจาพระฌานิพุทธเจา โดยแสดงตนออกมา
ในรูปของมนษุ ยธรรมดาและอบุ ัติข้ึนในโลกมนุษย เพอื่ สั่งสอนสรรพสตั วท งั้ หลายในเรงปฏบิ ัติธรรมดวยความ
ไมป ระมาท
๒. การเปรียบเทยี บแนวความคิดเรื่องจํานวนของพระพทุ ธเจา
พระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาท มแี นวความคิดในเรอื่ งจํานวนของพระพุทธเจา วา พระพุทธเจา ในอดีตท่ีผานมา
นั้น มมี ากมายยงิ่ นัก จนกระทั่งมีคาํ อปุ มาไวว า มีมากกวาเม็ดทรายในมหาสมุทรทั้งส่ี คือมีจํานวนมากเกนิ กวา
ท่ีจะนับประมาณได แนวความคดิ เรอ่ื งจํานวนของพระพุทธเจาในฝายเถรวาทดังกลาวนี้ เปน แนวความอนั
ชัดเจน หลกั ฐานยนื ยนั อยูในคัมภีรห ลายแหง
พระพุทธศาสนานิกายมหายาน มีแนวความคดิ ในเร่อื งจํานวนของพระพุทธเจาวา พระพุทธเจานน้ั มีอยูเปน
จํานวนมากจนไมอาจจะคดิ คํานวณได เปรยี บประดจุ จํานวนเมด็ ทรายในคงคานที อนั ใคร ๆ ไมอ าจจะคดิ
คํานวณเปนปริมาณเมด็ ได ซ่ึงพระพุทธเจา เหลานี้ สถติ อยู ณ พทุ ธเกษตรในทิศตา ง ๆ แมปจจุบนั ก็ยังทําหนา ที่
ส่ังสอนสรรพสตั วอยูต ลอดเวลา
ตัวอยา งจากพระสุตตันตะปฎ กฝา ยเถรวาท ฉบับมหามกุฏราชวทิ ยาลัย วัดบวรนเิ วศ กรงุ เทพมหานครไดบันทึก
ไวว า
พระมหาโมคคัลลานะเถระ พบพระพุทธเจา ในจักรวาลอนื่
ความเปนมา เลา ถึงตัง้ แต เหตุการณเ กดิ ขนึ้ ในสมยั พุทธกาล เม่ือพระมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งเปน พระนานาง
แหง องคสมเดจ็ ศรีศากยะมุนสึ ัมมาสมั พุทธเจา มีพระทัยชื่นชมโสมนสั ยินดี ไดจ ดั ทาํ ผา เน้ือละเอียดมีคา
มาก ดว ยวริ ิยะอุตสาหะอันย่ิงใหญ ดวยนํ้าพระทยั เจาะจงถวายแดอ งคส มเดจ็ พระศาสดา แตเมือ่ ได นาํ ผานน้ั
มานอ มถวาย พระองคไ มยอมรบั เม่ือเปน เชน น้นั ก็ผนั ผายหันไปจะถวายแดอ งคอรรคสาวกทงั้ สอง แตก็ไมรบั
เชนกนั แลวพระนางกน็ อมถวายแดพ ระเถรานเุ ถระพระสงฆอ งคอ รหนั ตทั้งหลาย แตก็ไมม ีทานผใู ดรบั ผานน้ั
จวบจนกระท่งั ถงึ ภิกษุใหมร ูปหน่งึ นามวา " อชิตะ"
นง่ั อยูขางทายปลายแถว ในท่ีสดุ ทานก็รบั ผา นัน้ สรางความเสยี พระทยั ใหแกพ ระนางเปนอนั มาก หากแมว า
พระพทุ ธองคไ มทรงรบั แตองคอรรคสาวกท้งั สองทา นใดทานหน่ึงรบั
กค็ งจะสมพระทัยอยไู มน อย แตน ี่กระไร พระภกิ ษบุ วชใหม ไมไดสาํ เร็จมรรคผลใด ๆ เปนผูร ับ พระบรม
ศาสดา เพ่ือจะเปล้ืองความกังขาสงสัยในนาํ้ พระทยั ของสมเดจ็ พระนา นางแหงพระองคท่ีไดเคยฟมู ฟก รักษา
เลีย้ งดมู าตั้งแตเยาววยั จึงไดทรงอธิษฐานบาตรของพระองคใ หอัตรธานหายไป แลวไดตรัสถามพระภกิ ษุ
ทงั้ หลายวา ทา นผใุ ดสามารถหาบาตรของตถาคตเจอบาง กเ็ หน็ แต
พระมหาโมคคลั ลานะเถระ องคเดียวทมี่ ีฤทธม์ิ าก จึงหมผา เฉลียงบาประคองอญั เชญิ ทูลพระชนิ ศรบี รมศาสตา
เพือ่ ออกแสวงหาบาตรใบนั้น การหาบาตรของพระมหาโมคคัลลานะเถระ การออกไปหาบาตรของพระเถระ
น้ัน ไดใชม หาฤทธานภุ าพเปนอนั มาก หลวงปตู อ้ื อาจารธมฺโม ไดเลา ในการแสดงพระธรรมเทศนาท่ีวดั อโศกา
รามวา พระมหาโมคคัลลานะเถระนน้ั ตองใชฤทธ์ขิ องทานระเบดิ วงลอ มแหง จักรวาลออกไป อาจารย
นายแพทย ตนั มอเซ้ยี ง ไดเลาเรอื่ งน้ี ไวใ นการบรรยาย "วชิ ามหายาน" ของทาน ในสมัยทผี่ เู ขียนกาํ ลังศกึ ษา
อยใู นชนั้ เตรยี มศาสนศาสตร มหามกุฏราชวทิ ยาลัย วา "พระพุทธองคไดต รสั บอกแกพ ระมหาโมคคลั ลานะ
เถระวา เมื่อทานออกหางจากชมพทู วีปไป เมอื่ หันมามองดูชมพทู วปี เหน็ เทา ผืนนา ของชาวมคธแลว ใหร บี
กลับมา หรอื ไมหากทา นไปไกลกวานนั้ จนกระทงั่ ที่สุดเห็นชมพูทวีปเปน จดุ เล็ก ๆ แลวใหร บี กลับมา"
เมอื่ ไดก ราบทูลลาพระพุทธองคแ ลว พระเถระก็ออกเดนิ ทางแสวงหาบาตรไปทว่ั สากลภิภพ ไกลออกไปจนพน
เขตจกั รวาล แดนสขุ าวดีพุทธเกษตร การหาบาตรดําเนนิ ไปท่ัวสากลจกั รวาล ลุถงึ แดนหนึ่งท่เี รยี กวา " สุขาวดี
พทุ ธเกษตร" เปน ดินแดนทเี่ ต็มไปดว ยความสุข ในดนิ แดนแหง นม้ี แี ตการศึกษาธรรมะ แมแ ตเสียงนกทีร่ อ ง
ออกมาก็เปน ธรรมะ ณ ดินแดนแหงนเี้ อง มพี ระพุทธเจาพระองคห นึ่งดํารงอยู ทรงพระนามวา " อมิตาภะ
พุทธเจา" ขณะนนั้ พระพุทธองคกาํ ลงั ประทบั อยูทา มกลางพระภิกษสุ งฆเ ปนจํานวนมาก พระวรกายใหญโต
มาก พระโมคคลั ลานะเถระ ไดเหาะเขา มาในท่ีประชมุ สงฆมีพระพทุ ธเจา เปน ประมุข ไดเขา ไปยนื อยบู นขอบ
บาตรของพระพุทธเจา
( แสดงวา บาตรใหใ หญโ ตมาก สามารถข้นึ ใปยืนอยบู นขอบบาตรน้ันได) พรอ มประคองอญั ชลุ ีถวายความ
เคารพ เมอื่ พระภิกษุทงั้ หลายเหน็ เชนนั้น กไ็ ดก ราบทลู พระพุทธเจา วา "น่ีคืออะไรหนอ ? รูปรางเล็ก ๆ " พระ
พทุ ธองคตรสั วา ดกู รภิกษุทัง้ หลาย นไ่ี มใชอ ื่นไกลเลย เธอท้ังหลายอยา ไดประมาท ภิกษุรปู นี้ เปนอคั รสาวก
เบื้องซา ยแหงพระสมณโคดมพทุ ธเจา แหงชมพทู วีป ผมู ีฤทธิ์มาก กําลังแสวงหาบาตรของพระพทุ ธเจา พระองค
น้ันอยู แลวก็หลงเขาสูแดนของเรา จากน้ัน พระมหาโมคคัลลานะเถระไดทูลถามทางทจ่ี ะกลบั สชู มพูทวปี พระ
อภิตาภาะพทุ ธเจาตรสั วา ดกู รโมคคัลลานะ เธอจงไปตามพุทธรสั มีแหง เรา เมอ่ื พน ขอบจักรวาลแหงนนั้ เธอก็
จะเห็นพทุ ธรัสมีแหงพระโคดมสมั มาสัมพุทธเจา ขอใหเ ธอตามพระพุทธรศั มีนัน้ ไป เธอกจ็ ะสามาถเขา สูชมพู
ทวีปได เหตุการณต อนนเ้ี องท่ีคนทั้งหลายกลา วกันวา "โมคคัลลาหลงทวีป"หรอื "โมคคัลลาหลงทีป" คือหลง
แดน(หาทางกลบั ไมไ ด)น่ันเอง เม่อื ไดฟงพุทธดํารสั แหง องคอภิตาภะพุทธเจา เชน นั้นแลว พระมหาโมคคัลลา
นะเถระเจา ก็ไดก ราบทูลลาออกจากแดนสุขาวดีพุทธเกษตร ตามพระพุทธรศั มีแหงพระองค เมื่อพนจากแดน
สุขาวดี ก็เหน็ พระพุทธรัศมีแหง องคพระสัมมาสมั พุทธเจาแหง เราทั้งหลาย เขา สชู มพูทวีปแลว เขา ถวาย
อภิวาทพระบรมศาสดาทูลวา ขาพระองคไ ดออกแสวงหาบาตรไปท่ัวแดนจักรวาลไมพบเห็นเลยพระเจา
ขา เม่ือพระพุทธองคต รัสถามพระภิกษรุ ูปอนื่ ๆ กไ็ มม ผี ูใด สามารถหาบาตรพบได ลาํ ดับนั้น พระสารบี ตุ ร
พระโมคคลั ลานะ และพระอสตี สิ าวกท้งั หลาย กอ็ าสานําบาตรนัน้ กลบั คืนมา แตก ห็ าไมพบ พระผูมพี ระภาค
จึงตรัสส่งั พระอชิตภกิ ษวุ า “ทานจงไปนาํ บาตรของตถาคตมา” พระอชติ ะจึงไดมดี าํ รวิ า ควรจะเปนอัศจรรยยิง่
นัก พระอสตี ิมหาสาวกนี้ ลว นเปนพระอรหนั ตม ีฤทธาอานุภาพมาก แตม อิ าจนาํ บาตรมาถวายแดพระพุทธองค
ได อาตมานไี้ ซร มีจิตอันกเิ ลสครอบงําอยู เหตุไฉน พระบรมครูจงึ ตรัสสัง่ อาตมาใหแ สวงหาซึ่งบาตร
น้ัน จะตอ งมีเหตุอนั ใดอันหน่ึงเปน มั่นคง จงึ รับอาสาทีจ่ ะนําบาตรนั้นคืนมา
พระอชติ ะไดไปยนื ในท่ีสุดของหมบู ริษัท มองข้ึนไปบนอากาศ แลว กระทาํ สัตยาธิษฐานวา อาตมาบรรพชาใน
พระพุทธศาสนา ไมไ ดห วังซง่ึ ลาภยศทั้งหลาย แตอาตมาบวชประพฤติพรหมจรรย เพื่อประโยชนท ี่จะตรัสรซู ึ่ง
ธรรมท้ังปวง อนั อาจสามารถรอ้ื สัตวโลกใหพน จากสงสารทั้งสิ้น หากวา ศลี ของอาตมามิขาดทําลายและดา ง
พรอยบรสิ ทุ ธิ์อยเู ปน อนั ดี ขอใหบ าตรของพระผูมีพระภาคเจาจงมาสถิตในมอื ของอาตมาดว ยเทอญ
พระพทุ ธองคต รัสวา อชติ ะภิกษุรปู นี้ ไมใชพระธรรมดา แตเปน หนอเน้ือพุทธรางกูรบาํ เพญ็ บารมเี พื่อตรสั รู
เปน พระพทุ ธเจา ใน อนาคตพระนามวา " พระศรีอาริยเมตไตรย" แลวตรสั ปลอบใจแดสมเดจ็ พระนานาง
ประชาบดโี คตมีวา พระองคนั้นไดลาภอนั ประเสริฐแลวทไี่ ดถ วายผา แดพระโพธสิ ตั วผ เู ที่ยงแทตอการตรัสรเู ปน
พระพุทธเจา ทําใหพระนางมีพระทยั แชม ชืน่ เบกิ บาน
๓. การเปรยี บเทยี บแนวความคดิ เรือ่ งการสรา งบารมีเพ่ือเปนพระพุทธเจา
พระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาท มีแนวความคิดเรื่องการสรางบารมเี พ่ือความเปน พระพุทธเจา สรุปไดวา บคุ คล
ผจู ะเปน พทุ ธเจา จะตองสรางสมบุญบารมี ตามหมวดธรรมทเ่ี รียกวา พุทธการกธรรมหรือบารมี จนครบถวน
เต็มบริบูรณทั้ง ๓๐ ประการ ซึ่งระยะเวลาระหวา งการสรางบารมเี หลาน้ีแบง ออกไดเปน ๓ ข้ันตอน คือ
๑. ขน้ั ตอนทีค่ ิดปรารถนาพทุ ธภูมิ แตย งั มไิ ดเปลงวาจา
๒. ขั้นตอนของการสรา งบารมพี รอ มดวยการเปลง วาจาปรารถนาพุทธภูมิ แตยงั มิไดร ับพุทธพยากรณ
๓. และขนั้ ตอนตัง้ แตไ ดรบั พุทธพยากรณแ ลว จนถึงการสาํ เรจ็ เปน พระพุทธเจา เมื่อบคุ คลใดสรา งสมบารมีจน
ครบ ๓๐ ทศั อันประกอบดว ยข้นั ตอนท้ัง ๓ โดยบริบรู ณแ ลว บุคคลนน้ั ยอมเขาถึงพุทธภูมบิ รรลคุ วามเปน
พระพทุ ธเจา ตอ ทาย
พระพทุ ธศาสนานิกายมหายาน มีแนวความคดิ เรื่องการสรางบารมีเพ่ือเปน พระพุทธเจา สรุปไดว า บุคคลผจู ะ
เปน พระพุทธเจา จะตองดําเนินวิถีชีวติ ตามหลักคาํ สอนทเี่ รียกวา โพธิสตั วมรรค อันประกอบดว ยบารมี ๖
อปั ปมัญญา ๔ มหาปณธิ าน ๔ และคณุ สมบัติ ๓ ซึ่งการที่ฝกฝนอบรมใหคุณธรรมเหลานีม้ ีวามเตม็ เปยมนัน้
จะตองใชความเพยี รและความอดทนอยางยิ่งยวด เปนระยะเวลาอนั ยาวนาน เม่อื บารมีอันเกดิ จาการปฏิบัติ
ตามหลักธรรมเหลานเ้ี ตม็ เปยมบรบิ รู ณแ ลว บคุ คลนั้นยอมเขา สพู ทุ ธภาวะเปนพระพทุ ธเจา
๔. การเปรยี บเทียบแนวความคิดเรือ่ งกายของพระพทุ ธเจา
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท มแี นวความคิดในเรื่องกายของพระพทุ ธเจาวา กายของพระพทุ ธเจาน้ันแบง ออก
ไดเปน ๒ ประเภท
๑. เรยี กวา นริ มาณกาย หมายถงึ สว นทีเ่ ปนกายมนุษยธ รรมดา ซึง่ ยงั ตกอยูในกฎของไตรลักษณ สามารถสญู
สลายไปเมอื่ ถงึ กาลอนั ควร
๒. เรียกวา กายธรรมหรอื ธรรมกาย หมายถงึ คุณธรรมหรอื พระธรรมคําสอนแหง องคพ ระพุทธเจา ซึ่งกายใน
สว นน้ี ยอมไมมีวันสญู สลายไปเมอื่ ใดทพ่ี ุทธศาสนกิ ชนประพฤติปฏบิ ัติธรรมอยู ยอ มสามารถทีจ่ ะสมั ผสั กับพระ
กายในสว นน้ีไดต ลอดไป
พระพุทธศาสนานิกายมหายาน มแี นวความคดิ ในเรอ่ื งกายของพระพทุ ธเจาวา กายของพระพุทธเจาน้นั แบง
ออกไดเปน ๓ ประเภท คือ
ประเภทแรก นิรมาณกาย หมายถึงกายของพระพุทธเจา ที่ยังตกอยูในกฎของไตรลักษณ ยังมกี ารเกิด แก เจ็บ
และตายเหมือนมนุษยธ รรมดาทว่ั ไป นริ มาณกายน้มี หายานเช่อื วา เปนการเนรมติ ขน้ึ มาจากสัมโภคกาย เพือ่
เปน อบุ ายในการส่งั สอนสตั วโลก
ประเภทที่ ๒ คือ สัมโภคกาย หมายถงึ กายที่แทจ ริงของพระพุทธเจา กายนีจ้ ะไมมีการแตกดบั อยใู นสภาวะที่
เปน ทิพยช ว่ั นิรันดรส ามารถแสดงตนใหป รากฏแพระโพธสิ ัตวได และสามารถรับรคู าํ ออนวอนสรรเสรญิ จากผทู ่ี
เล่ือมใสได สมั โภคกายนเี้ องที่เนรมติ ตนลงมาเปนนริ มาณกายในโลกมนษุ ยเ พื่อการส่ังสอน ดงั นน้ั แมใ นปจ จุบัน
นี้ พระพุทธเจา ท่ีเคยอบุ ัติข้ึนในโลกมนษุ ยท กุ ๆ พระองค ก็ยังดํารงอยใู นสภาวะแหงสัมโภคกายนม้ี ิไดสูญ
หายไปไหน
สวนกายประเภทท่ี ๓ ก็คือ ธรรมกาย อนั หมายถึง สภาวะอันเปนอมตะเปนสิ่งไรรปู ไมอาจรบั รไู ดด วยประสาท
สัมผสั ไมมีเบอ้ื งตน และทส่ี ดุ ทงั้ ไมมจี ดุ กําเนิดและผูสรา ง ดํารงอยูไ ดด วยตนเอง แมจกั รวาลจะวา งเปลา
ปราศจากทุกสิง่ แตธรรมกายจะยังดํารงอยูไมมีทีส่ นิ้ สดุ มหายานช่อื วา ธรรมกายนเ้ี องทแ่ี สดงตนออกมาในรูป
ของสัมโภคกายบนภาคพ้ืนสวรรค และสัมโภคกายกจ็ ะแสดงตนออกมาในรปู ของนิรมาณกายทําหนา ทส่ี ่งั สอน
สรรสัตวใ นโลกมนุษย
๕. การเปรยี บเทียบแนวความคิดเรอื่ งพุทธภาวะหลงั ปรินิพพาน
พระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาท มแี นวความคิดเรื่องพทุ ธภาวะหลงั ปรนิ ิพพานวา เมอ่ื พระพทุ ธเจาดบั ขันธปริ
นพิ พานแลว และธาตอุ ันตรธานไดเกิดข้นึ แลว พทุ ธภาวะยอมเปน สภาพวางเปลา ไมมีสภาวะบญั ญัติอื่นใด
ปรากฏอยู เราไมส ามรถจะหาพระพทุ ธเจา ผูปรินพิ พานไปแลวไดไมว า ณ ที่ในจักวาลนี้
พทุ ธศาสนานิกายมหายาน มีแนวความคิดเรื่องพุทธภาวะหลังปรินพิ พานวา พระพุทธเจา เมอื่ ไดแ สดงตนวา
ปรนิ ิพพานแลวนั้น ทจี่ ริงหาไดเ ปนการสน้ิ สดุ ของพุทธภาวะไม การปรนิ ิพพานเปน เพยี งอุบายแหงการสง่ั สอน
สรรพสัตวเทา นนั้ พระองคย งั คงมีพุทธภาวะอยูโดยสมบูรณในรูปของสัมโภคกายสามารถทจี่ ะรบั รเู รอื่ งราวตาง
ๆ ได และจะดาํ รงอยูเ ชนนี้ตลอดชั่วกาลนาน จนกวา จะชว ยเหลือสรรพสตั วไ ดห มด พระองคจ งึ จะเสด็จเขา สู
พระนิพพาน
ความแตกตางบางประการระหวางเถรวาทกบั มหายาน
เถรวาทนยิ มรกั ษาขนบธรรมเนยี มประเพณีคอ นขางเครงครัด ไมคอยนยิ มการเปลยี่ นแปลง และไมคอยอม
รับสิง่ ใหมๆ เขา มาในขณะของตน เถรวาทจงึ อยูในลกั ษณะอณรุ กั ษน ิยม สว นมหายานพยายามเอาเหตุผลเขาจบั
พทุ ธพจนเ ปล่ียนแปลงประเพณบี างประการ ตดั บาง เติมบาง สุดแลวแตเหน็ สมควร ไมเครงครดั วนิ ยั นัก ดว ย
เห็นวา วนิ ยั นั้นเปนสงิ่ ท่พี ระพุทธเจา ทรงบัญญตั ติ ามกาลเทศะเนนธรรมมากกวาวินยั แตไมท ง้ิ วนิ ัย
ขอ น้วี จิ ารณไดวา ทัศนะและการปฏบิ ัตขิ องเถรวาทและมหายาน เกย่ี วกับเร่อื งนีม้ ขี อดีขอ เสยี ที่พงึ พจิ ารณา
ไดดังนี้ คือ การถอื แบบเถรวาทน้นั มีสวนทดี่ ที าํ ใหศาสนาม่ันคงพอสมควร และทาํ ใหร วู าพุทธศาสนาด้ังเดิม
หรือธรรมวินัยดั้งเดมิ นนั้ เปนอยางไร ไมเลอื นหายไปเสยี ทีเดียว แตม ีขอเสียทวี่ า การไมย อมเปลย่ี นแปลงอะไร
เสียบา งเลยนั้น ทําใหข ัดของลําบากในการปฏิบตั ิ เพราะการกระทําอยางเดียวกนั อาจทาํ ไดใ นกาละหนึ่ง เทศะ
หนงึ่ แตพ อกาลเทศะเปลีย่ นไปการกระทําอยอู ยา งเดิมยอมกอใหเ กิดความขัดของ ทําตนใหลําบากโดยเปลา
ประโยชน สมเดจ็ พระมหาสมณเจากรมพระยาวชิรญาณวโรรส มหาปราชญท างพระพุทธศาสนาไดทรงรจนาไว
ในเรือ่ งอภสิ มาจาร(ความประพฤตทิ ่ีดีงาม หรือขนบธรรมเนียมอนั ดงี ามของภิกษุ)วา
ถา ลว ง(อภสิ มาจาร)แตบ างอยางหรอื บา งครงั้ ก็ไมพอเปน อะไร แตถา ลว งมากอยางหรอื เปนนิตยไป ธรรมเนยี ม
ยอ มกลายไปเสื่อมเสยี ไป ภกิ ษตุ างเปน 2คือ พวกเครง และพวกไมเ ครง กเ็ พราะพวกเครงยงั ถอื ธรรมเนียม
แขง็ แรง พวกไมเครง ก็ทอดธรุ ะเสยี ไมเ อ้อื เฟอในอันธรรมตาม รเู ชน น้ีแลว พึงปฏิบตั ิโดยทางสายกลางไมธรรม
ตนใหล ําบากเพราะธรรมอนั ขวางตอ กาลเทศะ และไมม ักงายจนกระทาํ ตนใหเ ปน ผเู ลวทราม ปฏบิ ัติไดเพยี ง
เทา น้ีกเ็ รียกไดว า “งาม”ยงั พอจะสืบอายุพระพทุ ธศาสนาไดอ ยู
ฝายมหายานไมคอยเออื้ เฟอตอธรรมวนิ ัย ไมคอยเครงครดั ในธรรมเนียม พยายามปรบั ตัวใหเขากับกาลเทศะ
ถาปรับแตพอดีหรือเปลี่ยนแปลงแตพอดี เพราะทําใหสําเร็จที่ตอ งการ ถา เกนิ พอดีไปก็ทําใหดหู ละหลวมไม
เออื้ เฟอตอ พระธรรมวนิ ยั เสียเลย อยางไรก็ตาม แมม หายานจะดูหละหลวนตอ พระธรรมวินัย หรอื ศลี ธรรมที่
เถรวาทยึดถืออยูก็จรงิ แตม หายานก็สรางวนิ ัยขึน้ ใหม ตัวอยา งเชน ครกุ าบัติ(อาบัตหิ นัก) คอื ปาราชิก4ในโยคพิ
สัตวสกิ ขาบท ซ่งึ มีดงั นี้
1.พระโพธสิ ตั วมีความโลภในลาภสักการะ แลวสรรเสรญิ ยกยอ งตนเอง ตําหนติ ิเตียนผอู ่ืน เปนปาราชกิ
2.พระโพธิสตั วมคี วามตระหนี่ในทรัพยสมบัติของตน เมื่อมีสตั วผยู ากไรมาปรากฏ พอจะบริจาคทรพั ยของตน
ชว ยเหลือไดแ ตไมบริจาค ตระหนค่ี วามรู เม่ือมีผูใฝธรรมตองการฟง ธรรมตนเปนผูรูธรรมแตไมย อมแสดงธรรมก็
ตาม เปนปาราชิก
3.พระโพธิสัตวโกรธแลว ปองรายสตั วอน่ื ประทษุ รายสัตวอื่นดว ยวาจา หรือดวยอาวธุ ทาํ ใหไ ดร ับบาดเจบ็
แมมผี ูหา มแลว ไมเชือ่ ฟง มจี ติ พยาบาท ผกู เวรไว เปนปาราชิก
4.พระโพธิสตั วค ัดคานติเตียนโพธิสตั วป ฎ กทง้ั ปวง กลับยินดีเชอ่ื ในธรรมปฏิรูป (ธรรมปลอม ธรรมเทยี ม ไมใช
ธรรมแท) เกิดศรัทธาขึน้ เองก็ดี ผูอ นื่ ใหเ กิดกด็ ี เปน ปาราชกิ
จะเห็นไดวา ปาราชิก4สําหรับพระโพธสิ ตั วของมหายานน้ี เมอื่ เทียบกนั แลวรนุ แรงกวาหนกั กวา ปาราชิก4ของ
ภิกษฝุ ายเถรวาทมาก รกั ษาไดอยากกวา ปาราชิกของฝายภิกษุเถรวาทดว ย
มหายานสนใจในธรรมอนั ลึกซ้ึง เชนเรือ่ งสุญญตา ผูสนใจในพุทธศาสนาจากประเทศตะวนั ตกสวนใหญจ ะสนใจ
มหายานมากกวาเถรวาท นอกจากจะมคี ําสอนทตี่ ่ืนเตน โลดโผนเปน อาหารของความคิดแลว มหายานยงั มเี รือ่ ง
ของพระอมิตาภพุทธเจา ซง่ึ มีลักษณะละมายคลายคลงึ กับพระเจาของชาวตะวันตกอีกดวย จงึ เปน ทถ่ี กู ใจของ
ชาวตะวนั ตกทงั้ ดานความคดิ และความเช่ืออีกดวย
โดยท่ัวไป พุทธบริษทั ฝา ยเถรวาทพยายามเพ่ือความหลุดพนเฉพาะตน มิไดมปี ณธิ านเพือ่ ชว ยเหลือสัตวอน่ื
ใหพนจากสงั สารวฏั คงปลอ ยใหเปนหนา ทขี่ องแตละคน และเปนหนาท่ีของพระพทุ ธเจา ทีจ่ ะตองชวยเหลือ
มหายานจงึ เหน็ วาเถรวาทเปนเรือ่ งสวนตวั มหายานเปน เรอ่ื งของโลก
คาํ กลาวน้ีเปน ทัศนะของฝายมหายานที่มองเถรวาท แตเถรวาทคงไมยอมรับสภาพที่มหายานกลา ว เถรวาท
พยายามเพอ่ื ความหลดุ พนของตนก็จริง แตม ีจิตใจเผื่อแผในการชวยเหลอื ผอู ่นื ดว ย แตต อ งการจะชวยเหลือ
ตนเองใหห ลดุ พนไปกอน เม่อื ตนเองหลดุ พนไปแลว การจะชวยเหลอื ผูอนื่ ก็จะสวกขึน้ และชวยไดมากดวย
เปรียบเหมือนผทู เี่ รยี นจบแลวหันมาชว ยเหลือผอู ื่นใหเ รยี นจบดวย ยอ มจะแนนอนมั่นคงและนาเช่ือถถอื กวาผูท ่ี
ตนเองยังกย็ งั ไมร ู ไมหลุดพน จะชว ยใหผ อู ื่นรูแ ละหลดุ พน ไดสักเทา ใด
อีกตัวอยาง คนไขร ักษาคนไขจะทําไดสกั เทา ใดและไมแนใจในความถูกตอง ปลอดภัยดวย แตแ พทยท ี่จบ
การศึกษาแลว ยอ มรักษาคนไขไดด ี แมมแี พทยเ พียงคนเดียวกส็ ามารถรกั ษาคนไขไดเปนจาํ นวนรอ ย จํานวน
พนั ขอนีฉ้ นั ใด เรื่องเถรวาทก็ทาํ นองเดียวกัน ฉนั น้นั มหายานเปรียบเหมือนคนไขท ี่รักษาคนไขด วยกัน สวนเถร
วาทเปรียบเหมือนแพทยชว ยเหลือคนไข ถาได2แรงยง่ิ ดี แตตองเชอ่ื คําแนะนําของแพทยเปนสว นใหญ
พระพุทธเจาสวนใหญ พระพุทธเจา เคยตรัสสอนไววาผทู ยี่ ังปลดเปลอ้ื งตนไมไ ด จะปลดเปล้อื งตนเองไดอยางไร
เถรวาทน้นั ยาํ้ หนักเรื่องใหพงึ่ ตนเอง บุคคลจะหลดุ พน ไดก็เพราะพยายามดวยตนเอง เพราะฉะนน้ั พุทธ
สาวกผูมงุ บรรลธุ รรม จงึ ตองขวนขวายชวยตวั เองอยางเตม็ ที่ จะพ่งึ ใครอื่นไมได สว นทางมหายานเหน็ วา
ชาวโลกมธี ุระยงุ เกนิ ไป ไมม ีเวลาทจี่ ะขวนขวายเพ่อื ความหลุดพน เพ่ือความสุขความสาํ เรจ็ ของตนเองได จงึ
ตองการความชว ยเหลือจากผูอน่ื ดังนน้ั ทัศนะของมหายานจงึ มวี า พระหากรณุ าธิคุณของพระพุทธเจาน้ัน
สามารถชว ยสัตวอน่ื ใหหลุดพนไดดว ย
เรื่องนี้มหายานทาํ ใหพระพุทธเจาอยูในฐานะเดยี วกันกับพระเจา ของศาสนาอืน่ ๆ มีศาสนาฮินดเู ปนตน ท่ี
พระพรหม พระศิวะ และพระวษิ ณุหรอื พระนารายณส ามารถชวยเหลือผูออ นวอนได แตความจรงิ แลวชว ย
ไมไ ด ที่วา ชวยไดน ้ันเปน เพยี งความเชอ่ื ไมใชความเปนจริง เพราะถาเราสามารถออนวอนใหพระเจา หรือ
พระพทุ ธเจา ตามความเชอ่ื ของนกิ ายมหายานชว ยเหลอื เราไดจริงแลว ใครเลาจะยากจน ใครเลา จะเจบ็ ปว ย
ใครเลา จะพลดั พรากจากสิ่งอันเปนที่รักทีเ่ จรญิ ใจ ทุกคนจะไดสมหวังในส่ิงท่ตี นตองการ เพราะทุกคนมีสทิ ธทิ ่ี
จะออนวอนและมีกาํ ลังในการออ นวอนเทาเทียมกัน
พระไตรปฎกฝายเถรวาทไดบนั ทึกพระพุทธพจนอันนาสนใจยง่ิ ไดวา
สงิ่ ทนี่ า สนใครป รารถนา 5ประการคือ อายุ วรรณะ ยศ สขุ และสวรรค ไมสามารถจะมีไดดวยการวงิ วอน
เพราะถา มีไดดว ยวธิ กี ารอยางน้นั แลว ใครเลาจะขาดแคลนยากจน สาวกพระอริยะไมพ ึงเพลดิ เพลนิ พอใจใน
การออนวอน แตเมือ่ ตองงการส่ิงใดกพ็ ึงปฏบิ ัตขิ อปฏบิ ัติอันเปน เหตุใหบรรลุส่งิ นัน้
เมอ่ื บคุ คลเอานาํ้ มันเทลงในนํ้า เอากอนหินทงิ้ ลงในนาํ้ จะออ นวอนสักเทา ใดเพื่อใหน าํ้ มันจมและใหกอนหิน
ลอยขึ้นไมได เพราะนํ้ามันคงลอยขึ้นเหนือน้ํา กอ นหนิ คงจะจมนํา้ อยอู ยา งนนั้ เพราะน้ํามนั มีสภาพลอยนา้ํ
กอ นหินมสี ภาพจมนา้ํ ฉันใด ความดเี ปน เหตุใหเ ฟอ งฟู ความช่วั เปน เหตุใหลม จมตกตํา่ เม่อื ทําแลวจะออนวอน
ใหมผี ลตรงกนั ขามไมไดฉันนัน้
อยา งไรก็ตาม การทีม่ หายานทําใหพ ระพุทธเจาอยูใ นฐานะเดียวกับพระเจา ของศาสนาฮนิ ดนู ัน้ เมื่อกลา ว
ตามประวตั ศิ าสตรพุทธศาสนาแลว กเ็ พราะคณาจารยฝ า ยมหายานตอ งการแขงกบั ศาสนาพราหมณตองการกู
พระพุทธศาสนาใหอยูรอด ตองการแบงมหาชนจากศาสนาพราหมณ เพราะคนสว นใหญนิยมยนิ ดีในการออน
วอนเมื่อไหนๆจะออนวอนกนั แลว ก็ใหออนวอนพระพุทธเจาเสียมดิ ีกวาหรอื จึงสรา งใหพ ระพุทธเจาและพระ
โพธิสัตวมีอณุภาพไพศาลสามารถชวยเหลอื มนษุ ยผ อู อนวอนได
เถรวาทเปนอเทวนยิ มแท ไมมีพระเจาผบู นั ดาลควบคุม สิง่ ท่ีแทนพระเจาของเถรวาทคือกฎแหง กรรม
และธรรม(ซง่ึ หมายถึงธรรมชาติและกฏธรรมชาติ)เปน ส่ทิ ี่คมุ ครองโลก ทุกๆคนตกอยภู ายใตกฎแหง กรรม
พระสิทธัตถะโคตรมะน้ันเปนเพยี งอวตารปางหนง่ึ ของพระพุทธเจาองคจ รงิ ทํานองเดียวกับพระนารายณ
อวตารลงมาเปน พระรามในศาสนาพระรามในศาสนาฮินดู ดว ยเหตนุ ผี้ ูมที กุ ขจงึ สามารถสวดออ นวอนขอความ
ชว ยเหลอื จากพระองคเองได
คาํ วาธรรมในทางภาษาทางพระพุทธศาสนามคี วามหมายกวา งมาก คือครอบคลมุ ทุกสงิ่ ทกุ อยางไวใ นคําวา
“ธรรม” นีเ่ อง เชนธรรมชาติ ธรรมดา กฎของธรรมชาติ และความทสี่ ิ่งนนั้ ๆ จะตองเปนอยา งน้ันๆ เปน
ธรรมดา เชน เรามคี วามแกเปนธรรมดา มีความเจบ็ ความตาย เปน ธรรมดา
นอกจากนี้ ธรรมยงั หมายถึง พฤติกรรมตา งๆ เชนดี-ชว่ั ไมด-ี ไมช วั่ สุข-ทกุ ข ไมส ขุ -ไมทุกขฯ ลฯ เพราะความ
ท่คี ําวา “ธรรม”จึงมีความกวางขวางครอบจักวาลนเ่ี อง จงึ กลา ววา ธรรมเปน สิ่งครองโลกเปนใหญท ่สี ุดในโลก
อยางท่ีพระพุทธเจาตรสั แกภิกษรุ ูปหน่ึงวา ธรรมเปน ใหญกวา พระเจาจกั รพรรดแิ ละพระองคเ องก็ยังตองเคารพ
ธรรม สกั การบชู าธรรม เมื่อพิจารณาในแงของการปฏิบัตติ นจะเหน็ วา คนเราทเี่ ปนคนดีท่ีสุด กเ็ พราะมี
คุณธรรมความดีมากท่ีสดุ ทเี่ ปน คนชั่วทสี่ ุดก็เพราะมีอกุศลธรรมความชัว่ ในตนมากท่ีสดุ ลาํ พงั แตร างกายเปน
ธรรมชาตทิ ี่กลางๆ คือเราไมเ รยี กเขาวาเปน คนดหี รอื คนช่ัวจากการกระทําของเขา
ดวยเหตนุ ี้ พทุ ธศาสนาจึงเนนเรือ่ งกรรมมากอีกเรอ่ื งหน่ึง ซึ่งมีบทบาทชีว้ ิถีชวี ิตของคนใหเหน็ วา คนจะเปน
อยางไรกส็ ุดแลว แตการกระทําของเขา พุทธศาสนากลา วไววา กรรมมพี ลงั สงู สดุ ไมม ีพลังใดเหนือ คนที่อยเู หนือ
กรรมไดก็มีแตพระอรหันตเทา น้ัน เพราะทานหมดกิเลสแลว กรรมก็พลอยสน้ิ ไปดว ย คอื หลังจากทานสาํ เรจ็ เปน
พระอรหันตแ ลว ทา นไมทาํ กรรมใดๆอีกเลย ทั้งฝา ยดีและฝายชั่ว จึงไมมผี ลดผี ลช่วั สาํ หรบั ทา น ท่ีชาวเรา
เรียกวา ทานทาํ ดนี น้ั เปน ไปตามสํานกึ ของเราเอง
แตกรรมท่ีทานทําไวก อนเปนพระอรหันตก รรมนน้ั เมอื่ มีโอกาสกรรมนั้นกจ็ ะใหผลแกทานไดเหมือนกัน ถาไม
มีโอกาสก็เปน อโหสกิ รรมไป
การทที่ างมหายานถือวา พระสทิ ธตั ถะโคตมะปน พระอวตารของพระพทุ ธเจา องคจริง(สัมโภคกายของ
พระพทุ ธเจา หรอื พระอมติ าภพทุ ธเจา น้นั )นนั้ ทาํ นองเดียวกบั พระนารายณอวตารลงมาเปนพระรามนนั้ ทาํ ให
ชาวพทุ ธยนิ ดใี นการสวดออนวอนขอความชว ยเหลอื จากพระพทุ ธเจา เปนการสวนทางกับคาํ สอนของพระพทุ ธ
องคท่วี า “ความเพียรเปน เครื่องเผาบาป ทานท้ังหลายตองทาํ เอง เราตถาคตเปนเพียงผูช้ที างเทา นัน้ ”เปนการ
สวนทางกบั หลักกรรม ทาํ ดีไดดี ทําชวั่ ไดชว่ั คือเนนที่ตวั การกระทาํ ใหส มควรแกผ ลท่ีตองการเมื่อเหตุพรอม
แลว ผลยอมไหลตามมา ไมใชการออนวอน ตวั อยางในทางพระพุทธศาสนาน้ัน แมจะมกี ารขอรองบางที่
เรยี กวาอธิฐานวา ใจเพ่ือใหไ ดน่นั ไดน ่ี หรือเปน นั่นเปนน่ี ก็ตองต้งั อยบู นพื้นฐานแหงการทําดีกอ น เชน ใหทาน
รกั ษาศลี เจริญภาวนา แปลวา ตอ งทําเหตอุ ันสมควรกอนแลว จึงปรารถนาผลน้นั ๆ ไมใชอยๆู ก็ไปขอนัน่ ขอน่ี
บุคคลสญุ ญตา ความวา งจากบุคคล ธรรมสุญญตา ความวา งจากธรรม กลาววา เถรวาทไมย ดึ มนั่ ในบคุ คล
และไมย ดึ ม่นั ในธรรม ฝายมหายานกลา ววา เถรวาทไมยึดม่ันในตวั บุคคล กจ็ ริงแตย ึดมั่นในธรรมอยู คือ ยงั มี
ขันธ ธาตุ อายตนะเปนตนอยูมหายานถือวาท้ังบุคคลและธรรมเปน สุญญตา(วา งเปลา)ท้งั สน้ิ
เรื่องนี้ ฝา ยเถรวาทไมยอมตามคาํ กลาวของมหายาน ทางเถรวาทกลาววา เถรวาทไมย ึดม่ันในธรรม
เหมือนกัน ดังพุทธวจนะท่ีวา ทรงสอนธรรมเสมือนเรือหรือแพสาํ หรบั ใชข า มฝง เมื่อขามฝงไดแลว ก็ทงิ้ เรือหรือ
แพไวท่ีฝง นนั่ เอง ไมต องเอาเรือหรอื แพขน้ึ ไปดวยทรงสรุปวา ทรงสอนใหละไมเ พยี งแตอ ธรรมเทา นน้ั แตใ หล ะ
ธรรมเสยี ดวย คอื ละท้งั บุญท้ังบาป ดีและชั่ว จนเปนผูไมมีบุญไมมีบาปดังคุณสมบัติของพระอรหันตขอหนึ่งวา
“ปุ ฺญปาปปหีโน”ผูละบุญละบาปไดแ ลว
ทงั้ นี้ เพราะท้ังบุญและบาปเปน ไปเพื่อการเวยี นวา ยตายเกิดในภพตา งๆ บญุ เปน เหตุใหเกิดในภพทดี่ ี บาป
เปนเหตุใหเ กิดในภพทีเ่ ลว เม่ือยังมีภพก็ยังมีทุกข ไมทรงสรรเสรญิ ภพใดๆเลย ตรัสเปรยี บเทียบวา “อุจาระ
หรือปสสาวะแมเพยี งเล็กนอยก็มกี ลิน่ เหมน็ ฉันใด ภพก็ฉนั นั้น(แมนอยหนึง่ กเ็ ปน ท่ีต้ังแหง ทกุ ข)เราตถาคตจงึ ไม
สรรเสรญิ ภพเลย”
เปรยี บอีกอยางหน่ึง กิเลสเหมือนโรค ธรรมเหมอื นยา คนกิยาเพ่ือกําจัดโลก เม่อื หายโรคแลว จะกนิ ยาทาํ ไม
อกี เพราะฉะน้ันเมือ่ กาํ จดั โรคไดแ ลว ก็เปนอนละยาไปดวย
ครหู รืออาจารยน้นั แมจ ะเก่ยี วขอ งอยกู ับการสอบไดสอบตกของนกั เรียน นักศึกษา แตค รูก็พน การสอบได
และสอบตกเปรียบเหมือนผูละท้ังบุญและบาปได มคี วามปลอดโปรง เบากายสบายใจ ไรกงั วล
อน่งึ ผคู มุ นักโทษนัน้ แมจะอยใู นคุกก็ไมเ รียกวาผูตดิ คุก เขาไมตดิ คุก จงึ ไมต องออกจากคกุ ผูคุมนักโทษนั้น
แมเ กยี่ วของอยูกบั โซตรวนก็ไมต ิดโซต รวน
“เนือ้ ปา ทแี่ มจ ะนอนทับบว งอยู แตไมติดบว ง ยอมมีอิสรเสรี เมื่อพรานเดนิ เขา มากห็ นีไปไดตามปรารถนา ไม
ถึงความพนิ าศ วอดวาย บว งท่กี ลาวนี้คือ กามคณุ 5”
พระอรหนั ตเ จา ทง้ั หลายกเ็ ปนเชน นั้น แมจะเกยี่ วของอยูกบั กามคณุ 5กไ็ มต ิดในกามคุณ เก่ียวขอ งอยูในโลก
ธรรม8 ก็ไมต กอยูในอํานาจของโลกธรรม เก่ียวของอยูกับบุญกไ็ มต ิดอยูกับบญุ ไมต ิดในความดที ต่ี นทํา ไมห วงั
ผลแหงความดีที่ตนทาํ เปนผปู ลอ ยวางอยา งอยางแทจรงิ จงึ วา งจากโลภ โกรธ หลง เปน ผอู ยูเ หนือโลกเรียกวา
“ดลกุตตรชน”