The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนานิกายมหายาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aslongart, 2021-07-12 07:10:01

พระพุทธศาสนานิกายมหายาน

พระพุทธศาสนานิกายมหายาน

เถรวาทถือวา พระอรหนั ตเม่อื ดบั ขนั ธแ ลว ไมมีอะไรเหลืออยูอกี ฝา ยมหายานถือวา เม่ือดับขนั ธแ ลวก็ยงั มอี ยู
แตมอี ยูอยางบริสุทธ์ิ พระพทุ ธเจา พระปจ เจกพุทธเจา และพระอรหนั ตทงั้ หลายยงั มีอยูอยา งผบู ริสุทธทิ์ ั้งสิน้

เถรวาทไดอางวา พระพุทธพจนในพรหมชาลสูตร(ที.ส.ี เลม 9) วา “เม่อื ตถาคตยังมชี วี ิตอยู เทวดาและมนษุ ย
ทง้ั หลาย ยอ มสามารถเห็นตถาคตได แตเม่ือตถาคตนพิ พานแลว เทวดาและมนุษยจะไมสามารถเหน็ ตถาคตได
เลย”

ฝา ยมหายานคงตอ งการใหกาํ ลังใจแกผปู ฏิบัตธิ รรมเพื่อละกิเลสและเพื่อความหลดุ พนวา เม่ือละกิเลสไดแ ลว
หลุดพนแลว ก็จะมีความสขุ อยา งแทจ ริงเปนนิจนริ นั ดรอยใู นภพหนง่ึ ที่เรียกวา พุทธเกษตร ไมต องเวียนวาย
ตายเกดิ และคุมกบั ที่อตุ สาหลงทนุ ลงแรงบาํ เพ็ญเพียรดวยความเหน่ือยยากลาํ บาก เถรวาทเห็นวา ถา เปน
อยา งนั้นก็ยังมีภพอยู เมื่อมีภพก็ยงั มที ุกขดงั กลาว

ศรีภทั รกีรติ

บทแปล ธรรมบท 42 บท จากภาษาอังกฤษซงึ่ เขียนโดย ศาสตราจารย จอรน โบเฟลด (John Blofeld) พระ
คณาจารยจีนเยน็ บุญมอบใหผ า นความทรงจาํ ทฮ่ี องกง

พระสูตรพุทธวจนะ42บทน้ี แพรห ลายเลอ่ื งลือมาก ทง้ั ในโลกตะวันตกและในประเทศจนี เปนพระสตู รแรกท่ีมี
การแปลสูภ าษาจีน เมื่อราวพ.ศ.612 พระเจา เมงเต แหงราชวงศฮ ่นั ทรงสุบินวาไดเหน็ ปฏมิ ากรทองคําขนาด
ใหญลอยมาจากสวรรค เมือ่ มาถึงพระราชวัง ปฏมิ ากรนน้ั ก็หยุดแตย งั คงแกวงไปมา พระเศียรของปฏิมากรนน้ั
มรี ศั มีสวา งไสว ขา งกายมีพระอาทิตยแ ละพระจันทร พระองคก ็ตกใจต่ืนขน้ึ จึงใหอ มาตยโหรา มาพยากรณ
อมาตยโหรา กราบทูลวา เปนเรอ่ื งมหามงคล พระปฏิมากรนัน้ คอื พระพุทธรูปฉายาลักษณของพระพุทธเจาใน
อนิ เดยี พระเจา เมง เตเ คยไดยินเรอื่ งราวของพระพทุ ธศาสนามาบา ง ก็ยินดี และไดจ ัดขบวนราชบุรุษ 18 คน
ใหเ ดินทางไปอนิ เดียเพ่ืออัญเชิญพระพทุ ธศาสนาเขามา เม่ือคณะราชบรุ ุษกลบั มาไดอัญเชิญพระธาตุ,
พระไตรปฎ ก มาเปนอันมาก ในครัง้ นนั้ ยังไดอญั เชญิ พระภิกษุ 2 รปู มายังประเทศจีนดวย คอื พระกาศยปมา
ตงค และพระโคภรณ (หรือทเี่ รยี กวา ธรรมรักษ) พระเจาเมงเต ทรงสรางวัดชื่อวา วดั มา ขาว ข้นึ ณ นครลก
เอี๋ยง อันเปน วดั แหงแรกในประเทศจนี เพอ่ื ประดิษฐาน พระธาตุ พระไตรปฎ ก พระสตู รตางๆ อีกใหพ ระภกิ ษุ
ทง้ั สองไดจ ําพรรษา และแปลพระสตู รดวย (ชื่อวัดมาขาวเน่ืองมาจาก พระเจา เมงเตไ ดแสดงความเคารพนอบ
นอ มตอ ส่งิ ซ่ึงคณะราชบุรษุ นํามา โดยใหบ รรทุกมาบนหลงั มาสีขาวท่จี ดั วา ดีท่ีสดุ จึงใหช ่ือวัดนน้ั เพื่อเปน
อนสุ รณวาวดั มาขาว)

พระสูตรพทุ ธวจนะ 42 บท ดําเนนิ ความในพระสูตร

่งิ เตรปฎ ก,พระสตู รตา งๆนหลงั มาสีขาวท่ีจดั วาดที ี่สดุ จึงใหช ือ่ วดั นน้ั เพ่ือเปนอนสุ รณว าวัดมาขาว)พนอบนอม
ตอ สง่ิ ซง่ึ คณะราช ถึงพระดํารขิ องพระพุทธเจา ท่ีใหหลกี เลี่ยงจากกามคณุ ตั้งอยูในความสงบ ตัง้ อยใู นฌาน
สมาธิ ขอธรรมในพระสูตรคลายคลงึ กับธรรมบทที่มีอยูในพระไตรปฏก มากกวา ทจี่ ะเปน พระสตู รเอกเทศ
เหมอื นพระสูตรมหายานในยุคหลงั ตอๆมา พระสตู รน้ีเนนไปทก่ี ารปฏิบัตติ นของสมณะเพศมากกวาทจี่ ะเนน ไป
ทค่ี ฤหสั ถ หวงเวลานนั้ มหายานในอนิ เดยี ยงั ไมสมบูรณร ุงเรืองเต็มที่ อัศวโฆษ ซึ่งถือกาํ เนดิ เมอื่ พ.ศ.608 เพง่ิ
จะมอี ายุได 4 ป ตาํ ราและพระสูตรตางๆทางมหายาน ยังมไิ ดม กี ารรวมรวมเรียบเรยี งเปนระบบ จะมีก็แตพระ
ไดรปฏ ก ของเถรวาทที่จารึกทีล่ ังกาดว ยภาษาบาลี เมื่อพ.ศ.508 แตก ย็ ังมีพระไตรปฎ ก ของสรวาตสิ วาสซึ่ง
แตกตา งจากพระไตรปฏกของเถรวาทไมมาก (พระไตรปฎ กมหายานท่ใี ชกนั อยทู ุกวันนกี้ ็คือพระไตรปฎกของสร
วาตสิ วาส ทจ่ี ารึกดวยภาษาสันสกฤษ ไมทราบปที่จารกึ สันนิษฐานวาจะอยูในชว งเวลาไมนานจากนี้เพราะอยู
ในสมัยของพระเจา กนิษกะซงึ่ ครองราชยเมื่อ พ.ศ.619-644 และเปน ผจู ัดใหมีการสังคายนาครงั้ ที่ 4 ซง่ึ เปน
มหายาน พรอ มท้งั จารจารึกส่ิงทไ่ี ดส ังคายนากันไวด วย)

พระพทุ ธวจนะ 42 บท

เมอื่ พระพุทธเจาตรัสรู ทานไดสอ งใหเราไดเ ห็นภาพวา “การละทง้ิ ความปรารถนาและการหยดุ น่งิ ในภาวะ
สงบอยางแทจ รงิ คือชยั ชนะที่ย่ิงใหญที่สดุ การคงอยูในภาวะนามธรรมอนั สมบูรณ คือวธิ กี ารเอาชนะวถิ แี หง
มารทั้งหลาย” ณ.ท่ี วิหารสวนกวาง (เชนตะวันมหาวหิ าร) ทานไดอธบิ ายถึง หลกั ธรรมความจริงอนั ประเสริฐ 4
ประการ ซึ่งสามารถทําใหพราหม อาชญาตเกาณฐ ินย (อัญญโกนฑัญญ)และพวกอกี 4 ทา นบรรลุผลของธรรม
วถิ ีนแ้ี ละไดอุทิศตนเปน สาวก ยังมพี ระสงฆอีกจํานวนหนง่ึ ที่ยังมขี อสงสยั อยู และกราบทูลถามพระพทุ ธเจา
เพือ่ ใหคําสอน และวิถีปฏิบตั ิในการแกไขปญหาของพวกเขา ดวยความเด็ดเดี่ยวแนวแนท ่ีจะปฏบิ ัติ จนถงึ กบั ที่
พระพทุ ธเจาทรงสอนส่งั พวกเขาตวั ตอ ตวั จนกระท่งั พวกเขาสามารถบรรลุความรูแจงไดสาํ เร็จ พวกเขาไดต ง
ลงรว มมือกันอทุ ิศตนรบั คําสัง่ จากพระพุทธเจาเพ่ือเผยแพรธรรมวถิ ปี ฏิบตั อิ นั ศกั ดิส์ ิทธิน์ ้ี

1 พระพทุ ธเจา ไดตรสั วา พวกเขาทัง้ หลายผซู ึ่งละท้ิงจากครอบครวั และหันมาใชชวี ติ แบบภกิ ขาจาร (ไร
บาน,ขอเขากนิ ) พวกเขาจะรูถงึ ธรรมชาตใิ นจติ ของของตนเปนอยา งดี และสามารถเขา ถึงส่งิ ที่เปน มูลฐาน ดวย
เหตุน้ี การปลีกตวั จาก (สิง่ ปรากฏตางๆ และบรรลุส)ู การไมรับรูด ว ยประสาทสัมผัส จะเรยี กวา “ศร
มน”(สมณะ) พวกเขาเหลา น้ันจะปฏิบตั ติ ามศลี 250 ขอ เพือ่ เขาสูและคงอยใู นภาวะสงบอยาง
แทจ รงิ หลังจากผา นการปฏิบตั ธิ รรมทง้ั 4 ขั้นตอนแลว พวกเขาจะกลายเปน พระอรหันต ผูซงึ่ ครอบครอง

พลังท่ที ําใหตนลองลอยอยูในอากาศและพลังในการเปลย่ี นแปลงสภาพได ตลอดจนความสามารถในการยดึ
อายเุ ปนระยะเวลายาวนานไมสิ้นสดุ และสามารถอาศัยหรือโยกยายไปไดทุกที่ไมวา จะเปนโลกสวรรคหรือโลก
มนษุ ย ขน้ั ที่ตํ่ากวาขน้ั พระอรหนั ต คอื อนาคามี ผูบ รรลุขั้นน้ี เมอื่ ถงึ ยามบน้ั ปลายชีวิตจะมีอาํ นาจทางวญิ ญาณ
เพอื่ เขาสูสวรรคช น้ั 19 และบรรลเุ ปนพระอรหนั ต สาํ หรับผูบ รรลุธรรมข้นั สกรทิ คมนิ (สกทาคามี) ผซู ่งึ จะตอง
ขน้ึ ไปอีกกาวหนึ่ง และตองเวียนวายตายเกิด มากกวา คร้ังหน่ึงกอ นทจ่ี ะบรรลุเปนพระอรหนั ต ยงั มีผูบรรลุ
ธรรมอีกขนั้ หนึ่ง นน่ั คอื สโรตา-อปน( โสดาบนั ) คนเหลานี้จะยังไมส ามารถบรรลเุ ปนพระอรหนั ตได จนกวาจะ
ผานการเวยี นวายตายเกิดในสัมสารามากกวา 9 ครัง้ (ตามคัมภีรด ้ังเดิมของจีน กลาววา 7 ครั้ง ไมใ ช 9 คร้ัง)
ลงมาอีกขั้นคืออารย ผทู ่สี ามารถจะละทง้ิ จากความอยากได และความปรารถนาของตนได เปรียบไดด งั คนทไ่ี ม
มีอนาคตในการใชป ระโยชนจ ากก่งิ แขนงอีกตอไป (กลา วตาม สาํ นวนวรรณคดี “ไดต ัดกง่ิ แขนงของตนไป” ไม
ใชมนั อกี ตอไป”

2 สมณะผูซ่ึงไดจากบาน, ตัดขาดความปรารถนาสวนตน และความตองการของตน และเขา ใจถงึ ตน
กําเนดิ ขอจติ ตนเอง จะสามารถเจาะทะลผุ านเขา ไปสหู ลักการอันลึกลา้ํ ของพทุ ธภาวะ เขาจะตืน่ ขนึ้ สภู าวะไร
การปรากฏ, ไมยดึ ติดกบั สง่ิ ใดภายใน และไมแสวงหาส่งิ ใดจากภายนอก จิตของเขาจะไมถกู ตรวนดว ยกฎเกณฑ
หรือความเชือ่ ใดๆ,ไมแมกระท่ังถูกพัวพันดวยผลกรรมของตน ไมม สี ิง่ ใดใหไตรตรอง ไมมสี ่ิงใดใหก ระทํา,ไมม สี ิ่ง
ใดใหปฏิบัติ ไมมสี ่งิ ใดปรากฏ ,ปราศจากการขามผา นข้ันตอนตอเนอ่ื งท้ังหมด,ถงึ แมว า จะเปน เชนนน้ั กต็ าม เขา
ก็จะสามารถเขาสูถงึ จดุ สูงสดุ ของทุกสิ่ง น่คี ือสง่ิ ที่เกดิ จาก “ธรรมวิถี” น่นั เอง

3 พระพุทธเจา ตรสั วา “เขาผูซ ง่ึ ไดตดั เครื่องพัธนาการ และหนวดเครา เพ่ือกลายเปนสมณะ และ
ยอมรบั ในธรรมวิถนี ี้ จะละทิ้งทุกสิ่งทุกอยา งทางโลก และพอใจกับอาหารท่ีไดร บั จากการขอ(บิณฑบาต),
รบั ประทานเพียงหนงึ่ คร้ังตอวัน มเี พียงตน ไมไวสําหรบั พกั ผอน เขาไมป รารถนาสงิ่ อืน่ ใดอีก ความตองการและ
ความปรารถนาคอื ส่ิงทท่ี ําใหมนษุ ยโ งเขลาและทําจิตใหม ืดมัว

4 พระพุทธเจาตรัสถึง การกระทํา 10 ประการที่เปนการกระทาํ ท่ดี ี และ10 ประการทีเ่ ปน การกระทํา
ทไี่ มด ี สิ่งเหลา น้ันคืออะไร 3ส่งิ ถกู ปฏบิ ตั ทิ างกาย 4ส่ิงถกู ปฏิบตั ิทางวาจา และ 3ส่งิ ถกู ปฏบิ ตั ทิ างใจ

การกระทําไมดีท่แี สดงออกทางกาย 3 ประการ คือ การฆา ขโมย และผิด ประเวณี

การกระทําไมดที แ่ี สดงออกทางวาจา 4 ประการ คอื การหลอกลวง, การใสร า ย ปายส,ี การ
โกหก, และการพดู จาไรส าระ

การกระทําไมดีทแ่ี สดงออกทางใจ 3 ประการ คือ ความโลภ ,ความโกรธ และ ความโงเขลา

การกระทาํ ท้ังสบิ ประการทีก่ ลาวมาน้ี ไมไ ดดําเนินอยูในธรรมวถิ อี นั ศักด์สิ ทิ ธ์ิ และถูกเรยี กวา การปฏบิ ัตคิ วาม
ชว่ั รา ย(อกศุ ลกรรม) 10 ประการ การหยุดการกระทาํ สง่ิ เหลา นี้ เราเรยี กวา การปฏบิ ตั กิ ศุ ลกรรม 10 ประการ

5 พระพุทธเจาตรั สั วา “หากมนษุ ยไดกระทําผดิ โดยไมไดตระหนักหรือเสยี ใจกบั การกระทําของตน ผล
กรรมกจ็ ะสนองตอบตอเขาในทันที ดังเชน สายนํ้าที่ไหลลงสูท ะเลรงั แตจะทําใหทะเลนน้ั คอยๆกวา งและลึกขึน้
แตหากมนุษยส ามารถตระหนักในความผิดของตน และพยายามเปลี่ยนแปลงตนใหดีขึน้ ผลกรรมนนั้ กจ็ ะมลาย
หายไปเปนอากาศธาตไุ รต ัวตน ดังเชน ภาวะอนั ตรายจากไข คอยๆลดลง เม่ือเร่ิมมีเหงื่ออออก”

6 พระพุทธเจาตรสั วา “หากมนษุ ยผ ูมีจติ ชัว่ ราย, ไดยินอะไรซ่ึงเปน ส่ิงทีด่ ีงาม แลว นาํ มาบิดเบอื นสราง
เปน คําสาบแชงกอกวนใหแกคุณ คุณควรอดกลนั้ ดวยความสงบของคณุ คุณตอ งไมถกั ทอความโกรธแกเขา ,
เมอ่ื น้ันเขาผซู ึ่งไดกระทาํ การสาปแชง กบั คุณนน้ั ก็จะไดร บั ผลรา ยจากคําสาบแชง นั้นกลับสูตนเอง

7 พระพทุ ธเจาตรสั วา “มบี ุคคลหน่ึงไดย ินวา ตวั ฉันไดสนันสนุนธรรมวถิ ีปฏิบตั ิตนใหเ ปนผมู อี ยใู นความ
ดงี ามและมหาเมตตากรุณา ดวยเรื่องนี้ ,เปน เหตใุ หเขามาตําหนิและดา ทอฉนั , แตฉ นั ยังคงเงียบและไมโ ตแยง
ใดๆ เม่อื ยตุ ิการดาทอฉนั แลว , ฉนั จงึ กลา ววา “ทานเอย หากทานปฏบิ ัติตอผอู นื่ ดวยความสภุ าพแตเขาไม
ยอมรับมัน ทานไมคดิ วาความสุภาพนจี้ ะยอ นกลับมาหาตัวทา นหรือไม” เขาตอบวา “ยอนกลบั ส”ิ , ฉนั จงึ
กลาวตอ ไปวา “ถาเชนนน้ั การท่ีทานมาตําหนิฉนั เชน น้ี และฉันไมย อมรบั คําตําหนขิ องทาน สงิ่ เลวรา ยทีท่ า น
สรางข้ึนดวยตนเองกค็ งจะยอนกลับสูต วั ทานดว ย เชน กัน เพราะเสียงดาทอนัน้ จะเปนจดุ เริ่มของความชว่ั รา ย
และผลท่ียอนกลบั นัน้ ก็คือรูปแบบของความชว่ั รายนัน้ ๆ สุดทา ยเราก็จะไมสามารถหลีกหนมี ันได ดังน้นั จง
ระวงั เพื่อไมใ หส่ิงท่ที านไดทาํ ลงไปกลายเปนความช่ัวราย”

8 พระพุทธเจาตรสั วา “คนเลวอาจจะปรารถนาท่จี ะทํารา ยคนดมี ีศีลธรรม ดังเชนเขาแหงนหนาขน้ึ แลว
ถม นา้ํ ลายตอสวรรค แตวานํ้าลายกไ็ มมีวนั ไปถึงสวรรคได มันจะยอ นกลบั มาตกลงใสตวั เขาเอง แรงลมทีไ่ ม
สามารถควบคุมไดอาจจะพดั ฝนุ ใหป ลวิ ขึ้นมา แตฝ นุ น้ันกไ็ มไดถูกพัดไปทอ่ี ่นื มนั ยังคงปนเปอนอยูในแรงลมน้นั
เชนเดียวกบั ความดยี อมไมถูกทําลาย ขณะที่ความช่วั รายนน้ั จะเปนฝายทําลายตัวเองอยา งแนนอน

9 พระพทุ ธเจา ตรัสวา “จงฟงอยางต้ังใจและทะนุทะนอมเลยี้ งดูในธรรมวิถนี น้ั แนนอนวาธรรมวถิ ีนัน้
ยากทีจ่ ะเขา ถึงได แตจงรกั ษาความต้งั ใจท่จี ะยอมรบั มันอยางนอบนอม เพราะวาธรรมวิถีน้เี องทีจ่ ะนาํ ทานไปสู
ความแขง็ แกรง อยา งแทจ รงิ ”

10 พระพุทธเจาตรัสวา “จงปฏบิ ตั ิตามบคุ คลผูซ่ึงมอบความรูในธรรมวถิ ปี ฏิบตั ินั้น การชวยเหลอื ทาน
คือความปตยิ นิ ดีอนั ยง่ิ ใหญ และจะไดรบั การตอบสนองจากพรอนั มากมาย สมณะทานหนง่ึ ถามวา “มี
ขีดจํากดั ของ พร เชนน้ีหรือไม” พระพุทธเจา ตรัสตอบวา “พรน้นั เปรียบเสมือนกองไฟในคบเพลิง ท่ีคนเปน
รอ ยเปนพนั ตางกจ็ ดุ ลงในคบเพลิงของตน ผลของการกระทํานั้นกค็ ือ แสงไฟไดกลืนกินความมืด และคบเพลงิ
นั้นก็เปนตน กาํ เนิดของทั้งหมด และนเ่ี องกเ็ ปน ธรรมชาตขิ องพรเหลานั้น

11 พระพุทธเจา ตรสั วา “การยื่นอาหารใหค นเลวรอยคน ไมเ ทียบเทา กับการย่นื อาหารแกคนดเี พียงคน
เดยี ว
การยืน่ อาหารใหคนดีพนั คนไมเทียบเทา กบั การใหอาหารแกผปู ฏบิ ัตหิ ลักศีล 5 เพียงคนเดียว
การยื่นอาหารแกผ ปู ฏิบตั ศิ ีล 5 หม่นื คน ไมเทยี บเทากันการใหอ าหารแกผบู รรลโุ สดาบันเพียงคนเดียว
การยื่นอาหารใหแ กโ สดาบันลานคน ไมเทยี บเทากับการใหอาหารแก อนาคามี เพียงคนเดียว
การใหอ าหารแก อนาคามี 100 ลานคน ไมเ ทียบเทากบั การใหอ าหารแกพ ระอรหันตเพียงคนเดียว
การใหอาหารแกพระอรหันต พนั ลานคนไมเ ทากับการใหอ าหารแก ปจ เจกพทุ ธเจา เพียงองคเ ดียว

การใหอ าหารแก ปจ เจกพุทธเจา หมน่ื ลานองค ไมเ ทียบเทากับการใหอาหารแกพระพุทธเจาของสามโลกเพียง
องคเ ดยี ว

การใหอาหารแกพระพทุ ธเจาแหงสามโลกแสนองค ไมเทยี บเทา กบั การใหอาหารแก คนทไี่ มคิดส่งิ ใด, ไมท ําสง่ิ
ใด, ไมฝ กปฏิบตั ิสง่ิ ใดและไมแสดงสงิ่ ใด (ผูปลอยวางจากสรรพสิง่ ) เพียงคนเดียว

12 พระพทุ ธเจสตรสั วา “มีการกระทาํ อยู 20 ประการท่เี ปนเร่อื งยากสําหรับมนุษย ไดแก

1 การยากปฏบิ ตั ิในความใจบุญ เมื่อเปนคนยากจน

2 การยากปฏบิ ัติธรรมวิถี เมื่อมีอาํ นาจย่งิ ใหญอยูในมือ

3 การยากยอมรบั ความตายท่ยี างกาวเขามาอยางหลีกเล่ยี งไมได

4 การยากท่ีจะไดร ับโอกาสอานพระสูตรของพระพทุ ธเจา

5 การยากที่จะเกิดมาอยูในสถานท่ีของชาวพุทธโดยตรง

6 การยากที่จะทนตอความโลภและความปรารถนา (โดยปราศจากการ แข็งขอตอสิง่
เหลาน้ัน)

7 การยากเห็นบางสิง่ ท่นี าดึงดูด โดยปราศจากความอยากในสงิ่ น้นั

8 การยากจะทนตอคําดูถูกเยาะเยย โดยปราศจากการโตต อบอยา ง
โกรธ เคือง

9 การยากเมือ่ มีอาํ นาจอยูใ นมือ และไมใชอาํ นาจน้ัน

10 การยากเมื่อมีความสัมพันธกับส่ิงบางสิ่ง และยงั สามารถดาํ รงตนไมให สง่ิ
เหลา น้ันมีอทิ ธพิ ลตอตนได

11 การยากศึกษาอยางกวางขวางและตรวจสอบทกุ สง่ิ โดยละเอียด

12 การยากเอาชนะความเหน็ แกตวั และความข้ีเกียจ

13 การยากบรรลุธรรม โดยไมไดศ ึกษาพระธรรมมากพอ

14 การยากทําใจใหเปนกลาง

15 การยากละเวน การจาํ กัดความ(กําหนด)สงิ่ ตา งๆ วา เปนสงิ่ น้นั
หรือไม เปน สิง่ นั้น

16 การยากท่ีจะเขาถึความเหน็ แจงในธรรมวถิ ี

17 การยากเขา ใจถงึ ธรรมชาติของตนในคนๆหน่งึ และใชความเขา ใจนใี้ น

การยากศึกษาพระธรรมวิถี

18 การยากชว ยเหลอื ผูอืน่ ใหถงึ การรูแจง อยางที่กลาวไวดวยพฤตกิ รรมอนั หลากหลายของพวก
เขา

19 การยากทเ่ี ห็นความสิน้ สดุ (ของธรรมวิถี)ทป่ี ราศจากการปรบั เปลีย่ นชีวิต

20 การยากละทง้ิ ความสําเรจ็ (ทเี่ ปนเหมือนโซต รวนที่ผูกเราไวก ับวัฏจักรของ การเวยี นวายตาย
เกดิ ) เหมือนโอกาสทองของการไดเ ปด ตัว

13 สมณะรูปหนงึ่ ไดก ราบทูลถามพระพทุ ธเจา วา “จะมีวธี ใี ดบา งท่จี ะทําใหเราบรรลถุ งึ ความรใู นการยุติ
ชวี ติ (ปรากฏการณทางโลก) และหนั เขาหาธรรมวิถี พระพุทธเจา ตรัสตอบวา “การทําจิตใหบรสิ ทุ ธ์ิ รกั ษาความ
ต้งั ใจ (ตะกายไปขา งหนา ) คุณก็สามารถเขาถึงธรรมวิถีนี้ ดังเชน ยามทก่ี ระจกไดรับการขดั ถู ฝุน ตางๆถูกกําจดั
ไป และเหลือไวแ ตความกระจางใส โดยการตดั ความปรารถนาและหยุดการมองหาส่ิงใดๆ(อ่ืนๆ)คณุ ก็จะ
สามารถยุตชิ วี ติ ทางโลกได

14 สมณะรูปหน่งึ ไดกราบทลู ถามพระพุทธเจาวา “อะไรคือความดี และอะไรคือความยิ่งใหญ” พระองค
ตอบวา “การปฏิบตั ิธรรมวถิ แี ละการยดึ ถือวา อะไรคือความจริง นน่ั คอื ความดี และเม่ือความต้ังใจของตน
ปรับตวั ใหล งรอยกับธรรมวิถแี ลว นัน่ แหละคือความยิ่งใหญ”

15 สมณะรปู หน่งึ ไดก ราบทูลถามพระพทุ ธเจา วา “อะไรคือพลงั ยิง่ ใหญ และอะไรคือจุดสงู สุดของความ
โชติชวง” พระพุทธเจาตรัสตอบวา “การที่สามารถอดทนตอคําดูถกู เยาะเยย (โดยปราศจากการตอบโต)
เปรียบไดด ังพลังอนั ย่ิงใหญ บุคคลทไี่ มย ดึ ติดกบั สาเหตุของความขนุ เคืองใจ แตย ังคงความสงบเย็นและมน่ั คง
(ภายใตท กุ สถานการณ) และบุคคลผซู งึ่ อดทนตอทุกสง่ิ โดยปราศจากการปลอยตัวปลอ ยใจไปในทางที่ผดิ จะ
ไดรบั เกียรตจิ ากมนุษยด ว ยกัน จุดสูงสุดของความโชติชวงจะสามารถเขาถึงไดก็ตอเม่ือจติ ไดรบั การชาํ ระลา ง
ความไมบ ริสุทธ์ิอยา งเต็มทแี่ ลว และไมมีความไมจรงิ หรือคราบสกปรกใดๆคงอยู (อนั จะทาํ ใหเปอ น)ในความ
บรสิ ทุ ธ์ิน้นั เม่อื ทกุ สรรพส่ิงไมมี นับตงั้ แตกอนการสรางสวรรคแ ละโลกมนุษย จนมาถึง ณ ปจ จุบัน หรอื ใน 10
เสย้ี วของจักรวาล ท่คี ุณไมส ามารถมองเหน็ ไดย ิน และเขาใจ เม่อื คุณสามารถบรรลคุ วามรใู นทุกๆสรรพสิ่ง
นนั่ เองที่อาจจะเรยี กไดว า “ความโชตชิ ว ง”

16 มนุษยท่ยี งั คงยดึ ติดอยใู นรสู ึกความอยากและความปรารถนา พวกเขาเหลา นน้ั ยอมไมส ามารถเขาถึง
ธรรมวิถไี ด เชน เดียวกับนาํ้ ท่ใี สกระจางถูกกวนใหขุนดว ยมือมนษุ ย ไมมีสายตาคูใดที่จะสามารถมองเขา ไปแลว
จะมองเหน็ ถึงภาพสะทอนในนํ้าน้นั ได ดังน้ัน มนุษยผ มู จี ิตอันสกปรก และไดรับการกวนใหข ุนดวยความรูสึก
อยากไดและความปรารถนายอมไมสามารถเขาถงึ ธรรมวถิ ไี ด ทานผเู ปน สมณะจะตองละทงิ้ ความความรสู ึก
อยากไดแ ละความปรารถนาท้ังหลาย เม่อื ความสกปรกจากความรสู ึกอยากไดแ ละความปรารถนานน้ั ไดถูกทาํ
ใหหายไปจนหมดสนิ้ เมื่อนน้ั เองท่ีทานจะสามารถเขาถงึ ธรรมวถิ ไี ด

17 พระพทุ ธเจา ตรสั วา “บคุ คลที่สามารถเขาถงึ ธรรมวถิ ี กเ็ ปรียบดงั เชน บคุ คลนน้ั ไดเ ขาไปในบา นที่มืด
มดิ พรอมกบั คบเพลงิ ในมือ ความมืดนัน้ จะถูกทําลายใหก ระจายหายไป เหลือไวแตแ สงสวาง ดังน้นั การศึกษา
ธรรมวถิ ีและการเขาใจแจมแจงถึงหลกั ความจริง จะทําใหค วามโงเ ขลาทงั้ หลายหายไป ในขณะท่ี การเขาใจการ
ตระหนักรูอยา งถองแทจะคงอยูไ ปตลอดกาล

18 พระพทุ ธเจา ตรัสวา “คาํ สอนของฉนั เปรยี บไดวา เปน การคิดท่ีเหนอื กวา คิด เปนการกระทาํ ท่ี
เหนือกวา การการะทํา เปน การพูดท่เี หนือกวาคําพดู เปน การฝก ที่เหนอื กวาการฝก บุคคลใดๆท่สี ามารถเขา
หาทางสายน้ี,กาวไปขา งหนา , ขณะเดียวกันก็ทิง้ ความโงเ ขลาใหเ สอื่ มถอย ธรรมวถิ ีนี้สามารถอธบิ ายเปนคําพูด

ไดวา “ไมม สี ง่ิ ใดท่สี ามารถยดึ ติดได หากคณุ ยังคงกระทาํ ตัวผิดๆอยู แมจ ะเปน ความผิดเล็กนอ ย คุณกจ็ ะ
สูญเสีย(ธรรมวิถี)ในพรบิ ตา

19 พระพุทธเจา ตรัสวา “จงจองมองสวรรคและแผนดินทั้งปวง และพจิ ารณาวา เหลานนั้ เปนความไม
ถาวร จงจองมองโลกมนุษยและพจิ ารณาวา มนั ไมถาวร จงจองมองการต่ืนข้นึ มาของจิตวญิ ญาณ ในภาวะ โพธิ
ความรเู หลาน้ีจะนําไปสกู ารบรรลแุ จง ในเวลาอันรวดเร็ว”

20 พระพุทธเจา ตรสั วา “ทา นจงพจิ ารณาความจริงท่ีวา ถงึ แมว า ธาตทุ ง้ั 4จะประกอบกนั เปนรา งกาย
สรางมันใหเปน สิง่ มชี ่อื แตไ มมีธาตใุ ดเลย (ประกอบเปน บางสว นของ)ตัวตนที่แทจ ริง ในความเปนจรงิ แลว
ตัวตนไมมีอยูจรงิ เปน เชน ภาพลวงตา

21 พระพุทธเจาตรสั วา “มีคนพวกหนึง่ ท่ีพยายามบงการความรสู กึ และความปรารถนาของตนเอง พวก
เขาเหลาน้ีพยายามมองหาชอ่ื เสียงและตวั ตนของพวกเขา แตยามที่ช่อื เสียงเหลานัน้ ไดรบั การกลาวขาน พวก
เขากลับตายไปแลว บคุ คลผูซ ่ึงกระหายตอชือ่ เสยี งของตนใหเปนที่จดจาํ อยา งยาวนานในโลก คนเหลา น้ีไม
ศึกษาธรรมวิถนี ้ี มงุ ม่ันพยายามอยา งไรป ระโยชน และดิน้ รนอยา งสูญเปลา ดังเชน การเผากาํ ยาน แมวาผคู น
จะสามารถรูสึกไดถงึ กลิ่นหอมของมนั แตตวั มันกลบั ถูกเผาพลาญไปจนหมดส้นิ ดงั นน้ั ความปรารถนาจึง
นํามาซ่ึงไฟแหงอันตรายทส่ี ามารถเผาผลายรา งกายของคณุ ในการฝกฝน

22 พระพทุ ธเจาตรัสวา “ความมั่งคั่งและความงาม ,สาํ หรบั มนุษยผ ูซ่งึ ไมสามารถละทิง้ เหลาน้ีได,ก็จะ
เปนเสมือนมีดคมอาบนํ้าผ้ึง ท่ีแมว า จะไดร บั รสหวานจากนํา้ ผงึ้ กต็ าม แตในขณะเดยี วกนั ล้ินของเขาก็จะถูกคม
มดี บาดในชวงที่กําลงั เลีย่ น้ําผึง้ น้นั ”

23 พระพทุ ธเจาตรัสวา “คนผูซ ง่ึ รัดตรึงไวดวยภรรยา ลกู และบา นของตน นนั่ เลวรา ยยง่ิ กวานกั โทษผูถกู
จองจาํ นักโทษในคุกอาจจะถูกปลอยตวั ไมเรว็ ก็ชา แตภรรยาและลกู ยอมไมม ีทางปลอ ยคุณจากไป เหตใุ ดคณุ

จะตองกลวั ที่จะสลดั คุณเองในทนั ทีทันใดจากความรสู ึกอยากไดความงามแหง รา งกายดวย (มิฉะนั้น) คณุ จะ
เปน ผูเช่ืองเช่อื ในคมเขี้ยวของเสือรา ยและยนิ ยอมโดยเจตนาท่จี ะตกลงไปในบอทรายดดู ดวยตนเอง ดว ยเหตุน้ี
คุณจึงไดช ่อื วาผูต ิดตามอยา งงายๆ ถาคณุ สามารถกาวไปถึงจุด(ของการละทง้ิ ส่ิงเหลาน้ีได) คณุ ก็จะลุกข้ึนจาก
กองฝนุ ท่ีสกปรกและกลายเปนพระอรหนั ต

24 พระพทุ ธเจาตรัสวา “ความรูสึกอยากไดและความปรารถนา ไมมีสงิ่ ใดเลยท่ีจะเหนอื ไปกวาความ
ตองการทางเพศ ความตองการทางเพศเปน ความปรารถนาท่ีไมมีสิ่งใดเทยี บ การจะหลดุ จากสิ่งนี้
(โดยทวั่ ไป) เปน เอกลักษณเฉพาะตวั เทา นัน้ ไมมีใครบนโลกที่จะสามารถกลายเปนผูป ฏิบัตธิ รรมวิถีได หากผู
นัน้ ยังคงยอมรบั ความมีคูอยู”

25 พระพทุ ธเจา ตรสั “บคุ คลผซู ่งึ (ยินยอมใหตน)อยภู ายใตความรูสกึ อยากและความปรารถนา เขา
เหลานั้นเปนเหมอื นคนทีก่ า วเดนิ เขา ไปในฟน ของเฟองท่ีกาํ ลังหมนุ โดยถอื คบเพลงิ ในมือ จงึ หลกี เลี่ยงไมไดที่มอื
เขาจะถูกไฟเผา

26 เหลาเทพเทวาไดส งหญงิ งามประดุจหยกมาใหฉัน โดยหวงั วา เธอจะสามารถสน่ั คลอนความต้ังใจอัน
แนวแนของฉนั ฉนั จึงกลาววา “โอ ถุงผิวหนังน้ี เต็มไปดวยส่ิงสกปรกโสมกมากมาย เธอมาทนี่ ีเ่ พ่ือะไร ไปซะ
ฉนั ไมตองการเธอ จากน้นั เหลาเทพเทวาก็หนั มานับถือฉันอยา งถึงท่ีสุด พวกเขาขอรองใหฉนั เทศนธรรมใหแ ก
พวกเขา ฉนั จึงช้ีแจงหนทางใหแ กพ วกเขา จนในท่ีสดุ พวกเขาก็สามารถบรรลุขัน้ สโรตอปน(โสดาบัน)

27 พระพุทธเจา ตรัสวา “บุคคลท่ปี ฏิบตั ิธรรมวถิ นี เ้ี ปรียบเสมือน ช้ินไมที่ลอยอยตู ามลําพาลกลางนํ้า
ไหลไปตามทางน้ําไหลนั้น โดยไมต ิดฝง ไมถ ูกมนุษยเก็บ ไมถกู ยบั ย้งั โดยเหลาเทวดา ไมถูกขดั ขวางจากเศษสวะ
ในผวิ นาํ้ หรอื ไมเ นาเปอ ย ลอยไปในธรรมวถิ นี น้ั ตัวฉันเองกม็ ีหนาที่เปรยี บเสมือนผูพัดพาใหชน้ิ ไมช นิ้ นัน้ ไปถึง
ทองทะเล หากผูปฏบิ ตั ิธรรมวิถีท้ังหลาย ไมห ลงผิด อยูในความรสู ึกและความปรารถนาของตน ไมไ ดถูกรบกวน
โดยความเสื่อมทรามทางศลี ธรรมใดๆ และหากเขาเหลานนั้ ตัง้ ใจจรงิ ท่จี ะกาวไปขา งหนา ทีไ่ มเ ปนปรากฏการณ
ธรรมชาติ ฉนั ก็พรอมท่ีจะนาํ พวกเขาไปสูการบรรลุธรรมวิถอี ยางแนน อน

28 พระพุทธเจาตรัสวา “จงระวงั อยาไดพ่งึ พาแตส ตปิ ญญาของตนเอง เพราะมันอาจไมสามารถเช่อื ถือได
ระวังอยา ไดห ลงติดกับความนาหลงใหลทางกายภาพ การยุงเกยี่ วกับสิง่ เหลานจ้ี ะนํามาซึ่งความหายนะ มเี พียง
ยามทค่ี ุณกาวสูขั้นอรหันตไ ดแลว เทานั้น จึงจะสามารถพงึ พาสติปญ ญาของตนเองได”

29 พระพทุ ธเจาตรัสวา “จงหลกี เล่ียงการจองมองความงามของหญิงสาว และจงอยาสนทนากบั พวกเธอ
หากจําเปน(มวี าระตอง)สนทนา จงควบคมุ ความนึกคิดทไ่ี หลผานเขามาในจิต เมื่อคร้ังฉันยงั เปน สมณะและยงั
เก่ยี วของอยใู นโลกียโลก ฉนั เหมือนกบั ดอกบวั ท่ีไมเปอะเปอนโคลนตมใดๆ (จากทซี่ ึ่งมนั เจริญเติบโต) คดิ ถงึ
หญงิ ชราเปรียบเสมือนแมข องคุณ คดิ วา หญิงที่อายุมากกวาเปรยี บเสมือนพี่สาว หญงิ ทม่ี ีอายนุ อยกวา
เปรยี บเสมือนนองสาวและคิดเสียวา เด็กหญิงท่ีออนกวาตนมาก คือลกู สาว จงดาํ รงตนอยูบนความคดิ ของ
ความรแู จง และขบั ไลความชวั่ รา ยทง้ั ปวงออกไปจากความคดิ ”

30 พระพุทธเจา ตรสั วา “บุคคลผูปฏบิ ตั ิธรรม ก็เปรียบเสมอื นกองฟาง ที่ถกู เก็บไวใ หห า งจากกองไฟ ผู
ปฏิบัตธิ รรมทงั้ หลายทมี่ ปี ระสบการณจ ากความปรารถนา ยอมตองรวู า ตนจะตองวางระยะหา งระหวางตวั เขา
และ(เปา หมายของเขา)ความปรารถนา”

31 พระพทุ ธเจา ตรัสวา “มคี นผหู นึง่ ทย่ี อมปลอยตัวปลอยใจใหหลงอยูในเพลิงตัณหาอยา งหยุดไมอยู แต
คนผูนี้ก็ตองการทจ่ี ะหยุดการกระทาํ อนั เลวรายน้ี ฉันจงึ กลาวกับเขาวา “การยุติการกระทําอันชว่ั ยราย ไมด ี
เทา กับการหยุดรากเหงาของความชัว่ รายในจิตของคณุ จิตคนเราก็เปรียบเสมือน กุงเซา ถา กุเซา ถูกระงับลง
การกระทําของเขากจ็ ะยุติตาม หากความเสื่อมทรามทางศีลธรรมในจติ ยังคงดาํ เนินตอไป จะมีประโยชนอะไร
ทจ่ี ะหยดุ การกระทาํ อนั ช่ัวชานเี้ ลา ฉนั ยงั ย้ําเตอื นบทกวนี แ้ี กเ ขาวา “ความอยากมาจากความคดิ ความคิดมา
จากการหยง่ั รู (ความเขา ใจ) เม่ือจติ ใจทัง้ สองถกู ทาํ ใหสงบนิ่งกจ็ ะไมมีทัง้ รูปและการกระทํา” ฉนั ยงั กลาว
เพม่ิ เติมอีกวา บทกวนี ถี้ ูกกลาวครั้งแรกโดย กศั ยปพุทธเจา”

32 พระพุทธเจา ตรสั วา “ความโศกเศรา ของมนุษยมาจากความรสู กึ อยากและความปรารถนา ความ
กลวั มาจากความเศราเหลานี้ หากหลดุ พน จากความปรารถนาก็คือการบรรลุ อะไรจะ(เปนสาเหต)ุ ของความ
เศรา และความกลัวอีก?

33 พระพุทธเจา ตรสั วา “บุคคลผูปฏบิ ตั ิธรรมวิถีน้ี เปนเหมือนคนท่ีตอ งตอ สเู ปนหม่ืนครัง้ ตองใสเกราะ
กา วออกจากประตู ความคดิ ของเขาอาจจะข้ขี ลาด และไรซ ่ึงความเด็ดเด่ียว หรือเขาอาจจะเขา สูส นามรบเพียง
ครง่ึ ทางแลว หันหลงั กลับเพอ่ื ถอยหนี อีกคร้งั ทีเ่ ขาอาจจะตอ งรว มรบและถกู ฆา ตาย ในทางตรงขาม เขาผนู ั้น
อาจไดรับชยั ชนะ และสามารถกลับมาอยา งปลอดภยั สมณะผศู ึกษาธรรมวถิ ีจะตองมจี ติ ใจอนั แนวแน และ
พยายามสรา งความกลาหาญอยา งกระตือรอื รน ไมเ กรงกลัวตอ ส่งิ ใดๆทเ่ี รย่ี งรายอยตู อหนา เขา และตองทาํ ลาย
มารรา ย (ส่ิงลวงใจท่มี าขัดขวางการปฏิบตั ิธรรม)เมื่อนัน้ เขากจ็ ะไดร ับผลสําเรจ็ จากการศึกษาธรรมวถิ (ี อยา ง
ขยนั หมั่นเพยี ร)

34 คืนหนึ่ง,สมณะรูปหนึง่ กาํ ลงั สวดมนต “พระสูตรคําสอนมรดกของกศปยพุทธเจา เสียงสวดมนตข อง
เขาฟง แลวเตม็ ไปดวยความเศรา เขาสํานึกผดิ และดถู ูกตนเองท่ตี ัวเขาเกดิ ความปรารถนา
พระพุทธเจาตรสั ถามเขาวา “กอนท่เี ธอจะมาบวชเปนพระ ไดทาํ อะไรมากอน?”
สมณะทลู ตอบ “ฉันเลนพิณมากอน”
พระพุทธเจา “จะเกิดอะไรขึ้น หากสายพิณทเ่ี ธฮเลน เกิดหยอ นลงไป”
สมณะทลู ตอบ “มันกจ็ ะไมมีเสยี ง”
พระพุทธเจา “และถาเธอขงึ สายพิณใหตงึ เกินไปละ ”
สมณะทูลตอบ “เสียงกจ็ ะถกู บบี ฟง ไมไ พเราะ”
พระพุทธเจา “และถา สายพิณนั้นไมหยอนไมตึงเกินไป เสียงทีไ่ ดจ ะเปน อยา งไร”
สมณะทูลตอบ “เสียงกจ็ ะเปนปกติ”

ในเรอ่ื งนี้ พระพุทธเจา จงึ บตรัสข้นึ มาวา “มันก็เปน เหมือนกันสมณะผูศ ึกษาพระธรรม หากจิตของเขาไดร ับการ
ปรบั เปลยี่ นใหเหมาะสม เขาผูนน้ั ก็จะสามารถบรรลุธรรมได แตห ากเขาบังคับตวั เองเพ่ือท่ีจะบรรลพุ ระธรรม
จติ ของเขากจ็ ะเหนด็ เหนื่อย และความเหน็ดเหน่ือยนัน้ เองจะทําใหความนึกคิดของเขากลายเปนความหงุดหงิด
ราํ คาญใจ และดวยความหงดุ หงิดรําคาญใจน้ี จะทําใหการกระทําของเขาเสื่อยลงและดว ยการกระทําทีเ่ สื่อมลง
นี้ จะทําใหความชั่วรายท้งั ปวงเขา สจู ิตของเขา แตถ าหากวา เขาผูนนั้ ศกึ ษาพระธรรมอยา งเงยี บๆ และมี
ความสขุ ไปกับพระธรรมน้ัน เขาก็จะไมออกนอกเสนทางแหงพระธรรมนนั้

35 พระพทุ ธเจา กลาววา “หากชางตเี หล็กหลอเหลก็ รอ นจนกระทั่งสิง่ เจือปนในเหล็กนน้ั ถูกทําลายไปจน
หมด (กอนท่จี ะเขาสูกระบวน)การสรางเปน เคร่ืองมือแลว ละก็ เครื่องมือท่ีไดจะเปน เคร่ืองมอื ท่ีมีคุณภาพ
เชน เดยี วกัน หากผูปฏิบตั ธิ รรมสามารถขจัดสิง่ สกปรกออกจากจติ ของเขาในชว งแรกของการปฏิบตั ิ การ
กระทาํ ของเขาก็จะบรสิ ุทธ์ิ”

36 พระพุทธเจาตรสั วา แสดงใหเหน็
“การท่ีสตั วเดยี รฉาน จะเกดิ เปนมนุษย น้นั เปน เร่ืองยาก”
“การที่จะหนจี ากความผหู ญิงมาเกิดเปน ผชู าย น้นั เปนเรอ่ื งยาก”
“การทีค่ นเราจะเกิดมามีอวยั วะครบถว นสมบูรณ นัน้ เปนเรอื่ งยาก”
“การทค่ี นเราจะเกิดมาในประเทศไทยทเ่ี ปนเมืองพทุ ธ น้นั เปน เร่อื งยาก”
“การทคี่ นเราจะเกิดตรงมาในสถานทๆี่ ลอ มรอบดวยชาวพทุ ธ นัน้ เปน เรอื่ งยาก”
“การทคี่ นเราจะไดสัมผัสกบั ธรรมวิถี นน้ั เปน เร่อื งยาก”
“การที่คนเราจะปลูกฝงความศรัทธาในจิต น้นั เปนเรื่องยาก”
“การทคี่ นเราจะบรรลสุ ู โพธิจติ น้ันเปนเรอื่ งยาก”
“การทีค่ นเราจะสามารถบรรลสุ ภู าวะไมมีส่ิงใดคือการปฏบิ ัติและไมม สี งิ่ ใดถกู

นนั้ เปนเรอื่ งยาก”

37 พระพุทธเจา ตรัสวา “ศษิ ยของฉนั แมจะอยหู างไกลจากฉนั นบั พันไมล ถา เขาหมั่นพิจารณาคําสอน
ของฉนั และปฏบิ ตั ิอยางรอบคอบ ก็จะบรรลสุ ําเรจ็ (ของการศึกษา)ธรรมวถิ ี แตค นทอ่ี ยูใกลช ดิ ฉนั ท่สี ดุ แมจะพบ
เห็นฉันตลอดเวลา ก็จะตกจากทสี่ ูงสดุ ไมป ระสบความสําเร็จ ถา ไมป ฏบิ ัตติ ามคําสอนของฉนั ”

38 พระพุทธเจาตรัสถามพระสมณะรปู หน่ึงวา “ชวงเวลาของชีวติ มนษุ ยย าวนานเทาไหร?
“เพยี งแคไมกีว่ นั ” สมณะตอบ
“เธอยังไมเขาใจ” พระพุทธเจา ตรสั ตอบ แลว จึงไปถามสมณะอีกรูปหนึ่งดว ยคําถามเดยี วกัน
“มนั ยาวนานเทา กับการรับประทานอาหารม้อื หนง่ึ ”
“เธอยังไมเ ขา ใจ” พระพทุ ธเจา ตรสั ตอบ แลว กห็ ันไปถามสมณะอีกรปู หนง่ึ ดวยคาํ ถามเดยี วกัน
“มนั ยาวนานเหมือนชวงเวลาทหี่ ายใจเฮือกหน่ึง”
“ดมี าก เธอเขา ใจแลว ” พระพุทธเจา ตอบ

39 พระพทุ ธเจา ตรสั วา “ผูปฏิบตั ิธรรมของพระพทุ ธเจา กค็ วรจะเชือ่ และปฏิบตั ิทุกสิง่ ตามท่ีพระพทุ ธเจา
พดู ดังเชน เมอื่ คณุ กินนํ้าผึ้งเขาไป (คุณก็จะพบวา)ทุกๆหยดของนา้ํ ผง้ึ นน้ั หวาน มันกเ็ ปน เชน เดยี วกับคาํ พูด
ของฉัน”

40 พระพุทธเจาตรสั วา “สมณะผูศกึ ษาธรรมวิถีไมค วรจะเปน ดงั เชน ววั ทีใ่ ชก าํ ลงั
ลากเสาหนิ แมว า การกระทําของวัวนนั้ จะเปนการกระทาํ ที่เหมาะสมกันรา งกายของมนั
แตมนั ไมไดมงุ ความสนใจไปที่จิตของมัน ถา การปฏบิ ตั ิธรรมวถิ คี อื การฝกฝนติดตามจิตแลวอะไรเปน ส่งิ ท่ี
สมควรกระทํา?

41 พระพทุ ธเจา ตรัสวา “คนทีป่ ฏบิ ตั ิธรรมวถิ ี ก็เปรยี บดงั เชน ววั ทต่ี องขนสมั ภาระหนกั เพอื่ เดนิ ขามผา น
หลุมโคลนลกึ แมม นั จะรสู ึเหนด็ เหนอ่ื ยแตก็ไมกลา ท่จี ะเหลียวซา ยแลขวา คดิ แตเ พยี งทีจ่ ะโผลพ น จากหลุม
โคลนเทานัน้ จากนัน้ มนั ก็จะสดชนื่ ขนึ้ ดว ยการพักผอน สมณะควรจะมุงเนนขจัดความรสู ึกและความปรารถนา
ของตน(ใหม ากวาวัวท่ีมุงเนน ใหพน)จากหลมุ โคลนนั้น แคเ พียงควบคมุ จิตและคาํ นึงถึงแตธรรมวถิ ีเทา นัน้ ก็จะ
สามารถหลีกเลย่ี งความเศราท้ังหลาย”

42 พระพทุ ธเจาตรสั วา
“ฉันพิจารณาสถานะของบรรดากษตั รยิ และเจาชาย เชน เดียวกบั การพิจารณา
ฝนุ ผงท่ปี ลวิ ผา นรอยแยก”
“ฉันพจิ ารณาเครื่องประดบั ทอง เชนเดียวกับการพจิ ารณา เศษหนิ , เศษอิฐ
“ฉนั พจิ ารณาเสอ้ื ผาไหมชนั้ ดี เชนเดยี วกับการพจิ ารณา ผา ขี้ริ้วขาดๆ
“ฉนั พจิ ารณา major chiliocosm เชน เดียวกบั การพิจารณา เม็ดถวั่ เม็ดเลก็ ๆ
“ฉนั พิจารณาอนวตปต เชนเดียวกบั การพิจารณา นาํ้ มันที่เปอนเทา
(ในอีกกรณหี นึ่ง)
ฉันพิจาราณวิธกี ารที่เหมาะสม(นําไปสูความจรงิ )เชน เดยี วกับการพิจารณาการใชเงนิ ซึ้อกองอญั มณี
“ฉันพจิ ารณา ยานพาหนะท่ียงิ่ ใหญ เชนเดียวกบั การพจิ ารณา ความฝนในทรัพยส นิ อันอุดมสมบรู ณ
“ฉนั พิจารณา ธรรมวิถขี องพระพุทธเจา เชน เดียวกบั การพจิ ารณา ความสงา งามท่สี ามารถเห็นไดด วยตา
“ฉันพิจารณา สมาธิธยาน เชน เดียวกับการพิจารณา เสาพระสเุ มรุ”
“ฉนั พจิ ารณา นิรวาณ เชน เดียวกบั การพิจารณาการต่นื นอนยามอรุณรุงจาก การหลับใหลยามคา่ํ คนื
“ฉนั พิจารณาพวกนอกรตี ทถี่ ูกสรางข้ึน เชน เดยี วกับการพจิ ารณามงั กร 6 ตัวกําลังเตนระบาํ
“ฉันพิจารณาความเปน สากล, คุณลกั ษณท ่ีเทย่ี งตรง(ของพระพุทธเจา) เชนเดยี วกบั การพิจารณาความจริงอัน
สมบรู ณ

“ฉันพจิ ารณาการแปรเปลย่ี น(ธรรมวถิ )ี เชนเดียวกับการพจิ ารณา การเปลี่ยนแปลงของตนไม( เน่ืองมาจาก)
ฤดกู าลทง้ั ส่ี

พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7

จากวิกิพเี ดยี สารานกุ รมเสรี
พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7เป็นกษตั รยิ ข์ องอาณาจกั รเขมรที่ยง่ิ ใหญ่ (พ.ศ. 1724 - พ.ศ. 1762) ในบรเิ วณทเี่ ป็นประเทศกมั พชู าใน
ปัจจบุ นั เป็นพระโอรสของพระเจา้ ธรนินทรวรมนั ที่ 2 (ครองราชย์ พ.ศ. 1693 - พ.ศ. 1703) และพระนางศรี ชยราชจฑุ ามณี
พระเจา้ ชยั วรมนั ที่ 7 ทรงเป็นทร่ี ูจ้ กั ในฐานะผสู้ ถาปนานครธม นครหลวงแหง่ สดุ ทา้ ยของอาณาจกั รเขมร ในประเทศ
กมั พชู ายงั มีสระนาํ้ แหง่ หนง่ึ ทีพ่ ระเจา้ ชยั วรมนั ท7ี่ ทรงใชเ้ ป็นประจาํ อกี ดว้ ย
พระราชประวตั ิ
พระเจา้ ชยั วรมนั ที่ 7 เป็นพระราชโอรสของพระเจา้ ธรณินทรวรมนั ท่ี 2 ประสตู เิ ม่ือประมาณ พ.ศ. 1663 หรอื พ.ศ. 1668
พระนามเดมิ คือเจา้ ชายวรมนั ทรงเสกสมรสตงั้ แตท่ รงพระเยาวก์ บั เจา้ หญิงชยั ราชเทวี สตรที ีม่ บี ทบาทและอทิ ธิพลสาํ คญั
ท่สี ดุ เหนือพระองค์ รวมทงั้ โนม้ นาํ ใหพ้ ระองคห์ นั มานบั ถือศาสนาพทุ ธนิกายมหายาน
ราว พ.ศ. 1720 – 1721 พระเจา้ ชยั อินทรวรมนั แหง่ อาณาจกั รจามปา ทรงนาํ ทพั จามบกุ เขา้ โจมตยี โศธรปรุ ะ กองทพั เรอื
จามบกุ เขา้ ถงึ โตนเลสาบ เผาเมอื ง และปลน้ สะดมสมบตั กิ ลบั ไปเป็นจาํ นวนมาก รวมทงั้ จบั พระเจา้ ตรภี วู นาทติ วรมนั

ประหารชีวติ เช่ือกนั วา่ การรุกรานเมืองยโศธปรุ ะครงั้ นนั้ เจา้ ชายวรมนั ไดว้ างเฉยยอมใหเ้ มืองแตก จากนนั้ พระองคจ์ งึ กู้
แผน่ ดนิ ขนึ้ มาใหม่ โดยนาํ ทพั สกู้ บั พวกจามนานถึง 4 ปี จนสามารถพชิ ิตกองเรอื จามผเู้ ชยี่ วชาญการเดินเรอื ไดอ้ ยา่ งราบ
คาบ ในยทุ ธการทางเรอื ท่โี ตนเลสาบ

พ.ศ. 1724 ยโศธปรุ ะกลบั สคู่ วามสงบ พระองคท์ รงปราบดาภิเษกขนึ้ เป็นกษัตรยิ ์ ทรงพระนามวา่ พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7
พรอ้ มกบั บรู ณปฏิสงั ขรณร์ าชธานีขนึ้ มาใหม่ รูจ้ กั กนั ในชื่อ “เมอื งพระนครหลวง” หรอื “นครธม” หรอื “นครใหญ่” และ
ยา้ ยศนู ยก์ ลางของราชธานจี ากปราสาทปาปวนในลทั ธิไศวนกิ าย มายงั ปราสาทบายนท่สี รา้ งขนึ้ ใหม่ ใหเ้ ป็นศาสนสถานใน
ลทั ธิมหายานแทน จากนนั้ มา ศนู ยก์ ลางแหง่ อาณาจกั รเขมรโบราณก็คอื ปราสาทบายน หรอื นครธม

พระองคท์ รงสถาปนาคติ “พระพทุ ธเจา้ ทยี่ งั มชี วี ติ ” หรอื พระโพธิสตั วอ์ วโลกิเตศวรขนึ้ มา ซงึ่ หมายถงึ ตวั พระองคเ์ อง คือ
พระโพธิสตั วท์ ่เี กิดมาเพื่อปัดเป่ าทกุ ขภ์ ยั ใหแ้ ก่ราษฎร ภาพสลกั รูปใบหนา้ ท่ปี รากฏตามปรางคใ์ นหลายปราสาทท่ีทรงสรา้ ง
ขนึ้ เช่ือวา่ คือใบหนา้ ของพระองคใ์ นภาคพระโพธิสตั วอ์ วโลกิเตศวรน่นั เอง

หลงั จากสถาปนาศนู ยก์ ลางอาณาจกั รแลว้ พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7 จงึ ทรงแกแ้ คน้ ศตั รูเกา่ คอื อาณาจกั รจามปา ใน พ.ศ.
1733 กองทพั ของพระองคก์ ็สามารถยดึ เมืองวชิ ยั ยะ เมืองหลวงของจามปาได้ นอกเหนือจากการสงครามแลว้ พระเจา้
ชยั วรมนั ท่ี 7 ไดส้ รา้ งพทุ ธสถานไวม้ ากมาย เช่น ปราสาทบนั ทายคดี ปราสาทตาพรม ที่สรา้ งถวายพระมารดา ปราสาท
พระขรรค์ สรา้ งถวายพระบดิ า ปราสาทตาโสมปราสาทนาคพนั ปราสาทบนั ทายฉมาร์ ในเขตประเทศไทยปัจจบุ นั พระเจา้
ชยั วรมนั ท่ี 7 เป็นผบู้ รู ณะปราสาทหินพิมายซงึ่ สนั นษิ ฐานเป็นเมืองเกิดของพระมารดา และปราสาทเขาพนมรุง้ ใหเ้ ป็นศา
สนสถานในพทุ ธศาสนาลทั ธิมหายาน และยงั มอี าณาจกั รละโว้ เมอื งศรเี ทพอกี ดว้ ย

นอกจากนี้ พระองคย์ งั โปรดใหส้ รา้ ง “บา้ นมไี ฟ” หรอื ทพี่ กั คนเดนิ ทาง ซง่ึ ก่อดว้ ยศลิ า และจดุ ไฟไวต้ ลอด ศาสตราจารย์
หลยุ ส์ ฟิโนต์ ผอู้ าํ นวยการคนแรกของสาํ นกั ฝร่งั เศสแหง่ ปลายบรู พาทศิ เรยี กอาคารแบบนวี้ า่ “ธรรมศาลา”

จารกึ ทป่ี ราสาทพระขรรค์ กลา่ วถงึ ท่พี กั คนเดินทางวา่ มจี าํ นวน 121 แหง่ อยตู่ ามทางเดนิ ท่วั ราชอาณาจกั ร และตาม
ทางเดนิ ไปเมืองตา่ งๆ ในจาํ นวนนนั้ มี 17 แหง่ อยรู่ ะหวา่ งการเดนิ จากเมอื งพระนครไปยงั เมอื งพิมาย ซง่ึ ศาสตรจารย์ ม.จ.
สภุ ทั รดิศ ดศิ กลุ พบวา่ ท่ีพกั คนเดนิ ทางเทา่ ทีค่ น้ พบแลว้ มี 7 แหง่ แตล่ ะแหง่ หา่ งกนั ประมาณ 12 – 15 กิโลเมตร .. จารกึ
ปราสาทพระขรรคร์ ะบอุ กี วา่ มกี ารสรา้ งโรงพยาบาล หรอื ท่จี ารกึ เรยี กวา่ “อโรคยาศาลา” จาํ นวน 102 แหง่ กระจายอยทู่ ่วั
ราชอาณาจกั ร ซง่ึ มีสว่ นหนงึ่ อยใู่ นเขตประเทศไทย

พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7 สนิ้ พระชนมใ์ นประมาณปี พ.ศ. 1758 หรอื พ.ศ. 1762 เชื่อกนั วา่ มีพระชนมช์ ีพยนื ยาวถงึ 94 ปี ด้
ฉลองพระนามหลงั สวรรคตวา่ “มหาบรมสคุ ตะ” หมายความวา่ พระพทุ ธเจา้ ผยู้ งิ่ ใหญ่

นครธม

พระพกั ตรข์ องพระโพธิสตั วอ์ วโลกิเตศวรที่ประตดู า้ นใต้

นครธม (เขมร: អង�រធ)ំ เป็นเมืองหลวงแหง่ สดุ ทา้ ยและเมืองทเ่ี ขม้ แขง็ ทสี่ ดุ ของอาณาจกั รขะแมร์ สถาปนาขนึ้ ในปลาย
ครสิ ตศ์ วรรษท่ี 12 โดยพระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7 มอี าณาเขตครอบคลมุ พนื้ ท่ี 9 ตารางกิโลเมตร อยทู่ างทิศเหนือของ นคร
วดั ภายในเมอื งมีสง่ิ กอ่ สรา้ งมากมายนบั แตส่ มยั แรกๆ และท่ีสรา้ งโดยพระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7 และรชั ทายาท ใจกลางพระ
นครเป็นปราสาทหลกั ของพระเจา้ ชยั วรมนั เรยี กวา่ ปราสาทบายนและมพี ืน้ ท่ีสาํ คญั อืน่ ๆ รายลอ้ มพืน้ ท่ชี ยั ภมู ถิ ดั ไปทาง
เหนือ

ประตทู างเขา้ นครธมดา้ นใต้

จดุ เดน่ ท่ีสดุ คอื ทางเขา้ ดา้ นใต้ ทมี่ ีลกั ษณะเป็นหนา้ 4 หนา้ ก่อนจะเขา้ สบู่ รเิ วณนี้ จะเป็นแถวของยกั ษ์ (อสรู ) ทางดา้ นขวา
และเทวดาทางดา้ นซา้ ย เรยี งรายแบกพญานาคอยสู่ องขา้ งสะพาน เม่อื เขา้ สใู่ จกลางนครธมจะพบสงิ่ ก่อสรา้ งตา่ งๆ บรเิ วณ
ประตดู า้ นใตน้ ไี้ ดร้ บั การอนรุ กั ษฟ์ ื้นฟไู วไ้ ดด้ ีกวา่ บรเิ วณอืน่ ๆ อีก 3 ดา้ น


Click to View FlipBook Version