ก
ข
รายงาน
เรือ่ ง ศกึ ษาและวิเคราะห์ความงามทางดา้ นวรรณศิลป์ประเภทกลอนบทละครสมยั รัตนโกสนิ ทร์
เสนอ
คุณครูสายฝน โหจันทร์
โดย
นางสาวกลั ยากร ตวงรกั ษา ช้นั ม.๖/๒ เลขที่๑๔
นางสาวณัฎฐณิชา ไพกติ ร์ ช้ันม.๖/๒ เลขท่ี๑๐
นางสาวณัฐกฤตา ทองประเสริฐ ชั้นม.๖/๒ เลขท๑่ี ๘
นางสาวทติ ิยา บุญรกั ษา ชั้นม.๖/๒ เลขท๑ี่ ๕
นางสาวรฎั ชา กระชัน้ กิจ ชน้ั ม.๖/๒ เลขท๗ี่
นางสาวศิรภสั สร ชยั ศรี ชั้นม.๖/๒ เลขที่๘
นางสาวไอรดา เจาฑาฑิต ชั้นม.๖/๒ เลขที่๑๖
รายงานนเ้ี ป็นส่วนหนง่ึ ของวชิ าภาษาไทยพ้นื ฐาน (ท๓๓๑๐๑)
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๕
โรงเรยี นมารียอ์ ปุ ถัมภ์ อ.สามพราน จ.นครปฐม
ค
ก
คำนำ
รายงานเล่มน้ีจดั ทำขน้ึ เพ่ือเป็นสว่ นหนง่ึ ของวชิ าภาษาไทยพ้นื ฐานรหัสท๓๓๑๐๑ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่
๖ โดยมจี ดุ ประสงค์เพ่อื ศกึ ษาหาความรใู้ นเร่ืองความงามทางวรรณศลิ ปท์ ปี่ รากฏในวรรณคดปี ระเภทกลอนบท
ละครสมยั รตั นโกสินทร์ ซึง่ ในรายงานน้มี เี นื้อหาเก่ียวกับความหมาย ความสำคญั ของวรรณคดี ลักษณะ
ประเภทของวรรณคดีในสมัยรันตโกสินทร์ หลกั การต่าง ๆ ที่ใช้ในการวเิ คราะหว์ รรณคดี รวมถงึ ภาษาทาง
วรรณศลิ ปด์ า้ นรสวรรณคดี และลกั ษณะ รปู แบบของกลอนบทละคร เพอ่ื นำมาเป็นขอ้ มลู ในการวเิ คราะห์
วรรณคดีในสมัยรัตนโกสินทรเ์ ร่อื งขนุ ช้างขุนแผน และเรื่องอเิ หนา
ทางคณะผูจ้ ัดทำได้มีการศึกษาและรวบรวมข้อมลู จากหนังสือ เวบ็ ไซตต์ ่าง ๆ บนอนิ เทอร์เนต็ คณะผ้จู ดั ทำหวัง
ว่ารายงานเลม่ นีจ้ ะเปน็ ประโยชนก์ บั ผู้ท่มี คี วามสนใจศกึ ษาค้นคว้าในเรื่องความงามทางวรรณศิลป์ในวรรณคดี
ประเภทกลอนบทละครสมัยรัตนโกสินทร์ และหากมีข้อแนะนำประการใด ทางคณะผู้จดั ทำยินดนี ้อมรับไวด้ ้วย
ความขอบพระคุณยงิ่
คณะผู้จดั ทำ
วันท่ี ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๕
สารบญั ข
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบญั ข
บทนำ ค
๑.วรรณคดีในสมยั รตั นโกสินทร์ ๒
๒
๑.๑ ความหมายของวรรณคดี ๒
๑.๒ ความสำคญั ของวรรณคดี ๓
๑.๓ ลักษณะของวรรณคดใี นสมยั รัตนโกสินทร์ ๕
๑.๔ ประเภทของวรรณคดใี นสมยั รตั นโกสินทร์ ๗
๒.หลกั การวเิ คราะห์วรรณคดี ๗
๒.๑ ความหมายของการวิเคราะหว์ รรณคดี ๘
๒.๒ แนวทางในวิเคราะหว์ รรณคดี ๘
๘
-วเิ คราะหด์ ้านเนื้อหา ๙
-วิเคราะหด์ ้านรปู แบบ ๙
-วเิ คราะหด์ า้ นวรรณศลิ ป์ ๙
-วเิ คราะห์การแสดงออกอยา่ งมศี ลิ ปะ ๑๐
-วิเคราะห์ความงามทางสังคม ๑๐
๓.ภาษาทางวรรณศิลป์ในวรรณคดี ๑๓
๓.๑ ความหมายของวรรณศลิ ป์ ๑๖
๓.๒ รสวรรณคดสี นั สกฤต ๙ รส ๑๖
๔.กลอนบทละคร ๑๗
๔.๑ ความหมายของกลอนบทละคร ๑๘
๔.๒ ลกั ษณะของกลอนบทละคร ๒๐
๔.๓ รูปแบบของกลอนบทละคร ๒๐
๔.๔ กลอนบทละครทีป่ รากฏในวรรณคดใี นสมัยรตั นโกสินทร์ ๒๐
๕. บทวเิ คราะหค์ วามงามดา้ นวรรณศิลปด์ ้านรสวรรณคดี ๔๐
๕.๑ วเิ คราะหร์ สวรรณคดใี นเรอื่ งขุนช้างขนุ แผน ตอนขนุ ชา้ งถวายฎีกา
๕.๒ วเิ คราะหร์ สวรรณคดีในเร่ืองอิเหนา ตอนศึกกะหมงั กุหนิง ๕๘
๕๙
บทสรุป
บรรณานุกรม
ค
บทนำ
วรรณคดี คือ หนังสือหรืองานเขียนทีไ่ ด้รับการยกย่องว่าแต่งดี ซึ่งเป็นสิ่งสร้างสรรค์ล้ำค่าท่ีตกทอดมาจาก
บรรพบุรุษ เป็นผลงานที่เกิดจากความนึกคิดจินตนาการของผู้แต่งที่ก่อให้เกิดสุนทรียะทางอารมณ์กับผู้อ่าน
และในวรรณคดีมีการสื่อสารเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกผ่านการใช้ภาษาทางวรรณศิลป์อันเกิดจากการ
เรยี บเรยี งถอ้ ยคำสำนวนภาษาทมี่ คี วามไพเราะงดงามและสละสลวย
ภาษาทางวรรณศิลป์มีความแตกต่างกันไปตามกลวิธีการแต่งของผู้แต่งและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้
แต่งมกั ใช้วรรณศลิ ป์ด้านรสวรรณคดีในการสื่อสารเพ่ือช่วยเสริมมโนภาพใหผ้ ู้อ่านได้รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของ
ตวั ละครในวรรณคดี ทางผู้จดั ทำจงึ มคี วามสนใจทจี่ ะนำรสวรรณคดีสันสกฤตอนั ประกอบไปดว้ ยรส ๙ รส ได้แก่
ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส รุทรรส วีรรส ภยานกรส พีภัตสรส อัพภูตรส และศานติรส มาวิเคราะห์
วรรณคดีไทย โดยมีขอบเขตที่จะศึกษาวิเคราะห์รสวรรณคดีที่ปรากฏอยู่ในเรื่องขุนช้างขุนแผน และเรื่องพระ
อภัยมณี อันเป็นผลงานพระราชนิพนธ์ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ซึ่งท้ัง
สองเรอ่ื งน้กี เ็ ปน็ เรื่องที่มชี ื่อเสียงและได้รบั ความนยิ มอย่างมาก รวมถงึ ไดถ้ กู นำมาเป็นบทเรียนในวิชาภาษาไทย
ให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษาเนื้อเรื่องและคุณค่าด้านต่าง ๆ ที่ปรากฏในวรรณคดี เพื่อให้ได้เรียนรู้ภาษาที่ใช้ในการ
แตง่ วรรณคดี คำประพันธ์ประเภทตา่ งๆ และลักษณะสังคมวัฒนธรรมของคนในสมยั นั้น ๆ
๒
๑.วรรณคดใี นสมัยรัตนโกสินทร์
๑.๑ ความหมายของวรรณคดี
ปิยะฤกษ์ บุญโกศล. (๒๕๕๔) เป็นผลงานอันเกิดจากการคิด และจินตนาการ แล้วเรียบเรียง นำมาบอก
เล่า บันทึก ขับรอ้ ง หรอื สอ่ื ออกมาด้วยกลวิธตี ่าง
พงษ์ศักดิ์ สังขภิญโญ. (๒๕๕๒) เป็นหนังสือแต่งดี นั้นได้แก่ บทประพันธ์ทุกชนิดที่ผู้แต่งมีวิธีเขียนที่ดีมี
ศิลปะ ก่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้อ่านสร้างความสนุกเพลิดเพลนิ ให้แก่ผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านมีมโนภาพไปตาม
จินตนาการของผู้แต่ง เร้าให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจไปตามความรู้สึกของผู้แต่ง บางครั้งผู้แต่งจะสอดแทรก
ความรู้และทศั นคติในเร่ืองตา่ ง ๆ ลงในงานของเขา
จิตต์นิภา ศรีไสย. (๒๕๕๙) งานเขียนที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี โดยใช้กาลเวลา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเป็น
ผลงานอมตะและถ่ายทอดอยา่ งมีศลิ ปะ ไม่ทาํ ลายศลี ธรรมประเพณีอันดีงาม ของไทย มคี วามดเี ด่นด้านเน้ือหา
และวรรณศิลป์ เชน่ อิเหนา พระอภัยมณี สามก๊ก
จากการศึกษาหาข้อมูลสรุปได้ว่า ความหมายของวรรณคดีคือเป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดีซ่ึง
ผลงานอันเกิดจากการคิด และจินตนาการผู้แต่งมีวิธีเขียนที่ดีมีศิลปะ ก่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้อ่านสร้าง
ความสนุกเพลิดเพลินใหแ้ ก่ผู้อา่ นโดยจะเดน่ ทางด้านเนื้อหาและวรรณศิลป์ นอกจากน้วี รรณคดียงั มีความสำคัญ
ดงั ต่อไปน้ี
๑.๒ ความสำคัญของวรรณคดี
กิตติพงษ์ พิศมร. (๒๕๖๔) โดยวรรณคดีจะมีความสำคัญคือ เป็นมรดกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ
สามารถสะท้อนภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้นๆ ในเนื้อเรื่องกวีมักสอดแทรกแนวคิด คติสอนใจและ
ปรัชญาชีวิตไวโ้ ดยคณุ คา่ ของวรรณคดี นยิ มพิจารณากวา้ งๆ ใน ๔ ประเดน็
๑. คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ความสละสลวยของภาษากวี ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ของผู้อ่านจนเกิดจินตนาการ
ตามบทประพันธ์ และมคี วามรสู้ กึ ร่วมในทีส่ ดุ
๒. คณุ คา่ ทางเน้อื หา สาระท่ีผอู้ ่านไดร้ ับ จะเป็นความรู้ หรอื ขอ้ คดิ กไ็ ด้
๓. คุณค่าด้านสังคม ช่วยจรรโลงสังคมได้ โดยสร้างความเข้าใจอันดีระหวา่ งผู้คนในสังคมเดียวกัน เพื่อให้
เกดิ ความสงบสุข
๔. การนำไปปรบั ใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้อา่ นสามารถนำความรู้ แนวคดิ หรือบทสอนตา่ งๆ จากวรรณกรรม
ไปปรับใช้ในการดำเนินชวี ิตไดจ้ ริง
จิตต์นิภา ศรีไสย. (๒๕๕๙) วรรณคดีเป็นบันทึกทางสังคมและสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในยุค
นั้น ๆ ผ่านตัวละครที่สร้างตามจินตนาการของผู้แต่ง ไม่ว่าจะเป็นพระราชา สามัญชน หญิง ชาย คนดี คนช่ัว
ผู้อ่านจึงสามารถเรียนรู้สัจธรรมของชีวิตได้จากลักษณะนสิ ัยของตัวละครเหลา่ นั้น ได้ข้อคิด ในการดําเนินชีวิต
เช่น ความดีย่อมชนะความชั่ว รู้จักการให้อภัยและเอาใจเขามาใส่ใจเรา ดังนั้น วรรณคดีและวรรณกรรมจึงให้
ทงั้ ความเพลิดเพลินบนั เทิงใจ และช่วยกลอ่ มเกลาจิตใจมนษุ ย์ ใหม้ คี วามดีงามอีกด้วย
๓
บญุ กวา้ ง ศรีสทุ โร. วรรณคดเี ปน็ มรดกท่ีตกทอดมาจากบรรพบุรุษ สามารถสะท้อนภาพชีวิตความเป็นอยู่
ของคนสมัยนั้นๆ ในเนื้อเรื่องกวีมักสอดแทรกแนวคิด คติสอนใจและปรัชญาชีวิตไว้ ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้
ความประทับใจมีความรู้สึกร่วมไปกับกวี ดังนั้นวรรณคดีจึงมีคุณค่าทั้งในด้านประวัติศาสตร์ สังคม อารมณ์
และคตสิ อนใจ รวมทัง้ มีคณุ ค่าในดา้ นวรรณศลิ ปด์ ้วย
ความสำคัญของวรรณคดีคือเป็นสิ่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษในเนื้อเรื่องมักจะมีข้อคิดหรือคติสอนใจ
แทรกอยู่โดยคณุ คา่ ของวรรณคดีจะมี๔ประเดน็ ทส่ี ำคัญคือ คุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์ คณุ ค่าทางเนื้อหา คณุ ค่าด้าน
สังคม และ การนำไปปรับใช้ในชวี ิตประจำวัน นอกจากน้ยี ังมีลักษณะของวรรณคดีในสมยั รัตนโกสินทร์คือ
๑.๓ ลกั ษณะของวรรณคดใี นสมยั รตั นโกสินทร์
ลักษณะของวรรณคดใี นสมัยรตั นโกสนิ ทร์.(๒๕๖๕)
รัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้ สมัยรัชกาลท่ี ๑ – รัชกาลท่ี ๓
งานด้านวรรณคดีมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด เพราะมีการส่งเสริมวรรณคดีและมีการชุบเลี้ยงกวีคน
สำคัญไว้ ส่งผลใหม้ วี รรณคดเี กดิ ข้ึนมากมาย นอกจากนรี้ ชั กาลที่ ๓ ยงั ได้โปรดเกล้าฯ ใหร้ าชกวีชว่ ยกนั แต่งและ
ชำระวรรณคดีและตำราต่าง ๆ นำมาจารึกบนแผ่นศิลาประดิษฐานไว้ท่ีวัดพระเชตุพนฯ เพื่อให้ประชาชนได้มา
ศึกษาด้วยตัวเองอีกด้วยตัวอย่างวรรณคดีสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เช่น รามเกียรติ์ อิเหนา สามก๊ก
ขุนช้างขุนแผน
รตั นโกสนิ ทร์ตอนกลาง สมยั รชั กาลท่ี ๔ - รชั กาลท่ี ๖
ประเทศไทยรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาผสมผสานกับวฒั นธรรมไทยมากขึ้น ทำให้บ้านเมืองได้รับ
การพัฒนาวรรณคดีในช่วงนี้ได้รับการผสมผสานระหว่างวรรณคดีรูปแบบเก่าและรูปแบบใหม่ มีการแต่งร้อย
แก้วประเภทเรื่องสั้น นวนิยาย บทละครรำ บทละครร้อง และบทละครพูด ตัวอย่างวรรณคดีสำ คัญในสมัย
รตั นโกสินทร์ตอนกลาง เช่น มทั นะพาธา เงาะป่า
รัตนโกสินทรต์ อนปลาย สมัยรัชกาลที่ ๗ - ปจั จบุ ัน
งานเขียนส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิต หรือวรรณกรรมแนวพาฝัน เนื่องจากนักเขียน
ต้องการสื่อว่าโลกแห่งความเป็นจริงไม่สวยงาม ซึ่งวรรณกรรมลักษณะนี้ได้รับอิ ทธิพลมาจากวัฒนธรรม
ตะวันตก โดยเนือ้ เรื่องของวรรณกรรมจะสน้ั ลง แต่มเี น้ือหาเชิงปรชั ญา สญั ลักษณ์ และสะท้อนความเป็นจริงใน
สงั คมมากขน้ึ ตวั อย่างวรรณคดีสำคญั เช่น เมืองนมิ ิต ละครแหง่ ชวี ติ
นพวรรณ งามร่งุ โรจน.์ (๒๕๖๑)
รตั นโกสินทรต์ อนตน้ สมยั รัชกาลท่ี ๑ – รัชกาลที่ ๓
เป็นยุคที่สภาพสังคมยังใกล้เคียงกับช่วงกรุงศรีอยุธยา เป็นช่วงเวลาที่พระมหากษัตริย์มุ่งมั่นฟื้นฟู
ประเทศและวางรากฐานบ้านเมืองซึ่งรวมถึงด้านศิลปวัฒนธรรมด้วย ทำให้มีวรรณกรรมไทยน่าอ่านเกิดขึ้น
มากมายในชว่ งนี้ โดยเฉพาะช่วงสมยั ของรชั กาลท่ี ๒ และ ๓ ถือว่าเป็นชว่ งวรรณกรรมไทยเจริญถงึ ขีดสดุ มกี าร
ชุบเลยี้ งนกั กวีคนสำคัญไวม้ ากมายและยงั มวี รรณกรรมดีๆ เกดิ ขนึ้ หลายเรอ่ื งดว้ ย
รัตนโกสนิ ทรต์ อนกลาง สมัยรัชกาลที่ ๔ – รัชกาลท่ี ๖
เป็นช่วงที่วัฒนธรรมต่างชาติเข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทยของเรามากขึ้น บ้านเมืองจึงพัฒนาแบบ
ก้าวกระโดด มีการแข่งขันสูงและเริ่มมีความตื่นตัวในประชาธิปไตย วรรณกรรมในช่วงนี้จึงผสมผสานระหว่าง
๔
ยึคสมัยเก่าและใหม่ มีวรรณกรรมร้อยแก้วมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป็นช่วงรุ่งเรืองของ
วรรณกรรมในสมยั รตั นโกสินทรต์ อนกลาง
รตั นโกสนิ ทร์ตอนปลาย สมยั รชั กาลท่ี ๗ - ปจั จุบนั
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๗ เป็นต้นมามีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างรุนแรงหลายครั้ง งานเขียน
ส่วนใหญ่ในสมัยนี้จึงเป็นแนวสารคดี บทกวีชีวิต ไปจนถึงวรรณกรรมแนวพาฝันเพื่อสื่อว่าความจริงชีวิตไม่ได้
สวยงามอย่างที่เราคิด เป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก เนื้อหางานเขียนในยุคนี้จึงมีสัญลักษณ์และ
ความเปน็ ปรชั ญามากขน้ึ รวมถึงเนน้ เรอื่ งการสะท้อนสงั คมด้วย
เสนีย์ วลิ าวรรณ. (๒๕๕๑)
รตั นโกสินทร์ตอนต้น สมยั รัชกาลที่ ๑ – รัชกาลที่ ๓
พระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทรงมุ่งมั่นในการฟื้นฟูวรรณคดีโดยการฟื้นฟูวรรณคดี
เปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง ในสมยั รชั กาลท่ี ๒ เปน็ ยคุ ที่วรรณคดมี ีความเจรญิ ร่งุ เรอื งสูงสดุ เนือ่ งจากมกี วีคนสำคัญ
และวรรณคดีเกดิ ขึ้นมากมาย นอกจากน้ันพระมหากษตั ริย์ ทรงเป็นกวีเอกดว้ ย
รตั นโกสินทรต์ อนกลาง สมัยรชั กาลท่ี ๔ – รชั กาลท่ี ๖
ในสมยั รตั นโกสนิ ทร์ ตอนกลางน้ี มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกจิ การปกครอง การติดต่อ
กับต่างประเทศ การศกึ ษา และการพมิ พ์ ซึ่งส่งผลให้วรรณคดีสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นระยะหวั เลี้ยวหัวต่อระหว่าง
วรรณคดีรูปแบบเก่าและวรรณคดีรูปแบบใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ วรรณคดีไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้าน
รูปแบบ เน้ือหา และแนวคิด มี วรรณคดีร้อยแก้วมากขึ้น มีวรรณคดีรูปแบบใหม่คือ เรื่องสั้น นวนิยาย บท
ละครรำ บทละครร้อง และบทละครพูดต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ วรรณคดีถึงขีดรุ่งเรืองสูงสุด เนื่องจาก
พระมหากษัตริย์ ทรงสนพระราชหฤทัยวรรณคดี
รัตนโกสินทร์ตอนปลาย สมัยรชั กาลที่ ๗ - ปจั จุบัน
สมัยรัชกาลที่ ๗ เป็นผลให้มีผลงานการประพันธ์เพิ่ม มากขึ้นนักเขียนหันมาเขียนวรรณกรรมสะท้อน
สภาพสังคม นักเขียนและหนังสือพิมพ์มีเสรีภาพอย่างกว้างขวาง เมื่อถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
วรรณกรรม แนว ฝันเปน็ ทนี่ ยิ มมากทสี่ ดุ
จากการศึกษาหาข้อมูลสรุปได้ว่า ลักษณะของวรรณคดีในสมัยรัตนโกสินทร์จะแบ่งได้เป็น๓ช่วงเวลาที่
สำคญั คือชว่ งสมัยรัตนโกสนิ ทรต์ อนต้น รัตนโกสนิ ทรต์ อนกลาง และ รัตนโกสินทร์ตอนปลาย โดยรัตนโกสินทร์
ตอนต้นได้สืบเนื่องมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาพระมหากษัตริย์ทรงมุ่งมั่นในการฟื้ นฟูวรรณคดีให้กว้างขวางมาก
ยง่ิ ขึ้นโดยเฉพาะชว่ งสมยั รับกาลที่๒และ๓ ซงึ่ มีความเจรญิ รงุ่ เรืองมากรัตนโกสินทร์ตอนกลางวรรณคดีในช่วงนี้
ได้รับการผสมผสานระหว่างวรรณคดีรูปแบบเก่ากับรูปแบบใหม่มีวรรณคดีร้อยแก้วมากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕
จะเป็นช่วงที่รุ่งเรืองมากที่สุดมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปแบบ เนื้อหาและแนวคิด รัตนโกสินทร์ตอนปลาย
จะเป็นวรรณกรรมแนวพาฝันเพื่อสื่อว่าความจริงชีวิตไม่ได้สวยงามอย่างที่เราคิดโดยแนวคิดได้รับอิทธิพลมา
จากตะวนั ตก ทัง้ นยี้ ังสามารถแบ่งประเภทของวรรณคดใี นสมัยรตั นโกสินทร์อีกโดยจะแบง่ ออกเปน็ ๓ช่วง
๕
๑.๔ ประเภทของวรรณคดใี นสมยั รตั นโกสนิ ทร์
ทปี กร ซวิ่ อย.ู่ (๒๕๕๗) รตั นโกสนิ ทร์ตอนต้น
รชั กาลที่ ๑
๑. เพลงยาวรบพมา่ ที่ท่าดินแดง วรรณคดีประวตั ิศาสตร์
๒. บทละครเรือ่ งรามเกียรติ์ วรรณคดีนทิ าน
๓. บทละครเรื่องอเิ หนา วรรณคดีนทิ าน
รชั กาลท่ี ๒
๑.กาพยเ์ ห่ชมเครือ่ งคาวหวานและวา่ ดว้ ยงานนักขตั ฤกษ์ เรือ่ งสน้ั และนวนยิ าย
๒. เสภาเรื่องขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอนพลายแก้วเป็นชู้กบั นางพิมขนุ แผนขน้ึ เรือน วรรณคดนี ทิ าน
รชั กาลท่ี ๓
๑.เพลงยาวเร่ืองพระราชปรารภการจารึกความรู้บนแผน่ ศิลาและเรือ่ งปลงสังขาร
วรรณคดศี าสนา
๒. โคลงฤาษดี ดั ตน (จารึกวดั พระเชตุพนฯ) วรรณคดีศาสนา
๓. นทิ านแทรกในเร่อื งนางนพมาศ วรรณคดีนิทาน
รัตนโกสนิ ทร์ตอนกลาง
รชั กาลท่ี ๔
๑. บทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ ตอนพระรามเดินดง วรรณคดีนทิ าน
๒. มหาชาติ ๕ กณั ฑ์ คือ วนปเวสน์ จลุ พน มหาพน สักกบรรพ และฉกษตั ริย์ วรรณคดพี ทุ ธศาสนา
๓. บทพระราชนิพนธ์เบ็ดเตล็ด เช่น บทเบิกโรงละครหลวง บทรำดอกไม้เงินทอง วรรณคดีวิวิธ
(เบด็ เตล็ด)
๔. จารึกวัดพระเชตพุ นธ์ วรรณคดคี ำสอน
รชั กาลท่ี ๕
๑. พระราชพธิ ีสบิ สองเดือน วรรณคดีสารคดี
๒. ไกลบา้ น วรรณคดปี ระวตั ศิ าสตร์
๓. บทละครเร่อื งเงาะป่า วรรณคดีนิทาน
๔. ลิลติ นทิ ราชาคริต วรรณคดนี ทิ าน
๕. บทละครเรื่องวงศเทวราช วรรณคดนี ิทาน
รชั กาลท่ี ๖
๑. บทละครดกึ ดำบรรพ์ วรรณคดมี รดก
๒. บ่อเกดิ รามเกยี รต์ิ วรรณคดีศาสนา
๓. พระนาคำหลวง วรรณคดีมรดก
รัตนโกสินทร์ตอนปลาย
ละครแหง่ ชีวติ เรอื่ งส้นั และนวนยิ าย
เมืองนิมติ เรือ่ งสั้นและนวนิยาย
แผ่นดินของเรา เร่ืองสัน้ และนวนยิ าย
๖
บา้ นจอมยุทธ. (๒๕๔๓) รตั นโกสนิ ทรต์ อนต้น
รชั กาลที่ ๑
๓. บทละครเรอ่ื งรามเกยี รต์ิ วรรณคดีนทิ าน
๔. บทละครเร่อื งดาหลัง วรรณคดนี ทิ าน
๕. บทละครเรอ่ื งอิเหนา วรรณคดนี ทิ าน
รชั กาลที่ ๒
๑. บทละครเรอื่ งอิเหนา วรรณคดีนทิ าน
๒. ขนุ ชา้ งขนุ แผน วรรณคดีนทิ าน
๓. บทพากย์โขน ตอนนางลอย วรรณคดีมรดก
รชั กาลท่ี ๓
๑. ประกาศหา้ มสูบฝ่ิน วรรณคดีการเมือง
๒. นิทานแทรกในเรอ่ื งนางนพมาศ วรรณคดนี ทิ าน
รตั นโกสนิ ทรต์ อนกลาง
รชั กาลท่ี ๔
๑. มหาชาติ ๕ กณั ฑ์ คอื วนปเวสน์ จลุ พน มหาพน สักกบรรพ และฉกษัตริย์ วรรณคดพี ุทธศาสนา
๒. ประกาศและพระบรมราชาธิบาย วรรณคดกี ารเมอื ง
๓. บทจบั ระบำเรอื่ งรามสรู และเมขลา นารายณป์ ราบนนทกุ เรอ่ื งส้นั และนวนยิ าย
รชั กาลที่ ๕
๑. พระราชพิธสี ิบสองเดือน วรรณคดีสารคดี
๒. ไกลบา้ น วรรณคดปี ระวัติศาสตร์
๓. พระราชวิจารณ์ วรรณคดกี ารเมอื ง
๔. บทละครเรอ่ื งเงาะป่า วรรณคดีนิทาน
รชั กาลที่ ๖
๑. บทละครดกึ ดำบรรพ์ วรรณคดีมรดก
๒. ลทั ธิเอาอย่าง วรรณคดปี ระวัตศิ าสตร์
๓. พระนลคำหลวง วรรณคดีประวตั ศิ าสตร์
รัตนโกสินทรต์ อนปลาย
๑. สงครามภารตะคำกลอน วรรณคดปี ระวัติศาสตร์
๒. ความผิดคร้งั แรก วรรณคดีประวัติศาสตร์
๓. ละครแห่งชวี ติ วรรณคดเี ร่ืองส้ัน และนวนยิ าย
ประเภทของวรรณคดใี นสมัยรตั นโกสินทร.์ (๒๕๕๕) รตั นโกสินทร์ตอนต้น
รชั กาลที่ ๑
บทละครเรื่องรามเกียรต์ิ วรรณคดนี ทิ าน
บทละครเรอื่ งอิเหนา วรรณคดีนิทาน
พระราชพงศาวดารฉบับพนั จันทนุมาศ วรรณคดีประวตั ศิ าสตร์
๗
รชั กาลท่ี ๒
บทเสภาเร่ืองขุนช้างขนุ แผน วรรณคดนี ทิ าน
นิราศวัดเจ้าฟา้ วรรณคดีวรรณคดีมรดก
รชั กาลท่ี ๓
ลิลิตรตะเลงพา่ ย วรรณคดีประวตั ศิ าสตร์
บทละครนอกเรอื่ งสังข์ศลิ ปช์ ยั วรรณคดนี ทิ าน
รตั นโกสินทร์ตอนกลาง
รชั กาลที่ ๔
๑. รา่ ยยาวมหาเวสสนั ดรชาดก วรรณคดศี าสนา
๒. บทระบํา วรรณคดมี รดก
๓. โคลงพระราชทานพร วรรณคดีคำสอน
รชั กาลท่ี ๕
๑. พระราชวิจารณ์ วรรณคดีการเมือง
๒. บทละครเร่ืองเงาะป่า วรรณคดีนิทาน
๓. ลลิ ิตนทิ ราชาครติ วรรณคดปี ระวตั ิศาสตร์
รชั กาลท่ี ๖
๑. ลัทธิเอาอย่าง วรรณคดปี ระวตั ิศาสตร์
๒. พระนบคำหลวง วรรณคดปี ระวัตศิ าสตร์
๓. บทละครดกึ ดำบรรพ์ วรรณคดีมรดก
รตั นโกสินทรต์ อนปลาย
๑. ละครแห่งชวี ิต เรอ่ื งสัน้ และนวนิยาย
๒. แผ่นดนิ ของเรา เรอื่ งสนั้ และนวนิยาย
๓. สงครามภารตะคำกลอน วรรณคดปี ระวตั ิศาสตร์
จากการศึกษาหาข้อมูลสรุปได้ว่าประเภทของวรรณคดีในสมัยรัตนโกสินทร์จะแบ่งได้เป็น ๓ช่วงคือสมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้น รัตนโกสินทร์ตอนกลาง และ รัตนโกสินทร์ตอนปลายโดยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจะมี
วรรณคดหี ลายประเภทสว่ นใหญจ่ ะเปน็ วรรณคดปี ระเภทวรรณคดีนทิ านและในชว่ งรัตนโกสนิ ทร์ตอนกลางส่วน
ใหญ่จะเป็นวรรณคดีประเภทนิทานและช่วงรัตนโกสินทร์ตอนปลายจะเป็นวรรณคดีประเภทเรื่องสั้นและนว
นิยาย ซ่งึ มีหลกั การในการวเิ คราะห์วรรณคดีดงั นี้
๒. หลักการวิเคราะหว์ รรณคดี
๒.๑ ความหมายของการวเิ คราะห์วรรณคดี
อลงกรณ์ พลอยแก้ว, (๒๕๖๔) ได้กล่าวว่าการวิเคราะห์วรรณคดีคือการพิจารณาวรรณกรรมโดยแบ่งเป็นแต่ละ
หัวข้อ ตั้งแต่ รูปแบบการประพันธ์การดำเนินเรื่องเค้าโครงเรื่องการผูกและการคลายปม การใช้สำนวนโวหาร การสื่อ
อารมณ์ ลีลาและสำนวนการประพันธค์ ุณค่าด้านเน้ือหาสาระ ความรทู้ ี่สอดแทรกอยใู่ นเรื่อง คติ ข้อคดิ ทแ่ี ฝงไว้ เป็นต้น
แลว้ ประเมนิ คณุ ค่าของวรรณกรรมนน้ั ๆ ว่ามขี ้อเด่นในดา้ นใดบา้ งหรือมีขอ้ ดอ้ ยด้านใด
๘
การวิเคราะห์วรรณคด,ี (๒๕๕๗) ได้อธบิ ายวา่ การวิเคราะหว์ รรณคดคี ือการแยกแยะทางความคิดหรอื ทางวัตถุของ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้เห็นองค์ประกอบเพื่อศึกษาแต่ละองค์ประกอบหรือว่าแยกแยะเพื่อให้เห็น
เพือ่ ให้เหน็ ความสัมพนั ธข์ ององค์ประกอบต่างๆ ทท่ี ำใหเ้ กดิ ส่ิงนน้ั หรอื เรือ่ ง
มธั ยมสาธติ พทั ยา, (๒๕๖๔) การวเิ คราะหว์ รรณคดีและวรรณกรรม หมายถึงการแยกแยะเพื่อพจิ ารณา ไตร่ตรอง
หาข้อดี ข้อเสีย หาจุดเดน่ จุดดอ้ ย หาเหตผุ ล ในการจะนำไปสูก่ ารวินจิ ฉยั ตัดสินใจ เพ่ือประเมนิ คณุ ค่าของวรรณคดีใน
ดา้ นต่างๆ เพื่อจดุ ประสงค์ใดจุดประสงค์หน่ึง
จากการศึกษาความหมายของการวิเคราะห์วรรณคดีสรุปได้ว่าการวิเคราะห์วรรณคดี คือการพิจารณาแยกแยะ
องค์ประกอบต่างๆที่ทำให้เกิดเป็นวรรณคดี โดยแบ่งเป็นแต่ละหัวข้อตั้งแต่เน้ือเรื่อง แนวคิดที่ได้จากเรื่อง รวมถึงการ
สื่ออารมณ์และภาพพจน์เพื่อให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการนำไปสู่การตดั สินใจเพื่อประเมินคุณค่าวรรณคดีใน
แต่ละด้านนอกจากนเ้ี ราต้องศกึ ษาแนวทางในการวเิ คราะห์
๒.๒ แนวทางในการวิเคราะหว์ รรณคดี
๒.๒.๑ การวเิ คราะหด์ ้านเนือ้ หา
การวิเคราะห์ลักษณะเด่นของวรรณคดี, (๒๕๕๑) ได้กล่าวว่ามีลักษณะอย่างไร กล่าวถึงสิ่งใด
องค์ประกอบต่างๆของเรื่องมีการประสานกันอย่างกลมกลืนหรือไม่ ตรงตามข้อเท็จจริงหรือมีความสมจริง
หรือไม่
ประพนธ์ เรอื งณรงค์ และคณะ (๒๕๔๕ : ๑๒๘) ได้กล่าวว่าใหว้ เิ คราะหเ์ ร่ืองในหัวข้อต่อไปนี้ตามลำดับ
โดยบางหัวข้ออาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ เช่น โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก วิธีการแต่ง ลักษณะการเดินเรื่อง การใช้
ถ้อยคำ สำนวนในเร่อื งทว่ งทำนองการแตง่ วธิ ีคดิ สรา้ งสรรคท์ ศั นะหรอื มมุ มองของผ้เู ขยี นเป็นตน้
การวิเคราะห์วรรณคดี, (๒๕๖๐) ได้ยกตัวอย่างของการวิเคราะห์ด้านเนื้อหา เช่น โครงเรื่อง ฉาก
ลักษณะการเดนิ เร่อื ง การใช้ถ้อยคำ ทศั นะหรื่องมุมมองของผู้เขียน เป็นตน้
จากการศกึ ษาการวเิ คราะห์ด้านเน้ือหา คือ การวเิ คราะห์องค์ประกอบต่างๆไปตามลำดับ เชน่ โครงเร่ือง
ตัวละคร ฉาก วิธีการแต่ง ลักษณะการเดินเรื่อง การใช้ถ้อยคำ สำนวนในเรื่องท่วงทำนองการแต่ง วิธีคิด
สรา้ งสรรค์ ทศั นะหรือมมุ มองของผเู้ ขียน เพ่ือนำไปสูก่ ารพจิ ารณาด้านรปู แบบการประพนั ธ์
๒.๒.๒ วเิ คราะห์ด้านรปู แบบ
การวิเคราะห์ลักษณะเด่นของวรรณคดี, (๒๕๕๑) ได้กล่าวว่าพิจารณาลักษณะคำประพันธ์ว่าเป็นร้อย
แก้วหรอื ร้อยกรอง เหมาะสมกบั เน้ือหาหรือไม่
กัลยา มาลีนนท์, (๒๕๕๘) ได้อธิบายว่าพิจารณาเรื่องนั้นใช้รูปแบบใด เช่น เป็นนิทาน เรื่องยาว ร้อย
กรอง บทละคร เรื่องสัน้ บทความ
กิตติพงษ์ พิศมร, (๒๕๖๔) เนื้อเรื่องที่อ่านเป็นคำประพันธ์ชนิดใด ร้อยแก้ว หรือร้อยกรองแต่งด้วยคำ
ประพนั ธ์ประเภทใด กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์
การวเิ คราะหว์ รรณกรรม, (๒๕๖๐) ได้อธิบายของการวิเคราะห์ดา้ นรปู แบบคำประพันธว์ า่ ลักษณะของ
คำประพันธท์ ี่ผู้ประพนั ธ์ใช้ในการนำเสนอเนอื้ หา เชน่
-กาพย์ มักใชแ้ ตง่ เปน็ ทำนองเลา่ เรอ่ื ง มจี ำนวนคำตามชนดิ ของกาพย์
-กลอน มักใช้แต่งเพือ่ แสดงอารมร์ ความคิดเห็น เล่าเร่ือง มสี ัมผสั ระหว่างวรรคและบท
-โคลง นิยมใชโ้ คลงแต่งทัง้ เรอื่ ง บังคบั จำนวนคำในวรรคสมั ผสั บังคบั เอกโท
๙
การวิเคราะห์ด้านรูปแบบหรือลักษณะคำประพันธ์ หมายถึง การพิจารณาว่าผู้ประพันธ์มีการใช้
ลักษณะคำประพันธ์อย่างไรในการนำเสนอเนื้อหา ซึ่งลักษณะคำประพันธ์มีความแตกต่างกันคือร้อยแก้วและ
รอ้ ยกรอง ซงึ่ เราจะเห็นได้ว่าในเนื้อหาจะสอดแทรกดว้ ยวรรณศิลป์
๒.๒.๓ วเิ คราะหด์ า้ นวรรณศลิ ป์
การวิเคราะห์ลักษณะเด่นของวรรณคดี, (๒๕๕๑) กล่าวว่าการใช้สำนวนโวหารไพเราะสละสลวย มี
ลักษณะเด่นในเชิงประพันธ์หรือไม่ วรรณคดีและวรรณกรรมทีด่ ีจะต้องมีวรรณศิลป์ คือมีการใช้ภาพพจน์ เช่น
สทั พจน์ อุปมา อปุ ลกั ษณ์ มกี ารเล่นเสียง เช่น เสียงสมั ผสั มกี ารเล่นคำ เชน่ การซ้ำคำ
อลงกรณ์ พลอยแก้ว, (๒๕๖๔) วิเคราะห์ด้านวรรณศิลป์ การใช้สำนวนโวหาร พิจารณาถึงความ
ไพเราะสละสลวย วรรณคดีและวรรณกรรมทีด่ ีจะต้องมวี รรณศิลป์ มกี ารใช้โวหารตา่ งๆ มกี ารเล่นเสยี งคำสัมผัส
นอกสมั ผัสใน มีการเลน่ คำในรูปแบบตา่ งๆ หรือมีการเลน่ กลอกั ษร
พจนานุกรรมฉบับบัณฑิตยสถาน, (๒๕๔๒) ได้กล่าวถึงการวิเคราะห์ด้านวรรณศิลป์ว่าต้องศึกษา
ตั้งแต่การเลือกชนิดคำประพันธ์ให้เหมาะสมกับประเภทของงานเขียน การรู้จักตกแต่งถ้อยคำให้ไพเราะ
สละสลวยอันเป็นลักษณะเฉพาะของภาษากวี และทำให้ผู้อ่านเกิดความสะเทือนอารมณ์ ภาษากวีเพื่อสร้าง
ความงดงามไพเราะแก่บทร้อยแก้วหรือร้อยกรองนั้น มีหลักสำคัญที่เกี่ยวข้องกัน ๓ ด้าน คือการสรรคำ การ
เรยี บเรียงคำ การใชโ้ วหาร
สรุปได้ว่าการวิเคราะห์ด้านวรรณศิลป์ คือการที่ผู้ประพันธ์มีการใช้สำนวนโวหาร ใช้คำที่ไพเราะ
สละสลวยเหมาะสมและกลมกลืน มีการเล่นคำในรปู แบบต่างๆ วรรณคดแี ละวรรณกรรมท่ดี จี ะต้องมวี รรณศิลป์
คือ มีการใช้ภาพพจน์ ทำให้ผู้อ่านเกิดความสะเทือนอารมณ์ ดังนั้นผู้อ่านจะได้สัมผัสกับการแสดงออกอย่างมี
ศิลปะในวรรณคดี
๒.๒.๔ วเิ คราะห์การแสดงออกอย่างมีศลิ ปะ
การวิเคราะห์ลักษณะเด่นของวรรณคดี, (๒๕๕๑) กล่าวว่า ศิลปะ คือการแสดงออกท่ีก่อให้เกิดอารมณ์-
สะเทอื นใจ เมื่ออา่ นวรรณคดีและวรรณกรรมแลว้ เกิดอารมณส์ ขุ หรือทกุ ข์ เรียกว่า อารมณ์สะเทือนใจ
การวิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรม, (๒๕๖๔) กล่าวถึงการวิเคราะห์การแสดงออกอย่างมี
ศิลปะว่า เป็นการใช้ภาษาสื่ออารมณ์ วรรณคดีและวรรณกรรมที่สื่ออารมณ์ได้ดี จะทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์
สุขหรอื เศร้ารว่ มไปกบั ตัวละครอยา่ งลกึ ซ้งึ
ผาสุก มุทรามธา (๒๕๑๗ : ๔๓) กลา่ วถงึ การวเิ คราะห์การแสดงอยา่ งมศี ิลปะว่าเป็นการใช้ภาษาเพื่อการ
สื่อสาร เพื่อรสชาติทางภาษา เพื่อจูงใจเพื่อความติดใจและประทับใจ ทำให้ผู้อ่านสามารถสังเกตจดจำ
นำไปใชก้ ่อใหเ้ กิดการใชภ้ าษาทีด่ ี
การวิเคราะการแสดงอย่างมีศิลปะ หมายถึงผู้ประพันธ์มีการใช้ภาษาสื่ออารมณ์ ซึ่งวรรณคดีที่สื่อ
อารมณ์ได้ดี ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ร่วมกับตัวละครเรียกว่า อารมณ์สะเทือนใจ เมื่อผู้ประพันธ์ใช้ภาษาท่ี
สามารถสอื่ อารมณ์ไดอ้ ย่างดจี ะสามารถนำไปสู่การสอดแทรกคุณคา่ ทางสังคมในวรรณคดไี ด้
๒.๒.๕วเิ คราะหค์ ณุ คา่ ทางสงั คม
วิเคราะห์คุณค่าทางสังคม, (๒๕๕๑) วรรณคดีและวรรณกรรมจะสะท้อนภาพเหตุการณ์ ในอดีตและ
วิถีชีวิตของคนแต่ละยุคแต่ละสมัย หลักการวิเคราะห์ควรพิจารณาว่าเนื้อหากล่าวถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ใน
สมัยน้ันอยา่ งไร มีวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ อย่างไร
๑๐
การวิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรม, (๒๕๖๔) วรรณคดีและวรรณกรรมที่ดีจะสะท้อนภาพ
ของสังคม อาจเป็นเหตุการณ์จริงในอดีตจากพงศาวดาร ประวัติศาสตร์ หรืออาจเป็นภาพสังคมที่สมมติขึ้นมา
เพ่ือสะทอ้ นสังคมจริงๆ ให้เห็นวถิ ีชวี ติ ค่านิยม ของผคู้ นในยุคสมยั ตา่ งๆ ว่ามลี กั ษณะอย่างไร
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏกำแพงเพชร, (๒๕๖๔) ไดอ้ ธบิ ายของการวิเคราะคุณค่าทางสังคม
ว่าเป็นการพิจารณาคุณค่าด้านสังคม ในบทประพันธ์ว่าผู้แต่งมีจุดประสงค์อย่างไรในการจรรโลงสังคม ซึ่ง
พิจารณาจากทรรศนะ แนวคิด การให้คติเตือนใจ การแสดงให้เห็นถึงชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรม
ขนบธรรมเนียมประเพณี โดยการสอดแทรกไว้ในบทประพนั ธอ์ ย่าง แนบเนียน
ส่วนการวิเคราะห์คุณค่าทางสังคม หมายถึงผู้ประพันธ์ต้องการสะท้อนให้เห็นสังคมในสมัยนั้นเป็น
อย่างไร เช่น ค่านิยม วิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณี ซึ่งอาจเกิดขึ้นจริงหรือสมมติขึ้นมา โดยการสอดแทรก
ในบทประพันธ์อย่างแนบเนียน
๓. ภาษาทางวรรณศลิ ปใ์ นวรรณคดี
๓.๑ ความหมายของวรรณศลิ ป์
ความหมายของวรรณศลิ ป์ wiki.m-culture.go.th ให้คำอธิบายความหมายของวรรณศิลปไ์ ว้ว่า คือศิลปะ
ในการแต่งหนังสือ ศิลปะทางวรรณกรรม เช่น นักวรรณศิลป์ วรรณกรรมที่ถึงขั้นเป็นวรรณคดี หนังสือที่ได้รบั
การยกย่องว่าแต่งดี วรรณศิลป์ หรือศิลปะในการแต่งหนังสือมีหลักใหญ่ ๆ ๓ ประการ ได้แก่ สุนทรียรส
ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อนำเสนอเรื่องราวและความคิดของผู้เขียน และเนื้อหาของเรื่องทีมีคุณภาพ
องค์ประกอบของวรรณศลิ ปม์ ี ๖ ประการด้วยกัน ไดแ้ ก่
๑) อารมณ์สะเทือนใจ (Emotion) เป็นเสมือนหัวใจของเรื่อง เพราะคนเราจะรับรู้และจดจำอารมณ์
สะเทอื นใจอย่างฝังใจ แม้ว่าบางครั้งอาจจะจำเรื่องราวท้ังหมดไม่ได้ก็ตาม อารมณ์สะเทือนใจมีได้ทั้งอารมณ์รัก
อารมณ์แค้น อารมณ์สุข อารมณ์เศร้า หรือแม้แต่อารมณ์ขัน ตัวอย่างเช่นบทละครของเช็คสเปียร์จะมีอารมณ์
สะเทือนใจสูงเสมอทั้งอารมณ์รัก อารมณ์เศร้า รวมทั้งจิตอารมณ์ด้านมืดของมนุษย์ เรื่องแต่งที่ขาดอารมณ์
สะเทือนใจก็ไม่ตา่ งอะไรจากกร่างทีข่ าดวญิ ญาณหรือกระดาษเปล่า
๒) ความคิดและจินตนาการ (Though and Imagination) เป็นเสมือนสมองของเรื่อง เราเรียนรู้เรื่อง
สมองซกี ซ้ายและสมองซีกขวากันมาแล้ว เรือ่ งทดี่ เี ปรยี บเหมือนสมองสองซีกของมนุษย์ ซึ่งควรจะมคี วามสมดุล
ทั้งความคิดและจินตนาการ ความคิดเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ การทดลอง และประสบการณ์ ส่วนจินตน
การมาจากความรู้สกึ นึกคดิ ความฝัน และการสร้างภาพในมโนสำนึก แม้ว่าไอนส์ ไตน์จะเคยกล่าวว่าจินตนการ
มีความสำคัญกว่าความรู้ แต่สำหรับนักเขียน ทั้งความรู้ความคิด และจินตนาการ มีความสำคัญใกล้เคียงกั น
และเกื้อกูลกัน เรื่องที่มีแต่ความคิดโดยปราศจากจินตนาการจะแห้งแล้งไร้สีสัน ขณะเดียวกันเรื่องที่มีแต่
จนิ ตนาการโดยปราศจากความคิดกจ็ ะฟงุ้ ฝนั ฟูฟ่องเหมือนฟองสบู่
๓) การสื่อสารกับผู้อ่าน (Communication) เปรียบเสมือนปากของเรื่อง เพราะการเขียน คือการนำสาร
จากผู้เขียนไปสู่ผู้อ่านความสามารถในการส่งสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ ว่าผู้เขียนจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกันใน
เนื้อหาของสารหรือไม่ และจะทำให้ผู้อ่านคล้อยตาม เชื่อตาม และติดตามสารนั้นหรือไม่ การส่งสารที่ดีนั้น
จะต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งผู้ส่งสาร และผู้รับ ไม่ทำให้เกิดช่องว่างหรือการตีความที่ผิดแผกไประหว่างการ
เดินทางของสารจากผู้เขียนถึงผู้อ่าน ดังนั้น ผู้เขียนจึงต้องเปล่งสารอย่างชัดเจน และหาทางให้ผู้อ่านส่งเสียง
สะท้อนกลับมา เรอ่ื งทไ่ี ประสบความสำเรจ็ มักจะเป็นเรือ่ งท่ที ำให้ผู้อ่านตกอยู่ในวงสาร
๑๑
๔) อัตลักษณ์ของผู้เขยี น (Identity) เปน็ เสมอื นบุคลิกหรือลายน้ิวมือของผูเ้ ขียน ซึง่ ทำให้เรื่องของผู้เขียน
คนน้นั มคี วามเปน็ ตวั ของตัวเอง โดดเด่น และแตกต่างไปจากคนอ่ืน ๆ อตั ลกั ษณ์ในการเขียนเป็นส่วนประกอบ
ระหว่างตัวตนของผู้เขียน วิสัยทัศน์หรือทัศนคติของผู้เขียน สีลา รวมทั้งสำนวนโวหารและทักษะในการเขี ยน
โดยทั่วไปแล้ว ผู้เขียนอาจจะต้องใช้เวลาในการสร้างอัตลักษณ์ หรือแสดงอัตลักษณ์ให้เป็นที่ปรากฏแก่ผู้อ่าน
อย่างไรก็ตามอัตลักษณ์ต้องเป็นสิ่งที่แท้จริงมิใช่การแสร้งสร้าง เพราะไม่มีใครสามารถลวงหลอกทุกคนในทุก
เวลา และท่ีสำคญั กค็ อื ไม่มใี ครสามารถหลอกตัวเองไดต้ ลอดกาล
๕) กลวิธีการเขียน (Technique) เป็นทั้งแขนขาและกลไกในการขับเคลื่อนความคิดและจินตนาการของ
ผู้เขียนมาสู่ผู้อ่าน ผู้เขียนจะต้องสามารถนำรูปแบบ และเครื่องมือต่าง ๆ ในการเขียน มาใช้ได้อย่างเหมาะสม
กับเนื้อเรื่องรวมทัง้ เป็นการเรียบเรียงเรื่องอย่างเป็นระบบ และลำเลียงเรือ่ งที่เรียบเรียงแล้วน้ันออกมาสูผ่ ู้อ่าน
ด้วยรูปแบบที่น่าสนใจและชวนติดตาม เรื่องบางเรื่องที่ไม่น่าสนใจแต่ผู้เขียนบางคนก็มีกลวิธีการเขียนให้
สนกุ สนานนา่ สนใจได้ แต่เรอื่ งบางเร่อื งท่ีนา่ สนใจแต่ผูเ้ ขยี นบางคนก็ขาดกลวีการเขียนจนทำให้กลายเป็นเร่ืองที่
น่าเบอ่ื ได้เหมือนกนั เข้าทำนอง "อนั ถอ้ ยความเดียวกนั สำคญั กลา่ ว"
๖) การจดั วางองค์ประกอบ ทิศทางของเรื่องและสำนวนภาษาท่ีใช้ในเรื่องอย่างเหมาะสม (Composition,
Direction and Wording) เป็นเสมือนหน้าตาของเรื่องทีต้องมีการตบแต่งให้สะสวย องค์ประกอบของเรื่อง
จะต้องมีการจัดวางอย่างเหมาะสม ไม่รกหรือโล่งจนเกินไป มีน้ำหนักและโทนของเรื่องที่กลมกลืน มีการสร้าง
ตัวละคร เหตุการณ์ สถานที่ ซึ่งมีความลงตัว เรื่องที่ดีทุกเรื่องจะต้องมีทิศทางหรือแผนทาง (road map) เพ่ือ
กำหนดเป้าหมายและควบคุมการเดินเร่ือง มิเช่นนั้นแล้วอาจทำใหห้ ลงทางหรือออกนอกเรื่องไป ขณะเดียวกับ
ทิศทางหรือแผนทางก็จะชว่ ยใหเ้ ร่อื งมคี วามกระชบั ไม่เย่ินเย้อ
ความหมายของวรรณศิลป์ www.digitalschool.club มีความหมาย ตามพจนานุกรรมฉบับ
บัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า "ศิลปะในการแต่งหนังสือ,ศิลปะทางวรรณกรรม,วรรณกรรมที่ถึงขั้นวรรณคดี,
หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี วรรณกรรมหรืองานเขียนที่ยกย่องกันว่าดี มีสาระ และมีคุณค่าทาง
วรรณศิลป์ การใชค้ ำวา่ วรรณคดเี พ่ือประเมนิ ค่าของวรรณกรรม เกดิ ข้ึนในพระราชกฤษฎีกาต้ังวรรณคดีสโมสร
ในสมยั รัชกาลท่ี ๖
วรรณศิลป์ หรือศิลปะในการแต่งหนังสือมีหลักใหญ่ ๆ ๓ ประการ ได้แก่ สุนทรียรส ความสามารถใน
การใช้ภาษาเพื่อนำเสนอเรื่องราวและความคิดของผู้เขียน และเนื้อหาของเรื่องทีมีคุณภาพ องค์ประกอบของ
วรรณศิลป์มี ๖ ประการด้วยกัน ได้แก่
๑) อารมณ์สะเทือนใจ (Emotion) เป็นเสมือนหัวใจของเรื่อง เพราะคนเราจะรับรู้และจดจำอารมณ์
สะเทือนใจอย่างฝงั ใจ แมว้ ่าบางคร้ังอาจจะจำเรื่องราวท้ังหมดไม่ได้ก็ตาม อารมณ์สะเทือนใจมีได้ทั้งอารมณ์รัก
อารมณ์แค้น อารมณ์สุข อารมณ์เศร้า หรือแม้แต่อารมณ์ขัน ตัวอย่างเช่นบทละครของเช็คสเปียร์จะมีอารมณ์
สะเทอื นใจสงู เสมอทั้งอารมณร์ ัก อารมณเ์ ศร้า รวมท้งั จิตอารมณด์ า้ นมดื ของมนษุ ย์
๒) ความคิดและจินตนาการ (Though and Imagination) เป็นเสมือนสมองของเรื่อง เราเรียนรู้เรื่อง
สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวากันมาแลว้ เร่ืองท่ดี เี ปรยี บเหมือนสมองสองซีกของมนุษย์ ซง่ึ ควรจะมีความสมดุล
ทั้งความคิดและจินตนาการ ความคิดเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ การทดลอง และประสบการณ์ ส่วนจินตน
การมาจากความรสู้ ึกนึกคิด ความฝนั และการสรา้ งภาพในมโนสำนึก
๑๒
๓) การสื่อสารกับผู้อ่าน (Communication) เปรียบเสมือนปากของเรื่อง เพราะการเขียน คือการนำ
สารจากผู้เขียนไปสู่ผู้อ่านความสามารถในการส่งสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ ว่าผู้เขียนจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกันใน
เนื้อหาของสารหรือไม่ และจะทำให้ผู้อ่านคล้อยตาม เชื่อตาม และติดตามสารนั้นหรือไม่ การส่งสารที่ดีน้ัน
จะต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งผู้ส่งสาร และผู้รับ ไม่ทำให้เกิดช่องว่าง หรือการตีความที่ผิดแผกไประหว่างการ
เดินทางของสารจากผเู้ ขียนถึงผ้อู ่าน
๔) อัตลักษณ์ของผู้เขียน (Identity) เป็นเสมือนบุคลิกหรือลายนิ้วมือของผู้เขียน ซึ่งทำให้เรื่องของ
ผู้เขียนคนนั้นมีความเป็นตัวของตัวเอง โดดเด่นและแตกต่างไปจากคนอื่นๆ อัตลักษณ์ในการเขียนเป็น
ส่วนประกอบระหวา่ งตัวตนของผู้เขียน วิสัยทัศน์หรอื ทัศนคตขิ องผู้เขยี น สีลา รวมทั้งสำนวนโวหารและทักษะ
ในการเขยี น
๕) กลวธิ ีการเขยี น (Technique) เปน็ ท้ังแขนขาและกลไกในการขบั เคล่ือนความคดิ และจินตนาการของ
ผู้เขียนมาสู่ผู้อ่าน ผู้เขียนจะต้องสามารถนำรูปแบบ และเครื่องมือต่าง ๆ ในการเขียน มาใช้ได้อย่างเหมาะสม
กบั เนือ้ เรื่อง รวมทง้ั เป็นการเรยี บเรียงเรื่องอยา่ งเป็นระบบ และลำเลียงเร่ืองที่เรยี บเรยี งแล้วน้ันออกมาสู่ผู้อ่าน
ด้วยรูปแบบที่น่าสนใจ และชวนติดตาม เรื่องบางเรื่องที่ไม่น่าสนใจแต่ผู้เขียนบางคนก็มีกลวิธีการเขียนให้
สนุกสนานน่าสนใจได้ แต่เรื่องบางเร่ืองทนี่ า่ สนใจแต่ผเู้ ขยี นบางคนกข็ าดกลวกี ารเขยี นจนทำให้กลายเป็นเรื่องท่ี
น่าเบ่อื ได้เหมือนกนั เขา้ ทำนอง “อนั ถอ้ ยความเดยี วกนั สำคญั กลา่ ว”
๖) การจัดวางองค์ประกอบ ทิศทางของเรื่องและสำนวนภาษาที่ใช้ในเรื่องอย่างเหมาะสม
(Composition, Direction and Wording) เป็นเสมือนหน้าตาของเรื่องทีต้องมีการตบแต่งให้สะสวย
องค์ประกอบของเรื่องจะต้องมีการจัดวางอย่างเหมาะสม ไม่รกหรอื โลง่ จนเกนิ ไป มีน้ำหนกั และโทนของเร่ืองที่
กลมกลนื มีการสร้างตวั ละคร เหตกุ ารณ์ สถานที่ ซง่ึ มคี วามลงตวั
ความหมายของวรรณศิลป์ www.baanjomyut.com วรรณศิลป์ หมายถึง ศิลปะแห่งการแต่งบท
ประพันธ์ หัวใจของงานศิลปะทั่วไป เน้นสุนทรียภาพทางภาษาที่มีความประณีต งดงาม ได้แก่ ความงามของ
ภาษา ความงามในเน้ือ เรอ่ื งอันกลมกลนื กับรูปแบบ และความงามในสาระของข้อคิดเห็นหรือแนวคิดที่แฝงอยู่
ในเนื้อ เรื่อง ส่วนความงามที่สำคัญที่สุดของการสร้างงานวรรณกรรมก็คือวิธีแต่ง วรรณศิลป์หรือ วรรณกรรม
เป็นสาขาหน่ึงของงานวิจิตรศลิ ป์ เนื่องจากมแี นวคดิ และกระบวนการสร้างสรรค์คล้าย กับศิลปะแขนงอืน่ ๆ ท่ี
ตา่ งกนั ก็เฉพาะสื่อท่ีนำมาใช้ซ่ึงเกิดจากร้อยเรียงคำในลักษณะ คำประพนั ธ์ ชนดิ ต่าง ๆ ตามจินตนาการของกวี
หรือศิลปินที่ผู้สร้างงานคำประพันธ์ประเภทร้อยแก้วและร้อย กรอง ได้แก่ โคลง ฉันท์ กาพย์ และกลอน เป็น
ต้น ผลงานวรรณศิลป์ เหมือนกับงานศิลปะแนวทางทัศนศิลป์ทั่วไป จากจินตนาการที่ได้รับ ความบันดาลใจ
จากธรรมชาติ จากศิลปกรรมและได้จากอารมณ์และความรู้สกึ ของตนเองและระหวา่ ง มนษุ ย์ กบั มนษุ ยด์ ้วยกัน
เอง การรับความบันดาลใจจากธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรมนี้เราจะพบใน งานวรรณกรรมอยู่หลายเรื่อง
หลายตอน เช่น ชมนก ชมไม้ การพรรณนาเหมือนกับภาพเขียนในภาพ ทิวทัศน์ของจิตรกรเขียนภาพป่าเขา
ลำเนาไพร การชมเมอื งในงานวรรณศิลปเ์ ปน็ ตน้
๑๓
ลักษณะของวรรณศิลป์
๑. อารมณส์ ะเทือนใจ (Emotion)
๒. จินตนาการหรือความนึกคดิ (Imagination)
๓. การแสดงออก (Expression)
-แสดงภาพและความรูส้ กึ ไดอ้ ย่างชดั เจนและแนบเนยี น
-แสดงใหเ้ ห็นความเคล่ือนไหวของตวั ละคร
-แสดงใหเ้ ห็นนสิ ยั ใจคอและบคุ ลิกภาพของตัวละคร
๔. ทว่ งทำนองหรือท่วงทา่ ทแ่ี สดงออก (Style)
-ท่วงท่าทเ่ี ป็นสว่ นรวม (racial style)
-ท่วงทา่ ที่แสดงออกเฉพาะตน (personal style)
๕. กลวธิ ใี นการแตง่ หรอื เทคนคิ (Technique)
๖. องคป์ ระกอบ (Composition)
จากการศึกษาความหมายของวรรณศิลป์ได้ว่า เป็นศิลปะในการแต่งหนังสือ ศิลปะทางวรรณกรรม
เชน่ นักวรรณศลิ ป์ วรรณกรรมที่ถึงขั้นเป็นวรรณคดี หนังสอื ท่ไี ดร้ ับการยกย่องว่าแต่งดี วรรณศิลป์ หรือศิลปะ
ในการแต่งหนังสือ นอกจากผู้ประพันธ์มีการใชว้ รรณศิลป์ในการประพันธ์และยังมกี ารใช้รสวรรณคดีสันสกฤต
ทำใหผ้ อู้ า่ นมีอารมณ์ร่วมไปกับวรรณคดี
๓.๒ รสวรรณคดสี นั สกฤต
รสวรรณคดีสันสกฤต ๙ รส addrachada.wordpress.com รสวรรณคดีสันสกฤต มีปรากฏใน ตำรา
นาฏยศาสตร์ (นาฏยเวท) ของพระภรตมนุ ี ซ่งึ กลา่ วถึงคณุ สมบัติของตัวละครสนั สกฤตท่ีดีว่า ต้องประกอบด้วย
รส ๙ รส คอื ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส รทุ รรส วีรรส ภยานกรส พภี ตั สรส อพั ภตู รสและศานตริ ส โดย
มรี ายละเอยี ดดงั นี้
๑) ศฤงคารรส (รสแห่งความรกั ) เป็นการพรรณวามรักระหว่างหนุ่มสาวระหว่างสามี ภรรยา ระหว่าง
ผู้ใหญ่กบั ผนู้ ้อย บดิ ามารดากบั บุตร ญาติกบั ญาติ ฯลฯ สามารถทำให้ผูอ้ ่าน พอใจรกั เห็นคุณค่าของ
ความรกั นึกอยากรักกับเขาบ้างเช่น รกั ฉันชู้สาว รกั หมู่คณะ รักประเทศชาติ เป็นตน้ อย่างเช่น เร่ือง
ลิลิตพระลอ เต็มไปด้วยรสรัก(บาลี เรียกรสนี้ว่า รติรส) จะกล่าวว่าในรสนี้ อาจเทียบได้กับนารี
ปราโมทยก์ ว็ ่าได้
๒) หาสยรส (รสแหง่ ความขบขัน)เป็นการพรรณนาทที่ ำใหเ้ กิดความร่าเริง สดช่ืน เสนาะ ขบขัน อาจ
ทำให้ผอู้ ่าน ผู้ดยู ม้ิ กับหนังสอื ยิม้ กบั ภาพทเี่ หน็ ถงึ กับลมื ทกุ ข์ดบั กลุ้มไปช่ัวขณะ
๓) กรุณารส (รสแหง่ ความเมตตากรณุ าที่เกิดภายหลังความเศร้าโศก) เปน็ บทพรรณนาท่ีทำให้ผู้อ่าน
หดหูเ่ ห่ยี วแหง้ เกดิ ความเห็นใจถึงกบั น้ำตาไหล พลอยเปน็ ทุกข์ เอาใจชว่ ยตัวละคร
๔) รุทรรส/เราทรรส (รสแห่งความโกรธเคือง) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทำให้ผู้ดูผู้อ่านขัดใจ
ฉุนเฉียว ขดั เคอื งบุคคลบางคนในเร่ือง บางทีถงึ กับขว้างหนงั สือทง้ิ หรือฉีกตอนนั้นกม็ ี
๕) วีรรส (รสแห่งความกล้าหาญ) บทบรรยายหรือพรรณาที่ทำให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟังพอใจผลงานและ
หนา้ ท่ี ไม่ดูหมิ่นงาน อยากเปน็ ใหญ่ อยากร่ำรวย อยากมีชื่อเสียง
๑๔
๖) ภยานกรส (รสแห่งความกลัว ตื่นเต้นตกใจ) บทบรรยายหรือพรรณาที่ทำให้ผู้อ่านผู้ฟัง ผู้ดู
มองเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยในบาปกรรมทุจริต เกิดความสะดุ้ง กลัวโรคภัยสัตว์ร้าย ภูตผีปีศาจ
บางครง้ั ตอ้ งหยุดอา่ น รู้สกึ ขนลกุ ซู่
๗) พีภัตสรส (รสแห่งความชัง ความรังเกียจ) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทำให้ผู้อ่านผู้ดู ผู้ฟังชัง
นำ้ หนา้ ตวั ละครบ้างตวั เพราะจติ (ของตัวละคร) บ้าง เพราะความโหดรา้ ยของตวั ละคร
๘) อัพภูตรส (รสแห่งความพิศวงประหลาดใจ) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทำให้นึกแปลกใจ เอะใจ
อย่างหนัก ต่ืนเตน้ นึกไม่ถงึ วา่ เปน็ ไปได้ เช่นน้ัน หรือ อัศจรรยค์ าดไมถ่ งึ ในความสามารถ ในความคม
คายของคารม ในอุบายหรือในศิลปวิทยาคุณแปลกใจในสุปฎิบัติ (ความประพฤติที่ดีงาม) แห่งขันติ
เมตตา กตญั ญู อนั ยากยิ่งทีค่ นธรรมดาจะทำได้
๙) ศานติรส(รสแห่งความสงบ) อันเปน็ อุดมคตขิ องเรื่อง เช่น ความสงบสขุ ในแดนสุขาวดี ในเร่ือง วา
สิฏฐี อันเป็นผลมุง่ หมายทางโลก และทางธรรม เป็นผลให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟัง เกิดความสุขสงบ ในขณะ
ไดเ้ ห็นได้ฟงั ตอนนั้น ดว้ ย
รสวรรณคดีสันสกฤต ๙ รส sites.google.com ตำรานาฏยศาสตร์ (นาฏยเวท) ของพระภรตมุนี ซ่ึง
กล่าวถึงคุณสมบัติของตัวละครสันสกฤตที่ดีว่า ต้องประกอบด้วยรส ๙ รส คือ ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส
รุทรรส วีรรส ภยานกรส พภี ัตสรส อัพภูตรส และ ศานตริ ส โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้
๑. ศฤงคารรส (รสแห่งความรัก : บาลี เรียกรสนี้ว่า รติรส) เป็นการพรรณนาความรักระหว่างหนุ่ม
สาว ระหวา่ งสามีภรรยา ระหวา่ งผใู้ หญ่กบั ผู้น้อย บดิ ามารดากับบุตร ญาติกบั ญาติ ฯลฯ สามารถทา
ให้ผู้อ่าน พอใจรัก เห็นคุณค่าของความรัก นึกอยากรักกับเขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรักฉันชู้สาว รักหมู่
คณะ รักประเทศชาติ เปน็ ต้น อยา่ งเช่น เรือ่ งลลิ ิตพระลอ ซ่งึ เตม็ ไปดว้ ยรสรัก
๒. หาสยรส (รสแห่งความขบขัน : บาลีเรียกรสนี้ว่า หาสะรส) เป็นการพรรณนาที่ทาให้เกิดความร่า
เริง สดชื่น เสนาะ ขบขัน อาจทาให้ผู้อ่าน ผู้ดูยิ้มกับหนังสือ ยิ้มกับภาพที่เห็น ถึงกับลืมทุกข์ดับกลุม้
ไปชวั่ ขณะ เช่น เร่อื งระเด่นลันได เปน็ ต้น
๓. กรุณารส (รสแห่งความเมตตากรุณาที่เกิดภายหลังความเศร้าโศก : บาลีเรียกรสนี้ว่า โสกะรส))
เป็นบทพรรณนาที่ทาให้ผูอ้ ่านรู้สึกหดหู่ เหี่ยวแห้ง เกิดความเห็นใจ ถึงกับน้าตาไหล พลอยเป็นทุกข์
เอาใจช่วยตวั ละคร เชน่ เหน็ ใจนางสีดา เหน็ ใจจรกา และเห็นใจนางวันทอง เป็นตน้ ๔. รุทรรส/
เราทรรส (รสแห่งความโกรธเคือง : บาลีเรียกรสนี้ว่า โกธะ) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้ผู้ดู
ผู้อ่านขัดใจ ฉุนเฉียว ขัดเคืองบุคคลบางคนในเรื่อง บางทีถึงกับขว้างหนังสือทิ้ง หรือฉีกตอนนั้นก็มี
เช่น โกรธขุนชา้ ง โกรธชูชก
๕. วีรรส (รสแห่งความกล้าหาญ : บาลีเรียกรสนี้ว่า อุตสาหะรส) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้
ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟังพอใจผลงานและหน้าที่ ไม่ดูหมิ่นงาน อยากเป็นใหญ่ อยากร่ารวย อยากมีชื่อเสียง
เช่น อยากเก่งกาจแบบสมเด็จพระนเรศวร ชอบความมีขัตติมานะของพระมหาอุปราชา จากเรื่อง
ลลิ ิตตะเลงพ่าย
๖. ภยานกรส (รสแห่งความกลัว ตื่นเต้นตกใจ : บาลีเรียกรสนี้ว่า อุตสาหะรส) เป็นบทบรรยายหรอื
พรรณนาที่ทาให้ผู้อ่าน ผู้ฟัง ผู้ดู มองเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยในบาปกรรมทุจริต เกิดความสะดุ้ง
กลวั โรคภยั สัตวร์ า้ ย ภูตผปี ศี าจ บางครั้งตอ้ งหยดุ อ่าน รูส้ ึกขนลุกซู่เมอื่ อา่ นเร่ือง ผตี า่ งๆ
๑๕
๗. พีภัตสรส (รสแห่งความชัง ความรังเกียจ : บาลีเรียกรสนี้ว่า ชิคุจฉะรส) เป็นบทบรรยา ยหรือ
พรรณนาทท่ี าให้ผู้อ่าน ผูด้ ู ผฟู้ งั ชังน้าหน้าตัวละครบ้างตวั เพราะจติ (ของตวั ละคร) บา้ ง เพราะความ
โหดรา้ ยของตัวละครบ้าง เชน่ เกลยี ดนางผีเส้อื สมทุ ร ในเรือ่ งพระอภัยมณีท่ีฆ่าพ่อเงือก เป็นตน้
๘. อัทภูตรส (รสแห่งความพิศวงประหลาดใจ : รสนี้ บาลีเรียก วิมหะยะรส) เป็นบทบรรยายหรือ
พรรณนาทีท่ าใหน้ กึ แปลกใจ เอะใจอย่างหนัก ตืน่ เต้นนกึ ไม่ถึงว่าเปน็ ไปได้เชน่ น้ัน หรือ
อัศจรรย์คาดไม่ถึงในความสามารถ ในความคมคายของคารม ในอุบายหรือในศิลปวิทยาคุณ แปลก
ใจในสปุ ฏิบัติ (ความประพฤติที่ดีงาม)แหง่ ขนั ติ เมตตา กตัญญู อนั ยากยิ่งทคี่ นธรรมดาจะทำได้
๙. ศานติรส(รสแห่งความสงบ : บาลีเรียกรสนี้ว่า สมะรส) เป็นช่วงการแสดงอุดมคติของเรื่อง เช่น
ความสงบสุขในแดนสุขาวดี ในเรื่อง วาสิฏฐี หรือ รู้สึกสมใจ อิ่มเอมใจ เมื่อกษัตริย์ทั้งหกกลับมา
พร้อมหน้ากัน ในเรื่องพระมหาเวสสันดรชาดก อันเป็นผลมุ่งหมายทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นผล
ให้ผ้อู า่ น ผดู้ ู ผ้ฟู งั เกดิ ความสุขสงบ ในขณะไดเ้ ห็นได้ฟงั ตอนนั้น
รสวรรณคดีสันสกฤต ๙ รส writer.dek-d.com รส (Rasa) ในวรรณคดีสันสกฤนั้นปรากฏใน ตำรา
นาฏยศาสตร์ (Natya Shastra) ของภรตมุนี (Bharata Muni) ซึ่งกล่าวถึงคุณสมบัติของตัวละครสันสกฤตที่ดี
ตอ้ งประกอบดว้ ยรส ๙ รส คอื ศฤงคารรส หาสยรส กรณุ ารส รทุ รรส วรี รส ภยานกรส พีภตั สรส อัพภตู รสและ
ศานตริ ส โดยมรี ายละเอยี ดดงั นี้
๑) ศฤงคารรส (Sringara : รสแห่งความรัก) : พรรณาให้ผู้อ่านเกิดความรกั (ไม่ใช่แค่เฉพาะความรัก
ของคนหนุม่ สาว) อาจทำให้เห็นคุณคา่ ของความรกั เทียบกับนารปี ราโมทย์
(บาลีเรยี ก รติ (Rati))
๒) หาสยรส (Hasya : รสแห่งความขบขัน) : พรรณนาให้ผู้อ่านเกิดความร่าเริง แลขบขัน อาจทำให้
ยม้ิ และลมื ความทกุ ขไ์ ปชวั่ ขณะ (บาลเี รียก หาสะ (Hasya))
๓) กรุณารส (Karunya : รสแห่งความเมตตากรุณา) : พรรณนาให้ผู้อ่านเกิดความเห็นอกเห็นใจใน
โชคชะตาของตัวละครนั้นๆ คอยสง่ ใจเชียรเ์ อาใจช่วยตวั ละครน้นั
(บาลีเรียก โสกะ (Soka))
๔) รุทรรส/เราทรรส (Raudra : รสแห่งความโกรธ) : พรรณนาให้ผู้อ่านเกิดขัดใจ หัวร้อน บางราย
ถึงกบั ขวา้ งหนังสือท้งิ เทียบได้กบั รสวรรณคดไี ทยคอื พิโรธวาทงั
(บาลเี รียก โกธะ (Krodha))
๕) วีรรส (Vira : รสแห่งความกล้าหาญ) : พรรณนาให้ผู้อ่านเกิดความฮึกเหิม พึงพอใจการงานของ
ตน อยากเปน็ ใหญ่ อยากมีชอื่ เสียง (บาลเี รียก อุตสาหะ (Utsaha))
๖) ภยานกรส (Bhayanaka : รสแห่งความกลวั ) : พรรณนาให้ผ้อู ่านเกิดความหวาดกลวั รสู้ กึ ขนลกุ ซู่
จนถงึ กับต้องหยดุ อา่ น (บาลีเรียก ภยา (Bhaya))
๗) พีภัตสรส (Bibhatsa : รสแห่งความชิงชัง น่ารังเกียจ) : พรรณนาให้ผู้อ่านเกิดความชิงชัง รัง
เกลียดในการกระทำของตวั ละครนน้ั ๆ (บาลีเรยี ก ชคิ จุ ฉะ (Jugupsa))
๘) อัพภูตรส (Adbhuta : รสแห่งความประหลาดใจ) : พรรณนาให้ผู้อ่านเกิดความแปลกใจ
ประหลาดใจ ไมค่ าดคดิ ถงึ กับอุทานว่า "อยา่ งงกี้ ไ็ ดเ้ หรอ...." (บาลีเรียก วิมหะยะ (Vismaya))
๙) ศานตริ ส (Santa : รสแหง่ ความสงบ) : พรรณนาให้ผูอ้ ่านเกิดความสุขสงบภายในจติ ใจ
๑๖
(บาลีเรียก สมะ (Sama))
จากการที่ได้ศึกษารสวรรณคดีสันสกฤต ๙ รส พบว่ารสวรรณคดีสันสกฤต มีปรากฏใน ตำรานาฏย
ศาสตร์ (นาฏยเวท) ของพระภรตมุนี ซึ่งกล่าวถงึ คณุ สมบัติของตัวละครสันสกฤตที่ดวี ่า ต้องประกอบด้วยรส ๙
รส คือ ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส รทุ รรส วรี รส ภยานกรส พภี ตั สรส อัพภูตรสและศานติรส ซ่ึงรสวรรณคดี
สันสกฤต ๙ รส จะปรากฎอยู่ในวรรณคดีหลายรูปแบบ และยังปรากฏอยู่ในวรรณคดีประเภทกลอนบทละคร
อกี ดว้ ย
๔. กลอนบทละคร
๔.๑ ความหมายของกลอนบทละคร
กลอนบทละคร ( ๒๕๖๕ ) ,กลอนบทละคร หมายถงึ กลอนทีผ่ ูป้ ระพนั ธ์แต่งข้ึนโดยมจี ุดมุ่งหมายท่ีจะใช้
ในการแสดงละครรำ ซึ่งในกลอนบทละครนี้จะมีหลกั เกณฑ์ หรือฉันทลักษณ์ในการแต่งทีค่ ่อนข้างเข้าใจได้งา่ ย
เพราะใช้การแต่งแบบกลอนสุภาพทีแ่ ต่ละวรรคจะมี ๖ – ๘ คำ แต่สิ่งที่สำคัญในกลอนบทละครที่ลักษณะของ
คำขึน้ ต้นทจี่ ะชว่ ยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าในบทนตี้ ัวเนื้อเรื่องกำลังกล่าวถึงตวั ละครใด เชน่ มาจะกล่าวบทไป เมื่อนั้น
บัดนั้น หรือน้องเอ๋ยน้องรัก ซึ่งก็จะมีหลักการให้เราได้เรียนรู้กันในส่วนต่อไป
มหาวทิ ยาลยั ธุรกจิ บณั ฑติ ย์,กลอนบทละครหมายถงึ กลอนท่ีแตง่ ข้ึนเพื่อใช้ในการแสดงละครหลักเกณฑ์
ในการแต่งโดยท่ัวไปกเ็ หมือนกบั การแต่งกลอนสุภาพแต่ละวรรคมคี ำได้ตง้ั แต่ ๖-๙ คำ การนับกลอนบทละคร
จะนบั เป็นคำกลอน นั่นคือ ๒ วรรคเทา่ กบั ๑ คำกลอนการจะใช้คำมากน้อยขึ้นอยูก่ บั ทำนองร้องเป็นสำคญั
อนงค์ (๒๕๕๕) ,กลอนบทละคร คือคำกลอนที่แต่งขึ้นเพ่ือแสดงละครรำ เช่น พระราชนิพนธ์บทละคร
เรื่อง รามเกียรต์ิ, พระราชนิพนธ์ บทละครเรื่องอิเหนา เป็นต้น กลอนบทละครมีลักษณะบังคับเช่นเดียวกับ
กลอนสุภาพ วรรคหนงึ่ มี ๖ ถึง ๙ คำ แต่นยิ มใช้เพียง ๖ ถงึ ๗ คำจงึ จะเข้าจังหวะรอ้ งและรำทำใหไ้ พเราะย่ิงข้ึน
กลอนบท ละครมักจะขึ้นต้นวา่ เมื่อนั้น สำหรับตัวละครที่เป็นกษตั รยิ ์หรือผู้มีบรรดาศกั ดิส์ ูง บัดนั้น สำหรับตวั
ละครท่เี ป็นเสนาหรอื คนท่วั ไป มาจะกล่าวบทไป ใช้สำหรับนำเร่อื ง เกริ่นเรอ่ื ง
จากศึกษาหาข้อมูลของกลอนบทละครสรุปได้ว่า กลอนบทละครเป็นกลอนที่ผู้ประพันธ์แต่งขึ้นโดยมี
จุดมุ่งหมายที่จะใช้เป็นบทแสดง หลักเกณฑ์ในการแต่งโดยทั่วไปก็เหมือนกับการแต่งกลอนสุภาพ กลอนบท
ละครวรรคหนึง่ มี ๖ ถึง ๙ คำ แต่นยิ มใชเ้ พียง ๖ ถึง ๗ คำจงึ จะเข้าจงั หวะร้องและรำทำใหไ้ พเราะยิ่งข้นึ กลอน
บท ละครมักจะขึ้นต้นว่า เมื่อนั้น โดยตัวละครที่เป็นกษัตริย์หรือผู้มีบรรดาศักดิ์สูง บัดนั้น เเละตัวละครที่เป็น
เสนาหรือคนทั่วไป มาจะกล่าวบทไป ใช้สำหรบั นำเรื่อง เกริ่นเรือ่ ง ซึ่งในกลอนบทละครน้ีจะมีหลกั เกณฑ์ หรือ
ลักษณะของกลอนบทละครในการแต่งทีค่ ่อนขา้ งเข้าใจได้งา่ ย
จากศึกษาหาข้อมูลของกลอนบทละครสรุปได้ว่า กลอนบทละครเป็นกลอนที่ผู้ประพันธ์แต่งขึ้นโดยมี
จุดมุ่งหมายที่จะใช้เป็นบทแสดง หลักเกณฑ์ในการแต่งโดยทั่วไปก็เหมือนกับการแต่งกลอนสุภาพ ซึ่งในกลอน
บทละครนีจ้ ะมีหลักเกณฑ์ หรอื ลักษณะของกลอนบทละครในการแต่งดงั นี้
๑๗
๔.๒ ลักษณะของกลอนบทละคร
ลักษณะของกลอนบทละครwww.trueplookpanya.com (๑๔ สงิ หาคม ๒๕๖๕) , กลอนบทละครเร่ือง
แรกที่ได้รับความนิยมคือ เรื่อง อิเหนาและดาหลัง โดยวรรคหนึ่งมี ๖–๙ คำ มีสัมผัสเหมือนกลอนแปด ตอน
ขึน้ ตน้ เรอ่ื งหรอื ตอนใหมต่ อ้ งใช้คำวา่ เม่ือน้นั บัดนัน้ มาจะกลา่ วบทไป แตกตา่ งกนั ดังน้ี
- เมื่อนั้น ใช้ขึ้นต้นบทละครที่กล่าวถึงตัวละครสำคัญในเรื่อง ซึ่งเป็นตัวเอกหรือมีศักดิ์สูง เช่น เมื่อน้ัน
ระเด่นมนตรเี รอื งศรี (บทละครเร่อื งอเิ หนา : รัชกาลที่๒)
- บัดนั้น ใช้ขึ้นต้นบทละครที่กล่าวถึงตัวประกอบ เช่น บัดนั้น ขุนโหรคูณควณถ้วนถี่ (บทละครเร่ือง
อิเหนา : รัชกาลที่ ๒)
- มาจะกล่าวบทไป ใช้ขึ้นต้นเมื่อเริ่มเรื่องหรือจับตอนใหม่ หรือเรื่องที่แทรกเข้ามาคั่นตอน เช่น มาจะ
กล่าวบทไป ถงึ ท้าวสหัสนัยนต์ รยั ตรึงษา (สังข์ทอง : รชั กาลที่ ๒)
ไอสุรยี เรอื งรตั นม์ ณีริ ( ๒๕๕๒ ) , หลักเกณฑใ์ นการแต่งโดยทั่วไปก็เหมอื นกับการแต่งกลอนสุภาพแต่
ละวรรคมีคำได้ตั้งแต่ ๖-๙ คำ การนับกลอนบทละครจะนับเป็นคำกลอนนั่นคือ๒วรรคเท่ากับ๑คำกลอนการ
จะใชค้ ำมากน้อยข้ึนอยกู่ บั ทำนองร้องเปน็ สำคญั การขึ้นตน้ กลอนบทละคร
- "เม่อื นัน้ "ใชเ้ มอ่ื ขึ้นตน้ กับตวั ละครทสี่ ำคัญเชน่ ตวั เอกหรือกษัตรยิ ์
- "บัดนั้น"ใช้ขึ้นตน้ ตัวละครที่เป็นตัวรองเช่นเสนาอำมาตย์หรือตัวละครธรรมดา
- "มาจะกล่าวบทไป" ใช้ขึ้นต้นเมื่อเริ่มตอนใหม่ (วิเชียร เกษประทุม ลักษณะคำประพันธ์ไทย
นอกจากนนั้ ยงั มีการขึ้นต้นดว้ ยวลี ตั้งแต่ ๒ คำ ๔ คำหรืออาจมากกวา่ ก็ได้
ฉววี รรณ ศรีอทุ ัย ,ลักษณะกลอนบทละคร
๑. กลอนบทละครใช้คำในวรรคหนึ่งได้ต้ังแต่ ๖ - ๙ คำ แต่นยิ มกนั มักเปน็ ๖ หรือ ๗ คำ เพราะ
เข้าจังหวะและทำนองร้องได้ดีกว่า แต่ที่ใช้ ๘ คำก็มี การที่จะใช้คำมากหรือน้อยนั้นต้องถือทำนองเพลงที่
จะใชร้ อ้ งเปน็ สำคญั เพราะฉะน้ัน การแต่งบทละครออกแสดงจริงๆ จึงต้องซอ้ มบทให้เข้ากับทำนองร้องและป่ี
พาทย์ เพราะเหตนุ ี้คำที่ใช้ในวรรคหน่งึ ๆ ของกลอนบทละครจึงมมี ากบา้ งน้อยบา้ งไมเ่ ท่ากนั
๒. สัมผัสให้ถือหลักเกณฑ์ดังกล่าวในกลอนสุภาพ เพราะกลอนบทละครเป็นกลอนผสมในบทหนึ่ง
อาจจะมกี ลอน ๖,๗,๘ หรือ ๙ คำรวมกันกไ็ ด้ ถ้าวรรคไหนใชก้ ลอนอะไรก็ให้ใชส้ ัมผัสตามกฎของกลอน
๓. กลอนบทละครอิงอาศัยทำนองร้องและปี่พาทย์เป็นสำคัญ เพราะฉะนัน้ เสียงนิยมที่ใช้ท้ายวรรค จึง
ไมส่ จู้ ะพถิ พี ิถนั เคร่งครัดตามระเบียบมากนกั
๔. วรรคแรกของกลอนบท ละครนยิ มใช้ คำนำ หรือ คำข้นึ ตน้ เชน่ เมอ่ื นั้น , บัดนั้น, นอ้ งเอ๋ยน้องรัก
หรอื มาจะกล่าวบทไป เปน็ ต้น เพ่ือจะขึ้นความใหม่หรือเปล่ยี นทำนองร้องใหม่ คำนำบางคำ เช่น เม่อื นั้น , บัด
นั้น เป็นต้น ยังเป็นประโยชน์ในการเตือนใหต้ ัวละครรู้ตวั ว่า ถึงคราวของตนที่ต้องแสดงบทบาทแล้ว คำนำน้ี
บางทีก็ใช้ ๒ พยางค์ บางทีก็ใช้ ๔ พยางค์ แต่ก็ต้องนับเป็นหนึ่งวรรคเต็ม เพราะเวลาร้องต้องเอื้อนเสียงให้
ยาวมจี ังหวะเทา่ กับวรรคธรรมดา
จากการวิเคราะห์ลักษณะของกลอนบทละคร กลอนบทละครเป็นกลอนที่แต่งง่าย ไพเราะ บังคับเพียง
คณะและสัมผัสเทา่ น้นั ซงึ่ การแต่งกลอนแตล่ ะประเภทต้องมีความรู้ในลกั ษณะบังคับหรือฉันทลกั ษณ์ เพ่ือจะได้
แต่งออกมาถูกต้องและไพเราะ แต่ละวรรคมีคำได้ตั้งแต่ ๖-๙ คำ วรรคแรกของกลอนบท ละครนิยมใช้ คำนำ
๑๘
หรือ คำขน้ึ ต้น เป็นลักษณะบงั คับหรอื ฉันทลกั ษณข์ องกลอนบทละคร โดยกลอนบทละครหลกั เกณฑใ์ นการแต่ง
โดยทั่วไปกเ็ หมอื นกับการแต่งกลอนสภุ าพ และมีรปู แบบของกลอนบทละคร
การวเิ คราะหล์ ักษณะของกลอนบทละคร หลกั เกณฑ์ในการแตง่ โดยทัว่ ไปก็เหมือนกับการแต่งกลอน
สภุ าพ การนบั กลอนบทละครจะนบั เป็นคำกลอนนัน่ คือ๒วรรคเท่ากับ๑คำกลอน การจะใช้คำมากน้อยข้นึ อยู่กบั
ทำนองร้องเป็นสำคญั การขึน้ ตน้ กลอนบทละครการท่จี ะใช้คำมากหรือน้อยน้ันต้องถือทำนองเพลงทจี่ ะใช้ร้อง
เป็นสำคัญ เพราะฉะนัน้ การแต่งบทละครออกแสดงจรงิ ๆ จงึ ต้องซ้อมบทใหเ้ ขา้ กับทำนองร้องและวรรคแรก
ของกลอนบท ละครนยิ มใช้ คำนำ หรอื คำข้นึ ต้น คำนำนี้บางทกี ใ็ ช้ ๒ พยางค์ บางทีกใ็ ช้ ๔ พยางค์ แตก่ ต็ ้อง
นบั เปน็ หน่งึ วรรคเต็ม เพราะเวลาร้องต้องเอื้อนเสียงใหย้ าวมจี ังหวะเท่ากับวรรคธรรมดาสว่ นสัมผสั ให้ถอื
หลักเกณฑ์ดังกล่าวในกลอนสุภาพ ถา้ วรรคไหนใชก้ ลอนอะไรก็ให้ใช้สมั ผสั ตามกฎของกลอนตามรปู แบบของ
ลักษณะกลอน
๔.๓ รูปแบบของกลอนบทละคร
รปู แบบของกลอนบทละคร www.watmoli.com (๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๕) ,กลอนบทละคร เป็นคำ
ประพนั ธ์ชนดิ หน่ึง ซ่งึ แต่งขึ้นเพื่อใช้ในการเลน่ ละคร ต้องอาศยั ทำนองขบั รอ้ งและเครื่องดนตรีประกอบ แตง่
เสรจ็ ตอ้ งนำไปซกั ซ้อมปรับปรุง ดงั น้ัน จำนวนคำของแต่ละวรรคจึงไม่เท่ากนั ขึน้ อยกู่ ับจังหวะขบั ร้องเปน็ สำคัญ
ว่าโดยหลักมแี ต่ ๖ คำ ถงึ ๙ คำ แต่ท่ปี รากฏว่าใชม้ ากสดุ คอื ๖ คำ เช่นเรือ่ งรามเกยี รติ์ เฉพาะวรรคแรกขน้ึ ตน้
ใช้ ๒ คำ ถึง ๔-๕ คำ บางคราวกส็ ่งสัมผัสไปยังวรรคท่ี ๒ บางคราวก็ไม่ส่ง คำท่ีใช้เชน่ เมอื่ นัน้ , บัดน,ี้ นอ้ งเอ๋ย
นอ้ งรัก แม้กลอนสดบั จะใช้คำพดู เพียงสองคำ ก็ถือถอื ว่าเตม็ วรรค โดยลักษณะสัมผสั ในวรรคและนอกวรรค
นยิ มใช้แบบกลอนสุภาพ แต่งเปน็ ตอน ๆ พอจบตอนหนึ่ง ข้นึ ตอนตอ่ ไปใหม่ ไมต่ ้องรับสัมผสั ไปถงึ ตอนท่ีจบ
เพราะอาจเปลีย่ นทำนองตามบทบาทตวั ละคร ทขี่ ึน้ ต้นว่า เมือ่ น้นั ใชส้ ำหรับพระเอกหรอื ผนู้ ำในเรอ่ื ง บัดนั้น ใช้
สำหรับเสนา กลอนน้เี ปน็ กลอนผสม คือ กลอน ๖ กลอน ๗ กลอน ๘ หรอื กลอน ๙ ผสมกนั ตามจงั หวะ มี
แผนผังและตวั อยา่ งดงั น้ี
ลักษณะบังคับ (ฉันทลักษณ์) กลอนบทละครเช่นเดียวกับกลอนสุภาพ แต่จำนวนคำในวรรค จะอยู่ท่ี
จำนวน ๖-๗ เป็นส่วนมาก ทั้งนี้เพื่อให้จังหวะของเสียงเข้ากับท่าร่ายรำของตัวละคร และท่วงทำนองเพลงป่ี
พาทย์นอกจากนี้ กลอนบทละคร จะมีคำนำ ในบางบท เพื่อบอกถึงการกระทำ หรือเหตุการณ์สำคัญ ที่กำลัง
ดำเนินไป ซึง่ จะมอี ยู่ ๒ คำ คอื "เมอื่ นนั้ " กับ "บัดนน้ั "คำวา่ "เมื่อนัน้ " ใชส้ ำหรบั ตวั ละครสูงศักด์ิ ส่วนคำว่า"บัด
นั้น" ใช้สำหรับตัวละครชั้นสามัญ กลอนบทละครความยาว ๒ บท กลอน ๑ บท มี ๒ บาท คือ บาทเอกและ
บาทโท วรรคคือบาทเอกประกอบดว้ ย วรรค สดับ และวรรค รบั บาทโทประกอบ ด้วย วรรครองและวรรคส่ง
นงค์ลักษณ์ ผาสุก (๒๕๕๒) , กลอนบทละคร คือคำกลอนที่แต่งขึ้นเพื่อแสดงละครรำ เช่น พระราช
นิพนธ์บทละครเร่ือง รามเกียรติ์, พระราชนิพนธ์ บทละครเรื่องอิเหนา เป็นต้นกลอนบทละครมีลักษณะบงั คับ
๑๙
เช่นเดยี วกับกลอนสุภาพ วรรคหน่ึงมี ๖ ถงึ ๙ คำ แต่นยิ มใช้เพยี ง ๖ ถึง ๗ คำจึงจะเข้าจังหวะร้องและรำทำให้
ไพเราะยิ่งขึ้น กลอนบทละครมักจะขึ้นต้นว่า เมื่อนั้น สำหรับตัวละครที่เป็นกษัตริย์หรือผู้มีบรรดาศักดิ์สูง
บัดนั้น สำหรับตัวละครที่เป็นเสนาหรือคนทั่วไป มาจะกล่าวบทไป ใช้สำหรับนำเรื่อง เกรน่ิ เร่อื ง
มาลัย รอดประดิษฐ์ (๒๕๕๙) , รูปแบบการแต่งกลอนบทละครซึง่ มีลักษณะบังคับเหมือนกลอนส่สี ุภาพ
แต่ละวรรคมกั จะขน้ึ ตน้ ดว้ ยคำว่า “เมอ่ื นั้น” “บดั นัน้ ” และ “มาจะกลา่ วบทไป” กลอนบทละคร บทหนึง่ มี ๔
วรรค วรรคละ ๖ คำ หน่งึ บทมี ๒ บาท เรียกว่าบาทเอก และบาทโท ๑ บาท เทา่ กับ ๑
คำกลอน มีลกั ษณะการสมั ผัสดงั นี้
๑. สัมผัสระหว่างวรรคไม่บังคับตายตัว ให้สังเกตจากแผนผัง วรรคที่ ๑อาจจะสัมผัสกับตำแหน่งใด
ตำแหนง่ หนึง่ ตามเส้นสมั ผัสในวรรคที่ ๒
๒. คำขึ้นต้นบท กลอนบทละครมีคำขึ้นต้นหลายแบบ และคำขึ้นต้นนั้นไม่จำเป็นต้องมีจำนวนเท่ากับ
วรรคสดับ อาจจะมีเพียง ๒คำกไ็ ด้ คำข้นึ ตน้ มีดงั นี้
- มาจะกล่าวบทไป มกั ใชเ้ มอื่ ขน้ึ ตน้ เร่อื ง หรือกลา่ วถึงเร่อื งแทรกเขา้ มา
- เม่อื นน้ั ใช้สำหรับผ้มู ยี ศสูง หรอื ผ้เู ปน็ ใหญใ่ นท่นี น้ั ตามเน้ือเรอ่ื ง เชน่ กษัตรยิ ์ ราชวงศ์
- บัดนั้น ใช้ขนึ้ ต้นสำหรับผู้น้อยลงมา เช่น เสนา ไพร่พล
รูปแบบของกลอนบทละคร นยิ มใช้แบบกลอนสภุ าพ แต่งเป็นตอน ๆ พอจบตอนหนงึ่ ข้ึนตอนตอ่ ไปใหม่
ไม่ต้องรับสมั ผัสไปถงึ ตอนท่ีจบ จะอยู่ที่จำนวน ๖-๗ เปน็ สว่ นมาก ทงั้ นเ้ี พ่ือให้จังหวะของเสียงเขา้ กับทา่ ร่ายรำ
ของตวั ละคร และท่วงทำนองเพลงปีพ่ าทย์นอกจากน้ีกลอนบทละครความยาว ๒ บท กลอน ๑ บท มี ๒ บาท
คอื บาทเอกและบาทโท วรรคคอื บาทเอกประกอบดว้ ย วรรค สดบั และวรรค รับ บาทโทประกอบ ดว้ ย วรรค
รองและวรรคสง่ มมีลักษณะบังคับเช่นเดยี วกับกลอนสภุ าพ วรรคหนึ่งมี ๖ ถึง ๙ คำ แต่นิยมใชเ้ พยี ง ๖ ถึง ๗
คำจึงจะเข้าจังหวะร้องและรำทำใหไ้ พเราะยง่ิ ขึ้น ซง่ึ กลอนบทละครเหล่าน้จี ะปรากฏในบทละครในวรรณคดีขุน
ชา้ งขุนแผนและพระอภัยมณีซ่งึ อยู่ในสมัยรัตนโกสนิ ทร์
๒๐
๔.๔ กลอนบทละครท่ปี รากฏในวรรณคดใี นสมัยรัตนโกสนิ ทร์
สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย (๒๕๕๓) , กลอนบทละครมีมาแล้วตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา แต่จะมี
บทละครจบเร่ืองครบถ้วนอยา่ งท่ีมาแต่งกันในยคุ รัตนโกสินทรห์ รือไม่ก็ตัดสินยากเพราะต้นฉบับสูญหายไปคร้ัง
กรุงแตกแต่หลักฐานมียืนยันได้ว่า มีการแต่งเป็น “บทร้อง” และก็น่าจะร้องเล่น(แสดงละคร)กันทังคืนเป็น
เวลาหลายคืน รายงานฉบับนี้ศึกษาและวิเคราะห์กลอนบทละครเรื่องขุนช้างขุนแผนและพระอภัยมณีเท่านั้น
กลอนบทละครเหลา่ น้ีปรากฏในบทละครในวรรณคดขี ุนชา้ งขุนแผนและพระอภัยมณีซ่ึงอยู่ในสมยั รตั นโกสินทร์
กลอนบทละครเร่ืองขุนช้างขุนแผนอยู่ในยุคสมัยรชั กาลท่ี ๒ และ ๓ แหง่ กรุงรัตนโกสินทร์โดยบทละครเร่ืองขุน
ช้างขุนแผน เป็นบทร้อยกรอง ที่มีความยาวมาก แต่งเป็นบทกลอน ซึ่งมีแบบแผนฉันทลักษณ์เหมือนกลอน
สุภาพแต่เม่อื ข้นึ ตน้ ตอนใหม่ หรอื กล่าวถงึ บุคคลใหม่ จะใช้คำข้ึนต้นวา่ "ครานั้น"บทละครเรอ่ื งขนุ ช้างขุนแผน มี
เนื้อเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตและพระอภัยมณี เป็นวรรณคดีชิ้นเอกอีกเรื่องหนึ่งของไทยประพันธ์ขึ้นเป็นนิทานคำ
กลอนเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่โดง่ ดงั เป็นอย่างมากซ่งึ คำประพนั ธใ์ นเรอ่ื ง พระอภัยมณี เป็นกลอนสุภาพ
ทัง้ หมด มีสมั ผัสในไพเราะงดงามโดยตลอด ทำให้ผอู้ า่ นเข้าใจเน้อื เร่อื งไดง้ า่ ย โดยบทละครที่ปรากฏในวรรณคดี
ทงั้ สองเร่ืองน้ีจะมลี ักษณะรปู แบบของวรรณคดีท่ีปรากฏตามบทวิเคราะห์วรรณคดดี ังนี้
๕. บทวเิ คราะหค์ วามงามทางวรรณศิลป์ดา้ นรสวรรณคดี
๕.๑ วรรณคดีขนุ ช้างขนุ แผน ตอน ขนุ ช้างถวายฎีกา
๏ จะกล่าวถึงโฉมเจา้ พลายงาม เม่อื เป็นความชนะขุนชา้ งนนั่
กลับมาอยู่บ้านสำราญครนั เกษมสันตส์ องสมภริ มย์ยวน
พรอ้ มญาติขาดอยู่แต่มารดา นกึ นกึ ตรกึ ตราละห้อยหวน
โอว้ า่ แมว่ นั ทองช่างหมองนวล ไม่สมควรเคยี งคูก่ บั ขนุ ช้าง
เออนีเ่ นื้อเคราะห์กรรมมานำผิด น่าอายมิตรหมองใจไมห่ ายหมาง
ฝ่ายพอ่ มีบญุ เปน็ ขุนนาง แตแ่ มไ่ ปแนบข้างคนจญั ไร
รปู รา่ งวิปริตผดิ กวา่ คน ทรพลอัปรีย์ไม่ดีได้
ทั้งใจคอช่วั โฉดโหดไร้ ช่างไปหลงรักใครไ่ ดเ้ ป็นดี
วนั น้นั แพก้ เู มื่อดำน้ำ กก็ รวิ้ ซ้ำจะฆ่าให้เป็นผี
แสนแคน้ ดว้ ยมารดายังปรานี ให้ไปขอชีวขี นุ ชา้ งไว้
แคน้ แมจ่ ำจะแกใ้ ห้หายแคน้ ไม่ทดแทนอ้ายขุนช้างบา้ งไม่ได้
หมายจิตคดิ จะให้มนั บรรลัย ไมส่ มใจจำเพาะเคราะห์มนั ดี
อยา่ เลยจะรับแม่กลับมา ใหอ้ ยู่ด้วยบิดาเกษมศรี
พรากให้พ้นคนอุบาทว์ชาติอัปรีย์ ยิง่ คดิ กย็ ิ่งมีความโกรธา
อัดอดึ ฮดึ ฮัดดว้ ยขัดใจ เม่อื ไรตะวนั จะลบั หลา้
เขา้ หอ้ งหวนละห้อยคอยเวลา จวนสรุ ิยาเลี้ยวลับเมรุไกร
เงยี บสัตวจ์ ตั บุ ททวบิ าท ดาวดาษเดอื นสวา่ งกระจา่ งไข
๒๑
น้ำค้างตกกระเซ็นเยน็ เยือกใจ สงดั เสยี งคนใครไม่พูดจา
ได้ยินเสียงฆ้องย่ำประจำวัง ลอยลมล่องดังถึงเคหา
คะเนนบั ยำ่ ยามไดส้ ามครา ดเู วลาปลอดห่วงทักทนิ
ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสวา่ ง จนั ทรก์ ระจา่ งทรงกลดหมดเมฆสน้ิ
จึงเซน่ เหลา้ ขา้ วปลาให้พรายกิน เสกขม้นิ ว่านยาเข้าทาตัว
ลงยนั ต์ราชะเอาปะอก หยบิ ยกมงคลข้นึ ใสห่ ัว
เปา่ มนตร์เบ้อื งบนชอมุ่ มวั พรายยั่วยวนใจใหไ้ คลคลา
จับดาบเคยปราบณรงคร์ บ เสรจ็ ครบบริกรรมพระคาถา
ลงจากเรอื นไปมิได้ชา้ รบี มาถงึ บา้ นขนุ ช้างพลัน ฯ
๏ เห็นคนนอนล้อมอ้อมเปน็ วง ประตูลนั่ มนั่ คงขอบรัว้ กนั้
กองไฟสวา่ งดังกลางวนั หมายสำคญั ตรงมาหน้าประตู
จงึ ร่ายมนตรามหาสะกด เส่ือมหมดอาถรรพ์ท่ฝี ังอยู่
ภูตพรายนายขนุ ช้างวางวง่ิ พรู คนผใู้ นบา้ นก็ซานเซอะ
ทง้ั ชายหญงิ ง่วงงมลม้ หลบั นอนทับคว่ำหงายก่ายกันเปรอะ
จป่ี ลาคาไฟมนั ไหลเลอะ โงกเงอะงยุ งมไม่สมประดี
ใช้พรายถอดกลอนถอนล่มิ รอยทิ่มถอดหลุดไปจากท่ี
ย่างเทา้ กา้ วไปในทันที มิไดม้ ีใครทักแตส่ ักคน
มแี ต่หลับเพ้อมะเมอฝัน ท้ังไฟกองป้องกันทกุ แห่งหน
ผู้คนเงียบสำเนียงเสียงแต่กรน มาจนถงึ เรอื นเจา้ ขุนชา้ ง
จดุ เทียนสะกดขา้ วสารปราย ภตู พรายโดดเรือนสะเทือนผาง
สะเดาะดาลบานเปิดหน้าตา่ งกาง ย่างเท้ากา้ วขนึ้ ร้านดอกไม้
หอมหวนอวลอบบปุ ผาชาติ เบิกบานกา้ นกลาดกิ่งไสว
เรณฟู ูร่อนขจรใจ ย่างเท้ากา้ วไปไม่โครมคราม
ขา้ ไทนอนหลับลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลัน่ ถึงชั้นสาม
กระจกฉากหลากสลบั วับแวมวาม อรา่ มแสงโคมแก้วแววจบั ตา
มา่ นมลู่ ่ีมฉี ากประจำกน้ั อัฒจันทรเ์ ครอ่ื งแกว้ ก็หนักหนา
ชมพลางย่างเยื้องชำเลอื งมา เปดิ มุ้งเหน็ หนา้ แมว่ นั ทอง
นงิ่ นอนอยู่บนเตยี งเคยี งขนุ ช้าง มนั แนบข้างกอดกลมประสมสอง
เจบ็ ใจดังหัวใจจะพังพอง ขยบั จอ้ งดาบง่าอยากฆ่าฟนั
จะใคร่ถีบขุนชา้ งท่ีกลางตัว นึกกลวั จะถูกแมว่ นั ทองนน่ั
พลางนัง่ ลงนอบนบอภิวันท์ สะอืน้ อั้นอกแค้นน้ำตาคลอ
โอ้แมเ่ จ้าประคุณของลกู เอ๋ย ไมค่ วรเลยจะพรากจากคณุ พอ่
เวรกรรมนำไปไมร่ ัง้ รอ มพิ อท่จี ะต้องพรากก็จากมา
๒๒
มันไปฉดุ มารดาเอามาไว้ อา้ ยหัวใสข่มเหงไม่เกรงหน้า
ทท่ี ำแคน้ กูจะแทนให้ทันตา ขอษมาแม่แล้วกข็ บั พราย
เป่าลงดว้ ยพระเวทวิทยา มารดาก็ฟ้ืนต่นื โดยง่าย
ดาบใสฝ่ กั ไวไ้ มเ่ คล่ือนคลาย วนั ทองรสู้ ึกกายก็ลมื ตา ฯ
๏ คราน้ันจึงโฉมเจา้ วนั ทอง ตอ้ งมนตม์ ัวหมองเปน็ หนักหนา
ตืน่ พลางทางชำเลอื งนัยนต์ ามา เห็นลูกยาน้ันยืนอยรู่ มิ เตยี ง
สำคัญคดิ ว่าผู้ร้ายให้นึกกลวั กอดผวั รอ้ งด้นิ จนสิ้นเสยี ง
ซวนซบหลบลงมาหมอบเมยี ง พระหม่ืนไวยเข้าเคยี งหา้ มมารดา
อะไรแม่แซร่ อ้ งทั้งห้องนอน ลกู รอ้ นรำคาญใจจงึ มาหา
จะรอ้ งไยใชโ่ จรผู้รา้ ยมา สนทนาดว้ ยลูกอย่าตกใจ ฯ
๏ ครานนั้ วนั ทองผ่องโสภา คร้ันร้วู า่ ลูกยาหากลวั ไม่
ลกุ ออกมาพลนั ด้วยทันใด พระหมืน่ ไวยเข้ากอดเอาบาทา
วันทองประคองสอดกอดลูกรัก ซบพักตร์ร้องไหไ้ ม่เงยหนา้
เจา้ มาไยปานน้นี ี่ลูกอา เขารักษาอยทู่ ุกแหง่ ตำแหนง่ ใน
ใสด่ าลบ้านช่องกองไฟรอบ พอ่ ช่างลอบเข้ามากะไรได้
อาจองทะนงตัวไม่กลวั ภัย นพ่ี ่อใช้ฤาวา่ เจา้ มาเอง
ขนุ ชา้ งตน่ื ข้นึ มิเป็นการ เขาจะรุกรานพาลขม่ เหง
จะเกิดผิดแมค่ ดิ คะนึงเกรง ฉวยสบเพลงพลาดพลำ้ มเิ ป็นการ
มธี ุระสิ่งไรในใจเจา้ พ่อจงเลา่ แก่แมแ่ ล้วกลับบา้ น
มคิ วรทำเจ้าอย่าทำใหร้ ำคาญ อยา่ หาญเหมือนพอ่ นักคะนองใจ ฯ
๏ จม่ืนไวยสารภาพกราบบาทา ลกู มาผิดจริงหาเถยี งไม่
รกั ตัวกลัวผิดแตค่ ดิ ไป กห็ ักใจเพราะรักแมว่ ันทอง
ทุกวนั นลี้ ูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมยี มง่ิ ก็มสี อง
มบี า่ วไพร่ใชส้ อยท้งั เงนิ ทอง พี่น้องขา้ งพ่อกบ็ ริบูรณ์
ยงั ขาดแต่แม่คุณไมแ่ ลเห็น เป็นอยกู่ เ็ หมอื นตายไปหายสูญ
ข้อนที้ ี่ทุกขย์ งั เพ่ิมพนู ถ้าพร้อมมูลแมด่ ว้ ยจะสำราญ
ลกู มาหมายว่าจะมารบั เชญิ แม่วันทองกลบั คนื ไปบ้าน
แมน้ จะบังเกิดเหตุเภทพาล ประการใดกต็ ามแต่เวรา
มาอยู่ไยกบั ไอ้หินชาติ แสนอบุ าทวใ์ จจิตริษยา
ดังทองคำทำเลยี่ มปากกะลา หน้าตาดำเหมือนมนิ หม้อมอม
เหมือนแมลงวนั วอ่ นเคล้าทีเ่ น่าชวั่ มาเกลอื กกลั้วปทุมาลย์ทห่ี วานหอม
ดอกมะเดื่อฤาจะเจือดอกพะยอม ว่านกั แมจ่ ะตรอมระกำใจ
แม่เลยี้ งลูกมาถึงเจ็ดขวบ เคราะหป์ ระจวบจากแม่หาเห็นไม่
๒๓
จะคิดถึงลูกบา้ งฤาอย่างไร ฤาหาไม่ใจแม่ไม่คิดเลย
ถ้าคิดเหน็ เอน็ ดวู ่าลูกเตา้ แมท่ ูนเกล้าไปเรือนอยา่ เชือนเฉย
ให้ลกู คลายอารมณ์ได้ชมเชย เหมือนเมื่อครั้งแม่เคยเลีย้ งลูกมา ฯ
๏ ครานัน้ จึงโฉมเจา้ วันทอง เศร้าหมองดว้ ยลกู เป็นหนักหนา
พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกอื บเจยี นจะบรรลยั
ใชจ่ ะอิ่มเอิบอาบดว้ ยเงนิ ทอง มใิ ช่ของตัวทำมาแตไ่ หน
ทง้ั ผู้คนช้างมา้ แลขา้ ไท ไม่รักใคร่เหมือนกบั พ่อพลายงาม
ทุกวันนี้ใช่แมจ่ ะผาสกุ มีแต่ทุกข์ใจเจบ็ ดังเหน็บหนาม
ตอ้ งจำจนทนกรรมท่ตี ิดตาม จะขนื ความคดิ ไปกใ็ ชท่ ี
เม่อื พอ่ เจ้าเข้าคุกแม่ทอ้ งแก่ เขาฉุดแมใ่ ชจ่ ะแกล้งแหนงหนี
ถึงพ่อเจา้ เล่าไม่รู้ว่ารา้ ยดี เป็นหลายปีแม่มาอยู่กบั ขุนชา้ ง
เมื่อพ่อเจา้ กลบั มาแต่เชยี งใหม่ ไมเ่ พ็ดทูลส่ิงไรแต่สักอย่าง
เมอื่ คราวตวั แมเ่ ป็นคนกลาง ท่านกว็ างบทคนื ใหบ้ ิดา
เจา้ เป็นถงึ หัวหมืน่ มหาดเล็ก มิใชเ่ ด็กดอกจงฟงั คำแมว่ ่า
จงเรง่ กลบั ไปคดิ กับบิดา ฟ้องหากราบทลู พระทรงธรรม์
พระองค์คงจะโปรดประทานให้ จะปรากฏยศไกรเฉิดฉัน
อนั จะมาลักพาไมว่ ่ากนั เช่นน้ันใจแมม่ ิเตม็ ใจ ฯ
๏ ครานั้นจึงโฉมเจ้าพลายงาม ฟงั ความเหน็ ว่าแมห่ าไปไม่
คิดบ่ายเบีย่ งเลีย่ งเล้ยี วเบ้ยี วบิดไป เพราะรักไอ้ขนุ ช้างกว่าบดิ า
จงึ ว่าอนิจจาลูกมารับ แมย่ ังกลบั ทดั ทานเปน็ หนกั หนา
เหมอื นไมม่ ีรักใคร่ในลูกยา อตุ สา่ ห์มารับแลว้ ยังมิไป
เสยี แรงเปน็ ลูกผู้ชายไม่อายเพื่อน จะพาแม่ไปเรอื นให้จงได้
แม้นมไิ ปใหง้ ามกต็ ามใจ จะบาปกรรมอยา่ งไรก็ตามที
จะตัดเอาศีรษะของแม่ไป ทง้ิ แตต่ ัวไว้ใหอ้ ยูน่ ี่
แม่อยา่ เจรจาให้ช้าที จวนแจง้ แสงศรจี ะรบี ไป ฯ
๏ คราน้นั วนั ทองผ่องโสภา เหน็ ลูกยากดั ฟันมนั ไส้
ถือดาบฟ้าฟื้นยืนแกว่งไกว ตกใจกลัวว่าจะฆ่าฟัน
จึงปลอบวา่ พลายงามพ่อทรามรกั อยา่ ฮึกฮกั ว้าวุ่นทำหนุ หนั
จงครวญใคร่ใหเ้ หน็ ข้อสำคญั แมน่ ี้พรัน่ กลัวแตจ่ ะเกิดความ
ดว้ ยเป็นขา้ ลักไปไทลักมา เห็นเบ้อื งหน้าจะอึงแม่จงึ ห้าม
ถ้าเหน็ เจา้ เปน็ สุขไมล่ ุกลาม ก็ตามเถดิ มารดาจะคลาไคล
วา่ พลางนางลกุ ออกจากห้อง เศร้าหมองโศกาน้ำตาไหล
พระหม่นื ไวยก็พามารดาไป พอรุ่งแจง้ แสงใสกถ็ งึ เรือน ฯ
๒๔
๏ จะกล่าวถึงเจ้าจอมหม่อมขุนชา้ ง นอนครางหลับกรนอยู่ปน่ เปือ้ น
อศั จรรยฝ์ นั แปรแชเชือน วา่ ข้ีเร้ือนขึ้นตวั ท่วั ทั้งน้ัน
หาหมอมารักษายาเขา้ ปรอท มนั กนิ ปอดตบั ไตออกไหลล่นั
ทั้งไส้นอ้ ยไสใ้ หญ่แลไสต้ นั ฟันฟางกห็ ักจากปากตัว
ตกใจต่ืนผวาคว้าวันทอง ร้องวา่ แมค่ ณุ แมช่ ว่ ยผวั
ลุกข้ึนงกงนั ตัวสั่นรวั ให้นึกกลัวปรอทจะตอดตาย
ลืมตาเหลยี วหาเจ้าวนั ทอง ไมเ่ ห็นนอ้ งหอ้ งสวา่ งตะวนั สาย
ผ้าผอ่ นลอ่ นแก่นไม่ติดกาย เหน็ ม่านขาดเรีย่ รายประหลาดใจ
ตะโกนเรียกในหอ้ งวันทองเอ๋ย หาขานรับเช่นเคยสกั คำไม่
ทง้ั ขา้ วของมากมายกห็ ายไป ปากประตเู ปดิ ไว้ไม่ใส่กลอน
พลางเรียกหาขา้ ไทอยู่วา้ วนุ่ ออี ุน่ อีอ่ิมอีฉิมอสี อน
อีมีอีมาอสี าคร นง่ิ นอนไยหวามาหากู
บา่ วผหู้ ญิงว่ิงไปอยู่งกงัน เห็นนายนน้ั แก้ผา้ กางขาอยู่
ตา่ งคนทรดุ นัง่ บงั ประตู ตกตะลงึ แลดูไมเ่ ข้ามา
ขุนช้างเหน็ ขา้ ไมม่ าใกล้ ขดั ใจลุกขึน้ ทั้งแกผ้ ้า
แหงนเถ่อเปอ้ ปงั ยืนจังกา้ ย่างเท้าก้าวมาไม่รตู้ วั
ยายจนั งันงกยกมอื ไหว้ นน่ั พ่อจะไปไหนพ่อทูนหวั
ไมน่ งุ่ ผอ่ นนุ่งผา้ ดูนา่ กลัว ขนุ ช้างมองดูตวั ก็ตกใจ
สองมือปดิ ขาเหมอื นทา่ เปรต ใครมาเทศน์เอาผา้ กูไปไหน
ใหน้ กึ อดสูหมู่ข้าไท ยายจนั ไปเอาผ้าให้ข้าที
ยายจันตกใจเต็มประดา เข้าไปฉวยผ้าเอามาคล่ี
หยบิ ยน่ื สง่ ไปใหท้ นั ที เมินหนีอดสไู มด่ นู าย
ขนุ ชา้ งตวั สนั่ ทาวบอกบ่าวไพร่ วนั ทองไปไหนอย่างไรหาย
เอง็ ไปดใู ห้รู้ซ่ึงแยบคาย พบแล้วอยา่ วุ่นวายใหเ้ ชิญมา ฯ
๏ ข้าไทไดฟ้ ังขนุ ช้างใช้ ตา่ งเท่ยี วค้นด้นไปจะเอาหนา้
ทงั้ ห้องนอกห้องในไม่พบพา ทั่วเคหาแลว้ ไปคน้ จนแผ่นดนิ
เห็นประตรู ัว้ บา้ นบานเปิดกวา้ ง ผูค้ นนอนสลา้ งไมต่ นื่ สนิ้
เสาแรกแตกตน้ เป็นมลทิน กนิ ใจกลับมาหาขุนชา้ ง
บอกวา่ ไดค้ ้นคว้าหาพบไม่ แลว้ เล่าแจง้ เหตไุ ปสิ้นทุกอย่าง
ขา้ เห็นวิปริตผดิ ทา่ ทาง ท่นี วลนางวนั ทองน้ันหายไป ฯ
๏ ครานน้ั ขุนชา้ งฟังบา่ วบอก เหง่อื ออกโซมลา้ นกระบานใส
คิดคิดให้แคน้ แสนเจบ็ ใจ ชา่ งทำไดต้ า่ งตา่ งทุกอยา่ งจรงิ
สองหนสามหนก่นแต่หนี พลง้ั ทลี งไม่รอดนางยอดหญงิ
๒๕
คราวนัน้ อ้ายขนุ แผนมนั แง้นชิง นี่คราวนี้หนีวิง่ ไปตามใคร
ไม่คิดว่าจะเป็นเหน็ ว่าแก่ ยังสาระแนหลบล้หี นีไปไหน
เอาเถดิ เป็นไรก็เป็นไป ไม่เอากลบั มาได้มใิ ช่กู ฯ
๏ จะกลา่ วถงึ โฉมเจา้ พลายงาม เกรงเนื้อความนงั่ นึกตรกึ ตรองอยู่
อ้ายขนุ ช้างสารพัดเปน็ ศัตรู ถา้ มันร้วู า่ ลักเอาแม่มา
มนั กจ็ ะสอดแนมแกมเท็จ ไปกราบทลู สมเดจ็ พระพันวษา
ดจู ะระแวงผิดในกจิ จา มารดากจ็ ะต้องซึง่ โทษภยั
คิดแลว้ เรียกหม่นื วเิ ศษผล เอ็งเปน็ คนเคยชอบอชั ฌาสัย
จงไปบา้ นขนุ ช้างดว้ ยทนั ใด ไกล่เกล่ยี เสียอยา่ ให้มันโกรธา
บอกว่าเราจบั ไขม้ าหลายวนั เกรงแม่จะไมท่ ันมาเหน็ หนา้
เมื่อคนื น้ีซ้ำมีอนั เป็นมา เราใชค้ นไปหาแม่วันทอง
พอขณะมารดามาส่งทุกข์ ร้องปลกุ เขา้ ไปถึงในห้อง
จงึ รีบมาเรว็ ไวดังใจปอง รกั ษาจนแสงทองสวา่ งฟา้
ไม่ตายคลายคืนฟนื้ ขึน้ ได้ กูขอแม่ไว้พอเหน็ หน้า
แตพ่ อให้เคล่ือนคลายหลายเวลา จงึ จะส่งมารดานัน้ คนื ไป ฯ
๏ หมืน่ วเิ ศษรับคำแล้วอำลา รีบมาบ้านขนุ ชา้ งหาช้าไม่
คร้นั ถงึ แอบดูอยแู่ ต่ไกล เห็นผู้คนขวักไขว่ทั้งเรอื นชาน
ขนุ ชา้ งนงั่ เย่ยี มหนา้ ต่างเรอื น ดูหนา้ เฝื่อนทีโกรธอยู่งุ่นงา่ น
จะดือ้ เดินเข้าไปไมเ่ ปน็ การ คดิ แล้วลงคลานเข้าประตู ฯ
๏ ครานนั้ เจา้ จอมหมอ่ มขุนช้าง นัง่ คาหนา้ ต่างเยี่ยมหนา้ อยู่
เห็นคนคลานเข้ามาเหลือบตาดู น่ีมาล้อหลอกกูฤาอย่างไร
อะไรพอสว่างวางเข้ามา เดก็ หวาจบั ถองใหจ้ งได้
ลกุ ขน้ึ ถกเขมรร้องเกนไป ทุดอ้ายไพร่ข้คี รอกหลอกผู้ดี ฯ
๏ คราน้ันวเิ ศษผลคนว่องไว ยกมือขน้ึ ไหวไ้ มว่ ิ่งหนี
รอ้ งตอบไปพลันในทนั ที คนดดี อกขา้ ไหวใ้ ช่คนพาล
ข้าพเจ้าเปน็ บ่าวพระหมืน่ ไวย เปน็ ขนุ หมืน่ รบั ใช้อยู่ในบ้าน
ท่านใช้ให้กระผมมากราบกราน ขอประทานคนื นพ้ี ระหมืน่ ไวย
เจ็บจกุ ปัจจบุ นั มอี ันเปน็ แกไ้ ขกเ็ หน็ หาหายไม่
รอ้ งโอดโดดดิน้ เพยี งสิน้ ใจ จงึ ใชใ้ ห้ตัวขา้ มาแจ้งการ
พอพบท่านมารดามาสง่ ทุกข์ ข้าพเจา้ รอ้ งปลุกไปในบา้ น
จะกลบั ขึ้นเคหาเหน็ ช้านาน ทา่ นจึงรบี ไปในกลางคนื
พยาบาลคุณพระนายพอคลายไข้ คณุ อยา่ สงสัยวา่ ไปอื่น
ให้คำม่นั สั่งมาว่ายงั่ ยนื พอหายเจ็บแล้วจะคืนไมน่ อนใจ ฯ
๒๖
๏ ครานนั้ ขุนชา้ งได้ฟงั ว่า แค้นดังเลือดตาจะหลัง่ ไหล
ดับโมโหโกรธาทำว่าไป เรากไ็ ม่ว่าไรสุดแตด่ ี
การไข้เจ็บลม้ ตายไมว่ ายเวน้ ประจบุ นั อนั เป็นทั้งกรุงศรี
ถ้าขดั สนสิ่งไรทไี่ ม่มี ก็มาเอาทน่ี ่ีอย่าเกรงใจ
ว่าแลว้ ปดิ บานหนา้ ต่างผาง ขุนช้างเดอื ดดาลทะยานไส้
ทอดตวั ลงกบั หมอนถอนฤทัย ดดู เู๋ ปน็ ไดเ้ จยี ววนั ทอง
เพราะกแู พ้ความจมืน่ ไวย มันจงึ เหิมใจทำจองหอง
พ่อลกู แมล่ กู ถูกทำนอง ถึงสองคร้งั แล้วเป็นแต่เช่นนี้
อ้ายพ่อไปเชยี งใหม่มีชัยมา ตงั้ ตวั ดงั พระยาราชสีห์
อา้ ยลกู เปน็ หม่นื ไวยทำไมมี เหน็ กูนค้ี นผดิ ติดโทษทณั ฑ์
มนั จึงขม่ เหงไมเ่ กรงใจ จะพึ่งพาใครได้ท่ไี หนน่นั
ขุนนางนอ้ ยใหญ่เกรงใจกัน ถงึ ฟอ้ งมนั กจ็ ะปิดให้มดิ ไป
ตามบุญตามกรรมได้ทำมา จะเฆี่ยนฆ่าหาคิดชวี ติ ไม่
ยิ่งคิดเดือดดาลทะยานใจ ฉวยไดก้ ระดานชนวนมา
ร่างฟอ้ งท่องเทยี บใหเ้ รียบรอ้ ย ถอ้ ยคำถถ่ี ้วนเปน็ หนักหนา
ลงกระดาษพับไวม้ ิได้ช้า อาบน้ำผลดั ผา้ แล้วคลาไคล
วันนนั้ พอพระปิ่นนรินทร์ราช เสด็จประพาสบวั ยังหากลับไม่
ขนุ ชา้ งมาถงึ ซึง่ วงั ใน ก็คอยจอ้ งทีใ่ ตต้ ำหนักน้ำ ฯ
๏ จะกลา่ วถึงพระองคผ์ ู้ทรงเดช เสด็จคนื นเิ วศนพ์ อจวบคำ่
ฝีพายรายเลม่ มาเตม็ ลำ เรือประจำแหนแห่เซ็งแซม่ า
พอเรือพระท่ีน่งั ประทับท่ี ขนุ ชา้ งก็ร่ลี งตนี ทา่
ลอยคอชหู นังสือดื้อเข้ามา ผดุ โผล่โงหน้ายึดแคมเรือ
เข้าตรงบโทนอ้นต้นกัญญา เพอื่ นโขกลงด้วยกะลาวา่ ผีเส้ือ
มหาดเล็กอยู่งานพัดพลดั ตกเรือ ร้องวา่ เสือตัวใหญว่ ่ายนำ้ มา
ขุนช้างดึงดื้อมือยึดเรอื มิใชเ่ สอื กระหม่อมฉานล้านเกศา
สู้ตายขอถวายซ่ึงฎีกา แคน้ เหลือปญั ญาจะทานทน ฯ
๏ ครานั้นสมเด็จพระพนั วษา ทรงพระโกรธาโกลาหล
ทุดอา้ ยจญั ไรมใิ ช่คน บนบกบนฝ่ังดังไม่มี
ใช่ทใ่ี ชท่ างวางเข้ามา ฤาอา้ ยชา้ งเป็นบา้ กระมังนี่
เฮ้ยใครรบั ฟ้องของมันที ตีเสยี สามสิบจึงปล่อยไป
มหาดเล็กก็รบั เอาฟอ้ งมา ตำรวจควา้ ขนุ ชา้ งหาวางไม่
ลงพระราชอาญาตามวา่ ไว้ พระจงึ ให้ตงั้ กฤษฎีกา
วา่ ตัง้ แต่วันน้ีสบื ตอ่ ไป หน้าท่ขี องผู้ใดใหร้ ักษา
๒๗
ถา้ ประมาทราชการไมน่ ำพา ปลอ่ ยใหใ้ ครเขา้ มาในล้อมวง
ระวางโทษเบด็ เสร็จเจด็ สถาน ถึงประหารชีวิตเปน็ ผยุ ผง
ตามกฤษฎกี ารักษาพระองค์ แล้วลงจากพระท่นี ่งั เข้าวังใน ฯ
๏ จะกล่าวถงึ ขนุ แผนแสนสนทิ เรืองฤทธฦิ ๅจบพภิ พไหว
อยู่บ้านสุขเกษมเปรมใจ สมสนิทพิสมยั ด้วยสองนาง
ลาวทองกับเจา้ แก้วกริ ยิ า ปรนนิบัติวตั ถาไมห่ ่างข้าง
เพลดิ เพลินจำเรญิ ใจไม่เว้นวาง คืนนน้ั ในกลางซง่ึ ราตรี
นางแกว้ ลาวทองทั้งสองหลบั ขนุ แผนกลบั ผวาต่ืนฟนื้ จากที่
พระจนั ทรจรแจ่มกระจา่ งดี พระพายพัดมาลตี รลบไป
คิดคะนงึ ถึงมิตรแต่กอ่ นเกา่ นจิ จาเจา้ เหนิ ห่างรา้ งพิสมัย
ถึงสองครั้งต้ังแต่พรากจากพ่ไี ป ดังเด็ดใจจากรา่ งก็ราวกัน
กูกช็ ั่วมัวรักแต่สองนาง ละวางให้วันทองน้องโศกศัลย์
เมื่อตีไดเ้ ชียงใหม่ก็โปรดครัน จะเพ็ดทูลคราวนนั้ ก็คลอ่ งใจ
สารพดั ท่ีจะว่าไดท้ ุกอย่าง อา้ ยขนุ ช้างไหนจะโตจ้ ะตอบได้
ไมค่ วรเลยเฉยมาไม่อาลยั บัดนี้เล่าเจ้าไวยไปรับมา
จำกจู ะไปสสู่ วาดินอ้ ง เจา้ วันทองจะคอยละห้อยหา
คิดพลางจัดแจงแตง่ กายา น้ำอบทาหอมฟ้งุ จรงุ ใจ
ออกจากห้องย่องเดินดำเนินมา ถงึ เรอื นลกู ยาหาชา้ ไม่
เขา้ ห้องวนั ทองในทันใด เหน็ นางหลบั ใหลนง่ิ นทิ รา
ลดตัวลงนัง่ ข้างวันทอง เตือนต้องด้วยความเสนหา
สั่นปลุกลุกข้นึ เถดิ น้องอา พีม่ าหาแล้วอย่านอนเลย ฯ
๏ นางวนั ทองตื่นอย่รู ู้สกึ ตวั หมายใจว่าผัวกท็ ำเฉย
นงิ่ ดอู ารมณ์ท่ีชมเชย จะรกั จรงิ ฤาจะเปรยเป็นจำใจ
แตน่ ่งิ ดูกริ ิยาเปน็ ชา้ นาน หาว่าขานโตต้ อบอยา่ งไรไม่
ทั้งรกั ทั้งแคน้ แน่นฤทัย ความอาลยั ปนั่ ป่วนยวนวญิ ญาณ์ ฯ
๏ โอ้เจา้ แก้วแววตาของพีเ่ อ๋ย เจ้าหลบั ใหลกะไรเลยเปน็ หนักหนา
ดังน่ิมนอ้ งหมองใจไม่นำพา ฤาขัดเคืองคิดว่าพี่ทอดท้ิง
ความรักหนักหน่วงทรวงสวาดิ พีไ่ มค่ ลาศคลายรกั แต่สกั ส่ิง
เผอญิ เป็นวปิ รติ พี่ผิดจรงิ จะนอนน่งิ ถือโทษโกรธอยู่ไย
ว่าพลางเอนแอบลงแนบข้าง จบู พลางชวนชิดพิสมยั
ลูบไลพ้ ิไรปลอบใหช้ อบใจ เปน็ ไรจงึ ไม่ฟ้ืนตืน่ นิทรา ฯ
๏ เจา้ วันทองน้องตน่ื จากที่นอน โอนอ่อนวอนไหวพ้ ิไรว่า
หม่อมน้อยใจฤาท่ีไม่เจรจา ใช่ตัวข้านี้จะงอนค่อนพิไร
๒๘
ชอบผิดพอ่ จงคิดคะนงึ ตรอง อนั ตวั นอ้ งมลทนิ หาส้ินไม่
ประหน่ึงว่าวนั ทองนี้สองใจ พบไหนก็เปน็ แตเ่ ชน่ น้ัน
ทจี่ ริงใจถึงไปอย่เู รือนอน่ื คงคดิ คืนท่หี ม่อมเป็นแม่นมน่ั
ด้วยรักลกู รักผัวยังพัวพัน คราวน้ันก็ไปอยเู่ พราะจำใจ
แคน้ คิดดว้ ยมติ รไมร่ ักเลย ยามมีทเ่ี ชยเฉยเสยี ได้
เสยี แรงรว่ มทกุ ขย์ ากกนั กลางไพร กินผลไมต้ า่ งข้าวทุกเพรางาย
พอได้ดีมีสุขลมื ทุกข์ยาก ก็เพราะหากหมอ่ มมีซง่ึ ท่ีหมาย
วา่ นักก็เคร่ืองเคืองระคาย เอน็ ดนู อ้ งอย่าใหอ้ ายเขาอกิ เลย ฯ
๏ พีผ่ ดิ จรงิ แลว้ เจ้าวนั ทอง เหมอื นลืมน้องหลงเลือนทำเชือนเฉย
ใชจ่ ะเพลิดเพลินชน่ื เพราะอ่ืนเชย เงยหนา้ เถดิ จะเล่าอย่าเฝา้ แค้น
เมอ่ื ติดคุกทุกข์ถึงเจ้าทุกเชา้ ค่ำ ต้องกลนื กล้ำโศกเศร้าน้นั เหลอื แสน
ซ้ำขุนช้างคดิ คดทำทดแทน มนั ดูแคลนว่าพ่ีน้ยี ากยับ
อาลยั เจ้าเทา่ กับดวงชวี ติ พ่ี คดิ จะหนีไปตามเอาเจา้ กลับ
เกรงจะพากันผดิ เข้าติดทับ แตข่ ยับอยจู่ นได้ไปเชียงอนิ ท์
กลบั มาหมายวา่ จะไปตาม พอเจา้ ไวยเป็นความกค็ ้างสิน้
หัวอกใครได้แคน้ ในแผ่นดนิ ไมเ่ ดอื ดดน้ิ เท่าพ่ีกบั วนั ทอง
คดิ อยวู่ ่าจะทูลพระพนั วษา เหน็ ชา้ กวา่ จะได้มารว่ มหอ้ ง
จะเปน็ ความอกิ กต็ ามแต่ทำนอง จึงให้ลกู รบั น้องมาร่วมเรือน
จะเปน็ ตายงา่ ยยากไมย่ ากรัก จะฟูมฟักเหมือนเม่ืออย่ใู นกลางเถ่ือน
ขอโทษท่พี ผ่ี ดิ อย่าบดิ เบือน เจา้ เพื่อนเสนหาจงอาลัย
พผี่ ิดพ่ีกม็ าลแุ กโ่ ทษ จะคุมโกรธคุมแคน้ ไปถึงไหน
ความรักพยี่ งั รักระงมใจ อยา่ ตดั ไมตรีตรึงให้ตรอมตาย
ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสำคัญมน่ั หมาย
เจา้ เนื้อทิพหยิบช่ืนอารมณช์ าย ขอสบายสกั หน่อยอย่าโกรธา ฯ
๏ ใจนอ้ งมิใหห้ มองอารมณ์หม่อม ไมต่ ดั ใจใหต้ รอมเสนหา
ถ้าตัดรักหักใจแลว้ ไม่มา หมอ่ มอย่าว่าเลยว่าฉันไม่คนื คิด
ถงึ ตวั ไปใจยังนบั อยวู่ ่าผวั นอ้ งน้ีกลวั บาปทับเม่ือดบั จติ
หญงิ เดยี วชายครองเปน็ สองมิตร ถา้ มิปลิดเสียให้เปลือ้ งไมต่ ามใจ
คราวนั้นเม่อื ตามไปกลางปา่ หนา้ ดำเหมอื นหน่ึงทามินหมอ้ ไหม้
ชนะความงามหน้าดงั เทียนชัย เขาฉุดไปเหมือนลงทะเลลกึ
เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนห้ี น้าจะดำเปน็ น้ำหมึก
กำเรบิ ใจดว้ ยเจา้ ไวยกำลังฮึก จะพาแมต่ กลึกใหจ้ ำตาย
มใิ ช่หนุ่มดอกอย่ากลุม้ กำเรบิ รัก เอาความผิดคดิ หักใหเ้ หือดหาย
๒๙
ถ้ารกั น้องป้องปดิ ใหม้ ิดอาย ฉันกลับกลายแล้วหมอ่ มจงฟาดฟนั
ไปเพ็ดทลู เสยี ใหท้ ลู กระหม่อมแจ้ง น้องจะแตง่ บายศรีไว้เชญิ ขวญั
ไม่พักวอนดอกจะนอนอย่ดู ้วยกนั ไม่เชน่ น้นั ฉันไม่เลยจะเคยตัว ฯ
๏ ครั้นเวลาดกึ กำดัดสงัดเงียบ ใบไมแ้ ห้งแกร่งเกรียบระรบุ รอ่ น
พระพายโชยเสาวรสขจายจร พระจนั ทรแจม่ แจ้งกระจา่ งดวง
ดเุ หว่าเรา้ เสียงสำเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแขง่ ในวงั หลวง
วนั ทองนอ้ งนอนสนิททรวง จติ รงว่ งระงบั สูภ่ วังค์
ฝันวา่ พลดั ไปในไพรเถ่อื น เล่ือนเปอ้ื นไม่รทู้ ่จี ะกลับหลัง
ลดเลีย้ วเที่ยงหลงในดงรัง ยงั มพี ยัคฆร้ายมาราวี
ทง้ั สองมองหมอบอยรู่ มิ ทาง พอนางดนั้ ป่ามาถึงท่ี
โดดตะครุบคาดคัน้ ในทนั ที แลว้ ฉดุ คร่าพาร่ไี ปในไพร
สิ้นฝันครนั้ ตื่นตกประหม่า หวดี ผวากอดผวั สะอ้นื ไห้
เล่าความบอกผวั ด้วยกลัวภัย ประหลาดใจน้องฝนั พรน่ั อรุ า
ใตเ้ ตยี งเสียงหนูก็กกุ กก แมลงมุมทุ่มอกทรี่ ิมฝา
ย่ิงหวาดหวั่นพรั่นตัวกลวั มรณา ดงั วิญญาณน์ างจะพรากไปจากกาย ฯ
๏ ครานั้นขนุ แผนแสนสนทิ ฟงั ความตามนิมติ กใ็ จหาย
คร้ังน้นี ่าจะมีอนั ตราย ฝันรา้ ยสาหัสตัดตำรา
พเิ คราะห์ดทู ้ังยามอฐั กาล ก็บนั ดาลฤกษแ์ รงเปน็ หนักหนา
มิรู้ทีจ่ ะแถลงแจง้ กิจจา กอดเมียเมินหน้าน้ำตากระเดน็
จงึ แกลง้ เพทบุ ายทำนายไป ฝนั อยา่ งนมี้ ิใช่จะเกดิ เข็ญ
เพราะวิตกหมกไหมจ้ งึ ไดเ้ ปน็ เนอ้ื เยน็ อยกู่ ับผัวอยา่ กลัวทุกข์
พรุง่ นี้พีจ่ ะแกเ้ สนียดฝัน แล้วทำมง่ิ สิ่งขวญั ให้เป็นสุข
มิให้เกดิ ราคีกลียุค อย่าเปน็ ทุกขเ์ ลยเจา้ จงเบาใจ ฯ
๏ ครน้ั ว่าร่งุ สางสว่างฟ้า สรุ ิยาแย้มเยี่ยมเหลี่ยมไศล
จะกลา่ วถงึ พระองค์ผู้ทรงชัย เนาในพระทีน่ ัง่ บัลลังกร์ ตั น์
พร้อมด้วยพระกำนลั นักสนม หมอบประนมเฝ้าแหนแน่นขนดั
ประจำตั้งเครื่องอานอยูง่ านพัด ทรงเคืองขดั ขนุ ชา้ งแต่กลางคนื
แสนถอ่ ยใครจะถ่อยเหมือนมันบา้ ง ทกุ อย่างท่ีจะช่วั อ้ายหวั ลืน่
เวยี นแตเ่ ป็นถ้อยความไมข่ ้ามคืน น้ำยืนหยงั่ ไมถ่ ึงยงั ดึงมา
คราวนัน้ ฟ้องกนั ด้วยวนั ทอง นี่มนั ฟอ้ งใครอิกไอช้ าติขา้
ดำรพิ ลางทางเสดจ็ ยาตรา ออกมาพระทีน่ ง่ั จักรพรรดิ
พระสตู รรูดกร่างกระจา่ งองค์ ขนุ นางกราบราบลงเปน็ ขนัด
ทั้งหนา้ หลงั เบียดเสียดเยยี ดยัด หมอบอดั ถัดกันเปน็ หลั่นไป
๓๐
ทอดพระเนตรมาเห็นขนุ ช้างเฝา้ เออใครเอาฟ้องมันไปไว้ไหน
พระหมื่นศรีถวายพลนั ในทันใด รบั ไว้คลี่ทอดพระเนตรพลัน
พอทรงจบแจ้งพระทัยในข้อหา ก็โกรธาเคอื งขนุ่ หนุ หัน
มันเคี่ยวเข็ญทำเป็นอย่างไรกัน อวี นั ทองคนเดยี วไม่รู้แล้ว
ราวกับไมม่ ีหญิงเฝ้าชิงกนั ฤาอีวันทองน้นั มนั มีแกว้
รูปอ้ายชา้ งช่ัวช้าตาแบ้งแบว ไมเ่ ห็นแววที่ว่ามนั จะรกั
ใครจะเอาเป็นผวั เขากลัวอาย หวั หูดูเหมอื นควายทีต่ กปลัก
คราวนั้นเป็นความกูถามซัก ตกหนักอย่กู บั เถา้ ศรีประจนั
วันทองกสู ใิ ห้กับไอ้แผน ไยแล่นมาอยกู่ ับอ้ายชา้ งน่ัน
จมนื่ ศรไี ปเอาตัวมนั มาพลัน ท้ังวันทองขุนแผนอ้ายหมน่ื ไวย ฯ
๏ ฝ่ายพระหมืน่ ศรไี ด้รบั สงั่ ถอยหลงั ออกมาไมช่ ้าได้
ส่งั เวรกรมวงั ในทันใด ตำรวจในวิง่ ตะบึงมาถึงพลนั
ข้นึ ไปบนเรือนพระหมืน่ ไวย แจ้งข้อรบั สั่งไปขมขี มัน
ขนุ ช้างฟ้องรอ้ งฎีกาพระทรงธรรม์ ใหห้ าทงั้ สามทนั่ นน้ั เขา้ ไป ฯ
๏ คราน้ันวันทองเจ้าพลายงาม ได้ฟังความคร้ามครั่นหวัน่ ไหว
ขุนแผนเรียกวันทองเขา้ ห้องใน ไมไ่ วใ้ จจึงเสกด้วยเวทมนตร์
สขี ีผ้ ้ึงสีปากกินหมากเวท ซึ่งวิเศษสารพดั แก้ขัดสน
น้ำมนั พรายน้ำมันจนั ทนส์ รรเสกปน เคยคุ้มขังบงั ตนแตไ่ รมา
แล้วทำผงอทิ ธเิ จเขา้ เจิมพักตร์ คนเหน็ คนทกั รกั ทุกหน้า
เสกกระแจะจวงจันทน์น้ำมนั ทา เสรจ็ แลว้ กพ็ าวนั ทองไป ฯ
๏ คราน้นั ทองประศรีผู้มารดา ครนั้ ได้แจ้งกจิ จาไมน่ งิ่ ได้
เด็กเอย๋ ว่ิงตามมาไวไว ลงบันไดงนั งกตกนอกชาน
พลายชมุ พลกอดกน้ ทองประศรี กมู ใิ ช่ชา้ งขด่ี อกลูกหลาน
ลุกขึ้นโขยง่ โกง้ โค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป
คร้ันถงึ ย้ังอยู่ประตวู ัง ผูร้ บั ส่งั เร่งรุดไมห่ ยดุ ได้
ขุนแผนวันทองพระหมื่นไวย เขา้ ไปเฝ้าองค์พระภมู ี ฯ
๏ ครานน้ั พระองค์ผ้ทู รงเดช ปน่ิ ปักนัคเรศเรืองศรี
เหน็ สามราเข้ามาอญั ชลี พระปรานีเหมือนลูกในอทุ ร
ด้วยเดชะพระเวทวเิ ศษประสิทธิ เผอญิ คิดรักใคร่พระทัยออ่ น
ตรัสถามอย่างความราษฎร ฮ้าเฮย้ ดูก่อนอีวันทอง
เมอ่ื มึงกลบั มาแตป่ า่ ใหญ่ กูสใิ หไ้ อแ้ ผนประสมสอง
ครั้นกขู ดั ใจใหจ้ ำจอง ตวั ของมึงไปอยแู่ ห่งไร
ทำไมไม่อย่กู บั อ้ายแผน แล่นไปอยูก่ ับอ้ายชา้ งใหม่
๓๑
เดิมมึงรกั อา้ ยแผนแล่นตามไป ครนั้ ยกใหส้ เิ ตน้ กลับเลน่ ตวั
อยู่กบั อ้ายชา้ งไมอ่ ยู่ได้ เกิดรงั เกยี จเกลยี ดใจด้วยชงั หัว
ดยู กั ใหมย่ ้ายเกา่ เฝ้าเปลี่ยนตัว ตกว่าชั่วแลว้ มงึ ไมไ่ ยดี ฯ
๏ คราน้นั วนั ทองไดร้ บั สัง่ ละลา้ ละลังประนมก้มเกศี
หวั สยองพองพรัน่ ทนั ที ทูลคดีพระองคผ์ ู้ทรงธรรม์
ขอเดชะละอองธลุ ีบาท องคห์ รริ กั ษ์ราชรังสรรค์
เมือ่ กระหม่อมฉันมาแต่อารญั ครง้ั นั้นโปรดประทานขนุ แผนไป
คร้นั อย่มู าขนุ แผนต้องจำจอง กระหมอ่ มฉันมีท้องน้ันเตบิ ใหญ่
อยู่ท่ีเคหาหน้าวดั ตะไกร ขุนช้างไปบอกวา่ พระโองการ
มีรบั สัง่ โปรดปรานประทานให้ กระหมอ่ มฉันไม่ไปก็หักหาญ
ยื้อยดุ ฉุดครา่ ทำสามานย์ เพอ่ื นบา้ นจะชว่ ยก็สุดคดิ
หด้วยขนุ ชา้ งอา้ งว่ารับส่งั ให้ ใครจะขดั ขืนไวก้ ก็ ลัวผิด
จนใจจะมิไปก็สุดฤทธิ ชวี ติ อย่ใู ตพ้ ระบาทา ฯ
๏ คราน้ันพระองคผ์ ู้ทรงภพ ฟงั จบกรวิ้ ขุนชา้ งเป็นหนักหนา
มพี ระสิงหนาทตวาดมา อา้ ยบ้าเย่อหยง่ิ อ้ายลิงโลน
ตกว่ากหู าเปน็ เจา้ ชีวิตไม่ มึงถอื ใจว่าเป็นเจ้าที่โรงโขน
เปน็ ไม่มีอาญาสิทธคิ ิดดึงโดน เทย่ี วทำโจรใจคะนองจองหองครัน
เลีย้ งมึงไม่ได้อ้ายใจรา้ ย ชอบแต่เฆ่ยี นสองหวายตลอดสนั
แล้วกลบั ความถามข้างวนั ทองพลนั เออเม่ือมันฉุดคร่าพามึงไป
กช็ า้ นานประมาณไดส้ ิบแปดปี ครัง้ นี้ทำไมมึงจึงมาได้
นมี่ งึ หนมี ันมาฤาว่าไร ฤาว่าใครไปรบั เอามึงมา ฯ
๏ วนั ทองฟังถามให้คร้ามครนั่ บังคมคัลประนมก้มเกศา
ขอเดชะพระองคท์ รงศักดา พระอาญาเปน็ พน้ ลน้ เกลา้ ไป
คร้ังน้ีจมนื่ ไวยนัน้ ไปรับ กระหมอ่ มฉันจึงกลบั คนื มาได้
มิใชย่ อ้ นยอกทำนอกใจ ขนุ แผนกม็ ไิ ด้ประเวณี
แต่มาน้ันเวลาสักสองยาม ขนุ ชา้ งจึงหาความว่าหลบหนี
ขอพระองค์จงทรงพระปรานี ชวี ีอยู่ใต้พระบาทา ฯ
๏ ครานั้นพระองคผ์ ูท้ รงเดช ฟังเหตุขุ่นเคอื งเปน็ หนกั หนา
อ้ายหมนื่ ไวยทำใจอหังการ์ ตกว่าบ้านเมืองไม่มนี าย
จะปรึกษาตราสนิ ใหไ้ ม่ได้ จงึ ทำตามน้ำใจเอาง่ายงา่ ย
ถา้ ฉวยเกิดฆา่ ฟนั กันล้มตาย อนั ตรายไพร่เมืองก็เคืองกู
อีวนั ทองกูให้ไอ้แผนไป อ้ายชา้ งบงั อาจใจทำจลู่ ู่
ฉดุ มันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวนั ทองให้ตกใจ
๓๒
ชอบตบใหส้ ลบลงกบั ท่ี เฆยี่ นตีเสียใหย้ ับไมน่ ับได้
มะพรา้ วหา้ วยัดปากให้สาใจ อ้ายหม่ืนไวยก็โทษถึงฉกรรจ์
มงึ ถือว่าอีวันทองเป็นแม่ตัว ไมเ่ กรงกลวั เวโ้ วท้ ำโมหันธ์
ไปรบั ไยไม่ไปในกลางวัน อา้ ยแผนพ่อนั้นกเ็ ปน็ ใจ
มนั เหมอื นววั เคยขาม้าเคยขี่ ถงึ บอกกูว่าดีหาเชื่อไม่
อา้ ยช้างมันก็ฟ้องเปน็ สองนัย วา่ อ้ายไวยลกั แมใ่ หบ้ ิดา
เป็นราคขี ้อผิดมีตดิ ตัว หมองมัวมลทนิ อยู่หนักหนา
ถา้ อ้ายไวยอยากจะใครไ่ ดแ้ ม่มา ชวนพอ่ ฟ้องหาเอาเป็นไร
อัยการศาลโรงกม็ ีอยู่ ฤาวา่ กูตดั สินให้ไม่ได้
ชอบทวนด้วยลวดใหป้ วดไป ปรับไหมใหเ้ ท่ากบั ชายชู้
มนั เกดิ เหตทุ ้ังนก้ี เ็ พราะหญิง จงึ หึงหวงชว่ งชงิ ยงุ่ ยิง่ อยู่
จำจะตดั รากใหญใ่ หห้ ล่นพรู ใหล้ ูกดอกดกอยู่แต่ก่ิงเดียว
อวี นั ทองตัวมนั เหมือนรากแก้ว ถ้าตดั โคนขาดแล้วกใ็ บเหยี่ ว
ใครจะควรสูส่ มอย่กู ลมเกลียว ใหเ้ ด็ดเดี่ยวรกู้ ันแตว่ ันน้ี
เฮ้ยอีวนั ทองวา่ กะไร มึงตงั้ ใจปลดปลงใหต้ รงท่ี
อย่าพะวังกังขาเปน็ ราคี เพราะมึงมีผวั สองกตู ้องแค้น
ถา้ รักใหม่ก็ไปอยู่กบั อ้ายช้าง ถ้ารกั เกา่ เขา้ ข้างอา้ ยขุนแผน
อย่าเวยี นวนไปให้คนมันหมน่ิ แคลน ถ้าแมน้ มึงรักไหนใหว้ ่ามา ฯ
๏ ครานั้นวนั ทองฟังรบั สั่ง ให้ละล้าละลงั เป็นหนักหนา
ครั้นจะทูลกลัวพระราชอาชญา ขนุ ช้างแลดตู ายกั คิว้ ลน
พระหมืน่ ไวยใชใ้ บใ้ ห้แม่ว่า บ้ยุ ปากตรงบิดาเป็นหลายหน
วนั ทองหมองจิตรคดิ เวยี นวน เป็นจนใจน่งิ อย่ไู มท่ ลู ไป ฯ
๏ คราน้นั พระองคท์ รงธรณินทร์ หาไดย้ ินวนั ทองทูลข้ึนไม่
พระตรัสความถามซกั ไปทนั ใด ฤามงึ ไม่รักใครใหว้ ่ามา
จะรกั ชู้ชงั ผัวมงึ กลวั อาย จะอยู่ดว้ ยลกู ชายก็ไม่ว่า
ตามใจกูจะให้ดังวาจา แต่นเี้ บ้ืองหน้าขาดเด็ดไป ฯ
๏ นางวันทองรบั พระราชโองการ ให้บันดาลบังจติ รหาคิดไม่
อกศุ ลดลมัวใหช้ ัว่ ใจ ด้วยสนิ้ ในอายุท่เี กิดมา
คิดคะนึงตะลงึ ตะลานอก ดังตัวตกพระสเุ มรภุ ูผา
ใหอ้ ุทัจอัดอนั้ ตนั อรุ า เกรงผิดภายหนา้ ก็สุดคิด
จะวา่ รกั ขุนช้างกะไรได้ ทีจ่ ริงใจมิได้รักแตส่ ักหนิด
รกั พ่อลูกห่วงดงั ดวงชวี ติ แม้นทลู ผดิ จะพิโรธไม่โปรดปราน
อยา่ เลยจะทลู เป็นกลางไว้ ตามพระทยั ท้าวจะแยกใหแ้ ตกฉาน
๓๓
คดิ แล้วเท่านั้นมิทนั นาน นางกม้ กรานแล้วก็ทูลไปฉับพลนั
ความรกั ขุนแผนกแ็ สนรัก ด้วยรว่ มยากมานกั ไม่เดยี ดฉันท์
สู้ลำบากบกุ ป่ามาด้วยกัน สารพันอดออมถนอมใจ
ขุนชา้ งแต่อยู่ด้วยกนั มา คำหนักหาได้ว่าให้เคืองไม่
เงนิ ทองกองไว้มใิ ห้ใคร ข้าไทใชส้ อยเหมือนของตวั
จมื่นไวยเลา่ ก็เลอื ดท่ีในอก กห็ ยิบยกรกั เทา่ กันกบั ผวั
ทลู พลางตวั นางระเร่มิ รวั ความกลวั พระอาญาเป็นพน้ ไป ฯ
๏ ครานัน้ พระองคผ์ ูท้ รงภพ ฟงั จบแคน้ ค่ังดงั เพลงิ ไหม้
เหมอื นดินประสิวปลวิ ตดิ กับเปลวไฟ ดดู เู๋ ปน็ ไดอ้ วี นั ทอง
จะวา่ รกั ขา้ งไหนไมว่ ่าได้ นำ้ ใจจะประดงั เข้าทงั้ สอง
ออกนั่นเข้านี่มีสำรอง ย่งิ กว่าท้องทะเลอนั ล้ำลกึ
จอกแหนแพเสาสำเภาใหญ่ จะทอดถมเท่าไรไมร่ ู้สกึ
เหมือนมหาสมุทรสดุ ซึ้งซึก นำ้ ลึกเหลือจะหยั่งกระทง่ั ดนิ
อฐิ ผาหาหาบมาทุ่มถม กจ็ อ่ มจมสูญหายไปหมดสิน้
อีแสนถ่อยจญั ไรใจทมิฬ ดังเพชรนลิ เกิดขนึ้ ในอาจม
รูปงามนามเพราะน้อยไปฤา ใจไมซ่ ือ่ สมศักดเิ ท่าเส้นผม
แต่ใจสัตวม์ ันยังมที ่นี ยิ ม สมาคมก็แตถ่ ึงฤดมู นั
มึงนีถ่ ่อยยง่ิ กว่าถ่อยอีทา้ ยเมือง จะเอาเรอื่ งไม่ไดส้ กั ส่ิงสรรพ์
ละโมบมากตัณหาตาเป็นมนั สกั ร้อยพนั ใหม้ ึงไม่ถึงใจ
ว่าหญิงชัว่ ผวั ยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกนั เกรยี วเหมอื นมึงไม่
หนักแผ่นดินกจู ะอยู่ไย อา้ ยไวยมึงอย่านบั ว่ามารดา
กูเลีย้ งมึงถึงให้เปน็ หวั หมน่ื คนอนื่ รู้ว่าแม่กข็ ายหน้า
อ้ายขุนช้างขุนแผนทง้ั สองรา กจู ะหาเมยี ให้อย่าอาลัย
หญิงกาลกิณอี แี พศยา มันไมน่ า่ เชยชิดพิสมัย
ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป มึงตัดใจเสยี เถดิ อีคนน้ี
เร่งเรว็ เหวยพระยายมราช ไปฟนั ฟาดเสียให้มันเปน็ ผี
อกเอาขวานผา่ อย่าปรานี อย่าให้มโี ลหิตตดิ ดินกู
เอาใบตองรองไว้ให้หมากนิ ตกดนิ จะอปั รยี ก์ าลีอยู่
ฟันให้หญิงชายท้ังหลายดู สัง่ เสร็จเสดจ็ สู่ปราสาทชัย ฯ
บทวิเคราะห์รสวรรณคดี ๙ รสในวรรณคดขี นุ ชา้ งขุนแผน
๑. เราทรรส (รสแห่งความโกรธเคือง)
วันนน้ั แพ้กูเม่ือดำน้ำ กก็ รว้ิ ซำ้ จะฆา่ ใหเ้ ป็นผี
แสนแคน้ ด้วยมารดายังปรานี ใหไ้ ปขอชีวีขนุ ช้างไว้
๓๔
แค้นแม่จำจะแกใ้ ห้หายแค้น ไมท่ ดแทนอ้ายขนุ ชา้ งบา้ งไม่ได้
หมายจิตคิดจะให้มันบรรลัย ไม่สมใจจำเพาะเคราะห์มนั ดี
อยา่ เลยจะรบั แมก่ ลบั มา ใหอ้ ยดู่ ้วยบิดาเกษมศรี
พรากให้พน้ คนอบุ าทว์ชาตอิ ัปรีย์ ยง่ิ คิดกย็ ่ิงมคี วามโกรธา
จากบทนี้แสดงใหเ้ หน็ ว่า มีความโกรธแค้นต่อขุนช้างมาก อยากทจ่ี ะฆา่ ขนุ ชา้ งให้ตายแต่นางวนั ทองได้
ห้ามและขอให้พลายงามไว้ชวี ติ ขุนช้างไว้ แต่ถึงอยา่ งไรพลายงามก็มีความคิดท่จี ะแกแ้ ค้นขนุ ชา้ งใหไ้ ด้
อดั อึดฮดึ ฮดั ด้วยขดั ใจ เม่ือไรตะวันจะลบั หล้า
เขา้ หอ้ งหวนละห้อยคอยเวลา จวนสุรยิ าเล้ยี วลับเมรุไกร
จากบทนแี้ สดงให้เหน็ ว่า พลายงามคับแคน้ ใจและกระวนกระวายใจเปน็ อย่าฟ/งมาก รอยนั พลบค่ำ
เพ่อื ที่จะได้พานางวนั ทองไปจากขนุ ชา้ ง
ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปดิ ม้งุ เหน็ หนา้ แม่วนั ทอง
นิ่งนอนอยู่บนเตยี งเคยี งขนุ ช้าง มันแนบขา้ งกอดกลมประสมสอง
เจบ็ ใจดังหวั ใจจะพงั พอง ขยับจ้องดาบงา่ อยากฆ่าฟัน
จะใครถ่ บี ขนุ ช้างท่ีกลางตวั นกึ กลัวจะถูก แมว่ นั ทองนนั่
พลางน่ังลงนอบนบอภิวนั ท์ สะอ้นื อ้ันอกแค้นน้ำตาคลอ
จากบทนแ้ี สดงใหเ้ หน็ ว่า พลายงามรสู้ ึกโกรธและเจบ็ ใจเมื่อไดเ้ ห็นขนุ ชา้ งนอนกอดนางวันทองอยู่ และ
อยากจะชกั ดาบฆ่าขนุ ช้าง อยากจะถบี ขุนชา้ งแต่ก็กลัวโดนนางวนั ทอง จงึ ทำไดแ้ คน่ ง่ั ลงและยกมือไหวส้ ะอน้ื
น้ำตาคลอ
เสยี แรงเป็นลูกผู้ชายไม่อายเพื่อน จะพาแม่ไปเรอื นให้จงได้
แมน้ มไิ ปใหง้ ามกต็ ามใจ จะบาปกรรมอย่างไรกต็ ามที
จะตัดเอาศรี ษะของแม่ไป ท้ิงแตต่ ัวไวใ้ ห้อยู่นี่
แม่อยา่ เจรจาใหช้ า้ ที จวนแจ้งแสงศรีจะรีบไป ฯ
จากบทนแ้ี สดงให้เหน็ ว่า พลายงามมีอารมณ์โกรธเพราะพลายงามไดต้ อบนางวันทองว่าตนเป็น
ลูกผู้ชายวนั น้ีจะต้องพาแม่กลับบา้ นไปให้ไดถ้ งึ แมว้ ่าแมจ่ ะไม่ยอมก็ตาม ถ้าแม่ไม่กลบั ไปขอทำบาปกรรมแล้ว
วนั นี้ ต่อใหต้ ดั หวั ของแม่ไปแล้วทิ้งแตต่ วั ไว้ท่นี ก่ี ็จะทำ
ครานั้นขุนชา้ งฟังบ่าวบอก เหงื่อออกโซมล้านกระบานใส
คดิ คิดใหแ้ ค้นแสนเจ็บใจ ชา่ งทำได้ต่างตา่ งทุกอย่างจริง
จากบทนแี้ สดงให้เห็นวา่ ขุนช้างได้ฟังท่คี นใช้พูดเหง่ือก็ออกเตม็ หวั ลา้ น คดิ ไปแลว้ ขุนช้างก็เจ็บใจขุน
ช้างพอไดย้ ินก็เหงื่อท่วมตวั ท้งั แค้น ท้ังเจบ็ ใจ ทนั้ โกรธ อีกทง้ั บน่ ดา่ นางวนั ทองว่าหายไปไหน ทำไมถงึ หนีไปได้
ขนุ ช้างน่ังเย่ียมหน้าตา่ งเรอื น ดูหนา้ เฝ่ือนทโี กรธอยงู่ ุน่ งา่ น
จะดื้อเดนิ เขา้ ไปไม่เป็นการ คดิ แลว้ ลงคลานเขา้ ประตู ฯ
จากบทน้ีแสดงใหเ้ ห็นวา่ หมืน่ ขุนวิเศษรบั คำจากพลายงาม แล้วมาทบี่ า้ นขนุ ช้าง พอเขา้ ไปถึงเรือนขุน
ช้าง ดทู า่ ทางขุนชา้ งกำลงั โกรธเคอื งจึงคลานเขา้ ไปหา ขุนชา้ งเห็นเข้าก็ร้สู กึ โกรธเพราะนกึ วา่ มาหลอกตนอีก
๓๕
ครานน้ั ขุนชา้ งได้ฟงั ว่า แค้นดังเลือดตาจะหล่ังไหล
ดับโมโหโกรธาทำว่าไป เราก็ไม่วา่ ไรสดุ แตด่ ี
การเจ็บไขล้ ม้ ตายไมว่ ายเวน้ ประจบุ ันเป็นทง้ั กรงุ ศรี
ถา้ ขัดสนส่ิงไรท่ไี มม่ ี กม็ าเอาทน่ี ่ีอย่าเกรงใจ
จากนี้แสดงใหเ้ ห็นวา่ ขนุ ชา้ งไดฟ้ ังความจากหม่นื ขุนวิเศษว่าพลายงามไม่สบาย จงึ อยากพบนางวนั ทอง
แล้วรสู้ ึกแคน้ และโกรธข้ึนมา แตแ่ กล้งพดู ต่อไปว่า การเจ็บไข้น้นั เป็นเร่ืองปกติเปน็ กันทว่ั ไป ถา้ ขดั สนส่ิงใดให้มา
ขอท่ตี น
ครานน้ั สมเดจ็ พระพันวษา ทรงพระโกรธาโกลาหล
ทดุ อ้ายจญั ไรมิใช่คน บนบกบนฝง่ั ดังไมม่ ี
ใชท่ ีใ่ ช่ทางวางเข้ามา ฤาอา้ ยชา้ งเปน็ บ้ากระมังนี่
เฮย้ ใครรบั ฟ้องของมันที ตเี สียสามสิบจงึ ปลอ่ ยไป
จากบทนี้แสดงให้เห็นว่า พระพนั วษาโกรธและต่อวา่ ขุนชา้ งเอามือไปยดึ เรอื แล้วพูดว่าเป็นตนเองไมใ่ ช่
เสือจะมาขอถวายฎีกา เพราะขุนชา้ งไมใ่ ช่คนบนฝ่ังก็มีไม่ไปกลบั ลยุ นำ้ มาหาหรือว่าขุนชา้ งเปน็ บา้ ถึงทำเช่นนี้
จึงส่ังให้มหาดเล็กไปรับฎีกาแล้วโบยขุนชา้ ง ๓๐ ที แล้วจึงปลอ่ ยไป
แคน้ คิดดว้ ยมติ รไมร่ กั เลย ยามมีท่เี ชยเฉยเสยี ได้
เสยี แรงร่วมทุกข์ยากกันกลางไพร กนิ ผลไมต้ า่ งข้าวทุกเพรางาย
พอไดด้ ีมีสุขลมื ทุกข์ยาก ก็เพราะหากหมอ่ มมีซง่ึ ทีห่ มาย
จากบทนแ้ี สดงให้เหน็ วา่ นางวันทองโกรธเคืองขุนแผนเพราะมัวแตห่ ลงนางลาวทองกบั แก้วกริ ิยาจน
ลืมนางวันทอง และเสียแรงที่ได้เคยอาศัยอยู่กนิ กันในป่า พอไปไดด้ บิ ไดด้ ีมคี วามสุขกล็ ืมนางวันทองไป
ประจำตัง้ เครือ่ งอานอยู่งานพดั ทรงเคอื งขัดขนุ ช้างแต่กลางคนื
แสนถอ่ ยใครจะถอ่ ยเหมือนมันบ้าง ทกุ อย่างที่จะชว่ั อา้ ยหวั ล่ืน
เวียนแต่เปน็ ถอ้ ยความไม่ข้ามคนื น้ำยนื หยง่ั ไม่ถึงยงั ดึงมา
จากบทนแ้ี สดงให้เห็นวา่ สมเด็จพระพันวษาโกรธเคืองขนุ ช้างต้งั แตเ่ วลากลางคืน เพราะทรงเห็นว่าขนุ
ชา้ งเปน็ คนชว่ั คอยแต่มคี ดีความกับผอู้ ื่น
พอทรงจบแจง้ พระทยั ในข้อหา กโ็ กรธาเคืองขุน่ หุนหนั
มนั เคี่ยวเข็ญทำเปน็ อย่างไรกัน อีวนั ทองคนเดียวไม่รู้แล้ว
ราวกับไมม่ หี ญิงเฝ้าชิงกัน ฤาอวี นั ทองน้ันมนั มีแก้ว
จากบทนแ้ี สดงให้เหน็ วา่ เมอ่ื พระพันวษาได้ดโู กรธเรื่องของนางวนั ทองอยู่เพยี งเรือ่ งเดยี ว วา่ ทำไมเร่อื ง
นีถ้ งึ ไม่จบกนั สักที เหมือนกบั ไมามีผู้หญงิ คนอ่นื ใหเ้ ลือกอีกแล้ว
ครานน้ั พระองคผ์ ทู้ รงภพ ฟงั จบกรว้ิ ขุนช้างเป็นหนักหนา
มพี ระสิงหนาทตวาดมา อ้ายบา้ เยอ่ หย่ิงอ้ายลิงโลน
ตกว่ากหู าเป็นเจ้าชวี ิตไม่ มึงถอื ใจวา่ เป็นเจ้าท่ีโรงโขน
เป็นไมม่ ีอาญาสิทธคิ ิดดงึ โดน เที่ยวทำโจรใจคะนองจองหองครัน
เลยี้ งมึงไม่ได้อา้ ยใจร้าย ชอบแตเ่ ฆี่ยนสองหวายตลอดสัน
๓๖
จากบทน้ีแสดงใหเ้ หน็ ว่า เมื่อพระพนั วษาไดฟ้ งั ท่นี างวนั ทองเลา่ จบกโ็ กรธขุนช้างมาก และพระพนั วษา
ตวาดเสยี งดงั ลน่ั ว่าถ้าตนไม่ได้เป็นกษตั ริย์ ขุนชา้ งก็คงมองไม่เห็นหวั ของตน
ครานัน้ พระองคผ์ ทู้ รงเดช ฟงั เหตุขนุ่ เคืองเป็นหนกั หนา
อา้ ยหม่ืนไวยทำใจอหงั การ์ ตกวา่ บ้านเมืองไมม่ ีนาย
จะปรกึ ษาตราสินให้ไม่ได้ จงึ ทำตามนำ้ ใจเอางา่ ยง่าย
ถา้ ฉวยเกดิ ฆ่าฟนั กนั ลม้ ตาย อนั ตรายไพรเ่ มืองกเ็ คืองกู
อีวนั ทองกใู ห้ไอแ้ ผนไป อา้ ยช้างบังอาจใจทำจูล่ ู่
ฉดุ มันข้นึ ช้างอ้างถึงกู ตะคอกขูอ่ วี ันทองให้ตกใจ
จากบทนีแ้ สดงใหเ้ หน็ ว่า พระพนั วษาโกรธพลายงามมากเมื่อนางวนั ทองตอบว่าพลายงามเปน็ คนพาตวั
นางหนีออกมา เพราะพลายงามทำเหมือนบา้ นเมอื งน้ไี ม่มีกฎหมาย อีกทง้ั ยงั ไปโกรธขุนชา้ งท่ีนำชือ่ ของพระ
พนั วษาไปขม่ ข่เู อาตวั นางวันทองมาอกี
๒. พภี ัตสรส (รสแห่งความรังเกียจ เกลียดชัง)
รูปรา่ งวปิ ริตผิดกว่าคน ทรพลอัปรีย์ไม่ดไี ด้
ทัง้ ใจคอชว่ั โฉดโหดไร้ ชา่ งไปหลงรักใครไ่ ดเ้ ปน็ ดี
จากบทนีแ้ สดงใหเ้ ห็นวา่ พลายงามได้แสดงความรังเกียจที่มีต่อขนุ ช้าง โดยบอกวา่ ขุนช้างมรี ูปรา่ งน่า
เกลียด ใจคอโหดเห้ียม ไมร่ วู้ ่านางวนั ทองไปรกั คนแบบน้ีได้อย่างไร
มาอยู่ไยกบั ไอ้หนิ ชาติ แสนอบุ าทว์ใจจิตรษิ ยา
ดงั ทองคำทำเลยี่ มปากกะลา หน้าตาดำเหมอื นมนิ หมอ้ มอม
เหมอื นแมลงวนั ว่อนเคล้าทีเ่ น่าชวั่ มาเกลอื กกลวั้ ปทุมาลยท์ ี่หวานหอม
จากบทนี้แสดงให้เห็นว่า พลายงามรงั เกียจขนุ ช้างมาก โดยกลา่ วว่ามาอย่ทู ำไมกับคนเลวทรามชว่ั ข้ี
อิจฉาแบบน้ี หน้าตาก็มอมแมมดำอยา่ งกับเขม่าท่ีติดกน้ หม้อ นา่ เกลยี ดเหมือนแมลงวันเนา่ มาบนิ ตอมดอกไมท้ ี่
สวยงามอย่างแม่ เหมอื นคนช่ัวมาปนกบั คนดี
รูปอา้ ยช้างช่วั ชา้ ตาแบง้ แบว ไมเ่ ห็นแววทีว่ า่ มนั จะรัก
ใครจะเอาเป็นผวั เขากลัวอาย หัวหูดเู หมือนควายท่ีตกปลัก
คราวน้นั เป็นความกูถามซัก ตกหนกั อยกู่ ับเถา้ ศรีประจัน
จากบทน้ีแสดงให้เห็นวา่ พระพันวษาแสดงความรงั เกยี จตอ่ ขุนช้าง และกล่าวว่าไม่มีว่แี ววทน่ี างวนั ทอง
จะรกั คนแบบขุนชา้ ง เพราะรูปร่างและหนา้ ตาทหี่ น้าเกลยี ด
ทำไมไม่อยู่กับอ้ายแผน แล่นไปอยู่กับอ้ายชา้ งใหม่
เดมิ มึงรักอ้ายแผนแลน่ ตามไป ครนั้ ยกใหส้ เิ ต้นกลับเล่นตวั
อยู่กบั อา้ ยช้างไม่อยไู่ ด้ เกดิ รังเกียจเกลยี ดใจดว้ ยชังหวั
ดูยักใหมย่ า้ ยเก่าเฝา้ เปลีย่ นตวั ตกวา่ ชว่ั แลว้ มึงไมไ่ ยดี ฯ
จากบทนี้แสดงให้เห็นว่า นางวนั ทองรังเกยี จขุนชา้ ง เพราะตอนท่ีพระพนั วษาทรงถามกับนางวันทองวา่
ใหไ้ ปอยู่กบั ขนุ แผนทำไมไมไ่ ปอย่แู ตก่ ลบั ไปอยู่กบั ขุนชา้ ง พอไปอยกู่ ับขนุ ชา้ งกร็ งั เกยี จขุนช้างข้ึนมา
๓๗
๓. ภยารกรส (รสแห่งความกลัว ตืน่ เตน้ ตกใจ)
ครานน้ั จงึ โฉมเจา้ วนั ทอง ต้องมนต์มวั หมองเปน็ หนักหนา
ต่นื พลางทางชำเลืองนัยน์ตามา เหน็ ลูกยานนั้ ยืนอยูร่ มิ เตยี ง
สำคัญคดิ ว่าผรู้ า้ ยให้นึกกลัว กอดผัวร้องดิน้ จนสน้ิ เสียง
ซวนซบหลบลงมาหมอบเมียง พระหมื่นไวยเขา้ เคยี งห้ามมารดา
จากบทนี้แสดงให้เหน็ วา่ นางวันทองรูส้ กึ ตกใจกลัว เพราะตอนรูส้ ึกตัวตนื่ ข้ึนมาสายตามองเห็นพลาย
งามแตค่ ิดว่าเป็นโจรจึงเข้ากอดขนุ ชา้ งดว้ ยความกลัว
ครานนั้ วันทองผ่องโสภา เหน็ ลกู ยากดั ฟันมนั ไส้
ถอื ดาบฟ้าฟ้นื ยืนแกว่งไกว ตกใจกลวั วา่ จะฆ่าฟัน
จากบทนแ้ี สดงใหเ้ ห็นว่า นางวนั ทองร้สู กึ กลวั พลายงามขึน้ มาทนั ทีเมอื่ ได้เห็นลกู ตวั เองโกรธมาก เพราะ
เหน็ ลกู กดั ฟัน แกว่งดาบฟา้ ฟ้ืนไปมากก็ ลวั ท่จี ะเอาดาบมาฟันจรงิ ๆ
จะกลา่ วถงึ เจ้าจอมหม่อมขนุ ช้าง นอนครางหลับกรนอยู่ป่นเปอื้ น
อัศจรรยฝ์ นั แปรแชเชอื น ว่าขีเ้ รือ้ นขึ้นตัวท่ัวทั้งนั้น
หาหมอมารักษายาเขา้ ปรอท มันกนิ ปอดตับไตออกไหลลัน่
ท้งั ไส้น้อยไสใ้ หญ่แลไส้ตนั ฟันฟางก็หักจากปากตัว
ตกใจต่นื ผวาควา้ วนั ทอง ร้องวา่ แมค่ ณุ แม่ชว่ ยผัว
ลุกขึ้นงกงนั ตัวสั่นรัว ให้นกึ กลัวปรอทจะตอดตาย
จากบทนแ้ี สดงให้เหน็ ว่า ขุนช้างร้สู ึกกลัว เพราะขนุ ช้างไดฝ้ ันร้ายวา่ “เปน็ ขีเ้ รอื นท่วั ท้ังตัว พอไปหา
หมอกินยาประสมปรอทจึงถกู ปรอทกนิ กนิ ตบั ไตไส้พุงและฟันฟางกห็ ักออกจากปาก” เลยตน่ื ขน้ึ มาก็ตกใจกลัว
จะคว้าหาเพยี งแตน่ างวนั ทอง
ยายจันงันงกยกมือไหว้ นน่ั พอ่ จะไปไหนพ่อทูนหัว
ไม่นงุ่ ผอ่ นนุ่งผา้ ดูน่ากลัว ขุนช้างมองดตู ัวก็ตกใจ
จากบทนแี้ สดงให้เห็นวา่ ขนุ ชา้ งตกใจตนเองเมื่อขายจนั ยกมือไหว้แลว้ ถามขุนชา้ งว่าจะไปไหน เส้อื ผ้า
ไมใ่ ส่ พอขนุ ชา้ งมองดูตวั เองก็ตอ้ งตกใจ
ยายจนั ตกใจเตม็ ประดา เข้าไปฉวยผา้ เอามาคล่ี
หยิบย่นื สง่ ไปใหท้ นั ที เมินหนีอดสูไม่ดูนาย
จากบทนี้แสดงใหเ้ ห็นว่า ยายจันตกใจกลัวขุนชา้ งในตอนนทีข่ ุนชา้ งเอามือไปปดิ ขาเหมือนท่าทเี่ ปรตยืน
แลว้ บอกวา่ ใครมาเอาผา้ ไปไหน เลยนกึ ละอายใจกบั เหล่าคนใช้ แล้วบอกให้ยายจันไปเอาผ้ามาให้ ยายจันก็
ตกใจแล้วไปหยิบผ้ามาคลีแ่ ล้วสง่ ไปให้กบั ขุนชา้ ง แล้วตนเองกห็ ลบไปไม่กลา้ มอง
ลอยคอชหู นังสือด้ือเขา้ มา ผุดโผลโ่ งหนา้ ยดึ แคมเรอื
เขา้ ตรงบโทนอ้นต้นกัญญา เพือ่ นโขกลงดว้ ยกะลาว่าผเี ส้ือ
มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ รอ้ งวา่ เสือตวั ใหญ่ว่ายนำ้ มา
จากบทนี้แสดงให้เหน็ วา่ คนบนเรอื ตกใจกลวั ขนุ ช้าง นกึ วา่ ขุนชา้ งเป็นผนี ้ำผเี รอื นหรอื เสอื วา่ ยมา ทำให้
เกดิ ความวุ่นวาย จนมหาดเล็กอยงู่ านพลัดตกจากเรือ แล้วรอ้ งว่าเสอื ตวั ใหญ่วา่ ยน้ำมา
สิ้นฝนั ครั้นต่ืนตกประหม่า หวีดผวากอดผัวสะอ้ืนไห้
๓๘
เลา่ ความบอกผวั ด้วยกลัวภัย ประหลาดใจน้องฝนั พร่นั อรุ า
ใตเ้ ตียงเสียงหนกู ็กุกกก แมลงมมุ ทุ่มอกที่รมิ ฝา
ยง่ิ หวาดหวน่ั พร่นั ตัวกลวั มรณา ดงั วิญญาณ์นางจะพรากไปจากกาย ฯ
จากบทนแ้ี สดงใหเ้ หน็ ว่า นางวนั ทองร้สู ึกตกใจกลัว เพรานางฝันร้ายและตื่นขึ้นมาร้องไหผ้ วากอด
ขนุ แผนและเล่าความฝันให้ขุนแผนฟัง ยิง่ ได้ยนิ เสียงหนูรอ้ งและแมงมมุ ทุ่มอกยิ่งใจหายกลวั จะเกิดเรื่องไมด่ ี
คราน้ันวันทองเจา้ พลายงาม ไดฟ้ งั ความคร้ามคร่นั หวน่ั ไหว
ขนุ แผนเรยี กวนั ทองเขา้ ห้องใน ไมไ่ ว้ใจจึงเสกด้วยเวทมนตร์
จากบทนแี้ สดงให้เห็นว่า นางวันทองและพลายงามร้สู กึ ประหม่าและต่ืนเตน้ เพราะในตอนนัน้ ขนุ ชา้ ง
ได้ย่นื คำร้องทุกข์ให้กษตั ริย์เรียกขนุ แผน นางวันทอง และพลายงามมาเขา้ เฝ้า
คราน้ันวนั ทองไดร้ บั สั่ง ละลา้ ละลงั ประนมกม้ เกศี
หวั สยองพองพร่นั ทนั ที ทูลคดพี ระองคผ์ ทู้ รงธรรม์
จากบทนี้แสดงให้เหน็ วา่ นางวนั ทองร้สู กึ กลัวและประหมา่ เม่ือไดย้ ินที่พระพันวษาถามวา่ ใหไ้ ปอยกู่ บั
ขุนแผนทำไมไม่ไปอยู่ แต่กลับไปอยู่กับขุนชา้ ง พอไปอยู่กลบั ขุนช้างกลบั หนีออกมาอีก ทำใหน้ างทำตวั ไม่ถูก
และกลัวมาก
คร้นั อยู่มาขุนแผนต้องจำจอง กระหม่อมฉันมีท้องน้ันเตบิ ใหญ่
อยูท่ ่ีเคหาหน้าวัดตะไกร ขนุ ชา้ งไปบอกว่าพระโองการ
มีรับสง่ั โปรดปรานประทานให้ กระหม่อมฉนั ไมไ่ ปก็หกั หาญ
ย้อื ยุดฉุดคร่าทำสามานย์ เพ่อื นบ้านจะชว่ ยกส็ ุดคดิ
จากบทน้ีแสดงให้เห็นว่า ชาวบ้านเกรงกลวั ไม่กล้าไปชว่ ยนางวนั ทอง เพราะในตอนทนี่ างวนั ทองต้ังทอง
ขุนช้างพานางไปอยดู่ ว้ ยและอ้างวา่ เปน็ คำสัง่ ของพระพนั วษา และฉดุ ตัวนางวันทองมา
แล้วกลบั ความถามข้างวนั ทองพลนั เออเมอื่ มันฉุดครา่ พามึงไป
กช็ ้านานประมาณได้สิบแปดปี ครง้ั นที้ ำไมมึงจึงมาได้
นีม่ ึงหนีมันมาฤาวา่ ไร ฤาวา่ ใครไปรับเอามึงมา ฯ
วันทองฟังถามให้ครา้ มคร่นั บังคมคลั ประนมกม้ เกศา
จากบทน้แี สดงใหเ้ หน็ ว่า นางวันทองรสู้ ึกกลัวเม่ือได้ฟงั คำถามจากพระพนั วษาว่านางวนั ทองโดนฉดุ ไป
ถงึ ๑๘ ปี ทำไมถงึ หนรี อดออกมาได้ หนอี อกมาได้เองหรือว่าใครเป็นคนพาหนมี า
นางวนั ทองรับพระราชโองการ ใหบ้ นั ดาลบงั จติ รหาคิดไม่
อกศุ ลดลมวั ให้ช่ัวใจ ด้วยสิน้ ในอายุที่เกิดมา
คดิ คะนงึ ตะลึงตะลานอก ดังตวั ตกพระสุเมรุภผู า
ใหอ้ ทุ ัจอัดอน้ั ตันอุรา เกรงผิดภายหน้าก็สุดคิด
จากบทนแี้ สดงใหเ้ หน็ ว่า นางวนั ทองเกิดความรูส้ กึ ประหมา่ และกลวั วา่ ตนเองจะตัดสินใจผิด
๔. หาสยรส (รสแห่งความขบั ขัน)
ขุนชา้ งเห็นข้าไม่มาใกล้ ขดั ใจลุกขึ้นทง้ั แกผ้ ้า
แหงนเถอ่ เปอ้ ปงั ยืนจังก้า ย่างเทา้ ก้าวมาไม่รตู้ วั
๓๙
จากบทนีแ้ สดงใหเ้ หน็ ว่า มีอารมณ์ขบขันทำให้ผู้อา่ นไดล้ ืมทุกขด์ บั กล้มุ ของเรื่องนไ้ี ปชวั่ ขณะหนง่ึ เพราะ
บ่าวที่เป็นผู้หญิงก็วิง่ กันไปหาแต่เห็นขุนชา้ งแก้ผา้ อยู่ กห็ ลบกันไปอยูห่ ลังประตูไม่กล้าเข้ามา ชุนช้างเห็นดงั น้นั ก็
ขดั ใจจงึ ลกุ ข้ึนทั้งๆทีย่ งั แก้ผา้ อยู่ ยนื คา้ งถ่างขาแลว้ ก้าวออกไปโดยท่ไี ม่ร้ตู ัว
๕. ศฤงคารรส (รสแหง่ ความรกั )
ท้งั ผคู้ นชา้ งมา้ แลข้าไท ไมร่ ักใคร่เหมือนกับพ่อพลายงาม
ทกุ วันน้ใี ชแ่ ม่จะผาสกุ มีแต่ทกุ ข์ใจเจ็บดงั เหนบ็ หนาม
ต้องจำจนทนกรรมทต่ี ิดตาม จะขนื ความคิดไปกใ็ ชท่ ี
จากบทนแ้ี สดงให้เห็นวา่ นางวันทองเศร้าใจและยังรกั ลกู เสมอ แต่ความทุกข์ไม่ได้มีความสุขเลยแตก่ ็
ต้องทนอยู่ทำตามใจตนเองกไ็ ม่ได้
โอเ้ จา้ แกว้ แววตาของพี่เอย๋ เจ้าหลบั ใหลกะไรเลยเปน็ หนักหนา
ดังนม่ิ น้องหมองใจไมน่ ำพา ฤาขัดเคืองคดิ ว่าพี่ทอดท้งิ
ความรกั หนักหน่วงทรวงสวาดิ พ่ีไม่คลาศคลายรกั แตส่ กั สงิ่
เผอิญเป็นวิปริตพผ่ี ดิ จริง จะนอนน่งิ ถอื โทษโกรธอย่ไู ย
จากบทนแี้ สดงให้เห็นวา่ ขุนแผนยังมคี วามรักต่อนางวันทองอยเู่ สมอ จงึ งอ้ นางวันทองด้วยคำพดู
หวานๆและขอโทษนางวันทอง วา่ อยา่ โกรธขุนแผนเลย จะนอนนิ่งไม่คยุ กับขุนแผนเลยหรอ
ท่ีจริงใจถึงไปอย่เู รือนอ่นื คงคิดคืนท่หี ม่อมเป็นแมน่ มั่น
ด้วยรกั ลูกรกั ผวั ยงั พัวพนั คราวนนั้ กไ็ ปอย่เู พราะจำใจ
จากบทนแ้ี สดงใหเ้ ห็นว่า นางวันทองไม่ไดง้ อนแต่ร้สู ึกวา่ ตวั นางรสู้ กึ ว่าตนเองเปน็ คนสองใจอยู่
ตลอดเวลา ถงึ ตัวจะอยูท่ เี่ รือนของขนุ ชา้ งแตใ่ จนน้ั ยังรักลกู และขนุ แผนมาก ที่อย่กู บั ขุนชา้ งเพราะจำใจ
ความรกั พยี่ ังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรตี รึงให้ตรอมตาย
ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสำคัญม่นั หมาย
เจ้าเน้อื ทิพหยบิ ชนื่ อารมณช์ าย ขอสบายสกั หน่อยอย่าโกรธา ฯ
ใจนอ้ งมิให้หมองอารมณ์หม่อม ไม่ตัดใจให้ตรอมเสนหา
ถ้าตดั รกั หักใจแล้วไม่มา หม่อมอยา่ วา่ เลยวา่ ฉันไม่คนื คิด
จากบทนี้แสดงให้เหน็ วา่ ความรกั ที่ขุนแผนมใี ห้นางวนั ทองยังมอี ย่เู ต็มหัวใจ อย่าตดั ความสมั พันธ์ให้
เจ็บชำ้ ขนุ แผนพูดไปกซ็ บนางวันทอง นางวนั ทองไม่เคยตัดใจจากขุนแผน ถา้ ตัดใจแลว้ คงไม่กลับมาหาขุนแผน
ความรกั ขนุ แผนกแ็ สนรกั ด้วยร่วมยากมานักไมเ่ ดยี ดฉันท์
สลู้ ำบากบุกปา่ มาด้วยกนั สารพันอดออมถนอมใจ
จากบทนี้แสดงใหเ้ หน็ วา่ นางวนั ทองรักขนุ แผนมาก เพราะนางวันทองทูลกับพระพันวษาว่าตนนนั้ รัก
ขุนแผนมากเพราะร่วมทุกข์รว่ มสุขด้วยกันมานาน
จมืน่ ไวยเลา่ กเ็ ลือดที่ในอก ก็หยิบยกรักเท่ากันกบั ผัว
ทูลพลางตวั นางระเร่มิ รวั ความกลวั พระอาญาเป็นพ้นไป ฯ
จากบทน้ีแสดงใหเ้ หน็ วา่ นางวนั ทองก็รักลกู ของตนมาก รักเทยี บเท่ากับทีร่ กั ขุนแผน
๔๐
๕.๒ บทละครเร่อื งพระอภยั มณี ตอน พระอภัยณีหนนี างผีเสื้อสมุทร
๏ จะกลา่ วกลบั จบั ความไปตามเรือ่ ง ถงึ บาทเบื้องปรเมศพระเชษฐา
องค์อภยั มณีศรโี สภา ตกยากอยคู่ ูหามาช้านาน
กบั ดว้ ยนางอสรุ ีนีรมติ เปน็ ค่ชู ดิ เชยชมสมสมาน
ตอ้ งรกั ใคร่ไปตามยามกันดาร จนนางมารมีบตุ รบรุ ุษชาย
ไมค่ ลาดเคลอ่ื นเหมอื นองค์พระทรงเดช แต่ดวงเนตรแดงดดู ังสุรยิ ์ฉาย
ทรงกำลังดังพระยาคชาพลาย มีเขี้ยวคล้ายชนนมี ศี ักดา
พระบิตุรงคท์ รงศักดิ์กร็ กั ใคร่ ดว้ ยเนื้อไขมิไดค้ ิดริษยา
เฝ้าเล้ยี งลกู ผกู เปลแล้วเหช่ ้า จนใหญ่กล้าอายุได้แปดปี
จงึ ให้นามตามอย่างขา้ งมนุษย์ ชอ่ื สนิ สมทุ รกุมารชาญชัยศรี
ธำมรงค์ทรงมาคา่ บุรี พระภูมถี อดผูกให้ลูกยา
เจียระบาดคาดองคก์ ็ทรงเปล้ือง ใหเ้ ปน็ เคร่อื งนุ่งหม่ โอรสา
สอนใหเ้ จา้ เป่าปม่ี ีวชิ า เพลงสาตราสารพัดหัดชำนาญ
วนั หนง่ึ นางอสรุ ีผเี สือ้ นำ้ ออกจากถ้ำเทย่ี วหาภักษาหาร
จบั กระโหโ้ ลมากุมภาพาล กินสำราญรนื่ เรงิ บนั เทิงใจ ฯ
๏ ฝา่ ยกุมารสินสมทุ รสุดสวาท ไม่หา่ งบาทบดิ าอัชฌาสยั
ความรกั พ่อยง่ิ กวา่ แม่มาแต่ไร ดว้ ยมิได้ขู่เข็ญเชน่ มารดา
เห็นทรงธรรม์บรรทมสนิทนง่ิ หนีไปวิง่ เล่นอยู่ในคหู า
โลดลำพองลองเชิงละเลิงมา เหน็ แผน่ ผาพงิ ผนิดปิดหนทาง
หนกั หรอื เบาเยาว์อย่ไู มร่ ู้จัก เข้าลองผลักด้วยกำลงั ก็พังผาง
เห็นหาดทรายพรายงามเปน็ เงินราง ทะเลกวา้ งข้างขวาลว้ นปา่ ดง
ไม่เคยเห็นเปน็ น่าสนุกสนาน พระกมุ ารเพลินจติ พิศวง
ออกวง่ิ เตน้ เล่นทรายสบายองค์ แลว้ โดดลงเลน่ มหาชลาลยั
ดว้ ยหนอ่ นาถชาติเชอ้ื ผีเส้ือสมุทร ดำไม่ผุดเลยท้ังวนั ก็กล้ันได้
ยงิ่ ถูกนำ้ กำลงั ยงิ่ เกรียงไกร เที่ยวเล้ยี วไล่ขปี่ ลาในสาชล
ระลอกซัดพลดั เขา้ ในปากฉลาม ลอดออกตามซกี เหงือกเสือกสลน
เห็นฝูงเงอื กเกลือกกล้ิงมากลางชล คิดวา่ คนมหี างเหมือนอยา่ งปลา
ครัน้ ถามไถ่ไม่พูดก็โผนจบั ดกู ลอกกลบั กลางนำ้ ปลำ้ มจั ฉา
ครั้นจบั ไดใ้ ห้ระแวงแคลงวญิ ญาณ์ เชน่ นปี้ ลาหรอื อะไรจะใคร่รู้
ฉดุ กระชากลากหางขน้ึ กลางหาด แลประหลาดลกั ษณามีตาหู
จะเอาไปให้พระบิดาดู แลว้ ลากลเู่ ข้าในถำ้ ด้วยกำลัง
ถงึ หบุ ห้องร้องบอกบิตุเรศ พระลืมเนตรเหลยี วหาท้งั หน้าหลัง
เห็นลูกลากเงือกน้ำแต่ลำพัง จากบลั ลังกม์ าหา้ มแล้วถามไป
๔๑
เม่ือก้ีเห็นเล่นอยูใ่ นคหู า เงือกนเ้ี จา้ เอามาแต่ข้างไหน
พระลูกเลา่ ตามจรงิ ทุกสิ่งไป พระตกใจจงึ วา่ ดว้ ยปรานี
แม้นแมเ่ จ้าเขารู้ว่าแรงนัก กลัวจะลกั ลอบพาบิดาหนี
จะโกรธเกรี้ยวเคี้ยวเล่นเป็นธลุ ี ไมพ่ อทช่ี วี ันจะบรรลยั ฯ
๏ สินสมทุ รกุมารชาญฉลาด ฟังพระบาทบติ ุรงค์ให้สงสัย
จงึ ทูลถามความจริงดว้ ยกรงิ่ ใจ เหตไุ ฉนจงึ จะเปน็ ไปเช่นนนั้ ฯ
๏ พระฟังคำนำ้ เนตรลงพรากพราก คดิ ถึงยากยามวโิ ยคยงิ่ โศกศัลย์
แถลงเลา่ ลกู ยาสารพัน จนพากนั มาบรรทมท่รี ่มไทร
แม่ของเจ้าเขาเป็นเชอ้ื ผีเสอ้ื สมทุ ร ข้ึนไปฉุดฉวยบิดาลงมาได้
จึงกำเนดิ เกิดกายสายสดุ ใจ จนเจ้าไดแ้ ปดปเี ข้าน่แี ล้ว
ไปเปิดประตคู หู าถา้ เขาเห็น ตายหรอื เป็นว่าไม่ถูกเลยลูกแก้ว
แมน้ สนิ สมทุ รสุดสวาทพ่อคลาดแคลว้ ไมร่ อดแล้วบิตรุ งคก์ ็คงตาย ฯ
๏ พระโอรสรแู้ จ้งไมแ่ คลงจิต รำคาญคิดเสยี ใจมิใคร่หาย
ด้วยแม่กลบั อัปลักษณ์เป็นยักษ์ร้าย กฟ็ มู ฟายชลนาโศกาลัย ฯ
๏ ฝา่ ยเงอื กนำ้ นอนกลงิ้ น่ิงสดบั กิตติศพั ทส์ องแจ้งแถลงไข
รูภ้ าษามนษุ ย์แน่ในใจ จะกราบไหวว้ อนวา่ ให้ปรานี
คอ่ นเขย้ือนเล่ือนลกุ ข้ึนทงั้ เจบ็ ยงั มึนเหนบ็ นอ้ มประณตบทศรี
พระผา่ นเกล้าเจ้าฟ้าในธาตรี ขา้ ขอชวี ิตไวอ้ ยา่ ให้ตาย
พระราชบุตรฉดุ ลากลำบากเหลอื ดังหนังเนือ้ นี้จะแยกแตกสลาย
ท้ังลกู เตา้ เผา่ พงศ์ก็พลัดพราย ยังแตก่ ายเกอื บจะด้ินส้ินชวี นั
พระองค์เล่าเขาก็พาเอามาไว้ เศร้าพระทยั ทกุ ขต์ รอมเหมือนหม่อมฉนั
ขอพระองคจ์ งโปรดแก้โทษทัณฑ์ ชว่ ยผ่อนผนั ให้ตลอดรอดชวี า
ซึ่งปากถ้ำทำลายลงเสยี หมด ใหโ้ อรสยกตัง้ บังคูหา
ข้าเหน็ อย่างนางมารจะนานมา จะอาสาเกลยี่ ทรายเสยี ใหด้ ี
หนึ่งพวกพ้องของข้าคณาญาติ ขอรองบาทบงกชบทศรี
แม้นประสงค์สิ่งไรในนที ทีส่ ่ิงมจี ะเอามาสารพัน ฯ
๏ พระฟงั เงือกพดู ได้ใหส้ งสาร จึงว่าท่านคิดน้ดี ขี ยนั
รเู้ จรจาสารพดั น่าอัศจรรย์ อย่พู ดู กนั อีกสักหนอ่ ยจึงค่อยไป
เราตรองตรึกนกึ จะหนนี างผีเสื้อ แตใ่ ต้เหนอื ไมร่ แู้ ห่งตำแหน่งไหน
ท่านเจนทางกลางทะเลคะเนใจ ทำกระไรจึงจะพน้ ทรมาน ฯ
๏ ฝา่ ยเงือกน้ำคำนับอภวิ าท ขา้ พระบาททราบส้นิ ทุกถ่นิ ฐาน
อันนำ้ นี้มนี ามตามบุราณ อโนมานเคียงกันสีทันดร
เป็นเขตแคว้นแดนทน่ี างผีเสื้อ ข้างฝ่ายเหนือถึงมหิงษะสงิ ขร
๔๒
ข้างทิศใต้ไปจนเกาะแกว้ มังกร หนทางจรเจด็ เดือนไมเ่ คล่ือนคลา
ไปกลางยา่ นบ้านเรือนหามไี ม่ สมทุ รไทซ้ึงซึกลกึ หนักหนา
แต่สำเภาชาวเกาะเมืองลงั กา เขาแล่นมามบี ้างอยู่ลางปี
ถ้าเสยี เรอื เหลือคนแลว้ นางเงือก ขนึ้ มาเลอื กเอาไปชมประสมศรี
เหมอื นพวกพ้องของขา้ รู้พาที ดว้ ยเดิมทปี ่ยู า่ เป็นมนุษย์
อายุขา้ หา้ ร้อยแปดสบิ เศษ จงึ แจง้ เหตุแถวทางกลางสมุทร
แม้นจะหนีผีเสือ้ ดว้ ยแรงรทุ ร เห็นไมส่ ุดสิน้ แดนดว้ ยแสนไกล
แต่โยคมี ีมนต์อยตู่ นหนง่ึ อายุถงึ พันเศษถือเพทไสย
อยเู่ กาะแกว้ พิสดารสำราญใจ กนิ ลูกไมเ้ ผอื กมนั พรรณผลา
พวกเรือแตกแขกฝร่งั แลอังกฤษ ขนึ้ เปน็ ศษิ ย์อย่สู ำนักน้ันหนักหนา
ดว้ ยโยคีมมี นต์ดลวิชา ปราบบรรดาภูตพรายไม่กรายไป
แม้นพระองคท์ รงฤทธิจ์ ะคดิ หนี ถึงโยคีเขา้ สำนักไม่ตกั ษยั
เผอื่ สำเภาเขาซัดพลดั เขา้ ไป ก็จะได้โดยสารไปบ้านเมอื ง
แตท่ างไกลไมน่ อ้ ยถงึ ร้อยโยชน์ ล้วนเขาโขดครี รี ตั นข์ นัดเนอื่ ง
กลางคงคาสารพัดจะขดั เคือง จงทราบเบ้อื งบงกชบทมาลย์
แมน้ กำลงั ดังข้าจะพาหนี เจด็ ราตรเี จยี วจึงจะถึงสถาน
อสุรมี กี ำลงั ดังปลาวาฬ ตามประมาณสามวันจะทนั ตัว
ถ้าแก้ไขใหน้ างไปคา้ งป่า ได้ล่วงหนา้ ไปเสยี บา้ งจะยงั ช่ัว
จะอาสาพาไปมไิ ดก้ ลวั ชีวติ ตัวบรรลยั ไมเ่ สียดาย
แตพ่ ระองค์ทรงคดิ ใหร้ อบคอบ ถ้าเหน็ ชอบท่วงทีจะหนหี าย
จงึ โปรดใช้ใหอ้ งค์พระลูกชาย ไปหาดทรายหาขา้ จะมาฟงั ฯ
๏ พระแจ้งความตามคำเงือกน้ำเลา่ คอ่ ยบรรเทาทกุ ขส์ มอารมณ์หวงั
จึงวา่ พ่มี ีคุณน้องสักคร้ัง ให้ได้ดังถ้อยคำทร่ี ำพัน
ซง่ึ ลกู รกั หักหาญให้ทา่ นโกรธ จงงดโทษทำคุณอย่างหุนหัน
ชว่ ยไปปิดปากถ้ำท่สี ำคัญ จวนสายณั ห์ยกั ษ์มาจะว่าเรา
จึงบัญชาว่าเจา้ สินสมุทร ไปชว่ ยฉุดศลิ าใหญข่ ึ้นใหเ้ ขา
ขอสมาตาปูอ่ ยา่ ดูเบา ชว่ ยอ้มุ เอาแกออกไปให้สบาย
กับลกู น้อยคอ่ ยพยุงจงู เงอื กน้ำ มาปากถ้ำแลเห็นวนชลสาย
หวนรำลึกตรึกตรองถึงน้องชาย พระฟมู ฟายชลนาด้วยอาลัย
แล้วใหล้ ูกเลิกศลิ าเข้ามาปิด เห็นมิดชดิ มัน่ คงไม่สงสยั
พระกลับมาตาเงือกเสือกลงไป ลงท่ใี นวงั วนชลธาร ฯ
๏ ฝา่ ยผีเสอื้ เม่อื ขึ้นจากฝง่ั น้ำ จะมาถ้ำเทยี่ วหาพฤกษาหาร
เก็บลูกไม้ใสห่ อ่ เห็นพอการ ทัง้ เปรย้ี วหวานสารพดั แลว้ ลัดมา
๔๓
เห็นหินปดิ เปิดประตูคหู ากว้าง นิมติ อย่างนางมนุษย์เสนหา
วรพักตรน์ ารศี รีโสภา ลีลามาเขา้ ในห้องเหน็ สององค์
วางลูกไม้ในห่อให้ลกู ผัว ท้องของตัวเต็มท้องไมต่ อ้ งประสงค์
พระทรงเลอื กลกู มะซางปรางมะยง ประทานองค์โอรสสู้อดออม
ครน้ั พลบค่ำทำรักนางยกั ษร์ ้าย ประคองกายกอดแอบแนบถนอม
ชื่นแตห่ นา้ อารมณ์นน้ั กรมกรอม แต่คดิ อ่านหวา่ นลอ้ มจะลอ่ ลวง
ไมเ่ ห็นชอ่ งตรองตรึกนึกวติ ก ทุกข์ในอกนนั้ สักเท่าภเู ขาหลวง
พระกอดลูกนอ้ ยประทบั ไวก้ บั ทรวง ใหเ้ หงาง่วงงบี หลบั ระงับไป ฯ
๏ ฝ่ายผเี สื้อเม่ือจะจากพรากลกู ผวั แต่พลกิ ตวั กลิง้ กลับไมห่ ลบั ใหล
ให้หมกมุ่นขุน่ คลำ้ ในน้ำใจ จนเสยี งไก่แกว้ ขนั สน่นั เนนิ
พอม่อยหลบั กลบั จติ นิมิตฝนั วา่ เทวัญอยทู่ ่เี กาะน้ันเหาะเหนิ
มาสงั หารผลาญถ้ำระยำเยิน แกวง่ พะเนนิ ทบุ นางแทบวางวาย
แลว้ อารักษ์ควักล้วงเอาดวงเนตร สำแดงเดชเหาะกลับไปลับหาย
ท้งั กายส่ันพรัน่ ตัวดว้ ยกลวั ตาย พอฟน้ื กายก็พอแจ้งแสงตะวนั
จึงก้มกราบบาทบงส์ุพระทรงศกั ด์ิ แล้วนางยักษเ์ ลา่ ตามเนอ้ื ความฝัน
ไมเ่ คยเห็นเปน็ วิบตั ิอศั จรรย์ เชญิ ทรงธรรมช์ ว่ ยทำนายร้ายหรอื ดี ฯ
๏ พระฟงั นางพลางนึกคะนึงหมาย ซงึ่ ฝนั ร้ายกเ็ พราะจิตเราคดิ หนี
เห็นจะไปได้ตลอดรอดชีวี แต่นางผีเสื้อน้ันจะอันตราย
พอได้ช่องลองลวงดูตามเล่ห์ สมคะเนจะได้ไปดงั ใจหมาย
จงึ กล่าวแกล้งแสรง้ เสเพทบุ าย เจา้ ฝนั ร้ายนักน้องต้องตำรา
อนั เทวญั น้ันคือมจั จุราช จะหมายมาดเอาชีวติ รษิ ยา
แล้วเสแสรง้ แกล้งทำบบี นำ้ ตา อนิจจาใจหายเจียวสายใจ
แมส้ น้ิ สูญบญุ นางในปางนี้ ไมม่ ีท่ีพง่ึ พาจะอาศัย
จะกอดศพซบหนา้ โศกาลยั ระกำใจกว่าจะมว้ ยไปด้วยกัน
นึกจะใครส่ ะเดาะพระเคราะห์เจ้า พอบรรเทาโทษาที่อาสัญ
เหมอื นงอนง้อขอชีวิตแก่เทวัญ กลัวแต่ขวญั เนตรพี่จะมทิ ำ ฯ
๏ นางผีเส้อื เช่ือถือรอ้ื ประณต พระทรงยศจงช่วยชบุ อปุ ถัมภ์
ตามตำราสารพัดไม่ขัดคำ ช่วยแนะนำอนกุ ูลอย่าสูญใจ ฯ
๏ พระฟงั คำสำราญสำเร็จคดิ จึงวา่ ผดิ สายสมรหาสอนไม่
ตำรานัน้ แต่คร้งั ตั้งเมรุไกร วา่ ถ้าใครฝนั ร้ายจะวายปราณ
ใหไ้ ปอยู่ผู้เดยี วที่ตนี เขา แลว้ อดขา้ วอดปลากระยาหาร
ถ้วนสามคืนสามวนั จะบนั ดาล ใหส้ ำราญรอดตายสบายใจ ฯ
๏ ฝ่ายว่านางผีเสอ้ื ก็เช่ือถือ คดิ วา่ ซ่ือสจุ รติ พสิ มัย
๔๔
จงึ ตอบวา่ ถ้ากระน้นั ฉันจะไป อยู่เขาใหญ่ในปา่ พนาวนั
พระโฉมยงจงอยู่ในคหู า เล้ยี งรกั ษาลูกน้อยคอยหม่อมฉนั
จะอดใจให้เหมือนคำทีร่ ำพนั ถว้ นสามวนั ก็จะมาอยา่ อาวรณ์
แล้ววันทาลาองค์พระทรงโฉม ปลอบประโลมลูกแก้วแล้วส่ังสอน
อยา่ แข็งนักรกั ตวั กลัวบดิ ร แมน้ ไม่นอนมารดาจะมาตี ฯ
๏ สนิ สมทุ รสุดแสนสงสารแม่ ดว้ ยรแู้ นว่ ่าบิดาจะพาหนี
ใหห้ ว่ งหลงั กังวลด้วยชนนี เจา้ โศกกี ราบก้มบงั คมคลั
บิดาดูรู้แจ้งจงึ แกลง้ หา้ ม จะวอนตามเขาไปไยในไพรสัณฑ์
อยเู่ ปา่ ปต่ี เี กราะเสนาะครัน แลว้ รบั ขวัญลกู นอ้ ยกลอยฤทัย ฯ
๏ นางผเี สอื้ เม่ือแรกกแ็ ปลกจิต คร้ันทรงฤทธ์ิปลอบลูกชายหายสงสยั
จงึ รีบออกนอกคหู าแล้วคลาไคล ไปเขาใหญ่ในป่าพนาวนั ฯ
๏ ฝา่ ยองค์พระอภัยวไิ ลโฉม ปลอบประโลมลูกชายจะผายผัน
จงึ หยบิ ปท่ี ่เี ปา่ เมื่อคราวน้ัน เอาผา้ พนั ผกู ดีแลว้ ลลี า
ให้ลูกรกั ผลกั แผ่นศลิ าล้ม สมอารมณร์ บี ออกนอกคหู า
เลียบลลี าศหาดทรายชายคงคา แลชลาลว้ นคลื่นเสยี งคร้นื โครม ฯ
๏ ฝ่ายเงอื กน้ำสำหรบั ทะเลลึก ไม่วายนกึ ถงึ องค์พระทรงโฉม
พอแจ่มแจ้งแสงทองผอ่ งโพยม ปลอบประโลมลูกเมียเข้าเคลียคลอ
จะไปลอยคอยองค์ทรงสวสั ด์ิ ใหส้ มนัดซ่ึงสัญญาเธอมาหนอ
แล้วออกจากวนวังไม่รั้งรอ คอ่ ยเคลือ่ นคลายวา่ ยคลอกันไคลคลา
พอเหน็ องค์ทรงยศโอรสราช อยูช่ ายหาดพร้อมกันกห็ รรษา
จงึ ชวนลูกสาวน้ันกับภรรยา คลานข้ึนมาชายฝัง่ แลว้ บังคม ฯ
๏ พงศ์กษตั ริย์ทัศนานางเงือกนอ้ ย ดแู ช่มชอ้ ยโฉมเฉลาท้งั เผา้ ผม
ประไพพักตรล์ กั ษณล์ ำ้ ล้วนคำคม ทง้ั เน้ือนมนวลเปล่งออกเตง่ ทรวง
ขนงเนตรเกศกรอ่อนสะอาด ดังสรุ างคน์ างนาฏในวังหลวง
พระเพลินพิศคิดหมายเสียดายดวง แลว้ หนักหนว่ งนกึ ท่ีจะหนีไป
จงึ ตรสั วา่ ตาเงือกมาคอยรับ ช่างสมกบั วาจาจะหาไหน
เราล่อลวงนางผเี ส้อื ก็เชื่อใจ เด๋ียวน้ไี ปแรมทางกลางอรญั
ชว่ ยเมตตาพาตรงไปส่งที่ พระโยคมี ีเวทวเิ ศษขยัน
กลางคงคาปลารา้ ยก็หลายพรรณ จะปอ้ งกันภยั พาลประการใด ฯ
๏ เงอื กผเู้ ฒา่ เคารพอภิวาท ขอรองบาทบริรกั ษจ์ นตกั ษยั
เสดจ็ ขึ้นทรงบา่ จะพาไป พระหน่อไทใหข้ ภี่ รยิ า
อนั อำนาจชาตเิ ชื้อผีเสอ้ื น้ำ ปลาไมก่ ลำ้ กรายกลัวท่วั ทิศา
ด้วยกลิ่นอายคล้ายท่านผู้มารดา เม่อื จับข้าขา้ จงึ อ่อนหยอ่ นกำลงั
๔๕
สัตว์ในนำ้ จำแพแ้ ก่ผเี สือ้ เปรยี บเหมือนเน้ือเห็นพยัคฆ์ใหช้ กั หลัง
อยา่ เกรงภยั ในชลท่วี นวงั ข้ึนนง่ั ยังบา่ ขา้ จะพาไป ฯ
๏ พงศ์กษตั ริย์ตรสั ชวนสนิ สมุทร สอนให้บตุ รขอสมาอัชฌาสยั
พระทรงบ่าเงือกน้ำงามวิไล พระหนอ่ ไทยขอสมาข้นึ บ่านาง
เงอื กประคองสององค์ลงจากฝ่ัง มีกำลังลีลาศคอ่ ยวาดหาง
ค่อยฟูฟ่องลอ่ งน้ำไปทา่ มกลาง ลกู สาวนางเงือกงามตามลลี า ฯ
๏ พระโฉมยงองค์อภัยมณีนาถ เพลนิ ประพาสพศิ ดหู มูม่ จั ฉา
เหลา่ ฉลามล้วนฉลามตามกันมา คอ่ ยเคลื่อนคลาคล้ายคล้ายในสายชล
ฉนากอยู่คฉู่ นากไม่จากคู่ ขนึ้ ฟ่องฟูพน่ ฟองละอองฝน
ฝูงพมิ พาพาฝงู เข้าแฝงวน บา้ งผุดพน่ ฟองน้ำบ้างดำจร
กระโหเ้ รยี งเคยี งกระโห้ขึ้นโบกหาง ลอยสล้างกลางกระแสแลสลอน
มงั กรเกี่ยวเล้ียวลอดกอดมงั กร ประชมุ ซ่อนแฝงชลขึ้นวนเวยี น
ฝูงมา้ นำ้ ทำท่าเหมือนม้าเผ่น ข้ึนลอยเลน่ เลยี้ วลดั ฉวดั เฉวยี น
ตะเพยี นทองลอ่ งน้ำนำตะเพยี น ดาษเดียรดูเพลนิ จนเกินมา
เห็นละเมาะเกาะเขาเขียวชอุ่ม โขดตะคมุ่ เคยี งเคียงเรยี งรุกขา
จะเหลยี วซ้ายสายสมทุ รสุดสายตา จะแลขวาควันคลุม้ กลุม้ โพยม
จะเหลียวดูสรุ ิย์แสงเขา้ แฝงเมฆ ใหว้ ิเวกหวาดองคพ์ ระทรงโฉม
ฟังสำเนยี งเสียงคล่ืนดงั คร้ืนโครม ยิ่งทกุ ขโ์ ทมนสั ในฤทยั ทวี
พอเยน็ ย่ำคำ่ พลบลงโพล้เพล้ ท้องทะเลมดื มวั ทัว่ วิถี
พระห้ามเงือกสองราดว้ ยปรานี ประเด๋ยี วน้ีลมกล้าสลาตัน
เหน็ ละเมาะเกาะใหญ่ที่ไหนกว้าง หยดุ เสียบ้างให้สบายจงึ ผายผนั
เราหนนี างมาได้ก็ไกลครนั ต่อกลางวนั จงึ ค่อยไปใหส้ ำราญ ฯ
๏ ตาเงอื กน้ำซ้ำสอนพระทรงศักดิ์ ยังใกลน้ ักอย่าประมาททำอาจหาญ
นางรคู้ วามตามมาไม่ช้านาน จะพบพานพากนั ตายวายชีวนั
อนั ตาข้าถา้ คำ่ เหน็ สวา่ ง ทง้ั เดนิ ทางเรย่ี วแรงแขง็ ขยนั
ถ้าแดดกลา้ ตามัวเป็นหมอกควนั จะผายผันลว่ งทางไปกลางคนื
แลว้ วา่ ยแหวกแบกองค์พงศ์กษัตรยิ ์ พลางสะบดั โบกหางไปกลางคล่ืน
สลาตนั ล่นั พิลึกเสยี งครกึ คร้นื จนดกึ ดน่ื รบี รุดไมห่ ยุดเลย
คร้ันรงุ่ เชา้ เข้าเกาะเสาะลูกไม้ พระลกู ใหบ้ ติ ุรงค์ทรงเสวย
เงอื กก็หาอาหารกนิ ตามเคย แลว้ รบี เลยล่วงไปในคงคา ฯ
๏ ฝ่ายนางผเี สอ้ื สมุทรทสี่ ดุ โง่ ไปนัง่ โซเซาอยูร่ ิมภผู า
ขอชวี ติ พิษฐานตามตำรา ตอ้ งอดปลาอดนอนอ่อนกำลงั
ได้สามวันรันทดสลดจิต เจียนชวี ิตจะเดด็ ดบั ไม่กลับหลัง