แนวคิดและทฤษฎี ทางศาสนา แนวคิดและทฤษฎี ทางศาสนา
คำ นำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อใช้เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Ebook) ประกอบการเรียนรายวิชา PC58702 ปรัชญาการศึกษา ผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้า และ เรียบเรียงจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) บทความ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับข้อง กับปรัชญาการศึกษาโดยมีจุดมุ่งหมายผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจตลอดจนประยุกต์ใช้ความรู้ ทั้งทางทฤษฎีและวิธีปฏิบัติ พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น เนื้อหาของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เล่มนี้มีขอบเขต โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 20 เรื่อง ความหมายของแนว ความหมายของทฤษฎี ความหมายของทฤษฎีทางศาสนา ความหมายของศาสนา ความเป็นมาของศาสนาความสำ คัญของศาสนา แนวคิดและทฤษฎี ของศาสนา วิวัฒนาการของศาสนา ศาสนากับวัฒนธรรม ศาสนากับปรัชญา ศาสนาที่สำ คัญ ในปัจจุบัน ประเภทของศาสนา องค์ประกอบของศาสนา วันสำ คัญของศาสนา พิธีทาง ศาสนา คำ สอนเกี่ยวกับศาสนา คัมภีร์ศาสนา ความเชื่อของศาสนา สัญลักษณ์ของศาสนา ข้อปฏิบัติของศาสนา 29 พฤศจิกายน 2565 ก
สารบัญ เรื่อง หน้า คำ นำ สารบัญ สารบัญ (ต่อ) สารบัญภาพ สารบัญภาพ (ต่อ) สารบัญตาราง บทที่ 3 แนวคิดและทฤษฎีทางศาสนา ความหมายของแนวคิด ความหมายของทฤษฎี ความหมายของทฤษฎีทางศาสนา ความหมายของศาสนา ความเป็นมาของศาสนา ความสำ คัญของศาสนา ประเภทของศาสนา องค์ประกอบของศาสนา แนวคิดและทฤษฎีของศาสนา วิวัฒนาการของศาสนา ศาสนาที่สำ คัญในปัจจุบัน ประเภทของศาสนา ก ข ค ง จ ฉ 1 2 2 3 3 4 8 10 11 12 13 15 16 ข
ส า ร บั ญ ( ต่ อ ) เ รื่ อ ง ห น้ า อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ข อ ง ศ า ส น า วั น สำ คั ญ ท า ง ศ า ส น า พิ ธี ท า ง ศ า ส น า ห ลั ก คำ ส อ น คั ม ภี ร์ ศ า ส น า ค ว า ม เ ชื่ อ ข อ ง ศ า ส น า สั ญ ลั ก ษ ณ์ แ ห่ ง ศ า ส น า ข้ อ ป ฏิ บั ติ ท า ง ศ า ส น า บ ท ส รุ ป คำ ถ า ม ท บ ท ว น บ ร ร ณ า นุ ก ร ม 1 8 1 9 2 5 2 6 3 1 3 6 3 9 4 3 4 5 4 6 4 7 ค
สารบัญภาพ ภาพประกอบที่ หน้า ศาสนาคืออะไร ความหมายของแนวคิด ความหมายของทฤษฎี ความหมายของทฤษฎีทางศาสนา ความหมายของศาสนา ความเป็นมาของศาสนา ความสำ คัญของศาสนา ประเภทของศาสนา องค์ประกอบของศาสนา แนวคิดและทฤษฎีของศาสนา วิวัฒนาการของศาสนา ศาสนาที่สำ คัญในปัจจุบัน ประเภทของศาสนา องค์ประกอบของศาสนา วันมาฆบูชา 1 2 2 3 3 7 9 10 11 12 14 15 17 18 19 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ง
สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพประกอบที่ หน้า วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันสำ คัญทางศาสนา หลักคำ สอน พระเวท คัมภีร์ในศาสนาฮินดู คัมภีร์ศาสนา ความเชื่อของศาสนา ศาสนาคริสต์ : กางเขน ศาสนาพุทธ : ธรรมจักร ศาสนาอิสลาม : ดาวและจันทร์เสี้ยว ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู : โอม สัญลักษณ์แห่งศาสนา ข้อปฏิบัติทางศาสนา 20 21 22 23 24 24 26 32 35 38 39 40 41 42 42 44 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 จ
สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ประเภทของศาสนา พิธีทางศาสนา หลักธรรม 10 ประการ 1 2 3 10 25 26 ฉ
ศาสนา มีจุดเริ่มต้นมาจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า ฝนตก น้ำ ท่วม ภูเขาไฟ ระเบิด เมื่อมนุษย์ในสมัยโบราณเกิดความกลัวในปรากฏการณ์นั้นๆ แล้วไม่รู้ไม่เข้าใจถึงเหตุการณ์ จึงเกิดเป็นความเชื่อที่ว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ เป็นการดลบันดาลโดยสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ทำ ให้เกิด การนับถือเกิดขึ้น สมัยต่อมามีศาสดาทางศาสนาเกิดขึ้นมากมาย และ ต่างก็ได้เผยแผ่คําสอนต่างๆ อันจะนําพาไปสู้ความรู้แจ้งของแต่ละศาสนา ทำ ให้มนุษย์ยึดเอาศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ เพื่อปฏิบัติ ตามหลักคําสอนให้พ้นจากความทุกข์ (ภาพประกอบที่ 1 ศาสนาคืออะไร) บทที่ 3 แนวทางและทฤษฎีทางศาสนา https://youtu.be/DfAGNXjePyw
ความหมายของแนวคิด หมายถึง ความนึกคิด, ความคิดเห็น, ความเชื่อ, แง่คิด, มุมมอง, มโนคติ ความคิดที่มีแนวทาง ปฏิบัติหรือแนวคิด หมายถึง ความคิดสำ คัญซึ่งเป็นแนวในการผูกเรื่องหรือความคิดอื่น ๆ ที่สอด แทรกอยู่ในเรื่องก็ได้ เช่น แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องบุญกรรม แนวคิดเกี่ยวกับความรัก ความยุติธรรม ความตาย แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ หรือแนวคิดที่เป็นความรู้ในด้านต่าง ๆ (ภาพประกอบที่ 2 ความหมายของแนวคิด) ความหมายของทฤษฎี ความรู้ที่เกิดจากกระบวนการคิดวิเคราะห์และสรุปผลของมนุษย์นำ มาใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ในสถานการณ์ หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อทำ ความเข้าใจในปรากฏการณ์นั้นๆ หรือสมมติฐานที่ ได้รับการตรวจสอบและทดลองหลายครั้งหลายหนจนสามารถอธิบายข้อเท็จจริงสามารถคาดคะเน ทำ นายเหตุการณ์ทั่วๆไป ที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้นอย่างถูกต้อง และมีเหตุผลเป็นที่ยอมรับของ คนทั่วไป จึงเป็นผลให้สมมติฐานกลายเป็นทฤษฎี (ภาพประกอบที่ 3 ความหมายของทฤษฏี) https://youtu.be/r9cUpoNzgcE https://youtu.be/6mPmkCmm_pk 2
ความหมายของทฤษฎีทางศาสนา ทฤษฎีเนื้อหาสาะจะมุ่งเน้นที่เนื้อหาของศาสนาและความหมายที่มีเนื้อหาสำ หรับคน แนวทาง นี้อ้างว่าคนจะมีความศรัทธาเพราะทำ รู้สึกตราบเท่าที่พวกเขายังยึดถือคุณค่าและมีความเข้าใจ ความหมายของศาสนา คำ สอนที่ศาสดานำ มาเผยแพร่สั่งสอน แจกแจง แสดง ให้มนุษย์ละเว้นจากความชั่ว กระทำ แต่ ความดี ซึ่งมนุษย์ ยึดถือปฏิบัติตามคำ สอนนั้นด้วยความเคารพเลื่อมใสและศรัทธา คำ สอนดังกล่าว จะมีลักษณะเป็นสัจธรรม ศาสนามีความสำ คัญ ต่อบุคคล และสังคม ทำ ให้มนุษย์ ทุกคน เป็นคนดี และอยู่ร่วมกันอย่างสันติศาสนาในโลกนี้มีอยู่มากมายหลายศาสนาด้วยกัน แต่วัตถุประสงค์อันสำ คัญ ยิ่งของทุก ๆ ศาสนา เป็นไปในแนวทางเดียวกัน กล่าวคือ ชักจูงให้คน ละความชั่ว ประพฤติความดี เหมือนกันหมด หากแต่ว่า การปฏิบัติพิธีกรรมย่อมแตกต่างกัน ตามความเชื่อถือของแต่ละบุคคล (ภาพประกอบที่ 4 ความหมายของทฤษฏีทางศาสนา) (ภาพประกอบที่ 5 ความหมายของศาสนา) 3 https://youtu.be/Mugcc-YjQ9c https://youtu.be/0fktgN1bYs8
ความเป็นมาของศาสนา 1.) ศาสนาพุทธ ประสูติ พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิทธัตถะ “ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระองค์ทรงถือกำ เนิดในศากยวงค์ สกุลโค ตมะ พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ ) ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ( ปัจจุบันคือตำ บลรุมมินเด ประเทศเนปาล ) การขนานพระนาม และทรงเจริญพระชนม์ พระราชกุมารได้รับการทำ นายจากอสิตฤาษีหรือกาฬเทวิลดาบส มหาฤาษีผู้บำ เพ็ญฌานอยู่ใน ป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า “ พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์ มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนบุคคลที่มีลักษณะดังนี้จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็น บรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่ “ หลังจากประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์ ผู้เรียนจบไตรเพท จำ นวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำ นายพระลักษณะของพระราชกุมาร พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” มีความหมายว่า “ ผู้มีความ สำ เร็จสมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ ” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ ทรงวิทยาคุณประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื่อทำ นายพระราชกุมาร พราหมณ์ ๗ คน แรก ต่างก็ทำ นายไว้ ๒ ประการ คือ “ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้า จักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มี กิเลสในโลก” ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำ นายเพียงอย่างเดียวว่า พระ ราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มีกิเลสในโลก “ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต ( การเสด็จ สวรรคตดังกล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า ) พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบ หมายให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายาเป็นผู้ถวายอภิบาล เลี้ยงดู เมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำ นักอาจารย์วิ ศวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกลไปยังแคว้นต่างๆ เพราะเปิดสอนศิลปวิทยา ถึง ๑๘ สาขา เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไวและเชี่ยวชาญจนหมดความ สามารถของพระอาจารย์ 4
2.) ศาสนาคริสต์ ถือกำ เนิดหลังพุทธศาสนา 543 ปี ศาสดาคือ พระเยซู บุตรนางมาเรีย และบิดาเลี้ยงนามโย เซฟ กล่าวกันว่าท่านเป็นบุตรพระเจ้า ที่โปรดให้มาเรียสาวพรหมจารีตั้งครรภ์ เมื่อพระชนมายุได้ 30 ปี พระเยซู ได้รับศีลจุ่มจากนักบุญโยฮันในแม่น้ำ จอร์แดน พอขึ้นจากแม่น้ำ พระเจ้าได้มาสถิตที่ พระองค์และกระซิบสั่งให้ ไปเผยแพร่ข่าวที่ประเสริฐแก่ชาวโลก พระเยซูได้ออกไปสั่งสอน ประชาชน อยู่ 3 ปีในที่สุดก็ถูกศิษย์ทรยศ เข้ากับฝ่ายศัตรูจับไปตรึงกางเขนสิ้นพระชนม์ เมื่อ พระชนมายุได้ 33 ปี คัมภีร์ของศาสนาคริสต์คือใบเบิล ศาสนาคริสต์ (christianity) เป็นศาสนาที่พระเยซูคริสต์ เป็นศาสดา คำ ว่า "คริสต์" มาจากภาษา ละติน "คริสตุส (christus)" หรือมาจากภาษากรีก "คริสตอส (christos)" แปลตามตัวว่า "ได้รับการเจิม" หรือ "ได้รับการแต่งตั้งให้ศักดิ์ สิทธ์" หมายถึง ผู้ที่ได้รับ การ เจิมให้เป็นตัวแทน ของ พระเจ้า พระเยซุคริสต์จึงหมายถึง พระเยซูคริสต์ผู้ได้รับการเลือก หรือ เจิมให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า ศาสนาคริสต์ปรากฎขึ้นเมื่อพระเยซูประกาศคำ สอนอย่างกว้างขวาง คำ สอนของพระองค์มี ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสนายูดาย เช่นเดียวกับที่คำ สอนของพระพุทธเจ้า มีความสัมพันธ์กับศาสนา พราหมณ์ ฮินดู ที่เป็นเช่นนั้นเพราะตามประวัติศาสตร์ทางศาสนา พระ เยซู ทรงถือกำ เนิดขึ้นมาในขณะที่ชนชาติอิสราเอลทั่วไปนับถือศาสนายูดายและคำ สอนของพระองค์ ก็ ได้อ้างถึงความเชื่อ ใน ศาสนายูดาย เพื่อให้มองเห็นความต่อเนื่องระหว่างศาสนายูดายกับศาสนา คริสต์ และพัฒนาการทาง ความคิด ความเชื่อ ที่เกิดขึ้น ในศาสนาคริสต์ จึงควรศึกษาถึงประวัติ ความ เชื่อความศรัทธาในศาสนา ยูดายของชนชาติยังเสียก่อน 5
3.) ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู นิดศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ในสมัยโบราณแรกเร่ิมเดิมทีศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เรียกกันว่า “สนาตนธรรม” แปลว่า “ศาสนาสนาตน” คาว่า “สนาตน” หมายถึง “เป็นนิตย์” คือไม่มีสิ้นสุด ไม่ รู้จักตายเรื่อย ๆ เสมอ ๆ นอกจากนั้นยังแปล ได้อีกอย่างหน่ึงเม่ือแยกพยางค์ออกแล้ว คือ “สนา” แปลว่า ไม่รู้จักตาย หรือเป็นนิตย์ กับ “ตน” แปลว่า กาย เมื่อร่วมกันเข้าแล้วแปลตามศัพท์หรือแปล โดยพยัญชนะว่า กายอันไม่รู้จักตาย แปลเอาความหมายถึงพระวิษณุ หรือกายอันไม่รู้จักตายกล่าว คือ พระวิษณุ เพราะฉะนั้นสนาตนธรรมจึงเรียกได้อีกอย่างหน่ึงว่า วิษณุธรรม คือ คาส่ังสอนของ พระวิษณุเป็นเจ้า นั้นเอง ครั้นเวลาล่วงเลยมาหลายพันปี ศาสนานี้ได้มีชื่อเรียกกันในหลายชื่อว่า “ไวทิกธรรม” “อารยธรรม” “พราหมณธรรม” “ฮินดูธรรม” หรือ “หินทูธรรม” ปัญหาช่ือว่า “สนา ตนธรรม” เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยไหนนั้น ความจริงในโลกนี้ก็ยังไม่เคยมีใครสามารถตอบได้อย่างถูก ต้องถ่องแท้เลยหนึ่งกล่าวไว้ว่า “สนาตนธรรม” เป็นธรรมทั้งอนาทิและเนติ แปลว่าไม่มีต้นหรือไม่ สามารถหาตอนปลายได้หรือไม่รู้จบ กล่าวสรุปให้ง่าย สนาตนธรรมคือธรรมะอันไม่มีต้นและไม่มี ปลายด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เชื่อถือกันว่า “สนาตนธรรม” เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ แรกเริ่มต้น สร้างโลกแล้ว 6
4.) ศาสนาอิสลาม ถือกำ เนิดเมื่อ พ.ศ. 1113 โดย นบี มุฮัมมัด เป็นศาสดาผู้ก่อตั้งมุฮัมมัดเป็นเด็กกำ พร้า โตมา ได้แต่งงานกับเศรษฐีนีหม้าย เมื่ออายุ 40 ปี เทวทูตได้นำ โองการที่พระเจ้าประทานมาให้แก่มุฮัมมัด เพื่อ นำ ไปสั่งสอนประชาชน ศาสดามุฮัมมัดได้สั่งให้ประชาชน ทำ ลายรูปเคารพเพราะถือว่าเป็นเรื่อง งมงาย ให้นับถือ อัลเลาะห์เพียงองค์เดียว แต่ถูกต่อต้านจากชาวเมืองมักกะฮ์จึงหนีไปที่อื่น ภายหลัง ได้ กลับมายึด เมืองมักกะฮ์ได้ ได้เผยแพร่ศาสนาตั้งแต่นั้นมาจนสิ้นพระชนม์เมื่ออายุได้ 62 ปี (พ.ศ. 1175) คัมภีร์ ของ ศาสนาอิสลามคือ อัลกุรอาน คำ ว่า "อิสลาม" มีรากศัพท์เดิมหมายถึง "สันติ" ในความหมายที่สมบูรณ์ หมายถึง "สันติสุขอัน สมบูรณ์ที่มาจาก การยอมรับนับถือ ในพระอัลลอฮ. (อัล เลาะห์) " ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือศาสนิกของ ศาสนาอิสลามเรียกว่า มุสลิม ศาสนา อิสลาม อุบัติขึ้นในดินแดนอาหรับ ดังนั้นถ้าจะตั้งคำ ถามว่า ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นได้ อย่างไร ก็น่า จะพิจารณาได้จากการสังเกตสภาพการณ์ภายนอกเช่นพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีบทบาท อยู่ในดินแดนอาหรับในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 และ 7 ซึ่งเป็นสมัยที่มุฮัมมัดมีชีวิตอยู่แต่ถ้าจะ พิจารณาจาก มุมของชาวมุสลิม ชาวมุสลิมจะมองต่างกันไป ชาวมุสลิมจะไม่ได้เริ่มต้นที่มุฮัมมัดใน คริสต์ศตวรรษที่ 6 แต่เริ่มต้นที่พระอัลลอฮ. เช่นเดียวกับคัมภีร์ปฐมกาลภาคพันธสัญญาเดิมที่เริ่มต้น ด้วย คำ ว่า "ใน ตอนแรกเริ่ม พระเจ้า..." ชาวมุสลิมมีความเข้าใจทำ นองเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยน พระนาม พระเจ้าเป็นพระอัลลอฮ.เท่านั้น จริงๆแล้วคำ ว่า "อัลลอฮ." หมายถึง "พระเจ้าพระองค์นั้น" ในความหมายว่า มี พระองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีพระองค์อื่น https://youtu.be/4liKmlvMjTk 7 (ภาพประกอบที่ 6 ความเป็นมาของศาสนา)
ความสำ คัญของศาสนา ศาสนาพุทธ 1.ช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข 2.ช่วยให้บุคคลมีหลักในการดำ เนินชีวิตที่ดี 3.ช่วยให้บุคคลรู้จักเหตุผลผิดชอบ ชั่วดี ด้วยตนเอง 4.ช่วยให้บุคคลมีชีวิตที่ราบรื่นและสงบสุข 5.ช่วยให้มนุษย์มีอิสระสามารถควบคุมตนเองได้ ศาสนาคริสต์ ศาสนาทาให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเพราะทุกศาสนาล้วนมุ่งหวังให้ศาสนิกชนของตน เป็น คนดีและเมื่อศาสนิกชนเป็นคนดีแล้ว สังคมก็ย่อมจะปราศจากความเดือดร้อน ศาสนาช่วยให้มนุษย์รู้ ว่า... สิ่งใดชั่ว...ถูกผิด ในศาสนาคริสต์สอนว่าพระเจ้าทรงประทานศีลธรรมประจาใจมนุษย์ ให้มนุษย์ รู้จักดีชั่ว มนุษย์จึงจาเป็นต้องมีศาสนาเป็นแนวทางในการดาเนินชีวิตเพื่อเลือกกระทาแต่สิ่งที่เป็นคุณ งามความดี ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู สาระสำ คัญในศาสนาฮินดูคือ "ปุรุษารถะ" ทั้งสี่ อันเป็นจุดมุ่งหมายอันสมควรในชีวิตของมุนษย์ ได้แก่ ธรรมะ (หน้าที่/จริยธรรม), อรรถะ (การเจริญเติบโต/หน้าที่การงาน), กามะ (ประสงค์/แรง จูงใจ) และ โมกษะ (การหลุดพ้น/การเป็นอิสระจากการเวียนว่ายตายเกิด) นอกจากนี้ แนวคิดสำ คัญ อื่น ๆ ที่พบในศาสนาฮินดูยังรวมถึง กรรม 8
ศาสนาอิสลาม มุสลิมถือว่าศาสนาเป็นสิ่งสำ คัญสูงสุดและไม่ได้แบ่งแยกชีวิตทางโลกและทางศาสนา ออกจาก กันเชื่อว่ากฎหมายของพระเจ้า (หรือที่เรียกว่า ชะรีอะฮฺ) จะต้องได้รับการปฏิบัติตาม อย่างจริงจัง กับชีวิตโลกหน้า (อาคีเราะฮฺ) อิสลามเป็นศาสนาที่ให้วิธีการดำ รงชีวิตเป็นโครงสร้างทางสังคม https://youtu.be/KsgBAeEKThQ 9 (ภาพประกอบที่ 7 ความสำ คัญของศาสนา)
ประเภทของศาสนา ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อมและความเชื่อถือ จึงทำ ให้เกิดศาสนาหลายรูปแบบ ขึ้น ศาสนาแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามลักษณะและข้อเท็จจริงของศาสนาเหล่านั้น ดังนี้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ตารางที่ 1 ประเภทของศาสนา https://youtu.be/qYZgkvvVYeM เอกเทวนิยม (Monotheism) บูชาพระเจ้าองค์เดียว เช่น ศาสนายิว ศาสนาคริสตร์ และศาสนาอิสลาม เป็นต้น บูชาในพระเจ้าหลายองค์ เช่น ศาสนาฮินดู และศาสนากรีกโบราณ เป็นต้น บูชาพระเจ้าสถิตอยู่ในทุกหนทุกแห่ง เช่น ศาสนาฮินดู (บางลัทธิ) เชื่อว่าพระพรหมสถิตอยู่ใน ทุกหนทุกแห่ง ไม่เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก ได้แก่ พุทธศาสนาเป็นต้น พหุเทวนิยม (Polytheism) สัพพัตถเทวนิยม (Pantheism) อเทวนิยม (Atheism) 10 (ภาพประกอบที่ 8 ประเภทของศาสนา)
องค์ประกอบของศาสนา 1.) ศาสดาหรือผู้ก่อตั้ง คือ ผู้ก่อตั้งศาสนาหรือผู้สอนศาสนาดั้งเดิมท่านเหล่านี้เดิมเป็นคน ธรรมดา แต่มีความฉลาดมาก บางท่านได้บำ เพ็ญบารมีสะสมความดีมามาก พร้อมทั้งมีความวริยะ อุตสาหะอย่างมากที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ จึงแสวงหาจนพบแล้วตั้งคำ สอนหรือบัญญัติให้คนทั้ง หลายประพฤติปฎิบัติ 2.) หลักคำ สอนหรือศาสนาธรรม องค์ประกอบที่ 2 นี้ถือว่าสำ คัญมาก เพราะถือว่าเป็นผล งานของศาสนาหรือผู้ก่อตั้งศาสนา เพราะถ้าไม่มีผลงานเป็นที่ยอมรับของคนทั้งหลายแล้วท่านก็คงไม่ ได้เป็นศาสดาเพราะฉะนั้นทุกศาสนาก็ต้องมีหลักคำ สอนเป็นสารัตถ์สำ คัญทั้งที่เป็นระดับศีล ธรรมจรรยาในการครองชีวิต และระดับปรมัตถสัจจะ เป็นจุดหมายขั้นสุดท้ายของชีวิต 3.) นักบวช สาวก หรือศาสนาบุคคล สถาบันศาสนาที่ดำ รงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ก็โดยอาศัย การศึกษาปฏิบัติและการทำ งานเผยแพร่ของสาวกหรือนักบวชของศาสนานั้นๆเพราะเป็นผู้แทน ศาสดาเป็นผู้สืบต่อศาสนา และเป็นศาสนทายาทโดยตรงศาสนานั้น ๆ จะเจริญหรือเสื่อมโทรม ก็โดยอานัยผลงานการเผยแพร่ของสาวกเป็นสำ คัญ 4.) ศาสนิกชน ต้องมีศาสนิกชนผู้นับถือเลื่อมใสในศาสนานั้น ๆ เพราะการทำ งานเผยแพร่ ของพระนักพรตหรือนักบวชศาสนิกชนเหล่านี้มักเรียกตามชื่อศาสนาที่ตนเลื่อมใสนับถือถือเช่น พุทธศาสนิกชน คริสต์ศาสนิกชน อิสลามิกชน หรือมุสลิม เป็นต้น 5.) ศาสนสถาน ทุกศาสนาย่อมกำ หนดสภาวะศักดิ์สิทธิ์ให้แก่สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง สำ หรับ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและเป็นที่เคารพสักการบูชาสำ หรับศาสนิกชนศาสนสถานเหล่านี้ ยอมรับกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้เข้ามาจะต้องแสดงความเคารพ ใครจะมาล่วงเกินหรือประพฤติ กิริยาที่ไม่เหมาะสมหรือดูถูกเหยียดหยามไม่ได้ 6.) พิธีกรรมหรือศาสนาพิธี ทุกศาสนามีพิธีกรรมทางศาสนา และมักประกอบพิธีในศาสนา สถานหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์พิธีกรรมทางศาสนานับว่ามีส่วนสำ คัญมากในการแสดงความสามัคคี พร้อมเพรียงกัน https://youtu.be/qYZgkvvVYeM 11 (ภาพประกอบที่ 9 องค์ประกอบของศาสนา)
แนวคิดและทฤษฎีของศาสนา ประวัติศาสตร์ของโลกมนุษย์ไม่มียุคสมัยใดและไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดไม่มีชนเผ่าใด ที่มนุษย์ ไม่นับถือศาสนา เนื่องจากศาสนา คือ วิถีชีวิต และเป็นปรากฏการณ์อันเก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่ง ของ สังคมมนุษย์ เกิดขึ้นตั้งแต่มนุษย์นั้นเริ่มที่จะแสวงหาความสุขให้แก่ตนเองและสังคม โดยเป้าหมาย ของทุกศาสนา คือ การพ้นจากความทุกข์ทรมารเพื่อการพบกับความสุขสิ่งที่ทาให้มนุษย์เริ่มแสวงหา ศาสนาหรือความสุขนั้น เกิดจากความกลัวธรรมชาติที่นาไปสู่การเคารพบูชา https://youtu.be/r9cUpoNzgcE 12 (ภาพประกอบที่ 10 แนวคิดและทฤษฎีของศาสนา)
วิวัฒนาการของศาสนา 1.) ศาสนาปฐมภูมิ (Primative Religion) มีพื้นฐานอยู่ที่ความต้องการบรรเทาความกลัวภัย ธรรมชาติ แสดงออกเป็นรูปธรรมด้วยพิธีกรรมทางมายา มี Taboo (ข้อห้าม) เป็นกฏของสังคม พลังเหนือธรรมชาติ มี 3 ลักษณะ 1.1 อำ นาจที่แฝงอยู่ใน ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ สัตว์ 1.2 อำ นาจที่มีลักษณะเป็นบุคคล เช่น วิญญาณบรรพบุรุษ ผีสางเทวดา เจ้าป่า เจ้าเขา 1.3 อำ นาจที่มีความหมายต่อบุคคลในเผ่า เป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนยอมรับอาจให้คุณ ให้โทษได้ ลัทธิต่าง ๆ 1. ลัทธิมายา-ไสยศาสตร์ (Magic) 2. ลัทธิบูชาธรรมชาติ (Nature Worship) 3. ลัทธิวิญญาณนิยม (Animism) 4. ลัทธิบูชาสัตว์ (Animal Worship) 5. ลัทธิบูชาบรรพบุรุษ (Ancestor Worship) 6. ลัทธินับถือผู้ยิ่งใหญ่ (Supreme Being) 13
2.) ศาสนาโบราณ (Ancient Religion) เป็นศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นตามความคิดของคนโบราณ เพื่อตอบปัญหาว่าด้วยความปลอดภัยจากสถานการณ์ของธรรมชาติ 2.1 มีเทพเจ้าเป็นสัญลักษณ์แห่งอำ นาจ ทั้งในโลกและปรโลก 2.2 มีลักษณะคือ เชื่อเรื่องเทพเจ้า เป็นพหุเทวนิยม ไม่มีศาสดาใช้ myth เป็นคัมภีร์ ศาสนาโบราณเป็นศาสนาที่ตายแล้ว (Dead Religion) คือไม่มีผู้นับถือแล้ว เช่น * ศาสนาโบราณในทวีปเอเชีย ได้แก่ ศาสนาบาบิโลน , ศาสนาของพวกฮิทไทท์ * ศาสนาโบราณในทวีปแอฟริกา ได้แก่ ศาสนาอียิปต์โบราณ * ศาสนาโบราณในทวีปยุโรป ได้แก่ ศาสนากรีก-โรมันโบราณ , ศาสนาติวตัน-สแกนดิเนเวียนโบราณ * ศาสนาโบราณในทวีปอเมริกาได้แก่ ศาสนาเปรูโบราณ (อินคา) , ศาสนาเม็กซิกันโบราณ ( มายา , อัชเทค, โทลเทค, โอลเมค ) 3.) ศาสนาปัจจุบัน (Living Religion) เป็นศาสนาที่ยังมีผู้นับถือ มีองค์ประกอบครบถ้วน และมีบทบาทต่อสังคมในระดับต่าง ๆ แบ่งตามปฏิสัมพันธ์ทางภูมิ-ประวัติศาสตร์ เผ่าพันธุ์ ได้แก่ 3.1 ศาสนากลุ่มอารยัน ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู , ศาสนาเชน , ศาสนาพุทธ และศาสนาสิกข์ 3.2 ศาสนากลุ่มเซเมติค ได้แก่ ศาสนาโซโรอัสเตอร์, ศาสนายิว, ศาสนาคริสต์ และ ศาสนาอิสลาม 3.3 ศาสนากลุ่มมองโกล ได้แก่ ศาสนาเต๋า, ศาสนาขงจื้อ และศาสนาชินโต https://youtu.be/dwMIxTjV5UQ 14 (ภาพประกอบที่ 11 วิวัฒนาการของศาสนา)
ศาสนาที่สำ คัญในปัจจุบัน โลกปัจจุบันนี้มีผู้นับถือศาสนาอยู่ 2 ประเภทคือ ศาสนาประจำ เชื้อชาติ เช่น ศาสนาฮินดู ซึ่ง เป็นศาสนาของชาวอินเดีย และศาสนายูดายของชาวยิว กับอีกประเภทหนึ่งคือ ศาสนาที่มีผู้นับถือ กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วไปไม่จำ กัดเฉพาะเชื้อชาติอย่างประเภทแรก ที่สำ คัญและมีผู้นับถือกันอยู่ เป็นจำ นวนมากในขณะนี้ได้แก่ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลามซึ่งเป็นศาสนาของชาวเซมิดิค ที่มี รากฐานทางปรัชญา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมจากแหล่งเดียวกัน กับพุทธศาสนา ที่มีรากฐานมาจาก ปรัชญาอินเดีย ศาสนาทั้ง 3 นี้ มีประวัติความเป็นมา มีหลักคำ สอนทางด้านศีลธรรมจริยธรรมที่ ศาสนิกชนสมควรแก่การศึกษาหาความรู้ความเข้าใจโดยสังเขปดังนี้ 1.) ศาสนาคริสต์ 2.) ศาสนาอิสลาม 3.) พุทธศาสนา https://youtu.be/OI0iYBCuryc 15 (ภาพประกอบที่ 12 ศาสนาที่สำ คัญในปัจจุบัน)
ประเภทของศาสนา นักศาสนศาสตร์แบ่งประเภทของศาสนาแตกต่างกัน กุสต๊าฟ เม็นซิ่ง แบ่งศาสนาออกเป็นคู่ ๆ ดังนี้ 1.) ศาสนาประจำ เผ่าชนกับศาสนาสากล ศาสนาประจำ เผ่าชนได้แก่ศาสนาฮินดูขอแงชาวอินเดีย ศาสนาโซโรแอสเตอร์ของชาว ปาร์ซีศาสนาที่มีผู้นับถือกันอยู่ทั่วไปในโลก เช่น คริสต์ อิสลาม พุทธ 2.) ศาสนาธรรมชาติกับศาสนาวัฒนธรรม ศาสนาธรรมชาติหมายถึงศาสนาที่เชื่อว่าธรรมชาติมีทิพยอำ นาจ มนุษย์จึงต้องกราบไหว้ ธรรมชาติหรือบังคับธรรมชาติด้วยกรรมวิธีทางไสยศาสตร์ส่วนศาสนาวัฒนธรรมหมายถึง ศาสนาพหุเทวนิยมที่สร้างเทพเจ้าขึ้นมาหลายรูปแบบ มีลักษณะและหน้าที่ชัดเจน 3.) ศาสนาพลังจลนะกับศาสนาวิญญาณนิยม ศาสนาพลังจลนะคือศาสนาที่เชื่อในพลังลึกลับที่มีอยู่ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ทึ่มนุษย์สามารถจัดการกับพลังนี้ได้ด้วยไสยศาสตร์ ศาสนาวิญญาณนิยมคือศาสนาที่เชื่อ ว่ามีวิญญาณซึ่งมีลักษณะเป็นบุคคลสิงสถิตอยู่ในธรรมชาติ 4.) ศาสนาเรียกร้องกับศาสนายอมให้ ศาสนาเรียกร้องหมายถึงศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นผู้เรียกร้อง กำ หนดกฎเกณฑ์ให้มนุษย์ ปฏิบัติตนตามเงื่อนไขอย่างสมบูรณ์ก่อนจึงจะได้รับความรอด ศาสนายอมให้หมายถึง ศาสนาที่มีพระเจ้าทรงไว้ซึ่งความเมตตากรุณาอย่างสูงคอยที่จะหยิบยื่นความอยู๋รอดให้ กับมนุษย์ผู้เต็มไปด้วยบาป 5.) ศาสนาจากการเปิดเผยของพระเจ้ากับศาสนาหนังสือ ศาสนาจากการเปิดเผยของพระเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ล่วงรู้ความจริงแท้ของโลกและ จักรวาล ศาสนาหนังสือคือศาสนาที่มีบันทึกอันศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้าเช่นคัมภีร์ 6.) ศาสนาเกิดเงตามธรรมชาติกับศาสตร์ตั้งขึ้น อันแรกหมายถึงศาสนาที่เกิดจากเหตุทางอารมณ์จากกลุ่มชนในหลาย ๆ แห่ง มักเป็น ศาสนาเก่าแก่ที่ค่อย ๆ พัฒนากันมาจนสืบประวัติไม่ได้ว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด ส่วนศาสนาคริสต์ อิสลาม พุทธ จัดเป็นศาสนาตั้งขึ้น 16
7.) ศาสนาจิตวิจักษณ์กับศาสนาศาสดาพยากรณ์ อันแรกหมายถึงศาสนาที่มองโลกและชีวิตว่าเป็นสี่งไม่น่าพอใจ เป็นความทุกข์ทรมาน จึงต้องหาทางปฏิบัติเพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ส่วนอีกอันคือศาสนาที่มีผู้รับ มอบคัมภีร์จากพระเจ้า เป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวผ่านทางศาสดาพยากรณ์ 8.) ศาสนามีสมณทูตกับศาสนาไม่สมณทูต ศาสนาประเภทแรกมีการส่งเผยแผ่ศาสนาออกไปประกาศศาสนาชุมชนในที่ต่าง ๆ เพื่อแสวงหาศาสนิกใหม่จากคนต่างศาสนา หรือคนที่ยังไม่มีศาสนา ให้หันมาเชื่อมา นับถือในศาสนาของตน ส่วนประเภทหลังเป็นศาสนาประจำ เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ไม่มี สมณทูตออกเผยแผ่ศาสนาเช่นประเภทแรก https://youtu.be/qYZgkvvVYeM 17 (ภาพประกอบที่ 13 ประเภทของศาสนา)
องค์ประกอบของศาสนา ศาสนา คือ ความเชื่อและการยอมรับในคุณค่าอันสูงส่งที่สามารถสนองตอบความต้องการทาง จิตวิญญาณของมนุษย์ ความเชื่อนั้นมีอิทธิ์พลต่อพฤติกรรมและเป็นปัจจัยดึงดูดให้มนุษย์ที่มีความ เชื่อแบบเดียวกันมาอยู่รวมกัน ศาสนาในลักษณะเช่นนี้อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าศาสนาส่วนบุคคล ซึ่งมีความแตกต่างจากความหมายของศาสนาในฐานะที่เป็นสถาบัน ศาสนาในฐานะส่วนบุคคลมีองค์ ประกอบอยู่ 3 อย่าง คือ 1.) มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 2.) มีความศรัทธา 3.) มีการปฏิบัติต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยพิธีกรรม https://youtu.be/tvEdGyOtsBc 18 (ภาพประกอบที่ 14 องค์ประกอบของศาสนา)
วันสำ คัญทางศาสนา 1.) วันมาฆบูชา (บาลี: มาฆปูชา; อักษรโรมัน: Magha Puja) เป็นวันสำ คัญของชาวพุทธ เถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปูรณมีบูชา" หมายถึง การ บูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (ตกช่วง เดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม) ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำ ในวันเพ็ญเดือน 3 หลัง (วันเพ็ญเดือน 4) วันมาฆบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำ คัญทางศาสนาพุทธ เนื่องจากเหตุการณ์สำ คัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน คือ พระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาท ปาติโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา คัมภีร์ปปัญจสูทนีระบุว่า ครั้งนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ พระภิกษุ 1,250 รูป ได้มาประชุมพร้อมกันยังวัด เวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย, พระภิกษุทั้งหมดนั้นเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบท จากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระภิกษุทั้งหมดนั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6, และวันดัง กล่าวตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ดังนั้น จึงเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มี การประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 (ภาพประกอบที่ 15 วันมาฆบูชา) 19
2.) วันวิสาขบูชา นั้นได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้เป็นวันสำ คัญสากลทาง พระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์สำ คัญ 3 เหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า และจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ณ ดินแดนที่ เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันประสูติ ของเจ้าชายสิทธัตถะ" ณ ใต้ร่มสาลพฤกษ์ ในพระราชอุทยานลุมพินีวัน (อยู่ในเขตประเทศเนปาลใน ปัจจุบัน) และเหตุการณ์ต่อมา เมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระ สัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำ เนรัญ ชรา ตำ บลอุรุเวลาเสนานิคม (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) และเหตุการณ์สุดท้าย เมื่อ 1 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มสา ลพฤกษ์ ในสาลวโนทยาน พระราชอุทยานของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา (อยู่ในเขตประเทศอินเดียใน ปัจจุบัน) โดยเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 หรือเดือนวิสาขะนี้ทั้งสิ้น ชาวพุทธจึง นับถือว่าวันเพ็ญเดือน 6 นี้ เป็นวันที่รวมวันคล้ายวันเกิดเหตุการณ์สำ คัญ ๆ ของพระพุทธเจ้าไว้มาก ที่สุด และได้นิยมประกอบพิธีบำ เพ็ญบุญกุศลและประกอบพิธีพุทธบูชาต่าง ๆ เพื่อเป็นการถวายสัก การะรำ ลึกถึงแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบมาจนปัจจุบัน (ภาพประกอบที่ 16 วันวิสาขบูชา) 20
3.) วันอัฏฐมีบูชา คือ วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลัง เสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 8 วัน) ถือเป็นวันสำ คัญในพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือนวิสาขะ (เดือน 6 ของไทย) นอกจากนั้น วันนี้เป็นวันคล้ายวันที่พระนางสิริมหามายา องค์ พระพุทธมารดาสิ้นพระชนม์ (หลังประสูติ) และเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน (หลังตรัสรู้) อีกด้วย เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จปรินิพพานไปแล้ว 8 วัน มัลละกษัตริย์แห่งเมืองกุสินาราพร้อมด้วยประชาชนและพระสงฆ์อันมีพระมหากัสสปเถระเป็น ประธาน ได้พร้อมกันกระทำ การถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ แห่งเมืองกุสินารา เป็นวันหนึ่งที่ชาวพุทธต้องมีความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะการสูญเสียแห่งพระพุทธสรีระ เมื่อวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งนิยมเรียกกันว่าวันอัฏฐมีนั้น เมื่อเวียนมาบรรจบแต่ละปี พุทธศาสนิกชนบางส่วนได้ประกอบพิธีบูชาขึ้น มีการเวียนเทียนเป็นต้น แต่ไม่ทั่วไปทั่วราชอาณาจักร โดยจะประกอบพิธีในบางวัดเท่านั้นตามแต่ความศรัทธาของท้องถิ่นในจังหวัดอุตรดิตถ์ เช่น ประเพณี ถวายพระเพลิงฯ จำ ลอง ที่วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง และประเพณีอัฎฐมีบูชาของ วัดใหม่สุคนธาราม ต.วัดละมุด อำ เภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่รักษาสืบสานมายาวนานมากกว่า 120 ปีแล้ว เป็นต้น (ภาพประกอบที่ 17 วันอัฏฐมีบูชา) 21
4.) วันอาสาฬหบูชา วันสำ คัญทางศาสนาพุทธนิกายเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย คำ ว่า อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก "อาสาฬหปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ" อันเป็นเดือนที่สี่ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนกรกฎาคมหรือเดือนสิงหาคม แต่ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำ ใน วันเพ็ญเดือน 8 หลังแทนวันอาสาฬหบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำ คัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเหตุการณ์สำ คัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือวัน อาสาฬหปุรณมีดิถี หรือวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาคือธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์การแสดง ธรรมครั้งนั้นทำ ให้พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ในปัญจวัคคีย์ ประกอบด้วย โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมหรือ บรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ด้วย วิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสาวกและภิกษุองค์แรกในโลก และ ทำ ให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธเจ้า พระ ธรรม และพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำ ให้วันนี้ถูกเรียกว่า "วันพระธรรม" หรือ วันพระธรรมจักร อัน ได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรก และ "วันพระสงฆ์" คือวันที่มีพระ สงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และจัดว่าเป็น "วันพระรัตนตรัย" อีกด้วย (ภาพประกอบที่ 18 วันอาสาฬหบูชา) 22
5.) วันเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หรือปีอธิกมาส จะเลื่อนเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง) หรือเทศกาลเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือปีอธิกมาส จะ เลื่อนเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) ถือว่าเป็นวันและช่วงเทศกาลทาง ศาสนาพุทธที่สำ คัญเทศกาลหนึ่งในประเทศไทย โดยมีระยะเวลาประมาณ 3 เดือนในช่วงฤดูฝน โดย วันเข้าพรรษาเป็นวันสำ คัญทางพระพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากวันอาสาฬหบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) ซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งพระมหากษัตริย์และคนทั่วไปได้สืบทอดประเพณีปฏิบัติการ ทำ บุญในวันเข้าพรรษามาช้านานแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัยสาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการจำ พรรษาอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด 3 เดือนแก่พระสงฆ์นั้น มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุด พักการจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยากลำ บากในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดินเหยียบย่ำ ธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลงแปลงในฤดูฝน และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาจำ พรรษาตลอด 3 เดือนนั้น เป็นช่วงเวลาและโอกาสสำ คัญในรอบปีที่ พระสงฆ์จะได้มาอยู่จำ พรรษารวมกันภายในอาวาสหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เพื่อศึกษาพระธรรม วินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ ด้วย (ภาพประกอบที่ 19 วันเข้าพรรษา) 23
6.) วันออกพรรษา เพื่อความเข้าใจ: วันสุดท้ายของการอยู่จำ พรรษา 3 เดือน ของพระภิกษุ ตามคัมภีร์เรียกว่า วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา นั้น ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เราเรียก กันว่า "วันออกพรรษา" ตามที่เข้าใจกันทั่วไปแต่ตามพระวินัยบัญญัติ พระภิกษุทั้งหลายยังต้องอยู่ใน จำ พรรษาในคืนวันนั้น (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) อีกคืนหนึ่ง จะไปค้างแรมที่อื่นเลยไม่ได้ ต้องให้ผ่าน อรุณเข้าวันใหม่ (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11) เสียก่อน สรุปว่า "วันออกพรรษา" ตามที่เรียกและเข้าใจ กันทั่วไป (และจะกล่าวถึงต่อไปในบทความนี้) คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ส่วน "วันออกพรรษาจริง" ตามพระวินัย คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 (ภาพประกอบที่ 20 วันวิสาขบูชา) 24 https://youtu.be/k_jM8Y9LU6A (ภาพประกอบที่ 21 วันสำ คัญทางศาสนา)
พิธีทางศาสนา พิธี คือ แบบอย่างหรือแบบแผนต่าง ๆ ที่พึ่งปฏิบัติในทางศาสนา ความจริงเรื่องพิธีเป็นเรี่อง ที่มีกันทุกศาสนา และเป็นเรี่องที่เกิดขึ้นที่หลังศาสนา กล่าวคือ มีศาสนาเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงพิธีต่าง ๆ เกิดตามมาภายหลังในทุกศาสนาทั้งสิ้น ตารางที่ 2 พิธีทางศาสนา ศาสนาพุทธ * พิธีเวียนเทียน * พิธีการตักบาตร * พิธีการทำ บุญ * พิธีอุปสมบท * พิธีถวายสังฆทาน * พิธีอาราธนา * พิธีในงานศพ * พิธีรับเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน (บัพติศมา) * พิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์ ศาสนาคริสต์ ศาสนา พิธีกรรมสำ คัญในศาสนา ศาสนาอิสลาม * พิธีสุหนัต * พิธีการปฏิญาณตนเป็นมุสลิม * พิธีละหมาด * พิธีการถือศีลอด * พิธีการจ่ายซะกาต * พิธีฮัจญ์ ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู * ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับวรรณะให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น การแต่งงาน อาหารการกิน อาชีพ * พิธีสังสการ พิธีกรรมที่ทำ ให้บริสุทธิ์ * พิธีศราทธ์ พิธีทำ พลีกรรมให้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ * พิธีบูชาเทวดา ชาวฮินดู มีประเพณีการบูชามากมาย มีเทพเจ้ามาก 25
หลักคำ สอน 1.) ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ตารางที่ 3 หลักธรรม 10 ประการ * หลักอาศรม 4 1. พรหมจารี คือ เป็นวัยศึกษาเล่าเรียน 2. คฤหัสถ์ คือ เป็นวัยครองเรือน 3. วานปรัสถ์ คือ เป็นวัยออกไปอยู่ป่า 4. สันยาสี คือ เป็นวัยสุดท้ายของชีวิต ออกบวชเป็นสันยาสี บำ เพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น ธฤติ กษมา ทมะ อัสเตยะ เศาจะ อินทรียนิครหะ ธี วิทยา สัตยะ อโกธะ ความพอใจ ความอดทน ความข่มใจ การไม่กระทำ เยี่ยงโจร ความบริสุทธิ์ การสำ รวมอินทรีย์(ร่างกาย) ความรู้ (ปัญญา) ความรู้ (ปรัชญา) ความซื่อสัตย์ ความไม่โกรธ หลักธรรม 10 ประการ ความหมาย 26
* หลักปรมาตมัน และโมกษะ 1. หลักปรมาตมัน มีความเชื่อว่า ปรมาตมัน หมายถึง พลังธรรมชาติ เป็นอมตะไม่มีเบื้องต้น และสิ้นสุดส่วนวิญญาณย่อยเรียกว่าอาตมันสามารถไปรวมกับปรมาตมันได้เมื่อบรรลุโมกษะ 2. หลักโมกษะ เป็นหลักปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งชีวิต ด้วยการนำ อาตมันของตน เข้าสู่ ปรมาตมัน * หลักปรัชญาภควัทคีตา ได้แก่ 1. กรรมโยคะ การทำ ความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน 2. ชยานโยคะ การปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญหา ความรู้แจ้ง 3. ภักติโยคะ ความรัก ความภักดีอุทิศตนต่อพระเจ้าเพื่อนำ ไปสู่การหลุดพ้น * หลักทรรศนะหก ได้แก่ 1. สางขยะ ทรรศนะเกี่ยวกับชีวิต 2. โยคะ ทรรศนะเกี่ยวกับการปฏิบัติโดยสำ รวมอินทรีย์ ทำ จิตใจให้บริสุทธิ์ 3. นยายะ ทรรศนะเกี่ยวกับความรู้ 4. ไวเศษิกะ ทรรศนะเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่จริงชั่วนิรันดร 9 อย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ กาละเทศะ อาตมัน มนะ 5. มางสา ทรรศนะเกี่ยวกับปรัชญาน่าเชื่อถือ 6. เวทานตะ ทรรศนะเกี่ยวกับอุปนิษัท (อุปนิษัท คือ คัมภีร์ในส่วนสุดท้ายของพระเวท เป็นคัมภีร์ที่เป็นหลักปรัชญาลึกซึ้ง) 27
2.) ศาสนาพุทธ * อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ – ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ – สมุทัย คือ เหตุของความเป็นทุกข์ ได้แก่ ตัณหา – นิโรธ คือ ความดับทุกข์ หรือนิพพาน – มรรค คือ ข้อปฏิบัติเพื่อนำ ไปสู่ความดับทุกข์ หมายถึง อริยมรรค 8 ประกอบด้วย 1. สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำ ริชอบ 3. สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำ ชอบ 5. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ คือ ความพยายามชอบ 7. สัมมาสติ คือ การตั้งสติชอบ 8. สัมมาสมาธิ คือ การตั้งใจชอบ * อริยมรรค 8 เมื่อสรุปรวมแล้วเรียกว่า ไตรสิกขา อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา * ขันธ์ 5 หรือเบญจขันธ์ หมายถึง องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ คือ ส่วนที่เป็นร่างกาย และส่วนที่ เป็นจิตใจ ได้แก่ 1. รูปขันธ์ คือ ร่างกายและพฤติกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วยธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ 2. วิญญาณขันธ์ คือ ความรู้อารมณ์ที่ผ่านมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 3. เวทนาขันธ์ คือ ความรู้สึก ซึ่งเป็นผลมาจากสุขเวทนา ความสุขทางกายและใจ ทุกขเวทนา คือ ทุกข์ทางกายและใจ ,อุเบกขาเวทนา คือ ความไม่ทุกข์ไม่สุขทางกายและใจ 4. สัญญาขันธ์ คือ การกำ หนดได้ 6 อย่างจากวิญญาณและเวทนา คือ รูป รส กลิ่น เสียง 5. สังขารขันธ์ คือ ความคิด แรงจูงใจ สภาพที่ปรุงแต่งจิตใจให้คิดดี คิดชั่ว เป็นผลมาจาก วิญญาณและ เวทนา * ไตรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะทั่วไปของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ได้แก่ 1. อนิจจตา คือ ความไม่เที่ยง 2. ทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์ 3. อนัตตา คือ ความไม่ใช่ตัวตน 28
3.) ศาสนาคริสต์ * หลักคำ สอน เรื่องตรีเอกานุภาพ คือ การนับถือพระเจ้าองค์เดียว แบ่งเป็น 3 ภาค คือ – พระบิดา หมายถึง พระเจ้า – พระบุตร หมายถึง พระเยซู – พระจิต หมายถึง วิญญาณบริสุทธิ์ในจิตใจของชาวคริสต์ที่มีศรัทธา * หลักคำ สอนเรื่องความรัก ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรัก สอนให้รัก พระเจ้ารักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง * คำ สอนเรื่องบัญญัติ 10 ประการ ได้แก่ – จงนับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวาห์ – อย่าออกนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ – ถือวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ – จงนับถือบิดามารดา – อย่าฆ่าคน – อย่าผิดประเวณี – อย่าลักทรัพย์ – อย่าใส่ความนินทาว่าร้ายผู้อื่น – อย่าคิดมิชอบ – อย่าโลภในสิ่งของผู้อื่น * อาณาจักรพระเจ้า หมายถึง อาณาจักรแห่งจิตใจที่มีพระเจ้าเป็นเป้าหมาย 29
4.) ศาสนาอิสลาม * หลักศรัทธา 6 ประการ – ศรัทธาในพระอัลเลาะห์เพียงองค์เดียว – ศรัทธาในบรรดามลาอีกะห์ คือ เทวทูต – ศรัทธาในพระคัมภีร์ – ศรัทธาในบรรดาศาสนทูต – ศรัทธาในวันพิพากษา – ศรัทธาในกฎกำ หนดสภาวการณ์ * หลักปฏิบัติ 5 ประการ 1. การปฏิญาณตน ยอมรับว่าพระอัลเลาะห์เป็นพระเจ้าองค์เดียว 2. การละหมาด หรือ นมาซ วันละ 5 ครั้ง 3. การถือศีลอด หรือ อัศศิยาม หมายถึง การละหรืองดเว้นบริโภคอาหาร 4. การบริจาคซะกาต หมายถึง การบริจาคทานหรือบริจาคทรัพย์ที่ได้มาด้วยความสุจริต แก่ผู้ที่ควรรับซะกาต 5. การประกอบพิธีฮัจญ์ ณ วิหารกะบะห์ ที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย https://youtu.be/MyacbtCfFh4 30 (ภาพประกอบที่ 22 หลักคำ สอน)
คัมภีร์ศาสนา ศาสนาพุทธ พระไตรปิฎก ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันปรินิพพานพระองค์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดให้เป็นศาสดาสืบต่อ จากพระองค์ นอกจากจะทรงประทานพุทธพจน์ที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของพระองค์ไว้ว่า พระ ธรรมและวินัยที่มีเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว นี่ แสดงว่าในสมัยพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้นยังไม่มีพระไตรปิฎกบันทึกคำ สอนดังที่เราทราบกันอยู่ ในปัจจุบัน พุทธวจนะหรือคำ สอนของพระพุทธเจ้ามีชื่อเรียกกันในสมัยนั้น ๒ อย่าง (เสฐียรพงฆ์ วรรณปก,๒๕๔๓:๔) คือ 1. เรียก พฺรหฺมจริย (พรหมจรรย์) ดังพุทธวจน์ที่ตรัสเมื่อครั้งทรงส่งพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป ไปเผยแผ่พระศาสนาครั้งแรกว่า จรถ ภิกฺขเว, จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย, อตฺถาย หิตาย สุขาย, เทวมนุสฺสานํ เท เสตุ ภิกฺขเว ธมฺมํ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพ?ชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริ สุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสสิฯ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พหูชน เพื่อความสุขแก่พหูชน เพื่อ อนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายพวก เธอจงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้ง อรรถะและพยัญชนะ อันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง 2. เรียกว่า ธมฺมวินเย (ธรรมวินัย) ดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่พระอานนท์ พุทธอนุชา ก่อนเสด็จ ดับขันฐปรินิพพานว่า โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ป?ฺ?ตฺโต. โส โว มมจฺจเยนฯ ดูกรอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่ตถาคตแสดงไว้แล้ว บัญญัติไว้แล้ว ธรรมและวินัยนั้น จะเป็น ศาสดาของพวกเธอ เมื่อตถาคตล่วงลับไปแล้ว ที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ในสมัยพุทธกาลยังไม่มีการแบ่งพระพุทธวจนะไว้เป็นหมวด หมู่อย่างชัดเจน ยังไม่มีคำ ว่า “พระไตรปิฏก” 31
ศาสนาพราหมณ์ พระเวท (สันสกฤต: वेद) โดยทั่วไปถือว่าเป็นคัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หากกล่าวโดย เฉพาะลงไป หมายถึง บทสวดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อของชาวอินโดอารยัน หรืออาจเรียกได้ว่า ศาสนาพราหมณ์ฮินดู โดยมีการรวบรวมเป็นหมวดหมู่ในชั้นหลัง คำ ว่า “เวท” นั้น หมายถึง ความรู้ มาจากธาตุ “วิทฺ” वि द् (กริยา รู้) คัมภีร์พระเวท ประกอบด้วยคัมภีร์ 4 เล่ม ได้แก่ ฤคเวทใช้สวด สรรเสริญเทพเจ้า สามเวทใช้สำ หรับสวดในพิธีกรรมถวายน้ำ โสมแก่พระอินทร์และขับกล่อมเทพเจ้า ยชุรเวทว่าด้วยระเบียบวิธีในการประกอบพิธีบูชายัญและบวงสรวงต่าง ๆ และ อาถรรพเวท ใช้เป็นที่ รวบรวมคาถาอาคมหรือเวทมนตร์ พระเวท คัมภีร์ในศาสนาฮินดู หน้าหนึ่งจากอาถรรพเวท นักประวัติศาสตร์จำ นวนมาก ถือว่า พระเวท เป็นส่วนที่เก่าที่สุดที่เหลืออยู่ สำ หรับส่วนที่ใหม่สุดของพระเวท น่าจะมีอายุราวพุทธกาล และส่วนที่เก่าสุด ราว 1,000 ปีก่อนพุทธกาล แต่นักภารตวิทยาเชื่อว่า เนื้อหาของคัมภีร์เหล่านี้น่า จะได้มีการท่องจำ กันมาก่อนการบันทึกเป็นเวลานานมากแล้ว ซึ่งมีหลักฐานจากลักษณะทางภาษา และปริบททางสังคมต่าง ๆ 32 (ภาพประกอบที่ 23 พระเวท คัมภีร์ในศาสนาฮินดู)
ศาสนาคริสต์ พระคัมภีร์ไบเบิล รวมงานเขียนของชาวฮีบรูและชาวคริสต์ซึ่งประกอบด้วยการเปิดเผยจากสวรรค์. คำ ว่า ไบเบิล หมายถึง “หนังสือ.” พระคัมภีร์ไบเบิลเป็นงานของศาสดาพยากรณ์และผู้เขียนที่ได้รับการ ดลใจหลายคนซึ่งกระทำ ภายใต้อิทธิพลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (๒ ปต. ๑:๒๑). พระคัมภีร์ไบเบิลของชาวคริสต์มีสองภาค, รู้จักกันโดยทั่วไปว่าภาคพันธสัญญาเดิมและภาค พันธสัญญาใหม่. ภาคพันธสัญญาเดิมประกอบด้วยบรรดาหนังสือพระคัมภีร์ซึ่งใช้ในหมู่ชาวยิว ปาเลสไตน์ระหว่างการปฏิบัติศาสนกิจของพระเจ้าขณะทรงเป็นมรรตัย. ภาคพันธสัญญาใหม่ ประกอบด้วยงานเขียนในยุคสมัยของอัครสาวกและถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และสิทธิอำ นาจเดียวกัน กับพระคัมภีร์ชาวยิว. หนังสือต่าง ๆ ของภาคพันธสัญญาเดิมนำ มาจากวรรณกรรมของชาติซึ่ง ครอบคลุมหลายศตวรรษและเขียนในภาษาฮีบรูเกือบทั้งหมด, ในขณะที่หนังสือต่าง ๆ ของภาคพันธ สัญญาใหม่เป็นงานของคนรุ่นเดียวและส่วนใหญ่เขียนในภาษากรีก. พันธสัญญาเดิมคือกฎที่ประทานแก่โมเสสเมื่ออิสราเอลปฏิเสธความสมบูรณ์แห่งพระกิตติคุณ ซึ่งผู้คนของพระผู้เป็นเจ้ามีอยู่นับแต่กาลเริ่มต้นของความเป็นมรรตัย. พันธสัญญาใหม่คือพระ กิตติคุณดังที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนไว้. ในพระคัมภีร์ไบเบิลของชาวฮีบรู (ภาคพันธสัญญาเดิม) หนังสือต่าง ๆ แบ่งออกเป็นสาม หมวด : กฎ, ศาสดาพยากรณ์, และงานเขียน. พระคัมภีร์ไบเบิลที่โลกของชาวคริสต์ใช้แบ่งหมวดหมู่ หนังสือต่าง ๆ ตามเนื้อเรื่อง, เช่น ทางประวัติศาสตร์, บทกวี, และการพยากรณ์. หนังสือต่าง ๆ ในภาคพันธสัญญาใหม่โดยทั่วไปเรียงตามลำ ดับนี้ : พระกิตติคุณสี่เล่มและ กิจการ; สาส์นของเปาโล; สาส์นทั่วไปของยากอบ, เปโตร, ยอห์น, และยูดา; และวิวรณ์ซึ่งทรงสำ แดง แก่ยอห์น. 33
ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายให้ความคารวะและความเคารพต่อพระ คัมภีร์ไบเบิลและยืนยันอีกด้วยว่าพระเจ้าประทานการเปิดเผยเพิ่มเติมผ่านศาสดาพยากรณ์ของ พระองค์ต่อไปในยุคสุดท้ายซึ่งสนับสนุนและยืนยันความถูกต้องของเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิล เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของพระผู้เป็นเจ้ากับมนุษยชาติ. * ไม้ของยูดาห์ (พระคัมภีร์ไบเบิล) และไม้ของโยเซฟ (พระคัมภีร์มอรมอน) จะเป็นหนึ่งเดียวใน พระหัตถ์ของพระเจ้า, อสค. ๓๗:๑๕–๒๐. * ความจริงของพระคัมภีร์ไบเบิลจะได้รับการสถาปนาโดยพระคัมภีร์ยุคสุดท้าย, ๑ นี. ๑๓:๓๘–๔๐. * พระคัมภีร์ไบเบิลกับพระคัมภีร์มอรมอนจะร่วมกันหักล้างหลักคำ สอนที่ผิด, ๒ นี. ๓:๑๒. * พระคัมภีร์ไบเบิล ! พระคัมภีร์ไบเบิล ! เรามีพระคัมภีร์ไบเบิลอยู่แล้ว, ๒ นี. ๒๙:๓–๑๐. * ทุกคนที่เชื่อพระคัมภีร์ไบเบิลจะเชื่อพระคัมภีร์มอรมอนด้วย, มอร. ๗:๘–๑๐. * เอ็ลเดอร์ทั้งหลายจะสอนหลักธรรมแห่งพระกิตติคุณของเรา, ซึ่งอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลและพระ คัมภีร์มอรมอน, คพ. ๔๒:๑๒. * เราเชื่อว่าพระคัมภีร์ไบเบิลเป็นพระคำ ของพระผู้เป็นเจ้าตราบเท่าที่แปลไว้อย่างถูกต้อง, ลช. ๑:๘. 34
ศาสนาอิสลาม อัลกุรอาน มาจากรากศัพท์ในภาษาอาหรับแปลว่า การอ่าน หรือ การรวบรวม อัลลอฮ์ได้ประทานคัมภีร์อัลกรุอานแก่นบีมุฮัมมัดซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นนบีคนสุดท้าย และ คัมภีร์นี้ก็เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่พระเป็นเจ้าได้ ส่งมาให้แก่มวลมนุษยชาติ หลังจากนี้แล้วจะไม่มีคัมภีร์ ใด ๆ จากพระเป็นเจ้าอีก คัมภีร์กรุอานนี้ได้ประทานมาเพื่อยกเลิกคัมภีร์เก่า ๆ ที่เคยได้ทรงประทาน มาในอดีตนั่นคือคัมภีร์เตารอต (Torah) ที่เคยทรงประทานมาแก่นบีมูซา คัมภีร์ซะบูร (Psalm) ที่ เคยทรงประทานมาแก่นบีดาวูด (David) และคัมภีร์อินญีล (Evangelium / Gospel) ที่เคยทรง ประทานมาแก่นบีอีซา (Jesus) เป็นคัมภีร์ที่บริบูรณ์ไม่มีการเพี้ยนเปลี่ยนแปลง ภาษาของอัลกุรอาน นั้นคือภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาของนบีมุฮัมมัด การศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอานทั้งเล่มเป็นหลักการหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้อง ศรัทธา นั่นก็ หมายความว่าหากไม่ศรัทธาในอัลกุรอาน หรือศรัทธาเพียงบางส่วนก็จะเป็นมุสลิมไม่ได้ เช่นเดียวกับ ที่ต้องศรัทธาว่าคัมภีร์อัลกุรอานที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีความ บริบูรณ์ภายใต้การพิทักษ์ของอัลลอฮ์พระ ผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการสังคายนาอัลกุรอานเลย ตั้งแต่วันที่ท่านนบีเสียชีวิตจนกระทั่งถึง ปัจจุบัน ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺภาษาอาหรับจึงเป็นภาษาโบราณภาษาเดียว ที่มีชีวิตอยู่จน กระทั่งวันนี้ได้ และได้กลายเป็นภาษามาตรฐานของประเทศอาหรับทั้งหลาย เป็นภาษาวิชาการของ อิสลาม และเป็นภาษาที่ใช้ในการปฏิบัติศาสนพิธีของมุสลิมทุกคนทั่วโลก https://youtu.be/e3lvx4ikL30 35 (ภาพประกอบที่ 24 คัมภีร์ศาสนา)
ความเชื่อของศาสนา พุทธศาสนา ปัญหาสำ คัญที่ทำ ให้ผู้นับถือพุทธศาสนา ไม่สามารถเข้าใจคำ สอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ได้ก็คือเรื่องความเชื่อ คือชาวพุทธส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่าพระพุทธเจ้าสอนให้เชื่อในคำ สอนของ พระองค์โดยไม่ต้องลังเลสงสัย รวมทั้งเราก็มักเชื่อกันว่าคำ สอนที่บันทึกอยู่ในตำ ราพระไตรปิฎก ทั้งหมดนั้นเป็นคำ สอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ซึ่งนี่เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเราจะมา ทำ ความเข้าใจกันว่าความเชื่อเช่นไรจึงจะถูกต้องกันต่อไป ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าคำ สอนของพระพุทธเจ้านั้นมีอยู่ 2 ระดับ คือ 1. ระดับธรรมดา (หรือระดับศีลธรรม) ที่เป็นคำ สอนในเรื่องการครองเรือน หรือการดำ เนิน ชีวิตของเราตามปรกติ ที่มีผลเป็นความปกติสุข ไม่เดือดร้อน ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ซึ่งคำ สอน ระดับศีลธรรมนี้จะเป็นคำ สอนสำ เร็จรูปที่แม้ไม่ต้องใช้ปัญญาพิจารณาก็สามารถนำ คำ สอนนี้ไป ปฏิบัติได้ทันที โดยหลักคำ สอนของศีลธรรมนั้นก็สรุปอยู่ที่การไม่เบียดเบียนผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่น การให้ทาน การรักษาศีล การเสียสละ การให้อภัย การทำ หน้าที่การงานให้ถูกต้องด้วยความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์ การละเว้นอบายมุข ละเว้นสิ่งเสพติด สิ่งฟุ่มเฟือย และสอนให้ประหยัดอดออม เป็นต้น นั่นเอง คำ สอนระดับศีลธรรมนี้จะเอาไว้สอนแก่คนธรรมดาที่มีปัญญาค่อนข้างน้อย อย่างเช่นชาวบ้า นทั่วๆไป หรือเด็กๆ โดยระดับศีลธรรมนี้จะไม่เน้นเรื่องความเชื่อ คือใครจะเชื่ออย่างไรก็ได้ ขอเพียง ไม่ทำ ความชั่ว แล้วทำ แต่ความดีเท่านั้นก็พอ อย่างที่ชาวพุทธส่วนใหญ่กระทำ กันอยู่ อย่างเช่นที่เชื่อ กันว่าเมื่อทำ ความดีไว้ในชาตินี้ เมื่อตายไปแล้วจะได้ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์(ที่เชื่อกันว่าอยู่บน ฟ้า) หรือเมื่อทำ ความชั่วไว้ในชาตินี้ เมื่อตายไปแล้วก็จะตกนรก(ที่เชื่อกันว่าอยู่ใต้ดิน) หรือถ้าหมด กิเลส เมื่อตายแล้วก็จะนิพพาน(นิพพานนี้บางคนก็เชื่อว่าเป็นการดับสูญไปเลย แต่บางคนก็เชื่อว่า เป็นเมืองหรือสภาวะที่มีแต่ความสุขอยู่ชั่วนิรันดร) เป็นต้น 2.ระดับสูง (หรือระดับลึกซึ้งสูงสุด) ที่เป็นคำ สอนในเรื่องการดับทุกข์ของชีวิตในปัจจุบัน ซึ่ง ก็ได้แก่คำ สอนในเรื่องอริยสัจ4ซึ่งคำ สอนเรื่องการดับทุกข์นี้จัดเป็นคำ สอนที่สำ คัญที่สุดของ พระพุทธเจ้า ซึ่งคำ สอนระดับสูงนี้จะเน้นเรื่องความเชื่อมาก โดยจะสอนให้ใช้ปัญญานำ หน้าความ เชื่อ และจะเอาไว้สอนเฉพาะผู้ที่มีปัญญาเท่านั้น ถ้าสอนคนมีปัญญาน้อยเขาก็จะรับไม่ได้เพราะยังมี สติปัญญาไม่เพียงพอ เหมือนสอนเรื่องยากๆให้กับเด็ก อย่างเช่นถ้าสอนเด็กว่าร่างกายของเราจริงๆ แล้วมันไม่มี มันมีแต่ดิน น้ำ ความร้อน และก๊าซที่มารวมตัวกันสร้างขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งเด็กจะไม่เข้าใจ เพราะเด็กก็เห็นอยู่ว่ามีร่างกายอยู่จริงๆ เป็นต้น 36
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู หลักความเชื่อ ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาที่เชื่อในพระเจ้า พระเจ้ามีชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า พฺรหมณ์หลักธรรมคาสอน หลักปฏิบัติพื้นฐานจุดมุ่งหมายของชีวิตตามแนวทางของศาสนาฮินดูมี 4 ประการ คือ 1. อรถะ หรืออรรถะ การแสวงหาทรัพย์เพื่อการดารงชีวิตภายใต้กรอบคาสอนทางศาสนา 2. ธรมะ หรือธรรมะ การดารงชีวิตภายใต้กรอบคาสอนทางศาสนา 3. กามะ การแสวงหาความสุขทางโลก ภายใต้กรอบคาสอนทางศาสนา 4. โมกษะ ในที่สุดต้องแสวงหาความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จุดมุ่งหมาย 3 ข้อแรก ต้องการให้ศาสนิกดารงชีวิตทางโลกเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล แต่ ต้องอยู่ภายใต้ กรอบคาสอนทางศาสนาของตนแต่เมื่อมีความสุขอย่างมีศีลธรรมในระดับโลกแล้ว ศาสนิกจะต้องแสวงหา เป้าหมายอันสูงสุดของชีวิตคือความพ้นไปจากการตายแล้วเกิด ซึ่งเป็นผล ของกรรมหรือการกระทาทุกอย่างในโลก ต้องคานึงอยู่เสมอว่าทุกอย่างในโลกเป็นสิ่งไม่คงอยู่ชั่ว นิรันดร อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติที่ว่าเกิดขึ้นคงอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ในที่สุดก็สูญสลายไป สิ่งที่เป็นนิรันดร คือความเจริญสูงสุดหรือพระเป็นเจ้า ศาสนาคริสต์ * เป็นการเชื่อสุดใจ การยอมมอบเจตจำ นง และการอุทิศถวายตนเองทั้งหมดแด่พระเยซูคริสต์ผู้ซึ่ง พันธสัญญาใหม่เปิดเผยไว้ * มีการกลับใจใหม่ คือการหันจากบาป ด้วยความสำ นึกเสียใจอย่างแท้จริง และหันเข้าหาพระเจ้า โดยทางพระคริสต์ * เชื่อฟังพระเยซูคริสต์และพระวจนะของพระองค์ * แสดงออกโดยความไว้วางใจความรัก โดยความซาบซึ้ง และความจงรักภักดี ต่อพระคริสต์ 37
ศาสนาอิสลาม พระเจ้าเป็นหนึ่งและหาที่เปรียบไม่ได้ และจุดประสงค์ของการดำ รงอยู่ คือ เพื่อรักและรับใช้ พระเป็นเจ้า มุสลิมยังเชื่อว่า ศาสนาอิสลามเป็นคบรรพศรัทธาฉบับสมบูรณ์และเป็นสากลที่สุดซึ่งได้ ประจักษ์มาหลายครั้งก่อนหน้านั้น ผ่านศาสดาซึ่งรวมอาดัม โนอาห์ อับราฮัม โมเสส และพระเยซู พวกเขายึดมั่นว่า สารและวิวรณ์ถูกแปลผิดหรือเปลี่ยนแปลงบางส่วนตามกาล แต่มองว่าอัลกุรอา นภาษาอาหรับเป็นทั้งวิวรณ์สุดท้ายและไม่เปลี่ยนแปลงของพระเป็นเจ้า[4] มโนทัศน์และหลักศาสนา มีเสาหลักทั้งห้าของอิสลาม ซึ่งเป็นมโนทัศน์พื้นฐานและการปฏิบัติตนนมัสการที่ต้องปฏิบัติตาม และ กฎหมายอิสลามที่ตามมา ซึ่งครอบคลุมแทบทุกมุมของชีวิตและสังคม โดยกำ หนดแนวทางในหัว เรื่องหลายหลาก ตั้งแต่การธนาคารไปจนถึงสวัสดิการ ชีวิตครอบครัวและสิ่งแวดล้อม มุสลิมส่วนใหญ่เป็นนิกายซุนนีย์ คิดเป็น 75–90% ของมุสลิมทั้งหมด นิกายใหญ่ที่สุดอันดับ สอง คือ ชีอะฮ์ คิดเป็น 10–20% ประเทศมุสลิมใหญ่ที่สุด คือ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีชาวมุสลิม 12.7% ของโลก ตามมาด้วยปากีสถาน (11.0%) อินเดีย (10.9%) และบังกลาเทศ (9.2%) นอกจาก นี้ ยังพบชุมชนขนาดใหญ่ในจีน รัสเซียและยุโรปบางส่วน ด้วยสาวกกว่า 1,500 ล้านคน หรือ 22% ของประชากรโลก อิสลามจึงเป็นศาสนาใหญ่ที่สุดอันดับสองและศาสนาหลักที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ศาสนาหนึ่ง 38 https://youtu.be/V9roSZnF4u0 (ภาพประกอบที่ 25 ความเชื่อของศาสนา)
สัญลักษณ์แห่งศาสนา ศาสนาคริสต์ : กางเขน (ภาพประกอบที่ 26 ศาสนาคริสต์ : กางเขน) • เครื่องหมายกางเขน เป็นสัญลักษณ์หลักความเชื่อคริสตชน พระเยซูเจ้าทรงกล่าวไว้ล่วง หน้าแล้วว่า พระองค์จะต้องรับทรมาน สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และกลับคืนพระชนมชีพเพื่อ ไถ่บาปมวลมนุษย์ ทำ ให้มนุษย์มีความสัมพันธ์อันดีกับพระเจ้า ทำ ให้ประตูสวรรค์เปิดอีกครั้งหนึ่ง กางเขนจึงเป็นเครื่องหมายแห่งการไถ่บาป เป็นเครื่องหมายแห่งการให้อภัยสิ้น เป็นเครื่องหมายแห่ง การชนะบาปและความตาย และเป็นเครื่องหมายแห่งการกลับคืนชีพ • เครื่องหมายกางเขน เป็นสัญลักษณ์ที่เกิดมาจากการถูกตรึงกางเขนของพระเยซูเจ้าบนเนิน เขากัลวารีโอ ซึ่งในสมัยนั้นการตรึงให้ตายบนไม้กางเขน จะใช้กับนักโทษประหารมีคดีร้ายแรง ถ้าใน สมัยนี้ก็เหมือนกับถูกยิงเป้า หลายคนไม่เข้าใจความหมายแท้จริงของกางเขน จึงเห็นเป็นเพียงเครื่อง ประดับเท่านั้น • สัญลักษณ์กางเขนมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งบางแบบก็เอาความหมายจากพระคัมภีร์มา ออกแบบ แต่ส่วนใหญ่ก็มาจากความนิยมของกลุ่มคริสตชนที่แตกต่างกันทางเชื้อชาติ เขตแคว้นหรือ นิกาย เรามีสิทธิ์เลือกใช้ได้ตามใจชอบ แต่จะมีบางแบบที่สงวนไว้เฉพาะ เช่น กางเขนแบบพระ สันตะปาปา ซึ่งจะมีแขนเป็นสามชั้นเรียงลำ ดับสั้นสุดลงมา กางเขนแบบนี้จะใช้ในขบวนเสด็จของ พระสันตะปาปาเท่านั้น 39
ศาสนาพุทธ : ธรรมจักร (ภาพประกอบที่ 27 ศาสนาพุทธ : ธรรมจักร) ธรรมจักร เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนพุทธศาสนา การนำ เอาธรรมจักรมาใช้เป็นสัญลักษณ์นั้น เนื่องมาจากแนวความคิดที่ว่า พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาครั้งแรกด้วยการแสดงพระ ธรรมเทศนาชื่อ “ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร” โปรดปัญจวัคคีย์ • จากความหมายทางชื่อ พระธรรมเทศนาหมายถึง การนำ ธรรมะให้หมุนเคลื่อนไป เพื่อให้ เข้าถึงหมู่สัตว์ ซึ่งเปรียบเหมือนวงล้อของราชรถ ที่นำ พระราชาให้เสด็จเคลื่อนไป ทำ ให้เกิดการนำ เอารูปธรรมจักรมาใช้เป็นสัญลักษณ์ โดยแกนของจักร หมายถึง นิพพาน ซี่ทั้งแปด คือ มรรคแปด และขอบที่เชื่อมซี่ทั้งแปด หมายถึง ความสมถะ 40
ในหลักการศาสนาอิสลามไม่มีสัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย อนุญาตให้นำ สัญลักษณ์ดาวและจันทร์เสี้ยวมาเป็นสัญลักษณ์ได้ ห้ามเคารพสักการะสัญลักษณ์ดาวและจันทร์เสี้ยว ศาสนาอิสลาม : ดาวและจันทร์เสี้ยว (ภาพประกอบที่ 28 ศาสนาอิสลาม : ดาวและจันทร์เสี้ยว) ตามหลักการศาสนาอิสลาม ไม่ปรากฏสัญลักษณ์ประจำ ศาสนา แต่ในโลกปัจจุบันความคุ้น เคยกับดาวและจันทร์เสี้ยว ทำ ให้ทุกคนเข้าใจว่าดาวและจันทร์เสี้ยว คือสัญลักษณ์ของอิสลาม ซึ่ง ความเป็นจริงที่มาของดาวและจันทร์เสี้ยว พอสรุปได้ดังนี้ คือ 1. ในยุครุ่งเรืองของอารยธรรมออโตมาน (ค.ศ. 15-19) ได้คิดค้นสัญลักษณ์ธง เพื่อยกธงบอก ถึงชัยชนะการทำ สงคราม โดยเขียนพยัญชนะอารบิกตัว “นูน” มีรูปโค้งคล้ายจันทร์เสี้ยว ซึ่งมีคำ เต็ม ว่า “นัซรุน” หมายถึง ชัยชนะ 2. ยุคถัดมา มีบางกลุ่มเข้าใจว่าอักษรตัวนูนนั้นคือ เครื่องหมายจันทร์เสี้ยว จึงมีผู้คนนิยมนำ รูปจันทร์เสี้ยวมาใช้ 3. อดีตถึงปัจจุบันโลกตะวันออกกลาง ได้นำ สัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวแดงมาใช้เป็นเครื่องหมาย แทน เครื่องหมายกาชาด 4. ตามหลักการอิสลาม อิบาดะห์บางอย่างได้ถูกกำ หนดด้วยการดูจันทร์เสี้ยวเป็นจุดเริ่มต้น เช่น การถือศีลอด และดวงจันทร์ยังเป็นตัวกำ หนดวันเริ่มเดือนใหม่ของปฏิทินอิสลาม ข้อสรุป 41
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู : โอม (ภาพประกอบที่ 29 ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู : โอม) สัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือ อักษรเทวนาครี อ่านว่า “โอม” ซึ่งย่อมาจากอักษร อ อุ และ ม หมายถึง เทพยิ่งใหญ่ทั้งสาม อักษร “อ” แทนพระวิษณุ อักษร “อุ” แทนพระวิศวะ และอักษร “ม” แทนพระพรหม สัญลักษณ์ดังกล่าวนี้บางครั้งเรียกว่า “สวัสดิหรือสวัสดิกะ” https://youtu.be/5iKRhDYB1oY 42 (ภาพประกอบที่ 30 สัญลักษณ์แห่งศาสนา)
ข้อปฏิบัติทางศาสนา พราหมณ์ - ให้มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์ - เคารพเชื่อฟังผู้ที่มีความรู้ และผู้สูงอายุ - รักษาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี พุทธ - ไม่ขาดการเยี่ยมเยือนพบปะพระภิกษุ คือ การหมั่นเข้าวัด สนทนากับพระภิกษุที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ - ไม่ละเลยการฟังธรรม คือ ให้ความใส่ใจในการฟังธรรมเทศนา - ศึกษาในอธิศีล คือ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ - มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งหลาย ทั้งที่เป็นเถระ นวกะ และปูนกลาง คือ ให้ความศรัทธา ต่อพระภิกษุโดยเสมอภาค ไม่แบ่งแยกพรรษ คริสต์ - จงนมัสการพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว - อย่าออกพระนามพระเจ้าโดยไม่จำ เป็น - จงถือวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ - จงนับถือบิดามารดา - อย่าฆ่าคน - อย่าผิดประเวณี - อย่าลักทรัพย์ - อย่านินทาว่าร้ายผู้อื่น - อย่าคิดมิชอบ - อย่ามีความโลภในสิ่งของผู้อื่น 43