ใบงานที่ 3.1 ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้บทที่ 3 เรื่อง บทบาทหน้าที่ขององค์กรธุรกิจ จุดประสงค์ของงาน 1. อธิบายบทบาทหน้าที่ขององค์กรธุรกิจได้ 2. นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กิจกรรม 1. ให้ผู้เรียนเขียนอธิบายบทบาทหน้าที่ขององค์กรธุรกิจลงในกระดาษที่ครูแจกให้ เกณฑ์การพิจารณา แบบประเมินการปฏิบัติใบงานที่ 1.1 เกณฑ์การประเมิน 18-20 หมายถึง ดีมาก 15-17 หมายถึง ดี 10-14 หมายถึง พอใช้ ต่ำกว่า 10 หมายถึง ต้องปรับปรุง เกณฑ์การตัดสิน ผู้เรียนต้องอยู่ในระดับ “พอใช้” ขึ้นไปจึงถือว่า “ผ่าน” ลงชื่อ……………………………ผู้ประเมิน (…………………………………………..) วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………... ข้อที่ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 1 ความสอดคล้องตามสมรรถนะที่พึงประสงค์ 4 3 2 1 2 ความถูกต้องของเนื้อหา 3 การสรุปเป็นองค์ความรู้ 4 ความสร้างสรรค์และประยุกต์ใช้ 5 ผลงานส่งตามกำหนดเวลา รวม
แบบประเมินผลการนำเสนอผลงาน ชื่อกลุ่ม……………………………………………ชั้น………………………ห้อง................................................ รายชื่อสมาชิก 1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่……. 3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่……. ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคิดเห็น 3 2 1 1 เนื้อหาสาระครอบคลุมชัดเจน (ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหา ความ ถูกต้อง ปฏิภาณในการตอบ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า) 2 รูปแบบการนำเสนอ 3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม 4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้ำเสียง ซึ่งทำให้ผู้ฟังมี ความสนใจ รวม ผู้ประเมิน………………………………………… เกณฑ์การให้คะแนน 1. เนื้อหาสาระครอบคลุมชัดเจนถูกต้อง 3 คะแนน = สาระสำคัญครบถ้วนถูกต้อง ตรงตามจุดประสงค์ 2 คะแนน = สาระสำคัญไม่ครบถ้วน แต่ตรงตามจุดประสงค์ 1 คะแนน = สาระสำคัญไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามจุดประสงค์ 2. รูปแบบการนำเสนอ 3 คะแนน = มีรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสม มีการใช้เทคนิคที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยีประกอบการ นำเสนอที่ น่าสนใจ นำวัสดุในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัด 2 คะแนน = มีเทคนิคการนำเสนอที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยีประกอบการนำเสนอที่น่าสนใจ แต่ขาดการ ประยุกต์ใช้ วัสดุในท้องถิ่น 1 คะแนน = เทคนิคการนำเสนอไม่เหมาะสมและไม่น่าสนใจ 3. การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 4. ความสนใจของผู้ฟัง 3 คะแนน = ผู้ฟังมากกว่าร้อยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมือ 2 คะแนน = ผู้ฟังร้อยละ 70-90 สนใจ และให้ความร่วมมือ 1 คะแนน = ผู้ฟังน้อยกว่าร้อยละ 70 สนใจ และให้ความร่วมมือ
แบบประเมินกระบวนการทำงานกลุ่ม ชื่อกลุ่ม……………………………………………ชั้น………………………ห้อง…………… รายชื่อสมาชิก 1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่……. 3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่……. ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคิดเห็น 3 2 1 1 การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 2 การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม 3 การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 การประเมินผลและปรับปรุงงาน รวม ผู้ประเมิน………………………………………………… วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………... เกณฑ์การให้คะแนน 1. การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายการทำงานอย่างชัดเจน 2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 2. การหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม 3 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจัดเตรียมสถานที่ สื่อ /อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง ยึดหลักความประหยัด 2 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง แต่ไม่ตรงตามความสามารถ และมีสื่อ /อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง แต่ขาดการจัดเตรียมสถานที่และไม่ยึดหลักความประหยัด 1 คะแนน = กระจายงานไม่ทั่วถึงและมีสื่อ /อุปกรณ์ไม่เพียงพอ และไม่ยึดหลักความประหยัด 3. การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 3 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาที่กำหนด มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 2 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย แต่ช้ากว่าเวลาที่กำหนด ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 1 คะแนน = ทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย และไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ มีความรอบรู้ รอบคอบ และ ระมัดระวัง 2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรุงงาน ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และ ระมัดระวัง
แบบฝึกหัดพร้อมเฉลย หน่วยที่ 3 คำชี้แจง: จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว ๑. องค์กรธุรกิจใดที่ปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ก. ธุรกิจระดับชุมชน ข. ธุรกิจ SME ในตลาดหลักทรัพย์ ค. ธุรกิจข้ามประเทศขนาดใหญ่ ง. ถูกทุกข้อ 2. ผู้ประกอบการพัฒนาความพอเพียงในการดำรงชีวิตจากระดับบุคคลและครอบครัวไปสู่ระดับชุมชนหรือองค์กรได้ อย่างไร ก. รวมตัวกันในรูปสหกรณ์ เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองในธุรกิจ ข. แลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิตระหว่างผู้ประกอบการรายย่อยด้วยกัน ค. จัดหาปัจจัยสี่มาให้เพียงพอกับการดำรงชีพอย่างมีความสุขในครอบครัว ง. ให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นแรงงานในการผลิตโดยไม่จ้างคนภายนอก 3. เป้าหมายสุดท้ายในการประกอบธุรกิจคือข้อใด ก. แสวงหากำไรสูงสุด ข. ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่สุด ค. ผูกขาดตลาด ง. ขยายกิจการให้ยิ่งใหญ่ที่สุด 4. องค์กรธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคมโดยการกระทำแบบใด ก. ไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ข. ให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค ค. ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีและมีปริมาณที่เพียงพอแก่ความต้องการ ง. ถูกทุกข้อ 5. การสร้างศาลาที่พักเพื่อรอรถโดยสารประจำทาง ถือเป็นบทบาทขององค์กรธุรกิจด้านใด ก. ด้านการยกมาตรฐานการครองชีพให้สูงขึ้น ข. ด้านเทคโนโลยีภายใต้การแข่งขันที่สูงขึ้น ค. ด้านรายได้ประชาชาติ ง. ด้านการดูแลและร่วมรับผิดชอบต่อสังคม 6. บทบาทขององค์กรธุรกิจด้านใดที่ดูแลในเรื่องของการจ้างงาน แรงงานมีงานทำ ก. ด้านรายได้ประชาชาติ ข. ด้านการดูแลและร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ค. ด้านเทคโนโลยีภายใต้การแข่งขันที่สูงขึ้น ง. ด้านเศรษฐกิจเติบโตเจริญก้าวหน้า และเกิดการส่งเสริมค่านิยมที่ดี 7. ข้อใด ไม่ใช่ สถาบันทางเศรษฐกิจของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก. สมาคมการค้า ข. รัฐวิสาหกิจ
ค. สหกรณ์บางแห่ง ง. มหาลัยราชภัฏ 8. ข้อใด ไม่ใช่ บทบาทขององค์กรธุรกิจ ก. การมีส่วนช่วยเหลือสังคม ข. รัฐบาลมีเงินสำหรับนำไปบริหารประเทศ ค. ประชาชนอยู่ดีกินดี ง. สร้างความฟุ้งเฟ้อให้แก่ผู้บริโภค 9. ข้อใด ไม่ใช่ หน้าที่ขององค์กรธุรกิจ ก. ผลิต ข. แสวงหากำไร ค. จัดจำหน่าย ง. กระจายรายได้ 10. ข้อใดจัดเป็นหน้าที่ขององค์กรธุรกิจในการกระจายรายได้ ก. การจัดจำหน่ายหรือขายสินค้า ข. การจ้างงาน ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ ค. การนำเอาวัตถุดิบหรือทรัพยากรธรรมชาติมาแปรสภาพ ง. การนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แผนการจัดการเรียนรู้ภาคทฤษฎี แผนการจัดการเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยที่ 4 ชื่อวิชา การเป็นผู้ประกอบการ สอนสัปดาห์ที่ 5 ชื่อหน่วย ระบบเศรษฐกิจตลาด คาบรวม 4 ชื่อเรื่อง ความหมายของระบบเศรษฐกิจ จำนวนคาบ 2 หัวข้อเรื่อง ความหมายและความสำคัญของระบบเศรษฐกิจ สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายของระบบเศรษฐกิจจ 2. ความสำคัญของระบบเศรษฐกิจ 3. ประเภทของระบบเศรษฐกิจ 4. ปัจจัยการผลิตในระบบเศรษฐกิจ 5. วงจรธุรกิจในระบบเศรษฐกิจตลาด ด้านคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย สาระสำคัญ การอยู่รวมกันของมนุษย์ในสังคมมีการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน โดยเฉพาะกิจกรรมทาง เศรษฐกิจย่อมมีผลกระทบที่เกิดจากการทำกิจกรรมเหล่านั้น ระบบเศรษฐกิจถือได้ว่าเป็นกลไกลหนึ่งที่จะเข้ามา ควบคุม เพื่อให้การทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันนั้นสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น จึงมีความจำเป็นอย่าง ยิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจขั้นจำเป็นจะต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องระบบเศรษฐกิจ ความสำคัญ ประเภท และวงจรธุรกิจในระบบเศรษฐกิจตลาด รวมถึงผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เพื่อ ประโยชน์ในการนำมาประกอบการในด้านธุรกิจต่างๆคือเรื่องปัจจัยการผลิตของระบบเศรษฐกิจ สมรรถนะอาชีพประจำหน่วย 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับวงจรธุรกิจในระบบเศรษฐกิจตลาด 2. อธิบายปัจจัยการผลิตในระบบเศรษฐกิจ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1. สรุปสาระได้ถูกต้อง ชัดเจน และตรงประเด็น 2. ความสนใจใฝ่รู้ ความมีวินัย ตรงต่อเวลา ความรอบคอบ ระมัดระวัง 3. ความเมตตา กรุณา โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และไม่เห็นแก่ตัว จุดประสงค์การสอน / การเรียนรู้ • จุดประสงค์ทั่วไป / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1. บอกความหมายของระบบเศรษฐกิจได้ 2. อธิบายความสำคัญของระบบเศรษฐกิจได้ 3. บอกปะเภทของระบบเศรษฐกิจได้ 4. อธิบายปัจจัยการผลิตในระบบเศรษฐกิจได้ 5. อธิบายวงจรธุรกิจในระบบเศรษฐกิจตลาดยุคปัจจุบันได้
5. อธิบายความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจที่มีต่อสังคมได้ • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1) พุทธิพิสัย ผู้เรียนมีความรู้และบอกความหมายของระบบเศรษฐกิจได้ 2) ทักษะพิสัย ผู้เรียนสามารถอธิบายวงจรธุรกิจในระบบเศรษฐกิจตลาดในยุคปัจจุบันได้ 3) จิตพิสัย ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย กิจกรรมการเรียนรู้ ⚫ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ผู้สอนทบทวนความรู้เดิมจากครั้งที่แล้ว เรื่องบทบาทและหน้าที่ขององค์กรธุรกิจและได้พูดถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อสังคมพร้อมยกตัวอย่าง ⚫ ขั้นสอน 1. ผู้สอนบรรยายเชิงปฏิสัมพันธ์ด้วย Power Point เรื่อง ความหมายของระบบเศรษฐกิจ ความหมายของระบบเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง การรวมตัวกันเป็นกลุ่มของหน่วยเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลหรือ สถาบันที่ทำหน้าที่เฉพาะอย่างในทางเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจและพัฒนาระบบ เศรษฐกิจให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น การจำแนกระบบเศรษฐกิจ การตัดสินปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีหลายวิธี โดยจะเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐกิจของสังคมนั้น โดยทั่วไปนิยมแบ่งระบบเศรษฐกิจออกเป็น 4 ระบบ ดังนี้ 1. ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ (Communism) ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์เป็นระบบ เศรษฐกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของทรัพยากรต่างๆ รวมทั้งปัจจัยการผลิตทุกชนิด เอกชนไม่มีกรรมสิทธิ์ ตลอดจน เสรีภาพที่จะเลือกใช้ปัจจัยการผลิตได้ รัฐบาลเป็นผู้ประกอบการและทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรต่างๆ หน่วย ธุรกิจและครัวเรือน จะผลิตและบริโภคตามคำสั่งของรัฐ กลไกราคาไม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทาง เศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจกระทำโดยรัฐบาล จะมีลักษณะเด่นอยู่ที่การรวมอำนาจทุก อย่างไว้ที่ส่วนกลาง ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ จุดเด่นของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ก็คือ เป็นระบบเศรษฐกิจที่ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางฐานะและรายได้ของบุคคลในสังคม ภายใต้ระบบ เศรษฐกิจนี้เอกชนจะทำการผลิตและ บริโภคตามคำสั่งของรัฐ ผลผลิตที่ผลิตขึ้นมาจะถูกนำส่งเข้าส่วนกลาง และรัฐจะเป็นผู้จัดสรรหรือแบ่งปัน สินค้าและบริการดังกล่าวให้ประชาชนแต่ละคนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มี การได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ประชาชนไม่มีเสรีภาพที่จะผลิตหรือ บริโภคอะไรได้ตามใจเพราะจะถูกบังคับหรือสั่งการจากรัฐ สินค้ามีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากผู้ผลิตขาด แรงจูงใจ และการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจอาจเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถที่จะ มีข่าวสารที่สมบูรณ์ในทุก ๆ เรื่อง 2. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเลือกตัดสินใจดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตาม ความสามารถและโอกาสของตนโดยอาศัยตลาดและราคาในการเลือก โดยรัฐหรือเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางมี บทบาทเกี่ยวข้องน้อยมาก ลักษณะสำคัญของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ได้แก่ - ทรัพย์สินและปัจจัยการผลิตเป็นของเอกชน - เอกชนเป็นผู้ดำเนินการกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยผ่านกลไกราคา และมีกำไรเป็นแรงจูงใจ - มีการแข่งขันเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจ
- รัฐไม่เข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจ มีบทบาทเพียงการรักษาความสงบเรียบร้อย ความ ยุติธรรม ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม คือ ประชาชนสามารถใช้ความรู้ความสามารถ โอกาส ความคิดริเริ่ม ของตนในการผลิตและบริโภคเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนได้อย่างเต็มที่ ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม คือ จากความสามารถและโอกาสของบุคคลที่แตกต่างกัน ทำให้มีระดับ รายได้แตกต่างกัน นำไปสู่ปัญหาการกระจายรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจน ส่วนการผลิตในระบบทุนนิยมเป็น ที่มาของการแข่งขันกันผลิต นำไปสู่การทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจนกลายเป็นปัญหาของ โลกในปัจจุบัน ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ สิงคโปร์ 3. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต วางแผนและ ควบคุมการผลิตบางประเภท โดยเฉพาะการผลิตที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชน เช่น การ สาธารณูปโภค ต่างๆ สถาบันการเงิน ป่าไม้ เอกชนถูกจำกัดเสรีภาพในกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะส่วนที่ เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม ดำเนินการได้เพียงอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมขนาดย่อม ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหา ความแตกต่างด้านฐานะระหว่างคนรวยและคนจน ลักษณะสำคัญของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ได้แก่ - รัฐคุมการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกรูปแบบ - ไม่มีการแข่งขันเกิดขึ้น - รัฐสั่งการผลิตคนเดียว - มีการวางแผนจากส่วนกลาง ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม คือ สร้างความเสมอภาคด้านฐานะทางเศรษฐกิจของบุคคลใน สังคม ประชาชนได้รับสวัสดิการจากรัฐบาลกลางโดยเท่าเทียมกันและสามารถกำหนดนโยบายเป้าหมายตามที่ รัฐบาลกลางต้องการได้ ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม คือ ประชาชนขาดแรงจูงใจในการทำงาน เศรษฐกิจของ ประเทศอาจเผชิญวิกฤติหากรัฐกำหนดความต้องการผิดพลาดและการไม่มีระบบแข่งขันแบบทุนนิยมทำให้ไม่มี การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม เช่น เกาหลี ลาว เวียดนาม 4. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม ระบบเศรษฐกิจแบบผสม เป็นระบบเศรษฐกิจที่ผสมระหว่างระบบทุนนิยมกับสังคมนิยม มีรัฐเป็น เจ้าของปัจจัยการผลิตหรือควบคุมการผลิตขนาดใหญ่ แต่ปัจจัยการผลิตส่วนใหญ่เป็นของเอกชน การกำหนด ราคาขึ้นกับกลไกแห่งราคาของตลาด ลักษณะสำคัญของระบบเศรษฐกิจแบบผสม ได้แก่ - เอกชนมีเสรีภาพ - มีการแข่งขัน แต่รัฐอาจแทรกแซง การผลิตได้บ้าง - รัฐดำเนินกิจการบางอย่างในรูปของรัฐวิสาหกิจ เช่น สาธารณูปโภค ( ไฟฟ้า ประปา ) - มีการวางแผนจากส่วนกลางและมีสวัสดิการจากรัฐ ประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบผสม เช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน กัมพูชา พม่า เป็นต้น ผลิตอะไร (What) ผลิตอย่างไร (How) ผลิตเพื่อใคร (For Whom)
ความสำคัญของระบบเศรษฐกิจ 1. มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ทราบว่าจะผลิตอะไร ผลิต เพื่อใคร 2. จะกำหนดระเบียบการเป็นเจ้าของทรัพย์สินและปัจจัยการผลิตและควบคุมสถาบันทางเศรษฐกิจ ให้เป็นระเบียบ 3. เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ และดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ เจริญก้าวหน้ 2. ผู้เรียนแบ่งกลุ่มย่อยกลุ่มละ 5-7 คน เพื่อระดมสมองโดยการศึกษาเนื้อหาร่วมกันโดยให้แต่ละคน มีบทบาทช่วยกันในกลุ่ม 2.1 นักเรียนสรุปความรู้เกี่ยวกับความหมายและความสำคัญขององค์กรธุรกิจ 2.2 นักเรียนทำใบงานที่ 3.1 โดยครูคอยให้คำแนะนำเพิ่มเติม 3. นำเสนอผลงานการปฏิบัติกิจกรรม เป็นผลงานกลุ่ม ⚫ ขั้นสรุป 4. ผู้สอนวิพากษ์ผลงานของนักเรียนและตั้งคำถามให้ผู้เรียนให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมาย และความสำคัญของระบบเศรษฐกิจ 5. สมาชิกในชั้นเรียนร่วมกันวิพากษ์ผลงานของเพื่อน การบูรณาการกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 1.1 ความมุ่งมั่นและปรารถนา พยายามที่จะดำเนินธุรกิจเหล่านั้นให้ประสบความสำเร็จ มิฉะนั้นจะทำ ให้สูญเสียทั้งเงินและเวลา 1.2 องค์กรธุรกิจทำให้เกิดการกระจายรายได้ ประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ทำให้ เกิดการกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น ๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่าง รอบคอบ 2.1 ธุรกิจทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญก้าวหน้า เพื่อธุรกิจก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน มีการกระจายรายได้ ทำให้ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 2.2 เมื่อมีการผลิตก็จะมีการจ้างงาน ทำให้ประชาชนมีโอกาสทำงานมีรายได้ ซึ่งรายได้โดยรวมจะถูก จัดสรรไปยังประชาชนกลุ่มต่างๆส่งผลให้รายได้ประชาชาตินั้นสูงขึ้น ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีมาตรฐานการ ครองชีพที่สูง ๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต 3.1 การที่กิจการของธุรกิจเกิดการขยายตัวออกไปมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ประชาชนในสังคมมีงานทำ มี รายได้ และมีอำนาจในการซื้อสูงมากเท่านั้น เรื่องของการเกิดปัญหาด้านอาชญากรรมต่างๆก็จะลดลง 3.2 จะเลือกผลิตสินค้าอะไรเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากการมีทรัพยากรจำกัด มีไม่เพียงพอที่จะผลิต สินค้าและบริการสนองความต้องการจากมนุษย์ได้ครบทุกสิ่งอย่าง จึงต้องตัดสินใจว่าจะเลือกผลิตสินค้าและ บริการอะไรบ้าง และผลิตในปริมาณเท่าไหร่จึงจะสนองความต้องการของบุคคลในสังคมได้
โดยมีเงื่อนไข ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ ดังนี้ 4. เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความ รอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังใน การปฏิบัติ 4.1 การทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่งคั่งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีการกินดีอยู่ดี และมีรายได้สูง สามารถ พึ่งพาตนเองและเลี้ยงดูครอบครัวได้ การประกอบกิจการก็จะมีความมั่งคั่งเป้นผลตามไปด้วย 4.2 การเลือกวิธีการผลิตคือการจะใช้วิธีการผลิตสินค้าและบริการแต่ละชนิดอย่างไรที่จะทำให้ สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยที่สุด เสียต้นทุนในการผลิตต่ำที่สุด ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีการผลิตที่เหมาะสมที่สุด 5. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต 5.1 การดำเนินงานของหน่วยงานราชการและองค์กรการกุศล ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการให้บริการแก่ ประชาชนโดยไม่ได้มุ่งหวังผลตอบแทน ซึ่งในปัจจุบันการประกอบธุรกิจมิใช่เพื่อสนองความต้องการของ ผู้บริโภคเฉพาะเพียงในด้านปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังเป็นการตอบสนองความต้องการที่สูงอย่างไม่จำกัดของ ผู้บริโภค 5.2 รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีอากร มีเงินมาพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป การวัดและประเมินผล 1. แบบประเมินพฤติกรรมรายกลุ่ม 2. แบบประเมิน คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะพึงประสงค์ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียน 2. สื่ออิเล็กทรอนิกส์, PowerPoint 3. เว็บไซต์ หลักฐานการเรียนรู้ 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและประเมินผล ก่อนเรียน - แบบทดสอบก่อนเรียน ขณะเรียน - แบบสังเกตพฤติกรรม หลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน เครื่องมือประเมิน 1. แบบประเมินพฤติกรรมรายกลุ่ม 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ก่อนเรียน/หลังเรียน 10 ข้อ 3. แบบประเมิน คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะพึงประสงค์
เกณฑ์การประเมิน 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงานรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุงแบบประเมินผล การเรียนรู้ก่อนเรียนไม่มีเกณฑ์ผ่าน เก็บคะแนนไว้เปรียบเทียบกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ก่อนเรียนไม่มีเกณฑ์ผ่าน เก็บคะแนนไว้เปรียบเทียบกับคะแนนที่ได้ จากการทดสอบหลังเรียน 3. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คะแนนขึ้นอยู่กับการ ประเมินตามสภาพจริง .
กิจกรรมการเรียนการสอนหรือกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นตอนการสอนหรือกิจกรรมของครู ขั้นตอนการเรียนรู้หรือกิจกรรมของนักเรียน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ผู้สอนทบทวนความรู้เดิมจากครั้งที่แล้ว เรื่องบทบาทหน้าที่ขององค์กรธุรกิจ พร้อม ยกตัวอย่าง ให้ผู้เรียนฟัง ผู้เรียนฟัง ร่วมคิดและตอบคำถาม ขั้นสอน ผู้สอนบรรยายเชิงปฏิสัมพันธ์ด้วย Power Point เรื่อง ความหมายและความสำคัญของระบบ เศรษฐกิจ ผู้เรียนฟังการบรรยาย และศึกษาเอกสารประกอบ และ ร่วมตอบคำถาม ผู้สอนให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มจำนวน 5 กลุ่ม เท่าๆ กัน ให้แต่ละกลุ่มสรุปสาระสำคัญของแต่ละ เรื่องตามจุดประสงค์ลงในกระดาษ A4 ผู้สอนทำการสรุปแต่ละเรื่องให้ผู้เรียนฟังจน เข้าใจ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มศึกษา เรื่องที่ได้รับมอบหมายส่ง ตัวแทนออกมาสรุปหน้าชั้นเรียน ผู้เรียนฟังเพื่อนและฟังผู้สอนสรุปอีกครั้ง
สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์ 1. สื่อ Power Point 2. วีดีโอ สื่อโสตทัศน์ (ถ้ามี) 1. คอมพิวเตอร์ห้องปฏิบัติการ สื่อของจริง 1. ใบงาน 2. ตัวอย่าง ชิ้นงาน แหล่งการเรียนรู้ ในสถานศึกษา 1. ห้องสมุด 2. ห้องอินเทอร์เน็ต นอกสถานศึกษา 1. สถานประกอบการสำหรับศึกษาดูงาน การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กับวิชาอื่น 1. บูรณาการกับวิชาภาษาไทย ด้านการพูด การอ่าน และการเขียน 2. บูรณาการกับวิชาหลักการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ส่วนประสมทางการตลาด 3. บูรณาการกับวิชาภาษาอังกฤษ ด้านคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องและควรจำ 4. บูรณาการกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความประหยัด ขยันหมั่นเพียร การประเมินผลการเรียนรู้ • หลักการประเมินผลการเรียนรู้ รายละเอียดการประเมินผลการเรียนรู้ 1. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 1 บอกความหมายของระบบเศรษฐกิจได้ 2. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 2 อธิบายความสำคัญของระบบเศรษฐกิจได้ 3. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 3 บอกประเภทของระบบเศรษฐกิจได้ 4. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 4 อธิบายปัจจัยการผลิตในระบบเศรษฐกิจได้ 5. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 5 อธิบายวงจรธุรกิจในระบบเศรษฐกิจตลาดยุคปัจจุบันได้ ก่อนเรียน. 1. แบบทอสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 1 จำนวน 10 ข้อ จำนวน 4 ตัวเลือก ขณะเรียน 1. กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้และพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่ดี และมุ่งเน้นปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง
หลังเรียน 1. ใบงานท้ายบทเรียน ที่ 4.1 ความหมายและความสำคัญของระบบเศรษฐกิจ 2. ใบงานท้ายบทเรียน ที่ 4.2 ประเภทของระบบเศรษฐกิจ 3. ใบงานท้ายบทเรียน ที่ 4.3 ปัจจัยการผลิตและวงจรธุรกิจในระบบเศรษฐกิจตลาด ผลงาน/ชิ้นงาน/ผลสำเร็จของผู้เรียน 1. แบบฝึกหัดท้ายบทเรียน 2. ใบงานตามบทเรียน
ใบงานที่ 4.1 ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้บทที่ 4 เรื่อง ความหมายและความสำคัญของระบบเศรษฐกิจ จุดประสงค์ของงาน 1. บอกความหมายและความสำคัญของระบบเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง 2. นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กิจกรรม 1. ให้ผู้เรียนเขียนสรุปความหมายและความสำคัญของระบบเศรษฐกิจลงในกระดาษที่ครูแจกให้ เกณฑ์การพิจารณา แบบประเมินการปฏิบัติใบงานที่ 1.1 เกณฑ์การประเมิน 18-20 หมายถึง ดีมาก 15-17 หมายถึง ดี 10-14 หมายถึง พอใช้ ต่ำกว่า 10 หมายถึง ต้องปรับปรุง เกณฑ์การตัดสิน ผู้เรียนต้องอยู่ในระดับ “พอใช้” ขึ้นไปจึงถือว่า “ผ่าน” ลงชื่อ……………………………ผู้ประเมิน (…………………………………………..) วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………... ข้อที่ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 1 ความสอดคล้องตามสมรรถนะที่พึงประสงค์ 4 3 2 1 2 ความถูกต้องของเนื้อหา 3 การสรุปเป็นองค์ความรู้ 4 ความสร้างสรรค์และประยุกต์ใช้ 5 ผลงานส่งตามกำหนดเวลา รวม
แบบประเมินผลการนำเสนอผลงาน ชื่อกลุ่ม……………………………………………ชั้น………………………ห้อง................................................ รายชื่อสมาชิก 1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่……. 3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่……. ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคิดเห็น 3 2 1 1 เนื้อหาสาระครอบคลุมชัดเจน (ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหา ความ ถูกต้อง ปฏิภาณในการตอบ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า) 2 รูปแบบการนำเสนอ 3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม 4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้ำเสียง ซึ่งทำให้ผู้ฟังมี ความสนใจ รวม ผู้ประเมิน………………………………………… เกณฑ์การให้คะแนน 1. เนื้อหาสาระครอบคลุมชัดเจนถูกต้อง 3 คะแนน = สาระสำคัญครบถ้วนถูกต้อง ตรงตามจุดประสงค์ 2 คะแนน = สาระสำคัญไม่ครบถ้วน แต่ตรงตามจุดประสงค์ 1 คะแนน = สาระสำคัญไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามจุดประสงค์ 2. รูปแบบการนำเสนอ 3 คะแนน = มีรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสม มีการใช้เทคนิคที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยีประกอบการ นำเสนอที่ น่าสนใจ นำวัสดุในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัด 2 คะแนน = มีเทคนิคการนำเสนอที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยีประกอบการนำเสนอที่น่าสนใจ แต่ขาดการ ประยุกต์ใช้ วัสดุในท้องถิ่น 1 คะแนน = เทคนิคการนำเสนอไม่เหมาะสมและไม่น่าสนใจ 3. การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 4. ความสนใจของผู้ฟัง 3 คะแนน = ผู้ฟังมากกว่าร้อยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมือ 2 คะแนน = ผู้ฟังร้อยละ 70-90 สนใจ และให้ความร่วมมือ 1 คะแนน = ผู้ฟังน้อยกว่าร้อยละ 70 สนใจ และให้ความร่วมมือ
แบบประเมินกระบวนการทำงานกลุ่ม ชื่อกลุ่ม……………………………………………ชั้น………………………ห้อง…………… รายชื่อสมาชิก 1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่……. 3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่……. ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคิดเห็น 3 2 1 1 การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 2 การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม 3 การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 การประเมินผลและปรับปรุงงาน รวม ผู้ประเมิน………………………………………………… วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………... เกณฑ์การให้คะแนน 1. การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายการทำงานอย่างชัดเจน 2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 2. การหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม 3 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจัดเตรียมสถานที่ สื่อ /อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง ยึดหลักความประหยัด 2 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง แต่ไม่ตรงตามความสามารถ และมีสื่อ /อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง แต่ขาดการจัดเตรียมสถานที่และไม่ยึดหลักความประหยัด 1 คะแนน = กระจายงานไม่ทั่วถึงและมีสื่อ /อุปกรณ์ไม่เพียงพอ และไม่ยึดหลักความประหยัด 3. การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 3 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาที่กำหนด มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 2 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย แต่ช้ากว่าเวลาที่กำหนด ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 1 คะแนน = ทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย และไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ มีความรอบรู้ รอบคอบ และ ระมัดระวัง 2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรุงงาน ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และ ระมัดระวัง
แบบฝึกหัดพร้อมเฉลย หน่วยที่ 4 คำชี้แจง: จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว ๑. ข้อไหนกล่าวถึงความหมายของระบบเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง ก. การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เพียงพอกับความต้องการอย่างไม่จำกัด ข. การผลิตสินค่และบริการเพื่อการบริโภคสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ค. การค้าระหว่างประเทศเพื่อก่อให้เกิดรายได้เข้ามาหมุนเวียนในประเทศ ง. การดำเนินงานทางธุรกิจที่นำมาซึ่งผลกำไรและการแข่งขันตลอดเวลา 2. ข้อใด ไม่ใช่ ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ก. ผลิตอะไร ข. ผลิตอย่างไร ค. ผลิตที่ไหน ง. ผลิตเพื่อใคร 3. ข้อใดคือหลักในการตัดสินปัญการะบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ก. กลยุทธ์ทางการค้า ข. กลไกราคา ค. การวิเคราะห์ความเสี่ยง ง. การวิจัยตลาด 4. “กรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ทั้งหมดเป็นของรัฐบาล” จัดเป็นระบบเศรษฐกิจแบบใด ก. แบบสังคมนิยม ข. แบบทุนนิยม ค. แบบผสม ง. ถูกทุกข้อ 5. ประเทศไทยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด ก. แบบทุนนิยม ข. แบบผสม ค. แบบสังคมนิยม ง. แบบเสรีนิยม 6. ข้อใดเป็นข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ก. การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ข. รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงมากเกินไป ค. ขาดเหตุจูงใจในการทำงาน ง. ความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของรายได้ 7. ข้อใดคือลักษณะของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ก. เอกชนมีสิทธิในทรัพย์สิน ข. เอกชนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ ค. รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทุกชนิด
ง. นำกลไกลราคามาใช้ในบางระดับของระบบเศรษฐกิจ 8. ปัจจัยในการผลิตใดสำคัญที่สุดในธุรกิจบริการที่อยู่ในช่วงเริ่มก่อตั้งกิจการ ก. แรงงาน ข. ทรัพยากรทางกายภาพ ค. เงินทุน ง. ทรัพยากรทางสารสนเทศ 9. ข้อใด ไม่ใช่ หน้าที่ขององค์กรธุรกิจ ก. ผลิต ข. แสวงหากำไร ค. จัดจำหน่าย ง. กระจายรายได้ 10. “กำไร” คือค่าตอบแทนที่เกิดจากข้อใดในปัจจัยการผลิต ก. ที่ดิน ข. ทุน ค. แรงงาน ง. ผู้ประกอบการ
แผนการจัดการเรียนรู้ภาคทฤษฎี แผนการจัดการเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยที่ 5 ชื่อวิชา การเป็นผู้ประกอบการ สอนสัปดาห์ที่ 6-7 ชื่อหน่วย กฎหมายที่ผู้ประกอบการควรรู้ คาบรวม 8 ชื่อเรื่อง กฎหมายคุ้มครองแรงงาน จำนวนคาบ 2 หัวข้อเรื่อง ความหมายและความสำคัญของระบบเศรษฐกิจ สาระการเรียนรู้ 1. กฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2. กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ 3. กฎหมายประกันสังคม 4. ค่าจ้างและแรงงาน ด้านคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย สาระสำคัญ กฎหมายทางธุรกิจถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม เนื่องจากการ ประกอบธุรกิจใดก็ตามต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่คอยกำกับและควบคุมล้อมกรอบไว้ ซึ่งผุ้ประกอบการ จำเป็นต้องทราบและเข้าใจกฎหมายเป็นอย่างดี สามารถนำไปอ้างอิงเพื่อการดำเนินกิจการให้เป็นไปอย่าง ถูกต้อง และกฎหมายยังมีบทกำหนดให้ผู้ประกอบการนั้น มีหน้าที่ที่จะต้องชำระภาษีอากรที่เกี่ยวข้องให้แก่ รัฐบาล เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำเงินรายได้ที่เก็บนั้นไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารประเทศในแต่ละด้าน เพื่อนำไปสู่ การพัฒนาประเทศโดยองค์รวม สมรรถนะอาชีพประจำหน่วย อธิบายสาระสำคัญของกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1. สรุปสาระได้ถูกต้อง ชัดเจน และตรงประเด็น 2. ความสนใจใฝ่รู้ ความมีวินัย ตรงต่อเวลา ความรอบคอบ ระมัดระวัง 3. ความเมตตา กรุณา โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และไม่เห็นแก่ตัว จุดประสงค์การสอน / การเรียนรู้ • จุดประสงค์ทั่วไป / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1. อธิบายสาระสำคัญของกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ 2. อธิบายสาระสำคัญของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ได้ 3. อธิบายสาระสำคัญของกฎหมายประกันสังคมได้ 4. อธิบายสาระสำคัญของค่าจ้างแรงงานได้ • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1) พุทธิพิสัย ผู้เรียนมีความรู้และบอกความสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ 2) ทักษะพิสัย ผู้เรียนสามารถอธิบายเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ 3) จิตพิสัย ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย กิจกรรมการเรียนรู้
⚫ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ผู้สอนทบทวนความรู้เดิมจากครั้งที่แล้ว เรื่องระบบเศรษฐกิจตลาดและความสำคัญของระบบ เศรษฐกิจตลดในยุคปัจจุบัน พร้อมยกตัวอย่างระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ⚫ ขั้นสอน 1. ผู้สอนบรรยายเชิงปฏิสัมพันธ์ด้วย Power Point เรื่อง กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 กฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้นเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิหน้าที่ ระหว่างนายจ้าง ขอบเขตของการบังคับใช้ลูกจ้างในกิจการงานทุกรายไม่ว่าจะประกอบกิจการประเภทใด และ ไม่ว่ามีจำนวนลูกจ้างเท่าใด ยกเว้นนายจ้างหรือกิจการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ประกอบด้วย 1. ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น 2. รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ 3. นายจ้างประเภทที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งไม่ใช้บังคับตามกฎหมายทั้งฉบับหรือบางส่วนก็ได้ ซึ่ง ได้ออกกฎกระทรวง 2 ฉบับ ยกเว้นมิให้ใช้บังคับกฎหมายฉบับแก่โรงเรียนเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับครูและ ครูใหญ่ งานเกษตรกรรมและงานรับไปทำที่บ้าน กับยกเว้นไม่ใช้ใช้บังคับกฎหมายบางส่วนแก่นายจ้างซึ่ง ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน และนายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไร สรุปลักษณะสำคัญของกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ดังนี้ 1. เป็นกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม 2. เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน 3. เป็นกฎหมายกึ่งมหาชนกึ่งเอกชน คือเป็นกฎหมายที่กำหนดความสำพันธ์ระหว่างนายจ้า และลูกจ้าง จึงมีลักษณะเป็นเอกชน มีโทษทางอาญาเมื่อฝ่าฝืน 4. เป็นกฎหมายทางสังคม กฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้นได้มีการตราขึ้นเพื่อสร้างความเป็น ธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม 2. ผู้เรียนแบ่งกลุ่มย่อยกลุ่มละ 5-7 คน เพื่อระดมสมองโดยการศึกษาเนื้อหาร่วมกันโดยให้แต่ละคน มีบทบาทช่วยกันในกลุ่ม 2.1 นักเรียนสรุปความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน 2.2 นักเรียนทำใบงานที่ 5.1 โดยครูคอยให้คำแนะนำเพิ่มเติม 3. นำเสนอผลงานการปฏิบัติกิจกรรม เป็นผลงานกลุ่ม ⚫ ขั้นสรุป 4. ผู้สอนวิพากษ์ผลงานของนักเรียนและตั้งคำถามให้ผู้เรียนให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมาย และความสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม ความสงบเรียบร้อยของประชาชน สร้างความเป็นธรรมให้สังคม
5. สมาชิกในชั้นเรียนร่วมกันวิพากษ์ผลงานของเพื่อน การบูรณาการกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 1.1 ความมุ่งมั่นและปรารถนา พยายามที่จะดำเนินธุรกิจเหล่านั้นให้ประสบความสำเร็จ มิฉะนั้นจะทำ ให้สูญเสียทั้งเงินและเวลา 1.2 องค์กรธุรกิจทำให้เกิดการกระจายรายได้ ประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ทำให้ เกิดการกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น ๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่าง รอบคอบ 2.1 ธุรกิจทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญก้าวหน้า เพื่อธุรกิจก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน มีการกระจายรายได้ ทำให้ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 2.2 เมื่อมีการผลิตก็จะมีการจ้างงาน ทำให้ประชาชนมีโอกาสทำงานมีรายได้ ซึ่งรายได้โดยรวมจะถูก จัดสรรไปยังประชาชนกลุ่มต่างๆส่งผลให้รายได้ประชาชาตินั้นสูงขึ้น ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีมาตรฐานการ ครองชีพที่สูง ๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต 3.1 การที่กิจการของธุรกิจเกิดการขยายตัวออกไปมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ประชาชนในสังคมมีงานทำ มี รายได้ และมีอำนาจในการซื้อสูงมากเท่านั้น เรื่องของการเกิดปัญหาด้านอาชญากรรมต่างๆก็จะลดลง 3.2 จะเลือกผลิตสินค้าอะไรเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากการมีทรัพยากรจำกัด มีไม่เพียงพอที่จะผลิต สินค้าและบริการสนองความต้องการจากมนุษย์ได้ครบทุกสิ่งอย่าง จึงต้องตัดสินใจว่าจะเลือกผลิตสินค้าและ บริการอะไรบ้าง และผลิตในปริมาณเท่าไหร่จึงจะสนองความต้องการของบุคคลในสังคมได้ โดยมีเงื่อนไข ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ ดังนี้ 4. เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความ รอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังใน การปฏิบัติ 4.1 การทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่งคั่งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีการกินดีอยู่ดี และมีรายได้สูง สามารถ พึ่งพาตนเองและเลี้ยงดูครอบครัวได้ การประกอบกิจการก็จะมีความมั่งคั่งเป้นผลตามไปด้วย 4.2 การเลือกวิธีการผลิตคือการจะใช้วิธีการผลิตสินค้าและบริการแต่ละชนิดอย่างไรที่จะทำให้ สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยที่สุด เสียต้นทุนในการผลิตต่ำที่สุด ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีการผลิตที่เหมาะสมที่สุด 5. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต 5.1 การดำเนินงานของหน่วยงานราชการและองค์กรการกุศล ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการให้บริการแก่ ประชาชนโดยไม่ได้มุ่งหวังผลตอบแทน ซึ่งในปัจจุบันการประกอบธุรกิจมิใช่เพื่อสนองความต้องการของ ผู้บริโภคเฉพาะเพียงในด้านปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังเป็นการตอบสนองความต้องการที่สูงอย่างไม่จำกัดของ ผู้บริโภค 5.2 รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีอากร มีเงินมาพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป 5.3 กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่บังคับใช้ในปัจจุบัน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
การวัดและประเมินผล 1. แบบประเมินพฤติกรรมรายกลุ่ม 2. แบบประเมิน คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะพึงประสงค์ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียน 2. สื่ออิเล็กทรอนิกส์, PowerPoint 3. เว็บไซต์ หลักฐานการเรียนรู้ 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและประเมินผล ก่อนเรียน - แบบทดสอบก่อนเรียน ขณะเรียน - แบบสังเกตพฤติกรรม หลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน เครื่องมือประเมิน 1. แบบประเมินพฤติกรรมรายกลุ่ม 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ก่อนเรียน/หลังเรียน 10 ข้อ 3. แบบประเมิน คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะพึงประสงค์ เกณฑ์การประเมิน 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงานรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุงแบบประเมินผล การเรียนรู้ก่อนเรียนไม่มีเกณฑ์ผ่าน เก็บคะแนนไว้เปรียบเทียบกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ก่อนเรียนไม่มีเกณฑ์ผ่าน เก็บคะแนนไว้เปรียบเทียบกับคะแนนที่ได้ จากการทดสอบหลังเรียน 3. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คะแนนขึ้นอยู่กับการ ประเมินตามสภาพจริง .
กิจกรรมการเรียนการสอนหรือกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นตอนการสอนหรือกิจกรรมของครู ขั้นตอนการเรียนรู้หรือกิจกรรมของนักเรียน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ผู้สอนทบทวนความรู้เดิมจากครั้งที่แล้ว เรื่องความหมายของระบบเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ ตลาด พร้อมยกตัวอย่าง ให้ผู้เรียนฟัง ผู้เรียนฟัง ร่วมคิดและตอบคำถาม ขั้นสอน ผู้สอนบรรยายเชิงปฏิสัมพันธ์ด้วย Power Point เรื่อง กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมาย แรงงานสัมพันธ์ ผู้เรียนฟังการบรรยาย และศึกษาเอกสารประกอบ และ ร่วมตอบคำถาม ผู้สอนให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มจำนวน 5 กลุ่ม เท่าๆ กัน ให้แต่ละกลุ่มสรุปสาระสำคัญของแต่ละ เรื่องตามจุดประสงค์ลงในกระดาษ A4 ผู้สอนทำการสรุปแต่ละเรื่องให้ผู้เรียนฟังจน เข้าใจ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มศึกษา เรื่องที่ได้รับมอบหมายส่ง ตัวแทนออกมาสรุปหน้าชั้นเรียน ผู้เรียนฟังเพื่อนและฟังผู้สอนสรุปอีกครั้ง
สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์ 1. สื่อ Power Point 2. วีดีโอ สื่อโสตทัศน์ (ถ้ามี) 1. คอมพิวเตอร์ห้องปฏิบัติการ สื่อของจริง 1. ใบงาน 2. ตัวอย่าง ชิ้นงาน แหล่งการเรียนรู้ ในสถานศึกษา 1. ห้องสมุด 2. ห้องอินเทอร์เน็ต นอกสถานศึกษา 1. สถานประกอบการสำหรับศึกษาดูงาน การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กับวิชาอื่น 1. บูรณาการกับวิชาภาษาไทย ด้านการพูด การอ่าน และการเขียน 2. บูรณาการกับวิชาหลักการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ส่วนประสมทางการตลาด 3. บูรณาการกับวิชาภาษาอังกฤษ ด้านคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องและควรจำ 4. บูรณาการกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความประหยัด ขยันหมั่นเพียร การประเมินผลการเรียนรู้ • หลักการประเมินผลการเรียนรู้ รายละเอียดการประเมินผลการเรียนรู้ 1. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 1 อธิบายสาระสำคัญบอกของกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ 2. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 2 อธิบายสาระสำคัญของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ได้ 3. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 3 อธิบายสาระสำคัญของกฎหมายประกันสังคมได้ 4. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 4 อธิบายสาระสำคัญของค่าจ้างและแรงงานได้ ก่อนเรียน. 1. แบบทอสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 1 จำนวน 10 ข้อ จำนวน 4 ตัวเลือก ขณะเรียน 1. กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้และพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่ดี และมุ่งเน้นปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง
หลังเรียน 1. ใบงานท้ายบทเรียน ที่ 5.1 กฎหมายที่ผู้ประกอบการควรรู้ ผลงาน/ชิ้นงาน/ผลสำเร็จของผู้เรียน 1. แบบฝึกหัดท้ายบทเรียน 2. ใบงานตามบทเรียน
ใบงานที่ 5.1 ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้บทที่ 5 เรื่อง กฎหมายที่ผู้ประกอบการควรรู้ จุดประสงค์ของงาน 1. อธิบายสาระสำคัญบอกของกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ 2. นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กิจกรรม 1. ให้ผู้เรียนเขียนอธิบายลักษณะของกฎหมายที่ผู้ประกอบการควรรู้ลงในกระดาษที่ครูแจกให้ เกณฑ์การพิจารณา แบบประเมินการปฏิบัติใบงานที่ 1.1 เกณฑ์การประเมิน 18-20 หมายถึง ดีมาก 15-17 หมายถึง ดี 10-14 หมายถึง พอใช้ ต่ำกว่า 10 หมายถึง ต้องปรับปรุง เกณฑ์การตัดสิน ผู้เรียนต้องอยู่ในระดับ “พอใช้” ขึ้นไปจึงถือว่า “ผ่าน” ลงชื่อ……………………………ผู้ประเมิน (…………………………………………..) วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………... ข้อที่ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 1 ความสอดคล้องตามสมรรถนะที่พึงประสงค์ 4 3 2 1 2 ความถูกต้องของเนื้อหา 3 การสรุปเป็นองค์ความรู้ 4 ความสร้างสรรค์และประยุกต์ใช้ 5 ผลงานส่งตามกำหนดเวลา รวม
แบบประเมินผลการนำเสนอผลงาน ชื่อกลุ่ม……………………………………………ชั้น………………………ห้อง................................................ รายชื่อสมาชิก 1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่……. 3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่……. ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคิดเห็น 3 2 1 1 เนื้อหาสาระครอบคลุมชัดเจน (ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหา ความ ถูกต้อง ปฏิภาณในการตอบ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า) 2 รูปแบบการนำเสนอ 3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม 4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้ำเสียง ซึ่งทำให้ผู้ฟังมี ความสนใจ รวม ผู้ประเมิน………………………………………… เกณฑ์การให้คะแนน 1. เนื้อหาสาระครอบคลุมชัดเจนถูกต้อง 3 คะแนน = สาระสำคัญครบถ้วนถูกต้อง ตรงตามจุดประสงค์ 2 คะแนน = สาระสำคัญไม่ครบถ้วน แต่ตรงตามจุดประสงค์ 1 คะแนน = สาระสำคัญไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามจุดประสงค์ 2. รูปแบบการนำเสนอ 3 คะแนน = มีรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสม มีการใช้เทคนิคที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยีประกอบการ นำเสนอที่ น่าสนใจ นำวัสดุในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัด 2 คะแนน = มีเทคนิคการนำเสนอที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยีประกอบการนำเสนอที่น่าสนใจ แต่ขาดการ ประยุกต์ใช้ วัสดุในท้องถิ่น 1 คะแนน = เทคนิคการนำเสนอไม่เหมาะสมและไม่น่าสนใจ 3. การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 4. ความสนใจของผู้ฟัง 3 คะแนน = ผู้ฟังมากกว่าร้อยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมือ 2 คะแนน = ผู้ฟังร้อยละ 70-90 สนใจ และให้ความร่วมมือ 1 คะแนน = ผู้ฟังน้อยกว่าร้อยละ 70 สนใจ และให้ความร่วมมือ
แบบประเมินกระบวนการทำงานกลุ่ม ชื่อกลุ่ม……………………………………………ชั้น………………………ห้อง…………… รายชื่อสมาชิก 1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่……. 3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่……. ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคิดเห็น 3 2 1 1 การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 2 การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม 3 การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 การประเมินผลและปรับปรุงงาน รวม ผู้ประเมิน………………………………………………… วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………... เกณฑ์การให้คะแนน 1. การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายการทำงานอย่างชัดเจน 2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 2. การหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม 3 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจัดเตรียมสถานที่ สื่อ /อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง ยึดหลักความประหยัด 2 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง แต่ไม่ตรงตามความสามารถ และมีสื่อ /อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง แต่ขาดการจัดเตรียมสถานที่และไม่ยึดหลักความประหยัด 1 คะแนน = กระจายงานไม่ทั่วถึงและมีสื่อ /อุปกรณ์ไม่เพียงพอ และไม่ยึดหลักความประหยัด 3. การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 3 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาที่กำหนด มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 2 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย แต่ช้ากว่าเวลาที่กำหนด ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 1 คะแนน = ทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย และไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ มีความรอบรู้ รอบคอบ และ ระมัดระวัง 2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรุงงาน ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และ ระมัดระวัง
แบบฝึกหัดพร้อมเฉลย หน่วยที่ 5 คำชี้แจง: จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว ๑. กฎหมายแรงงานกำหนดวันหยุดตามประเพณีให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่ากี่วัน ก. 8 วันต่อปี ข. 10 วันต่อปี ค. 12 วันต่อปี ง. 13 วันต่อปี 2. นายจ้างต้องกำหนดให้ลูกจ้างมีเวลาพักผ่อนภายหลังจากที่เริ่มทำงานไปแล้วกี่ชั่วโมง ก. 2 ชั่วโมง ข. 4 ชั่วโมง ค. 5 ชั่วโมง ง. 6 ชั่วโมง 3. ข้อใดได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับ พ.ร.บ. ประกันสังคม ก. ลูกจ้างกิจการร้ายอาหาร ข. ลูกจ้างบริษัทเอกชน ค. ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นเจ้าของคนเดียว ง. ลูกจ้างทำงานเป็นครั้งคราวตามฤดูกาล 4. นายจ้างมีลูกจ้างเท่าใดมีหน้าที่ขอขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคม ก. 1 คน ข. 2 คน ค. 7 คน ง. 10 คน 5. ผู้ประกันตนกฎหมายกำหนดอายุตั้งแต่กี่ปี ก. 15 ปี ข. 15 ปีบริบูรณ์ ค. 18 ปี ง. 18 ปีบริบูรณ์ 6. ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้ลูกจ้างทำงานวันละไม่เกินกี่ชั่วโมง ก. 7 ชั่วโมง ข. 8 ชั่วโมง ค. 9 ชั่วโมง ง. 10 ชั่วโมง 7. นายจ้างที่ต้องเลิกจ้างที่ไม่มีความผิดจะต้องบอกกล่าวเลิกจ้างอย่างน้อยกี่วัน ก. 15 วัน ข. 30 วัน ค. 60 วัน
ง. 90 วัน 8. กฎหมายคุ้มครองแรงงานห้ามจ้างแรงงานเด็กต่ำกว่ากี่ปี ก. 12 ปี ข. 15 ปี ค. 17 ปี ง. 18 ปี 9. ผู้ที่มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทดแทนคือ ก. ลูกจ้าง ข. นายจ้าง ค. ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ง. ลูกจ้างและรัฐบาล 10. ข้อใดหมายถึงเงินสมทบ ก. เบี้ยประกัน ข. เงินค่าธรรมเนียม ค. เงินที่นายจ้างและลูกจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ง. เงินค่าชดเชย
แผนการจัดการเรียนรู้ภาคทฤษฎี แผนการจัดการเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยที่ 6 ชื่อวิชา การเป็นผู้ประกอบการ สอนสัปดาห์ที่ 9-10 ชื่อหน่วย ภาษีอากรสำหรับธุรกิจ คาบรวม 8 ชื่อเรื่อง ความหมายของภาษีอากร จำนวนคาบ 2 หัวข้อเรื่อง ความหมายและวัตถุประสงค์ของการเก็บภาษีอากร สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายของภาษีอากร 2. วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีอากร 3. ประเภทของภาษีอากรสำหรับธุรกิจ 4. หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากร ด้านคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย สาระสำคัญ การประกอบธุรกิจทุกประเภทกฎหมายได้มีบทกำหนดให้ผู้ประกอบการนั้นมีหน้าที่จะต้อง ชำระภาษีอากรที่เกี่ยวข้องให้แก่รัฐบาล เพื่อรัฐบาลจะนำรายได้ที่เก็บนั้นไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารประเทศ ด้านต่างๆและเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆอันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศโดยองค์รวม ซึ่งการประกอบกิจการธุรกิจที่ มีรายได้ต้องมีการเสียภาษีอากร เพราะเงินภาษีเหล่านั้นจัดได้ว่าเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งในการประกอบธุรกิจ สมรรถนะอาชีพประจำหน่วย แสดงความรู้และแยกประเภทของภาษีอากรสำหรับธุรกิจ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1. สรุปสาระได้ถูกต้อง ชัดเจน และตรงประเด็น 2. ความสนใจใฝ่รู้ ความมีวินัย ตรงต่อเวลา ความรอบคอบ ระมัดระวัง 3. ความเมตตา กรุณา โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และไม่เห็นแก่ตัว จุดประสงค์การสอน / การเรียนรู้ • จุดประสงค์ทั่วไป / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1. บอกความหมายของภาษีอากรได้ 2. บอกวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีอากรได้ 3. อธิบายสาระสำคัญประเภทของภาษีอากรสำหรับธุรกิจได้ 4. บอกหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรได้ • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1) พุทธิพิสัย ผู้เรียนมีความรู้และบอกความหมายของภาษีอากรได้ 2) ทักษะพิสัย ผู้เรียนสามารถอธิบายสาระสำคัญประเภทของภาษีอากรสำหรับธุรกิจได้ 3) จิตพิสัย ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย กิจกรรมการเรียนรู้ ⚫ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน
ผู้สอนทบทวนความรู้เดิมจากครั้งที่แล้ว เรื่องกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับ ผู้ประกอบธุรกิจในยุคปัจจุบันที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม พร้อมยกตัวอย่างกฎหมายประกันสังคม ที่ทุกคนควรจะรู้ ⚫ ขั้นสอน 1. ผู้สอนบรรยายเชิงปฏิสัมพันธ์ด้วย Power Point เรื่อง ความหมายของภาษีอากร ความหมายของภาษีอากร ความหมายของภาษีอากรที่รัฐบาลเรียกเก็บจากประชาชนภายในประเทศนั้นสามารถที่จะให้ ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทะศักราช 2542 ให้ความหมายของ “ภาษี” คือ เงินที่ รัฐหรือท้องถิ่นเรียกเก็บจากบุคคลเพื่อใช้จ่ายในการบริหารประเทศหรือท้องถิ่น เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีบำรุง ท้องที่ ภาษีโรงเรียนและที่ดิน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ความหมายของภาษีอากรอาจแบ่งเป็น 2 แนว แนวที่หนึ่ง อธิบายว่า ภาษีอากรคือสิ่งที่รัฐบาลบังคับเก็บจากราษฎร และนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดย มิได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษีอากร แนวที่สอง อธิบายว่า ภาษีอากรคือเงินได้หรือทรัพยากรที่เคลื่อนย้ายจากภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐบาล แต่ไม่ รวมถึงการกู้ยืมหรือขายสินค้า หรือให้บริการในราคาทุนโดยรัฐบาล รัฐบาลในปัจจุบันมีหน้าที่หลายประการในการทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข นอกจากหน้าที่ในการรักษา ความสงบภายในประเทศ และป้องกันประเทศจากการรุกรานของข้าศึกศัตรูแล้ว ยังมีหน้าที่ในด้านการจัดการ ดูแลและส่งเสริมการสาธารณสุข การศึกษา การเกษตร การอุตสาหกรรม การสื่อสาร การพลังงาน และการ พาณิชย์อื่นๆ อีกด้วย วัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษี การเก็บภาษีอากร นอกจากมีวัตถุประสงค์ในการหารายได้เพื่อให้พอกับค่าใช้จ่ายของรัฐบาลแล้ว ใน ปัจจุบันภาษีอากรยังเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการกระจายรายได้ ส่งเสริมความเจริญเติบโตธุรกิจ การค้า รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ช่วยควบคุมการบริโภคของประชาชน หรือเพื่อสนองนโยบายบาง ประการของรัฐบาล (เช่น การศึกษา การสวัสดิการสังคม นโยบายประชากร) ด้วย ลักษณะของภาษีอากรที่ดี รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับมักมีบัญญัติให้ประชาชนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมายบัญญัติใน การบัญญัติ กฎหมายภาษีอากรที่ดีนั้น มีหลักการบ่งประการที่ควรคำนึงถึง เพื่อประชาชนมีความสมัครใจใน การเสียภาษีอากร และให้กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาษีอากรที่ดีมีลักษณะดังนี้ - มีความเป็นธรรม ประชาชนควรมีหน้าที่เสียภาษีอากรให้แก่รัฐบาล โดยพิจารณาถึงความสามารถใน การเสียภาษีอากรของประชาชนแต่ละคน ประกอบกับการพิจารณาถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนแต่ละคนได้รับ เนื่องจากการดูแลคุ้มครองของรัฐบาล - มีความแน่นอนและชัดเจน ประชาชนสามารถเข้าใจความหมายได้โดยง่าย และเป็นการป้องกัน มิให้ เจ้าพนักงานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ - มีความสะดวก วิธีการกำหนดเวลาในการเสียภาษีอากรควรต้องคำนึงถึง ความสะดวกของผู้เสียภาษี อากร - มีประสิทธิภาพ ประหยัดรายจ่ายผู้จัดเก็บและผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรทำให้จัดเก็บภาษีอากรได้มาก โดยมีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บน้อยที่สุด
- มีความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ พยายามไม่ให้การเก็บภาษีอากรมีผลกระทบ ต่อการทำงานของกลไก ตลาด หรือมีผลกระทบน้อยที่สุด - มีความยืดหยุ่น สามารถปรับปรุงเพิ่มหรือลดจำนวนภาษีอากรให้เหมาะกันสถานการณ์ได้อย่าง สะดวกและรวดเร็ว การจำแนกประเภทภาษีอากร การจำแนกประเภทภาษีอากร โดยพิจารณาจากลักษณะการรับภาระภาษีอากรนี้ แบ่งภาษีอากร ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทที่หนึ่ง - ภาษีทางตรง ได้แก่ ภาษีที่ชำระภาษีตกแก่บุคคลที่กฎหมายประสงค์จะให้รับภาระ หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งผู้เสียภาษีผลักภาระภาษีไปให้ผู้อื่นได้ยาก เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล - ภาษีทางอ้อม ได้แก่ ภาษีภาระภาษีไม่แน่ว่าจะตกแก่บุคคลที่กฎหมายประสงค์จะให้ รับภาระหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้เสียภาษีผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ง่าย เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจ เฉพาะ ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต 2. ผู้เรียนแบ่งกลุ่มย่อยกลุ่มละ 5-7 คน เพื่อระดมสมองโดยการศึกษาเนื้อหาร่วมกันโดยให้แต่ละคน มีบทบาทช่วยกันในกลุ่ม 2.1 นักเรียนสรุปความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร 2.2 นักเรียนทำใบงานที่ 6.1 โดยครูคอยให้คำแนะนำเพิ่มเติม 3. นำเสนอผลงานการปฏิบัติกิจกรรม เป็นผลงานกลุ่ม ⚫ ขั้นสรุป 4. ผู้สอนวิพากษ์ผลงานของนักเรียนและตั้งคำถามให้ผู้เรียนให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมาย และวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีอากร 5. สมาชิกในชั้นเรียนร่วมกันวิพากษ์ผลงานของเพื่อน การบูรณาการกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 1.1 ความมุ่งมั่นและปรารถนา พยายามที่จะดำเนินธุรกิจเหล่านั้นให้ประสบความสำเร็จ มิฉะนั้นจะทำ ให้สูญเสียทั้งเงินและเวลา 1.2 องค์กรธุรกิจทำให้เกิดการกระจายรายได้ ประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ทำให้ เกิดการกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น ๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่าง รอบคอบ 2.1 ธุรกิจทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญก้าวหน้า เพื่อธุรกิจก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน มีการกระจายรายได้ ทำให้ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 2.2 เมื่อมีการผลิตก็จะมีการจ้างงาน ทำให้ประชาชนมีโอกาสทำงานมีรายได้ ซึ่งรายได้โดยรวมจะถูก จัดสรรไปยังประชาชนกลุ่มต่างๆส่งผลให้รายได้ประชาชาตินั้นสูงขึ้น ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีมาตรฐานการ ครองชีพที่สูง 2.3 วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีเป็นรายได้ของรัฐที่นำไปใช้ด้านการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของ ประชาชน
๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต 3.1 การที่กิจการของธุรกิจเกิดการขยายตัวออกไปมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ประชาชนในสังคมมีงานทำ มี รายได้ และมีอำนาจในการซื้อสูงมากเท่านั้น เรื่องของการเกิดปัญหาด้านอาชญากรรมต่างๆก็จะลดลง 3.2 จะเลือกผลิตสินค้าอะไรเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากการมีทรัพยากรจำกัด มีไม่เพียงพอที่จะผลิต สินค้าและบริการสนองความต้องการจากมนุษย์ได้ครบทุกสิ่งอย่าง จึงต้องตัดสินใจว่าจะเลือกผลิตสินค้าและ บริการอะไรบ้าง และผลิตในปริมาณเท่าไหร่จึงจะสนองความต้องการของบุคคลในสังคมได้ โดยมีเงื่อนไข ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ ดังนี้ 4. เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความ รอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังใน การปฏิบัติ 4.1 การทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่งคั่งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีการกินดีอยู่ดี และมีรายได้สูง สามารถ พึ่งพาตนเองและเลี้ยงดูครอบครัวได้ การประกอบกิจการก็จะมีความมั่งคั่งเป้นผลตามไปด้วย 4.2 การเลือกวิธีการผลิตคือการจะใช้วิธีการผลิตสินค้าและบริการแต่ละชนิดอย่างไรที่จะทำให้ สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยที่สุด เสียต้นทุนในการผลิตต่ำที่สุด ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีการผลิตที่เหมาะสมที่สุด 5. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต 5.1 การดำเนินงานของหน่วยงานราชการและองค์กรการกุศล ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการให้บริการแก่ ประชาชนโดยไม่ได้มุ่งหวังผลตอบแทน ซึ่งในปัจจุบันการประกอบธุรกิจมิใช่เพื่อสนองความต้องการของ ผู้บริโภคเฉพาะเพียงในด้านปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังเป็นการตอบสนองความต้องการที่สูงอย่างไม่จำกัดของ ผู้บริโภค 5.2 รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีอากร มีเงินมาพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป การวัดและประเมินผล 1. แบบประเมินพฤติกรรมรายกลุ่ม 2. แบบประเมิน คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะพึงประสงค์ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียน 2. สื่ออิเล็กทรอนิกส์, PowerPoint 3. เว็บไซต์ หลักฐานการเรียนรู้ 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและประเมินผล ก่อนเรียน - แบบทดสอบก่อนเรียน ขณะเรียน - แบบสังเกตพฤติกรรม
หลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน เครื่องมือประเมิน 1. แบบประเมินพฤติกรรมรายกลุ่ม 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ก่อนเรียน/หลังเรียน 10 ข้อ 3. แบบประเมิน คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะพึงประสงค์ เกณฑ์การประเมิน 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงานรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุงแบบประเมินผล การเรียนรู้ก่อนเรียนไม่มีเกณฑ์ผ่าน เก็บคะแนนไว้เปรียบเทียบกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ก่อนเรียนไม่มีเกณฑ์ผ่าน เก็บคะแนนไว้เปรียบเทียบกับคะแนนที่ได้ จากการทดสอบหลังเรียน 3. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คะแนนขึ้นอยู่กับการ ประเมินตามสภาพจริง .
กิจกรรมการเรียนการสอนหรือกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นตอนการสอนหรือกิจกรรมของครู ขั้นตอนการเรียนรู้หรือกิจกรรมของนักเรียน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ผู้สอนทบทวนความรู้เดิมจากครั้งที่แล้ว เรื่องกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พร้อมยกตัวอย่าง สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ ให้ ผู้เรียนฟัง ผู้เรียนฟัง ร่วมคิดและตอบคำถาม ขั้นสอน ผู้สอนบรรยายเชิงปฏิสัมพันธ์ด้วย Power Point เรื่อง ภาษีอากรสำหรับธุรกิจ ผู้เรียนฟังการบรรยาย และศึกษาเอกสารประกอบ และ ร่วมตอบคำถาม ผู้สอนให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มจำนวน 5 กลุ่ม เท่าๆ กัน ให้แต่ละกลุ่มสรุปสาระสำคัญของแต่ละ เรื่องตามจุดประสงค์ลงในกระดาษ A4 ผู้สอนทำการสรุปแต่ละเรื่องให้ผู้เรียนฟังจน เข้าใจ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มศึกษา เรื่องที่ได้รับมอบหมายส่ง ตัวแทนออกมาสรุปหน้าชั้นเรียน ผู้เรียนฟังเพื่อนและฟังผู้สอนสรุปอีกครั้ง
สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์ 1. สื่อ Power Point 2. วีดีโอ สื่อโสตทัศน์ (ถ้ามี) 1. คอมพิวเตอร์ห้องปฏิบัติการ สื่อของจริง 1. ใบงาน 2. ตัวอย่าง ชิ้นงาน แหล่งการเรียนรู้ ในสถานศึกษา 1. ห้องสมุด 2. ห้องอินเทอร์เน็ต นอกสถานศึกษา 1. สถานประกอบการสำหรับศึกษาดูงาน การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กับวิชาอื่น 1. บูรณาการกับวิชาภาษาไทย ด้านการพูด การอ่าน และการเขียน 2. บูรณาการกับวิชาหลักการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ส่วนประสมทางการตลาด 3. บูรณาการกับวิชาภาษาอังกฤษ ด้านคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องและควรจำ 4. บูรณาการกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความประหยัด ขยันหมั่นเพียร การประเมินผลการเรียนรู้ • หลักการประเมินผลการเรียนรู้ รายละเอียดการประเมินผลการเรียนรู้ 1. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 1 บอกความหมายของภาษีอากรได้ 2. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 2 บอกวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีอากรได้ 3. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 3 อธิบายสาระสำคัญประเภทของภาษีอากรได้ 4. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 4 บอกหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรได้ ก่อนเรียน. 1. แบบทอสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 6 จำนวน 10 ข้อ จำนวน 4 ตัวเลือก ขณะเรียน 1. กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้และพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่ดี และมุ่งเน้นปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง หลังเรียน 1. ใบงานท้ายบทเรียน ที่ 6.1 ภาษีอากรสำหรับธุรกิจ
ผลงาน/ชิ้นงาน/ผลสำเร็จของผู้เรียน 1. แบบฝึกหัดท้ายบทเรียน 2. ใบงานตามบทเรียน
ใบงานที่ 6.1 ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้บทที่ 6 เรื่อง ภาษีอากรสำหรับธุรกิจ จุดประสงค์ของงาน 1. อธิบายสาระสำคัญของภาษีอากรสำหรับธุรกิจได้ 2. นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กิจกรรม 1. ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อระดมสมองโดยการศึกษาหนังสือเรียนตำราหน่วยที่ 6 เสร็จแล้ว ให้ตัวดทนกลุ่มออกไปนำเสนอหน้าชั้นเรียน 2. ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันวิเคราะห์ประเด็นหัวข้อที่ครูสอนกำหนดให้ในแต่ละกลุ่ม และร่วมมือกันระดม ความคิดเห็นเพื่อสรุปสาระสำคัญให้ครอบคลุมเนื้อหา 3. ผู้เรียนแต่ละกลุ่มบันทึกงานลงในกระดาษแบบบันทึกใบงาน เกณฑ์การพิจารณา แบบประเมินการปฏิบัติใบงาน เกณฑ์การประเมิน 18-20 หมายถึง ดีมาก 15-17 หมายถึง ดี 10-14 หมายถึง พอใช้ ต่ำกว่า 10 หมายถึง ต้องปรับปรุง เกณฑ์การตัดสิน ผู้เรียนต้องอยู่ในระดับ “พอใช้” ขึ้นไปจึงถือว่า “ผ่าน” ลงชื่อ……………………………ผู้ประเมิน (…………………………………………..) วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………... ข้อที่ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 1 ความสอดคล้องตามสมรรถนะที่พึงประสงค์ 4 3 2 1 2 ความถูกต้องของเนื้อหา 3 การสรุปเป็นองค์ความรู้ 4 ความสร้างสรรค์และประยุกต์ใช้ 5 ผลงานส่งตามกำหนดเวลา รวม
แบบประเมินผลการนำเสนอผลงาน ชื่อกลุ่ม……………………………………………ชั้น………………………ห้อง................................................ รายชื่อสมาชิก 1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่……. 3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่……. ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคิดเห็น 3 2 1 1 เนื้อหาสาระครอบคลุมชัดเจน (ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหา ความ ถูกต้อง ปฏิภาณในการตอบ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า) 2 รูปแบบการนำเสนอ 3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม 4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้ำเสียง ซึ่งทำให้ผู้ฟังมี ความสนใจ รวม ผู้ประเมิน………………………………………… เกณฑ์การให้คะแนน 1. เนื้อหาสาระครอบคลุมชัดเจนถูกต้อง 3 คะแนน = สาระสำคัญครบถ้วนถูกต้อง ตรงตามจุดประสงค์ 2 คะแนน = สาระสำคัญไม่ครบถ้วน แต่ตรงตามจุดประสงค์ 1 คะแนน = สาระสำคัญไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามจุดประสงค์ 2. รูปแบบการนำเสนอ 3 คะแนน = มีรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสม มีการใช้เทคนิคที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยีประกอบการ นำเสนอที่ น่าสนใจ นำวัสดุในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัด 2 คะแนน = มีเทคนิคการนำเสนอที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยีประกอบการนำเสนอที่น่าสนใจ แต่ขาดการ ประยุกต์ใช้ วัสดุในท้องถิ่น 1 คะแนน = เทคนิคการนำเสนอไม่เหมาะสมและไม่น่าสนใจ 3. การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม 4. ความสนใจของผู้ฟัง 3 คะแนน = ผู้ฟังมากกว่าร้อยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมือ 2 คะแนน = ผู้ฟังร้อยละ 70-90 สนใจ และให้ความร่วมมือ 1 คะแนน = ผู้ฟังน้อยกว่าร้อยละ 70 สนใจ และให้ความร่วมมือ
แบบประเมินกระบวนการทำงานกลุ่ม ชื่อกลุ่ม……………………………………………ชั้น………………………ห้อง…………… รายชื่อสมาชิก 1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่……. 3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่……. ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคิดเห็น 3 2 1 1 การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 2 การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม 3 การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 การประเมินผลและปรับปรุงงาน รวม ผู้ประเมิน………………………………………………… วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………... เกณฑ์การให้คะแนน 1. การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายการทำงานอย่างชัดเจน 2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 2. การหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม 3 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจัดเตรียมสถานที่ สื่อ /อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง ยึดหลักความประหยัด 2 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง แต่ไม่ตรงตามความสามารถ และมีสื่อ /อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง แต่ขาดการจัดเตรียมสถานที่และไม่ยึดหลักความประหยัด 1 คะแนน = กระจายงานไม่ทั่วถึงและมีสื่อ /อุปกรณ์ไม่เพียงพอ และไม่ยึดหลักความประหยัด 3. การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 3 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาที่กำหนด มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 2 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย แต่ช้ากว่าเวลาที่กำหนด ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 1 คะแนน = ทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย และไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ มีความรอบรู้ รอบคอบ และ ระมัดระวัง 2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรุงงาน ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง 1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน ไม่มีความรอบรู้ รอบคอบ และ ระมัดระวัง
แบบฝึกหัดพร้อมเฉลย หน่วยที่ 6 คำชี้แจง: จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว ๑. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดในเรื่องภาษีอากร ก. การเรียกเก็บจากบุคคลที่มีเวินได้ ข. เรียกเก็บจากบุคคลที่ซื้อสินค้าและบริการ ค. เงินที่รัฐเรียกเก็บจากบุคคลที่มีเงินได้ ง. ถูกทุกข้อ 2. ข้อใดกล่าวถึงภาษีมูลค่าเพิ่มได้ถูกต้องที่สุด ก. เป็นภาษีทางตรงประเภทหนึ่ง ข. เป็นการเรียกเก็บเงินจากการมีที่ดิน ไร่นา เรือกสวน ค. เป็นภาษีทางอ้อม ง. เป็นการเรียกเก็บเงินจากบุคคลที่ได้รับเงิน 3. ข้อใดไม่จัดเป็นวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษี ก. เป็นรายได้ของรัฐที่จะนำไปพัฒนาประเทศ ข. เป็นการควบคุมเศรษฐกิจในภาพรวม ค. เป็นการจัดสรรที่ดินและที่ทำกินให้เกษตรกร ง. เป็นการกระจายรายได้ให้เป็นธรรม 4. รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีน้อยที่สุดถือเป็นหลักเกณฑ์ใดในการจัดเก็บภาษี ก. หลักความประหยัด ข. หลักความแน่นอน ค. หลักความเป็นกลาง ง. หลักความยืดหยุ่น 5. ระบบภาษีอากรสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพของสังคมที่เปลี่ยนไป ถือเป็นหลักเกณฑ์ใดในการ จัดเก็บภาษี ก. หลักความประหยัด ข. หลักความแน่นอน ค. หลักความเป็นกลาง ง. หลักความยืดหยุ่น 6. การกำหนดเวลาและวิธีการในการเสียภาษี ถือเป็นหลักเกณฑ์ใดในการจัดเก็บภาษี ก. หลักความประหยัด ข. หลักความแน่นอน ค. หลักความเป็นกลาง ง. หลักความยืดหยุ่น 7. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีรับภาระไว้เองโดยไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้อื่น เรียกว่า ก. ภาษีทางตรง ข. ภาษีทางอ้อม
ค. ภาษีบำรุงท้องที่ ง. ภาษีโรงเรือน 8. ผู้ที่เสียภาษีสามารถผลักภาระไปยังผู้อื่นได้ เรียกว่า ก. ภาษีทางตรง ข. ภาษีทางอ้อม ค. ภาษีบำรุงท้องที่ ง. ภาษีโรงเรือน 9. ข้อใดจัดเป็นภาษีทางตรง ก. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ข. ภาษีธุรกิจเฉพาะ ค. ภาษีสรรพสามิต ง. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10. ข้อใดจัดเป็นภาษีทางอ้อม ก. ภาษีศุลกากร ข. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ค. ภาษีเงินได้นิติบุคคล ง. ถูกทุกข้อ
แผนการจัดการเรียนรู้ภาคทฤษฎี แผนการจัดการเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยที่ 7 ชื่อวิชา การเป็นผู้ประกอบการ สอนสัปดาห์ที่ 11- 12 ชื่อหน่วย แผนธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ คาบรวม 8 ชื่อเรื่อง ความหมายของแผนธุรกิจ จำนวนคาบ 2 หัวข้อเรื่อง ความหมายและความสำคัญแผนธุรกิจ สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายของแผนธุรกิจ 2. ความสำคัญของแผนธุรกิจ 3. องค์ประกอบของแผนธุรกิจ 4. ขั้นตอนการเขียนแผนธุรกิจ 5. การนำแผนธุรกิจสู่กระบวนการปฏิบัติ ด้านคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย สาระสำคัญ แผนธุรกิจเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการที่เริ่มก่อตั้งกิจการ ซึ่งเป็นผลสรุป ของการพิจารณาและการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแนวความคิดของผู้ประกอบการออกมาเป็นโอกาสในทางธุรกิจ โดยเฉพาะจะช่วยชี้แนะขั้นตอนต่างๆของกระบวนการในการก่อตั้งกิจการ ซึ่งแผนธุรกิจจะช่วยให้รายละเอียด ด้านการตลาด การแข่งขัน การกำหนดกลยุทธ์ การดำเนินธุรกิจ การคาดคะเนทางการเงิน ถือได้ว่าเป็นเครื่องชี้ นำแนวทางหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ สมรรถนะอาชีพประจำหน่วย เขียนแผนธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและนำลงสู่การปฏิบัติจริงได้ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1. สรุปสาระได้ถูกต้อง ชัดเจน และตรงประเด็น 2. ความสนใจใฝ่รู้ ความมีวินัย ตรงต่อเวลา ความรอบคอบ ระมัดระวัง 3. ความเมตตา กรุณา โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และไม่เห็นแก่ตัว จุดประสงค์การสอน / การเรียนรู้ • จุดประสงค์ทั่วไป / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1. บอกความหมายแผนธุรกิจได้ 2. บอกความสำคัญของแผนธุรกิจได้ 3. บอกองค์ประกอบของแผนธุรกิจได้ 4. อธิบายขั้นตอนการเขียนแผนธุรกิจได้ 5. ฝึกปฏิบัติตามแผนธุรกิจได้ • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1) พุทธิพิสัย ผู้เรียนมีความรู้และบอกความหมายของแผนธุรกิจได้
2) ทักษะพิสัย ผู้เรียนสามารถอธิบายขั้นตอนการเขียนแผนธุรกิจได้ 3) จิตพิสัย ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย กิจกรรมการเรียนรู้ ⚫ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ผู้สอนทบทวนความรู้เดิมจากครั้งที่แล้ว เรื่องภาษีอากรสำหรับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาษีทางตรง หรือภาษีทางอ้อม ที่ผู้ประกอบการนั้นมีหน้าที่จะต้องชำระภาษีอากรตามที่กำหนดผู้พร้อมยกตัวธุรกิจ ที่ต้องชำระภาษีเป็นกรณีศึกษา ⚫ ขั้นสอน 1. ผู้สอนบรรยายเชิงปฏิสัมพันธ์ด้วย Power Point เรื่อง ความหมายของแผนธุรกิจ ความหมายของแผนธุรกิจ การทำให้เจ้าของธุรกิจหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ผู้ร่วมทุน ผู้สนับสนุนเงินทุน ผู้ให้ กู้ผู้ปฏิบัติงานได้เห็นรายละเอียดแนวทางการดำเนินการของธุรกิจนั้นๆว่ามีจุดเริ่มต้นจากจะผลิตสินค้าหรือ บริการอะไร มีกระบวนการปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้เกิดสินค้าและบริการแก่ลูกค้าและจะดำเนินธุรกิจอย่างไร จึง จะมีกำไรและเจริญเติบโต (สถาบันคีนันแห่งเอเชีย, 2547 : 2) แผนธุรกิจเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นเป็นลาย ลักษณ์อักษร (written document) ซึ่งบอกรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจใหม่ที่ตั้งเป้าหมายไว้ แผนธุรกิจ จะบรรยายให้ทราบถึงสถานภาพของธุรกิจในปัจจุบัน (current status) ความต้องการที่คาดหวังรวมทั้ง ผลลัพธ์ที่ต้องการจะให้เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจนั้น (พิบูล ทีปะปาล, 2552 : 121) สรุป แผนธุรกิจ คือ เครื่องมือบริหารงานสำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มก่อตั้งกิจการซึ่งเป็นผลสรุป หรือผลรวมแห่งกระบวนการคิดพิจารณา และตัดสินใจที่จะเปลี่ยนความคิดออกมาเป็นโอกาสทางธุรกิจ แผน ธุรกิจเป็นสิ่งที่ช่วยชี้แนะขั้นตอนต่างๆ ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการประกอบธุรกิจ จะให้รายละเอียด ต่างๆ ทั้งในเรื่องแผนการตลาด การแข่งขัน กลยุทธ์ดำเนินธุรกิจ การคาดการณ์ทางการเงิน เป็นเครื่องมือ ชี้นำผู้ประกอบการไปสู่ความสำเร็จ จุดมุ่งหมายและความสำคัญของแผนธุรกิจ 1. จุดมุ่งหมายของแผนธุรกิจ ในการจัดทำแผนธุรกิจแต่ละธุรกิจอาจมีความแตกต่างกันบ้าง ซึ่ง ขึ้นอยู่กับประเภท และรูปแบบของธุรกิจนั้นๆ ทั้งนี้โดยภาพรวมของแผนธุรกิจจะมีจุดมุ่งหมายที่เหมือนกัน สามารถสรุปได้ดังนี้ 1.1 เป็นแนวทางการบริหารงานของธุรกิจซึ่งเปรียบเสมือนเป็นพิมพ์เขียวในการปลูกสร้างอาคาร 1.2 เป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิผลใช้สำหรับเจรจา ที่ทำให้ผู้บริหารผู้ถือหุ้น ผู้ให้กู้ เงิน (สถาบันการเงิน) เข้าใจเป้าหมายและการดำเนินธุรกิจ 1.3 ทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่สามารถพัฒนาตนเองได้โดยแผนธุรกิจจะ ทำให้ผู้ประกอบการ ศึกษาจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค คู่แข่งขัน และสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ 1.4 เป็นการกำหนดทิศทางในอนาคต แผนธุรกิจเป็นแผนที่มุ่งอนาคตหรืองานที่จะทำในอนาคต ซึ่ง จะเป็นการกำหนดทิศทางขยายธุรกิจว่าจะไปในทิศทางใด 1.5 เป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น โดยมีการวางแผนล่วงหน้า หากมีปัญหาเกิดขึ้น ในแผน ธุรกิจจะมีแผนฉุกเฉินที่เตรียมไว้รองรับ 1.6 เป็นเครื่องมือการควบคุม แผนธุรกิจจะเป็นเครื่องมือควบคุมการดำเนินธุรกิจให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินงาน 2. ความสำคัญของการแผนธุรกิจ ปัจจุบันแผนธุรกิจมีความสำคัญมากในการดำเนินธุรกิจให้บรรลุ
เป้าหมายของธุรกิจนั้นๆ ซึ่งสามารถสรุปความสำคัญของการจัดทำแผนธุรกิจ ได้ดังต่อไปนี้ 2.1 เป็นการให้รายละเอียดการเริ่มต้นธุรกิจ และมีเป้าหมายที่ชัดเจนแก่ผู้ประกอบการ 2.2 เป็นเครื่องมือการบริหารงาน 2.3 เป็นเครื่องมือสำหรับจัดหาแหล่งเงินทุนจากผู้ร่วมลงทุน กองทุนและสถาบันการเงินต่างๆ 2.4 ให้รายละเอียดกิจกรรมต่างๆ เช่น จัดหาเงินทุน การพัฒนาการผลิต การพัฒนา สินค้า การตลาด เป็นต้น ลักษณะของแผนธุรกิจ 1. ลักษณะสำคัญของแผนธุรกิจ การวางแผนธุรกิจที่เน้นงานมีลักษณะสำคัญโดยสรุป 5 ประการ ดังต่อไปนี้คือ 1.1 เน้นงานด้านการบริหาร สำหรับผู้ประกอบการและผู้บริหาร 1.2 ครอบคลุมกิจกรรมหลักทุกด้านในองค์กร 1.3 เป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จทางธุรกิจ 1.4 มุ่งเน้นเรื่องในอนาคต 1.5 ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมในองค์กรสูงที่สุด 2. ลักษณะของแผนธุรกิจที่ดี แผนธุรกิจที่ดีเมื่ออ่านแล้วจะต้องตอบคำถามให้กับองค์กรธุรกิจได้ ซึ่ง ควรมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 2.1 มีความชัดเจน ทำให้เข้าใจสิ่งที่ทำธุรกิจได้ชัดเจน 2.2 มีวัตถุประสงค์ว่าจะทำสิ่งใด 2.3 ธุรกิจน่าลงทุนหรือไม่ และมีความคุ้มค่าของการลงทุนหรือไม่ 2.4 ธุรกิจมีความได้เปรียบหรือความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวมากน้อยเพียงใด 2.5 ธุรกิจมีแนวโน้มหรือโอกาสที่จะประสบความสำเร็จเพียงใด 2.6 สินค้าที่จะผลิตมีวิธีการผลิตและแผนการตลาดมีประสิทธิภาพเพียงใด 2.7 วิธีการผลิตและการวางตลาดมีการเลือกวิธีที่ทำให้ประหยัดได้หรือไม่ และมี ประสิทธิภาพหรือไม่ 2.8 หน้าที่ต่างๆ เช่น การผลิต การจำหน่าย การจัดการทางการเงิน และการจัดการ บุคลากร มีจำนวนและคุณภาพเพียงพอหรือไม่ และมีประสิทธิภาพหรือไม่ ประโยชน์ของแผนธุรกิจ ประโยชน์ของแผนธุรกิจ แผนธุรกิจที่ดีจะมีคุณค่าสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกๆ ฝ่าย ประโยชน์ ของแผนธุรกิจสำหรับผู้มีส่วนได้เสีย 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. สำหรับผู้ประกอบการ 1.1 ช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ 1.2 ช่วยในการกำหนดเป้าหมาย และงบประมาณการลงทุนได้อย่างเหมาะสมชัดเจน ด้วยการ วิเคราะห์แนวคิดบนกระดาษก่อน 1.3 เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและลดความเสี่ยง 1.4 สามารถเผชิญปัญหาและแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น 1.5 สามารถคำนวณจุดคุ้มทุนได้ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการหาระดับยอดขายที่จะทำให้ธุรกิจมี กำไรและมีกระแสเงินสดไม่ขาดมือ รวมทั้งการตั้งราคา 1.6 เป็นเอกสารประกอบการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ ได้ 1.7 สามารถชักชวนหุ้นส่วนให้เข้ามาร่วมลงทุนหรือร่วมงานกับธุรกิจได้
2. สำหรับสถาบันการเงิน 2.1 เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาการให้สินเชื่อกับธุรกิจนั้นๆ ได้ 2.2 มีข้อมูลสำหรับการพิจารณาประเมินผลการดำเนินงานของธุรกิจ 3. สำหรับนักลงทุน 3.1 เป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาเข้าร่วมลงทุน โดยดูจากผลตอบแทนจากการลงทุน 3.2 เพื่อประสานงานและสร้างทีมงานตลอดจนกำหนดวิธีการแก้ปัญหา 2. ผู้เรียนแบ่งกลุ่มย่อยกลุ่มละ 5-7 คน เพื่อระดมสมองโดยการศึกษาเนื้อหาร่วมกันโดยให้แต่ละคน มีบทบาทช่วยกันในกลุ่ม 2.1 นักเรียนสรุปความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร 2.2 นักเรียนทำใบงานที่ 7.1 โดยครูคอยให้คำแนะนำเพิ่มเติม 3. นำเสนอผลงานการปฏิบัติกิจกรรม เป็นผลงานกลุ่ม ⚫ ขั้นสรุป 4. ผู้สอนวิพากษ์ผลงานของนักเรียนและตั้งคำถามให้ผู้เรียนให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมาย และความสำคัญของแผนธุรกิจ 5. สมาชิกในชั้นเรียนร่วมกันวิพากษ์ผลงานของเพื่อน การบูรณาการกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 1.1 ความมุ่งมั่นและปรารถนา พยายามที่จะดำเนินธุรกิจเหล่านั้นให้ประสบความสำเร็จ มิฉะนั้นจะทำ ให้สูญเสียทั้งเงินและเวลา 1.2 องค์กรธุรกิจทำให้เกิดการกระจายรายได้ ประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ทำให้ เกิดการกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น ๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่าง รอบคอบ 2.1 ธุรกิจทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญก้าวหน้า เพื่อธุรกิจก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน มีการกระจายรายได้ ทำให้ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 2.2 เมื่อมีการผลิตก็จะมีการจ้างงาน ทำให้ประชาชนมีโอกาสทำงานมีรายได้ ซึ่งรายได้โดยรวมจะถูก จัดสรรไปยังประชาชนกลุ่มต่างๆส่งผลให้รายได้ประชาชาตินั้นสูงขึ้น ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีมาตรฐานการ ครองชีพที่สูง 2.3 วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีเป็นรายได้ของรัฐที่นำไปใช้ด้านการบำบัดทุกข์บำรุงสุชของ ประชาชน ๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต 3.1 การที่กิจการของธุรกิจเกิดการขยายตัวออกไปมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ประชาชนในสังคมมีงานทำ มี รายได้ และมีอำนาจในการซื้อสูงมากเท่านั้น เรื่องของการเกิดปัญหาด้านอาชญากรรมต่างๆก็จะลดลง 3.2 แผนธุรกิจเป็นเครื่องมือที่แสวงหาทุนจากผู้ร่วมลงทุน กองทุน และสถาบันการเงินต่างๆ โดยมีเงื่อนไข ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ ดังนี้ 4. เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความ
รอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังใน การปฏิบัติ 4.1 การทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่งคั่งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีการกินดีอยู่ดี และมีรายได้สูง สามารถ พึ่งพาตนเองและเลี้ยงดูครอบครัวได้ การประกอบกิจการก็จะมีความมั่งคั่งเป้นผลตามไปด้วย 4.2 การเลือกวิธีการผลิตคือการจะใช้วิธีการผลิตสินค้าและบริการแต่ละชนิดอย่างไรที่จะทำให้ สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยที่สุด เสียต้นทุนในการผลิตต่ำที่สุด ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีการผลิตที่เหมาะสมที่สุด 5. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต 5.1 การดำเนินงานของหน่วยงานราชการและองค์กรการกุศล ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการให้บริการแก่ ประชาชนโดยไม่ได้มุ่งหวังผลตอบแทน ซึ่งในปัจจุบันการประกอบธุรกิจมิใช่เพื่อสนองความต้องการของ ผู้บริโภคเฉพาะเพียงในด้านปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังเป็นการตอบสนองความต้องการที่สูงอย่างไม่จำกัดของ ผู้บริโภค 5.2 เมื่อเขียนแผนธุรกิจเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะนำเสนอแผนธุรกิจต่อผู้ร่วมลงทุนหรือแหล่งเงินกู้ควร ทบทวนรายละเอียดในแผนก่อน โดยอาจให้บุคคลที่มีความรู้หรือผู้ที่เราไว้วางใจได้อ่านแผนธุรกิจเพื่อแสดง ความคิดเห็น และให้คำแนะนำในการปรับปรุงแก้ไข่อไป การวัดและประเมินผล 1. แบบประเมินพฤติกรรมรายกลุ่ม 2. แบบประเมิน คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะพึงประสงค์ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียน 2. สื่ออิเล็กทรอนิกส์, PowerPoint 3. เว็บไซต์ หลักฐานการเรียนรู้ 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและประเมินผล ก่อนเรียน - แบบทดสอบก่อนเรียน ขณะเรียน - แบบสังเกตพฤติกรรม หลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน เครื่องมือประเมิน 1. แบบประเมินพฤติกรรมรายกลุ่ม 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ก่อนเรียน/หลังเรียน 10 ข้อ 3. แบบประเมิน คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะพึงประสงค์
เกณฑ์การประเมิน 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงานรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุงแบบประเมินผล การเรียนรู้ก่อนเรียนไม่มีเกณฑ์ผ่าน เก็บคะแนนไว้เปรียบเทียบกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ก่อนเรียนไม่มีเกณฑ์ผ่าน เก็บคะแนนไว้เปรียบเทียบกับคะแนนที่ได้ จากการทดสอบหลังเรียน 3. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คะแนนขึ้นอยู่กับการ ประเมินตามสภาพจริง .