The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัย

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริม แรงจูงใจต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท The Effect of a Self-Efficacy and Motivation Enhancing Program on Medication Adherence Behaviors of Schizophrenia Patients โดย นางผ่องพิศ อินทวิเศษ นางนภาพร นวลสุทธิ์ นางสาวปลดา เหมโลหะ โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 2567


ก ชื่อเรื่อง ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการ รับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ชื่อผู้วิจัย นางผ่องพิศ อินทวิเศษ, นางนภาพร นวลสุทธิ์และนางสาวปลดา เหมโลหะ ปีการวิจัย 2567 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและ เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อ สิ้นสุดการติดตามผล ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เป็น โรคจิตเภท (F20) ตามเกณฑ์การวินิจฉัย ICD-10 เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่ เดือน ธันวาคม - มีนาคม 2567 จำนวน 64 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.8 ขึ้นไปทุกข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) และสถิติ ทดสอบค่าที independent t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการใช้โปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ มากขึ้นกว่าก่อนใช้โปรแกรมฯ อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05และ ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ระหว่างกลุ่มที่ ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจและกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ในแต่ละ ช่วงเวลา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (F = 1886.313)ดังนั้น หน่วยงานควรส่งเสริมและสนับสนุนให้มี การนำโปรแกรมดังกล่าว ไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทเพื่อให้มีพฤติกรรมการรับประทานยาที่เหมาะสมตามเกณฑ์ อันจะ ส่งผลให้ผู้ป่วยจิตเภทมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสะท้อนให้เห็นผลลัพธ์ของคุณภาพการให้บริการทางการพยาบาลได้อย่าง ประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และควรมีการกำกับ ติดตามและประเมินผลการใช้โปรแกรมอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย ทุก6 เดือน เพื่อปรับปรุงให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับบริบทของโรงพยาบาลและสามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดในการพัฒนา คุณภาพการพยาบาลของหน่วยงานต่อไป คำสำคัญ: การเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน การเสริมแรงจูงใจ การรับประทานยาตามเกณฑ์ ผู้ป่วยจิตเภท


ข Research Title: The Effect of a Self-Efficacy and Motivation Enhancing Program on Medication Adherence Behaviors of Schizophrenia Patients Author: Mrs.Pongpit Inthaviset, Mrs. Napaporn Naulsuthand Miss Palada Hamloha, Academic Year: 2024 Abstract This research is a quasi-experimental study with pre-test and post-test measurements. The objective is to study and compare the medication adherence scores according to the criteria of patients with mental disorders before and after the experiment, as well as at the end of the follow-up period for both the experimental and control groups. The sample group consists of patients diagnosed by a physician with mental disorders (F20) according to the ICD1 0 diagnostic criteria, receiving inpatient treatment at Surat Thani Hospital from December to March 2567 (Thai calendar), totaling 64 individuals, divided into 32 in the experimental group and 32 in the control group. The sample group was selected based on specific criteria and data were collected using a questionnaire with a reliability of at least 0 . 8 for each item. The statistical analysis used includes descriptive statistics such as percentages, means, standard deviations, and inferential statistics such as Repeated Measures ANOVA and independent t-test. The research findings indicate that after implementing the intervention program, the experimental group demonstrated significantly improved medication adherence behaviors compared to before the program, with statistical significance at the .05 level. The mean scores of medication adherence behaviors among patients with mental disorders differed significantly between the group receiving the competency enhancement program combined with motivational reinforcement and the group receiving standard nursing care at each time interval (F = 1886.313, p < 0.05). Therefore, it is recommended that organizations promote and support the implementation of such programs in the care of patients with mental disorders to foster appropriate medication adherence behaviors, which could lead to an improved quality of life for these patients. This also reflects the efficient and transparent delivery of nursing services. Moreover, there should be continuous monitoring, follow-up, and evaluation of the program's effectiveness at least every 6 months to ensure ongoing improvement and relevance in line with the hospital's context. Additionally, it could serve as a metric for the continuous enhancement of nursing care quality within the organization. Keywords: Empowerment Motivational reinforcement Medication adherence according to standards Schizophrenia Patients


ค กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาจากนายแพทย์อาทิตย์ เล่าสุอังกูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สวนสราญรมย์ นางกริณี สังข์ประคอง หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพยาบาล ที่ให้การสนับสนุน และอนุญาตให้ใช้ สถานที่ในทดลอง และเก็บรวบรวมข้อมูล ขอขอบพระคุณ ผ.ศ.ดร.นพรัตน์ ไชยชำนิ อาจารย์สาขาวิชาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นางปรีดา เอกวานิช พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ และนางเสาวลักษณ์ ยิ้มเยื้อน พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ และ ให้คำปรึกษาแนะนำ ที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุง แก้ไขเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และได้ ช่วยเหลือและให้คําแนะนําในการเขียนโปรแกรมและวิเคราะห์ข้อมูล และเป็นผู้ช่วยวิจัยในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในครั้งนี้ ขอขอบคุณคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ ที่ได้ให้ คําแนะนํา ตรวจสอบโครงร่างการวิจัย และการพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง ขอขอบคุณกลุ่มตัวอย่างทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัยเป็นอย่างดี และขอขอบคุณบุคคลอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถจะกล่าวนามได้ทั้งหมด ที่ได้เป็นที่ปรึกษา คอยช่วยเหลือสนับสนุนและให้กําลังใจตลอดช่วงเวลาที่ ดำเนินการวิจัย จนทําให้งานวิจัยฉบับนี้สําเร็จลุล่วงได้ด้วยดีผู้วิจัยขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ ผ่องพิศ อินทวิเศษ นภาพร นวลสุทธิ์ ปลดา เหมโลหะ


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อไทย................................................................................................................... ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ………………………………………………………………………………….. ข กิตติกรรมประกาศ.......................................................................................................... ค สารบัญ........................................................................................................................... ง สารบัญตาราง……………………………………………………………………………………………………. ฉ สารบัญภาพ……………………………………………………………………………………………………… ซ บทที่ 1 บทนำ.......................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา.............................................................. 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.................................................................................... 3 คำถามการวิจัย.................................................................................................... 4 สมมุติฐานการวิจัย............................................................................................... 4 ขอบเขตการวิจัย………….………………………………..……………………………………….. 4 กรอบแนวคิดการวิจัย.......................................................................................... 4 นิยามศัพท์เฉพาะ....………………………………………………………………………………… 5 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย.………………………………………………………………….. 6 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………..…… 7 ความหมายของโรคจิตเภท.................................................................................. ทฤษฎีเกี่ยวกับการรับรู้สมรรถนะแห่งตน............................................................ ทฤษฎีเกี่ยวกับการเสริมแรงจูงใจ ........................................................................ พฤติกรรมความร่วมมือในการใช้ยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท........................ โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ................... งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.............................................................................................. 7 8 15 17 21 22 3 วิธีดำเนินการวิจัย…………………………………………………………………………………….. 26 วิธีการดำเนินการวิจัย…………………………………………………………………….………… ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง……………………………………………………………………… 26 27 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..................................................................................... 29 การเก็บรวบรวมข้อมูล........................................................................................ 31 การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................. 33


จ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………. 34 ส่วนที่ 1 แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย....................................................... ส่วนที่ 2 แบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์........................ การทดสอบสมมติฐาน....................................................................................... 34 37 40 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ………………………………………………………….. 43 สรุปผลการวิจัย………………………………………………………………………………………. 43 อภิปรายผล………………………………………………………………………………………….… 46 ข้อเสนอแนะ.................…………………………………………………………………………… 49 บรรณานุกรม................................................................................................................... 50 ภาคผนวก………………………………………………………………………………………………...... 54 ภาคผนวก ก โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมสร้าง แรงจูงใจ 55 ภาคผนวก ข เครื่องมือในการวิจัย…………………………………………………………....... 83 ภาคผนวก ค การพิทักษ์สิทธิผู้เข้าร่วมวิจัย……….................................................. 86 ภาคผนวก ง รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ....................................................................... 96 ประวัติผู้วิจัย 98


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังในความสามารถของตนเองและความ คาดหวังในผลลัพธ์ของการกระทำพฤติกรรมที่มีผลต่อการตัดสินใจกระทำ พฤติกรรมของบุคคล………………………………………………………………………………… 11 2 ตารางการดำเนินกิจกรรม.................................................................................. 32 3 แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง........................................... 35 4 แสดงผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนการทดลอง........................................ 37 5 แสดงผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ กลุ่มทดลอง หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน.................. 38 6 แสดงผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ กลุ่มควบคุม หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน.................. 39 7 แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของ ผู้ป่วยจิตเภทของกลุ่มทดลอง ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 1 เดือน และ ระยะติดตามผล 2 เดือน...................................................................................... 40 8 การเปรียบเทียบพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ระหว่างกลุ่มทดลองในแต่ละช่วงเวลาด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัด ซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) (n=32)................................................... 40 9 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของ ผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการ เสริมแรงจูงใจ ก่อนทดลอง หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน (n=32) โดยวิธี Bonferroni....................................................................... 41 10 เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริม แรงจูงใจและกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ในแต่ละช่วงเวลา ด้วยการ วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) (n=32) 42


ช สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย……………………………..……………………………………………… 5 2 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังในสมรรถนะแห่งตนและความ คาดหวังในด้านของผลการกระทำ...................................................................... 10 3 แบบจำลองการรับประทานยาตามเกณฑ์........................................................... 17 4 รูปแบการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (Two groups, Pretest-Post-test design)............................................................................................. 26


บทที่1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา โรคจิตเภทเป็นปัญหาสำคัญในทางจิตเวชและทางสาธารณสุข โดยมีความชุกชั่วชีวิต (Life time prevalence) ประมาณร้อยละ 0.5 - 1.0 ของประชากรทั่วไป โดยในประเทศไทยมีการสำรวจระบาดวิทยาของ ความผิดปกติทางจิตของประชากรทุกภาค พบความชุกชั่วชีวิตของโรคจิตเภท ร้อยละ 0.172 ซึ่งโรคจิตเภทส่วน ใหญ่เป็นโรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดภาระโรค จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลก พบว่า โรคจิตเภทอยู่ในอันดับที่ 16 ของโรคทั้งหมดที่ทำให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิต และอันดับที่ 3 ของโรคจิตและโรคทางระบบประสาท ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้เปรียบเทียบการสูญเสียความสามารถของผู้ป่วยโรคจิตเภทเรื้อรังกับผู้ป่วยโรคทางกาย พบว่า เทียบเท่าผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตทั้งตัวตั้งแต่คอลงมา (Quadriplegia) ความสูญเสียมีค่าประมาณ 0.7 - 1 เท่า ของการสูญเสียความสามารถอันมีค่า 1 ปี(เสาวลักษณ์ สุวรรณไมตรี, อนงค์นุช ศาโศรก, ธนเนตร ฉันทลักษณ์วงศ์, ชุรีภรณ์ เสียงลํ้า, วีร์ เมฆวิลัย, 2560) ซึ่งกล่าวได้ว่า โรคจิตเภทเป็นโรคที่มีความผิดปกติทาง จิตที่พบได้ทุกสังคม ทุกเชื้อชาติและทุกวัฒนธรรม เมื่อป่วยเป็นโรคจิตเภทมักจะมีอาการรุนแรงและสูญเสีย หน้าที่หลายด้าน การวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท ผู้ป่วยต้องมีอาการชนิดบวกและ/หรืออาการชนิดลบของโรค จิตเภทเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน และมีอาการโรคจิตชัดเจนเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน และการทำงานหรือการ หน้าที่ต่างๆบกพร่องลง (มานิต ศรีสุรภานนท์,2558) การดำเนินโรคแบบเรื้อรังมักจะไม่หายขาดและมีโอกาสการ ป่วยซ้ำเป็นช่วงๆ พบมากที่สุดในโรคจิตเวชทั้งหมด โดยพบความชุกถึงร้อยละ 1 ของประชากรทั่วโลก (Sadook & Sadock, 2007) และยังพบว่าทั่วโลก มีผู้ป่วยด้วยโรคจิตเภทประมาณ 24 ล้านคน (WHO, 2011) จากสถิติจำนวนผู้ป่วยจิตเวชที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิตทั่วประเทศ ปีงบประมาณ 2563 - 2565 พบจำนวน 1,029,884 ราย 1,080,303 ราย และ 1,080,512 ราย ตามลำดับ เป็นผู้ป่วยโรค จิตเภทมากอันดับ 1 จำนวน 55,811, 49,658 และ 314,250 คน ตามลำดับ (กรมสุขภาพจิต, 2565)และสถิติ ผู้ป่วยโรคจิตเภท ที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ ปีงบประมาณ 2563 - 2565 มี จำนวน 887ราย 878 ราย และ 1298 ราย ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 39.55 ,43.44 ,43.66 ของผู้ป่วยทั้งหมด (โรงพยาบาลสวนสราญรมย์, 2566) และจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคจิตเภทในปัจจุบัน พบว่า สาเหตุ สำคัญของการป่วยเป็นโรคจิตเภทเกิดจากปัจจัยด้านชีวเคมีในสมองและจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้าน โรคจิตอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความรุนแรงของโรคและควบคุมอาการทางจิตให้ผู้ป่วยสามารถทำหน้าที่ได้ ตามปกติและป้องกันการป่วยซ้ำ (รัชนีย์ อุทัยพันธ์, 2555) และพบว่าสาเหตุสำคัญของการป่วยซ้ำเกิดจาก พฤติกรรมไม่ร่วมมือในการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษามากถึงร้อยละ 88.2 (Omranifard, Yazdani, Yaghoubi, & Namdari, 2008 อ้างตาม กาญจนา จันทร์ไทย และคณะ, 2556) ซึ่งส่งผลต่อผู้ป่วยจิตเภทมีแนวโน้ม พฤติกรรมการใช้ยาถูกต้องลดลงตามระยะเวลาของการเจ็บป่วย โดยพบว่าพฤติกรรมการใช้ยาถูกต้องมีเพียง ร้อยละ 50 ในปีแรกของการเจ็บป่วย และลดลงเรื่อยๆ รวมถึงผู้ป่วยโรคจิตเภทส่วนใหญ่จะหยุดรับประทานยา ใน 2 สัปดาห์แรก ภายหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลมากถึงร้อยละ 49.90 (Valevski et al., 2012) สอดคล้องกับการศึกษาของ พิเชฐ อุดมรัตน์ และสรยุทธ วาสินานนท์(2552) พบว่าผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มี


2 อาการป่วยซ้ำบ่อยๆ ส่วนใหญ่มีปัญหาจากการรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ร้อยละ 80 และป่วยซ้ำภายใน 1 ปี และหลังจากที่หายจากอาการร้อยละ 57 (มาโนช หล่อตระกูล และปราโมทย์ สุคนิชย์, 2555) ดังนั้นกล่าวได้ ว่า ผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มีอาการป่วยซ้ำบ่อยๆ ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมไม่ร่วมมือในการรับประทานยา จากข้อมูลข้างต้น พฤติกรรมความไม่ร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยจิตเภทส่งผลกระทบทั้งต่อ ตัวผู้ป่วย ครอบครัวและสังคมและส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วย ส่งผลให้ผู้ป่วยจิตเภทได้รับการรักษาไม่ต่อเนื่อง และมีโอกาสเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยมากขึ้น (Shao, Chen, Chang, Lin, & Ching-Lan Ling, 2013) เพิ่มอัตราความเสี่ยงในการกลับมาป่วยซ้ำ (Higashietal.,2013; Writers, 2013) มีความบกพร่องใน การปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้อาการของโรคจิตเภทมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นและผลลัพธ์ของการรักษาไม่เป็นที่น่า พอใจ (Canas et al., 2013; Higashietal., 2013) ด้านผลกระทบต่อครอบครัวพบว่า ครอบครัวมีค่าใช้จ่ายใน การรักษาและดูแลผู้ป่วยจิตเภทเพิ่มขึ้น (Writers, 2013) และเกิดความรู้สึกเป็นภาระของครอบครัว (Rafiyah & Sutharangsee, 2011) ด้านผลกระทบต่อสังคม พบว่า จากการประมาณการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการรักษา ผู้ป่วยจิตเภททั้งหมดในประเทศไทยทั้งหมดประมาณ 31,000 ล้านบาทหรือประมาณ 87,000 บาทต่อผู้ป่วย 1ราย (Phanthunane, Vos, Whiteford & Bertram, 2010) นอกจากนี้ จากการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ พฤติกรรมความไม่ร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยจิตเภท พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม ความไม่ร่วมมือ ในการรับประทานยาของผู้ป่วยจิตเภท แบ่งออกเป็น 4 ปัจจัยหลัก คือ 1) ปัจจัยด้านตัวผู้ป่วย ประกอบด้วย เพศ อายุ (Canas et al., 2013) ระยะเวลาการเจ็บป่วย ประวัติเกิดพฤติกรรมความไม่ร่วมมือใน การรับประทานยาในการรักษาครั้งที่ผ่านมา (Acosta et al., 2012; Canas et al., 2013) ขาดความตระหนัก รู้ต่อการเจ็บป่วย ของตนเอง (Acosta et al., 2012; Canas et al., 2013; Higashietal.,2013) การรับรู้ที่ไม่ ถูกต้องเกี่ยวกับยาที่ใช้ในการรักษา (Acosta et al., 2012; Higashi et al., 2013) ความรู้สึกมีตราบาป จาก การรับประทานยาต้านโรคจิต (Acosta et al., 2012) เป็นต้น 2) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ขาด การสนับสนุนทางสังคม พบว่าผู้ป่วยจิตเภทที่อยู่เพียงลำพังมีความเสี่ยงในการเกิดปัญหาพฤติกรรมความไม่ ร่วมมือในการรับประทานยา ในขณะที่ผู้ป่วยจิตเภทที่อาศัยอยู่กับครอบครัวช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ขึ้น (Acosta et al.,2 012; Higashi et al., 2013) 3) ปัจจัยด้านบุคลากรในทีมผู้รักษา ประกอบด้วย สัมพันธภาพ ระหว่างผู้ป่วยจิตเภทกับทีมผู้รักษาที่ไม่ดี(Acosta et al., 2012; Dassa et al., 2010; Higashi et al., 2013) การวางแผนจำหน่ายที่ไม่เหมาะสม (Acosta et al., 2012; Canas et al., 2013) และการไม่มาพบแพทย์ตาม นัด (Acosta et al., 2012) เป็นต้น และ 4) ปัจจัยด้านการรักษา ประกอบด้วย การตอบสนองต่อการรักษา (Canas et al., 2013) เกิดอาการข้างเคียงจากยา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์สถานการณ์การส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยโรค จิตเภท (กนิษฐิดา ธรรมดา, 2553) พบว่า ผู้ป่วยโรคจิตเภทมีวิธีการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยา โดยการแสวงหาความรู้เรื่องโรคและการรักษาด้วยยา การบริหารจัดการเรื่องการรับประทานยาด้วยตนเอง และมีการศึกษาปัจจัยทำนายอาการสงบของผู้ป่วยจิตเภท (รัตติยาพร เบ็ญเจ๊ะมะ และ รัชนีกร อุปเสน, 2563) พบว่าตัวแปรที่สามารถทำนายอาการสงบของผู้ป่วยจิตเภทได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ได้แก่ การทำหน้าที่ ด้านการรู้คิด ความร่วมมือในการรักษาด้วยยา และการหยั่งรู้สภาพตนเอง ดังนั้น การส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีความ เชื่อว่าตนเจ็บป่วย และมีความสมารถในการให้ความร่วมมือในการรับประทานยาจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ซึ่ง การรับรู้สมรรถนะแห่งตน เป็นกระบวนการสำคัญทางความคิดที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างความรู้กับการ กระทำ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงตามความสามารถของบุคคล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้


3 กำหนดไว้ (Bandura, 1997) มีผลให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพในทางที่ดีขึ้น มีการรับรู้สมรรถนะแห่ง ตนระดับสูง และยังเป็นแรงจูงใจที่สำคัญภายในตัวบุคคลที่จะทำให้บุคคลกระทำพฤติกรรมตามที่คาดหวัง หรือไม่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน (efficacy expectation) และความคาดหวังในผลลัพธ์ (outcome expectation) กล่าวคือ ถ้าบุคคลรับรู้ว่าตนเองมีความสามารถ จะมีความอดทน อุตสาหะ ไม่ย่อ ท้อต่อปัญหาและอุปสรรค และจะประสบความสำเร็จในที่สุด (Evans, 1986 อ้างใน สมโภชน์เอี่ยมสุภาษิต, 2553) ซึ่งสอดคล้องกับการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมาของ Litt (2000) ที่ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยโรคจิตเภท พบว่า แรงจูงใจ (motivation) เป็นปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการรักษาในระดับสูง และแรงจูงใจว่าเป็นปัจจัยทางจิตใจที่กระตุ้น และชี้นำให้ บุคคลแสดงพฤติกรรมไปสู่เป้าหมาย (Deci & Ryan 1991) ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความเชื่อว่า การเสริมสร้าง สมรรถนะแห่งตนและการเสริมสร้างแรงจูงใจ สามารถจะช่วยให้ผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ในทางที่ดีขึ้นและสามารถนำไปสู่พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ได้ โรงพยาบาลสวนสราญรมย์เป็นโรงพยาบาลจิตเวชสังกัดกรมสุขภาพจิต ที่รับผิดชอบดูแลให้บริการ ผู้ป่วยในเขตพื้นที่สุขภาพที่ 11 ภาคใต้ตอนบน จากสถิติโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ย้อนหลังปี 2563 - 2565 พบผู้ป่วยจิตเภทป่วยซ้ำภายใน 28 วันสูงมากกว่าโรคจิตเวชอื่นๆ และมีแนวโน้มสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 3.56 3.95 และ 4.50 ตามลำดับ (โรงพยาบาลสวนสราญรมย์, 2565) ที่ผ่านมาโรงพยาบาลได้มีการพัฒนาการ ส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานยาสำหรับผู้ป่วยจิตเภท ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการผู้ป่วยรายกรณีโดย พยาบาลวิชาชีพเป็นผู้จัดการดูแล การให้สุขภาพจิตศึกษาในรูปแบบ D – METHOD ทั้งรายกลุ่มและรายบุคคล แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล การให้คำปรึกษารายครอบครัวแก่ผู้ป่วยและญาติ ในวันที่จำหน่ายทุกราย แต่จากการ ปฏิบัติงานที่ผ่านมายังพบว่า ผู้ป่วยจิตเภทยังมีปัญหาพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา มี พฤติกรรมความไม่ร่วมมือในการรับประทานยา และส่งผลกระทบทั้งต่อตัวผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม ผู้วิจัย ในฐานะพยาบาลให้การดูแลผู้ป่วยจิตเภทเล็งเห็นถึงความสำคัญว่าจำเป็นต้องมีการพัฒนาวิธีการส่งเสริม พฤติกรรมและความร่วมมือในการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภท เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภท ได้รับการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความสนใจศึกษา ผลของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะร่วมกับ เสริมแรงจูงใจในการรับประทานยาต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท เพื่อนำข้อมูลที่ ได้มาเป็นแนวทางในการพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้แก่พยาบาล วิชาชีพเพื่อนำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทได้อย่างมีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลต่อ การเพิ่มคุณภาพการให้บริการทางการพยาบาล ตลอดจนผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมความร่วมมือในการ รับประทานยาตามเกณฑ์เพิ่มขึ้น ลดการกลับมารักษาซ้ำ ลดโอกาสเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย รวมถึงลดค่าใช้จ่าย ลดภาระของครอบครัว และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ป่วยและญาติได้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับ โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน 2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับ โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ


4 คำถามการวิจัย 1. คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้าง สมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน มีความแตกต่างกันหรือไม่ 2. คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการ เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ มีความแตกต่างกัน หรือไม่ สมมุติฐานการวิจัย 1. คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการ เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลอง 2. คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการ เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ขอบเขตการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental research) ศึกษาสองกลุ่มวัดผล ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 2 สัปดาห์และระยะติดตามผล 2 เดือน (pretest - posttest control group design with one follow-up times) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะร่วมกับเสริมแรงจูงใจ ในการรับประทานยาต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยโรคจิตเภทที่เข้ารับการ รักษาแบบผู้ป่วยในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ มีระยะเวลาในดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือน ธันวาคม 2566 - มีนาคม 2567 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เป็น โรคจิตเภท (F20) ตามเกณฑ์การวินิจฉัย ICD- 10 เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เป็น โรคจิตเภท (F20) ตามเกณฑ์การวินิจฉัย ICD- 10 เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 - มีนาคม 2567 จำนวน 64 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด กรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทบทวนวรรรกรรมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง การเสริมสร้าง แรงจูงใจ และพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ในผู้ป่วยจิตเภท และได้นำแนวคิดของ Bandura (1997) ที่กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคลนั้นเกิดจากบุคคลมีการรับรู้ความสามารถของตนเองหรือรับรู้ สมรรถนะแห่งตน (Perceived self-efficacy) กล่าวคือ การรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นปัจจัยสำคัญที่จะ


5 นำไปสู่การปฏิบัติจริงตามความสามารถของบุคคล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้และมีผลให้ผู้ป่วยมี พฤติกรรมการดูแลสุขภาพในทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนระดับสูงและยังเป็นแรงจูงใจ ที่สำคัญภายในตัวบุคคลที่จะทำให้บุคคลกระทำพฤติกรรมตามที่คาดหวังหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นใน สมรรถนะแห่งตน (efficacy expectation) มาบูรณาการร่วมกับทฤษฎีเสริมแรงจูงใจในการป้องกันโรค (protection motivation theory) ของโรเจอร์ส (Rogers, 1983) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการใช้สื่อกลาง กระตุ้นให้บุคคลเกิดกระบวนการรับรู้ ได้แก่ 1) การรับรู้ความรุนแรงของโรค 2) การรับรู้โอกาสเสี่ยงในการเกิด โรค 3) ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และ 4) ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง เพื่อ ประยุกต์และกำหนดเป็นกรอบแนวคิดการวิจัยครั้งนี้ ดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ ผู้ป่วยจิตเภท หมายถึง ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่าเป็นโรคจิตเภท (F20.0 - F20.9) ตาม เกณฑ์การวินิจฉัยของกระบวนการจำแนกโรคขององค์การอนามัยโลก (ICD-10) ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วย ชายและหญิง ของโรงพยาบาลสวนสราญรมย์มากกว่า 1 ครั้งด้วยปัญหาเรื่องการรับประทานยา พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภท หมายถึง พฤติกรรมของผู้ป่วย จิตเภทที่ปฏิบัติตัวด้านการรับประทานยาให้ถูกต้องตามแผนการรักษาของแพทย์ซึ่งผู้วิจัยดัดแปลงมาจากแบบ วัดความร่วมมือในการใช้ยาสำหรับคนไทยของกมลชนก จงวิไลเกษม, และสงวน ลือเกียรติบัณฑิต (2564) โดย นำมาดัดแปลงเนื้อหาข้อคำถามให้มีความเหมาะสม ประกอบด้วยข้อคำถาม จำนวน 8 ข้อ ประเมินความถี่ใน การปฏิบัติ ประกอบด้วย การลืมกินยา การเปลี่ยนขนาดยาตามความต้องการของตนเอง การหยุดกินยาเอง การกินยาไม่ตรงเวลา การกินยาไม่ครบทุกชนิด การกินยาไม่ครบทุกมื้อ การไม่ได้มาพบแพทย์ตามนัด (ขาดนัด หรือเลื่อนนัดแพทย์) การขาดยาและไม่ได้กินยาเนื่องจากไม่ได้มาพบแพทย์ตามนัด ลักษณะคำถาม เป็นมาตร ส่วนประมาณค่า (rating scale) 6 ระดับ โดยกำหนดความหมายของค่าคะแนน 0-5 คะแนน และมีการแปล ผลคะแนน ดังนี้ คะแนนรวมทั้งฉบับเท่ากับ 40 คะแนน คะแนน ≥ 34 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ดี คะแนน ‹ 34 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ไม่ดี โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะร่วมกับเสริมแรงจูงใจในการ รับประทานยาต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ของผู้ป่วยจิตเภท ขั้นตอนที่ 1 การรับรู้ความรุนแรงของโรคจิตเภท ขั้นตอนที่ 2 การรับรู้ความเสี่ยงต่อการกำเริบซ้ำ ขั้นตอนที่ 3 ความคาดหวังในประสิทธิผลของการปฏิบัติตน เพื่อป้องกันโรค ขั้นตอนที่ 4 ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ของผู้ป่วยจิตเภท


6 โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะร่วมกับเสริมแรงจูงใจ หมายถึง การดำเนินกิจกรรมการพยาบาลแก่ ผู้ป่วยจิตเภท โดยบูรณาการจาก 2 แนวคิด คือ การเสริมสร้างสมรรถนะ และการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจ ซึ่งแต่ละกิจกรรมใช้เทคนิคการสร้างแรงจูงใจ OARS และ FRAMES กระตุ้นให้ผู้ป่วยจิตเภทเกิดแรงจูงใจ พูด ข้อความจูงใจ เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำแบบฝึกหัดการให้ความรู้ และประเมิน แรงจูงใจจากประโยคคำพูดของผู้ป่วย พร้อมทั้งสรุปเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ ประกอบด้วย 5 กิจกรรม ได้แก่ 1) สร้างสัมพันธภาพและแรงจูงใจเกี่ยวกับโรคจิตเภทและการรักษาด้วยยา 2) สร้างแรงจูงใจโดยให้ผู้ป่วยเชื่อ ว่าตนเองมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในการดูแลตนเอง มีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง มี การเรียนรู้ผ่านตัวแบบ โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การดูแลที่ดีและที่เคยประสบความสำเร็จจากตัวแบบ เป็นวิธีการส่งเสริมให้ผู้ป่วยเกิดการเรียนรู้มองเห็นแนวทางในการดูแลตนเอง และสามารถเพิ่มความสามารถ ในการดูแลตนเองได้ 3) สร้างแรงจูงใจการการกระทำที่ประสบผลสำเร็จด้วยตนเอง เกิดจากการพัฒนาการรับรู้ ความสามารถของตนเอง รับรู้ประโยชน์ของการรับประทานยาต่อเนื่องและอาการข้างเคียงจากยา การพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น วิธีการเผชิญปัญหาอย่างเหมาะสม ซึ่งประสบการณ์ความสำเร็จ ของตนเองเป็นประสบการณ์ตรงจะมีผลต่อการรับรู้ความเชื่อมั่นของบุคคลมากขึ้น 4) สร้างแรงจูงใจการรับรู้ อาการข้างเคียงของยางทางจิตเวชและการจัดการ และ 5) เสริมทักษะการจัดยารับประทานด้วยตนเอง ดำเนิน กิจกรรมตามโปรแกรมจำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 45-60 นาที เป็นเวลา 1 สัปดาห์ตั้งแต่วันจันทร์- ศุกร์ การพยาบาลปกติหมายถึง กิจกรรมการพยาบาลในหอผู้ป่วย มีการให้คำแนะนำตามสภาพปัญหา ความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน เช่น ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคจิตเภท การรักษาพยาบาลการปฏิบัติตัวเมื่อ กลับไปอยู่บ้าน รวมทั้งคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานยาต่อเนื่อง การสังเกตอาการข้างเคียงจากยา อาการ ผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์ ระบบการติดตามผู้ป่วยที่บ้าน และแหล่งสนับสนุนในชุมชน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ด้านนโยบาย หน่วยงานสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยมาพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปเผยแพร่กับแผนกอื่น เพื่อนำไปใช้ประยุกต์และปรับใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม อันจะส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ ตอบสนองต่อความต้องการของแต่ละรายบุคคล และสอดคล้องกับบริบทของโรงพยาบาลต่อไป 2. ด้านการปฏิบัติการพยาบาล สามารถนำข้อมูลมาปรับปรุงและพัฒนาเป็นคู่มือการส่งเสริมการรับรู้ สมรรถนะตนเองในผู้ป่วยโรคจิตเภทต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พยาบาล นำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทอย่างมีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 3. ด้านการวิจัย ทราบพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภท ระหว่าง กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะร่วมกับเสริมแรงจูงใจในการรับประทานยา และกลุ่มที่ได้รับการ พยาบาลตามปกติ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม


7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อ พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีจากเอกสาร ต่าง ๆ และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอในรูปแบบของเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามลำดับหัวข้อ ดังนี้ 1. ความหมายของโรคจิตเภท 2. ทฤษฎีเกี่ยวกับการรับรู้สมรรถนะแห่งตน 3. ทฤษฎีเกี่ยวกับการเสริมแรงจูงใจ 4. พฤติกรรมความร่วมมือในการใช้ยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท 5. โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ความหมายของโรคจิตเภท การดำเนินโรคจิตเภท โรคจิตเภทส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการขณะอายุประมาณ 20 ปี – 30 ปี พบว่า เพศชายเริ่มมีอาการขณะอายุน้อยกว่าเพศหญิง โดยทั่วไปผู้ชายจะเริ่มป่วยในช่วงอายุ 16 – 25 ปี และความ ชุกในผู้หญิงจะพบที่อายุมากกว่า 30 ปี พบน้อย ที่มีอาการช่วงวัยรุ่น โรคนี้ยังอาจพบได้น้อยในคนอายุมาก เช่น เริ่มมีอาการหลังอายุ 45 ปี เป็นต้น (Mueser, & McGurk, 2004, cited in Cheng, & Schepp, 2016) สาเหตุโรคจิตเภท ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคจิตเภท เชื่อว่าเกิดจากหลายสาเหตุ แนวคิดที่ยอมรับกันใน ปัจจุบัน เชื่อว่า ผู้ป่วยนั้นมีแนวโน้มหรือจุดอ่อนบางอย่างอยู่แล้ว เมื่อพบกับเหตุการณ์กดดันบางประการ ทำ ให้เกิดอาการของโรคจิตขึ้นมา หรือสภาพกดดันนี้อาจเป็นปัจจัยด้านชีวภาพ จิตสังคม หรือหลายประการ ร่วมกัน ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคจิตเภท มีดังนี้ (มาโนช หล่อตระกูล, 2555; สำนักบริหารระบบบริการ สุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต, 2557) 1.1 ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ พันธุกรรม ระบบสารชีวเคมีในสมอง กายวิภาคของสมอง ประสาท สรีรวิทยา 1.2 ปัจจัยทางด้านครอบครัวและสังคม ได้แก่ ลักษณะของมารดาหรือการเลี้ยงดู เศรษฐานะหรือ การที่สภาพสังคมบีบคั้น อาการ แบ่งได้ 2 ลักษณะดังนี้ 1. อาการทางด้านบวก อาการที่คนปกติทั่วไปไม่มี เป็นอาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากความผิดปกติของ ระบบความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรม ได้แก่ อาการหลงผิด (delusion) เช่น หลงผิดว่าถูกกลั่นแกล้งปองร้าย หลงผิดว่าตนเองยิ่งใหญ่มีอำนาจ เป็นต้น อาการประสาทหลอน (hallucination) เช่น หูแว่ว เห็นภาพหลอน เป็นต้น อาการพฤติกรรมแปลกประหลาด (bizarre behavior) เช่น แต่งกายและลักษณะภายนอกผิดปกติ เป็นต้น และการแสดงออกทางอารมณ์ผิดปกติ


8 2. อาการทางด้านลบ ผู้ป่วยขาดในสิ่งที่ควรมีในคนทั่วไป ได้แก่ อารมณ์เฉยเมย ไม่กระตือรือร้น การเคลื่อนไหวลดลง เฉื่อยชา ไม่สนใจการแต่งกาย ไม่แสดงอารมณ์ต่อสิ่งเร้า พูดน้อยหรือไม่พูด หลีกเลี่ยง สังคม ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ การรักษา โรคจิตเภทเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ดังนั้น การรักษาจึงใช้วิธีการรักษาหลายอย่างร่วมกัน ดังนี้ 1. การรักษาด้วยวิธีใช้ยา ปัจจุบันการรักษาด้วยยาเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีและสะดวกกว่าวิธีอื่น นอกจากสามารถลดจำนวนครั้งและระยะเวลาการอยู่โรงพยาบาล ยังทำให้ผู้ป่วยพร้อมสำหรับการรักษาด้าน จิตสังคมและป้องกันการกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลซ้ำอีกด้วย การรักษาด้วยวิธีใช้ยา ประกอบด้วย การรักษาระยะสั้น (ระยะควบคุมอาการ) เป้าหมายของการรักษาระยะนี้ คือ ควบคุมอาการให้สงบลงโดยเร็ว ผู้ป่วยร้อยละ 60-70 มักมี อาการดีขึ้นเมื่อได้รับยารักษาโรคจิต อย่างไรก็ตาม ยารักษาโรคจิตเป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้าโดยทั่วไปต้องใช้เวลา อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์กว่าจะเริ่มเห็นผล การรักษาระยะยาว (ระยะให้ยาต่อเนื่อง) เป้าหมายของการรักษาระยะนี้ คือ ป้องกันอาการป่วยซ้ำ ผู้ป่วยเพียงร้อยละ 10 ที่ดีขึ้นจนหาย ปกติและไม่มีการกำเริบของโรคอีก แต่ผู้ป่วยที่เหลือแม้จะหายปกติดีแล้ว อาจมีการกำเริบของโรคเป็นครั้ง คราวหรือในบางรายอาการทางจิตหลงเหลือ การรับประทานยาสม่ำเสมอเป็นวิธีการที่สามารถลดอาการทาง จิตและลดการกำเริบของโรคได้เป็นอย่างดี มีรายงานวิจัยพบว่า การขาดยาหรือรับประทานไม่สมํ่าเสมอ และ การขาดการรักษาภายใน 1 ปี ทำให้ป่วยซ้ำได้ ถึง 60% เทียบกับการรับประทานยาต่อเนื่องที่มีการป่วยซํ้าแค่ 20% 2. การรักษาด้วยวิธีไม่ใช้ยา ประกอบด้วย - การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า (electroconvulsive therapy: ECT) จะลดอาการโรคจิตได้ผล น้อยกว่าการรักษาด้วยยา แต่จะได้ผลดีสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคจิตเภทในระยะสั้น เพื่อระงับอาการโรคจิต รุนแรง - การบำบัดทางจิตสังคม เป็นสิ่งสำคัญในการนำมาใช้ร่วมกับการรักษาด้วยยา เน้นการฟื้นฟู สมรรถภาพให้สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัว สังคมได้ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล การบำบัดมีหลายรูปแบบ ต้องเลือกให้เหมาะสมตามปัญหาของผู้ป่วยและครอบครัว เช่น จิตบำบัด การจัดสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เป้าหมายการรักษาโรคจิตเภท เป้าหมายการรักษา มี 3 ประการ คือ 1) รักษาเพื่อควบคุมอาการทางจิตที่รบกวนชีวิตผู้ป่วย 2) ลดการป่วยซ้ำ และ 3) ฟื้นฟูสภาพและการส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จะเห็นได้ว่า เป้าหมายการรักษาไม่ใช่เพียงแต่ควบคุมอาการเท่านั้น หัวใจของการรักษายังให้ ความสำคัญกับการลดการกำเริบซ้ำและการฟื้นฟูสภาพเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย โดยเฉพาะการลดกำเริบซ้ำ (relapse) ที่เป็นส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์ที่ดีต่อการรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยโรคจิตเภท ทฤษฎีเกี่ยวกับการรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Self - efficacy) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญา สังคม (Social learning theory) ของ Bandura (1977) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่


9 เกิดจากการเรียนรู้ โดยเน้นที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายใน โดยจำเป็นต้องมีการแสดงออก แต่การได้มา ซึ่งความรู้ใหม่ ๆ ก็ถือว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นแล้ว และการแสดงออกของพฤติกรรมจะสะท้อนให้เห็นการเรียนรู้ (สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต, 2541) แม้ความรู้จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม แต่ความรู้อย่างเดียวไม่สามารถอธิบาย การแสดงพฤติกรรมของบุคคลได้ ครอบคลุมการศึกษาที่ยืนยันว่า ความรู้จะนำไปสู่การปฏิบัติได้ต้องผ่าน ความรู้สึกนึกคิด (Self -referent thoughts) ของบุคคลก่อน (Schunk & Cabonari, 1984) การรับรู้ สมรรถนะแห่งตนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางความคิด และเป็นตัวเชื่อมระหว่างความรู้ และการกระทำ (Lawrance, Levy, & Rubinson, 1990) มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางของจิตใจ และก่อให้เกิด ความรู้สึกว่า “ฉันทำได้” (I can do) (Ross, 1992) ความหมายของการรับรู้สมรรถนะแห่งตน Bandura (1986, 1997) กล่าวว่า การรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Self - efficacy) หมายถึง ความ เชื่อของบุคคลว่าตนมีสมรรถนะที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ตามที่ต้องการ เนื่องจากบุคคล จะตัดสินในกระทำพฤติกรรมก็ต่อเมื่อเขาเชื่อว่าตนเองสามารถกระทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ ซึ่งการรับรู้สมรรถนะแห่ง ตนนั้นมีผลต่อการกระทำของบุคคล บุคคล 2 คน อาจมีสมรรถนะที่แตกต่างกัน แต่อาจแสดงออกในคุณภาพที่ แตกต่างกันได้ ถ้าพบว่าบุคคล 2 คนนี้มีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่างกัน ในคน ๆ เดียวกันก็เช่นกัน ถ้าการ รับรู้สมรรถนะแห่งตนในแต่ละสภาพการณ์ที่แตกต่างกันอาจแสดงพฤติกรรมออกมาได้แตกต่างกันเช่นกัน ความคาดหวังในสมรรถนะแห่งตน และความคาดหวังในผลลัพธ์ของการกระทำ เป็นตัวกำหนดการแสดงออก ของพฤติกรรม บุคคลมีโอกาสพัฒนาการรับรู้สมรรถนะแห่งตนได้ ถ้าได้รับแรงเสริมให้ฝึกทักษะอย่างเพียงพอ ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ดีพร้อม ๆ กับได้รับแรงส่งเสริม จะทำให้คนรับรู้ว่าตนสามารถที่จะกระทำได้ เช่นกัน (Hejelly & Ziegler, 1992) องค์ประกอบหลักของการรับรู้สมรรถนะแห่งตน แบนดูรา (Bandura, 1997) กล่าวว่า การรับรู้สมรรถนะแห่งตนเป็นการตัดสินใจของบุคคลเกี่ยวกับ ความสามารถของตนเอง ในการกระทำพฤติกรรมได้สำเร็จตามจุดมุ่งหมาย ซึ่งตามแนวคิดของแบนดูรา เชื่อว่า การ รับรู้สมรรถนะแห่งตน มีผลต่อพฤติกรรมใดแล้ว จะส่งผลให้บุคคลนั้นมีการกระทำหรือปฏิบัติพฤติกรรมนั้น ดังนั้น การรับรู้สมรรถนะแห่งตนจึงมีผลต่อบุคคลในการปฏิบัติพฤติกรรม โดยมีแนวคิด 2 ประการคือ 1. การรับรู้สมรรถนะแห่งตน (perceived self - efficacy) ซึ่งเป็นการตัดสินของบุคคลเกี่ยวกับ ความสามารถในการกระทำพฤติกรรมได้สำเร็จตามจุดมุ่งหมาย 2. ความคาดหวังในผลลัพธ์ (outcome expectancies) เป็นการตัดสินว่าการกระทำพฤติกรรม จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และความคาดหวังในผลลัพธ์ที่มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรม ซึ่งความคาดหวังของบุคคล 2 ประการ ดังนี้ 2.1 ความคาดหวังในความสามารถตน (efficacy expectancy) เป็นการคาดหวังเกี่ยวกับระดับ ของความสามารถของตนเองว่ากระทำพฤติกรรมนั้นได้หรือไม่ หรือทำได้ในระดับใด นั่นคือต้องมีการวิเคราะห์ ความสามารถของตนเองเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจที่จะทำพฤติกรรมที่จำเป็นไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ 2.2 ความคาดหวังในด้านของผลการกระทำ (outcome expectancy) เป็นการคาดหวังของ บุคคลว่า เมื่อเขาพยายามทำพฤติกรรมนั้นแล้วจะได้รับผลอย่างไร และจะต้องทำอะไรบ้างที่จะนำไปสู่ เป้าหมายที่ต้องการ


10 แบนดูรา มองว่า การคาดหวังในสมรรถนะแห่งตน (efficacy expectancy) มีความสำคัญมากกว่า การคาดหวังในด้านของผลการกระทำ (outcome expectancy) นอกจากนี้ แบนดูรา ยังกล่าวถึงพฤติกรรม ของบุคคลว่า ถึงแม้ว่าบุคคลจะมีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูง บุคคลก็อาจจะไม่กระทำพฤติกรรมนั้นก็ได้ ถ้ามี ปัจจัยต่อไปนี้ 1) ขาดแรงจูงใจ หรือถูกบังคับจากภายนอก 2) การตัดสินของพฤติกรรมที่ผิดพลาด ทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกไม่คุ้มค่าที่ตนจะทำพฤติกรรมนั้น 3) ความไม่ทันการในการประเมินสมรรถนะของตน เพราะประสบการณ์ทำให้บุคคลเกิดการ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หากบุคคลไม่ได้ประเมินสมรรถนะของตัวเองตลอดเวลา จะทำให้ตัดสินใจผิดพลาด ส่งผลให้บุคคลไม่กระทำพฤติกรรมนั้น 4) การประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของตนเองผิดพลาด 5) การประเมินความสำคัญของทักษะย่อย ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการกระทำพฤติกรรมนั้นผิดพลาด 6) เป้าหมายของการกระทำมีความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน และเป้าหมายนั้นไม่สามารถปฏิบัติได้ 7) การรู้จักตนเองที่ไม่ถูกต้อง บุคคล พฤติกรรม ผลที่เกิดขึ้น ความคาดหวังในสมรรถนะ แห่งตน ความคาดหวังในผล การกระทำ ภาพที่ 2 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังในสมรรถนะแห่งตนและความคาดหวังในด้าน ของผลการกระทำ ที่มา : Bandura (1997) จากภาพที่ 2 แสดงให้เห็นว่า บุคคลจะกระทำพฤติกรรมเมื่อมีความคาดหวังว่าหากกระทำพฤติกรรม นั้นแล้วจะนำไปสู่ผลลัพธ์ และเป้าหมายที่ต้องการของตนเอง ในบุคคลที่มีความคาดหวังเพียงอย่างเดียวไม่ เพียงพอที่จะทำให้บุคคลกระทำพฤติกรรมนั้น การรับรู้สมรรถนะแห่งตนเป็นการตัดสินว่าตนเองนั้นมี ความสามารถที่จะกระทำพฤติกรรมนั้น ๆ ได้หรือไม่ และบุคคลที่มีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูง จะมีความ พยายามในการทำพฤติกรรมอย่างไม่ย่อท้อต่อปัญหาหรืออุปสรรค แต่หากบุคคลที่มีการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ในระดับต่ำ บุคคลนั้นจะยอมแพ้หรือจะพยายามหลีกเลี่ยงการกระทำพฤติกรรมนั้น ๆ หรือจะไม่กระทำ พฤติกรรมนั้นอีกเลย ดังตารางที่ 1


11 ตารางที่1 ความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังในความสามารถของตนเองและความคาดหวังในผลลัพธ์ของ การกระทำพฤติกรรมที่มีผลต่อการตัดสินใจกระทำพฤติกรรมของบุคคล การรับรู้สมรรถนะ แห่งตน ความคาดหวังในผลลัพธ์จากการกระทำ สูง ต่ำ -ยืนยันที่จะปฏิบัติ (Protest) -ความไม่พอใจ ความข้องใจ (Grievance) -เรียกร้องทางสังคม (Social activism) -เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม (Milieu change) -ปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ (Productive engagement) -ปรารถนาที่จะปฏิบัติ (Aspiration) -มีความพึงพอใจ (Personal satisfaction) -เลิกปฏิบัติ (Resignation) -ไม่สนใจ (Apathy) -รู้สึกคุณค่าในตนเองลดลง (Self - devaluation) -ท้อแท้ หมดหวัง (Despondency) ที่มา : Bandura (1997) จากตารางที่ 1 แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนกับความคาดหวังใน ผลลัพธ์จากการกระทำที่เกิดขึ้นว่า ถ้าบุคคลมีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูง จะมีความคาดหวังว่าจะได้รับผลดี จากการแสดงพฤติกรรมสูง แสดงให้เห็นว่า บุคคลจะตัดสินใจกระทำพฤติกรรมนั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความ คาดหวังในระดับความสามารถของตนเองพอที่จะกระทำพฤติกรรมนั้นหรือไม่ จะเห็นว่าทั้งการรับรู้สมรรถนะ แห่งตนและความคาดหวังเกี่ยวกับผลของการกระทำมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก และส่งผลต่อการตัดสินใจที่ จะกระทำพฤติกรรมของบุคคล นอกจากนี้แบนดูรา (Bandura, 1986) ยังกล่าวถึงพฤติกรรมของบุคคลว่า ถึงแม้ว่าบุคคลจะมีการรับรู้ สมรรถนะแห่งตนสูง บุคคลก็อาจจะไม่กระทำพฤติกรรมนั้นก็ได้ ถ้ามีปัจจัยต่อไปนี้ 1) ขาดแรงจูงใจ หรือถูกบังคับจากภายนอก 2) การตัดสินของพฤติกรรมที่ผิดพลาด ทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกไม่คุ้มค่าที่ตนจะทำพฤติกรรมนั้น 3) ความไม่ทันการในการประเมินสมรรถนะของตน เพราะประสบการณ์ทำให้บุคคลเกิดการ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หากบุคคลไม่ได้ประเมินสมรรถนะของตัวเองตลอดเวลา จะทำให้ตัดสินใจผิดพลาด ส่งผลให้บุคคลไม่กระทำพฤติกรรมนั้น 4) การประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของตนเองผิดพลาด 5) การประเมินความสำคัญของทักษะย่อย ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการกระทำพฤติกรรมนั้นผิดพลาด 6) เป้าหมายของการกระทำมีความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน และเป้าหมายนั้นไม่สามารถปฏิบัติได้ 7) การรู้จักตนเองที่ไม่ถูกต้อง


12 ปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตน แบนดูรา (Bandura, 1986) ได้กล่าวไว้ว่า การรับรู้สมรรถนะแห่งตนของบุคคลนั้นสามารถที่จะ พัฒนาได้ และตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลจะต้องบูรณาการข้อมูลหลายปัจจัย เช่น การคัดเลือกข้อมูล การใช้ กระบวนการทางความคิด การสะท้อนความสามารถตนเอง (Self - reflect) เป็นต้น เพื่อที่จะนำผลที่ได้จาก การบูรณาการข้อมูลไปใช้ตัดสินใจเกี่ยวกับการประเมินระดับสมรรถนะของตนเองและรูปแบบความเชื่อของ ตนเอง ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตน(Bandura, 1997) ดังนี้ 1. ประสบการณ์ที่ประสบผลสำเร็จ (Enactive mastery experiences) เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ ความเชื่อในการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของบุคคลมากที่สุด ความสำเร็จจะเป็นตัวที่สร้างความรู้สึกที่เข้มข้นใน เรื่องของการรับรู้สมรรถนะ เพราะว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จโดยตรงของบุคคลที่เกิดขึ้น แต่บุคคลก็ต้อง ตระหนักให้ดีว่า การรับรู้สมรรถนะแห่งตนของตนเองเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ประสบผลสำเร็จของแต่ละบุคคล จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ (situation) และกระบวนการทางความคิด (cognitive process) แบน ดูราได้ชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์ที่ประสบผลสำเร็จนั้นได้มาจากความพยายามและสมรรถนะ แต่การรับรู้ สมรรถนะนั้นได้จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเมื่อเจอกับปัญหา (Luthans, Youssef, & Avolio, 2007) ดังนั้นการเรียนรู้จากประสบการณ์ต้องเรียนรู้ทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลว หรือความพ่ายแพ้ เพราะจำทำให้เข้าใจถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา 2. การได้เห็นประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จของผู้อื่น (vicarious experience) การประเมิน สมรรถนะของตนเอง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ความสำเร็จโดยตรงของตนเอง แต่เราสามารถ เรียนรู้หรือเลียนแบบได้จากประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จของผู้อื่นมาใช้เสริมแรงให้เรามีพฤติกรรมที่ นำไปสู่ความสำเร็จได้ กล่าวคือ ถ้าบุคคลเห็นผู้อื่นที่มีความใกล้เคียง (เช่น เพศ อายุ ลักษณะทางร่างกาย การศึกษา สถานภาพ และประสบการณ์) ประสบความสำเร็จ บุคคลนั้นจะมีความเชื่อมั่นว่าตนเองก็สามารถ ทำได้เช่นกัน สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือ ยิ่งตัวบุคคลมีความเหมือนตัวแบบ จะยิ่งมีผลกระทบต่อกระบวนการ การรับรู้สมรรถนะของผู้สังเกตการณ์ และข้อมูลจากการสังเกตนี้มีความสำคัญในการนำไปใช้ในการฝึกอบรม และการพัฒนาในเรื่องของการเพิ่มระดับการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของบุคคลได้ 3. การชักจูงทางสังคม (Social persuasion) วิธีนี้เป็นวิธีการที่มีพลังน้อยกว่าสองวิธีแรก บางครั้ง การสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของบุคคล อาจจะมาจากหลักการง่าย ๆ คือ “หลักการฉันทำได้ (Can – Do approach)” ระดับของการรับรู้สมรรถนะของบุคคลจะเพิ่มขึ้นได้ ถ้าเขาได้รับการชักจูงด้วยคำพูดจาก บุคคลที่เขานับถือ หรือเป็นบุคคลที่มีความสามารถ บุคคลเหล่านี้จะพูดชักจูงให้เห็นถึงสมรรถนะของตนเองที่ จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ และให้ข้อมูลย้อนกลับในทางบวกเป็นระยะเมื่อมีความก้าวหน้าของงานที่รับผิดชอบ ในทางตรงกันข้าม ถ้าบุคคลที่มีอิทธิพลเหล่านี้ใช้คำพูดชักจูงที่ไม่ดี หรือให้ข้อมูลย้อนกลับในทางลบ จะทำให้ ความมั่นใจในตัวเองของบุคคลลดลง และมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการทำงานที่ท้าทาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พัฒนา ศักยภาพของมนุษย์ บุคคลจะมีความสงสัยในความสามารถของตนเอง และจะล้มเลิกอย่างรวดเร็ว เมื่อเผชิญ กับอุปสรรคที่ยากลำบาก 4. การกระตุ้นอารมณ์ (emotional arousal) การกระตุ้นทางอารมณ์มีผลต่อการเพิ่มหรือลด ความสามารถของบุคคล ดังนั้นจึงต้องจัดการกระตุ้นทางอารมณ์ให้แก่บุคคลอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ เช่น การให้เกิดการรับรู้ถึงความเสี่ยงและความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนของโรค โดยกระตุ้นให้เกิดความกลัวใน ระดับที่พอเหมาะ ซึ่งถ้าเป็นการกระตุ้นที่รุนแรงจะทำให้การกระทำนั้นไม่ค่อยได้ผลดี บุคคลจะคาดหวัง


13 ความสำเร็จ เมื่อเขาไม่ได้อยู่ในสภาพการณ์ที่ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งที่ไม่พึงพอใจ การกระตุ้นให้บุคคลเกิดการรับรู้ ถึงความสามารถของตนเอง และความพยายามที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่พึงประสงค์ ตลอดจนคง ความยั่งยืนของพฤติกรรมที่พึงประสงค์ไว้ตลอดไป นอกจากนี้ แบนดูรา (Bandura, 1986) กล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับการรับรู้ สมรรถนะแห่งตน มีดังนี้ 1) อายุ ซึ่งเป็นปัจจัยแสดงถึงวุฒิภาวะของบุคคลหรือเป็นความสามารถในการจัดการ เกี่ยวกับเรื่องราว หรือปัญหาต่าง ๆ ของตนเอง และบุคคลที่มีอายุมากกว่าย่อมมีโอกาสมากกว่าที่จะเรียนรู้สิ่ง ต่าง ๆ ด้วยตนเอง และการได้สังเกตอบบอย่างการกระทำจากผู้อื่น ดังนั้นอายุที่แตกต่างกันจึงน่าจะมีผลต่อ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน 2) ระดับการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการรู้คิด การตัดสินใจหรือพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ พร้อมทั้งมีการเรียนรู้ และเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย รู้จักแสวงหาแหล่งความรู้ และได้รับข้อมูลข่าวสารจาก สื่อต่าง ๆ ได้หลายประเภท อีกทั้งยังช่วยให้บุคคลมีความสามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อไป 3) รายได้หรือฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่จะส่งผลต่อ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนของบุคคล 4) สภาวะทางร่างกายและอารมณ์ (somatic and emotional states) การประเมินการ รับรู้สมรรถนะแห่งตนจะสูงหรือต่ำขึ้นกับอารมณ์ และสภาวะทางจิตใจของตนเอง ในขณะนั้น ถ้าบุคคลมี ความรู้สึกในทางลบ เช่น เหนื่อย เบื่อ มีความกังวล มีความเครียด มีความกดดัน หรือสภาวะร่างกายไม่ปกติ เป็นต้น จะส่งผลให้การประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่ำ ในทางตรงข้าม ถ้าสภาพร่างกายและจิตใจปกติ การประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนก็จะสูง การรับรู้สมรรถนะแห่งตนของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน จะผันแปรไปตามมิติ 3 มิติ ดังนี้ (Bandura, 1977) มิติที่ 1 มิติตามขนาด หรือระดับความยากง่ายของพฤติกรรม (Magnitude or level) หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับความสามารถในการกระทำพฤติกรรมของแต่ละบุคคล จะมีความแตกต่างกัน ซึ่งบางครั้ง อาจจะถูกจำกัดจากระดับยากง่ายของงาน ที่บุคคลเชื่อว่าจะสามารถทำได้และเลือกกระทำในสถานการณ์นั้นๆ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนจะอยู่ในระดับใดวัดโดยการเปรียบเทียบกับระดับความต้องการทำงาน ที่แสดงให้ เห็นในขั้นที่ท้าทายหรือมีสิ่งใดขัดขวางให้การกระทำนั้นไม่สำเร็จ ถ้าไม่มีอุปสรรคเกิดขึ้นกิจกรรมนั้นจะเป็นสิ่งที่ ง่ายต่อการกระทำ และทุกคนจะมีความรู้สึกรับรู้สมรรถนะของตนสูงเหมือนกัน มิติที่ 2 มิติความเข้มแข็งหรือความมั่นใจ (strength) หมายถึงความเชื่อมั่นของบุคคลว่าตนมี ความสามารถที่จะกระทำกิจกรรมนั้นได้สำเร็จ ถ้าความเชื่อในความสามารถของตนมีความเข้มแข็งเล็กน้อย บุคคลจะไม่มีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง เมื่อประสบกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ในขณะที่บุคคลมีความเข้มแข็งหรือเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองอย่างเหนียวแน่น จะมีความอุตสาหะใช้ ความพยายามมากขึ้น ที่จะกระทำกิจกรรมแม้จะประสบกับสถานการณ์ที่มีความยุ่งยาก หรืออุปสรรคมากมาย เพียงใดก็ตาม ทำให้กิจกรรมที่เลือกกระทำนั้น มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จได้ มิติที่ 3 มิติความเป็นสากล (Generality) หมายถึง ความสามารถในการนำประสบการณ์ที่ตนเคย ประสบความสำเร็จในการเผชิญกับสถานการณ์บางอย่างมาก่อน มาใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมที่มีความ


14 คล้ายคลึงกันในสถานการณ์ใหม่ บุคคลจะตัดสินความสามารถของตนเองบางสถานการณ์หรือบางกิจกรรม เท่านั้น ซึ่งจะผันแปรไปตามจำนวนของมิติที่แตกต่างกัน ระดับความคล้ายคลึงกันของกิจกรรม รูปแบบที่ แสดงออกถึงความสามารถ (พฤติกรรม ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก) ลักษณะของสถานการณ์และ ลักษณะเฉพาะของบุคคลที่มีท่าทีต่อพฤติกรรมนั้นโดยตรง การพัฒนาการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Bandura, 1997) มีดังนี้ 1. ประสบการณ์ที่ประสบผลสำเร็จ (enactive mastery experiences) เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพล ต่อความเชื่อในการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของบุคคลมากที่สุด ความสำเร็จจะเป็นตัวที่สร้างความรู้สึกที่เข้มข้น ในเรื่องของการรับรู้สมรรถนะ เพราะว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จโดยตรงของบุคคลที่เกิดขึ้น แต่บุคคลก็ ต้องตระหนักให้ดีว่า การรับรู้สมรรถนะแห่งตนของตนเองเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ประสบผลสำเร็จของแต่ละ บุคคลจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ (situation) และกระบวนการทางความคิด (cognitive process) 2. การได้เห็นตัวแบบหรือประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จของผู้อื่น (vicarious experience) การประเมินสมรรถนะของตนเอง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ความสำเร็จโดยตรงของ ตนเอง แต่สามารถเรียนรู้หรือเลียนแบบได้จากตัวแบบที่ประสบความสำเร็จ มาเสริมแรงให้มีพฤติกรรมที่ นำไปสู่ความสำเร็จได้ 3. การชักจูงทางสังคม (social persuasion) วิธีนี้เป็นวิธีการที่มีพลังน้อยกว่าสองวิธีแรก บางครั้ง การสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของบุคคล อาจจะมาจากหลักการง่าย ๆ คือ “หลักการฉันทำได้ (Can–Do approach)” ระดับของการรับรู้สมรรถนะของบุคคลจะเพิ่มขึ้นได้ถ้าเขาได้รับการชักจูงด้วยคำพูดจากบุคคลที่ เขานับถือ หรือเป็นบุคคลที่มีความสามารถ บุคคลเหล่านี้จะพูดชักจูงให้เห็นถึงสมรรถนะของตนเองที่จะนำไปสู่ ความสำเร็จได้ 4. การกระตุ้นอารมณ์ (emotional arousal) การกระตุ้นทางอารมณ์มีผลต่อการเพิ่มหรือลด ความ สามารถของบุคคล ดังนั้น จึงต้องจัดการกระตุ้นทางอารมณ์ให้แก่บุคคลอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ เช่น การให้เกิดการรับรู้ถึงความเสี่ยงและความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนของโรค โดยกระตุ้นให้เกิดความกลัว ในระดับที่พอเหมาะ ซึ่งถ้าเป็นการกระตุ้นที่รุนแรงจะทำให้การกระทำนั้นไม่ค่อยได้ผลดี บุคคลจะคาดหวัง ความสำเร็จ เมื่อเขาไม่ได้อยู่ในสภาพการณ์ที่ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งที่ไม่พึงพอใจ การกระตุ้นให้บุคคลเกิดการรับรู้ ถึงความสามารถของตนเอง และความพยายามที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่พึงประสงค์ ตลอดจนคง ความยั่งยืนของพฤติกรรมที่พึงประสงค์ไว้ตลอดไป นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับการรับรู้สมรรถนะแห่งตน มีดังนี้ 1. อายุ ซึ่งเป็นปัจจัยแสดงถึงวุฒิภาวะของบุคคลหรือเป็นความสามารถในการจัดการเกี่ยวกับ เรื่องราว หรือปัญหาต่าง ๆ บุคคลที่มีอายุมากกว่ามีโอกาสมากกว่าที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง และการได้ สังเกตแบบอย่างการกระทำจากผู้อื่น 2. ระดับการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการรู้คิด การตัดสินใจหรือพิจารณาเรื่องราว การ เรียนรู้ การเข้าใจสิ่งต่างๆ การแสวงหาแหล่งความรู้ ข้อมูลข่าวสาร อีกทั้งความสามารถนำเอาความรู้และ ประสบการณ์ที่ได้รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์


15 3. รายได้หรือฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่จะส่งผลต่อการ รับรู้สมรรถนะแห่งตนของบุคคล 4. สภาวะทางร่างกายและอารมณ์ (somatic and emotional states) การประเมินการรับรู้ สมรรถนะแห่งตนจะสูงหรือต่ำขึ้นกับอารมณ์ และสภาวะทางจิตใจของตนเองในขณะนั้น ถ้าบุคคลมีความรู้สึก ในทางลบ เช่น เหนื่อย เบื่อ กังวล เครียด กดดัน หรือสภาวะร่างกายไม่ปกติ เป็นต้น จะส่งผลให้การประเมิน การรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่ำ ในทางตรงข้ามถ้าสภาพร่างกายและจิตใจปกติ การประเมินการรับรู้สมรรถนะ แห่งตนจะสูง ทฤษฎีเกี่ยวกับการเสริมแรงจูงใจ ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรค (protection motivation theory) ได้พัฒนาขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 โดยโรเจอร์ (Rogers, 1975) เป็นทฤษฎีที่อธิบายเกี่ยวกับองค์ประกอบของสื่อกลางที่กระตุ้นให้บุคคล เกิดความกลัว ซึ่งองค์ประกอบเหล่านั้นจะทำให้บุคคลเกิดกระบวนการรับรู้ที่นำไปสู่การเกิดแรงจูงใจเพื่อ ป้องกันโรค โดยโรเจอร์ส ได้กำหนดองค์ประกอบของสื่อกลาง 3 ตัวแปร ด้วยกัน ได้แก่ ขนาดความรุนแรงของ อันตราย ความเป็นไปได้หรือโอกาสเสี่ยงที่จะเผชิญกับอันตราย และ ความคาดหวังในการตอบสนองต่อสิ่งที่ ได้รับการแนะนำ ซึ่งองค์ประกอบที่นำมากระตุ้นให้บุคคลเกิดความกลัวนี้จะทำให้บุคคลเกิดกระบวนรับรู้ 3 ด้าน ได้แก่ การประเมินความรุนแรงหรืออันตราย ที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง การประเมินโอกาสเสี่ยงในการ เผชิญหน้ากับอันตรายนั้น และความเชื่อในประสิทธิผลของการตอบสนอง ซึ่งเมื่อบุคคลเกิดการรับรู้จาก สื่อกลางที่นำมาใช้แล้วนั้น จะทำให้บุคคลเกิดแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ คือ ความตั้งใจในการตอบสนองต่อคำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคได้ในที่สุด ต่อมาในปี ค.ศ. 1983 โรเจอร์ได้นำทฤษฎีเพื่อป้องกันโรคมาทบทวนและปรับปรุงใหม่ ได้เพิ่มตัวแปร ตัวที่ 4 คือความมั่นใจในความสามารถตนเอง (self-efficacy) อธิบายว่าการที่บุคคลจะทำปฏิบัติตาม คำแนะนำหรือไม่ การที่จะเกิดแรงจูงใจในการป้องกันโรคเพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่ถูกต้องนั้น ลักษณะของ แรงจูงใจในการป้องกันโรคจะไม่ทำให้เกิดอารมณ์กลัว แต่จะทำให้บุคคลมีความตั้งใจ และยอมรับที่จะปฏิบัติ ตามเพื่อจะได้รับผลดีจากการปฏิบัตินั้น การกระตุ้นบุคคลด้วยตัวแปรเหล่านี้ จะทำให้บุคคลสามารถประเมิน อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตนเองและเกิดการรับรู้ความรุนแรงของโรค สามารถประเมินโอกาสเสี่ยงในการเกิด อันตรายกับตนเองและเกิดการรับรู้โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรค เกิดความเชื่อในประสิทธิผลของการตอบสนอง และความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และเกิดความคาดหวังในความสามารถของตนเอง 1. การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค หมายถึง ความเชื่อที่บุคคลเป็นผู้ประเมินเองในด้านความรุนแรงของ โรคที่มีต่อร่างกาย การก่อให้เกิดความพิการ เสียชีวิต ความยากลำบาก และการต้องใช้ระยะเวลานานในการ รักษา การเกิดโรคแทรกซ้อน หรือมีผลกระทบต่อบทบาททางสังคมของตน ซึ่งการรับรู้ความรุนแรงของโรคที่ กล่าวนั้น อาจมีความแตกต่างจากความรุนแรงของโรคที่แพทย์เป็นผู้ประเมิน โดยสามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ โดยวิธีการขู่ว่าถ้ากระทำหรือไม่กระทำพฤติกรรมบางอย่างจะทำให้บุคคลได้รับผลร้ายแรง โดยการใช้สื่อ ข่าวสารที่คุกคามต่อสุขภาพปลุกเร้าให้เกิดความกลัว ลักษณะของข้อความที่ปรากฏ เช่น อันตรายถึงชีวิต เป็น ต้น โดยทั่วไป ข้อมูลที่ทำให้เกิดความกลัวสูงจะส่งผลให้บุคคลเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมได้มากกว่าข้อมูลที่ ทำให้บุคคลเกิดความกลัวเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ทำให้เกิดความกลัวสูงนี้อาจไม่มีผลต่อการ


16 เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยตรง แต่ต้องมีการกระตุ้นหรือปลุกเร้าร่วมกับการขู่อาจส่งผลให้ข้อมูลนั้นมีลักษณะ โดดเด่นมากขึ้น กระบวนการประเมินการรับรู้ของบุคคลต่อข่าวสารที่เกิดขึ้นจะทำให้บุคคลรับรู้ในความรุนแรง ของการเป็นโรคจะดีกว่าการกระตุ้นตามปกติ แต่การกระตุ้นนี้จะต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่ควรสูงมาก เกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมได้ในที่สุด 2. การรับรู้โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรค หมายถึง ความเชื่อหรือการคาดคะเนว่าตนมีโอกาสเสี่ยงต่อ การเป็นโรคหรือปัญหาสุขภาพ ทั้งในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย การทำให้เกิดการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการ เกิดโรคจะใช้การสื่อสารโดยการขู่ที่คุกคามต่อสุขภาพ ซึ่งจะทำให้บุคคลเชื่อว่าตนกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันได้ มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรค ได้แก่ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ โรคไต โรคจอประสาทเสื่อม ส่งผลให้เจ็บป่วยมากขึ้น พิการ หรือเสียชีวิต เป็นต้น ถึงอย่างไรก็ตาม วิธีนี้ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบุคคลที่จะกระทำพฤติกรรมตามคำแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยง อันตรายจากการเกิดโรคด้วยหรือไม่ การตัดสินใจนั้น อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ความรุนแรงของโรค เป็นต้น หากบุคคลไม่ยอมรับปฏิเสธการรับรู้ต่อคำขู่คุกคามจะไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ปฏิบัติตามคำแนะนำ ถึงแม้ว่าการกระทำนั้นจะเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพก็ตาม 3. ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง ความคาดหวังในประสิทธิผลของกาตอนสนอง หมายถึง ความคาดหวังเฉพาะบุคคลว่าเมื่อปฏิบัติ ตามคำแนะนำแล้วจะสามารถลดภาวะคุกคาม ลดความรุนแรงของการเกิดโรคได้ โดยเฉพาะบุคคลรู้ว่าตน กำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรค จะทำให้บุคคลเกิดความตั้งใจที่จะปฏิบัติและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง การ ให้ข้อมูลที่แสดงให้บุคคลเกิดความคาดหวังในผลลัพธ์ในระดับสูง จะมีผลทำให้เกิดพฤติกรรมมากกว่าการให้ ข้อมูลที่ทำให้เกิดความคาดหวังระดับต่ำ ดังนั้น การให้ข้อมูลที่มีความเฉพาะเจาะจงและมีความชัดเจนในผลที่ เกิดขึ้น จะช่วยให้บุคคลเกิดความเข้าใจปฏิบัติตามคำแนะนำ และตั้งใจที่จะปฏิบัติปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่าง จริงจัง 4. ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง เป็นความเชื่อในความสามารถของตนเองที่จะปฏิบัติ ตามคำแนะนำให้ประสบความสำเร็จ ความสามารถของบุคคลเป็นองค์ประกอบหนึ่งของแรงจูงใจเพื่อป้องกัน โรค และเชื่อว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาขึ้นอยู่กับการเลือกของบุคคลที่จะคาดหวังใน ความสามารถหรือความเชี่ยวชาญของตนเอง การมีความคาดหวังในความสามารถของตนเองจะทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมระดับสูงสุดและเป็นพื้นฐานที่จะทำให้บุคคลปฏิบัติตามอย่างแท้จริง ซึ่งการสร้างความ ความหวังในความสามารถของตนเองสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเลียนแบบ การเรียนรู้หรือการสอนด้วย การพูด เป็นต้น โดยทั่วไปแล้ว การยอมรับและการมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำจะเป็นไปได้สูง เมื่อ บุคคลมองเห็นว่ามีประโยชน์และสามารถปฏิบัติตามได้ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ความคาดหวังในความสามารถ ของตนเอง มีความสัมพันธ์กับความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง โดยความสัมพันธ์ระหว่าง องค์ประกอบนี้ คือ ถ้าบุคคลมีความสามารถที่จะปฏิบัติตามสูงและมีความเชื่อในผลดีของการปฏิบัติตามสูง ด้วย ก็จะยิ่งทำให้ความตั้งใจในการปฏิบัติตามคำแนะนำเพิ่มสูงขึ้น


17 พฤติกรรมความร่วมมือในการใช้ยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ความหมายพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา จากการทบทวนวรรณกรรม พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ (medication adherence behavior) สรุปความหมายได้ดังนี้ พฤติกรรมการใช้ยาหรือการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเกี่ยวกับการรับประทานยา รักษาโรคอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับคำแนะนำของบุคลากรทีมสุขภาพ ประกอบด้วย การรับประทานยายา อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดรับประทานยาเอง การรับประทานยาถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของยา การรับประทานยา ตามเวลาโดยอาจผิดพลาดได้แต่ไม่เกิน 2 มื้อติดต่อกันหรือไม่เกิน 2 มื้อต่อสัปดาห์ การรับประทานยาถูกขนาด โดยไม่เพิ่มหรือลดขนาดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ สามารถสังเกตและจัดการอาการข้างเคียงจากยาได้ (จันทร์ เพ็ญ สุทธิชัยโชค, และคณะ, 2556; รัชนี อุทัยพันธ์, และเพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์, 2556; วัชรินทร์ วุฒิรณฤทธิ์, 2560; Farragher, 1999; Holmes et al., 2014) ในขณะที่ Elizabeth Unni & Sun Bae (2022) ได้นำเสนอแบบจำลองของการรับประทานยาตามเกณฑ์ ซึ่ฃเป็นแบบจำลองที่บุคคลพึงมีทักษะ ความเชื่อ พฤติกรรม โดยเริ่มจากในระดับฐานของแบบจำลองและเลื่อน ระดับต่อไปจนสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ (medication adherence behavior) ดังภาพที่ 2.2 ด้านล่างนี้ ภาพที่ 3 แบบจำลองการรับประทานยาตามเกณฑ์ ที่มา : Elizabeth Unni & Sun Bae(2022) จากภาพที่ 3 แสดงให้ถึงแบบจำลองการรับประทานยาตามเกณฑ์ (Hierarchical Model for medication Adherence: HMMA) เป็นแบบจำลองที่บุคคลพึงมีทักษะ ความเชื่อ พฤติกรรม โดยเริ่มจากใน ระดับฐานของแบบจำลองและเลื่อนระดับต่อไปจนสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายพฤติกรรมที่พึงประสงค์ คือ พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ (medication adherence behavior) ประกอบด้วย 1. ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (health literacy) ตามแบบจำลองนี้บุคคลทุกคนควรมีความรอบ รู้ด้านสุขภาพอย่างเพียงพอในระดับพื้นฐาน (base level) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุ พฤติกรรมตามที่ต้องการ เนื่องจากความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบุคคล เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ ถูกต้องเกี่ยวกับโรคและการรักษา หากไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคและยาที่ใช้แล้ว ก็จะกลายเป็นเรื่องยากมากสำหรับ Social Support Medication Adherence Self-Efficacy Beliefs in Medicines Illness Beliefs Health Literacy Treatment Satisfaction Perceived Severity and Susceptibility in Illness


18 บุคคลที่มีโรคเรื้อรังจะคงไว้ซึ่งพฤติกรรมการใช้ยาในระยะยาว จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการ บำบัด พบว่า การให้ความรู้เป็นการบำบัดที่ประสบความสำเร็จ 2. ความเชื่อของผู้ป่วยเกี่ยวกับการเจ็บป่วย (illness beliefs) เมื่อผู้ป่วยเข้าใจเรื่องโรคและ การรักษาดีแล้ว องค์ประกอบของความเชื่อก็จะเข้ามามีบทบาท ผู้ป่วยเชื่อในการเจ็บป่วยของตนหรือไม่ แบบจำลองสามัญสำนึกของการเจ็บป่วย (the common sense model of illness) สนับสนุนสมมติฐาน ที่ว่าความเชื่อของผู้ป่วยเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของตนเองเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการรับประทานยาตาม เกณฑ์ ความเชื่อเรื่องการเจ็บป่วยนี้ได้รับอิทธิพลมาจากแบบแผนความเชื่อสุขภาพ (health belief model) เช่น การรับรู้ถึงโอกาสเสี่ยง (as perceived susceptibility) การรับรู้ถึงความรุนแรง (perceived severity) ลักษณะทางประชากร (demographics) และตัวชี้นำสู่การกระทำ (cues to action) หากบุคคลมีการรับรู้ที่ ชัดเจนเกี่ยวกับโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคและความรุนแรง มีความเป็นไปได้สูงว่าบุคคลจะมีการรับประทานยา 3. ความเชื่อของบุคคลที่มีต่อยาที่ตนได้รับ (belief in their medicines) ขั้นต่อไปของ แบบจำลองคือ ความเชื่อของบุคคลที่มีต่อยาที่ตนได้รับ กรอบความเชื่อเกี่ยวกับยา ผู้ป่วยจะชั่งน้ำหนักถึงความ จำเป็นในการรับประทานยากับความกังวลเกี่ยวกับยาที่ได้รับ หากความจำเป็นมีมากกว่าความกังวล ก็จะ รับประทานยา ระยะนี้อาจได้รับอิทธิพลมาจากความพึงพอใจในการรักษาของตนเอง (treatment satisfaction) หรือที่ผู้อื่นได้รับ ทั้งที่เกิดขึ้นจริงและได้รับรู้ข้อมูล หากมีความพึงพอใจต่อการรักษาในระดับสูง เชื่อว่ายามีความจำเป็นและผู้ป่วยจะมีการใช้ยา 4. การรับรู้สมรรถนะแห่งตน (self-efficacy) เป็นขั้นสุดท้ายของแบบจำลอง แม้ว่าบุคคลจะ มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เพียงพอ มีความเชื่อเชิงบวก แต่ยังคงต้องมีการรับรู้ถึงสมรรถนะของตน ยจึงจะ สามารถรับประทานยาตามที่กำหนด ปัจจัยนี้ได้รับผลกระทบมาจากการสนับสนุนทางสังคม (social support) ที่ผู้ป่วยได้รับ เช่น การสนับสนุนทางสังคมเพื่อเตือนให้รับประทานยาตามแพทย์สั่ง การไปรับยาตามกำหนด เป็นต้น ดังที่เห็นจากแบบจำลอง การรับรู้สมรรถนะแห่งตนเป็นตัวทำนายที่ชัดเจนของการรับประทานยาตาม เกณฑ์ อย่างไรก็ตาม การบำบัดที่เน้นที่การรับรู้สมรรถนะแห่งตนเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่มีประสิทธิภาพถ้า ผู้ป่วยไม่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพหรือความเชื่อที่เพียงพอ นอกจากนี้ Farragher ได้กล่าวถึงลักษณะของพฤติกรรมการไม่ใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วย จิตเภท จำแนกได้ 5 ลักษณะ คือ 1) การใช้ยาไม่ต่อเนื่อง เช่น การหยุดใช้ยา หรือการใช้ยาเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าตนมีความผิดปกติ 2) การใช้ยาไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของยา 3) การใช้ยาผิดเวลา 4) การใช้ยาน้อยกว่าแผนการรักษา 5) การใช้ยาเพิ่มมากกว่าแผนการรักษา ในขณะที่ นันทลักษณ์ สถาพรนานนท์(2555) กล่าวถึง การไม่ใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาจะกล่าว ครอบคลุมถึงในประเด็นต่างๆ ได้แก่ 1) การใช้ยาในขนาดที่มากเกินกว่าแพทย์สั่ง 2) การใช้ยามากกว่าจำนวน ครั้งที่แพทย์สั่ง หมายถึง จำนวนครั้งต่อวันหรือการใช้ยาที่นานเกินกว่าระยะเวลาที่แพทย์สั่ง 3) การใช้ยาที่น้อย กว่าที่แพทย์สั่ง ได้แก่ การใช้ยาในขนาดที่น้อยกว่าที่แพทย์สั่ง การใช้ยาน้อยกว่าจำนวนครั้งที่แพทย์สั่ง การ หยุดใช้ยาก่อนที่แพทย์จะสั่งให้หยุดยา ซึ่งการหยุดใช้ยาก่อนกำหนดนั้นพบได้เสมอในรายงานเกี่ยวกับความไม่ ร่วมมือในการรักษา


19 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท แบ่งออกได้ 4 ด้านดังนี้ 1. ปัจจัยด้านผู้ป่วยมีความสำคัญมากที่สุด เพราะพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์จะดี หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละคนว่าปฏิบัติตัวตามแผนการรักษาหรือไม่ ปัจจัยด้านนี้ประกอบด้วย อายุ เพศ การศึกษา ความเชื่อทัศนคติ ความรุนแรงของโรค การใช้สารเสพติดและสุรา พบว่า ผู้ป่วยจิตเภทที่มีอายุน้อย มีแนวโน้มเกิดปัญหาพฤติกรรมการรับประทานยาสูง (Acosta, Hernandez, Pereira, Herrera, Rodriquez, 2012) เพศหญิงดูแลตนเองได้ดีกว่าเพศชาย (Castberg, Westin, & Spigset, 2009) ผู้ป่วยที่มีการศึกษาสูงมี พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ดีกว่าผู้ป่วยที่มีระดับการศึกษาต่ำ (Byerly, Nakonezny, Lescouflair, 2007) ความรู้สึกมีตราบาปจากการรับประทานยาต้านโรคจิต ความเบื่อหน่าย หรือการรับรู้ที่ไม่ ถูกต้องเกี่ยวกับยาที่ใช้ในการรักษา (Acosta et al., 2012; Higashi et al., 2013) อาการด้านลบทำให้ขาด แรงจูงใจ (Velligan et al., 2009) อาการด้านบวก โดยเฉพาะความคิดหลงผิด ทำให้ขาดการตระหนักรู้ต่อการ เจ็บป่วยของตนเอง (สมภพ เรืองตระกูล, 2553) 2. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ความเชื่อ ฐานะเศรษฐกิจ การแสดงออกของครอบครัว พบว่า ผู้ป่วยจิตเภทที่อยู่ในครอบครัวที่มีความเอื้ออาทร จะช่วยสนับสนุนให้มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ได้ดีกว่าผู้ป่วยที่อยู่ตามลำพัง หรืออยู่กับครอบครัวที่มีการแสดงออกทางอารมณ์สูง (Barkhof et al., 2012; Dangdomyouth, Stern, Oumtanee, & Yunibhand, 2008) 3. ปัจจัยด้านทีมสุขภาพ ได้แก่ สัมพันธภาพ แผนการดูแลของทีมผู้รักษา พบว่า สัมพันธภาพที่ดี ทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ได้ดี (McCabe et al, 2012) การวางแผนการดูแลที่ไม่ เหมาะสมภายหลังจำหน่าย ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพ (Lacro et al., 2002) เป็นปัจจัยที่ ส่งเสริมให้ผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมการรับประทานยาไม่เป็นไปตามเกณฑ์ 4. ปัจจัยด้านการรักษา ปัจจัยด้านนี้ได้แก่ อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการรับประทานยาต้าน โรคจิต วิธีได้รับยา ความซับซ้อนของโรคและการรักษา พบว่า ผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับยารักษาโรคจิตชนิดใหม่ จะมีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ดีกว่า เนื่องจากผลข้างเคียงจากยาน้อยกว่ายารักษาโรคจิตชนิดเก่า (Lo, et al., 2021) ผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับยาฉีดจะมีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ดีกว่าเกิดการกลับ เป็นซ้ำน้อยกว่า และอัตราการกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลต่ำกว่าผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับยาแบบรับประทาน (Lo, et al., 2021) ผู้ป่วยที่ได้รับยา 1-2 ครั้งต่อวัน มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ดีกว่าผู้ป่วยที่ รับประทานยา 3-4 ครั้ง ต่อวัน (Razali, & Yahya, 1995) สรุปได้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือในการการรักษาด้วยยา สามารถแบ่งออกเป็น 4 ด้าน คือ1) ด้านตัวผู้ป่วย 2) ด้านสิ่งแวดล้อม 3) ด้านการรักษา และ 4) ด้านทีมสุขภาพ ซึ่งปัจจัยด้านตัวบุคคลเป็นปัจจัยที่ สำคัญที่สุด เพราะพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยโรคจิตเภทจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ ละคนว่ามีการปฏิบัติตัวตามแผนการรักษาหรือไม่ ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้มุ่งให้ผู้ป่วยโรคจิตเภทเกิดความ ตระหนักเห็นความสำคัญในการรับประทานยาพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานยาต่อเนื่องและ ลดการป่วยซ้ำ


20 การประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ การประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ สามารถประเมินได้หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป (นันทลักษณ์ สถาพรนานนท์, 2555) ดังนี้ 1.การประเมินทางตรง ได้แก่ 1.1 การเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้ป่วย เป็นวิธีการสังเกตการณ์ใช้ยาของผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งเป็น วิธีที่มีความแม่นยำแต่มีข้อเสียคือ ไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นประจำตลอดเวลา และผู้ป่วยเองอาจสามารถซ่อน ยาไว้ในปากแทนที่จะกลืนยาตามปกติ 1.2 การตรวจดูปริมาณยาในร่างกาย โดยการเจาะเลือดแล้วนำมาส่งวิเคราะห์หาประมาณยา ซึ่งวิธีนี้สามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยรับประทานยา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยรับประทานยาตามแผนการรักษา หรือไม่ 2. การประเมินทางอ้อม เป็นวิธีการที่สามารถปฏิบัติได้จริงมากกว่าการประเมินทางตรงได้แก่ 2.1 การให้ผู้ป่วยบันทึกวัน และเวลาที่ใช้ยาเอง วิธีนี้ยังไม่น่าเชื่อถือเพราะผู้ป่วยอาจไม่ลง บันทึกหรือไม่ตรงกับความเป็นจริง 2.2 การตรวจดูปริมาณยาที่เหลือ โดยการวัดปริมาณยาที่เหลือ ให้ผู้ป่วยนำยาที่เหลือมาแสดง หรือการลงติดตามเยี่ยมบ้าน ซึ่งวิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าเชื่อถือ ข้อจำกัดคือ ยาที่ผู้ป่วยนำมาให้นับอาจจะไม่ใช่ ยาที่เหลืออยู่จริง 2.3 การใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์บันทึกรายการยาที่ใช้ แต่มีข้อจำกัด คือ เครื่องมือราคาแพง มักนิยมใช้ในการทำวิจัยเท่านั้น 2.4 การวัดจากพฤติกรรมของผู้ป่วย เช่น การมารับยาหรือการมาตรวจตามนัด แต่ไม่สามารถ ยืนยันได้ว่าผู้ป่วยที่มาตามนัดทุกครั้งจะให้ความร่วมมือในการใช้ยา หรือผู้ที่ไม่มาตามนัดจะไม่ให้ความร่วมมือ ในการใช้ยา 2.5 การวัดผลการรักษา หรือผลของยาที่เกิดขึ้น เช่น การประเมินอาการทางจิต ผู้ป่วยที่ รับประทานยาสม่ำเสมอจะมีอาการทางจิตสงบ ไม่มีอาการที่รุนแรง 2.6 การสัมภาษณ์โดยตรงหรือการใช้แบบสอบถาม สามารถวัดได้โดยตรงกับผู้ป่วยหรือผู้ดูแล วิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวกใช้ระยะเวลาน้อย เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสืบหาความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย สรุปได้ว่า การประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา สามารถประเมินได้หลายๆ วิธีแต่การสัมภาษณ์หรือการใช้แบบสอบถามเป็นวิธีที่สะดวก ใช้ระยะเวลาน้อย และเป็นวิธีที่ดีที่สุด ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยใช้แบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษาที่พัฒนาโดยพรทิพย์ วชิรดิลก และคณะ (2549) ตามแนวคิดของ Farragher (1999) ปรับปรุงโดย รัชนีย์ อุทัยพันธ์ (2555) การส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ การส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ เป็นการบำบัดที่มีเป้าหมายเพื่อการส่งเสริมให้ ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ต่อเนื่อง ทำให้สามารถควบคุมอาการเจ็บป่วยทางจิต ป้องกัน การป่วยซ้ำ และลดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล (Barkhof et al., 2012; Morken et al., 2008) จากการ ทบทวนวรรณกรรม พบว่า การส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์มีดังนี้


21 1. การให้สุขภาพจิตศึกษา (psycho-education) แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงความรู้ ทัศนคติและทักษะ ในการจัดการกับปัญหาสุขภาพ 2. การจัดการผู้ป่วยรายกรณีเป็นการวางแผนการดูแลผู้ป่วยรายบุคคลโดยคัดเลือกผู้ป่วย โรคจิต เภทที่มีปัญหาซับซ้อนโดยเฉพาะในรายที่มีปัญหาพฤติกรรมไม่ร่วมมือในการรับประทานยา โดยพยาบาลวิชาชีพ เป็นผู้จัดการดูแล (care manager) ตั้งแต่แรกรับจนกระทั่งจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล 3. การเตือนความจำด้วยวิธีการส่งข้อความ (shot message service) เป็นการส่งเสริม พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ในผู้ป่วยที่มีความผิดบกพร่องด้านความคิด (cognitive impairment) พบว่าสามารถเพิ่มพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา การมาตรวจตามนัด และลดการยกเลิกวัน นัดการบำบัดได้ (Pijnenborg et al., 2009) 4. การใช้กล่องเตือนความจำ เป็นกล่องบรรจุยาที่มีเสียงเตือนเมื่อถึงเวลารับประทานยา ทำให้ การรับประทานยาของผู้ป่วยจิตเภทตรงเวลาเพิ่มขึ้น 5. การเสริมสร้างแรงจูงใจแบบรายบุคคล/รายกลุ่ม พบว่า ผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับโปรแกรมการ เสริมสร้างแรงจูงใจมีพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาในระดับสูงขึ้น (เยาวภา ไตร พฤษชาติ, 2554) 6. การส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน พบว่า ผู้ป่วยจิตเภทมีคะแนนพฤติกรรมการรับประทาน ยาตามเกณฑ์และความตั้งใจมาตรวจตามนัดหลังได้รับกลุ่มส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูงขึ้น (นภาพร เหลืองมงคลชัย,2554) จากความหมายของการส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์จะเห็นได้ว่าการส่งเสริม พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา มีหลากหลายวิธี โดยแต่ละวิธีนั้นพัฒนาขึ้นตามปัญหาและ บริบทของผู้ป่วยโรคจิตเภท โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจการพัฒนามาจากแนวคิดการรับรู้ สมรรถนะแห่งตน (Self - efficacy) ของ Bandura (1977, 1986, 1997) นำมาบูรณาการร่วมกับแนวคิด ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรค (Protection motivation theory) ของ โรเจอร์ (Rogers, 1975) เพื่อ กำหนดกรอบของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ดำเนินการในลักษณะ ของกระบวนการกลุ่ม ผ่านการกระตุ้นโดยการใช้สื่อ การใช้ตัวแบบ ประสบการณ์ กระตุ้นให้เกิดการรับรู้ความ รุนแรง ความเสี่ยง ให้เกิดความความคาดหวังและการรับรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการ รับประทานยาตามเกณฑ์ ลักษณะของการดำเนินกิจกรรมโดยใช้กระบวนการกลุ่ม เพื่อการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ การเสริมแรงซึ่งกันและกันประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 6 กิจกรรม ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การรับรู้ความรุนแรงของโรคจิตเภท ดำเนินกิจกรรมเพื่อการสร้างสัมพันธภาพ ระหว่างผู้นำกลุ่มกับผู้ป่วยจิตเภท การชี้แจงการร่วมกิจกรรมตามโปรแกรม ฯ การนำเสนอสื่อที่กระตุ้นให้เกิด ความกลัว และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทมีการรับรู้ถึงความรุนแรงของโรคจิตเภท กิจกรรมที่ 1 ฉันคือใคร การเสริมสร้างให้ผู้ป่วยจิตเภทเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ผ่านกิจกรรมแนะนำตัวภายใต้สัมพันธภาพที่ดีและความไว้วางใจ ลดความวิตกกังวล ผ่อนคลาย นำไปสู่ความ ร่วมมือในการทำกิจกรรมตามโปรแกรม


22 กิจกรรมที่ 2 ภัยร้ายน่ากลัวการปลุกเร้ากระตุ้นให้ผู้ป่วยจิตเภทเกิดความกลัว ภัยร้าย ความรุนแรงของโรคจิตเภท ได้แก่ อาการทางจิตกำเริบมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ก่อให้เกิดอันตรายทั้งตนเอง ผู้อื่น และทรัพย์สิน กลายเป็นบุคคลอันตราย ถูกตีตราจากสังคมเป็นบุคคลน่ากลัว ถูกรังเกียจจากผู้อื่น ซึ่ง ปลายทางสุดท้ายอาจจะมากถึงการไม่เป็นที่ต้องการของทุกคน ถูกทอดทิ้ง หรือขับไล่ออกจากชุมชน ไล่ออก จากงาน โดยใช้คลิปวิดีโอ สไลด์ประกอบคำบรรยาย ข้อความที่บอกถึงผลอันตรายร้ายแรง จะส่งผลให้ผู้ป่วย จิตเภทเกิดความกลัวเปลี่ยนเจตคติและพฤติกรรมมาป้องกันตัวเองจากภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้น ขั้นตอนที่ 2 การรับรู้ความเสี่ยงต่อการกำเริบซ้ำ ดำเนินกิจกรรมการนำเสนอตัวแบบด้าน ลบ เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้ถึงความสี่ยงของการกำเริบซ้ำ และให้คิดทบทวนในพฤติกรรมเสี่ยง กิจกรรมที่ 3 ฉันเสี่ยงแค่ไหน การสื่อสารให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้และเชื่อว่าตนเองอยู่ ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภัยร้ายที่น่ากลัว ให้คิดทบทวนความเสี่ยง โอกาสที่จะเกิด และรู้ทันโรคจิตเภท เข้าใจ สาเหตุการป่วยซ้ำ การป้องกันตนเองไม่ให้ป่วยอีกหากการรับประทานยาตามเกณฑ์ ขั้นตอนที่ 3 ความคาดหวังในประสิทธิผลของการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคดำเนิน กิจกรรมเพื่อสร้างการเรียนรู้ในการป้องกันภัยร้ายและให้ผู้ป่วยกำหนดเป้าหมาย ความคาดหวังผลที่ได้รับจาก การรับประทานยาตามเกณฑ์ กิจกรรมที่ 4 การป้องกัน.ภัยร้าย สร้างการเรียนรู้ในการป้องกันภัยร้าย คือ การป้องกัน การกำเริบและป่วยซ้ำของโรคจิตเภทด้วยการรับประทานยาตามเกณฑ์ ยาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยการลด ความรุนแรงของอาการทางจิต ลดการกำเริบของโรค ลดจำนวนครั้งและลดระยะเวลาการรักษาอยู่โรงพยาบาล การรับประทานยาตามเกณฑ์ยังช่วยให้สามารถทำงาน ควบคุมอาการได้ อยู่ร่วมกับครอบครัวและสังคมได้ อย่างมีความสุข กิจกรรมที่ 5 สู้ไหวไหม การสร้างเป้าหมาย ความคาดหวังในผลที่จะได้รับภายหลังจาก การรับประทานยาตามเกณฑ์ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยจิตเภทปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางบวกสามารถลดภาวะคุกคาม ป้องกันภัยร้ายได้และรู้สึกเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทานตาม เกณฑ์ให้ดีขึ้น ขั้นตอนที่ 4 ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง ดำเนินกิจกรรมนำเสนอตัวแบบ ด้านบวกที่มีพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์ และให้เรียนรู้ประสบการณ์ความสำเร็จของตนเองเพื่อให้ผู้ป่วยจิต เภทมั่นใจว่าตนเองมีความสามารถที่จะรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา การรับรู้สมรรถนะแห่งตนและความ คาดหวังเกี่ยวกับผลของการกระทำมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก และส่งผลต่อการตัดสินใจที่จะกระทำ พฤติกรรมของบุคคล กิจกรรมที่ 6 มั่นใจ..ฉันทำได้ การที่ผู้ป่วยจิตเภทเชื่อในความสามารถของตนเองที่จะ สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำในการรับประทานยาตามเกณฑ์ให้ประสบความสำเร็จ โดยผ่านการจูงใจให้เกิด ความมั่นใจ ยอมรับในตนเอง และคาดหวังในความสามารถหรือความเชี่ยวชาญของตน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นภาพร เหลืองมงคลชัย (2554) ศึกษาเรื่อง ผลของกลุ่มส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อ พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาและความตั้งใจการมาตรวจตามนัดของผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภท จำนวน 40 คน ผลการศึกษา พบว่า คะแนนพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา และความ


23 ตั้งใจการมาตรวจตามนัดของผู้ป่วยจิตเภท หลังได้รับกลุ่มส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูงขึ้นอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 เยาวภา ไตรพฤษชาติ (2554) ศึกษาเรื่อง การเสริมแรงจูงใจในการรักษาด้วยยาในโรคจิตเภท โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการบำบัดเพื่อสร้าง แรงจูงใจในการร่วมมือในการรักษาในผู้ป่วยจิตเภทที่รับการรักษาที่ตึกเฟื้องฟ้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภทที่ มีประวัติไม่ร่วมมือในการรักษาด้วยยา เข้ารับการรักษาตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไป จำนวน 7 คน มีอาการทางจิตสงบ และไม่มีภาวะปัญญาอ่อน ใช้โปรแกรมเสริมแรงจูงใจในการรักษาด้วยยาในผู้ป่วยจิตเภทแบบรายบุคคล โดยทำ ทั้งหมด 4 ครั้ง ๆ ละ 45 – 60 นาที กิจกรรมประกอบด้วย 1) การค้นหาอุปสรรคและความกังวลในการ รับประทานยาจิตเวช 2) การสรุปข้อดีและข้อเสียและเสนอทางเลือก 3) การประเมินคุณค่าและเป้าหมาย และ 4) เป็นการบำบัดผู้ป่วยพร้อมญาติ เก็บรวบรวมข้อมูล 3 ระยะ คือ ก่อนการบำบัด หลังการบำบัด และระยะ ติดตามประเมินผลติดต่อกันทุกเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยทั้ง 7 คน มีแรงจูงใจใน การรับประทานยามากขึ้น มีความรู้ในการปฏิบัติตัวขณะรับประทานยาจิตเวชมากขึ้นและพฤติกรรมการ รับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์ได้อย่างถูกต้องในระดับสูง และมีอาการทางจิตลดลงทั้งผู้ป่วยและ ญาติมีความพึงพอใจต่อการรับบริการในระดับมาก รัชนีย์ อุทัยพันธ์ (2555) ศึกษาเรื่อง ผลของการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจแบบกลุ่มต่อความ ร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภทที่รับการรักษาแบบผู้ป่วย นอก โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 40 คน ผลการศึกษา พบว่า ความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของ ผู้ป่วยจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.5 และพบว่าความร่วมมือในการรักษาด้วย ยาของผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับโปรแกรมฯสุงกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.5 จันทร์เพ็ญ สุทธิชัยโชค สุกฤติยา กุลศรี และวัฒานาภรณ์ พิบูรณ์อาลักษณ์ (2556) ศึกษาเรื่อง การให้ สุขภาพจิตศึกษาโดยใช้แนวคิดการสัมภาษณ์และการบำบัดเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิต เภทที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในหอผู้ป่วยมะลิวัลย์ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา จำนวน 58 คน ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยจิตเภทส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมร่วมมือในการรักษาในระดับสูง นิตยา เศรษฐจันทร, อรทัย สงวนพรรค, สำราญ อยู่หมื่นไวย, และวาสนา จินากลึง (2559) ได้ศึกษา เรื่องการพัฒนาโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในผู้ป่วยจิตเภทเป็นการวิจัยและ พัฒนา กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ป่วยจิตเภท จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน กลุ่มควบคุม 30 คน ผลการศึกษาพบว่าหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มทดลองมีคะแนน เฉลี่ยการรับรู้พฤติกรรมการปฏิบัติตัวสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ระยะหลังสิ้นสุดการทดลอง ผู้ป่วยกลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรม ฯ มีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้พฤติกรรม การปฏิบัติตัวสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทิพย์นภา จันทร์สว่าง (2561) ศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนต่อพฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วย จิตเภทเพศ ชายจำนวน 40 ราย ที่มารับบริการแผนก ผู้ป่วยในโรงพยาบาลศรีธัญญา ผลการศึกษา พบว่า คะแนน พฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ของ ผู้ป่วยจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริม การรับรู้สมรรถนะแห่งตนร่วมกับ การนวดกดจุด สะท้อนแตกต่างจากก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


24 ยุพาพรรณ์ มาหา (2561) ศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมการดูแลแบบองค์รวมต่อพฤติกรรมการดูแล ตนเองและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้ป่วยจิตเภท มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแล แบบองค์วมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้ป่วยจิตเภทที่มารับบริการใน คลินิกจิตเวชโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จังหวัดปราจีนบุรี และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 24 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 12 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการดูแลแบบองค์รวม ด้วยวิธีการเยี่ยมบ้านเป็นรายบุคคล สัปดาห์ละครั้งเป้นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ครั้งละ 60-90 นาที ส่วนกลุ่ม ควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติจากสถานบริการสาธารณสุขในชุมชน ประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง และความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลองเสร็จสิ้นทันทีและระยะติดตามผล 1 เดือน ด้วยแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองและแบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ที่มีค่าความ เชื่อมั่น เท่ากับ .81 และ .83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความ แปรปรวนแบบสองกลุ่มวัดซ้ำ และเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอร์โรนี่ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมี คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ในระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้น และ ระยะติดตามผล 1 เดือน สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ < .001 โดยกลุ่มทดลองมี คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันทีและ ระยะติดตามผล 1 เดือน สูงกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ < .001 สุมิศา กุมลา (2563) ศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ป่วย จิตเภท กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยจิตเวช โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวน 24 คน แบ่งเข้ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 12 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตาม เกณฑ์การคัดเลือกตัวอย่างที่กำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานยาใน ผู้ป่วยจิตเภท ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรม ส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ป่วยจิตเภท ที่พัฒนาโดยผู้วิจัย 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และ 3) แบบวัดพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการศึกษา พบว่า 1) หลังสิ้นสุดโปรแกรมฯ 2 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมความ ร่วมมือในการรับประทานยาแตกต่างจากก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(t = - 20.89; p = .000) และ 2) หลังสิ้นสุดโปรแกรมฯ 2 สัปดาห์ คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมความร่วมมือในการรับประทานยาของ กลุ่มทดลองแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(t = - 15.88; p = .000) พนิตนันท์ พรหมดำ และนิตยา สุขชัยสงค์ (2564) ศึกษาเรื่อง ประสิทธิผลของโปรแกรมการประยุกต์ ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมรับประทานยาในผู้สูงอายุโรค ความดันโลหิตสูง กรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุ 60 – 80 ปี จำนวน 44 คน แบ่งเป็นกลุ่ม ทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 22 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทาน ยาโรคความดันโลหิตโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจในการรักษาโรคและแรงสนับสนุนทางสังคม โดยลักษณะ โปรแกรมประกอบด้วย การส่งเสริมการฝึกทักษะการรับประทานยาที่ถูกต้อง พร้อมจดบันทึกการรับประทาน ยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เพิ่มการรับรู้ความสามารถของตนเองโดยการอาศัยแรงสนับสนุน ทางสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ จากครอบครัวและ อสม. โดยการพูดให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ การ กระตุ้นเตือนเพื่อให้เกิดพฤติกรรมการรับประทานยาที่ถูกต้อง จนทำให้สามารถควบคุมค่าความดันโลหิตตาม เป้าหมายการรักษาได้ ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง และระยะติดตามผล กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย


25 การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความสามารถตนเอง การรับรู้ประสิทธิผลของผลลัพธ์ พฤติกรรมการรับประทานยา และแรงสนับสนุนทางสังคมสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < .05) จุฬาลักษณ์ ธรรมปัติ (2565) ศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจต่อ พฤติกรรมความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเภทในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มารับ บริการที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 24 คน ถูกสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 12 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ รวม 7 กิจกรรม ใช้ระยะเวลาในแต่ละกิจกรรม 45-90 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติวัดพฤติกรรม ความร่วมมือในการรับประทานยา โดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาด้วยยา ก่อนการ ทดลอง และหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาการทดสอบค่าทีผลการวิจัย พบว่า ในระยะหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมความร่วมมือในการใช้ยาสูงกว่ากลุ่มควบคุม และกลุ่ม ทดลองมีพฤติกรรมความร่วมมือในการใช้ยา ในหลังการทดลอง สูงขึ้นกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ (p < .001)


26 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - experimental research) แบบสองกลุ่มวัดก่อนและ หลังการทดลอง (Pretest - Posttest control group design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อ สิ้นสุดการติดตามผล ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยมีวิธีการดำเนินการวิจัย ดังนี้ วิธีการดำเนินการวิจัย รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - experimental research) แบบสองกลุ่มวัดก่อน และหลังการทดลอง (Pretest - Posttest control group design) กลุ่มทดลอง (Experimental group) คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ และกลุ่มควบคุม (Control group) คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับการดูแลตามปกติ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่เดือน ธันวาคม ถึงเดือนมีนาคม 2567 ซึ่งมีแบบการวิจัยดังนี้ O1 X1 X2 O2 กลุ่มทดลอง กลุ่มควบุคม O3 O4 ภาพที่4 รูปแบการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (Two groups, Pre-test - Post-test design) ความหมายของสัญลักษณ์ มีดังนี้ O1 หมายถึง การวัดพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มทดลอง ก่อนได้รับโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะร่วมกับเสริมแรงจูงใจในการรับประทานยาต่อพฤติกรรมการ รับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท O2 หมายถึง การวัดพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มทดลอง หลังได้รับโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะร่วมกับเสริมแรงจูงใจในการรับประทานยาต่อพฤติกรรมการ รับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท O3 หมายถึง การวัดพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มควบคุม ก่อนได้รับการดูแลตามปกติ


27 O4 หมายถึง การวัดพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มควบคุม หลังได้รับการดูแลตามปกติ X1 , X2 หมายถึง โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อ พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เป็น โรคจิตเภท (F20) ตามเกณฑ์การวินิจฉัย ICD- 10 เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เป็น โรคจิตเภท (F20) ตามเกณฑ์การวินิจฉัย ICD- 10 เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2567 จำนวน 64 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด ดังนี้ เกณฑ์คัดเข้า (Inclusion criteria) 1. มีอาการทางจิตสงบ คะแนนแบบประเมินอาการทางจิต (Brief Psychotic Rating Scale: BPRS) น้อยกว่า 36 คะแนน 2. มีอายุตั้งแต่ 18 – 60 ปี 3. สามารถอ่าน เขียน พูดคุยสื่อสารภาษาไทยได้ 4. เข้ารักษาแบบผู้ป่วยในมากกว่า 1 ครั้งขึ้นไปด้วยการไม่รับประทานยาตามเกณฑ์ 5. คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์อยู่ในระดับน้อยกว่า 36 คะแนน 6. สมัครใจเข้าร่วมการทดลอง เกณฑ์คัดออก (Exclusion criteria) 1. ขอถอนตัวหรือบอกยกเลิกการเข้าร่วมการวิจัย 2. อาการทางจิตกำเริบหรือมีภาวะแทรกซ้อนฉุกเฉินทางกายขณะเข้าร่วมโปรแกรม การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยคำนวณตามสูตรเพื่อหาขนาดตัวอย่าง (ชนากานต์ บุญนุช, และคณะ, 2554) ดังนี้ n / กลุ่ม= 2 (Zα + Zβ) 2 σ 2 2 จากสูตรคำนวณขนาดตัวอย่างและการทบทวนผลงานวิจัยที่ผ่านมา เรื่อง ผลของกลุ่มส่งเสริมการรับรู้ สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาและความตั้งใจการมาตรวจตามนัดของผู้ป่วยจิต เภท ของ นภาพร เหลืองมงคลขัย, และอรพรรณ ลือบุญธวัชชัย (2554) ได้ค่าเฉลี่ยในกลุ่มทดลอง = 86.45 กลุ่มควบคุม = 77.10 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 14.04 ผู้วิจัยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ค่าอำนาจการ ทดสอบ 0.80 นำมาคำนวณขนาดตัวอย่างได้ดังนี้


28 = ผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง ( ) 1 − 2 =9.35 Zα = ระดับความเชื่อมั่นที่ 0.05 ดังนั้น Zα = 1.645 Zβ = ค่าอำนาจการทดสอบ 0.80 ดังนั้น Zβ = 0.84 σ = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 14.04 ขนาดกลุ่มตัวอย่างที่คำนวณได้คือ 28 คน ซึ่งเป็นขนาดที่มากพอที่จะบอกความแตกต่างที่มี ความหมายทางคลินิกได้ อย่างไรก็ตาม อาจจะมีการสูญหายระหว่างการทดลองหรือติดตามผล ดังนั้น ผู้วิจัย จึงได้ปรับขนาดตัวอย่างเพิ่มร้อยละ 10 เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างครบตามจำนวนที่ต้องการโดยใช้สูตรดังต่อไปนี้ (จรณิต แก้วกังวาล, และประตาป สิงหศิวานนท์, 2554) สูตร L= อัตราการมีข้อมูลขาดหายไป แทนค่า = 28 = 28 = 31.11 1-0.10 90 ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยใช้กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มละ 32 คน ประกอบด้วย กลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน กลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 64 คน การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 64 คน หลังจากนั้นทำ การจับคู่ (matched paired) ให้กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มมีลักษณะเหมือนกันเพื่อป้องกันตัวแปรแทรกซ้อน ได้แก่ 1) อายุ2) เพศ 3) ระยะเวลาการเจ็บป่วย จัดเข้ากลุ่มด้วยวิธีการสุ่มแบบ Random Assignment โดย การจับฉลากแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 32 คน และกลุ่มควบคุม 32 คน ไม่แจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่าอยู่กลุ่มใด (single blind) เพื่อลดอคติที่อาจเกิดขึ้นและช่วยลดความแตกต่างในคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง โครงการวิจัยนี้ได้รับการพิจารณาและผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยใน มนุษย์ โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ หมายเลขโครงการวิจัย SSR.IRB 014/2566 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 และมีกระบวนการพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ ผู้วิจัยแนะนำตัวแก่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อสร้างสัมพันธภาพ อธิบายถึงวัตถุประสงค์ ขั้นตอน วิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูล ระยะเวลาและประโยชน์ของการวิจัย สิทธิใน การตอบรับหรือปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัย โดยให้กลุ่มตัวอย่างเซ็นยินยอมเข้าร่วมการวิจัย พร้อมทั้งมอบหนังสือ เซ็นยินยอมให้กลุ่มตัวอย่าง 1 ฉบับ และแจ้งให้ทราบว่าการให้ความร่วมมือของกลุ่มตัวอย่างจะเป็นไปตาม ความสมัครใจ ขณะดำเนินการวิจัยหากกลุ่มตัวอย่างไม่ต้องการเข้าร่วมการวิจัยจนครบกำหนดเวลา สามารถ บอกเลิกได้ทันทีโดยไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อการรักษา ผู้วิจัยคำนึงถึงความพร้อมของกลุ่มตัวอย่าง ตรงต่อเวลา นัดหมาย รับฟังด้วยความเข้าใจ เป็นมิตร หลีกเลี่ยงการใช้คำถามคุกคามหรือตำหนิ หากมีภาวะวิกฤติทาง อารมณ์ หรือมีอาการผิดปกติทางกาย เช่น หน้ามืด ใจสั่น เวียนศีรษะเป็นต้น ผู้วิจัยจะส่งต่อแก่พยาบาลหอ ผู้ป่วย และแพทย์ตามลำดับ ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยจะถือเป็นความลับและนำมาใช้เฉพาะการวิจัย


29 ครั้งนี้เท่านั้น โดยจะนำเสนอข้อมูลที่ได้ในภาพรวม หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการวิจัย กลุ่มตัวอย่างสามารถ สอบถามผู้วิจัยได้ตลอดเวลา รวมทั้งข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างจะถูกเก็บไว้เป็นความลับและถูกทำลายหลัง การวิจัยเผยแพร่ภายใน 2 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 3 ประเภท ได้แก่ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลอง คือ โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิต เภท โดยขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม มีดังนี้ 1.1 ศึกษาวิเคราะห์ความต้องการ ความจำเป็น และทบทวนวิธีการส่งเสริมให้ผู้ป่วยจิตเภท รับประทานยาตามเกณฑ์ของโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ 1.2 ทบทวนวรรณกรรมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษา (psycho education Interventions) ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมรับประทานยาน้อยกว่าโปรแกรม ที่มีการผสมผสานกระบวนการด้านความคิด (behavioral and cognitive Interventions) รวมถึงโปรแกรม ที่มีการผสมผสานหลายวิธีร่วมกันจะส่งผลสูงสุดต่อการทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมร่วมมือในการรับประทานยา (Barkhof et al., 2012) พบการศึกษาที่กล่าวถึงแบบจำลองทฤษฎีใหม่ (Unni, & Bae, 2022) ได้แก่ แบบจำลองการรับประทานยาตามเกณฑ์ (Hierarchical Model for medication Adherence: HMMA) สมรรถนะแห่งตนเป็นตัวทำนายที่ชัดเจนของการมีพฤติกรรมรับประทานยาตามเกณฑ์ และพบว่า ทฤษฎีเสริม แรงจูงใจในการป้องกันโรค (protection motivation theory) ของโรเจอร์ (Roger, 1983) เป็นทฤษฎีเสริม แรงจูงใจที่มีองค์ประกอบสอดคล้องสัมพันธ์กับแบบจำลองการรับประทานยาตามเกณฑ์มากที่สุด 1.3 กำหนดกรอบแนวคิดและออกแบบโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการ เสริมแรงจูงใจ ซึ่งการศึกษาครั้งนี้ใช้แนวคิดการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (self - efficacy)ของแบนดูรา (Bandura, 1997) บุคคลที่มีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนระดับสูง ย่อมมีความสามารถในการดูแลสุขภาพที่ดี นำมาบูรณาการร่วมกับทฤษฎีเสริมแรงจูงใจในการป้องกันโรค (protection motivation theory) ของโร เจอร์ (Roger, 1983) ใช้สื่อกระตุ้น การใช้ตัวแบบ ประสบการณ์ ให้รับรู้ความรุนแรง ความเสี่ยง เพื่อให้เกิด ความความคาดหวังและการรับรู้ความสามารถของตนเอง ผลลัพธ์เป็นพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ออกแบบโปรแกรม 4 ขั้นตอน 6 กิจกรรม ดำเนินการในลักษณะของกระบวนการกลุ่ม ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1) การ รับรู้ความรุนแรงของโรคจิตเภท ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่1 ฉันคือใครและกิจกรรมที่ 2 เส้นทางที่น่ากลัว ขั้นตอนที่ 2) การรับรู้ความเสี่ยงต่อการกำเริบซ้ำ ประกอบด้วย 1 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรม ฉันเสี่ยงแค่ไหน ขั้นตอนที่ 3) ความคาดหวังในประสิทธิผลของการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรค ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่1 ป้องกันอย่างไรและกิจกรรมที่ 2 สู้ไหวไหม ขั้นตอนที่ 4) ความคาดหวังใน ความสามารถของตนเอง ประกอบด้วย 1 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรม มั่นใจ..ฉันทำได้ 1.4 ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา ผู้วิจัยนำโปรแกรม (ฉบับร่าง) ที่พัฒนาขึ้นไปตรวจสอบ ความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน หลังจากนั้นนำมาคำนวณหาดัชนีความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหาของเครื่องมือ (Content Validity Index: CVI) และปรับปรุง แก้ไขให้เหมาะสมตามข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ


30 1.5 ทดลองใช้กับผู้ป่วยจิตเภท ผู้วิจัยนำโปรแกรมที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ กับผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเดียวกับผู้ป่วยที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จำนวน 10 คน ทดลองให้ กิจกรรมกลุ่มตามโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจเพื่อตรวจสอบความ เหมาะสมของรูปแบบ การดำเนินกิจกรรมกลุ่ม การใช้เวลาและความเข้าใจของภาษา 2. เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ส่วนที่1 แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป เป็นแบบเลือกตอบและเติมคำ จำนวน 10 ข้อ ประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพ อาชีพ รายได้ต่อเดือน บุคคลที่อาศัยอยู่ จำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาล ระยะเวลาที่เจ็บป่วย ความคิดเห็นต่อการรับประทานยา ส่วนที่ 2 แบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ผู้วิจัยดัดแปลงมาจากแบบวัด ความร่วมมือในการใช้ยาสำหรับคนไทยของกมลชนก จงวิไลเกษม, และสงวน ลือเกียรติบัณฑิต (2564) ซึ่งมี ความเที่ยง ความตรง ความไว และความจำเพาะที่ดีในการนำไปใช้กับผู้ป่วยจิตเภท (รษิกา อัครกรณ์กุล, และ สงวน ลือเกียรติบัณฑิต, 2566) ผู้วิจัยนำมาดัดแปลงเนื้อหาข้อคำถามให้มีความเหมาะสม ประกอบด้วยข้อ คำถาม จำนวน 8 ข้อ ประเมินความถี่ในการปฏิบัติ ประกอบด้วย การลืมกินยา การเปลี่ยนขนาดยาตามความ ต้องการของตนเอง การหยุดกินยาเอง การกินยาไม่ตรงเวลา การกินยาไม่ครบทุกชนิด การกินยาไม่ครบทุกมื้อ การไม่ได้มาพบแพทย์ตามนัด (ขาดนัด หรือเลื่อนนัดแพทย์) การขาดยาและไม่ได้กินยาเนื่องจากไม่ได้มาพบ แพทย์ตามนัด ลักษณะคำถาม เป็นมาตรส่วนประมาณค่า (rating scale) 6 ระดับ ให้พิจารณาว่าตรงกับการ ปฏิบัติหรือไม่ โดยกำหนดความหมายของค่าคะแนน 0-5 คะแนน ดังนี้ เกณฑ์การให้คะแนน แต่ละข้อมีคะแนน 0-5 คะแนน 1. การให้คะแนน ข้อ 1-6 ให้ความหมายดังนี้ บ่อยมาก = 5 คะแนน หมายถึง ปฏิบัติมากกว่า 15 ครั้งต่อเดือน บ่อย = 4 คะแนน หมายถึง ปฏิบัติเดือนละ 10-15 ครั้ง มีบ้าง = 3 คะแนน หมายถึง ปฏิบัติเดือนละ 6-9 ครั้ง น้อย = 2 คะแนน หมายถึง ปฏิบัติเดือนละ 3-5 ครั้ง น้อยมาก = 1 คะแนน หมายถึง ปฏิบัติเดือนละ 1-2 ครั้ง ไม่เคยเลย = 0 คะแนน หมายถึง ไม่เคยปฏิบัติเลย 2. การให้คะแนน ข้อ 7-8 ให้คะแนน บ่อยมาก บ่อย มีบ้าง น้อย น้อยมาก และไม่เคยเลย จะ ได้คะแนน 0, 1, 2, 3, 4 และ 5 ตามลำดับ การแปลผลคะแนน คะแนนรวมทั้งฉบับเท่ากับ 40 คะแนน คะแนน ≥ 34 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ดี คะแนน ‹ 34 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ไม่ดี


31 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของเครื่องมือ (content validity) ผู้วิจัยนำโปรแกรมที่ได้ พัฒนาขึ้นให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน คือ อาจารย์พยาบาลผู้มีประสบการณ์ด้านการพยาบาลสุขภาพจิต และจิตเวช จำนวน 1 ท่าน พยาบาลวิชาชีพที่ได้รับวุฒิบัตรการพยาบาลปฏิบัติการขั้นสูง จำนวน 1 ท่าน และ พยาบาลวิชาชีพผู้ซึ่งมีประสบการณ์ทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท จำนวน 1 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้อง ในประเด็นจำนวนกิจกรรมของโปรแกรม การจัดเรียงเนื้อหา ชื่อกิจกรรม วัตถุประสงค์ ขั้นตอน การใช้ภาษา และนำมาคำนวณหาดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือ (Content Validity Index: CVI) ได้ค่า CVI= 0.84 และปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ปรับคำถามในใบงานให้เป็น ปลายเปิด ปรับเพิ่มความหลากหลายของสื่อ เช่น แอมิเนชั่น ภาพประกอบคำบรรยาย คลิปวีดีโอ ตัวแบบ ที่ ประสบการณ์ความสำเร็จ เป็นต้น หลังจากนั้น ผู้วิจัยนำโปรแกรมที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ กับผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเดียวกับผู้ป่วยที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้จำนวน 10 คน ทดลองให้ กิจกรรมกลุ่มตามโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ เพื่อตรวจสอบความ เหมาะสมของรูปแบบ การดำเนินกิจกรรมกลุ่ม การใช้เวลาและความเข้าใจของภาษา ซึ่งพบว่า เนื้อหาในใบ งานยากเกินไป ผู้วิจัยปรับเนื้อหาให้ง่ายต่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้นอีกครั้งก่อนนำไปใช้จริง 2. การตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือ (reliability) โดยนำแบบประเมินพฤติกรรมการรับประทาน ยาตามเกณฑ์ ที่ดัดแปลงเนื้อหาข้อคำถามแล้ว ไปทดลองใช้กับผู้ป่วยจิตเภทที่มีลักษณะเช่นเดียวกับกลุ่ม ตัวอย่างที่จะศึกษา จำนวน 30 คน คำนวณหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ค่าความเที่ยงของเครื่องมือที่ได้ไม่ควรน้อยกว่า 0.80 จึงสามารถนำไปใช้ กับกลุ่มตัวอย่างได้จริง การเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการวิจัยโดยแบ่งการทดลองออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะก่อนการทดลอง ระยะดำเนินการ ทดลอง และระยะติดตามผลการทดลอง 1. ระยะก่อนการทดลอง ขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ 1.1 ผู้วิจัยเสนอโครงร่างงานวิจัยแก่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของโรงพยาบาล สวนสราญรมย์ เมื่อผ่านการเห็นชอบอนุมัติให้ดำเนินการ ผู้วิจัยทำหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาล สวนสราญรมย์ขออนุญาตทำการทดลองและเก็บข้อมูลวิจัยแผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการและระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย เมื่อได้รับการ อนุมัติแล้ว จึงขอความร่วมมือในการวิจัยและการเตรียมสถานที่ในการแดำเนินการวิจัยกับกลุ่มภารกิจการ พยาบาล 1.2 ผู้วิจัยเตรียมผู้ช่วยวิจัย 1 ท่าน เป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์การทำกลุ่มและการ พยาบาลผู้ป่วยโรคจิตเภทมากกว่า 10 ปี เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยกิจกรรมกลุ่มตามโปรแกรม เก็บรวบรวม ข้อมูล ตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของแบบสอบถาม โดยอธิบายวัตถุประสงค์ ขอบเขต หลักการ เนื้อหา และ สาธิตการใช้เครื่องมือเพื่อให้ผู้ช่วยวิจัยเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน 1.3 ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 64 คน เข้า พบกลุ่มตัวอย่างแนะนำตัว อธิบายวัตถุประสงค์ ขั้นตอน วิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูล ระยะเวลาและ


32 ประโยชน์ของการวิจัย สิทธิในการตอบรับหรือปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัย โดยให้กลุ่มตัวอย่างเซ็นยินยอมเข้าร่วม การวิจัย พร้อมทั้งมอบหนังสือเซ็นยินยอมให้กลุ่มตัวอย่าง 1 ฉบับ และแจ้งให้ทราบว่าการให้ความร่วมมือของ กลุ่มตัวอย่างจะเป็นไปตามความสมัครใจ ขณะดำเนินการวิจัยหากกลุ่มตัวอย่างไม่ต้องการเข้าร่วมการวิจัยจน ครบกำหนดเวลา สามารถบอกเลิกได้ทันทีโดยไม่มีผลกระทบใดๆต่อการรักษา หลังจากนั้น ประเมินระดับ ความรุนแรงของอาการทางจิตด้วยแบบประเมินอาการทางจิต (BPRS) ประเมินพฤติกรรมการรับประทานยา ตามเกณฑ์ และนัดหมายการเข้าร่วมกิจกรรมตามโปรแกรม 2. ระยะดำเนินการทดลอง ดำเนินการทดลองโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ระหว่าง เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 ผู้วิจัยแบ่งกลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10-11 คน ในแต่ละกลุ่มดำเนินกิจกรรมตามโปรแกรมจำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 45-60 นาที เป็นเวลา 1 สัปดาห์ กลุ่ม ทดลองทุกคนต้องเข้าร่วมกลุ่มครบ ทั้ง 6 กิจกรรม และได้รับโปรแกรมที่เหมือนกัน ดังนี้ ตารางที่ 2 ตารางการดำเนินกิจกรรม กิจกรรมที่ วัตถุประสงค์ การดำเนินการ 1. ฉันคือใคร 1. เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้นำกลุ่ม กับผู้ป่วยจิตเภท 2. เพื่อเสริมสร้างให้ผู้ป่วยจิตเภทมีความ เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง 3. เพื่อปฐมนิเทศการร่วมกิจกรรมตาม โปรแกรม ฯ 1. สร้างสัมพันธภาพ 2. เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนผ่าน กิจกรรมแนะนำตัว 3. ชี้แจงกิจกรรม ระยะเวลา กฎ กติกา ของการเข้าร่วมโปรแกรม และบทบาท สมาชิกกลุ่ม 2. เส้นทางที่น่า กลัว - เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้ถึงความรุนแรง ของโรคจิตเภท 1. นำเสนอสื่อกระตุ้นให้เกิดความกลัว ความรุนแรงของโรคจิตเภท 2. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ภายในกลุ่ม 3. ฉันเสี่ยงแค่ไหน - เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้ความเสี่ยงที่น่า กลัวจากโรคจิตเภท 1.นำเสนอตัวแบบด้านลบที่มีอาการโรค จิตเภทกำเริบซ้ำ 2.ให้เปรียบเทียบความเสี่ยงและทำ สัญลักษณ์ลงบนเส้นความเสี่ยง 4. ป้องกันอย่างไร - เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้ถึงวิธีการป้องกัน ตนเองจากความรุนแรงของโรคจิตเภท 1. แลกเปลี่ยนประสบการณ์การรับ ประทานยาตามเกณฑ์ 2. การป้องกันตนเองด้วยการเปลี่ยน แปลงพฤติกรรมการรับประทานตาม เกณฑ์ให้ดีขึ้น 5. สู้ไหวไหม - เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทบอกเป้า หมาย ระบุ ความคาดหวังจากการรับประทานยาตาม เกณฑ์ 1. เรียนรู้ประสบการณ์ความสำเร็จใน อดีต 2. กำหนดเป้าหมาย ความคาดหวังในผล


33 กิจกรรมที่ วัตถุประสงค์ การดำเนินการ ที่เกิดขึ้นจากการรับประทานยาตาม เกณฑ์ 6. มั่นใจ...ฉันทำ ได้ - เพื่ อ ให้ ผู้ ป่ ว ย จิ ต เภ ท เชื่ อ มั่ น ใน ความสามารถของตนเองและปฏิบัติตาม คำแนะนำรับประทานยาได้ตามเกณฑ์. 1. น ำ เส น อ ตั ว แ บ บ ด้ า น บ ว ก ที่ มี พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ และเกิดผลดี 2. ฝึกจัดยาและบันทึกการรับประทานยา 3. การแก้ไขปัญ หาอุปสรรคเพื่อมุ่ง ความสำเร็จ ส่วนกลุ่มควบคุมจะได้รับการดูแลตามปกติ คือได้รับการสอนสุขภาพจิตศึกษาแบบ D-METHOD ร่วมกับการให้ข้อมูลคำแนะนำเพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรับประทานยาต่อเนื่องหลังจำหน่าย 3. ระยะติดตามผล ติดตามผลประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ หลังจำหน่าย 1 เดือน และ 2 เดือน ทั้ง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในวันที่มาพบแพทย์ตามนัดที่แผนกผู้ป่วยนอก ส่วนในรายที่ไม่สามารถมาตามนัดได้ ผู้วิจัยติดตามทางโทรศัพท์ การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์ โดยดำเนินการเป็นลำดับขั้น ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่ม วิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดลองทดสอบความแตกต่างของลักษณะข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มโดยใช้ สถิติไคว์สแควร์ (Chi-square) 2. คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการ เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ วิเคราะห์โดยใช้ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. ตรวจสอบการแจกแจงของข้อมูลด้วยสถิติ Kolmogorov-Smirnov Test 4. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับ โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน วิเคราะห์โดยใช้สถิติทดสอบการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) และเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีทดสอบ post hoc เลือกใช้สถิติทดสอบแบบ Least Significant Difference (equivalent to no adjustments) โดย กำหนดนัยสำคัญที่ระดับ .05 หากการกระจายข้อมูลไม่เป็นไปตามโค้งปกติ ใช้สถิติ Friedman Test 5. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทก่อนและหลัง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยสถิติอ้างอิง independent t-test หากการกระจายข้อมูลไม่เป็นไป ตามโค้งปกติใช้สถิติ Mann Whitney U test


34 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - experimental research) แบบสองกลุ่มวัดก่อนและ หลังการทดลอง (Pretest - Posttest control group design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อ สิ้นสุดการติดตามผล ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ เป็น โรคจิตเภท (F20) ตามเกณฑ์การวินิจฉัย ICD- 10 เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญ รมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เดือนธันวาคม - มีนาคม 2567 จำนวน 64 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย และแบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา ที่มีค่า ความเชื่อมั่น 0.8 ขึ้นไปทุกข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ จำนวน ร้อยละ (Percentage) ความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) และสถิติทดสอบค่าที independent t-test ผู้วิจัยสามารถนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดย เรียงลำดับ ดังนี้ ส่วนที่ 1 แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย ส่วนที่ 2 แบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ส่วนที่ 1 แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย พบว่า กลุ่มทดลองส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 59.38 มีอายุระหว่าง 31-40 ปีและ 41-50 ปีเท่ากันจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 34.38 ตามลำดับ มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษา/ปวช. จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 53.13 ส่วนใหญ่มีสภาพสมรส โสด จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 65.63 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 รายได้ประมาณ/ต่อเดือน 5,000-10,000 บาท จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 71.88 ปัจจุบันท่านอาศัยอยู่กับ พี่/น้อง จำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 84.38 รองลงมา คือ อาศัยอยู่กับบิดา/มารดา จำนวน 23 คน คิดเป็น ร้อยละ 69.70 จำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช ตั้งแต่ 6 ครั้งขึ้นไป จำนวน 13 คน คิดเป็น ร้อยละ 40.63 ระยะเวลาที่เจ็บป่วย มากกว่า 15 ปีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 และส่วนใหญ่มี ความคิดเห็นของท่านต่อการรับประทานยา คือ เป็นภาระคนในครอบครัวที่ต้องจัดยาให้จำนวน 24 คน คิด เป็นร้อยละ 75.50 รองลงมาคือ หยุดยาเพราะหายแล้ว จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 62.50 และ ไม่สุข สบายจากผลข้างเคียงของยา จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 53.13ตามลำดับ ในส่วนของกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศชาย จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 56.25 มีอายุระหว่าง 41-50 ปีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 มีการศึกษาระดับ มัธยมศึกษา/ปวช.


35 จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 56.25 สถานภาพโสด จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 59.38 ส่วนใหญ่ไม่มี อาชีพ จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 43.75 มีรายได้ประมาณ/เดือน 5,000-10,000 บาท จำนวน 25 คน คิด เป็นร้อยละ 78.13 ปัจจุบันอาศัยอยู่กับบิดา/มารดา จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 60.61 ส่วนใหญ่มีจำนวน ครั้งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช 2-3 ครั้ง จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 มีระยะเวลาที่ เจ็บป่วย 1-5 ปี จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 40.63 และส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อการรับประทานยา คือ หยุดยาเพราะหายแล้ว จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยยละ 78.13 รองลงมา คือ ไม่สุขสบายจากผลข้างเคียงของ ยา และเบื่อที่ต้องรับประทานยาเป็นเวลานาน จำนวน 19 คนเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 59.38 ตามลำดับ และ เป็นภาระคนในครอบครัวที่ต้องจัดยาให้จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 34.38 ตามลำดับ จากผลการความสัมพันธ์ของข้อมูลทั่วไประหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมที่มีปัจจัยส่วนบุคคลต่างกัน มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์แตกต่างกันอย่างไม่มี นัยสำคัญทางสถิติ ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ข้อมูลทั่วไป กลุ่มทดลอง (n=32 คน) กลุ่มควบคุม (n=32 คน) χ 2 P-value จำนวน ร้อยละ จำนวน (คน) ร้อยละ เพศ 0.51a .821 ชาย 19 59.38 18 56.25 หญิง 13 40.63 14 43.75 อายุ 7.602a .575 20-30 ปี 5.00 15.63 6.00 18.75 31-40 ปี 11.00 34.38 9.00 28.13 41-50 ปี 11.00 34.38 12.00 37.50 51-60 ปี 5.00 15.63 5.00 15.63 ระดับการศึกษา 4.601a .868 ไม่ได้เรียนหนังสือ 1.00 3.13 2.00 6.25 ประถมศึกษา 10.00 31.25 6.00 18.75 มัธยมศึกษา/ปวช. 17.00 53.13 18.00 56.25 ปริญญาตรี 4.00 12.50 6.00 18.75 สถานภาพ 18.145a .111 โสด 21.00 65.63 19.00 59.38 สมรส 5.00 15.63 3.00 9.38 หย่าร้าง 1.00 3.13 0 0.00 ม้าย 2.00 6.25 4.00 12.50 แยก 3.00 9.38 6.00 18.75 อาชีพ 18.507a .554 ไม่มีอาชีพ 6.00 18.75 14.00 43.75 รับจ้าง 7.00 21.88 5.00 15.63


36 ข้อมูลทั่วไป กลุ่มทดลอง (n=32 คน) กลุ่มควบคุม (n=32 คน) χ 2 P-value จำนวน ร้อยละ จำนวน (คน) ร้อยละ อาชีพ (ต่อ) เกษตรกรรม 12.00 37.50 0 0.00 รับราชการ 2.00 6.25 5.00 15.63 ค้าขาย 3.00 9.38 2.00 6.25 อื่นๆ 2.00 6.25 6.00 18.75 รายได้ประมาณ/ต่อเดือน 3.888a .143 5,000-10,000 บาท 23.00 71.88 25.00 78.13 10,001-20,000 บาท 6.00 18.75 7.00 21.88 20,000 บาทขึ้นไป 3.00 9.38 0 0.00 ปัจจุบันท่านอาศัยอยู่กับ 4.558a .135 บิดา/มารดา 23 69.70 20 60.61 สามี/ภรรยา 6 18.18 4 12.12 พี่/น้อง 9 27.27 7 21.21 บุตร 3 9.09 5 15.15 อื่น ๆ 2 6.06 4 12.12 จำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช 4.016a .404 2-3 ครั้ง 11.00 34.38 16.00 50.00 4-6 ครั้ง 8.00 25.00 11.00 34.38 ตั้งแต่ 6 ครั้งขึ้นไป 13.00 40.63 5.00 15.63 ระยะเวลาที่เจ็บป่วย/ปี 7..279a .608 1-5 ปี 7.00 21.88 13.00 40.63 6-10 ปี 8.00 25.00 8.00 25.00 11-15ปี 5.00 15.63 4.00 12.50 มากกว่า 15 ปี 12.00 37.50 7.00 21.88 ความคิดเห็นของท่านต่อการรับประทานยา (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) 3.748a .154 หยุดยาเพราะหายแล้ว 20 62.50 25 78.13 อับอายคนอื่น กลัวการถูก ล้อเลียน 1 3.13 9 28.13 ไม่สุขสบายจากผลข้างเคียง ของยา 17 53.13 19 59.38 กังวลว่ายาจะเป็นอันตราย ต่อร่างกาย 12 37.50 9 28.13 เบื่อที่ต้องรับประทานยา เป็นเวลานาน 15 46.88 19 59.38


37 ข้อมูลทั่วไป กลุ่มทดลอง (n=32 คน) กลุ่มควบคุม (n=32 คน) χ 2 P-value จำนวน ร้อยละ จำนวน (คน) ร้อยละ ความคิดเห็นของท่านต่อการรับประทานยา (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) (ต่อ) เป็นภาระคนในครอบครัวที่ ต้องจัดยาให้ 24 75.00 11 34.38 อื่น ๆ 5 15.63 4 12.50 รวม 32 100.00 32 100.00 ส่วนที่ 2 แบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ จากผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ระหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยา ตามเกณฑ์อยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 2.31 และกลุ่มควบคุม มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยา ตามเกณฑ์ อยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 2.24 ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 แสดงผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ระหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนการทดลอง พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา กลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม S.D S.D 1. ท่านลืมกินยา (ไม่ได้กินยาบางมื้อ) บ่อยแค่ไหน 1.88 1.21 1.97 1.23 2. ท่านเปลี่ยนขนาดยาตามความต้องการของตนเอง (คือ กินมากหรือน้อยกว่าที่ควรจะกิน) บ่อยแค่ไหน 2.69 1.57 2.69 1.53 3. ท่านหยุดกินยาเองบ่อยแค่ไหน 1.94 1.46 1.94 1.24 4. ท่านกินยาไม่ตรงเวลา (ก่อนหรือหลังกว่าเวลาที่กิน ประจำมากกว่า 1 ชม.) บ่อยแค่ไหน 1.66 1.00 2.31 1.38 5. ท่านกินยาไม่ครบทุกชนิดบ่อยแค่ไหน 2.38 1.66 2.19 1.38 6. ท่านกินยาไม่ครบทุกมื้อบ่อยแค่ไหน เช่น ลืมกิน หรือลืม นำยาไปที่ทำงานเพื่อกินระหว่างวัน หรือเดินทางไกลแล้ว ไม่ได้นำยาติดตัวไปด้วย 2.13 1.31 2.19 1.00 7. ท่านไม่ได้มาพบแพทย์ตามนัด (ขาดนัด หรือเลื่อนนัด แพทย์) บ่อยแค่ไหน 2.78 1.58 2.47 1.39 8. ท่านขาดยาและไม่ได้กินยา เนื่องจากไม่ได้มาพบแพทย์ ตามนัด บ่อยแค่ไหน 3.03 1.53 2.19 1.35 ค่าเฉลี่ย 2.31 0.96 2.24 0.75


38 จากผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ กลุ่มทดลอง หลังการ ทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน พบว่า หลังการทดลอง 1 เดือนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนน พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย 4.63 และระยะติดตามผล 2 เดือน มี ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์น้อยลง อยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ย 4.35 ดังตารางที่ 5 ตารางที่ 5 แสดงผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์กลุ่มทดลอง หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา หลังการทดลอง 1 เดือน ระยะติดตามผล 2 เดือน S.D S.D 1. ท่านลืมกินยา (ไม่ได้กินยาบางมื้อ) บ่อยแค่ไหน 4.88 0.55 4.13 0.87 2. ท่านเปลี่ยนขนาดยาตามความต้องการของตนเอง (คือ กินมากหรือน้อยกว่าที่ควรจะกิน) บ่อยแค่ไหน 4.31 0.82 4.16 0.72 3. ท่านหยุดกินยาเองบ่อยแค่ไหน 4.91 0.30 4.41 0.67 4. ท่านกินยาไม่ตรงเวลา (ก่อนหรือหลังกว่าเวลาที่กิน ประจำมากกว่า 1 ชม.) บ่อยแค่ไหน 4.34 0.65 3.97 0.65 5. ท่านกินยาไม่ครบทุกชนิดบ่อยแค่ไหน 4.75 0.51 4.47 0.57 6. ท่านกินยาไม่ครบทุกมื้อบ่อยแค่ไหน เช่น ลืมกิน หรือลืม นำยาไปที่ทำงานเพื่อกินระหว่างวัน หรือเดินทางไกลแล้ว ไม่ได้นำยาติดตัวไปด้วย 4.31 0.69 4.25 0.57 7. ท่านไม่ได้มาพบแพทย์ตามนัด (ขาดนัด หรือเลื่อนนัด แพทย์) บ่อยแค่ไหน 4.84 0.45 4.72 0.58 8. ท่านขาดยาและไม่ได้กินยา เนื่องจากไม่ได้มาพบแพทย์ ตามนัด บ่อยแค่ไหน 4.72 0.58 4.72 0.58 ค่าเฉลี่ย 4.63 0.22 4.35 0.35 จากผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ กลุ่มควบคุม หลังการ ทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน พบว่า หลังการทดลอง 1 เดือนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยคะแนน พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 2.44 และระยะติดตามผล 2 เดือน มี ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์น้อยลง อยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน ค่าเฉลี่ย 2.38 ดัง ตารางที่ 6


39 ตารางที่ 6 แสดงผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์กลุ่มควบคุม หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา หลังการทดลอง 1 เดือน ระยะติดตามผล 2 เดือน S.D S.D 1. ท่านลืมกินยา (ไม่ได้กินยาบางมื้อ) บ่อยแค่ไหน 2.25 1.19 2.19 1.23 2. ท่านเปลี่ยนขนาดยาตามความต้องการของตนเอง (คือ กินมากหรือน้อยกว่าที่ควรจะกิน) บ่อยแค่ไหน 2.47 1.08 2.50 1.14 3. ท่านหยุดกินยาเองบ่อยแค่ไหน 2.34 1.18 2.34 1.23 4. ท่านกินยาไม่ตรงเวลา (ก่อนหรือหลังกว่าเวลาที่กิน ประจำมากกว่า 1 ชม.) บ่อยแค่ไหน 2.47 1.19 2.41 1.27 5. ท่านกินยาไม่ครบทุกชนิดบ่อยแค่ไหน 2.34 1.10 2.56 1.11 6. ท่านกินยาไม่ครบทุกมื้อบ่อยแค่ไหน เช่น ลืมกิน หรือลืม นำยาไปที่ทำงานเพื่อกินระหว่างวัน หรือเดินทางไกลแล้ว ไม่ได้นำยาติดตัวไปด้วย 2.47 0.92 2.38 0.98 7. ท่านไม่ได้มาพบแพทย์ตามนัด (ขาดนัด หรือเลื่อนนัด แพทย์) บ่อยแค่ไหน 2.47 1.16 2.41 0.91 8. ท่านขาดยาและไม่ได้กินยา เนื่องจากไม่ได้มาพบแพทย์ ตามนัด บ่อยแค่ไหน 2.69 2.38 2.22 0.79 ค่าเฉลี่ย 2.44 0.94 2.38 0.86 จากผลการเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ของกลุ่ม ทดลอง ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน พบว่า ก่อนทดลอง กลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทไม่ดี(คะแนน ‹ 36) จำนวน 21 คน ( X = 2.31, S.D. = 0.96) หลังการทดลอง 1 เดือน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรับประทานยา ตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทดี(คะแนน ≥ 36) จำนวน 30 คน ( X = 4.63, S.D. = 0.22) และระยะติดตามผล 2 เดือน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทดี(คะแนน ≥ 36) จำนวน 29 คน ( X = 4.35, S.D. = 0.35) ดังตารางที่ 7


40 ตารางที่ 7 แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ของ กลุ่มทดลอง ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ของผู้ป่วยจิตเภท คะแนน จำนวน (คน) S.D. ก่อนการทดลอง ≥ 36 12 2.31 0.96 ‹ 36 21 หลังการทดลอง 1 เดือน ≥ 36 30 4.63 0.22 ‹ 36 2 ระยะติดตามผล 2 เดือน ≥ 36 29 4.35 0.35 ‹ 36 3 การทดสอบสมมติฐาน จากผลการวิเคราะห์คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับ โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตาม ผล 2 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลอง - พิสูจน์สมมติฐานที่ 1 หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมการรับประทานยาตาม เกณฑ์หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลอง H0: หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ไม่แตกต่างกัน H1: หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ สูงกว่าก่อน การทดลอง สรุปผลการทดสอบสมมติฐานที่ 1 โดยภาพรวมยอมรับ H1 หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยจิตเภทมี พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน สูงกว่าก่อน การทดลอง ดังตารางที่ 8 และ 9 ตารางที่8 การเปรียบเทียบพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการ เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ระหว่างกลุ่มทดลองในแต่ละช่วงเวลาด้วย การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) (n=32) ความแปรปรวนภายในกลุ่ม SS df MS F p ภายในกลุ่ม ช่วงเวลา 66.780 1 66.780 105.435 .000* ความคลาดเคลื่อน 19.635 31 .633 Greenhouse-Geisser *นัยสำคัญที่ระดับ .05 จากตารางที่ 8 พบว่า ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับ โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ในแต่ละช่วงเวลา มีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (F = 105.435, p< .05) จึงทำการทดสอบรายคู่ โดยวิธีBonferroni


41 ตารางที่ 9 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่ม ที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ก่อนทดลอง หลังการ ทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน (n=32) โดยวิธี Bonferroni พฤติกรรมการรับประทานยาตาม เกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท X SD ความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ย p (one-tailed) ก่อนทดลอง 2.31 0.96 2.043 <0.000* หลังการทดลอง 1 เดือน 4.63 0.22 ก่อนทดลอง 2.31 0.96 2.324 <0.000* ระยะติดตามผล 2 เดือน 4.35 0.35 หลังการทดลอง 1 เดือน 4.63 0.22 -2.324 <0.000* ระยะติดตามผล 2 เดือน 4.35 0.35 *p< .05 จากตารางที่ 9 พบว่า ผลการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ พบว่า มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกระยะ ส่วนผลการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ ระหว่างก่อน ทดลอง และ หลังการทดลอง 1 เดือน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ก่อนการ ทดลองใช้รูปแบบมีคะแนนเฉลี่ย 2.31 (ระดับน้อย) หลังหลังการทดลอง 1 เดือน มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.63 (ระดับดีมาก) ซึ่งคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.000) เมื่อ เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนทดลองกับระยะติดตามผล 2 เดือน พบว่า เพิ่มขึ้นเป็น 4.35 (ระดับดี) ซึ่งสูงกว่า ก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.000) และคะแนนเฉลี่ยระหว่างหลังการทดลอง 1 เดือนกับ ระยะ ติดตามผล 2 เดือน พบว่า คะแนนเฉลี่ยระยะติดตามผลสูงขึ้น ส่งผลให้มีความแตกต่างกับหลังทดลองใช้รูปแบบ ทันทีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>.000) จากผลการวิเคราะห์ข้างต้นแสดงว่าหลังการใช้รูปแบบฯ กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการรับประทานยา ตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ มากขึ้นกว่าก่อนใช้โปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ จากผลการวิเคราะห์คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับ โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ - พิสูจน์สมมติฐานที่ 2 หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้าง สมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับ การพยาบาลตามปกติ H0: หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการเสริมแรงจูงใจและกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ไม่ แตกต่างกัน H1: หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ


42 สรุปผลการทดสอบสมมติฐานที่ 2 โดยภาพรวมยอมรับ H1 หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทกลุ่ม ที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ มีพฤติกรรมการรับประทานยาตาม เกณฑ์ สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติดังตารางที่ 10 ตารางที่ 10 เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ระหว่างกลุ่มที่ ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจและกลุ่มที่ได้รับการ พยาบาลตามปกติในแต่ละช่วงเวลา ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) (n=32) SS df MS F Sig ระหว่างกลุ่ม 723.946 1 723.946 1886.313 .000* ภายในกลุ่ม 11.897 31 .384 ภาพรวม 735.843 32 Greenhouse-Geisser *นัยสำคัญที่ระดับ .05 จากตารางที่ 10 พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจและกลุ่มที่ได้รับการ พยาบาลตามปกติในแต่ละช่วงเวลา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (F = 1886.313)


Click to View FlipBook Version