The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัย

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท

43 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อ พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามกระบวนการวิจัย เพื่อนำมาใช้อธิบายรายละเอียดของกระบวนการดำเนินงานวิจัย ตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์งานวิจัย การตั้ง กรอบแนวคิดของงานวิจัยการเก็บข้อมูลงานวิจัย และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บข้อมูล สำหรับในบทนี้ ผู้วิจัยขอนำเสนอการสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ตามลำดับดังนี้ สรุปผลการวิจัย จากวิจัยเรื่อง ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรม การรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ครั้งนี้ ผู้วิจัยสรุปผลการวิจัยได้ ดังนี้ ด้านข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย พบว่า กลุ่มทดลองส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 59.38 มีอายุระหว่าง 31-40 ปีและ 41-50 ปีเท่ากันจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 34.38 ตามลำดับ มี ระดับการศึกษา มัธยมศึกษา/ปวช. จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 53.13 ส่วนใหญ่มีสภาพสมรส โสด จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 65.63 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 รายได้ ประมาณ/ต่อเดือน 5,000-10,000 บาท จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 71.88ปัจจุบันท่านอาศัยอยู่กับ พี่/น้อง จำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 84.38 รองลงมา คือ อาศัยอยู่กับบิดา/มารดา จำนวน 23 คน คิดเป็น ร้อยละ 69.70 จำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช 6 ครั้งขึ้นไป จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 40.63 ระยะเวลาที่เจ็บป่วย มากกว่า 15 ปีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 และส่วนใหญ่มีความคิดเห็น ของท่านต่อการรับประทานยา คือ เป็นภาระคนในครอบครัวที่ต้องจัดยาให้จำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 75.50 รองลงมาคือ หยุดยาเพราะหายแล้ว จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 62.50 และ ไม่สุขสบายจาก ผลข้างเคียงของยา จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 53.13ตามลำดับ ในส่วนของกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศชาย จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 56.25 มีอายุระหว่าง 41-50 ปีจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 มีการศึกษาระดับ มัธยมศึกษา/ปวช. จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 56.25 สถานภาพ โสด จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 59.38 ส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพ จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 43.75 มีรายได้ ประมาณ/เดือน 5,000-10,000 บาท จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 78.13 ปัจจุบันอาศัยอยู่กับบิดา/มารดา จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 60.61 ส่วนใหญ่มีจำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช 2-3 ครั้ง จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 มีระยะเวลาที่เจ็บป่วย 1-5 ปี จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 40.63 และส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อการรับประทานยา คือ หยุดยาเพราะหายแล้ว จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 78.13 รองลงมา คือ ไม่สุขสบายจากผลข้างเคียงของยา และเบื่อที่ต้องรับประทานยาเป็นเวลานาน จำนวน 19 คนเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 59.38 ตามลำดับ และเป็นภาระคนในครอบครัวที่ต้องจัดยาให้จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 34.38 ตามลำดับ


44 จากผลการความสัมพันธ์ของข้อมูลทั่วไประหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมที่มีเพศต่างกัน มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ส่วนข้อมูลทั่วไปด้านอื่น ๆ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนการ ทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์อยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 2.31 และกลุ่มควบคุม มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ อยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 2.24 จากผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ กลุ่ม ทดลอง หลังการ ทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน พบว่า หลังการทดลอง 1 เดือนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนน พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย 4.63 และระยะติดตามผล 2 เดือน มี ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์น้อยลง อยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ย 4.35 จากผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ กลุ่มควบคุม หลังการ ทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน พบว่า หลังการทดลอง 1 เดือนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยคะแนน พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 2.44 และระยะติดตามผล 2 เดือน มี ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์น้อยลง อยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน ค่าเฉลี่ย 2.38 จากผลการเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ของกลุ่ม ทดลอง ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน พบว่า ก่อนทดลอง กลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทไม่ดี(คะแนน ‹ 36) จำนวน 21 คน ( X = 2.31, S.D. = 0.96) หลังการทดลอง 1 เดือน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรับประทานยา ตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทดี(คะแนน ≥ 36) จำนวน 30 คน ( X = 4.63, S.D. = 0.22) และระยะติดตามผล 2 เดือน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทดี(คะแนน ≥ 36) จำนวน 29 คน ( X = 4.35, S.D. = 0.35) การทดสอบสมมติฐาน 1) คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการ เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลอง - พิสูจน์สมมติฐานที่ 1 หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมการรับประทานยาตาม เกณฑ์หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลอง H0: หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ไม่แตกต่างกัน H1: หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ สูงกว่าก่อน การทดลอง สรุปผลการทดสอบสมมติฐานที่ 1 โดยภาพรวมยอมรับ H1 หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยจิตเภทมี พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน สูงกว่าก่อน การทดลอง กล่าวคือ ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรม


45 การเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ในแต่ละช่วงเวลา มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (F = 105.435, p< .05) จึงทำการทดสอบรายคู่ โดยวิธีBonferroni จากผลการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ทุกระยะ ส่วนผลการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ ระหว่างก่อนทดลอง และ หลังการทดลอง 1 เดือน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ก่อนการทดลองใช้รูปแบบมีคะแนนเฉลี่ย 2.31 (ระดับน้อย) หลังหลังการทดลอง 1 เดือน มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.63 (ระดับดีมาก) ซึ่งคะแนน เฉลี่ยสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.000) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อน ทดลองกับระยะติดตามผล 2 เดือน พบว่า เพิ่มขึ้นเป็น 4.35 (ระดับดี) ซึ่งสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p<.000) และคะแนนเฉลี่ยระหว่างหลังการทดลอง 1 เดือนกับ ระยะติดตามผล 2 เดือน พบว่า คะแนน เฉลี่ยระยะติดตามผลสูงขึ้น ส่งผลให้มีความแตกต่างกับหลังทดลองใช้รูปแบบทันทีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>.000) จากผลการวิเคราะห์ข้างต้นแสดงว่าหลังการใช้รูปแบบฯ กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการรับประทานยา ตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ มากขึ้นกว่าก่อนใช้โปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2) คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการ เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ - พิสูจน์สมมติฐานที่ 2 หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้าง สมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับ การพยาบาลตามปกติ H0: หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการเสริมแรงจูงใจและกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ไม่ แตกต่างกัน H1: หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ สรุปผลการทดสอบสมมติฐานที่ 2 โดยภาพรวมยอมรับ H1 หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทกลุ่ม ที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ มีพฤติกรรมการรับประทานยาตาม เกณฑ์ สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติกล่าวคือ ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตาม เกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริม แรงจูงใจและกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในแต่ละช่วงเวลา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (F = 1886.313)


46 อภิปรายผล จากการศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อ พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ครั้งนี้ผู้วิจัยสามารถอภิปรายผลตามประเด็นวัตถ ประสงค์ได้ดังนี้ จากผลการเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 1 เดือน และระยะติดตามผล 2 เดือน พบว่า คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ของกลุ่มทดลอง พบว่า หลังการทดลอง 1 เดือนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ อยู่ใน ระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย 4.63 และระยะติดตามผล 2 เดือน มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตาม เกณฑ์น้อยลง อยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ย 4.35 โดยค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิต เภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ในแต่ละช่วงเวลา มีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ที่เป็นเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโปรแกรมการ เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิต เภท โดยผู้ป่วยจิตเภทที่เข้าร่วมโปรแกรมได้รับการเสริมสร้างความรู้ที่เป็นประโยชน์สามารถรับรู้ถึงประโยชน์ และความรุนแรงของโรค มีความเชื่อมั่นในใจตนเอง และเห็นความสำคัญของการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ยุพาพรรณ์ มาหา (2561) ศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมการดูแลแบบองค์รวม ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้ป่วยจิตเภท ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ในระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้น และ ระยะติดตามผล 1 เดือน สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ < .001 โดยกลุ่มทดลองมี คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันที และ ระยะติดตามผล 1 เดือน สูงกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ < .001 และ สอดคล้องกับการวิจัยของ สุมิศา กุมลา (2563) ศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการ รับประทานยาในผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยจิตเวช โรงพยาบาล มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผลการศึกษาพบว่า 1) หลังสิ้นสุดโปรแกรมฯ 2 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมความร่วมมือในการรับประทานยาแตกต่างจากก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = - 20.89; p = .000) และเป็นไปในทิศทางเดียวกับการศึกษาของ ทิพย์นภา จันทร์สว่าง (2561) ศึกษาเรื่อง ผล ของโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนต่อพฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ ของผู้ป่วยจิตเภท ผลการศึกษาพบว่า คะแนนพฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ป่วยจิตเภทหลังได้รับโปรแกรม การส่งเสริม การรับรู้สมรรถนะแห่งตนร่วมกับการนวดกดจุด สะท้อนแตกต่างจากก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการ รับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท และผลการวิจัยข้างต้นย่อมแสดงให้เห็นถึงจุดเด่นของโปรแกรมที่ ผู้วิจัยมุ่งหวังให้สามารถส่งผลดีต่อผู้ป่วยจิตเภทเพื่อการรับรู้สมรรถนะของตนเอง การเสริมสร้างแรงจูงใจ ทั้ง ด้านการการสนับสนุนทางสังคม ทางด้านร่างกาย จิตใจ เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความตระหนักรู้การเจ็บป่วย ความ รุนแรง เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ไม่เหมาะสม สามารถยอมรับกับอาการของตนเอง


47 เห็นความสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษาดีขึ้น นอกจากนี้การเข้า ร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตาม เกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ในครั้งนี้ ยังช่วยให้ผู้ป่วยจิตเภทได้มีการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพยาบาลกับ ผู้ป่วยจิตเภท ส่งผลให้ผู้ป่วยจิตเภทกล้าการแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดที่เป็นอยู่ ได้รับการดูแลอย่างให้ เกียรติจากพยาบาล เกิดการเห็นคุณค่าในตนเอง ได้รับการเอาใจใส่ พูดคุยแสดงความรู้สึกห่วงใยและรับฟัง ความรู้สึกของกันและกัน เนื่องจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมผู้วิจัยได้สร้างสัมพันธภาพที่ดี แนะนำประโยชน์ วัตถุประสงค์ ขั้นตอนและระยะเวลาในการเข้าร่วมโปรแกรม และสิ่งที่ผู้ป่วยจิตเภทจะได้รับหลังเสร็จสิ้นการ เข้าร่วมโปรแกรม นอกจากนี้ การจัดทำโปรแกรมครั้งนี้ ยังได้นำทฤษฎีเสริมแรงจูงใจในการป้องกันโรค (protection motivation theory) ของโรเจอร์ (Roger, 1983) เกี่ยวกับการใช้สื่อกระตุ้น การใช้ตัวแบบ ประสบการณ์ ให้ รับรู้ความรุนแรง ความเสี่ยง เพื่อให้เกิดความความคาดหวังและการรับรู้ความสามารถของตนเอง ผลลัพธ์เป็น พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ มาประยุกต์เพื่อออกแบบโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 6 กิจกรรม ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1) การรับรู้ความรุนแรงของโรคจิตเภท ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 ฉันคือใครและกิจกรรมที่ 2 เส้นทางที่น่ากลัว ขั้นตอนที่ 2) การรับรู้ความเสี่ยงต่อการกำเริบซ้ำ ประกอบด้วย 1 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมฉันเสี่ยงแค่ไหน ขั้นตอนที่ 3) ความคาดหวังในประสิทธิผลของการปฏิบัติตนเพื่อ ป้องกันโรค ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่1 ป้องกันอย่างไรและกิจกรรมที่ 2 สู้ไหวไหม ขั้นตอนที่ 4) ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง ประกอบด้วย 1 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรม มั่นใจ..ฉันทำได้จาก กระบวนการจัดกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งจากการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว พยาบาลวิชาชีพ และผู้ป่วยจิตเภท ได้ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลตนเอง การทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยจิตเภท และวิธีการดูแลตนเอง ของผู้ป่วยจิตเภทที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อป้องกันอาการกำเริบ และการกลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยจิตเภทได้ระบาย ความรู้สึกเมื่อรู้ว่าตนเจ็บป่วยทางจิต และการดูแลขอบครอบครัว ช่วยให้ผู้ป่วยจิตเภทสามารถลดความเครียด ได้ร่วมกันหาทางออกและวิธีการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง เกิดทักษะและเห็นความสำคัญในการดูแลตนเองเพื่อให้มี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเห็นความสำคัญในการดูแลตนเองให้รับประทานยา ไม่ลืมกินยา และการปฏิบัติตาม แผนการรักษาต่อเนื่องช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความรู้ความเข้าใจในโรคจิตเภท และมีคุณภาพชีวิตโดย ภาพรวมดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ได้ว่าโปรแกรมในครั้งนี้ส่งผลดีต่อผู้ป่วยจิตเภทและหน่วยงานที่ จะนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทให้เห็นความสำคัญในการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษาอย่างต่อเนื่อง จากผลการเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาล ตามปกติพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กล่าวคือ ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ระหว่างกลุ่มที่ได้รับ โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจและกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ใน แต่ละช่วงเวลา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วม โปรแกรมได้รับสื่อการสอนและการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทันสมัย น่าสนใจและเข้าถึงได้ง่าย ส่งผลให้กลุ่ม ตัวอย่างสามารถนำไปยึดถือปฏิบัติเพื่อดูแลและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง สามารถรับรู้ความสามารถ


48 ของตนเองในการดำรงชีวิต เห็นคุณค่าของตนเอง ครอบครัว และสังคม มีพฤติกรรมการรับประทานยาที่ ถูกต้องตามเกณฑ์ ตลอดจนสามารถปรับพฤติกรรมของตนเองได้อย่างเหมาะสมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และ ความเครียดได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการ พยาบาลที่มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและเป็นแนวปฏิบัติสำคัญให้พยาบาลนำไปใช้ในการดูแล ผู้ป่วยได้อย่างมีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ พนิตนันท์ พรหมดำ และนิตยา สุขชัยสงค์ (2564) ศึกษาเรื่อง ประสิทธิผลของโปรแกรมการประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกัน โรคร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมรับประทานยาในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง และระยะติดตามผล กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการ รับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความสามารถตนเอง การรับรู้ประสิทธิผลของผลลัพธ์ พฤติกรรมการรับประทานยา และแรงสนับสนุนทางสังคมสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < .05) และสอดคล้องกับการศึกษาของ จุฬาลักษณ์ ธรรมปัติ (2565) ศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการใช้ยาของ ผู้ป่วยจิตเภทในโรงพยาบาล ผลการวิจัยพบว่า ในระยะหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมความร่วมมือ ในการใช้ยาสูงกว่ากลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมความร่วมมือในการใช้ยา ในหลังการทดลอง สูงขึ้น กว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และเป็นไปในทิศทางเดียวกับการศึกษาของ นิตยา เศรษฐจันทร, อรทัย สงวนพรรค, สำราญ อยู่หมื่นไวย, และวาสนา จินากลึง (2559) ศึกษาเรื่อง การพัฒนา โปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในผู้ป่วยจิตเภท ผลการศึกษาพบว่า หลังการเข้า ร่วมโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้พฤติกรรมการปฏิบัติ ตัวสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ระยะหลังสิ้นสุดการ ทดลอง ผู้ป่วยกลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรม ฯ มีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้พฤติกรรมการปฏิบัติตัวสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการ ดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยข้างต้น สามารถแสดงให้เห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านความแตกต่างของพฤติกรรม การรับประทานยาระหว่างผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริม แรงจูงใจ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติโดยกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภทสูงกว่า กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ เนื่องจากกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการ เสริมแรงจูงใจ ได้รับการสนับสนุนทั้งด้านพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรับรู้ความรุนแรงของโรค และการจัดการความเครียด โดยมีการติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นระยะส่งผลให้กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการ เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ ได้รับการกระตุ้นเตือน เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตนเองอย่างต่อเนื่อง และตระหนักถึงความสำคัญในการรับประทานยา สามารถเผชิญและจัดการความเครียด ของตนเองได้อย่างเหมาะสม ได้ร่วมพูดคุยกับผู้ป่วยถึงการเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ แลกเปลี่ยนความรู้สึกความ คิดเห็น ความไม่สุขสบายจากการใช้ยา ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยจิตเภทได้รับรู้สมรรถนะแห่งตนและรับรู้ถึงศักยภาพ ของตนเองทำให้เกิดการตระหนักรู้ในการเจ็บป่วยทางจิต และความสามารถในการดูแล รวมถึงได้รับการ สนับสนุนและคำปรึกษาจากพยาบาลและแพทย์อย่างต่อเนื่อง สามารถผ่อนคลายความเครียดจากการเจ็บป่วย มีกินยาตามเวลา ตลอดจนรไม่ลดหรือเพิ่มขนาดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าโปรแกรมการ


49 เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิต เภท สามารถช่วยให้ผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมความร่วมมือในการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาที่ดีขึ้น ข้อเสนอแนะ 1) ข้อเสนอแนะที่ได้จากงานวิจัย 1.1 จากผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ดังนั้นหน่วยงานควร ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการนำโปรแกรมดังกล่าว ไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทเพื่อให้มีพฤติกรรมการ รับประทานยาที่เหมาะสมตามเกณฑ์ อันจะส่งผลให้ผู้ป่วยจิตเภทมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสะท้อนให้เห็น ผลลัพธ์ของคุณภาพการให้บริการทางการพยาบาลได้อย่างประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน 1.2 จากข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ สามารถนำไปปรับปรุงและพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้พยาบาล นำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีมาตรฐานและทิศทางเดียวกัน และควรมีการกำกับ ติดตามและประเมินผล การใช้โปรแกรมอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก 6 เดือน เพื่อปรับปรุงให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบท ของโรงพยาบาล รวมทั้งยังสามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดในการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลของหน่วยงานต่อไป 2) ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 หากมีการศึกษาในครั้งต่อไป ควรพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยจิตเภทต่อ พฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เพื่อเสริมสร้างความรู้และพัฒนาศักยภาพแก่พยาบาลใน การดูแลผู้ป่วยจิตเภท ให้สามารถถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยจิตเภทในการ ดูแลตนเองเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ 2.2 ควรมีการพัฒนาเป็นแนวทางในการเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถแห่งตนและพฤติกรรม การรับประทานยาตามเกณฑ์ในกลุ่มผู้ป่วยจิตเภทที่กลับมาเป็นซ้ำ ตลอดจนการขยายผลการติดตามในระยะ 6 เดือน – 1 ปี เพื่อให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ 2.3 จากผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นความกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมมีคะแนนพฤติกรรม การรับประทานยาตามเกณฑ์หลังทดลอง และระยะติดตาม 1 เดือนสูงขึ้นแต่เมื่อติดตามในระยะ 2 เดือนกลับ พบว่า คะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาลดลง ดังนั้นหากมีการศึกษาในครั้งต่อไปควรมีการศึกษาโปรแกรม การสนับสนุนของครอบครัวต่อพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท เพื่อเป็นแรงสนับสนุน และส่งเสริมให้ผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมการรับประทานยาที่ถูกต้องและเหมาะสมตามเกณฑ์การรักษา รวมทั้ง ยังสามารถนำข้อมูลจากการวิจัยมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย อันจะส่งผลให้สามารถดูแล ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


50 บรรณานุกรม กนิษธิดา ธรรมดา. (2553). การวิเคราะห์ สถานการณ์การส่งเสริมความร่วมมือใน การรักษาด้วยยาของผู้ป่วย โรคจิตเภท โรงพยาบาลสวนปรุงจังหวัดเชียงใหม่. รายงานการศึกษาอิสระปริญญาพยาบาล ศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาล จิตเวชและสุขภาพจิต, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กาญจนา จันทร์ไทย, ธีรพร สถิรอังกูร, ประหยัด ประภาพรหม และราณี พรมานะจิรังกุล.(2556). มาตรฐาน การพยาบาลจิตเวช และสุขภาพจิต. เชียงใหม่: โรงพิมพ์เชียงใหม่. จรณิต แก้วกังวาล และ ประตาป สิงหศิวานนท์. (2554). ขนาดกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยทางคลินิก. ใน พรรณี ปิติสุทธิธรรม และ ชยันต์ พิเชียรสุนทร (บรรณาธิการ). ตำราการวิจัยทางคลินิก (pp. 107-143). กรุงเทพมหานคร: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. จุฬาลักษณ์ ธรรมปัติ. (2565). ผลของโปรแกรมการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความ ร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเภทในโรงพยาบาล. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย. 2566;5(1):33-45. จันทร์เพ็ญ สันตวาจา. (2556). แนวคิดพื้นฐาน ทฤษฎีและกระบวนการพยาบาล (พิมพ์ครั้งที่ 8). นนทบุรี: โครงการสวัสดิการวิชาการ สถาบันพระบรมราชชนก. ทิพย์นภา จันทร์สว่าง. (2561). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนร่วมกับการนวดกดจุด สะท้อนต่อพฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ป่วยจิตเภท. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต; 34(1) : 118-133. นภาพร เหลืองมงคลขัย และอรพรรณ ลือบุญธวัชชัย. (2554). ผลของกลุมสงเสริมการรับรูสมรรถนะแหงต นต่อพฤติกรรมการใชยาตามเกณฑรักษาและความตั้งใจมาตรวจตามนัดของผูปวยจิตเภท. วารสาร การพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต, 25(3), 69-81. นันทลักษณ สถาพรนานนท. (2555). ความไมรวมมือในการใชยา. วารสารไทยไภษัชยนิพนธ, 7 : 1-14. นิตยา เศรษฐจันทร, อรทยั สงวนพรรค, สำราญ อยูหมื่นไวย, และวาสนา จินากลึง. (2559). การพัฒนา โปรแกรมการรับรูสมรรถนะแหงตนตอพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในผูปวยจิตเภท.วารสารการพยาบาล จิตเวชและสุขภาพจิต, 30(1), 1-16. พิเชฐ อุดมรัตน์. (2552). หลักทั่วไปในการรักษา. ใน พิเชษฐ์ อุดมรัตน์ และสรยุทธ วาสิกนานนท์, บก. ตำรา โรคจิตเภท. สงขลา: ชานเมืองการพิมพ์. พนิตนันท พรหมดำ และนิตยา สุขชัยสงค. (2564). ไดศึกษาเรื่องประสิทธิผลของโปรแกรมการประยุกตทฤษฎี แรงจูงใจในการปองกันโรครวมกับแรงสนับสนุนทางสังคมตอพฤติกรรมรับประทานยาในผูสูงอายุโรค ความดันโลหิตสูง กรุงเทพมหานคร. Thai Journal of Cardio-Thoracic Nursing, 32(2), 131-145. มาโนช หล่อตระกูล และ ปราโมทย์ สุคนิชย์ บรรณาธิการ.(2555).จิตเวชศาสตร์รามาธิบดี.พิมพ์ครั้งที่3 (เรียบ เรียงใหม่).กรุงเทพมหานคร.ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.


51 ยุพาพรรณ์ มาหา. (2561). ผลของโปรแกรมการดูแลแบบองค์รวมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและความรู้สึกมี คุณค่าในตนเองของผู้ป่วยจิตเภท. หลกัสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาล สุขภาพจิตและจิตเวช คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. https://buuir.buu.ac.th/ xmlui/ handle/1234567890/7346. รัตติยาพร เบ็ญเจ๊ะมะ และ รัชนีกร อุปเสน. (2563). ปัจจัยทำนายอาการสงบของผู้ป่วยจิตเภทโรงพยาบาลศรี ธัญญา. พยาบาลสาร; 47(4) : 66-75. รัชนี อุทัยพันธ และเพ็ญนภา แดงดอมยุทธ. (2556). ผลของการสัมภาษณเพื่อเสรมิ สรางแรงจูงใจแบบกลุมต อความรวมมือในการรกั ษาดวยยาของผูปวยจิตเภทในชุมชน. วารสารการพยาบาลจิตเวชและ สุขภาพจิต, 27(1), 136-148. รษิกา อัครกรณกุล และสงวน ลือเกียรติบัณฑิต. (2566). การทดสอบความตรงและความเที่ยงของแบบวัด ความรวมมือในการใชยาสำหรับคนไทยในผูปวยจิตเภท. วารสารเภสชั กรรมไทย, 15 (1), 238-253 โรงพยาบาลสวนสราญรมย. (2565). สถิติผูปวยโรงพยาบาลสวนสราญรมย. ศูนยสารสนเทศ โรงพยาบาลสวน สราญรมย. สุมิศา กุมลา. (2563). ผลของโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ป่วยจิตเภท กลุ่ม ตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยจิตเวช โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต; 34(2) : 132-152. สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต.(2553).ทฤษฎีและเทคนิคการปรับพฤติกรรม.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์. สมภพ เรืองตระกูล. (2553). จิตเวซศาสตรพื้นฐานและโรคทางจิตเวช (พิมพคร้งั ที่ 2). กรุงเทพมหานคร: เรือนแก้ว การพิมพ. สำนักบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต. (2557). คูมือผูเขารับการอบรมหลักสูตรการเขาถึง บริการและดูแลผูปวยโรคจิตสำหรับพยาบาล. ชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จำกัด. เสาวลักษณ์ สุวรรณไมตรี, อนงค์นุช ศาโศรก, ธนเนตร ฉันทลักษณ์วงศ์, ชุรีภรณ์ เสียงล้ำ, วีร์ เมฆวิลัย, บรรณาธิการ. (2560). คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทสำหรับโรงพยาบาลในเขตสุขภาพ(ฉบับ พยาบาล/นักวิชาการสาธารณสุข).พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: วิคทอเรียอิมเมจ. Acosta, F. J., Hernández, J. L., Pereira, J., Herrera, J., & Rodríguez, C. J. (2 0 1 2 ). Medication adherence in schizophrenia. World Journal Psychiatry, 2(5), 74-82. Bandura, A. (1 9 8 6 ). Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall. Bandura, A. (1 9 9 7 ). Self-efficacy: The exercise of control. New York: W.H. Freeman and Company. Barkhof, E., Meijer, C.J., de Sonneville, L.M.J., Linszen, D.H., & de Haan, L. (2 0 1 2 ) . Interventions to improve adherence to antipsychotic medication in patients with schizophrenia: A review of the past decade. European Psychiatry, 27, 9-18.


52 Best, John W. (1986). Research in Education. 5th ed. New Jersey : Prentice Hall, Inc. Castberg, AA Westin, O Spigset. (2 0 0 9 ). Does level of care, sex, age, or choice of drug influence adherence to treatment with antipsychotics?. Journal of clinical psychopharmacology 29 (5), 415-420. Cañas F, Alptekin K, Azorin JM, Dubois V, Emsley R, García AG, Gorwood P, Haddad PM, Naber D, Olivares JM, Papageorgiou G, Roca M. (2013). Improving treatment adherence in your patients with schizophrenia: the STAY initiative. Clin Drug Investig 33:97–107. [PubMed] [Google Scholar] Cheng, S. C. & Schepp, K. G. (2016). Early Intervention in Schizophrenia: A Literature Review. Archives of Psychiatric Nursing. 30(6), 774-781. Dangdomyouth, P., Stern, P. N., Oumtanee, A., & Yunibhand, J. (2008). Tactful monitoring: how Thai caregivers manage their relative with schizophrenia at home. Issue in Mental Health Nursing, 29(1), 37-50. Deci, E. L. & Ryan, R. M. (1991). A motivational approach to self: Integration in personality. In R. A. Dienstbier (Ed.), Nebraska Symposium on Motivation, 1 9 9 0 : Perspectives on motivation (pp. 237–288). University of Nebraska Press. Elizabeth Unni & Sun Bae. (2022). Exploring a New Theoretical Model to Explain the Behavior of Medication Adherence. Pharmacy 2022, 1 0, 4 3 . https://doi.org/ 1 0 .3 3 9 0 / pharmacy1 0020043. Farragher, B. (1 9 9 9 ). Treatment compliance in the mental health service. Iris Medication Journal, 92(6), 392-394. Higashi, K., Medic, G., Littlewood, K. J., Diez, T., Granstrom, O., & Hert, M. D. (2013). Medication adherence in schizophrenia: factors influencing adherence and consequences of nonadherence: A systematic literature review. Therapeutic Advances in Psychopharmacology, 3(4), 200-218 Holmes, E. A., Hughes, D., & Morrison, V.L. (2014). Predicting Adherence to Medications sing Health Psychology Theories: A Systematic Review of 20 Years of Empirical Research. Value Health, 17(8), 863–876. [CrossRef] [PubMed] Lawrence, L. & McLeroy, K. R. (1986). Self-Efficacy and health education. Journal of School. Health, 56(8), 317-321. Lo C. K. M., Yu L., Cho Y. W., Chan K. L. (2021). A qualitative study of practitioners’ views on family involvement in treatment process of adolescent internet addiction. Int. J. Environ. Res. Public Health 18:86. Luthans, F., Youssef, C. M., & Avolio, B. J. (2 0 0 7 ). Psychological capital: Developing the human competitive edge. Oxford University Press.


53 Phanthunane, Vos, Whiteford,&Bertram (2 0 1 0 ) . Health outcomes of schizophrenia in Thailand: Health care provider and patient perspectives. December 2010 , DOI:10.1016/j.ajp.2010.09.004. PIJNENBORG R, VERCRUYSSE L, and HANSSENS M (2009). The uterine spiral arteries in human pregnancy: facts and controversies. Placenta 27: 939-958 Rafiyah, S.I. (2 0 1 1 ) Sutharangsee. Review: Burden on Family Caregivers Caring for Patients with Schizophrenia and Its Related Factors. Nurse Media Journal of Nursing, 29-41. Ross, H. (1992) Foreign Language Education as a Barometer of Modernization. In: Hayhoe, R., Ed., Education and Modernization: The Chinese Experience, Pergamon, Oxford, 239- 254. Rogers, R. W. (1 9 8 3 ). Cognitive and physiological processes in fear appeals and attitude change: A revised theory of protection motivation. In Cacioppo & R. Petty (Eds.), Social psychophysiology. New York : Guilford Press. Sadock, B. J., Sadock, V. A., & Ruiz, P. (2017). Comprehensive textbook of psychiatry (Vol. 9). Philadelphia: lippincott Williams & wilkins. Schunk, D. H. & Carbonari, J. P. (1984). Self-efficacy models, In J.D. Matarazzo (Ed.), Behavioral health a handbook of health enhancement and disease prevention (pp.230 – 247). New York: A Wiley InterScience. Unni, E. & Bae, S. (2 0 2 2 ). Exploring a New Theoretical Model to Explain the Behavior of Medication Adherence. Pharmacy, 1 0 (2 ), 4 3; https://doi.org/1 0 .3 3 9 0 / pharmacy 10020043. Velligan, D. I., Wang, M., Diamond, P., Glahn, D. C., Castillo, D., Bendle, S., ... & Miller, A. L. (2009). Relationships among subjective and objective measures of adherence to oral antipsychotic medications. Psychiatric Services, 58(9), 1187-1192. Ziegler EFFINGHAM Ethel F. Ziegler, 87, Effingham, died Wednesday (1992). Arrangements incomplete: Bauer Funeral Home, Effingham.


54 ภาคผนวก


55 ภาคผนวก ก โปรแกรม การเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจ


56 โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการรับประทานยา ตามเกณฑ์ของผู้ป่วยจิตเภท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 6 กิจกรรม ขั้นตอนที่ 1 การรับรู้ความรุนแรงของโรคจิตเภท กิจกรรมที่ 1 ฉันคือใคร กิจกรรมที่ 2 เส้นทางที่น่ากลัว ขั้นตอนที่ 2 การรับรู้ความเสี่ยงต่อการกำเริบซ้ำ กิจกรรมที่ 3 ฉันเสี่ยงแค่ไหน ขั้นตอนที่ 3 ความคาดหวังในผลของการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรค กิจกรรมที่ 4 ป้องกันอย่างไร กิจกรรมที่ 5 สู้ไหวไหม ขั้นตอนที่ 4 ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง กิจกรรมที่ 6 มั่นใจ..ฉันทำได้ กิจกรรม วัตถุประสงค์ การดำเนินการ 1. ฉันคือใคร 1.เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้นำ กลุ่มกับผู้ป่วยจิตเภท 2.เพื่อเสริมสร้างให้ผู้ป่วยจิตเภทมี ความเชื่อมั่นในความสามารถของ ตนเอง 3. เพื่อปฐมนิเทศการร่วมกิจกรรมตาม โปรแกรม ฯ 1.สร้างสัมพันธภาพ 2.เสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนผ่าน กิจกรรมแนะนำตัว 3.ชี้แจงกิจกรรม ระยะเวลา กฎ กติกา ของการเข้าร่วมโปรแกรม และ บทบาทสมาชิกกลุ่ม 2 เส้นทางที่น่ากลัว -เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้ถึงความ รุนแรงของโรคจิตเภท 1.นำเสนอสื่อกระตุ้นให้เกิดความกลัว ความรุนแรงของโรคจิตเภท 2.แลกเปลี่ยนประสบการณ์ภายใน กลุ่ม 3. ฉันเสี่ยงแค่ไหน -เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้ความเสี่ยงต่อ การเกิดภัยร้ายที่น่ากลัวจากโรคจิตเภท 1.นำเสนอตัวแบบด้านลบที่มีอาการ โรคจิตเภทกำเริบซ้ำ 2.ให้เปรียบเทียบความเสี่ยงและทำ สัญลักษณ์ลงบนเส้นความเสี่ยง


57 กิจกรรม วัตถุประสงค์ การดำเนินการ 4.ป้องกันอย่างไร -เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้ถึงวิธีการ ป้องกันตนเองจากความรุนแรงของโรค จิตเภท 1.แลกเปลี่ยนประสบการณ์ประโยชน์ จากการรับประทานยาตามเกณฑ์ 2.การป้องกันตนเองจากความรุนแรง ของโรคจิตเภทด้วยการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการรับประทานตามเกณฑ์ ให้ดีขึ้น 5. สู้ไหวไหม -เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทบอกเป้า หมาย ระบุความคาดหวังจากการรับประทาน ยาตามเกณฑ์ 1.เรียนรู้ประสบการณ์ความสำเร็จใน อดีต 2.กำหนดเป้าหมาย ความคาดหวังใน ผลที่เกิดขึ้นจากการรับประทานยา ตามเกณฑ์ 6. มั่นใจ..ฉันทำได้ -เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทเชื่อมั่นใน ความสามารถของตนเองและปฏิบัติ ตามคำแนะนำรับประทานยาได้ตาม เกณฑ์. 1.นำเสนอตัวแบบด้านบวกที่มี พฤติกรรมการรับประทานยาตาม เกณฑ์และเกิดผลดี 2. ฝึกจัดยาและบันทึกการ รับประทานยา 3. การแก้ไขปัญหาอุปสรรคเพื่อมุ่ง ความสำเร็จ


58 กิจกรรมที่ 1 ฉันคือใคร สาระสำคัญ การเสริมสร้างให้ผู้ป่วยจิตเภทเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองผ่านกิจกรรมแนะนำตัวภายใต้ สัมพันธภาพที่ดีและความไว้วางใจ ลดความวิตกกังวล ผ่อนคลาย นำไปสู่ความร่วมมือในการทำกิจกรรมตาม โปรแกรม วัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้นำกลุ่มและผู้ป่วยจิตเภท 2.เพื่อเสริมสร้างให้ผู้ป่วยจิตเภทมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง 3.เพื่อปฐมนิเทศการร่วมกิจกรรมตามโปรแกรม ฯ ระยะเวลา 45-60 นาที สื่ออุปกรณ์ 1. ลูกบอล 2. เครื่องเสียง 3. สิ่งของ รางวัล 4. กิจกรรมโปรแกรม ฯ การประเมินผล สังเกตจากความสนใจ การมีส่วนร่วมในกิจกรรม


59 การดำเนินกิจกรรม การดำเนินกิจกรรม สื่อ อุปกรณ์ เวลา ขั้นนำ 1. ผู้นำกลุ่มจัดให้สมาชิกนั่งเป็นรูปวงกลม แนะนำตัว สร้าง สัมพันธภาพ ทบทวนวัน เดือน ปี กฎ กติกา และบทบาทของ สมาชิก 2. ผู้นำกลุ่มชี้แจงลักษณะกิจกรรมและให้สมาชิกฝึกการหายใจ เข้าออกเพื่อการผ่อนคลาย -คลิปเพลงบรรเลง 5-10 นาที ขั้นดำเนินกิจกรรม 1.ผู้นำกลุ่มนำเสนอตัวแบบการแสดงท่าทางประกอบก่อนการ แนะนำตัวหรือการทักทายทำความรู้จักกับผู้อื่น ผ่านสื่อที่ กระตุ้นความรู้สึกสนุกสนาน 2.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกช่วยกันเลือกตัวแบบในสื่อที่ชื่นชอบ 2-3 ตัวแบบ 3.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกเรียนรู้ประสบการณ์ความสำเร็จ โดย ทดลองทำตามตัวแบบในสื่อที่ชื่นชอบ 4.ผู้นำกลุ่มพูดโน้มน้าวชักจูงให้สมาชิกรู้สึกเชื่อมั่นว่าเป็นการ แนะนำตัวที่สามารถทำได้ ไม่ยากและสาธิตการแนะนำตัวเอง ประกอบท่าทาง 5.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกทำความรู้จักกันผ่านกิจกรรม ฉันคือใคร เริ่มจากการเล่นเกมส์ส่งบอล เมื่อเสียงเพลงหยุดลงผู้ถือลูกบอล ให้แนะนำตัวเองผ่านการทำท่าทางที่เป็นแบบฉบับของตนเอง อย่างอิสระไม่จำกัดรูปแบบ และเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิก ซักถามเพิ่มเติมหากมีข้อสงสัย 6.ผู้นำกลุ่มปลุกเร้าอารมณ์กระตุ้นให้สมาชิกรู้สึกสนุกสนานและ ให้แนะนำตัวจนครบทุกคน 7.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกตอบคำถามชิงรางวัล (คำถามเป็นข้อมูล หรือลักษณะเด่นของสมาชิกในกลุ่ม) 8.ผู้นำกลุ่มเปิดโอกาสให้สมาชิกบอกเล่าความรู้สึก และ ชี้แจงกิจกรรมตามโปรแกรม ระยะเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรม ตามโปรแกรม -เครื่องเสียง ลูกบอล -คลิปแสดงท่าทางแนะนำตัว -สิ่งของรางวัล -กิจกรรมโปรแกรมฯ 30-40 นาที ขั้นสรุป 1.ผู้นำกลุ่มสรุปสาระสำคัญ เปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัย 2.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกบอกประโยชน์ในการเข้ากลุ่ม และนัด หมายครั้งต่อไป 10 นาที


60 กิจกรรมที่ 2 เส้นทางที่น่ากลัว สาระสำคัญ การปลุกเร้ากระตุ้นให้ผู้ป่วยจิตเภทเกิดความกลัว ความรุนแรงของโรคจิตเภท ได้แก่ อาการทางจิต กำเริบมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ก่อให้เกิดอันตรายทั้งตนเอง ผู้อื่น และทรัพย์สิน กลายเป็นบุคคลอันตราย ถูกตีตราจากสังคมเป็นบุคคลน่ากลัว ถูกรังเกียจจากผู้อื่น ซึ่งปลายทางสุดท้ายอาจจะมากถึงการไม่เป็นที่ ต้องการของทุกคน ถูกทอดทิ้ง หรือขับไล่ออกจากชุมชน ไล่ออกจากงาน โดยใช้คลิปวิดีโอ สไลด์ประกอบคำ บรรยาย ข้อความที่บอกถึงผลอันตรายร้ายแรง จะส่งผลให้ผู้ป่วยจิตเภทเกิดความกลัวเปลี่ยนเจตคติและ พฤติกรรมมาป้องกันตัวเองจากภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้น วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้ถึงความรุนแรงของโรคจิตเภท ระยะเวลา 45-60 นาที สื่ออุปกรณ์ 1. คลิปเพลงบรรเลง 2. คลิปวิดีโอ สไลด์ประกอบคำบรรยาย ข้อความที่บอกถึงผลอันตรายร้ายแรง 3. ใบงานที่ 2.1 ปลายทางของฉัน 4. ใบความรู้ที่ 2.1 เส้นทางที่น่ากลัว การประเมินผล สังเกตจากความสนใจ การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และการซักถามขณะเข้าร่วมกิจกรรม


61 การดำเนินกิจกรรม การดำเนินกิจกรรม สื่อ อุปกรณ์ เวลา ขั้นนำ 1. ผู้นำกลุ่มทักทายสมาชิก ทบทวนวัน เดือน ปี ชี้แจง ลักษณะกิจกรรมและให้สมาชิกแนะนำตัว บอกกฎ กติกา 2. ผู้นำกลุ่มเปิดเพลงบรรเลงและให้สมาชิกฝึกการหายใจ เข้าออกเพื่อการผ่อนคลาย -คลิปเพลงบรรเลง 5-10 นาที ขั้นดำเนินกิจกรรม 1.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง โดย ให้เล่าประสบการณ์การเจ็บป่วยและแสดงความ คิดเห็นต่อการป่วยโรคจิตเภทที่ผ่านมา 2. ผู้นำกลุ่มกระตุ้นให้สมาชิกช่วยกันค้นหาสิ่งน่ากลัวที่อาจ เกิดขึ้นจากความรุนแรงของโรคจิตเภท และนำเสนอสื่อ ของผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมรุนแรง กระตุ้นให้เกิดความกลัว 3. ผู้นำกลุ่มแบ่งสมาชิกออกเป็น 2 กลุ่มและให้ร่วมกัน อภิปรายตามใบงานที่ 2.1 ปลายทางของฉัน 4. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกนำเสนอผลการอภิปรายและสรุปใน ภาพรวม 5. ผู้นำกลุ่มให้ความรู้เกี่ยวกับความรุนแรงของโรค จิต เภท ตามใบความรู้2.1 เส้นทางที่น่ากลัว 6.ผู้นำกลุ่มปรับมุมมองสมาชิกความท้าทายในการ เปลี่ยนแปลงตนเอง นึกถึงประสบการณ์ความสำเร็จในอดีต -คลิปวิดีโอ สไลด์ประกอบคำ บรรยาย ข้อความที่บอกถึงผล อันตรายร้ายแรง -ใบงาน 2.1 ปลายทางของฉัน -ใบความรู้ 2.1 เส้นทางที่น่า กลัว 30-35 นาที ขั้นสรุป 1.ผู้นำกลุ่มสรุปสาระสำคัญ เส้นทางที่น่ากลัวอาจเกิดขึ้น จากการป่วยโรคจิตเภทและความท้าทายในการ เปลี่ยนแปลงตนเอง 2.ผู้นำกลุ่มเปิดโอกาสให้สมาชิกบอกเล่าความรู้สึก 3.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกบอกประโยชน์ในการเข้ากลุ่ม และนัด หมายครั้งต่อไป 10-15 นาที


62 ใบงาน 2.1 ปลายทางของฉัน 1.ท่านรู้สึกกลัวภัยร้ายที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคจิตเภท หรือไม่ (.....) กลัว เพราะ......................................................…………………………………………… (.....) ไม่กลัว เพราะ...........................................................……………………….................. 2.ท่านคิดว่าภัยร้ายที่น่ากลัวนี้ จะเกิดกับท่านซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคจิตเภทเช่นเดียวกัน ได้หรือไม่ (.....) ได้ เพราะ……………………………….............................................................................. (.....) ไม่ได้ เพราะ………………………………............................................................................... 3.หากอาการป่วยโรคจิตเภทของท่านกำเริบก้าวร้าวรุนแรงบ่อยๆ ปลายทางสุดท้ายของชีวิตท่านจะเป็นอย่างไร บอกมาอย่างน้อย 3 ข้อ 1.……………………………………………………………………………………………………………………………… 2.…………………………………………………………………………………………………………..…………………. 3.………………………………………………………………………………………………………………………………


63 ใบความรู้ที่ 2.1 เส้นทางที่น่ากลัว พฤติกรรมรุนแรงเป็นเส้นทางที่น่ากลัวอย่างหนึ่งของผู้ป่วยจิตเภท เป็นพฤติกรรมอันตรายส่งผลให้ผู้ที่ อยู่รอบข้างหวาดกลัวเกรงจะได้รับอันตรายจากการถูกทำร้าย รวมถึงการอาละวาด ก้าวร้าววุ่นวาย ทำลาย ทรัพย์สินพังเสียหาย มีการต่อสู้จนได้รับบาดเจ็บทั้งผู้ป่วยเองและหรือบุคคลอื่นที่อยู่รอบข้าง กลายเป็นบุคคล ที่น่ากลัว ถูกตีตราจากสังคมเป็นบุคคลอันตราย ทุกคนที่อยู่รอบข้างหวาดกลัว ไม่ไว้ใจกังวลว่าพฤติกรรม รุนแรงจะเกิดขึ้นมาอีก ไม่ต้องการเข้าใกล้ ไม่มีใครต้องการพูดคุยด้วย ซึ่งปลายทางสุดท้ายอาจจะมากถึงการไม่ เป็นที่ต้องการของทุกคน ถูกขับไล่จากชุมชน ไล่ออกจากงาน สูญเสียทั้งรายได้และเพิ่มค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็น การชดใช้ค่าเสียหาย การรักษา การซื้อทรัพย์สินมาทดแทนของเดิมที่ถูกทำลาย การถูกจับมีคดีความ พฤติกรรมรุนแรงเป็นอาการหนึ่งของโรคจิตเภทที่กำเริบขึ้นจากการป่วยซ้ำ ซึ่งการป่วยซ้ำทำให้การ ควบคุมความคิด อารมณ์ พฤติกรรมสูญเสียไป การป่วยซ้ำที่เกิดขึ้นหลายๆครั้งจะทำให้ความรุนแรงของโรคจิต เภทเพิ่มขึ้น รักษายากขึ้นตามลำดับ รวมถึงความก้าวร้าวรุนแรงจะยิ่งทวีเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังทำให้ความสามารถในการทำหน้าที่ต่าง ๆ ลดลง กลายเป็นผู้ป่วยเจ็บป่วยเรื้อรังเป็นภาระให้กับครอบครัว สังคม ประเทศชาติ


64 กิจกรรมที่ 3 ฉันเสี่ยงแค่ไหน สาระสำคัญ การสื่อสารให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้และเชื่อว่าตนเองอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภัยร้ายที่น่ากลัว ให้คิด ทบทวนความเสี่ยง โอกาสที่จะเกิด และรู้ทันโรคจิตเภท เข้าใจสาเหตุการป่วยซ้ำ การป้องกันตนเองไม่ให้ป่วย อีกหากการรับประทานยาตามเกณฑ์ วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้ความสี่ยงต่อการเกิดภัยร้ายที่น่ากลัวจากโรคจิตเภท ระยะเวลา 45-60 นาที อุปกรณ์ 1. ใบงาน 3.1 ฉันเสี่ยงแค่ไหน2. ใบงาน 3.2 การรับประทานของฉัน 3. ใบงาน 3.3 กรณีศึกษา ทำไมจึงป่วยอีก....เพราะอะไร? 4. ใบความรู้ 3.1 รู้ทันโรค การประเมินผล สังเกตจากความสนใจ การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และการซักถามขณะเข้าร่วมกิจกรรม


65 การดำเนินกิจกรรม การดำเนินการ สื่อ อุปกรณ์ เวลา ขั้นนำ 1.ผู้นำกลุ่มทักทายสมาชิก ทบทวนวัน เดือน ปี ให้สมาชิก บอกถึง กฎ กติกา และกิจกรรมในครั้งที่ผ่านมา 2.ผู้นำกลุ่มถามความรู้สึกต่อการเข้ารักษาในโรงพยาบาล และให้บอกความคาดหวังของการรักษา 5-10 นาที ขั้นดำเนินกิจกรรม 1.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง โดยให้บอกจำนวนครั้งของการกลับมารักษาซ้ำ ประเมิน ความเสี่ยงที่จะเกิดภัยร้ายและทำสัญลักษณ์ลงบนเส้นความ เสี่ยง ครั้งที่ 1 ตามใบงาน 3.1 ฉันเสี่ยงแค่ไหน 2.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกบอกสาเหตุของการกลับมารักษาซ้ำ หลายครั้งและให้ตัวแทนสมาชิกสรุป 3.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแต่ละคนเขียนการรับประทานยาของ ตนเองตามใบงานที่ 3.2 4.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกเรียนรู้จากตัวแบบ โดยแบ่งสมาชิก ออกเป็ น 2 กลุ่มและท ำกิจกรรมตามใบ งานที่ 3.3 กรณีศึกษาทำไมจึงป่วยอีก....เพราะอะไร? 5.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกนำเสนอผลการอภิปรายและผู้นำกลุ่ม สรุปในภาพรวม 6.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกเปรียบเทียบกรณีศึกษากับตนเอง เปรียบเทียบความเสี่ยงที่จะเกิดภัยร้ายและทำสัญลักษณ์ลง บนเส้นความเสี่ยง ครั้งที่ 2 7.ผู้นำกลุ่มให้ความรู้ตามใบความรู้ 3.1 รู้ทันโรค -ใบงาน 3.1 ฉันเสี่ยงแค่ไหน -ใบงาน 3.2 การรับประทานยา ของฉัน -ใบงาน 3.3 กรณีศึกษา ทำไมจึง ป่วยอีก....เพราะอะไร? -ใบความรู้ 3.1 รู้ทันโรค 30-40 นาที ขั้นสรุป 1.ผู้นำกลุ่มสรุปสาระสำคัญ ให้สมาชิกรับรู้เชื่อว่าตนเองอยู่ ในภาวะเสี่ยงมีโอกาสที่จะเกิดภัยร้ายที่น่ากลัวได้และเน้นย้ำ ความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงตนเอง 2.ผู้นำกลุ่มเปิดโอกาสให้สมาชิกบอกเล่าความรู้สึก 3.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกบอกประโยชน์จากการเข้ากลุ่ม พร้อม กับนัดหมายครั้งต่อไป 10 นาที


66 ใบงาน 3.1 ฉันเสี่ยงแค่ไหน ให้ท่านประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดภัยร้ายของตนเอง ทำเครื่องหมาย/สัญลักษณ์ลงบนเส้นความเสี่ยงและนำตัวเลขใส่ลงในช่องว่างตามครั้งที่ประเมิน (เลข 1=น้อยที่สุด 10=มากที่สุด) น้อยที่สุด มากที่สุด 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 เข้ารับการรักษา ครั้งที่......... ความเสี่ยงภัยร้ายของฉัน ครั้งที่1…………………………………… ครั้งที่2……………………………………


67 ใบงาน 3.2 การรับประทานของฉัน 1.ใครเป็นผู้จัดยาให้ท่านขณะอยู่บ้าน.......................................................... (.....) ญาติ ระบุ............................. (.....) จัดยาเอง 2.ขอให้ท่านตอบการรับประทานยาของท่านตามความเป็นจริง (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) (.....) เลือกกินเฉพาะยาที่กินแล้วรู้สึกดีสบายตัว ไม่ง่วง (.....) กินยาครบทุกตัว ตรงเวลาที่เขียนไว้หน้าซองยา (.....) กินยาครบทุกตัว ไม่ค่อยตรงเวลา นึกได้กินทันที (.....) กินยาต่อเนื่องทุกวัน ไม่เคยหยุดใช้ยาเอง (.....) กินบ้าง ไม่กินบ้าง บางครั้งลืม (.....) กินในวันที่นอนไม่หลับ (.....) ไม่ได้กินยาเป็นบางมื้อ/วัน ออกนอกบ้านไม่ได้พายาไปด้วย (.....) ไม่ได้ไปรับยาต่อหลังยาหมด (.....) ไม่กินเลย หายดีแล้ว (.....) ไม่กินเลย กินแล้วไม่มีแรงทำอะไรไม่ได้ (.....) กินยาเพิ่มมากกว่าที่แพทย์สั่ง หากกินตามปกติแล้วยังนอนไม่หลับ (.....) กินวันเว้นวัน กินทุกวันคอแห้งมาก ทรมาน


68 ใบงานที่ 3.3 กรณีศึกษา ทำไมจึงป่วยอีก...เพราะอะไร บุหงาเป็นผู้ป่วยจิตเภทได้เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งเป็นครั้งที่ 4 บุหงาบอกทุกคนว่า ตนถูกใส่ร้ายไม่ได้ป่วยเป็นอะไร นอนอยู่ดีๆถูกพามาส่งโรงพยาบาล ครั้งนี้เมื่ออาการดีขึ้นแพทย์อนุญาตให้กลับ บ้าน ในช่วง 1เดือนแรกบุหงากินยาต่อเนื่องทุกวัน หลังจากนั้น บุหงาแอบทิ้งยาที่แม่จัดให้ โดยรับยาจากแม่ เอายาเข้าปากแล้วแอบคายยาบางตัวทิ้ง เลือกกินยาเฉพาะตัวที่กินแล้วรู้สึกดี 5 วันก่อนมา เครียด นอนไม่หลับ บอกทุกคนว่าเป็นลูกราชินีสิริกิติ์ และเป็นภรรยาเก่าของเจ้าฟ้าชาย ทะเลาะกับแม่ คิดว่าแม่ไม่ใช่แม่และเป็นชู้กับสามีของตนเอง หูแว่ว ได้ยินเสียงแม่พูดว่าจะให้พม่ามาข่มขืน ลูกสาว จึงหยิบมีดในครัวฟันแม่บาดเจ็บสาหัส ขณะญาติจับตัวพาส่งโรงพยาบาล บุหงาถูกญาติทำร้ายเตะ บาดเจ็บขากรรไกรหัก ให้ตอบคำถามต่อไปนี้ 1.บุหงาเข้ารักษาในโรงพยาบาล.จำนวน.......ครั้ง 2.ท่านคิดว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้บุหงาป่วยอีกครั้ง (ตอบมากกว่า 1ข้อ) 1................................................................... 2..................................................................... 3................................................................... 3.ท่านคิดว่าอาการของบุหงามีความรุนแรงหรือไม่ อย่างไร (.....) ไม่รุนแรง เพราะ................................................................................ .............................. (.....) รุนแรง เพราะ.................................................................................... ............................ . 4.ให้ท่านเขียนพฤติกรรมการกินยาของบุหงา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 5.การป่วยซ้ำของบุหงาครั้งนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า มาจากพฤติกรรมการกินยาที่ไม่ตรงตามการรักษา ของแพทย์ เพราะอะไร (.....) ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะ……………………………………………………………………………………………………… (.....) เป็นไปได้ เพราะ………………………………………………………………………………………………………


69 ใบความรู้3.1 รู้ทันโรค โรคจิตเภท คืออะไร โรคจิตเภท เป็นโรคทางจิตใจชนิดหนึ่งที่มีความผิดปกติของสมองและทำให้การแสดงออกทางความคิด การรับรู้ อารมณ์ และพฤติกรรมแตกต่างไปจากคนทั่วไป ไม่สมเหตุสมผล การรักษาโรคจิตเภท 1. การรักษาด้วยวิธีใช้ยา ปัจจุบันเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพดีและสะดวกกว่าวิธีอื่น ยาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยป้องกันการกำเริบและป่วยซ้ำของโรคจิตเภท การรับประทานยาสม่ำเสมอเป็น วิธีการที่สามารถลดอาการทางจิตและลดการกำเริบของโรค ลดจำนวนครั้งและระยะเวลาการรักษาใน โรงพยาบาล การรักษาระยะสั้น (ระยะควบคุมอาการ) เป้าหมายคือ ควบคุมอาการให้สงบลง โดยเร็ว ร้อยละ 60-70 ผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับยา อย่างไรก็ตาม ยารักษาโรคจิตเป็นยาออกฤทธิ์ช้า ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์กว่าจะเริ่มเห็นผล การรักษาระยะยาว (ระยะให้ยาต่อเนื่อง)เป้าหมายคือ ป้องกันการป่วยซ้ำ การ รับประทานยาต่อเนื่อง การป่วยซํ้าเกิดขึ้นเพียง 20% ส่วนการขาดการรักษาภายใน 1 ปีทำให้ป่วยซ้ำได้ถึง 60% 2. การรักษาด้วยวิธีไม่ใช้ยา ประกอบด้วย การรักษาด้วยไฟฟ้าใช้เมื่อจำเป็นต้อง ระงับอาการโรคจิตที่กำเริบรุนแรง และการบำบัดทางจิตสังคม ซึ่งนำมาใช้ร่วมกับการรักษาด้วยยา เน้นการ ฟื้นฟูสมรรถภาพให้สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัว สังคมได้ เพราะอะไรจึงป่วยอีก สาเหตุของการป่วยซ้ำของโรคจิตเภท มีหลายสาเหตุ ดังนี้ 1.รับประทานยาไม่สม่ำเสมอหรือขาดยา อาจมาจากการขาดความรู้/ทัศนคติที่ดีใน การรับประทานยา อาการกำเริบ ทนฤทธิ์ข้างเคียงของยาไม่ได้ ไม่สามารถเดินทางไปรับยาได้ เป็นต้น 2. การแสดงอารมณ์รุนแรงของคนในครอบครัว เช่น แสดงท่าทีด้านลบ ดุด่า ตำหนิ ทอดทิ้งไม่ดูแล แสดงความห่วงใยมากเกินไป เป็นต้น 3. การขาดความสามารถในการทำหน้าที่ได้ปกติเหมือนผู้อื่น 4. การอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ 5. ภาวะกดดันทางด้านจิตใจทำให้เกิดความวิตกกังวลหรือขาดความมั่นใจในการ ดูแลตนเอง 6. การใช้สารเสพติด เช่น กาแฟ บุหรี่ กระท่อม สุรา เป็นต้น 7. เป็นธรรมชาติของโรคเอง อาการป่วยซ้ำโดยไม่มีสาเหตุอะไรมากระตุ้น จะเห็นได้ว่า รับประทานยาไม่สม่ำเสมอหรือขาดยา เป็นสาเหตุสำคัญในอันดับแรกของการป่วยซ้ำ และเมื่อป่วยซ้ำหลายครั้งจะทำให้อาการกำเริบรุนแรงขึ้น


70 กิจกรรมที่ 4 ป้องกันอย่างไร สาระสำคัญ สร้างการเรียนรู้ในการป้องกันความรุนแรงของโรคจิตเภท คือ การป้องกันการกำเริบและป่วยซ้ำ ด้วย การรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา ยาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยการลดความรุนแรงของอาการทางจิต ลดการกำเริบของโรค ลดจำนวนครั้งและลดระยะเวลาการรักษาอยู่โรงพยาบาล การรับประทานยาตามเกณฑ์ การรักษา ยังช่วยให้สามารถทำงาน ควบคุมอาการได้ อยู่ร่วมกับครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุข วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรับรู้ถึงวิธีการป้องกันความรุนแรงของโรคจิตเภท ระยะเวลา 45-60 นาที อุปกรณ์ 1. คลิปเพลงบรรเลง 2. ใบงานที่ 4.1 ยาช่วยป้องกันภัยร้ายได้จริงเหรอ 3. ใบความรู้ 4.1 เรื่องของยา 4 . กระดาษฟลิปชาร์ต ปากกาเมจิก การประเมินผล สังเกตจากความสนใจ การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และการซักถามขณะเข้าร่วมกิจกรรม


71 การดำเนินกิจกรรม การดำเนินการ สื่อ อุปกรณ์ เวลา ขั้นนำ 1.ผู้นำกลุ่มทักทายสมาชิก ทบทวนวัน เดือน ปี พูดคุยเรื่อง ทั่วไป สังเกตความพร้อมและให้สมาชิกทบทวนกิจกรรมใน ครั้งที่ผ่านมา 2.ผู้นำกลุ่มชี้แจงลักษณะกิจกรรมและเปิดเพลงบรรเลงให้ สมาชิกหายใจเข้าออกเพื่อการผ่อนคลาย -คลิปเพลงบรรเลง 5-10 นาที ขั้นดำเนินกิจกรรม 1.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง ทบทวนการรับประทานยาตามใบงาน 3.2 และให้สมาชิก เล่าประสบการณ์ ปัญหาอุปสรรคการรับประทานยาที่ผ่าน มา 2.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแบ่งกลุ่ม 2 กลุ่ม แลกเปลี่ยนความ คิดเห็นตามใบงานที่ 4.1ยาช่วยป้องกันความรุนแรงของโรค จิตเภทได้จริงเหรอ 3.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกนำเสนอผลการอภิปรายและผู้นำกลุ่ม สรุปข้อคิดเห็นในภาพรวม 4.ผู้นำกลุ่มให้ความรู้ตามใบความรู้ที่ 4.1 เรื่องของยา -ใบงานที่ 4.1 ยาช่วยป้องกัน ความรุนแรงของโรคจิตเภท ได้จริงเหรอ -ใบความรู้ที่ 4.1 เรื่องของยา30-40 นาที 5.ผู้นำกลุ่มเปิดโอกาสให้สมาชิกร่วมกันแสดงความคิดเห็นถึง ผลดีผลเสียของการรับประทานยา โดย ผู้นำกลุ่มเขียนลงใน กระดาษฟลิปชาร์ต ให้สมาชิกได้เห็นและเปรียบเทียบความ แตกต่าง 6.ผู้นำกลุ่มนำเสนอตัวช่วยการไปสู่ความสำเร็จในการ ป้องกันภัยร้าย คือ การยอมรับการเจ็บป่วย และการยอมรับ การรักษา 7.ผู้นำกลุ่มสะท้อนคิดเชิงบวกให้เชื่อมั่นตนเองในการป้องกัน ภัยร้าย เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทานตามเกณฑ์ให้ ดีขึ้น -กระดาษฟลิปชาร์ต -ปากกาเมจิก ขั้นสรุป 1.ผู้นำกลุ่มสรุปสาระสำคัญ เสริมแรง สร้างความมั่นใจ ความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงตนเอง 2.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกสรุปสิ่งที่ได้รับ ประโยชน์จากการเข้า กลุ่ม พร้อมกับนัดหมายครั้งต่อไป 10 นาที


72 ใบงานที่ 4.1 ยาช่วยป้องกันภัยร้ายได้จริงเหรอ ให้ทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็น ในหัวข้อ “ยาช่วยป้องกันภัยร้ายได้จริงเหรอ” ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


73 ใบความรู้ที่ 4.1 เรื่องของยา ยาเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญที่ใช้ในการควบคุมและจัดการโรคจิตเภทอย่างมีประสิทธิภาพ ยาออกฤทธิ์ ช่วยปรับสารเคมีในสมองให้สมดุล ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น การรับประทานยาสม่ำเสมอเป็นวิธีการที่สามารถลดอาการทางจิตและลดการกำเริบของโรค ลด จำนวนครั้งและระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาล การรับประทานยาตามเกณฑ์ก็คือ รับประทานยาต่อเนื่อง ไม่หยุดใช้ยาเอง ใช้ยาถูกต้อง ตรงเวลา ไม่ ลดหรือเพิ่มขนาดยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และสามารถจัดการอาการข้างเคียงของยาได้การรับประทานยาตาม เกณฑ์การรักษา ช่วยให้สามารถทำงาน ควบคุมอาการได้ อยู่ร่วมกับครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุข การดูแลตนเองในการรับประทานยา มีดังนี้ 1.รับประทานยาต่อเนื่องและสม่ำเสมอตามแผนการรักษาของแพทย์ไม่เพิ่มหรือหยุดยาเองไม่ เอายาของตนเองไปให้ผู้อื่นและไม่ซื้อยามารับประทานเอง รวมถึงไม่เปลี่ยนที่รักษาไปเรื่อยๆเพื่อความต่อเนื่อง ในการรักษา 2. รับประทานยาให้ถูกขนาดและเวลา หากลืมรับประทานยาในมื้อใด และเวลาไม่นาน ให้ รับประทานยาทันทีที่นึกได้ แต่หากนึกได้ใกล้มื้อต่อไปให้งดยามื้อที่ลืมไปแล้ว ให้รับประทานยามื้อต่อไปเลย ไม่ ควรรับประทานยาเป็น 2 เท่า 3. รับประทานยาหลายชนิดในมื้อเดียวกัน ทั้งยารักษาโรคจิตเภทและยารักษาโรคเรื้อรังอื่นๆ ต้องระวังการตีกันของยา ควรแจ้งแพทย์ทราบเพื่อตรวจสอบความเข้ากันได้ของยาก่อน 4. แจ้งหรือบอกคนข้างเคียงเมื่อสังเกตพบอาการผิดปกติ เช่น หน้ามืด ง่วงนอนมาก ทรงตัว ไม่ดี ตัวแข็ง น้ำลายไหล เป็นต้น 5. การดูแลตนเองเมื่อมีอาการข้างเคียงของยา - การรับประทานอาหารมากเกินปกติ: รับประทานอาหารที่ให้พลังงานน้อย เช่น ผักหรือ ผลไม้ที่ไม่หวาน ลดอาหารมันและมีรสหวาน หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลม (น้ำเปล่าดีที่สุด เนื่องจาก ไม่ให้พลังงานเลย) - ท้องผูก: ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีกากโดยเฉพาะผักผลไม้และดื่มน้ำ มากๆ - มึนศีรษะ: เปลี่ยนท่าจากท่านอนเป็นท่านั่งจากท่านั่งเป็นท่ายืนด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหรือเย็นเกินไป และหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา - ง่วงนอน: ปรึกษาแพทย์ว่าสามารถปรับยาส่วนใหญ่หรือทั้งหมดไปรับประทานก่อนนอน ได้หรือไม่ ถ้าไม่สามารถเลี่ยงได้ควรเพิ่มเวลานอนตอนกลางคืน เพื่อให้ทำกิจวัตรในเวลากลางวันได้ตามปกติ - ปากและคอแห้ง: ดื่มน้ำบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและกาแฟ (เพราะจะทำให้เสียน้ำ) และเคี้ยวหมาก ฝรั่งหรืออมลูกอมที่ไม่มีน้ำตาล ผิวไหม้: หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัด ใส่เสื้อผ้าสวมหมวก หรือทาครีมกันแดด


74 กิจกรรมที่ 5 สู้ไหวไหม สาระสำคัญ การสร้างเป้าหมาย ความคาดหวังในผลที่จะได้รับภายหลังจากการรับประทานยาตามเกณฑ์จะทำให้ ผู้ป่วยจิตเภทปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางบวกสามารถลดภาวะคุกคามป้องกันภัยร้ายได้และรู้สึกเชื่อมั่นใน ความสามารถของตนเองที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทานตามเกณฑ์ให้ดีขึ้น วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทตั้งเป้าหมายสิ่งที่คาดหวังจากการรับประทานยาตามเกณฑ์ ระยะเวลา 45-60 นาที สื่ออุปกรณ์ 1. คลิปเพลงบรรเลง 2. ดินสอ 3. ใบงานที่ 5.1 เป้าหมายของฉัน - 4.-ใบงานที่ 5.2 พลังยา..พาสู่เป้าหมาย การประเมินผล สังเกตจากความสนใจ การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และการซักถามขณะเข้าร่วมกิจกรรม


75 การดำเนินกิจกรรม การดำเนินการ สื่อ อุปกรณ์ เวลา ขั้นนำ 1.ผู้นำกลุ่มทักทายสมาชิก ทบทวนวัน เดือน ปี พูดคุยเรื่อง ทั่วไป สังเกตความพร้อมและให้สมาชิกทบทวนกิจกรรมใน ครั้งที่ผ่านมา 2.ผู้นำกลุ่มชี้แจงลักษณะกิจกรรมและเปิดเพลงบรรเลงให้ สมาชิกหายใจเข้าออกเพื่อการผ่อนคลาย -คลิปเพลงบรรเลง 5-10 นาที ขั้นดำเนินกิจกรรม 1.ผู้นำกลุ่มเปิดโอกาสให้สมาชิกบอกประสบการณ์ ความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมา 2.ผู้นำกลุ่มพูดโน้มน้าวชักจูงให้สมาชิกรู้สึกเชื่อมั่นใน ความสามารถของตนเองที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการ รับประทานตามเกณฑ์ให้ดีขึ้น 3.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกเขียนเป้าหมายของตนเอง ตามใบงานที่ 5.1 เป้าหมายของฉัน 4.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกนำข้อมูลเป้าหมายมาพูดคุยแลกเปลี่ยน ประสบการณ์กันและสุ่มถามสมาชิก สู้ไหวไหมในการไปถึง เป้าหมายนั้น 5.ผู้นำกลุ่มเสริมแรงให้กำลังใจ ชื่นชมความตั้งใจเพื่อไปถึง เป้าหมายป้องกันภัยร้ายให้สำเร็จ 6.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแบ่งกลุ่ม 2 กลุ่ม แลกเปลี่ยนความ คิดเห็นตามใบงานที่5.2 พลังยา..พาสู่เป้าหมาย 7.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกนำเสนอผลการอภิปรายและผู้นำสรุป ข้อคิดเห็นในภาพรวม 8.ผู้นำกลุ่มพูดโน้มน้าวชักจูงให้สมาชิกรู้สึกเชื่อมั่นว่าจะ ประสบผลสำเร็จตามความคาดหวัง - -ใบงานที่ 5.1 เป้าหมายของฉัน -ดินสอ -ใบงานที่ 5.2 พลังยา..พาสู่ เป้าหมาย - 30-40 นาที ขั้นสรุป 1.ผู้นำกลุ่มสรุปสาระสำคัญ เสริมแรงให้กำลังใจ ชื่นชมความ ตั้งใจเพื่อไปถึงเป้าหมาย 2.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกสรุปสิ่งที่ได้รับ ประโยชน์จากการเข้า กลุ่ม พร้อมกับนัดหมายครั้งต่อไป 10 นาที


76 ใบงานที่ 5.1 เป้าหมายของฉัน สิ่งที่ฉันต้องทำให้ได้ มีดังนี้ รายการ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง เป้าหมายใหม่ในอนาคต 1.ระยะเวลากลับไปอยู่บ้าน หลังจำหน่าย . 2.การยอมรับการเจ็บป่วย /การยอมรับการรักษา 3.การรับประทานยา ฉันต้องการป้องกันภัยร้ายให้สำเร็จ..เพื่อ........................................................................................................... ......................................................................................................................................... ................................... ................................................ ......................................................................................................................... ................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ...


77 ใบงานที่ 5.2 พลังยา..พาสู่เป้าหมาย ให้แต่ละกลุ่มรวบรวมความคิดเห็นของสมาชิก แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำมาเสนอในภาพรวม **เมื่อฉันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ของฉันได้ดีขึ้น ฉันคาดหวังว่า...สิ่งที่ฉัน จะได้รับ.คือ 1…………………………………………………………………………………………………………………… 2…………………………………………………………………………………………………………………… 3…………………………………………………………………………………………………………………… 4…………………………………………………………………………………………………………………… 5……………………………………………………………………………………………………………………


78 กิจกรรมที่ 6 มั่นใจ..ฉันทำได้ สาระสำคัญ การที่ผู้ป่วยจิตเภทเชื่อในความสามารถของตนเองที่จะสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำในการ รับประทานยาตามเกณฑ์ให้ประสบความสำเร็จ โดยผ่านการจูงใจให้เกิดความมั่นใจ ยอมรับในตนเอง และ คาดหวังในความสามารถหรือความเชี่ยวชาญของตน วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองและปฏิบัติตามคำแนะนำรับประทานยาได้ ตามเกณฑ์ ระยะเวลา 45-60 นาที สื่ออุปกรณ์ 1.คลิปเพลงบรรเลง 2.ใบงานที่ 6.1 ทำได้เพราะอะไร 3.ใบงานที่ 6.2 แบบบันทึกการรับประทานยา การประเมินผล สังเกตจากความสนใจ การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และการซักถามขณะเข้าร่วมกิจกรรม


79 การดำเนินกิจกรรม การดำเนินการ สื่อ อุปกรณ์ เวลา ขั้นนำ 1.ผู้นำกลุ่มทักทายสมาชิก ทบทวนวัน เดือน ปี พูดคุยเรื่อง ทั่วไป สังเกตความพร้อมและให้สมาชิกทบทวนกิจกรรมในครั้ง ที่ผ่านมา 2.ผู้นำกลุ่มชี้แจงลักษณะกิจกรรมและเปิดเพลงบรรเลงให้ สมาชิกหายใจเข้าออกเพื่อการผ่อนคลาย -คลิปเพลงบรรเลง -5-10 นาที ขั้นดำเนินกิจกรรม 1.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกได้เรียนรู้และบอกความรู้สึกภายหลังได้ฟัง ประสบการณ์ความสำเร็จของตัวแบบที่มีพฤติกรรมการ รับประทานยาตามเกณฑ์และเกิดผลดี ตามใบงานที่ 5.1 ทำได้ เพราะอะไร 2.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิก แบ่งกลุ่ม 2 กลุ่ม และแลก เปลี่ยนตาม กิจกรรมใบงานที่ 5.1 3.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกนำเสนอผลการอภิปรายและผู้นำสรุป ข้อคิดเห็นในภาพรวม 4.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกเรียนรู้ประสบการณ์ความ สำเร็จของ ตนเอง โดย การฝึกการจัดยาและสอนการบันทึกการ รับประทานยา ตามใบงานที่ 6.2 แบบ บันทึกการรับประทาน ยา 5.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกบอกความรู้สึกภายหลังการจัดยาได้สำเร็จ และบันทึกการรับประทานยาได้ถูกต้อง 6.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกบอกถึงปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นพร้อม แนวทางแก้ไขเพื่อมุ่งความสำเร็จ 7.ผู้นำกลุ่มปลุกเร้า โน้มน้าว ชักจูงให้สมาชิกเชื่อมั่นใน ความสามารถของตนเองที่จะประสบความสำเร็จในการ รับประทานยาได้ตามเกณฑ์การรักษา -ใบงานที่ 6.1ทำได้ เพราะอะไร -ใบความรู้ที่ 6.1 การฝึก การจัดยา -ใบงานที่ 6.2 แบบ บันทึกการรับประทาน ยา - -35-40 นาที ขั้นสรุป 1.ผู้นำกลุ่มสรุปสาระสำคัญ เสริมสร้างความมั่นใจให้เชื่อมั่น ความสามารถของตนเองในการรับประทาน ยาตามเกณฑ์ ป้องกันภัยร้ายได้สำเร็จ 2.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกสรุปสิ่งที่ได้รับ ประโยชน์จากการเข้ากลุ่ม ขอบคุณในความร่วมมือและให้ทุกคนพูดพร้อมกันว่า “ฉันทำได้ ไม่ยากเลย” 5-10 นาที


80 ใบงานที่ 6.1 กรณีศึกษา ทำได้เพราะอะไร นงพงาเป็นสาวสวยระดับนางงามในหมู่บ้าน ทำงานเป็นพนักงานธุรการในเทศบาลแห่งหนึ่ง แต่งงานมี ลูกสาว 1 คน อายุ13ปี ต่อมานงพงาป่วยเป็นโรคจิตเภท มีอาการก้าวร้าวทุบตีบุตรสาว ด่าว่าทุกคนที่เข้า ใกล้เดินเปลือยกายที่หน้าโรงเรียน ทำให้บุตรรู้สึกกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ และรู้สึกอับอายเพื่อนที่โรงเรียนล้อเลียน เรื่องมารดาแก้ผ้าเปลือยกายจนไม่กล้าไปเรียนหนังสือ นงพงาป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 4 ครั้ง แต่ เมื่อกลับมาอยู่บ้าน นงพงาไม่กินยาเลย บอกว่าทุกคนว่าหายดีแล้ว อาการจึงกำเริบรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนเธอถูก ไล่ออกจากงาน ครั้งนี้เป็นการรักษาครั้งที่ 5 นงพงาถูกส่งตัวไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่ง รักษาจน อาการดีขึ้นและกลับมาอยู่ที่บ้านอีกครั้งกับมารดาและลูกสาว เธอรับประทานยาต่อเนื่องตามเกณฑ์การรักษา ไม่เคยหยุดยา โดยจัดยารับประทานเองและมีมารดาคอยดูแลเรื่องการรับประทานยา มาพบแพทย์ตามนัด อาการนงพงาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เธอได้กลับเข้าไปทำงานเหมือนเดิม ทำหน้าที่รับส่งบุตรสาวที่โรงเรียนทุกวัน ได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขอีกครั้ง ให้ตอบคำถามต่อไปนี้ 1. นงพงาเข้ารักษาในโรงพยาบาล.จำนวน.......ครั้ง 2. ท่านคิดว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้นงพงาป่วยอีกหลายครั้ง (ตอบมากกว่า 1ข้อ) 1................................................................... 2.............................................................. 3................................................................... 3.ท่านคิดว่าอาการของนงพงามีความรุนแรงหรือไม่ อย่างไร (.....) ไม่รุนแรง เพราะ................................................................................ ......... (.....) รุนแรง เพราะ.................................................................................... ...... 4.ให้ท่านเขียนพฤติกรรมการกินยาของนงพงาที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 5.อาการของนงพงาบุหงาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาจากพฤติกรรมการกินยาที่ตรงตามการรักษาของ แพทย์ใช่หรือไม่ เพราะอะไร (.....) ไม่ใช่ เพราะ………………………………………………………………………………………….. (.....) ใช่ เพราะ………………………………………………………………………………………….


81 ใบความรู้ที่ 6.1 การฝึกการจัดยา อุปกรณ์การฝึกผู้ป่วยจัดยารับประทานด้วยตนเอง ประกอบด้วย 1.กล่องใส่ยาผู้ปวยที่มีชื่อสกุลของผู้ป่วย พร้อมทั้งระบุเวลาที่รับประทานยา เช้า เที่ยง เย็น ก่อนนอน และมีรูปสัญลักษณ์ที่บอกเวลาบนกล่องยาแต่ละช่อง 2.ซองยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยรับประทาน 3.กล่องยา 4ช่องเขียนระบุ เช้า เที่ยง เย็น ก่อนนอนและมีรูปสัญลักษณ์ที่บอกเวลาบนกล่องยาแต่ละ ช่อง ก่อนจัดยาให้ระลึกถึงเป้าหมายในชีวิตของตนเองถ้าต้องการไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใว้จะต้องกินยาสม่ำเสมอ ขั้นตอนฝึกให้ผู้ป่วยจัดยารับประทานเอง 1.ให้หยิบซองยาจากกล่องยาของผู้ป่วย อ่านชื่อหน้าซอง ชื่อสกุลของตนเอง อ่านชื่อยาขนาดของยา วิธีการรับประทาน 2.ฝึกให้จัดยาครั้งละ1 มื้อ โดยหยิบเม็ดยาจากซองยา แล้วใส่ลงกล่องยา 4 ช่องให้ตรงตามมื้อที่จัด (กล่องยาจะมีข้อความเขียนระบุ เช้า เที่ยง เย็น ก่อนนอน) จัดจนครบทุกมื้อที่ตนเองรับประทาน 3.จัดเสร็จให้ตรวจสอบอีกครั้งว่าถูกต้องหรือไม่ พยาบาลตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนให้ผู้ป่วยรับประทาน 4.ในการจัดยามื้อต่อไป เมื่อถึงเวลาฝึกให้ผู้ป่วยมาจัดยาเองโดยไม่ต้องให้พยาบาลเรียก เปลี่ยนเป็น ผู้ป่วยมาแจ้งว่าถึงเวลาจัดยาของตนเอง 5.ขณะจัดยาฝึกให้ผู้ป่วยสังเกตุนับเม็ดยาที่เหลือว่ามีปริมาณเพียงพอจนถึงวันนัดหรือไม่ 6.ฝึกให้ผู้ป่วยคิดถึงการเตือนตัวเองเมื่อถึงเวลารับประทานยาว่าจะใช้อะไรจึงจะเหมาะกับบริบทของ ตนเอง เช่นนาฬิกาปลุกเตือนเมื่อถึงมื้อยา หรือใช้คำพูดเตือนกับตัวเอง เช่นผู้ป่วยมียามื้อเช้า “ ทานอาหารเช้า แล้วทำอะไรต่อนะ” ผู้ป่วยมียามื้อเย็น “ทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว ทำอะไรต่อนะ ” ยามื้อก่อนนอน “จะเข้า นอนแล้วจะต้องทำอะไรต่อนะ” 7.หลังจัดยารับประทานเสร็จแล้วให้เก็บเข้าที่ทุกครั้งป้องกันยาสูญหาย และสะดวกในการหยิบยาใน ครั้งต่อไป


82 ใบงานที่ 6.2 แบบบันทึกการรับประทานยา ให้ทำเครื่องหมายกาเครื่องหมาย √ ในช่องที่ท่านได้รับประทานยา และกาเครื่องหมาย × ในช่องที่ท่าน ไม่ได้รับประทานยา วัน/เดือน/ปี มื้อยา ไม่ได้รับประทานยา เช้า เที่ยง เย็น ก่อนนอน ระบุเหตุผล 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31


83 ภาคผนวก ข เครื่องมือในการวิจัย


84 หมายเลขแบบสอบถาม..................................................... เบอร์โทรญาติ/ผู้เข้าร่วมวิจัย .......................... แบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์ ส่วนที 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย 1. เพศ ชาย หญิง 2. อายุ .........ปี…......เดือน 3. ระดับการศึกษา ไม่ได้เรียน ประถมศึกษา มัธยมศึกษา/ปวช ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี 4. สถานภาพ โสด สมรส หย่าร้าง หม้าย แยก 5. อาชีพ ไม่มีอาชีพ รับจ้าง เกษตรกรรม รับราชการ ค้าขาย อื่น ๆ …………………………………………. 6. รายได้ประมาณ...........................บาทต่อเดือน 7. ปัจจุบันท่านอาศัยอยู่กับ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) บิดา/มารดา สามี/ภรรยา พี่/น้อง บุตร อื่น ๆ (ระบุ)…………………………. 8. จำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช……...ครั้ง 9. ระยะเวลาที่เจ็บป่วย...........ปี 10.ความคิดเห็นของท่านต่อการรับประทานยา (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) หยุดยาเพราะหายแล้ว อับอายคนอื่น กลัวการถูกล้อเลียน ไม่สุขสบายจากผลข้างเคียงของยา กังวลว่ายาจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย เบื่อที่ต้องรับประทานยาเป็นเวลานาน เป็นภาระคนในครอบครัวที่ต้องจัดยาให้ อื่น ๆ ระบุ........................................... วันที่D/C………………………………………………………………………. ติดตามครั้งที่1………………………………………………………………… ติดตามครั้งที่2.………………………………………………………………..


85 กลุ่ม…………………………………………………………………………………… หมายเลขแบบสอบถาม.......................... ส่วนที่ 2 แบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา คำชี้แจง ไห้ท่านสำรวจการรับประทานยาในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาและทำเครื่องหมาย ✓ ช่องที่ตรงกับพฤติกรรมการ รับประทานยาของท่านมากที่สุด บ่อยมาก หมายถึง ปฏิบัติมากกว่า 15 ครั้งต่อเดือน บ่อย หมายถึง ปฏิบัติเดือนละ 10-15 ครั้ง มีบ้าง หมายถึง ปฏิบัติเดือนละ 6-9 ครั้ง น้อย หมายถึง ปฏิบัติเดือนละ 3-5 ครั้ง น้อยมาก หมายถึง ปฏิบัติเดือนละ 1-2 ครั้ง ไม่เคยเลย หมายถึง ไม่เคยปฏิบัติเลย ที่ พฤติกรรมการรับประทานยา การปฏิบัติ บ่อย มาก (5) บ่อย (4) มี บ้าง (3) น้อย (2) น้อย มาก (1) ไม่ เคย เลย (0) 1. ท่านลืมกินยา (ไม่ได้กินยาบางมื้อ) บ่อยแค่ไหน 2 ท่านเปลี่ยนขนาดยาตามความต้องการของตนเอง (คือ กินมากหรือน้อยกว่าที่ควรจะกิน) บ่อยแค่ไหน 3 ท่านหยุดกินยาเองบ่อยแค่ไหน 4 ท่านกินยาไม่ตรงเวลา (ก่อนหรือหลังกว่าเวลาที่กิน ประจำมากกว่า 1 ชม.) บ่อยแค่ไหน 5 ท่านกินยาไม่ครบทุกชนิดบ่อยแค่ไหน 6 ท่านกินยาไม่ครบทุกมื้อบ่อยแค่ไหน เช่น ลืมกิน หรือ ลืมนำยาไปที่ทำงานเพื่อกินระหว่างวัน หรือเดิน ทางไกลแล้วไม่ได้นำยาติดตัวไปด้วย 7 ท่านไม่ได้มาพบแพทย์ตามนัด (ขาดนัด หรือเลื่อนนัด แพทย์) บ่อยแค่ไหน 8 ท่านขาดยาและไม่ได้กินยา เนื่องจากไม่ได้มาพบ แพทย์ตามนัด บ่อยแค่ไหน คะแนนBPRS……………………….


86 ภาคผนวก ค การพิทักษ์สิทธิผู้เข้าร่วมวิจัย หนังสือรับรองเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการวิจัย Certificate of Completion เอกสารชี้แจงอาสาสมัครกลุ่มตัวอย่าง (Information sheet) สำหรับผู้เข้าร่วมวิจัย


87


88


89


Click to View FlipBook Version