The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

๑. แนวสอนแผนกกิจการพลเรือน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by icepiyanuch, 2021-03-09 22:39:55

๑. แนวสอนแผนกกิจการพลเรือน

๑. แนวสอนแผนกกิจการพลเรือน

แนวสอนงานกจิ การพลเรือน

โดย
แผนกวชิ ากจิ การพลเรือน
กองการศึกษา โรงเรยี นกิจการพลเรือน
กรมกจิ การพลเรือนทหารบก

พ.ศ. ๒๕๖๒

คำนำ

แนวสอนงานกิจการพลเรือนเล่มนี้จัดเป็นส่วนหน่ึงของการเรียนการสอนโรงเรียนกิจการพลเรือน กรมกิจการ
พลเรือนทหารบก เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาการดำเนินงานด้านกิจการพลเรือนกองทัพบก โดยได้
รวบรวมเน้ือหาข้อมูลความสำคัญของประวัติศาสตร์ทางทหาร ข้อมูลทัว่ ไปของกิจการพลเรือน งานกจิ การพลเรือน
ของกองทัพบก และกลุ่มงานในความรับผิดชอบของกิจการพลเรือน ตามหลักนิยมกิจการพลเรือนของ
กองทัพบก พ.ศ. ๒๕๕๒ (เพื่อพลาง) นอกจากนั้น ให้เห็นถึงความสำคัญของงานด้านกิจการพลเรือน ว่ามี
ความสลบั ซับซ้อน และความละเอยี ดออ่ น ซ่ึงจะทำใหผ้ อู้ ่านไดเ้ ขา้ ใจเรื่องกจิ การพลเรอื งได้เปน็ อยา่ งดี

ทั้งน้ี คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเน้ือหาในแนวสอนงานเล่มนี้ท่ีได้เรียบเรียงมาจะให้ความรู้
และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน หากมีส่ิงใดในตำราเล่มน้ีจะต้องปรับปรุง คณะผู้จัดทำขอน้อมรับ
ในขอ้ เสนอแนะ และจะนำไปแกไ้ ขหรือพัฒนาใหถ้ กู ต้อง สมบูรณต์ ่อไป

แผนกวชิ ากิจการพลเรือน
โรงเรยี นกิจการพลเรอื น กรมกจิ การพลเรือนทหารบก

คณะผจู้ ัดทำ

สารบญั

บทท่ี ๑ ความสำคญั ของประวตั ศิ าสตรท์ างทหาร หน้า
บทท่ี ๒ - ความเป็นมา
บทท่ี ๓ - สมยั สุโขทยั ๑
บทท่ี ๔ - สมยั อยธุ ยา ๒
บทที่ ๕ - สมัยธนบรุ ี ๖
- สมยั รัตนโกสนิ ทร์ ๙
- บทเรยี น บทบาทและหนา้ ที่ทหารกบั กิจการพลเรือน ๙
๑๓
บทบาทและหน้าท่ีความรับผิดชอบของทหาร
- ความหมายและคำจำกัดความของกจิ การพลเรือน ๑๖
- ความสำคญั ของงานกจิ การพลเรือน ๑๗
- ประวัตแิ ละกำเนดิ กิจการพลเรอื น ๑๗

งานกิจการพลเรือนของกองทพั บก ๒๑
- นโยบายกจิ การพลเรอื นของกองทพั บก ๒๑
- หลกั นยิ มกจิ การพลเรอื นของกองทัพบก ๒๒
- การจดั หน่วยและเจ้าหน้าท่ีสายงานกิจการพลเรือน ๒๖
- ความรับผิดชอบและความสัมพนั ธท์ างฝ่ายอำนวยการ
๓๑
ของฝา่ ยกิจการพลเรอื น ๓๗
๔๒
การปฏิบัติการกิจการพลเรอื น ๔๕
- การปฏบิ ัติการกจิ การพลเรือนสนบั สนุนสถาบนั หลกั ของชาติ ๔๘
- การปฏิบตั กิ ารกจิ การพลเรือนสนบั สนนุ การปอ้ งกนั ประเทศ ๕๑
- การปฏบิ ตั ิการกิจการพลเรือนสนบั สนุนการรักษาความม่ันคงภายในราชอาณาจกั ร ๕๗
- การปฏิบตั ิการกิจการพลเรอื นสนบั สนนุ รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
- การปฏิบตั กิ ารกจิ การพลเรือนสนับสนนุ การพัฒนาประเทศและการชว่ ยเหลอื ประชาชน ๖๐
- การปฏิบตั ิการกิจการพลเรอื นสนบั สนนุ การปฏิบตั กิ ารทางทหารนอกเหนอื จากสงคราม

กรณีศกึ ษาการปฏิบัติการกิจการพลเรือนในสงครามอา่ วเปอรเ์ ซยี

บทที่ ๑
ความสำคญั ของประวตั ศิ าสตรท์ างทหาร

ประวัติศาสตร์ทางทหาร ทำให้เราทราบถึงบทเรียนทางทหารที่เป็นข้อบกพร่องและที่ประสบ
ความสำเร็จมาแล้วในอดีต ทำให้เราทราบเหตุการณ์ทางทหารในอดีตที่ผ่านมาว่ามีเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ผลแห่งการเปลี่ยนแปลง ปรากฏคุณประโยชน์หรือผลเสียหายต่อกองทัพ และต่อประเทศชาติอย่างไร
มีความสำคัญสำคัญที่เราจะต้องเรียนรู้ ศึกษาประวตั ิศาสตรเ์ พื่อได้รบั ความรู้เกี่ยวกับกิจการทหาร จิตสำนึกความรัก
ชาติ เสียสละเพื่อชาติ ระลึกถึงคณุ ความดีของบรรพบรุ ุษทีต่ ่อสูเ้ พื่อป้องกันประเทศชาติจึงทำให้เรามแี ผน่ ดินอยู่
ตราบเทา่ ทุกวันน้ี กจิ การทางทหารกับกจิ การพลเรือนมคี วามสัมพนั ธก์ นั อย่างแยกไม่ออก สบื เนอ่ื งมาจากเหตุผล
๔ ประการ

ประการแรก พระมหากษัตริย์ไทยผู้สถาปนาราชอาณาจักร ตั้งแต่ ยุคแรกจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
ลว้ นแต่เป็นพระมหากษตั ริยน์ กั รบทงั้ สิน้

ประการที่สอง ประเทศไทยในสมัยสร้างชาติยุคแรกจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ต้องทำสงคราม
กับประเทศเพื่อนบ้านมาเกือบตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี กล่าวคือ สงครามกับจีน ในสมัยอาณาจักรยูนนาน
และน่านเจ้า สงครามกับขอมในสมัยกรุงสุโขทัยและสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น สงครามกับพม่า ลาว เขมร และมาลายู
ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยาและสมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ตอนต้น

ประการทส่ี าม อุปนสิ ยั ของคนไทยยกย่องบชู าความกล้าหาญ ดงั นัน้ คนไทยในสมยั โบราณจงึ นยิ มอาสา
ศึกสงครามเพราะถือว่าเป็นคุณความดีและเป็นค่านิยมที่ควรยกย่อง จนถึงกับมีคำพังเพยสำหรับคนไทยว่า
“กรงุ ศรอี ยุธยาไมส่ น้ิ คนดี” ซึง่ หมายถึง กรงุ ศรอี ยธุ ยาไมห่ มดคนท่ีมคี วามกล้าหาญ ดังนน้ั การทค่ี นไทยอาสาเป็น
ทหารออกศึกสงครามจึงเปน็ คา่ นยิ มของคนไทยในสมยั นัน้ และมอี ิทธพิ ลของค่านิยมในสมยั ตอ่ มาจนถงึ ปจั จุบนั

ประการท่สี ดุ ทา้ ย กจิ การทหารกบั กิจการพลเรือนของไทยมิได้แยกออกจากกันมาต้ังแต่สมยั อาณาจักร
ยนู นาน อาณาจักรนา่ นเจา้ กรุงสุโขทยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา กรงุ ธนบุรี และกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ตอนต้น พระมหากษัตริย์
ทรงเป็นจอมทัพและผู้ปกครองสูงสุดฝ่ายพลเรือน กล่าวคือ ทรงเป็นประมุขของรัฐ และทรงเป็นผู้นำทางทหาร
และพลเรือนสูงสุด ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.๑๙๙๑ - ๒๐๓๑) ทรงจัด
การปกครองแบบจตุสดมภ์ โดยมีสมุหกลาโหมเป็นหัวหน้าสูงสุดฝ่ายทหาร และสมุหนายกเป็นหัวหน้าสูงสุดฝ่าย
พลเรือน แต่พระองค์มิได้ทรงแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ของอัครมหาเสนาบดีทั้งสองตำแหน่งให้แตกต่างกันแต่ประการใด
ขุนนางทั้งสองตำแหน่งมอี ำนาจหน้าท่ีเหมอื นกัน กล่าวคือ ยามศึกสงครามก็เป็นแม่ทัพนำทหารออกทำการรบกบั
ศัตรู และในยามสงบก็ปกครองบ้านเมือง โดยมสี มหุ กลาโหมรับผิดชอบพ้ืนที่ภาคใต้นับต้งั แต่กรุงศรีอยุธยาลงมา
ส่วนสมุหนายกรับผิดชอบภาคเหนือตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาขึ้นไป จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำใหค้ นไทยมีความรู้สึกว่า
กิจการทหารกับพลเรือนรวมอยู่ในหน้าที่เดียวกันของคนไทย เพราะถึงแม้แต่ประชาชนเองก็มีหน้าที่ในการ
ป้องกันประเทศ และเมื่อว่างเว้นจากศึกสงคราม ก็ทำการประกอบอาชีพตามที่ถนัด ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า
คนไทยในยุคสมัยแรก มีความรู้สึกว่าตนมีหน้าท่ีทั้งในด้านทหารและพลเรือนควบคู่กันไป อย่างแยกกันไม่ออก



จนถึง ร.ศ.๑๑๑ (พ.ศ.๒๔๓๕) ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
จึงไดท้ รงโปรดเกลา้ ฯ ให้ปฏริ ูประบบราชการ มกี ารแยกกจิ การทหารออกจากพลเรอื น

สมัยก่อนสุโขทยั

ก่อนที่จะมีการรัฐไทยขึ้นในดินแดนประเทศไทย ดินแดนในบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของรัฐโบราณ หลายรัฐ
ปัจจุบันนักประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่ให้การยอมรับแนวคิดที่ว่าถิ่นเดิมของชนชาติไทย อยู่บริเวณตอนใต้ของจนี
อย่างไงก็ตามยงั ไมม่ ขี ้อยตุ ิต้องค้นคว้ารายละเอียดตอ่ ไป

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ประเภทศิลาจารึกในประเทศไทยก่อนสมัยสุโขทัย เป็นจารึกที่เขียน
ดว้ ยอกั ษรมอญ และอกั ษรขอม โดยเขียนเปน็ ภาษามอญ ภาษาขอม ภาษาบาลี และสันสกฤต ทีม่ ีจารกึ ภาษาไทย
เลย การปรากฏตัวของกลุ่มชนที่พูดภาษาไทย ปรากฏอยู่ในจารึกของจามปา เขมรและมอญ โดยปรากฏคำว่า
สยาม เป็นครั้งแรกในจารึกพุทธศตวรรษที่ ๑๖ และเมื่อกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๗ คนไทยเริ่มมามีบทบาท
ในดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ และในดนิ แดนภาคเหนอื ของไทย

หลกั ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
นับเป็นศลิ าจารกึ ภาษาไทยยคุ แรกๆบอกเล่าเหตกุ ารณ์

สมัยสโุ ขทยั ไดเ้ ป็นอย่างดี

ชนชาตไิ ทยในดินประเทศไทยในระยะแรก ไม่มีหลกั ฐานท่จี ะสันนิษฐานไดว้ ่ามีบทบาทในการปกครอง
ต่อมาปรากฏหลักฐานที่ทำให้สันนิษฐานได้ว่า เมื่อชนชาติไทยมีจำนวนมากขึ้นและมีผู้นำที่เข้มแข็ง ก็สามารถ
กำจดั อทิ ธพิ ลของคนพ้ืนเมืองหรือพวกที่มอี ำนาจอยู่เก่า โดยยกฐานะขึ้นเปน็ ผู้ปกครอง และขยายอำนาจจนเกิด
เป็นแคว้นและอาณาจักรของคนไทยขึ้น รัฐแรกๆเกิดขึ้นในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ แคว้นโยนกเชียงแสนและ
แคว้นและแคว้นหริ ญั นครเงนิ ยาง แคว้นพะเยา ต่อมาแควน้ หริ ญั นครเงนิ ยางพัฒนามาเปน็ อาณาจกั รล้านนาและ
ย้ายศูนย์กลางลงมาบริเวณลุ่มแม่น้ำปิง ขณะเดียวกันเขมรซึ่งเคยยิ่งใหญ่ในภูมิภาคนี้เสื่อมอำนาจลง ก็เกิด
อาณาจักรสำคัญของคนไทย คืออาณาจักรสุโขทัยขึ้นในภาคเหนือตอนล่าง (ศูนย์กลางอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำยม)
ส่วนในภาคกลาง ก็เกิดแคว้นสุพรรณภูมิในบริเวณลุ่มแม่น้ำสุพรรณบุรี ซึ่งต่อมารวมกับแคว้นลพบุรี เกิดเป็น
อาณาจักรใหญแ่ ละมีอำนาจมาก คอื อาณาจกั รอยธุ ยา (ศนู ยก์ ลางอยู่ในบริเวณลุ่มแมน่ ้ำเจ้าพระยาตอนล่าง)



เชื่อกันว่าการปกครองของชนชาติไทยในยุคแรกของการสร้างชาติ เป็นรัฐแบบเผ่าชนโดยถือเอากลมุ่
เชื้อชาติเป็นชนเผ่า รัฐแบบเผ่าชนของชนชาติไทยสมัยแรกเริ่มนั้น หัวหนา้ เผ่าหรือพ่อหมู่ จะตอ้ งมีลักษณะเข็มแข็ง
เด็ดขาด เพราะต้องต่อสู้กับศัตรูท่ีเขา้ มาแย่งการทำมาหากิน พ่อหมู่จึงมีอำนาจเด็ดขาด และในขณะเดียวกันกม็ ี
ความผูกพันกับราษฎรเสมอื นพอ่ บงั เกิดเกลา้ ระบบการปกครองในยุคแรกจึงเป็นการปกครองแบบพอ่ ปกครองลูกขึน้ มา

รัฐชนเผ่าของชนชาติไทย เริ่มมีความเข้มแข็งขึ้นและได้ขยายดินแดน คนไทยทุกคนมีหน้าที่ป้องกัน
ประเทศ โดยไมม่ ีการแบง่ แยกหน้าที่ทหารออกจากพลเรอื นแต่อย่างใด พลเมอื งทุกคนตอ้ งเป็นทหาร จะแบง่ แยก
หน้าท่ีการเปน็ ทหารและพลเรือนโดยแท้จรงิ คอื ในยามที่บา้ นเมอื งเว้นจากสงคราม ทกุ ปีทางราชการจะแจกเสื้อ
เข็มขัดและกางเกง คนมีม้าอนุญาตใหเ้ ป็นทหารม้าได้ เข็มขัดมสี ีตา่ ง ๆ เพื่อบอกชั้นและตำแหน่งยศ ทุกท้องถน่ิ
แบ่งทหารออกเปน็ ๔ กุน แต่ละกุนใช้ธงตา่ งสี มีผูบ้ งั คับบญั ชาทำนองแม่ทพั สำหรับควบคมุ บงั คับบญั ชาท้ัง ๔ กุน

การปกครองของอาณาจักรไทยในยุคแรกนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงระยะเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อใน
การดำรงความเป็นเอกราชของชนชาติไทยก็ว่าได้ ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงต้องรับใช้ประเทศชาติในหน้าที่ ๒ ไปพร้อม ๆ กัน
พลเมอื งทกุ คนไมว่ า่ ชายหรือหญิงจะตอ้ งออกรบอยา่ งรว่ มเป็นร่วมตายโดยมพี อ่ หมู่เป็นผนู้ ำหรอื ผบู้ ัญชาการทหาร
สูงสุด

สมยั กรุงสุโขทยั

ระหว่างกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่

๑๘ อาณาจักรเขมร ซึ่งตั้งอยู่ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง

ตอนล่าง มีเมืองพระนคร (เสียมราฐ) เป็นเมืองหลวงได้ขยายอำนาจ

เขา้ มาทางตะวันออกเฉียงเหนอื ภาคเหนอื ภาคตะวันออก และที่ราบลุ่ม

แม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลางของดินแดน ที่เป็นประเทศไทยใน

ปจั จุบนั เขมรได้เมืองละโว้ (ลพบุรี) ไว้เป็นเมอื งหนา้ ดา่ นด้านตะวนั ตก

ของเขมร แต่เมื่อสิ้นรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ อาณาจักรเขมรก็

เสื่อมอำนาจลง คนไทยที่สุโขทัยต่างพยายามตั้งตนเป็นอิสระ พอ่ ขุนศรีอินทราทติ ย์
ด้วยความสามารถของผูน้ ำไทย พ่อขนุ บางกลางหาว เจ้าเมอื งบางยาง ปฐมกษตั ริยแ์ หง่ ราชวงศ์พระรว่ ง

และพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด ได้รวบรวมคนไทย และนำกำลังเข้าสู้รบ

ซึ่งในทสี่ ุดพ่อขุนบางกลางหาว ไดร้ ับการสถาปนาขนึ้ เปน็ กษัตริย์ครอง

สโุ ขทยั เมอื่ ประมาณ พ.ศ. ๑๗๙๒ ทรงพระนามวา่ พอ่ ขนุ ศรีอินทราทิตย์ ทรงเปน็ ปฐมกษัตริย์แหง่ ราชวงศ์พระร่วง

เมื่อเริ่มอาณาจักรสุโขทัย สุโขทัยอยู่ท่ามกลางนครรัฐหรือหัวเมืองที่เป็นของชนชาติไทยกลุ่มอ่ืน

เมืองสุโขทัยจึงยังไม่เป็นที่ยอมรับของบางเมือง การรบครั้งสำคัญจึงเกิดขึ้น ในคราวที่ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด

ได้ยกทัพเข้ามาล้อมเมืองตาก ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านด้านตะวันตกของอาณาจักรสุโขทัย เมื่อประมาณ

พ.ศ. ๑๘๐๕ พอ่ ขุนศรอี นิ ทราทิตย์ปฐมกษัตรยิ แ์ หง่ กรงุ สุโขทัย ไดย้ กทัพไปปราบขุนสามชน พร้อมดว้ ยพระโอรส

องค์เล็ก คือ พ่อขุนรามคำแหง (พระนามเดิมวา่ พระราม) ขณะท่ที รงมพี ระชนมายุเพียง ๑๙ พรรษา โดยในการรบคร้ังน้ัน



พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงช่วยพระราชบิดาในการรบอย่างกล้าหาญจนได้ชัยชนะ ภายหลังพ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ทรงพระราขทานนามพระโอรสว่า พระรามคำแหง

การขยายอาณาเขต อาณาจักรสุโขทยั มีความรุ่งเรืองและขยายอาณาเขตออกไปได้อย่างกว้างขวางใน
สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (ครองราชย์ประมาณ พ.ศ. ๑๘๒๒ - ๑๘๔๒) พ่อขุนรามคำแหงมหารราช
ทรงเป็นนักรบและนักปกครอง สุโขทัยได้แผ่อาณาเขตออกไปทางเหนือจรดล้านนาไทย ทางตะวันตกถึงทวาย
มะริด ตะนาวศรี และเมาะตะมะของมอญ ทางตะวนั ออกจรดเมอื งหลวงพระบาง ซ่ึงเปน็ ศูนยอ์ ำนาจของลา้ นช้าง
ทางใต้จรดนครศรีธรรมราช การขยายอำนาจในรัชสมัยน้ี อาศยั กำลังทางทหารและสร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
ทรงดำเนินนโยบายทั้งสันติวิธี และโดยยุทธวิธี กล่าวคือ ยินยอมเป็นมิตรกับจีนราชวงศ์มองโกล และ
กับอาณาจกั รลา้ นนา ในขณะเดยี วกันก็ดำเนินนโยบาย “ชว่ ยตวงบ้านตวงเมือง” โดยชว่ ยเหลอื สร้างบ้านเมืองอื่น
ที่มาอ่อนน้อมให้เจริญก้าวหน้า เพื่อผูกมัดให้มีความจงรักภักดีต่อสุโขทัย ตลอดทั้งนโยบาย ขยายอาณาเขต
เพ่ือแสวงหาอำนาจและเพื่อป้องกนั ตนเองด้วย โดยการจัดให้หัวเมืองทีต่ ีได้หรือมาสวามิภักดิ์เหล่าน้ัน เป็นแนว
ป้องกันอาณาจักรสุโขทัย การปกครองอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัยขึ้นอยู่กับกษัตริย์สุโขทัยเป็นสำคัญ
ถา้ กษัตริย์มคี วามเข้มแขง็ เมืองตา่ ง ๆ ก็จะเข้ามาอยใู่ นอำนาจ หากกษัตรยิ ์ออ่ นแอ เมอื งตา่ ง ๆ ก็จะแยกเปน็ อิสระ

การทหารสมัยสุโขทยั

การบังคับทหารสมัยสุโขทัย ถือหลักว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้บงั คับบัญชาโดยตรง มีเสนาบดีเป็น

แม่ทัพรองๆ ลงมา ชายฉกรรจท์ กุ คนต้องเปน็ ทหาร โดยใหห้ ัวหน้าสกลุ ซง่ึ เรียกว่า เจ้าหมู่ เป็นผู้ควบคมุ ทหารใน

สกุลของตน ทำการฝึกสอนศิลปะการต่อสู้ และการใช้อาวุธแก่ทหารในสกุลของต้น ทั้งในยามปกติและ

ยามสงคราม จดั วา่ เปน็ หนว่ ยทหารขนาดเลก็ ที่สดุ ในหม่บู า้ นขนาดใหญ่อาจมหี ลายหมู่ ในสมยั สโุ ขทยั ยังมิได้แยก

เป็นฝ่ายทหารและพลเรือน ในยามปกติ บรรดาชายฉกรรจ์มีฐานะเป็นพลเรือนประกอบสัมมาอาชีพ

แตใ่ นยามศกึ สงครามจะเปลยี่ นสภาพเป็นทหารเขา้ ประจำกองทพั

พระมหากษัตริย์ทรงเปน็ แม่ทัพใหญ่ (จอมทัพ) ยกทัพหลวงไปรบด้วยพระองค์เอง ส่วนขุนนางผ้ใู หญ่

อื่น ๆ จะไดร้ ับตำแหนง่ แม่ทพั รองๆ หรอื เปน็ ผบู้ งั คบั หนว่ ยในกองทพั หลวง หากพระมหากษตั ริย์โปรดให้ขุนนาง

ผใู้ หญ่เป็นแมท่ พั ไปรบแทนแลว้ กจ็ ะทรงมอบอาญาสิทธ์ใิ ห้

จึงเห็นได้ว่า ในสมัยกรุงสุโขทัยนั้นคนไทยทุกคนต้องทำหน้าที่ในด้านทหารและพลเรือนรวมกันไป

อย่างแยกไม่ออกและถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยทุกคน ตามพระราโชบายของพระมหากษัตริย์สมัยสุโขทัย

นี่เองทำให้คนไทยมีค่านิยมในความกล้าหาญ ท่ีเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากเนื้อเพลงชาติไทย

อันแสดงความกลา้ หาญมาตัง้ แตส่ มัยโบราณทว่ี ่า

ประเทศไทยรวมเลือดเนอ้ื ชาตเิ ชอื้ ไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกสว่ น

อยดู่ ำรงคงไว้ไดท้ ง้ั มวล ด้วยไทยลว้ นหมายรกั สามัคคี

ไทยน้ีรกั สงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด



การปกครองสมัยสโุ ขทัย

ในสมยั สุโขทัย พระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ผู้บงั คับบัญชาโดยตรง มีเสนาบดีเป็นรองแม่ทัพลงมา
ใช้หลักในการป้องกันประเทศที่ว่าชายฉกรรจ์ทุกคนต้องเป็นทหาร ในยามปกติบรรดาชายฉกรรจ์
มีสถานะเป็นพลเรือน ประกอบสัมมาอาชีพ แต่ในยามศึกสงคราม จะเป็นสภาพเป็นทหารเข้าประจำ
กองทัพ

ราชาธิปไตย หรือสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์ เป็นรูปแบบการปกครองทีอ่ งค์พระมหากษตั ริยท์ รงเป็นผูใ้ ช้
อำนาจอธิปไตยซ่งึ เป็นอำนาจสงู สุดในการปกครอง ทรงใชอ้ ำนาจบนพืน้ ฐานของหลกั ธรรม ประชาชนอย่รู ่มเย็นเปน็ สุข

รูปแบบการปกครองสมัยสุโขทัยตอนต้น เป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ทรงปกครองดูแล
ราษฎรอย่างใกลช้ ิดเหมอื นพอ่ ปกครองลกู โดยเฉพาะพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผู้ใดมเี รื่องเดอื ดร้อนก็สามารถเข้า
ถวายฎกี าร้องทุกขต์ อ่ พ่อขุนไดโ้ ดยตรงดังขอ้ ความในหลักศิลาจารกึ หลักที่ ๑ ความว่า

“ในปากประตมู ีกระดิง่ อนั หนึง่ แขวนไว้น้ัน ไพรฟ่ ้าหนา้ ปกกลางบา้ นกลางเมอื งมีถ้อยคำเจบ็ ท้องข้องใจ
มนั จกั กลา่ วถึงขนุ บ่ไรไ้ ปล่ันกระด่งิ อันท่านแขวนไวพ้ ่อขุนรามคำแหงเจา้ เมืองได้ยนิ เรยี กเมื่อถามสวนความแก่มัน
ดว้ ยซื่อไพรใ่ นเมอื งสุโขทยั จึงชม”

รูปแบบการปกครองในสมัยสุโขทัยตอนปลายเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ในรัชสมัยสมเด็จ
พระมหารธรรมาชาท่ี ๑ (ลิไทย) โดยพระพุทธศาสนาเปน็ แนวทางในการปฏิบัติเรียกว่า ธรรมราชา

ความเสื่อมของอาณาจกั รสุโขทัย เมื่อสิ้นรัชสมยั พ่อขุนรามคำแหงมหาราชหัวเมืองต่าง ๆ ก็แข็งเมือง
รวมทั้งและลิดรอนอำนาจสุโขทัยลงตามลำดบั รวมทั้งพระมหากษตั ริย์สุโขทัยระยะหลังไม่มีความเข็มแข็งเพียง
พอ กำลงั รบของสโุ ขทัยจงึ ออ่ นกำลังลง

สโุ ขทัยมีลกั ษณะการปกครองแบบพอ่ ปกครองลกู ผปู้ กครอง
คือพ่อขุน ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อที่จะต้องดูแลคุ้มครองลูก ในสมัย
พระขนุ รามคำแหงมหาราช พระองคท์ รงโปรดให้สรา้ งกระดิ่งแขวนไว้
ที่หน้าประตูพระราชวัง เมื่อประชาชนมีเรื่องเดือดร้อนก็ให้ไปสั่น
กระดง่ิ รอ้ งเรียน พระองค์กจ็ ะเสด็จมารับเร่ืองราวรอ้ งทุกข์



ลักษณะเดน่ ของรปู แบบการปกครองในสมยั โขทยั
๑. พ่อขุนใช้อำนาจอธิปไตยโดยมีรูปแบบปกครองประชาชนด้วยความรัก เป็นการปกครองแบบ

พอ่ ปกครองลกู หรือแบบปิตุราชาธปิ ไตย
๒. พ่อขนุ อยู่ในฐานะผ้มู ีอำนาจสูงสุดแตเ่ พยี งผู้เดียว
๓. ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการดำเนนิ ชวี ติ พอสมควร ดงั จะเห็นจากศิลาจารึก อธิบายวา่

“ใครใครค่ า้ ค้า เอามา้ มาคา้ เอาข้าวมาขาย” นอกจากให้เสรภี าพทางเศรษฐกิจแลว้ ยงั ไมเ่ กบ็ ภาษีด้วย “เจา้ เมอื ง
บ่เอาจงั กอบในไพร่ลทู่ าง”

๔. มกี ารพิจารณาคดีโดยใชห้ ลกั ประกนั ความยตุ ิธรรม ในศิลาจารึกเขียนไว้ว่า “ลูกเจา้ ลกู ขุนแลผดิ แผก
แสกกว้างกนั สวนดูแลแทจ้ ่งึ แล่งความแก่ข้าด้วย ซ่อื บ่เข้าผู้ลกั มกั ผซู้ ่อน”

๕. ทรงปกครองบ้านเมืองแบบเปิดเผยบนพระแท่นในวันธรรมดา ส่วนวันพระหรือวันโกนก็ทรงจัดให้
พระมาเทศน์ “ผิใช่วันสูดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยขึ้นนั่งแท่นเหนือขนาดหินให้ฝูงท่วยลูกเจ้าขุน
ฝงู ทว่ ยถอื บ้านถอื เมอื งคลั

สมยั อยุธยา (พ.ศ.๑๘๙๓ - ๒๓๑๐)

อาณาจักรอยุธยา สถาปนาเมื่อ พ.ศ.๑๘๙๓ ภายหลังกรุงสุโขทยั

อ่อนแอลง จนที่สุดต้องตกเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยธุ ยา โดยมีสมเด็จ

พระรามาธิบดีที่ ๑ (สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง) เป็นปฐมกษัตริย์ ภายหลังจาก

กรุงสุโขทัยอ่อนแอลง จนในที่สุดต้องตกเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาแลว้

สมเด็จพระเจ้าอู่ทองก็ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่าสมเด็จ

พระรามาธิบดีที่ ๑ โดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีในปี พ.ศ.๑๘๙๓

พระองค์เปน็ พระมหากษตั รยิ ท์ ที่ รงพระปรีชาสามารถในกิจการทัง้ ด้านทหาร

และพลเรือน กล่าวคือในด้านกจิ การทหาร พระองค์ทรงทำศึกสงครามตอ่ สู้

เอาชนะขอมได้อย่างราบคาบ จนในรัชสมัยของพระองค์ปราศจากศัตรูมา

รบกวน ในด้านการจัดการปกครอง พระองค์ทรงคิดระบอบการปกครอง สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรอื
แบบจตุสดมภ์ ประกอบด้วยหน่วยงานในระดับกรม ๔ กรม ได้แก่ เวียง วงั พระเจ้าอทู่ อง (พ.ศ. ๑๘๕๗ - ๑๙๑๒)
คลงั และนา และทรงโปรดเกล้าฯ ใหร้ วมหน้าทีก่ ิจการทหารและพลเรือนให้ เป็นพระมหากษัตรยิ ์ไทยพระองคแ์ รก
อยู่รวมกันในการจัดการปกครองประเทศและหัวเมือง กล่าวคือ พระองคใ์ น ในราชวงศอ์ ่ทู องแห่งอาณาจกั รอยธุ ยา

ฐานะพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำพลเรือนสูงสุด ส่วนในการปกครองหัวเมือง

ทรงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระราเมศวร พระบรมโอรสาธริ าชไปเปน็ เจ้าเมืองลพบุรี และเป็นผบู้ ญั ชาการทหารใน

ขณะเดียวกันไปดว้ ย เพราะในระยะน้ันพวกขอมยังมีอิทธิพลอยู่ในดินแดนแถบสุวรรณภมู ิ จึงเท่ากับว่าพระองค์

ทรงรวมเอากิจการทหารกับพลเรือนมาอยู่ในหน้าที่เกี่ยวกับส่วนหัวเมืองอื่นๆ ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ จัดการ

ปกครองในลกั ษณะเดียวกัน



ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.๑๙๙๑ – ๒๐๓๑) กิจการทหารกับพลเรือน มีความสัมพันธ์
กันอย่างแยกไม่ออก กล่าวคือพระองค์ปรับปรุงการปกครองแบบจตุสดมภ์ ซึ่งมีมาแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง
ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยทรงจัดให้มีตำแหน่งสมุหกลาโหมและสมุหนายก แต่ปรากฏว่าพระองค์ได้ให้
อัครมหาเสนาบดีทั้งสองมีหน้าที่ทั้งด้านทหารและพลเรือนเท่ากัน เพียงแต่แบ่งเขตการการปกครองในความ
รบั ผิดชอบออกจากกันเท่านน้ั กลา่ วคอื สมหุ กลาโหมรบั ผิดชอบอาณาเขต ตงั้ แต่ภาคเหนอื ของกรุงศรีอยุธยาขึ้น
ไปรวมทงั้ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ด้วย ด้วยเหตนุ ้ี จึงทำใหส้ มหุ กลาโหมและสมุหนายก เปน็ ท้ังผบู้ ญั ชาการทหาร
และผปู้ กครองฝา่ ยพลเรอื นสงู สุดรองลงไปจากพระมหากษัตริย์ คนไทยในสมยั กรงุ ศรีอยุธยาเอง ก็เคยชินกับการ
รวมหนา้ ท่ีกิจการทหารและพลเรอื นอยู่ด้วยกัน

ในสมยั กรุงศรีอยุธยา ไทยตอ้ งตอ่ สศู้ กึ สงครามกับพม่ามาเกอื บตลอดเวลา ๔๑๗ ปี ทำให้กิจการทหาร
กับกิจการพลเรือนกลายเป็นหน้าทีข่ องพลเมอื งอยา่ งแยกไมอ่ อกและฝังอยูใ่ นสายเลอื ดของคนไทยอย่างแน่นแฟ้น
พระมหากษตั รยิ ์พระองค์สำคญั ๆ ที่กอบกูอ้ สิ รภาพใหก้ ับคนไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไดแ้ ก่สมเด็จพระนเรศวร
มหาราชก็ทรงเป็นนักรบ และในขณะเดียวกันพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำประโยชน์ให้กับคนไทยทั้งชาติในด้าน
ส่งเสริมความเจริญกา้ วหน้าในด้านพลเรอื นเช่น การต่างประเทศ การศาสนา การบำรุงการอาชีพ ฯลฯ ก็ได้รบั
การยกย่องเช่นกนั เชน่ สมเด็จพระนารายณ์ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เป็นตน้

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา
เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๑๓๕ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้วันท่ี
๑๘ มกราคม ของทุกปเี ปน็ “วนั ยทุ ธหตั ถ”ี



กรุงธนบรุ ี (๒๓๑๐ - ๒๓๒๕)

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นนักรบและนักการทหาร

ที่เก่งกล้าสามารถมีความจัดเจน ในหลักการสงครามทั้งยุทธศาสตร์และ

ยุทธวิธี อันเป็นคุณสมบัติของบุคลที่จะเป็นผู้นำการกอบกู้บ้านเมือง

พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้มีการบันทึกไว้ใน

พระราชพงศาวดารฉบบั ตา่ ง ๆ ไดก้ ล่าวถึงประวัตกิ ารรบั ราชการเริ่มตน้ จาก

ตำแหน่งมหาดเล็ก และได้ใช้ความรู้ความสามารถในการรบจนได้เลื่อนเป็น

พระยาตาก ปกครองเมืองตากในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ต่อมา

พระยาตากมาช่วยราชการสงคราม ป้องกันพมา่ ในกรงุ ศรีอยธุ ยา เน่อื งจาก

มีฝีมือในการรบเข้มแข็ง มีความชอบในสงครามจึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็น

สมเด็จพระเจา้ ตากสนิ มหาราช ทรง พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ระหว่างทำศึกรักษาพระนคร
กอบก้เู อกราชของชาติและเสด็จขน้ึ ในห้วงเวลาทกี่ รงุ ศรีอยุธยาใกล้จะเสยี แก่พม่า พระยาตากตัดสินใจพาไพร่พล
เปน็ พระมหากษตั รยิ ์ ครองกรงุ จำนวนหนึ่งตีฝ่าวงล้อมทัพพม่าออกไปทางทิศตะวันออก และได้เข้ายึด
ธนบรุ ี นับต้งั แต่ พ.ศ.๒๓๑๐ จนั ทบรุ ีเป็นที่ตัง้ ชมุ นุม ซึ่งอย่หู า่ งไกลศูนย์กลางสงครามและมีทางออกทะเล

ไดง้ า่ ย พระยาตากเร่ิมดำเนินการกอบกู้ราชอาณาจักรอยุธยา โดยเรม่ิ จากการตีเมอื งตราด ซ่ึงเป็นที่ชุมนุมพ่อค้า

วาณิชนายสำเภาทั้งปวง จากนั้นได้เตรียมต่อเรือรบ และเตรียมกำลังพลที่เมืองจันทบุรีแล้วจึงยกทัพเรือแทน

การเดินทางบก ซึง่ ใชเ้ วลานานจนศตั รูอาจไหวตวั ทัน ทัพเรอื ได้ออกจากเมอื งจันทบรุ ไี ดโ้ ดยง่าย พระยาตากยกทัพจู่โจม

ต่อไปยังคา่ ยโพธ์ิสามตน้ ที่เป็นค่ายบญั ชาการใหญ่ของพม่า มีชัยชนะเหนือพระสุกี้นายกอง แม่ทัพพมา่ ในที่สดุ

กองทัพไทยสามารถขับไล่พม่า ซึ่งตั้งกำลังรักษากรุงศรีอยุธยาได้เป็นผลสำเร็จ เท่ากับเป็นการกอบกู้เอกราช

และไดอ้ ัญเชญิ ขึ้นเป็นพระเจ้าแผน่ ดนิ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐

ภายหลังที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกูเ้ อกราช และได้รับอันเชิญขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดนิ

พระองค์ทรงย้ายราชธานีมาตั้งที่กรุงธนบุรี เนื่องจากปัจจัยทางยุทธศาสตร์ กรุงศรีอยธุ ยามอี าณาเขตกว้างใหญ่

เกินกำลังท่ีจะรักษา และมสี ภาพหกั พงั ยับเยิน การทีจ่ ะบูรณะให้เปน็ ราชธานนี นั้ ตอ้ งสิ้นเปลอื งทรัพยากรจำนวนมาก

ท้ังเป็นสมรภูมิรบท่ไี ม่สงบ ขา้ ศกึ สามารถยกทพั กลบั มาประชดิ เมืองได้สะดวกทง้ั ทางบกและทางน้ำ ส่วนกรุงธนบุรี

เป็นเมอื งเล็ก มีแมน่ ้ำล้อมรอบ มีปอ้ มปราการมนั่ คงและใกลท้ ะเลอยไู่ ม่ห่างจากอยุธยามากนัก เหมาะท่ีจะเป็นท่ี

ก่อร่างสร้างตัวของคนไทยในสมัยที่บ้านเมืองกำลังมศี ึกสงครามติดพันอยู่ นอกจากนี้ทรงหวังที่จะใช้ป้อมเมือง

บางกอก ซึ่งฝรัง่ เศสสรา้ งไวอ้ ย่างแข็งแรงเปน็ ท่ตี ง้ั รบั และอาศยั แมน่ ้ำเจ้าพระยาท่ที ัง้ กวา้ งและลกึ ให้เป็นอุปสรรค

ในการล้อมจากข้าศึกสามารถใช้เรือรบออกโจมตีข้าศึกได้ตลอดเวลา ธนบุรีตั้งปิดปากน้ำซึงเป็นเส้นทางติดต่อ

ระหว่างประเทศกับหัวเมืองต่างๆ หาซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์จากต่างประเทศได้โดยตรง นอกจากนี้ ธนบุรีตั้งอยู่ใน

ทำเลท่ีเหมาะสมต่อการค้ากบั ต่างประเทศ เรือสำเภาสามารถเข้ามาไดโ้ ดยงา่ ย อีกทั้งผืนดินยงั อุดมสมบูรณ์เหมาะ

แกก่ ารเพาะปลกู



สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงพยายามรวบรวมพระราชอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่น สร้างความ
เป็นเอกภาพของบ้านเมือง โดยปราบปรามชุมนุมหรือก๊กตามเมืองต่าง ๆ ขณะเดียวกันพระองค์ ได้ทำสงคราม
เพอื่ ป้องกนั พระราชอาณาจกั รควบคู่ไปดว้ ย

สมเดจ็ พระเจา้ กรุงธนบรุ เี องกท็ รงได้รับสมญาพระนามวา่ “นกั รบผูก้ ล้าหาญ” เพราะนอกจากพระองค์
จะทรงเป็นผู้กอบกู้อิสรภาพมาให้กับประเทศจากพม่าในปี พ.ศ.๒๓๑๐ แล้ว พระองค์ยังต้องทรงยกทัพไป
ปราบปรามกลุ่มคนกระด้างกระเดื่องรวมทั้งประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งเอาใจออกห่างอีกด้วย จึงต้องทรงทำนุบำรุง
กองทัพให้เข้มแข็งม่ันคง พระองค์เองกท็ รงแสดงให้ประชาชนของพระองค์ทราบว่า พระองค์ทรงเปน็ นักรบหรือ
นกั การทหารควบคูก่ นั ไปกบั นักปกครองดว้ ย จากผลงานอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระเจ้ากรงุ ธนบรุ ี หรอื สมเด็จพระ
เจ้าตากสินนี้เอง ทำให้ประชาชนชาวไทยต่างพร้อมใจกันถวายพระนามของพระองค์ว่า “มหาราช” ดังน้ัน
จึงเห็นได้ว่าผลงานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมีงานทั้งด้านการทหารกับพลเรือนควบคู่กนั ไป ซึ่งทำให้ประชาชนเอง
กไ็ มส่ ามารถแยกออกจากความร้สู กึ ไดว้ ่าพระองคท์ รงเปน็ นกั รบโดยเฉพาะหรือเป็นนักปกครอง

สมัยกรงุ รตั นโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๔๕๓ )

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จข้ึน

ครองราชย์ในปี พ.ศ.๒๓๒๕ พระราชอนุชาของพระองค์คือพระยาสุรสีห์

ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และทรงดำรง

ตำแหน่งวงั หนา้ ทัง้ สองพระองคท์ รงเป็นนกั รบทีก่ ลา้ หาญ และในขณะเดยี วกัน

ก็ทรงเป็นนักปกครองที่มีพระปรีชาสามารถ ดังจะเห็นได้ว่าบรรดาประเทศ

เพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร ญวน ไม่กล้าที่จะกระด้างกระเดื่อง ตรงกันข้าม

ประเทศเหลา่ นี้กลับมาสวามภิ กั ด์ติ ่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

มหาราช นอกจากนี้พระองค์ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงกฎหมายตราสามดวง

การบำรุงศาสนา การส่งเสริมอาชีพ และด้านอื่น ๆ จนมีความเจริญก้าวหน้า

อยา่ งมาก พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลก
มหาราช ทรงปราบดาภเิ ษกเป็นปฐมกษัตรยิ ์
แห่งพระบรมราชวงศจ์ ักรี เม่ือ พ.ศ. ๒๓๒๕

กฎหมายตราสามดวง ประทับตราพระราชสีห์ คชสีห์ และตราบัวแก้ว
เ ป ็ นก ฎ ห ม า ย ที่ พร ะ บ า ท ส ม เ ด ็ จ พร ะ พุ ท ธ ยอ ด ฟ้ า จ ุ ฬ า โ ล ก ม ห า ร า ช
โปรดเกล้าฯ ใหช้ ำระรวมรวบขนึ้ เพ่อื ใช้เป็นหลักในการบริหารแผ่นดิน

๑๐

เป็นที่น่าสงั เกตว่า การจดั ระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดนิ ในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ก็ยงั คงยึดถอื แบบอยา่ งจากสมัยกรงุ ศรีอยุธยา คือ การปกครองแบบจตุสดมภ์ ซงึ่ แบ่งออกเป็นเวียง วัง คลงั และ
นา มีสมุหกลาโหม และสมุหนายก เป็นตำแหน่งประมุขของฝ่ายทหาร และประมุขของฝ่ายพลเรือนตามลำดบั
แต่ก็มิได้แบ่งแยกหน้าที่ทางทหารและพลเรือนออกจากกันตามแบบฉบับของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่ง
กรงุ ศรีอยธุ ยา บรรดาขา้ ราชการและประชาชนทว่ั ไปกเ็ คยชนิ ตอ่ การจดั ระเบียบบริหารราชการแผ่นดนิ แบบนแ้ี ลว้

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.๒๓๕๒
สมเด็จเจา้ ฟ้ากรมหลวงอิสรสุนทรพระราชโอรสาธริ าช ทรงเสดจ็ ข้ึนครองราชยส์ บื แทนพระองคท์ รงสนพระทัยใน
การปรับปรุงกิจการทหารตามแบบฉบับของยุโรป ซึ่งพระองค์ทรงพอพระทัยในการปรับปรุงกิจการทหารแบบ
ยุโรปจากประสบการณ์ในการติดต่อกับชาวต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยของพระองค์โดยเฉพาะนายจอห์น
ครอเฟริ ์ท ซ่ึงเขา้ มาติดต่อในฐานะทตู ของอปุ ราชอังกฤษประจำอนิ เดียในปี พ.ศ.๒๓๖๔ วัตถุประสงค์ในการขยาย
การค้าขายของอังกฤษมายังประเทศไทย พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า นายจอห์น ครอเฟิร์ท
เข้ามาติดต่อกับประเทศไทยในสมัยนั้นไดน้ ำเอาทหารมาจำนวนหนึ่งแต่งเคร่ืองแบบตะวนั ตกซ่ึงเรยี กว่าทหาร

ซีปอย (หมายถึงทหารอินเดยี แต่งกายแบบทหารอังกฤษ) พระองค์จงึ ทรงปรบั ปรงุ ใหท้ หารจำนวนหน่ึง
แต่งกายแบบทหาร ซปี อย จึงนบั ว่าเป็นการเรมิ่ ปฏิรปู ระบบทหารตามแบบฉบับอังกฤษเปน็ ครงั้ แรก

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.๒๓๖๗ ภายหลังจากพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสวรรคตในปเี ดียวกันและเจ้านายชัน้ ผู้ใหญก่ ราบบงั คมทูลอัญเชญิ พระองค์เสด็จ
ขึ้นครองราชย์ ในระหว่างรัชสมัยของพระองค์ (พ.ศ.๒๓๖๗ - ๒๓๙๔) กิจการทหารได้รับการปรับปรุงอย่าง
มากมาย ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ เพราะประเทศไทยยังคงต้องทำศึกสงครามกับพม่าอยู่ และยังมสี งคราม
ย่อยกับเขมร เวียดนาม และมลายู พระองค์ทรงว่าจ้างนายทหารชาวอังกฤษชื่อ ร้อยเอก น๊อกซ์ และร้อยเอก
อิมเปย์ มาปรับปรุงกิจการทหารตามแบบยโุ รป นี่จึงเป็นเหตุผลที่สำคัญประการหน่ึงทีท่ ำให้กิจการทหารเริ่มมี
ความเจริญกา้ วหน้า และเพ่ิมความชำนิชำนาญแยกต่างหากออกไปจากกิจการพลเรือน อันเป็นระยะเร่ิมต้นของ
การสร้างความชำนิชำนาญและเป็นผลให้มีการแยกกิจการทหารออกจากกิจการพลเรือน ในสมัยของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัวในระยะตอ่ มา

ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เช่นเดียวกัน ยังมีการปกครองแบบจตุสดมภ์ และ
มีตำแหนง่ สมุหกลาโหมและสมุหนายก โดยมตี ำแหน่งอคั รมหาเสนาบดีทัง้ สองยงั คงมหี น้าท่ีเหมือนกัน คือหน้าท่ี
ทางทหารและพลเรอื น เพียงแตแ่ บง่ เขตพ้ืนทรี่ บั ผิดชอบกนั เท่าน้ัน กล่าวคือสมุหกลาโหมรับผิดชอบดินแดนที่อยู่
ในภาคใตข้ องราชธานี และสมหุ นายกรบั ผดิ ชอบดินแดนภาคเหนอื ของราชธานเี ท่านนั้

ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.๒๔๙๔ บรรดาเจ้านายทั้งหลาย
ไดพ้ รอ้ มใจกบั กราบถวายราชบัลลังก์ แกส่ มเดจ็ เจา้ ฟา้ มงกฎุ ซึง่ ต่อมามพี ระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว แต่พระองค์ก็ทรงสถาปนาสมเด็จเจา้ ฟา้ จุฬามณี ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรวังหน้า มีฐานะเทียบเทา่
พระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งสองพระองค์ทรงสนพระทัยใน
การทำนุบำรุงกิจการทหาร โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเน้นการบำรุงกองทัพบกและ

๑๑

พระบาทสมเด็จพระป่ินเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเน้นการบำรุงกองทัพเรือ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้วา่ ทั้งสองพระองค์ได้
ทำนุบำรุงกิจการทหารตามแบบประเทศตะวันตก และมีส่วนทำให้กิจการทหารมีความชำนิชำนาญเป็นพิเศษ
มากขึ้นจนมีความแตกต่างไปจากกิจการพลเรือน ซึ่งมีผลทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงปฏริ ปู ระบบราชการท่ที ำใหร้ าชการทหารมีลักษณะเป็นทหารอาชีพ ในสมัยต่อมา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปรับปรุงกองทัพไทยให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
เพราะพระองค์ทรงตะหนักดีว่า ประเทศมหาอำนาจกำลังแผ่ขยายลัทธิล่าอาณานิคมกันมากทั้งในอเมริกาใต้
อัฟริกา และเอเชีย และประเทศไทยเองก็ต้องเผชิญกับศึกสงครามที่ยังคุกรุ่นอยู่กับประเทศเพื่อนบ้าน
นอกเหนือไปจากลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจ พระองค์ได้ว่าจ้างนางแอนนา เลียวโนเวนส์
ชาวอเมริกนั มาเปน็ ครูสอนภาษาอังกฤษและความรู้ท่ัวไปแกพ่ ระราชโอรสและพระธดิ า ซง่ึ ตอ่ มาได้ขยายการสอน
ภาษาอังกฤษไปยงั พวกขุนนางทั้งทหารและพลเรือน ทำใหพ้ ระบรมวงศานวุ งศ์และเจ้านายทัง้ หลายสามารถอ่าน
และเขียนภาษาอังกฤษได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศในสมัยต่อมา นอกจากนี้ทรงส่งนักเรียนหลวงไป
ศึกษาในประเทศยุโรปอกี จำนวนหนงึ่ ด้วย สำหรับสมหุ กลาโหมและสมุหนายกนนั้ ทรงโปรดเกล้าฯ ใหต้ ้องศึกษา
ภาษาอังกฤษจนสามารถอ่านและเขยี นได้

ในด้านการทำนุบำรุงความเจริญด้านอื่น ๆ เช่น การศาสนา การศึกษา การอนามัย การบำรุงและ
ส่งเสริมอาชีพ การปกครอง ฯลฯ ทรงทำนุบำรุงอย่างแข็งขัน จนทำให้บ้านเมืองมีความเจริญขึ้นตามแบบฉบบั
ของความทันสมยั ซง่ึ เป็นผลดีในการพัฒนาประเทศสมัยตอ่ มาจนถงึ ปัจจุบนั

สำหรับการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ยังคงการปกครองแบบจตุสมดภ์ มีอัครเสนาบดี ๒
ตำแหน่ง คอื สมุหกลาโหม และสมหุ นายก มไิ ด้แบ่งแยกหนา้ ท่ีระหว่างกจิ การทหารและพลเรอื นออกจากกนั

ในปี พ.ศ.๒๔๑๑ ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าฯ ได้ครองราชย์สืบต่อมา ทรงพัฒนาประเทศเจริญรอยตามพระราชบิดา พระองค์ได้มีโอกาส
เสด็จประพาสต่างประเทศหลายครั้ง ครั้งแรกเสด็จประพาสสิงคโปร์ ปัตตาเวีย และสมารัง ครั้งต่อมาเสด็จ
ประพาสอินเดีย ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจตะวันตกทั้งสิ้น ทำให้พระองค์
มีประสบการณ์ในการสร้างความทันสมัยแบบตะวันตกในกิจการด้านต่าง ๆ ของประเทศ และอีก ๕ ปีต่อมา
(พ.ศ.๒๔๑๖) พระองคไ์ ดเ้ สดจ็ เยอื นนานาประเทศ ได้แก่ อังกฤษ ฝรงั่ เศส รัสเซีย และสหรฐั อเมริกา ในการเสด็จ
เยือนยุโรปและอเมรกิ า ๒ ครั้งหลัง ได้ทรงนำข้าราชบรพิ ารท่มี ีส่วนสำคัญในการบรหิ ารประเทศ ทัง้ ในด้านทหาร
และพลเรือนร่วมด้วย ทำให้ข้าราชการระดับสูงเหล่านี้ได้รับประสบการณ์ในการสร้างความเจริญ ตามแบบ
ประเทศยุโรปที่เจริญแล้ว การปฏิรูประระบบราชการบริหารแผ่นดินในรัชสมัยของพระองค์มีผลทำให้การ
ปกครองแบบจตุสดมภ์ โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งการบริหาราชการแผ่นดินออกเป็นกรมต่าง ๆ และยกฐานะ
เป็นกระทรวง เมอ่ื วนั ท่ี ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕ ดังนี้

1. กระทรวงมุรธาธิการ
2. กระทรวงวงั
3. กระทรวงยทุ ธนาธิการ

๑๒

4. กระทรวงมหาดไทย
5. กระทรวงนครบาล
6. กระทรวงการตา่ งประเทศ
7. กระทรวงพระคลัง
8. กระทรวงเกษตรพาณิชยการ
9. กระทรวงยุติธรรม
10. กระทรวงโยธาธกิ าร
11. กระทรวงธรรมการ
12. กระทรวงกลาโหม
ในยุคนี้สมัยน้ีกิจการทหารได้รับการปฏริ ูปให้รวมอยู่ในกระทรวงยุทธนาธิการ ซึ่งในช่วงปลายรชั กาล
กระทรวงเหลืออยู่เพียง ๑๐ กระทรวง ตัดกระทรวงมุรธาธิการและกระทรวงยุทธนาธิการออก กิจการทหาร
เปลยี่ นเป็นกระทรวงกลาโหม มีฐานะเทยี บเทา่ กับกระทรวงฝา่ ยพลเรอื นอน่ื ๆ พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าฯ
ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ได้จัดส่งนายทหารที่มีการศึกษาดีไปศึกษาต่อในประเทศ
ยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงจัดส่งพระราชโอรสหลายพระองค์ไปศึกษาวิชาทหารในยุโรป อาทิ สมเด็จเจ้าฟ้า
มหาวชิราวุธ เสด็จไปศึกษาวิชาอักษรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด และวิชาทหารที่โรงเรียนนายร้อยแซน
เฮิร์สท์ ประเทศองั กฤษ ซึ่งทรงรบั ราชการในกองทัพองั กฤษ จนไดร้ ับพระราชทานยศทหารเปน็ พันเอกพิเศษจาก
พระมหากษัตริย์อังกฤษ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสด็จไปศึกษาวิชาทหารที่ประเทศรัสเซีย และทรงรับ
ราชการในกองทหารรกั ษาพระองคข์ องพระเจา้ ซาร์ ฯลฯ
ในขณะเดยี วกัน พระองคก์ ็ทรงโปรดเกล้าฯ ใหจ้ ัดสง่ นักเรยี นไทยไปศึกษาวิชาพลเรอื นในประเทศยุโรป
อีกเป็นจำนวนมาก ทำให้กิจการพลเรือนและกิจการทหารเริ่มแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดมากขึ้น ตามแบบ
ฉบับการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศยุโรปในขณะนั้น อันเป็นผลทำให้กิจการทหารและ
พลเรือนแยกออกจากกันนบั ตงั้ แตน่ น้ั เปน็ ตน้ มา

สรปุ
กจิ การทหารกับพลเรือนมีความสัมพันธก์ นั มาอย่างแยกไม่ออก ต้งั แต่สมัยสร้างชาติไทย กิจการทัง้ สอง

เพิ่งจะมาแบ่งแยกหน้าที่ออกจากกันอย่างเด็ดขาดในปี พ.ศ.๒๔๓๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิรูประบบราชการตามแบบอย่างประเทศยุโรป อย่างไรก็ตาม ด้วยความ
สำน ึ ก ใน หน ้ าที่ และคว าม รั บผิดชอ บของ คนไทย ก็ ไม่ ได้ แบ่ง แย ก หน ้าที ่ ของ ทหาร กั บพลเร ื อนอ อ กจากกัน
นอกจากนี้ภารกิจในการป้องกันประเทศในสภาพการณ์ปัจจุบัน ทำให้ทหารและพลเรือนจำเป็นต้องร่วมมือกนั
เพราะตามหลักวิชารัฐศาสตร์ถือว่าความมั่นคงของชาติ จะต้องประกอบด้วยพลังอำนาจทางทหาร เศรษฐกิจ
การเมืองภายในประเทศ การเมืองระหวา่ งประเทศ และจติ วทิ ยาสงั คม ซง่ึ เท่ากับเปน็ การรวมพลงั ทางทหารและ
พลเรือนเขา้ ดว้ ยกันน่ันเอง และพระมหากษัตริย์ไทยกท็ รงเปน็ จอมทัพและผูป้ กครองสูงสุดท่ีคนไทยเรายอมรับมา

๑๓

ตลอด แมว้ ่าการเปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชมาตัง้ แตว่ ันที่ ๒๔ มิ.ย.๒๔๗๕ มาแล้ว
ก็ตาม แต่หาได้เปลย่ี นความรสู้ กึ นกึ คิดของคนไทยไปไม่

บทเรยี น บทบาทและหน้าทท่ี หารกับกิจการพลเรือน

สงครามโลกครง้ั ที่ ๑ เยอรมันบกุ รัสเซยี
สงครามโลกครั้งท่ี ๑ เยอรมันบุกรัสเซีย ชาวรัสเซยี มไิ ด้ขัดขวางเยอรมัน กลบั ตอ้ นรบั และมองเยอรมัน

อย่างปลดปล่อย มิใชผ่ ู้รกุ ราน ตอ่ มาเยอรมันดำเนนิ การด้านกิจการพลเรือนผิดพลาด คือใชค้ วามโหดร้ายทารุณ
กับทหารรัสเซีย เป็นผลให้ชาวรัสเซียเกลียดชัง และรวมกลุ่มต่อต้านเยอรมัน ทำให้พื้นที่ส่วนหลังของเยอรมนั
สูญเสียที่ตัง้ ทางการช่วยรบที่สำคัญมากมาย เยอรมันจำเป็นตอ้ งถอนกำลังรบส่วนหนึ่งจากส่วนหนา้ มาป้องกนั
พนื้ ทส่ี ่วนหลัง กำลงั ส่วนหน้าจึงไม่เปน็ ปกึ แผน่ เทา่ ท่คี วร จงึ เปน็ ปจั จยั ทำใหเ้ ยอรมนั พ่ายแพร้ ัสเซียในเวลาต่อมา

สงครามโลกครั้งที่ ๒ เยอรมันบุกฝรั่งเศส
สงครามโลกครั้งที่ ๒ เยอรมันบุกช่วงต้นฝรั่งเศสทำการตั้งรับและต้านทานอย่างเหนียวแน่น ทำให้

เยอรมันสูญเสียกำลังพล/ยุทโธปกรณ์มากมาย เยอรมันใช้การโฆษณาชวนเชื่อ แพร่ข่าวลือว่าจะสั่งสังหาร
ประชาชนฝรั่งเศสทุกคน ถ้าไม่ยอมแพ้ จึงทำให้ฝรั่งเศสในขณะนั้นเกิดความตระหนกตกใจ เสียขวัญกำลังใจ
เกิดความสบั สนวุ่นวาย เกิดการอพยพลี้ภัย กองทัพฝรง่ั เศสจึงประสบปญั หาการกดี ขวางการยทุ ธจากประชาชนที่
อพยพลี้ภัยบนท้องถนน ไม่สามารถควบคุมและชี้แจงทำความเข้าใจได้ การส่งกำลังจากแนวหลังไปยังแนวหน้า
กระทำมไิ ด้ จึงทำให้กองทพั ฝร่ังเศสตอ้ งพ่ายแพ้แกเ่ ยอรมนั อยา่ งรวดเรว็

สงครามเวยี ดนาม
แมว้ ่าสหรฐั ฯและพนั ธมิตร จะท่มุ อาวธุ ยุทโปกรณม์ ากมาย ก็ไมส่ ามารถเอาชนะจติ ใจของชาวเวยี ดนาม

ไมส่ ามารถเอาชนะอดุ มการณท์ ี่เหนียวแนน่ ของเวียดนามได้ ในท่ีสดุ ต้องพา่ ยแพ้ทางดา้ นการเมือง เพราะการยุยง
การโฆษณาชวนเชื่อต่อประชาชนสหรฐั ฯ จงึ ทำให้ตอ้ งถอนทหารออกจากประเทศเวยี ดนาม

การต่อสู้เพ่ือเอาชนะคอมมวิ นสิ ตใ์ นประเทศไทย
การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ในตอนแรกๆ การปราบของฝ่ายเราเป็นไปอย่าง

ไม่ถูกต้อง/ไม่ได้ผล จึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นการใช้มาตรการทางทหารเป็นหลัก ทำให้
เงื่อนไขและแนวร่วมขึ้นมากมาย ฝ่ายตรงข้ามขยายตัวและมีฐานที่มั่นเขตปลดปล่อยเป็นจำนวนมาก
เกอื บทุกพนื้ ทขี่ องประเทศ กำลงั พล ยุทโธปกรณ์และงบประมาณต้องสิน้ เปลอื งไปจำนวนมาก ปี ๒๕๒๓ ฝ่ายเรา
ประสบความสำเร็จในการต่อสู้ จากการเปลี่ยนนโยบายและแนวทางการต่อสู้ จากการใช้มาตรการทางทหารเป็นหลัก
มาใชม้ าตรการทางการเมอื ง ซ่ึงประกอบดว้ ย “งานกิจการพลเรอื น” เป็นสว่ นใหญ่ตามคำสง่ั สำนักนายกรัฐมนตรี
ที่ ๖๖ /๒๓ ฝา่ ยตรงขา้ มเริม่ อ่อนกำลงั ลง มผี ู้หลงผิดเขา้ มอบตวั เปน็ จำนวนมาก

๑๔

พรรคคอมมิวนสิ ตอ์ ยู่ในภาวะทไ่ี ม่สามารถจะทำสงครามปฏิวัติได้ต่อไป สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป
ผลสำเร็จในการปฏิบัติของฝ่ายเรา อาจถือได้ว่า เกิดจากการดำเนินงานกิจการพลเรือนที่ถูกต้องเหมาะสมและ
มีประสทิ ธภิ าพ

๑๕

บทที่ ๒
บทบาทและหนา้ ทีค่ วามรบั ผิดชอบของทหาร

การกำหนดหน้าที่และบทบาทของทหารจะต้องมีตัวบทกฎหมายรองรับทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ อยู่ใน
ขอบเขตที่กำหนด เป็นที่ยอมรับของหน่วยราชการอื่นๆ และประชาชนโดยทั่วไป โดยปกติหน้าที่ของทหารจะ
กำหนดไว้คล้ายๆ กันทุกประเทศ สำหรับประเทศไทยได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ, พระราชบัญญัติจัดระเบียบ
ราชการกระทรวงกลาโหม, พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส, นโยบายด้านความมั่นคง นอกจากนี้ยังมี
บางส่วนเป็นภารกิจของทหารที่ได้ปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงสถานการณ์
สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละห้วงเวลา ต่างก็มีส่วนในการกำหนดหน้าที่และบทบาทให้กับทหารด้วยกัน
ทงั้ ส้นิ ซ่งึ พอจะแบ่งแยกปัจจัยต่างๆ ดังกลา่ วออกเป็น

ก. ภารกิจท่สี บื ทอดทางประวัตศิ าสตร์
ข. รัฐธรรมนญู
ค. พระราชบญั ญตั ิจดั ระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
ง. พระบรมราโชวาทและพระราชดำรสั ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว
จ. นโยบายของรฐั บาลด้านความมั่นคง
ฉ. การต่อสูเ้ พ่ือเอาชนะคอมมวิ นิสต์

รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ หมวด ๕ (หนา้ ที่ของรฐั ) มาตรา ๕๒ รฐั ต้อง
พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่ง อาณาเขตและเขตที่ประเทศไทย
มีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน
เพื่อประโยชนแ์ ห่งการน้ี รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ กำลังทหารให้ใช้
เพ่ือประโยชน์ในการพฒั นาประเทศดว้ ย

พระราชบัญญัตจิ ัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรค ๓ กำหนดอำนาจ
และหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมและหน้าที่ของกองทพั บก ดังนี้ กระทรวงกลาโหมมีอำนาจและหนา้ ที่เกี่ยวกบั
การปกปอ้ ง พทิ กั ษ์ รกั ษาผลประโยชนแ์ ห่งชาติและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรง
เป็นประมุข พัฒนาประเทศเพื่อความมั่นคง ตลอดจนสนับสนุนภารกิจอื่นของรัฐในการพัฒนาประเทศ
การปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หาจากภยั พิบตั ิ และการชว่ ยเหลอื ประชาชน

นอกจากนี้ กำลังพลทุกนายยังยึดถือแนวทางการปฏิบัติ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งพระราชทานให้กับทหาร เนื่องในพิธีสวนสนามของหน่วยทหารรักษา
พระองค์ เมื่อ ๓ ธ.ค. ๒๓ มีใจความที่สำคัญคือ “ทหารนั้นหน้าที่โดยผิวเผิน ก็คือ การทำสงครามต่อสู้กับศัตรู
ของชาติ แต่ถ้าดูกันให้ชัดเจนแล้ว หน้าที่การรบเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่การป้องกันรักษาอธิปไตยและความมั่นคงนั้น
นอกจากจะมีกำลังรบที่เข้มแข็งแล้ว ยังจำเป็นต้องมีการพัฒนาบ้านเมืองให้เกิดความมั่นคงทุกๆ ด้าน ฉะน้ัน

๑๖

ทหารจะต้องรับภาระที่สำคัญอีกประการหนึง่ คือ การพัฒนาด้านอื่นๆ ทั้งหมดเท่าที่สามารถจะร่วมมือหรือให้
การสนบั สนนุ ได้”

ความหมายและคำจำกัดความของกจิ การพลเรือน

คำว่า “กิจการพลเรือน” จากการศึกษาประวัติศาสตร์การสงคราม และบทเรียนจากการต่อสู้
ทางการเมืองของหลายๆ ประเทศ นักวิชาการทหารได้ผลสรุปเป็นทฤษฎี ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่า
“การปฏิบัติงานใดๆ ของทหารจะบรรลุผลสำเร็จได้ จะต้องได้รับความช่วยเหลือ ร่วมมือ สนับสนุน
จากประชาชนและฝ่ายพลเรือน โดยทหารก็จะต้องให้การช่วยเหลือ ร่วมมือสนับสนุนแก่ประชาชนและฝ่าย
พลเรือนด้วย” จากทฤษฎีดงั กล่าวจึงไดก้ ่อให้เกดิ กจิ กรรมหลักทางทหารข้ึนมาอีกแขนงหน่งึ วา่ ดว้ ยความสัมพนั ธ์
ระหว่างทหารกับประชาชนและฝ่ายพลเรือน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้อง
ดำเนินการอย่างต่อเนอ่ื งในทุกสภาวะกิจกรรมหลักดงั กล่าวมกั เรยี กกันวา่ “กจิ การพลเรือน”

กิจการพลเรือน แปลมาจากความหมายของศัพท์ภาษาอังกฤษว่า CIVIL AFFAIRS คำนี้ไดร้ บั มาจาก
วทิ ยาการทางทหารของสหรัฐอเมริกาเดมิ ใช้คำวา่ CIVIL AFFAIRS MILITARY GOVERNMENT ซึ่งอาจแปลได้
วา่ กจิ การพลเรือนรฐั บาลทหาร ตอ่ มาจึงตัดคำว่า MILITARY GOVERNMENT ออกเพราะเห็นคำวา่ รัฐบาลทหาร
อาจสื่อความหมายถึง ความเด็ดขาด ความรุนแรง และอาจเกิดความเข้าใจผิดไปในทางเผด็จการ ทั้งในประเทศ
และนอกประเทศ ทางกองทัพสหรฐั ฯ จึงใช้เพยี งคำว่า “CIVIL AFFAIRS” เท่านั้น

คำว่ากิจการพลเรือน ในท่ีนี้หมายถึง เรื่องของพลเรือนแต่ทำโดยทหารหรือดำเนินการโดยทหาร
เรื่องของพลเรือนที่ดำเนินการโดยทหารหรือทำโดยทหาร หมายถึง เรื่องใดก็ตามที่ทำแล้วสนับสนุนการปฏิบัติ
ทางทหารและเกดิ ความม่ันคงตอ่ ประเทศชาติ โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวทิ ยา
ในความหมายข้างต้นนี้จะเห็นว่าทหารไปทำงานในเรื่องของพลเรือน แต่มีความมุ่งหมายว่าเพื่อให้งานของ
พลเรอื น สนบั สนุนการปฏิบัติทางทหาร และก่อให้เกิดความมั่นคงต่อประเทศชาติ จะเห็นว่าทหารไม่ได้แย่งงาน
ของพลเรอื น แต่ทหารทำงานของพลเรือนเพ่ือนำไปสกู่ ารสนับสนนุ การปฏบิ ัตทิ างทหาร

คำจำกัดความของคำว่า “กิจการพลเรอื น”
กิจการพลเรอื น หมายถึง การดำเนินงานของทหารในปัจจยั ที่เกีย่ วกับ การเมือง การเศรษฐกิจ สังคม

จติ วทิ ยา โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือให้เจ้าหน้าท่ีฝ่ายพลเรอื น รวมถงึ ประชาชนให้การสนับสนุนในกิจการ งานต่างๆ
ของทหาร เพ่อื ใหส้ ามารถเผชญิ ต่อภาวะสงครามหรือภาวะไม่ปกตอิ นื่ ๆ ไดท้ นั ทว่ งทแี ละมปี ระสทิ ธิภาพ

กล่าวโดยสรุป กิจการพลเรือน คืองานใดๆ ก็ตาม เว้นงานทหารที่ทหารได้กระทำหรือสร้าง
ความสัมพันธ์อันดีต่อประชาชน ข้าราชการพลเรือนและทหารด้วยกันเอง เพื่อความมุ่งหมายสนับสนุน
การปฏบิ ัติการทางทหารและ/หรอื ความมัน่ คงของชาติ

๑๗

ความสำคัญของงานกิจการพลเรือน

งานกจิ การพลเรอื น เป็นงานทล่ี ะเอียดอ่อนและมคี วามสลับซบั ซอ้ น มีความแตกตา่ งจากงานแขนงอนื่ ๆ
ของกิจการทหาร โดยรวมเอาหลักการทฤษฎีทางทหารกบั ทางพลเรอื นมาผสมผสานเข้าด้วยกัน และประยุกต์ใช้
อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เพือ่ ชว่ ยเหลอื ผบู้ งั คับบญั ชา ใหส้ ามารถบรรลุภารกิจไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถกระทำได้
ทัง้ งานทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี

งานกิจการพลเรือนทางยุทธศาสตร์ มุ่งหมายเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ของชาติ (ด้านการเมือง
เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการทหาร) มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย ระยะปานกลาง จนถึงระยะยาว
ครอบคลุมพื้นที่ภายในประเทศ และ/หรือพื้นที่ภายนอกประเทศ ซึ่งอยู่ในอิทธิพลครอบครองของฝ่ายเดียวกนั
หรอื ฝ่ายเป็นกลาง หรือฝา่ ยตรงข้าม

งานกจิ การพลเรอื นทางยุทธวธิ ี มงุ่ หมายเพ่อื สนับสนนุ การปฏิบัตกิ ารรบ หรือการปฏิบตั กิ ารอนื่ ๆ ของ
ฝา่ ยทหารหรือฝ่ายพลเรือน ที่มวี ตั ถปุ ระสงคห์ รอื เปา้ หมายในระยะสน้ั /เฉพาะหนา้ ครอบคลุมพ้นื ที่ในเขตหนึง่ ๆ

การดำเนนิ งานกิจการพลเรือนในทุกระดบั หน่วยน้ัน จะมลี ักษณะผสมผสานระหวา่ งการอำนวยการกับ
การปฏบิ ัตกิ ารในตัวของมนั เอง และต้องพยายามเชือ่ มโยงขา่ ยงานในหน้าที่ของฝา่ ยทหารแขนงอืน่ ๆ กับขา่ ยงาน
ของฝ่ายพลเรอื น และอาจรวมถึงของภาคเอกชน ที่ต้องเกี่ยวขอ้ งกับภารกิจ ให้ประสานสอดคล้องกนั อย่างเป็น
ระบบ

จากความสำคัญของงานกิจการพลเรือนดงั กล่าวข้างตน้ สง่ ผลให้แนวคดิ ของการดำเนนิ งานดา้ นกจิ การ
พลเรือน ควรต้องคำนงึ ถึงผลกระทบตอ่ ความคิด จติ ใจ ทัศนคติของกลุ่มชน ในองคก์ ร สถาบันหรือรูปแบบอื่นๆ
ตลอดจนประชาชนท่ีเก่ียวข้องโดยตรงหรือทางออ้ มกับภารกิจเสมอ ดงั นน้ั การดำเนนิ งานกิจการพลเรือนจึงต้อง
พิจารณาด้วยเหตุด้วยผลอย่างรอบคอบ การพิจารณาปัญหาต่างๆ ด้านกิจการพลเรือนต้องอาศัยข้อคิดทั้งใน
ทางกวา้ งและทางลึก เพือ่ คน้ หาข้อเทจ็ จริงของเงื่อนไขหรือสาเหตขุ องปญั หานั้นๆ ซึง่ เกิดจากอิทธิพลภายในและ
ภายนอก ทม่ี ากระทบตอ่ บคุ คล/กลุ่มชน จึงจะสามารถกำหนดแนวทางในการแกไ้ ขหรือปอ้ งกันปัญหาเหล่าน้ันได้
อยา่ งถกู ต้อง

ประวตั ิและความเป็นมาของงานกิจการพลเรอื น

งานกิจการพลเรือน ถือว่ามีการปฏิบัติกันมาตั้งแต่มีกองทัพไทย แบ่งออกเป็น ๔ ยุค คือ ยุคกรม
พระสรุ สั วดี ยุคของกรมยทุ ธการทหารบก ยคุ ของกรมการกำลังสำรองทหารบก และยุคของกรมกิจการพลเรือน
ทหารบก

งานกิจการพลเรือนในยุคกรมพระสุรัสวดี อยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ราวปี พ.ศ.๒๐๑๑ ในรัชสมัย
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นพระเจ้าแผ่นดนิ ภารกจิ และหน้าที่ในขณะน้ันทำหน้าท่ีคอยดแู ลและทำทะเบียน
พลควบคุมการทำบัญชีพล วางแผนกำลังพลเข้าประจำหน่วย และสำเนาการบรรจุกำลังพลเหล่านั้นไว้ตั้งแต่
ยามปกติ ในยามเมื่อเกิดสงคราม กรมการเมืองสามารถเรียกพลเข้าประจำหนว่ ยได้ทัน ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเปน็

๑๘

กรมสสั ดี ถือได้วา่ เจา้ หน้าท่ีสสั ดีเป็นเจ้าหน้าทฝ่ี ่ายทหารคนแรกทป่ี ฏิบตั ิงานรว่ มกับเจ้าหนา้ ท่ีพลเรอื นและใกล้ชิด
กับประชาชน

งานกิจการพลเรือนของกองทัพบกในยุคของกรมยุทธการทหารบก ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาก่อนปี
พ.ศ.๒๕๑๓ ประกอบดว้ ยงานทีร่ บั ผิดชอบคือ งานปฏบิ ตั ิการจิตวทิ ยา และการช่วยเหลือประชาชน

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ กองทัพบกได้จัดตั้งกรมการกำลังสำรองทหารบกข้ึน มีฐานะเป็นกรมฝ่ายกิจการ
พิเศษ รับผดิ ชอบงานกิจการพลเรอื นบางส่วน คืองานการปลกู ฝังอุดมการณท์ างการเมือง และงานการช่วยเหลือ
ประชาชน ส่วนงานการปฏิบัติการจิตวิทยา ยังคงให้กรมยุทธการทหารบกรับผิดชอบตามเดิม และงานการ
ประชาสมั พนั ธอ์ ยู่ในความรบั ผิดชอบของ สำนกั งานเลขานกุ ารกองทพั บก

พ.ศ. ๒๕๒๒ งานกิจการพลเรอื น เปน็ ท่ียอมรับวา่ มคี วามสำคัญอยา่ งย่งิ และกองทัพบกได้กำหนดให้
มีการจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นในระดับหน่วยรองคือ ระดับกองทัพภาคได้มีการจัดตั้ง “กองกิจการพลเรือน”
ทำหนา้ ที่ฝา่ ยอำนวยการ (สธ.๕) และในระดับกองพลไดจ้ ดั ตั้ง “แผนกกิจการพลเรือน” ทำหนา้ ท่ีฝ่ายอำนวยการ
ในสายงานกิจการพลเรือนขึ้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผบ.ทบ. ในขณะนั้นได้ดำริเห็นว่าในระดับ ทบ.
งานกิจการพลเรือนยังไม่มีกรมฝ่ายอำนวยการใด เป็นผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะทำให้ประสบปัญหาในการ
ประสานงาน การกำหนดนโยบาย การควบคุมกำกบั ดูแลด้านนี้ กรมการกำลงั สำรองทหารบก ถึงแม้ว่าเป็นหน่วย
รับผิดชอบงานด้านกิจการพลเรือนก็ตาม แต่มีฐานะเป็นกรมฝ่ายกิจการพิเศษ ไม่ใช่กรมฝ่ายเสนาธิการ
งานกิจการพลเรือนที่หน่วยรองเสนอมายัง ทบ. ไม่สามารถที่จะผ่านข้นึ ไปได้ทันที จะต้องผ่านกรมฝ่ายเสนาธิการก่อน
จึงทำให้เกิดความล่าชา้ ไม่ทนั ต่อสถานการณ์ และความต้องการของหน่วยรอง จึงดำริให้มีการจัดต้ังกรมกิจการ
พลเรอื นทหารบกข้นึ โดยท่ี บก.ทหารสงู สดุ และกระทรวงกลาโหมเห็นชอบดว้ ย

พ.ศ. ๒๕๒๕ กองทัพบกได้ออกคำสั่ง ทบ. (เฉพาะ) ที่ ๖/๒๕ ลง๑๓ ม.ค.๒๕ จัดตั้ง “กรมกิจการ
พลเรอื นทหารบก” ขึ้นเมื่อ ๑๓ ม.ค. ๒๕ ตาม อฉก. หมายเลข ๑๗๐๐ (๒๗ พ.ย.๒๔) ใช้นามหนว่ ยโดยย่อว่า
“กร.ทบ.” และใช้เครื่องหมายสังกัด “กร.” กำหนดชื่อเป็นภาษาอังกฤษให้ว่า “DIRECTORATE OF CIVIL
AFFAIRS”คำย่อวา่ “DOCA”ถา้ ใช้กับหน่วยนอก ทบ. หรอื กบั ตา่ งประเทศ และชาวต่างประเทศท่ีจำเป็นต้อง
ใช้ภาษาอังกฤษ ก็ใหเ้ พ่ิมเตมิ คำวา่ ROYAL THAI ARMY หรือคำย่อว่า R.T.A. ต่อท้าย มีตราประจำหน่วยเปน็ รูป
เทพเจ้าองค์หนึ่ง บรรจุอยู่ในวงกลม เทพเจ้าพระองค์นีม้ ีพระนามว่า “ท้าวศักรินทร์”ซึ่งเป็นพระนามหนึง่ ของ

๑๙

พระอินทร์ประทับนั่งบนแท่นทอง ห้อยพระบาทข้างขวา พระหัตถ์ขวาทรงจักรแก้ว พระหัตถ์ซ้ายทรงอาวุธศร
วเิ ศษชือ่ ศกั รธนไู ว้ปราบศตั รู มีพระวรกายเปน็ สีเขียว เทพองค์นมี้ ีประวัตคิ วามสัมพันธ์ใกลช้ ดิ กบั มนษุ ย์อย่างมาก
ตามหลักฐานทางศาสนาและวรรณคดี ปรากฏว่า หน้าที่ส่วนใหญ่มักคอยช่วยเหลือเกื้อกูล ผู้ประสบความทุกข์
ร้อน ซึ่งเปรียบได้เหมือนกับนักสังคมสงเคราะห์ในปัจจุบันนี้ จึงตรงกับภารกิจของ “กรมกิจการพลเรือน
ทหารบก”

โครงสร้างหนว่ ย

๒๐

บทที่ ๓
งานกิจการพลเรอื นของกองทพั บก

งานกิจการพลเรือน เป็นการดำเนินงานที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินการของฝ่ายทหารและ
ฝ่ายพลเรือน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กองทัพบกกำหนดอันจะนำไปสู่ความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ
ตอ่ ไป โดยกรอบวตั ถปุ ระสงคข์ องงานกจิ การพลเรือน มดี ังน้ี

๑. เพื่อส่งเสริมและสนับสนนุ การปฏบิ ัติภารกิจของทหารให้สามารถเผชิญต่อสภาวะสงคราม หรือใน
สภาวะไมป่ กตอิ ่ืนๆ ไดท้ ันท่วงทีและมปี ระสิทธิภาพ

๒. เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินงานของทหารและส่วนราชการพลเรือน ในการบริหาร
ราชการแผ่นดนิ ตามแนวนโยบายพน้ื ฐานแหง่ รฐั ใหม้ ีความต่อเนื่อง

๓. เพื่อให้การปฏิบัติร่วมกันระหว่างทหารกับฝ่ายพลเรือน ในการรักษาความมั่นคงของชาติ
และการสรา้ งสรรคค์ วามเจริญกา้ วหน้าของประเทศใหบ้ รรลผุ ลสำเรจ็ สูงสุด

๔. เพอ่ื เสริมสร้างอุดมการณ์ ความสามัคคี ความสำนึกในหน้าท่ี และความรบั ผิดชอบของคนในชาติตาม
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมขุ

การดำเนนิ งานด้านกจิ การพลเรือนโดยทั่วไปตั้งแต่ในอดีตจนถงึ ปัจจุบนั จะเป็นการผสมผสานหลักการ
ทางการทหารเข้ากบั หลกั การทางพลเรือน ให้สามารถดำเนนิ ไปไดอ้ ย่างประสานสอดคล้อง และเพือ่ ให้บรรลุผล
ประโยชนส์ ูงสดุ ของประเทศชาติในทกุ ด้าน จงึ ไดก้ ำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานด้านกจิ การพลเรอื น ดงั นี้

๑. อำนาจ และความรับผดิ ชอบของผู้บงั คับบัญชาต่องานกจิ การพลเรือนนัน้ ถือเป็นความรับผิดชอบ
ของผบู้ งั คบั บญั ชาทกุ ระดับช้นั และหากไดม้ กี ารมอบอำนาจ และความรับผิดชอบเฉพาะเรือ่ งใหก้ ับผู้บงั คับบัญชา
ระดบั รองผบู้ งั คับบญั ชาระดบั ที่เหนอื กว่านน้ั จะต้องใหค้ วามชว่ ยเหลืออย่างต่อเนอื่ ง

๒. ความต่อเนื่องของนโยบายมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยนโยบายในระดับชาติจะต้องถูกศึกษาและ
ตคี วามในแงข่ องกจิ การพลเรอื น และส่งผ่านลงมาตามสายการบังคบั บญั ชาจนถงึ ระดับหน่วยปฏบิ ตั ใิ นพื้นที่

๓. ความเปน็ เอกภาพของงานกิจการพลเรือนที่เปน็ ระบบการดำเนินงานทพี่ ึงปรารถนา คือ การวางแผนรวม
การ และการปฏิบัติแยกการ ดังนั้นความคิด และการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาฝ่ายอำนวยการ และเจ้าหน้าท่ี
ผู้ปฏิบตั งิ านของทุกระดับหนว่ ยจะตอ้ งประสานสอดคลอ้ ง และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

๔. การประสานสัมพนั ธ์ เป็นความสัมพันธ์ และความเข้าใจซึง่ กันและกันระหว่างเจ้าหน้าท่ีฝ่ายทหาร
ด้วยกันเอง และระหว่างเจ้าหนา้ ที่ฝ่ายทหารกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ซึ่งอาจรวมถึงประชาชนด้วย จะช่วยลด
ความซำ้ ซอ้ นของการปฏบิ ตั งิ าน และช่วยปอ้ งกนั ความขดั แยง้ ทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ

๕. ข้อจำกัดในการวางแผน และการปฏิบัติงานกิจการพลเรือนจะต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ และ
พันธะเงื่อนไขทางกฎหมายต่างๆ ของประเทศและในทางสากล ตลอดจนสนธิสัญญา และข้อตกลงระหว่าง
ประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน การใช้กำลังทหารในกิจการทั้งภายใน

๒๑

และภายนอกประเทศ เพ่ือการปอ้ งกัน และการปราบปรามการส้รู บ หรอื การสงคราม พึงหลกี เลีย่ งการทำความ
เสยี หายตอ่ ชวี ิต และทรัพยส์ นิ ของประชาชนให้มากทส่ี ดุ

การดำเนินงานด้านกิจการพลเรือนโดยท่ัวไปต้ังแต่ในอดีตจนถงึ ปัจจุบนั จะเป็นการผสมผสานหลักการ
ทางการทหารเข้ากับหลักการทางพลเรือน ที่มีความแตกต่างกันให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างประสาน
สอดคลอ้ ง เพ่ือให้บรรลุผลประโยชน์สูงสดุ ของประเทศชาติในทุกดา้ น งานดา้ นกิจการพลเรือนของกองทัพบกไทย
ได้มกี ารพฒั นารปู แบบ และวธิ ีการปฏิบัตกิ นั มาอยา่ งต่อเน่ือง โดยในห้วงกอ่ นปี พ.ศ.๒๕๒๕ งานต่างๆ ในสายงาน
กิจการพลเรือน จะกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานหลายหน่วย ตามความเหมาะสม และ
ความจำเป็นของสถานการณ์ในแต่ละห้วงเวลา จากความหลากหลาย และปริมาณงานที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดบั
กองทัพบกจึงได้รวบรวมงานที่ต้องใช้ความสัมพันธ์กับส่วนราชการพลเรือน ภาคเอกชน ภาคประชาชนและ
ประชาชนทั่วไป ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆ นำมารวมเข้าไว้ให้อยู่ในความ
รบั ผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการของหน่วยงานเดียว น่ันคอื กรมกิจการพลเรอื นทหารบก ซง่ึ มีฐานะเป็นกรมฝ่าย
เสนาธิการของกองทพั บก และได้จัดทำหลักนิยมฉบับ พ.ศ.๒๕๒๕ เพือ่ เปน็ แนวทางในการดำเนินงานด้านกิจการ
พลเรือนของกองทัพบก ซึ่งมีขอบเขตในการดำเนนิ งานแบ่งได้เป็น ๔ แขนงงานหลัก คือ การปฏิบัติการกิจการ
พลเรอื น การปฏิบตั กิ ารจติ วทิ ยา การประชาสัมพันธ์ และการปลกู ฝงั อดุ มการณ์ทางการเมือง

นโยบายกจิ การพลเรอื นของกองทัพบก

นโยบายกิจการพลเรือนของกองทัพบก จะเป็นไปตามนโยบายและสั่งการของผู้บัญชาการทหารบก
เรื่องแนวทางการปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือน รวมทั้งนโยบายและสั่งการเพิ่มเติ มที่ให้ไว้ในโอกาสต่างๆ
ซ่ึงกรมกิจการพลเรือนทหารบก ได้ยดึ ถือเป็นแนวทางในการจดั ทำนโยบายเป็นประจำทุกปี ตามความเหมาะสม
และสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยการปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือนนั้น กองทัพบกถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญย่ิง
ปจั จัยหน่ึงทจ่ี ะทำให้นโยบายของรัฐบาลบรรลุตามเป้าหมาย จึงไดก้ ำหนดนโยบายกิจการพลเรอื น เพ่ือให้หน่วย
ในกองทัพบกยดึ ถอื เปน็ แนวทางปฏิบัตติ อ่ ไป

หลักนิยมกจิ การพลเรอื น

หลกั นิยมกิจการพลเรือนของกองทัพบก พ.ศ.๒๕๒๕ มที มี่ าจากการนำประสบการณก์ ารปฏิบัติงานใน
อดีตมาจัดทำข้นึ เพ่อื ให้ทุกหน่วยที่เก่ยี วข้องใช้เป็นแนวทางการปฏิบัตใิ ห้สอดคลอ้ งในแนวทางเดยี วกัน โดยแบ่ง
งานออกเป็น ๔ แขนง ได้แก่ การปฏิบัติการกิจการพลเรือน การปฏิบัติการจิตวิทยา การประชาสัมพันธ์ และ
การปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง สาระสำคัญของหลักนิยมกิจการพลเรือน พ.ศ.๒๕๒๕ มุ่งเน้นสนับสนุน
การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ โดยใช้การปฏิบัติการกิจการพลเรือน การปฏิบัติการจิตวิทยา และ
การประชาสัมพันธ์ เพอื่ สนบั สนุนการปฏิบตั ิการทางทหาร และใชก้ ารปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง สนับสนุน
การต่อสู้ทางความคิดความเชื่อด้านลัทธิอุดมการณ์ เมื่อสถานการณ์การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ยุติลง
งานทางด้านกิจการพลเรือนกลับไม่ได้ลดความสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์ภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ทำให้
การปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือนสนับสนุนภารกิจต่างๆ ของกองทัพบก ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

๒๒

นอกจากนั้น สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงหลังจากปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมา อาจกล่าวได้ว่านำไปสู่
ความขัดแย้งทางความคิดของคนในชาติและมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงเพ่ิมมากขึ้น อีกทั้งยังมีกลุ่มบุคคลที่มี
เจตนาจาบจ้วง และก้าวล่วงสถาบันหลักของชาติ โดยใช้เทคโนโลยีทางด้านสื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือใน
การตอกย้ำสร้างกระแสอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน กรมกิจการพลเรือนทหารบกจึงได้นำประสบการณ์ทั้งปวง
ผนวกเข้ากับวิสัยทัศน์ทางด้านกิจการพลเรือน จัดทำ “หลักนิยม” ฉบับใหม่ขึ้น เพื่อใช้ทดแทนฉบับ ปี พ.ศ.๒๕๒๕
นั่นคือ หลักนิยมกิจการพลเรือนของกองทัพบก พ.ศ.๒๕๕๒ (เพื่อพลาง) ซึ่งหลักนิยมดังกล่าวนี้มีสาระสำคัญ
ครอบคลุมงานด้านกิจการพลเรือนในทุกมิติ ทั้งในส่วนท่ีมุ่งเนน้ สนับสนุนการปฏบิ ัติการทางทหารเพือ่ ใหก้ ารใช้
กำลังทหารของกองทัพบกในทุกภารกิจได้รับการยอมรับ และได้รับการสนับสนนุ จากประชาชนทุกภาคส่วนใน
สังคมไทย และประชาคมโลก ทั้งนี้ ได้พิจารณาให้มีความเหมาะสมกับสภาพการเมืองการปกครอง สังคม
วัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบไทย รวมทั้งนำประสบการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในแต่ละห้วงเวลา และ
การปฏิบัติภารกิจที่สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในสถานการณ์ต่างๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกัน
และได้แบ่งกลุ่มงานด้านกิจการพลเรือนของกองทัพบกไทยให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับการปฏิบัติภารกจิ
ทั้งของฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน และการจรรโลงไวซ้ ึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยจัดกลุ่มงานเป็น ๓ กลุ่มหลกั
ได้แก่ การสนับสนุนการปฏิบัตทิ างทหาร การสนับสนุนพลเรือน และการส่งเสรมิ และสนับสนุนสถาบันหลักของชาติ
ซง่ึ จะไดก้ ลา่ วถึงรายละเอียดในบทตอ่ ไป

การจัดหน่วยในสายงานกิจการพลเรือน

ระดับกองทพั บก
กรมกจิ การพลเรือนทหารบก (กร.ทบ.) ทำหนา้ ที่ เป็นกรมฝา่ ยเสนาธกิ าร รบั ผดิ ชอบงานกิจการพลเรือน

ของกองทพั บก มเี จ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก (จก.กร.ทบ.) เปน็ ผ้รู ับผดิ ชอบทางฝ่ายอำนวยการ เป็นหัวหน้า
สายวิทยาการงานกจิ การพลเรอื นของกองทพั บก เปน็ หัวหนา้ สายวทิ ยาการของกองพลพฒั นา

สำนักงานเลขานุการกองทัพบก (สลก.ทบ.) เป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนินงาน และประสานงานการ
ประชาสัมพันธ์ของกองทัพบก มีเลขานกุ ารกองทพั บก (ลก.ทบ.) เปน็ ผูร้ ับผดิ ชอบทางฝา่ ยอำนวยการ

กองพันปฏิบัติการจิตวิทยา (พัน.ปจว.รพศ.๒) เป็นหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาโดยตรงในระดับ
กองทัพบก ในด้านยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และเสริมความมั่นคง ทั้งในสงครามตามแบบ สงครามนอกแบบ
การปฏบิ ตั กิ ารจติ วทิ ยาสนบั สนนุ การรบ และสนบั สนนุ มาตรการเสรมิ ความมน่ั คง

กรมยุทธศึกษาทหารบก รับผิดชอบด้านการศึกษาในฐานะหนว่ ยควบคุมงบประมาณการฝึกศึกษา

ระดับหน่วยทหาร และสว่ นภมู ภิ าค
กองทัพภาค หรือเทียบเท่า มีกองกิจการพลเรือนรับผิดชอบงานกิจการพลเรือนภายในพื้นที่รับผิดชอบ

มีผ้อู ำนวยการกองกจิ การพลเรอื นกองทพั ภาค (ผอ.กกร.ทภ.) เปน็ ผู้รับผดิ ชอบทางฝา่ ยอำนวยการ
กองทพั นอ้ ย มีกองกจิ การพลเรือนรบั ผิดชอบงานกิจการพลเรือนภายในพืน้ ที่รับผิดชอบ มีผอู้ ำนวยการ

กองกิจการพลเรอื นกองทัพนอ้ ย (ผอ.กกร.ทน.) เปน็ ผูร้ บั ผิดชอบทางฝา่ ยอำนวยการ

๒๓

กองพลหรือเทียบเท่า มีฝ่าย/แผนกกิจการพลเรือนรับผิดชอบงานกิจการพลเรือนภายในพื้นที่
รับผิดชอบ มหี วั หน้าฝา่ ย/แผนกกิจการพลเรอื นกองพล (หน.ฝกร.พล.) รับผดิ ชอบทางฝ่ายอำนวยการ

กองพลพัฒนา (พล.พัฒนา) เป็นหน่วยวางแผน อำนวยการ ประสานงาน และควบคุม กำกับดูแล
การปฏบิ ตั ิการสง่ เสรมิ สนับสนนุ และดำเนินการพฒั นาประเทศทางด้านการเมอื ง เศรษฐกิจ สังคมจิตวทิ ยา และ
การทหาร เพอ่ื ใหเ้ กิดความมน่ั คงของชาติ รวมทง้ั ใหก้ ารช่วยเหลอื บรรเทาทุกขแ์ ก่ประชาชนทป่ี ระสบสาธารณภัย
ภายในขอบเขตทไี่ ดร้ บั การมอบหมาย

กองพลทหารชา่ ง (พล.ช.) เป็นหนว่ ยพัฒนาในระดับกองทัพบกเสริมให้กับกองพลพัฒนาของกองทัพ
ภาค ในกรณที ่ีมีงานช่างขนาดใหญ่ท่ีเป็นงานพิเศษเกนิ ขีดความสามารถของกองพลพฒั นา

กรมและกองพัน หรือเทียบเท่า มีนายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน (ฝอ.๕) หรือนายทหารที่ผู้บังคับ
หนว่ ยกำหนดเปน็ ผู้รับผดิ ชอบทางฝา่ ยอำนวยการ

กอง กองร้อย หรือเทียบเท่า ให้ผู้บังคับกอง ผู้บังคับกองร้อย หรือเทียบเท่า เป็นผู้รับผิดชอบ
โดยแต่งตั้งนายทหารสญั ญาบัตร และนายทหารประทวน เป็นผูช้ ว่ ยตามความเหมาะสม

มณฑลทหารบก มกี องกจิ การพลเรอื นรับผดิ ชอบงานกิจการพลเรือนในพื้นที่รบั ผิดชอบ มีหัวหน้ากอง
กิจการพลเรือน (หก.กจิ การพลเรือน) รับผดิ ชอบทางฝ่ายอำนวยการ

ระดบั หนว่ ยขนึ้ ตรงกองทพั บกอ่ืนๆ
หน่วยขึ้นตรงกองทัพบกอื่นๆ และหน่วยเทียบเท่า กองพล กรม หรือส่วนการศึกษาของกองทัพบก

ซ่ึงไดแ้ ก่ กรมฝา่ ยเสนาธกิ าร กรมฝา่ ยกจิ การพเิ ศษ กรมฝา่ ยยุทธบริการ สถาบัน การศกึ ษาชั้นสูงของกองทัพบก
หรอื หนว่ ยที่สงั กดั หรือฝากการบงั คับบญั ชาไว้กับหน่วยนนั้ ๆ และยงั ไม่มีอตั รากองกิจการพลเรอื น ให้หวั หน้ากอง
ยุทธการเป็นผู้รับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการ ในกรณีที่อัตราการจัดของหน่วยนั้นไม่มีกองยุทธการ ให้ผู้บังคับ
หนว่ ยพจิ ารณากำหนดมอบหมายความรบั ผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการให้กับนายทหารสญั ญาบัตรท่ีทำหน้าท่ีด้าน
ยุทธการตามความเหมาะสม

กรมกจิ การพลเรอื นทหารบก (กร.ทบ.)

กรมกิจการพลเรือนทหารบก (กร.ทบ.) เป็นส่วนราชการขึ้นตรงกองทัพบก จัดตั้งขึ้นตามอัตราเฉพาะกิจ
หมายเลข ๑๗๐๐ เมื่อปี ๒๕๒๕ และ พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้ปรับเปลย่ี นภารกิจและการจัดกรมกิจการพลเรือนทหารบก
ตามบริบทของสถานการณท์ ี่เปลี่ยนแปลง โดยมีภารกิจ หน้าที่ ในการวางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับ
ดูแลและดำเนินการเกี่ยวกับงานกิจการพลเรือน รวมถึงงานที่ได้รับมอบหมายที่ดำเนินต่อการสนับสนุนการ
ปฏบิ ตั กิ ารทางทหารและการปกครอง การฝึกศกึ ษาในหลกั สตู รท่เี ก่ียวข้องกับงานกิจการพลเรือนของกองทัพบก
ตลอดจนแนะนำและกำกับดูแลเกี่ยวกับการดำเนินงานกิจการพลเรือนของหน่วยต่างๆ ของกองทัพบก โดยมี
เจา้ กรมกิจการพลเรอื นทหารบก เป็นผูบ้ งั คับบัญชา มีหนว่ ยงานตามอัตราการจัดดังน้ี

๒๔

โครงสรา้ งการจัดหนว่ ยและภารกจิ

แผนกการเงนิ
กองธุรการ มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับงานสารบรรณ การกำลังพล การบริการ การสวัสดิการ และงานธุรการ
ทง้ั ปวงภายในกรมกจิ การพลเรือนทหารบก
กองนโยบายและแผน มภี ารกจิ เสนอนโยบายของกองทพั บก ท่เี กีย่ วข้องกับการปฏบิ ัติ และการฝกึ ศึกษาในสาย
งานด้านกิจการพลเรือนของกองทัพบก วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และกำกับการในการจัดทำเอกสาร
ประกอบแผนปฏิบัติการทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั งานกิจการพลเรอื น รวมท้งั วจิ ยั และประเมิน ผลงานด้านกจิ การพลเรือนของ
กองทัพบก
กองสารสนเทศ มีภารกิจวางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแลและดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับระบบ
สารสนเทศด้านกิจการพลเรอื นของกองทพั บก รวมทง้ั วิเคราะหแ์ ละพัฒนาระบบสารสนเทศด้านกจิ การพลเรือน
ตลอดจนรวบรวมขอ้ มลู และผลิตสารสนเทศดา้ นกจิ การพลเรือน
กองโครงการและงบประมาณ มีภารกิจวางแผน อำนวยการ ประสานงาน ให้ข้อเสนอแนะและกำกับดูแลการ
ดำเนินงานด้านโครงการและงบประมาณ การควบคุมภายในและการตรวจสอบ และวิเคราะห์ ในส่วนที่กรม
กจิ การพลเรอื นทหารบกรับผิดชอบใหส้ อดคลอ้ งกับระบบงบประมาณของกองทัพบก

โรงเรียนกิจการพลเรอื น มีหน้าท่ีรบั ผดิ ชอบในการปกครองบงั คับบัญชาและบริหารงานของโรงเรียนกิจการพลเรือน
ให้เป็นไปตามภารกิจและนโยบายทีก่ ำหนด อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งกำหนดนโยบายภายในของโรงเรียน
กจิ การพลเรือน อำนวยการและดำเนนิ การฝึกศึกษาใหก้ ับกำลังพลของกองทพั บก และหน่วยทีเ่ กี่ยวขอ้ ง เกยี่ วกับ
วิทยาการและการปฏิบัติทางด้านกิจการพลเรือน ที่ครอบคลุมในประเด็นเกี่ยวกับการเมือง การปกครอง
การเศรษฐกิจ การสังคม การปฏบิ ัตกิ ารจิตวทิ ยา และการประชาสัมพนั ธ์

๒๕

สำนักกิจการพลเรือน มีหน้าที่ เสนอนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และกำกับดูแลในเรื่องท่ี
เกย่ี วกับงานดา้ นมวลชน การเมือง การปกครองในยามสงคราม การป้องกนั ภยั ฝ่ายพลเรือน การบรรเทาภัยพิบัติ
การชว่ ยเหลือประชาชน การสนับสนนุ การพัฒนาประเทศตามโครงการพัฒนา ตลอดจนการพทิ กั ษ์ประชาชนและ
การส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์และฟืน้ ฟูทรัพยากรธรรมชาติ ในความรับผิดชอบของกองทัพบกตามนโยบาย
ของรัฐบาลและหน่วยเหนือ ปฏิบัติการร่วมเกีย่ วกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพบก พัฒนา
หลักนิยมด้านการบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพบก บูรณาการการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ
ทเี่ กิดขน้ึ ในประเทศและตา่ งประเทศตามทีก่ องทพั บกได้รับมอบ มหี นว่ ยงานทีต่ อ้ งกำกับดแู ลดงั นี้

- กองกิจการพลเรือน มีภารกิจเสนอนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และกำกับดูแล
ในเรื่องทีเ่ ก่ียวกับงานการเมืองการปกครองในยามสงคราม การจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ การทำนุบำรงุ ศาสนา
การแก้ปัญหาสำคญั เรง่ ด่วนของชาติตามท่ีกองทัพบกได้รับมอบ
- กองกิจการพัฒนา มีภารกิจเสนอนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และกำกับดูแล
งานสนับสนุนการพัฒนาประเทศตามโครงการพัฒนา ตลอดจนการพิทักษ์ประชาชน และการส่งเสริม
สนับสนุนอนุรักษ์และฟ้ืนฟทู รัพยากรธรรมชาตติ ามที่กองทพั บกไดร้ บั มอบ
- กองบรรเทาสาธารณภัย มีภารกิจวางแผน อำนวยการ ประสานงาน และกำกับดูแล เกี่ยวกับ
การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพบกในความรับผิดชอบสายงานกิจการพลเรือน
รับผิดชอบจัดทำหลักนิยมการบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพบก บูรณาการการช่วยเหลือประชาชน
ที่ประสบภัยพบิ ัติที่เกิดขึ้นในประเทศ และต่างประเทศในความรับผิดชอบของสายงานกิจการพลเรือน
ตามนโยบายของกองทพั บก

สำนักจิตวิทยา : มีหน้าที่เสนอนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และกำกับการในด้านการปฏิบัติการ
จิตวิทยา และการเสริมสร้างอุดมการณ์ การประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพบก
การเสริมสร้างภาพลักษณ์ของกองทัพบก การสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวข้องกบั กองทัพบก มีหน่วยงานที่ต้องกำกับ
ดูแลดังน้ี

- กองปฏิบัติการจิตวิทยา มีภารกิจ เสนอนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และกำกับดูแล
ด้านการปฏิบัติการจิตวิทยา สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพบก และการเสริมสร้าง
อุดมการณ์ของคนในชาติ ตามแนวทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมขุ
- กองประชาสัมพันธ์ มีภารกิจ เสนอนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และกำกับการในด้าน
การประชาสัมพันธ์สนับสนุนการป้องกันประเทศ การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และ
การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และการปฏิบัติการทางทหารที่มิใช่สงครามให้เป็นไปตาม
นโยบายหรือสั่งการของผู้บังคบั บญั ชา บันทึกและรายงานสถิติผลงานตามหน้าที่

๒๖

- กองกิจการมวลชน มีภารกิจ รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดตั้งมวลชน การบริหารและพฒั นาระบบงาน
การใช้มวลชนเพื่อสนับสนุนความมั่นคงของชาติ ในความรับผิดชอบของกองทัพบก วางแนวทางและ
สนับสนุนการปฏิบตั ิงานศึกษาวเิ คราะหว์ จิ ัยและพฒั นารูปแบบและระบบบริหารงานมวลชน อำนวยการ
ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงานมวลชนในการมีส่วนร่วมและเป็นกลไก
สนบั สนุนความมน่ั คงในดา้ นการรักษาความสงบเรยี บรอ้ ยและงานด้านอนื่ ๆ พัฒนาขีดความสามารถของ
ผนู้ ำชุมชน กลมุ่ พลงั มวลชน เพ่ือความมั่นคงของคนในชาติในความรบั ผดิ ชอบของกองทัพบก

ความรบั ผิดชอบและความสมั พนั ธท์ างฝา่ ยอำนวยการของฝ่ายกิจการพลเรือน

หน้าท่ีและความรับผิดชอบของ ฝอ.๕ (ชกท.๘๑๐๔)
นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน (ฝอ.๕ ชกท.๘๑๐๔) เป็นฝ่ายอำนวยการที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือ

ผู้บังคับบัญชา ในการดำเนินกิจกรรมทั้งปวง หรือการปฏิบัติทางทหารใดๆ ท่ีผู้บังคับ บัญชาได้กระทำ เพ่ือให้
เกิดความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับเจ้าหน้าที่พลเรือน และประชาชนพลเมืองในพื้นที่ ซึ่งหน่วยต้ังอยู่หรือเข้า
ปฏิบัติการ ฝอ.๕ มีหน้าที่แบ่งออกได้เป็น หน้าที่ท่ัวไป หน้าที่เฉพาะ และหน้าท่ีตามสายงาน

หน้าที่ทั่วไป ได้แก่การอำนวยการประสานงานเก่ียวกับการเศรษฐกิจสังคม และการบริหารงานของ
กิจการพลเรือน และรัฐบาลทหารในดินแดนของฝ่ายเดียวกัน และในดินแดนยึดครอง

หน้าท่ีเฉพาะ ได้แก่
๑) ให้คำแนะนำแก่ผู้บังคับบัญชาในส่ิงท่ีเกี่ยวกับการวางหลักการปกครองของกิจการพลเรือน

และรัฐบาลทหาร
๒) อำนวยการและประสานงานในด้านกิจการพลเรือน
๓) การตงั้ ศาล วางกฎหมาย การคลัง การป้องกนั ฝา่ ยพลเรือน การสาธารณสุขและการสุขาภิบาล

โครงการศึกษา การประชาสัมพันธ์ การครอบครอง และการปกครองทรัพย์สินทางการเงินและการธนาคาร
การพาณชิ ย์ การคา้ การผลติ อาหาร และการจำหนา่ ย การปันส่วน การขนส่งและการคมนาคม

๔) การสนับสนุน ช่วยเหลือโครงการปฏิบัติงานท่ีเกี่ยวกับพลเรือนและการปฏิบัติของเจ้าหน้าท่ี
กิจการพลเรือน

หน้าที่ตามสายงาน ได้แก่
๑) การปฏิบัติการกิจการพลเรือน
๒) การปฏิบัติการจิตวิทยา
๓) การประชาสัมพันธ์
๔) การเสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ

สธ.๕ คอื ฝา่ ยเสนาธิการท่มี ีความรับผดิ ชอบหลักทางฝ่ายอำนวยการ ในงานกจิ การพลเรอื นทัง้ ปวงของ
หนว่ ย สธ.๕ นน้ั เปน็ ฝ่ายเสนาธกิ าร (ฝา่ ยอำนวยการประสานงาน) ซึง่ จัดไวใ้ นหน่วยต้งั แตร่ ะดบั กองพลข้ึนไป คำว่า
“สธ.๕” ไม่ใช่คำทใ่ี ช้ในทางราชการ แต่ใช้เรยี กกันเฉพาะภายในวงการท่ีเกี่ยวข้องเท่านั้น คำที่ใช้ในทางราชการ

๒๗

ของ สธ.๕ จะใช้สำหรับตำแหน่งของฝ่าย เสธ.ฯ ที่ทำหน้าที่สายกิจการพลเรือนของหน่วย เช่น สธ.๕ ในระดับ
กองทัพบก คอื จก.กร.ทบ. สธ.๕ ในระดบั กองทัพภาค คอื ผอ.กกร.ทภ. สธ.๕ ในระดับกองทพั น้อย คอื ผอ.กกร.
ทน. และ สธ.๕ ในระดับกองพล หน.กร.กองพล

สธ.๕ มีความรับผิดชอบ ทางฝ่ายอำนวยการ เช่นเดียวกับฝ่ายเสนาธิการสายอื่นๆ กล่าวคืองานใน
หน้าที่ร่วม ๕ ประการ ได้แก่ การจัดหาและให้ข่าวสาร การทำประมาณการ การทำข้อเสนอ การทำแผนและ
คำสง่ั และการกำกบั ดูแล

บทบาทของ สธ.๕ ในฐานะฝ่ายอำนวยการในหน่วยจะต้องปฏิบัติใน ๔ บทบาทด้วยกันคือ บทบาท
ในฐานะที่ปรกึ ษา บทบาทในฐานะผู้วางแผน บทบาทในฐานะผู้ประสานงาน และบทบาทในฐานะผกู้ ำกับดแู ล

 บทบาทของ สธ.๕ ในฐานะที่ปรึกษา ก็จะต้องสามารถให้ข่าวสาร ให้ข้อเสนอแนะ และข้อยุติ
เกี่ยวกับงานในความรับผิดชอบของตน คือ งานด้านกิจการพลเรือนให้กับผู้บังคับบัญชา
และหน่วยรองของตนได้

 บทบาทของ สธ.๕ ในฐานะผวู้ างแผน จะต้องสามารถวางแผนงานด้านกิจการพลเรอื นของหน่วยท่ี
จะต้องปฏิบัติทั้งในยามปกติ ในยามสงคราม และในภาวะไม่ปกติอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม
โดยสามารถที่จะส่งเสริมสนับสนุน ภารกิจทางยุทธวิธีของหน่วยที่ได้รับดำเนินไปได้ด้วยดี ลุล่วง
ภารกจิ ที่ได้รบั มอบ

 บทบาทในฐานะผู้ประสานงานนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายอำนวยการทุกสาย เพื่อให้
มั่นใจวา่ การทำงานของฝ่ายอำนวยการ ในแต่ละสายงานเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน โดยหลีกเลี่ยง
ข้อขัดแย้ง/งานที่ซ้ำซ้อนกัน โดยทำการปรับหรือแก้ไขตามความจำเป็น ก่อนที่จะนำไปปฏิบัติ
การประสานงานของ สธ.๕ นอกจากจะประสานงานกับฝ่ายอำนวยการคนอื่นๆ ซึ่งเป็นฝ่ายทหาร
ด้วยกันแล้ว ยังจะต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ส่วนราชการพลเรือน ในพื้นที่รับผิดชอบด้วย
เพราะมีความเกี่ยวพันกับงานของฝ่ายทหารโดยตรง เช่น การอพยพประชาชนในพื้นที่การรบ
การใชท้ รัพยากรพลเรือนในการสนบั สนุนการปฏิบัติทางทหาร

 บทบาทในฐานะผู้กำกับดแู ล สธ.๕ จะตอ้ งกำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการ ต่อการทม่ี อบให้หน่วยรอง
ปฏิบัติ ตามแผน/นโยบายท่ไี ดส้ ่งั ออกไป เพ่อื ให้ม่นั ใจไดว้ า่ หน่วยรองมคี วามเข้าใจและนำไปปฏิบัติ
อยา่ งถกู ตอ้ ง ซง่ึ การกำกับดแู ลทางฝ่ายอำนวยการของ สธ.๕ น้นั กระทำโดยการวิเคราะห์รายงาน
การเยย่ี มเยียน และการตรวจของฝ่ายอำนวยการ

ฝ่ายอำนวยการในดา้ นกิจการพลเรือน
ความสัมพันธก์ ับฝ่ายอำนวยการ

นายทหารฝา่ ยกิจการพลเรือนเป็นผูช้ ่วยคนสำคัญของผู้บังคับบญั ชาในเร่ืองความสัมพนั ธร์ ะหว่างทหาร
กับพลเรือน และสถาบันทั้งปวงในพื้นที่ปฏิบัตกิ ารในเรื่อง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา รวมทั้งมี
หน้าที่ในการกำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการ และการประสานงานต่อกิจการพลเรือนในหนว่ ย ดังนั้นในการที่จะ

๒๘

ดำเนินงานให้ราบรื่น และบรรลุภารกิจตามที่หน่วยเหนือ หรือผู้บังคับบัญชา ต้องการนายทหารฝ่ายกิจการ
พลเรือน จงึ จำเป็นตอ้ งมีความสัมพันธ์ และประสานงานโดยใกล้ชดิ กบั ฝา่ ยอำนวยการอน่ื ๆ ดงั นี้

๑) ฝ่ายอำนวยการด้านกำลังพล ประสานในเรื่อง ข้อตกลงต่าง ๆ ที่จะกระทบกระเทือนต่อ
สถานการณ์กำลังพล คำขอหรือการเบิกกำลังพลด้านกิจการพลเรือน เช่น นายทหารติดต่อ
เจา้ หน้าทีฝ่ า่ ยพลเรือน หรอื กำลังพลอน่ื ๆ เพิม่ เตมิ

๒) ฝ่ายอำนวยการด้านข่าวกรอง ประสานในเรื่องการแลกเปลี่ยนข่าวสาร/ข่างกรอง ของพื้นท่ี
ปฏบิ ัติการโดยเฉพาะในเร่อื งการเมอื ง เศรษฐกจิ และสภาพทางสงั คมทงั้ ปวง ขดี ความสามารถของ
ข้าศกึ และพฤติกรรมต่าง ๆ ทีจ่ ะกระทบกระเทือนตอ่ งานดา้ นกจิ การพลเรอื น

๓) ฝ่ายอำนวยการดา้ นยทุ ธการ ประสานในเร่อื งข่าวสาร/สถานการณ์ดา้ นยทุ ธการและแผนการยุทธ
ข้อตกลงต่าง ๆ ระหว่างพลเรือนกับทหารอันจะส่งผลต่อการยุทธ การมอบอำนาจในด้านกิจการ
พลเรือนแก่ผู้บังคับหน่วยทางยุทธวิธีในพื้นที่การรบข้างหน้า การขอหน่วยสนบั สนุนทางดา้ นกจิ การ
พลเรอื น เช่น หน่วย ปจว. หรือ ปชส. เปน็ ต้น

๔) ฝ่ายอำนวยการด้านส่งกำลังบำรุง ประสานในเรื่องข้อตกลงต่างๆ ที่จะกระทบกระเทือนต่อ
สถานการณ์การส่งกำลังบำรุง การให้การสนับสนุนในด้านการส่งกำลังบำรุงต่อหน่วยกิจการ
พลเรือนทมี่ าสมทบหรือมาสนบั สนนุ

๕) ฝ่ายกิจการพเิ ศษอื่นๆ ประสานเกี่ยวกบั ข้อตกลง หรือการสนบั สนุนต่างๆ ที่จะกระทบกระเทือน
หรือมีผลต่อการปฏบิ ตั ิงานดา้ นกจิ การพลเรอื น

ความสมั พันธก์ ับการในหน้าท่ีเฉพาะ
๑. กจิ การพลเรอื น
๑.๑ การปกครอง ฝา่ ยอำนวยการด้านกิจการพลเรือนจะเปน็ ผูก้ ำหนดความสัมพันธ์ และระเบียบ

การต่างๆ เพ่อื ดำเนนิ งานในด้านการปกครอง หากไดร้ ับอำนาจและมสี ถานการณ์อนั สมควร ก็สามารถเสนอแนะ
มาตรการควบคุม หรือช่วยเหลือถอดถอนเจ้าหน้าที่ และบรรจุทดแทน นอกจากนี้ฝ่ายกิจการพลเรือน จะต้อง
สำรวจและวิเคราะห์ระบบการศาลเพื่อให้รัดกุมเหมาะสม และเป็นที่วางใจได้ กำกับดูแลการปฏิบัติของระบบ
การศาลทหารพลเรือน ภายในพื้นที่ยึดครอง อาจเสนอแนะให้ปิดศาล และจัดตั้งศาลทหารขึ้นได้ งานดังกล่าวน้ี
จำเป็นจะตอ้ งประสานและสัมพนั ธก์ ับฝ่ายอำนวยการอ่ืน ๆ ด้วยเชน่

๑.๑.๑ ประสานกับฝ่ายอำนวยการด้านกำลังพลในเรื่อง เสนอแนะความไว้วางใจ เจ้าหน้าที่
ท่จี ะแต่งตัง้ ให้เป็น เจา้ หนา้ ท่ี การศาลตา่ ง ๆ

๑.๑.๒ ประสานกับฝ่ายอำนวยการด้านข่าวกรองในเรื่อง เสนอแนะความไว้วางใจเจ้าหน้าที่
ท่ีจะแตง่ ต้งั เจา้ หนา้ ท่ี ฝา่ ยปกครองหรอื กรอง เจา้ หนา้ ท่ี ในทอ้ งถนิ่ เพอ่ื สอบความไวใ้ จ

๑.๑.๓ ประสานกับฝ่ายอำนวยการด้านส่งกำลังบำรงุ ในเรื่อง การสนับสนุนต่าง ๆ ที่สามารถ
กระทำได้

๒๙

๑.๑.๔ ประสานกับฝ่ายกิจการพิเศษอื่น ๆ เช่น นายทหารรัฐธรรมนูญ ในด้านกฎหมาย
ฝ่ายสารวตั รทหาร เกี่ยวกบั อำนาจการจบั กุม เปน็ ตน้

๑.๒ การเศรษฐกิจ ฝ่ายอำนวยการด้านกิจการพลเรือนจะต้องวางแผนฟื้นฟูรักษาและปรับปรุง
เศรษฐกิจในพื้นที่เท่าที่สถานการณ์ทางทหารในขณะนั้นจะอำนวย รวมทั้งการวางแผนจัดหาทรัพยากรทาง
เศรษฐกิจในท้องถิ่นเพื่อใช้ในราชการทหาร ทั้งนี้โดยอาศัยการร่วมมือจาก เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน และ
การประสานกับฝา่ ยอำนวยการอื่น ๆ เช่น

๑.๒.๑ ประสานกบั ฝ่ายกำลงั พลในเรอ่ื งความต้องการอุปกรณ์พกั ผ่อน หรอื สถานทพ่ี ักผ่อนต่าง ๆ
๑.๒.๒ ประสานกับฝา่ ยยุทธการเก่ยี วกบั แผน และแผนการยทุ ธในอนาคต
๑.๒.๓ ประสานกับฝ่ายขา่ วกรองกบั สภาพในทอ้ งถ่นิ ที่จะกระทบกระเทอื นงานด้านเศรษฐกจิ
๑.๒.๔ ประสานกับฝ่ายส่งกำลังบำรุงในเรื่อง ความเร่งด่วนในการใช้สิ่งอำนวยความสะดวก
และทรพั ยากรในท้องถิ่นทางดา้ นการส่งกำลงั บำรงุ
๑.๒.๕ ประสานกับฝ่ายกิจการพิเศษต่าง ๆ เช่น ฝ่ายยุทธบริการ เกี่ยวกับการแจกจ่ายสิ่ง
อุปกรณฝ์ า่ ยกจิ การพลเรือน เป็นตน้
๑.๓ สังคมจิตวิทยา ฝ่ายกิจการพลเรือนจะเป็นผู้เสนอแนะ ผบ. และฝ่ายอำนวยการด้านอื่น ๆ
ในเรื่องการบริการสาธารณะ โดยกำหนดความเร่งด่วนให้ว่าควรจะฟื้นฟูอะไรบ้าง และประมาณการความ
ต้องการเครื่องสาธารณูปโภค ให้แก่กิจกรรรมด้านพลเรือนอันจำเป็นต่อสภาพความเป็นอยู่ และขวัญของ
ประชาชนในพ้ืนที่ โดยอาศัยสถานการณ์ทางยุทธวธิ ี และเศรษฐกจิ ท่ีเปน็ อยู่ในพ้นื ท่ีเปน็ หลกั ในการประสานกับ
ฝ่ายอำนวยการดา้ นอื่น ๆ จำเป็นอย่างยงิ่ จะตอ้ งแนน่ แฟ้นและสมั พันธก์ ัน เช่น
๑.๓.๑ ประสานกับฝ่ายอำนวยการดา้ นกำลงั พลในเรอื่ ง ทจ่ี ะกระทบกระเทือนต่อขวญั ของทหาร
๑.๓.๒ ประสานกบั ฝา่ ยอำนวยการดา้ นข่าวกรองในเร่อื ง มาตรากาการรักษาความปลอดภยั
๑.๓.๓ ประสานกับฝ่ายอำนวยการด้านยุทธการในการแบ่งมอบหน่วยทหาร เพื่อช่วยงาน
ด้านกจิ การพลเรือนเมือ่ พิจารณาว่าจะกระทบกระเทือนการปฏบิ ัติการทางยุทธวธิ ีต่อไป
๑.๓.๔ ประสานกับฝ่ายอำนวยการด้านส่งกำลังบำรุงในเรื่อง การสนับสนุนแรงงาน และ
การขนส่งบรกิ ารสาธารณะต่าง ๆ
๑.๔ ประสานกับฝ่ายกิจการพิเศษอื่น ๆ ให้ช่วยเหลือในงานที่เก่ียวข้อง เพื่อสถาปนา และฟื้นฟู
บรกิ ารสาธารณะอนั มคี า่ แก่กิจกรรมดา้ นพลเรอื น

๒. การปฏิบตั กิ ารจิตวิทยา งานของฝา่ ยอำนวยการด้านกจิ การพลเรือน ได้แก่
๒.๑ วางแผนและกำกบั ดแู ลงานด้านสงครามจติ วิทยาโดยปรับให้สอดคล้องกบั แผนยทุ ธการ
๒.๒ เสนอแนะการใช้หน่วยในการปฏิบัติการจิตวิทยา งานดังกล่าวมีเรื่องที่จะประสานกับ

ฝ่ายอำนวยการด้านอื่น ๆ เช่น
๒.๒.๑ ประสานกับฝ่ายอำนวยการด้านกำลังพลในเรื่อง การจัดหากำลังพลพลเรือนใน

ทอ้ งถ่นิ เพือ่ ปฏิบตั กิ ารเก่ยี วกับสงครามจติ วิทยา

๓๐

๒.๒.๒ ประสานกับฝ่ายอำนวยการด้านขา่ วกรองในการกล่นั กรองกำลงั พลพลเรือนในทอ้ งถน่ิ
เพือ่ ใช้งานในการปฏิบตั กิ ารจติ วิทยา

๒.๒.๓ ประสานกับฝ่ายอำนวยการด้านยุทธการเกี่ยวกับพ้ืนที่การรบ และเป้าหมายในการ
ปฏิบัตกิ ารจิตวิทยา

๒.๒.๔ ประสานกับฝา่ ยอำนวยการด้านส่งกำลงั บำรุงในเรือ่ งการสนับสนนุ ต่างๆ

๓. การประชาสัมพันธ์ ฝ่ายอำนวยการด้านกิจการพลเรือนจะต้องเป็นผู้กำกับดูแลสื่อที่ใช้แถลง
ข่าวสารสาธารณะในความควบคุมของพลเรือน ตลอดจนเสนอแนะสื่อแถลงข่าวทางพลเรือนตามลำดับ
ความเร่งด่วนในการสถาปนาฟน้ื ฟูระบบควบคุมสื่อสารในด้านการช่างของพลเรือน โดยประสานกับฝ่ายอำนวยการอ่ืน ๆ ดงั นี้

๓.๑ ประสานกับฝา่ ยอำนวยการดา้ นกำลงั พลเก่ยี วกับการแถลงขา่ วสาธารณะใหก้ ำลงั พลทางทหาร
๓.๒ ประสานกับฝ่ายอำนวยการด้านขา่ วกรองในเรื่องมาตราการการรกั ษาความปลอดภัยในการ
ประชาสัมพันธ์
๓.๓ ประสานกับฝ่ายอำนวยการด้านยุทธการในเรื่อง รายการข่าวพลเรือนให้เข้ากับแผนการ
ยทุ ธศาสตรห์ รอื ยทุ ธวธิ ี
๓.๔ ประสานกบั ฝ่ายอำนวยการด้านสง่ กำลงั บำรุง ในด้านการสนับสนุนด้านส่งกำลังบำรุง
๓.๕ ประสานกับฝา่ ยกจิ การพิเศษอืน่ ๆ เช่น ฝา่ ยการส่ือสารในเรือ่ ง การสถาปนาตดิ ต้งั สถานีวิทยุ
ตลอดจนคำแนะนำทางดา้ นเทคนิคการกระจายขา่ วสารตา่ ง ๆ
๔. การเสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ ฝ่ายอำนวยการด้านกิจการพลเรือนจะต้องวางแผน และ
กำกับดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ในการเสริมสร้างอุดมการณ์ความรกั ชาติ ทั้งหน่วยทหารฝ่ายเรา ฝ่ายเป็นกลาง และ
ประชาชนในพื้นที่ยึดครองเพื่อให้สนับสนุนฝ่ายเรา โดยประสานเรื่องราวต่าง ๆ กับฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ
ที่เก่ียวขอ้ ง เชน่
๔.๑ ประสานกบั ฝา่ ยอำนวยการด้านกำลังพลในเรอ่ื งขวัญของกำลังพล
๔.๒ ประสานกับฝ่ายอำนวยการดา้ นข่าวกรองในเรื่องท่าทีและทัศนคติของประชาชนทข่ี ้าศึกยดึ ครอง
๔.๓ ประสานกับฝ่ายอำนวยการด้านยุทธการในการจัดลำดับความเร่งด่วนในการเสริมสร้าง
อดุ มการณ์ความรักชาติใหก้ ับหนว่ ยทหาร
๔.๔ ประสานกับฝา่ ยอำนวยการดา้ นสง่ กำลังบำรงุ ในการสนบั สนุนสิง่ อำนวยความสะดวกตา่ ง ๆ
๔.๕ ประสานกับฝ่ายกิจการพิเศษอืน่ ๆ ในเรื่องที่จะกระทบกระเทอื นโดยตรงต่องานด้านกิจการ
พลเรอื น

๓๑

บทท่ี ๔
การปฏบิ ัตกิ ารกจิ การพลเรือน

การปฏิบัติการทางทหารในภารกิจต่างๆ ทั้งในปัจจุบัน และอนาคตมีความจำเป็น ที่จะต้องได้รับ
การสนบั สนนุ จากสว่ นราชการพลเรือน ภาคเอกชน และประชาชนท่ัวท้งั ประเทศ รวมท้ังการใชก้ ำลงั ทหารเข้าปฏิบัติ
ภารกิจในทุกๆกรณี จะต้องมีความชอบธรรม และได้รับการยอมรับจากสาธารณชนทั้งภายในประเทศ และในระดบั
ประชาคมโลกอกี ด้วย จึงจะทำให้ภารกิจน้นั ๆ สำเรจ็ โดยสมบูรณ์ อกี ท้งั ความจำเป็นที่จะตอ้ งไดร้ ับการสนับสนุน
จากการใช้ทรัพยากรของฝ่ายพลเรือน และงานด้านสื่อสารมวลชน เข้ามาเพิ่มเติมขีดความสามารถให้กับ
การปฏิบตั กิ ารทางทหาร จึงเปน็ เหตผุ ลอกี ประการหน่ึงทท่ี ำใหก้ ารดำเนนิ งานดา้ นกิจการพลเรอื นของกองทัพบก
ไดม้ ีการจดั ทำหลกั นิยมใหม่ โดยจดั กลุ่มงานดา้ นกิจการพลเรอื น ทม่ี สี ว่ นสำคัญในการเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติ
ภารกจิ ทางทหารเข้าไว้ดว้ ยกัน ท้งั ในเร่อื งการพฒั นาพ้ืนทเี่ พอื่ ความม่ันคงให้เก้ือกูลต่อการปฏิบัติทางทหารท้ังใน
ปัจจุบันและอนาคต, การจัดตั้งและการใช้กำลังประชาชนสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร, การใช้สื่อทางด้าน
การปฏบิ ัติการจิตวิทยา และการประชาสมั พันธ์ เพ่ือสนับสนนุ การปฏบิ ัตกิ ารข่าวสาร ซง่ึ จะทำให้ภาพของงานด้าน
กิจการพลเรือนในการสนับสนุนการปฏิบัติทางทหารมีความชัดเจน และสามารถปฏิบัติให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์ได้
อยา่ งเป็นรปู ธรรม

การปฏิบัติการกิจการพลเรือน เป็นการปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือนที่มุ่งเน้นสนับสนุนการปฏิบัติ
การทางทหารให้บรรลุภารกิจโดยสมบูรณ์ โดยได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากส่วนราชการ พลเรือน ภาคเอกชน
และประชาชนทงั้ ในพื้นท่ีปฏิบัตกิ าร และประชาชนทว่ั ไป ความสำคัญยงิ่ ของ การปฏิบตั ิการกจิ การพลเรอื น กค็ ือ
นอกจากจะเปน็ ส่วนสำคัญประการหนึ่งทีท่ ำให้ภารกิจทางทหารสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญท่ี
จะทำให้ลดการสูญเสียของฝ่ายพลเรือน และประชาชนในพื้นที่ปฏิบัติการด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นการพัฒนา
ขดี ความสามารถของเจ้าหน้าท่ีในสายงานกิจการพลเรอื น จึงเป็นความรับผดิ ชอบของผู้บงั คับหนว่ ยในทุกระดับท่ี
จะต้องให้ความสนใจ และให้ความสำคัญในการดำเนินการอย่างจริงจัง ตั้งแต่ยามปกติ และฝึกฝนให้มีความ
ชำนาญเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับจนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งยามปกติ และยามสงคราม หรือ
ในยามเกิดสถานการณว์ กิ ฤตตา่ งๆ

ในยามสงคราม หรอื ในยทุ ธบรเิ วณทมี่ กี ารรบเกดิ ข้นึ ประชาชนในพืน้ ท่ีการรบจะเปน็ ปญั หาอุปสรรคที่
มีความสำคัญอยา่ งยิ่ง โดยเจ้าหน้าทีฝ่ ่ายทหารจะต้องคำนึงถึงการอพยพประชาชนเป็นจำนวนมากภายในพื้นท่ี
การรบ ซ่ึงจะก่อใหเ้ กิดปัญหาและกระทบตอ่ การปฏิบตั ิ การทางยทุ ธวธิ ี รวมทง้ั อาจกดี ขวางการเคลื่อนย้ายหน่วย
ในการส่งกำลังบำรุงให้กับหน่วยในพื้นที่การรบ ฯลฯ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่ขาด
ประสิทธิภาพในภาวะสงครามจะก่อให้เกิดสภาพปัญหาในด้านการควบคุมความสงบเรียบร้อย และความเป็น
ระเบียบของประชาชนภายในพื้นที่ ทั้งในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการ
ปฏิบตั กิ ารทางทหารเปน็ อย่างมาก ดังนั้น การปฏิบัติการกิจการพลเรือนของฝ่ายทหารที่มีประสทิ ธภิ าพ เหมาะสม

๓๒

และสอดคล้องกับสถานการณ์ จะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้บังคับบัญชาและหน่วยกำลังรบได้เป็นอย่างดี
และการปฏิบตั ิการกจิ การพลเรือนมวี ัตถปุ ระสงค์ คอื

 เพ่อื ให้การปฏิบัตภิ ารกจิ ของหน่วยทหาร ได้รบั ความรว่ มมือ ช่วยเหลือ และสนับสนุนจาก
ส่วนราชการพลเรอื น ภาคเอกชน และประชาชน

 เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการพลเรือน ภาคเอกชน และ
ประชาชน สามารถดำเนนิ การตอ่ ไปไดอ้ ยา่ งตอ่ เน่อื งดว้ ยความเรยี บร้อย

 เพื่อควบคุมประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ มิให้กีดขวางการปฏิบัติการทางทหาร บรรเทา
ความสูญเสีย หรือความเสยี หายอันเกิดจากการสรู้ บ

 เพื่อควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มิให้ถูกทำลาย หรือถูกฝ่ายตรงข้าม
นำไปใช้ประโยชน์

 เพื่อช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ และเพื่อ
มนษุ ยธรรม

ขอบเขตการปฏิบัติการกิจการพลเรือน ในการปฏิบัติการกิจการพลเรือนของฝ่ายทหารนั้น รูปแบบ และ
ลักษณะของการปฏิบัติการจะต้องคำนึงและพิจารณาถงึ คำสั่ง/นโยบายจากหน่วยเหนอื สถานการณ์ทางทหาร
และลักษณะพื้นที่ปฏบิ ัติการทางด้านกิจการพลเรือน ที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ในยามปกติ จะมุ่งเน้นการปฏิบัตใิ น
การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความรักใคร่ ศรัทธา และให้ความร่วมมือกับ
ฝ่ายทหาร ในยามสงคราม จะมุ่งเน้นการควบคุมพื้นที่ และประชาชน เพื่อมิให้กีดขวางการปฏิบัติทางทหาร
การใช้ประโยชน์จากส่วนราชการพลเรือน ประชาชน และทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติทางทหาร
การสนบั สนนุ การปกครองดนิ แดนท่ีเข้ายึดครองได้ นอกจากน้นั หลังจากสงคราม หรือการปฏบิ ตั กิ ารทางทหาร
ยุตลิ ง งานดา้ นกจิ การพลเรอื นจะมุ่งเนน้ ในการฟื้นฟูบูรณะ ท้ังในเรื่องสง่ิ ก่อสร้าง และสภาพจติ ใจของประชาชน

การปฏบิ ัติการกิจการพลเรอื น เป็นงานท่ีตอ้ งดำเนนิ การอย่างตอ่ เนอ่ื ง สอดคลอ้ งกันตั้งแต่ยามปกติ
พัฒนาไปจนกระทั่งเกดิ สงคราม และดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสงคราม หรือความขัดแย้งยตุ ิปัญหาลง
แต่อยา่ งไรก็ตามเพอ่ื ให้เกดิ ความง่ายในการทำความเข้าใจ และเกิดประโยชน์สงู สดุ ต่อการเรยี นรู้ เพื่อนำไปใช้ใน
การวางแผนการปฏิบัตกิ ารกจิ การพลเรือนของหนว่ ยทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ จงึ แบ่งการปฏิบัติการกิจการ
พลเรอื นตามสถานการณ์ ออกเปน็ ๓ เหตุการณ์ ไดแ้ ก่ ยามปกติ ยามสงคราม และหลังสงคราม

ก. การปฏิบตั ิการกจิ การพลเรอื นยามปกติ มงุ่ เน้นในเรื่องของการเสรมิ สร้างความสมั พนั ธอ์ ันดีกับ
ชมุ ชน และการเตรยี มสนามรบดา้ นกจิ การพลเรอื น

 การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
อันดตี อ่ กันระหว่างประชาชนกับฝา่ ยทหารเพอื่ ให้ประชาชนเกิดความนยิ มชมชอบ และรักใคร่ศรทั ธาต่อตัวทหาร
และหน่วยทหาร ท่าทีของประชาชนที่มีต่อหน่วยทหารจะเป็นเครื่องแสดงว่าหน่วยทหารนั้นๆ ได้ดำเนินการ
เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนมากน้อยเพยี งใด แนวทางการดำเนินงานอาจกระทำได้ในหลายลักษณะ

๓๓

เช่น การเข้าร่วมกจิ กรรมต่างๆ กับประชาชนในทอ้ งถิ่น การช่วยเหลอื ประชาชนโดยหน่วยทหาร การกวดขนั ใน
เรื่องระเบียบวินัยและความประพฤติของทหาร นอกจากนั้น จะใช้การประชาสัมพันธ์บางส่วนในการสนับสนนุ
การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน เช่น จัดให้มีการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิบัติทางทหารให้
ประชาชนได้ทราบ จัดให้มีการพบปะสังสรรค์กับผู้นำในท้องถิ่น จัดดนตรี กีฬา งานทอดผ้าป่า กฐินฯ จัดต้ัง
คณะกรรมการทีป่ รึกษาเพื่อให้ความสมั พันธ์อนั ดตี ่อกันมากขนึ้ ทง้ั นี้ ในการช่วยเหลอื ประชาชนน้นั ให้กระทำใน
ขีดความสามารของหน่วย โดยเข้มงวดในเรื่องระเบียบวินัยของทหาร ป้องกันมิให้มีข้อพิพาทหรือเหตุการณ์
ไมเ่ หมาะสมระหว่างทหารกบั ประชาชนเป็นอันขาด

การเสริมสร้างความสัมพนั ธ์อนั ดีกบั ชุมชน เช่น การเข้าร่วมกจิ กรรมร่วมกบั ชมุ ชน
การพบปะผนู้ ำทอ้ งถ่นิ และการช่วยเหลอื ประชาชน

 การเตรียมสนามรบดา้ นกจิ การพลเรอื น เป็นการเตรียมคน และพ้นื ที่ให้มคี วามพร้อม
ในการสนับสนนุ ความมน่ั คงตามแนวชายแดน ต้ังแต่ยามปกติมีงานที่สำคัญ ๗ ประการ ได้แก่ ๑) การสำรวจ รวบรวม
และวเิ คราะห์ขอ้ มูลพนื้ ท่ีดา้ นกิจการพลเรือน ๒) งานชุมชนสัมพนั ธ์ ๓) การเสรมิ สรา้ งอดุ มการณ์รักชาติและสร้าง
จิตสำนึกด้านความมั่นคง ๔) การฝึกจัดตั้งและพัฒนาเครือข่ายกำลังประชาชนในพื้นที่ชายแดน ๕) การพัฒนา
เครือขา่ ยแจง้ ข่าวสารภาคประชาชน ๖) การพฒั นาพน้ื ท่ีเพอื่ ความมัน่ คง ให้เก้อื กลู ต่อการปฏบิ ัติทางทหารในปัจจุบันและ
อนาคต ๗) การจัดทำบญั ชีทรัพยากรพลเรอื นที่มีความเหมาะสมในการสนับสนนุ การปฏบิ ัติทางทหาร

ข. การปฏิบตั ิการกจิ การพลเรอื นยามสงคราม แบง่ ออกเป็น ๒ เรอ่ื งหลกั ได้แก่ การสนับสนนุ การ
ปฏิบัตทิ างทหาร และ การสนบั สนุนการปฏิบตั ิของฝ่ายพลเรอื น

๓๔

 การสนับสนุนการปฏิบัติทางทหาร เป็นการปฏิบัติการกิจการพลเรือนที่กระทำ
เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติทางทหารโดยตรงนั้น จะมีบทบาทสำคัญในการลดภาระของหน่วยที่จะต้อง
ประสบปัญหากับประชาชนในพ้ืนท่ีการรบ และใช้ประโยชน์จากประชาชนในการสนับสนนุ การปฏิบัติทางทหาร
นั่นเอง งานหลักที่กระทำเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการปฏบิ ัติทางทหารประกอบด้วย การป้องกันการกีดขวางการ
ยุทธ การพิทกั ษ์พ้นื ท่ีสว่ นหลัง/เขตหลัง การใช้กำลงั ประชาชน และการควบคุมและการใช้ทรัพยากรพลเรอื น

- การป้องกันการกีดขวางการยุทธ กระทำเพื่อให้หน่วยที่เข้าปฏิบัติการรบมีความ
สะดวกในการดำเนินการยุทธ และมีพื้นที่อย่างเพียงพอที่จะสามารถเคลื่อนย้าย
กำลังจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็วโดยไม่หยุดชะงัก
หรือต้องช้าลงเนื่องจากประสบกับการกีดขวางจากประชาชนในพื้นที่การรบ
การดำเนินการต่างๆเพื่อควบคุมประชาชนในพ้ืนที่ เช่น การกำหนดเขตหวงห้าม
การกำหนดเสน้ ทางหา้ มใช้หรอื ใชไ้ ดเ้ ฉพาะช่วงเวลา การอพยพประชาชนออกจาก
พ้นื ทที่ ่ีมีความจำเปน็ เพ่อื มใิ ห้เป็นอปุ สรรคต่อการปฏบิ ตั กิ ารทางทหาร

- การพิทกั ษ์พ้ืนทสี่ ่วนหลัง/เขตหลงั เป็นการดำเนินการท้ังปวงเพอ่ื ใหง้ านด้านการ
สนับสนุนการรบ และการสนบั สนุนการช่วยรบของหน่วยกระทำได้อย่างต่อเน่อื ง
ดว้ ยการต่อตา้ นการคุกคาม หรือลดวามเสียหายท่ีจะเกิดกับท่ีต้งั ทางการช่วยรบที่
อยู่ในพ้นื ทีเ่ ขตหลัง โดยการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ส่วนราชการพลเรือนเพ่ือใช้
ประโยชน์อย่างเต็มที่จากเจ้าหน้าที่ส่วนราชการพลเรือนและประชาชนในการ
พทิ ักษ์พนื้ ท่ีสว่ นหลงั /เขตหลงั ของฝ่ายทหาร ประสานการฝกึ อบรมเจ้าหน้าท่ีส่วน
ราชการพลเรือนและประชาชนในพื้นที่เพื่อให้มีขีดความ สามารถในการปฏิบัติ
ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง/เขตหลัง เช่น การดับเพลิง การล้าง
อาวุธเคมีชีวะ การจัดเวรยามรักษาความปลอดภัยสถานที่ตั้ง และเส้นทางการสง่
กำลัง การเตือนภัย การจราจร การเคลื่อนย้ายบุคคลพลเรือน การกู้ภัย และ
การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ โดยจะต้องประสานงานอย่างใกล้ชิด
และต่อเนื่องกับเจ้าหน้าที่ส่วนราชการพลเรือน มกี ารวางแผนอย่างสอดคล้องและ
สนับสนนุ ซ่งึ กนั และกนั และมกี ารซกั ซ้อมร่วมกันอยู่เสมอ

- การใชก้ ำลังประชาชนสนบั สนนุ การปฏบิ ัติทางทหาร กระทำเพื่อให้ประชาชนเข้า
มามีส่วนร่วมในการปฏิบัติการร่วมกับฝ่ายทหารในการป้องกันประเทศจากการ
รุกรานของฝ่ายตรงข้าม สงครามในอนาคต คือการผนึกกำลังท้ังปวงทั้งกำลังคน
และทรัพยากรทม่ี ีอยู่เขา้ สนับสนนุ การปฏิบตั ิทางทหาร การพฒั นากำลงั ประชาชน
กระทำด้วยการฝึกอบรม ให้ประชาชนเกิดความสำนึกในหน้าที่และความ
รับผดิ ชอบ ทจ่ี ะต้องเสียสละเพือ่ ทจ่ี ะทำใหช้ าตบิ ้านเมืองพน้ จากภัยพิบัติอันตราย
ทั้งปวงด้วยการจดั ต้ัง และสนับสนนุ การจัดตั้งมวลชนในรูปแบบต่างๆ เชน่ การหา

๓๕

ข่าว รายงานข่าว การติดต่อสื่อสาร การป้องกันตนเอง กำลังประชาชนที่ได้รับการ
ฝึกอบรมอย่างดี จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการป้องกันและการ
สนับสนุนการพิทักษ์พื้นที่เขตหลัง/ส่วนหลัง ที่สำคัญควรมีการวางแผนการใช้
กำลังประชาชนแต่ละประเภทอย่างแน่ชัด มีการมอบภารกิจที่เหมาะสม มีการ
ควบคุมท่มี ปี ระสทิ ธิภาพ และมกี ารซักซอ้ มเป็นประจำตง้ั แตย่ ามปกติ
- การควบคมุ และการใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรพลเรือนในท้องถ่ิน ทรัพยากรใน
ท้องถิ่น หมายถึง ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ที่ฝ่ายทหารจะเข้าไปปฏิบัติการ เช่น
โรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ เครื่องมือสือ่ สาร สนามบิน ท่าเรือ อ่างเก็บน้ำ
เขื่อน โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า แหล่งผลิตอาหาร สาธารณูปกรณ์ ถนน สะพาน
อาคาร สถานีรถไฟ โรงพยาบาล โรงพิมพ์ แรงงาน สิ่งอุปกรณ์ที่เป็นยุทธปัจจัย
ทั้งนี้ในการควบคุมและใช้ประโยชน์ จะต้องพิจารณาใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
เท่านั้น โดยประสานกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดเตรียมข้อมูล และข้อปฏิบัติตาม
หลักกฎหมาย
 การสนับสนุนการปฏิบัติของฝ่ายพลเรือน กระทำเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย
มั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบ โดยฝ่ายทหารอาจเข้าไปร่วมในการช่วยเหลือเจ้าหน้าท่ีฝ่ายพลเรือนในรูปแบบตา่ งๆ กนั
เช่น การช่วยเหลือในการรักษาความสงบเรียบร้อย การช่วยเหลือในการพัฒนาท้องถิ่น การช่วยเหลือในการบริหาร
ราชการแผ่นดินในยามฉกุ เฉิน/ในยามสงคราม และที่สำคัญยิ่งที่เกี่ยวขอ้ งกับภารกิจทางทหารโดยตรงก็คือการ
สนับสนุนการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในการส่งเสริมสนับสนุนส่วนราชการพลเรือน ทั้งนี้ ฝ่ายทหารมิใช่เป็น
ผปู้ ฏบิ ัติหลักแต่เปน็ เพียงผู้ชว่ ยเหลอื และสนบั สนุนเท่าท่ีจำเป็นภายในขีดความสามารถเท่าน้ัน ยกเว้นในบางกรณี
หรือบางสถานการณ์ทีเ่ จ้าหนา้ ทส่ี ว่ นราชการพลเรือนไมส่ ามารถปฏบิ ัตไิ ด้

การปฏิบัติการกิจการพลเรือนหลังสงคราม แบ่งเป็น ๒ เรื่องหลัก ได้แก่ การปกครองดินแดนโดยฝ่ายทหาร
และการฟน้ื ฟบู ูรณะ

 การปกครองดินแดนโดยฝ่ายทหาร ในบางสถานการณ์ที่ฝ่ายทหารมคี วามจำเป็นต้อง
เข้าไปปฏิบัติการในพ้นื ทที่ ีฝ่ า่ ยทหารเขา้ ยึดครองอาจเปน็ ดินแดนของฝา่ ยตรงข้าม หรืออาจเปน็ ดินแดนที่ฝ่ายตรง
ข้ามมีอิทธิพล ทั้งนี้ เพื่อให้เกื้อกูลต่อการปฏิบัติการทางยุทธวิธีของฝ่ายเรา เช่น การจัดให้มีพื้นที่ระวังป้องกนั
ภายนอกประเทศ การเข้าตีเพ่ือทำลายการเขา้ ตี กระทำไดโ้ ดยการสนับสนนุ การดำเนินการปกครองโดยรัฐบาล
ทหารเพื่อควบคุมประชาชนในพื้นที่มิให้ขัดขวางการปฏิบัติการของฝ่ายทหาร โดยแบ่งเป็น ๓ ขั้น ได้แก่
ขั้นเตรียมการ ขั้นการปกครองดินแดน และขั้นการส่งมอบความรับผิดชอบ หรือสิ้นสุดการใช้อำนาจในการ
ปกครอง หลักสำคัญคือ การปกครองดินแดน ควรใชเ้ จ้าหน้าท่ีฝ่ายปกครองเดิมทมี่ ีอยู่แล้วในท้องถิ่น หรือต้ังข้ึน
ใหม่แต่ต้องผ่านการตรวจสอบความไว้วางใจจากฝ่ายเราว่าเป็ นผู้ที่ฝ่ายเราสามารถมอบหมายหน้าท่ี
และความรับผดิ ชอบใหด้ ำเนินการด้านการปกครองภายใตน้ โยบายและการควบคุมกำกบั ดูแลของฝ่ายทหาร และ
ต้องพยายามใช้เวลาปกครองให้น้อยท่สี ดุ หรอื รีบถ่ายโอนอำนาจคนื โดยเรว็

๓๖

 การฟื้นฟูบูรณะ หลังจากสงคราม หรือสถานการณ์ความขัดแย้งยุติลง สภาพความ
เสยี หายของบา้ นเมอื ง สิ่งกอ่ สรา้ งตา่ ง ๆ ชำรดุ ทรดุ โทรม รวมทั้งสภาพจิตใจของประชาชนในพ้นื ทเ่ี กิดเหตุ ก็เป็น
เรื่องสำคัญทจ่ี ะตอ้ งได้รบั การเยยี วยาฟืน้ ฟอู ยา่ งรวดเร็ว หลงั สถานการณ์ยตุ ิลง

๓๗

๑. การปฏบิ ัตกิ ารกิจการพลเรือนสนบั สนนุ สถาบันหลกั ของชาติ

สถาบันหลักของชาติ ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหลักสำคัญ และเป็นศูนย์
รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ที่จะนำพาความเป็นชาติไปในทิศทางที่ตอ้ งการ ชาติไทยเป็นชาติที่มีเอกลกั ษณข์ อง
ตนเอง ได้แก่ วัฒนธรรมที่ดีงาม มีศิลปกรรม สถาปัตยกรรมที่น่าภาคภูมิใจ มีศาสนาเป็นหลักใจ และมีสถาบัน
พระมหากษัตริย์เป็นหลักชัย การพิทักษร์ ักษาสถาบันหลักของชาติ จึงเป็นหนา้ ทีข่ องคนไทยทกุ คนทีต่ ้องช่วยกัน
รกั ษาไว้ด้วยชวี ิต กองทพั บกเปน็ หนว่ ยงานหน่งึ ทต่ี ระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องและพทิ กั ษ์รกั ษาสถาบันหลัก
ของชาติ และมบี ทบาทหน้าท่ีภายใตร้ ัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นกองทัพบกจงึ สง่ เสริม และสนับสนุน
ใหท้ ุกคนในชาติได้ยึดมั่น ตลอดจนหวงแหน และพิทกั ษร์ กั ษาสถาบนั หลักของชาติ

การส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันหลักของชาติ หมายถึง การที่กองทัพบกได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับส่วน
ราชการอน่ื ภาคเอกชน และประชาชนในการจัดกิจกรรมที่แสดงออกถงึ ความจงรักภกั ดี และยดึ ม่ันในสถาบันหลัก
ของชาติ รวมทั้งเป็นหน่วยริเริ่มในการจัดกิจกรรม และรณรงค์ให้สังคมไทยเกิดความรักความสามัคคี
มีอุดมการณ์รักชาติ มีจิตสำนึกด้านความมั่นคง และจรรโลงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ตลอดจนแสดงออกอย่างชัดเจนในการปกป้อง และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มความสามารถใน
ทกุ โอกาส

วตั ถปุ ระสงคข์ องการส่งเสริมและสนับสนนุ สถาบันหลกั ของชาติ มดี ังนี้
๑. เพื่อยึดเหนี่ยวความคิด ความเชื่อของกำลังพลภายในหน่วยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมี
ความหมายซ้งึ ในคุณค่าและความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์ และการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมุข
๒. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการแสดงออกถึงความจงรักภักดี พร้อมที่จะปกป้อง และเทิดทูน
สถาบันพระมหากษตั รยิ อ์ ยา่ งเต็มความสามารถในทุกโอกาส
๓. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คนในชาติมีความรักความสามัคคี มีอุดมการณ์รักชาติ และมีจิตสำนึก
ดา้ นความม่ันคง
๔. เพ่ือสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ การพทิ ักษ์รกั ษาสถาบันหลกั ของชาติ
๕. เพอื่ ส่งเสริมและสนบั สนุนในการทำนุบำรุงศาสนา
๖. เพื่อสง่ เสริมและสนบั สนุนการแก้ไขปัญหาทมี่ ีผลกระทบตอ่ สถาบนั หลกั ของชาติ

ขอบเขตการดำเนนิ งาน
๑. ดำเนินงานตามบทบาทหน้าทขี่ องทหารภายใตบ้ ทบญั ญตั ิของรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
๒. ดำเนินงานโครงการ และกจิ กรรมตามนโยบายของรัฐบาล และตามท่ีกองทัพบกได้รเิ ริม่ ขึ้น
๓. ดำเนินงานโครงการและกิจกรรมเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ
อนั เน่อื งมาจากกระแสโลกาภวิ ตั น์

๓๘

๔. ส่งเสริม สนับสนุนฝ่ายพลเรือน ในการจัดทำโครงการและกิจกรรมที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีที่
เกย่ี วข้องกบั สถาบันหลักของชาติ

สถาบันชาติ : อุดมการณ์ของชาติ หมายถึง ระบบความคิดที่คนในชาติยึดถือเป็นส่วนรวม เพื่อการธำรง

รักษาสร้างสรรค์ชาติ และทุกคนในชาติมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติให้บรรลุถงึ ร่วมกัน ซึ่งสำนักงานเสรมิ สร้างเอกลักษณ์
ของชาติ สำนกั เลขาธิการนายกรฐั มนตรี ได้กำหนดอุดมการณ์ของชาติไทยไว้วา่ “การพิทักษช์ าติ ปกปอ้ งเอกราช
อธปิ ไตย คุม้ ครองศาสนา เทิดทนู รกั ษาดำรงมน่ั คงไว้ซงึ่ พระมหากษตั รยิ ์ ขจัดความเหลอ่ื มลำ้ ทางเศรษฐกจิ สังคม
บำบดั ทุกข์บำรุงสุข ประสานประโยชน์ทุกถว้ นหนา้ รักษาสิทธเิ สรีภาพ สร้างความสามัคคี และมีคุณธรรม ธำรง
ไว้ซึ่งเอกลักษณแ์ ละส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามของไทย” (พ.ศ.๒๕๓๗) การส่งเสริมและสนบั สนุนให้ความเป็น
ชาติไทยดำรงคงอยู่อย่างมั่นคง มีเกียรติมศี ักดิ์ศรีในสายตาของสงั คมโลก เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้อง
ร่วมกันรับผิดชอบธำรงรักษา และร่วมกันขจัดความขัดแย้งที่นำไปสู่ความแตกแยกและใช้ความรุนแรงต่อกัน
ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศชาติล่มสลาย ดังนั้นกองทัพบกในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบด้านความมั่นคง
จึงมีภาระหน้าที่ที่จะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยมีความรักความสามัคคี มีอุดมการณ์ความรักชาติ
เสียสละทุ่มเท เพ่ือให้เกดิ ผลประโยชน์สงู สุดตอ่ ประเทศชาติในทุกด้าน ซง่ึ เปน็ ส่งิ สำคัญยิง่ ท่จี ะทำให้ประเทศชาติ
มคี วามมัน่ คงปลอดภยั มคี วามเจริญกา้ วหนา้ และประชาชนมีความผาสกุ รวมทัง้ สามารถยืนหยดั อยใู่ นสังคมโลก
ได้อยา่ งมศี กั ดิ์ศรที ดั เทียมกับนานาอารยประเทศ
แนวทางดำเนินการ

๑. เสริมสรา้ งอดุ มการณค์ วามรกั ชาติภายในกองทัพบก เปน็ ลำดบั แรกโดย
 กำลังพลทกุ นาย ต้องได้รบั การเสริมสรา้ งอุดมการณ์ความรักชาติ โดยยึดถอื หลกั การตามแนว
ทางการเสรมิ สร้างอดุ มการณก์ ำลงั พลกองทัพบก
 หน่วยทหารทุกหน่วย ดำเนินการเสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ ในภาพรวมของหน่วย
โดยเน้นเรอ่ื งภาพลกั ษณ์และวัฒนธรรมองคก์ รของหน่วย ไดแ้ ก่ เกยี รตปิ ระวตั กิ ารดำเนินงาน
อันเป็นทย่ี อมรับของสาธารณะ วฒั นธรรมสบื ทอดตลอดจนกิจกรรม ทแี่ สดงออกถึงเอกลกั ษณ์
ทโ่ี ดดเด่น และดำเนนิ การอย่างตอ่ เนื่อง เป็นต้น

๓๙

 กำลังพลและครอบครัว เมื่อกำลังพลแต่ละบุคคลภายในกองทัพ ได้รับการปลูกฝังและ
เสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ จนซึมซับเข้าสู่จิตใจ มีการแสดงออกที่โดดเด่นเป็นตัวอย่างที่ดี
และได้รับการยอมรับแล้ว จากนั้นกำลังพลเหล่านี้จะสามารถขยายผลไปสูส่ มาชิกในครอบครัว
ญาตพิ ่ีน้อง เพอื่ นฝงู ตลอดจนบุคคลท่ีรู้จกั โดยทว่ั ไป

 ขยายผลไปสู่สาธารณชน : การขยายผลไปสู่สาธารณชนนั้นสามารถดำเนินการได้ในพื้นท่ี
โดยรอบที่ตั้งของหน่วย พื้นที่รับผิดชอบของหน่วย พื้นที่ที่หน่วยออกปฏิบัติราชการสนาม
ตลอดจนการใช้ส่ือรณรงค์ขยายผลในภาพกว้างท่วั ท้งั ประเทศ

๒. แนวทางการเสรมิ สรา้ งอดุ มการณ์ทหาร สำหรบั กองทพั บกมีดงั นี้
 ยึดถือพระบรมราโชวาท ในประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า “ให้ฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน และรักษาวินัยโดย
เคร่งครัด จงเว้นการควรเว้น หมั่นประพฤติการควรปฏิบัติ ให้ต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
และแบบธรรมเนียมจงทกุ ประการ”
 ยึดถอื ปฏบิ ตั ติ าม คำปฏิญาณตนตอ่ ธงชัยเฉลมิ พล
 ยึดมั่นปฏิบัติตามคำขวัญของกองทัพบก ที่เปรียบเสมือนอุดมการณ์ของกองทัพบก ที่ได้
กำหนดไว้ให้กำลังพลยึดถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกันว่า “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และ
ประชาชน”
 ยึดมั่นในอุดมการณ์กำลังพลกองทัพบก (“มาตรฐานแห่งความดีงาม ที่จะจูงใจให้กำลังพล
กองทัพบกมคี วามเชอื่ ว่าหากได้ประพฤติปฏบิ ัตแิ ลว้ ตนเองจะอยใู่ นแนวทางทจี่ ะเป็นกำลังพล
ที่ดีที่สุด”) มีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ อุดมการณ์ด้านความจงรักภักดี ได้แก่ ความ
จงรักภกั ดตี อ่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์ และผบู้ งั คับบัญชา อุดมการณ์ดา้ นความยึดม่ันใน
เกียรติยศ และศกั ดิ์ศรขี องทหาร ได้แก่ การยดึ มัน่ ในการเป็นผู้ทีม่ ีวนิ ยั ความเป็นผู้ซื่อสัตย์ และ
ความเปน็ ผู้ท่มี ีคุณธรรม อดุ มการณด์ ้านความรับผิดชอบตอ่ หน้าที่ ได้แก่ ความรบั ผิดชอบต่อภารกิจ
เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา และประชาชน อุดมการณ์ด้านความเสียสละได้แก่ การอุทิศเวลา
และการแสดงความกล้าหาญโดยยอมสละแม้เลือดเนื้อและชีวิตเพื่อการปฏิบัติหน้าที่หรอื เพื่อประโยชน์
ส่วนรวม และอุดมการณ์ด้านความยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้แก่ การรักษาสิทธิตามรัฐธรรมนูญ การทำหน้าที่ตาม
รัฐธรรมนูญ การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมอื งตามกรอบของกฎหมาย ตามวิถีและวัฒนธรรม
ประชาธิปไตย
 รเิ ริม่ หรอื เป็นองค์กรนำในการจัดกิจกรรมตา่ งๆ ทเ่ี กย่ี วกับการเสริมสร้างอุดมการณ์ความรัก
ชาติ และจิตสำนึกด้านความมั่นคง รวมทั้งเข้าร่วมส่งเสริมและสนบั สนนุ การจัดกิจกรรมของ
หนว่ ยงานอื่น ๆ

๔๐

 ใชส้ ื่อวทิ ยกุ ระจายเสยี ง และวิทยุโทรทศั น์ รวมทั้งสอื่ บุคคล ทอี่ ย่ใู นความรบั ผดิ ชอบของหน่วย
ทหาร และสือ่ อื่นๆ รณรงค์ให้เกิดรกั ความสามัคคี มอี ดุ มการณ์รักชาติ และเสริมสร้างจิตสำนึก
ดา้ นความมั่นคง ดว้ ยการจัดกิจกรรมต่างๆ ท่ีหลากหลาย

 ในการอบรมชแ้ี จงให้เกดิ ความรักชาติ พึงหลกี เลี่ยงการสร้างกระแสชาตนิ ิยมในลกั ษณะให้เกิด
อาการ “คลง่ั ชาติ” เพราะอาจส่งผลใหเ้ กิดการแตกความสามัคคใี นประเทศได้

 รณรงค์ปลุกจิตสำนกึ คนในชาติใหม้ คี วามรัก หวงแหน และเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย
และคนไทย ดว้ ยการจัดกจิ กรรมรณรงค์สร้างกระแสในหว้ งเวลาทีเ่ หมาะสม

 จัดกจิ กรรมในวันสำคัญต่าง ๆ ของชาติ เพอ่ื เป็นการยกย่อง เชดิ ชู วีรกรรมของบคุ คลสำคัญของชาติ
เช่น การวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ
การจดั กิจกรรมสาธารณประโยชนเ์ นอื่ งในวนั ทหารผา่ นศึก เปน็ ตน้

 จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณค่าทางเอกลักษณ์ที่ดีงามของชาติ เช่น การประกวดคำขวัญ คำกลอน
การประกวดมารยาทงาม การประกวดการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง การประกวดการแต่งกายชุดไทย
ในโอกาสมหามงคลตา่ งๆ เป็นต้น

 จัดทำโครงการฝึกอบรมปลูกฝังค่านิยมความเป็นไทยให้กับเยาวชน เพื่อให้เกดิ ความรัก และ
หวงแหนชาติ เช่น โครงการค่ายเยาวชนรักชาติ โครงการคุณธรรมนำไทย โครงการส่งเสริม
ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ เป็นตน้

 จัดทำโครงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม เพื่อเทิดทูนสถาบัน
พระมหากษัตริย์ และเสรมิ สรา้ งคณุ คา่ ใหก้ บั ชาตบิ ้านเมอื งด้วยการอนุรักษม์ รดกทางธรรมชาติ
เอาไว้ให้กับอนุชนรนุ่ หลงั

 ส่งเสริมและสนับสนุนฝ่ายพลเรือนในการบูรณะและซ่อมแซมโบราณสถานโบราณวัตถุ และ
สถานทส่ี ำคัญ ๆ ของชาติ

สถาบันศาสนา : ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์อย่าง เท่าเทียมกันในการ

เลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น องค์อัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา
ซึ่งโดยเนื้อแท้ของศาสนาทุกศาสนา ต่างมีแนวทางการสอนให้กับศาสนิกของตน ยึดมั่นในการประกอบคุณงาม
ความดี มีคุณธรรม จริยธรรม และช่วยเหลือเจือจานสงั คมโดยสว่ นรวมอยู่แล้ว ดังนัน้ การส่งเสริมและสนับสนนุ
ให้ประชาชนคนไทยทุกคน ยึดม่นั ในหลกั คำสอนของศาสนา จงึ เปน็ การทำให้คนในสงั คมเป็นคนดี มีประโยชน์ต่อ
ชาติบ้านเมือง ซึ่งจะส่งผลให้สังคมไทยมีความสงบร่มเย็นเป็นปึกแผ่น และเกิดความมั่นคงปลอดภัย ทั้งนี้กองทัพบกได้
ส่งเสรมิ และสนับสนนุ การจดั กจิ กรรมทางดา้ นศาสนาของทกุ ๆ ศาสนาเปน็ ประจำทุกปมี าอย่างต่อเนอื่ ง

แนวทางดำเนนิ การ
๑. ริเริ่มจัดกิจกรรม หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาเนื่องในวันสำคัญทางศาสนาของทุกศาสนา ได้แก่
พุทธ ครสิ ต์ อสิ ลาม พราหมณ์ ซิกข์ ฯ

๔๑

๒. ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมการเผยแผ่ศาสนาตามหลักธรรมคำสอนทางศาสนาที่ถูกต้อง เช่น
การทำบญุ ตกั บาตร การถอื ศลี อด การอุปสมบทหมู่ และโครงการประกวดการอา่ นคัมภีรอ์ ัลกุรอาน
เปน็ ต้น

๓. จัดโครงการอบรมปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้กับกำลังพล ครอบครัว และเยาวชน ในห้วง
เวลาที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้กำลังพลลาเพื่อประกอบศาสนากิจได้ โดยไม่คิด
เป็นวันลา

๔. ส่งเสริมและสนับสนนุ กิจกรรมต่างๆในการบูรณะฟื้นฟูศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ที่มีคุณค่าทางจิตใจ
และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของคนในชาติ เช่น การบูรณะซ่อมแซมวัดวาอาราม มัสยิด โบสถ์วิหาร
และจดั สรา้ งพระพทุ ธรูปประจำหนว่ ย เปน็ ตน้

๕. จัดกจิ กรรมที่เกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การฝกึ และพฒั นาจิต การเวยี นเทียน การทำบุญเล้ียงพระ
เปน็ ตน้

๖. ใช้สื่อในความรับผิดชอบช่วยเหลือ และสนับสนุนการประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมทางศาสนา
และเผยแพรห่ ลักคำสอนในหว้ งเวลาทเ่ี หมาะสม

สถาบันพระมหากษัตริย์ : เป็นสถาบันหลักที่สร้างชาติบา้ นเมือง และปกครองดูแลให้ อาณาประชาราษฎร์

มีความร่มเย็นเป็นสุข มาตั้งแต่เริ่มความเป็นชาติไทย ให้ดำรงคงอยู่จนถึงพวกเราคนไทยในทุกวันนี้
พระมหากษัตรยิ ไ์ ทยทกุ พระองคไ์ ดท้ รงทำนบุ ำรงุ ประเทศชาติ โดยทรงพระวิรยิ ะอตุ สาหะ ทมุ่ เทพระวรกาย และ
พระสตปิ ญั ญาในการแกไ้ ขปญั หาชาตบิ ้านเมืองใหผ้ ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้จนถงึ ปัจจุบนั ดังน้ัน กองทพั บก
และกำลงั พล ทกุ คนจงึ ตอ้ งมงุ่ มัน่ ทมุ่ เทในการปกป้อง และเทิดทนู สถาบนั พระมหากษัตริย์ เอาไวเ้ หนอื เกลา้ ฯ โดยจะต้อง
ดำเนินการในทุกวถิ ีทางท่จี ะป้องกันมใิ หบ้ ุคคล หรือกลมุ่ บคุ คลใดมาจาบจว้ ง และลว่ งละเมดิ พระบรมเดชานุภาพ
โดยเด็ดขาด การถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ถือว่าเป็นภารกิจที่สืบเนื่องทาง
ประวัติศาสตร์ ที่เหล่าบรรดานักรบ บรรพชนไทยได้ยึดถือสืบเนื่องกันมาจากครั้งโบราณกาลจวบจนปัจจุบัน
ถึงแม้จะมีการบัญญัติไว้ในธรรมนูญการปกครองหรอื ไม่ก็ตาม แต่เหล่าทหารหาญทั้งหลายต่างก็ยึดมั่นในความ
จงรักภักดไี ม่เส่ือมคลาย และพร้อมที่จะถวายชวี ติ เป็นราชพลีในทุกโอกาส โดยได้แสดงออกดว้ ยการปฏิบัติหน้าท่ี
ถวายความปลอดภัย และการถวายพระเกียรติอย่างสุดความสามารถ รวมทั้งได้แสดงออกให้สังคมได้รับรู้โดย
จัดทำเป็นคำขวัญที่เปรียบ เสมือนอุดมการณ์ของกองทัพบกที่ว่า “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน”
หรือคำปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล และคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดของ
ทหารที่ไดเ้ ข้าร่วมพิธีดงั กล่าว ซง่ึ ต่างก็มเี น้ือหาทจี่ ะปกปอ้ ง และเทิดทนู สถาบนั พระมหากษัตริยอ์ ย่างสุดความสามารถ

แนวทางดำเนินการ
๑. การให้ความชว่ ยเหลอื และเสรมิ สร้างความเขม้ แขง็ ให้กบั ชุมชนรอบวัง
๒. เข้าร่วม และสนบั สนนุ การจัดกิจกรรมของรัฐบาล และส่วนราชการอ่ืนเนือ่ งในโอกาสมหามงคลต่างๆ
อยา่ งเต็มขีดความสามารถ และถวายพระเกียรตสิ ูงสุด

๔๒

๓. เปน็ หน่วยรเิ ริ่มการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลต่างๆ
๔. จัดกิจกรรมร่วมกบั พี่น้องประชาชนทุกสาขาอาชีพ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกศุ ล

เชน่ การใหบ้ รกิ ารทางการแพทย์ และการรบั บริจาคโลหติ
๕. ใช้สื่อในความรับผิดชอบเผยแพร่พระราชกรณียกิจ และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกร

ชาวไทยท่ัวทงั้ ประเทศ
๖. ฝกึ อบรมมวลชนในทุกกลุ่มสาขาอาชีพ ให้มีความเข้าใจในพระมหากรุณาธิคุณ และพระเมตตาท่ีสถาบัน

พระมหากษตั ริยท์ รงมีตอ่ พสกนกิ รชาวไทยทวั่ ทงั้ ประเทศมาโดยตลอดต้ังแตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั
๗. จัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชนให้เฝ้าระวัง และติดตามพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดี ซึ่งอาจมี

เจตนาจาบจว้ งสถาบนั พระมหากษัตริย์ และล่วงละเมิดพระบรมเดชานุภาพ
๘. ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดทำโครงการ และกิจกรรมตามแนวพระราชดำริ และพระราชเสาวนีย์

อย่างเตม็ ความสามารถ เพ่ือแสดงออกถงึ ความจงรกั ภักดีตอ่ สถาบันพระมหากษัตรยิ ์ เช่น การดำเนินงาน
ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การส่งเสริมให้ประชาชนดำรงชีวิตโดยยึดหลักปรัชญา
เศรษฐกจิ พอเพยี ง และโครงการอื่น ๆ
๙. จัดหรือเข้าร่วมกจิ กรรมเฉลิมพระเกียรติกับฝ่ายพลเรอื น เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง เนื่องในวันสำคัญท่ี
เก่ียวกับสถาบันกษัตรยิ ์ เพอื่ เทดิ ทูนสถาบันพระมหากษัตรยิ ์
๑๐.เพอ่ื เทดิ ทูนสถาบนั พระมหากษัตรยิ ท์ ัว่ ทัง้ ประเทศ อยา่ งสุดความสามารถ รกั ษาความเปน็ เหลา่ บรรพชนไทย
เหนือเกลา้ ฯ และจะส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมในงานพระราชพธิ ีต่างๆ เชน่ การซ่อมแซมราชรถ
ในพระราชพิธฯี จัดกำลังพลร่วมงานพระราชพธิ ีต่าง ๆ และการสนับสนนุ ยุทโธปกรณ์ในงานพระราช
พิธี เปน็ ต้น
๑๑.จดั โครงการอบรมการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท
๑๒.สง่ เสรมิ และสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ เพอ่ื ธำรงไว้
ซึ่งความม่ันคงของสถาบันกษตั ริย์ภายใต้รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย
๑๓.ดำเนินการปฏิบัติการจิตวิทยาและการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกแขนงที่มีอยู่เพื่อขยายผล
การดำเนนิ งานโครงการ และกจิ กรรมเฉลมิ พระเกียรตติ ่างๆ อย่างต่อเน่ืองและกว้างขวาง

๒. การปฏิบัตกิ ารกจิ การพลเรือนสนับสนุนการปอ้ งกนั ประเทศ

การใช้กำลังในการป้องกันประเทศของกองทัพบก ได้จัดทำแผนการปฏิบัติทางทหารเอาไว้ตาม
ระดับความรนุ แรงของสถานการณ์ คือ ยามปกติ ยามใกล้เกิดสงครามหรือยามฉกุ เฉิน ยามสงคราม และภายหลัง
เกิดสงคราม ดังนั้นการดำเนินงานด้านกิจการ พลเรือนสนับสนุนการปฏิบัติการทางด้านยุทธการและการข่าว
จึงเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญของงานด้านกิจการพลเรือนในการสนับสนุนการปฏิบัติทางทหาร ซึ่งจะมุ่งเน้น
สนบั สนนุ ดว้ ยกำลงั ประชาชน และการสนบั สนุนการปฏิบตั ิการขา่ วสาร รวมทัง้ งานด้านอนื่ ๆ ท่เี ก่ียวข้องกับฝา่ ยพลเรือน

๔๓

และทรพั ยากรในพื้นที่ปฏิบตั กิ าร ซึง่ ไดก้ ำหนดพน้ื ทปี่ ฏิบตั กิ ารเป็น ๓ พน้ื ที่ ได้แก่ พนื้ ท่รี ะวังป้องกนั พื้นทก่ี ารรบ
และพนื้ ท่ีส่วนหลงั โดยมีแนวทางการปฏบิ ตั ิ ดงั นี้

ยามปกติ มีการปฏบิ ตั ิทสี่ ำคญั ดังน้ี
๑) การเตรียมสนามรบด้านกิจการพลเรือน ประกอบด้วยงานสำคัญ ๗ ประการ

มีรายละเอียดตามทไี่ ดก้ ล่าวมาแล้ว ไดแ้ ก่ ๑) การสำรวจ รวบรวม และวเิ คราะห์ข้อมูลพ้นื ท่ีด้านกิจการพลเรือน
๒) งานชุมชนสัมพันธ์ ๓) การเสริมสร้างอุดมการณ์รักชาติและสร้างจิตสำนึกด้านความมั่นคง ๔) การฝึกจัดต้ัง
และพัฒนาเครือข่ายกำลังประชาชนในพื้นที่ชายแดน ๕) การพัฒนาเครือข่ายแจ้งข่าวสารภาคประชาชน
๖) การพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคง ให้เกื้อกูลต่อการปฏิบัติทางทหารในปัจจุบันและอนาคต ๗) การจัดทำบัญชีทรัพยากร
พลเรือนที่มคี วามเหมาะสมในการสนับสนนุ การปฏบิ ตั ิทางทหาร

๒) สนบั สนนุ การปฏบิ ัติตามพันธกิจ ๔ ประการ ของกองทพั บก ตามแนวความคิดในการสถาปนาความ
มั่นคงตามแนวชายแดน ได้แก่ การปฏิบัติการพเิ ศษในพื้นท่ีระวังป้องกัน การเฝ้าตรวจและการปอ้ งกนั ชายแดน
การจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน และการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยงานกิจการ
พลเรือนสามารถใหก้ ารสนับสนุนการปฏิบัติทางดา้ นยุทธการ และการข่าวได้ ดงั นี้

 การปฏบิ ัติการพิเศษในพืน้ ที่ระวงั ปอ้ งกัน ใช้กำลังประชาชนสนับสนนุ หนว่ ยรบพิเศษ ในการ
ปฏิบัติการพิเศษต่างๆ ตามขีดความสามารถ เช่น สนับสนุนเสบียงอาหาร การให้ข่าวสาร
และอื่นๆ

 การเฝ้าตรวจและการปอ้ งกันชายแดน เนน้ ในการใช้กำลังประชาชนสนับสนนุ กำลงั รบหลกั ใน
ภารกิจการเฝ้าตรวจชายแดน โดยใช้กำลังประชาชนที่มีอยู่ในแผนงาน/โครงการทั้งของ
กองทพั บก และหน่วยงานอน่ื ๆ

 การจัดระเบียบพื้นท่ีชายแดน ดำเนินการร่วมกับสว่ นราชการท่ีเก่ียวข้องในการเสริมสร้าง
ความเข้มแข็ง และภูมิคุ้มกันให้กับหมู่บ้านหรือชุมชนตามแนวชายแดน ทั้งในเรื่องระบบ
ป้องกันและเตือนภัย การพัฒนาพื้นที่ให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ
สงั คมจติ วิทยา และการทหาร จนกระทัง่ สามารถอยไู่ ด้ตามแนวชายแดนอย่างมีความสุข และ
การปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติเพ่ือให้รัก และหวงแหนแผ่นดินที่อยู่อาศัย จนสามารถ
จัดตั้งกำลังประชาชนให้การช่วยเหลือทางราชการในการป้องกันประเทศ รวมทั้งเป็น
แหล่งข่าวประชาชนที่มีประสิทธภิ าพ ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดน และระบบการ
ต่อสเู้ บ็ดเสร็จ

 การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้ความช่วยเหลือในการพัฒนา
ประเทศเพอ่ื นบ้านและช่วยเหลอื เมอ่ื มี ภัยพิบตั ติ ่างๆ เกดิ ขึน้ รวมถึงการจดั ทพ่ี กั พิงช่ัวคราว
ใหก้ ับผหู้ ลบหนภี ัยจากการสรู้ บ นอกจากนั้นยังสามารถใช้การกีฬา และวฒั นาธรรมเป็นสื่อ
ในการสร้างความสนั พันธอ์ นั ดตี ่อกนั ไดอ้ กี ดว้ ย

๔๔

๓) การปฏิบัติการจิตวิทยา ดำเนินการโดยการชี้นำให้กลุ่มเป้าหมายต่างๆ มีทัศนคติและการ
กระทำทเ่ี กื้อกลู ต่อการปฏิบัตขิ องฝ่ายเรา ซึง่ จะครอบคลุมการโฆษณา ชวนเช่อื และการปฏิบตั กิ ารท้ังปวงท่ีมีผล
ทางจติ วทิ ยาตอ่ กล่มุ เป้าหมายทกี่ ำหนด

๔) การประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ทำความเข้าใจ เพ่ือเสรมิ สรา้ งความสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหวา่ งหน่วยงาน
ของรฐั กับประชาชนด้วยการรับ และกระจายขา่ วสารท่ีจำเปน็ ตามแผนและโครงการต่าง ๆ ใหป้ ระชาชนไดท้ ราบ
ถึงผลการดำเนินงานของฝ่ายเรา เพื่อจะไดร้ ับการสนับสนนุ จากประชาชนจนบรรลุเป้าหมาย โดยใช้สื่อมวลชน
เครื่องมอื ทางการประชาสมั พันธ์ทงั้ ส้ินทีม่ อี ยู่

๕) การช่วยเหลือประชาชน และผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบ เตรียมการ ซักซ้อมแผนการอพยพ
ประชาชนออกจากพน้ื ทีก่ ารรบ ตลอดจนการชว่ ยเหลือในเรื่อง เครื่องอุปโภคและบรโิ ภคต่าง ๆ ตามขดี ความสามารถ

๖) การสนับสนุนการแก้ปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน โดยการให้ความร่วมมือ สนับสนุน
การตดิ ต่อประสานงานกบั หนว่ ยงาน องค์กรทีเ่ กีย่ วขอ้ งในการแกป้ ัญหา

ยามใกล้เกดิ สงครามหรือยามฉกุ เฉนิ
๑) พัฒนากำลังประชาชนตามแนวทางยุทธศาสตร์พัฒนา เพื่อสนับสนุน ยุทธศาสตร์การต่อสู้

เบด็ เสรจ็ เช่น การฝกึ ทบทวนกำลงั ประชาชนใหม้ ีความพรอ้ มทจ่ี ะทำการสูร้ บกบั ฝ่ายตรงขา้ มเมื่อยามสงคราม
๒) ฝึก/ปฏิบัติร่วม กำลังรบหลัก – กำลังประจำถิ่น – กำลังประชาชน เพื่อให้มีความพร้อมที่จะ

สามารถปฏบิ ตั ิภารกิจร่วมกบั กำลังรบต่างๆ ได้เม่อื ยามสงคราม
๓) สนับสนนุ การเฝา้ ตรวจและจัดระเบียบพ้นื ที่ชายแดน โดยใหก้ ำลังประชาชนตดิ ตามสถานการณ์

และรายงานข่าวสารความเคล่ือนไหวของฝา่ ยตรงข้าม รวมทงั้ การต่อต้านฝา่ ยตรงขา้ มตามขดี ความสามารถ
๔) ควบคุมและใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้มีการสำรวจทรัพยากร

ในพืน้ ที่ และเตรยี มวางแผนทีจ่ ะขอใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นทีอ่ ย่างรอบคอบเมอื่ ยามสงคราม

ยามสงคราม
๑) ใช้กำลังประชาชนสนับสนุนกำลังประจำถิน่ และกำลังรบหลัก เช่น แจ้งเตือนการเข้ามาของข้าศึก

สอดส่อง และป้องกันการปฏิบัติของหน่วยก่อวินาศกรรม/บ่อนทำลายของข้าศึก รวมทั้งเป็นแกนนำของ
ประชาชนในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติของฝ่ายเรา และขัดขวางการปฏิบัติของข้าศึก ตลอดจนร่วม
ปฏบิ ตั กิ ารสงครามกองโจร หรือสงครามนอกแบบเมือ่ สามารถกระทำได้

๒) กำหนดมาตรการควบคมุ และอำนวยความสะดวกใหก้ ับประชาชนไมใ่ หก้ ีดขวางการยทุ ธ
๓) ปฏิบัติการจิตวิทยา และการประชาสัมพันธ์ สนับสนุนการรบเป็นการดำเนนิ การต่อฝ่ายข้าศกึ
เป็นเป้าหมายหลัก เพื่อทำลายขวัญ และกำลังใจในการต่อสู้ของข้าศึก ประชาชนในพื้นที่การรบ เพื่อก่อให้เกดิ
ความร่วมมือ และสนับสนุนการปฏิบัติของฝ่ายเรา กำลังฝ่ายเรา เพื่อเสริมสร้างขวัญ และกำลังใจใน
การปฏบิ ตั กิ ารรบ

๔๕

๔) กำหนดมาตรการในการบรรเทาความสูญเสียให้กับประชาชน รวมทั้งการช่วยเหลือ และ
การอพยพประชาชนทไ่ี ดร้ ับผลกระทบจากการรบ

๕) กำหนดมาตรการควบคุม และประสานกบั หนว่ ยงานพลเรือนที่เก่ยี วข้องในการดำเนินการต่อผู้
ไดร้ ับผลกระทบจากการสู้รบ เช่น ผู้หลบหนภี ัยจากการสู้รบ ผูอ้ พยพ ผู้ลี้ภัย และผพู้ ลัดถิน่ เป็นต้น เพือ่ ไม่ใหก้ ีดขวาง
การยทุ ธ และเปน็ ภาระกบั หนว่ ยกำลังรบ โดยยึดหลักเพื่อมนษุ ยธรรม

๖) สนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่ส่วนหลัง เป็นการดำเนินการในเร่ืองการประสานแผนการป้องกันภัย
ฝ่ายพลเรอื นกับแผนพิทักษ์พ้นื ที่สว่ นหลัง การมอบหมายความรับผิดชอบ / การใช้ประโยชน์จากฝ่ายกิจการพล
เรือนตามความต้องการของแผนพิทกั ษ์พื้นท่ีสว่ นหลงั และการใชก้ ำลังประชาชนช่วยในการพิทกั ษ์พื้นที่ส่วนหลัง

๗) ควบคมุ และใช้ประโยชนจ์ ากทรพั ยากรในพื้นท่ีรบั ผิดชอบ เพอื่ สนบั สนุนการปฏิบตั ิการทางทหาร
๘) จัดการปกครองดินแดนที่ฝ่ายเรายึดครองได้ หรือดินแดนที่ฝ่ายเรายึดคืนกลับมาได้
โดยสนบั สนนุ ให้ฝ่ายพลเรอื นปกครองตนเองภายใต้การกำหนดมาตรการท่จี ำเปน็ ของฝ่ายเรา

ภายหลังเกิดสงคราม มกี ารปฏบิ ตั ิทส่ี ำคญั ดังน้ี
๑) ช่วยเหลอื ประชาชนท่ีไดร้ ับผลกระทบจากการปฏิบตั ิการทางทหารตามความเหมาะสม
๒) การฟื้นฟูบูรณะสาธารณปู โภค สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมทั้งปรับปรงุ สภาพแวดล้อมของฝ่ายพลเรือนให้

กลบั คืนสู่สภาพปกติ
๓) สง่ มอบการปกครองดนิ แดนท่ีฝา่ ยเรายึดครองได้ หรือดินแดนทฝี่ า่ ยเรายดึ คืนกลับมาได้ ให้ฝ่าย

พลเรอื นโดยเร็ว
๔) ปฏิบัติการจิตวทิ ยา และประชาสัมพนั ธ์ ในทุกข้นั ตอนการปฏิบตั ิ

๓. การปฏิบัตกิ ารกจิ การพลเรอื นสนับสนนุ การรกั ษาความมนั่ คงภายในราชอาณาจักร

หมายถงึ “การดำเนินการ เพื่อป้องกัน ควบคมุ แกไ้ ข และฟืน้ ฟูสถานการณ์ใดทเ่ี ป็นภยั อันเกิดจากบุคคล
หรือกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ทำลายหรือทำความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชน
หรือของรัฐ ให้กลับสู่สภาวะปกติเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ”
การดำเนินการดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
สถานการณ์ทีถ่ ือเป็นภัยซึ่งสง่ ผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้แก่ ความแตกแยกทางความคิด
ของคนในสงั คม ความไมเ่ ช่อื มน่ั ของประชาชนต่อระบบ และสถาบันการเมือง การขาดความสมดุลของการจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
และโรคระบาด ความมั่นคงในพน้ื ทีจ่ งั หวัดชายแดนภาคใต้ การกอ่ การรา้ ย และอาชญากรรมข้ามชาติ ผู้หลบหนี
เข้าเมืองในประเทศ ยาเสพติด และความยากจน ภารกจิ ของกองทัพบกในการรกั ษาความม่ันคงภายในราชอาณาจักร
มีความเกี่ยวเนื่อง และสอดคล้องกันอย่างใกล้ชิดกับภารกิจของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน
ราชอาณาจักร และใช้ทรัพยากรส่วนใหญ่ร่วมกัน ดังนั้น งานกิจการพลเรือนของกองทัพบกในการสนับสนุน
การดำเนินงานรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จึงเป็นการประสานความร่วมมือ หรือการจัดโครงการ/

๔๖

กิจกรรม เพื่อสนับสนุนแผนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รวมทั้งสนับสนุนหน่วยงาน
ต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักของหน่วย และสอดคล้องกับ
งบประมาณทไี่ ด้รบั โดยม่งุ เนน้ งานด้านจิตวิทยา งานมวลชน และการปฏิบัติการขา่ วสาร แบ่งการดำเนินงานได้ ดงั น้ี

๑. ขัน้ การเตรยี มการ
๑.๑ รวบรวมขอ้ มูลทเี่ กี่ยวขอ้ งกับสภาพการเมอื ง เศรษฐกจิ และสังคมจิตวิทยา เพื่อเตรียมพื้นท่ี

ปฏบิ ัติการด้านกิจการพลเรือน
๑.๒ ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อพิจารณาหาเงื่อนไขที่เกิดขึ้น รวมทั้งวิเคราะห์แนวโน้ม

สถานการณ์ และความต้องการของประชาชน ตลอดจนจัดทำบัญชีกลุ่มเป้าหมาย เพื่อกำหนดแนวทางการ
ดำเนนิ งาน

๑.๓ วางแผนการปฏบิ ัติ
๑.๔ อบรมใหค้ วามรแู้ ก่เจ้าหนา้ ทก่ี อ่ นไปปฏิบัตงิ านในพ้นื ที่
๑.๕ จัดอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องภัยคุกคามต่างๆ พร้อมกับสนับสนุนให้จัดตั้งเป็น
กลมุ่ พลังมวลชน
๒. ข้นั ปฏิบัตกิ าร
๒.๑ การลดเงอื่ นไข

๒.๑.๑ ตั้งศูนยร์ ับข้อมูล/เร่อื งรอ้ งทกุ ข์ เพ่ือหาสาเหตุของเงอื่ นไข และดำเนนิ การช่วยเหลอื
๒.๑.๒ ตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสาร ข้อเท็จจริง
เพอื่ สรา้ งความเขา้ ใจให้กับทุกภาคสว่ น ตลอดจนควบคมุ การใหข้ ่าวสารของสื่อมวลชน
๒.๑.๓ จัดการอบรมรว่ มระหวา่ งผู้บริหารของส่วนราชการ ผู้นำองค์กรทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง เพอื่ ระดม
ความคดิ และหาแนวทางในการลดเง่ือนไขทเ่ี กดิ ขนึ้
๒.๑.๔ ส่งเสริม สนับสนุน สว่ นราชการ และหน่วยงานที่เกยี่ วขอ้ งตามขีดความสามารถ
๒.๑.๕ ใหค้ วามช่วยเหลือประชาชนในพื้นท่ีในเร่ืองการประกอบอาชีพสุจริตเพ่ือให้สามารถ
พึ่งพาตนเองอยู่ในสงั คมไดอ้ ย่างไม่เดอื ดร้อน
๒.๑.๖ สร้างภูมิคุ้มกนั ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงโดยจัดใหม้ ีการอบรม ทัศนศึกษา เยี่ยมชม
สถานทส่ี ำคัญทางประวตั ศิ าสตร์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ
๒.๑.๗ จัดเวทปี ระชาชนเพ่อื รับทราบปัญหา และแนวทางแก้ไขโดยใหป้ ระชาชนมสี ่วนร่วม
๒.๑.๘ ชี้แจง ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการปฏิบัติ
เพอ่ื ขอความร่วมมือ และไม่ใหข้ ัดขวางการปฏิบตั ิงานของเจ้าหน้าท่ี
๒.๑.๙ ส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มพลังมวลชน และกลุ่มพลังประชาชนในการดำเนินหรือ
เคลื่อนไหวอยา่ งตอ่ เนอ่ื งเพอื่ จำกดั เงื่อนไขมใิ หข้ ยายเพ่มิ มากข้ึน

๔๗

๒.๒ การขจัดเง่ือนไข
๒.๒.๑ ดำเนนิ งานด้านจติ วิทยา และการปฏิบตั ิการขา่ วสาร สนบั สนนุ การแยกกลุ่มตัวการ/

แกนนำ/ผู้สร้างเงื่อนไข กลุ่มแนวร่วม/ผู้ให้การสนับสนุน กลุ่มเสี่ยง/ผู้ได้รับผลกระทบ และกลุ่มผู้บริสุทธิ์ออกจากกัน
เพื่อตัดความเชอ่ื มโยง และการทำลายโครงสรา้ งองคก์ ร เครือขา่ ยทีท่ ำใหเ้ กิดเงือ่ นไข

๒.๒.๒ ดำเนินกรรมวิธีแก้ไขปัญหาแต่ละกลุ่มเป้าหมายด้วยรูปแบบ และวิธีการต่าง ๆ
ตามความเหมาะสม และสอดคลอ้ งกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น เช่น การนำผทู้ ่ไี ดร้ บั ผลกระทบเขา้ รับการบำบัดฟื้นฟู
การฝึกอบรมวชิ าชีพ และการจดั กิจกรรมชว่ ยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ เปน็ ตน้

๒.๒.๓ ปฏบิ ัตกิ ารขา่ วสาร เพ่ือตอ่ ต้านหรอื ตอบโต้ข่าวสารท่ีมีการบิดเบอื นซึ่งก่อให้เกิดเง่ือนไข
ของภัยคกุ คาม

๒.๒.๔ สง่ เสริม สนบั สนุน ส่วนราชการ และหน่วยงานทเี่ กี่ยวขอ้ งอย่างเต็มขดี ความสามารถ
และตอ่ เนื่อง เช่น สนบั สนุนกำลงั พล ยทุ โธปกรณ์ รวมทง้ั ขอ้ มูลข่าวสารในการแกไ้ ขปัญหา เป็นตน้

๒.๒.๕ จัดโครงการ/กิจกรรมรณรงค์ ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องเพื่อกดดัน
หรอื จำกดั เสรใี นการปฏบิ ตั ิของกล่มุ ขบวนการ ทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ ภยั คุกคาม เชน่ โครงการเสริมสร้างความเขม้ แข็งให้กับ
ชุมชน โครงการเสริมสร้างความสมานฉันทข์ องคนในชาติ เวทีประชาชน และกจิ กรรมหน่วยเคล่ือนที่ เป็นตน้

๒.๒.๖ ส่งเสริม สนับสนุนการใช้กระบวนการท่ีถูกตอ้ งในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การนำ
ผกู้ ระทำความผิดเข้าสกู่ ระบวนการทางกฎหมาย การนำผ้ตู ิดยาเสพติดเขา้ สู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู และการพิสูจน์
พยานหลักฐานทางนติ วิ ิทยาศาสตรเ์ ปน็ ตน้

๒.๒.๗ ส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มพลังมวลชน และกลุ่มพลังประชาชนในการดำเนินกิจกรรม
อย่างตอ่ เน่อื งเพอ่ื ขจดั เงอื่ นไข

๒.๓ การเสรมิ สรา้ งความมน่ั คง
๒.๓.๑ สง่ เสริม สนบั สนนุ การสร้างทัศนคติที่ดีระหว่างเจ้าหน้าท่ีรัฐกับประชาชน เพ่ือสร้าง

ความสมานฉันท์ เช่น รว่ มกบั ส่วนราชการ/หน่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ ง จดั หนว่ ยเคลื่อนที่ออกพบปะเยีย่ มเยียนประชาชน
ในพ้นื ที่อย่างสมำ่ เสมอ

๒.๓.๒ ส่งเสริม สนับสนุน โครงการ/กิจกรรมเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีของคนใน
ชาติ เช่น ปลูกฝงั อุดมการณใ์ หก้ ับมวลชน เพื่อรวมพลงั ความคดิ และความรู้สกึ ใหเ้ ปน็ อันหน่งึ อนั เดียวกัน

๒.๓.๓ ส่งเสริม สนับสนุน โครงการ/กิจกรรมพัฒนาแบบยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรักษา
สภาพแวดลอ้ ม เพอ่ื ใหส้ ามารถใชป้ ระโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาตไิ ด้ยาวนาน และไม่เสียสมดุลทางธรรมชาติ

๒.๓.๔ ส่งเสริม สนับสนุนกระบวนการสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนใหม้ ากทส่ี ุด

๒.๓.๕ ดำเนินงานด้านจิตวิทยา และการปฏิบัติการขา่ วสาร เพื่อสนับสนุนการปฏิบตั ิงาน
เสรมิ สรา้ งความมน่ั คง เชน่ เผยแพร่ ข้อมูลขา่ วสาร ผลงานเชงิ บวกของหนว่ ย ชุมชน อยา่ งตอ่ เนือ่ ง


Click to View FlipBook Version