The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ศุภกรณ์ เพิ่มพูล, 2020-03-01 07:30:54

ตัวเอกสารยืนยัน ปวศ ภายในกลุ่มครั้งที่1

เอกสารยืนยัน ปวศ

1

พ้นื ที่ศึกษาตัวตน คนบางมลู นาก

หน้า

ปฐมบทแห่งความทรงจา
บางมลู นากเมื่อวันวาน
บางมลู นาก เมืองภมู ใิ นอดีต
Timeline
สืบสานประเพณี 12 เดือน

ศูนยร์ วมศรทั ธา
วดั บางมลู นาก
วดั ชัยมงคล
มหาเจดียศ์ รรี าชวมิ ล
เจา้ พ่อแกว้
เจา้ พ่อศุรบหุ งส์

ศูนย์รวมปัญญา
โรงเรยี นบางมลู นากภมู วิ ิทยาคม
โรงเรียนเทศบาล 1 บางมูลนาก
โรงเรยี นโถงจ้อื บางมลู นาก(สหสงเคราะห์วิทยา)
โรงเรียนเทศบาล 2 วัดชัยมงคล
โรงเรียนอนบุ าลบางมลู นาก “ราษฎร์อุทศิ ”
โรงเรยี นบางมูลนาก “ราษฎรอ์ ุทิศ (รอ.)

ของอร่อย รสเดด็
เยน็ ตาโฟแป๊ะโคว้
โง้วเซก็ บ้ี
ก๋วยจ๊บั ยายแจม่
ตอื ฮวน
ไอศกรมี ตาปอย
ส้มลิ้มปา้ มด
ไอศกรมี เจ๊พร

2

ผดั ไทยเจพ๊ ร ตาหน่า
โจก้ ยายเจือ
ขนมจีบบางมลู นาก(หนา้ สถานีรถไฟ)
จุดนดั พบ...เมอื่ วนั วาน
ท่าเรอื
ท่ารถ
สถานรี ถไฟ
โรงภาพยนตรป์ ระพนั ธ์พัฒนา
รา้ นค้า/ธรุ กิจ
รา้ นขายยาหมอโข่ง
โรงก๋วยเตย๋ี วแห่งแรก
โรงสขี า้ ว
โรงแรมฮะเฮงหลี
ร้านทองเจ็กจอย
โรงนา้่ แขง็ หมอแดง
รา้ นเอกจติ ต์
ร้านขายขา้ วสาร(โกบก)
สายพานพานชิ
มรดกทางศลิ ปวัฒนธรรม/ดนตรี
วงดนตรีสากล (โถงจ๊ือ)
วงดนตรีจีน (ล่อโกว๊ )
ตามรอยเจ้าแหง่ แผ่นดิน
การเสด็จประพาสตน้
เหตกุ ารณ์สาคญั
ไฟไหมต้ ลาด พ.ศ. 2492
การสร้างสะพาน
ประเพณีการแขง่ ขนั เรือยาววัดบางมูลนาก
การต้ังโรงไฟฟ้า
การต้ังการประปา.

3

วฒั นธรรมทล่ี างเลอื น

กินขา้ วเรือ

เท่ียวสวนแตง

ภูมินามถนน/ซอย/ตรอก

บคุ คลสาคัญ

หลวงพอ่ วจิ ารณธ์ รรมสริ ิ พระเกจวิ ัดบางมลู นาก

พระครูพเิ ศษธรรมนิวิษฐ์ (ขาว โคตมสาวโก) พระเกจวิ ัดชัยมงคล

พระราชวมิ นมนุ ี

นายชน้ั ร่งุ อินทร์ พอ่ ค้าคหบดี(ร้านเครื่องเขยี น)

นายสวสั ดิ์ เจียมศรีพงษ์ นายกเทศบาล

นายพยุงกลันทกพันธ์ุ (หมอแดง) หมอประจ่าอนามยั

นายเยยี น โพธสิ ุวรรณ นายอา่ เภอ

นายไพฑรู ย์ โรจนายน ร้านสริ ภิ ัณฑ์

หมอเอียด (ตรอกสายพาน) หมอต่าแย

หมอทองปอนด์ วัฒนศิรธิ รรม หมอคลนิ ิก

นายอา่ เภอประพนั ธ์ ประพันธะสริ ิ นายอ่าเภอ(เจ้าของโรงภาพยนตร์)

ขนุ วินจิ สุขกรรม ขนุ นาง

ขุนหลวงวรเวช ขุนนาง(พ่อหมอแดง)

นายอ่าเภอเปรื่อง เรืองเดช นายอ่าเภอ

หมอวสิ ทุ ธ์ หริ ัญยปู กรณ์ หมอประจ่าอ่าเภอ

นายบรรจง พงษ์ประเสริฐ

นายวิศาล ภัทรประสิทธิ์

พลตรีสน่ัน ขจรประศาสน์

ศาสตราจารย์เกยี รติคุณ นายแพทย์ เกษม วฒั นชยั องคมนตรี

นายวีระ โรจนพ์ จนรตั น์ อดตี รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงวัฒนธรรม

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นายปราโมทย์ โชติมงคล อดตี ประธานผ้ตู รวจการแผ่นดนิ

นายสมบรู ณ์ สติ านนท์

ครูสฤษด์ิ เพ็ญสุภา

ครดู สุ ิต ศลิ ปคุณ

4

บางมลู นากเมื่อวนั วาน
บางมูลนากเมื่อวันวาน อาเภอบางมูลนาก

อ่าเภอเกา่ แก่แหง่ หน่งึ ในจังหวัดพจิ ติ ร วถิ ีชวี ิตท่ีมีความสมั พันธ์ กับแมน่ ้า่ น่านมาอยา่ งยาวนาน
ด้วยความอุดมสมบรู ณ์ของแหลง่ น่า้ และผืนดนิ ท่าให้ บางมูลนากเปนน แหลง่ ผลิตข้าวส่าคัญของประเทศ
ขา้ วจงึ เปนน สินค้าส่าคญั ทีห่ ลอ่ เลี้ยง ผู้คนชาวบางมลู นาก จากพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเดจ็ พระ
จลุ จอมเกลา้ เจ้าอย่หู วั คราวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือในปี พ.ศ.๒๔๔๔ ไดแ้ สดงให้เหน็ วา่ บางมลู นาก
เปนน ชมุ ชนทีม่ บี า้ นเรือนหนาแนน่ และมีพนื้ ที่ปลูกข้าวท่านามาก ความอดุ มสมบรู ณท์ ่ีมมี าตง้ั แต่ คร้ัง
กระน้ัน ประกอบกับการคมนาคมทางรถไฟสายเหนือทีไ่ ด้ผา่ นบางมลู นาคในปี พ.ศ.๒๔๕0 ส่งผลให้
เศรษฐกจิ ในชมุ ชนแห่งนี้เตบิ โตมาอย่างต่อเนื่อง มีผู้คนอพยพเข้ามา อยจู่ ่านวนมาก โดยเฉพาะชาวจีนได้
เข้ามาตง้ั รกรากและพฒั นาการค้าขาย ทา่ ใหบ้ างมูลนาก เปนนศูนย์กลางการค้าขา้ วและเปนนพน้ื ทส่ี ร้างงาน
สร้างทท่ี า่ กนิ ให้กบั ผคู้ นโดยรอบชุมชน มาอย่างยาวนาน ร่องรอยความทรงจา่ คงมีอยู่มากมาย

(อ้างอิง : หนงั สอื พิจิตรชวี ิตเหนอื กาลเวลา จัดทา่ โดย องค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั พิจติ ร)

บางมูลนาก : เมืองภูมใิ นอดีต
ก่อนทีจ่ ะมาเปนนอ่าเภอบางมลู นากในปจั จบุ นั นี้น้นั ท้องที่อา่ เภอบางมูลนากในอดีตเคยเปนน อา่ เภอ

เมอื งภมู ิมาก่อนซึ่งเดิมมที ี่ทา่ การอยู่ทบ่ี ้านหนองเต่า ตา่ บลภมู ิ(ปจั จุบนั ต้ังอยทู่ ่ีอา่ เภอบางมูล จงั หวัดพิจติ ร)
จากคา่ เล่ากนั ตอ่ ๆ มา แต่โบราณว่า มพี ระธรรมยา เปนน ผูว้ ่าราชการเมอื ง แต่หาหลักฐานไม่พบวา่ พระ
ธรรมยาเปนนผ้วู า่ ราชการเมอื งต้งั แต่สมยั ใดอาจจะเปนนสมัยรัตนโกสนิ ทรต์ อนต้นหรือสมัยอยุธยากไ็ ด้
ปัจจุบันมีผู้สร้างศาลพระธรรมยา ทว่ี ัดหนองเต่าต่าบลภมู ิ มีคนนบั ถือกันมาก และมคี นบนบานศาลกลา่ ว
กันอยู่เสมอจากหลักฐานทพี่ อจะค้นควา้ ไดเ้ กี่ยวกบั เมืองภูมิ กค็ ือจากใบบอกเมอื งพิจติ รศักราช ๑๒๕๑
(พ.ศ.๒๔๓๒) ได้กล่าววา่ ในสมัยรชั กาลท่ี ๕ พระณรงคเ์ รืองเดช เปนน ผวู้ ่าราชการกรมการเมืองภูมิ และไค้
กล่าวถึงคา่ เลา่ ลือมาแต่โบราณเกีย่ วกบั เมืองภมู ิ การเกบ็ ภาษอี ากรด้วยสา่ หรับใบบอกเมืองพิจติ รน้นี ับว่า
น่าสนใจยง่ิ ผูเ้ ขียนขอคัดลอกมาลงไว้เปนนบางตอนดังนี้

ข้าพเจ้าหลวงศรีสงคราม ปลัดผ้รู กั ษาเมืองและกรมการเมืองพิจติ ร บอกปรนนบิ ตั รลงมายัง
ท่านออกพนั นายเวน ปรนนิบัตรลงมายังทา่ นออกพ้นนายเวน ขอได้นาขน้ึ กราบเรียนแต่ พณ หวั เจ้า
ทา่ นลกู ขนุ ณ ศาลาทราบ ด้วยตัง้ แต่ขา้ พเจ้าขนึ้ ไปรบั ราชการฉลองพระเดชพระคณุ อยู่ ณ เมืองพิจติ ร
หามขี ้าหลวง เสนา ภาษอี ากรไปเก็บค่านาภาษีอากรแกผ่ วู้ า่ ราชการเมือง กรมการ แลราษฎรในแขวง
เมอื งภูมขิ น้ึ เมอื งพจิ ติ รไม่ ข้าพเจา้ จงึ ได้ไตถ่ าม พระณรงค์เรืองเดช ผู้ว่าราชการกรมการเมอื งภมู ิ ๆ ให้
ถอ้ ยคาแจง้ ความว่า เปน็ คาเลา่ ลอื ตอ่ ๆกนั มาแต่โบราณ พระธรรมยาเปน็ ผวู้ า่ ราชการเมอื งภูมิ คร้ัง
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ แผน่ ดินพระองคใ์ ดมไิ ดป้ รากฏ...พระเจา้ แผ่นดินโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมยก

5

พระราชทานค่านาภาษีอากรในแขวงเมอื งภมู ใิ หแ้ กพ่ ระธรรมยาๆถึงแก่กรรมแล้ว เป็นเทพารกั ษ์อยู่ท่ี
เมอื งภูมิ ราษฎรนับถือพระธรรมยาเทพารักษ์ว่า ศกั ดส์ิ ิทธ์ิ จงึ หาได้มีข้าหลวงเสนาเจ้าภาษอี ากรไปเก็บ
คา่ นาภาษีอากรกับราษฎรในแขวงเมืองภูม.ิ ..

และจากราชกจิ จานุเบกษา เลม่ ๑0 แผ่นที่ ๑๒ วันท่ี ๑๘ มถิ ุนายน ร.ศ. ๑๑๒(พ.ศ.๒๔๓๖)ได้
กลา่ วถึงขา้ ราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้เขยี นขอคัดลอกเฉพาะเมอื งภูมิมีข้อความวา่

เมอื งขนึ้ เมืองพจิ ิตร
เมอื งภมู ิ

ผู้วา่ ราชการเมอื ง พระณรงค์เรอื งเดช
เปนน ทีน่ ่าสงั เกตวา่ เมืองภูมิ เปนน เมืองขึ้นของเมืองพิจติ ร และมีผูว้ า่ ราชการเมือง ชือ่ พระณรงค์
เรอื งเดช ตรงกับใบบอกเมืองพิจติ รท่กี ลา่ วไวต้ อนต้น
ตอ่ มา ร.ศ. ๑๒๒(พ.ศ.๒๔๔๖) การปันแขวงปกครองหัวเมือง ไดก้ ล่าวว่าเมืองพิจติ ร แบ่งเปนน ๓
อ่าเภอ คือ เมือง บางคลาน และเมืองภูมิ จึงเหน็ ไดว้ ่า ตอนนีเ้ มืองพจิ ติ ร แบ่งเปนน ๓ อ่าเภอ และเมืองภูมกิ ็
กลายเปนนอา่ เภอหนึง่ ของเมืองพจิ ิตรไปแล้วแตก่ ็ยงั ใชเ้ มืองภมู อิ ยู่ เข้าใจวา่ ตอนนี้ทีว่ ่าการอา่ เภอคงยังตั้งอยู่
ท่บี ้านหนองเต่า ต่าบลภมู ิ
ตอ่ มา พ.ศ.๒๔๕0 จงึ ย้ายทีว่ า่ การอา่ เภอไปต้ังใหมท่ ร่ี ิมฝ่งั แม่น่า้ น่านด้านตะวันตก เหนือวัดบาง
มลู นาก เข้าใจวา่ คงเปนน บริเวณทตี่ งั้ โรงเรยี นบางมลู นากภูมิวทิ ยาคมในปัจจบุ ัน เม่ือย้ายมาตั้งทวี่ ่าการ
อ่าเภอใหม่น้ี คงใชช้ ือ่ อา่ เภอเมืองภมู ิ อย่างเดมิ ยังไมไ่ ดเปลี่ยนชือ่ เปนน อา่ เภอบางมลู นาก หลกั ฐานเร่อื งนี้
ผ้เู ขยี นพบในพระราชหัตถเลขาคราวเสด็จมณฑลฝา่ ยเหนือในรัชกาลที่ ๕ กับรายงานตรวจราชการมณฑล
พิษณโุ ลกของสมเด็จกรมพระยาดา่ รงราชานุภาพ
ในพระราชหตั ถเลขาคราวเสดจ็ มณฑลฝา่ ยเหนือในรัชกาลที่ ๕ น้ัน ปรากฏในฉบบั ที่ ๘ ลงวนั ท่ี
๑๒ ตลุ าคม ร.ศ.๑๒0 (พ.ศ.๒๔๔๔) มีขอ้ ความตอนหน่ึงวา่
อนุสนธิรายงานเวลาวันนี้ ออกเรอื เวลาเช้า ๖ โมงเศษ ฝนตกพราเสมอตลอดวันยังค่า นา้ ที่
ลดลงครง้ั หน่ึงกลบั ขึ้น มาถึงพลับพลาบางมูลนาคเหนือที่วา่ การเมอื งภูมิ เวลาบ่าย ๓ โมง ตามทาง
ท่ีมาเปนลักษณเมืองเหนือซ่ึงเคยจาไดอ้ ันไดก้ ลา่ วมาแล้ว แตม่ นี ้าเกิดขนึ้ ใหมๆ่ รายกนั บ้านคนตงั้ ริมมา
ตลอดทางในเรือนเชน่ นมี้ เี กวียนอยูใ่ นลานบา้ น ไดค้ วามว่ามีนาอยดู่ ้านใน เมอ่ื มาถึงพรมแดนเมอื งภูมิ
มณฑลพศิ ณุโลกต่อนครสวรรคม์ ปี ระตูข้ามแมน่ ้า ประดับประดาด้วยคาอานวยพรแลมงคลต่างๆ มี
พระสงฆ์ราษฎรคอยรบั เปนการครึกครื้นมาก บางมูลนาคมีบ้านเรอื นแลตลอดผ้คู นแนน่ หนาเกินที่
คาดหมายเป็นอนั มาก พลบั พลาทีน่ ที่ าแปลกกว่าท่ีอื่น วางท่วงทเี ปนทพ่ี อใจดว้ ยกนั หมด ไดล้ งเรือจาก
พลบั พลาไปดทู ี่วา่ การอาเภอ ทาเรยี บร้อยหมดจด มีท่ดี ินกวา้ งขวางสนามหญ้าทาดีมีออฟฟศิ ไปรสนีย์
แลโทรเลขตงั้ อยูใ่ นที่น้ันด้วยทาหมดจดเหมือนกนั ...

6

ส่าหรับสา่ หรบั รายงานตรวจราชการมณฑลพิษณโุ ลกของสมเด็จกรมพระยาดา่ รงราชานุภาพ ลง
วนั ที่ ๑๖ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๙ (พ.ศ.๒๔๔๓) ถงึ วันท่ี ๒๑ มิถุนายน ร.ศ.๑๒๖ (พ.ศ.๒๔๕0) มีขอ้ ความ
ตอนหนึ่งว่า

“เวลาบา่ ย ๒ โมงถึงทีพ่ กั บางมูลนาก พบพระยาศรีสุริยราชวรานวุ ัติ ข้าหลวงเทศาภบิ าล
สาเรจ็ ราชการมณฑลพษิ ณุโลก มาคอยรับอย่ทู ี่นัน้ ไดข้ ้ึนตรวจอาเภอเมืองภมู ิ ซง่ึ ตั้งที่วา่ การบางบญุ
นากน้ี หลวงศรีสงครามเปน็ นายอาเภอพึง่ มาอย่ใู หม.่ ..” และข้อความในรายงาน อีกตอนหนึ่งมีดงั นี้

“วันท่ี ๓0 เวลาเชา้ โมงครง่ึ ออกเรือจากบางบญุ นาก ทน่ี จี้ รงิ เดมิ เรยี กวา่ บางข้ีนาก ทีหลังแก้
ช่ือเรยี กในคาหลวงวา่ บางมูลนาก เดี๊ยวน้กี ลายเป็นบางบญุ นาก...”

จากข้อความในรายงานน้ี จะเหน็ วา่ เมอ่ื มีการย้ายท่วี า่ การอ่าเภอมาตงั้ ใหม่ที่บางมลู นากนี้ ยังคง
ใช้ชื่ออา่ เภอเมืองภูมอิ ยู่จนกระทงั่ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๙ กระทรวงมหาดไทยไดม้ ีการประกาศใช้ชือ่
อา่ เภอทเ่ี ปล่ยี นใหม่ใหต้ รงกับชื่อต่าบลทตี่ งั้ ที่วา่ การอ่าเภอ ส่าหรับทว่ี ่าการอ่าเภอเมืองภูมิต้งั อยู่ทบ่ี างมูล
นาก จึงเปลย่ี นช่ือเปนน อา่ เภอบางมูลนาก ในปีพ.ศ.๒๔๕๙ นดี้ ้วย

ส่าหรบั ชือ่ “บางมูลนาก”น้ี เดมิ เรยี กวา่ “บางข้ีนาก” เล่ากนั ว่า เดมิ ทีคลองบุษบง(เหนือตลาด
บางมลู นาก) มีนากชุกชมุ มาก และได้ขไ้ี วเ้ กล่ือนกลาดคลองและหมู่บา้ นน้จี ึงเรียกวา่ “บางขีน้ าก”ตอ่ มาได้
เปลยี่ นเปนนบางมลู นาก(สว่ นคลองได้เปล่ียนเปนน คลองบุษบง) แต่ในรายงานของสมเดจ็ กรมพระยาดา่ รงรา
ชานุภาพ มีวา่ ไดก้ ลายเปนน บางบญุ นาก ถา้ เปนน เชน่ นกี้ แ็ สดงวา่ ตอนหลังได้กลายเปนน บางมูลนากอย่างเดิม
เพราะปจั จุบันก็ยังเรยี กบางมูลนากอยู่

ตอ่ มาท่ีว่าการอ่าเภอบางมูลนากได้ย้ายมาตงั้ ใหม่ ณ ฝัง่ ตะวนั ออกของแม่น้่านา่ นเม่ือพ.ศ.๒๔๗๕
จนถงึ ปัจจุบัน

ผูใ้ หข้ ้อมูล
(อ้างองิ : ผู้รวบรวมนายอภิสิทธิ์ ประวตั เิ มอื ง)

นาม บางมูลนาก
สนั นษิ ฐานวา่ เดิมในสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาตอนปลายหรือสมยั กรงุ ธนบรุ ี นามว่า “เมอื งภูมิ”

ที่ทา่ การอยู่ท่ีบา้ นหนองเต่า ต่าบลภูมิ มพี ระธรรมยา เปนนเจ้าเมืองภูมิ
จากเอกสารพระราชหตั ถเลขาคราวเสด็จมณฑลฝา่ ยเหนือในรชั กาลท่ี ๕ ปรากฏในฉบบั

ท่ี ๘ ลงวนั ที่ ๑๒ ตุลาคม ร.ศ. ๑๒๐ (พ.ศ.๒๔๔๔) เสด็จประพาสต้นมาถึงพลับพลา บ้านมลู นาค
(บางมลู นาค)

ต่อมา ร.ศ. ๑๒๒(พ.ศ.๒๔๔๖) การปนั แขวงปกครองหวั เมอื ง ไดก้ ล่าววา่ เมืองพิจติ ร
แบง่ เปนน ๓ อา่ เภอ คือ เมือง บางคลาน และเมอื งภูมิ จึงเห็นไดว้ ่า ตอนน้เี มืองพจิ ติ ร แบ่งเปนน ๓

7

อ่าเภอ และเมืองภูมิก็กลายเปนนอา่ เภอหน่ึงของเมืองพจิ ติ รไปแล้วแต่ก็ยงั ใช้เมืองภูมิอยู่ เข้าใจว่า
ตอนนที้ ว่ี ่าการอา่ เภอคงยังตั้งอยทู่ ีบ่ า้ นหนองเต่า ต่าบลภมู ิ

พ.ศ.๒๔๕๐ จงึ ย้ายทีว่ า่ การอ่าเภอไปตั้งใหมท่ ีร่ ิมฝงั่ แม่นา่้ น่านด้านตะวนั ตก เหนือวัดบาง
มูลนาก เขา้ ใจวา่ คงเปนน บริเวณทต่ี งั้ โรงเรยี นบางมูลนากภูมิวทิ ยาคมในปัจจุบนั เมื่อยา้ ยมาต้ังทว่ี ่า
การอา่ เภอใหมน่ ้ี คงใช้ช่ือ อ่าเภอเมอื งภูมิ

จนกระทั่งวันท่ี ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๙ กระทรวงมหาดไทยได้มกี ารประกาศใชช้ ่อื อ่าเภอ
ทเ่ี ปลย่ี นใหม่ใหต้ รงกบั ชอ่ื ตา่ บลท่ีต้ังที่วา่ การอ่าเภอ ส่าหรับทว่ี า่ การอา่ เภอเมืองภูมิต้งั อยู่ที่บางมูล
นาก จึงเปล่ยี นชื่อเปนน อา่ เภอบางมูลนาก ในปีพ.ศ.๒๔๕๙ นี้ดว้ ย

ส่าหรับชอ่ื “บางมูลนาก”น้ี เดิมเรียกว่า “บางข้นี าก” เล่ากันว่า เดมิ ที่คลองบุษบง(เหนือ
ตลาดบางมลู นาก) มีนากชุกชุมมาก และได้ขไ้ี ว้เกลอื่ นกลาดคลองและหมู่บ้านนจี้ งึ เรียกว่า “บางข้ี
นาก”ต่อมาได้เปล่ยี นเปนนบางมลู นาก

ผ้สู มั ภาษณ/์ อ้างองิ
- คณะทา่ งานประวตั ศิ าสตรต์ า่ บลบางมลู นาก

8

Timeline

สืบสานประเพณี 12 เดือน

9

ศนู ยร์ วมศรทั ธา

วดั บางมลู นาก

สนั นษิ ฐานวา่ วดั บางมูลนากเริ่มกอ่ ตงั้ เปนน วดั ตง้ั แต่เม่อื สมัยกรุงธนบุรี ตอนปลาย คือ

ตง้ั แต่เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๑ โดยสังเกตจากวัดบางมูลนากมกี ารแบง่ เขตพื้นทข่ี องวัดเปนน ๓ สว่ น คือ

เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตธรณีสงฆ์ ตามคติความเชื่อดงั้ เดิม

จากประวัตทิ ่ีมีคนเลา่ ว่า บ้านบางมูลนาก เม่ือสมัยก่อนมีปลาชนดิ ต่างๆจา่ นวนมาก มี

สัตว์ชนดิ หนึง่ คอื นากกนิ ปลาเปนนจา่ นวนมาก มาจับปลากินเปนน อาหาร เมื่อกนิ ปลาแลว้ ก็ถ่าย

อจุ จาระไว้ จึงมกี ารต้ังชื่อบา้ นบริเวณน้ีว่า“บ้านบางขนี้ าก”

ต่อมามกี ารเปล่ียนช่ือใหม่ข้นึ ว่า“บา้ นบางมูลนาก” วัดกเ็ รียกว่า“วัดบางมลู นาก”

ประวตั ิของวัดบางมูลนาก มีหลกั ฐานปรากฏอยใู่ นหนงั สือประวตั วิ ดั ทัว่ ราชอาณาจักร

เล่มที่ ๖ ของกรมการศาสนา พมิ พเ์ ม่ือ พ.ศ.๒๕๓๐ หนา้ ๖๘๒ ไดบ้ ันทกึ ไวว้ า่

วดั บางมลู นาก ไดร้ ับพระราชทานวสิ งุ คามสีมา มาแล้ว ๒ ครง้ั

ครง้ั แรก ไมป่ รากฏหลกั ฐานว่าไดร้ ับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตัง้ แตเ่ มื่อไร

ครัง้ หลัง ได้รบั พระราชทานวิสงุ คามสีมา เมื่อวันท่ี ๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๖ และ

ได้ทา่ พธิ ผี กู พัทธสีมา เมอื่ วนั ท่ี ๙ มนี าคม พ.ศ.๒๕๐๘

วัดบางมลู นาก มีเจ้าอาวาสปกครองวัด สบื ต่อมาจนถงึ ปัจจุบันนี้ มี ๑๓ รูป

เจา้ อาวาสวดั บางมูลนาก ตั้งแต่อดีต ถงึ ปจั จุบนั

๑.พระอาจารย์ อู๋ พ.ศ.๒๓๒๑ - ๒๓๓๒

๒.พระอาจารย์ จันทร์ พ.ศ.๒๓๓๕ - ๒๓๔๐

๓.พระอาจารย์ แดง พ.ศ.๒๓๔๐ - ๒๓๔๘

๔.พระอาจารย์ สนุ่ พ.ศ.๒๓๔๘ - ๒๓๕๘

๕.พระอาจารย์ เฟ่อื ง พ.ศ.๒๓๕๘ - ๒๓๘๔

๖.พระอาจารย์ พวง พ.ศ.๒๓๘๔ - ๒๔๒๑

๗.พระครู ล้อม พ.ศ.๒๔๒๑ - ๒๔๔๓ (เจ้าคณะอา่ เภอบางมลู นากรปู แรก)

๘.พระครู มา พ.ศ.๒๔๔๓ - ๒๔๕๗

๙.พระครู ลพั พ.ศ.๒๔๕๗ - ๒๔๗๓

๑๐.พระครพู ิทกั ษ์ศีลคุณ(หลวงพอ่ น้อย) พ.ศ.๒๔๗๓ - ๒๕๐๑(เจ้าคณะอา่ เภอบางมูล

นากรปู ที่ 2)

๑๑.พระครู แฟ้ม พ.ศ.๒๕๐๑ - ๒๕๐๕

๑๒.พระครวู ิจารณธ์ รรมสิร(ิ หลวงพอ่ สริ ิ) พ.ศ.๒๕๐๕ - ๒๕๓๓

๑๒.พระครพู ิศาลสุภัทรคณุ (พระมหาสมศักด์ิ สภทโฺ ท) พ.ศ.๒๕๓๔ - ปัจจุบัน

10

พระพทุ ธรปู ท่ีสาคญั ๔ องค์ คือ
องค์ท่ี ๑ “พระพทุ ธชนิ วร” หน้าตักกวา้ ง ๓ ศอก ๙ นวิ้ สงู ถงึ พระเกตุ ๓ ศอก ๙ นวิ้

เปนนพระพุทธรปู สมยั อทู่ อง ปางมารวชิ ยั เคยเปนน พระประธานของอุโบสถหลงั เกา่ ประดิษฐานท่ี
วิหารหนา้ วดั บางมูลนาก ด้านทิศตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ชาวบ้านเรยี กว่า “หลวงพ่อพระพุทธ
ชินวร” มผี ู้ถวายนามไวม้ ีชอ่ื เตม็ ว่า “พระพทุ ธชนิ วร มุนนิ ทรบพิตร อนันตฤทธปิ ระภาต” เมื่อ
วันท่ี ๗ เดอื นพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๘

องค์ท่ี ๒ พระพุทธชินราชจ่าลอง หนา้ ตกั กว้าง ๓ ศอก ๙ นิ้ว สูงถึงพระเกตุ ๓ ศอก ๒๙
น้วิ ประดิษฐานที่อโุ บสถหน้าวัด ด้านทิศตะวนั ออกเฉียงใต้ สรา้ งเสรจ็ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๘
ผู้ถวายนาม สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ (จวน ศิรสิ ม)

องค์ท่ี ๓ “พระพุทธมงคล” เปนน พระพทุ ธรูปสรา้ งด้วยคอนกรีต เสริมเหล็ก สรา้ งเม่ือ
พ.ศ.๒๕๔๐

องค์ที่ ๔ พระพุทธชินสีห์ส่าเร็จ (หลวงพ่อทนั ใจ)

สงิ่ ปลูกสร้างท่เี ปน็ ถาวรวัตถุท่ีสาคัญ คอื
๑.อุโบสถ ที่ประดิษฐานพระประธานของวัด กวา้ ง ๘ เมตร ยาว ๒๔ เมตร ก่อสร้างแล้ว

เสรจ็ เมอ่ื พงศ.๒๕๐๘
๒.วิหาร ทป่ี ระดษิ ฐานหลวงพ่อพระพุทธชนิ วร พระประธานอุโบสถหลงั เก่า กวา้ ง ๖.๕

เมตร ยาว ๑๖.๕ เมตร กอ่ สร้างแล้วเสร็จเม่อื พ.ศ.๒๕๐๘
๓.ศาลาการเปรยี ญ(ศาลาธรรมสริ ิ) กว้าง ๓๖ เมตร ยาว ๔๕ เมตร ก่อสรา้ งแลว้ เสร็จเมื่อ

พ.ศ.๒๕๑๒ (โดยมนี ายทองค่า เส็งพาณิช เปนน ประธานในการกอ่ สร้าง)
๔.หอสวดมนต์เก่า เปนนอาคารไม้ ๒ ชน้ั ใต้ถุนสงู ชัน้ ลา่ ง เปนน หอฉนั ช้นั บน เปนนหอสวด

มนต์ กวา้ ง ๑๔ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สันนษิ ฐานว่าอายุ ร้อยกวา่ ปี เมอ่ื ปี พ.ศ.๒๕๕๕ ได้รบั การ
บูรณะใหม่ โดยกรมศิลปากร ในสมัยท่านวรี ะ โรจน์พจนรตั น์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
วัฒนธรรมในสมัยนนั้ และไดร้ ับการสนับสนุนจาก ศาสตราจารยเ์ กียรตคิ ณุ นายแพทย์เกษม วัฒน
ชยั องคมนตรี

๕.โรงเรยี นปรยิ ัติธรรม เปนนอาคารคอนกรตี ๒ ชนั้ กว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๒๓ เมตร
ก่อสรา้ งแลว้ เสรจ็ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ โดยช้ันล่างเปดิ สอนนกั ธรรมช้ัน ตรี โท เอก มีช่อื วา่ “ปริยตั ิสิริ
ธรรม” ส่วนช้ันบนจดั เปนนพิพิธภณั ฑ์

๖.กุฏิ ท่ีอยูข่ องสงฆ์ จา่ นวน ๒๐ หลัง เปนน กฏุ ิไม้ ๑๖ หลงั กุฏติ กึ ๒ ชน้ั ๔ หลงั
๗.ศาลาธรรมสงั เวช ๒ หลงั

หลัง ๑ กวา้ ง ๑๓.๕ เมตร ยาว ๒๐.๕ เมตร
หลัง ๒ กวา้ ง ๑๕ เมตร ยาว ๒๕ เมตร

11

๘.ฌาปนสถาน(เมรเุ ผาศพ) ก่อสร้างแลว้ เสรจ็ เมือ่ พ.ศ.๒๕๑๘

๙.มณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจ่าลอง สรา้ งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยใช้

งบประมาณ หนึ่งลา้ นสองแสนบาท ผสู้ ร้างถวายคือ นายเกษม ตันติวงษ์ และนางเสริม

สขุ ตนั ติวงษ์

๑๐.วิหารประดษิ ฐาน รูปป้ัน ๒ รูป คือ

๑.พระครูพทิ กั ษศ์ ลี คุณ(หลวงพ่อน้อย)

๒.พระครูวิจารณธ์ รรมสริ (ิ หลวงพอ่ สริ ิ)

กว้าง ๖.๕ เมตร ยาว ๙.๕ เมตร กอ่ สรา้ งแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘

๑๑.ศาลากรรมฐานธรรมสริ ิ กวา้ ง ๓๐ เมตร ยาว ๔๕ เมตร เริม่ ทา่ การก่อสรา้ งเมอื่ พ.ศ.

๒๕๓๙ โดยพระครพู ิศาลสุภทั รคุณ เปนนประธานดา่ เนินการกอ่ สร้าง

จดุ เด่นของวดั บางมูลนาก
๑) เจดยี ์ ๒ องค์

๑.เจดียก์ ่ออิฐถือปูนส่เี หลย่ี มจัตรุ ัสทรงระฆังควา่ สร้างพร้อมกบั ชว่ งต้นของการสร้างวดั
โดยคนโบราณจะนยิ มสร้างเจดีย์ไวห้ น้าโบสถ์ เมื่อกอ่ นมีการบรรจพุ ระพทุ ธรูปเพื่อสบื ทอด
พระพุทธศาสนา

๒.เจดียท์ รงจตั ุรมขุ (ย่อมมุ ไม้สิบสอง) ทรงกลีบมะเฟือง

๒) วิหารหลงั ปัจจบุ นั
สรา้ งข้ึนโดยสรา้ งบริเวณใกลเ้ คียงโบสถห์ ลงั เกา่ ในเวลาน้ันประธานวางศลิ าฤกษ์ คือ

พระฑีฆทสั สีมุนีวงศ์(หลวงพ่อไป๋ ญาณผลโล วัดทา่ หลวง) ภายในโบสถม์ ีพระพุทธรูปองคเ์ ดมิ
ต้ังแต่สมัยโบสถเ์ กา่ คือพระพุทธชินวร พระพทุ ธรูปปางมาพชิ ัย ศิลปะสมยั อู่ทองตอนปลาย จน
เม่อื สมัยปี ๒๕๐๖ มีการซ่อมแซมเพิ่มเติม เน่ืองจากเศียรพระพทุ ธชนิ วรเอียง และท่าการหลอ่ ซมุ้
เรอื นแก้วท่ีอยรู่ อบๆ ประมาณปี ๒๕๑๗การบรู ณะโบสถ์คร้ังใหมม่ ีการปดิ ทองเม่ือปี ๒๕๔๘
ปัจจุบนั หากมีประเพณีบวชนาคจะนิยมวนรอบวหิ าร ๑ รอบ เพอื่ เปนน การเคารพพระประธานองค์
เกา่
งานวัดที่สาคัญ
๑. ประเพณแี ข่งเรอื ประจา่ ปวี ัดบางมูลนาก
๒. การปฏิบัตธิ รรมการบวชเนกขัมมะ ปลี ะ ๑ ครงั้

ครัง้ ท่ี ๑ จัดชว่ งวันวิสาขบชู า และสมัยพระครูพิศาลสุภัทรคุณ จดั ใหม้ ีการปริวาสกรรม
เพิ่มขน้ึ (๑ – ๑๐ พ.ค. ของทุกป)ี

12

คร้งั ท่ี ๑ จัดชว่ งเดอื น ๑๒ (วันลอยกระทง)และสมยั พระครูพศิ าลสุภัทรคณุ จดั ให้มกี ารธดุ งค
วตั รเพิ่มขนึ้ (๑ – ๕ พ.ย. ของทุกป)ี

ความสาคัญของวดั บางมลู นากตอ่ ชุมชน

๑.เปนน หน่วยอบรมประชาชนต่าบลบางมลู นาก(อปต.)

๒.ศนู ยศ์ ึกษาพระพทุ ธศาสนาวันอาทติ ย์(วัดบางมูลนาก)

๓.ส่านกั ปฏบิ ัตธิ รรมประจ่าจังหวัดพิจติ รแห่งที่ ๕

ข้อมูลผูใ้ หส้ ัมภาษณ์

ชอื่ พระธีรยุทธ อธจิ ิตโต อายุ ๓๔ ปี (๑๒ พรรษา)

วดั ชัยมงคล

วดั ชัยมงคลเดมิ เขียนวา่ “วดั ไชยมงคล“ ปรากฏตามหนังสือท่ีอา้ งถงึ ของวดั นี้ เช่นโฉนดทีด่ ิน เปนน
ตน้ ปัจจุบนั เขยี นว่า “ชยั มงคล“ ทงั้ ในส่วนราชการและทั่วๆไป ทไ่ี ดน้ ามเช่นนนั้ ผู้ที่อยูใ่ กล้ชดิ เหตุการณ์เลา่
วา่ ในระยะเร่ิมแรกของการก่อสร้าง มอี ปุ สรรคหลายประการ เช่น มผี ้ยู ับย้ังไมใ่ หส้ ร้าง เพราะต้ังอยู่ใกล้
กบั วัดบางมูลนาก ซง่ึ เปนน วัดเก่าคู่บ้านคู่เมือง หากมกี ารอนญุ าตให้สรา้ งขน้ึ ใหม่อีกวัดหนึ่งแลว้ จะเปนน
เหตใุ ห้วัดเก่าร่วงโรยทรุดโทรม ไม่ได้รบั การบา่ รงุ เทา่ ที่ควร เพราะวัดใหม่ต้ังอย่ใู กล้ชมุ ชนกวา่ เปนน ตน้
แตค่ ณะผรู้ เิ ร่ิมเห็นวา่ เม่ือมีผใู้ หท้ ี่ดินและสรา้ งเสนาสนะไปบ้างแล้ว กค็ วรจะสรา้ งต่อไปจนกว่าจะสา่ เร็จ
ตามความมุ่งหมายเดิม จึงสง่ คนไปติดต่อกรมการศาสนา เพอื่ ชแี้ จงเหตุผล และขออนญุ าตสร้างวัด
ในชว่ งนั้นทา่ นเจ้าคุณพระมงคลเทพมนุ ี ( นวม พทุ ธสร ) วัดอนงคาราม กรุงเทพมหานคร ซ่งึ เปนน เจา้
คณะมณฑลพิษณุโลก ไดม้ าท่วี ดั บางมูลนากดว้ ยกจิ พระศาสนาบางประการ ( บางท่านวา่ มาตง้ั เจ้าคณะ
อ่าเภอบางมูลนาก ) คณะผูร้ ิเริ่มจึงถอื โอกาสอาราธนาทา่ น มาทวี่ ัดสร้างใหม่ แลว้ พร้อมกันถวายทดี่ นิ และ
สง่ิ ปลูกสร้างใหมท่ ั้งหมด สดุ แล้วแต่อธั ยาศยั ของท่านจะจัดการอยา่ งใด เพราะได้ถวายใหเ้ ปนน ของท่าน
แล้ว เมือ่ เห็นความปรารถนาดขี องผู้ถวาย ท่านก็รับและยกให้เปนน ศาสนสมบัติโดยให้สร้างเปนน วดั ต่อไป
เนื่องจากท่านมีความเห็นวา่ วดั ท่จี ะสรา้ งขึน้ จะไม่กระทบกระเทือนต่อวัดเก่ามากนัก เพราะอยู่ห่างกนั
พอสมควร ไมใ่ กล้ชดิ กนั ดงั ที่ได้รับรายงาน ท้ังต้ังอยู่คนละฝั่งแม่น่้าด้วย พรอ้ มกบั ให้นามวดั ใหม่นว้ี ่า
“วดั ชยั มงคล“ ซงึ่ คลา้ ยกับราชทินนามของทา่ น และเพราะชนะอุปสรรคจนสรา้ งเปนน วัดได้ เม่อื ท่านเจา้
คณะมณฑลรบั ทดี่ ินสงิ่ ปลกู สร้างและ อุทศิ ให้เปนนวดั ดังนแ้ี ล้ว อปุ สรรคในการขออนญุ าตสร้างกเ็ ปนนอัน
หมดไป

ปจั จบุ ันมีพระครูพิสิฐคณาภิรักษ์ วัดชัยมงคล เปนนเจา้ อาวาสวัดชยั มงคล และเจา้ คณะอ่าเภอบาง
มูลนาก

13

ปชู นียวัตถุและโบราณวัตถุ
วัดชยั มงคลเปนน วดั ทส่ี ร้างข้ึนมาใหม่ เม่อื ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ จึงไม่มปี ูชนยี วัตถุ และโบราณวตั ถุอนั

สา่ คญั ทางประวตั ิศาสตร์

ประวตั ิสิ่งปลกู สร้างและเสนาสนะ

แรกเริม่ การก่อสรา้ งในราวปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ไดม้ ีบคุ คลกลุ่มหน่ึง คอื

๑. นายพริง้ อาจองค์ ๓. นายพร ทองทกั ษ์

๒. นายฉาย แก้วสาหรา่ ย ๔. นายโตะ๊ วัลลิภากร

ไดพ้ จิ ารณาเหน็ ว่า

“...การขา้ มฟากไปทา้ บุญยงั วัดบางมลู นาก ต้องข้ามแมน่ ้าน่านโดยเรือจ้าง ในฤดนู ้าหลาก น้าไหล

เช่ยี วไมป่ ลอดภัยแกช่ วี ติ และทรพั ยส์ นิ อีกทังประชาชนมมี ากพอสมควรทจ่ี ะสรา้ งวดั ขนึ ใหม่ได้ ...” จึง

ติดตอ่ ขอท่ีดินจากนายยา นางบุญ (ไมท่ ราบนามสกลุ ) บุคคลทง้ั สองกอ็ ุทิศทด่ี นิ ให้สรา้ งวัดไดต้ ามความ

ประสงค์

นายพร้ิง อาจองค์ และ นายฉาย แก้วสาหร่าย จึงเดินทางเข้ากรงุ เทพมหานคร เพ่ือทา่ การ

ตดิ ตอ่ กับกรมการศาสนา เพอื่ ขออนุญาตสร้างวัด ในท่ีสดุ กรมการศาสนาก็อนุญาตให้สรา้ งวดั ได้ คณะ

บคุ คลผู้ดา่ เนินการกอ่ สรา้ งนเี้ หน็ ว่า การกอ่ สร้างวดั ใหม่นั้นย่อมมีปัญหา และอปุ สรรคตดิ ตามมา

มากมายเหน็ สมควรให้มีคณะกรรมการเพ่มิ ขึ้นอีก จงึ ได้ต้ังคณะกรรมการเพมิ่ ขึ้นดังนี้

๑. นายถมยา หรือครยู า วเิ ศษวงษ์ ๓. นายจอย หรอื หมอจอย

๒. นายเกลี้ยง สขุ โข ๔. นายถมยา ภรรยาชือ่ นางพกุ

เม่ือได้คณะกรรมการผู้ด่าเนินการรวมอีก ๔ ท่านแลว้ จงึ ได้บอกบุญกับทา่ นผู้มจี ติ ศรัทธาเพ่ือทจี่ ะ

ไดส้ รา้ งที่อยู่อาศัยแกพ่ ระภิกษุสามเณร

ผศู้ รัทธาในคร้งั แรก มดี ังนี้

๑.นายแตม้ นางถงุ เงนิ

๒.นายละมดุ นางอ้อย สิทธิเกษร

๓.นายเป้ นางหมี

๔.แมจ่ ีน (มารดานางเกยี ว สามชี ื่อนายยง่ ง้วน)

สรา้ งกุฏิถวาย รวมเปนน ๔ หลงั ราคาท้ังหมดประมาณ ๓,๐๐๐ บาท (สามพันบาท) จากนน้ั มกี าร

รอ้ื ถอนเพราะทรุดโทรมไปมาก ก่อสร้างเพ่มิ เติม ถาวรวัตถุตา่ งๆขนึ้ ใหม่ จนถึงปจั จบุ ัน

๓. ผู้สมั ภาษณ์/อา้ งอิง

๑. วดั ชัยมงคล

14

พระมหาเจดียศ์ รีราชวมิ ล

พระราชวิมลมุนี (วิจติ ร นิมฺมโล) อดตี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร อดีตเจ้าอาวาสวัดชัยมงคล รูปท่ี
5 พระราชวิมลมุนี(วิจิตร นิมฺมโล) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร อดีตเจ้าอาวาสวัดชัยมงคล รูปท่ี 5
(พ.ศ. 2511-2550) เปนน ผู้ริเริ่มการก่อสร้าง โดยมีคุณบุญจง สนธิทิม (สถาปนิกประจ่าส่านักพระราชวัง) เปนน
ผอู้ อกแบบ คณุ สุเทพ ภสู่ วรรค์ คุณสังคม เตม็ ปิยพล เปนนไวยาวัจกร คุณบรรพต ศรบี ุศกร ควบคุมการกอ่ สรา้ ง

องค์เจดีย์เปนนทรงลังกาท่ีก่อสร้างกันแพร่หลาย มาในอดีตกาล ในหัวเมืองภาคเหนือ ภาคกลาง และ
ภาคใต้ ที่ปรากฏชัดจากที่ยัง หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ต้ังแต่สมัยเชียงแสน ก่อนสุโขทัย อยุธยา และ
รัตนโกสินทร์ ประกอบด้วยองค์ระฆังทรงกลม มีบัวฐานกลม เสาหาน บัวยอดปลี และยอดฉัตร จึงได้น่า
ลักษณะเฉพาะเหล่าน้ี มาเปนนต้นแบบในการออกแบบ ส่วนเจดีย์องค์นี้มีความพิเศษ ต่างจากเจดีย์อื่น ๆ ใน
อดตี คือมอี งคร์ ะฆัง 2 ชนั้ โดยชนั้ บน อยเู่ หนือเสาหาน เพ่อื จะเปนนเอกลกั ษณเ์ ฉพาะของจงั หวัดพิจติ ร

เจดียต์ ั้งอยบู่ นฐาน 3 ช้นั ชนั้ แรก ขนาดกวา้ ง 35 เมตร ยาว 35 เมตร ยกสงู จากพนื้ ทางเดิน ประมาณ
1.50 เมตร มีบันไดกว้าง 4 เมตร ข้ึนทั้ง 4 ด้าน และ มีลานเปิดโล่ง ต่อเนื่องโดยรอบก่าแพง ลูกแก้วหินอ่อนสี
ชมพู ทั้ง 3 ชั้น ส่วนกลางเปนนห้องโถงอเนกประสงค์ มีพระประธาน ปางประทานพร มีมวยผม พระเกศา
หยักศก ทรงอินเดยี หลอ่ ด้วยสัมฤทธิ์ บนฐานชกุ ชี ลอ้ มรอบดว้ ยพระเกจิ 6 รูป คือ

1. หลวงปู่โง่น โสรโย
2. หลวงพอ่ เงิน ธมฺมโชติ
3. หลวงพ่อเจ้าคุณพระราชวิมลมุนี
4. หลวงพอ่ เขยี น ธมฺมรกขฺ โิ ต
5. หลวงพ่อขาว โคตมสาวโก
ชั้นท่ีสอง เปนนส่ีเหล่ียมจัตุรัส ขนาดกว้าง 22.50 เมตร ยาว 22.50 เมตร มีบันไดข้ึนทั้ง 4 ด้าน มาท่ี
ระดับ 4.50 เมตร สูงจากชั้นแรก และโดยรอบมีลานเปิดโล่ง ต่อเน่ืองเช่นกัน ส่วนกลางเปนนองค์เจดีย์จ่าลอง
บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและ พระอรหันตธาตุ ให้บุคคลทั่วไป สักการบูชาได้ ชั้นที่สาม เปนนสี่เหล่ียมจัตุรัส
ขนาดกว้าง 15 เมตร ยาว 15 เมตร สงู จากชนั้ ท่ีสอง 4 เมตร อนั เปนน ฐานทตี่ งั้ ขององค์มหาเจดยี ์
องค์เจดีย์ เปนนทรงระฆังกลม เส้นผ่าศูนย์กลางวัดท่ีฐาน 11.50 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางทอ่ี งค์ระฆัง 10
เมตร ความสูงจากฐานถึงยอด โดยประมาณ 37 เมตร (ไม่รวมยอดฉัตร) โครงสร้าง เปนนคอนกรีตเสริมเหล็ก
ทง้ั หมด องคเ์ จดยี ์ปู กระเบือ้ งเซรามกิ สีเหลืองอมเขียว ส่วนวัสดุปูพ้ืนภายนอก บริเวณระเบียงต่าง ๆ ทกุ ชน้ั จะ
เปนนแผ่นดนิ เผา เทอราคอตตา สา่ หรับพื้นภายในปูดว้ ยหนิ แกรนติ
การก่อสรา้ ง
วันวิสาขบูชา เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2547 ตอกเสาเข็มมหาฤกษ์ เดือนมิถุนายน พ.ศ.2547 ตอก
เสาเข็มปูนต้นแรก พระราชวิมลมุนี เจิมแป้ง ปิดทอง ผูกผ้าสามสี ญาติโยมพุทธศาสนิกชน พ่อค้า ประชาชน
ร่วมใจกัน ผูกกล้วยอ้อย ดอกไม้ ปิดทองร่วมกัน ปั้นจั่นดึงเสาเข็มที่โยงสายสิญจน์ขึ้น พระสงฆ์เจริญชัยมงคล
คาถา วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2551 พิธีอัญเชิญยอดฉัตรทองค่า ขึ้นสู่ยอดพระมหาเจดีย์ โดยมี ศาสตราจารย์

15

เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี และ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปนน
ประธาน พรอ้ มดว้ ยแขกผทู้ รงเกยี รติ
ข้อมลู ฉัตรทองคา

เปนนฉัตร 5 ช้ัน ท่าด้วยทองแดงหนา 0.5 มิลลิเมตร ฉลุทองแดง ลายไทยโปรง่ ปิดด้วยทองค่าเปลวซ่งึ
ได้นา่ ข้ึนไวบ้ นยอดเจดีย์ เรยี บรอ้ ยแล้ว สรู ย์ฉตั ร(ยอดฉตั ร) เปนน ทองแดงตนั (ประมาณ 13 กิโลกรมั ) กลึงขึ้นรูป
เคลอื บด้วยโลหะเงิน 100 เปอรเ์ ซน็ ต์ ใชท้ องคา่ บดละเอยี ดผสมปรอท(ทองเปียก) ทาและอบไลป่ รอทหลาย ๆ
ครั้ง จนหนาพอ ในการน้ี ช่างได้ท่าช่องส่าหรับใส่ผอบทองค่า ซ่ึงได้บรรจุพระอรหันตธาตุท่ีพระเดชพระคุณ
หลวงพอ่ พระราชวิมลมนุ ี ไดอ้ ธิษฐานจิตไวก้ ่อนมรณภาพแลว้
สิง่ ของตา่ ง ๆ ท่ีจะบรรจใุ นองค์เจดยี ์

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พ.ศ.
2539 ผนึกกระจก อัดซิลิโคน ใส่สารกันความช้ืนเพ่ือให้อยู่ได้คงทนนานท่ีสุด 1 ชุด จ่านวน 45 เล่ม บาตรหิน
อ่อน ขนาด 19 นิ้ว บรรจุวัตถุมงคล ในสมัยของ พระราชวิมลมุนี 1 บาตรเต็ม อีก 2 บาตร บรรจุวัตถุมงคล
ตา่ งๆ ทป่ี ระชาชนรว่ มน่ามาถวาย พระพุทธรูปต่าง ๆ ทปี่ ระชาชนรว่ มน่ามาถวาย แผ่นหินออ่ นขนาด กวา้ ง 60
เซนตเิ มตร ยาว 80 เซนติเมตร ลงรักปิดทอง

และมีพิธีฉลองสมโภช เม่ือวันท่ี 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560 โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์
เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เปนนประธาน

ข้อมูลผู้ใหส้ ัมภาษณ์
พระครูสังฆรักษ์บรรพต ชตุ ธิ มมโฺ ม อายุ ๕๔ ปี

เจ้าพ่อแก้วบางมลู นาก
เจา้ พ่อแก้ว เปนนเจ้าพ่อทช่ี าวบางมลู นาก จงั หวดั พจิ ติ ร และชาวอ่าเภอใกลเ้ คยี งนบั ถือมาเปนนเวลา

หลายสิบปี ในแตล่ ะสปั ดาห์ที่ 3 ของเดือนธนั วาคม จะมีการจัดงานประจ่าปีทุกปี มีคนในอา่ เภอและต่าง
อ่าเภอมาร่วมงานกันมากมาย ในงานวันเสารต์ ง้ั แตเ่ ชา้ จะมีขบวนแห่เจา้ พ่อแกว้ จากศาลเจา้ พอ่ ซง่ึ อยรู่ ิม
แม่น้่าน่าน ไปจนรอบตลาด แล้วไปประดษิ ฐานท่สี นามหน้าโรงเรียนอนุบาล เพอื่ ให้ประชาชนกราบไหว้
และมงี านฉลอง 6 คืน ในงานก็จะมีการละเลน่ เช่น ง้ิวแตจ้ ๋ิว, ลิเก, ดนตรี, การละเล่นอื่น ๆ ตลอดจนมี
การขายสนิ คา้ อุปโภคบริโภค มกี ารประมลู สงิ่ ของท่มี ีผบู้ ริจาคใหเ้ จา้ พ่อแก้ว และเงนิ ที่ได้รวบรวมไว้ ซึง่ ได้
น่ามาใชก้ ่อสร้างศาลเจ้าใหม่ ในวนั นี้ได้สร้างเสร็จแลว้ เปนน ศาลเจา้ สองชั้นทม่ี ีความงดงามยิง่ นกั และเปนน
ศาลเจา้ ท่ไี ม่เหมือนศาลเจ้าที่อน่ื คือ มลี ิฟต์ เพ่ือใหผ้ สู้ ูงอายุจะได้สามารถขึ้นไปกราบไหวเ้ จ้าพ่อแกว้ ซึง่ อยชู่ ้ัน
สองได้สะดวก

16

สา่ หรับประวตั ิเจา้ พ่อแกว้ โดยสังเขป ได้ตดั ตอนมาจากประวตั ิเจา้ พอ่ แกว้ ซึง่ คุณเผา่ พงษ์ สมนิล
ประธานสภาวัฒนธรรมอา่ เภอบางมลู นาก ได้เรียบเรยี งไวใ้ นหนังสือ “เจา้ พอ่ แกว้ บางมลู นาก” และค่าบอกเล่า
ของผู้อาวุโสชาวบางมลู นากอีกหลายทา่ นดังน้ี จากประจักษพ์ ยานบุคคล คือ นายแก้ว แสงอนิ ทร์ ไดเ้ ล่าใหฟ้ ัง
ว่า บิดาคือ นายห้อย แซล่ ี้ เจา้ ของรา้ นล้ีเต็กเสง็ อาชพี ตเี หล็ก เปนนผ้พู บเจ้าพ่อแก้วซึ่งแกะสลักดว้ ยไมล้ อยมาใน
แมน่ า่้ นา่ น จึงได้นา่ ขึ้นไวใ้ นศาล ศาลในสมยั แรก ๆ ก็ไม่ไดเ้ ปน้ อย่างทุกวนั น้ี เปนนเพยี งศาลไม้เล็ก ๆ โกโรโกโส
ขณะนั้นนายแก้วมีอายรุ าว 7 – 8 ขวบ ต่อมาอาแป๊ะหอ้ ยได้น่ารปู แกะสลกั เจา้ พ่อลงไปวดั เล่งเน่ยย่ี (วดั มังกร
กมลาวาส) กรุงเทพฯ เพ่อื ให้ชา่ งตกแต่งรปู เจ้าพ่อให้ดเู รยี บร้อยสวยงามกว่าเดิม ใช้เวลาราว 3 เดอื น จึงแลว้
เสร็จ หลงั จากทา่ พิธกี รรมแล้ว จึงไดเ้ ชญิ เจา้ พ่อแกว้ กลับมาประดิษฐานไว้ ณ ทีศ่ าลเดิม

จากค่าบอกเล่าของผเู้ ฒ่า ซึง่ เปนนอาแปะ๊ ชราอกี คนหน่ึง ปัจจบุ นั เสียชีวติ แลว้ มนี ามวา่ “อาแปะ๊ หยู”
เมื่ออายุทา่ นได้ 85 ปี (พ.ศ.2538) ได้เลา่ ให้ลกู หลานฟงั วา่ เจ้าพอ่ ซงึ่ ประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้ารมิ แม่นา่้ น่านฝ่ัง
ตรงขา้ มวัดบางมลู นากนั้น แต่เดมิ ยงั ไม่มีใครรจู้ ักชอ่ื ชาวจีนในตลาดกไ็ ดแ้ ต่บวงสรวงกราบไหวก้ ันตามประเพณี
เรื่อยมา จนกระทัง่ ปี พ.ศ. 2498 ไดม้ ีอาซิ้มชราคนหนึง่ มาจอดเรือตรงทา่ หนา้ ศาลเจ้า เจ้าได้เข้าประทับทรง
และได้บอกว่าท่านัน้ มีชื่อเปนน ภาษาจีน ซ่งึ มคี วามหมายว่า “แกว้ ” ต้ังแตน่ ัน้ มาคนทัง้ หลายจงึ ไดเ้ รียนขานนาม
ทา่ นวา่ “เจา้ พ่อแก้ว”

อาแป๊ะหยูได้เล่าให้ฟงั อกี ว่า เจ้าพ่อแก้วนั้นมเี ทพที่นับถอื กนั เปนน พเ่ี ปนนนอ้ งมดี ว้ ยกนั 3 องค์ คือ
เจ้าพ่อแกว้ เปนน ต้วั เฮีย คอื พค่ี นโต น้องคนรองคือ “เจ้าพอ่ ชุมแสง” สิงสถิตอยทู่ ศี่ าล อา่ เภอชมุ แสง จังหวัด
นครสวรรค์ และนอ้ งคนเล็กคือ “เจ้าพอ่ เกยชยั ” สงิ สถติ อยู่ท่ีศาลตา่ บลเกยชัย อ่าเภอชมุ แสง จังหวดั
นครสวรรค์ แต่เปนน ที่น่าสังเกตว่าเจ้าพ่อแก้วนั้น ทา่ นไม่มเี จา้ แม่ หรอื ชาวจีนเรียกว่า “ปุนเถา่ ม้า” เหมือนเจ้า
พอ่ องค์อื่นๆหรือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือท่านเปนนโสดนน่ั เอง

ข้อมูลผใู้ ห้สัมภาษณ์/อ้างอิง
*คดั ลอกบทความจากหนงั สอื ที่ระลกึ ฉลองเปิดศาลเจ้าพ่อแก้ว อา่ เภอบางมูลนาก จงั หวัดพิจิตร 2

ธนั วาคม พ.ศ. 2550 (หนา้ 23- 24)

17

เจ้าพ่อศรุ บุหงส์

ฟงั เล่าตอ่ ๆ กันมา เกี่ยวกบั เจา้ พ่อศุรบุหงส์ หรือท่ีพวกเราชาวมูลนาก โดยเฉพาะนักเรยี นทเ่ี ปนน ศิษย์
ของบางมลู นากภูมวิ ิทยาคม รู้จักกนั ในนามของ “เจ้าพ่อเขาควาย” น้นั มเี ร่ืองเลา่ เก่ยี วกับตัวเจา้ พ่อทีเ่ ลา่ ตอ่ ๆ
กันมาวา่ เดมิ ทีเดยี วเจา้ พ่อก็เปนนคนธรรมดา อยา่ งพวกเรา แตจ่ ะเปนน รนุ่ ใด สมัยใดน้ัน ไม่มีการยนื ยันแน่นอน
ท่านมนี ามเดิมวา่ พิน บดิ า ช่ือ พรหม มารดา ชื่อ หงวน นามสกลุ พรหมจันทร์ เปนนคนแถบเมืองอรญั ประเทศ
จังหวดั ปราจนี บุรี มีพ่ีน้องรว่ มบิดา เดยี วกนั 7 คน ทา่ นเปนนชายโสดไมแ่ ตง่ งานจนตลอดชีวติ เชอื้ สายเปนน คน
เขมร อาชีพทา่ งาน มีจติ ใจ เมตตา กรุณา ไม่ฆ่าสตั ว์หรือท่ารา้ ย เบยี ดเบียนใคร แต่นิสัยออกจะเปนนผู้ไม่กลวั
ใคร มคี วามเข้มแข็ง และมีจติ ใจเปนนชายชาตินักรบเต็มตัว จนกระทง่ั นายบา้ นหรืออีกนยั หนง่ึ ก็คอื กา่ นันได้ให้
สมญานามทา่ นอีกชอ่ื หนึ่งวา่ “ศรุ บหุ งส์” หรือ “ศุรปะหงส์”

เจา้ พอ่ ตายจากมนษุ ยเ์ พราะเปนนไขป้ ่า กว่าจะตายต้องทนทุกข์ทรมานเปนน เวลาแรมเดือน เมือ่ วญิ ญาณ
ออกจากร่างทา่ นได้ท่องเทย่ี วเรร่ ่อนไปตามบุญตามกรรม ถ้าจะเปนนผกี เ็ ปนน ผีท่ีคอ่ นขา้ งดี เพราะตอนเปนน มนษุ ย์
ไมไ่ ดท้ ่าบาปกรรมก่อเวรภยั แก่ใคร ๆ

ผีก็มอี นั ดับ เจา้ พ่อเปนนผีชน้ั ดี พอจะเรยี กไวว้ า่ “เทวดา” ก็เหน็ จะได้ แต่เปนนเทวดาชัน้ ต้น ๆ หรือ
เทวดาระดบั ซี 2 ซี 3 นน่ั เอง ตอ่ มาทา่ นก็ได้เลอ่ื นต่าแหนง่ สูงขน้ึ เรอ่ื ย ๆ จนเปนน ข้นั (ภุมมเทวดา) เปนนเจา้ พอ่
แต่เจา้ พ่อไมเ่ คยใหโ้ ทษแก่ใคร ๆ

เจา้ พอ่ ทอ่ งเทยี่ วเร่ร่อนไปท่ัว จากอรญั มาเพชรบรู ณ์ มาอยู่หนองบวั จากหนองบัวกม็ าห้วยร่วม แลว้ ก็
เรร่ ่อนท่องเท่ียวผ่านมาทางบางมลู นาก พอดีในตอนน้ันได้มกี ารก่อสรา้ งโรงเรยี นบางมลู นากภมู ิวทิ ยาคม ขึ้น
ก่อนทจ่ี ะเร่ิมลงมอื กอ่ สร้างกไ็ ด้ทา่ พธิ ีบอกเลา่ ดวงวิญญาณ เจ้าทเี่ จา้ ทาง อัญเชิญดวงวิญญาณของสงิ่ ศักด์สิ ิทธ์ิ
ได้มาสถิตอยู่ในศาล ภายในศาลน้ัน เขาได้เอาเขาควายมาเปนนเคร่ืองหมายแทนการแกะสลัก เจา้ พ่อจงึ มนี าม
ตดิ ปากให้ได้ เรยี กขานกนั วา่ “เจา้ พ่อเขาควาย” ต้ังแตน่ น้ั มา

ต่อมาเม่อื ปี พ.ศ. 2523 ทางโรงเรียนไดส้ รา้ งศาลขนึ้ ใหม่ และได้ป้ันรูปเจ้าพ่อขน้ึ ดังท่ีเห็นอยู่ใน
ปจั จุบนั โดยได้ทา่ พิธีเข้าทรง จงึ ไดร้ จู้ ักชื่อใหม่ของเจ้าพ่อวา่ “ศุรบุหงส์” เพราะฉะนั้นเจา้ พอ่ ศรุ บุหงส์
กค็ ือ เจา้ พ่อเขาควาย น่ันเอง

เจ้าพอ่ ท่าหนา้ ทด่ี ูแลค้มุ ครองปกปักษ์รักษาพ้นื ท่ีของบางมูลนากฝง่ั ตะวันตก ทิศใต้จรดชุมแสง ทศิ
เหนอื จรดตะพานหนิ เจ้าพ่อมีลกู ศิษยป์ ระมาณ 10 ตน ที่อาศัยอยดู่ ้วย การแสดงอภินหิ าร ในบางครง้ั ที่แลว้ มา
นัน้ เปนน ฝมี ือของศิษย์เจา้ พ่อท้ังสน้ิ เจ้าพ่อเองท่านไมเ่ คยแสดงฤทธิเ์ ดชเอากบั ใครเลย เพราะท่านมีจิตใจที่
ประกอบไปด้วยเมตตาธรรม

18

การบูชาเจ้าพอ่
ให้ใชด้ อกไม้สด และธปู 5 ดอก
เทียนหากจะใช้ให้ใช้เล่มเดยี วก็พอ ธูป 5 ดอกน้ัน มีความหมาย คอื
ดอกที่ 1 บชู าพระพุทธเจา้
ดอกที่ 2 บูชาพระธรรม
ดอกท่ี 3 บชู าพระสงฆ์
ดอกที่ 4 บชู าครอู าจารย์ของเจ้าพ่อ
ดอกที่ 5 บชู าเจ้าพ่อ

เจา้ พ่อเปนนผู้มเี มตตาธรรม ดังกลา่ วแล้ว
ดงั นั้น เจา้ พอ่ จึงมแี ต่ “พระคุณ” ไม่มี “พระเดช” แกใ่ คร
ผู้สัมภาษณ/์ อ้างอิง
หนังสอื ประวัตโิ รงเรยี นบางมูลนากภูมิวิทยาคม ครบรอบ 100 ปี

ศูนยร์ วมปัญญา

โรงเรียนบางมลู นากภมู ิวทิ ยาคม
โรงเรยี นบางมูลนากภมู วิ ิทยาคม เดิมชอ่ื โรงเรียนประจ่า อ่าเภอบางมูลนาก ต้ังขนึ้ ราว พ.ศ.2464

ณ ศาลาการเปรยี ญ (เกา่ ) ของวดั บางมูลนาก เปนน โรงเรยี นแบบสหศึกษาเปิดเรียน ชัน้ ป.1, 2, 3 รวม 6
หอ้ งเรยี น มีนักเรียนท้งั สิ้น 80 คน เปนน ชาย 72 คน เปนนหญิง 8 คน นายแกว้ อิ่มวทิ ยา เปนนครูใหญ่

วันที่ 1 พฤษภาคม 2466 ย้ายมาทา่ การสอนที่ห้องแถวในตลาด ต่อมายา้ ยไปท่าการสอนทบ่ี ่อนเกา่
ของแผนกสุขาภบิ าล หอ้ งแถวเชงิ สะพาน สุทธิรักษส์ โมสร ที่พกั ข้าราชการทจี ะไปมาจังหวัดเพชรบรู ณ์ และที่
ตลาดสดของแผนก สุขาภบิ าลบางมูลนากตามลา่ ดับ ท่ที า่ การสอนแห่งสุดทา้ ยน้ี มนี ายฤทธ์ิ พฤกษะวนั
เปนน ครูใหญ่ในปีการศึกษา 2476 เปิดเรียนถงึ ชัน้ ป.4 มนี ักเรียนทัง้ สิน้ 125 คน ปลายปี พ.ศ.2476 สรา้ ง
อาคารเรยี นหลงั ใหม่ (ปัจจุบันเปนน โรงเรียนอนบุ าลบางมลู นาก) มี 5 หอ้ ง ด้วยเงนิ รายได้สุทธจิ าการแสดงละคร
เงินเร่ียไรและเงินงบประมาณ รวมทัง้ สิ้น 6,000 บาท เปิดเรยี นที่อาคารหลงั ใหมน่ ี้ เม่ือวนั ท่ี 17 พฤษภาคม
2477 โดยมนี ายโปร่ง เพญ็ สภุ า เปนนครใู หญ่ จัดต้งั ชน้ั เรียนต้ังแต่ ป.1-ป.4 และ ม.1-ม.4 (ม.4-5 รับเฉพาะ
นกั เรียนชาย) มนี ักเรียนทั้งสนิ้ 138 คน

วันท่ี 17 พฤษภาคม 2494 เปดิ เรยี นถึงช้ัน ม.6 แตไ่ ม่มชี ้นั ประถม คงเปดิ เรียนตง้ั แต่ ชัน้ ม.1-ม.6
และนักเรียนสตรจี ะเรียนเพยี ง ชนั้ ม.3 นกั เรียนสตรเี ขา้ เรยี นตอ่ ชั้น ม.4 ได้ ตงั้ แต่ปีการศึกษา 2496 เปนนตน้ มา

19

ปี พ.ศ. 2497 นายเยยี น โพธสิ วุ รรณ นายอ่าเภอบางมลู นาก ด่าริทีจ่ ะสร้างโรงเรยี นขึ้นใหม่ ณ ฝั่ง
ตะวันตกของแม่น้่านา่ นบริเวณท่ีต้ังอ่าเภอเก่า (สถานท่ีตงั้ โรงเรยี นปจั จบุ นั ) เพราะโรงเรยี นเดิมขยายไม่ได้
เนอื่ งจากเน้ือท่ีจา่ กดั จงึ ได้จัดตงั คณะกรรมการด่าเนนิ การบอกบุญเรย่ี ไร ได้เงินทง้ั สนิ้ 400,000 บาท ท่าการ
กอ่ สรา้ งอาคารเรียนเรือนไม้ 2 ช้นั 12 หอ้ งเรียน และในปลายปนี เี้ องรฐั บาลได้ใหเ้ งนิ ก.ศ.ส. 1,000,000 บาท
สมทบสร้าง จึงไดต้ ่อเติมอาคารเรียนอกี 8 หอ้ ง บ้านพักครู 11 หลงั บ้านพกั ภารโรง 1 หลัง และส้วม 1 หลงั

วันท่ี 17 พฤษภาคม 2499 เปดิ ทา่ การสอนที่ตง้ั ณ ปจั จบุ นั มนี ายกอง พฤกษะวนั เปนนครูใหญ่ จดั ชัน้
เรยี นตงั้ แต่ ม.1-ม.6 รวม 13 หอ้ ง

วนั ท่ี 12 กรกฎาคม 2499 นักเรยี นสตรี ชั้น ม1, 2, 3 ยา้ ยกลบั ไปเรียนท่โี รงเรยี นสตรีหลังเดมิ ตั้งช่อื
ใหมว่ ่า “โรงเรยี นสตรบี างมลู นาก” แตใ่ นที่สดุ กย็ า้ ยกลับมารวมกบั โรงเรยี น “บางมูลนากภมู ิวิทยาคม” อีกครง้ั

เมือ่ ปีการศกึ ษา 2513 ในนามของ โรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม ได้รบั พจิ ารณายกฐานะตา่ แหน่ง
อาจารยใ์ หญ่ เม่ือวันที่ 5 กันยายน 2511 และเข้าอยู่ในโครงการ คมช. กบั คมส. 2 เมอ่ื พ.ศ. 2513 ปัจจบุ ันมี
เนือ้ ที่ ประมาณ 32 ไร่ เปดิ ทา่ การสอนชัน้ มธั ยมศกึ ษา ตอนปลาย เม่ือปกี ารศกึ ษา 2520 กรมสามญั ศกึ ษาได้
อนมุ ัติกา่ หนดต่าแหนง่ ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นจากอาจารย์ใหญ่ เปนนผอู้ า่ นวยการโรงเรยี น เมื่อวนั ท่ี 29 กนั ยายน
2520 จนถึง ผู้บริหารคนปัจจบุ ัน
ผู้สมั ภาษณ์/อา้ งอิง

หนังสือประวตั ิโรงเรยี นบางมูลนากภมู วิ ทิ ยาคม ครบรอบ 100 ปี

โรงเรยี นเทศบาล 1 บางมลู นาก
อาคารเรยี น (หลงั เก่า) ของโรงเรยี นนีไ้ ด้สร้างข้ึนในสมยั ทนี่ ายแกว้ อ่ิมวทิ ยา เปนนธรรมการอ่าเภอบาง

มูลนาก โดยใช้เงนิ ชว่ ยประถมศึกษาประชาบาลจัดซื้อที่ดนิ ของนายฮกจ่นุ เปนน เน้ือท่ี 8 ไร่ 1 งาน 60 วา พรอ้ ม
ด้วยบา้ นพักครู 1 หลัง ซง่ึ สรา้ งแล้วเสรจ็ ในปี พ.ศ. 2474 อาคารท่สี รา้ งขึ้นแตเ่ ดมิ เปนน อาคารไมช้ ัน้ เดยี วมหี ้อง
พสั ดุอยู่กลาง 1 หอ้ ง สว่ นทหี่ นา้ มขุ และตัวอาคารดา้ นเหนือและใตไ้ ม่มีฝา เปิดโปรง่ มีลูกกรงล้อมรอบ หลงั คา
มงุ สงั กะสี โดยรอบมกี ันสาด ตวั อาคารกวา้ ง 8 เมตร ยาว 32 เมตร มมี ุขกลาง (สร้างแบบ ป2) ราคาคา่
ก่อสร้างท้ังสน้ิ คิดเปนนเงนิ ประมาณ 4 พันบาท และเน่ืองจากในสมยั น้นั โรงเรยี นนเี้ ปดิ ท่าการสอนถึงชั้น
ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 และเปนน โรงเรียนประถมศกึ ษาแห่งแรกของท้องถิ่นนี้ ปรากฏวา่ เด็กในตลาด ตลอดจนเด็ก
ฝ่ังตะวันออก ของแมน่ ้า่ น่านไดข้ ้ามมาเรยี นกันท่นี ้ีท้งั น้ัน จึงทา่ ใหโ้ รงเรียนมีสถานท่ีไม่พอกบั จา่ นวนนกั เรียน
จ่าเปนนต้องใช้ใต้ถุนซึ่งเดมิ เปนนพืน้ ดนิ เปนน สถานท่ีเรียนด้วย ในสมัยน้ันพอถึงฤดูน่้า นา้่ ทว่ มใตถ้ นุ ทุกปดี งั นน้ั เมื่อ
ประมาณปี พ.ศ.2480 ซง่ึ เปนนสมยั ที่นายสุชาติ (ซุย) พรรณประดิษฐ์ เปนนครใู หญ่ จึงได้ขุดบ่อขึน้ 1 บ่อ ตรงขา้ ง
โรงเรยี นด้านเหนือ โดยติดตอ่ ให้อา่ เภอเกณฑค์ นที่ไม่ไดเ้ สียเงนิ รชั ชปู การมาขุด แล้วใชด้ ินท่ขี ุดไดข้ ึน้ มาถมใต้
ถุนโรงเรียนเพ่อื ใหส้ งู พ้นระดับน้่า ครน้ั ต่อมาดินที่ถมยุบประกอบกบั ใต้ถุนเปนนดิน เมื่อฝนตกทา่ ให้เฉอะแฉะ

20

ไมส่ ะดวกทีส่ ะดวกทจ่ี ะใช้เปนน สถานท่เี รยี น ดังน้นั เม่ือประมาณปี พ.ศ. 2484 ซ่ึงเปนนปีทโี่ รงเรยี นอยใู่ นความ
ควบคมุ ของเทศบาล เทศบาลจงึ ได้จดั การยกพื้นชั้นลา่ งขึน้ ปพู ืน้ ดว้ ยกระดานโดยตลอด เวน้ บรเิ วณหน้ามุข
และท่าฝากันตัวอาคารชนั้ บนโดยรอบ ส่วนช้ันลา่ งกั้น 3 ด้าน ด้านหนา้ ไมก่ ้ัน สา่ หรบั หน้ามขุ ปล่อยโลง่ ท้งั ชั้น
บนและชน้ั ลา่ ง ในระยะนโี้ รงเรยี นไดเ้ ปลยี่ นจาก “โรงเรยี นประชาบาลตา่ บลบางมลู นาก ๑” เปนน “โรงเรียน
เทศบาล ๑ บางมลู นาก” และตอ่ มาได้เปลยี่ นชื่อจาก “โรงเรียนเทศบาล ๑ บางมูลนาก” มาเปนน “โรงเรียน
บางมูลนาก “ราษฎรบ์ รู ณะ””

เนือ่ งจากบริเวณทีต่ งั้ โรงเรียนเปนน ท่าเลท่ีมีปลวกชกุ ชมุ ตัวไม้ทใี่ ชใ้ นการก่อสร้างโรงเรยี นส่วนมากเปนน
ไม้เน้ืออ่อน จ่าพวกไม้ยาง ดงั นนั้ จงึ ปรากฏวา่ ภายในระยะเวลาไมก่ ป่ี ปี ลวกได้กนิ ตัวอาคาร ซงึ่ อาจจะเปนน
อนั ตรายแก่เด็กข้ึนได้ ดงั น้นั ในปีพ.ศ.2496 ทางอ่าเภอซึง่ มี นายย้อย สงิ หส์ ง่า เปนนศึกษาธิการอา่ เภอ นาย
เยยี น โพธส์ิ ุวรรณ เปนนนายอา่ เภอ และนายฟอง แก้วแกมแข เปนน ครใู หญข่ องโรงเรียนนี้ ได้ตดิ ต่อขอ
งบประมาณจากกระทรวงศกึ ษาธกิ าร มาท่าการซ่อมแซมใหม่ โดยทางกระทรวงศึกษาธิการได้อนมุ ัติเงนิ
งบประมาณ จ่านวน 1 แสนบาท ให้มาท่าการซ่อมแซมในการซ่อมแซมคร้ังนี้ ปรากฏวา่ ผูร้ ับเหมา ไดป้ ระมลู รบั
ท่าการซ่อมแซมในราคา 88,000 บาท ส่วนเงินทเี่ หลอื และไมก้ ระดานช้นั ล่างทีร่ อื้ ออก ทางอา่ เภอได้พิจารณา
นา่ ไปท่าการก่อสรา้ งหอ้ งเรยี นของโรงเรียนวดั ชยั มงคล “รัฐบา่ รงุ ” เพมิ่ เติมเปนนจา่ นวน 2 หอ้ งเรียน ในการ
ซ่อมแซมในครง้ั นี้ ได้ท่าการรื้อสง่ิ ท่ีช่ารดุ ซ่งึ มเี คร่ืองบนฝา้ ฝา ตลอดจนเสาท่ีพุ 7 ตน้ ออก แล้วทา่ ใหม่ โดย
เปลยี่ นพ้นื ชน้ั ลา่ งจากพืน้ กระดาน เปนนพ้นื คอนกรตี โดยตลอด อนึง่ ในการซ่อมแซมในครั้งนไ้ี ดต้ ีฝาห้องมขุ ทั้งชน้ั
บนและชั้นลา่ งเพิ่มเตมิ อกี 2 ห้อง หลงั จากไดท้ ่าการซ่อมแซมโรงเรยี นเสร็จ ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 นายฟอง
แก้วแกมแข ได้ย้ายไปดา่ รงตา่ แหนง่ ครชู ว่ ยการ ทแ่ี ผนกศกึ ษาธิการอ่าเภอบางมลู นาก และนายกุศล เนยี ม
สุวรรณ ได้รบั แตง่ ตั้งให้มาด่ารงต่าแหนง่ ครใู หญ่โรงเรียนน้แี ทน ตามคา่ สัง่ จงั หวดั พจิ ติ ร ที่ 367/2497 โดย
ได้มารบั มอบหมายหน้าทีก่ ารงานเมอื่ วนั ท่ี 5 พฤศจิกายน 2497 เมอื่ ได้มาดา่ รงต่าแหน่งครใู หญแ่ ลว้ ได้
พยายามปรับปรุงโรงเรยี นโดยไดห้ ารอื ครู – กรรมการศึกษา จดั งานหาเงินขุดบ่อใหม่ใชด้ นิ ถมบ่อเกา่ หาเงนิ ซ้ือ
เคร่ืองพมิ พด์ ีดและหาเงนิ สรา้ งรวั้ หนา้ โรงเรียน ตลอดหาเงนิ สรา้ งฐานและเสาธงชาติ จนเปนน ผลสา่ เร็จตลอดมา

ในปี พ.ศ. 2506 โรงเรยี นไดโ้ อนสงั กดั จากกรมสามญั กระทรวงศึกษาธิการ มาสังกัดเทศบาลเมืองบาง
มลู นาก กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตามนโยบายของรัฐบาล เม่ือวันที่ 1 เมษายน 2506 โดยไดโ้ อน
ทง้ั กจิ การ พสั ดุ ครุภัณฑต์ ่างๆ และตวั บุคคล (ครู-ภารโรง) ท่ีสมัครใจโอนมาท้ังหมด หลังจากที่ได้โอนกจิ การ
มาแล้วโรงเรยี นก็ได้ถกู เปล่ยี นชอื่ จากเดมิ คือ “โรงเรยี นบางมูลนาก “ราษฎร์บรู ณะ”” มาใช้ชอื่ ใหมค่ ือ
“โรงเรียนเทศบาล ๑ บางมลู นาก” ตามหนงั สือเทศบาลที่ พจ.56/594 ลงวนั ที่ 28 มถิ นุ ายน 2510 ตง้ั แต่วนั ที่
1 กรกฎาคม 2510 เปนน ตน้ มา

และเนือ่ งจากอาคารเรยี นหลังเดมิ เปนนอาคารไม้ แมจ้ ะได้รับการซ่อมแซม เม่ือปี พ.ศ.2496 แล้วครง้ั
หนึง่ กต็ ามต่อมาอาคารหลงั นั้นก็ยง่ิ ช่ารดุ ทรดุ โทรม มากขึ้นอีก จนยากทจ่ี ะซอ่ มแซมใหม้ สี ภาพถาวรแข็งแรงได้

21

ดงั นั้น ทางเทศบาลเมืองบางมูลนากภายใตก้ ารน่าของนายสวัสดิ์ เจยี มศรีพงษ์ นายกเทศมนตรี จงึ ได้ติดต่อ
สา่ นกั งบประมาณแผ่นดิน ของบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนใหมข่ น้ึ เปนนอาคารเรียน 2 ช้ัน ครง่ึ ตึกครึ่งไม้
โดยไดเ้ ปิดการประมลู และลงมอื ดา่ เนินการก่อสร้าง เมื่อเดือนสิงหาคม 2511 และสรา้ งเสรจ็ เม่ือเดือนธันวาคม
2511 ขนาดของอาคารเรยี นหลงั นี้ กวา้ ง 8 เมตร ยาว 56 เมตร ตรงกลางมีมุข ข้างมุขมีบนั ไดขน้ึ 2 ข้าง
ภายในอาคารมีห้องขนาด 6x8 เมตร 16 หอ้ ง สิ้นงบประมาณคา่ กอ่ สร้างทงั้ สน้ิ 604,500 บาท (หกแสนส่ีพนั
ห้ารอ้ ยบาท) หลังจากอาคารหลงั ใหมไ่ ด้ก่อสรา้ งเสร็จแล้วไดเ้ รม่ิ ใชเ้ ปนนสถานท่เี รยี นเปนน วันแรก เม่ือวนั อังคารที่
21 มกราคม 2512 ซ่ึงเปนน วนั เดียวกับวันท่อี าคารเรยี นหลงั เก่า ซ่ึงได้ใช้เปนนสถานทเี่ รยี นมาตัง้ แต่วันท่ี 20
เมษายน 2474 เปนน ต้นมากไ็ ด้ถกู รือ้ และน่าวสั ดุไปท่าการก่อสรา้ งเปนนบา้ นพักครู 2 หลัง และโรงอาหาร 1 หลงั
อนึง่ ในปเี ดียวกันน้ี ทางเทศบาลก็ได้อนุมตั งิ บประมาณจา่ นวน 15,000 บาท จดั ซ้อื ทด่ี ินของนางสมบุญ คนั ทบั
ซึง่ มอี าณาเขตตดิ ต่อกับทดี่ นิ ของโรงเรียนทางด้านใต้เพิ่มข้นึ อกี เปนน เนื้อท่ีจา่ นวน 3 งาน 42 วา ทา่ ให้โรงเรียน
มที ่ดี ินทั้งสน้ิ เปนนจา่ นวน 9 ไร่ 1 งาน 42 วา ในที่ดนิ ของโรงเรียน จา่ นวนดังกลา่ วเทศบาลได้อนุมตั ใิ หโ้ รงเรยี น
เปิดเปนนทางเดินส่าหรับคนที่มีบ้านอยู่หลังโรงเรียน ทางด้านเหนือกว้าง 2 เมตร ดา้ นใต้ 1 เมตร โดยตลอดแนว
นอกรว้ั ลวดหนามทัง้ 2 ดา้ น

จึงขอบันทกึ ใหเ้ ปนน ประวัตขิ องโรงเรยี นไว้เพอื่ ได้ทราบกนั ต่อๆไป
นายกศุ ล เนียมสวุ รรณ
ครใู หญผ่ ้บู นั ทึก
22 พฤษภาคม 2516

ขอ้ มูลผ้ใู ห้สัมภาษณ์/อ้างอิง
สมดุ หมายเหตุรายวนั โรงเรียนบางมูลนาก ราษฎรบ์ ูรณะ ต่าบลในเขตเทศบาล อ่าเภอบางมลู นาก

จังหวดั พจิ ิตร

โรงเรียนโถงจอ้ื บางมูลนาก(สหสงเคราะห์วทิ ยา)
การเข้ามาของชาวจนี ในบางมูลนาก ยงั ไดน้ า่ เอาการศกึ ษาแบบจนี เข้ามาในบางมลู นากด้วย

ทง้ั นเี้ พ่ือให้ลูกหลานของตนได้มโี อกาสเรียนหนงั สือโดยเฉพาะการเรยี นภาษาจีน เนอ่ื งจากในขณะน้ัน
ลูกหลานชาวจนี ในบางมูลนากมกั ส่งลูกไปเรียนทโี่ รงเรียนตงฮัว้ ปากนา้่ โพ ซ่ึงเปนนโรงเรียนประจา่ เมอ่ื
มีการขออนุญาตเปดิ โรงเรียนราษฎร์ข้นึ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยขนุ วินิจสขุ กรรม(เท่งฮวย จนั ทรศรวี งศ์)
และนายโหม่ว แซโ่ งว้ ได้แจง้ ความจ่านงขอตงั้ โรงเรียนข้ึน เมอ่ื วนั ที่ ๒๙ มนี าคม พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยต้งั
ชื่อโรงเรยี นฮวั้ ฮ้วย(ตามเอกสารระบวุ า่ ฮวั้ แปลว่าจนี ฮ้วย แปลว่าศึกษา รวมความวา่ ศกึ ษาภาษาจีน)
โดยมโี ดยมนี ายบุญธรรม รุง่ รังสี เปนนครใู หญ่ และในวันท่ี ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕
สมหุ เทศาภิบาลมณฑลพิษณโุ ลก ไดก้ ราบทูลมหาอ่ามาตย์เอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวตั
เสนาบดกี ระทรวงธรรมการ เพอื่ ทรงทราบถึงการเห็นควรอนุญาตใหต้ งั้ โรงเรียนฮวั้ ฮ้วยได้ ตาม

22

พระราชบญั ญัตโิ รงเรียนราษฎร์โดยเบือ้ งต้นอนุญาตใหร้ ับนักเรียนได้ไม่เกนิ ๔๐ คน ต่อมาในวันที่ ๒๐
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ผู้จดั การโรงเรียนได้ทา่ เรือ่ งขอเปล่ียนชื่อโรงเรียน เน่อื งจากเหน็ วา่ คา่ วา่ ฮว้ั
ฮ้วย น้นั เปนนคา่ ที่ไม่มีความหมายตรงกับความประสงคข์ องคณะกรรมการจัดการโรงเรยี น จงึ ขอ
เปล่ียน ชื่อใหมเ่ ปนน โรงเรยี นราษฎร "ฮ้ัวฮ้วย" เปนน ตน้ ไป ทง้ั นตี้ ามความหมายทีผ่ ้จู ดั การโรงเรียนให้
ค่าอธบิ าย ฮ้วั " แปลว่า จนี "ฮ้วย" แปลวา่ ศึกษาวิชชา ฮั้วฮ้วย" จงึ รวมความมงุ่ หมายว่า "สถานที่
ศกึ ษาวิชชาภาษาจีน" (สา่ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, 2475)

การตง้ั โรงเรยี นฮัว้ ฮว้ ยในครง้ั น้ที ่าใหเ้ ดก็ นักเรียนลกู หลานชาวจีนในบามูลนากที่ไปเรยี นที่
ปากน้่าโพก็พากันกลบั มาเรยี นที่โรงเรยี นฮวั้ ฮ้วยจนหมดสน้ิ โดยโรงเรยี นในเบอื้ งตน้ โดยเชา่ บ้านป่าไม้
อา่ เภอ ซ่ึงเปนนบ้านหลังใหญเ่ ปนนโรงเรยี นสอนชั่วคราว ซ่งึ มีลเี ชียวบ๊วย เปนน ครูสอนภาษาจีน และ
อุนจ๊ือฮง๊ั เปนน ครผู ู้ช่วยแต่โรงเรียนฮวั้ ฮ้วยต้งั ไดไ้ ม่ถงึ ปีกถ็ กู ป่าไมข้ อคืนเพราะปา่ ไมต้ ้องการใชบ้ ้านแต่
คณะกรรมการโรงเรยี นฮ้ัวฮ้วย ยงั ไมม่ เี งินพอทีจ่ ะหาซ้ือสถานท่ตี ้งั โรงเรยี นใหม่ จงึ ต้องย้ายจากทตี่ ้ัง
เดิมบรเิ วณถนนไปวัดชยั มงคล ไปเช่าบา้ นนายบศุ ย์ อาจองค์ (ปจั จุบันคอื รา้ นบางมูลนากเฟอรน์ ิเจอร์
ซงึ่ เคยเปนน โรงภาพยนตร์ฉตั รชยั บางมูลนาก) อย่ไู ม่นาน ขุนวนิ จิ สุขกรรมและเพ่ือน ๆ เหน็ วา่ เนื่องจาก
ตลาดบางมลู นากน้ีนับว่าเปนน อ่าเภอชั้นหน่ึง ควรมีโรงเรยี นไวส้ อนบรรดาลูกหลานของชาวตลาดให้
สอนท้งั หนังสือไทยและหนงั สือจีน ตามเยย่ี งอยา่ งของเมอื งใหญ่ า สมัยน้นั ฐานะการเงนิ ของท้องทบี่ าง
มลู นากยงั ไม่เพียงพอ ขนุ วนิ ิจสขุ กรรมจงึ ต้องเร่ียไรเงนิ ทุกจงั หวัด โดยตอ้ งสละเวลาแรมเดือนโดยรว่ ม
เดนิ ทางกบั กรรมการอีก ๓ คน เม่อื ได้เงนิ ครบแล้วจงึ ไดก้ ่อสรา้ งอาคารโรงเรยี นฮ่ัวฮ้วยข้ึน โดยไดข้ อ
บรจิ าคที่ดนิ จากคหบดีท่านหนึง่ ซ่ึงขุนวินิจสขุ กรรมชอบพอรักใครเ่ ปนน การสว่ นตัว โดยที่ดนิ มีเน้อื ที่
ประมาณ ๒ ไร่ เจ้าของทด่ี ินท่านนน้ั บริจาคคร่งึ หนง่ึ และคร่ึงหน่ึงขายให้ในราคาตา่ โดยระหวา่ ง
สงครามโลกครงั้ ที่ ๒ โรงเรยี นตอ้ งประสบความล่าบากเลยี้ งตวั เองไมไ่ ด้ ขุนวนิ ิจสขุ กรรมและเพื่อนๆ
ตอ้ งร่วมกนั ออกทุนอุปการะโรงเรียนและเมื่อภายหลังสงครามโลกครง้ั ท่ี ๒ คณะกรมการโรงเรยี นจงึ
ได้เปล่ยี นชอ่ื โรงเรยี นเปนน โรงเรยี นโถงจอื้ (ขุนวนิ จิ สุขกรรม, 2513) ซ่งึ จากคา่ บอกเล่าของนางเฮ๊ียะ
เอง แซ่อึ้ง (เกดิ พ.ศ. ๒๔๖๖) ไดเ้ ล่าว่าในปี พ.ศ.๒๔๙๒ คราวเมอ่ื เพลิงไหม้ตลาดบางมลู นากน้ัน
โรงเรยี นโถงจ้อี ไม่ถูกไฟไหม้ ตาแปะ๊ งุย่ ยงั ได้อุม้ เจา้ พอ่ แก้วมาไวท้ ี่โรงเรยี นเพราะศาลเจา้ พ่อแกว้ ก็ถูก
ไฟไหม้ เช่นกนั โดยภายหลงั ไดร้ บั กาสนับสนุนจากคหบดีและพ่อคา้ ซึ่งเปนนลูกหลานชาวจนี ในนาม
มูลนิธบิ างมลู นากประชานเุ คราะห์ และเปลี่ยนชอื่ โรงเรียนเปนน โรงเรียนโถงจื้อ จนกระทั่งปี พ.ศ.
๒๕๔๘ โรงเรยี นโถงจ้อื ไดย้ า้ ยอกี ครั้งไปตั้งในพ้ืนทปี่ จั จบุ นั ริมถนนประเวศน์ใต้เน่ืองจากคหบดแี ละ
พอ่ คา้ ในตลาดบางมลู นากเห็นชอบร่วมกันท่ีจะยา้ ยศาลเจ้าพ่อแก้วหลังเดมิ ซึ่งคับแคบให้มาสร้างใหม่
ในพืน้ พ่ีของโรงเรยี นโถงจอ้ื ประกอบกบั อาคารโรงเรียนโถงจอ้ี ในขณะนั้นกเ็ ปนน อาคารไม้สภาพทรุด
โทรม คณะกรรมการมลู นธิ บิ างมลู นากประชานุเคราะหใ์ นขณะนั้นจงึ เห็นควรจัดซอ้ื ที่ดินขนาด ๒ ไร่
เศษ ริมถนประเวศน์ใตต้ ิดรมิ แมน่ ้า่ นา่ น เพื่อสรา้ งอาคาร ๓ ช้นั ๑๕ หอ้ งเรียน โดยได้รบั เงินบริจาค

23

จากชาวบางมูลนากจนกระท่ังปจั จบุ นั โรงเรียนโถงจอ้ื ไดจ้ ดั การเรยี นกาสอนในชน้ั ปฐมวัยจนถงึ ชน้ั
ประถมศึกษาปที ี่ ๖ และยังรักษาปณิธานเดมิ คอื ใหม้ ีการเรยี นการสอนภาษาจีนแก่เด็กนกั เรยี นใน
โรงเรยี น ปจั จุบันได้เปลี่ยนชือ่ เปนน โรงเรียนโถงจ้อื บางมูลนาก “สหสงเคราะห์วิทยา”

ข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์/อ้างอิง
นายอภิสิทธ์ิ ประวตั ิเมือง

โรงเรยี นเทศบาล 2 วัดชยั มงคล
เดิมชือ่ โรงเรยี นประชาบาล ๓ (ตลาดบางมูลนาก) เปิดท่าการสอนครง้ั แรก เม่ือวนั ที่ ๒๐ พฤษภาคม

๒๔๗๘โดยอาศยั สถานที่สุขศาลาเกา่ (ปัจจุบนั คือร้านสหมติ รถนนประธานเมือง) มนี ักเรยี นจา่ นวน ๗๕ คน
ครจู า่ นวน ๑ คน โดยมีนายทองอยู่ โพธเ์ิ กา่ ด่ารงต่าแหน่งครูใหญ่ ภายหลงั ได้โอนมาสังกดั เทศบาลเมืองบาง
มลู นากอยู่ระยะหนง่ึ แตเ่ น่ืองจากรายได้ของเทศบาลในขณะนนั้ ไม่เพยี งพอทจ่ี ะสามารถบรหิ ารจดั การได้ จงึ ได้
โอนกลับไปเปนน โรงเรยี น ประชาบาลตามเดิม จนกระทง่ั ถงึ วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๐๖ จงึ ได้โอนกลับมาสงั กัด
เทศบาลอีกคร้งั และดา่ เนินการต่อมาจนถงึ ปจั จบุ นั

ตอ่ มาได้ยา้ ยมาอยู่โรงเรียนท่ีสรา้ งขนึ้ ใหม่ เปนน อาคารไมช้ ้ันเดียวใตถ้ ุนสงู (ปจั จุบันได้ร้ือถอนไป
หมดแลว้ ) อย่บู นเนื้อท่ี ๔ ไร่ ๑ งาน ๙๕ ตารางวา

หลังจากน้ันไดเ้ ปล่ยี นชอื่ หลายครัง้ โดยคร้งั แรกเปนน โรงเรยี นเทศบาลเมืองบางมลู นาก ๒ ตอ่ มา
เปล่ียนเปนนโรงเรยี นวัดชัยมงคล “รัฐบ่ารงุ ” ครั้งสดุ ทา้ ยไดเ้ ปลีย่ นชอื่ เปนน โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดชยั มงคล เมือ่
ปี พ.ศ. ๒๕๐๖สังกัดเทศบาลเมอื งบางมูลนาก และใช้ชอื่ นม้ี าจนถึงปจั จบุ นั

เขตบรกิ ารของโรงเรียน
โรงเรยี นตง้ั อยใู่ นเขตเทศบาลเขตบรกิ ารประกอบดว้ ยชุมชนตา่ งๆดงั นี้คือชมุ ชนประเวศน์เหนอื ชุมชน

ชูเชดิ นา่ นเหนอื และใตช้ ุมชนประเวศน์ใต้ชุมชนรว่ มจติ บันดาลชุมชนวดั ชยั มงคล
แตโ่ ดยท่โี รงเรียนมีเกยี รติประวตั ดิ งี ามในทุกดา้ นท้ังด้านวิชาการกีฬา ฯลฯเปนนท่แี พร่หลาย ผู้ปกครอง

ต่างใหค้ วามไวว้ างใจจงึ มีจา่ นวนบตุ รหลานของประชาชนนอกเขตบริการเขา้ มาศกึ ษาในโรงเรียนเปนนจา่ นวน
เพิม่ ข้ึนทุกปจี ากปกี ารศกึ ษา ๒๕๒๘ ซึง่ มจี า่ นวนนักเรียนท้ังส้นิ เปนน จ่านวน ๔๐๐ คนเศษปจั จุบนั ถึงสิ้นปี
การศกึ ษา ๒๕๕๕ มยี อดนักเรียนสถติ ทิ ่ีสงู ท่ีสุดถึง ๑,๐๙๗ คน

24

ขอ้ มูลของบคุ ลากร

รายนามผบู้ รหิ ารโรงเรียนตัง้ แต่เริ่มเปิดทา่ การสอนในปพี .ศ.๒๔๗๘จนถึงปจั จุบันมผี ู้บริหารมาดา่ รง

ต่าแหนง่ ดงั น้ี

๑. นายพเิ ชษฐ์ (ทองอยู่) โพธิ์เกา่ ๒๐พ.ค.๒๔๗๘ - ๑ ส.ค.๒๔๘๗

๒. นายสวสั ดิ์ เกษแจ้ง ๙ ต.ค. ๒๔๘๗ - ๓๐ พ.ย. ๒๔๘๗

และ ๒๖ พ.ค.๒๔๙๕-๓๐ ก.ย. ๒๕๑๖

๓. นายสุชาติ พรรณประดษิ ฐ์ ๑ธ.ค.๒๔๘๗ - ๒๗ ต.ค. ๒๔๙๐

๔. นายเรงิ ไชยปานพันธ์ ๒๘ต.ค. ๒๔๙๐ - ๒๕พ.ค.๒๔๙๕

๕. นายกศุ ล เนยี มสวุ รรณ ๑ ต.ค. ๒๕๑๖ – ๑๔ ต.ค. ๒๕๑๘

๖.นายพมิ พ์ บัวศรี ๑๕ พ.ค. ๒๕๑๘ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๒๖

๗. นายบรรจง พงษป์ ระเสริฐ ๕ ธ.ค. ๒๕๒๖ - ๓ ม.ค. ๒๕๓๕

๘. นายประสิทธิ์ บรรณศิลป์ ๒๖ ก.ค. ๒๕๓๗ - ๑ ต.ค. ๒๕๔๓

9. นายจ่าลอง สุดทองคง ๒ ต.ค. ๒๕๔๓ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๔๖

๑๐. นายจรงุ เยน็ กล่า ๙ ต.ค. ๒๕๔๖ - ๓๐ ม.ิ ย.๒๕๕๒ (รกั ษาการฯ)

๑๑. นายจรุง เยน็ กล่า ๙ ก.ค. ๒๕๕๒ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๕๓

๑๒. นางวรรณภา รัตนเศรณี ๙ ต.ค. ๒๕๕๓ - ๓๐ ก.ย.๒๕๕๗

๑๓.นางสมคดิ จันทรคณา ๑ ต.ค. ๒๕๕๗ - ๓๐ พ.ย.๒๕๕๘ (รกั ษาการฯ ๓ปี)

๑๔. นางสมคิด จันทรคณา ๓ ธ.ค.๒๕๕๘ - ปัจจุบนั (ผู้อา่ นวยการสถานศกึ ษา ๔ ปี)

ข้อมูลผใู้ หส้ ัมภาษณ์/อ้างอิง

-

โรงเรยี นอนุบาลบางมูลนาก “ราษฎรอ์ ทุ ิศ”
ได้เรมิ่ ดา่ เนินการก่อสรา้ งมาต้ังแต่วนั ที่ 5 กรกฎาคม 2495 สร้างเสร็จในเดือนมิถนุ ายน 2496

เปนน แบบ ป.1 ข จา่ นวน 6 หอ้ งเรยี น เปนนเงนิ 215,400 บาท (สองแสนหนง่ึ หมนื่ ห้าพนั สี่ร้อยบาทถ้วน) ซ่ึงได้รับ
ความรว่ มมือหลายฝา่ ยด้วยกัน คือ

- นายเยยี น โพธสิ วุ รรณ นายอา่ เภอบางมูลนาก เปนน ผรู้ ิเรม่ิ กอ่ สรา้ ง
- นายชอบ สงิ ห์สงา่ ศกึ ษาธิการอ่าเภอบางมลู นาก ร่วมดา่ เนนิ การ
- พ่อค้า ประชาชน และข้าราชการชาวอ่าเภอบางมูลนาก ชว่ ยออกทนุ ทรพั ย์
ในการก่อสรา้ งอาคารเรียนและมอบใหก้ ระทรวงศึกษาธิการ ซ่ึงขณะนั้นโรงเรยี นอนุบาลบางมลู นากฯ ข้ึนอยู่กบั
กองการศึกษาพเิ ศษ กรมสามัญศึกษา เปนน โรงเรยี นทตี่ ้ังข้ึนเพอื่ เปนน ตวั อย่างและการวจิ ยั

25

เปิดทา่ การสอนในปี พ.ศ.2496 เปนนตน้ มา โดยมี นางสาวสงบ คงเดชา รักษาการในต่าแหน่งครูใหญ่
ตง้ั แต่ปี พ.ศ.2496 ถงึ พ.ศ. 2499

ปัจจุบันอาคารแบบ ป.1 ข อย่ใู นสภาพทรุดโทรม แตย่ ังใช้เปนน อาคารเรียนของชนั้ อนบุ าลปที ่ี 1 และ
หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
ข้อมูลผู้ใหส้ ัมภาษณ์/อา้ งอิง

-

โรงเรียนบางมูลนาก “ราษฎร์อุทศิ (รอ.)
โรงเรยี นบางมูลนาก(ราษฎรอ์ ุทิศ) สงั กดั ส่านักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาพจิ ติ ร เขต 2

ตงั้ อยูเ่ ลขท่ี 23 ถนนภูมิบาล ตา่ บลบางมลู นาก อ่าเภอบางมลู นาก จังหวดั พิจิตร
กอ่ ต้งั ขึน้ เม่ือปี พ.ศ. 2505 อาคารเรยี นแบบวันครู 2500 เปนน อาคารไม้ เสาคอนกรตี เสรมิ เหลก็ ใต้

ถนุ สงู สร้างขึ้น ด้วยความรว่ มมอื รว่ มใจของประชาชน ชาวบางมูลนาก ที่เห็นความสา่ คัญของการศกึ ษา
ตอ้ งการใหบ้ ุตรหลานมีความรู้ จึงไดร้ ่วมใจกันบรจิ าคเงินสรา้ งโรงเรียนขน้ึ โดยต้ังชือ่ โรงเรยี นว่า “ โรงเรียน
บางมูลนาก(ราษฎรอ์ ุทิศ) “ พรอ้ มกบั มอบให้กระทรวงศกึ ษาธกิ ารเปิดรบั นักเรียนต้งั แต่ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5
ครัง้ แรกมนี ักเรยี น 160 คน มคี รู 4 คน ต่อมานกั เรียนมีจ่านวนมากขน้ึ ห้องเรียนไมเ่ พียงพอจงึ ขอ
งบประมาณจากทางราชการต่อเตมิ อาคารเรียนขน้ึ อีก และขยายชน้ั เรยี นถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 7
ข้อมูลผูใ้ ห้สัมภาษณ์/อา้ งองิ

-

ของอร่อย รสเดด็

กว๋ ยเตยี๋ วอั่งกิมง้วน

ร้านกว๋ ยเตี๋ยวอั่งกิมง้วนเปนน โรงผลติ เสน้ กว๋ ยเต๋ียวแห่งแรกของอ่าเภอบางมูลนาก จากค่าบอกเลา่
ของป้าแดง (นางสิริปราณี เลิศลักขณาวฒั น์) คอื นายเคียงปั๊ง แซ่องั (คุณตาของปา้ แดง) เดนิ ทางมาจาก
ประเทศจนี มาท่างานทจ่ี ังหวัดลพบุรี แล้วจงึ ยา้ ยมาทบี่ างมูลนาก ตง้ั แต่ก่อนสงครามโลก ครัง้ ที่ ๒ (พ.ศ.
๒๔๘๒ - ๒๔๘๘)

นายเคยี งปัง๊ แซ่องั มีลูก ๘ คน เสียชีวติ ไปแล้ว ๕ คน เหลอื ๓ คน คือ
๑. นายบุญยงค์ เยาวพานนท์ (อยู่เชยี งใหม)่
๒. นางกิมลว้ น แกว้ นพรัตน์ (แมข่ องปา้ แดง)
๓. นางวรรณทนา ศศิวิมล (อยรู่ ้านมงคลกิจซึ่งเปนน รา้ นทขี่ ายเส้ือผ้า และรองเท้า

26

แต่ปจั จบุ นั เสยี ชวี ิตแลว้ )
เมอื่ แม่กิมล้วน แก้วนพรตั น์ อายุประมาณ ๗ – ๘ ปี ประมาณปี พ.ศ..... นายเคยี งป๊งั แซ่อัง ไดเ้ ปดิ
รา้ นขายกว๋ ยเต๋ยี ว และผลิตเส้นก๋วยเต๋ียวเอง เปนน โรงงานเล็กๆ
สมยั ก่อน ในตลาดบางมูลนากมรี ้านขายกว๋ ยเตีย๋ วเพยี ง ๓ – ๔ ร้าน แตถ่ า้ เปนน รา้ นผลิตเสน้ กว๋ ยเตย๋ี วจะ
มเี พียงแคร่ า้ นเดียวเทา่ น้นั รา้ นก๋วยเตี๋ยวรอบนอกตวั เมืองบางมลู นาก เชน่ ทา้ ยน้า่ หนองเตา่ โพทะเล ก็มาซ้ือ
เสน้ ก๋วยเตีย๋ วที่นี่ไปทา่ ก๋วยเตี๋ยวขายต่อ
รา้ นก๋วยเต๋ียวดา่ เนินกิจการไปเร่ือยๆ จนถงึ ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ นายเคียงปง๊ั แซ่อัง เสียชวี ิตลง กจิ การการ
ผลิตเส้นกว๋ ยเต๋ยี วกป็ ดิ กจิ การ ไม่มีใครสืบทอดกจิ การตอ่ เนื่องจาก
๑. ข้นั ตอนการผลติ มีหลากหลายขั้นตอน ใช้คนจ่านวนมาก
๒. วัตถดุ บิ (ขา้ ว) ไม่มีคณุ ภาพ ปกติใช้ข้าวนาปี ในการผลติ เพราะมียางมากกวา่
๓. โรงงานใหญ่เขา้ มาตีตลาดได้มากกวา่
ปจั จบุ ันรา้ นไมไ่ ด้ผลติ เสน้ ก๋วยเตี๋ยวเอง แตย่ งั ขายกว๋ ยเต๋ยี วทุกชนดิ อยูโ่ ดยรบั มาจากจังหวดั นครสวรรค์
ขอ้ มูลผ้ใู ห้สัมภาษณ์/อ้างอิง

นางสริ ิปราณี เลศิ ลักขณาวัฒน์

กว๋ ยเตย๋ี วเย็นตาโฟแปะ๊ โคว้
นายโค้ว แซ่โค้ว เปนนคนจีนน่ังเรือมาจากเมืองจีนโดยเรือส่าเภา มาถึงประเทศไทยขึ้นฝั่งที่ท่าเรือ

คลองเตย แล้วไปเปนนลูกจ้างหาบเกลือทช่ี ลบุรี ในยคุ น้นั ล่าบากมาก ต้องเก็บเศษเม็ดเกลือ เมล็ดขา้ ว เพื่อน่ามา
ต้มกิน ต่อมาได้เดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อหาแหล่งท่ีอยู่ โดยเดินทางเข้ากรุงเทพท่าอาชีพหาบผลไม้ขาย ขายได้ไม่
นานเท่าไรก็ล่องเรือข้ึนมาที่ลพบุรี ปากน่้าโพ พิษณุโลก แล้วล่องเรือกลับลงมาที่พิจิตร แล้วมาบางมูลนากใน
ทส่ี ุด โดยแต่ละสถานทจ่ี ะท่าอาชีพเปนนลกู จ้าง

นายโค้ว แซ่โค้ว มาตั้งรกรากที่บางมูลนากมีภรรยาชื่อนางโกเล้ง แซ่โค้ว มีลูกด้วยกันท้ังหมด 7 คน
ดงั นี้

1. นายชยั ณรงค์ ค่านึงเกยี รติวงศ์
2. นายไพรโรจน์ ค่านึงเกียรติวงศ(์ ผใู้ หข้ ้อมูล)
3. นายเชาวฤทธ์ิ ค่านงึ เกียรตวิ งศ์
4. นางอมรรัตน์ เป้าขนั ธ์ (รา้ นจอ้ ยพานิช)
5. นางอารีย์ ค่านึงเกียรตวิ งศ์
6. นายธวชั ชัย คา่ นึงเกียรตวิ งศ(์ ผู้สบื ทอดร้านเยน็ ตาโฟแป๊ะโค้ว)
7. นายธราพงษ์ ค่านึงเกยี รติวงศ์

27

ในอา่ เภอบางมูลนากได้เร่ิมทา่ อาชีพขายข้าวต้มคุ้ยท่ีหนา้ สถานีรถไฟ ขายไดไ้ ม่นาน มีการขยายกิจการ
มาขายก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟด้วย และย้ายสถานท่ีขายมาท่ีบริเวณตลาดสดในปี 2493 ในสมัยนั้นเรี ยกว่า
"ก๋วยเตี๋ยวผักบุ้งไต่ราว" คือใช้ลวดมัดหน้าร้านแล้วใช้ผักบุ้งพันรอบเส้นลวดแล้วน่าหมึกกรอบมาแขวน เพ่ือ
ประดับร้าน ท่าการขายเกือบ 30 ปี หลังจากนั้นนายโค้ว แซ่โค้วป่วยหนักจึงหยุดขายและเข้ากรุงเทพเพ่ือ
รักษาตัว แต่ไมห่ ายจึงเสียชีวติ ในทส่ี ดุ นางโกเล้ง แซ่โค้วจงึ เดนิ ทางกลับมาบางมลู นาก แลว้ ขายกว๋ ยเตี๋ยวต่ออีก
ไมน่ านกเ็ สยี ชีวิต

หลังจากพ่อและแม่เสียชีวิตไปแล้วเกือบ 20 ปี นายธวัชชัย ค่านึงเกียรติวงศ์ ได้ออกจากงาน และมี
ภรรยาชือ่ นางมาลยั ค่านงึ เกียรตวิ งศ์ ไดม้ าอยูท่ ี่บางมูลนากกนั และไดร้ ื้อฟื้นสูตรการท่าลูกชิ้นปลาที่นางโกเล้ง
แซ่โค้ว(แม่) ได้เคยสอน โดยการลองท่าแล้วน่าไปให้คนจีนในตลาดลองชิม เพ่ือให้ได้ลูกชิ้นที่ใกล้เคียงของ
ด้ังเดิมมากท่ีสุด และได้คิดสูตรเย็นตาโฟขึ้นมาให้มีความอร่อยมากยิ่งข้ึนโดยตั้งร้านขายที่เดิมบริเวณหน้า
โรงหนังประพันธ์พัฒนา (วิกตาอยู่) แต่ ณ บริเวณท่ีขายนั้น ขายไม่ดี ขายได้เท่าทุนจึงย้ายไปขายหน้าโรง
ภาพยนตร์ฉตั รชัย(ตรงข้ามหนา้ ร้านเฟอรน์ เิ จอร์ปจั จบุ นั ) ขายมาจนถึงปจั จุบัน 28 ปี
ผใู้ หข้ อ้ มูล

1. นางมาลัย คา่ นึงเกยี รตวิ งศ์
2. นายไพรโรจน์ คา่ นึงเกยี รติวงศ์

โงว้ เซ็กบี้
โกยซีหมี่ เปนนสูตรอาหารท่ีมีช่ือเสียงมาก ได้สบื ทอดมาจากรนุ่ พ่อ ทมี่ าจากเมอื งจีน ถ้าใครท่มี าบางมูล

นากจะต้องมาแวะท่ีรา้ นนปี้ ระจา่ ในอดีตมีการรบั ทา่ โตะ๊ จนี ในงานวนั เกดิ เจ้าพ่อแกว้
“ร้านโงว้ เซก็ บี้” ถือเปนน ร้านอาหารจนี เกา่ แกใ่ น อ.บางมูลนาก จ.พิจติ ร ท่เี ปิดขายมานานกว่า 80 ปี มี

เมนูเด็ด คือ โกยซีหมี่ท่ีหาทานได้ยาก จุดเด่นอยู่ท่ีเส้นหม่ีท่ีมีกล่ินหอมข้ีกระทะ ราคาอยู่ที่ 30 บาท เท่าน้ัน
ร้านนีป้ ดิ ทุกวนั 07.00 -13.00 น.
ผใู้ หข้ อ้ มูล

นายพงศเ์ ทพ พงศ์ปัญญานนท์

กว๋ ยจบั๊ ยายแจ่ม

ปา้ แจ่ม หรอื นางแจ่ม อัศวีนารกั ษ์ (นามสกุลเดมิ คือ จันทรมณี) เกิดปีพ.ศ...... ปัจจุบันอาย.ุ .....ปี
เปนนชาวบางมูลนาก มีพ่ี น้อง ๔ คน คือ

๑. นางจู เหมาะสมสกลุ (เสียชวี ิตแล้ว)
๒. นางเลก็

28

๓. นายชะอ้อน จันทรมณี
๔. นางแจม่ อัศวนี ารกั ษ์
นางแจม่ อัศวีนารักษ์ สมรสกบั นายศภุ ลกั ษณ์ อัศวีนารกั ษ์ ซ่ึงเปนนชาวบางมลู นากเหมือนกนั สามี
ของป้าแจ่ม ประกอบอาชีพเปนนช่างบดั กรี ทา่ รางน่้า รบั ผสมพนั ธหุ์ มู ครอบครัวสามีประกอบอาชีพขายผดั ไท
ปา้ แจม่ ซึ่งเปนน ลูกสะใภ้ ก็ต้องช่วยทา่ ผดั ไทขายดว้ ย จนรู้สตู รเก่ยี วกับผัดไทพอสมควร และประมาณ พ.ศ.
๒๕๒๐ ป้าแจม่ กท็ า่ อาชีพขายผดั ไท ขายก๋วยเต๋ยี ว ขายขนมครก แตเ่ มอื่ ขายไปเรอ่ื ยๆ ก็เหมือนกับต้องแข่งกนั
ขายผัดไทกับญาติสามีปา้ แจม่ เลยตดั สนิ ใจ เลิกขายผดั ไท แตม่ าขายก๋วยเต๋ยี วหมู และกว๋ ยจ๊ับแทน โดยมาขาย
ท่ีถนนประเทอื งถิ่น (บา้ นเลขที่ ๔๕/๒ ถ.ประเทืองถ่ิน) ทตี่ ั้งรา้ นปจั จุบนั
ผูส้ บื ทอด : ลูกสาวของป้าแจ่ม พ่นี ้อย (นางอรพิน อศั วนี ารกั ษ)์ ปจั จบุ ันอายปุ ระมาณ ๕๖ ปี
ผใู้ ห้ขอ้ มูล
นางอรพิน อัศวีนารกั ษ์ อายุ ๕๖ ปี

ตอื ฮวน
“ตือฮวนเฮียต๋ี” เปนนสูตรดั้งเดิมที่ขายมายาวนานจากรุ่นพ่อท่ีเปนนชาวจีนแต้จ๋ิว สู่รุ่นลูกรวมแล้วยาวนาน

กว่า 40 ปี ประมาณ พ.ศ. ......................
โดยนายเกี๊ยมเคียม แซ่ล้ี เปนนชาวจีนแต้จิ๋ว อพยพมาต้ังถ่ินฐานอยู่ท่ีบางมูลนาก แล้วยึดอาชีพ

ขายตือฮวน ในสมัยน้ันใช้กระบุงหาบเร่แล้วเอาเคร่ืองในหมูและผักกาดดอกใส่ป๊ีบ มีกระทะต้ังอยู่บนเตาอั้งโล่
มานงั่ วางขายไมม่ ีโตะ๊ ไม่มีเก้าอ้ีให้เหมอื นปจั จุบนั ใครจะกนิ ก็ต้องมานั่งยอง ๆ กนิ ขายแค่ชามละ 50 สตางค์

ปจั จบุ ันสูตรตือฮวนเครอ่ื งในหมู ผักกาดดองและวธิ ีเคล็ดลับการทา่ ตกมาถึงร่นุ ลูก คือ นายพรชัย
พิชิตธนาชน (เฮียต๋ี) ปัจจุบันน้ีอายุ 67 ปี เฮียตี๋ เล่าว่า เวลาตี 2 หรือ ตี3 จะไปซื้อเคร่ืองส่าหรับท่าตือฮวน ซึ่ง
ประกอบด้วย ไส้หมู ปอดหมู เลือดหมู แบบใหม่สดจากเขียงหมูเกือบวันละ 10 กิโลกรัม มาท่าความสะอาด
แล้วต้งั ไฟเคีย่ วจน เครอ่ื งใน ยุ่ย นุ่ม ไมเ่ หนียว ใส่เครื่องปรุงรสตามสตู รท่ีเตย่ี สอนและใกล้เทยี่ งจะหาบมาขาย

ปัจจุบันวางขายอยู่บนรถเข็นแล้ว ในราคาชามละ 30 บาท มีลูกค้าทั้งขาประจ่าและขาจรมาอุดหนุน
ทงั้ น่งั กินท่รี า้ นและซื้อใส่ถุงกลับบา้ นจะขายหมดเกล้ยี งทุกวนั โดยจะขายตั้งแตช่ ว่ งเวลา 11.00 น. – 15.00 น.
ของทุกวันและหยดุ วนั พระ
ผู้ใหข้ อ้ มลู

นายพรชยั พิชติ ธนาชน (เฮียต๋)ี

29

ไอศกรีมตาปอย
เริ่มกจิ การโดย นายสวาท จันทรศ์ รวี งศ์ ปัจจบุ ันเสยี ชีวิตแล้ว เมอื่ วนั ท่ี 14 กุมภาพนั ธ์ 2548 รวม

อายไุ ด้ 78 ปี
ผสู้ ืบทอด คือ นางสาวกมลทิพย์ จนั ทรศ์ รวี งศ์( บตุ รสาว) นางน่า้ ทิพย์ สีสวุ รรณ์ (บุตรสาว ) และ นาย
สมชาย สีสุวรรณ์ ( บุตรเขย)
ประวตั ิพอสังเขป

ไอศครมี ปอยเรมิ่ จ่าหนา่ ยครั้งแรกในปี พ.ศ. 2503 โดยนายสวาท ได้ไปเรียนมาจากเพื่อนที่จงั หวดั
นครสวรรค์ และน่าสูตรมาปรับปรุงเพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกปากคนบางมลู นาก แม้วา่ จะมีการปรับปรงุ แตร่ สชาติ
บางส่วนก็ยังคงไวซ้ งึ่ เอกลกั ษณ์ของตน้ ต่าหรับด้วย

การรเิ รม่ิ กจิ การนัน้ ไมพ่ บอุปสรรคใด เน่ืองจากมีท่าเลทต่ี ้งั ท่ีเหมาะสม ผผู้ ลติ สามารถผลิตไอศครีมได้
ตรงตามสูตรท่ีปรับปรงุ โดยครัง้ แรกเริม่ ขายชว่ งกลางวนั ทีโ่ รงเรยี นบางมลู นากภมู ิวิทยาคมและบรเิ วณตลาดสด
บางมลู นากตอนเยน็ ในราคาถ้วยละ 50 สตางค์ถึง 1 บาท และราคากโิ ลกรัมละ 25 บาท

ปัจจบุ ันไอศครมี ปอยเปดิ ใหบ้ รกิ ารเปนน ระยะเวลา 60 ปี ผลิตและจ่าหนา่ ยโดยผ้สู บื ทอดทั้งสามทา่ น
ราคาการขายอยู่ท่ถี ้วยละ 20 บาท และราคาสง่ อยู่ท่ีกิโลกรัมละ 100 บาท
ผ้ใู ห้ข้อมูล

นางนา่้ ทพิ ย์ สีสวุ รรณ์
นายสมชาย สสี ุวรรณ์
นางสาวกมลทิพย์ จนั ทรศ์ รวี งศ์

ส้มล้ิม
เดิมมีการท่าสม้ แผ่น ต้ังแต่ปพี .ศ. 2495 โดยแมส่ ามขี องนางวิเชยี ร มศี ร เปนน ผู้คนริเริ่ม และคิดสูตร

เอง โดยเดมิ เรยี กส้มล้ิม ขายใหก้ บั นักเรยี นหน้าโรงเรียน โดยรูปแบบการทา่ ครง้ั แรก ท่าใส่โหลขายแผ่นละสลงึ
โดยท่าใสถ่ าดและตดั เปนน แผน่ เลก็ ๆ เปนน ของกินเล่น ตอนแรกเร่ิมเลยใช้ใบตองรองในการท่า และมีการลองน่า
ใบทองมาท่า โดยเกบ็ ใบทองจากท้องถิ่นที่มีตามทงุ่ นา หรือหลงั บา้ นบา้ ง การใชใ้ บทองท่าให้มีลวดลายสวย
และมกี ล่ินหอม เปนน ทน่ี ยิ ม ปัจจุบันรบั ซอื้ ใบทอง การทา่ สม้ แผ่นปจั จุบนั ทา่ ในชว่ งเดอื นมีนาคม ถึงประมาณ
เดอื นกรกฏาคม ซึ่งเปนนช่วงท่ีมีมะม่วงมาก มะมว่ งทีน่ า่ มาใช้ท่าส้มแผ่นเปนน มะมว่ งพิมเสน มสี ีสวยและมรี ส
หวานอมเปร้ยี ว อร่อย สมัยก่อนจะใชม้ ะม่วงในทอ้ งถ่นิ แถวบ้านแต่เม่ือมีการก่อสร้างมากข้นึ ตน้ มะม่วงใน
ท้องถิ่นกถ็ ูโคน่ ไปหมด ปจั จบุ ันจะรบั ซอ้ื จากชาวสวนที่จังหวัดพิษณุโลก วัตถุดบิ ที่ใช้ท่าส้มแผน่ จะมีมะมว่ ง เปนน
หลัก และเกลือ น่้าตาลเท่าน้ัน อปุ กรณ์ที่ใช้ทา่ เครอื่ งกวน และตะแกรงทีใ่ ช้ตากเรยี นกระแตะ สม้ แผน่ ปา้ มด
ยังคงใช้การทา่ แบบเดิมคือการใชม้ ือยมี ะม่วงอย่จู นถึงปจั จุบนั ไมไ่ ด้ใช้เครอื่ งป่ันเนอ้ื มะม่วง ข้ันตอนการท่า 1.

30

น่ามะม่วงดบิ ใส่เข่งและน่ามาบม่ แกส๊ 5-6 คนื 2.นา่ มะม่วงสุกมาท่าความสะอาดอยา่ งดี น่ามายี และกรอง 3.
น่าเน้ือมะมว่ งท่ีกรองเรียบรอ้ ยแล้วมากวน โดยมีเครือ่ งกวนให้เหนยี วปรงุ รส ใส่นา้่ ตาล เกลือ พอหมดฟองก็
ปลงลง นา่ มาผึ่งใหเ้ ย็น 4.เช้าน่ามะมว่ งทผี่ ง่ึ เย็นแล้วมาไล้กับใบทอง นา่ ออกตาก ประมาณ 1 วันครึ่ง เกบ็ ได้
รายได้ต่อปปี ระมาณหลักแสน ซง่ึ เปนน อาชีพหลักและสร้างรายได้ใหก้ ับคนในชมุ ชน
ผใู้ ห้ขอ้ มูล

นางวเิ ชยี ร มีศร

ไอศกรมี เจ๊พร
เร่ิมกิจการขายมาตั้งแตส่ มัยยายทวดของนางพจนีย์ พันธเุ์ ทศ ยาวนานมากวา่ 90 ปี เข็นขายบรเิ วณ

ทา่ รถโพทะเลเก่าไปรอบเทศบาลบางมูลนาก หลักฐานท่ีพบรปู ถา่ ย และค่าบอกเลา่ ของคนบริเวณใกลเ้ คียง
ผลิตภัณฑ์ ไอศกรีมผลติ ขน้ึ เองภายในครวั เรือน (hand made) ผลติ จากมะพร้าว คนั้ เอากะทสิ ดมา

ปัน่ เอกลกั ษณ์เฉพาะใสล่ อดช่องและเน้ือไอศครมี จะหยาบกวา่ ทอ่ี ่ืนที่มรี สชาติเปนนเอกลักษณ์ และทส่ี ่าคัญใช้
มือปั่นเอง เปนน ภูมปิ ัญญาชาวบา้ นทส่ี บื ทอดมานานโดยใช้กรรมวิธีการผลติ ดว้ ยมอื คดั สรรผลติ ภัณฑจ์ าก
ทอ้ งถิ่น ทา่ ขึน้ ใหมส่ ดทุกวันเรม่ิ ทา่ ตงั้ แต่ตี 4 และรบั ท่าตามรายการ ส่วนยายพจน์ยังคงเข็นรถไอศกรีมรอบ
บริเวณตลาดจนถงึ หน้าโรงเรียนบางมูลมลู นาก (ราษฏร์อุทิศ)
ผใู้ หข้ อ้ มลู

นางพจนยี ์ พันธ์เุ ทศ

ผัดไทยเจพ๊ ร ตาหนา่
ถ้าพูดถึงอาหารการกินก๋วยเตี๋ยว สิ่งเดียวท่ีคนบางมูลนากยังนึกถึงความหอม อร่อย รสมือคงที่ไม่

เปล่ียนแปลง นั้นคือ ผัดไทยนายหน่า ซ่ึงแท้จริงแล้วภรรยาเปนนคนผัดและปรุงรส ส่วนนายหน่า
(นาย..................................) อายุ ...... ปี เปนน คนห่อ ซึ่งมีประวัติความเปนน มาดังน้ี

นางอัมพร อัศวีนารักษ์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2484 ปัจจุบัน อายุ 78 ปี โดยมีพ่ีน้องของป้าท่ีขายก๋วยเตยี๋ ว
แต่ละประเภทแตกต่างกันออกไป ซึ่งได้ต่าราการท่ามาจากพ่ีสาว(ป้าแจ่มก๋วยจ๊ับ) โดยเร่ิมผัดไทตั้งแต่อายุ 30
ปี ซ่ึงปัจจุบันไม่มีผู้สืบทอด เพราะกรรมวิธีในการท่าค่อนข้างยาก โดยมีเคล็ดลับความอร่อย ที่ รสเค็ม เปร้ียว
หวาน ผัดต้องแห้ง เส้นก๋วยเตี๋ยวก่อนผัดจะแช่น่้าก่อน เดิมขายตอนเย็น – ค่า แต่ปัจจุบันจะเปิดขายเวลา
10.00 – 15.00 น. โดยใชเ้ สน้ วันละประมาณ 10 กิโลกรัม

สูตร
จะใช้น่้าตาลปบี้ โดยใชไ้ ฟถ่านเพราะไฟแรงกวา่ แก๊สโดยประยุกตใ์ ช้พัดลมเป่าให้ไฟแรงสม่าเสมอ ใช้
เส้นก๋วยเต๋ียว จากร้านเจ้แดง เพราะมีรสชาติอร่อย ไม่เหนียวมาก ถั่วฝักยาวต้องใช้เส้นกลางๆ ไม่อ่อน ไม่แก่

31

จะได้ไม่เละไม่ใส่ผงชูรส ใส่พริกป่นกองไว้ด้านข้างห่อ ประมาณ 1 ช้อนชา มะนาว 1 ซีก บางฤดูจะใช้มะม่วง
เปร้ยี วแทนมะนาวขูดเปนนเส้น ซ่ึงสตู รการท่าผัดไทยนั้นไม่หว่ ง สามารถมายนื ดไู ดเ้ ลยแตไ่ มม่ ีใครมาเรยี น

ส่วนประกอบ
1. เสน้ กว๋ ยเตี๋ยว
2. ถวั่ ลิสงควั่ ป่น
3. ถว่ั ฝักยาว
4. น้่าตาลปบ๊ี
5. น่า้ มะขาม
6. น้่าปลา
7. ถ่วั งอก
8. ไขเ่ ปดน
9. มะนาว
10. ผักชีฝร่ังโรยหน้า(ผักชีใบเลอ่ื ย)
ผู้ให้ขอ้ มลู
นางอมั พร อศั วนี ารักษ์

โจ๊กยายเจือ

นายเฮยี งขวัญ แซห่ ง่ัน (สามียายเจอื ) เปนน คนกรงุ เทพฯ ประกอบอาชีพคา้ ขาย (เปนนเจ้าของ
รา้ นอาหาร) แต่ญาตทิ ีเ่ ปนน เจา้ ของโรงสีธญั ญผลได้ชกั ชวนมาท่างานเปนน เสมยี นทโ่ี รงสี ซง่ึ ในขณะนั้น นางสวุ ิมล
แซห่ งั่น (ยายเจอื ) ก็ท่างานเปนนลกู จ้างอยู่ที่นั่นเชน่ กัน ตอ่ มาตาเฮียงขวัญ กับยายเจือ เบื่อการเปนน ลูกจ้างเขา
อยากเปนน นายตัวเองบา้ ง จงึ ลาออก แลว้ พากันมาเปดิ ร้านขายอาหาร ตอนแรกจะเปิดร้านขากว๋ ยเตย๋ี วราดหน้า
แตต่ ามองการณ์ไกลกว่า ตลาดบางมลู นากมรี า้ นโจ๊กขายอยู่เพียงร้านเดยี ว จึงตัดสนิ ใจเปิดร้านขายโจก๊ โดยตา
เปนน คนคดิ สูตรการทา่ โจก๊ สตู รการหมักหมูเอง ร้านโจก๊ เปิดท่าการขายคร้งั แรกในวนั เข้าพรรษา เดือน
กรกฎาคม ๒๕๓๐ ขายจนถึงปัจจุบัน และขายต่อไปแนน่ อนไม่สูญหาย ใหล้ กู หลาน สบื ทอดต่อไป
ซง่ึ นางสุวมิ ล แซ่หงัน่ อายุ........ป.ี เร่มิ ขายโจ๊กตอนอายุประมาณ.......ปี

เคลด็ ลบั ในการท่า ขา้ วท่ีใชใ้ นการทา่ โจก๊ เปนน ขา้ วหอมมะลจิ ากภาคอสี าน โดยรา้ นต๋จี ักรพงษเ์ ปนน คนสั่ง
ข้าวมาให้ ขา้ วทีน่ า่ มาทา่ โจ๊กน้นั ตอ้ งใช้ไฟแรงกวนตลอดเวลา ๓ ชว่ั โมง เพ่อื ให้ขา้ วอิม่ ตัว ไมค่ นื ตวั ง่าย
ผู้ให้ข้อมลู

นางสวุ มิ ล แซ่หงนั่

32

ขนมจบี บางมลู นาก(หนา้ สถานีรถไฟ)
เร่ิมทา่ ขายตั้งแตร่ ุ่นบดิ า ปี พ.ศ.2515 ไดส้ ตู รมาจากญาตทิ ี่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซ้ือมาใน

ราคา 2,000 บาท บดิ า ชอ่ื นายเฮงซ้ง แซ่อ้งึ มารดา ช่ือ นางเง็กเซยี ม แซ่ตง้ั เสยี ชีวติ แล้ว
ปจั จุบนั นางสาววเิ ชยี ร ภมู ิไพบลู ยว์ งศ์ อายุ 63 ปี ได้สืบทอดท่าขาย ส่งและปลกี มีขนมจีบขายราคา

ถุงละ 20 บาท ซาลาเปามีไส้เค็มและหวาน ราคา ลกู ละ 12 บาท เวลาในการขาย 05.00 – 17.00 น
ทุกวนั

มีการขยายเปนน 3 สาขา
1. หน้าสถานีรถไฟ
2. หน้ารา้ นเมง้ ฟารม์ าร์ซี
3. หนา้ โรงเรยี นบางมูลนากภมู ิวทิ ยาคม
ผู้ให้ข้อมลู

นางวเิ ชยี ร ภมู ิไพบูลยว์ งศ์

จุดนัดพบ...เมอ่ื วนั วาน

ทา่ เรอื
ทา่ เรอื ส่าคัญในสมยั กอ่ นมีท่าเรือส่าคญั อยู่ 3 ทา่ ดังนี้
ท่าเรือธรรมโชติ(ท่าเรือเหนือ)

เปนน ทา่ เรือใหญ่ เรยี กวา่ ทา่ เรือปา้ ซนุ้ ซ่งึ เปนน ภรรยาของขุนธรรมโชติ โดยใหน้ ายเล็กหลานชาย เปนน คน
เก็บคา่ ท่าเรอื สินค้าจะมีเรอื เมล์แดง 1 ช้นั และเมลเ์ ขยี วมี 2 ช้นั โดยจะรบั สง่ ผูค้ นและสินค้าตา่ งๆจากตะพาน
หนิ ลงสูน่ ครสวรรค์โดยเดนิ ทางวันละ 1 เทยี่ วซง่ึ ตง้ั อยบู่ ริเวณทางเข้าวัดบางมลู นากดา้ นใต้ในปัจจุบันและยงั มี
เรือข้ามฝงั่ เรอื จ้างชื่อว่านางฝ้ายนายปุ่น บางคร้ังเรียกว่าท่าวัดบางมูลนาก
ท่าเรอื ตลาดสด(ทา่ เรือข้ามฝาก)

เปนน ท่าเรอื ที่เชื่อมตรงตลาดจากฝง่ั ตรงขา้ มของบา้ นครดู สุ ิต ศิลปคุณที่เปนนท่ารถและข้ามแมน่ ่า้ มาขึ้น
ท่ีรา้ นในแห้ง บรเิ วณตลาดสดซงึ่ มที า่ เรืออยู่ 2 ท่าโดยท่าเรือนายชนั้ อย่ดู ้านใตฝ้ ง่ั ตะวนั ตก ส่วนท่าเรอื ครดู สุ ิต
จะอยฝู่ ั่งตะวนั ตกจะอยู่ด้านเหนอื แต่มาข้ึนที่ท่าเดยี วกนั คือท่าเรือตลาดสด
ท่าเรือสินคา้ เอกชนทา่ เรอื ใต)้

เปนน ท่าเรอื ทค่ี อยรับส่งสนิ ค้า ทีม่ าจากใต้จากนครสวรรค์ซงึ่ เรอื จะเปนนเรือโยงหลายล่าจึงตอ้ งจอดฝั่งใต้
เพราะพนื้ ทีย่ าวและอยู่ติดตลาดสดด้านใต้อยู่บรเิ วณหลังตลาดสดเจา้ ของท่าเรอื คอื ...............
ผใู้ หข้ อ้ มูล

นายจีระ กา้ วสมบัติ

33

ท่ารถ
ทา่ รถสา่ คญั ในสมยั ก่อนมีท่าเรือส่าคัญอยู่ 2 ท่าดงั นี้

1.ท่ารถครดู สุ ติ เปนน ท่ารถท่ีรับส่งสินค้าจากฝ่งั ตะวันตก โดยเฉพาะ ในเขตอา่ เภอโพทะเลทุกต่าบลจะมี
รถรับสง่ ว่งิ เขา้ มาจะอยู่ทท่ี า่ รถครูดุสิต เพราะสมัยก่อนยงั ไมม่ ีสะพาน ข้ามแม่นา้่ รถทุกคันจะมารวมกันทที่ ่ารถ
ครดู สุ ิต โดยจะว่ิงตรงไปทางหลังป่าช้าดา้ นทศิ ตะวนั ตกของวดั บางมูลนากบริเวณบา้ นของครูดสุ ติ ศิลปคุณ จึง
เรียกวา่ ท่ารถครูดุสิตซึ่งรถทกุ คันท่ีมาจอดทีน่ ่ี นา่ ความเจริญของความหลากหลายของการ ขายสินค้าต่างๆไม่
วา่ สนิ คา้ อุปโภคบรโิ ภคและข้ามฝ่ังเรือจา้ งโดยจะมาขน้ึ ทา่ ท่ีบริเวณบ้านนายแหง้ ซึง่ ตรงกับตลาดสด ภายหลัง
จากที่มีการสรา้ งสะพานข้ามแม่น่้าเสรจ็ ประมาณปี (..........)เรม่ิ มีการท่าถนนสอู่ ่าเภอโพทะเลและท่ารถจากครู
ดสุ ติ จงึ ยา้ ยมาอยู่ทหี่ นา้ ร้านชวนเสรโี อสถหรอื หมอโขง่ จึงเรียกวา่ ท่ารถโพทะเลซ่ึงเปนนที่ของนายเปลอื ง บุญเดช
อดีตนายอา่ เภอบางมูลนาก

2.ทา่ รถส่านกั ขุนเณรโดยในอดตี ทา่ รถสายตะวันออกจะจอดเรียงขนานตามทางรถไฟซึง่ อย่ใู นพน้ื ท่รี าบ
และซ่ึงภายหลังฝนตกน้่าทว่ มไมส่ ะดวกถงึ ฤดนู ่้าหลากก็ท่วมทา่ รถ จงึ ย้ายท่ารถไปอยดู่ ้านบนโดยในสมัยน้นั
ความเจริญของอ่าเภอบางมลู นาก เกิดจากนายอ่าเภอนายเยียน โพธิสวุ รรณได้ด่ารคิ ิดจะสรา้ งถนนลูกรังสาย
ตะวนั ออกเพ่ือนน่าสนิ ค้าเข้ามาสง่ ในเขตอ่าเภอบางมูลนาก จึงขอบรจิ าคเรย่ี ไรเงนิ จากชาวบ้านในการรว่ มกนั
สร้างถนนลูกรังเพอ่ื เชื่อมต่อสายตะวนั ออกประมาณปี พ.ศ. ...... เกิดความเจรญิ ขนสง่ สนิ ค้าพืชโดยเฉพาะ
ข้าวเปลือกน่ามาสู่ตลาดบางมูลนาก ปจั จบุ ันทา่ รถปดิ ทา่ การไปแลว้
ผใู้ ห้ข้อมูล

นายสรุ ศักด์ิ แสงมณี

สถานรี ถไฟบางมลู นาก
เมือ่ ประมาณ 100 กวา่ ปีท่ีผา่ นมา เวลาทค่ี นบางมูลนากจะออกเดินทางไปท่าการคา้ กับคน

กรงุ เทพนนั้ สามารถเดนิ ทางไดท้ างเดียวคือ การล่องเรอื ไปตามแมน่ า้่ นา่ น ซ่ึงต้องใชเ้ วลาเดนิ ทางนาน
เปนนเดอื น การล่องเรือในครงั้ นน้ั นิยมใชเ้ รอื หางแมงปอ่ งลอ่ งไปตามลา่ น้า่ จา่ นวนหลายล่า เพราะบาง
ช่วงจะเปนน แก่งหินจึงต้องใช้คนจ่านวนมากมาชว่ ยลาก

จนกระทั่ง ทางราชการได้เริม่ ลงมือสา่ รวจเพื่อสร้างทางรถไฟสายเหนือขน้ึ โดยมวี ิศวกรชาว
เยอรมนั ช่อื มสิ เตอร์ อ.ี ไอเซ็นโฮเฟอร์ ซึ่งเข้ามารับราชการในกรมรถไฟหลวงเมื่อปลายรชั กาลที่ 5

การสรา้ งทางรถไฟสายเหนือจากสถานปี ากน้่าโพถึงสถานีพิษณุโลก สายนีม้ รี ะยะยาว 138
กิโลมิเตอร์ ได้ลงมอื ทา่ การเม่ือ เดอื นมกราคม รตั นโกสนิ ทรศก 121 สายนี้ออกจากปากนา่้ โพ ตรงไป

34

ทางทศิ เหนือ ซึ่งนบั วา่ เปนนอันสา่ เร็จบริบูรณ์ได้อกี ตอนหนึ่ง แหง่ ทางสายใหญ่จากกรุงเทพถงึ เมือง
เชียงใหม่

สถานีบางมลู นาค อาคารสถานหี ลังแรกเปนน อาคารไมช้ ้นั เดียว(อยู่บรเิ วณดา้ นเหนือของสถานี
รถไฟในปัจจุบนั )เปิดทา่ การพร้อมกับการเปิดเดนิ รถไฟหลวงสายเหนือจากสถานปี ากน่้าโพถงึ สถานี
พษิ ณโุ ลก(ระยะทาง 139 กิโลเมตร) โดยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลท่ี 5 ทรง
ประกอบพิธเี ปดิ ด้วยการทรงปล่อยขบวนรถพิเศษจากสถานกี รงุ เทพถึงสถานีพิษณุโลก เมือ่ วันท่ี 24
มกราคม 2450 พรอ้ มกับพธิ เี ปิดเดินรถไฟสายแปดรวิ้ ต่อมาเม่ืออาคารสถานีเดมิ ทรุดโทรมลง การ
รถไฟฯได้ท่าการก่อสรา้ งอาคารสถานีคอนกรตี ข้ึนแทน เปิดใช้งานเมือ่ วนั ท่ี 03 ตลุ าคม 2513

พธิ ีเปิดอาคารสถานีบางมูลนาก เมอ่ื วันที่ 03 ตลุ าคม 2513 โดยมนี ายอ่าเภอบางมูลนากเปนน
ประธานในพิธี พร้อมดว้ ยหวั หน้ากองจดั การเดินรถเขต 3 รวมทัง้ มี ครฟ.และพ่อค้าประชาชนชาวบาง
มูลนากเข้าร่วมพธิ ดี ว้ ย สา่ หรบั อาคารหลังน้ีสรา้ งแทนอาคารไมห้ ลงั เดิมทเี่ ปดิ ใช้มาต้ังแตเ่ ปดิ เดนิ รถไฟ
สายเหนือถึงสถานีพิษณโุ ลกในสมยั รชั กาลท่ี 5
ผใู้ ห้ข้อมูล
๑. จดหมายเหตุ เรือ่ งเปิดรถไฟสายตะวนั ออกและสายเหนือ และเสด็จพระราชดา่ เนนิ ประพาสเมือง
ฉะเชิงเทรา
๒. เพจโรงเรยี นวิศวกรรมรถไฟ

โรงภาพยนตรป์ ระพนั ธ์พัฒนา
โดยเบอ้ื งตน้ มีการประชมุ กรรมการสุขาภบิ าลท้องท่บี างมลู นาก ประจา่ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.

๒๔๗๗ เห็นวา่ รายได้ของสุขาภบิ าลมีอยจู่ ่ากดั ควรที่จะหารายได้เพ่ิมขึน้ และเห็นวา่ ตลาดสดของ
สุขาภิบาลยงั วา่ งเปลา่ ไม่มีผู้ใดเช่า จงึ เห็นควรเปล่ยี นแปลงเปนน โรงมหรสพให้เช่าเพื่อเกบ็ เงนิ ค่าเช่า
ดีกว่าปลอ่ ยท่วี ่างไว้ และสขุ าภบิ าลมเี งินเหลือพอท่ีจะสร้าง จึงตกลงใหน้ า่ เงิน ๔,๐๐๐ บาทมาทา่ การ
ก่อสรา้ งโรงมหรสพ และจากรายงานการประชุมคณะกรรมการสุขาภบิ าลท้องท่ีบางมลู นาก
ประจา่ เดอื นกันยายน พ.ศ.๒๔๗๗ ได้แจ้งว่าเรื่องการสรา้ งโรงมหรสพ ได้ขออนุญาตต่อกระทรวง
มหาดไทยแลว้ และได้ข้ีแจงปลดั กระทรวงมหาดไทยไปว่า

๑. ความนิยมในการมหรสพของราษฎรทองทีบ่ างมูลนาก สังเกตไดจ้ ากราษฎรทมี่ าดูมหรสพ
แลว้ เหน็ วา่ มีความนยิ มเปนน ส่วนมาก

๒. จา่ นวนโรงมหรสพในทอ้ งท่มี ีอยู่ ๑ โรงเปนนโรงท่เี ก่าเพราะสร้างมานานแล้วและเพง่ิ
ดดั แปลงแก้ไขใหมเ่ มื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ แตก่ ็เปนนโรงมหรสพทีไ่ มใ่ ครถ่ ูกสขุ ลักษณะและไม่คอ่ ยปลอดภัย
นกั

35

๓. รายไดข้ องโรงมหรสพที่มีอยู่เวลาน้ี ถ้าใหเ้ ฉพาะตัวโรงปีหน่งึ คา่ เช่าประมาณ ๗๒๐บาท ถ้า
ให้เช่ารายวันค่าเช่าวนั ละ ๑๐ บาท ถึง ๑๕ บาทนอกจากนี้จะมรี ายไดพ้ ิเศษจากค่าจา่ หน่ายกระแส
ไฟฟา้ ซึง่ จะมีการสรา้ งโรงไฟฟ้าในอีกหนึ่งปีขา้ งหน้า ประมาณ ๒,๐๐๐ บาท และจากค่าขายของหน้า
โรงมหรสพอีกปลี ะประมาณ ๓๖๐ บาท ในท่สี ดุ โรงมหรสพก็ไดเ้ ปดิ ใช้ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ซ่ึงสขุ าภิบาล
ท้องที่บางมลู นากไดย้ กฐานะขึน้ เปนนเทศบาลบางมูลนากแล้ว และต้งั ชือ่ วา่ "โรภาพยนตรป์ ระพันธ์
พฒั นา" เพอ่ื เปนนเกยี รติแก่นายประพันธ์ ประพันธศ์ ริ ิ นายอ่าเภอในขณะนัน้ ซ่ึงทา่ หนา้ ที่ประธาน
กรรมการสุขาภบิ าลท้องท่บี างมูลนากอีกต่าแหน่งหน่งึ และแตโ่ ชคดที ี่เหตกุ ารณเ์ พลงิ ไหม้ตลาดบามูล
นาก ในปพี .ศ. ๒๔๙๒ โรงภาพยนตร์ประพนั ธพ์ ฒั นาไม่ถูกเพลิงไหม้ไปด้วย ซ่ึงตอ่ มาเทศบาลเมือง
บางมูลนากมีความประสงคจ์ ะใช้พื้นท่ีบริเวณโรงภาพยนตร์"ประพนั ธพ์ ัฒนา" มาทา่ เปนนตลาดสดทศ
บาล โรงภาพยนตร์จงึ ถกู รื้อถอนไปและสรา้ งเปนนตลาดสดเทศบาลเมืองบางมูลนากจนกระทง่ั ปัจจบุ นั
ภายหลงั โรงภาพยนตร์ประพันธพ์ ัฒนาถูกร้ือถอนไป กม็ ีการสร้างโรงภาพยนตร์แหง่ ใหม่บนพ้นื ที่
โรงเรยี นบางมลู นากวิทยาลยั (บ.ว.) ซง่ึ ได้เลกิ กิจการไป โดยโรงภาพยนตรแ์ ห่งใหม่ไดก้ ่อสร้างในปพี .ศ.
๒๕๒๐ และเปดิ ใหบ้ รกิ ารในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ในชือ่ ว่า โรงภาพยนตร์ฉัตรชัย (ปจั จุบนั คอื ร้านบางมลู
นากเฟอร์นิเจอร์)
ผใู้ ห้ขอ้ มลู
(อ้างองิ : ผรู้ วบรวมนายอภิสิทธ์ิ ประวัตเิ มอื ง)

ร้านค้า/ธุรกิจ

รา้ นขายยาหมอโข่ง/ร้านชวนเสรีโอสถ
นายโข่งไม่ได้เรียนจบหมอ แต่มีอาชีพขายยา สมัยก่อนชาวบ้านเรียกคนขายยาว่า “หมอ” ดังน้ัน

ชาวบ้านจงึ เรยี กนายโขง่ ว่า “หมอโข่ง”
หมอโข่ง มีชื่อ - สกุลจริงว่า นายอุทร เวชยากิจ มีบิดาและมารดาเปนนชาวจีน ที่มาตั้งรกรากอยู่ที่

จังหวัดอุทัยธานี โดยบิดาของหมอโข่งได้เดินทางมาประเทศไทยก่อน แล้วยึดอาชีพจับหมูส่งโรงฆ่าหมู แล้ว
ต่อมาก็เล้ียงหมูขายเองจนมีฐานะที่มั่นคงขึ้น ก็เดินทางไปรับ(ภรรยาของหมอโข่ง)มาจากประเทศจีน มาร่วม
ประกอบอาชีพและสร้างครอบครัว

หมอโข่ง เกดิ ท่จี ังหวดั อทุ ัยธานี ช่วยงานบดิ ามารดาจนอายุได้ 14 - 15 ปี กไ็ ดม้ าทา่ งานเปนน ลกู จ้างร้าน
ขายยาที่บางมูลนาก (ปัจจุบันคือ ร้านชวนเสรีโอสถ) ด้วยความขยันขันแข็ง ต่อมาเจ้าของร้านขายยาต้องการ
จะไปบวชเปนนพระจนี ทจ่ี ังหวัดสระบรุ ี จึงเซ๊งรา้ นต่อให้หมอโข่ง เปนนเงนิ จา่ นวน 5,000 บาท จากประสบการณ์
ท่ีสะสมมาจากการขายยา ท่าให้หมอโข่งได้ท่ายาลม ยากษัยเอง และได้ท่าการจดทะเบียนต่ารับในช่ือ “ตรา
สมอบิน”

36

นอกจากหมอโข่ง จะขายยาที่ร้านขายยาแล้ว หมอโข่งยังใช้วิธีการขับเรือยนต์ขายยาโดยขับเรือเลาะ
แม่น่้าน่านไปสู่แม่น่้ายมตามเส้นทางบางมูลนาก ชุมแสง เกยไชย วังแดง บางคลาน โพทะเล บางลาย แล้ว
ยอ้ นกลบั ตามเส้นทางเดนิ กลับบางมลู นากโดยมืดทไี่ หน โดยอาศยั นอนตามวดั แถวน้นั

เดิมร้านขายยาของหมอโข่งช่ือ เซียงอันตึ้ง (ร้านนายโข่ง) แต่ต่อมาก็ท่าการเปลี่ยนชื่อเปนน ช้วนแซ้หลี
เพราะหมอโขง่ เดมิ แซช่ ว้ น ชาวบา้ นเรียกช่อื รา้ นต่อ ๆ กนั จนเพี้ยนเปนน ชวนเสรี จนถึงปจั จุบัน
ผใู้ หข้ อ้ มูล

-

โรงสีข้าว
มีเรื่องเล่ากันว่าสมยั ก่อนมีการอพยพของคนจีนเข้ามาในประเทศไทย ซึง่ เข้ามานไทยน่งั รถไฟผา่ นบาง

มูลนากเห็นปล่องโรงสีสองข้างทาง จึงตัดสินใจลงท่ีบางมูลนากเพราะเขารู้ว่าเขามีโอกาสท่ีจะมีงานท่าแน่นอน
เน่ืองจากสภาพภูมิประเทศของอ่าเภอบางมูลนาก ในสมัยก่อนพ้ืนที่ส่วนใหญ่เปนนท่ีราบลุ่มมีน่้าท่วมผ่านทุกปี
ในช่วงเดือนสิงหาคมถงึ พฤศจิกายน สว่ นใหญ่ประชากรกจ็ ะมีอาชีพหลักคือการท่านาขา้ วนาปี ซง่ึ ในสมัยก่อนท่ี
เคยมีคนเรยี กติดปากว่า “บา้ นดอน” กค็ ือพน้ื ทีเ่ ปนนนาลุ่มนาดอน นาลุ่มคือบริเวณทที่ ่านาทีอ่ ยู่เรียบแมน่ ้่าน่าน
สว่ นนาดอนคือเลยข้นึ ไปทางทิศตะวันออกของตัวอ่าเภอ แตอ่ ย่างไรก็ดเี มื่อถึงฤดนู ้่าหลากกย็ ังมนี ้่าทว่ มถงึ แต่ไม่
ลึกมาก(ก่าเนิดการกินข้าวเรือ) ประกอบกับแทบพื้นที่นาดอนยังมีคลองธรรมชาติไหลผ่านพ้ืนทชี่ ่วยในเรื่องการ
ท่านาได้อีก เชน่ คลองบุษบงเหนือ คลองบุษบงใต้ ซึ่งไหลมาจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ คลองสินเธาว์ (วงั นา่้ เต้า)
คลองบางไผ่ คลองห้วยคต พันธ์ข้าวหนัก(นาปีอายุ 130 วันข้ีนไป) ที่นิยมใช้ในบางมูลนากได้แก่ ขาวตาแห้ง
ข้าวเจก๊ เชย ขาวกอเดียว เคยมีคนค้าขา้ วเล่ากันต่อๆกันมาว่าสมัยก่อนขา้ วที่ดีท่ีสดุ ของประเทศไทยต้องมาจาก
บางมูลนาก โดยฉพาะแถวต่าบลห้วยพุก (ปัจจุบันอยู่เขตอ่าเภอดงเจริญ)ด้วยเหตุนี้จึงเกิดมีโรงสีข้าวเกิดข้ึน
หลายพื้นที่ ซึ่งในอ่าเภอบางมูลนาก สันนิษฐานว่าเกิดประมาณ ปี พ.ศ. 2480- 2490 ซ่ึงจะต้ังอยู่ตลอดริมน้่า
นา่ นดา้ นใตต้ ลาดลงไป โดยใช้ระบบเครื่องจกั รไอน่้า มี 3 โรงดังน้ี

1. โรงสีไฟเหนือต้งั อยู่บรเิ วณ........... ชื่อ หงว่ นหมงเฮง เจ้าของคอื ..............................................
2.โรงสไี ฟกลาง ตง้ั อย่บู รเิ วณ........... ชือ่ .......................เจ้าของ คอื เสี่ยโบย้ (...........................)
3.โรงสใี ต้ ต้งั อยูบ่ รเิ วณ........... ชอ่ื ........................เจ้าของ คือโกเหมีย่ น(..........................)
ซ่ึงโรงสีจะต้ังอยู่ใกลแ้ ม่น้่าเพราะต้องมีแหลง่ นา่้ ในการต้มท่าให้เกิดไอน้่า เชื้อเพลิงท่ีใช้ เปนนแกลบ ฟืน
และถ่านหินและต่อมาก็ใชเ้ ครอ่ื งจักรท่ีใชน้ ้า่ มนั และไฟฟา้
โดยจะท่าการรับซื้อข้าวเปลือกผลิตเปนนข้าวสารหรือส่งข้าวเปลือกไปทางเรือไปขึ้นท่ีอ่าเภอท่าเรือ
จ.อยุธยา ท่าให้ช่ือเสียงของอ่าเภอบางมูลนากเปนนท่ีรู้จักในนามของผู้ซื้อข้าว และระยะหลังต่อมาเมื่อมีการ

37

สร้างสะพานข้ามแม่น่้าน่าน มีการตัดถนนผ่านเข้านครสวรรค์เชื่อมไปท่ีกรุงเทพ จึงมีโรงสีเกิดข้ึนอีกมากมาย
และในท่สี ุดการคา้ ขายทางน่้าก็ซบเซาเปนน ทางบกและรถไฟแทน
ผู้ให้ขอ้ มูล

-

โรงแรมฮะเฮงหลี
นายเฮง แซห่ ลิม เปนนคนจีนโดยก่าเนิดไดเ้ ขา้ มาอยูใ่ นเมอื งไทย โดยมาทางเรอื ต้ังแต่อายุ 13 ปี ได้มา

อาศัยอยู่กบั ข้าหลวงเยอื น เปนนลูกจา้ ง ในขณะเดยี วกันก็ไปรบั จา้ งท่างานในบ้าน หลงั จากนนั้ ไดแ้ ตง่ งานกับนาง
เฮียบ แซป่ ้วโดยมแี ม่ส่ือแนะน่า ซ่งึ แมเ่ ฮียบ เปนน คนปากน้่าโพ มภี มู ลิ า่ เนาอยทู่ ี่ อ่าเภอมโนรมย์ แลว้ ชวนกันมา
อยทู่ ่ี อา่ เภอบางมลู นาก ในปี พ.ศ. 2500 สรา้ งหอ้ งพักเปนน โรงแรม ชือ่ โรงแรมฮะเฮงหลี ทั้งค่มู บี ุตร ธิดา
ด้วยกัน 6 คน คนที่สบื ทอดกิจการตอ่ มา คือ นายนคร หลิมหงษพ์ ิทกั ษ์ ซง่ึ เปนน บตุ รคนสุดท้อง ในปีทเี่ ริม่ ท่า
กจิ การมหี ้องพักท้ังหมด 8 ห้องอยูช่ ้ันบน ส่วนชั้นลา่ งใชส้ ่าหรบั ติดต่อห้องพักและขายขนมเด็ก ในระยะแรก
ราคาหอ้ งพัก ห้องเดยี่ ว หอ้ งละประมาณ 15 ห้องคู่มีพดั ลม ราคา 30 บาท ในอดีตหลวงพ่อเขยี น เกจิอาจารย์
ชอื่ ดัง เคยเขา้ มาพกั ทีโ่ รงแรม เพื่อรักษาตวั กับหมอทองปอนด์ เขา้ พักทห่ี อ้ งเบอร์ 8 หลังจากนน้ั กจิ การด่าเนนิ
มาเรื่อยๆ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2521 นายเฮง ถงึ แก่กรรม และปี พ.ศ. 2556 นางกิมเฮยี บ ภรรยาถงึ แกก่ รรม
โดยมลี ูกชายคนเลก็ ช่วยทา่ กิจการต่อมาแต่กจิ การไม่ดี เนื่องจากการคมนาคม ขนส่งเจริญก้าวหนา้ จงึ เลกิ ท่า
กิจการโรงแรมและเปดิ ร้านขายเสื้อผ้าแทนแต่กิจการไม่ดี จึงเลิกทั้งหมด
ข้อมูลผใู้ ห้สัมภาษณ์

นางสาวสุทิน หลิมหงษพ์ ทิ ักษ์ อายุ 67 ปี

รา้ นทองเจก็ จอย
รา้ นทองนายจอยปัจจุบนั เพ้ียนจากชือ่ เจ้าของรา้ นทองทีช่ ่ือวา่ นายโจ้ยมาเปนนคา่ ว่าจอย โดยนายตงั้

โจย้ แซต่ ัง้ มาจากเมืองจีนตั้งแต่อายุ 16 ปี มาทา่ งานเปนนลกู จ้างร้านทองกับพี่ชายอยปู่ ระมาณ 20 ปี ก็ได้เปิด
ร้านทองเปนนของตนเองโดยท่าทองรูปพรรณเองทุกขน้ั ตอนและได้ถ่ายทอดวิชาความรใู้ นการทา่ ทองรปู พรรณ
ให้กบั รุ่นลูกซึง่ รา้ นทองได้เปิดมาเปนนระยะเวลาไม่ตา่ กว่า 90 ปี
ข้อมูลผใู้ ห้สัมภาษณ์

นายวเิ ชยี ร ตัง้ กิตติถาวร อายุ 90 ปี

38

โรงน้าแขง็ หมอแดง
เร่ิมกิจการปี 2499 โดยนายแพทย์พยุง กลันทกพันธ์ุ (หมอแดง) เปนนชาวบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร

เปนนบุตรคนที่ ๔ ของรองอ่ามาตย์เอกหลวงวรเวชวุฒิปรีชา (ก่ิง กลันทกพันธ์ุ) กับนางเยื้อน กลันทกพันธ์ุ ซึ่ง
การคา้ ขายในมีหนว่ ยในการผลติ น่า้ แข็ง

1 ซอง 150 กิโลกรมั แบง่ เปนน 3 ลกู (21*11*17 น้วิ ) กวา้ ง 22 ราคาขายสง่ 120 บาท
ใน 1 ลูกจะแบง่ เปนน 4 กกั๊ (16 มือ) 1 กก๊ั 4-6 มือ
และตอนประมาณปี 2560 ได้มีการหยุดซ่อมแซม ในปัจจุบันมีการสืบต่อกันมาจนถึง รุ่น 2
บริหารงานโดยนายเฉลิม กลันทกพันธุ์ โดยมีคนงาน 7-10 คน และท่าน้่าแข็งส่งบริเวณ โพทะเล ชุมแสง
ตะพานหิน มีสาขาท่พี ิจติ ร ทับกฤช และตะพานหิน
ขอ้ มูลผู้ใหส้ ัมภาษณ์
นายเฉลิม กลนั ทกพันธุ์
ร้านเอกจติ ต์
รา้ นเอกจิตต์ (อง้ึ เซียม ฮั้ว) เริม่ ก่อต้ังมาเปนนระยะเวลาประมาณ 70 – 80 ปี ซึง่ ช่อื รา้ นอึ้ง เซยี ม ฮวั้ มี
ทมี่ าจาก อง้ึ คือ แซ่องึ้ ของผู้ก่อตั้ง สว่ นเซยี ม ฮวั้ แปลว่า ป่าไม้ ซงึ่ ซนิ แสได้ทักวา่ ผูก้ ่อต้งั (อากง)ยังขาด
องค์ประกอบเก่ยี วกับธรรมชาติ ต้นไม้ ปา่ ไม้ ดังน้ันซินแสเพิ่มค่าวา่ เซยี ม ฮ้ัว ต่อทา้ ย เพือ่ เปนน การเสริมดวง
ความร่งุ เรืองในกิจการ
โดยมผี ู้กอ่ ตง้ั คอื อากง(นายเขียม แซ่องึ้ )เดิมทปี่ ระกอบอาชพี ค้าขายเกลือตามเส้นทางรถไฟจนมาอยู่ที่
อ่าเภอลอง จังหวดั แพร่ หลังจากเหตุการณก์ บฏอง้ั ย่ี ทางรฐั บาล(สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม)กา่ หนดอาณา
เขตอาศยั ของชาวจนี หา้ มอาศัยเกินบรเิ วณจังหวัดพิษณโุ ลก ทา่ ใหอ้ ากง(นายเขยี ม แซ่อ้ึง)ย้ายมาตั้งถิน่ ฐานใหม่
ที่ บางมูลนาก ซึ่งแบ่งออกเปนน 3 ระยะดงั นี้
1.ระยะตั้งถิ่นฐาน

หลังจากเดินทางมาอย่บู างมลู นาก เข้ามาตดิ ต่อขนุ วนิ ิจสุขกรรม ซงึ่ รับผิดชอบดูแลชาวจีนใน
ชุมชน โดยทา่ การปลกู ผกั เล้ียงชีพ จนบรรดาลกู ๆเตบิ โตขึ้นกส็ ง่ ไปเรยี น ตดั เยบ็ ผ้าที่รา้ น ซิน่ ฮน่ั (บาง
มูลนาก)
2.ระยะก่อตั้งร้าน

จากการท่าการปลกู ผัก จนพอมเี งินทนุ ประกอบกับมหี อ้ งเช่าวา่ งจึงท่าการเซ้งห้องเช่ามาเปิด
ร้านขายผ้า(กฎหมายห้ามชาวจนี ซอ้ื ทีด่ ิน ทา่ ให้ต้องเช่าทจี่ นถึงปัจจุบัน) ในช่วงก่อต้ังได้ตดิ ตอ่ ผา้ จาก
กรงุ เทพ(ตลาดสา่ เพ็ง)เข้ามาขาย และมกี ารเย็บมงุ้ อุปกรณ์เครื่องนอน
3.ระยะสบื ทอดกิจการ
รุ่นของอาปา คอื นายเฟิน(แผน) ฐติ ิกุลรัตน์ ได้รับสืบทอดกจิ การและสง่ ตอ่ งานช่างฝีมือ กิจการให้
นายฐนกร ฐิติกุลรตั น์ เปนน ผสู้ ืบทอดในปัจจุบนั
ข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์ : นายฐนกร ฐิตกิ ลุ รตั น์

39

ร้านขายข้าวสาร(โกบก)
ร้านสง่ารุ่งเรือง (นายสง่า ตระการศริ ิ หรอื โกบก เปนน บตุ รชายชาวจีนอพยพมาจากเมืองจนี จากเกาะ

ไหหล่า ) เดนิ ทางมาทางเรอื ในสมัยน้นั ไดท้ ่ามาหากนิ โดย ขายก๋วยเตี๋ยว ท่ีทา่ เสน้ ก๋วยเตี๋ยวเอง และหาวัตถุดบิ
ในการปรุงเอง ช่อื วา่ ก๋วยเตยี่ ว เจก๊ เตี๊ย เปนนท่ีถูกปากของชาวบางมลู นากมากได้ท่าการค้าขายอยบู่ รเิ วณ ศาล
เกา่ เจา้ พ่อแก้ว และต่อมาได้ปรับเปลีย่ นจากขายก๋วยเต๋ยี วเปนนมา เลีย้ งหมู และขายลา่ ขา้ ว และไดเ้ ปลยี่ นมา
เปล่ยี นเปนน ขายขา้ วสาร ย้ายมาอยูบ่ รเิ วณท่าเรือจา้ ง ฝั่งตะวนั ออก รมิ แม่น่้าน่าน โดยข้าวสารทไ่ี ดเ้ ปนน ขา้ วสาร
นาปีแท้ ได้มาจากโรงสธี ัญญาผล 1 ถงั จะมี 16 กิโล ซ่ึงแตกตา่ งจากร้านทว่ั ไป ที่ 1 ถังจะมี 15 กโิ ล ซง่ึ ในสมัย
น้ันขา้ วสาร ไม้ วตั ถตุ ่างๆ ไดเ้ ดนิ ทางมาทางเรือ แล้วจะมกี ารจ้างกรรมกร แบกหาม ขึ้นจากเรอื ไปยังยงุ้ ข้าวท่อี ยู่
ริมแม่นา่้ และนา่ มาคา้ ขายกนั ในสมัยน้ัน
โดยลกู ค้าสวนใหญ่ จะเปนนคนในตลาด ต่างต่าบล เดินทางมาซ้ือขา้ วซ่ึงมีทัง้ ลูกค้าประจ่า และไม่ประจา่ ใน
สมัยก่อนจะมีการตวงข้าวขาย โดยใชห้ นว่ ยวนั เปนน ลิตร 1 ลติ รจะมปี ระมาณ 8 ขีด อุปกรณ์ในการตวงแบบลติ ร
จะเปนน กระปอ๋ งโลหะ ที่ใช้ในการตวงขา้ ว
ข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์

นางประทุม ตระการศิริ

ร้านจอ้ ยพาณชิ
นายพะเยาว์ เปา้ ผัน (จ้อย) เดิมทา่ อาชีพคา้ ข้าวเปลอื ก นางอมรรตั น์ เป้าผนั ก่อนแตง่ งานได้

ประกอบอาชีพช่างตัดเส้ือ โดยตัดเย็บในบรเิ วณบา้ น ท่ตี ั้งอยู่บริเวณตลาดสดในปจั จุบนั หลังจากท่ี นายพะ
เยาว์ เป้าขนั สมรสกบั นางอมรรตั น์ เป้าผัน ไดย้ ้ายบ้านมาอยตู่ ดิ ถนนใหญ่ (บริเวณร้านในปจั จบุ นั ) แต่
ขณะนน้ั ยังคงประกอบอาชีพค้าข้าวเปลือกเชน่ เดมิ อยู่ดว้ ยกนั จนมีลกู และลูกอายุ 10 ขวบ จึงเลิกค้า
ขา้ วเปลอื กและมาขายของช่าจนถึงปัจจบุ ัน รา้ นจอ้ ยพานิชเปนน ร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ท่สี ุดในอ่าเภอบางมลู นาก
และมกี ารขยายกิจการร้านจ้อยพานิชไปต้ังอยบู่ รเิ วณส่แี ยกโรงเรยี นอนุบาลบางมลู นาก ราษฎร์อุทศิ นอกจากนี้
ยังมกี ิจการรถตโู้ ดยสารอีกดว้ ย

ร้านจอ้ ยพานิช เริ่มเจรญิ เติบโต และขยายสาขาในยุคหลัง เพราะมีลกู ๆ ช่วยด่าเนนิ กิจการ และมีการ
แบง่ รายได้ในรูปแบบกงสี ทา่ ให้พน่ี อ้ งรักใครส่ ามัคคีชว่ ยกนั ดูแลกจิ การ
ข้อมูลผู้ใหส้ ัมภาษณ์

นายพะเยาว์ เปา้ ผนั อายุ 67 ปี

40

สายพานพานิช
ร้านสายพานพานชิ เรมิ่ เปดิ กิจการ ต้ังแต่ ปี พ.ศ. 2500 ผ้กู ่อตั้ง คือ นายสายพาน ซงึ วิไลสินธุ์

เสียชวี ติ และนางนภิ า ซงึ วไิ ลสินธุ์ อายุ 86 ปี ยึดอาชพี แรก คอื รับจา้ งท่างานตามร้านตา่ งๆ เช่น ขายน้า่ กะปิ
น้า่ ปลาเก็บของเก่าขาย อยหู่ นา้ บา้ นหมอโขง่ แตอ่ าศัยว่ามีความรูเ้ รอ่ื งชา่ ง เมื่อซ้ือจกั รยานเก่ามาแทนท่จี ะชั่ง
กโิ ลขาย ซง่ึ ได้ราคาไมม่ าก จึงนา่ จักรยานมาซ่อมขายได้ในราคาคันละ 400 บาทและซ่อมวิทยขุ ายด้วย

ปัจจบุ นั มีลูกชายคนโต คือ นายวรี ะชยั ซงึ วิไลสินธุ์ เปนน ผ้สู ืบทอดกจิ การตอ่ มีสายพาน ทอ่ พญานาค
เครอื่ งสูบน้า่ รถไถ ขายมีลูกค้ามาอุดหนุนทุกวนั เปดิ ขายทุกวนั เวลา 06.00 – 16.00 น.
ขอ้ มูลผ้ใู หส้ ัมภาษณ์

นายวรี ะชยั ซึงวไิ ลสนิ ธุ์

มรดกทางศลิ ปวฒั นธรรม/ดนตรี

วงดนตรีสากล (โถงจื๊อ)
วงดนตรีสากลของโรงเรียนโถงจ้ือ เริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘ เกิดจากการรวมตวั ของคณะคนหนุ่ม

เช้อื สายจีนอยากจะตง้ั วงดนตรีเพอ่ื ความบนั เทงิ โดยไดเ้ งินจากการเรีย่ ไรเชดิ สงิ โตไปขอบรจิ าคคนในตลาดโดย
ทยอยซ้ือเคร่ืองดนตรเี ปนนชิ้นๆโดยเรม่ิ จาก Bass,Sax,Trumpet และได้ติดตอ่ (ครธู นิช .................) โดยการ
แนะนา่ จากคณุ ชยั ยุทธ เวชสวรรค์ เจา้ ของวงดอกฟ้าสมี ว่ ง ครูธนิช ทา่ งานอยูโ่ รงงานน้า่ ตาล จ.อตุ รดิตถ์ โดย
ไดค้ า่ จ้างสอนเดือนละ ๑,๕00 โดยผเู้ รยี นเฉลย่ี ชว่ ยกนั คนละ ๑๕0 บาท และเริ่มรบั งานเล่นเรอ่ื ยมาจน
ประมาณ ๑0 ปี กแ็ ยกกันใบประกอบอาชีพส่วนตัว โดยมนี กั ดนตรีดังนี้
1.นายเลก็ (เลก็ โจก๊ ข้าวต้มหน้าท่ารถโพทะเลเก่า) เปนน มือกลอง(เสยี ชวี ติ )คูก่ ับนายเต๋ยี ขายหม(ู เสียชวี ติ )
2.นายแกว้ (นายศภุ ลักษณ์ อัศวนี ารกั ษ์) เปนนนักร้อง (ยงั มชี ีวติ ) สามปี ้าแจม่ กว๋ ยเต๋ยี ว
3.นายเพยี ว(หัวหนา้ วง) เป่า Trumpet อยู่ กทม.
4.นายวรี ะ ก้าวสมบตั (ิ ผูเ้ ลา่ เรื่อง) เลน่ ไวโอลินกับ แซกโซโฟน
5.นายต๋เี กยี๋ ะ(เจ้าของร้านเอื๋อยจว๊ั ขายขนม) มือBass(เสียชวี ิต)
6.เฮียเตก นักร้อง
7.คณุ ปราณี นกั ร้อง
8.นายกเู้ กยี รติ อาจองค์ (พ่ชี ายเฮยี น่อย) มือTrumpet (เสียชีวติ )
9.คณุ จูพส่ี าวคุณเมยี ว เลน่ เซกโซโพน
10.นายชิม พ่ีชายครเู ฉลิมศักด์ิ วงศ์พรภักดี (เสียชีวิต)
11.คุณเมตตา สุขสวคนธ์ เคยเปนน นกั รอ้ งของวง
ขอ้ มูลผู้ใหส้ ัมภาษณ์

นายจีระ กา้ วสมบัติ

41

วงดนตรีจีน (ล่อโกว๊ )
รนุ่ แรกครทู ี่มาสอนการเลน่ ลอ่ โกว้ เม่ือปี พ.ศ.........ชอ่ื เจ็กโอ๊ว อายุประมาณ 90 ปี อยู่ที่ขอนแกน่

ท่านไดม้ าสอนท่บี างมลู นาก ชมุ แสง ตะพานหนิ และนครสวรรค์ มีการสืบทอดแบบรุน่ พี่สอนร่นุ น้องบางมลู
นากมีอยูย่ คุ หนงึ่ ที่สูญหายเลยได้มีการรวบรวมเมอื่ ปี 2540 ต่อมาผา่ นมาจนไม่มคี นเล่น จึงไปตามเจ็กโอ๊วท่ี
ขอนแก่นกลบั มา จงึ ใหเ้ ดก็ ทข่ี อนแก่น 2 คนกลับมาสอน แตไ่ ม่คืบหน้ามากนกั จึงได้เขา้ ไปหาอาจารยส์ ุมติ ร มี
เครือ(ครโู รงเรยี นบางมลู นากภูมวิ ิทยาคม)และได้ตดั สินใจเขยี นโน้ตไทย ซึง่ โน้ตจนี ไม่มหี ้อง และเด็กอา่ น
ภาษาจีนไม่ออก และให้ลกู เฮียซง้ (.........................)มาเป่าขลยุ่ และเขียนโน้ตไทยตาม จนมีการสบื ทอดต่อกนั
และมีการรว่ มแสดงงานวันเกิดเจา้ พอ่ แก้วและงานประเพณีเจ้าพอ่ แกว้ ในทุกๆ ปี
ขอ้ มูลผใู้ หส้ ัมภาษณ์

นายแปะตง อ้งึ ยง่ จัว๊

ตามรอยเจ้าแหง่ แผ่นดนิ

การจดั งานดังกล่าวเพือ่ ย้อนรา่ ลึกถึงเร่อื งราวในประวัติศาสตรค์ รงั้ สา่ คญั ทเ่ี กิดขึ้นในจงั หวดั พิจิตร
เม่ือวันท่ี ๑๒ ตุลาคม ๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว เสด็จประพาสมณฑลฝา่ ยเหนือทาง
ชลมารคและทรงประทับแรมรมิ แม่น้า่ น่าน ซงึ่ ในปัจจุบันคือ อ่าเภอบางมลู นาก นอกจากนที้ รงเสด็จเยย่ี ม
ราษฎรไปตามลา่ คลองบุษบง ในอดีตเปนนที่ตั้งของเมอื งภูมิ ซงึ่ เปนนเมืองเกา่ แก่ของอ่าเภอบางมลู นาก ดงั ปรากฎ
ในหลักฐาน พระราชหัตถเลขา ความวา่

(ฉบบั ที่ ๘ )
"บา้ นมูลนาค”

วันท่ี ๑๒ ตลุ าคม "ร.ศ. ๑๒
ถงึ กรมหลวงเทวะวงษวโรประการ
อนุสนธิรายงานเวลาวันนี้ ออกเรือเวลาเช้า ๖ โมงเศษ ฝนตกพราเสมอตลอดวันยังคา่ นา้ ที่ลดลง
ครัง้ หน่ึงกลบั ขึน้ มาถึงพลับพลาบางมูลนาคเหนือท่ีว่าการเมืองภูมิ เวลาบา่ ย ๓ โมง ตามทางที่มาเปน
ลกั ษณเมืองเหนือซึ่งเคยจาไดอ้ นั ไดก้ ล่าวมาแลว้ แต่มนี า้ เกดิ ข้ึนใหม่ๆรายกนั บา้ นคนตงั้ รมิ มาตลอดทางใน
เรือนเช่นนี้มเี กวียนอยูใ่ นลานบา้ น ไดค้ วามว่ามีนาอย่ดู า้ นใน เม่ือมาถงึ พรมแดนเมอื งภูมิ มณฑลพศิ ณุโลก
ต่อนครสวรรค์มปี ระตูข้ามแม่นา้ ประดบั ประดาด้วยคาอานวยพรแลมงคลต่างๆ มีพระสงฆร์ าษฎรคอย
รับเปนการครึกครื้นมาก บางมลู นาคมีบ้านเรอื นแลตลอดผ้คู นแนน่ หนาเกนิ ทคี่ าดหมายเป็นอันมาก
พลับพลาทนี่ ่ีทาแปลกกวา่ ที่อื่น วางทว่ งทีเปนท่พี อใจดว้ ยกันหมด ได้ลงเรอื จากพลับพลาไปดูทวี่ ่าการ
อาเภอ ทาเรียบร้อยหมดจด มที ่ดี นิ กวา้ งขวางสนามหญา้ ทาดีมีออฟฟิศไปรสนยี แ์ ลโทรเลขตัง้ อยใู่ นท่นี ้นั
ด้วยทาหมดจดเหมือนกนั ไดแ้ จกเสมาเด็ก การบังคบั บัญชาเปนระเบียบเรียบร้อย ลงเรือเลก็ เข้าไปใน

42

คลองบุษบงคลองนี้น้าตกมาแตเ่ ขาเมืองเพช็ บรู ณ์ เปนน้าใสต่อกนั อยู่ที่ปากคลอง นา้ ในแม่น้าหาได้ไหลเข้า
ไปในคลองนน้ั ได้ ขา้ งในเข้าไปว่ามนี ามากแตไ่ ปไม่ถึง เขาคิดจะชาระต้นไมใ้ นคลองนใี้ ห้ใช้ได้สดวก แตถ่ ้า
เปิดทางเมืองเพช็ บูรณใ์ หม้ าลงทนี่ ีไ่ ด้จะเป็นการสดวก พระยาพิจติ รไดเ้ คยขน้ึ ไปว่าระยะทาง ๕ วัน แลทา
ไม่สยู้ ากนัก เม่ือเวลากลับออกมา มเี รือราษฎรตามเขา้ ไปรบั ทั้งผู้หญงิ ผู้ชายเปนอันมาก พายห้อมลอ้ มแล
โห่ร้องเปนการรน่ื เริงครึกครน้ื มาก เม่ือมาถึงที่ว่าการอาเภอได้ขึน้ บกไปดตู ลาดนดั ทไี่ ดจ้ ัดตั้งขึ้นไว้แต่เพราะ
ฝนตกไม่ได้หยุดตลอดวันยังคา่ ถนนเปนโคลนเลอะเทอะเพราะพึ่งทาขน้ึ ใหม่ เวลาคา่ มีการแห่ผ้าป่าตาม
ความนยิ มของราษฎรเปนท่ีสนุกสนานในตาบลน้ีเรือผา้ ป่านนั้ ทาเปนรปู กาปนั่ ทน่ ่ียุงน้อยกว่าเกยไชย
ประมาณพอๆกนั กับเมืองนครสวรรค์ ตามคาบอกเล่านั้นว่ามากกว่าท่เี กยไชย มาตอนนน้ี ้าเช่ียวข้นึ จดั
กวา่ ทลี่ ่วงมาแล้ว คนทั้งปวงท่มี าเปนท่เี รียบร้อยสบายดดี ้วยกนั ทั้งสนิ้

สยามนิ ทร์
หน่วยงานของรัฐ เอกชน ชมุ ชนท้องถ่ินและทุกภาคส่วนจงึ มีการจดั งานเพื่อย้อนร่าลกึ ถึงเรื่องราวใน
ประวตั ิศาสตร์คร้งั สา่ คัญโดยเร่ิมจัดขน้ึ ครั้งแรก ครัง้ เมื่อครบ ………………. ปี พระปยิ มหาราช เสด็จประพาส
บางมูลนาก โดยจดั ขนึ้ วันท่ี ๑๒ ตลุ าคม ๒๕..... และกลายเปนน ประเพณที ช่ี าวบางมลู นากภมู ิใจตลอดจนมีการ
ปฎบิ ตั ิสืบตอ่ กนั มาเปนนประจา่ ทกุ ปี

ขอ้ มูลผใู้ หส้ ัมภาษณ์/อ้างองิ
พระราชหัตถเลขา

เหตกุ ารณส์ าคญั

ไฟไหมต้ ลาด พ.ศ. 2492
เมอื่ วันพุธ ขึน้ สคี่ ่า เดือนส่ี ตรงกบั วันที่ ๒ มนี าคม พ.ศ. ๒๔๙๒ เกิดเพลิงไหมค้ รง้ั ใหญ่ใน

ตลาดบางมูลนาก ต้นเพลงิ เกิดจากการหุงต้ม โดยใช้ฟืนเปนนช้อื เพลิง เมื่อไฟลามถึงโคนฟืนไมม่ ใี ครดแู ล
โคนฟนื หลน่ จากเตาไหม้พืน้ แล้วลามไปจนเกดิ ไฟไหมท้ งั้ ตลาด สมยั นัน้ เปนนบ้านไม้ จึงเปนนเช้อื เพลงิ
อยา่ งดี คงเหลือห้องแถวทางไปสถานีรถไฟไม่กีห่ ้อง ดังปรากฏในในราชกิจจานเุ บกษา วันที่ ๒๔
พฤษภาคม ๒๙๙๒ ตอนท่ี ๒๙ เลม่ ๖๖ ความว่า

โดยท่เี ป็นการสมควรควบคุมการก่อสรา้ งในบรเิ วณเขตต์เพลงิ ไหม้ทตี่ าบลบางมูลนาก
อาเภอบางมูลนาก จงั หวดั พิจติ ร ซ่ึงเกิดเพลงิ ไหม้ เมื่อวันท่ี ๒ มนี าคม ๒๔๙๒
พระมหากษัตรยิ ์อาศยั อานาจตามความในมาตรา ๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแหง่
ราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓ แห่งพระราชบญั ญัตคิ วบคุมการก่อสร้างในเขตเพลิงไหม้
พุทธศักราช ๒๔๗๖ จึงมีพระบรมราชโองการใหต้ ราพระราชกฤษฎีกาขนึ้ ไว้ ดงั ต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานีเ้ รยี กวา่ "พระราชกฤษฎีกาใหใ้ ชพ้ ระราชบัญญัตคิ วบคุม
การกอ่ สรา้ งในเขตเพลิงไหม้ พุทธศกั ราช ๒๔๗๖ ในบรเิ วณเขตตเ์ พลิงไหม้ทต่ี าบลบางมลู
นาก อาเภอบางมลู นาก จังหวัดพจิ ติ ร พ.ศ. ๒๔๙๒

43

มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกาน้ีใหใ้ ชบ้ งั คบั ต้ังแต่วนั และเวลาประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา
เปน็ ตน้ ไป

มาตรา ๓ ใหใ้ ช้พระราชบัญญตั ิควบคุมการก่อสรา้ งในเขตตเ์ พลิงไหม้ พุทธศกั ราช ๒๙๗๖
ในบรเิ วณเขตต์เพลิงไหม้ท่ีตาบลบางมูลนาก อาเภอบางมูลนาก จังหวัดพจิ ติ ร ตามแผนทต่ี ่อทา้ ย
พระราชกฤษฎกี าน้ี

มาตรา ๔ ให้รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทยรกั ษาการตามพระราชกฤษฎกี าน้ี
ผู้รบั สนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม
นายกรฐั มนตรี

ความเสียหายของชาวบางมูลนากดงั ปรากฏในหนังสอื อนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลงิ
ศพนายไพฑรู ย์ โรจนายน ได้บรรยายไว้ชว่ งหน่ึงวา่

"นายไพฑูรย์...เปนนผมู้ ีฐานะมั่นคง มบี า้ นเรือนหลายหลังในตลาดบางมูลนาก ต่อมาเกดิ ถูกไฟ
ผลาญเรียบราบไปทงั้ ตลาดไหม้ครง้ั ใหญ่เมอ่ื เดือนมนี าคม ๒๔๙๒ ทรพั ย์สินบา้ นเรอื นทุกหลังของนาย
ไพฑูรยถ์ กู ไฟไหม้ไปทั้งหมดในครัง้ นั้น จึงเรมิ่ ตน้ ก่อรา่ งสร้าง ตวั ใหมโ่ ดยไม่ท้อถอย จนสามารถต้ังตวั ได้
และเจรญิ รุ่งเรืองเปนน ปกึ แผน่ มาโดยตลอด" (ไพฑูรย์ โรจนายน, ๒๕๓๑).

คุณประดิษฐ์ ด่ารงคว์ านชิ ได้เขียนไวใ้ นหนังสอื อนุสรณใ์ นงานฌาปนกิจศพ คุณแม่วรรณี
ด่ารงค์วานิช ไว้วา่
"บางมลู นากเกิดอัคคภี ยั คร้งั ใหญ่ ตลาดบางมลู นากทง้ั หมด คงเหลือห้องแถวทางไปสถานีไมก่ ่ี
ห้อง หอ้ งท่คี ู่ชวี ิตผมเช่าทา่ ร้านตดั เสื้อกบั ร้านถา่ ยรูปที่ใหล้ ูกจา้ งท่า กห็ มดไปกบั ไฟ โดยคชู่ ีวติ ผมขน
จักรเยบ็ ผ้าออกมาได้คันเดยี ว พร้อมท่นี อน หมอนและมงุ้ ส่วนเส้ือและผ้าเปนน พบั ๆ ใหม่ ๆ มากมาย
ไมไ่ ด้ขนออกมาเลยแมแ้ ต่ชนิ้ เดยี ว ส่วนบ้านคณุ พอ่ คณุ แม่และน้อง ก็เก็บข้าวของใส่กระสอบพร้อมเงิน
ทอง ส่งออกทางหลงั บ้านหลายกระสอบ และมีคนมาบอกว่าคณุ ลุงผมชว่ ยขน ชว่ ยขน และกช็ ว่ ยขน
เปนน สมบัตสิ ว่ นตัวจรงิ ๆ เสยี ด้วย จนเหลือสองหอ่ สุดท้ายท่ไี ม่มีราคาค่างวดอะไร ภยั พิบตั ิครง้ั น้ีทา่ ให้
ค่ชู ีวิตและผมน้่าตานองหน้า เพราะเงินทองที่ สะสมไว้ ยามตกใจไม่ได้น่าออกมาเลย จึงมลายหายไป
พรอ้ มกับไฟ" (ประดษิ ฐ์ ดา่ รงค์วานชิ , ๒๕๓๔)

คณุ วิเชียร ตงั้ กิตติถาวร เจ้าของร้านทองในตลาดบางมลู นาก ได้ให้สมั ภาษณไ์ ว้ว่า
"ช่วงก่อนไฟไหม้ตลาด บนเปนนบ้านไม้ช้นั เดยี วเปนนล้อก ๆ สูงๆ ต่า ๆ ต่างคนตา่ งปลูกทลี ะ
ห้อง แต่ใช้ผนังเดยี วกนั พืน้ ไม่เท่ากัน ถนนเล็กนดิ เดยี ว ประมาณ ๑.๕ เมตร ถนนเปนนหลงั เตา่ ข้าง ๆ
เปนน ดิน แลว้ ปูไมพ้ น้ื ยน่ื ไปเกาะกับถนน ชว่ งไฟใหมน้ ่าจะประมาณบา่ ยสามโมง แต่ทบ่ี ้านขนทอง
ออกมาทนั เพราะตอนน้ันเต่ียเตรยี มเข่งเผื่อไวม้ เี รื่องฉุกเฉนิ คนเกา่ แก่มาชว่ ยทบุ ประตเู ก็บของ พอมา

44

ตอนเช้ามาคุ้ยกย็ ังเจอพวกทอง ท่มี ลี กู ค้าท่าทองค้างไว้ไปคุ้ยหา กต็ อ้ งรับผิดชอบ ชดใช้ของทเี่ สยี หาย
ให"้ วิเชียร ต้งั กิตติถาวร, สัมภาษณ์)

ความสูญเสียจากเพลงิ ไหมัดรั้งนัน้ คุณเมตตา สขุ สวคนธ์ ซ่ึงขณะนั้นคณุ เมตตาอายรุ าว 12-
13 ขวบได้เลา่ ใหฟ้ งั ถงึ เร่ืองเพลงิ ไหมต้ ลาดบางมลู นากไว้อย่างนา่ สนใจ ว่า

"มคี นจีนญาติเจก้ แอ่เขาเจยี วน้่ามนั หมู ทอดหนังหมู เขาท่านา้่ มนั หกลงพื้นไฟลกุ สมัยนน้ั ไมม่ ี
รถดับเพลงิ คนก็โวยวาย ไฟลุกเร็วมาก สมัยก่อนไม่ไดม้ ปี ระกนั ของเต็มรา้ นของเต่ียสหี่ ้องเสยี หาย
หมด ตอนไฟไหม้เตยี่ ใหห้ นีไปกอ่ น ไม่ได้ไปไหนน่งั เรอื จ้างไปอยฝู่ ่งั โน้น ความที่ตกใจแม่ไม่ไดข้ นอะไร
ออกมา แม่เปนนผู้ดีเก่า ถ้วยชามตา่ ง ๆ ทเ่ี ลี่ยมทองไวส้ า่ หรบั ไปท่าบญุ วางอยใู่ ตเ้ ตียงไฟใหมไ่ ปหมด
รถดับเพลิงกไ็ มม่ ี เสียไม้ตดิ ไฟดังเปรยี้ ะ ๆ ฝังหวั จนทกุ วนั นี้ ตอนนั้นหนีไปถงึ วัดท่าชา้ ง กลับมาไม่มีท่ี
อยู่ต้องไปอาศัยโรงสีของเพอ่ื นเตี่ย

สมัยก่อนไม่ได้ฝากเงินกบั ธนาคาร ขายของได้ เก็บเงนิ ไว้ในก่าปน่ั พอกลบั มาเปดิ ต้องไปจ้าง
เขามาเปิดก่าปัน่ เงินท่วี างไวเ้ ปนนตับเปนน ตงั้ พอจบั นีก่ รอบติดมือไปหมดเลยอาศยั ท่ีเต่ียมขี องอยู่บ้าง
และพวกโรงสชี อบมายมื เงนิ ก็ไดเ้ งินเหล่านั้นมาต้ังตวั " (เมตตา สขุ สวคนธ์, สมั ภาษณ)์

เพลิงไหม้ตลาดคร้ังน้นี ับเปนนอัคคีภยั คร้ังใหญ่ทีส่ ุด ทา่ ให้ชมุ ชนบางมลู นากเสียหายนบั รอ้ ย
หลงั ชาวบา้ นไมม่ ที ี่อยู่อาศัยหลายร้อยคน ซ่งึ เหตุการณ์คร้งั นน้ั ทา่ ลายหลักฐานทางประวตั ิศาสตรข์ อง
ชมุ ชนและได้สร้างความเปล่ยี นแปลงภมู ทิ ัศน์เมือง เหน็ ได้จากภายหลังจากอัคคภี ยั ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒
เทศบาลเมืองบางมลู นาก ไดจ้ ัดสรรที่ดินกนั ใหม่ และได้ออกแบบอาคารไมส้ องช้นั ขนึ้ บนถนประธาน
เมอื งและถนขา้ งเคยี งใหผ้ ูป้ ระสบภยั ไดส้ รา้ งอาคารขึน้ ใหม่ ซึ่งใช้เวลาอีกหลายปีกวา่ อาคารเหล่านจี้ ะ
ก่อสรา้ งเสร็จ

ผู้ใหข้ ้อมูล
(อ้างอิง : ผรู้ วบรวมนายอภิสิทธิ์ ประวัตเิ มือง)

การสรา้ งสะพาน
สะพานคอนกรตี ขา้ มแม่น่้านา่ น ของอา่ เภอบางมูลนาก จงั หวดั พิจิตร เปนน การเชอ่ื ม ผู้คน วัฒนธรรม

และวิถชี ีวิต ซงึ่ ก่อนมกี ารสร้างสะพานข้ามแม่น่า้ ปี พ.ศ. (.......) ผคู้ นในอา่ เภอบางมูลนากและใกล้เคยี ง
สญั จรข้ามแม่น้่านา่ น โดยใช้เรือ มีทงั้ เรือรับจ้างเอกชนขนาดใหญ่ มีทา่ เรืออยู่ที่ ด้านฝง่ั ตลาด และ หน้าวัด
บางมลู นาก ด้านฝ่งั ตรงขา้ มกัน บางบา้ นมีเรอื แจว เรือหางยาว ท่าให้การค้าขาย หลายอยา่ งก็ใชก้ ารขนส่ง
ทางเรอื ขน้ึ ทท่ี า่ น่้าตามสะดวก ซง่ึ มหี ลายท่า เช่น ท่าเรือธรรมโชติ ท่าเรือตลาดสด ทา่ เรือสนิ ค้าทวั่ ไป
(เอกชน) เปนนตน้ ในเวลาตอ่ มาความเจริญก้าวหน้า ท่าให้มโี ครงการสร้างสะพานคอนกรตี ขา้ มแม่น่้าน่าน
เปนน สะพานขนาดกว้าง ......เมตร ยาว ....... เมตร มีถนนเชอ่ื มต่อจากคอสะพานทง้ั สองฝ่งั เพือ่ อ่านวยความ

45

สะดวกในการขา้ มฝาก ทั้งของชาวบ้านและนกั เรียนมัธยมของโรงเรียนบางมลู นากภูมวิ ิทยาคม หลังจาก
สะพานสร้างเสร็จ สง่ ผลให้ผคู้ นสญั จรทางเรือน้อยลง จนทา่ เรอื ขา้ มฝากตา่ ง ๆ กท็ ยอยกย็ กเลิกกิจการไปโดย
ปริยาย
ผใู้ หข้ อ้ มลู /อ้างอิง

คณะทา่ งานรวบรวมข้อมูลตา่ บลบางมลู นาก โรงเรียนบางมูลนากภูมวิ ิทยาคม

ประเพณกี ารแข่งขนั เรอื ยาววดั บางมลู นาก
การแข่งเรือวัดบางมลู นากสันนษิ ฐานว่าเรม่ิ ในสมยั ของท่านพระครูวิจารณ์ธรรมสริ (ิ 2505-2533)เปนน

เจ้าอาวาส ได้จดั งานประจ่าปีปิดทองไหว้พระของวดั บางมูลนากขึน้ ในชว่ งวนั หยดุ เสาร์ – อาทติ ย์ ของเดือน
กนั ยายน ประกอบกับเปนน ฤดูนา้่ หลาก น้า่ ท่วมตามนาข้าว ชาวนาจึงไมไ่ ด้เพาะปลูกจงึ หันไปท่าการประมง ซึง่
ท่านเจ้าอาวาสเล็งเห็นว่าแม่น้่านา่ นมปี รมิ าณมากจนชิดขอบตล่งิ จึงไดจ้ ัดใหม้ ีการแข่งขันเรือข้นึ เพือ่ ความ
สนกุ สนานของคนในชมุ ชน โดยการจดั ระยะแรกใชเ้ รอื กระแชง()เรอื โยงข้าวขนาดใหญ่ ปรากฏวา่ มีผคู้ น
หลงั่ ไหลจากท่วั สารทิศ มาดหู นาแนข่ อบตลิ่งแม่น่้าทงั้ 2 ฝ่งั ในระยะต่อมามีการใชเ้ รอื หาปลา(เรอื ไม)้ ขนาดไม่
เกิน 7 ฝีพาย พระครวู จิ ารณธ์ รรมสริ ไิ ด้ให้การสง่ เสริมให้มีการแข่นขันเรือยาวเปนน ประจ่าทุกปี โดยมีการน่าตน้
ตะเคียนมาขดุ ทีว่ ดั บางมลู นาก ซึง่ เรือขดุ ล่าแรกเม่ือปี (พ.ศ...........) มชี ื่อว่า เรือพญานาคราช ขนาดฝพี าย 45
– 50 ฝพี าย เสรจ็ แล้วน่าไปแขง่ กับวดั ต่าง ๆ ในละแวกใกล้เคยี ง แมแ้ ต่ทวี่ ดั ท่าหลวง จังหวดั พจิ ิตร ทา่ นกส็ ่ง
เรือของวดั เข้าแข่งขนั มไิ ด้ขาด

ฝีพายของวดั ในสมยั นั้น ได้แก่บรรดาอาสาสมัครที่เคารพหลวงพ่อหรือผรู้ บั จา้ งแบกหามตามทา่ เรือ
ตา่ ง ๆ ของอ่าเภอ หรอื พวกรับจา้ สามลอ้ แต่ละคนจะอยู่ในตลาด หรือใกล้วัด เม่ือถึงเทศกาลแข่งขนั จะมีการ
เกบ็ ตวั ท่ีศาลาวดั และมีการซอ้ มทุกเช้า – เย็น อาหารการกินชาวบ้านน่ามาชว่ ยหลวงพอ่ มไิ ด้ขาด มีแม่ครัวทา่
ให้ ยิง่ วนั ไหนตรงกับวนั พระฝีพายทุกคนจะท้องอ่ิมเต็มที่ การเก็บตวั ฝกึ ซ้อมต้องใช้เวลาเปนนแรมเดอื น ฝีพาย
ทุกคนจึงต้องเปนน ผู้มีใจรัก และตอ้ งเสียสละ

วัดบางมูลนากมีเรือที่ขุด จานวน 6 ลาตามลาดับดังน้ี
1.เรอื พญานาคราช ขนาดฝพี าย 45 – 50 ฝีพาย
2.เรือแม่พวงทอง
ล่าดบั ท่ี 3 – 6 ได้ขึ้นท่าเนียบเรือยาว ของจังหวัดพิจิตร(2533)
3.เรือเทพพิทักษ์ ขุดเม่ือวันท่ี 29 พ.ย. 2527 ลงน้า่ คร้ังแรกเม่ือวันที่ 9 ก.ย. 2528 ความยาว 12 วา 9 นวิ้
กวา้ ง 44.9 นิ้ว จฝุ ีพาย 47 คน มปี ระวตั ิการแขง่ มาแล้ว 37 ครัง้ ชนะ 20 คร้ัง แพ้ 17 ครง้ั ปจั จบุ นั เรือเทพ
พทิ ักษ์ โรงเรียนบางมูลนากภมู ิวทิ ยาคมได้รับความเมตตาจากพระครูพิศาลสภุ ทั รคุณ เจา้ อาวาสวัดบางมูลนาก

46

มอบให้ เพ่อื น่าไปใชเ้ ปนน ขบวนเรอื พระราชพิธจี า่ ลองจังหวัดพิจิตร ในพิธีเปิดงานประเพณีแข่งขนั เรอื ยาว
จังหวัดพจิ ติ ร โดยใชช้ ่อื ว่า เรอื ครฑุ เตรจ็ ไตรจกั ร
4.เรอื เพชรชมพู ขดุ เมือ่ วนั ที่ 19 ก.ย.2528 ลงน้่าครั้งแรก เมือ่ วนั ท่ี 23 ต.ค. 2528 ความยาว 12 วา 3 ศอก
กว้าง 43 นิ้ว ประเภทเรือยาวกกลาง จ่านวนฝีพาย 39 คน มปี ระวตั ิการแขง่ ขนั มาแลว้ 44 คร้ัง ชนะ 30 ครงั้
แพ้ 14 คร้ัง เคยไดร้ ับรางวลั ที่ 1 สนามวดั ท่าหลวง 3 ปีซ้อน ครองถว้ ยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระ
เจา้ อยู่หัว ประจา่ ปี 2529,2530,2531 (อ้างองิ ในเรือยาวไทยโดยจังหวัดพจิ ติ ร ครบรอบ 10 ปี ชงิ ถ้วย
พระราชทาน 2533 หนา้ 55 - 124)
5.เรือตรที อง ขดุ เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2533 ลงน่้าคร้ังแรกเมื่อวนั ท่ี 10 ก.ค. 2533 เปนน เรือขุดใหม่ ความยาว 14
วา 1 ศอก 9 น้ิว กว้าง 41 นิ้ว จฝุ พี าย 53 คน ยังไมพ่ บประวตั ิการแข่งขนั
6.เรอื ปา่ ลน่ั ขดุ เม่ือวันท่ี 19 ม.ี ค. 2533 ลงน้่าครงั้ แรกเม่ือวันท่ี 15 ก.ค. 2533 ความยาว 14 วา 9 น้วิ กว้าง
44 นิว้ จฝุ ีพาย 55 คน ยังไม่พบประวัติการแข่งขนั
ในระยะหลงั ของการแขง่ ขนั เร่ิมมีคา่ ใช้จา่ ยสูง ท่าใหท้ างวดั บางมลู นากมีการเกบ็ ค่าผ่านประตู จนระยะหลังการ
แขง่ เรือขนาดใหญ่เรม่ิ หายไป กลายมาเปนน เรือขาดกลาง และ 20 ฝีพายในปจั จุบัน
ผู้สัมภาษณ์/แหล่งอา้ งอิง

1.ผรู้ วบรวม นายสรุ ศักด์ิ แสงมณี
2.ผ้รู วบรวม นายศภุ กรณ์ เพิม่ พลู
3.หนังสือชีวประวัติ คุณแม่โสฬส สว่างผล (มอบโดยนางกอบกูล พรมจาด หัวหน้าฝ่ายแผนที่ภาษี
และทะเบยี นทรัพยส์ นิ อ.บางมูลนาก)

งานประเพณีแหเ่ จ้าพอ่ แกว้
การจดั งานประเพณแี ห่เจา้ พอ่ แก้วมมี านานประมาณ 80 – 90 ปี เดิมจัดกันทบ่ี รเิ วณหนา้ ศาลเจ้าพ่อ

รมิ แมน่ ่า้ นา่ น เพราะมีบริเวณหาดรมิ แม่นา่้ กว้างพอท่จี ะต้ังโรงงวิ้ ได้ ต่อมานา่้ เซาะเข้ามามากจึงย้ายไปจัดท่ี
บริเวณโรงเรยี นโถงจื้อ เดมิ มีมหรสพเพยี งง้วิ แต้จ๋วิ 1 โรง และงิว้ ไหหลา่ 1 โรง และขบวนแหง่ ว้ิ ก็มเี พยี งล่อโก๊ว
กับขบวนสาวงามแห่เปีย (ธง) รอบตลาดเทา่ น้นั ราว 30 ปตี ่อมาไดจ้ ดั ใหม้ ีมหรสพต่างๆ เพ่มิ ข้ึน เช่น ลิเก
ภาพยนตร์ จนบรเิ วณทจี่ ัดเดิมคบั แคบลง ใน พ.ศ.2501 นายวิเชยี ร นันทพิบลู ย์ นายกยุวพุทธกิ สมาคมบางมลู
นาก ซง่ึ เปนนประธานกรรมการจัดงาน ไดย้ ้ายไปจัดงานในบรเิ วณสนามหน้าท่ีท่าการเทศบาลเมืองบางมูลนาก
ซงึ่ กว้างขวางกว่าและไดจ้ ดั งาน ณ ทนี่ ้ีเรื่อยมาตราบจนกระทั่งบัดนีใ้ น พ.ศ.2509 นายแพทย์พยงุ กลนั ทก
พนั ธ์ุ (คุณหมอแดง) ขณะด่ารงตา่ แหน่งนายแพทยผ์ ู้อ่านวยการโรงพยาบาลบางมูลนาก เปนน ประธานกรรมการ
จดั งาน ได้เรมิ่ จัดงานในรูปแบบประสมประสานมหรสพต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อใหง้ านครึกครน้ื ยงิ่ ขน้ึ คือ
นอกจากจะมีงว้ิ แตจ้ ๋ิวและง้ิวไหหลา่ อยา่ งละ 1 โรงแล้ว ยงั มภี าพยนตร์ ลเิ ก ลา่ ตัด ร่าวง ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน
และในปีน้ี เจา้ พอ่ แกว้ ได้มาประทบั ทรงเดก็ หญิงผ้หู นงึ่ สามารถพูดภาษาจนี ได้คลอ่ งดว้ ยส่าเนียงของชายชรา

47

เจ้าพ่อแก้วเลา่ ถึงประวัติความเปนนมาตา่ ง ๆ ให้คนในตลาดฟังและสง่ิ หนึ่งทเี่ จ้าพ่อมคี วามประสงคก์ ็คอื ขอให้
ชาวตลาดจดั งานวนั เกิดให้ท่านดว้ ยโดยก่าหนดหลงั วันจากวนั ตรษุ จีนไปแล้ว 12 วนั ซง่ึ กจ็ ะตกราว ๆ ปลาย
เดือนมกราคมหรือตน้ เดือนกุมภาพนั ธข์ องทุกปี ตัง้ แตน่ ัน้ มาคณะกรรมการจัดงานจงึ ไดจ้ ัดงาน “วนั เกดิ เจ้าพ่อ
แก้ว” อกี 3 วนั 3 คนื เม่ือแรกท่จี ดั นั้นจดั งานเลยี้ งโต๊ะจนี 10 – 20 โต๊ะ แตต่ ่อมาดว้ ยความเส่ือมใสของผ้คู น
ในตลาดทม่ี ตี ่อเจา้ พอ่ ต่างพากนั มาจองโต๊ะกินเล้ียงมาเกอื บ 200 โต๊ะ สว่ นมหรสพนน้ั มีไมม่ ีมากเหมือนงาน
ประจ่าปี แตย่ ืนพนื้ ก็คือ งวิ้ ภาพยนตร์ และลิเกแมว้ า่ “เจ้าพ่อแกว้ ” จะเปนนเทพเจา้ ท่เี คารพสักการะของชาว
จนี แต่คนในท้องถิ่นก็ยอมรับนับถือเปนนการผสมผสานกนั ในด้านของวัฒนธรรมอย่างกลมกลืน การนับถือเทพ
เจ้าหรือสง่ิ ศักด์สิ ิทธ์ิน้ันมใี นมนุษย์ทกุ ชาตทิ ุกภาษา เพราะมนุษย์มีอะไรเปนนท่ียดึ เหน่ยี วทางจิตใจสักอย่างหนง่ึ
แล้ว จะท่าใหเ้ ขามคี วามอบอุ่นใจ และเกดิ ความเชือ่ มั่นในการดา่ รงชีวติ มากยงิ่ ขน้ึ คนไทยแมจ้ ะนับถือพระพุทธ
ศาสนา มพี ระรตั นตรัยเปนนที่พ่ึงท่ีระลึกแล้ว ก็ยังมศี าลพระภมู ไิ ว้กราบไหวบ้ ชู าประจ่าบ้านเรือนอีกดว้ ย ชาวเขา
ทกุ เผ่าในไทยลว้ นนบั ถือ “ผ”ี กนั ท้ังนน้ั คนจนี ก็เช่นเดยี วกับคนไทย นอกจากจะมีพระพุทธศาสนาเปนน เคร่ือง
ยดึ เหนย่ี วจิตใจแลว้ ยงั มี “ตจี่ ู้” ประจา่ บ้านเรือน ถอื เปนนศาลพระภูมิหรือเจ้าทเ่ี จา้ ทางอย่างของคนไทย และท่ี
จะขาดไม่ได้อีกอย่างหนง่ึ ก็คอื ทุกชมุ ชนทเ่ี ขาเข้าไปตั้งหลกั แหล่งท่ามาหากนิ จะต้องมีศาลเจา้ “ปงุ เทา่ กง”
หรือ “บุนเถ้ากง” ไว้ เพอ่ื สักการบชู า อนั จะท่าให้เขามคี วามรม่ เย็นเปนน สขุ และท่ามาหากินร่ารวยการสักการะ
“เจา้ ” มีการเซน่ ไหวด้ ้วย ดอกไม้ ธปู เทียน และของกนิ ทีเ่ รยี ก “โหงวแซ” (เครอ่ื งสังเวย 5 อยา่ ง อนั ไดแ้ ก่ หมู
เปนด ไก่ ปลา ผลไม้) หรือผลไม้ เช่น ส้ม แอปเปิล้ นน้ั กค็ ือการแสดงความคารวะนอบน้อมต่อผูใ้ หญ่ อันการ
เคารพนพไหวต้ ่อบคุ คลอนื่ ที่ควรเคารพ เช่น เทพยดาอารักษ์ก็ดี ทา้ วพญามหากษตั ริย์ก็ดี ผูม้ ีอ่านาจเปนนเจ้า
เปนนใหญก่ ็ดี ตลอดจนวิญญาณของบรรพบรุ ุษกด็ ี ล้วนเปนนสิ่งดีงาม เปนนมงคล ทง้ั สิ้นดว้ ยธรรมเนยี มและ
วฒั นธรรมทีเ่ หมอื นกนั เช่นนี้ ท้งั ในด้านการมีสมั มาคารวะต่อผใู้ หญ่ มคี วามอ่อนน้อมถ่อมตน และกตัญญกู ตเวที
คนไทยและคนจีนจึงอยู่ดว้ ยกันได้อย่างสนทิ สนมกลมเกลยี ว งานประเพณีเจ้าพ่อแกว้ จงึ นบั เปนน เครอ่ื งหล่อ
หลอมจิตใจของคนจีนและคนไทยใหร้ ักกันอย่างแนน่ เฟน้ เปนนอย่างย่ิง มิได้เปนนข้อผิดแผกแตกต่างให้อยู่คนละ
พวกคนละหมแู่ ต่อยา่ งใดเลย ค่ากล่าวที่วา่ “คนจนี กับคนไทยใชอ่ ืน่ ไกลพนี่ ้องกัน” จะเหน็ ได้ชดั เจนในงาน
ประจา่ ปี “เจ้าพ่อแกว้ ”

การดา่ เนินการจัดงานเจา้ พอ่ แก้วนั้นจะท่าใหร้ ปู คณะกรรมการ ซ่งึ ได้รบั การคัดเลือกจากองค์เจา้ พ่อ
แก้วและจะอยใู่ นต่าแหน่งเปนน เวลา 1 ปีเต็มคือ ตัง้ แต่ 1 มกราคม ไปจนถงึ วนั ท่ี 31 ธนั วาคม ศกเดียวกนั
วธิ ีการคดั เลือกกรรมการ หรอื “เท่านง้ั ” น้ี จะกระท่ากันที่ศาลเจา้ ชั่วคราว บรเิ วณทีจ่ ดั งานวนั เกิดเจ้าพ่อ และ
จะจดั คดั เลือกในวันกนิ เลย้ี ง หรอื “กนิ โต๊ะเจ้า” นนั้ เอง วิธีการคดั เลือกจะกระท่าดงั น้ี คือ มีเจ้าหนา้ ท่ีเขียนชือ่
บคุ คลจบั วางไวใ้ นจานทีละชอื่ เจ้าหนา้ ท่อี ีกคนหนง่ึ จะเส่ียงทายด้วยไม้ “ปัวะปวย” ซงึ่ เปนนไมส้ องอันประกบกนั
มีลกั ษณะคล้ายเมล็ดมะม่วงหิมพานตผ์ า่ ซีกแต่ใหญ่กว่า วธิ เี สีย่ งทายจะทา่ ถงึ 3 คร้งั คอื ครั้งแรกและครงั้ ทสี่ อง
เมอื่ โยนแลว้ ไทจ้ ะต้องคว่าอันหงายอนั ครั้งท่สี าม เมื่อโยนแลว้ ไม้จะตอ้ งควา่ ท้ังคู่บุคคลผู้นัน้ ถึงจะไดเ้ ปนน “เทา่

48

นั้ง” เทา่ นัง้ น้เี ปนนไดท้ ้งั ชายและหญิง ถ้าเส่ียงทายไม่เปนน ไปตามน้ี ผู้น้ันก็หมดสิทธทิ์ ่ีจะไดเ้ ปนน ตอ้ งจับฉลากช่อื
คนอื่นต่อไป จนกระทั่งได้ครบ 20 คน แลว้ พอ เทา่ นง้ั ทง้ั 20 คนนี้จะไม่มสี ทิ ธิ์ไดร้ บั จบั ชื่อเสย่ี งทายตดิ ตอ่ กันไป
นาน 3 ปี พ้น 3 ปีแลว้ จงึ จะมีสิทธ์ไิ ด้รบั เลอื กใหม่ “เทา่ นั้ง” ถือกนั ว่าเปนนผู้ได้รบั การอนมุ ัตจิ ากเจ้าพ่อแกว้ ให้
เปนน เจา้ ภาพจัดงานให้ท่านได้ ผู้ได้รับการคัดเลือกถือวา่ เปนนผมู้ ีบารมีและเปนนเกยี รตยิ ศอย่างสงู บางคนแม้จะ
ร่ารวยมฐี านะดี แต่ก็ไม่มีโอกาสท่จี ะไดร้ บั ต่าแหน่งนี้เลยจนตลอดชวี ติ จากนนั้ เท่านง้ั ทัง้ 20 คนจะเลือก
ประธานกรรมการคนหนึ่ง และจะแบ่งหนา้ ที่กันไปท่าตามความถนดั และความเหมาะสมต่อไป เท่านงั้ ที่
คัดเลอื กไวจ้ ะเริ่มบทบาทหรอื รบั ชว่ งดา่ เนนิ การจดั งานในปีถัดไป เปนนการคดั เลือกไว้ลว่ งหน้าถงึ 1 ปี
แตก่ ่อนนั้นไม่ใคร่มีใครรับเปนนเทา่ น้ัง เพราะเหตุวา่ เปนน กรรมการหรือเท่านงั้ จะตอ้ งรบั ภาระและเหนด็ เหน่ือย
มาก รวมท้งั จะต้องมเี งินใช้จา่ ยมากดว้ ย เนือ่ งจากแต่ก่อนการจดั งานประสบกับการขาดทุนอยเู่ สมอ เพ่งิ จะมา
มีก่าไรระยะหลัง ๆ นี้ และเปนนทนี่ า่ สังเกตวา่ คนท่ีเคยเปนน เท่านง้ั ในภายหลงั จะประสบแต่ความสขุ ความเจริญ
ทา่ มาคา้ ขน้ึ มีฐานะร่ารวย ตอ่ มาหลายคนอยากเปนน เท่านั้ง หากเมือ่ ใชว้ ธิ เี ส่ยี งไม้ “ปัวะปวย” ดงั กล่าว จึงไมม่ ี
ปัญหา
กจิ กรรม / พธิ ี เจ้าพ่อแก้ว

เจ้าพ่อแกว้ ได้มาประทับทรงเดก็ หญิงผหู้ นง่ึ สามารถพูดภาษาจนี ไดค้ ล่องดว้ ยสา่ เนยี งของชายชรา เจ้า
พ่อแก้วเลา่ ถึงประวัตคิ วามเปนนมาตา่ ง ๆ ให้คนในตลาดฟังและส่ิงหน่งึ ทีเ่ จ้าพ่อมคี วามประสงคก์ ็คือ ขอให้ชาว
ตลาดจัดงานวันเกิดให้ท่านดว้ ยโดยก่าหนดหลังวันจากวันตรุษจีนไปแลว้ 12 วนั ซ่ึงกจ็ ะตกราว ๆ ปลายเดอื น
มกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธข์ องทุกปี ตง้ั แต่นัน้ มาคณะกรรมการจัดงานจึงได้จัดงาน “วนั เกดิ เจา้ พ่อ
แกว้ ” 3 วัน 3 คืน เม่อื แรกท่ีจดั นั้นจดั งานเลย้ี งโต๊ะจีน 10 – 20 โต๊ะ แตต่ อ่ มาด้วยความเส่อื มใสของผู้คนใน
ตลาดที่มีต่อเจา้ พ่อ ตา่ งพากนั มาจองโต๊ะกินเล้ยี งมาเกือบ 200 โตะ๊ สว่ นมหรสพนน้ั มีไม่มีมากเหมือนงาน
ประจ่าปี แตย่ ืนพืน้ ก็คือ งิ้ว ภาพยนตร์ และลิเก

แมว้ า่ “เจา้ พ่อแก้ว” จะเปนน เทพเจ้าทีเ่ คารพสักการะของชาวจีน แต่คนในท้องถน่ิ กย็ อมรับนบั ถือ
เปนน การผสมผสานกนั ในด้านของวฒั นธรรมอย่างกลมกลนื การนับถือเทพเจา้ หรือสิง่ ศกั ดิ์สิทธ์ิน้นั มใี นมนษุ ย์ทุก
ชาติทกุ ภาษา เพราะมนษุ ยม์ ีอะไรเปนน ทีย่ ดึ เหนี่ยวทางจิตใจสักอย่างหนงึ่ แล้ว จะท่าใหเ้ ขามีความอบอ่นุ ใจ และ
เกดิ ความเชื่อม่ันในการด่ารงชีวติ มากยง่ิ ข้ึน คนไทยแมจ้ ะนับถือพระพทุ ธศาสนา มีพระรัตนตรัยเปนน ที่พึ่งที่
ระลกึ แลว้ ก็ยังมีศาลพระภูมิไวก้ ราบไหว้บูชาประจ่าบ้านเรือนอีกดว้ ย ชาวเขาทกุ เผ่าในไทยล้วนนับ
ถอื “ผี” กนั ทัง้ น้ัน คนจีนกเ็ ชน่ เดยี วกับคนไทย นอกจากจะมีพระพทุ ธศาสนาเปนนเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจแลว้ ยัง
มี “ตจี่ ู้” ประจา่ บ้านเรอื น ถือเปนน ศาลพระภมู ิหรอื เจา้ ทเี่ จ้าทางอย่างของคนไทย และท่ีจะขาดไม่ได้อีกอย่าง
หน่งึ ก็คือ ทุกชมุ ชนท่ีเขาเขา้ ไปตัง้ หลักแหล่งทา่ มาหากนิ จะต้องมีศาลเจ้า “ปงุ เทา่ กง” หรอื “บนุ เถ้ากง” ไว้
เพื่อสักการบูชา อันจะทา่ ใหเ้ ขามีความร่มเยน็ เปนนสุขและท่ามาหากินรา่ รวย

49

การสกั การะ “เจ้า” มีการเซ่นไหว้ดว้ ย ดอกไม้ ธปู เทยี น และของกินทเ่ี รยี ก “โหงวแซ” (เคร่ือง
สังเวย 5 อย่าง อันได้แก่ หมู เปนด ไก่ ปลา ผลไม)้ หรือผลไม้ เชน่ ส้ม แอปเปลิ้ น้นั กค็ ือการแสดงความคารวะ
นอบนอ้ มตอ่ ผู้ใหญ่ อันการเคารพนพไหว้ต่อบุคคลอ่ืนที่ควรเคารพ เช่น เทพยดาอารกั ษ์ก็ดี ท้าวพญามหา
กษตั ริยก์ ็ดี ผ้มู ีอ่านาจเปนนเจ้าเปนนใหญก่ ด็ ี ตลอดจนวิญญาณของบรรพบรุ ุษกด็ ี ลว้ นเปนนสงิ่ ดงี าม เปนน
มงคล ทง้ั สนิ้

ดว้ ยธรรมเนยี มและวฒั นธรรมที่เหมอื นกนั เช่นนี้ ทงั้ ในดา้ นการมีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ มคี วามอ่อน
น้อมถ่อมตน และกตญั ญูกตเวที คนไทยและคนจีนจึงอยู่ดว้ ยกันได้อย่างสนทิ สนมกลมเกลยี ว งานประเพณเี จา้
พ่อแกว้ จึงนบั เปนน เครื่องหล่อหลอมจติ ใจของคนจนี และคนไทยให้รักกนั อยา่ งแนน่ เฟ้นเปนนอยา่ งยิง่ มิไดเ้ ปนนข้อ
ผิดแผกแตกต่างให้อยูค่ นละพวกคนละหม่แู ตอ่ ยา่ งใดเลย ค่ากล่าวท่ีว่า “คนจีนกับคนไทยใชอ่ ื่นไกลพนี่ ้อง
กนั ” จะเห็นได้ชัดเจนในงานประจ่าปี “เจ้าพ่อแก้ว”

การด่าเนินการจัดงานเจา้ พ่อแกว้ นัน้ จะท่าให้รูปคณะกรรมการ ซ่ึงไดร้ ับการคัดเลือกจากองค์เจ้าพอ่
แก้วและจะอยู่ในตา่ แหนง่ เปนนเวลา 1 ปีเตม็ คือ ต้งั แต่ 1 มกราคม ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ศกเดยี วกัน
วิธกี ารคดั เลอื กกรรมการ หรือ “เทา่ นง้ั ” น้ี จะกระท่ากนั ที่ศาลเจ้าชว่ั คราว บริเวณท่จี ัดงานวนั เกดิ เจา้ พ่อ และ
จะจัดคัดเลือกในวนั กินเลี้ยง หรือ “กินโตะ๊ เจา้ ” น้ันเอง วิธีการคดั เลือกจะกระท่าดังน้ี คือ มเี จ้าหนา้ ท่ีเขียนช่ือ
บุคคลจับวางไวใ้ นจานทีละช่อื เจ้าหน้าท่อี ีกคนหนงึ่ จะเส่ียงทายดว้ ยไม้ “ปัวะปวย” ซงึ่ เปนน ไมส้ องอันประกบกัน
มลี ักษณะคล้ายเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ผ่าซีกแต่ใหญก่ วา่ วิธีเส่ียงทายจะท่าถงึ 3 คร้ัง คือ ครงั้ แรกและครง้ั ท่สี อง
เมือ่ โยนแล้วไทจ้ ะต้องควา่ อนั หงายอัน ครง้ั ที่สาม เมื่อโยนแล้ว ไมจ้ ะต้องคว่าทั้งค่บู คุ คลผู้น้ันถงึ จะได้เปนน “เท่า
นง้ั ” เท่าน้ังนเ้ี ปนนได้ท้ังชายและหญงิ ถ้าเสย่ี งทายไมเ่ ปนน ไปตามน้ี ผูน้ น้ั ก็หมดสทิ ธท์ิ จี่ ะได้เปนน ตอ้ งจับฉลากชอ่ื
คนอน่ื ต่อไป จนกระทั่งได้ครบ 20 คน แล้วพอ เท่านั้งท้ัง 20 คนนีจ้ ะไมม่ สี ิทธไิ์ ด้รับจับชื่อเส่ยี งทายติดต่อกันไป
นาน 3 ปี พ้น 3 ปีแล้วจึงจะมีสทิ ธิไ์ ดร้ ับเลือกใหม่ “เทา่ น้งั ” ถอื กนั วา่ เปนน ผ้ไู ดร้ ับการอนุมตั ิจากเจ้าพอ่ แกว้ ให้
เปนน เจ้าภาพจดั งานให้ทา่ นได้ ผู้ได้รบั การคัดเลอื กถือว่าเปนนผู้มีบารมีและเปนนเกยี รตยิ ศอย่างสงู บางคนแมจ้ ะ
รา่ รวยมีฐานะดี แตก่ ็ไม่มีโอกาสทีจ่ ะได้รบั ต่าแหน่งนเ้ี ลยจนตลอดชีวติ

จากนน้ั เท่านง้ั ท้งั 20 คนจะเลือกประธานกรรมการคนหนง่ึ และจะแบ่งหน้าทีก่ ันไปท่าตามความ
ถนัดและความเหมาะสมต่อไป เท่านั้งทีค่ ดั เลือกไวจ้ ะเริ่มบทบาทหรือรับชว่ งด่าเนินการจัดงานในปีถดั ไป เปนน
การคดั เลือกไวล้ ว่ งหน้าถึง 1 ปี

แตก่ ่อนน้ันไม่ใครม่ ใี ครรับเปนนเทา่ นง้ั เพราะเหตุว่าเปนน กรรมการหรอื เท่านั้งจะตอ้ งรบั ภาระและเหน็ด
เหน่ือยมาก รวมทงั้ จะตอ้ งมีเงินใช้จ่ายมากด้วย เนอ่ื งจากแต่กอ่ นการจดั งานประสบกับการขาดทุนอยูเ่ สมอ
เพงิ่ จะมามีกา่ ไรระยะหลัง ๆ นี้ และเปนนท่นี า่ สังเกตวา่ คนที่เคยเปนนเทา่ นั้งในภายหลงั จะประสบแตค่ วามสุข
ความเจรญิ ท่ามาคา้ ขน้ึ มีฐานะร่ารวย ตอ่ มาหลายคนอยากเปนนเทา่ นัง้ หากเม่ือใชว้ ธิ ีเส่ยี ง
ไม้ “ปัวะปวย” ดังกลา่ ว จึงไม่มปี ญั หา

50

อภินหิ ารเจา้ พ่อแกว้
มเี ลา่ สืบกันมาหลายเร่ือง กลา่ วคือ

เร่อื งที่ 1 ล๊อตเตอร่ีเจ้าพอ่ ทผี่ ู้ประมลู “ทตี ่เี ตง็ ” จะตอ้ งได้ไปดว้ ยนั้น แทบทุกรายจะถูกรางวัลใหญ่
ไม่รางวลั ใดกร็ างวลั หน่งึ และผูท้ ่โี ชคดกี ็มักจะนา่ เงนิ รางวัลทไ่ี ดม้ าถวายเจา้ พ่อกลับคนื เพือ่ เปนนทุนจัดงานสบื
ต่อกันไป

เรื่องที่ 2 ในงานวนั เกิดเจา้ พ่อ นอกจากจะมีการเสย่ี งทายเลอื ก “เทา่ นง้ั ” แลว้ ก่อนเชิญกลบั ศาล ก็
จะมกี ารเส่ยี งไม้ “ปวั ะปวย” ถามเร่อื ง 3 เร่ืองทุกครัง้ คือ 1.ชาวตลาดบางมูลนากจะอย่เู ยน็ เปนน สขุ หรอื ไม่ 2.
การค้าขายจะดหี รือไม่ 3.ข้าวปลาจะไดผ้ ลดไี หมถ้าทา่ นทักขอ้ ใดเหตุการณ์กม็ ักจะเปนนไปตามนั้น

เร่ืองท่ี 3 ได้เกิดเหตุไฟไหมค้ รัง้ ใหญ่ในตลาดบางมูลนาก เมอ่ื พ.ศ.2484 ก่อนจะเกดิ เหตขุ ึน้ นัน้ ใน
วันรงุ่ ข้นึ หลังจากเสร็จงานประจ่าปแี ลว้ เวลาประมาณ 9 นาฬิกา เจ้าพ่อได้ไปเข้าทรงหญิงสาวคนหนึง่ ทางฝัง่
วดั บางมลู นาก รา่ งทรงได้พดู เปนน ส่าเนยี งชายชรา แตเ่ ปนน ภาษาไทยว่าใหไ้ ปตามเจ๊กห้อยฝัง่ ตลาดมาพบ ซ่ึงก็ไม่
มใี ครรู้จกั คนชอื่ นี้ เจา้ พอ่ จงึ กลา่ ววา่ เปนน เจก๊ ตีเหล็กร้านล้เี ต็กเส็ง เม่ือคนไปตามเจ๊กห้อย (บดิ าของนายแก้ว
แสงอินทร์) มาถึงแลว้ กช็ งนา่้ ชาถวาย ปรากฏว่าน่า้ ชาร้อนๆ ท่ชี งนา่้ เดอื ดใหมๆ่ รา่ งทรงดื่มไดอ้ ย่างสบาย มิได้
แสดงอาการวา่ ร้อนแต่อยา่ งใด เจา้ พ่อในรา่ งทรงไดน้ อกกบั ทกุ คนในท่นี ั้นวา่ ให้ระวงั ให้ดีจะเกดิ ไฟไหม้ครง้ั ใหญ่
และเหตุการณก์ เ็ กิดข้ึนจรงิ ตามทีเ่ จ้าพ่อทา่ นายไว้

เรื่องที่ 4 เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2528 หลังจากท่เี สรจ็ งานประจา่ ปเี จา้ พ่อแล้ว 1 วนั กจ็ ะเกิดไฟ
ไหม้ขึน้ ทบ่ี า้ นไมเ้ กา่ แกห่ ลังหน่ึงซง่ึ สร้างอยเู่ หนือศาลเจา้ พ่อข้นึ ไปเล็กน้อย ไฟได้ไหมบ้ า้ นหลังนนั้ วอดวาย มคี น
ถกู ไฟคลอกตายด้วย 1 คน ในละแวกนนั้ มบี ้านเรือนตดิ กนั อยู่หนาแน่น ไฟนา่ จะลกุ ลามมากกวา่ นน้ั แต่ด้วย
เดชะบารมเี จา้ พอ่ ได้ปัดเป่าความพินาศไปไม่ใหเ้ กดิ มากกว่านัน้ โดยมีผู้เล่าว่า เมอ่ื บอกกล่าวเจ้าพอ่ ให้ชว่ ยแล้ว
ปรากฏว่าลมทพ่ี ดั กระพือไดห้ ยุดลงและมีฝนตกลงมา ไฟก็เร่มิ มอดลงเปนนอัศจรรย์

เรอื่ ง ท่ี 5 มเี จ้าของร้านขายยาแหง่ หนงึ่ ชาวบา้ นเรียกกันวา่ “หมอโข่ง” ได้พดู เลน่ ๆ ว่า ถ้าตนได้
เปนน เท่าน้ัง จะหาเมียให้เจ้าพ่อ คร้ันปีต่อมา หมอโขง่ ไดร้ บั เลือกใหเ้ ปนนเท่านงั้ ด้วยคนหน่งึ ก็นึกถงึ ค่าพูดที่ได้พูด
ไว้จึงไปปรกึ ษากับนายแก้ว แสงอินทร์ พิธีการคนส่าคญั วา่ จะหาเจา้ แม่หรือ “ปุงเท่ามา้ ” มาให้เจ้าพ่อ จะต้อง
ทา่ ประการใด ก็มีการเขา้ ทรงถามทา่ น เจ้าพ่อบอกว่า ไม่ต้องการ ท่านอยากอยู่เปนน โสดเพราะถา้ ท่านมเี มยี แลว้
ภาระทจ่ี ะต้องคอยดูแลตลาดและปกป้องรักษาลูกหลานจะลดนอ้ ยลงไป ความด่าริของหมอโข่งก็เลยต้องเลิก
ล้ม
กา่ หนดงานเจา้ พ่อแก้ว

เจา้ พ่อแกว้ ได้มาประทบั ทรงเดก็ หญิงผหู้ น่งึ สามารถพูดภาษาจีนไดค้ ล่องด้วยสา่ เนียงของชายชรา เจ้าพ่อ
แก้วเล่าถึงประวตั คิ วามเปนน มาต่าง ๆ ให้คนในตลาดฟังและส่งิ หนง่ึ ทีเ่ จา้ พ่อมีความประสงค์กค็ ือ ขอให้ชาว


Click to View FlipBook Version