The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มรรคา พัฒนา ชุมชน 11Oct21

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kmdivision.2564, 2022-06-10 00:54:51

มรรคา พัฒนา ชุมชน 11Oct21

มรรคา พัฒนา ชุมชน 11Oct21

มรรคา พัฒนา ชมุ ชน

ในยุคดิจิทลั
Community Development Way

CD Way in Digital Age

นริ ันดร์ จงวฒุ เิ วศย์
Niran Jongwutiwes, Ph.D.

พฒั นากรตรี ประจำแผนก หวั หนา้ ฝา่ ย หัวหนา้ กอง ผอู้ ำนวยการกอง ผูเ้ ช่ยี วชาญพเิ ศษ
รองผวู้ า่ ราชการจังหวดั ผ้วู า่ ราชการจังหวัด
อธิบดีกรมการพฒั นาชุมชน
รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

ตุลาคม ๒๕๖๔ / October 2021

1

2

ขอคารวะ
ผบู้ กุ เบิก ผู้สรา้ งสรรค์ งานพฒั นาชมุ ชน
พัฒนากร นกั วชิ าการ และผบู้ รหิ าร กรมการพัฒนาชุมชน
ผู้ก้าวเดนิ ทงิ้ รอยเท้า ให้ติดตาม รว่ มเรียนรู้

๑ ตุลาคม ๒๕๖๔
Salute

Pioneers & Creators of community development work:
CD Workers, Scholars & Administrators of CD Department,
who has walked, left footprints, to be followed and learned.

1 October 2021

3

มรรคา พัฒนา ชุมชน
ในยคุ ดิจทิ ลั

COMMUNITY DEVELOPMENT WAY
CD Way

In Digital Age

นิรันดร์ จงวฒุ เิ ศย์
Niran Jongwutiwes, Ph.D.

พัฒนากรตรี ประจำแผนก หัวหนา้ ฝ่าย หัวหนา้ กอง ผอู้ ำนวยการกอง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
รองผวู้ า่ ราชการจังหวัด ผูว้ ่าราชการจังหวดั
อธบิ ดกี รมการพฒั นาชมุ ชน
รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

ตุลาคม ๒๕๖๔ / October 2021

4

“เราได้สร้างอารยธรรมลำ้ ยคุ
ดว้ ยอารมณ์คนยุคหิน สถาบันยุคเสือ่ มทราม

และเทคโนโลยีเทวดา”
“We have created a Star Wars civilization,
with Stone Age emotions, Medieval institutions,

and Godlike technology.”

-Edward O. Wilson, The Social Conquest of Earth

คำอธิบาย-
เราอยใู่ นโลกล้ำยุค ขณะท่ีจิตใจของเรายังพฒั นามาไม่พน้ บรรพบุรษุ ยคุ หิน ขณะท่ี
เรายงั คิด มีชีวิตอยู่ในสถาบันและแบบแผนทีย่ ังโบราณเหมอื นยุคกลาง และขณะที่
เรามเี ทคโนโลยีเทวดาท่ีมอี ำนาจล้ำ แต่... สมองและความสามารถของเรายงั ไมอ่ าจ
จะเทียบ จะแขง่ ไปด้วยได้ เราตามเทคโนโลยีเทวดาที่เราสรา้ งขน้ึ มาไม่ทนั ...
เราควรสรา้ งเทคโนโลยีที่มีมนุษยธรรม (Humane Technology) ทใี่ ช้การใคร่ครวญ
ถงึ ธรรมชาตมิ นุษย์ ลึกถึงจติ วิญญาณ ทเี่ ข้าใจจุดแขง็ ตามธรรมชาติของเรา เชน่ การ
ตระหนกั รู้ วิจารณญาณ เหตุผล และไตร่ตรอง ฯลฯ พรอ้ มกบั ท่เี ราตอ้ งเขา้ ใจจุดออ่ น
ของเรา เชน่ ความออ่ นแอ เปราะบาง และอะไรของเราที่เราไม่สามารถควบคมุ ได้

5

คำ นำ หนา้ (Foreword)

ปี 2550 “กถาพัฒนากร” ปกรูปตะเกียงเจา้ พายุ... ส่องสว่าง
ปี 2562 “กถาพัฒนากร” (Developer Matter) ปกรปู ตน้ ไม้... ให้ร่มเงา
กถาพฒั นากร เปน็ หนงั สือคู่มอื การทำงานของพฒั นากร เป็นหนงั สือทีม่ ุ่งกระตนุ้
ความคิด เตมิ ความรู้ และเพ่ิมขีดความสามารถในการปฏิบตั ิ เปน็ หนงั สือท่ีเชญิ ชวน
ใหอ้ ่านด้วยจนิ ตนาการ ท่ีไร้ กรอบ ขอบเขต และ รปู แบบ

“มรรคา พฒั นา ชุมชน ในยคุ ดิจิทลั ” ปกรปู ถนน... หนทางสกู่ ารพฒั นา
“COMMUNITY DEVELOPMENT WAY, aka, CD Way in Digital Age”
ขอรว่ มแสดงความยนิ ดี และภมู ใื จ กับการเดินทางอย่างสงา่ งาม เข้าสู่ปีที่ 60 ของ
กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย วนั ท่ี ๑ เดอื นตลุ าคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๕

“มรรคา พฒั นา ชมุ ชน” เปน็ หนงั สอื ทีห่ มายใหเ้ ป็น คมู่ ือพัฒนากร เหมือนเดมิ แต่
ทันสมยั ข้นึ เป็นขอ้ เขียนธรรมดา ที่มงุ่ ใหไ้ มธ่ รรมดา แตใ่ หเ้ รียบงา่ ย กระชับ มสี าระ
อ่านเพลิน แต่ (แอบ) มีให้คดิ
“มรรคา พัฒนา” ยงั พยายามใช้ หลกั คดิ แบบองค์รวม หลกั ทำแบบบูรณาการ คือ
ทำแบบบรู ณาการ บนฐาน คิดแบบองคร์ วม

6

“มรรคา” ไมใ่ ชค่ ัมภรี ์เอกอุ ตำรา เอกสารวชิ าการ หรือบทความวิชาการ เปน็ เพียง...
“เรอ่ื งราวการพฒั นาชุมชน ทีต่ อ้ งการบ่งบอก กระบวนการทำงานพัฒนาชมุ ชนกบั
ประชาชนในชมุ ชนชนบท ทีก่ อปรดว้ ย แนวคดิ และแนวทางการพฒั นาชุมชน กบั
หลากหลายบทบาทสำคัญของพฒั นากร ให้พรอ้ มรับมือกับความทา้ ทาย จากปัญหา
ความตอ้ งการ และความวติ ก ของประชาชนในโลกยคุ ดจิ ิทัล”
ซง่ึ ในแวดวงการพัฒนาชมุ ชนทว่ั โลก พัฒนากรไดช้ ่ือว่าเปน็ ผู้ทำงานอเนกประสงค์
(Multipurpose Worker) ในชมุ ชนชนบทมานานแลว้
หาก... พัฒนากร คดิ งานไมอ่ อก บอกงานไม่ถูก หรอื รู้สกึ ทอ้ แท้ เปลีย่ วเหงา หรอื
อยากชาร์จแบต เติมพลังใหต้ วั เอง... “มรรคา พัฒนา ชมุ ชน” อาจชว่ ยได้.

“ข้าพเจา้ ไม่สามารถสอนใครได้ ข้าพเจ้าเพียงสามารถทำให้เขาคดิ ได้”
‘I cannot teach anybody anything, I can only make them think.’

–Socrates

7

ราย ชอื่ เรอ่ื ง (List of Contents)

คำ นำ หน้า (Foreword) #6
1. ความทา้ ทาย ทีก่ รายมา (The Coming Constraints & Challenges) #11

สงั คมสูงวยั อยา่ งไรก็หนไี ม่พน้ (Aging Society Is Inevitable) #11
เมือ่ เมอื งแผข่ ยาย ชนบทถูกคกุ คาม (Urbanization Threatening Rural Areas) #12
เทคโนโลยดี จิ ิทัล ไล่ลา่ (Digital/Disruptive Technology Is Chasing) #13
โรคตดิ เชอ้ื โควิด-19: ป้องกันตน (COVID-19: Protect Yourself) #16

2. การพัฒนาชุมชน: มมุ มอง (CD: Way of Viewing) #19

มองต่างมุม คดิ ต่างแง่ (Rashomon Effect) #19
นยิ าม: เปล่ียนแปลงเพื่อใหด้ ีขน้ึ (Definition: Change for the Better) #22
การพัฒนาชมุ ชน: เร่ิมตน้ ทคี่ น (CD: Start Where the People Are) #23
การพฒั นาชมุ ชน: การตัดสินใจของชุมชน (CD: Community Decision Making) #29

3. การพัฒนาชุมชน: อดีตถงึ ปัจจุบัน (CD: Then & Now) #33

การพฒั นาชมุ ชน: ทำงานร่วมกบั ประชาชน (CD: Work with the People) #33
CD Way 5X2 #40

4. การพฒั นาชมุ ชน: บดั น้ีแลถัดไป (CD: Now & Beyond) #41

ชนบทหลบเลยี่ ง นครตามติด (Rural Areas Flee, Urban Areas Chase) #41
เติบโต แตไ่ ม่พฒั นา (Growth without Development) #45
กรา้ นชวี ิตเก่า ออ่ นต่อโลกใหม่ สูงวยั ยงั แขง็ ขนั (Old Life, New World, Active Aging) #46
เทคโนโลยีเทวดากบั ไวรสั โคโรนา (Godlike Technology & Coronavirus) #47

8

5. การพฒั นาชุมชน: บทบาทพัฒนากร (CD: The Many Roles of CDW) #51

บทบาททคี่ าด (ไม)่ ถงึ ของพัฒนากร (The ‘un’ Expected Roles of CD Worker) #51
นักพัฒนาผู้รอบรหู้ ลากวชิ าหลายทกั ษะ (Generalist of Many Subjects & Skills) #52
นักพัฒนาผู้สรา้ งแรงบันดาลใจจากวรี กรรม (Inspirer of Heroic Deeds) #54
นกั พฒั นาผเู้ ล่าเร่อื งเพ่มิ คณุ ค่า (Storyteller of People & Achievements) #55
นกั พัฒนาผู้สอ่ื สารพัฒนาในโลกออนไลน์ (Chatter of Development Matters) #58
นักพัฒนาผู้ขับเคลอ่ื นชมุ ชนพัฒนา (Mobilizer of Developing Community) #60
นกั พฒั นาผูจ้ ดั การการพฒั นาร่วมกับหมบู่ า้ น (Manger of CD with People) #63

6. หวนคดิ (Afterthought) #67

ในโลกที่เปลี่ยนไป (In a Changing World) #67
ความคิดหน่งึ (An Idea) #68
เรียนรู้จากเพ่ือนบา้ น (Learn from Neighbors) #70
เรียนรู้จากแผนภาพ (Let’s Learn from Diagrams) #78

คำ ตาม หลงั (Afterword) #82

9

อยา่ ถอื ทุกความทา้ ทายเป็นปัญหา
ใหถ้ อื ทุกปญั หาเปน็ ความท้าทาย

Don’t take every challenge as a problem.
Take every problem as a challenge.

เผชญิ ความทา้ ทายทำใหช้ วี ิตนา่ สนใจ
ชนะความทา้ ทายทำให้ชีวิตมีความหมาย

Challenges are what make life interesting.
Overcoming them is what make life meaningful.

10

1. ความทา้ ทาย ท่ีกรายมา
(The Coming Constraints & Challenges)

สงั คมสงู วยั อยา่ งไรก็หนไี มพ่ ้น (Aging Society is Inevitable)

การก้าวสสู่ ังคมสูงวัย (Aging Society) ของไทยในปี 2547-8 ทผ่ี ่านมาอยา่ งเงียบๆ
คือไมค่ อ่ ยมีใครตืน่ เตน้ ทง้ั ๆ ทีม่ ีเร่ืองบรกิ าร การดูแล และสิง่ อำนวยความสะดวก
สำหรบั ผู้สงู อายุท่ตี อ้ งเปน็ หว่ ง พอๆ กับตลาดแรงงานไทย คนวัยทำงานทตี่ อ้ งแบก
รับภาระเล้ียงดูผสู้ ูงอายุ ทีค่ าดวา่ จะกา้ วเขา้ สู่สังคมสูงวัยบริบรู ณ์ (Aged Society)
ในปี 2567-8 อกี ไม่ก่ีปขี า้ งหนา้
แล้วเราจะทำงานงานพฒั นาชุมชนกับพี่นอ้ งประชาชนในชนบทอยา่ งไร เมอื วยั สงู ขึน้
ปัญหา ความตอ้ งการ ความวิตก จะเปลีย่ นไป พรอ้ มกับการถาโถมเข้ามาของ
เทคโนโลยีที่สรา้ งความพลกิ ผนั ... ยับยั้งการทำงานแบบเดิม
อนั ท่จี รงิ ผ้สู ูงอายหุ ลายคนยังแข็งแรงแขง็ ขัน ช่วยตนเอง พงึ่ ตนเองได้ ยงั สามารถ
ชว่ ยเพอ่ื นผสู้ งู อายดุ ว้ ยกนั ได้ ยงั เป็น Active Aging ไม่เปน็ ภาระทางสังคม

Image Courtesy: Google Images

11

เม่อื เมืองแผข่ ยาย ชนบทถกู คุกคาม (Urbanization Threatening Rural

Areas)
กระแสผู้คนจากชนบทหลง่ั ไหลเข้าเมอื ง เมอื งซึ่งให้โอกาสในการเขา้ ถึงตลาดแรงงาน
การศึกษา การเคหะ เงื่อนไขความปลอดภัย การลดเวลา และค่าใช้ จ่ายในการเดิน
ทางเขา้ ออกเมอื ง ดว้ ยโอกาสทางเศรษฐกจิ และสงั คมที่ดจู ะดีกวา่ มากนี้ จึงเปน็ แรง
ดึงดดู ให้คนชนบทอพยพเข้าเมือง เพราะโอกาสท่วี ่านี้ในชนบทมนี ้อยกวา่ และยังด่นื
ดาษด้วยความยากจนเงนิ ทอง เป็นแรงผลักดนั ให้คนชนบทหนเี ขา้ เมือง ท้ัง 2 ปจั จัย
แรงดูด และ แรงดัน (Pull and Push Factors) ทำให้เมอื งขยายตวั รวดเร็วในไมก่ ่ปี ี
นี้ แน่นอน ผู้มคี วามร้คู วามสามารถ (The Best Brain) มักทิ้งชนบทแลว้ เข้ามาชว่ ย
พัฒนาเมอื ง แทนท่จี ะเป็นกำลงั สำคัญในการพัฒนาชนบทบ้านเกดิ ของตน นจ่ี งึ เป็น
ภาวะทีเ่ รียกว่า คน-ชนบทหลบลี้ คน-นครเติบโต (Rural Flight, urban Growth)
เช่น จากตวั อยา่ งในรัฐไอโอวา สหรัฐฯ พบวา่ คนหนมุ่ สาวโยกยา้ ยเขา้ เมืองมากที่สดุ

Image Courtesy: Google Images

12

เทคโนโลยีดิจทิ ัล ไล่ลา่ (Digital/Disruptive Technology is Chasing)

หลายคนเดนิ ตามโลกมาอยา่ งเงยี บเชยี บ เอ่ือยเฉ่อื ย แมต้ ามติด ไมย่ อมให้ถกู ทิ้งไว้
ขา้ งหลัง (refuse to be left behind) กต็ าม จะพลันพบว่า ผลิตภัณฑ์และบรกิ ารที่
ค้นุ เคย ถกู คกุ คาม ลบลา้ งและแทนท่ี (disrupt) โดยผลิตภัณฑ์และบริการท่ีเกิดขนึ้
ภายหลงั (disruptive technology)... ทำให้คนเกิดอารมณ์แปลกๆ งงๆ คอื องึ้ และ
ทง่ึ กบั เหตกุ ารณ์ท่ีเกิดข้นึ
ภาวะนีม้ ีแฝงอยูใ่ นทุกที่ ทุกวงการ พาณิชย์ ธรุ กิจ อตุ สาหกรรม ตง้ั แตก่ ระบวนการ
ผลิต การขนส่ง การใช้งานผลิตภณั ฑ์ การใชบ้ รกิ ารต่างๆ เช่น จากโทรศัพท์บา้ น/มือ
ถือเปน็ สมาร์ทโฟน กล้องดิจิทลั ลบล้างกล้องฟิล์ม คอมพิวเตอร์มาแทนพิมพด์ ดี เกิด
บริการสตรมี มิ่งภาพยนตร์ แอปเช่า/ใช้รถ แอปธนาคาร e-commerce, fin-tech,
IoT, IoE, IoB. ฯลฯ
มันเปน็ การเปลยี่ นแปลง เปลยี่ นรูป แปลงรา่ ง (transform) แบบอยา่ กระพรบิ ตา
พอรตู้ วั ไม่ทันรสู้ กึ ถงึ การถูกคกุ คาม การลบลา้ งและแทนที่ พลันเกิดขนึ้ แลว้ ใน
บรรดาสิ่งตา่ งๆ ผลติ ภณั ฑ์ยกั ษ์ใหญ่ นวตั กรรมใหม่ๆ ที่แข่งขันกนั ในโลกปจั จุบัน ท่ี
ขับเคลือ่ นด้วย ดจิ ิทัลเทคโนโลยี (digital technology)...
เราก้าวเท้าข้างหน่งึ เข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบงงๆ แตข่ าอีกขา้ งยังอยนู่ อกยุคดจิ ทิ ัล
พะว้าพะวงั เหมอื นกบั จิตใจและวถิ ีชีวิตยังอยู่ในโลกเกา่ แต่ความคิดและพฤตกิ รรม
พยายามวิ่งตามโลกใหม่...
บางเร่อื ง เราทัน หลายเรอ่ื ง เราไม่เข้าใจ

13

เราสะลมึ สะลือ ครึง่ หลับครงึ่ ต่ืน ด้ินรน อยู่ระหว่างโลกในฝันกับโลกเปน็ จริง...
นวตั กรรมที่ออกมาใหมน่ ้ันล้ำสมัย เราตามไมท่ ัน เรายังคดิ ใช้ ทำ แบบเดิม
ปจั จยั 4 เก่าไปแล้ว ปจั จัย 5 ใหม่ เพม่ิ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนและเคร่ืองส่ือสารตา่ งๆ
เข้าไป ให้ผู้คนพกพาตดิ ตวั ไว้เพ่อื เช่ือมต่อ ตดิ ต่อกนั ทำธุรกิจทีไ่ หน เมอื่ ไร ได้
ตลอดเวลา (always connected) นอกจากนี้ ยงั ใช้ยืนยันตวั ตนเพอ่ื ทำธรุ กรรม
สงั คมก้มหนา้ ถึงผู้คนตดิ และตามข่าวสารไมเ่ ว้นระยะ ก็ไมไ่ ดท้ ำให้ผู้คนเหล่านนั้ มี
อารยะดิจิทัล
อารยะดจิ ทิ ลั อารยธรรมดจิ ทิ ลั (Digital Civilization) หรอื น่าจะถกู ต้องกวา่ คือ การ
ปฏวิ ตั ิดจิ ทิ ัล (Digital Revolution) ซ่งึ ถือเปน็ การปฏวิ ัตอิ ุตสาหกรรมครั้งท่ีกำลงั เขา้
สคู่ รั้งท่ี 4 (ครงั้ ที่ 1 เครอื่ งจกั รใชพ้ ลังงานน้ำและไอนำ้ ครัง้ ที่ 2 ใชพ้ ลงั งานไฟฟ้า
ผลิตจำนวนมาก ครง้ั ท่ี 3 ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและอิเลก็ ทรอนกิ ส์ ผลติ แบบ
อตั โนมัติ คร้ังท่ี 4 กำลงั หลอมรวมเทคโนโลยตี ่างๆ ระหวา่ งกายภาพ ดิจทิ ัลและ
ชีวภาพ) ดจิ ิทลั เทคโนโลยีเรมิ่ แทรกซมึ ถงึ เกือบทุกอณูของการใชช้ ีวิตในสงั คมท่ี
สลบั ซับซ้อนดว้ ยการพฒั นาความเป็นเมือง การแบง่ ช้ันทางสงั คม รูปแบบการ
ปกครอง การเปลยี่ นระบบสัญลักษณ์ของการส่อื สาร เช่น การเขียน การสื่อสาร
เสมอื นจรงิ เป็นต้น มันกอ่ ใหเ้ กิดการเปลี่ยนรปู แบบการใช้ชีวิต ความสัมพนั ธ์และ
การกระทำระหวา่ งกนั มันกดั กร่อนจารีตประเพณี มนั ปลดปลอ่ ยอารมณด์ ิบ คำพูดท่ี
ไมเ่ หมาะสม ขม่ ขู่ เกลียดชัง ฯลฯ สำหรับผทู้ ไ่ี มร่ ูเ้ ทา่ ทัน ไม่ใช้ประโยชน์จากดจิ ิทัล
เทคโนโลยีในทางสรา้ งสรรค์ แต่กลบั ใช้ในทางทำลายลา้ งกันออนไลน์ แมไ้ มร่ ู้จักกัน
เปน็ ส่วนตวั ...

14

นอกจากน้ี เกิดชอ่ งว่างของการเข้าถงึ สารสนเทศ เปน็ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิด
จากโอกาสท่ไี มเ่ ทา่ เทียมกนั ในการเข้าถึงขา่ วสารความรู้ (Digital Divide)

Image Courtesy: Google Images

“เราไดส้ รา้ งอารยธรรมลำ้ ยุค ด้วยอารมณค์ นยุคหิน
สถาบันยคุ เส่อื มทราม และเทคโนโลยเี ทวดา”

เราไดท้ ำสงิ่ ทีย่ อ้ นและแยง้ กันเอง เหมอื นคนอยใู่ นโลกอนาคตที่ลำ้ ยุคสมัย ทีย่ ังใช้
สถาบนั ท่ีล้าหลัง แต่มอี ำนาจทางเทคโนโลยีข้ันเทพ บนั ดาลอะไรกไ็ ด้ สรา้ งสงั คมที่
ศวิ ิไลซ์ แตไ่ มพ่ ัฒนา...

15

โรคตดิ เชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019: โปรดปอ้ งกนั ตน (Coronavirus Disease

COVID-19: Protect Yourself)
การแพรร่ ะบาดของโรคตดิ เชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 (Covid-19) ต้งั แต่ปลายปี 2562
ส่งผลกระทบอยา่ งใหญ่หลวง ในทางลบ ทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ธุรกจิ การค้า
การทำงาน การท่องเที่ยว ทุกภาคส่วน
ทุกคนต้องป้องกนั การตดิ เชอื้ แบบครอบจักรวาล (Universal Prevention for
Covid-19) เช่น ทำงานจากบ้าน (work from home) หรอื ทำงานจากท่ไี หนก็ได้
(work from anywhere) เวน้ ระยะห่างทางสงั คม (social distancing) สวม
หน้ากากอนามยั (mask wearing) ล้างมือทุกคร้งั หลังสมั ผัส (hand washing) อยู่
บ้านเมอ่ื รู้สกึ ไมป่ ลอดภยั (stay safe, stay home) เปน็ ตน้
การปดิ เมอื ง ปิดสถานท่ีทำงาน ปิดสถานบริการ ทำให้หลายผูป้ ระกอบการประสบ
ภาวะวิกฤต ทำใหห้ ลายคนตกงาน กลับบ้านชนบท เหล่าน้ี เป็นตวั เรง่ ให้การ
เปลีย่ นแปลงทางสงั คมและเศรษฐกิจเรว็ ขน้ึ พร้อมทง้ิ ปญั หาความยากจน ตกงาน ไม่
มรี ายได้ ฯลฯ ไว้
ชมุ ชนชนบทกไ็ ด้รบั ผลกระทบโดยตรง จากผตู้ กงาน กลับบา้ น ไม่มรี ายไดจ้ ุนเจอื ตน
และครอบครัว อาจเรมิ่ ต้นใหมจ่ ากการใช้ภมู ปิ ญั ญาและทรพั ยากรทยี ังมีอยู่ในชนบท

“อันท่ีจรงิ ชีวิตเรียบงา่ ย แต่มนษุ ย์ยืนหยดั ท่ีจะทำให้สบั สน”
“Life is really simple, but men insist on making it complicated.” - Confucius

16

จับปลาให้เขา
มีกินชวั่ คราว
สอนเขาจับปลา
กินชั่วชีวา

Give a man a fish
And he eats for a day.
Teach a man to fish
And he eats for life.

อตั ตาหิ อตั ตโน นาโถ
ตนเป็นทีพ่ งึ่ แห่งตน

17

Image Courtesy: Google Images

The Rashomon effect is a term related to the notorious unreliability of
eyewitnesses. It describes a situation in which an event is given
contradictory interpretations or descriptions by the individuals
involved. Wikipedia
ราโชมอนเอฟเฟค หมายถงึ ความไมน่ า่ เช่อื ถืออันอ้ือฉาวของผู้เห็นเหตุการณ์ มัน
อธิบายสถานการณห์ น่งึ ท่เี หตกุ ารณ์ไดร้ บั การตีความหรือคำอธบิ ายขัดแยง้ กันโดย
บุคคลที่เกี่ยวข้อง - วกิ ิพเี ดีย

18

2 การพัฒนาชมุ ชน: มมุ มอง
(Community Development: Way of Viewing)

มองต่างมุม คดิ ตา่ งแง่ (Rashomon Effect*)

การพัฒนาชมุ ชน มหี ลายแง่ มองได้จากหลายมมุ เช่นเป็น โครงการ วธิ กี าร
ขบวนการ ปรชั ญา กระบวนการ แนวคดิ แนวทาง วิธีปฏบิ ตั ิบนฐานวชิ าชีพ วิธี
ปฏบิ ตั บิ นฐานวชิ าการ (a program, a method, a movement, a process, a
concept, an approach, a practice based profession and an academic

discipline) เป็นต้น แตม่ ี 4 มุมมองของการพฒั นาชุมชนทีเ่ ก่ียวขอ้ งกนั อยา่ ง

น่าสนใจ คือ มองในฐานะเปน็ วิธกี าร โครงการ กระบวนการ และขบวนการ (as a
method, a program, a process & a movement)

*ราโชมอนเอฟเฟค (Rashomon effect) หมายถึง การทคี่ นจำนวนหนึ่งอยู่ในสถานการณ์
เดียวกัน แต่อธิบายเหตกุ ารณ์ตรงหนา้ ออกมาแตกต่างกนั ทำให้มคี ำถามวา่ ใครโกหก หรือ
ทัง้ หมดล้วนโกหก หรือแท้จรงิ มีอคตบิ างอย่างบงั ตาใหพ้ วกเขาอธิบายเหตกุ ารณอ์ อกมาเช่นน้ัน

19

ดภู าพประกอบคำอธบิ าย และอ่านคำอธิบายประกอบจดุ และเส้น

รฐั บาล ใช้ วิธกี าร พฒั นาชมุ ชน โดยมี จุดหมาย เพือ่ ยกระดับเศรษฐกจิ และ
สงั คมชองหมู่บา้ นชนบท (วิธีการ เปรยี บเหมือนเป็น จดุ . )

หน่วยงานของรฐั จงึ คดิ แผนงาน/โครงการ ประกอบด้วย กิจกรรม ตา่ งๆ
ใหพ้ ัฒนากร ไปดำเนนิ การระดับหมบู่ ้านตำบล (โครงการ เหมอื น เสน้ ประ - - - )

ประชาชน ถกู ดึงเข้าสู่ กระบวนการ ทีม่ ่งุ ใหเ้ กิดการเรยี นร้แู ละการ
เปลีย่ นแปลงดีข้นึ เป็นลำดับ (กระบวนการ เปน็ จุดต่อจดุ กลายเปน็ เส้นทีย่ าว -------)

ผนู้ ำชมุ ชน สร้าง ขบวนการ ประชาชน ขับเคล่ือนด้วยการปลุกความคิด
เปลีย่ นทัศนะ ขบั เคลอ่ื นการพฒั นา (ขบวนการ เหมือน เส้นที่ลากกระชัน้ สั้น .---.---)

20

จดุ คือจดุ เรมิ่ ต้น คือ วิธกี าร
จุด เว้นจดุ เวน้ จุด คอื โครงการ ทป่ี ระกอบด้วยกิจกรรม เปน็ ขนั้ ตอน
จดุ ท่ีจดุ ติดตอ่ ตอ่ เนอื่ งกันไป จะกลายเปน็ เส้นยาว คอื กระบวนการ ที่
เกดิ ขึน้ ต่อเนือ่ งกนั ไปจากการตดั สินใจดำเนินการของประชาชนเอง
จุด ท่ีจุดติดต่อเป็นเส้นสั้นบ้าง ยาวบ้าง แล้วหยดุ เป็นจดุ คือ ขบวนการ ทม่ี ี
ผู้นำปลกุ ระดมความคิด ชกั นำให้ประชาชนทำตาม การพัฒนาจึงเกิดเป็นชว่ งๆ ขนึ้
อยกู่ ับผู้นำ
หลังจากท่ีเหน็ แจ้งทั้ง 4 มมุ มองแล้ว เพ่อื ให้เขา้ ใจกนั และกัน จึงเปน็ ธรรมดาที่
ผกู้ ำหนดนโยบายมักจะมองจากมมุ “วิธีการ”
ผ้บู รหิ ารมกั จะมองจากมมุ “โครงการ”
ผู้นำจะมองจากมมุ “ขบวนการ” และ
พัฒนากรจะมองจากมุม “กระบวนการ” เพราะยดึ ประชาชนเปน็ หลัก
การพฒั นาชมุ ชนจงึ มีหลากหลายความหมาย ข้นึ อยูก่ ับผนู้ ยิ าม จะมองจากมมุ ไหน
ให้ความสำคญั กับอะไรมากกว่ากนั

Image Courtesy: Google Images

21

นิยาม: เปลยี่ นแปลงเพอื่ ใหด้ ขี ึ้น (Definition: Change for the Better)

สหประชาชาตินิยามเปน็ แนวคดิ พ้นื ฐานไวเ้ มื่อปี พ.ศ. 2491 ดงั น้ี

“การพัฒนาชมุ ชน หมายถึง กระบวนการที่สร้างเง่อื นไขความกา้ วหนา้ ทางเศรษฐกิจ
และสังคมของชุมชน ผา่ นการมสี ่วนรว่ มของคนภายในชุมชน และการพ่ึงการริเริม่
ของชุมชน”

(Community development is defined by the United Nations as a process where
the conditions of social and economic progress are created through participation
within the community and reliance on community initiatives.)

กลา่ วได้วา่ ทกุ ประเทศตา่ งมปี ญั หาเศรษฐกิจและสังคมในระดับต่างๆ มากบ้าง นอ้ ย
บ้าง แตกต่างกันไป โดยเฉพาะในชุมชนชนบท ทอี่ ยู่ห่างไกล ลา้ หลัง ยากจน กว่า
ชุมชนเมอื ง
ในชมุ ชนชนบทสว่ นใหญ่ ผคู้ นส่วนหนึง่ อาจเปน็ ส่วนใหญ่ จะมฐี านะยากจน ขาดสงิ่
อำนวยความสะดวก โครงสรา้ งปัจจัยพืน้ ฐาน การสขุ าภิบาลไม่ดี ความรู้ดอ้ ย ไมม่ ี
โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม ขาดแคลนทุนและทรพั ยากร มปี ญั หาสังคม เช่น
อาชญากรรม ยาเสพติด การหยา่ ร้าง ครอบครัวแตกแยก ฯลฯ ทั้งน้ี อาจมีสาเหตมุ า
จาก ความยากจนเรื้อรงั มานาน การเป็นหนสี้ ินตลอดกาล ภัยพบิ ตั ิต่างๆ ทีเ่ กิดขึน้
การดำเนนิ การผดิ พลาดของรฐั ความแหลอ่ื มล้ำทางเศรษฐกจิ และสงั คม ความก้าว
หน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ผู้คนตามไมท่ นั เกดิ ชอ่ งว่าง เป็นปญั หา ฯลฯ
หลายประเทศทว่ั โลก จึงนำการพฒั นาชมุ ชนมาใช้เพ่ือแกป้ ญั หาดังกล่าว แมจ้ ะไม่
เห็นผลเร็วด่งั ใจ

22

การพัฒนาชมุ ชน เรม่ิ ตน้ ทค่ี น (CD: Start Where the People Are)

ตั้งแตม่ นษุ ย์ยุคใหม่ (Modern Man) ลงจากต้นไม้ ลี้ภัยเข้าถ้ำ พอต้ังหลักได้ ออกไป
เรร่ ่อน หาของป่า-ล่าสัตว์ จนพากันต้งั ถนิ่ ฐาน ปลูกพ้นื -เล้ียงสตั ว์ เป็นการปฏิวัติ
เกษตรกรรมยุคโบราณ...
เราก็เป็นมนุษย์ แตเ่ ราไม่รู้และไม่เขา้ ใจตัวเราเท่าท่คี วรจะเปน็ สำมะหาอะไรกับการ
ทำงานพฒั นาชมุ ชนท่ีต้องทำงานรว่ มกับคน เราจึงตอ้ งรู้ธรรมชาติของมนษุ ย.์ ..
เรอ่ื งมนษุ ย์ จากวานร สมู่ นษุ ย์ (from Ape to Man) มนุษย์มวี วิ ฒั นาการ เกดิ มนษุ ย์
วานรเมอื่ 65 ลา้ นปีกอ่ น โฮโมเซเปียนส์ 2.5 แสนปกี อ่ น มนุษย์ 5 หมน่ื ปีกอ่ น
มนษุ ย์เป็นสัตวส์ งั คม (Social Animals) จึงใชช้ ีวิตอยรู่ ว่ มกัน พงึ่ พาอาศัยกัน ตอ้ ง
ตอ่ สกู้ ัน เพ่อื ปอ้ งกนั หรือแย่งชิง อาหาร ทรัพยากร ปจั จยั 4 มีวิถีชวี ิต สังคม
วัฒนธรรมฯลฯ มนษุ ย์ต้องผจญภยั มที ั้ง ภยั ธรรมชาติ และภัยสงคราม ซงึ่ เกดิ จาก
ความหวิ โหย ความยากจน ความเคยี ดแคน้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ฯลฯ
มนษุ ย์ เร่รอ่ น หาของปา่ -ลา่ สัตว์ (Nomadic Hunter-Gatherers) เปน็ อาหาร พอ
ตง้ั ถนิ่ ฐาน เพาะปลูก-เล้ยี งสตั ว์ (Settling Farmer-Herders) กต็ อ้ งการ ปัจจัย 4
ที่ดนิ ทรพั ยากร แรงงาน ฯลฯ เพ่ืออยูร่ อด จึงต่อส้เู พอ่ื ชีวิต ทง้ั แยง่ ชงิ และปอ้ งกัน
ประวตั ิมนุษยชาติ จึงเตม็ ไปดว้ ยความขัดแยง้ การสู้รบระหว่างชนเผ่า เมอื ง นคร
อาณาจกั ร
กระท่ังปจั จุบนั ความขดั แยง้ ยังคงมีอยู่... มีการแยง่ ชงิ ทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ มี
สงคราม... ทง้ั แบบพรากชีวิตและแบบลา้ งความคิด...

23

ตลอด 3,421 ปที ่ีผ่านมา มเี พียง 268 ปีไมต่ ่อเน่ืองกัน ทไ่ี มม่ ีสงคราม ?????????
(ยามสงบ คิดเปน็ ร้อยละ 7.7 ของ ยามสงคราม)

Image Courtesy: Google Images
สรุป ววิ ัฒนาการมนษุ ย์
มนษุ ย์- จากนกั หาของปา่ /นกั ลา่ สัตว์ ผเู้ รร่ อ่ น สู่ นักปลูกพชื /นักเลี้ยงสตั ว์ ผู้ตั้งถน่ิ ฐาน
เกิดบา้ นเมอื ง อันอุดม มผี ลผลิตสว่ นเกิน เกิดพ่อคา้ ชา่ งฝมี อื ผู้รู้ มีการเรยี นรูร้ ว่ มกัน
มนุษย์- จากพ่อคา้ ผสู้ ญั จร สู่ นักทอ่ งโลก ผู้แลกเปล่ยี นเรยี นรู้
เกิดการพัฒนานครรัฐ/การสรา้ งจกั รวรรดิ
มนษุ ย์- จากจกั รวรรดิ สู่ อารยธรรม
เกดิ การปฏิวตั ิความคดิ และเทคโนโลยี
มนษุ ย์- จากความคดิ และเทคโนโลยี สู่ การแพรข่ ยาย
เกดิ การเดินทาง สำรวจ ทรัพยากรและความรู้ใหมๆ่
มนษุ ย์- จากนกั สำรวจ สู่ นกั ส่อื สาร
เกดิ นวัตกรรมการขนสง่ สอื่ สาร โลกาภวิ ตั น์ คอมพิวเตอร์ อนิ เตอรเ์ นต็ ดจิ ิทัล
มนษุ ย์- จากผเู้ กดิ ในยคุ ดิจทิ ลั (Digital Natives) สู่ นักสร้างสรรค์?
เกดิ นวัตกรรม สนิ คา้ บริการ โอกาส ใหมๆ่ ???

24

มนษุ ยว์ ิวฒั น์มาไกล เช่ืองช้าในช่วงแรกๆ แต่เมอ่ื เกดิ การปฏวิ ตั เิ กษตรกรรมก็เรว็ ข้นึ
การปฏิวัตอิ ตุ สาหกรรมก็ย่ิงเรง่ ให้เร็วขึน้ จนถงึ การปฏิวัตวิ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ก็ยิง่ ทำให้การพัฒนา การเปลยี่ นแปลง การเปลีย่ นรูปแปลงรา่ ง (development,
Change, Transformation) เรว็ จนตามไมท่ ัน

อาจพิจารณาพัฒนาการของมนุษยจ์ าก 5 นวัตกรรมทีม่ นุษย์ค้นพบ ควบคุม และ
สร้างสรรคข์ ึน้ มาพฒั นาตัวมนษุ ยเ์ อง 5F’s

The 5F’s of Human Discovery

FFFFFaaaairrmccemtiloiiltyraytion (((((rdhraoasii-vwslteeiesfmic–oohobnfudl–yonh–fcliitln-caitooeobnouo–)kcresh–pd)epfceoiraomldiz)aanteionnt)structures)

การคน้ พบและควบคุมไฟ (Fire) ได้ ทำให้ร่างกายมนษุ ยเ์ ปลย่ี นระบบย่อยอาหาร
จากดบิ ที่ยอ่ ยยาก เป็นสุกทยี่ ่อยงา่ ย ได้พลงั งานเร็ว มแี รงทำกจิ กรรมมากข้นึ การอยู่
กนั เปน็ ครอบครวั (Family) ทำให้มนษุ ย์เรยี นรู้การมีบทบาทและการหนา้ ทใี่ นการใช้

ชวี ติ การทำการเกษตร (Farm) ทำให้มนษุ ย์มกี ารแบ่งงานกนั ทำ เกิดอาชีพใหม่ มีสงิ่

ปลกู สร้างถาวร หลังการปฏวิ ัตอิ ุตสาหกรรม การทำงานในโรงงาน (Factory) ทำให้

มนษุ ยท์ ำงานมีประสทิ ธภิ าพข้ึน มกี ารคิดค้นระบบทำงานตามสายพาน เกดิ ความ
เชี่ยวชาญต่างๆ ต่อมา การปฏิวตั ิทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำใหม้ นษุ ย์มชี ีวิต

สบายข้ึน การได้รบั ความสะดวกสบาย (Facilitation) ทำใหม้ เี วลาและโอกาสสรา้ ง

เทคโนโลยีชั้นสงู พร้อมกับการมสี มั ผสั ทลี่ ะเอยี ดอ่อนถึงความซบั ซ้อนของอารมณ์
จติ ใจ และความสัมพันธ์ระหวา่ งกัน

25

มนษุ ย์ มี 5ส. มนษุ ย์ มี 5S และ มนษุ ย์ มี หลาย C

มี สองเท้า เอาไว้เดนิ เคลอ่ื นไหว ทำกิจได้สะดวก
มี สมอง ท่พี ัฒนามาก ใชเ้ หตผุ ล มภี าษา สอ่ื สาร
มี สองมือ ทมี่ ีอิสระ ขยับ ควบคมุ สิง่ ต่างๆ
มี สังคม ชอบแสดงตน มีกิจกรรม รักสนุ ทรียะ ชอบครอบครอง
มี สมรรถนะเรยี นรู้ รักษา แบ่งปนั สง่ ต่อ
Social Interaction การกระทำระหว่างกนั ทางสังคม
Social Interrelation ความสมั พันธร์ ะหว่างกนั ทางสงั คม
Social Interdependent การพึ่งพงิ ระหวา่ งกนั ทางสงั คม
Social Interconnectedness การเชือ่ มต่อระหว่างกันทางสงั คม
Sense of Beauty & Aesthetics สำนกึ ในความงาม/สุนทรยี ภาพ
Communication สื่อสารกัน
Cooperation รว่ มมือกัน
Competition แข่งขันกนั
Coordination ประสานกัน
Collaboration ร่วมมือรว่ มใจ
Creation สรา้ งสรรค์
Change (the World) เปลย่ี นแปลง (โลก)
etc. ฯลฯ

26

Image Courtesy: แตม่ นษุ ยม์ ีความแตกต่างและหลากหลาย
Google Images
มี IQ EQ MQ แตกต่างกนั
มี Strengths & Weaknesses แตกต่างกัน
มี Talents, Knowledge & Skills ไม่เหมือนกนั
มี Mindset ไมเ่ หมือนกัน
มหี ลาก Lifestyles
มหี ลาย Generations
มี ฯลฯ

จะเหน็ ได้ว่า...

ต้งั แตส่ มยั โบราณ มนุษยต์ ้องอดทน ดิน้ รน ตอ่ สู้
เพ่ือมีชีวติ อยู่รอด จากภยั มนษุ ย์ดว้ ยกนั เอง และ
ภัยธรรมชาติ เช่น ความอดอยาก ความขดั แยง้
โรคระบาด การปอ้ งกันชีวิตและทรพั ย์สิน การ
ช่วงชิงและยึดครอง การถกู กวาดตอ้ น การย้ายถนิ่
การหนภี ยั ธรรมชาติ และการเคลอ่ื นย้ายตามสัตว์
ป่าทีเ่ ป็นอาหาร

แต่ดว้ ยความสามารถ “เรียนรรู้ ว่ มกัน”
(Collective Learning) มนษุ ยจ์ ึงรวบรวม ส่งั สม
แบ่งปัน และถ่ายทอด ความรู้ ภมู ปิ ัญญาจากร่นุ สู่
รุ่น ทำให้อยู่รอดจนทุกวันน้ี

การทำงานพฒั นาชุมชน จึงตอ้ งเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์
จึงขอย้อนรอยกลบั ไปถงึ ความเป็นมาของมนุษย์โดยสรปุ ตัง้ แตม่ นุษย์ยคุ แรกเร่ิม

27

แมม้ นษุ ยป์ ระหนึง่ มีคณุ สมบัติและลักษณะดเี ลิศ แตม่ นษุ ยม์ ีฐานะความเป็นอยู่
คุณภาพชีวิต แตกต่างกนั ระหว่างมนุษยด์ ว้ ยกันเอง ระหวา่ งครอบครัว ระหว่าง
ชุมชน ฯลฯ บางคน บางครอบครวั ยากจน หลายชมุ ชน ขัดสน... เปน็ วงจรอุบาทว์
(Vicious Cycle) เป็นวฏั จกั รทีก่ อปรดว้ ย ความไม่รู้ การพ่งึ ผ้อู ื่น โรคภยั ไมม่ ีโอกาส
ขาดทนุ ทรัพย์ ฯลฯ เกิดข้ึน ทับถมกนั และกัน ไมจ่ บ เปน็ กับดักความยากจน
(Poverty trap) ที่ด้นิ ไม่หลุด แม้สังคมกา้ วหนา้ ข้ึนดว้ ยเทคโนโลยี แต่ไมท่ กุ สังคม ไม่
ทุกชมุ ชน ไม่ทกุ กลุม่ ไม่ทุกครอบครัว ท่ีจะได้รับอานิสงค์ แม้แต่ภายในสังคม กล่มุ
ชุมชน เดยี วกัน บางคนได้รบั ไดบ้ ้าง บางคนไม่ได้ บางคนยงั เสียประโยชน์

Image Courtesy: Google Images

ในความเจรญิ มคี วามเสอ่ื ม ปะทุขึ้น..... ในความเส่อื ม มีความเจริญ งอกงามขึ้นเปน็
ดังเมลด็ พนั ธท์ุ ส่ี มบูรณ์ ตกอยใู่ นสภาพแวดล้อมใด ก็หาทางงอกงามจนได้

28

การตัดสนิ ใจเปน็ ของชมุ ชน (Community Decision Making)

ชุมชน หมายถึง กลมุ่ คน / ที่อาศยั อย่ใู นสถานท่เี ดียวกนั / มีลักษณะนิสยั เฉพาะ
รว่ มกัน / มีความรสู้ ึกเป็นเพ่อื นกัน… จากการมที ัศนคติ ความสนใจและเป้าหมาย
ร่วมกนั / มีสำนึกของชุมชน (Sense of Community) / มสี ำนึกเปน็ ส่วนหน่ึง
(สมาชกิ ) ของชมุ ชน (Sense of Belonging)
ชุมชน มีอยูท่ ว่ั ไป ชุมชนทท่ี ำงาน ชมุ ชนหมู่บา้ น ชุมชนตำบล ... ชุมชนโลก ฯลฯ
หรือ ชุมชนในอินเตอรเ์ น็ต ชมุ ชนออนไลน์
เราเปน็ สมาชกิ ของชมุ ชนมากกวา่ หน่งึ บา้ งถาวร บ้างชัว่ คราว เข้าๆ ออกๆ แตข่ าด
ไม่ได้ เพราะเรามี สำนึกเปน็ สว่ นหน่งึ ของชมุ ชน
ชุมชน สำคญั เพราะ...
-เราตอ้ งการบ้านท่อี บอ่นุ (Home)
-เราตอ้ งการเชือ่ มโยง ตดิ ตอ่ เก่ียวขอ้ ง สมั พันธ์กนั (Connected)
-เราตอ้ งการเปน็ พวก เป็นที่ยอมรบั (Be a Part of & Accepted)
-เราต้องการกระทำระหวา่ งกัน (Interaction)
-เราตอ้ งการการสนับสนุน แลกเปล่ยี นประสบการณ์ (Support & Share
Experience)
-เรารู้สึกปลอดภัย มั่นคงและสะดวกสบาย (Safe, Secure & Comfortable)
-เราไม่ (คอ่ ย) รู้สึกเปลี่ยวเหงา โดดเดี่ยว (Less Lonely & Isolated)
ชมุ ชน เปน็ เครือข่ายท่ีกอปรดว้ ยทกั ษะหลากหลาย มีแรงบนั ดาลใจและแรงจงู ใจ มี
การแบง่ ปนั บทเรียนและการสนับสนนุ มีการให้โอกาส ให้ความสนกุ

29

ชุมชน ให้กำลงั ใจและความกลา้ หาญ ให้ความหวงั มที างเลอื ก มีปฏิกิริยาเชงิ
สรา้ งสรรค์ ให้ความปติ ยิ นิ ดี
ชุมชน หลอ่ เลยี้ งการเชื่อมโยงของเรากบั ผอู้ นื่ และโลก (Nurturing Human
Connection)
ชมุ ชน มีความสำคัญย่ิงต่อความเป็นอย่ทู ด่ี ีของเรา (Community is Essential to
Human Well-being)
ชมุ ชนออนไลนท์ วีความสำคัญขน้ึ เราเปน็ สมาชกิ และเช่อื มต่อกบั ชมุ ชนคนคิด
เหมอื นกนั (Like-minded Community) ไดโ้ ดยไม่พบหน้า ไมต่ อ้ งออกจากบ้าน
เป็นชมุ ชนดจิ ิทลั (Digital Community) ท่ีเช่อื มโยงไกลกว่าถ่นิ ท่อี ยู่ เกิดการไหลบ่า
ของความคิดและการติดต่อกับผู้คน ทำให้ขอบเขตของชุมชนเดมิ เลือนไป มีทางเลอื ก
ที่มากขึ้น เป็นชมุ ชนใหมท่ ่ีสรา้ งขน้ึ จาก ปัจเจกนิยมและทางเลอื ก (Individualism &
Choice) ตรงข้ามกับ ชุมชนดงั้ เดิมท่ีสร้างจาก เชื้อสายและความใกล้ชดิ (Lineage &
Proximity)
แต…่ มนุษยเ์ ราเป็น สตั ว์สังคม (Social Animal) เฉกเชน่ ส่งิ มชี ีวติ อื่น ทีม่ ีความ
เปน็ มาจากการตอ่ สู้ แยง่ ชิง ปอ้ งกัน เพอ่ื ให้อย่รู อด (survival) จึงต้องอยรู่ ว่ มกนั
ชว่ ยกัน เป็นกลุ่ม เป็นเผ่า จนกลายมาเปน็ อาณาจักรหรือรฐั ที่พัฒนามาจากชมุ ชน ท่ี
หลอมผู้คนใหม้ อี ัตลกั ษณ์ จุดหมาย คา่ นยิ ม แผ่นดินเกดิ และวฒั นธรรมเดียวกัน
ชมุ ชนต่างๆ มกี ารตดิ ตอ่ เชื่อมโยงกัน แลกเปล่ียน รว่ มมอื ช่วยเหลือกัน เกดิ ความ
เจรญิ ก้าวหนา้ ทางอารยธรรม วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ไปทว่ั โลก

30

ชุมชนมคี วามสำคญั มาตลอดประวตั ศิ าสตร์มนุษยชาติ
แมจ้ ะววิ ฒั นเ์ ป็นชมุ ชนออนไลน์ แตค่ วามสำคญั ยังคงมี เพราะคนตอ้ งการ..

1. การเปน็ ส่วนหนง่ึ ของชุมชน การมีจดุ มุง่ หมาย และการติดต่อเชอ่ื มโยงกัน
(Belonging, Purpose & Connection) เพอื่ เป็นส่วนหนงึ่ ของกลมุ่ ท่ใี หญ่ข้ึน ได้
ผลงาน แม้อยู่บา้ น

2. การแลกเปล่ียนความคิด (Exchange of Ideas) เพอ่ื สร้างสรรคแ์ ละ
แก้ปญั หาทย่ี าก ท่ยี ากจะแกเ้ องคนเดียว

3 การแกป้ ญั หาท่ีใหญม่ าก (Solve Bigger Problems) ทที่ ำคนเดียวไม่ได้
4 การสนบั สนนุ ซึง่ กันและกนั (Support Each Other) ในยามรู้สกึ ท้อแท้
ไมว่ า่ โลกจริง (Real World) หรือ โลกเสมือน (Virtual World)...
ชุมชน ทำให้เรา-มนุษย์ มีชีวิตอยรู่ อดมาได้ จากอดตี จวบปัจจบุ ัน
ชุมชน ทำให้ชาวบ้าน-ชาวชุมชนมชี ีวติ อยรู่ อดมาได้ จากอดีตจวบปัจจบุ นั
ชมุ ชน สำนึกชมุ ชน สำนกึ เปน็ ส่วนหนึ่งของชุมชน จงึ สำคัญและมีความหมายย่ิง

Image Courtesy: Google Images

ชุมชน คอื คำตอบของการพัฒนา แก้ปญั หาความยากจน ยกระดับคณุ ภาพชวี ิต

31

เรียนจากอดตี
มองอนาคต แต่
อย่กู บั ปัจจุบนั

Learn from the past,
Look to the future, but

Live in the present.

Petra Nemcova
Czechoslovakian – Model / Born: March 24, 1979

ชวี ติ อยูท่ ี่ไหน ในเมอ่ื เราหลงอยใู่ นการทำมาหากนิ ?
ปัญญา อยู่ที่ไหน ในเม่ือเราหลงอยู่ในความรู้?
ความรู้ อยทู่ ่ีไหน ในเมอื่ เราหลงอยู่ในขา่ วสาร?

Where is the life we have lost in living?
Where is the wisdom we have lost in knowledge?
Where is the knowledge we have lost in information?

T.S. Eliot, "The Rock", Faber & Faber 1934.

32

3. การพัฒนาชุมชน: อดีตถงึ ปจั จบุ ัน
(Community Development: Then & Now)

การพฒั นาชุมชน: ทำงานรว่ มกับประชาชน (CD: Work With the People)

จาก แนวคดิ สู่ แนวทาง (จาก นามธรรม สู่ รปู ธรรม)
1. ความเช่อื (Belief) เชื่อมน่ั ในมนษุ ย์

1.1 มนุษย์มคี วามคิด มีเหตผุ ล ตดั สินใจเองได้ สามารถเรียนรู้ สร้างสรรค์
เปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมของตนและสภาพแวดลอ้ มได้

1.2 ชวี ิตมนุษยม์ ีคุณคา่ และความหมาย มีศักด์ิศรีและศกั ยภาพ
2. หลกั การ (Principle) หลกั การประชาชน

2.1 ยึดประชาชนเปน็ สรณะ เริ่มตน้ ที่ประชาชน ทำงานรว่ มกบั ประชาชน
2.2 ยดึ หลกั “ทำ 1 ได้ 3” คือได้ จุดหมายเชงิ กระบวนการ (ได้พฒั นา
ความคดิ -จิตใจ) จดุ หมายเชิงสมั พนั ธภาพ (ได้พฒั นาสมาชกิ -กลุ่ม) จุดหมายเชงิ การ
งาน (ได้พัฒนาฝมี อื อาชีพ-ชวี ติ ความเป็นอย่)ู
3. เป้าหมาย (Target) เปา้ หมายช่วยตนเอง
3.1 ประชาชนช่วยตนเองและพึง่ ตนเองได้ในการแก้ปญั หาส่วนตวั /สว่ นรวม
3.2 ประชาชนชว่ ยกนั สรา้ งชุมชนที่ทุกคนสามารถเรยี นรูแ้ ละหาเลยี้ งชพี มี
งานทำ และครอบครัวมคี วามสุข

33

4. กลวธิ ี (Tactics) กลวธิ ีพลงั ชุมชน
4.1 สรา้ งพลงั ชุมชนและใช้พลงั ชุมชนในการพัฒนาชุมชน โดยใช้

กระบวนการเรียนรู้-สรา้ งพลังความคดิ กระบวนการกลุ่ม-สรา้ งพลังการกระทำ
กระบวนการอาสาสมัคร-สร้างพลังจติ สำนึกตอ่ ส่วนรวม

4.2 เออื้ อำนวยให้ประชาชนมบี ทบาทและมสี ว่ นร่วมในการแกป้ ัญหาและ
การดำเนินกจิ กรรมพฒั นาของชมุ ชน
5. วิธีการ (Method) วิธกี ารสะท้อนคดิ

5.1 เป็นกระจกเงาสะท้อนภาพปญั หาชมุ ชนให้ประชาชนมองเห็นและเข้าใจ
ชัดเจนขึน้ และเป็นแรงใจ ให้สาระความรู้ ช่วยใหเ้ ขาชว่ ยตนเองในการคิด ตัดสนิ ใจ
และแก้ปัญหา

5.2 จัดต้งั และพัฒนากลมุ่ เพือ่ สง่ เสริมและสนบั สนุนใหส้ มาชิกมีบทบาท มี
ส่วนรว่ มในกจิ กรรมกลมุ่ และงานส่วนรวม รวมทั้งส่งเสรมิ และสรา้ งสรรค์ผู้นำและ
อาสาสมัคร ให้ทกุ คนมโี อกาสทำงานเพ่ือสว่ นรวม

จาก แนวคิด ทีเ่ ป็นนามธรรม สู่ แนวทาง ที่เปน็ รูปธรรม
จาก ความเช่ือ ไป หลกั การ และ เปา้ หมาย ถงึ กลวธิ ี สู่ วธิ ีการ
เรียกเพอ่ื จำ...
“แนวคดิ -แนวทาง พฒั นาชมุ ชน” หรือ “มรรคา พฒั นา ชุมชน 5X2”

ขออรรถาธบิ าย ดังนี้

34

#1 ความเช่อื (ความเห็นตามด้วย ม่นั ใจ ไว้ใจ นบั ถือ)
คอื การยอมรับว่าเปน็ จริง ด้วยความมั่นใจ ทำให้เกิดพลงั ในการทำงานตามความเชือ่
เปน็ วงจรความเชือ่ (Belief Cycle)

1) เมื่อมคี วามเชือ่ มากเท่าไร ปรมิ าณศักยภาพ (Potential ความสามารถท่ี
แฝงในตวั รอการทำให้เปน็ ความสามารถจรงิ ออกมา) จะถูกสะกดิ ออกมามากเท่านั้น

2) ปรมิ าณศกั ยภาพทีเ่ ราสะกิด จะกำหนดปริมาณการกระทำ (Action การ
ลงมอื ทำงาน) ของเรา

3) ปรมิ าณการกระทำของเรา จะกำหนดผลงาน (Results ผลงานพัฒนา
ชมุ ชน) ท่ีเราไดก้ ระทำ

4) ปรมิ าณผลงานท่ีได้ จะกำหนดความเชือ่ มั่นในตนเอง (Belief in
Yourself)
น่ีคือ ปาฏหิ าริย์จากความเช่ือม่ัน คดิ บวก

Image Courtesy: Google Images

35

#2 หลักการ (สาระสำคัญที่ยดึ เปน็ แนวปฏบิ ตั ิ)
เปน็ ความคิดพื้นฐาน เปน็ กฎของการปฏบิ ตั ิบนพืน้ ฐานของความเชอ่ื เมื่อเราเข้าใจใน
หลกั การแลว้

1) เราเริ่มตน้ ท่ี ความเปน็ ไปได้ (Possibilities) ของงานพฒั นาทจ่ี ะทำ
ปัญหา ความตอ้ งการ ความวิตก ของชาวบา้ นท่ีเรามีส่วนร่วม

2) เมอ่ื ประเมนิ ความเปน็ ไปไดแ้ ลว้ เราค่อยตคี วามและสำรวจวิถใี หม่เอีย่ ม
ในการจัดการตามหลกั การ

3) สรา้ งสตู รการทำงานใหมจ่ ากความจรงิ พื้นฐานที่พบ
4) มองอนาคตและดคู วามต้องการทจ่ี ำเปน็
5) แลว้ ตงั้ คำถามวา่ เป้าหมายคืออะไร
การยดึ หลกั การทำงานสมยั กอ่ นมักเรม่ิ ที่ขอ้ จำกัด จงึ ทำตามวถิ ีทางเดมิ เลือกทำตาม
วิธีทเ่ี คยใช้ แล้วมองย้อนหลงั วา่ จะทำอะไร สดุ ท้ายไม่แน่ใจวา่ จะบรรลุเปา้ หมาย

Image Courtesy: Google Images

36

#3 เปา้ หมาย (ความม่งุ หมายเจาะจงใหไ้ ด้ตามเจตนา)
การกำหหนดเป้าหมายเปน็ เรือ่ งสำคัญ ไมเ่ ชน่ นนั้ จะเป็นการทำงานแบบ
สะเปะสะปะ ไม่ตรงเป้า เมื่อเลือกและลอ็ กเปา้ หมาย กลมุ่ ที่เราจะทำงานด้วยแล้ว
เราอาจใช้วธิ .ี .. เป้าหมายชาญฉลาด (SMART Goals) คอื
เจาะจง (Specific) วัดได้ (Measurable) ทำได้ (Achievable) เปน็ จรงิ (Realistic)
ทันกาล (Timely)

เจาะจงว่าเราต้องการทำอะไร
วดั ผลวา่ บรรลไุ ดอ้ ย่างไร
ทำได้หรือไมต่ ามอำนาจท่ีมี
เปน็ จรงิ หรอื ไม่ทีจ่ ะบรรลุผล
ทนั กาลตามแผนทกี่ ำหนดหรือไม่
เปา้ หมายตอ้ งชัดเจน มิฉะน้ัน จะสญู เสียทรัพยากร พลงั งานและเวลา โดยไร้
ประโยชน์

Image Courtesy: Google Images

37

#4 กลวิธี (วธิ พี ลกิ แพลง โดยอาศัยความรูค้ วามชำนาญ)
เป็นกลเมด็ ในการวางแผน กลวิธี (Tactics) เปน็ ฝาแฝดกบั ยุทธศาสตร์ (Strategy)
ยุทธศาสตรต์ ้งั คำถาม- ทำอะไรและทำทำไม (Strategy defines what and why)
ส่วนกลวธิ ตี ้งั คำถาม- ทำอยา่ งไรและทำเมอ่ื ไร (Tactics defines how and when)

#คำถามเชงิ ยทุ ธศาสตร์ของเราคอื -ทำอะไร คำตอบ-เราต้องการการพัฒนา
หมู่บา้ น #คำถาม-ทำทำไม คำตอบ-เราต้องการให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวติ ที่ดี

#คำถามเชิงกลวธิ ีของเราคือ-ทำอยา่ งไร คำตอบ-เราตอ้ งการใหช้ าวบา้ นมี
สว่ นร่วมสรา้ งพลังชุมชน #คำถาม-ทำเม่อื ไร คำตอบ-เราตอ้ งการใหช้ าวบา้ นพร้อม
ทกุ เมือ่ ในการใช้พลังชมุ ชนในการพฒั นา
ยทุ ธศาสตร์เปน็ เจตจำนง (Intent) กลวธิ เี ปน็ ปฏบิ ัติการตามเจตจำนง (Action)
เหมอื นสองด้านของเหรยี ญกษาปณ์ ทัง้ ยุทธศาสตรแ์ ละกลวธิ ีตอ้ งเป็นข้อความทีส่ ้ัน
เข้าใจง่าย เป็นรูปธรรม มีจุดหมายและทศิ ทาง เน้นปฏิบตั ิ ประสานความร่วมมอื
คำนึงถึงวัฒนธรรมทอ้ งถ่ิน ยดื หยุ่น จัดการชัดเจน ข้องเก่ียวสง่ิ ตา่ งๆ อยา่ งกว้างขวาง

Image Courtesy: Google Images

38

#5 วิธีการ (วิธีปฏิบตั ติ ามหลักการเปน็ ขนั้ ตอนอย่างมรี ะบบ)
การทำตามหลกั การอย่างมรี ะบบ เป็นข้นั เป็นตอน เป็นวธิ ีการซึง่ ผา่ นการศกึ ษา
ค้นคว้า ทดลอง ปฏบิ ัติ ไดผ้ ล กลายมาเปน็ รูปแบบวิธีการ อย่างไรกต็ าม วิธีการ
ทำงานกับคนต้องยดื หยุ่นได้ตามสถานการณ์ ขอเพยี งแต่ยึดม่นั ในหลักการ และ
วธิ กี ารท่ีดที ส่ี ุดในการเอาชนะอุปสรรคคือวิธกี ารทำงานเปน็ ทีม เป็นทีมกบั เพ่อื น
รว่ มงาน เป็นทีมกบั กลมุ่ ประชาชนเป้าหมาย ให้สมาชกิ กลมุ่ เป้าหมายทำงานเปน็ ทีม

Image Courtesy: Google Images

จากอดตี จวบปจั จุบนั ...
เราเชอ่ื วา่ คนพฒั นาได้ เรายึดประชาชนเปน็ หลัก เราตง้ั เป้าหมายใหเ้ ขาช่วยตนเอง
เรามกี ลวธิ ีสร้างพลังชมุ ชน เราใช้วิธีการสะทอ้ นปญั หาและทำงานเป็นกลมุ่ ...
น่คี ือ การพฒั นาชุมชน ทไ่ี มว่ า่ โลกจะเปล่ยี นไปอย่างไร การทำงานกับคนโดยพนื้ ฐาน
แทบจะไม่เปล่ยี น แนวคดิ และแนวทางยงั ใช้ได้ แต่รายละเอยี ดจะแปรไปตามยุคสมัย
ท่ีปัญหา ความตอ้ งการ ความวิตก ของคนเปล่ยี นแปลงไปตามกาลเวลา กระแส
สงั คมและเทคโนโลยี

39

CD WAY 5X2

1. BELIEF: Belief in humanity.
1.1 Man is rational, capable of learning and changing self and

environment.
1.2 Life has value and meaning as well as dignity and potential.

2. PRINCIPLE: Principle of people Centered.
2.1 Start where the people are, work with them.
2.2 Do ‘1-Get-3’ Goals”: process goal (thought and spirit

development), relationship goal (members and group development),
task goal (occupation and life development).
3. TARGET: Target for self-help.

3.1 People help and rely on themselves.
3.2 People help each other to create a community where they
can learn and earn and to be employed and have happy family.
4. TACTICS: Tactics of Empowering People.
4.1 Create and utilize community power for community
development through learning process to create thought power, group
process to create action power, volunteer process to create public
minded power.
4.2 Facilitate people to have a role and to participate in
problem solving and community development work.
5. METHOD: Method of Participatory Reflection.
5.1 Be a mirror reflecting community problems for the people
to see and understand clearly and be supportive, inspiring, informing
to help people thinking, making decision, and solving problem.
5.2 Organizing and developing groups to promote members’
role and participation in group and public activities as well as creating
opportunities for leaders and volunteers to work for public.

CD Way 5x2 = #BELIEF: Belief in humanity. #PRINCIPLE: Principle of people centered.
#TARGET: Target for self-help. #TACTICS: Tactics of Empowering People.
#METHOD: Method of Participatory Reflection.

40

4. การพฒั นาชุมชน บัดนีแ้ ลถดั ไป
(Community Development, Now & Beyond)

ชนบทหลบเล่ยี ง นครตามติด (Rural Areas flee, Urban Areas chase)

โลกาภิวัตน์ทำให้ชนบทกลายเปน็ เมือง เมอื งขยายรกุ ชนบท เป็นกง่ึ เมอื งก่งึ ชนบท
เมอ่ื การเดนิ ทาง การคมนาคมสะดวกขนึ้ ขา่ วสารแพร่ถงึ กนั งา่ ยและเร็วขึ้น การ
เผชิญโชค การแสวงหาโอกาสท่ดี กี ว่าทางเศรษฐกิจและสงั คม การเขา้ ถงึ ตลาด
แรงงานที่ง่ายกว่า ฯลฯ ทำให้เกดิ การเคลือ่ นยา้ ยประชากรมากยิ่งขึ้น พ้นื ท่ใี ดท่ี
แร้นแค้นยอ่ มเกิดแรงดนั ใหค้ นอพยพออกไป พ้นื ทใ่ี ดทอี่ ดุ มย่อมเกิดแรงดูดให้คน
อพยพเข้ามา
เมอื่ เมือง นคร กลายเปน็ ทรี่ วมของผู้คนจำนวนมากจากท้องถ่นิ ตา่ งๆ ความหลาก
หลายของภูมปิ ญั ญา ความแตกตา่ งของค่านยิ ม จารีตประเพณี วิถีชีวิต ย่อมก่อให้
เกิดการแขง่ ขนั แก่งแยง่ กันมากกว่าการรว่ มมือเออ้ื เฟอ้ื กนั ปญั หาต่างๆ กต็ ามมา ทง้ั
การทะเลาะวิวาท อาชญากรรม ยาเสพตดิ ฯลฯ
เมื่อคนยิ่งมามาอย่รู วมกันอยา่ งหนาแนน่ การแขง่ ขันช่วงชิงทรพั ยากร การใชส้ ่ิง
อำนวยความสะดวก สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ กเ็ ร่ิมเปน็ ปัญหา ความเครียด
จากการทำงาน การเดินทางในสภาพรถติดขัด การแข่งขัน การเปรยี บเทยี บ ฯลฯ ยง่ิ
เพม่ิ มากข้ึน จึงเกิดกระแสผ้คู นเร่ิมย้ายออกจากเมืองหรือนคร

41

People RURALIZATION People
moves SUBURBANIZATION moves

URBANIZATION
DEURBANIZATION

People Movement
among

RURAL AREAS, SUBURBAN AREAS, URBAN AREAS

1. Urbanization: People move from rural areas to urban
areas.

2. Suburbanization: Urban Areas Grow. Dense population &
high cost of living. People move from urban areas to suburban
areas.

3. Deurbanization: As a reaction to inner-city deprivation,
people move from urban areas to rural areas

4. Ruralization: The opening of rural areas to renew rural
generations, jobs and farms attracts people to move in or move
back.

42

การทำใหเ้ ปน็ เมือง (Urbanization) เมอื ง นคร เตบิ โต ขยาย ขอบเขต ออกไป ทำ
ใหส้ ภาพความเปน็ เมืองแผ่ คลข่ี ยาย กระจายออกไป รุกลว่ งล้ำ เข้าเขตชนบทที่อยู่
ตดิ กัน สาเหตหุ น่ึงเพราะคนชนบทย้ายมาอยูแ่ ละทำงานในเมอื ง ทำให้เมืองโตข้ึนจน
ตอ้ งขยาย
การทำใหเ้ ป็นชานเมอื ง (Suburbanization) ความหนาแน่นของประชากรเมืองทำ
ให้ค่าครองชพี สูงข้นึ ท้งั อาหารการกนิ และทีอ่ ยู่อาศยั ซง่ึ แพงขนึ้ และหาทส่ี ะดวกยาก
ขน้ึ จึงมีผูค้ นท่มี ีความพรอ้ มทางเศรษฐกจิ และสงั คมยา้ ยไปอยอู่ าศัยทีช่ านเมอื ง แต่
ยังคงกลับเข้ามาทำงานในเมอื ง พื้นทร่ี อยต่อระหวา่ งเมอื ง นคร และชนบท จึงพฒั นา
ข้ึนกลายเป็นชานเมือง
การย้อนรอยการเป็นเมือง (Deurbanization or Counterurbanization) ความ
อัตคดั การติดขัด การแขง่ ขัน การชว่ งชงิ การงานและความกา้ วหน้า กับปญั หา
สขุ ภาพและคุณภาพชีวติ ทำให้บางคน หลายคน ทอี่ ย่ใู นเมอื งหรอื นครเรม่ิ เบ่อื หนา่ ย
การใช้ชีวิตและการทำงานท่ีไมส่ มดุล จึงยา้ ยออกจากเมอื ง ยา้ ยกลับ ไปอยูช่ นบท
สรา้ งชวี ติ และการงานใหมใ่ นชนบท
การทำให้เปน็ ชนบท (Ruralization) ชมุ ชนหลายพน้ื ที่ต้องการคงสภาพความ
เปน็ อยูแ่ บบชนบท ใกล้ชดิ ธรรมชาติ เป็นมติ รกับสิ่งแวดล้อม ลดความเครียด ไม่
ตอ้ งการแขง่ ขัน ทำชีวิตให้เนอื บชา้ มีเวลาใส่ใจกับรายละเอียดของชีวิต จึงมีการ
พฒั นา ปรบั ปรุง ให้ความเป็นอย่สู ะดวกสบายขนึ้ มีอาชีพการงานใหม่ มีการทำ
เกษตรสมัยใหม่ เช่น Precision Farming แตไ่ ม่ฟมุ่ เฟอื ย ไม่มสี ง่ิ สะดวกเกินความ
จำเปน็ เพอื่ รองรับและดงึ ดูดให้คนย้ายเข้ามาร่วมสรา้ งชนบทใหม่

43

ยงั มกี ารอพยพตามฤดกู าล (Seasonal Migration) ท้งั ภายในและระหว่างประเทศ
คนไทยยา้ ยถน่ิ ไปทำงานตา่ งประเทศตามฤดูกาลปีละนบั แสนคน ไดเ้ กบ็ เกย่ี วความรู้
และประสบการณ์ทำงาน โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม กลับมานบั เปน็ กำลงั สำคัญ
งานพัฒนาชุมชนจึงมีท้ังในชมุ ชนชนบท ชุมชนชานเมือง และชุมชนเมอื ง สว่ นใหญ่
ชุมชนเมืองจะอยู่ในเขตเทศบาลเมอื งและเทศบาลนคร ชมุ ชนชานเมืองจะอยูใ่ นเขต
เทศบาลตำบลและองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบล สว่ นชมุ ชนชนบทอย่ใู นเขตของ อบต.
งานพฒั นาชมุ ชนในชนบทจึงดำเนินการในพืน้ ทีช่ นบทและชานเมอื งเปน็ สว่ นใหญ่
ชนบทเปน็ หมบู่ ้านตามธรรมชาตแิ ละ มีประวตั ิความเป็นมา มีอายุการตง้ั หมบู่ ้านนับ
รอ้ ยปี ชาวบ้าน สมาชกิ หมู่บ้านมักเป็นญาตพิ นี่ ้องและเพ่อื นบา้ นกนั มายาวนาน มี
ความผกู พนั กัน มสี ำนึกชุมชนและสำนกึ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของชุมชน (Sense of
Community, and Sense of Belonging) ซ่ึงจากชุมชนชานเมอื ง ทีส่ ว่ นหนง่ึ เปน็
หม่บู ้านจัดสรร ชาวหมู่บา้ นจัดสรรเปน็ ชาวเมอื ง อาจเคยเปน็ ชาวบ้านมาก่อน แต่
กลายเปน็ ชาวเมอื งท่มี ีที่มาแตกตา่ งกนั มคี วามเป็นส่วนตวั สงู ระวงั ตัวมาก จึงตา่ งคน
ต่างอยู่ ไมส่ มาคมหรือไปมาหาสกู่ นั ทำใหส้ ำนึกชุมชนไมม่ ี ไมร่ ูส้ ึกเป็นส่วนหนึง่ ของ
ชมุ ชน เรียกรอ้ งสิทธิของตน แตไ่ ม่ทำหน้าที่เพ่อื นบา้ น หม่บู า้ นจัดสรรส่วนใหญม่ ีนติ ิ
บคุ คลตามกฎหมาย ทำหน้าท่ีดแู ลจดั การหมู่บา้ นซ่ึงสมาชิกหมู่บ้านส่วนใหญ่มีฐานะ
สามารถจ่ายค่าส่วนกลาง เพ่อื บริหารหม่บู ้านได้
อย่างไรกต็ ามยังมีชุมชนดง้ั เดมิ ในเขตชานเมอื ง ซ่งึ เปน็ พ้นื ทชี่ นบทเดมิ แตก่ ลายเปน็
ชานเมอื ง ชมุ ชนดงั้ เดิมนีม้ กั ต้ังมานาน เปน็ ญาตพิ ี่น้องกัน เปน็ เพื่อนบา้ นกนั มานาน
ชาวชุมชนนจี้ ะมสี ำนึกชมุ ชนและรู้สึกเป็นสว่ นหนึ่งของชมุ ชน

44

เติบโต แต่ไมพ่ ฒั นา (Growth without Development)

การพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ สังคม และชุมชน ไดด้ ำเนนิ การต่อเน่ืองกนั มาตาม
ลำดบั บ้านเมอื งเจริญข้นึ ทนั สมัยข้นึ สิ่งปลูกสรา้ ง อาคารบ้านเรือน ตึกสูง ถนน
หนทาง เกิดข้นึ เปน็ ดอกเหด็ การตดิ ตอ่ สอื่ สาร ธุรกิจ การคา้ การบรกิ าร ขยายตัว
เป็นใยแมงมุม ครอบคลมุ ทง้ั ภายในและภายนอกประเทศ แตภ่ ายใตภ้ าพลวงตาท่ี
สวยงามน้ี มีสิง่ ท่ไี ม่นา่ อภิรมย์ซ่อนอยู่ เพราะยงั มคี นตกหล่น ไมไ่ ดร้ ับผลของการ
พฒั นาอยา่ งเท่าเทยี มกนั จากการพฒั นาในทกุ ระดบั ทุกภาคสว่ น ดังกล่าว
การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจรงิ แต่การพัฒนาสังคมเกดิ ข้นึ ไม่เท่าเทยี มกนั ไม่
ทั่วถงึ กนั มที ัง้ คนไดป้ ระโยชน์ คนไมไ่ ด้ประโยชน์ และคนเสยี ประโยชน์ แตง่ บ
ประมาณและทรัพยากรใช้ไปแล้ว ผลทไ่ี ดค้ อื ยังมีคนยากจนหลงเหลอื คนด้อย
โอกาสและเสียโอกาสอกี มาก คนทีย่ ังวนเวยี นอย่กู บั การมชี วี ติ ทไ่ี ม่มีคณุ ภาพ
ชุมชนชนบทปัจจบุ ันไดร้ ับอานสิ งค์จากการพัฒนามายาวนานพอควร แมก้ ารพฒั นา
จะเข้มขน้ ในเขตเมอื งและชานเมือง ที่มปี ระชาชนอย่อู ยา่ งหนาแนน่ มากกว่า แตร่ ัฐได้
ใหค้ วามสำคัญแกก่ ารพฒั นาชนบทอย่างต่อเนอื่ งด้วยวธิ กี ารตา่ งๆ หนึง่ ในน้ันคอื การ
พัฒนาชุมชนทเี่ น้นการแกป้ ญั หาความยากจน และการพัฒนายกระดบั ความเป็นอยู่
ของชุมชนท้ังชุมชน ซ่ึงทำได้ดมี ากหรอื น้อยขน้ึ อย่กู บั หลายปัจจัย
บางชุมชนการพัฒนาคงอยู่ ยนื ยง เปน็ ดาวค้างฟ้า บางชุมชนการพัฒนาเกิดข้ึนไม่
นานกจ็ างหายไป เป็นดาวตก บางชุมชนการพัฒนายังเขา้ ไม่ถึง เปน็ คนื ไร้ดาว...
แตก่ ารพัฒนายงั ดำเนินต่อไป...

45

การพฒั นาชุมชนในชนบทปจั จุบันทมี่ ีการเติบโตทางเศรษฐกจิ ข้นึ บา้ ง แตก่ ารพัฒนา
คณุ ภาพชวี ิตคนทั้งชมุ ชนยงั ไม่เทา่ เทยี มและทว่ั ถงึ นั้น คอื ความท้าทายของงานพัฒนา
ชมุ ชน ท่ตี อ้ งฟนั ฝ่ากระแสไรส้ ำนึกชุมชนที่ติดเข้ามาจากการแข่งขันกันพัฒนาวตั ถุ
แตด่ ้อยคุณค่าทางจิตใจ ขาดการคำนึงถงึ ชุมชน คนส่วนรวมทง้ั หมด จงึ ต่างแก่งแยง่
กอบโกย เข้าหาตนเอง
การพฒั นาชุมชนตอ้ งกลบั มาสรา้ งสำนกึ ชุมชน การเปน็ สว่ นหน่งึ ของชุมชน ท่ผี คู้ นจะ
ช่วยกนั รว่ มมอื กัน รว่ มกนั คิด ตดั สนิ ใจ แก้ปญั หา ตอบสนองความต้องการ
คลี่คลายความวิตก ของชุมชน กลมุ่ และสมาชิก

กร้านต่อชีวิตเกา่ อ่อนตอ่ โลกใหม่ สงู วัยยังแขง็ ขัน (Old Life, New World,

Active Aging)
สังคมไทยกา้ วเขา้ สสู่ งั คมสูงวัย ผู้สงู อายใุ ช้ชวี ติ ทำงาน ผ่านประสบการณม์ าโชกโชน
ตามสถิติ มผี ู้สูงอายนุ อ้ ยคนกวา่ ทีป่ ระสบความสำเรจ็ สุขภาพดี มีฐานะ ท้งั ดูแลและ
เล้ียงดูตนเองได้ ชว่ ยตนเองและพึง่ ตนเองได้ โดยไม่ตอ้ งดิน้ รนหารายไดเ้ พิ่มเติม แต่มี
ผู้สงู อายุส่วนใหญ่ทม่ี ีปญั หารายไดไ้ มเ่ พยี งพอท่จี ะอยูอ่ ยา่ งมีคุณภาพชวี ติ ดพี อ ทยี่ ัง
ตอ้ งพยายามหางานทำ เพื่อหารายไดม้ าดูแลและเล้ียงดูตนเอง ผสู้ งู อายทุ ่ีสขุ ภาพยังดี
ก็มี ทส่ี ุขภาพไม่คอ่ ยดีก็มาก การหางานทำจงึ ไม่ใช่งา่ ยในโลกปัจจบุ นั
ในโลกใหม่ทถี่ ูกกวาดดว้ ยกระแสทนั สมยั แต่ตามไมท่ ันการพัฒนานน้ั ผู้สงู อายุสว่ น
ใหญ่จึงอยู่บา้ น แมก้ รา้ นชวี ติ แตอ่ ่อนโลก คือ กรา้ นตอ่ ชวี ิตเก่าแตอ่ ่อนต่อโลกใหม่ ยงั

46

ทำตวั ไม่ถูกกับอารยะดจิ ทิ ัลที่พบ ยงั ใช้เครอ่ื งมือกบั อปุ กรณส์ มัยใหมไ่ มเ่ ป็น ยงั ตาม
คนรุน่ ใหมไ่ ม่ทัน ยงั มีส่ิงทต่ี ้องเรียนรอู้ ีกมากในการมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจบุ นั
การทำงานพัฒนาชุมชนกับผู้สูงอายทุ ีแ่ ขง็ แรง ยงั พอมแี รง ยงั กระตอื รือรน้ ยังแขง็ ขัน
ผ้สู งู อายทุ ่ีเปี่ยมประสบการณ์ ภูมิปัญญา เจนจดั ในคา่ นยิ ม จารตี ประเพณีและ
วฒั นธรรม มีความหลัง เรอื่ งเล่า ความผูกพนั และความสมั พันธ์กับผู้คนและส่ิงต่างๆ
มากกวา่ คนรนุ่ ใหม่ จึงเปน็ เป้าหมายและทรัพยากรการทำงานอนั สำคญั ของพฒั นากร
ในการยกระดับการพฒั นาท้ังชมุ ชน การปรับปรุงคุณภาพชวี ิต การสรา้ งความกลม
เกลียว การเปดิ ใจสื่อสาร การส่งเสรมิ การเรียนรู้ การสร้างความม่ันคง การพฒั นาให้
ยนื ยง

เทคโนโลยีเทวดากบั ไวรสั โคโรนา (Godlike Technology & Coronavirus)

พลันพบวา่ ผลติ ภัณฑ์และบรกิ ารที่คุ้นเคย ถกู คกุ คาม ลบล้างและแทนท่ี (Disrupt)
โดยผลติ ภัณฑ์และบรกิ ารที่เกดิ ทหี ลัง (Disruptive Technology)... น่ีเปน็ การ
แขง่ ขนั แบบอย่ากระพริบตา
เทคโนโลยีดิจิทัลน้นั ดี สรา้ งสรรคผ์ ลติ ภัณฑ์และบรกิ ารทสี่ ะดวกสบาย ทตี่ อบสนอง
รวดเรว็ ไร้รอยตอ่ แต่การเกิดขนึ้ ทฉ่ี บั พลัน ทนั ใด น้ันกอ่ ใหเ้ กดิ การลบลา้ งและแทนท่ี
อย่างน่าตระหนก จนผู้คนยากจะปรับตวั ทนั ดว้ ยความคดิ ความเคยชนิ ทักษะ และ
พฤตกิ รรม ยังคงอยู่ แต่ความง่าย ความเนียน ความไว ความทนั ใด นัน้ ได้สร้างนสิ ยั
ทำให้คนเสียนสิ ัย ตอ้ งการอะไร ตอ้ งไดเ้ ดยี๋ วนี้ ทันที (People want everything
now, now, now…)

47

คนรุ่นใหมท่ เ่ี กดิ ในยคุ ดิจิทัล เป็นกลุ่มดจิ ทิ ัลโดยกำเนิด (Digital Natives) จึงเปน็ คน
ใจร้อน ด่วนได้ ไม่อดทน รอคอย ไรอ้ ารมณ์ ความรสู้ ึก ไมช่ อบมคี วามสมั พันธก์ ับ
เพือ่ นมนุษยซ์ งึ่ หนา้ เปน็ คนเรียนรดู้ ้วยสัญชาตญาณ ออนไลนต์ ลอด ทำงานหลาย
อยา่ งในเวลาเดยี วกัน เปลยี่ นงานงา่ ย ชอบสอ่ื สงั คม นยิ มสอื่ ผสม

Image Courtesy: Google Images

ตา่ งจากคนท่ีเกดิ กอ่ นยคุ ดิจทิ ัล เปน็ กลมุ่ ดิจิทัลโดยเรยี นรู้ (Digital Immigrants) ท่ี
เพงิ่ เรยี นหัดใชค้ อมพวิ เตอรภ์ ายหลัง ทีใ่ จเยน็ กวา่ อดทนกว่า รอไดม้ ากกว่า มี
ความสัมพันธก์ ับคนซ่ึงหนา้ เรยี นรดู้ ว้ ยเหตุผล ไม่ทำงานพร้อมกนั หลายอยา่ ง อยาก
ทำกิจกรรมกบั คนครั้งละน้อยคน หาขา่ วจากแหล่งด้ังเดมิ
การทำงานพฒั นาชมุ ชนตอ้ งพบกับทง้ั กลุ่มดิจทิ ัลโดยกำเนดิ และ กลุ่มดิจิทัลโดย
เรียนรู้ ซงึ่ ต่างมขี อ้ ดแี ละขอ้ เสีย หนง่ึ ไวกวา่ -หนึง่ ชา้ กวา่ หนงึ่ เร่งรีบ-หน่ึงเนบ่ิ ชา้ หนึ่ง
สัมพันธแ์ บบหลบหลังอปุ กรณ์-หนึง่ สัมพนั ธ์แบบเผชญิ หนา้ หนง่ึ เน้นใช้สัญชาตญาณ-

48

หนงึ่ เนน้ ใช้เหตผุ ล หนึ่งทำทีละหลายงาน-หนึ่งทำทลี ะงาน หน่ึงทำกบั คนหมู่มากใน
โลกเสมอื น-หน่งึ ทำกบั คนจำนวนไมม่ ากในโลกเป็นจรงิ หนึ่งนิยมสื่อผสม-หนงึ่ ชอบ
สือ่ ดง้ั เดิม ฯลฯ การทำงานพฒั นาชมุ ชนจงึ ตอ้ งเลอื กแนวทางการเขา้ ถึงคนและ
กล่มุ เปา้ หมาย “การยดื หย่นุ ในวธิ ีการ แต่ยนื หยดั ในหลักการ” (Flexible in
Method but Insist on Principle)
การแพร่ระบาดของโรคตดิ เชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ต้ังแต่ปลายปี 2562
ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ธุรกจิ การคา้ การทำงาน การทอ่ งเท่ยี ว
ทกุ ภาคส่วน มกี ารปิดเมอื ง ปิดงาน หลายคนตกงาน หลายคนกลบั ชนบท หลาย
คนทำงานจากบา้ น (Work from Home) ซ่ึงกลายเป็นกระแส ทำให้มีการเรง่
แข่งขัน พฒั นาปรับปรงุ แอป (Application) เพื่อใชป้ ระชมุ สมั มนา ทำงาน สัง่ งาน
สง่ งาน รับงาน ตรวจงาน ฯลฯ
การทำงานพฒั นาชมุ ชนจะพบกบั คนหลากหลายกว่าเดิม คนมคี ุณภาพ มีความรู้ มี
ทักษะ แต่อาจติดนิสยั คนเมือง ที่ผิดหวังจากขาดรายได้ เสยี ใจจากการถกู เลิกจ้าง มี
ศกั ยภาพการพฒั นาสงู ถ้ามสี ำนึกและมสี ่วนร่วมกับชมุ ชน
นค่ี ือความทา้ ทายของการพฒั นาชมุ ชน

“ชวี ิตเหมือนการข่จี กั รยาน เพือ่ รกั ษาสมดุล คุณต้องข่ตี อ่ ไป”
“Life is like riding a bicycle. To keep your balance,

you must keep moving.”
- Albert Einstein

49

อยู่อยา่ งกระหาย (ความรู้)
อยอู่ ยา่ งเขลา (ความรู้)

อยอู่ ยา่ งอยาก รู้
Stay hungry.
Stay foolish.
Stay learned.

ทำอย่างบรู ณาการ บนฐาน คิดแบบองค์รวม

An Integrated Approach on A Holistic Basis

50


Click to View FlipBook Version