1
แนวขอ้ สอบนกั วิเคราะห์นโยบายและแผน
แนวข้อสอบพระราชบัญญตั ิกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจให้แกอ่ งค์กรปกครองสวน
ทองถ่ิน พ.ศ. 2542(แก้ไขเพิ่มเตมิ ถงึ ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2549
1.พ ร บ. กาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน 2542
บงั คบั ใชว้ นั ทเ่ี ทา่ ใด
ก. 16 พฤศจิกายน 2542 ข. 17 พฤษภาคม 2542
ง. 19 พฤษภาคม 2542 ค. 18 พฤศจกิ ายน 2542
2.พ ร บ. กาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจฯ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2549 บังคับใชว้ นั ท่ี
ก. 9 มกราคม 2549 ข. 9 มกราคม 2550
ค. 19 มกราคม 2550 ง. 18 พฤษภาคม 2542
3. คณะกรรมการตาม พ ร บ. กาหนดแผนและขนั้ ตอนการกระจายอานาจฯ 2542หมายความว่า
อะไร
ก. คณะกรรมการกระจายอานาจใหแ้ ก่องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ
ข. คณะกรรมการการกระจายอานาจให้แกอ่ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ
ค. กรรมการการกระจายอานาจใหแ้ ก่องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
ง. กรรมการกระจายอานาจใหแ้ กอ่ งคก์ รปกครองส่วนท้องถนิ่
4. ใครไมไ่ ด้เปน็ ผรู้ กั ษาการตาม พรบ. กาหนดแผนและขน้ั ตอนการกระจายอานาจฯ 2542
ก. นายกรัฐมนตรี ข. รฐั มนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ค. รฐั มนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ง. รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย
5. คณะกรรมการการกระจายอานาจให้แกอ่ งคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นมีท้ังหมดกี่คน
ก. 24 คน ข. 30 คน
ค. 36 คน ข. 42 คน
6 ใครเป็นประธานคณะกรรมการการกระจายอานาจใหแ้ กอ่ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถนิ่
ก. นายกรฐั มนตรี หรือรองนายกท่ไี ด้รับมอบหมาย
ข. รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย
ค. รฐั มนตรีว่าการกระทรวงการคลงั
ง. รัฐมนตรปี ระจาสานักนายกรฐั มนตรี
7. ผ้ใู ดไมไ่ ดเ้ ป็นคณะกรรมการการกระจายอานาจใหแ้ กอ่ งค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่
ก. ปลดั การทรวงพาณชิ ย์ ข. ปลดั กระทรวงการคลัง
ค. ปลดั กระทรวงมหาดไทย ง. ปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร
8. ผู้แทนคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมาจาก ผู้บริหาร
องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลจานวนกค่ี น
ก. 2 คน ข. 3 คน ค. 5 คน ง. ขน้ึ อยกู่ บั จานวนอบต.ท่ัวประเทศ
2
9. ผู้แทนคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจาก ผู้บริหาร
องค์การบริหารสว่ นจงั หวัดจานวนกค่ี น
ก. 2 คน ข. 3 คน ค. 5 คน ง. ขนึ้ อย่กู ับจานวนอบต. ทว่ั ประเทศ
10. ใครเปน็ ผู้กาหนดหลักเกณฑใ์ นการคัดเลอื กผ้แู ทนองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน
ก. นายกรัฐมนตรี ข. คณะกรรมการ ก.พ.
ค.ปลัดการทรวงมหาดไทย ง. ก.พ.ร.
11. ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มี
จานวนกคี่ น
ก. 8 คน ข. 10 คน
ค. 12 คน ง. 14 คน
12. ใครเป็นเลขานกุ ารคณะกรรมการการกระจายอานาจใหแ้ ก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ
ก. ปลดั กระทรวงมหาดไทย
ข. รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย
ค. หัวหนา้ สกถ.
ง. บุคคลซึ่งอธบิ ดกี รมสง่ เสริมการปกครองสว่ นท้องถนิ่ แต่งตัง้
13.ใครเป็นประธานคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินคน
ปจั จุบัน (2563)
ก. นายอภิสทิ ธิ์ เวชชาชวี ะ ข. นายมง่ิ ขวัญ แสงสุวรรณ์
ค. นายกรณ์ จาตกิ วณิช ค. นายวษิ ณุ เคลอื งาม
14.บคุ คลใดสามารถเป็นผู้ทรงคณะวุฒใิ นคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถ่ินได้
ก. อาจารยผ์ ูส้ อนในสถาบนั อุดมศกึ ษาของรัฐ
ข. ผู้ที่มตี าแหน่งทางการเมือง
ข. ผู้ที่เป็นขา้ ราชการ
ง. บคุ คลที่มีอายุ 30 ปีข้นึ ไป
15 ผู้ทรงคณะวุฒิในคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมี
อายุไมต่ ่ากวา่ กปี่ ี
ก. 30 ปี ข. 35 ปี
ง. 45 ปี ค. 40 ปี
16.ผ้ทู รงคณะวฒุ ิในคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ มีวาระใน
การดารงตาแหนง่ คราวละก่ีปี
ก. 4 ปี วาระเดยี ว ข. 4 ปแี ต่ไมเ่ กนิ 2 วาระ
ค. 6 ปี วาระเดียว ง. 3 ปี วาระเดียว
3
17. ผทู้ รงคณะวุฒใิ นคณะกรรมการการกระจายอานาจใหแ้ ก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ มาจาก
ก. การเลือกตั้ง ข. การแต่งตง้ั
ค. การสรรหา ง. การคดั เลือก
18. ข้อใดไม่ใช่อานาจหน้าท่ีของคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ิน
ก. จดั ทาแผนการกระจายอานาจให้แก่ อปท.
ข. ปรบั ปรงุ สัดส่วนภาษอี ากรและรายได้
ค. กาหนดหลกั เกณฑแ์ ละข้นั ตอนการถ่ายโอนภารกจิ
ง. กาหนดคณุ สมบตั ิในการแต่งตั้งขา้ ราชการ
19. ให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตาบล มีอานาจหน้าที่และหน้าที่ในการ
จดั ระบบการบริการสาธารณะเพอื่ ประโยชน์ในทอ้ งถนิ่ ของตนเองดังน้ี ยกเวน้
ก. การจดั ทาแผนพัฒนาทอ้ งถิ่นของตนเอง
ข. การขนส่งและวศิ วกรรม
ค. การสง่ เสรมิ การมสี ่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น
ง. การจดั ใหม้ พี ิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ
20. สานกั งานคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แกอ่ งค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ สังกัดหน่วยงาน
ใด
ก. สานักนายกรัฐมนตรี
ข. สานกั งานปลดั สานกั นายกรฐั มนตรี
ค. สานกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย
ง. สานักงานปลดั กระทรวงการคลงั
21 ข้อใดเป็นอานาจหน้าท่ีในการจัดบริการสาธารณะ ของเทศบาล พัทยา และ อบต
ก. จดั ให้มีระบบรกั ษาความปลอดภัยใจจังหวัด
ข. ปรบั ปรุงชุมชนแออดั และท่ีอยอู่ าศยั
ค. ประสานความร่วมมอื ในการปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีของ อปท.อน่ื
ง. แบ่งสรรเงินให้แกอ่ งค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ อ่นื
22 ข้อใดเปน็ อานาจหนา้ ทใี่ นการจัดบริการสาธารณะ ขององคก์ ารบริหารส่วนจังหวัด
ก. การจัดตัง้ แลดแู ลตลาดกลาง
ข. การส่งเสริม การฝึก และการประกอบอาชพี
ค. การสาธารณูปโภค
ง. การควบคุมอาคาร
23 เทศบาล พทั ยา และ อบต. อาจมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิม่ เม่ือได้รบั จดั สรรแลว้ ร้อยละเทา่ ใด
ก. ร้อยละ 20 ข. ร้อยละ 30
ค. รอ้ ยละ 40 ง. รอ้ ยละ 50
4
24 เทศบาล พัทยา และ อบต. อาจมีรายได้ออกข้อบัญญัตจิ ัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่เกินรอ้ ยละ
เท่าใด
ก. รอ้ ยละ 20 ข. รอ้ ยละ 30
ค. รอ้ ยละ 40 ง. ร้อยละ 50
25 เทศบาล พัทยา และ อบต. อาจมรี ายได้จากคา่ ภาคหลวงแร่ เมื่อหกั สง่ แล้วได้รบั ไมเ่ กินร้อยละ
เท่าใด
ก. รอ้ ยละ 20 ข. รอ้ ยละ 30
ค. ร้อยละ 40 ง. รอ้ ยละ 50
26 เทศบาล พัทยา และ อบต. อาจมีรายได้จากค่าภาคหลวงปโิ ตรเลยี ม อบต. หรอื เทศบาล ทีอ่ ยู่
ในพ้นื ท่คี รอบคลมุ พื้นท่ตี ามสัมปทาน ให้ไดร้ ับจดั สรร รอ้ ยละเทา่ ใด
ก. รอ้ ยละ 10 ข. รอ้ ยละ 15 ค. ร้อยละ 20 ง. ร้อยละ 30
27 องค์การบริหารส่วนจังหวัด อาจมีรายได้ออกข้อบัญญัตจิ ัดเก็บภาษีธุรกจิ เฉพาะ ไม่เกินร้อยละ
เทา่ ใด
ก. รอ้ ยละ 20 ข. รอ้ ยละ 30
ค. รอ้ ยละ 35 ง. ร้อยละ 40
28 องค์การบริหารส่วนจังหวัด อาจมีรายได้จากค่าภาคหลวงปิโตรเลียม โดยได้รับจัดสรรแล้วไม่
เกินร้อยละเท่าใด
ก. รอ้ ยละ 10 ข. ร้อยละ 15
ค. รอ้ ยละ 20 ง. ร้อยละ 30
29 กรุงเทพมหานคร อาจออกขอ้ บัญญตั ิจัดเก็บภาษีบารงุ กรุงเทพมหานครจากนา้ มันไมเ่ กินเทา่ ใด
ก. ร้อยละ 10 ข. ลิตรละ 10 สตางค์
ค. กโิ ลกรมั ละ 10 สตางค์ ง. 10 บาท
30 กรุงเทพมหานคร อาจออกข้อบัญญัติจัดเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุราไม่เกินร้อยละ
เทา่ ใด
ก. รอ้ ยละ 10 ข. ร้อยละ 20
ค. รอ้ ยละ 30 ง. ร้อยละ 40
31 รายรับขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินขอ้ ใดต้องไดร้ ับความเห็นชอบจากคณะรฐั มนตรี
ก. รายไดจ้ ากการจาหน่ายพนั ธบตั ร ข. เงินชว่ ยเหลอื หรอื เงนิ ค่าตอบแทน
ค. รายไดจ้ ากสาธารณูปโภค ง. ค่าบรกิ าร
32. ใหอ้ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ ดาเนินถ่ายโอนภารกิจที่เป็นการซา้ ซ้อนภายในก่ปี ี
ก. ภายใน 4 ปี ข. ภายใน 5 ปี
ค. ภายใน 6 ปี ง. ภายใน 10 ปี
33.การจัดต้ังงบประมาณรายจ่ายประจาปีในส่วนที่เกี่ยวกับการบริการสาธารณะในเขต้องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้รฐั จดั สรรเงนิ อุดหนุนให้เป็นไปตามอะไร
5
ก. ความจาเปน็
ข. ความจาเปน็ และความตอ้ งการขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน
ค. ตามความเหมาะสม
ง. ตามความเหมาะสมขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
34. ภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขตขององค์กรองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินและกระทบถึงองค์กร
ปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ อื่น ให้ดาเนนิ การให้เสรจ็
ก. ภายใน 4 ปี ข. ภายใน 5 ปี
ค. ภายใน 6 ปี ง. ภายหลังท่ไี ดม้ ีการจัดตัง้ สกถ.
35. การกาหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการให้บริหารสาธารณะต้องดาเนินการให้แล้วเสร็จ
ภายในกปี่ ี
ก. ภายใน 4 ปี ข. ภายใน 5 ปี
ค. ภายใน 6 ปี ง. ภายใน 10 ปี
36. การกาหนดขอบเขตความรบั ผิดชอบในการใหบ้ รหิ ารสาธารณะต้องพิจารณาจากอะไรบา้ ง
ก. รายได้ ข. บุคลากร
ค. จานวนประชากร ง. ถูกทกุ ข้อ
37. ตาม พรบ. กาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจฯ 2542 ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน
พ.ศ. 2544 ให้องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ินมีรายได้เพม่ิ ข้นึ ไมน่ ้อยกว่าเทา่ ใด
ก. ร้อยละ 10 ข. ร้อยละ 20
ค. รอ้ ยละ 25 ง. รอ้ ยละ 35
38. ตาม พรบ. กาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจฯ 2542 ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน
พ.ศ. 2549 ใหอ้ งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายไดเ้ พ่มิ ขึน้ ต่อรายได้ของรัฐบาลไม่น้อยกวา่ เท่าใด
ก. รอ้ ยละ 10 ข. ร้อยละ 20
ค. รอ้ ยละ 25 ง. ร้อยละ 35
39. ให้ทบทวนการกาหนดอานาจและหนา้ ท่แี ละการจัดสรรรายไดข้ อง อปท. ทุกระยะเวลากปี่ ี
ก. 3 ปี ข. 1 ปี ค. 4 ปี ง. 5 ปี
40. ตาม พรบ. กาหนดแผนและขนั้ ตอนการกระจายอานาจฯ (ฉบบั ที่ 2) 2549 กาหนดว่าตง้ั แต่
ปี พ.ศ. 2550เป็นต้นไปใหอ้ งค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินมีรายได้เพิ่มข้ึนตอ่ รายได้สุทธิของรฐั บาลไม่
นอ้ ยกว่าเท่าใด
ก. รอ้ ยละ 15 ข. ร้อยละ 20
ค. ร้อยละ 25 ง. รอ้ ยละ 35
41. ตาม พรบ.กาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจฯ (ฉบับที่ 2) 2549 มีจุดมุ่งหมายท่ี
จะใหอ้ งค์กรปกครองสว่ น ทอ้ งถ่ินมีรายไดเ้ พิ่มขน้ึ ตอ่ รายไดส้ ุทธขิ องรัฐบาลไมน่ ้อยกว่าเทา่ ใด
ก. ร้อยละ 15 ข. ร้อยละ 20
6
ค. รอ้ ยละ 35 ง. รอ้ ยละ 40
42. “องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ” หมายความวา่ อะไร
ก. องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
ข. องค์การบรหิ ารส่วนตาบล
ค.เมืองพทั ยา
ง.ถกู ทุกข้อ
43. ข้อใดไม่ไดเ้ ป็นคณุ สมบตั แิ ละลักษณะต้องหา้ มของกรรมการผู้ทรงคุณวฒุ ใิ น พ.ร.บ.น้ี
ก. มสี ัญชาติไทย
ข. เป็นขา้ ราชการซ่งึ มีตาแหนง่ หรือเงินเดอื นประจา
ค. เปน็ ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง
ง. เป็นสมาชกิ สภาทอ้ งถิ่นหรอื ผู้บรหิ ารทอ้ งถ่นิ
44. การประชมุ ของคณะกรรมการตอ้ งมกี รรมการเท่าใด มาประชมุ จึงเปน็ องคป์ ระชมุ
ก. ไมน่ ้อยกว่า หน่ึงในสามของกรรมการทัง้ หมด
ข. ไม่นอ้ ยกวา่ สองในสามของกรรมการทั้งหมด
ค. ไม่นอ้ ยกว่ากึ่งหน่งึ ของกรรมการทง้ั หมด
ง. ไมม่ ีข้อใดถูก
45. ขอ้ ใดไมอ่ าจมรี ายได้ของเทศบาล เมอื งพทั ยา และองค์การบรหิ ารส่วนตาบล
ก. ภาษโี รงเรือนและที่ดนิ
ข. ภาษีปา้ ย
ค. ภาษศี ุลกากร
ง.อากรฆ่าสตั ว์
46. เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การส่วนตาบลอาจมีรายได้จากภาษี ในกรณีรายได้จากภาษี
สรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยสรรพสามิต ภาษีสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุราและค่าแสตมป์
ยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบโดยออกข้อบญั ญัติจัดเก็บเพิ่มข้ึนในอัตราไม่เกินร้อยละเท่าใดของ
อัตราภาษีที่กรมสรรพาสามิตจัดเก็บเพิ่มข้ึนในอัตราไม่เกินร้อยละเท่าใดของอัตราภาษีที่กรม
สรรพสามิตจดั เกบ็
ก. รอ้ ยละ 15 ข. ร้อยละ 20
ค. ร้อยละ 25 ง. รอ้ ยละ 30
เฉลย พระราชบัญญัติกาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถิ่น พ.ศ. 2542(แก้ไขเพม่ิ เติมถึงฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 จานวน 46 ขอ้
(1) ตอบ ข้อ ค. 18 พฤศจกิ ายน 2542
7
ตามมาตรา 2 (ใช้บังคับวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (รก.2552/114ก/48 วันที่
17 พฤศจกิ ายน2542)
(2)ตอบ ขอ้ ข. 9 มกราคม 2550
ตามมาตรา 2 ตาม พ.ร.บ.กาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2549 (ใช้บังคับวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124
ตอนท่ี 2 ก วันท่ี 8 มกราคม 2550)
(3)ตอบ ขอ้ ข. คณะกรรมการการกระจายอานาจให้แกอ่ งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ตามมาตรา 6 ให้คณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรม การการ กระจายอานาจให้แก่
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ
(4)ตอบ ข้อ ค. รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงอตุ สาหกรรม (ไมไ่ ด้เปน็ ผูร้ ักษาการตามพ.ร.บ.นี้)
ตามมาตรา 5 ให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทยรักษาราชการตามพระราชบญั ญัติน้ี
(5)ตอบ ขอ้ ค. 36 คน
ตามมาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่
องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ”ประกอบด้วย
โดยตาแหน่งจานวน12 คน
1. นายกรัฐมนตรี หรอื รองนายก ท่ีได้รับมอบหมาย (เป็นประธาน)
2. รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย,รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงการคลัง
3. ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
4. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, เลขาธิการ ก.พ., เลขาธิการพัฒนาการเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ
5. ผอู้ านวยการสานักงานงบประมาณ
6. อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถ่ิน (เดิมเป็นอธิบดีกรมการปกครอง เปลี่ยน
ตอนแยกกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น)ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน 12 คน ซึ่ง
คดั เลือกกนั เอง (มาจากผู้บริหาร)
- อบจ. 2 คน
- เทศบาล 3 คน
- อบต. 5 คน
- กทม.รวมกับเมืองพทั ยาหรอื ผู้บริหาร อปท.ทจี่ ัดตง้ั ข้นึ รวมกัน 2 คน
8
ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน12 คน มาจากการสรรหา ประกอบด้วยบุคคลซ่ึงมีความรู้ความเชี่ยวชาญใน
ดา้ น
1. ด้านบรหิ ารราชการแผน่ ดิน
2. ดา้ นการพฒั นาท้องถ่ิน
3. ด้านเศรษฐศาสตร์
4. ดา้ นการปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
5. ด้านสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์
6. ด้านกฎหมายหมาย ทั้งนี้ การสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ
ท่ีนายกรฐั มนตรกี าหนด
(6)ตอบ ข้อ ก. นายกรัฐมนตรี หรอื รองนายกท่ไี ดร้ บั มอบหมาย
ตามมาตรา 6 (1) นายกรฐั มนตรี หรอื รองนายกท่ีไดร้ ับมอบหมาย เปน็ ประธาน
(7)ตอบ ข้อ ก. ปลดั กระทรวงพาณิชย์ (ไมไ่ ด้เป็นคณะกรรมการฯ)
ตามมาตรา 6 (2) ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ปลัดกระทรวงสาธารณสขุ
(8)ตอบ ข้อ ค. 5 คน
ตามมาตรา 6 (3) - อบต. 5 คน
(9)ตอบ ขอ้ ก. 2 คน
ตามมาตรา 6 (3) - อบจ. 2 คน
(10)ตอบ ข้อ ก. นายกรฐั มนตรี
ตามมาตรา 6 (3) ทัง้ นี้ โดยให้ผู้บรหิ ารองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทเลือกกันเองตาม
หลกั เกณฑแ์ ละวิธกี ารทนี่ ายกรฐั มนตรี
(11)ตอบ ข้อ ค. 12 คน
ตามมาตรา 6 (3) ผแู้ ทนองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่น 12 คน
(12)ตอบ ขอ้ ค. หวั หนา้ สกถ.
ตามมาตรา 6 ให้หวั น้าหน้าสานักงานคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แกอ่ งคก์ รปกครองส่วน
ทอ้ งถ่ินเป็นเลขานุการคณะกรรมการ
9
(13)ตอบ ข้อ ง. นายวิษณุ เคลอื งาม
(14)ตอบ ข้อ ก. อาจารย์ผูส้ อนในสภาบนั อดุ มศึกษาของภาครฐั
ตามมาตรา 7 (3) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตาแหน่งหรือเงินเดือนประจา พนักงานหรือลูกจ้างของ
หน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น เว้น แต่เป็นผู้สอนใน
สถาบันอดุ มศกึ ษาของรฐั
(15)ตอบ ขอ้ ข. 35 ปี
ตามมาตรา 7 (2) อายุไม่ตา่ กว่า สามสิบห้าปีบรบิ ูรณ์
(16)ตอบ ขอ้ ข. 4 ปีแต่ไมเ่ กิน 2 วาระ
ตามมาตรา 9 กรรมการตามมาตรา 6 (4) มีวาระอยู่ในตาแหน่งคราวละส่ีปี และอาจจะได้สรรหา
เป็นกรรมการอกี ไดไ้ มเ่ กนิ สองวาระตดิ ตอ่ กนั
(17)ตอบ ข้อ ค. สรรหา
ตามมาตรา 6 (4) ผทู้ รงคณุ วุฒิ จานวน12 คน มาจากการสรรหา ประกอบด้วยบุคคลซึ่งมคี วามรู้
ความเช่ียวชาญในด้าน
1. ด้านบรหิ ารราชการแผ่นดนิ
2. ดา้ นการพฒั นาท้องถ่นิ
3. ดา้ นเศรษฐศาสตร์
4. ด้านการปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ
5. ด้านสาขารัฐศาสตรห์ รอื รัฐประศาสนศาสตร์
6. ด้านกฎหมายหมาย ท้ังนี้ การสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ
ท่ีนายกรัฐมนตรกี าหนด
(18)ตอบ ขอ้ ง. กาหนดคุณสมบตั ิในการแต่งตงั้ ขา้ ราชการ (ไม่มอี านาจเร่อื งน)ี้
ตามมาตรา 12 ใหค้ ณะกรรมการมีอานาจและหนา้ ท่ีดงั ตอ่ ไปนี้
(1) จัดทาแผนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และแผนปฏิบัติการ เพื่อขอ
ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรายงานตอ่ รัฐสภา
(2) กาหนดการจดั ระบบการบริการสาธารณะตามอานาจและหน้าที่ระหว่างรัฐกบั องคก์ รปกครอง
ส่วนท้องถนิ่ และระหวา่ งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดว้ ยกนั เอง
(3) ปรับปรุงสัดส่วนภาษีและอากร และรายได้ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และ
ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินด้วยกันเอง โดยคานึงถึงภาระหน้าท่ีของรัฐกับองค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถนิ่ และระหวา่ งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดว้ ยกนั เองเปน็ สาคัญ
10
(4) กาหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการถ่ายโอนภารกิจจากราชการส่วนกลาง และราชการส่วน
ภูมภิ าคใหแ้ กอ่ งค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ
(5) ประสานการถา่ ยโอนข้าราชการ ข้าราชการส่วนทอ้ งถ่นิ และพนักงานรฐั วสิ าหกจิ ระหว่างส่วน
ราชการรัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน กับคณะกรรมการพนักงานสว่ นท้องถิ่น หรือ
หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับการกาหนดอานาจและหน้าที่การจัดสรรภาษีและอากร
เงินอุดหนุน เงินงบประมาณท่ีราชการส่วนกลางโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และการ
ถ่ายโอนภารกจิ ตาม (2) (3) และ (4)
(6) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการกระจายอานาจการอนุมัติหรือการอนุญาตตามท่ีกฎหมาย
บัญญัติให้ตอ้ งขออนมุ ัติหรือขออนุญาตไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยคานึงถึงความรวดเร็ว
ในการให้บรกิ ารประชาชนและการกากบั ดูแลใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายนัน้ ๆ เป็นสาคญั
(7) เสนอแนะมาตรด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การงบประมาณและการรักษาวินัยทาง
การเงิน การคลงั ขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ
(8) เสนอแนะการตราพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา ออกกฎกระทรวงประกาศ ข้อบังคับ
ระเบียบ และคาส่ังที่จาเป็นเพื่อดาเนินการให้เป็นไปตามแผนการกระจายอานาจให้แก่องค์
ปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ต่อคณะรฐั มนตรี
(9) เร่งรัดให้การตราพระราชกฤษฎีกา ออกกฎกระทรวง ประกาศ ข้อบังคับ ระเบียบ และคาสั่งท่ี
จาเปน็ เพอ่ื ดาเนนิ การให้เปน็ ไปตามแผนการกระจายอานาจให้แกอ่ งค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ
(10) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดสรรเงินงบประมาณที่จัดสรรเพิ่มขึ้นให้แก่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิน่ เนอื่ งจากการถา่ ยโอนภารกิจจากสว่ นกลาง
(11) พิจารณาหลักเกณฑ์การสจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินตามความ
จาเปน็
(12) เสนอแนะและจดั ระบบตรวจสอบ และการมีส่วนรว่ มของประชาชนในทอ้ งถิน่
(13) เสนอความเห็นตอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการในกรณีที่ปรากฏว่าส่วนราชการหรือ
รัฐวสิ าหกิจไมด่ าเนินการตามแผนการกระจายอานาจใหแ้ กอ่ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิน่
(14) เสนอรายงานเก่ียวกับการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินต่อคณะรัฐมนตรี
อย่างนอ้ ยปีละหนึง่ ครง้ั
(15) ออกประกาศกาหนดตามท่กี าหนดไว้ในพระราชบัญญัตนิ ้ี
(16) ปฏิบัติการอ่ืนตามที่กาหนดไว้ในพระราชบัญญัตินหี้ รอื กฎหมายอืน่
ประกาศของคณะกรรมการตาม
(15) เมื่อได้ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาแลว้ ให้ใชบ้ งั คับได้
(19)ตอบ ขอ้ ง. การจัดให้มีพพิ ิธภัณฑแ์ ละหอจดหมายเหตุ
มาตรา 16 ใหเ้ ทศบาล เมอื งพัทยา และองคก์ ารบริหารส่วนตาบลมีอานาจหนา้ ทแ่ี ละหนา้ ที่ในการ
จัดระบบการบริการสาธารณะเพอ่ื ประโยชนข์ องประชาชนในทอ้ งถิน่ ของตนเองดงั นี้
11
(1) การจดั ทาแผนพฒั นาทอ้ งถ่นิ ของตนเอง
(2) การจัดใหม้ แี ละบารงุ รกั ษาทางบก ทางนา้ และทางระบายน้า
(3) การจัดใหม้ ีและควบคมุ ตลาด ทา่ เทียบเรือ ท่าขา้ ม และทจ่ี อดรถ
(4) การสาธาณูปโภคและก่อสร้างอืน่ ๆ
(5) การสาธารณปู การ
(6) การสง่ เสริม การฝึก และประกอบอาชีพ
(7) การพาณิชย์ และสง่ เสริมการลงทนุ
(8) การสง่ เสรมิ การทอ่ งเที่ยว
(9) การจดั การศึกษา
(10) การสังคมสงเคราะห์ และการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ เดก็ สตรี คนชรา และผ้ดู อ้ ยโอกาส
(11) การบารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของ
ผูด้ อ้ ยโอกาส
(12) การปรบั ปรุงชุมชนแออัด และการจดั การเกย่ี วกับที่อยอู่ าศยั
(13) การจัดให้มีและบารงุ รกั ษาสถานทีพ่ ักผอ่ นหยอ่ นใจ
(14) การสง่ เสริมกีฬา
(15) การสง่ เสรมิ ประชาธปิ ไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรภี าพของประชาชน
(16) ส่งเสริมการมสี ว่ นร่วมของราษฎรในการพฒั นาทอ้ งถ่ิน
(17) การรกั ษาความสะอาดและความเปน็ ระเบียบเรยี บร้อยของบา้ นเมือง
(18) การกาจัดมลู ฝอย ส่ิงปฎกิ ูล และนา้ เสีย
(19) การสาธารณสขุ การอนามยั ครอบครัว และการรกั ษาพยาบาล
(20) การจัดให้มีและควบคุมสุสานและฌาปนสถาน
(21) การควบคมุ การเลี้ยงสตั ว์
(22) การจดั ให้มแี ละควบคมุ การฆ่าสตั ว์
(23) การรักษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการอนามัยโรงมหรสพ
และสาธารณสถานอนื่ ๆ
(24) การจัดการ การบารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ท่ีดนิ ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอ้ ม
(25) การผงั เมอื ง
(26) การขนส่งและการวศิ วกรรมจราจร
(27) การดูแลรักษาท่สี าธารณะ
(28) การดูแลรักษาทส่ี าธาณะ
(29) การควบคุมอาคาร
(30) การักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมและสนับสนุนการป้องกันและรักษา ความ
ปลอดภยั ในชีวิตและทรัพยส์ นิ
12
(31) กิจการอ่ืนใดท่ีเป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามท่ีคณะกรรมการ
ประกาศกาหนด
(20)ตอบ ข้อ ข. สานกั งานปลัดสานักนายกรัฐมนตรี
มาตรา 15 ให้สานักงานคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินใน
สานกั งานปลัดสานกั นายกรัฐมนตรี
(21)ตอบ ข้อ ข. ปรับปรงุ ชุมชนแออดั และที่อยู่อาศัย
มาตรา 16 (12) การปรบั ปรงุ แหลง่ ชุมชนแออัด และการจดั การเกย่ี วกับทอ่ี ยอู่ าศยั
(22)ตอบ ขอ้ ก. การจัดตั้งดแู ลตลาดกลาง
มาตรา 17 ภายใต้บังคับมาตรา 16 ให้องค์กรปกครองส่วนจังหวัดมีอานาจและหน้าที่ในการ
จัดระบบบริการสาธารณะเพ่อื ประโยชน์ในทอ้ งถิ่นของตนเอง ดงั น้ี
(1) การจัดทาแผนพัฒนาท้องถ่นิ ของตนเอง และประสานการจัดทาแผนพัฒนาจังหวดั ตาม
ระเบียบทีค่ ณะรัฐมนตรกี าหนด
(2) การสนบั สนนุ องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ในการพฒั นาทอ้ งถนิ่
(3) การประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าท่ีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อน่ื
(4) การแบง่ สรรเงินซงึ่ ตามกฎหมายจะต้องแบ่งให้แกอ่ งคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินอ่นื
(5) การคุม้ ครอง ดูแล และบารงุ รักษาป่าไม้ ท่ีดิน ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม
(6) การจัดการศกึ ษา
(7) การสง่ เสรมิ ประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน
(8) การสง่ เสรมิ การมสี ว่ นร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถ่ิน
(9) การส่งเสรมิ การพฒั นาเทคโนโลยที ี่เหมาะสม
(10) การจัดตัง้ และดแู ลระบบบาบดั นา้ เสยี รวม
(11) การกาจดั มลู ฝอยและส่งิ ปฎิกูลรวม
(12) การจัดการส่ิงแวดล้อมและมลพิษต่างๆ
(13) การสจดั การและดแู ลสถานขี นส่งท้งั ทางบกและทางนา้
(14) การสง่ เสรมิ การท่องเทย่ี ว
(15) การพาณิชย์ การส่งเสริมการลงทุน และการทากิจการไม่ว่าจะดาเนินการเอง หรือ
ร่วมกบั บุคคลอื่นหรือจากสหการ
(16) การสร้างและบารุงรักษาทางบก และทางน้าที่เช่ือมต่อระหว่างองค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถิ่นอ่ืน
(17) การจดั ตั้ง และดูแลตลาดกลาง
13
(18) การสง่ เสริมการกฬี า จารตี ประเพณี และวัฒนธรรมอันดงี ามของท้องถน่ิ
(19) การจดั ใหม้ ีโรงพยาบาลจังหวัด การปอ้ งกันและการควบคมุ โรคติดต่อ
(20) การจดั ให้มพี พิ ิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ
(21) การขนส่งมวลชนและการวิศกรรมจราจร
(22) การปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภัย
(23) การจดั ใหม้ รี ะบบรักษาความสงบเรยี บร้อยในจังหวัด
(24) จัดทากิจการใดอันเป็นอานาจ และหน้าท่ีขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินอ่ืนที่อยู่ใน
เขต และกิจการนั้นเป็นการสมควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นร่วมกันดาเนินการหรือให้
องค์การบริหารส่วนจงั หวดั จดั ทา ทงั้ ตามคณะกรรมการประจากาหนด
(23)ตอบ ขอ้ ข. รอ้ ยละ 30
มาตรา 23 (4) ภาษีมูลค่าเพ่ิมตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการจัดสรรในอัตราซึ่งเม่ือรวมกับการ
จัดสรรตามมาตรา24 (3) และมาตรา 25 (6) แล้วไม่เกินร้อยละสามสิบขอภาษีมูลค่าเพิ่มที่
จดั เกบ็ ได้หักสว่ นท่ีต้องจา่ ยคืนแล้ว โดยเปน็ หน้าท่ีของสรรพากรทจ่ี ะจดั เก็บ
(24)ตอบ ขอ้ ข. ร้อยละ 30
มาตรา 23 (5) ภาษีธุรกิจเฉพาะตามรัษฎากร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มข้ึนในอัตราซึ่งเมื่อ
รวมกับอัตราตามมาตรา 24 (4) และไม่เกินร้อยละสามสิบของอัตราภาษีที่จัดเก็บตามประมวล
รัษฎากร เป็นหนา้ ท่ขี องกรมสรรพากรท่ีจะจดั เก็บ
(25)ตอบ ข้อ ค. รอ้ ยละ 40
มาตรา 23 (12) ค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยว่าด้วยแร่หลงั จากหักส่งเป็นรายได้ของรัฐใน
อัตรารอ้ ยละสีส่ บิ
(26)ตอบ ขอ้ ค. ร้อยละ 20
มาตรา 23 (13) (ก) องค์การบริหารส่วนตาบลหรืเทศบาลท่ีมีพื้นท่ีครอบคลุมพ้ืนท่ีตามสัมปทาน
ให้ได้รบั การจัดสรร
ในอตั รารอ้ ยละย่สี ิบ ของเงนิ คา่ ภาคหลวงปโิ ตรเลยี มทีจ่ ัดเกบ็ ได้ภายในเขต
(27)ตอบ ขอ้ ข. ร้อยละ 30
มาตรา 24 (4) ภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพ่ิมข้ึนในอัตรา
ซ่ึงรวมกบั อัตราตามมาตรา 23 (5) แลว้ ไม่เกินร้อยละสามสิบ ของอตั ราภาษีที่จดั เก็บตามประมวล
รัษฎากร โดยเป็นหน้าทขี่ องกรมสรรพากรที่จะจดั เกบ็
14
(28)ตอบ ขอ้ ค. รอ้ ยละ 20
มาตรา 24 (9) คา่ ภาคหลวงปิโตรเลยี มตามกฎหมายว่าด้วยปโิ ตรเลียมให้ได้รับการจัดสรรในอัตรา
ร้อยละยี่สิบบาทของค่าภาคหลวงปิโตรเลียมที่จัดเก็บไดภายในเขตขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
นัน้
(29)ตอบ ขอ้ ข. ลิตรละ 10 สตางค์
มาตรา 25 (4) ภาษีบารุงกรุงเทพมหานครสาหรับน้ามันเบนซินและน้ามันทคี่ ล้ายกัน นา้ มันดีเซล
และน้ามันที่คล้ายกัน ก๊าซปิโตรเลียมท่ีใช้เป็นเชื้อเพลิงสาหรับรถยนต์ ซึ่งเก็บจาการค้าในเขต
กรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้ไม่เกินร้อยละสิบสตางค์ สาหรับน้ามันและไม่
เกินกโิ ลกรมั ละสิบสตางคส์ าหรบั ก๊าซปิโตรเลียม
(30)ตอบ ขอ้ ค. ร้อยละ 30
มาตรา 25 (8) ภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพาสามิต ภาษีสุราตามกฎหมายว่า
ด้วย สุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และค่าแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ซ่ึงเก็บจาก
การคา้ ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบญั ญตั ิจดั เกบ็ เพิ่มขึน้ ใน อัตราไม่เกินร้อยละสามสบิ ของ
อัตราภาษีทก่ี รมสรรพาสามติ จัดเก็บ และใหถ้ ือเปน็ ภาษแี ละคา่ แสตมปต์ ามกฎหมายว่าด้วยการน้ัน
โดยเป็นหน้าท่ีของกรมสรรพสามติ ที่จะจัดเก็บ
(31)ตอบ ขอ้ ก. รายได้จากการจาหนา่ ยพนั ธบตั ร
มาตรา 28 (8) รายได้จากการจาหน่ายพันธบัตรการออกพันธบัตรตาม (8) การกู้เงินจากองค์การ
หรือนิติบุคคลต่างๆ ตาม (9) การกู้เงินตาม (10) และรายได้ตาม (13) ให้ออกเป็นข้อบัญญัติ
ท้องถน่ิ โดยได้รบั ความเหน็ ชอบจากคณะรฐั มนตรี
(32)ตอบ ข้อ ก. 4 ปี
มาตรา 30 (ก) ภารกิจท่ีเป็นการดาเนินการ ซ้าซ้อนระหว่างรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
หรือภารกิจที่รฐั จดั ให้บริการในเขตอ้ งค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ ใหด้ าเนนิ การใหเ้ สรจ็ ภายในสี่ปี
(33)ตอบ ขอ้ ข. ตามความจาเป็น และความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
มาตรา 30 (5) การจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจาปีในส่วนท่ีเก่ียวกับการบริการสาธารณะในเข
ต้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนให้เป็นไป ตามความจาเป็นและความ
ตอ้ งการขององคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ นั้น
15
(34)ตอบ ขอ้ ก. 4 ปี
มาตรา 30 (ค) ภารกิจท่ีเป็นการดาเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ให้ดาเนินการให้เสร็จสิ้น
ภายในส่ีปี
(35)ตอบ ข้อ ง. 10 ปี
มาตรา 30 (2) กาหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการให้บริการสาธารณะของรัฐและขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ิน และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเองตามอานาจและหน้าที่ที่
กาหนดไว้ในพระราชบัญญัติน้ีให้ชัดเจน โดยในระยะแรกอาจกาหนดภารกิจขององค์กรปกครอง
ถิ่นให้แตกต่างกันได้ โดยให้เป็นไปตามความพร้อมขององค์กรปกครองท้องถิ่นแตกต่างกันได้ โดย
ให้เป็นไปตามความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งซึ่งต้องพิจารณาจากรายได้
และบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน น้ัน จานวนประชากร ค่าใช้จ่ายในการดาเนินงาน
ตลอดจนคุณภาพในการใหบ้ ริการท่ีประชาชนจะได้รบั ทงั้ นี้ ตอ้ งไม่เกนิ ระยะเวลาสิบปี
(36)ตอบ ข้อ ง. ถกู ทุกขอ้ (รายได้,บคุ ลากร,จานวนประชากร)
มาตรา 30 (2) กาหนดขอบเขตความรบั ผิดชอบในการให้บริการสาธารณะของรัฐและขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ิน และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินด้วยกันเองตามอานาจและหน้าท่ีที่
กาหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ให้ชัดเจน โดยในระยะแรกอาจกาหนดภารกิจขององค์กรปกครอง
ถิ่นใหแ้ ตกตา่ งกนั ได้ โดยใหเ้ ป็นไปตามความพรอ้ ม
ขององค์กรปกครองท้องถิ่นแตกต่างกันได้ โดยให้เป็นไปตามความพร้อมขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ินแต่ละแห่งซึ่งต้องพิจารณาจากรายได้ และบุคลากร ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น น้ัน
จานวนประชากร ค่าใช้จ่ายในการดาเนินงานตลอดจนคุณภาพในการให้บริการท่ีประชาชนจะ
ได้รบั ท้งั น้ี ตอ้ งไม่เกนิ ระยะเวลาสบิ ปี
(37)ตอบ ข้อ ข. ร้อยละ 20
มาตรา 30 (4) กาหนดการจัดสรรภาษีและอากร เงินอุดหนุน และรายได้อ่ืนใหแ้ ก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ินเพื่อให้สอดคล้องกับการดาเนินการตามอานาจ และหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถ่ินแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม โดยในช่วงระยะเวลาไม่เกนิ พ.ศ. 2544 ให้องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่นิ มรี ายได้เพมิ่ ข้นึ คิดเป็นสัดส่วนตอ่
รายได้ของรัฐบาลไม่น้อยกว่า ร้อยละย่ีสิบ และในช่วงระยะเวลาไม่เกิน พ.ศ. 2549 ให้องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิน่ มรี ายไดเ้ พม่ิ ข้ึนคิดเป็นสดั ส่วนตอ่ รายได้ของรัฐบาลในอัตราไม่นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ
สามสิบห้า ทั้งน้ี โดยการเพิ่มสัดส่วนตามระยะเวลาที่เหมาะสมแก่การพัฒนา ให้องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นสามารถดาเนินกิจการบริการสาธารณะไดด้ ว้ ย
16
(15)ตนเอง และโดยการจัดสรรสัดส่วนที่เป็นธรรมแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยคานึงถึง
รายได้ขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ นนั้ ด้วย
(38)ตอบ ข้อ ง. ร้อยละ 35
มาตรา 30 (4) กาหนดการจัดสรรภาษีและอากร เงินอุดหนนุ และรายได้อ่ืนให้แก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ินเพ่ือให้สอดคล้องกับการดาเนินการตามอานาจ และหน้าท่ีขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ินแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม โดยในช่วงระยะเวลาไม่เกนิ พ.ศ. 2544 ให้องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพมิ่ ขึ้นคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ของรัฐบาลไม่นอ้ ยกว่าร้อยละยี่สิบ และในช่วง
ระยะเวลาไม่เกิน พ.ศ. 2549 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มข้ึนคิดเป็นสัดส่วนต่อ
รายได้ของรัฐบาลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบห้า ทั้งน้ี โดยการเพิ่มสัดส่วนตามระยะเวลาท่ี
เหมาะสมแก่การพัฒนา ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินสามารถดาเนินกิจการบริการสาธารณะได้
ด้วยตนเอง และโดยการจัดสรรสัดส่วนที่เป็นธรรมแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยคานึงถึง
รายได้ขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินนนั้ ด้วย
(39)ตอบ ขอ้ ค. 5 ปี
มาตรา 34 ให้คณะกรรมการพจิ ารณาทบทวนการกาหนดอานาจและหน้าท่ีและจัดสรรรายได้ของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายหลังที่ดาเนินการตามแผนการกระจายอานาจให้แก่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นไปแล้ว โดยต้องพิจารณาทบทวนใหม่ทุกระยะเวลาไม่เกินห้าปี นับแต่วันท่ีมี
กาหนดอานาจและหน้าทหี่ รือวันทมี่ ีการจัดสรรรายได้ท้ังน้ี จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของ
กาหนดอานาจและหน้าที่และการจัดสรรรายได้ เพื่อกระจายอานาจเพิ่มข้ึนให้แก่องค์กรปกครอง
ส่วนทอ้ งถน่ิ
(40)ตอบ ข้อ ค. รอ้ ยละ 25
พระราชบัญญัติ กาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549มาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (4) ของมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติ
กาหนดแผนและข้นั ตอนการกระจายอานาจใหแ้ กอ่ งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน(4) กาหนดจัดสรรภาษีและอากร เงินอุดหนุนและรายได้อ่ืนให้แก่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินเพื่อให้สอดคล้องกับการดาเนินการตามอานาจเหน้าที่ขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ินแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ 2550 เป็นต้นไป ให้
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลไม่น้อยกว่า ร้อยละ
ยี่สิบหา้ และโดยมีจดุ มุ่งหมายทีจ่ ะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีรายได้เพ่ิมขน้ึ คิดเป็นสดั ส่วนต่อ
รายได้สุทธิของรัฐบาลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบห้า โดยการจัดสรรสัดส่วนท่ีเป็นธรรมแก่
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคานึงถึงรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินนั้นด้วยการเพิ่ม
สัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลตามวรรคหนึ่งให้เพ่ิมข้ึน
17
ตามระยะเวลาท่ีเหมาะสมแก่การพัฒนาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินสามารถดาเนินกิจการ
บริการสาธารณะได้ด้วยตนเอง และให้เป็นไปตามภารกิจที่ถ่ายโอนให้แก่องค์ปกครองสว่ นท้องถ่ิน
ท่ีถ่ายโอนเพ่ิมขึ้นภายหลังปีงบประมาณพ.ศ. 2549 เป็นต้นไป แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด
เงินอุดหนุนที่จัดสรรให้ตอ้ งมีจานวนไม่น้อยกวา่ เงินอุดหนนุ ทอ่ี งค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินไดร้ ับการ
จดั สรรในปงี บประมาณ พ.ศ.2549
(41)ตอบ ขอ้ ค. ร้อยละ 35
พระราชบัญญัติ กาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (4) ของมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติ
กาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจใหแ้ ก่องคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่ พ.ศ. 2542 และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน(4) กาหนดจัดสรรภาษีและอากร เงินอุดหนุนและรายได้อ่ืนให้แก่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้สอดคล้องกับการดาเนินการตามอานาจเหน้าที่ขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม โดยต้ังแต่ปีงบประมาณ พ.ศ 2550 เป็นต้นไป ให้
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลไม่น้อยกว่าร้อยละ
ย่ีสิบห้า และโดย มีจุดมุ่งหมาย ที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีรายได้เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วน
ต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบห้า โดยการจัดสรรสัดส่วนท่ีเป็นธรรม
แก่องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน และคานงึ ถึงรายได้ขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่นนั้นด้วยการเพิ่ม
สัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลตามวรรคหนึ่งให้เพ่ิมขึ้น
ตามระยะเวลาที่เหมาะสมแก่การพัฒนาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดาเนินกิจการ
บริการสาธารณะได้ด้วยตนเอง และใหเ้ ป็นไปตามภารกิจท่ีถ่ายโอนให้แก่องค์ปกครองส่วนท้องถ่ิน
ที่ถ่ายโอนเพิ่มขึ้นภายหลังปีงบประมาณพ.ศ. 2549 เป็นต้นไป แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด
เงินอุดหนนุ ทจ่ี ัดสรรให้ต้องมีจานวนไม่น้อยกวา่ เงินอุดหนุนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการ
จัดสรรในปงี บประมาณ พ.ศ.2549
(42)ตอบ ขอ้ ง. ถูกทุกขอ้
มาตรา 4 ในพระราชบัญญตั นิ ี้
“องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน” หมายความว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การ
บริหารส่วนตาบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอ่ืนท่ีมีกฎหมาย
จดั ตั้ง
(43)ตอบ ข้อ ก. มสี ญั ชาติไทย
มาตรา 7 กรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิต้องมคี ณุ สมบัติและไมม่ ลี ักษณะตอ้ งห้าม ดงั นี้
(1) สัญชาติไทย
(2) มอี ายไุ มต่ ่ากวา่ 35 ปีบรบิ รู ณ์
18
(3) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตาแหน่งหรือเงินเดือนประจา พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เว้นแต่เป็นผู้สอยใสถาบัน
อดุ มศึกษาของรัฐ
(4) ไมเ่ ป็นผู้ดารงตาแหนง่ ทางการเมือง
(5) ไม่เป็นสมาชิกสภาทอ้ งถนิ่ หรือผบู้ ริหารทอ้ งถนิ่
(6) ไมเ่ ป็นเจ้าหนา้ ที่ หรือผ้มู ีตาแหนง่ ใดๆ ในพรรคการเมือง
(17)มาตรา 8 กรรมการตามาตรา 6 (3) พ้นจากตาแหน่งเม่ือลาออก โดยยื่นหนังสือลาออกต่อ
ประธานกรรมการหรอื พ้นจากการเป็นผบู้ ริหารทอ้ งถ่ิน
มาตรา 9 กรรมการตามาตรา 6 (4) มีวาระอยู่ในตาแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับสรรหาเป็น
กรรมการอกี ได้ไม่เกนิ สองวาระติดตอ่ กัน
(44) ตอบ ข้อ ค. ไมน่ ้อยกว่ากงึ่ หนึ่งขอกรรมการทง้ั หมด
มาตรา 11 การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุม ไม่น้อยกว่ากึ่งหน่ึงของ
จานวนกรรมการท้งั หมดจงึ จะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในท่ีประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าท่ีได้ ให้ท่ีประชุม
เลือกกรรมการคนหนึ่งทาหน้าที่เป็นประธานในท่ีประชุมการวินิจฉัยชี้ ขาดให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหน่งึ ให้มเี สยี งหน่งึ ในการลงคะแนน ถา้ คะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในทปี่ ระชมุ ออก
เสยี งเพ่มิ ข้ึนหนึง่ เป็นเสยี งชขี้ าด
(45) ตอบ ขอ้ ค. ศุลกากร
มาตรา 23 เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตาบล อาจมีรายได้จากภาษีอากร
ค่าธรรมเนยี มและเงนิ รายไดด้ งั นี้
(1) ภาษีโรงเรอื นและท่ีดนิ ตามกฎหมายวา่ ด้วยภาษีโรงเรอื นและที่ดิน
(2) ภาษีบารงุ ท้องทีต่ ามกฎหมายวา่ ดว้ ยภาษีบารุงท้องท่ี
(3) ภาษีปา้ ยตามกฎหมายวา่ ด้วยภาษปี ้าย
(4) ภาษีมูลค่าเพ่ิม
(5) ภาษีธรุ กจิ เฉพาะ
(6) ภาษสี รรพสามติ
(7) ภาษแี ละคา่ ธรรมเนียมรถยนต์
(8) ภาษีการพนัน
(9) ภาษีเพื่อการศกึ ษา
(10) อากรการฆา่ สัตว์
(11) อากรรังนกอีแอน่
(12) คา่ ภาคหลวงแร่
19
(46) ตอบ ขอ้ ง. รอ้ ยละ 30
มาตรา 23 (6) ภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายวา่ ดว้ ยสรรพสามติ ภาษีสรุ าตามกฎหมายวา่ ดว้ ยสรุ า
และค่าแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ซึ่งเก็บจากการค้าในเขตเทศบาลเมืองพัทยา และ
องค์การบริหารส่วนตาบล โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตรา ไม่เกินร้อยละสามสิบ ของ
อัตราภาษีท่ีกรมสรรพาสามิตจดั เก็บ และใหถ้ อื เป็น
ภาษีและค่าแสตมป์ตามกฎหมายวา่ ด้วยการนน้ั โดยเปน็ หน้าท่ขี องกรมสรรพสามิตทีจ่ ะจัดเก็บ
20
แนวข้อสอบ พระราชบญั ญตั ิขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540
1. พระราชบญั ญัตขิ อ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ มีผลบังคบั เมอ่ื ใด ขอ้ ใดกล่าวไม่ถกู ต้อง
ก. วนั ถัดจากวนั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา
ข. วันท่ี 11 กันยายน 2540
ค. เมือ่ พ้นกาหนดเก้าสิบวันนับแต่วนั ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา
ง. ขอ้ ก. และขอ้ ข.
2. ข้อใดเป็นเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญตั ิข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ ขอ้ ใดกล่าวไม่
ถกู ตอ้ ง
ก. ใหป้ ระชาชนมโี อกาสรบั รขู้ อ้ มูลข่าวสารเกยี่ วกับการดาเนนิ การตา่ งๆของรัฐ
ข. รบั รองสทิ ธขิ องประชาชนในการเข้าถึงข้อมลู ข่าวสารของราชการ
ค. ขอ้ มูลขา่ วสารของราชการท้งั หมด หรอื สว่ นใหญ่สามารถเปิดเผยได้ ภายใต้หลักการท่ีว่า
“เปิดเผยเป็น หลัก ปกปิดเปน็ ข้อยกเว้น”
ง. ประชาชนต้องเข้าถึงขอ้ มูลข่าวสารของทางราชการไดท้ ุกกรณีไม่มีข้อยกเว้น
3. ขอ้ ใด เป็นขอ้ มูลขา่ วสาร
ก. แฟ้มขอ้ มูลรายงานของนายประสพดี
ข. ภาพถา่ ย ฟลิ ม์ ของนายบัญชา
ค. การบนั ทึกภาพเสียงโดยเคร่อื งคอมพิวเตอรข์ องนายอาทิตย์
ง. ถูกทุกขอ้
4. ขอ้ ใด เปน็ ความหมายของขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ ขอ้ ใดกล่าวไมถ่ ูกต้อง
ก. ขอ้ มลู ข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองของอาเภอ
ข. ข้อมลู ขา่ วสารท่อี ยู่ในการควบคมุ ดแู ลของจังหวดั
ค. ข้อมูลข่าวสารในการครอบครองและควบคุมไม่ว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับข่าวสารเก่ียวกับ
เอกชน
ง. ไม่มขี อ้ ใดกล่าวไมถ่ ูกตอ้ ง
5. หนว่ ยงานของรัฐ ข้อใดกลา่ วไมถ่ กู ตอ้ ง
ก. จงั หวดั อาเภอ
ข. อบจ. เมืองพัทยา เทศบาล อบต.
ค. ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถ่ิน รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการ
สงั กัดรฐั สภา
ง. ศาลเฉพาะในส่วนทเ่ี กยี่ วกับการพิจารณาพิพากษาคดี
6. ขอ้ มูลขา่ วสารส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อใดกลา่ วไม่ถกู ต้อง
ก. ประวัตกิ ารมภี รรยาน้อยของนายอาทติ ย์
ข. ประวัตกิ ารทางานของนายสดุ ทร่ี กั
ค. ประวตั ิการตายของนายทองดี
21
ง. หมายเลขบัตรประจาตัวประชาชนของนายจุงเบย
7. ความหมายของคนตา่ งด้าว ข้อใดกลา่ วไม่ถกู ตอ้ ง
ก. ถ้าผู้จัดการหรือกรรมการ สมาชกิ ของบริษัทหรอื หา้ งหุ้นส่วนเกินกึ่งหน่งึ เป็นของคนต่าง
ด้าว ไมใ่ หถ้ ือว่า เปน็ คนตา่ งดา้ ว
ข. สมาคมลามามสี มาชิกเกนิ กงึ่ หน่งึ เป็นคนต่างด้าว
ค. มลู นธิ ใิ ส่ใจมีวัตถุประสงคเ์ พื่อประโยชน์ของคนต่างดา้ ว
ง. นายลองจีทไ่ี ม่มีสัญชาติไทยและไมม่ ีถ่ินทีอ่ ย่ใู นประเทศไทย
8. ตาแหน่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติน้ี และมีอานาจออกฎกระทรวงเพ่ือปฏิบัติตาม
พระราชบัญญัติ น้ี
ก. นายจงุ เบยเป็นนายกรฐั มนตรี
ข. นางโอเคเปน็ รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย
ค. นายสุดยอดเปน็ รองนายกรัฐมนตรีท่ีได้รบั มอบหมาย
ง. นายโปรโมชั่นเปน็ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงยุตธิ รรม
9. กฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540มีผล
บงั คับเมอ่ื ใด
ก. วันถัดจากวนั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา
ข. เม่อื ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาแล้วให้ใช้บงั คบั ได้
ค. ผา่ นความเห็นชอบจากคณะรฐั มนตรี
ง. มผี ลบงั คบั ใช้ทันที
10. สานกั งานคณะกรรมการข้อมูลขา่ วสารของราชการจดั ต้ังอยู่ในหนว่ ยงานใด
ก. สานักนายกรัฐมนตรี
ข. สานักปลัดสานกั นายกรฐั มนตรี
ค. สานกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย
ง. สานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
11. สานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ มีหน้าที่ปฏิบัติงานดังนี้ ข้อใดกล่าว
ถูกตอ้ ง
ก. เกี่ยวกับงานวิชาการและธุรการให้แก่คณะกรรมการและคณะกรรมการวินิจฉัยการ
เปดิ เผยขอ้ มูลขา่ วสาร
ข. สอดส่องดูแลและให้คาแนะนาเก่ียวกับการดาเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐและ
หน่วยงานของรัฐ
ค. ประสานงานกบั หนว่ ยงานของรฐั
ง. ใหค้ าปรกึ ษาแกเ่ อกชนเก่ียวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตนิ ี้
22
12. พระราชบัญญตั ิขอ้ มูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 กาหนดหลกั การสาคญั เกยี่ วกบั ข้อมูล
ข่าวสารของ ทางราชการทอ่ี ยใู่ นความครอบครองของหน่วยงานของรัฐไว้อยา่ งไร
ก. ปกปิดเปน็ หลกั เปิดเผยเป็นขอ้ ยกเวน้
ข. เปดิ เผยเป็นหลกั ปกปดิ เป็นขอ้ ยกเวน้
ค. เปิดเผยบ้าง ปกปดิ บ้างตามความเหมาะสม
ง. เปิดเผยบ้าง ขนึ้ อยกู่ ับหวั หน้าหนว่ ยงาน
13. ขอ้ มูลข่าวสารประเภทใดบ้าง ท่ีหนว่ ยงานของรฐั ต้องนาไปลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ข้อใด
กล่าวไม่ ถูกต้อง
ก. โครงสรา้ งและการจดั องค์กรในการดาเนนิ งาน
ข. แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจา่ ยประจาปขี องปีท่กี าลงั ดาเนินการ
ค. สรุปอานาจหนา้ ทที่ ี่สาคญั และวิธกี ารดาเนนิ งาน
ง. กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คาส่ัง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือ
การตีความ ทั้งน้ี เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ เพ่ือให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนท่ี
เกยี่ วข้อง
14. ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กาหนดให้ข้อมูลข่าวสารที่ต้อง
เปิดเผยเปน็ การท่ัวไป โดยพิมพใ์ นราชกจิ จานเุ บกษา คือขอ้ มูลประเภทใด
ก. คู่มือหรือคาส่ังเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ซ่ึงมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าท่ี
ของเอกชน
ข. กฎ มติคณะรฐั มนตรี ข้อบังคบั คาสง่ั หนงั สอื เวยี น ระเบียบทม่ี ีสภาพอยา่ งกฎ
ค. สัญญาสัมปทาน
ง. ผลการพจิ ารณา หรอื คาวนิ จิ ฉัยท่ีมีผลโดยตรงตอ่ เอกชน
15. ข้อมูลขา่ วสารของราชการในข้อใดที่ประชาชนสามารถเขา้ ตรวจดไู ด้
ก. นโยบาย และแผนงานขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น
ข. โครงการ และงบประมาณรายจา่ ยขององคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ
ค. สัญญาร่วมทุนขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่ กบั เอกชนในการจัดบรกิ ารสาธารณะ
ง. ถกู ทกุ ขอ้
16. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ขอ้ มูลข่าวสารสว่ นบคุ คล
ก. ประวัตอิ าชญากรรมของนายเอ
ข. ประวัติสุขภาพของนายบี
ค. ฐานะทางการเงนิ ของนายซี
ง. ขอ้ มลู เกี่ยวกับรฐั บาลปัจจบุ ัน
17. ข้อใดไมใ่ ชข่ ้อมลู ข่าวสารของราชการ
ก. ประวัตกิ ารสมรสของนายมี
ข. ประวัตสิ ถติ ิสามะโนครวั ของประชากร
23
ค. ข้อมลู ทะเบียนราษฎรของอาเภอ
ง. ประวตั ิพนักงานบริษัท
18. บุคคลย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสาเนาหรือขอสาเนาที่มีคารับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร
ขอ้ ใดกล่าว ไมถ่ ูกตอ้ ง
ก. บคุ คลไม่ว่าจะมสี ่วนได้เสยี เกย่ี วข้องหรอื ไมก่ ็ตาม
ข. คนตา่ งด้าวจะมสี ิทธินัน้ ให้เป็นตามที่กาหนดในกฎกระทรวง
ค. ในการนี้ใหค้ านงึ ถึงการช่วยเหลือผู้มีรายไดน้ อ้ ยประกอบด้วย
ง. ตอ้ งเป็นบคุ คลมีสว่ นได้เสียและเก่ยี วข้องเทา่ น้นั
19. ข้อใดกล่าวถกู ต้องเกย่ี วกบั ขอ้ มูลขา่ วสารของราชการ
ก. ขา่ ว ความรูต้ ่างๆทค่ี นอ่านได้
ข. ขอ้ มลู ข่าวสารเก่ยี วกับสิง่ เฉพาะบุคคล เช่น การศกึ ษา ประวัตสิ ุขภาพ
ค. ภาพวาด แผนท่ี ภาพถา่ ยต่างๆ ซึ่งบอกความหมาย
ง. ข้อมลู ขา่ วสารที่อย่ใู นความรับผิดชอบหรือการครอบครองของราชการ
20. หน่วยงานไม่ใช่หน่วยงานของรัฐท่ีอย่ใู นบังคบั ของพระราชบญั ญตั ขิ อ้ มูลขา่ วสารของราชการ
ก. รฐั วิสาหกิจ เช่น การไฟฟา้
ข. ส่วนราชการสังกดั รฐั สภา
ค. หน่วยงานอสิ ระของรฐั เชน่ สานกั งานตรวจเงนิ แผ่นดิน (สตง.)
ง. ศาลท่ีเกี่ยวกบั การพิจารณาพิพากษาคดี
21. คนต่างด้าว จะมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสาเนาหรือขอสาเนาท่ีมีคารับรองถูกต้องของข้อมูล
ขา่ วสารให้เป็น ตามกฎหมายใด
ก. กฎกระทรวงออกโดยนายกรัฐมนตรี
ข. กฎกระทรวงออกโดยคณะกรรมการขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ
ค. กฎกระทรวงออกโดยรัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย
ง. ระเบียบกระทรวงมหาดไทย
22. ถ้ามีบุคคลใด ขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการและคาขอของผู้นั้นระบุข้อมูลข่าวสารท่ี
ตอ้ งการใน ลักษณะทีอ่ าจเข้าใจได้ตามสมควร ข้อใดกล่าวไม่ถกู ตอ้ ง
ก. ใหบ้ ุคคลนั้นรอ้ งขอตอ่ คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารกอ่ น
ข. ใหห้ นว่ ยงานของรฐั ผู้รับผดิ ชอบจดั หาขอ้ มูลข่าวสารนั้น
ค. จัดหาข้อมูลขา่ วสารน้ันใหแ้ กผ่ ูข้ อภายในเวลาอันสมควร
ง. จัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นภายในเวลาอันสมควรเว้นแต่ผู้นั้นขอจานวนมากหรือบ่อยคร้ัง
โดยไมม่ เี หตุผลอัน สมควร
23. ขอ้ มูลขา่ วสารของราชการใด มีสภาพท่อี าจบบุ สลายง่าย ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถกู ตอ้ ง
ก. หนว่ ยงานของรัฐอาจขอขยายเวลาในการจดั หาใหใ้ นสภาพอย่างหนงึ่ อย่างใดเพ่ือใหเ้ กิด
ความเสยี หายแกข่ ้อมลู ข่าวสารน้นั ก็ได้
24
ข. หน่วยงานของรฐั จะจัดทาสาเนาใหใ้ นสภาพอย่างหนง่ึ อยา่ งใดเพื่อมิให้เกิดความเสียหาย
แกข่ อ้ มูลข่าวสารนนั้ กไ็ ด้
ค. เป็นการแปรสภาพเป็นเอกสารจากข้อมูลข่าวสารที่บันทึกไว้ในระบบบันทึกภาพหรือ
เสียง ระบบ คอมพิวเตอร์ หรือระบบอื่นใด
ง. หากเป็นการจัดทา วิเคราะห์ จาแนก รวบรวม หรือจัดให้มีขึ้นใหม่ ห้ามไม่ให้หน่วยงาน
ของรฐั จัดหาให้
24. หน่วยงานของรัฐจะจดั หาขอ้ มลู ข่าวสารข้อมลู ข่าวน้ันให้ก็ได้ หากเหน็ วา่ ผขู้ อนัน้
ก. มใิ ช่แสวงหาผลประโยชน์ทางการคา้
ข. เปน็ เร่ืองจาเปน็ เพือ่ ปกปอ้ งสิทธเิ สรภี าพสาหรบั ผู้น้ัน
ค. เป็นเรื่องท่จี ะเปน็ ประโยชน์แกส่ าธารณะ
ง. ถกู ทุกข้อ
25. แม้ว่าข้อมูลข่าวสารที่ขอจะอยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานหรืออยู่ในครอบครองของ
หน่วยงานของ รัฐอืน่ กต็ าม ขอ้ ใดกล่าวไม่ถกู ต้อง
ก. ใหห้ นว่ ยงานของรฐั ที่รบั คาขอใหค้ าแนะนากับผู้ยืน่ คาขอขอ้ มูลขา่ วสาร
ข. ให้คาแนะนาเพ่ือไปยื่นขอต่อหน่วยงานของรัฐท่ีควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารน้ันโดยไม่
ชักช้า
ค. ถ้าหน่วยงานผู้รับคาขอเห็นว่าข้อมูลข่าวสารจัดทาโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอ่ืน และได้
ระบุหา้ มการ เปิดเผยไว้ ให้ส่งคาขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทาขอ้ มูลข่าวสารนนั้ พิจารณาเพอื่ มี
คาส่ังต่อไป
ง. หนว่ ยงานผรู้ ับคาขอต้องปฏิเสธทนั ทกี รณีไมอ่ ยู่ในความควบคมุ ของหนว่ ยงานตน
26. ผู้ใดเห็นว่าหน่วยงานรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสาร หรือปฏิบัติหน้าท่ีล่าช้า หรือเห็นว่าตนไม่ได้
รบั ความ สะดวกโดยไมเ่ หตอุ ันสมควร ผู้น้นั มีสิทธิร้องเรยี นต่อใคร
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. หวั หน้าหน่วยงานนั้น
ค. คณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมลู ขา่ วสร
ง. คณะกรรมการข้อมูลขา่ วสารของราชการ
27. ในกรณีท่ีมีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการ คณะกรรมการต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในก่ี
วัน
ก. 15 วัน
ข. 30 วนั
ค. 45 วัน
ง. 60 วนั
25
28. ในคณะกรรมการพิจารณาไม่เสร็จ กรณีจาเป็นที่มีเหตุจาเป็นให้ขยายเวลาออกไปได้ แต่ต้อง
แสดงเหตุรวมเวลาทงั้ หมดแลว้ ต้องไม่เกนิ ก่ีวนั
ก. 15 วนั
ข. 30 วัน
ค. 45 วัน
ง. 60 วนั
29. ข้อมูลข่าวสารราชการใด ที่หน่วยงานของรัฐหรอื เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคาส่ังมิให้เปิดเผยก็ได้
ขอ้ ใดกลา่ ว ไมถ่ กู ต้อง
ก. การเปดิ เผยจะก่อให้เกดิ ความเสยี หายตอ่ ความมัน่ คงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่าง
ประเทศ หรือ ความมน่ั คงในทางเศรษฐกจิ หรอื การคลงั ของประเทศ
ข. การเปิดเผยจะก่อให้เกดิ การบังคบั ใชก้ ฎหมายเส่ือมประสทิ ธภิ าพ หรือไม่อาจสาเร็จตาม
วัตถุประสงค์ได้ ไม่ว่าจะเก่ียวกับการฟ้องคดี การป้องกัน การปราบปราม การทดสอบ การ
ตรวจสอบ หรอื การรูแ้ หล่งท่มี า ของขอ้ มูลขา่ วสารหรอื ไม่ก็ตาม
ค. รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกํล้าสิทธิ
ส่วนบคุ คลโดยไม่ สมควร
ง. ขอ้ มลู ข่าวสารของราชการท่กี ่อให้เกิดความเสยี หายต่อสถาบันพระมหากษตั ริย์
30. ในกรณีทีเ่ จ้าหนา้ ท่ีของรฐั มีคาส่ังมิให้เปดิ เผยข้อมลู ข่าวสารใด ผู้ยน่ื คาขออาจอทุ ธรณ์ตอ่ ใคร
ก. คณะกรรรมการวินจิ ฉยั การเปดิ เผยข้อมูลข่าวสาร
ข. คณะกรรมการขอ้ มูลขา่ วสารของราชการ
ค. หวั หน้าหน่วยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
ง. นายกรฐั มนตรี
31. ในกรณที ี่เจา้ หน้าทข่ี องรัฐมีคาสง่ั มใิ ห้เปดิ เผยข้อมลู ข่าวสารใด ผู้ย่นื คาขออาจอทุ ธรณ์ภายในกี่
วนั
ก. 15 วัน
ข. 30 วนั
ค. 45 วนั
ง. 60 วนั
32. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการใด อาจกระทบถึง
ประโยชน์ไดเ้ สีย ของผู้ใด ให้เจ้าหนา้ ท่ีของรัฐแจ้งให้ผู้นั้นเสนอคาคัดค้านภายในเวลาที่กาหนด ซึ่ง
ตอ้ งไมน่ ้อยกว่ากว่ี นั นบั แต่ วันทไี่ ด้รบั แจ้ง
ก. 15 วนั
ข. 30 วัน
ค. 45 วัน
ง. 60 วัน
26
33.ในกรณีท่ีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารใด หรือมีคาส่ังไม่รับฟังคาคัดค้าน
ของผ้มู ี ประโยชน์ได้เสยี ผูน้ ้ันอาจอทุ ธรณ์นับแตว่ ันวนั ทร่ี บั แจง้ คาส่งั นน้ั โดยย่นื คาอทุ ธรณ์ต่อใคร
ก. คณะกรรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยข้อมลู ข่าวสาร
ข. คณะกรรรมการขอ้ มูลข่าวสารของราชการ
ค. หัวหน้าหนว่ ยงานกากบั ดูแลขอ้ มลู
ง. นายกรัฐมนตรี
34.การพิจารณาเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารท่ีมีคาส่ังมิให้เปิดเผยน้ันไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาของ
คณะกรรมการ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารหรือศาลก็ตาม ข้อใดกล่าวไม่
ถูกตอ้ ง
ก. ตอ้ งดาเนนิ การพจิ ารณาโดยมใิ หข้ ้อมลู ขา่ วสารนนั้ เปดิ เผยบคุ คลอ่ืน
ข. มใิ หข้ ้อมลู ขา่ วสารนั้นเปดิ เผยบคุ คลอนื่ ท่ีจาเป็นแกก่ ารพิจาณา
ค. ในกรณจี าเปน็ จะพิจารณาลับหลังค่กู รณีหรอื คูค่ วามฝ่ายใดกไ็ ด้
ง. ตอ้ งพจิ ารณาอย่างเปดิ เผยโดยใหค้ ู่ความทั้งสองฝา่ ยรับทราบด้วย
35. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดแม้จะเข้าข่ายต้องมีความรับผิดชอบตามกฎหมายใด ให้ถือว่า
เจ้าหน้าท่ีของ รฐั ไมต่ อ้ งรับผดิ หากเปน็ การกระทาโดยสุจรติ ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ ง
ก. เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดาเนินการโดยถกู ตอ้ งตามระเบียบ
ข. เจ้าหน้าทีข่ องรฐั ในระดบั ตามกาหนดในกฎกระทรวงมคี าสงั่ เปิดเผยเป็นการท่ัวไป
ค. เฉพาะแก่บุคคลใดเพื่อประโยชน์อันสาคัญย่ิงกว่าท่ีเก่ียวกับประโยชน์สาธารณะ หรือ
ชีวติ รา่ งกาย สขุ ภาพ หรอื ประโยชน์อ่นื ของบุคคล
ง. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามข้างต้น ให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตาม
กฎหมายหากจะมีใน กรณีดงั กล่าว
36. เพ่ือประโยชน์แห่งหมวดนี้ “บุคคล” หมายความว่าพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทาง
ราชการ พ.ศ. 2540 ตามข้อใดกล่าวไม่ถกู ต้อง
ก. บุคคลธรรมดาทีม่ ีสัญชาติไทย
ข. บุคคลธรรมดาท่ไี ม่มีสญั ชาติไทยแตม่ ถี ่นิ อยใู่ นประเทศไทย
ค. บุคคลธรรมดาทไี่ ด้เสียภาษีตามกฎหมาย
ง. ไมม่ ีข้อกล่าวไมถ่ กู ต้อง
37.หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติเก่ียวกับการจัดระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลดังต่อไปน้ี ข้อใด
กลา่ วไม่ถกู ต้อง
ก. ต้องจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเพียงเท่าที่เกี่ยวข้องและจาเป็นเพ่ือการ
ดาเนินงานของ หนว่ ยงานของรฐั ใหส้ าเรจ็ ตามวตั ถุประสงคเ์ ท่านัน้
ข. หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลทราบล่วงหน้า ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ
และกรณีทขี่ อข้อมลู นน้ั เปน็ กรณที อ่ี าจใชข้ อ้ มลู ได้โดยสมัครใจเท่าน้นั กฎหมายบังคบั มิได้
27
ค. พยายามเก็บข้อมูลข่าวสารโดยตรงจากเจ้าของข้อมูล โดยเฉพาะอย่างย่ิงในกรณีท่ีจะ
กระทบถึงประโยชน์ ไดเ้ สียโดยตรงของบคุ คลนัน้
ง. ตรวจสอบแก้ไขขอ้ มูลข่าวสารส่วนบคุ คลในความรบั ผิดชอบให้ถกู ตอ้ งอย่เู สมอ
38. หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อ
หน่วยงานของรัฐ แห่งอ่ืนหรือผู้อื่น โดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลท่ีให้
ไว้ล่วงหนา้ หรอื ขณะนนั้ มไิ ด้ เว้นแตเ่ ปน็ การเปดิ เผยดังนี้ ขอ้ ใดกล่าวไมถ่ ูกต้อง
ก. เปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อการป้องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การ
สืบสวน การ สอบสวน หรอื การฟ้องคดี ไม่ว่าเป็นคดปี ระเภทใดกต็ าม
ข. บรษิ ทั สายสบื ในการสืบหาข้อมลู สว่ นบคุ คลทเี่ กี่ยวข้อง
ค. เปน็ การให้ซง่ึ จาเป็นเพ่ือการปอ้ งกนั หรอื ระงับอนั ตรายต่อชีวิตหรือสขุ ภาพของบุคคล
ง. ต่อหน่วยงานของรฐั ท่ีทางานดา้ นการวางแผนหรอื การสถติ หิ รือสามะโนตา่ งๆ
39.ข้อมูลใด ท่หี นว่ ยงานรัฐอาจมีคาส่งั มิให้เปิดเผยกไ็ ด้
ก. การบังคบั ใชก้ ฎหมายเสื่อประสทิ ธภิ าพได้ถา้ เปิดเผย
ข. รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซ่ึงอาจก่อให้เกิดการรุกํล้าสิทธิส่วน
บคุ คล
ค. ส่งิ พมิ พท์ ตี่ อ้ งพิมพ์อา้ งองิ ในราชกิจจานเุ บกษา
ง. ถกู เฉพาะขอ้ ก. และข้อ ข.
40.ขอ้ มูลขา่ วสารของราชการที่อาจกอ่ ให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปิดเผย
ได้ เพือ่ คัดเลอื กไว้ให้ประชาชนได้ศกึ ษาค้นควา้ เมอ่ื ครบกปี่ ี
ก. 20 ปี
ข. 30 ปี
ค. 70 ปี
ง. 75 ปี
41.การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหาต่อความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่าง
ประเทศ หรือความ มั่นคงในทางเศรษฐกิจหรือการคลังประเทศ เพื่อคัดเลือกไว้ให้ประชาชนได้
ศึกษาคน้ คว้า เมอื่ ครบก่ีปี
ก. 20 ปี
ข. 30 ปี
ค. 70 ปี
ง. 75 ปี
42. ข้อมูลข่าวสารของราชการท่ีหน่วยงานของรัฐ ไม่ประสงค์จะเก็บรักษาหรือมีอายุครบกาหนด
นบั แต่วันท่ี เสร็จสิ้นการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารน้ัน ให้หน่วยงานของรัฐส่งมอบให้หน่วยงานใด หรือ
หนว่ ยงานอื่นของรฐั ตามกาหนดในพระราชกฤษฎีกา เพ่ือคดั เลอื กไว้ให้ประชาชนได้ศกึ ษาค้นคว้า
ก. สานกั หอสมดุ แห่งชาติ กรมศลิ ปากร
28
ข. สานกั หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
ค. สานักวรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์ กรมศิลปากร
ง. สานักพพิ ิธภณั ฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
43. ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบต่อการกระทา
ดงั กล่าวมสี ทิ ธิ ดาเนินการอยา่ งไร
ก. ร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ และอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ
ข้อมลู ข่าวสารของ ราชการ
ข. ร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ และอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ
วนิ จิ ฉยั การเปิดเผย ข้อมูลข่าวสาร
ค. รอ้ งเรียนตอ่ หนว่ ยงาน และฟอ้ งต่อศาลปกครอง
ง. ร้องเรยี นต่อคณะกรรมการขอ้ มูลข่าวสารของราชการ และอุทธรณ์ต่อนายกรฐั มนตรี
44. ขอ้ ใดไม่ถูกต้อง
ก. ข้อมูลข่าวสาร หมายความรวมถึง สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เร่ืองราว ข้อมูล ด้วยการ
บนั ทึกโดยเครอื่ ง คอมพิวเตอร์
ข. ข้อมูลข่าวสารของราชการ หมายความรวมถึง ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับเอกชนท่ีอยู่ใน
ความครอบครองของ รัฐ
ค. ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลหมายความถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับส่ิงเฉพาะตัวของบุคคลที่
อย่ใู นความ ครอบครองของรฐั
ง. เจ้าหนา้ ทขี่ องรฐั หมายถงึ ผูป้ ฏบิ ัตงิ านให้แกห่ น่วยงานของรัฐ
45. หนว่ ยงานของรัฐตอ้ งส่งข้อมูลข่าวสารประเภทใด ลงพิมพใ์ นราชกจิ จานุเบกษา
ก. โครงสร้าง และการจัดองคก์ ารในการดาเนินงานของหนว่ ยงานของรฐั
ข. รายชอื่ ข้าราชการ พนกั งาน ลูกจา้ งในหนว่ ยงานของรัฐ
ค. คาสั่งเกีย่ วกับการปฏิบตั ิงานภายในส่วนราชการ
ง. งบประมาณรายจา่ ยประจาปขี องปที กี่ าลังดาเนินการของหนว่ ยงานของรฐั
46. ข้อใดไมใ่ ช่ข่าวสารประเภททหี่ นว่ ยงานของรฐั ต้องจัดไวใ้ หป้ ระชาชนเขา้ ตรวจดูได้
ก. ผลการพจิ ารณาของหน่วยงานของรฐั ท่ีมผี ลโดยตรงต่อเอกชน
ข. สรปุ อานาจหน้าทท่ี ่ีสาคัญและวิธกี ารดาเนนิ งาน
ค. มติคณะรฐั มนตรี หรือมตคิ ณะกรรมการแต่งตงั้ โดยกฎหมาย
ง. แผนงาน โครงการและงบประมาณรายจา่ ยประจาปีของปที กี่ าลังดาเนนิ การ
47. ข้อใดไม่ใช่หน้าท่ีของหน่วยงานของรัฐ ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ
ราชการ
ก. สง่ ขอ้ มูลข่าวสารของราชการลงพมิ พใ์ นราชกจิ จานเุ บกษา
ข. จัดขอ้ มูลข่าวสารไว้ใหป้ ระชาชนตรวจดู
29
ค. จัดหาขอ้ มูลข่าวสารใหแ้ กผ่ ขู้ อในเวลาอันสมควร
ง. จัดทาสาเนาและรบั รองข้อมลู ข่าวสารใหก้ ับประชาชนทุกครง้ั ตามประสงค์ทขี่ อ
48. ขอ้ ใดเปน็ ข่าวสารทก่ี าหนดวา่ ห้ามเปิดเผย เว้นแต่จะครบเจ็ดสิบหา้ ปี
ก. ขา่ วสารท่กี ารเปิดเผยจะกอ่ ให้เกดิ ความเสยี หายต่อความมั่นคงของประเทศ
ข. ขา่ วสารทีก่ ารเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสยี หายตอ่ ความสมั พันธร์ ะหวา่ งประเทศ
ค. ข่าวสารที่อาจให้เกิดความเสยี หายต่อสถาบนั พระมหากษตั ริย์
ง. ถกู ทุกข้อ
49. ขอ้ ใดเปน็ ขา่ วสารทหี่ น่วยงานของรัฐอาจมีคาสัง่ มใิ หเ้ ปดิ เผย ข้อใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ ง
ก. ข่าวสารที่อาจก่อให้เกดิ ความเสยี หายตอ่ สถาบันพระมหากษัตรยิ ์
ข. ข่าวสารที่การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลใด
บคุ คลหน่งึ
ค. ข่าวสารที่การเปดิ เผยจะกอ่ ให้เกิดความเสียหายต่อความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประเทศ
ง. ถูกเฉพาะขอ้ ข และ ค
50. กรณีที่มีการคัดค้านคาส่ังเปิดเผยข้อมูล และเจ้าหน้าท่ีของรัฐมีคาส่ังไม่รับฟ้องคาคัดค้าน
เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะเปิดเผยข้อมลู ข่าวสารน้ันได้เมอื่ ใด
ก. เปดิ เผยไดท้ นั ที
ข. เปดิ เผยเม่ือได้ล่วงพ้นกาหนดระยะเวลาอุทธรณ์
ค. เปิดเผยไดเ้ มอ่ื ล่วงพน้ 30 วันไปแลว้
ง. เปดิ เผยเม่อื ได้ลว่ งพน้ 45 วันไปแล้ว
51. การอทุ ธรณค์ าสง่ั มใิ หเ้ ปิดเผยข้อมูลขา่ วสาร ต้องอุทธรณต์ ่อใคร
ก. ศาลปกครอง
ข. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
ค. คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปิดเผยขอ้ มลู ขา่ วสาร
ง. ศาลอุทธรณ์
52.ข้อใดเป็นการออกระเบียบเพื่อยกเว้นการบังคับใช้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ก ารเปิดเผยข้อมูล
ขา่ วสารของ ราชการท่ีถูกต้องท่สี ดุ
ก. สานักขา่ วกรองแห่งชาติเปน็ ผ้อู อกระเบยี บ
ข. สานกั งานสภาความมน่ั คงแหง่ ชาตเิ ปน็ ผูอ้ อกระเบียบ
ค. หน่วยงานของรัฐอาจออกระเบียบ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร
ของราชการ
ง. ถกู ทกุ ขอ้
53. ขอ้ ใดเปน็ การวางระบบข้อมูลข่าวสารของราชการท่ถี ูกตอ้ ง ข้อใดกลา่ วผดิ
ก. ตรวจสอบและแก้ไขขอ้ มูลขา่ วสารสว่ นบคุ คลในความรบั ผิดชอบให้ถกู ต้องอยู่เสมอ
ข. จัดให้มรี ะบบรักษาความปลอดภัยให้แกข่ อ้ มูลข่าวสารสว่ นบุคคล
30
ค. จัดให้มกี ารลงพมิ พใ์ นราชกิจจานุเบกษา
ง. ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลขา่ วสารส่วนบุคคลในความรบั ผิดชอบใหถ้ กู ต้องเป็นประจาทุกปี
54. ผขู้ อข้อมูลมีสทิ ธิรอ้ งเรยี นต่อคณะกรรมการในกรณีหน่วยงานของรัฐไม่ปฏบิ ตั ิตามกฎหมายใน
ขอ้ ใดกลา่ ว ไมถ่ ูกตอ้ ง
ก. ไม่จัดขอ้ มูลขา่ วสารไวใ้ ห้ประชาชนดู
ข. ปฏิบตั ิหนา้ ท่ลี ่าชา้
ค. ไม่อานวยความสะดวกโดยไม่มเี หตอุ ันควร
ง. ไม่จดั ทากรณีตอ้ ง จดั ทาวเิ คราะห์ จาแนก รวบรวม หรอื จดั ให้มขี ึ้นใหม่
55. กรณคี ณะกรรมการได้รับข้อรอ้ งเรียนไมป่ ฏบิ ตั ติ ามพระราชบญั ญัติข้อมลู ขา่ วสาร ของราชการ
ของ หนว่ ยงานของรัฐ คณะกรรมการต้องพจิ ารณาให้แลว้ เสร็จภายในก่วี นั
ก. 15 วนั
ข. 30 วัน
ค. 45 วนั
ง. 60 วัน
56. ข้อใดไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการปฏิบัติงานหน่วยงานของรัฐในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วน
บคุ คล ทีอ่ ย่ใู น ความควบคุมดแู ลของหน่วยงานของรัฐ
ก. การเปิดเผยต้องได้รบั ความยินยอมจากเจ้าของข้อมลู ซึง่ ได้ให้ไว้ลว่ งหนา้
ข. การเปิดเผยตอ้ งได้รับความยนิ ยอมจากเจา้ ของขอ้ มูลในเวลาทจ่ี ะเปิดเผย
ค. หนว่ ยงานของรัฐมีอานาจเปิดเผยขอ้ มูลที่อยู่ในความควบคมุ ดูแลไดท้ ุกรณีไม่จาเป็นตอ้ ง
ได้รับความยินยอม
ง. ถกู เฉพาะข้อ ก และ ข
57. กรณีหน่วยงานของรัฐไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้ตรงตามคาขอของเจ้าของข้อมูล เจ้าของ
ข้อมลู มสี ิทธิ อทุ ธรณต์ ่อใครภายในระยะเวลาเทา่ ใด
ก. อทุ ธรณต์ ่อคณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ภายใน 15 วนั
ข. อุทธรณต์ ่อคณะกรรมการวนิ ิจฉยั การเปดิ เผยข้อมูลข่าวสาร ภายใน 30 วนั
ค. อทุ ธรณ์ตอ่ คณะกรรมการข้อมลู ข่าวสารของราชการ ภายใน 30 วัน
ง. อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการรบั เร่ืองราวรอ้ งทุกข์ ภายใน 30 วนั
58. หน่วยงานทีม่ หี นา้ ท่ีเก็บรักษาเอกสารประวตั ศิ าสตร์ตามพระราชบญั ญตั ิน้ี คือ บุคคลในข้อใด
ก. พพิ ิธภณั ฑ์
ข. หอจดหมายแห่งชาติ
ค. กรมสารสนเทศ
ง. สานกั งานคณะกรรมการขอ้ มูลขา่ วสารของราชการ
31
59. ตาแหน่งใดเป็นประธานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร ตามที่กาหนดในพระราชบญั ญตั ิน้ี
ก. นายจุงเบยดารงตาแหน่งนายกรฐั มนตรี.
ข. นายโดดเด่นรัฐมนตรีซ่งึ นายกรฐั มนตรมี อบหมาย
ค. นายแน่นหนารัฐมนตรปี ระจาสานักนายกรัฐมนตรี
ง. นางแนน่ อกรฐั มนตรีวา่ การกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
60. ตาแหน่งใดต่อไปน้ี ไม่ได้เป็นกรรมการในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามท่ี
กาหนดใน พระราชบญั ญตั นิ ี้
ก. นายชงมาปลัดสานักนายกรัฐมนตรี นายปราบภัยปลัดกระทรวงกลาโหม นายโคนม
ปลดั กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ นายคงเดชปลดั กระทรวงมหาดไทย
ข. นายการดีเป็นผู้อานวยการสานักงบประมาณ นายสุดลับผู้อานวยการสานักข่าวกรอง
แห่งชาติ และนายชง ดเี ลขาธิการสภาผ้แู ทนราษฎร นายรบั รปู้ ลดั กระทรวงการต่างประเทศ
ค. นายหนักแน่นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายเรียนดีเลขาธิการข้าราชการพล
เรือน นายตีความ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
ง. นายใส่ใจปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายยอดเย่ียมปลัดกระทรวงยุติธรรม นายเอิกเกริก
ปลดั กระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร
61. ข้อใดไม่ใชอ่ านาจหนา้ ทีข่ องคณะกรรมการขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ
ก. สอดส่องการดูแลการดาเนินงานของหนว่ ยงานของรฐั ในการปฏบิ ัตติ ามพระราชบัญญตั ิ
ข. ให้คาแนะนาเกี่ยวกับการดาเนินงานของหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติการตาม
พระราชบัญญตั ิ
ค. ให้คาปรึกษาแก่เจ้าหน้าท่ีของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเก่ียวกับการปฏิบัติตาม
พระราชบัญญัตนิ ้ี ตามทไ่ี ด้ รบั คาขอ
ง. กาหนดหลักเกณฑก์ ารเปดิ เผยขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ
62. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ มีวาระการดารงตาแหน่ง
คราวละกีป่ ี ข้อใดกล่าวถกู ตอ้ งทส่ี ุด
ก. 2 ปี นบั แต่วันที่รบั แต่งตงั้
ข. 3 ปี นับแตว่ นั ท่ีรบั แตง่ ตง้ั
ค. 3 ปี นบั แต่วันท่ีรับแต่งต้ัง อาจได้รบั แต่งตัง้ ใหมไ่ ด้
ง. 4 ปี นับแตว่ นั ทร่ี ับแต่งตัง้ อาจไดร้ บั แตง่ ต้ังใหมไ่ ด้
63. ใครเป็นผแู้ ต่งตง้ั ผู้ทรงคุณวฒุ ิในคณะกรรมการขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ
ก. ประธานคณะกรรมการขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ
ข. นายกรัฐมนตรี
ค. รัฐมนตรีซง่ึ นายกรฐั มนตรมี อบหมาย
ง. คณะรัฐมนตรี
32
64. กรรมการในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ มีจานวนท้ังส้นิ กคี่ น
ก. 19 คน
ข. 21 คน
ค. 23 คน
ง. 25 คน
65. กรรมการในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ รวมกับเลขานุการและ
ผชู้ ว่ ยเลขานุการ รวมเปน็ ก่ี คนทั้งหมด
ก. 20 คน
ข. 24 คน
ค. 25 คน
ง. 26 คน
66. ใครเป็นผู้แต่งต้ังข้าราชการของสานักปลัดสานักนายกรัฐมนตรีเป็นเลขานุการและและ
ผ้ชู ว่ ยเลขานกุ าร
ก. นายกรฐั มนตรี
ข. รฐั มนตรีซ่งึ นายกรฐั มนตรมี อบหมาย
ค. คณะรัฐมนตรี
ง. ปลัดสานักนายกรฐั มนตรี
67. คาส่ังขยายเวลาไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการของหน่วยงานของรัฐมีกาหนดคราวละ
เกินกป่ี ี ไม่ได้
ก. 2 ปี
ข. 3 ปี
ค. 4 ปี
ง. 5 ปี
68. กรณีท่ีหน่วยงานของรัฐปฏิเสธว่าไม่มีข้อมูลข่าวสารตามท่ีมีคาขอ ถ้าผู้ขอไม่เช่ือว่าเป็นความ
จรงิ ควร ดาเนินการอย่างไร
ก. ร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลขา่ วสารของราชการเพื่อใหต้ รวจสอบ
ข. รอ้ งเรียนต่อคณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปดิ เผยข้อมลู ขา่ วสารเพือ่ ให้ตรวจสอบ
ค. ย่นื คารอ้ งต่อศาลเพื่อใหศ้ าลมีคาสัง่
ง. ถกู ทกุ ขอ้
69. การแตง่ ตัง้ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสาร ตอ้ งดาเนินการอย่างไร
ก. นายกรฐั มนตรเี ปน็ ผู้ใช้อานาจในการแตง่ ตง้ั
ข. คณะรัฐมนตรีแต่งต้งั ตามข้อเสนอของคณะกรรมการขอ้ มูลข่าวสารของราชการ
ค. คณะกรรมการขอ้ มูลข่าวสารของราชการเปน็ ผมู้ ีอานาจแตง่ ต้ัง
ง. เลือกตั้งคณะกรรมการในคณะกรรมการขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ
33
70. อานาจหนา้ ที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดิ เผยข้อมลู ข่าวสาร ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ ูกตอ้ ง
ก. วนิ จิ ฉยั อทุ ธรณค์ าสง่ั มใิ ห้เปิดเผยข้อมลู ขา่ วสาร
ข. วินจิ ฉัยอุทธรณค์ าสงั่ ไม่รับฟังคาคดั คา้ นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ค. วินจิ ฉยั อทุ ธรณค์ าสัง่ ไมใ่ ห้แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรอื ลบขอ้ มูลขา่ วสารส่วนบคุ คล
ง. เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกาและการออกกฎกระทรวงหรือระเบียบของคณะ
รัฐมนตรา พระราชบัญญัตนิ ี้
71. คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แต่ละคณะจะต้องมีกรรมาการไม่น้อยกว่ากี่
คน
ก. 3 คน
ข. 5 คน
ค. 7 คน
ง. 9 คน
72. การส่งคาอุทธรณ์ จากคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการไปยังคณะกรรมการวินิจฉัย
การเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารเพื่อพิจารณา จะต้องทาภายในกี่วันนับแต่วันท่ีคณะกรรมการข้อมูล
ขา่ วสารของราชการไดร้ ับ อุทธรณ์
ก. 3 วนั
ข. 5 วนั
ค. 7 วนั
ง. 15 วัน
73. การไม่ปฏิบตั ิตามคาสั่งของคณะกรรมการข้อมลู ข่าวสารของราชการ ทีส่ ่ังให้เรียกบุคคลมาให้
ถ้อยคาหรือ ส่งใหส้ ่งพยานหลักฐาน มโี ทษเพยี งใด
ก. โทษทัง้ จาทง้ั ปรับ
ข. โทษปรบั สถานเดยี วไมม่ ีโทษจาคุก
ค. มีโทษจาคุกสถานเดียว ไมม่ โี ทษปรบั
ง. ไม่มีโทษทางอาญา
74. ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจากัดหรือเง่ือนไขที่เจ้าหน้าท่ีของรัฐกาหนดตาม
พระราชบัญญัตขิ ้อมลู ข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 มีโทษอยา่ งไร
ก. ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกนิ หนงึ่ ปี หรอื ปรบั ไมเ่ กินสองหมน่ื บาท
ข. ต้องระวางโทษจาคกุ ไม่เกินสองปี หรอื ปรับไมเ่ กินสองหม่ืนบาท
ค. ตอ้ งระวางโทษจาคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกนิ สามหมื่นบาท
ง. ต้องระวางโทษจาคุกไมเ่ กินส่ีปี หรือปรบั ไม่เกนิ สีห่ มืน่ บาท
34
75. ใครเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.
2540
ก. พลเอก ชวลติ ยงใจยุทธ
ข. นายชวน หลกี ภัย
ค. ค.นายบรรหาร ศิลปอาชา
ง. ตารวจโททกั ษิณ ชินวตั ร
76. สานักงานคณะกรรมการขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการมีชอ่ื ยอ่ ว่าอะไร
ก. สขร.
ข. สขม.
ค. สขก.
ง. สขช.
77. พระราชบญั ญตั ิขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 บังคบั ใชเ้ มอ่ื พ้นกาหนดก่วี นั
ก. ถดั จากวัดประกาศในราชกิจจานเุ บกษา
ข. 90 วนั
ค. 120 วัน
ง. 180 วนั
78. พระราชบัญญัติขอ้ มูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 บังคบั ใชว้ นั ที่
ก. 9 มกราคม 2540
ข. 9 ธนั วาคม 2539
ค. 9 ธันวาคม 2540
ง. 10 ธันวาคม 2540
79. ข้อมูลข่าวสารคอื
ก. สง่ิ ที่สอื่ ความหมายใหร้ เู้ รื่องราวขอ้ เท็จจริงข้อมูล หรือสิง่ ใด ๆ
ข. การส่อื สารถงึ กัน
ค. ข่าวทน่ี กั ขา่ วนาเสนอ
ง. ถกู ทุกขอ้
80. ข้อมลู ข่าวสารของราชการคอื
ก. ขอ้ มูลข่าวสารทีอ่ ยใู่ นความครอบครองหรือควบคุมดแู ลของหนว่ ยงานของรัฐ
ข. ข้อมลู ข่าวสารทอี่ ยใู่ นความครอบครองหรอื ควบคมุ ดูแลของเอกชน
ค. ข้อมลู ขา่ วสารท่ีอยู่ในความครอบครองหรือควบคมุ ดแู ลของรฐั และเอกชน
ง. ขอ้ มลู ขา่ วสารท่อี ย่ใู นความครอบครองหรือควบคุมดูแลของมูลนธิ ิ
35
81. ข้อใดคือความหมาของคนตา่ งดา้ ว
ก. บุคคลธรรมดาท่มี สี ญั ชาตไิ ทย แต่ไม่มีถ่ินทอี่ ยู่ในประเทศไทย
ข. บุคคลธรรมดาทีไ่ มม่ สี ญั ชาตไิ ทย แตม่ ีถน่ิ ที่อย่ใู นประเทศไทย
ค. บคุ คลธรรมดาที่มสี ญั ชาติไทย และมีถ่ินท่ีอยู่ในประเทศไทย
ง. บคุ คลธรรมดาที่ไมม่ ีสญั ชาติไทย และไม่มีถ่นิ ท่อี ยูใ่ นประเทศไทย
82. ขอ้ ใดตอ่ ไปนถ้ี ือวา่ เปน็ คนตา่ งด้าว
ก. บรษิ ทั ชุมชนของเราจากัดมคี นตา่ งด้าวถอื หุน้ ไม่เกินกึง่ หนึ่ง
ข. สมาคมรักไทยมสี มาชกิ ทั้งหมด 988 คน เปน็ คนตา่ งดา้ ว 450 คน
ค. มลู นิธิไก่ชนไทยทม่ี ีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ประโยชนข์ องคนตา่ งด้าว
ง. สมาคมสเู้ พ่อื แผ่นดิน ทม่ี วี ัตถปุ ระสงคเ์ พื่อประโยชน์ของคนไทย
83. ข้อใดไมใ่ ช่หน้าที่ของสานักงานคณะกรรมการข้อมลู ขา่ วสาร
ก. ปฏบิ ตั งิ านเก่ยี วกบั งานวชิ าการและธุรการใหแ้ ก่ คณะกรรมการ
ข. ให้คาปรกึ ษาแก่เอกชนในการปฏบิ ตั ติ าม พ.ร.บ. นี้
ค. ประสานงานกับหนว่ ยงานของรฐั
ง. ใหค้ าปรึกษาแกห่ น่วยงานรฐั ในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. นี้
84. ขอ้ มลู ข่าวสารตามข้อใดต้องลงพมิ พ์ในราชกิจจานเุ บกษา
ก. โครงสร้างและการจดั องค์กรในการดาเนินงาน
ข. สรุปอานาจหนา้ ทีท่ ี่สาคับและวธิ ีดาเนินงาน
ค. สถานที่ติดตอ่ เพ่ือของรบั ขอ้ มลู ข่าวสาร
ง. ถกู ทกุ ขอ้
85. ข้อมูลข่าวสารตามข้อใดตอ้ งจดั ไว้ให้ประชาชนไดเ้ ขา้ ตรวจดู
ก. ผลการพจิ ารณาหรอื คาวนิ จิ ฉยั ทีม่ ีผลโดยตรงตอ่ เอกชน
ข. แผนงาน โครงการ งบประมาณรายจ่ายปะจาปี
ค. สัญญาสมั ปทานท่ีเป็นการผูกขาดตดั ตอน
ง. ถูกทกุ ข้อ
86. ผู้ใดเห็นวา่ หนว่ ยงานของรัฐไม่จดั ข้อมูลขา่ วสารใหป้ ระชาชนได้เขา้ ตรวจดูสามารร้องเรยี นต่อ
หนว่ ยงานใด
ก. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
ข. คณะกรรมการวินิจฉัยข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ
ค. ศาลปกครอง
ง. คตส.
36
87. เม่ือมีการร้องเรียนว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้เข้าตรวจดูให้
คณะกรรมการ พิจารณาให้แล้วเสรจ็ ภายในกี่วนั
ก. 15 วนั
ข. 30 วนั
ค. 60 วัน
ง. 90 วัน
88. กรณีมีเหตุจาเป็นคณะกรรมการไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลา ให้ขยายเวลา
ออกไปได้ แต่ ต้องแสดงเหตุผลและรวมเวลาท้ังหมดแล้วต้องไมเ่ กนิ ก่วี ัน
ก. 15 วัน
ข. 30 วัน
ค. 60 วัน
ง. 90 วนั
89. ขอ้ มูลข่าวสารตามขอ้ ใดจะเปดิ เผยมิได้
ก. ข้อมูลข่าวสารทีอ่ าจกอ่ ให้เกดิ ความเสยี หายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ข. มติคณะรฐั มนตรี
ค. รายงานแพทย์
ง. ข้อมลู ส่วนตัว
90. ขอ้ มลู ข่าวสารขอ้ ใดทีห่ น่วยงานของรัฐอาจมีคาส่งั มใิ หเ้ ปดิ เผย
ก. ขอ้ มลู ข่าวสารที่อาจก่อใหเ้ กิดความเสียหายต่อความม่ันคงของประเทศ
ข. การเปิดเผยอาจทาให้การบงั คบั ใชก้ ฎหมายเส่อื มประสิทธภิ าพ
ค. การเปดิ เผยอาจกอ่ ใหเ้ กดิ อนั ตรายตอ่ ชีวิต
ง. ถูกทุกขอ้
91. เจ้าหน้าท่ีของรัฐเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอาจกระทบกับส่วนได้เสียของผู้ใด ให้
เจ้าหน้าทแี่ จง้ ใหผ้ ู้ นั้นคัดค้านภายในกี่วนั
ก. 15 วัน
ข. 30 วัน
ค. 45 วนั
ง. 60 วัน
92. ถ้าเจ้าหน้าที่มีคาส่ังมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารผู้นั้นอาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมวินิจฉัยการ
เปดิ เผยขอ้ มลู ข่าวสารภายในก่ีวัน
ก. 15 วนั
ข. 30 วนั
ค. 45 วัน
ง. 60 วัน
37
93. ถา้ เจ้าหนา้ ท่ีมีคาสง่ั ไมร่ ับฟงั คาคัดค้านของผู้มปี ระโยชน์ได้เสียผู้นัน้ อาจอุทธรณ์ตอ่ คณะกรรม
วนิ จิ ฉัยการ เปดิ เผยข้อมลู ขา่ วสารภายในกว่ี นั
ก. 15 วัน
ข. 30 วนั
ค. 45 วัน
ง. 60 วนั
94. “บคุ คล” ในความหมายข้อใดถกู ต้อง
ก. บคุ คลธรรมดาทีไ่ มม่ ีสญั ชาตไิ ทย
ข. บุคลธรรมดาท่ีมีสัญชาติไทย
ค. บคุ คลทไ่ี มม่ ีสัญชาตไิ ทย และไม่มถี นิ่ ทอ่ี ยใู่ นประเทศไทย
ง. ถกู ทุกขอ้
95. หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารสว่ นบุคคลได้ในกรณีใด
ก. ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งไดค้ วามยินยอม
ข. ไมไ่ ด้เลยไมว่ ่ากรณีใดๆ
ค. ถา้ ไดร้ ับความยินยอมเป็นหนงั สือไว้ลว่ งหนา้
ง. ได้ถ้าบุคคลท่ีเกีย่ วข้องยนิ ยอม
96. หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยไม่ต้องได้รับความยนิ ยอมไดใ้ นกรณี
ใดบา้ ง
ก. ตอ่ หนว่ ยงายของรฐั ด้านการวางแผน
ข. เป็นการใหเ้ พอื่ ประโยชน์ในการศึกษาวิจยั
ค. ต่อจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ กรมศิลปากร
ง. ถูกทุกข้อ
97. ผู้ใดเห็นว่าข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเก่ียวกับตนไม่ถูกต้องให้ ยืนคาร้องเพ่ือขอแก้ไขต่อ
หนว่ ยงานใด
ก. คณะกรรมการขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ
ข. คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปดิ เผยขอ้ มลู ข่าวสาร
ค. หน่วยงานของรัฐทีค่ วบคมุ ดแู ลขอ้ มูลขา่ วสาร
ง. ถูกทกุ ข้อ
98. ผู้ใดเห็นว่าข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเก่ียวกับตนไม่ถูกต้องให้ ยืนคาร้องเพ่ือขอแก่ไข
เปล่ยี นแปลง ถ้า หน่วยงานของรัฐไม่แกไ่ ข เปล่ยี นแปลง ให้อทุ ธรณต์ อ่ ใคร
ก. คณะกรรมการขอ้ มูลข่าวสารของทางราชการ
ข. คณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมลู ขา่ วสาร
ค. หนว่ ยงานของรัฐที่ควบคมุ ดูแล
ง. ศาลปกครอง
38
99. ผู้ใดเห็นว่าข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเกี่ยวกับตนไม่ถูกต้องให้ ยืนคาร้องเพ่ือขอแก่ไข
เปล่ียนแปลง ถ้า หน่วยงานของรัฐไม่แก่ไข เปล่ียนแปลง ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการดังกล่าว
ภายในกว่ี ัน
ก. 15 วนั
ข. 30 วัน
ค. 45 วนั
ง. 60 วัน
100. ข้อมูลข่าวสารท่ีไม่ประสงค์จะเก็บรักษา หรือมีอายุครบกาหนดให้ส่งมอบให้แก่หน่วยงาน
ใด
ก. สภาวัฒนธรรมแหง่ ชาติ
ข. หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ กรมศลิ ปากร
ค. กระทรวงวฒั นธรรม
ง. กรมการศาสนา
101. ข้อมูลข่าวสารที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จะจัดให้ประชาชน
ไดศ้ ึกษา ค้นคว้าเม่อื มอี ายุครบกี่ปี
ก. 60 ปี
ข. 75 ปี
ค. 80 ปี
ง. 100 ปขี ้นึ ไป
102. ข้อมูลที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงขอประเทศ จะจัดให้ประชาชนได้
ศกึ ษาคน้ ควา้ เมอ่ื มีอายุครบกีป่ ี
ก. 20 ปี
ข. 25 ปี
ค. 35 ปี
ง. 75 ปีข้ึนไป
103. รายงานแพทย์ซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้าสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร จะจัดให้
ประชาชนได้ศกึ ษา คน้ ควา้ เมื่อมีอายคุ รบก่ปี ี
ก. 20 ปี
ข. 25 ปี
ค. 35 ปี
ง. 75 ปีขน้ึ ไป
39
104. หน่วยงานของรัฐเหน็ ว่าข้อมูลข่าวสารใดไม่สมควรเปิดเผย ให้ขยายเวลาได้ไม่เกินคราวละกี่
ปี
ก. 2 ปี
ข. 3 ปี
ค. 5 ปี
ง. 7 ปี
105. บคุ คลใดไมไ่ ดเ้ ป็นคณะกรรมการข้อมลู ข่าวสารของราชการ
ก. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
ข. ปลดั กระทรวงการต่างประเทศ
ค. ปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ง. ปลดั กระทรวงยุตธิ รรม
106. ใครเป็นผู้แตง่ ตงั้ ผู้ทรงคุณวุฒใิ นคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
ก. คณะรฐั มนตรี
ข. รัฐสภา
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. พระมหากษัตรยิ ์
107. ผทู้ รงคุณวุฒใิ นคณะกรรมการข้อมลู ข่าวสารของราชการมีท้งั หมดกคี่ น
ก. 6 คน
ข. 9 คน
ค. 12 คน
ง. 15 คน
108. ใครเปน็ เลขานกุ ารคณะกรรมการข้อมลู ขา่ วสารของราชการ
ก. ปลัดสานกั นายกรัฐมนตรี
ข. บคุ คลท่ปี ลดั สานักนายกรัฐมนตรีแตง่ ต้ัง
ค. เลขาธกิ ารสภาผแู้ ทนราษฎร
ง. บคุ คลท่ีนายกรฐั มนตรีแตง่ ตง้ั
109. ปลดั สานกั นายกรฐั มนตรีแต่งต้งั ผ้ชู ว่ ยเลขานกุ ารได้กีค่ น
ก. 1 คน ข. 2 คน
ค. 3 คน ง. 4 คน
110. ผู้ทรงคุณวุฒิท่ีเป็นคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ มีวาระในการดารงตาแหน่ง
คราวละกปี่ ี
ก. 3 ปี นบั แต่วนั ทีไ่ ดร้ ับการสรรหา
ข. 3 ปี นับแตว่ นั ที่ไดร้ ับการแตง่ ต้งั
ค. 4 ปี นับแต่วนั ท่ีได้รับการสรรหา
40
ง. 4 ปี นบั แตว่ นั ที่ไดร้ ับการแต่งต้ัง
111. การพ้นจากตาแหน่งของผู้ทรงคุณวุฒิในขอ้ ใดไมถ่ กู ตอ้ ง
ก. ตาย
ข. คณะรฐั มนตรใี หอ้ อกเพราะมีความประพฤติเส่อื มเสยี
ค.ลาออก
ง.นายกรัฐมนตรใี หอ้ อกเพราะมคี วามบกพร่อง
112. ใครเปน็ ผแู้ ต่งต้ังคณะกรรมการวนิ ิจฉยั การเปดิ เผยขอ้ มูลขา่ วสาร
ก. คณะรฐั มนตรี
ข. รฐั สภา
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. พระมหากษัตรยิ ์
113. ขอ้ ใดไมใ่ ชค่ วามรู้ความเชยี่ วชาญของคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยขอ้ มูลข่าวสาร
ก. ความม่นั คงของประเทศ
ข. เศรษฐกิจและการคลงั ของประเทศ
ค. การบรหิ ารประเทศ
ง. การบังคับใช้กฎหมาย
114. ให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการส่งคาอุทธรณ์ให้คณะกรรมการวินิจฉัยการ
เปดิ เผยข้อมลู ขา่ วสารภายในก่วี ัน นบั แตท่ ี่ได้รบั คาอทุ ธรณ์
ก. 7 วนั
ข. 12 วนั
ค. 15 วนั
ง. 30 วนั
115. ผใู้ ดไม่ปฏิบัติตามคาสง่ั ของคณะกรรมการ (ตามมาตรา 32) ไม่มาใหถ้ ้อยคา ส่งวัตถุเอกสาร
หรือ พยานหลักฐาน ต้องระวางโทษตามข้อใด
ก. จาคกุ ไม่เกนิ 3 เดือน ปรับไมเ่ กนิ 5,000 บาท หรอื ทัง้ จาทง้ั ปรบั
ข. จาคกุ ไมเ่ กิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรอื ทัง้ จาทั้งปรับ
ค. จาคกุ ไม่เกิน 3 เดอื น ปรับไม่เกนิ 20,000 บาท หรอื ทั้งจาท้ังปรบั
ง. จาคุกไม่เกนิ 3 ปี ปรับไมเ่ กนิ 15,000 บาท หรือทงั้ จาท้งั ปรับ
116. ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจากัดหรือเงือนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกาหนด (ตามมาตรา
20) ตอ้ งระวาง โทษตามข้อใด
ก. จาคุกไมเ่ กิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรอื ท้งั จาทั้งปรับ
ข. จาคกุ ไม่เกนิ 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทง้ั จาทัง้ ปรบั
ค. จาคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไมเ่ กิน 20,000 บาท หรือทง้ั จาทัง้ ปรบั
ง. จาคกุ ไม่เกนิ 10 ปี ปรบั ไม่เกิน 200,000 บาท หรือท้งั จาทั้งปรบั
41
117. ค่าธรรมเนียมในการทาขอทาสาเนาจากหน่วยงานของรัฐข้อใดไม่ถูกต้อง (ออกตาม
ประกาศ)
ก. เอ 4 หนา้ ละไม่เกนิ 1 บาท
ข. บี 4 หนา้ ละไมเ่ กิน 2 บาท
ค. กระดาษพิมพ์เขยี วเอ 2 หนา้ ละไม่เกิน 8 บาท
ง. กระดาษพิมพเ์ ขยี วเอ 1 หน้าละไมเ่ กนิ 20 บาท
118. กฎหมายใดถ้าไม่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ใหบ้ ังคบั ใช้
ต่อไป
ก. ระเบยี บวา่ ดว้ ยการักษาความปลอดภัยแหง่ ชาติ พ.ศ. 2517
ข. ระเบียบวา่ ด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544
ค. พระราชบัญญตั วิ ิธปี ฏิบัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ง. พระราชบญั ญตั ิความรบั ผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าท่ี พ.ศ. 2539
119. พระราชบญั ญัติ ขอ้ มูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 มีกหี่ มวด
ก. 5 หมวด และบทเฉพาะกาล
ข. 6 หมวด และบทเฉพาะกาล
ค. 7 หมวด และบทเฉพาะกาล
ง. 8 หมวด และบทเฉพาะกาล
120. พระราชบญั ญัติ ข้อมลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มีกมี่ าตรา
ก. 40 มาตรา
ข. 41 มาตรา
ค. 43 มาตรา
ง. 45 มาตรา
121. ขอ้ มูลขา่ วสารของราชการ คืออะไร
ก. ขอ้ มูลขา่ วสารท่อี ยู่ในความครอบครองของหนว่ ยงานของรัฐ
ข. ข้อมลู ข่าวสารทีอ่ ยคู่ วบคมุ ดแู ลของหนว่ ยงานของรฐั
ค. ขอ้ มลู ข่าวสารเก่ยี วกับการดาเนินงานของรฐั
ง. ถกู ทุกขอ้
122. ข้อใดไมใ่ ชค่ วามหมายของหนว่ ยงานของรัฐ
ก. ราชการสว่ นกลาง ราชการส่วนภมู ภิ าค ราชการสว่ นท้องถิน่
ข. ศาลในสว่ นทเ่ี กีย่ วกับการพิจารณาพิพากษาคดี
ค. รฐั วสิ าหกจิ ส่วนราชการสังกดั รัฐสภา
ง. องคก์ รควบคมุ การประกอบวิชาชพี หนว่ ยงานอสิ ระของรัฐ
123.ผใู้ ดเป็นผรู้ ักษาการตามพระราชบัญญัตขิ ้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540
ก. รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงยุติธรรม
42
ข. รฐั มนตรีประจาสานักนายกรฐั มนตรี
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
124. หน่วยงานของรัฐตอ้ งสง่ ขอ้ มูลขา่ วสารใดไปลงพมิ พใ์ นราชกิจจานเุ บกษา
ก.โครงสร้างและการจัดองคก์ รในการดาเนนิ งาน
ข. มตคิ ณะรัฐมนตรี ขอ้ บังคับ คาส่ัง หนังสอื เวียน
ค. สรปุ อานาจหนา้ ที่ท่สี าคัญและวธิ ีดาเนนิ งาน
ง. ถกู ทกุ ข้อ
125.กฎ ระเบียบ คาส่ัง มตคิ ณะรัฐมนตรี ถา้ ยงั ไมไ่ ดล้ งพมิ พ์ในราชกจิ จานุเบกษา จะมีผลอยา่ งไร
ก. นามาบงั คับในทางทไี่ มเ่ ป็นคณุ แก่ผ้ใู ดไมไ่ ด้
ข. เปน็ โมฆะ
ค. เปน็ โมฆียะ
ง. ไม่มีผลบงั คบั ในทางกฎหมาย
126.บคุ คลใดมีสทิ ธเิ ข้าตรวจดู ขอสาเนาหรอื ขอสาเนาท่ีมคี ารบั รองถูกตอ้ งของข้อมลู ขา่ วสารได้
ก. บุคคลทม่ี ีส่วนไดเ้ สียเกี่ยวข้อง
ข. บุคคลที่ไมม่ ีส่วนได้เสยี
ค. คนต่างด้าว
ง. ถกู ทุกข้อ
127. ขอ้ มลู ขา่ วสารทหี่ น่วยงานของรฐั จัดใหแ้ กผ่ ขู้ อตอ้ งเป็นขอ้ มูลข่าวสารประเภทใด
ก. อยูใ่ นสภาพพร้อมทจี่ ะใหไ้ ด้
ข. ตอ้ งนาไปจดั ทาวเิ คราะห์ จาแนก หรอื รวบรวมกอ่ น
ค. ต้องจดั ขึ้นมาใหม่ โดยไม่สอดคลอ้ งกบั อานาจหนา้ ทต่ี ามปกติของหน่วยงานของรฐั
ง. ไมม่ ีข้อถูก
128. เมอ่ื มีการรอ้ งเรียนเกี่ยวกับหนว่ ยงานของรฐั ไม่จัดหาข้อมลู ข่าวสารจะต้องร้องเรยี นต่อใคร
ก. ปลัดสานกั นายกรฐั มนตรี
ข. คณะกรรมการขอ้ มูลข่าวสารของราชการ
ค. คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปดิ เผยข้อมูลขา่ วสาร
ง. ประธานรฐั สภา
129. ในกรณีเจ้าหนา้ ทีข่ องรฐั มคี าสัง่ มใิ หเ้ ปดิ เผยข้อมูลขา่ วสาร ผ้ขู อจะอุทธรณต์ อ่ ใคร
ก. ปลดั สานักนายกรัฐมนตรี
ข. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
ค. คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยข้อมลู ข่าวสาร
ง. ประธานรัฐสภา
43
130. การย่ืนอุทธรณ์คาส่ังของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ต้องอุทธรณ์ภายใน
กาหนดเวลาเทา่ ใด
ก. 15 วนั นับแต่วนั ยน่ื คาขอ
ข. 15 วัน นับแต่วนั ที่ได้รบั แจ้งคาสง่ั
ค. 30 วนั นับแตว่ นั ยืน่ คาขอ
ง. 30 วนั นบั แตว่ นั ท่ไี ด้รับแจง้ คาสัง่
131. คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยขอ้ มูลขา่ วสาร คณะหน่งึ ตอ้ งมีไมน่ อ้ ยกว่ากีค่ น
ก. 3 คน
ข. 5 คน
ค. 7 คน
ง. 9 คน
132. ผใู้ ดมิไดเ้ ปน็ คณะกรรมการขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ
ก. ปลัดกระทรวงกลาโหม
ข. ปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ค. ปลดั กระทรวงการคลัง
ง. ปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร
133. ข้อมูลข่าวสารท่ีไม่ต้องเปิดเผยตามมาตรา 14 มีกาหนดเวลาครบก่ีปีหากหน่วยงานของรัฐ
จะส่งขอ้ มูลขา่ วสารมอบใหแ้ ก่หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ
ก. 50 ปี
ข. 75 ปี
ค. 100 ปี
ง. ไม่มกี าหนดเวลา
134. ขอ้ มูลข่าวสารท่ีหน่วยงานของรัฐอาจมคี าสัง่ มใิ ห้เปิดเผยตามมาตรา 15 มีกาหนดเวลาครบ
กี่ปีหากหน่วยงานของรัฐจะสง่ ข้อมูลขา่ วสารมอบใหแ้ ก่หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ
ก. 10 ปี
ข. 15 ปี
ค. 20 ปี
ง. 25 ปี
135.ขอ้ มลู ขา่ วสารส่วนบุคคล ข้อใดกลา่ วไมถ่ ูกต้อง
ก. เปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย โดยระบุชื่อหรือส่วนที่ทาให้รู้ว่าเป็นข้อมูล
ขา่ วสารส่วนบคุ คลทีเ่ ก่ียวกบั บคุ คลใด
ข. เปิดเผยได้ เมื่อได้รับความยนิ ยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมลู ทใ่ี หไ้ ว้ล่วงหนา้
ค. เปดิ เผยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพ่ือการปอ้ งกนั การฝา่ ผืนหรอื ไม่ปฏบิ ัติตามกฎหมาย
44
ง. เปิดเผยต่อเจ้าหน้าท่ีของรัฐในหน่วยงานของตน เพื่อการนาไปใช้ตามอานาจหน้าท่ีของ
หนว่ ยงานของรัฐแหง่ นน้ั
45
เฉลยแนวขอ้ สอบพระราชบัญญัติข้อมูลขา่ วสารของทางราชการ พ.ศ. 2540
ข้อ 1 ง. ข้อ 31 ก. ขอ้ 61 ง. ขอ้ 91 ก.
ข้อ 2 ง. ขอ้ 32 ก. ขอ้ 62 ค. ข้อ 92 ก.
ขอ้ 3 ง. ขอ้ 33 ก. ขอ้ 63 ง. ข้อ 93 ก.
ข้อ 4 ง. ข้อ 34 ง. ขอ้ 64 ค. ข้อ 94 ข.
ข้อ 5 ง. ข้อ 35 ง. ข้อ 65 ง. ข้อ 95 ค.
ข้อ 6 ก. ข้อ 36 ค. ข้อ 66 ง. ข้อ 96 ง.
ข้อ 7 ก. ขอ้ 37 ข. ขอ้ 67 ง. ขอ้ 97 ค.
ขอ้ 8 ก. ขอ้ 38 ข. ข้อ 68 ง. ขอ้ 98 ข.
ข้อ 9 ข. ข้อ 39 ง. ข้อ 69 ข. ขอ้ 99 ข.
ข้อ 10 ข. ข้อ 40 ง. ข้อ 70 ง. ขอ้ 100 ข.
ขอ้ 11 ข. ขอ้ 41 ก. ข้อ 71 ก. ข้อ 101 ข.
ข้อ 12 ข. ข้อ 42 ข. ข้อ 72 ค. ขอ้ 102 ก.
ขอ้ 13 ข. ข้อ 43 ข. ขอ้ 73 ก. ข้อ 103 ก.
ข้อ 14 ข. ข้อ 44 ค. ข้อ 74 ก. ข้อ 104 ค.
ขอ้ 15 ง. ขอ้ 45 ก. ข้อ 75 ก. ขอ้ 105 ง.
ข้อ 16 ง. ขอ้ 46 ข. ขอ้ 76 ก. ขอ้ 106 ก.
ข้อ 17 ง. ข้อ 47 ง. ข้อ 77 ข. ขอ้ 107 ข.
ข้อ 18 ง. ข้อ 48 ค. ข้อ 78 ค. ข้อ 108 ข.
ข้อ 19 ง. ขอ้ 49 ก. ข้อ 79 ก. ขอ้ 109 ข.
ข้อ 20 ง. ขอ้ 50 ข. ขอ้ 80 ก. ขอ้ 110 ข.
ข้อ 21 ก. ข้อ 51 ค. ขอ้ 81 ง. ข้อ 111 ง.
ขอ้ 22 ก. ข้อ 52 ค. ข้อ 82 ค. ข้อ 112 ก.
ขอ้ 23 ง. ขอ้ 53 ง. ขอ้ 83 ง. ขอ้ 113 ค.
ขอ้ 24 ง. ขอ้ 54 ง. ข้อ 84 ง. ข้อ 114 ก.
ข้อ 25 ง. ข้อ 55 ข. ขอ้ 85 ง. ข้อ 115 ก.
ข้อ 26 ง. ขอ้ 56 ค. ขอ้ 86 ก. ข้อ 116 ข.
ขอ้ 27 ข. ข้อ 57 ข. ขอ้ 87 ข. ข้อ 117 ง.
ขอ้ 28 ง. ขอ้ 58 ข. ข้อ 88 ค. ขอ้ 118 ก.
ข้อ 29 ง. ขอ้ 59 ข. ขอ้ 89 ก. ขอ้ 119 ค.
ขอ้ 30 ก. ขอ้ 60 ง. ข้อ 90 ง. ขอ้ 120 ค.
ขอ้ 121. ง. ข้อ122. ข. ข้อ123. ค. ขอ้ 124. ง. ข้อ125. ก.
ขอ้ 126. ง. ข้อ127. ก. ข้อ128. ข. ข้อ129. ค. ข้อ130 ข.
ขอ้ 131. ก. ข้อ132. ง. ข้อ133. ข. ขอ้ 134. ค. ขอ้ 135. ก.
46
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทาแผนและประสานแผนพัฒนาพ้ืนที่ใน
ระดับอาเภอและตาบล พ.ศ. 2562
1.การจัดทาแผนและประสานแผนพัฒนาในระดับพ้ืนท่ีหมู่บ้าน ชุมชน ตาบล และอาเภอ ให้เกิด
ความเชื่อมโยงสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาในระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด ภาค และประเทศ ไป
ในทิศทางเดียวกนั ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ เกิดความคมุ้ คา่ นาไปสูส่ ง่ิ ใด
ก.ความมนั่ คง
ข.มงั่ คงั่
ค.ยง่ั ยนื
ง.ถูกทกุ ข้อ
2.ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทาแผนและประสานแผนพัฒนาพ้ืนที่ในระดับอาเภอ
และตาบล พ.ศ. 2562 ออกระเบยี บโดยอาศยั อานาจใด
ก. มาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และใน
ฐานะท่ีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติ องค์การ
บรหิ ารสว่ นจงั หวดั พ.ศ. ๒๕๔๐
ข. มาตรา 77 แห่งพระราชบญั ญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖
ค.มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบริหารส่วนตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗
และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบยี บบรหิ ารราชการเมืองพทั ยา พ.ศ. ๒๕๔๒
ง.ถกู ทุกขอ้
3.ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทาแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นท่ีในระดับอาเภอ
และตาบล พ.ศ. 2562 ผ้ใู ดเป็นคนออกระเบียบ
ก.รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย
ข.รองนายกรัฐมนตรี
ค.นายรฐั มนตรี
ง.รัฐมนตรปี ระจาสานกั นายกรัฐมนตรี
4.ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทาแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นท่ีในระดับอาเภอ
และตาบล พ.ศ. 2562 บังคับใชเ่ มอ่ื ใด
ก.พ้นสามสบิ วนั หลงั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา
ข.วันถดั จากวนั ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา
ค.วนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ง.พน้ เจด็ วันหลังประกาศในราชกิจจานเุ บกษา
5.แผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนพัฒนา ตาบล แผนพัฒนาท้องถิ่น แผนพัฒนาอาเภอ และ
แผนพฒั นาของส่วนราชการหรอื หนว่ ยงานอ่นื ที่ดาเนินการในพืน้ ท่ีอาเภอ หมายความว่าอะไร
ก.แผนพัฒนาในระดบั ท้องถน่ิ
ข.แผนพฒั นาในระดบั ชุมชน
47
ค.แผนพฒั นาในระดบั พืน้ ท่ี
ง.แผนพฒั นาในระดบั พ้ืนฐาน
6.การจัดทาแผน และประสานแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนพัฒนาตาบล แผนพัฒนา
ท้องถ่ิน แผนพัฒนาอาเภอ และแผนพัฒนาของส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่น รวมท้ังองค์กร
ภาคเอกชนและประชาชน ที่ดาเนินการในพื้นที่ให้มีความเชื่อมโยงและสอดคล้องในทกุ ระดบั เป็น
แผนเดียวกัน เพ่ือให้สะท้อนปัญหา และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และสอดคล้องกับ
แนวทางตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนา กลุม่ จังหวดั และแผนพัฒนาภาค ท่ีเป็นการบรู ณาการ
การทางานของทกุ หนว่ ยงานในพืน้ ที่ หมายความวา่ อยา่ งไร
ก. การจดั ทาแผนและประสานแผนพฒั นาในระดับทอ้ งถน่ิ
ข.การจัดทาแผนและประสานแผนพฒั นาในระดับชมุ ชน
ค.การจัดทาแผนและประสานแผนพัฒนาในระดบั พ้ืนฐาน
ง.การจดั ทาแผนและประสานแผนพฒั นาในระดบั พนื้ ท่ี
7. “หม่บู ้าน” หมายความว่า
ก.หมู่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลกั ษณะปกครองท้องที่
ข.หมู่บา้ นตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
ค.หมู่บ้านตามกฎหมายวา่ ดว้ ยลักษณะทอ้ งทีอ่ าเภอ
ง.หมบู่ ้านตามกฎหมายว่าด้วยลกั ษณะหมูบ่ า้ น
8. “ชมุ ชน” หมายความว่า
ก. ชมุ ชนท่ไี มม่ ตี าแหน่งกานัน ผใู้ หญบ่ า้ น
ข. อยใู่ นพื้นทีค่ วามรับผดิ ชอบ ขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิน่
ค. การรวมกลุม่ ของบา้ นเรือน
ง. ก. และ ข. ถกู ต้อง
9. “องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า
ก. องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตาบล และราชการส่วน
ทอ้ งถ่นิ อ่ืนตามท่ีมกี ฎหมายกาหนดแตไ่ มร่ วมถึง กรุงเทพมหานคร เมอื งพัทยา
ข.องคก์ ารบริหารสว่ นจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารสว่ นตาบล เมอื งพัทยา และราชการ
สว่ นท้องถ่ินอนื่ ตามท่ีมกี ฎหมายกาหนดแต่ไมร่ วมถึง กรงุ เทพมหานคร
ค.องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตาบล เมืองพัทยา
กรงุ เทพมหานคร และราชการสว่ นท้องถ่นิ อืน่ ตามที่มกี ฎหมายกาหนด
ง.องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตาบล เมืองพัทยา และราชการส่วน
ทอ้ งถิน่ อ่นื ตามทม่ี กี ฎหมายกาหนดแตไ่ มร่ วมถงึ กรงุ เทพมหานคร
10. “คณะกรรมการชมุ ชน” หมายความวา่
ก.คณะกรรมการของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ในเขตเทศบาลและเมืองพทั ยา
48
ข.คณะกรรมการของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ในเขตกรงุ เทพมหานคร
ค. คณะกรรมการของชมุ ชนท่อี ยใู่ นพื้นท่คี วามรบั ผิดชอบ
ง.คณะกรรมการของชมุ ชนท่ีอยใู่ นพ้นื ท่ีความรับผดิ ชอบ ขององค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ
11. คณะกรรมการหมู่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะ ปกครองท้องท่ี และคณะกรรมการกลาง
หมูบ่ ้านอาสาพัฒนาและปอ้ งกันตนเองตามกฎหมายว่าด้วย จดั ระเบียบบรหิ ารหมู่บ้านอาสาพัฒนา
และปอ้ งกนั ตนเอง หมายถงึ ขอ้ ใด
ก.คณะกรรมการหมู่บ้าน
ข.คณะกรรมการชุมชน
ค.คณะกรรมการตาบล
ง.คณะกรรมการอาเภอ
12.แผนพัฒนาท่ีรวบรวมรายการโครงการและแผนงานต่างๆ ของอาเภอที่สะท้อนถึงปัญหาและ
ความต้องการของประชาชน ตลอดจนความต้องการของทุกภาคส่วน ในพ้ืนที่อาเภอโดย
แผนพัฒนาอาเภอจาเป็นต้องจดั ทาเพ่อื ให้เปน็ เคร่อื งมอื ในการดาเนินงานตามวตั ถปุ ระสงค์ และทิศ
ทางการพัฒนาของอาเภอในอนาคตหมายถึงข้อใด
ก.แผนพฒั นาอาเภอ
ข.แผนพัฒนาชุมชน
ค.แผนพัฒนาจังหวดั
ง.แผนพัฒนาท้องท่ี
13.รายการเกี่ยวกับโครงการและแผนงานต่างๆ ที่จาเป็นต้องดาเนินการในพ้ืนที่อาเภอในแต่ละ
ปีงบประมาณท่ีระบุถึงปัญหาและความต้องการของ ประชาชนในพื้นท่ีอาเภอและเป็นไป
ตามลาดับความสาคัญ ท่ีมาจากแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนพัฒนาตาบล แผนพัฒนา
ท้องถ่ิน และแผนของส่วนราชการหรือหน่วยงานอ่ืน ท่ีดาเนินการในพื้นท่ี โดยจัดกลุ่มของปัญหา
และความต้องการออกเป็นหมวดหมู่และส่งไปยังจังหวัดหรือหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เพื่อประกอบ
การจัดทาแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการประจาปีของจังหวัดหรือแผนปฏิบัติ ราชการ
ประจาปีของสว่ นราชการ หมายถึงข้อใด
ก.แผนความต้องการระดบั ชมุ ชน
ข.แผนความต้องการระดับจังหวัด
ค.แผนความต้องการระดับอาเภอ
ง.แผนความต้องการระดับท้องท่ี
14.แผนพัฒนาที่รวบรวมรายการแผนงานหรือโครงการ หรือกิจกรรม ที่จาเป็นต้องทาเพ่ือการ
พัฒนาแก้ไขปัญหาและความต้องการของประชาชนในพ้ืนท่ีระดับตาบล ท่ีมาจากแผนพัฒนา
หมู่บ้าน แผนชุมชน แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนของส่วนราชการหรือหน่วยงานอ่ืน ท่ีดาเนินการ
ในพ้ืนท่ี หมายถงึ ข้อใด
49
ก.แผนพัฒนาอาเภอ
ข.แผนพฒั นาชมุ ชน
ค.แผนพฒั นาตาบล
ง.แผนพัฒนาทอ้ งท่ี
15.แผนพัฒนาท่ีกาหนดแผนงานหรือโครงการ หรือกิจกรรม ท่ีมาจากกระบวนการเรียนรู้เพ่ือ
จัดการตนเองที่คณะกรรมการหมูบ่ ้านและประชาชนในหมู่บา้ นร่วมคดิ วิเคราะหป์ ัญหา ศักยภาพ
ความพร้อมของหมู่บ้าน ภายใต้เวทีประชาคมหมู่บ้าน และข้อมูลท่ีคน ในหมู่บ้านจัดเก็บ รวมถึง
ข้อมูลจากแผนชนิดต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นแผนท่ีส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กร
ต่าง ๆ ให้การสนบั สนุน หรือจดั ทาขึน้ เพื่อรวบรวมใหเ้ ป็นกรอบแนวทางการป้องกัน แก้ไขปญั หา
และพฒั นาหมบู่ ้านใหส้ อดคลอ้ งกับปญั หาและความต้องการทแี่ ท้จรงิ ของหมบู่ ้าน หมายถงึ ขอ้ ใด
ก.แผนพัฒนาอาเภอ
ข.แผนพฒั นาชมุ ชน
ค.แผนพฒั นาตาบล
ง.แผนพฒั นาหมบู่ ้าน
16.การจัดทาเวทีประชาคมร่วมกัน ระหว่างประชาชน คณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการ
ชมุ ชน และส่วนราชการหรอื หนว่ ยงานอืน่ ทด่ี าเนนิ การในพื้นท่ี เพ่ือรวบรวม วเิ คราะห์ปัญหา และ
ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ ประกอบการจัดทาแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนพัฒนา
ทอ้ งถนิ่ และแผนของส่วนราชการหรอื หนว่ ยงานอ่นื ท่ีดาเนินการในพื้นท่ี หมายถึงขอ้ ใด
ก.การจดั ทาเวทีประชาคมชุมชน
ข.การจดั ทาเวทปี ระชาคมตาบลและชุมชน
ค.การจัดทาเวทปี ระชาคมหมูบ่ า้ น
ง.การจัดทาเวทีประชาคมหมู่บา้ นและชุมชน
17.ใครรักษาการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทาแผนและประสานแผนพัฒนา
พืน้ ทใ่ี นระดับอาเภอและตาบล พ.ศ. 2562
ก.รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย
ข.ปลดั กระทรวงมหาดไทย
ค.นายรฐั มนตรี
ง.รฐั มนตรีประจาสานักนายกรัฐมนตรี
18.จัดทาเวทีประชาคมหมบู่ ้านและชมุ ชน เพ่ืออะไร
ก. เพื่อรวบรวมข้อมูลปัญหาความต้องการต่าง ๆ ของหมู่บ้านและชุมชน ท้ังในด้าน
เศรษฐกิจ สงั คมและคุณภาพชวี ิต ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม
ข.ความม่ันคงและความสงบเรียบร้อย
ค.การบริหารจัดการ หรอื อ่นื ๆ
ง. ถูกทุกขอ้
50
19. ให้ใครดาเนินการพัฒนาศักยภาพ คณะกรรมการหมู่บ้าน และคณะกรรมการชุมชน หรือ
หน่วยงานอื่นท่ีเกี่ยวข้องในการบูรณาการ และประสานงานในการจัดทาแผนพัฒนาหมู่บ้านและ
แผนชมุ ชน
ก.ให้นายอาเภอ
ข.ผ้บู ริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ
ค.ผวู้ ่าราชการจงั หวดั
ง. ถูกท้งั ก. และ ข.
20.เพือ่ ใหเ้ กดิ การบูรณาการในการจัดทาแผนพฒั นาหม่บู า้ นและแผนชมุ ชน ใหใ้ คร เปน็ หนว่ ยงาน
หลกั ร่วมกันในการจัดทาแผนพฒั นาหมู่บา้ นและแผนชุมชน
ก.อาเภอ และองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่
ข.จังหวดั และองค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่
ค.ผวู้ า่ ราชการจงั หวัดและนายก อบจ.
ง.อาเภอ และ ตาบล
21.หนว่ ยงานใดสนบั สนุนในการจดั ทาแผนพัฒนาหมู่บ้าน และแผนชุมชน
ก.สานกั งานอาเภอ
ข.สานกั งานพฒั นาชมุ ชนอาเภอ
ค.สานกั งานพัฒนาชุมชน
ง.สานกั งานพฒั นาอาเภอ
22.ในตาบลหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการบริหารงานตาบลแบบบูรณาการ ขึ้นคณะหน่ึง เรียกโดยย่อ
วา่ อะไร
ก. ก.บ.ล.
ข.ก.บ.ต.
ค.กบต.
ง.ก.บต.
23. คณะกรรมการบริหารงานตาบลแบบบรู ณาการ ผใู้ ดเป็นประธาน
ก.ปลดั อาเภอผรู้ บั ผิดชอบประจาตาบลที่นายอาเภอมอบหมาย
ข ปลดั องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นในตาบล
ค. กานัน
ง.นายอาเภอ
24.การจัดทาแผนและประสานแผนพัฒนาอาเภอ ในอาเภอหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการบริหารงาน
อาเภอแบบบูรณาการ ขึ้นคณะหนง่ึ เรียกโดยย่อว่า
ก. ก.บ.อ.
ข.กบอ.
ค. ก.บอ.