The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้งานช่างวิศวกรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by runn0248, 2022-04-10 01:04:35

มาตรฐานเหล็ก

ความรู้งานช่างวิศวกรรม

Keywords: ความรู้งานช่างวิศวกรรม

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหล็ก
โครงสรางรูปพรรณทีใ่ ชใ นงานโครงสรา งอาคาร

มยผ. 1107 - 61
กรมโยธาธกิ ารและผังเมอื ง

กระทรวงมหาดไทย

กรมโยธาธิการและผงั เมือง
มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรปู พรรณที่ใชใ นงานโครงสรา งอาคาร

ISBN 978-974-458-599-8
สงวนลิขสิทธิต์ ามพระราชบัญญตั ิลขิ สิทธ์ิ พ.ศ. 2558
โดย สํานักควบคมุ และตรวจสอบอาคาร
กรมโยธาธกิ ารและผงั เมือง
ถ.พระราม 6 แขวงสามเสนใน
เขตพญาไท กรงุ เทพฯ 10400
โทร. 0-2299-4321 โทรสาร 0-2299-4321

คณะผจู ัดทํามาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรปู พรรณทีใ่ ชในงานโครงสรา งอาคาร
ท่ีปรกึ ษาโครงการ

นายอดิศร มโนมัยธํารงกุล
ผจู ัดการโครงการ

รองศาสตราจารย ดร.วนั ชัย ยอดสดุ ใจ
บคุ ลากรหลัก

1. รองศาสตราจารย ดร.ตระกลู อรามรกั ษ
2. รองศาสตราจารย ดร.ทวปี ชัยสมภพ
3. รองศาสตราจารย ดร.สมเกียรติ รุงทองใบสรุ ยี 
4. รองศาสตราจารย ดร.ปย ะ โชตกิ ไกร
5. รองศาสตราจารย ดร.อคั รวชั ร เลน วารี
6. รองศาสตราจารย ดร.อภนิ ิติ โชติสังกาศ
7. ดร.รงั สรรค วงศจ รี ภัทร
บคุ ลากรสนบั สนุน
1. นายอนุรกั ษ เทพกรณ
2. นายสิทธนิ นท แกว สวา ง
3. นางสาวพลอยเครอื แจมวถิ เี ลิศ
4. นางสาวสริ นิ ัดดา บญุ เปง

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรปู พรรณท่ใี ชใ นโครงสรา งอาคาร

คณะกรรมการกํากับดแู ลการปฏิบตั งิ านของท่ีปรึกษา
เรือ่ ง มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรูปพรรณทใ่ี ชในงานโครงสรางอาคาร

ประธานกรรมการ
นายสินิทธ์ิ บญุ สทิ ธ์ิ
ผูอ าํ นวยการสาํ นกั ควบคมุ และตรวจสอบอาคาร

คณะกรรมการ นายอนวชั บรู พาชน
ดร.เสถียร เจริญเหรียญ วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ
ผูอาํ นวยการสํานักวศิ วกรรมโครงสรา งและงานระบบ
รักษาการในตําแหนงวิศวกรใหญ

นายวิบูลย ลพี ัฒนากจิ นายกนก สจุ ริตสัญชัย
วิศวกรโยธาเช่ยี วชาญ วศิ วกรโยธาชํานาญการพเิ ศษ
รักษาการในตาํ แหนง วิศวกรโยธาเชีย่ วชาญ

นายพรชยั สงั ขศรี นางสาวสุรีย ประเสรฐิ สดุ
วศิ วกรโยธาชาํ นาญการพเิ ศษ วิศวกรโยธาชํานาญการพเิ ศษ

นายสมโชค เลงวงศ ดร.ทยากร จันทรางศุ
วศิ วกรโยธาชํานาญการพิเศษ วิศวกรโยธาชํานาญการ
รกั ษาการในตําแหนงวิศวกรโยธาชาํ นาญการพเิ ศษ

กรรมการและเลขานุการ กรรมการและผชู วยเลขานกุ าร
ดร.ธนิต ใจสอาด นายวิโชติ กนั ภัย
วิศวกรโยธาชํานาญการ วิศวกรโยธาชาํ นาญการ

นายธีรภัทร สนุ ทรช่ืน
วิศวกรโยธาปฏิบัตกิ าร

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรางรปู พรรณที่ใชใ นโครงสรางอาคาร

ผทู รงคุณวฒุ ใิ นการจัดทาํ มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรปู พรรณ
ท่ใี ชใ นงานโครงสรา งอาคาร

1. ศาสตราจารย ดร.ทักษิณ เทพชาตรี
2. รองศาสตราจารย ดร.การญุ จันทรางศุ
3. รองศาสตราจารย ดร.สุทศั น ลีลาทววี ฒั น
4. นายธนา แกว กระจาง
5. นายสยมภู เฮนะเกษตร

มาตรฐานคณุ ลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรปู พรรณที่ใชใ นโครงสรางอาคาร

คาํ นํา

ในปจจุบันการกอสรางอาคารดวยเหล็กโครงสรางรูปพรรณไดรับความนิยมอยางแพรหลายเพ่ิมมากขึ้น
เน่ืองจากคุณสมบัติวัสดขุ องเหลก็ โครงสรางรูปพรรณมีความเหนียวสงู ทําใหผูออกแบบสามารถออกแบบรปู ทรง
ของอาคารไดหลากหลายมากขึ้น เทคโนโลยีการกอสรางอาคารดวยเหล็กโครงสรางรูปพรรณมีการพัฒนา
อยางตอเน่ืองทําใหสามารถกอสรางไดอยางรวดเร็วและสามารถลดปริมาณวัสดุสญู เสียในระหวางการกอสรา ง
ไดมาก อีกทั้งแนวโนมราคาที่ลดลงของวสั ดุเหล็กโครงสรางรูปพรรณเมอื่ เปรียบเทยี บกับราคาในอดีตที่ผานมา
ทาํ ใหตน ทนุ การกอสรางอาคารดวยเหล็กโครงสรา งรูปพรรณลดลงตามมา

อยางไรก็ตามการกอสรางอาคารดวยเหล็กโครงสรางรูปพรรณยังจําเปนตองมีขอกําหนดในการควบคุม
คุณสมบัติวัสดุและควบคุมการกอสรางอยางเหมาะสมเพื่อใหอาคารเหล็กโครงสรางรูปพรรณมีความม่ันคง
แข็งแรงตามที่ออกแบบไว กรมโยธาธิการและผังเมืองซ่ึงเปนหนวยงานท่ีมีภารกิจในการกาํ หนดมาตรฐาน
การกอสรางอาคารจึงไดรวมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ท่ีปรึกษาโครงการจัดทาํ มาตรฐานการออกแบบ
และการกอสรางอาคารเหล็กโครงสรางรูปพรรณ ทาํ การศึกษาและจัดทํามาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะ
ของเหล็กโครงสรางรูปพรรณที่ใชในงานโครงสรางอาคาร (มยผ. 1107 - 61) น้ีขึ้น โดยมีวัตถุประสงคเพื่อให
การกอ สรา งอาคารเหลก็ โครงสรางรปู พรรณเปน ไปตามหลักวชิ าการและมาตรฐานสากล

กรมโยธาธิการและผังเมือง หวังเปนอยางยิ่งวาการนํามาตรฐานฉบับนี้ไปใชในทางปฏิบัติจะทําให
การออกแบบและกอสรางอาคารเหลก็ โครงสรางรูปพรรณมีความมั่นคงแข็งแรง ซึ่งจะชวยใหเกิด
ความปลอดภัยตอชวี ิตและทรพั ยสินของประชาชนเพิ่มมากยิง่ ขนึ้

(นายมณฑล สุดประเสรฐิ )
อธิบดกี รมโยธาธิการและผงั เมือง

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรางรปู พรรณที่ใชใ นโครงสรางอาคาร

บทนาํ

มาตรฐานคณุ ลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรปู พรรณท่ใี ชใ นโครงสรางอาคาร (มยผ. 1107 - 61)
ฉบับน้ี จัดทําขึ้นเพื่อกําหนดคุณสมบัติทางกล เกณฑความคลาดเคลื่อนของหนาตัด การทดสอบ
รายละเอียดการประกอบ การติดตั้ง และการควบคุมคุณภาพงานอาคารที่กอสรางดวยเหล็กโครงสรางรูปพรรณ
เพ่ือใหการกอสรางอาคารโครงสรางเหล็กรูปพรรณมีการปฏิบัติอยางถูกตองเหมาะสมตามหลักวิชาการ

มาตรฐานฉบับนี้ไดแบงเหล็กโครงสรางรูปพรรณท่ีนาํ มาใชในงานอาคารออกเปน 2 ประเภท ไดแก
เหล็กรูปพรรณข้ึนรูปรอ นและทอเหล็กกลา ซ่ึงมีรายละเอียดขอกําหนดคุณสมบัติทางกล เกณฑความคลาดเคลื่อน
ของหนาตัด และวิธีการรับรองคุณสมบัติระบุไวในบทที่ 3 และมาตรฐานฉบับนี้ยังรวมถึงขอกําหนด
คณุ ลกั ษณะเฉพาะของสลกั เกลยี วและลวดเชือ่ มสําหรับงานโครงสรางอาคาร ซึ่งมีรายละเอยี ดขอกําหนดระบใุ น
บทท่ี 4 และบทที่ 5 ตามลําดบั รวมทั้งขอกําหนดในการเตรียมและการประกอบชิ้นงาน การติดต้ัง และการควบคุม
คุณภาพสาํ หรบั งานกอ สรางอาคารดวยเหลก็ โครงสรา งรูปพรรณ ซง่ึ มรี ายละเอยี ดระบไุ วในบทที่ 6

ในฐานะหัวหนาโครงการจัดทํามาตรฐานการออกแบบและการกอสรางอาคารเหล็กโครงสรางรูปพรรณ
ผมใครขอขอบคุณคณะท่ีปรึกษาทุกทานที่ไดรวมกันดําเนนิ งานจนสําเร็จลุลวง และขอขอบคุณคณะกรรมการ
กํากับดูแลการปฏิบัติงานของท่ีปรึกษาและผูทรงคุณวุฒิท่ีกรมโยธาธิการและผังเมืองแตงตั้ง ประกอบดวย
ศาสตราจารย ดร.ทักษณิ เทพชาตรี รองศาสตราจารย ดร.การญุ จนั ทรางศุ รองศาสตราจารย ดร.สุทศั น ลลี าทวีวฒั น
คุณธนา แกวกระจาง และคุณสยมภู เฮนะเกษตร ท่ีไดใหคาํ ช้ีแนะในการจัดทํามาตรฐานฉบบั นี้

(รองศาสตราจารย ดร.วันชยั ยอดสุดใจ)
ภาควชิ าวิศวกรรมโยธา

คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
หวั หนา โครงการฯ

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรปู พรรณท่ใี ชใ นโครงสรา งอาคาร

สารบัญ

สารบัญ .................................................................................................................................................... i

สารบญั รปู ................................................................................................................................................ii

สารบัญตาราง..........................................................................................................................................iii

บทท่ี 1 ท่วั ไป .......................................................................................................................................... 1

1.1 วัตถปุ ระสงค...................................................................................................................................... 1
1.2 ขอบขาย ............................................................................................................................................ 1

บทที่ 2 นยิ าม และสญั ลักษณ.................................................................................................................. 3

2.1 นิยาม................................................................................................................................................. 3
2.2 สัญลกั ษณ.......................................................................................................................................... 3
2.3 มาตรฐานอา งถงึ ................................................................................................................................. 3

บทท่ี 3 ขอกาํ หนดของเหลก็ โครงสรา งรูปพรรณรีดรอ น วัสดทุ อเหลก็ กลา และเหล็กแผน .........................5
สําหรบั งานโครงสราง

3.1 ขอ กําหนดของเหล็กโครงสรา งรูปพรรณรดี รอน ................................................................................. 5
3.2 ขอกําหนดวัสดุทอ เหล็กกลา สําหรับงานโครงสราง.............................................................................. 9
3.3 ขอกําหนดเหล็กแผน........................................................................................................................ 11

บทท่ี 4 ขอ กาํ หนดของสลักเกลียวในงานโครงสรางอาคาร.....................................................................19

บทที่ 5 ขอ กําหนดของลวดเชอ่ื มที่ใชในงานเชือ่ มโครงสรา งอาคาร........................................................23

บทที่ 6 ขอกาํ หนดในการเตรียม และประกอบช้นิ งาน การตดิ ต้งั และการควบคมุ คุณภาพ......................27
สําหรบั งานอาคารเหล็กโครงสราง

6.1 แบบรายละเอียดประกอบการกอ สรา ง และแบบขยายการติดตั้ง ..................................................... 27
6.2 การประกอบช้ินงาน......................................................................................................................... 27
6.3 การทําความสะอาดและทาสี............................................................................................................38
6.4 การตดิ ตงั้ .........................................................................................................................................39
6.5 การควบคมุ คณุ ภาพ......................................................................................................................... 40

เอกสารอา งองิ ........................................................................................................................................47

มาตรฐานคณุ ลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรางรปู พรรณทใ่ี ชในโครงสรางอาคาร หนา ที่ i

สารบัญรปู

รูปท่ี 1 ระยะหางในการเชื่อมชนชน้ิ งานแบบรอง ..................................................................................................28
รปู ที่ 2 รอยเชือ่ มทใ่ี ชได............................................................................................................................................30
รปู ท่ี 3 รอยเชื่อมเขา ฉากท่ใี ชไมได ..........................................................................................................................30
รปู ท่ี 4 รอยเชอ่ื มเขา รอ งทย่ี อมรับได เมอ่ื ตองการเช่อื มชนช้ินงาน......................................................................31
รปู ที่ 5 รอยเชอ่ื มเขารองทยี่ อมรับไมได เมอื่ ตองการเช่ือมชนช้ินงาน .................................................................31
รูปท่ี 6 แสดงการตรวจหาระยะความคลาดเคล่อื นโคงงอสาํ หรับการประกอบติดต้ังโครงถกั ...........................37

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรางรูปพรรณทใี่ ชใ นโครงสรางอาคาร หนาท่ี ii

สารบญั ตาราง

ตารางท่ี 1 สมบัติทางกลของเหลก็ โครงสรางรปู พรรณรดี รอน....................................................................5

ตารางท่ี 2 เกณฑค วามคลาดเคลอ่ื นของมวลตอ เมตรของเหล็กโครงสรางรูปพรรณรีดรอน ........................6

ตารางท่ี 3 เกณฑความคลาดเคลอ่ื น สําหรบั เหล็กฉาก เหลก็ รูปรางน้ํา เหล็กรูปตวั ไอ และเหล็กรูปตัวที....7

ตารางที่ 4 เกณฑความคลาดเคลื่อน สาํ หรับเหลก็ รปู ตัวเอช ......................................................................8

ตารางท่ี 5 สมบตั ทิ างกลของทอ แบบกลม..................................................................................................9

ตารางที่ 6 สมบตั ิทางกลของทอ แบบสี่เหล่ียมจัตุรสั และแบบสเ่ี หล่ียมผนื ผา .............................................9

ตารางที่ 7 เกณฑความคลาดเคลอ่ื นของมิตสิ าํ หรบั ทอ แบบกลม ..............................................................10

ตารางท่ี 8 เกณฑค วามคลาดเคล่อื นของมติ สิ ําหรบั ทอ แบบสเี่ หลยี่ มจัตุรัส และแบบสี่เหลีย่ มผนื ผา ..........11

ตารางที่ 9 สมบัตทิ างกลของแหล็กแผน...................................................................................................12

ตารางท่ี 10 เกณฑความคลาดเคลือ่ นของความหนา ..................................................................................13

ตารางที่ 11 เกณฑความคลาดเคลอ่ื นของความกวาง .................................................................................14

ตารางท่ี 12 เกณฑค วามคลาดเคลอ่ื นของความยาว...................................................................................16

ตารางท่ี 13 ระยะเบยี่ งเบนของขอบโคงท่ีดานเวา ของแผนเหลก็ แผนหนาขอบตัดและแผน บางขอบตดั ......16

ตารางที่ 14 ระยะเบี่ยงเบนของขอบโคง ท่ีดา นเวา ของแผนเหลก็ มวนขอบตัด และเหล็กแผนแถบ ..............17

ตารางท่ี 15 ระยะเบยี่ งเบนของความราบของเหล็กแผน หนาและเหล็กแผน บาง ........................................17

ตารางที่ 16 สญั ลกั ษณท ี่ใชที่สลักเกลยี วหัวหกเหลย่ี ม และหมุดเกลียวหัวหกเหลี่ยม..................................21

ตารางท่ี 17 สัญลักษณสําหรบั ความตา นทาน และความยืดของเน้อื โลหะเชือ่ ม..........................................24

ตารางท่ี 18 สญั ลักษณส ําหรบั ความตา นทาน และความยดื ของเนือ้ โลหะเชือ่ ม..........................................24

ตารางที่ 19 สญั ลักษณข องสมบตั ิการกระแทกของเน้ือโลหะเช่อื ม .............................................................25

ตารางท่ี 20 สญั ลกั ษณช นิดสารพอกหุม.....................................................................................................25

ตารางที่ 21 สัญลกั ษณชนดิ สารพอกหุม.....................................................................................................26

ตารางที่ 22 ขนาดขาเล็กสุดของรอยเช่ือม .................................................................................................29

ตารางที่ 23 ผวิ เช่ือมแบบโคง นูน ควรมขี นาดไมเกนิ คา ตอไปนี้...................................................................30

ตารางที่ 24 รายการตรวจสอบกอนการเชื่อม.............................................................................................41

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรางรูปพรรณท่ีใชในโครงสรา งอาคาร หนา ท่ี iii

ตารางท่ี 25 รายการตรวจสอบระหวา งการเชือ่ ม .......................................................................................42
ตารางที่ 26 รายการตรวจสอบหลงั การเชื่อม .............................................................................................43
ตารางท่ี 27 รายการตรวจสอบกอนการตดิ ตั้งสลักเกลยี ว...........................................................................44
ตารางท่ี 28 รายการตรวจสอบระหวางการตดิ ต้งั สลกั เกลยี ว......................................................................44
ตารางท่ี 29 รายการตรวจสอบหลงั การติดตงั้ สลักเกลียว ...........................................................................45

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรูปพรรณท่ีใชใ นโครงสรา งอาคาร หนาท่ี iv

บทที่ 1
ทว่ั ไป

1.1 วตั ถุประสงค

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรูปพรรณสาํ หรบั งานโครงสรางอาคารฉบบั นใ้ี หข อกําหนด
คุณสมบัติทางกลของวัสดุ ขอกําหนดการประกอบ การติดต้ัง และการควบคุมคุณภาพงานอาคารเหล็ก
ที่กอสรางดวยโครงสรางรูปพรรณ เพ่ือใหการกอสรางอาคารดังกลาวมีการปฏิบัติอยางถูกตองเหมาะสม
ตามหลกั วิชาการ

1.2 ขอบขาย

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรปู พรรณสําหรับงานโครงสรางอาคารฉบับนี้ ครอบคลุม
ขอกําหนดวัสดุเหล็กโครงสรางรูปพรรณ (structural steel shapes) บางชนิด ซึ่งไมรวมถึงหนาตัดประกอบ
(built - up section) โดยมาตรฐานฉบับนี้แบง เหลก็ ทใี่ ชใ นงานโครงสรา งอาคารออกเปน 3 ชนิด คอื

(1) เหล็กโครงสรางรูปพรรณรีดรอนสําหรับงานอาคาร โดยมีหนาตัดเปนรูปลักษณะตาง ๆ ไดแก เหล็กรูป
ตัวเอช (H - section) เหล็กรูปตัดไอ (I - section) เหล็กฉาก (angle) เหล็กรูปรางน้ํา (channel)
เหล็กรปู ตวั ที (T - section)

(2) ทอ เหล็กกลาสําหรบั งานโครงสราง โดยมหี นาตัดกลม หรอื ส่ีเหล่ยี มจัตุรัส หรอื สี่เหลยี่ มผืนผา
(3) เหล็กแผน สําหรบั งานโครงสราง

สวนเหล็กโครงสรางรูปพรรณชนิดอ่ืนและหนาตัดประกอบใหเปนไปตามมาตรฐาน AISC - 360 หรือ
มาตรฐานอน่ื ท่คี ณะกรรมการควบคมุ อาคารใหการรับรอง

คุณลักษณะเฉพาะของเหล็กรูปพรรณสําหรับงานโครงสรางอาคารในมาตรฐานฉบับนี้มีขอกําหนดอยู
2 ดาน คือ ดานสมบัติทางกล และดานเกณฑความคลาดเคล่ือนของมิติ โดยมาตรฐานไดใหขอกําหนด
การชักตัวอยางสําหรับการทดสอบสมบัติทางกลและเกณฑความคลาดเคลื่อนของเหล็กโครงสรางรูปพรรณ
นอกจากน้ี มาตรฐานฯ ยังครอบคลุมขอกําหนดวัสดุรอยตอ ไดแก สลักเกลียว และลวดเช่ือม ขอกําหนด
ในการเตรียม การประกอบช้นิ งาน การติดตงั้ และการควบคมุ คณุ ภาพงานอาคารเหลก็ โครงสรางรปู พรรณ

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรูปพรรณทใ่ี ชในโครงสรา งอาคาร หนาท่ี 1

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรปู พรรณที่ใชใ นโครงสรา งอาคาร หนา ท่ี 2

บทที่ 2
นยิ าม และสัญลักษณ

2.1 นิยาม

“สลกั เกลียว” หมายความวา เหล็กตันรูปทรงกระบอก ปลายหน่ึงมีหัวเปนรปู ตาง ๆ อีกปลายหน่ึงเปนเกลียว
ใชรอยผานตลอดรูกลวงของชนิ้ สวนท่ตี องการจะยึดใหต ิดกัน โดยมแี ปน เกลียวขันเขา ทางปลายท่เี ปนเกลยี ว
“สลักเกลียวสองขาง” หมายความวา เหล็กตันรูปทรงกระบอกมีเกลียวท้ังสองปลาย ใชสําหรับยึดช้ินสวน
ใหต ดิ กนั
“หมุดเกลียว” หมายความวา เหล็กตันรปู ทรงกระบอก ปลายหนง่ึ มีหัวเปนรูปตาง ๆ อีกปลายหนึง่ เปนเกลียว
ใชสําหรบั ยดึ ชิน้ สว นใหต ิดกนั โดยไมต องใชแปน เกลียว
“เหล็กโครงสรางรูปพรรณ” หมายความวา เหล็กที่ผลิตออกมามีหนาตัดเปนรูปลักษณะตาง ๆ ใชใน
งานโครงสราง

2.2 สัญลกั ษณ

db หมายถึง เสน ผานศนู ยกลางระบุของสลักเกลยี ว (มลิ ลิเมตร)
Tm หมายถงึ แรงดึงต่าํ สุดสาํ หรับสลกั เกลียวแบบใสแรงดึงกอน (กิโลนิวตนั )
t หมายถึง ความหนาชิน้ สว น (มิลลิเมตร)
W หมายถงึ ความกวางของผิวรอยเช่ือม (มิลลเิ มตร)

2.3 มาตรฐานอางถึง

มาตรฐานที่ใชอางถึงประกอบดวย

(1) สํานกั งานมาตรฐานผลติ ภณั ฑอ ุตสาหกรรม, “เหลก็ โครงสรา งรูปพรรณกลวง (มอก. 107)”, 2533.
(2) สาํ นกั งานมาตรฐานผลิตภณั ฑอตุ สาหกรรม, “เหล็กโครงสรางรปู พรรณรดี รอน (มอก. 1227)”, 2558.
(3) สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม, “เหล็กกลาคารบอนรีดรอนแผนมวน แผนแถบ แผนหนา

และแผนบางสาํ หรับงานโครงสรา งทั่วไป (มอก. 1479)”, 2541.
(4) สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม, “สมบัติทางกลของสลักเกลียว หมุดเกลียวและสลักเกลียว

สองขาง (มอก. 171)”, 2530.
(5) สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม, “การทดสอบเหล็กและเหล็กกลา เลม 1 การทดสอบ

ความแข็งวิกเกอรสําหรับเหล็กกลา เลม 2 การทดสอบความแข็งบรเิ นลลสําหรับเหล็กกลาและเหล็กหลอ
เลม 3 การทดสอบความแข็งรอกเวลลส าํ หรบั เหลก็ กลาสเกล B และ C (มอก. 244)”, 2520.

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรูปพรรณท่ีใชใ นโครงสรางอาคาร หนาที่ 3

(6) สํานักงานมาตรฐานผลติ ภัณฑอ ุตสาหกรรม, “ลวดเช่ือมไฟฟามสี ารพอกหุมใชเ ช่ือม เหล็กกลาไมเจือและ
เกรนละเอียด ดวยการเช่ือมอารก โลหะดว ยมือ (มอก. 49)”, 2556.

(7) American Society for Testing and Materials ( ASTM) , “ Standard Specification for Structural
Bolts, Steel, Heat Treated 830 MPa Minimum Tensile Strength (Metric) (A325M - 09)”, 2009.

(8) American Society for Testing and Materials ( ASTM) , “ Standard Specification for High-
Strength Steel Bolts, Classes 10.9 and 10.9.3, for Structural Steel Joints (Metric) (A490M -
08)”, 2008.

(9) American Society for Testing and Materials (ASTM), “Standard Specification for
Compressible – Washer - Type Direct Tension Indicators for Use with Structural Fasteners
(F959 - 09)”, 2009.

(10) American Society for Testing and Materials (ASTM), “Standard Specification for “Twist Off”
Type Tension Control Structural Bolt/Nut/Washer Assemblies, Steel, Heat Treated, 120/105
ksi Minimum Tensile Strength (F1852 - 08)”, 2008.

(11) American Society for Testing and Materials (ASTM), “Standard Specification for “Twist Off”
Type Tension Control Structural Bolt/Nut/Washer Assemblies, Steel, Heat Treated, 150 ksi
Minimum Tensile Strength (F2280 - 08)”, 2008.

(12) American Welding Society ( AWS) , “ Structural Welding Code – Steel ( ANSI/ AWS D1. 1) ” ,
2010.

มาตรฐานคณุ ลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรางรูปพรรณท่ใี ชในโครงสรา งอาคาร หนาท่ี 4

บทที่ 3
ขอกําหนดของเหล็กโครงสรา งรูปพรรณรีดรอน วัสดุทอเหล็กกลา และเหล็กแผน สําหรับงานโครงสรา ง

3.1 ขอกําหนดของเหลก็ โครงสรา งรปู พรรณรีดรอน

3.1.1 คุณลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรางรูปพรรณรดี รอน

เหล็กโครงสรางรูปพรรณรีดรอนท่ีเปนไปตาม มอก.1227 - 2558 ตองมีสมบัติทางกล
ประกอบดวยความตานแรงดึงที่จุดคราก ความตานแรงดึงประลัย และความยืดตํ่าสุด
ใหเปนไปตามตารางที่ 1 โดยการทดสอบใหป ฏบิ ัติตาม มอก.1227 – 2558

ตารางที่ 1 สมบตั ิทางกลของเหลก็ โครงสรางรูปพรรณรดี รอน
(ขอ 3.1.1)

ความตา นแรงดึงทจ่ี ุดคราก ความตา นแรง ความยดื ตา่ํ สดุ (รอยละ)
ตํ่าสุด (เมกะปาสคาล)
ชน้ั
คุณภาพ ความหนาไม ความหนา ดงึ ประลัย ความหนา ความหนา ความหนา
เกนิ 16 เกิน 16 (เมกะปาสคาล) ไมเกิน 5 5 ถึง 16 เกิน 16
SM 400 มลิ ลเิ มตร มิลลิเมตร มลิ ลิเมตร มลิ ลิเมตร มิลลเิ มตร
SM 490
SM 520 245 235 400 - 510 23 18 22
SM 570
SS 400 325 315 490 - 610 22 17 21
SS 490
SS 540 365 355 520 - 640 19 15 19

460 450 570 - 720 19 19 26

245 235 400 - 510 21 17 21

285 275 490 - 610 19 15 19

400 390 540 ต่ําสดุ 16 13 17

เกณฑความคลาดเคล่อื นของมวลตอเมตรใหเ ปนไปตามตารางท่ี 2 เกณฑค วามคลาดเคล่ือนข
องขนาด ความหนา ความยาว ความไดฉาก ความโกง และระยะเย้ืองศูนยสําหรับเหล็กฉาก
เหล็กรูปรางนํ้า เหล็กรูป ตัวไอ และเหล็กรูปตัวทีใหเปนไปตามตารางท่ี 3 และเกณฑ
ความคลาดเคล่ือนของขนาด ความหนา ความยาว ความไดฉาก ความโกง ระยะเยื้องศูนย
ความเวา ของลาํ ตัว และความไดฉากของปลายตัดสําหรับเหล็กรูปตัวเอชใหเปนไปตามตารางที่ 4
โดยการทดสอบใหปฏบิ ัตติ าม มอก.1227 - 2558

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรปู พรรณทใ่ี ชในโครงสรา งอาคาร หนาท่ี 5

ตารางที่ 2 เกณฑค วามคลาดเคลือ่ นของมวลตอ เมตรของเหลก็ โครงสรางรปู พรรณรดี รอน
(ขอ 3.1.1)

ความหนา (มิลลิเมตร) เกณฑความคลาดเคล่ือน (รอยละ)
นอ ยกวา 10 ± 5.0

10 และมากกวา ± 4.0

3.1.2 การเกบ็ ตัวอยา งทดสอบของเหลก็ โครงสรา งรปู พรรณรดี รอ น
การเก็บตัวอยาง การทดสอบคุณสมบัติทางกล และการตรวจสอบความคลาดเคล่ือนของ

หน าตัดเหล็กโ ครงสรางรูป พรร ณรีดร อนให เป นไป ตามขอกํา หนดข องผูออก แบ บ
โดยเหล็กโครงสรางรูปพรรณรีดรอนที่มีคุณสมบัติทางกลหรือขนาดหนาตัดไมเปนไปตาม
มอก.1227 - 2558 ใหทดสอบคุณสมบัติทางกลและความคลาดเคลื่อนโดยสถาบันที่เช่ือถือได
ตามขอกําหนดของผอู อกแบบ คุณสมบัติทางกลท่ีทดสอบไดตองไมนอยกวาความตานทานแรงดึง
ทจ่ี ดุ คราก ความตานทานแรงดงึ ประลัย และความยืดตา่ํ สุดตามท่ผี ูอ อกแบบกาํ หนด

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรปู พรรณทใ่ี ชในโครงสรา งอาคาร หนา ท่ี 6

ตารางที่ 3 เกณฑค วามคลาดเคลือ่ น สําหรับเหล็กฉาก เหล็กรปู รางน้ํา เหลก็ รูปตวั ไอ และเหลก็ รปู ตัวที
(ขอ 3.1.1)

รายการตรวจสอบ เกณฑความคลาดเคลอ่ื น หมายเหตุ

นอ ยกวา 50 มม. ± 1.5 มม.
± 2.0 มม.
A หรือ B 50 ถึงนอยกวา 100 มม. ± 3.0 มม.
100 ถึงนอ ยกวา 200 มม. ± 4.0 มม.
± 1.5 มม.
200 และมากกวา มม. ± 2.0 มม.
± 3.0 มม.
นอ ยกวา 100 มม. ± 4.0 มม.
± 0.6 มม.
H 100 ถงึ นอยกวา 200 มม. ± 0.7 มม.
200 ถึงนอยกวา 400 มม. ± 0.8 มม.
± 1.0 มม.
400 มม.และมากกวา ± 0.7 มม.
± 0.8 มม.
นอ ยกวา 6.3 มม. ± 1.0 มม.
± 1.2 มม.
H ไมเ กิน 6.3 ถงึ นอยกวา 10มม. ± 1.5 มม.
130 มม. 10 ถึงนอ ยกวา 16 มม. + 40 / -0 มม.

ความหนา (t หรอื 16 มม.และมากกวา
t1, t2) นอ ยกวา 6.3 มม.
6.3 ถงึ นอยกวา 10 มม.
H เกนิ 10 ถงึ นอ ยกวา 16 มม.
130 มม. 16 ถึงนอ ยกวา 25 มม.

25 มม.และมากกวา

ไมเกนิ 7 ม.

ความยาวตอทอ น เกิน 7 ม. สว นเกิน 40 มม. บวก 5 มม.
ทกุ ๆ ความยาว 1 ม. ที่มากกวา

7 ม., สว นขาด ไมม ี

ความไดฉ าก เหลก็ รปู ตวั ไอ ไมเกนิ รอ ยละ 2.0 ของมติ ิ B
(squareness) (T)
เหลก็ ฉาก และเหลก็ รปู รางนา้ํ ไมเ กินรอยละ 2.5 ของมิติ B
ความโกง (bend) เหล็กรปู ตวั ไอ และตวั ที ไมเ กินรอยละ 0.20 ของความยาว
ระยะเย้ืองศนู ย ไมเ กนิ รอ ยละ 0.30 ของความยาว
(eccentricity) (S) เหลก็ ฉาก และเหลก็ รปู รางนาํ้
เหลก็ รปู ตวั ที ± 3.0 มม.

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรูปพรรณท่ีใชในโครงสรางอาคาร หนาท่ี 7

ตารางที่ 4 เกณฑค วามคลาดเคลอ่ื น สาํ หรับเหลก็ รปู ตัวเอช
(ขอ 3.1.1)

รายการตรวจสอบ เกณฑความคลาดเคลือ่ น หมายเหตุ

นอยกวา 380 มม. ± 2.0 มม. หนา ท่ี 8
± 3.0 มม.
H 380 ถึงนอ ยกวา 580 มม. ± 4.0 มม.
± 2.0 มม.
580 มม.และมากกวา ± 2.5 มม.
± 3.0 มม.
นอยกวา 95 มม. ± 0.7 มม.
± 1.0 มม.
B 95 ถึงนอ ยกวา 190 มม. ± 1.5 มม.
± 1.0 มม.
190 มม.และมากกวา ± 1.5 มม.
± 1.7 มม.
นอ ยกวา 16 มม. +40 / -0 มม.

ความหนา (t1,t2) t1 16 ถงึ นอยกวา 25 มม. สว นเกิน 40 มม. บวก 5 มม. ทุก ๆ ความยาว
25 ถึงนอ ยกวา 40 มม. 1 ม.ท่ีมากกวา 7 ม., สวนขาด ไมม ี
นอ ยกวา 16 มม.
B ไมเกนิ 150 มม. ไมเกนิ 1.5 มม.
t2 16 ถึงนอ ยกวา 25 มม.
25 ถึงนอ ยกวา 40 มม. B เกนิ 150 มม. ไมเกินรอ ยละ 1.0 ของมิติ B

ความยาว ไมเ กนิ 7 ม. B ไมเ กนิ 125 มม. ไมเกิน 1.5 มม.
เกิน 7 ม.
B เกิน 125 มม. ไมเกินรอ ยละ 1.2 ของมิติ B
ความไดฉาก (T) H ไมเ กนิ 300 มม.
H เกนิ 300 มม. ไมเ กนิ รอยละ 0.15 ของความยาว
ไมเกินรอยละ 0.10 ของความยาว
ความโกง H ไมเ กนิ 300 มม.
ระยะเยือ้ งศูนย (S) H เกนิ 300 มม. ± 2.5 มม.

H ไมเ กนิ 300 มม.และ B ไมเกนิ 200 มม. ± 3.5 มม.

H เกนิ 300 มม.หรอื B เกิน 200 มม.

ความเวาของลําตัว นอ ยกวา 400 มม. 2.0 มม.
(concavity of
H 400 ถึงนอ ยกวา 600 มม. 2.5 มม.
web) (W)
ความไดฉ ากของ 600 มม.และมากกวา 3.0 มม.
H ไมเ กิน 187.5 มม. ไมเกิน 3.0 มม.
ปลายตดั B ไมเกนิ 187.5 มม. ไมเกนิ 3.0 มม.
(squareness of H เกิน 187.5 มม. ไมเกนิ รอ ยละ 1.6 ของมติ ิ H
cut end) (e) B เกนิ 187.5 มม. ไมเกินรอยละ 1.6 ของมิติ B

มาตรฐานคณุ ลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรปู พรรณท่ใี ชใ นโครงสรา งอาคาร

3.2 ขอกาํ หนดวัสดทุ อเหล็กกลา สําหรับงานโครงสรา ง

3.2.1 คุณลกั ษณะเฉพาะของทอเหลก็ กลา สาํ หรบั งานโครงสราง

ทอเหล็กกลาสําหรับงานโครงสรางท่ีเปนไปตาม มอก.107 - 2533 ตองมีคุณสมบัติทางกล
เปน ไปตามขอ กําหนดในหัวขอ น้ี

ทอเหล็กกลา แบบกลมในมาตรฐานฉบับนี้ แบงเปน 5 ชั้นคุณภาพตามคุณสมบัตทิ างกล ไดแ ก
STK 290 STK 400 STK 490 STK 500 แ ละ STK 540 โ ดย มีค าค วา ม ตา นแ รง ดึง ป ร ะลั ย
ความตานแรงดึงที่จดุ คราก และความยดื ตํา่ สดุ ตามตารางท่ี 5

ทอเหล็กกลาแบบส่ีเหลี่ยมจัตุรัสและแบบสี่เหล่ียมผืนผาในมาตรฐานฉบับนี้ แบงเปน 3 ชั้น
คุณภาพตามคุณสมบัติทางกล ไดแก STKR 290 STKR 400 STKR 490 โดยมีคาความตานแรงดึง
ความตา นแรงดงึ ทจี่ ุดคราก และความยดื ตํา่ สดุ ตามตารางที่ 6

ตารางท่ี 5 สมบัติทางกลของทอแบบกลม
(ขอ 3.2.1)

สมบตั ิทางกล STK 290 ตามช้นั คุณภาพ STK 540
290 540
ความตา นแรงดงึ ประลัย (เมกะปาสคาล) ไมนอ ยกวา STK 400 STK 490 STK 500 390
ความตานแรงดงึ ที่จุดคราก (เมกะปาสคาล) ไมนอยกวา - 400 490 500 16
ความยดื ตํา่ สดุ (%) ไมน อยกวา 25 235 315 355
18 18 10

ตารางท่ี 6 สมบตั ิทางกลของทอแบบสีเ่ หลยี่ มจตั รุ ัส และแบบส่เี หลย่ี มผนื ผา
(ขอ 3.2.1)

สมบตั ิทางกล STKR 290 ตามช้ันคณุ ภาพ STKR 490
290 490
ความตา นแรงดึงประลัย (เมกะปาสคาล) ไมน อ ยกวา - STKR 400 325
ความตานแรงดึงท่จี ุดคราก (เมกะปาสคาล) ไมน อยกวา 30 400 23
ความยืดต่าํ สดุ (%) ไมน อยกวา 245
23

เกณฑความคลาดเคล่ือนของมิติ ไดแก เสนผานศูนยกลางภายนอก ความหนาผนังทอ
มวลตอเมตร ความยาว และความตรง สําหรับทอแบบกลมใหเปนไปตามตารางท่ี 7 และเกณฑ

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรูปพรรณที่ใชในโครงสรางอาคาร หนาที่ 9

ความคลาดเลื่อนของมิติ ไดแก เสนผานศูนยกลางภายนอก ความหนาผนังทอ มวลตอเมตร
ความยาว และความตรง สําหรับทอแบบ สี่เหลี่ยมจัตุรัส และแบบสี่เหลี่ยมผืนผา ใหเปนไปตาม
ตารางที่ 8 โดยการทดสอบใหป ฏบิ ตั ติ าม มอก. 107 - 2533

3.2.2 การเก็บตวั อยางทดสอบของทอ เหลก็ กลา สาํ หรบั งานโครงสราง
การเก็บตัวอยาง การทดสอบคณุ สมบัติทางกล และการตรวจสอบความคลาดเคลื่อนของมิติ

ทอเหล็กกลาสําหรับงานโครงสรางใหเปนไปตามขอกําหนดของผูออกแบบ โดยทอเหล็กกลาท่ีมี
คุณสมบัติทางกลหรือขนาดหนาตัดไมเปนไปตาม มอก.107 - 2533 ใหทดสอบคุณสมบัติทางกล
และความคลาดเคลื่อนโดยสถาบันที่เชื่อถือไดตามขอกําหนดของผูออกแบบ คุณสมบัติทางกลท่ี
ทดสอบไดต องไมนอยกวาความตานทานแรงดงึ ที่จุดคราก ความตานทานแรงดึงประลัย และความ
ยืดต่ําสุดตามที่ผูออกแบบกาํ หนด

ตารางที่ 7 เกณฑความคลาดเคลือ่ นของมิตสิ าํ หรับทอแบบกลม

(ขอ 3.2.1)

มติ ิ เกณฑค วามคลาดเคล่ือน หมายเหตุ

เสนผา นศูนยก ลาง < 50 มม. ± 0.5 มม.
ภายนอก (D)
≥ 50 มม. ± 1%
ความหนาผนัง
ทอ (t) < 4 มม. + 0.6 มม.
- 0.5 มม.
มวลตอ เมตร
ความยาว 4 มม. ≤ t <12 มม. + 15%
ความตรง - 12.5%

≥12 มม. + 15%
- 1.5 มม.

± 10%
+ ไมก าํ หนด

0

+ 0.3% ของความยาว

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรางรูปพรรณทใ่ี ชในโครงสรางอาคาร หนา ท่ี 10

ตารางท่ี 8 เกณฑความคลาดเคล่ือนของมิติสาํ หรับทอแบบสี่เหล่ียมจัตุรสั และแบบสเ่ี หลี่ยมผนื ผา
(ขอ 3.2.1)

มติ ิ เกณฑค วามคลาดเคล่ือน หมายเหตุ
± 1.5 มม.
ขนาด ≤ 100 มม.
> 100 มม. ± 1.5%
ความหนาผนงั < 3 มม. ± 0.3 มม.
ทอ (t) ≥ 3 มม. ± 10%
มวลตอ เมตร ± 10%
ความยาว ≤ 100 มม. + ไมก าํ หนด
ความตรง > 100 มม. 0± 0.3% ของความยาว
ความไดฉากของดา นประชดิ 90o ± 1.5o
ความโคง หรือความเวาของสวน ไมเ กนิ 0.5 มม.
ราบ ไมเกนิ 0.5% ของขนาด
สวนโคง ของมมุ (S) ไมเกิน 3t

3.3 ขอ กาํ หนดเหล็กแผน

3.3.1 คณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ แผน สาํ หรับงานโครงสราง

เหล็กแผนสําหรับงานโครงสรางที่เปนไปตาม มอก.1499 - 2541 ตองมีคุณสมบัติทางกล
เปน ไปตามขอกาํ หนดในหัวขอนี้

เหล็กแผนสําหรับงานโครงสรางในมาตรฐานฉบับน้ี แบงเปน 11 ชั้นคุณภาพตามคุณสมบัติ
ทางกล ไดแก SM 400 A, SM 400 B, SM 400C, SM 490 A, SM 490B, SM 490 C, SM 490
YA, SM 490 YB, SM 520 B, SM 520 C แ ละ SM570 โ ด ย มี คา ค ว า ม ตา น ทา น แ ร ง ดึง
ความตานทานแรงดึงท่จี ดุ คราก และความยืดตํา่ สดุ ตามตารางท่ี 9

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรูปพรรณที่ใชใ นโครงสรา งอาคาร หนา ที่ 11

ตารางท่ี 9 สมบัติทางกลของแหลก็ แผน
(ขอ 3.3.1)

ความตานทานแรงดึงทจ่ี ดุ ครากต่ําสดุ (เมกะปาสคาล)

ชนั้ คณุ ภาพ ความหนาของเหล็กแผน ความตานทาน ความหนาของเหลก็ ความยืด
แรงดึง แผน (มม.) ตาํ่ สดุ
SM 400 A ไมเ กิน มากกวา มากกวา มากกวา (รอ ยละ)
SM 400 B 16 มม. 16 มม. 40 มม 75 มม. ถงึ (เมกะปาสคาล)
SM 400 C ถงึ 40 มม. ถงึ 75 มม. 100 มม.

245 235 215 215 400 ถึง 510 ไมเกิน 5 23
มากกวา 5 ถงึ 16 18
SM 490 A มากกวา 16 ถงึ 50 22
24
SM 490 B 325 315 295 295 490 ถงึ 610 มากกวา 40 22
SM 490 C ไมเ กนิ 5 17
มากกวา 5 ถึง 16 21
SM 490 YA 365 355 335 325 490 ถึง 610 มากกวา 16 ถงึ 50 23
SM 490 YB มากกวา 40 19
ไมเกิน 5 15
SM 520 B 365 355 335 325 520 ถึง 640 มากกวา 5 ถึง 16 19
SM 520 C มากกวา 16 ถงึ 50 21
มากกวา 40 19
SM 570 460 450 430 420 570 ถงึ 720 ไมเกิน 5 15
มากกวา 5 ถึง 16 19
มากกวา 16 ถึง 50 21
มากกวา 40 19
ไมเ กนิ 16 26
มากกวา 16 20
มากกวา 20

เกณฑความคลาดเคลื่อนของมิติ ไดแก ความหนา ความกวาง ความยาว ขอบโคงท่ีดานเวา
และความราบ ใหเปนไปตามตารางท่ี 10 ถึง 14 โดยการทดสอบใหปฏิบัติตาม มอก.
1499 – 2541

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรปู พรรณทีใ่ ชใ นโครงสรางอาคาร หนา ที่ 12

ตารางท่ี 10 เกณฑความคลาดเคลือ่ นของความหนา
(ขอ 3.3.1)

เกณฑค วามคลาดเคล่อื น (มิลลิเมตร)

ความหนา (มลิ ลิเมตร) ความกวาง ความกวา ง ความกวา ง ความกวาง ความกวาง
นอ ยกวา 1600 มลิ ลิเมตร 2000 มลิ ลิเมตร 2500 มลิ ลิเมตร 3150 มิลลิเมตร
นอ ยกวา 1.25 1600
1.25 ถงึ นอยกวา 1.60 มลิ ลเิ มตร ถงึ นอยกวา ถึงนอ ยกวา ถงึ นอ ยกวา ถงึ 4000
1.60 ถงึ นอยกวา 2.00 2000 มลิ ลเิ มตร 2500 มลิ ลิเมตร 3150 มิลลเิ มตร มลิ ลเิ มตร
2.00 ถงึ นอยกวา 2.50
2.50 ถงึ นอ ยกวา 3.15  0.16 - - - -
3.15 ถงึ นอยกวา 4.00  0.18 - - - -
4.00 ถึงนอยกวา 5.00  0.19 - - -
5.00 ถึงนอยกวา 6.30  0.20  0.23 - - -
6.30 ถึงนอยกวา 16.00  0.22  0.25 -
16.00 ถงึ นอยกวา 25.00  0.24  0.29  0.29 - -
25.00 ถงึ นอยกวา 40.00  0.45  0.34  0.34  0.65 -
40.00 ถึงนอยกวา 63.00  0.50  0.55  0.55  0.75
 0.55  0.60  0.60  0.80  0.75
63.00 ถงึ 100.00  0.65  0.65  0.65  0.95  0.80
 0.70  0.75  0.75  1.00  0.95
 0.80  0.80  0.80  1.10  1.00
 0.90  0.95  0.95  1.30  1.10
 1.10  1.10  1.30

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรปู พรรณทใ่ี ชในโครงสรางอาคาร หนาที่ 13

ตารางที่ 11 เกณฑค วามคลาดเคลือ่ นของความกวาง
(ขอ 3.3.1)

เกณฑความคลาดเคล่อื น (มิลลเิ มตร)

ความกวา ง (มลิ ลเิ มตร) ความหนา (มิลลเิ มตร) ขอบรีด ขอบตดั
นอ ยกวา 160
นอ ยกวา 3.15 เหลก็ แผนหนา เหลก็ แผน มวนและ
160 ถึงนอยกวา 250 3.15 ถึงนอยกวา 6.00 และ เหลก็ แผน ตดั จาก ตัดปกติ ตัดแตง ซาํ้
250 ถึงนอยกวา 400 6.00 ถึงนอ ยกวา 20.00 แผน บาง แผน มว น ตดั ซอย
400 ถึงนอยกวา 630  0.30
20.00 ขึ้นไป +5 +2  0.50
นอยกวา 3.15 00
3.15 ถึงนอยกวา 6.00 -
6.00 ถึงนอยกวา 20.00 +5 +3  0.40
20.00 ขน้ึ ไป - - 00  0.50
นอยกวา 3.15
3.15 ถึงนอ ยกวา 6.00 +10 +4 -
6.00 ถงึ นอ ยกวา 20.00 00  0.50
20.00 ขน้ึ ไป +10 -  0.50
นอยกวา 3.15 0
3.15 ถงึ นอยกวา 6.00 +5 +2  0.50
6.00 ถึงนอ ยกวา 20.00 00  0.50
20.00 ขนึ้ ไป
+5 +3 -
- - 00 หนาท่ี 14

+10 +4
00
+15 -
0
+5 +2
00

+ไมร ะบุ - +5 +3
0 00

+10 +4
00
+15 -
0
+10 +3
00

+ไมร ะบุ +20 +10 +3
0 0 00

+10 +5
00

+15 -
0

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรางรูปพรรณทใี่ ชในโครงสรา งอาคาร

ตารางที่ 11 เกณฑความคลาดเคลื่อนของความกวา ง (ตอ)
(ขอ 3.3.1)

เกณฑความคลาดเคล่อื น (มลิ ลเิ มตร)

ความกวา ง (มิลลเิ มตร) ขอบรดี ขอบตดั
630 ถึงนอยกวา 1,000 ความหนา (มลิ ลิเมตร) เหล็กแผน หนา เหลก็ แผนมวนและ ตดั ปกติ ตัดแตง ซํา้
1,000 ถงึ นอ ยกวา 1,250 และ เหลก็ แผนตดั จาก ตดั ซอย
1,250 ถึงนอยกวา 1,600 แผนบาง แผน มวน -
-
1,600 ขึน้ ไป นอ ยกวา 3.15 +10 +4 -
00 -

3.15 ถึงนอยกวา 6.00 +ไมร ะบุ +25 +10 +4
00

6.00 ถึงนอ ยกวา 20.00 0 0 +10 +6
00

20.00 ข้ึนไป +15 -
0

นอยกวา 3.15 +10 +4
00

3.15 ถึงนอยกวา 6.00 +ไมระบุ +30 +10 +4
00

6.00 ถงึ นอยกวา 20.00 0 0 +15 +6
00

20.00 ขน้ึ ไป +15 -
0

นอ ยกวา 3.15 +10 +4
00

3.15 ถึงนอ ยกวา 6.00 +ไมร ะบุ +35 +10 +4
00

6.00 ถงึ นอยกวา 20.00 0 0 +15 +6
00

20.00 ขน้ึ ไป +15 -
0

นอยกวา 3.15 +10 +4
00

3.15 ถึงนอ ยกวา 6.00 +ไมร ะบุ +40 +10 +4
00

6.00 ถงึ นอ ยกวา 20.00 0 0 +รอ ยละ 1.2 +6
00

20.00 ขึ้นไป +รอ ยละ 1.2 -
0

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรูปพรรณทใี่ ชในโครงสรา งอาคาร หนาท่ี 15

ตารางท่ี 12 เกณฑความคลาดเคล่ือนของความยาว
(ขอ 3.3.1)

ความยาว (มลิ ลเิ มตร) ความหนา (มิลลเิ มตร) ขอบตัดปกติ (มลิ ลเิ มตร) ขอบตัดแตง ซํา้ (มลิ ลิเมตร)
นอยกวา 6,300 นอยกวา 6.00 +25 +5
6.00 ข้นึ ไป 0 0
6,300 ขน้ึ ไป นอ ยกวา 6.00 +25 +10
6.00 ขนึ้ ไป 0 0
+10
+รอยละ 0.5 0
0 +15
0
+รอยละ 0.5
0

หมายเหตุ เกณฑความคลาดเคลื่อนท่ีกําหนดสําหรับเหล็กแผนขอบตัดแตงซํ้า ใชสําหรับเหล็กแผน
ขอบตดั แตงซํ้าทม่ี ีความหนานอยกวา 20 มลิ ลเิ มตร

ตารางท่ี 13 ระยะเบ่ียงเบนของขอบโคงที่ดานเวา ของแผน เหลก็ แผน หนาขอบตดั และแผนบางขอบตดั
(ขอ 3.3.1)

ระยะเบี่ยงเบนของขอบโคง ทดี่ า นเวา (มิลลเิ มตร)

ความยาว (มิลลเิ มตร) ความกวาง 250 ความกวาง 630 ความกวาง 1,000
ถงึ นอยกวา 630 ถงึ นอยกวา 1,000 มิลลเิ มตร ขึ้นไป
นอยกวา 2,500 มลิ ลเิ มตร มิลลเิ มตร
2,500 ถงึ นอยกวา 4,000
4,000 ถงึ นอยกวา 6,300 54 3
6,300 ถงึ นอยกวา 10,000
86 5
10,000 ขนึ้ ไป
12 10 8

20 16 12

20 ตอ ความยาว 16 ตอความยาว 12 ตอความยาว
10,000 10,000 10,000

หมายเหตุ สําหรับเหล็กแผนหนาและเหล็กแผนบางท่ีมีความกวางนอยกวา 250 มิลลิเมตร ใหใชระยะ
เบยี่ งเบนของขอบโคง ท่ดี านเวาตามตารางท่ี 14

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรูปพรรณที่ใชใ นโครงสรา งอาคาร หนา ท่ี 16

ตารางท่ี 14 ระยะเบ่ียงเบนของขอบโคง ท่ีดานเวาของแผนเหล็กมวนขอบตดั และเหลก็ แผนแถบ
(ขอ 3.3.1)

ความกวา ง ระยะเบี่ยงเบนของขอบโคงที่ดา นเวา ตอ ความยาว 2,000 มิลลเิ มตร
นอ ยกวา 250 มลิ ลเิ มตร 8 มิลลิเมตร
250 มลิ ลเิ มตรขนึ้ ไป 5 มลิ ลิเมตร

ตารางที่ 15 ระยะเบี่ยงเบนของความราบของเหล็กแผนหนาและเหลก็ แผน บาง
(ขอ 3.3.1)

ระยะเบ่ยี งเบนของความราบ (มิลลิเมตร)

ความหนา (มลิ ลิเมตร) ความกวา ง ความกวาง ความกวาง ความกวาง ความกวา ง
นอ ยกวา 1,250 ถึงนอย 1,600 ถึงนอย 2,000 ถึงนอย 3,000 มลิ ลิเมตร
นอ ยกวา 1.60 1,250 กวา 1,600 กวา 2,000 กวา 3,000
1.60 ถงึ นอ ยกวา 3.15 มิลลเิ มตร มลิ ลเิ มตร มิลลเิ มตร มลิ ลเิ มตร ขน้ึ ไป
315 ถึงนอยกวา 4.00
4.00 ถึงนอยกวา 6.00 18 20 - - -
6.00 ถึงนอ ยกวา 10.00 16 -
10.00 ถงึ นอยกวา 25.00 18 20 - -
25.00 ถึงนอยกวา 40.00 25
40.00 ถึงนอยกวา 63.00 16 - 22
17
63.00 ถงึ 100.00 14 24 14
11
13 21 10

12 16

9 13

8 11

7 10

หมายเหตุ ระยะเบีย่ งเบนของความราบท่ีกาํ หนดในตารางท่ี 15 น้ี ใชกบั ความยาวในระยะ 2,000 มลิ ลิเมตร
สาํ หรับเหล็กแผน หนา และเหล็กแผนบางที่มีความยาวนอยกวา 2,000 มิลลิเมตร ใหใ ชความยาว
เตม็ แผน

มาตรฐานคณุ ลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรปู พรรณท่ีใชในโครงสรา งอาคาร หนา ที่ 17

3.3.2 การเกบ็ ตัวอยางทดสอบของเหล็กแผน สําหรบั งานโครงสราง

การเก็บตัวอยางทดสอบของเหล็กแผนสําหรับงานโครงสรางใหเปนไปตามขอกําหนด
ดังตอ ไปนี้

1) กรณีที่ใชเหล็กแผนสําหรับงานโครงสรางท่ีมีคุณสมบัติทางกลและขนาดหนาตัดเปนไปตาม
มอก.1499 - 2541 ไมจําเปนตองมีการทดสอบคณุ สมบัติทางกลและความคลาดเคล่ือน เวน
แตมกี ารกาํ หนดเพมิ่ เตมิ จากผอู อกแบบ

2) กรณีที่ใชเหล็กแผน สําหรับงานโครงสรา งทม่ี ีคุณสมบัติทางกลและขนาดหนาตดั ไมเปน ไปตาม
มอก.1499 - 2541 ใหทดสอบคุณสมบัตทิ างกลและความคลาดเคล่ือนโดยสถาบนั ที่เชอื่ ถอื ได
โดยการเก็บตัวอยางทดสอบ วิธีการทดสอบ และคุณสมบัติทางกลใหเปนไปตามท่ีผูออกแบบ
กําหนด คุณสมบัติทางกลท่ีทดสอบไดตองไมนอยกวาความตานทานแรงดึงที่จุดคราก
ความตา นทานแรงดึงประลัย และความยืดต่าํ สุดตามทีผ่ อู อกแบบกาํ หนด

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรปู พรรณท่ใี ชในโครงสรา งอาคาร หนา ที่ 18

บทที่ 4
ขอกาํ หนดของสลักเกลียวในงานโครงสรางอาคาร

การตอโครงสรางอาคารเหล็กรูปพรรณโดยใชสลักเกลียว มีขอกําหนดของสลักเกลียว ใหมีสมบัติ
ทางกล และคุณสมบัติดา นอ่ืน ๆ ซ่ึงใหเปนไปตาม มอก. 171 - 2530 สมบัติทางกล ไดแก ความตานทานแรง
ดึง ความแข็ง กําลังท่ีจุดคราก ความยืดตํ่าสุด และความตานทานแรงกระแทก ใหเปนไปตามตารางท่ี 16
โดยการทดสอบใหป ฏิบัตติ าม มอก. 171 - 2530

สัญลกั ษณ หมายถึง สัญลกั ษณแ สดงถึงชั้นสมบัติ ประกอบดวยตัวเลข 2 ตวั เลขหนา จุดแสดงคา 1 ใน
100 ของความตานทานแรงดึงระบุ และเลขหลังจุดแสดงคา 10 เทา ของอัตราสวนระหวางกําลังครากระบุ
หรือกําลังที่จุดยืดถาวรระบุ กับกําลังตานทานแรงดึงระบุ สัญลักษณท่ีใชท่ีสลักเกลียวหัวหกเหล่ียม
และหมุดเกลยี วหัวหกเหล่ียม แสดงในตารางท่ี 17

ตารางท่ี 16 สมบตั ิทางกลของสลกั เกลียว หมุดเกลียว และสลกั เกลียวสองขา ง

ชัน้ สมบตั ิ

รายการที่ สมบตั ทิ างกล 3.6 4.6 4.8 5.6 5.8 6.8 8.8 9.8 10.9 12.9

M16 >M16 M16

1 และ 2 ความตา นทานแรง ระบุ 300 400 500 600 800 900 900 1000 1200

ดงึ , Rm (MPa) ตาํ่ สดุ 330 400 420 500 520 600 800 830 900 1040 1220

ความแข็งวกิ เกอรส2) ตํา่ สุด 98 120 130 155 160 190 230 255 280 310 372
3 HV,F  98 นิวตนั สงู สดุ
220 250 300 336 360 362 484

4 ความแข็งบริเนลส2 ) ตา่ํ สุด 90 114 124 147 152 181 219 242 268 295 352

HB,F = 30D2 สูงสดุ 209 238 285 319 342 363 412

ตํา่ สดุ 52 67 71 79 82 89 - - - - -
HRB
ความแข็งรอกเวลล2 ) ตํ่าสุด - - - - - - 20 23 27 31 38
5 HRC
HR สงู สดุ 95 99 - - - - -
HRB
สงู สดุ - - - 30 34 36 39 44
HRC
6 ความแข็งทผ่ี วิ HV สงู สุด - 320 358 380 402 454

0.3

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรูปพรรณที่ใชในโครงสรางอาคาร หนา ที่ 19

ตารางที่ 16 (ตอ) สมบตั ิทางกลของสลักเกลียว หมุดเกลียว และสลกั เกลียวสองขา ง

7 ความเคน คราก 3) ระบุ 180 240 320 300 400 480 - - - --

ReL , MPa. ตาํ่ สุด 190 240 340 300 420 480 - - - - -
ความเคน ทจ่ี ุดยดื ระบุ - 640 640 720 900 1080
8 ถาวร ต่าํ สุด - 640 660 720 940 1100

Rp0.2 , MPa.
Sp/ReL

9 ความเคนพสิ จู น, Sp หรือ 0.94 0.94 0.91 0.94 0.91 0.91 0.91 0.91 0.91 0.88 0.88
Rp0.2

MPa. 180 225 310 280 380 440 580 600 650 830 970
10 ความยืดหลงั จากขาด รอ ยละ 25 22 14 20 10 8 12 12 10 9 8
, A5 ตํา่ สดุ
ความตา นภายใต ตาํ่ สดุ 330 400 420 500 520 600 800 830 900 1040 1220
11 ภาระรูปล่มิ
MPa.

12 ความตานทานแรง ตํา่ สุด - 25 - 30 30 25 20 15
กระแทก J
13 ความแข็งแรงของหวั ตอ งไมแ ตกรา ว4)

ความสูงของเขต - 1/2H1 2/3H1 3/4H1
เกลยี ว ตาํ่ สดุ
ทไ่ี มตองลดคารบอน
14 , E

ความลึกท่ีมกี ารลด สงู สดุ - 0.015
คารบ อนสมบรู ณ
G มลิ ลิเมตร

หมายเหตุ 1) สลักเกลียวท่ีใชกับโครงสรางรับแรงกําลังสูง ใหใชกับขนาดเสนผานศูนยกลางระบุต้ังแต 12
มลิ ลิเมตรขนึ้ ไป

2) คํานวณความแข็งตามมาตรฐาน มอก.การทดสอบเหล็ก และเหล็กกลา เลม 1 การทดสอบ
ความแข็งวิกเกอรส สําหรับเหล็กกลา เลม 2 การทดสอบความเข็งบริเนลลสําหรับเหล็กกลา
และเลม 3 การทดสอบความแข็งรอกเวลลส ําหรับเหล็กกลาเกรด B และ C มอก.244 เลม 1
เลม 2 และเลม 3

3) ในกรณที ไ่ี มมคี าความเคน คราก ใหว ดั คา ความเคนทจี่ ดุ ยดื ถาวรแทน

4) หมดุ เกลยี วทมี่ เี กลียวตลอด เกลยี วแรกจากหัวอาจแตกรา วไดแตตอ งไมห ลุดออกจากกัน

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรูปพรรณทีใ่ ชใ นโครงสรางอาคาร หนา ท่ี 20

ตารางที่ 17 สัญลกั ษณทีใ่ ชท ่สี ลกั เกลียวหัวหกเหลย่ี ม และหมดุ เกลยี วหวั หกเหลี่ยม
ชนั้ สมบัติ 3.6 4.6 4.8 5.6 5.8 6.8 8.8 9.8 10.9 12.9
สญั ลักษณ 3.6 4.6 4.8 5.6 5.8 6.8 8.8 9.8 10.9 12.9

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรูปพรรณทใี่ ชใ นโครงสรา งอาคาร หนา ที่ 21

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรปู พรรณที่ใชใ นโครงสรา งอาคาร หนา ท่ี 22

บทที่ 5
ขอกาํ หนดของลวดเช่ือมทใี่ ชในงานเชื่อมโครงสรา งอาคาร

ในงานเช่ือมโครงสรางอาคารเหล็กรูปพรรณ ตองเปนไปตามขอกําหนดลวดเชื่อมไฟฟามสี ารพอกหุมและ
เนอื้ โลหะเติมแลว (deposited metal) ในสภาพการเชื่อม (as - welded condition) และสภาพผานกรรมวิธี
ทางความรอนหลังเช่ือม (post - weld heat - treated condition) สําหรับการเชื่อมอารกโลหะดวยมือ
ของเหล็กกลาไมเจือ และเกรนละเอียดที่มีคาความตานการครากตํ่าสุด (minimum yield strength) ไมเกิน
500 เมกะปาสคาล หรือความตา นทานแรงดงึ ตํา่ สดุ (minimum tensile strength) ไมเ กนิ 570 เมกะปาสคาล

การจําแนกประเภทโดยใชระบบยึดถือความตานทานการคราก และคาเฉลี่ยพลังงานกระแทกของ
เน้ือโลหะเช่ือมท่ี 47 J (ระบบ A ตาม มอก.49 - 2556) หรือใชระบบยึดถือความตานทานการคราก และ
คาเฉลีย่ พลงั งานกระแทกของเน้ือโลหะเชื่อมท่ี 27 J (ระบบ B ตาม มอก.49 - 2556)

ยอ หนา และตารางตาง ๆ ท่ีมีอักษร “A” ตอทาย ใหใชกับลวดเช่ือมไฟฟามีสารพอกหุม ประเภทในระบบ
ยึดถือความตานทานการคราก และคาเฉลี่ยพลังงานกระแทกของเน้ือโลหะเชอ่ื มที่ 47 J เทา นัน้

ยอหนา และตารางตาง ๆ ที่มีอักษร “B” ตอทาย ใหใชกับลวดเช่ือมไฟฟามีสารพอกหุม ประเภทในระบบ
ยดึ ถือความตานทานการคราก และคา เฉลยี่ พลงั งานกระแทกของเน้ือโลหะเชือ่ มที่ 27 J เทา นั้น

ยอหนา และตารางตาง ๆ ท่ีไมมีอักษร “A” และ “B” ตอทาย ใหใชกับลวดเชื่อมไฟฟามีสารพอกหุม
ท้ังสองประเภท

ลวดเช่ือมจะมีสัญลักษณเริ่มตน ดวยอักษร “E” หมายถึง กระบวนการเช่ือมอารกโลหะดวยมือ สําหรับ
สัญลกั ษณหลังจาก “E” แสดงถึง สมบัตทิ างกล ไดแก ความตา นแรงดงึ และความยดื ในตารางที่ 18 (ระบบ A)
และ 19 (ระบบ B) และสมบัติการกระแทกโดยระบุอุณหภูมทิ ่ีใชในการทดสอบเฉพาะระบบ A ในตารางที่ 20
นอกจากนี้จะมีสญั ลักษณอ ่ืน ๆ ท่ีแสดงถึง ชนิดของสารพอกหุมซงึ่ ขึ้นกับตําแหนงการเชอ่ื ม และชนดิ กระไฟฟา
ทีใ่ ชใ นตารางท่ี 21 (ระบบ A) และ 22 (ระบบ B)

สําหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเพ่ือกําหนดคุณลักษณะของลวดเชื่อมรวมถึงวิธีการทดสอบ ใหเปนไปตาม
มอก. 49 - 2556

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรูปพรรณที่ใชในโครงสรา งอาคาร หนา ที่ 23

ตารางท่ี 18 สัญลกั ษณส ําหรับความตานทาน และความยดื ของเนื้อโลหะเชื่อม
(การจาํ แนกประเภทตามความตา นทานคราก และพลงั งานกระแทกของเน้อื โลหะเชื่อมที่ 47 J)

สญั ลักษณ คา ความตา นการครากตํ่าสดุ ก ความตา นทานแรงดงึ ความยดื ตํา่ สุดข
(เมกะปาสคาล)
(เมกะปาสคาล) %

35 355 440 ถึง 570 22
38 380 470 ถึง 600 20
42 420 500 ถึง 640 20
46 460 530 ถึง 680 20
50 500 560 ถึง 720 18
หมายเหตุ

ก ใหใชค วามตา นการครากต่าํ สดุ (RcL) เมื่อการครากเกดิ ข้ึน หรอื ใชค วามตานพิสูจนรอ ยละ 0.2 Rp0.2

ข ความยาวพิกัดเทากับ 5 เทาของเสน ผานศนู ยกลางของตวั อยา งทดสอบ

ตารางที่ 19 สญั ลกั ษณสําหรบั ความตานทาน และความยดื ของเนือ้ โลหะเช่ือม
(การจาํ แนกประเภทตามความตานทานคราก และพลงั งานกระแทกของเนอื้ โลหะเชื่อมท่ี 27 J)

สัญลักษณ ความตานแรงดงึ ต่าํ สุด
(เมกะปาสคาล)

43 430
49 490
55 550
57 570

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรูปพรรณทใี่ ชใ นโครงสรา งอาคาร หนา ท่ี 24

ตารางท่ี 20 สญั ลักษณข องสมบัตกิ ารกระแทกของเนอื้ โลหะเชื่อม
(การจาํ แนกประเภทตามความตา นทานคราก และพลงั งานกระแทกของเนื้อโลหะเชื่อมท่ี 47 J)

สัญลกั ษณ อณุ หภูมิของพลังงานกระแทกเฉล่ียต่าํ สุด 47 J
(องศาเซลเซียส)

Z ไมกําหนด
A +20
00
527 -20
3 -30
4 -40
5 -50
6 -60

ตารางที่ 21 สญั ลักษณช นดิ สารพอกหมุ
(การจําแนกประเภทตามความตา นทานคราก และพลังงานกระแทกของเน้อื โลหะเช่ือมท่ี 47 J)

สัญลักษณ ชนดิ สารพอกหุม
A สารพอกหุม ที่เปนกรด
C สารพอกหุมทีเ่ ปน เซลลูโลส
R สารพอกหุมท่เี ปนรูไทล
RR สารพอกหุม ท่เี ปน รูไทลหนา
RC สารพอกหุม ที่เปน รูไทล - เซลลโู ลส
RA สารพอกหุม ท่เี ปนกรด - รไู ทล
RB สารพอกหมุ ทเ่ี ปนดาง - รไู ทล
B สารพอกหุมทเ่ี ปนดาง

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรูปพรรณทใี่ ชในโครงสรา งอาคาร หนา ท่ี 25

ตารางที่ 22 สัญลักษณชนิดสารพอกหมุ
(การจาํ แนกประเภทตามความตา นทานคราก และพลงั งานกระแทกของเนอื้ โลหะเชื่อมท่ี 27 J)

สัญลักษณ ชนดิ สารพอกหุม ตาํ แหนง การเช่อื ม ชนดิ กระแสไฟฟา
03 ดาง - รูไทล ทกุ ตําแหนง a.c. และ d.c. (±)
10 เซลลูโลส ทุกตําแหนง d.c. (+)
11 เซลลูโลส ทกุ ตาํ แหนง a.c. และ d.c. (+)
12 รูไทล ทุกตาํ แหนง a.c. และ d.c. (-)
13 รไู ทล ทุกตาํ แหนง a.c. และ d.c. (±)
14 รไู ทล - ผงเหล็ก ทุกตําแหนง a.c. และ d.c. (±)
15 ดา ง ทกุ ตําแหนง d.c. (+)
16 ดาง ทกุ ตําแหนง a.c. และ d.c. (+)
18 ดา ง - ผงเหล็ก ทกุ ตําแหนง a.c. และ d.c. (+)
19 อลิ เมไนต ทุกตาํ แหนง a.c. และ d.c. (±)
20 เหลก็ ออกไซต PA PB a.c. และ d.c. (-)
24 รไู ทล - ผงเหล็ก PA PB a.c. และ d.c. (±)
27 เหล็กออกไซต+ ผงเหล็ก PA PB a.c. และ d.c. (±)
28 ดา ง+ผงเหลก็ PA PB PC a.c. และ d.c. (+)
40 ไมไ ดร ะบุ ตามคําแนะนาํ ของผทู ํา
45 ดาง ทุกตาํ แหนง d.c. (+)
48 ดาง ทุกตําแหนง a.c. และ d.c. (+)
หมายเหตุ

ก PA=แนวราบ PB=แนวระดับตอ ฉาก PC= แนวระดบั PG= แนวตงั้ เชอื่ มลง
ข a.c. = ไฟฟากระแสสลบั d.c.= ไฟฟา กระแสตรง
ค การระบุ “ทุกตําแหนง ” อาจรวมหรอื ไมร วมตาํ แหนง แนวตง้ั เชอ่ื มลง (PG) ซงึ่ ตองระบใุ นเอกสารของผผู ลติ

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรปู พรรณท่ใี ชใ นโครงสรางอาคาร หนา ท่ี 26

บทท่ี 6
ขอกาํ หนดในการเตรียม และประกอบชน้ิ งาน การติดต้งั และการควบคมุ คณุ ภาพสําหรับงาน

อาคารเหลก็ โครงสราง

6.1 แบบรายละเอียดประกอบการกอ สรา ง และแบบขยายการตดิ ต้ัง

แบบรายละเอียดประกอบการกอสราง และแบบขยายการติดต้ังควรถูกเตรียมลวงหนากอนการติดตั้ง
สําหรับข้ันตอนการกอสราง การประกอบชิ้นงาน และใหขอมูลท่ีจําเปนใหครบถวนสาํ หรับการประกอบติดต้ัง
ช้ินสวนของโครงสรางเหลก็ รวมถงึ ตาํ แหนงทีต่ ิดต้งั ชนิด ขนาดของลวดเชอ่ื ม และสลกั เกลียว แบบรายละเอียด
ประกอบการกอสราง และแบบขยายการติดต้ังตองจําแนกความแตกตางไดอยางชัดเจนระหวาง
แบบรายละเอียดประกอบการกอสราง และการเช่ือมในที่ และสลักเกลียว และควรระบุใหชัดเจนวาเปนจุดตอ
ของสลักเกลียวแบบใสแรงดึงกอน หรือจุดตอของสลักเกลียวกําลังสูงแบบเล่ือนวิกฤติ แบบรายละเอียด
ประกอบการกอสรางและแบบขยายการตดิ ตั้ง ควรพิจารณาถึงความรวดเร็วในการทํางาน และความประหยัด
ในการประกอบชนิ้ งานและการติดตั้ง

6.2 การประกอบช้นิ งาน

6.2.1 การยกโคงหลงั เตา การยกเผ่ือการแอน ตัว การดดั โคง และการดดั ใหต รง ดว ยความรอน

การใชค วามรอ นหรือการดดั ดวยเครอ่ื งจักรเฉพาะจุด ในการปรับแกช ิ้นสวนทเ่ี ปนโคงหลังเตา
โคงแอนตัว เพื่อเหยียดใหกลับมาตรง อุณหภูมิในบริเวณท่ีถูกความรอนควรไมเกิน 1,200
องศาฟาเรนไฮต หรือ 649 องศาเซลเซียส

6.2.2 การตัดช้นิ สวนดวยความรอน

6.2.2.1 ขอบของช้ินสวนเหล็กท่ีถูกตัดดวยความรอนจะตองมีความเรียบและสะอาด ปราศจาก
เศษโลหะ ยกเวนขอบดานปลายอิสระท่ีถูกตัดดวยความรอ นที่จะรับความเคนดงึ ซ่ึงตอ ง
ไมมีรองปลายมนที่ลึกเกินกวา 5 มิลลิเมตร (3/16 นิ้ว) และปราศจากรอยบากรูปตัววี
สําหรับรอง และรอยบากท่ีลึกเกินกวา 5 มิลลิเมตร (3/16 นิ้ว) จะตองเอาออกโดย
การเจยี หรือเชื่อมปด

6.2.2.2 มุมหักเขาขางในควรเขามุมดวยการเปล่ียนโคง โดยมีรัศมีไมเกินกวาท่ีตองการใหพอดี
จุดตอ พื้นผิวที่ติดกันตองไมมีการเย้ืองหรือตัดผานเสนสัมผัส มุมท่ีไมตอเนื่อง
ซึ่งวัสดุทั้งสองดานของมุมหักเขาขางในที่ไมตอเน่ืองถูกเช่ือมตอกับชิ้นคู เพื่อปองกัน
การเสียรูป และสัมพันธกับความเคนรวมศูนยที่มุม มุมหักเขาขางในท่ีมีรัศมีระหวาง

มาตรฐานคณุ ลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรปู พรรณที่ใชใ นโครงสรางอาคาร หนาท่ี 27

10 – 13 มิลลิเมตร (1/2 - 3/8 น้ิว) สามารถยอมรับไดสําหรับงานที่รับน้ําหนักบรรทุก
แบบสถิต โดยท่ชี นิ้ สวนตองยึดเขา ดวยกันอยา งแนนหนา

6.2.3 การตดั ขอบใหเรียบ

การตัดขอบของชิ้นสวนดวยความรอนในแผนเหล็กหรือเหล็กรูปพรรณไมจําเปนตอง
ทําใหเรียบ ยกเวนจะระบุในรายการประกอบแบบ หรือจําเปนตองทําใหเรียบเพ่ือเตรียมพื้นผิว
สําหรบั งานเชอ่ื ม

6.2.4 การเช่อื ม

เทคนิคในการเช่ือม ชางฝมือ ลักษณะ และคุณภาพของงานเชื่อม รวมถึงวิธีการเชื่อม
(ดังแสดงในตารางท่ี 23 กําหนดขนาดขาเล็กสุดของรอยเช่ือม) ใหเปนไปตามมาตรฐาน AWS
D1.1/D1.1M ยกเวน ระบุเปนอยางอนื่

6.2.4.1 การเวน ระยะสําหรับงานเช่อื มช้นิ สวนโครงสรางเหล็ก

ชา งฝม ืองานเชื่อม ควรเวนระยะหางในการเชือ่ มชนชน้ิ งานแบบรอง (butted weld)
ตามรูปท่ี 1

รูปที่ 1 ระยะหา งในการเช่ือมชนช้นิ งานแบบรอ ง หนา ท่ี 28
(ขอ 6.2.4.1)

มาตรฐานคณุ ลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรปู พรรณท่ใี ชในโครงสรางอาคาร

ตารางท่ี 23 ขนาดขาเล็กสดุ ของรอยเชอื่ ม
(ขอ 6.2.4)

ความหนาของชนิ้ งานเช่อื ม ขนาดขาเลก็ สดุ ของรอยเชอ่ื ม

นวิ้ มลิ ลเิ มตร นิ้ว มิลลเิ มตร
T ≤ 1/4 T≤6 1/8 3
1/4 < T ≤ 1/2 6 < T ≤ 12 3/16 5
1/2 < T ≤ 3/4 12 < T ≤ 20 1/4 6
3/4 < T 20 < T 5/16 8

6.2.4.2 ความคลาดเคล่ือนของแผน เหล็กเสริมกาํ ลัง (stiffeners)

(1) เม่ือมีการใชแผนเหล็กเสริมเอวแบบพอดี (tight fit) ชองวางท่ียอมใหระหวาง
แผนเสรมิ เอวและปก คานไมค วรเกิน 2 มิลลเิ มตร (1/16 นิ้ว)

(2) ความไมตรง (out – of - straightness) ของแผนเสริมเอว จะตองไมเกิน
12 มลิ ลิเมตร (1/2 น้วิ ) สําหรบั คานที่มคี วามลกึ ไมเกนิ 1.8 เมตร (6 ฟตุ ) และจะตอง
ไมเกิน 20 มิลลิเมตร (3/4 นิ้ว) สําหรับคานที่มีความลึกเกิน 1.8 เมตร (6 ฟุต)
โดยคาํ นงึ ถึง ช้นิ สว นในองคอ าคารของโครงขอ แขง็

(3) ความไมตรง (out – of - straightness) ของแผนรองรับแรงกด จะตองไมเกิน
6 มิลลิเมตร (1/4 น้ิว) สําหรับคานท่ีมีความลึกเกิน 1.8 เมตร (6 ฟุต) หรือจะตอง
ไมเกิน 12 มิลลิเมตร (1/2 นิ้ว) สําหรับคานท่ีมีความลึกเกิน 1.8 เมตร (6 ฟุต)
โดยแนวเสนผานศูนยกลางจริงของแผน รองรับแรงกด ไมควรคลาดเคลื่อนจากที่ระบุ
ในแบบเกินความหนาของแผนรองรับแรงกด

6.2.4.3 สภาพงานเชื่อม

รอยเช่ือมทุกแนว ยกเวนระบุเปนอยา งอ่ืน ควรปราศจากรอยราว รอยเชื่อมเหล่ือม
และมสี ภาพผวิ ที่ยอมรบั ไมได ดังรูปที่ 5

(1) รอยเชื่อมเขาฉาก (fillet weld) ควรมีสภาพผิวงานเชื่อมเปนลักษณะ โคงนูน
(convex) เรียบ (flat) หรอื คอ นขา งโคงเวา (concave) ดังแสดงในรูปท่ี 2

มาตรฐานคณุ ลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรปู พรรณทใี่ ชใ นโครงสรา งอาคาร หนา ที่ 29

ขาเช่ือม ขาเชือ่ ม ขาเชอ่ื ม ขาเชอื่ ม

ขาเชือ่ ม ขาเชอ่ื ม ขาเชอ่ื ม ขาเชือ่ ม

(ก) รอยเช่ือมเขา ฉากท่ีนาพอใจ (ข) รอยเช่ือมเขาฉากทีพ่ อรบั ได

รูปที่ 2 รอยเช่ือมทีใ่ ชไ ด
(ขอ 6.2.4.3)

(2) รอยเชื่อมที่มีสภาพตามรูปที่ 5 ไมควรนํามาใชงานที่จุดปลายของรอยเชื่อม
นอกความยาวประสิทธผิ ล ยกเวนสาํ หรบั การเชื่อมแหวง (undercut)

ตารางที่ 24 ผวิ เช่ือมแบบโคง นนู ควรมีขนาดไมเกินคา ตอไปนี้
(ขอ 6.2.4.3)

ความกวางของผวิ รอยเชื่อม (W) ระยะโคงนูน (c)
W ≤ 5/16 น้วิ (8 มิลลิเมตร) 1/16 นิว้ (2 มลิ ลิเมตร)
W > 5/16 นิ้ว (8 มิลลิเมตร) to W < 1 นิว้ (25
มิลลเิ มตร) 1/8 นวิ้ (3 มลิ ลิเมตร)
W≥1 นวิ้ (25 มิลลิเมตร)
3/16 น้วิ (5 มลิ ลิเมตร)

(3) ลักษณะโคงนูน ยกเวนรอยเช่ือมดานนอกทข่ี อตอ มมุ ระยะโคงนูน (C) ตองไมเกินคา
ในตารางท่ี 24

ขาเชอ่ื ม ขาเชอื่ ม ขาเชื่อม ขาเช่อื ม ขาเชื่อม ขาเช่อื ม

เช่ือมไมเตม็ เช่อื มโคง นูนมากไป ขอบแหวง เช่ือมลนขอบ เชื่อมขาดไป เชอื่ มไมส มบรู ณ

รปู ที่ 3 รอยเช่อื มเขาฉากท่ีใชไมไ ด
(ขอ 6.2.4.3)

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรางรปู พรรณท่ใี ชในโครงสรางอาคาร หนา ท่ี 30

(4) รอยเชอื่ มแบบรอง หรือรอยเชื่อมชน รอยเชื่อมแบบรองควรเชื่อมใหมผี ิวรอยเชอ่ื มนูน
ตามระยะข้ันต่ํา ถาไมไดระบุเปนอยางอ่ืน ในกรณีเชื่อมชนและรอยตอเขามุม
ความสูงของผิวรอยเชื่อมจะตองไมเกิน 3 มิลลิเมตร (1/8 น้ิว) (ดังแสดงในรูปที่ 4
และรปู ที่ 5)

(5) รอยเชื่อมจะตอ งเปลย่ี นแปลงอยา งคอยเปนคอยไปในระนาบหนา ตัดสัมผัส ตองไมมี
การตัดแหวง ยกเวนมีคา ที่ยอมให

รอยเชอื่ มชนมีความหนาเสมอแผน เหล็ก รอยเชือ่ มชน ท่ีแผน เหล็กหนาไมเทา กนั

เมอื่ คา R ตองไมเกนิ 3 มลิ ลิเมตร (1/8 น้วิ )

รปู ท่ี 4 รอยเช่ือมเขา รองท่ียอมรับได เม่อื ตอ งการเชอ่ื มชนชิน้ งาน
(ขอ 6.2.4.3)

เชอื่ มโคง นูนมากเกนิ ไป เชือ่ มไมเต็ม เชอ่ื มแหวง เช่ือมลนขอบ

รูปที่ 5 รอยเชอ่ื มเขารอ งที่ยอมรบั ไมได เม่อื ตอ งการเช่อื มชนช้นิ งาน
(ขอ 6.2.4.3)

6.2.4.4 ผิวรอยเชื่อมแบบเรียบ รอยเช่ือมชนเม่ือตองการผิวเรียบ ตองไมทําใหความหนาลดลง
รอยเชื่อมตองไมบางกวาความหนาช้ินงาน หรือควรหนามากกวาช้ินงาน 1 มิลลิเมตร
(1/32 นิ้ว) หรอื 5 เปอรเ ซ็นตของความหนาชิ้นงาน แลวแตจ ํานวนใดจะนอ ยกวา ความสูง
ของผิวรอยเชื่อมที่เหลืออยูควรจะมากกวา 1 มิลลิเมตร (1/32 นิ้ว) อยางไรก็ตาม
เนอ้ื เหลก็ ท่จี ะถูกขัดออกจะตองทําอยา งคอ ยเปน คอยไป อยา ใหเกิดการกัดแหวงชน้ิ งาน

6.2.4.5 วิธีตกแตงผิวรอยเช่ือม รอยบิ่น และรอง สามารถใชการขัดในการตกแตงได หากมี
การกําหนดการตกแตงพื้นผิว ความขรุขระของผิวไมควรเกิน 6.3 ไมโครเมตร (250
ไมโครนิ้ว) พ้ืนผิวรอยเช่ือมที่ตกแตงแลวไมค วรมีคาเกิน 3.2 ไมโครเมตร (125 ไมโครนิ้ว)
ถึง 6.3 ไมโครเมตร (250 ไมโครนิ้ว) หากตกแตงขนานไปกับทิศทางของหนวยแรงหลัก

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรางรปู พรรณท่ใี ชในโครงสรา งอาคาร หนา ที่ 31

ของชิ้นสวน และ มีคานอยกวาหรือเทากับ 3.2 ไมโครเมตร (125 ไมโครน้ิว) หากตกแตง
ในทิศทางใด ๆ

6.2.4.6 เทคนิคสําหรบั การเชื่อมแบบอดุ รู (plug weld) หรอื อดุ รอง (slot weld)

(1) การเชอ่ื มแบบอุดรู (plug weld) โดยใชลวดเช่อื มแบบไฟฟา SMAW (shield metal
arc welding) หรือการเช่ือมดวยแกซ GMAW (gas metal arc welding) ยกเวน
ตอเชือ่ มตอ ไฟแบบลดั วงจร (GMAW - S) และการเช่ือมแบบฟลกั ซคอร FCAW (flux
cored arc welding) กระบวนการควรเปน ดงั นี้

(ก) ทาเช่ือมแนวราบใหเริ่มจากจุดกลางรู แลวเช่ือมวนขึ้นจนเต็มรูจากลางขึ้นบน
เศษลวดเชื่อมจะถูกหลอมละลาย ลอยขึ้นดานบน เมื่อเย็นตัวแลวก็ถูกกําจัด
ออกไป

(ข) ทาเช่ือมแนวด่ิงใหเร่ิมจากดานลา งของรูเช่ือมเติมขึ้นดานบนจนเต็มรู เศษลวด
เชอื่ มจะถกู หลอมละลายลอยออกมาดานนอก เมือ่ เย็นตัวแลวกถ็ กู กาํ จดั ออกไป

(ค) ทา เช่อื มแบบเหนือศีรษะใหเริ่มจากจุดศนู ยกลางรแู ลว เช่ือมวนจนเต็มรู เศษลวด
เช่ือมจะลอยออกมาดานนอก เม่ือเย็นตัวแลวจะถูกกําจัดออกไป เชื่อมเติมใหม
ใหเต็มความลึกท่ีตองการ

(2) การเช่ือมแบบอุดรอง ใชเทคนิคเดียวกับการอุดรู แตถารองมีความยาวมากเกินกวา
3 เทาความกวาง หรือรองที่ตองเช่ือมติดขอบของช้ินงาน ใหใชเทคนิคเดียวกับทา
เชอ่ื มเหนือศรี ษะ

6.2.4.7 งานซอมรอยเช่อื ม

ในการเอาโลหะเช่ือมออกหรือการแบงโลหะฐาน อาจใชเครื่องจักรในการฝน
การเลาะ หรือการแซะ โดยไมควรทําใหโลหะเช่ือมขางเคียงหรอื โลหะฐานเกิดแหวงหรือ
เปนรอย และไมควรใชการแซะดวยออกซิเจนกับเหล็กท่ีผานการชุบแข็งและอบคืน
หลังจากกําจัดรอยเชอ่ื มออกแลว ตองทําความสะอาดผิว กอนทําการเช่ือมใหม รอยเชื่อม
ใหมจ ะตองชดเชยขนาดขาเชอ่ื มทีข่ าดไป

(1) ทางเลือกของผูรับจาง
ผูรับจางมีทางเลือกระหวางการซอมแซมหรือเปลี่ยนรอยเชื่อม สําหรับ

รอยเช่ือมที่ไมสามารถยอมรับได ยกเวนมีการปรับแกตามวิศวกรแนะนํา งานซอม
จะตองถูกนําไปทดสอบดวยวิธีการ และคุณภาพเดียวกับงานเดิม ถาผูรับจางใช
วิธกี ารซอมแซมรอยเชอ่ื ม การซอ มแซมตอ งนั้นมีการแกไ ขดงั ตอ ไปน้ี

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหลก็ โครงสรา งรปู พรรณทีใ่ ชใ นโครงสรางอาคาร หนาท่ี 32

(ก) รอยเช่อื มเหลือ่ มกนั รอยเช่ือมมสี วนโคงนนู เกินไป ตองถกู กําจัดออกไป
(ข) เช่ือมโคงเวาเกินไป หรือเชื่อมแลวมีรูเหมือนปลองภูเขาไฟ เช่ือมแลวขนาด

ขาเช่ือมเล็กกวาแบบ หรือการตัดแหวงช้ินงาน ตองมีการเตรียมพ้ืนผิวเหมือน
หวั ขอ ทําความสะอาดผิวเชอื่ ม แลว เชอื่ มเติม
(ค) ลวดเช่ือมที่ละลายไมสมบูรณ เชื่อมพรุนมากเกินไป หรือเชื่อมมีตะกรัน
สว นท่ยี อมรบั ไมไดจะถูกกาํ จัดออกไปแลวเชื่อมใหม
(ง) เกิดรอยราวในรอยเชื่อม หรือเกิดรอยราวในช้ินงาน จะตองมีการตรวจสอบ
ขอบเขตของรอยราว โดยการใชกรดกัด การตรวจสอบดวยอนุภาคแมเหล็ก
ยอมทดสอบแทรกซึม หรือการทดสอบท่ีมีคุณภาพอ่ืน รอยราว และโลหะที่
สมบูรณท่ีอยูถัดออกไปจากรอยราวเปนระยะ 50 มิลลิเมตร (2 น้ิว) จะตอง
ถกู กาํ จัดออกแลว เชื่อมใหม

(2) ขอ จํากดั ของอุณหภมู ทิ ี่ใชใ นงานซอ ม
เมื่อชิ้นงานอาจมกี ารบิดตัวควรใชวิธีทางกลทําใหตรงภายในระยะท่ียอมให

เมื่อเกิดการบิดงอ ความรอนที่ใชในงานเช่ือมตอง ไมเกิน 600 องศาเซลเซียส
(1,100 องศาฟาเรนไฮต) สําหรับเหล็กกลาชุบแข็ง และตองไมเกิน 650 องศา
เซลเซยี ส (1,200 องศาฟาเรนไฮต) สําหรับเหล็กอื่น สวนท่ีถกู ใหค วามรอนเพ่ือทาํ ให
เหล็กตรงจะตองปราศจากความเคน และแรงภายนอก ยกเวน ความเคนน้ัน
เปนผลจากการใชเครื่องจักรกลในการทําใหตรง ที่ใชการประยุกตความรอนในการ
เช่ือม

(3) การอนุมตั ิโดยวศิ วกร
ควรมีการอนุมัติจากวิศวกร กอนมีการซอมแซมโลหะฐาน รอยแตกราว ซอ ม

รอยเช่ือมท่ีมีความบกพรอง หรือแกไขการออกแบบเพ่ือทดแทนขอบกพรอง วิศวกร
ควรไดร บั รูปญหากอนท่ีช้ินสวนท่ีเชอื่ มแลว นนั้ จะถูกแกไ ข

6.2.4.8 รอยเชือ่ มท่ียอมรับไมไดทเ่ี ขา ไมถงึ

หากหลังจากที่เกิดรอยเชื่อมที่รับไมไดแลวยังมีการทํางานตอ ทําใหรอยเชื่อมนั้น
ไมส ามารถเขาถึงได หากมีการกําหนดใหแกไขรอยเชอ่ื มน้ันภายหลัง สามารถทําไดโ ดยใช
การทํางานอน่ื เพ่มิ เติมเพอ่ื แกไขตามการออกแบบสําหรบั แกไขที่ไดร ับการอนุมตั ิแลว

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรูปพรรณทใี่ ชใ นโครงสรางอาคาร หนาท่ี 33

6.2.4.9 รอยเช่ือมยกขอบ (peening)

รอยเชื่อมยกขอบ อาจถูกนํามาใชในชั้นรอยเชื่อมเพื่อควบคุมความเคนจาก
การหดตัวในรอยเชื่อมท่ีหนา เพื่อปองกันรอยเช่ือมรา ว หรือบิดตัว ไมควรเช่ือมยกขอบ
ท่ีฐานรอยเช่ือม (root) ผิวรอยเชื่อม หรือโลหะฐานที่ขอบ ควรระมัดระวังการเหล่ือม
หรอื รอยรา วของรอยเช่อื ม หรือโลหะฐาน

6.2.4.10 การเชื่อมปด รู (caulking)
การเชื่อมปดรคู อื การใชว ิธีทางกลในการเชอ่ื มผิว โดยทําใหโลหะฐานและวัสดุเชอ่ื ม

เกิดการเสียรูปแบบพลาสติก (plastic deformation) การเช่ือมปดรูน้ีหามใชกับโลหะ
ฐาน ทม่ี คี วามเคน จุดครากระบมุ ากกวา 345 เมกะปาสคาล (50 กิโลปอนด/ตารางนว้ิ )

สําหรับแผนเหล็กชิ้นงานฐานท่ีมีความเคนจุดครากระบุอยางนอยเทากับ 345
เมกะปาสคาล (50 กโิ ลปอนด/ตารางน้ิว) การเช่ือมปด รนู ้ี ทําไดตอเม่ือ

(ก) ตรวจสอบแลวมีความสมบรู ณ และยอมรบั ได
(ข) การเชอื่ มอุดรูนม้ี คี วามจาํ เปน และปองการการวบิ ัติ
(ค) เปนเทคนคิ และขอจํากัดที่ไดร ับอนมุ ตั ิจากวศิ วกร

6.2.4.11 การทําความสะอาดรอยเชือ่ ม (weld cleaning)

(1) ในระหวางการเชื่อม ควรกําจัดตะกรันและแปรงทําความสะอาดรอยเชอื่ มและโลหะ
ฐานขางเคียง ขอกําหนดนี้ควรใชทั้งบริเวณที่ทํางานเรียบรอย และบริเวณที่อยู
ระหวา งทาํ งานแตย งั ไมเ รยี บรอย

(2) การทําความสะอาดรอยเช่ือมที่สมบูรณแลว ควรจํากัดตะกรันออกจากรอยเช่ือม
ท่ีสมบูรณ ควรแปรงตะกรันออกใหหมด หรือใชวิธีการอ่ืนท่ีเหมาะสม ซ่ึงการทํา
ความสะอาดน้ีจะมีประโยชนตอการทดสอบแบบไมทําลายดวย และควรทาสี
รอยเชอื่ มหลังไดร บั การอนุมัตแิ ลว

6.2.5 การยดึ ดวยสลกั เกลยี ว

ชน้ิ สว นทย่ี ึดดว ยสลักเกลียวจะตอ งยึดดว ยหมุด หรือสลกั เกลียวใหต ึงเทากันทุกตัว การใสห มุด
ไมมีเกลียวในรูสลักเกลียวขณะทําการประกอบ จะตองไมทําใหเหล็กเสียรูปหรือไปขยายขนาด
รเู จาะ รูเจาะทม่ี ีขนาดไมเ หมาะสมกับสลกั เกลียวจะทําใหถกู ปฏิเสธการผา นงานได

มาตรฐานคุณลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรปู พรรณทใ่ี ชในโครงสรา งอาคาร หนาท่ี 34

ถาใชสลักเกลียวกําลังสูง ยกเวน การเจาะรูดวยความรอน ยอมใหผิวไมเรียบไดไมเกิน 25
ไมโครเมตร (1,000 ไมโครนิ้ว) การแซะ (gouges) ตอ งไมเกินความลกึ หรือ 2 มลิ ลิเมตร (1/16นิว้ )
ยอมใหเ จาะดว ยแรงดนั น้าํ

อนุญาตใหใชแผน รองปรับระดับแผนเหล็กทําเปนรอ งเวนระยะเทา ๆ กัน (finger shims) ที่มี
ความหนาไมเกิน 6 มิลลิเมตร (1/4 นิ้ว) ภายในจุดตอไดโดยไมทําใหกําลังท่ีใชในการออกแบบ
เปล่ียนแปลง ทศิ ทางการวางลมิ่ ปรบั ระดับไมข ึน้ กับทศิ ทางของน้ําหนกั บรรทกุ ทีก่ ระทํา

กอนทําการติดตั้ง อุปกรณยึดประกอบตองเก็บรักษาอยางเหมาะสม ปราศจากฝุนละออง
และความชื้น ไมนําอุปกรณท่ีสกปรก หรือเกิดสนิม มาใชประกอบติดตั้งช้ินงาน และไมทํา
ความสะอาด หรอื แกไข เปลี่ยนแปลงอปุ กรณใ หตางไปจากสภาพจากโรงงาน สาํ หรับจุดตอแบบขัน
แนนพอดี (snug - tightened Joints) ใหทําการติดตั้งสลักเกลียวตามหัวขอ 8.2.5.1 สวนจุดตอ
แบบใสแรงดึงกอน หรือแบบเล่ือนวิกฤต (pretension or slip - critical) ใหทําการติดต้ัง
สลกั เกลยี วตามขอ แนะนาํ ของผผู ลิต

6.2.5.1 จุดตอ แบบขนั แนน พอดี (snug - tightened joints)

รูเจาะของสลักเกลียวตองอยูตรงแนวที่สามารถใสสลักเกลียวไดโดยไมทําใหเกลียว
เกิดความเสียหาย ใสสลักเกลียวในทุกรูเจาะพรอมแหวนรองในตําแหนง และขันแปน
เกลยี วเพอ่ื ยดึ ช้ินงาน การขนั แนน พอดตี อ งยึดแตล ะชิน้ สว นแนบเขา ดวยกนั ดว ยสลกั เกลยี ว
และสลกั เกลยี วทุกตวั ตองถูกขนั แนนเพยี งพอท่ีแปน เกลียวจะไมคลายตวั โดยไมใชประแจ

6.2.6 รอยตอรบั แรงอัด

รอยตอรับแรงอัดที่กําลังในการรับแรงอัดขึ้นอยูกับแรงกดของพื้นผวิ ท่ีสัมผัส ใหเตรียมพื้นผิว
ทีส่ มั ผัสดวยการไส การเลอื่ ย หรอื วธิ อี ื่นทีเ่ หมาะสม

6.2.7 ความคลาดเคลอ่ื นทีย่ อมให

ความคลาดเคลื่อนในการประกอบตดิ ต้งั

(1) สําหรับช้ินสวนท่ีปลายยึดท้ังสองดานรับแรงกด ความยาวช้ินสวนควรเทากับ
หรือยาวนอยกวาระยะในแบบ 1 มิลลิเมตร (1/32 น้ิว) สําหรับช้ินสวนอื่นในโครงขอแข็ง
หรอื ช้นิ สวนอ่ืนในโครงสรา งเหล็กรปู พรรณ การเปล่ยี นแปลงความยาวเปน ดงั น้ี

(ก) สําหรบั ช้ินสวนท่ียาวเทากับ หรือนอ ยกวา 9 เมตร (30 ฟุต) ความคลาดเคล่ือนในระยะ
ควรเทา กบั หรอื นอ ยกวา 2 มลิ ลิเมตร (1/16 น้วิ )

มาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรา งรปู พรรณท่ีใชในโครงสรางอาคาร หนาท่ี 35

(ข) สําหรับชิ้นสวนท่ียาวมากกวา 9 เมตร (30 ฟุต) ความคลาดเคล่ือนในระยะควรเทากับ
หรือนอ ยกวา 3 มิลลเิ มตร (1/8 นิ้ว)

(2) สําหรับช้ินสวนตรงอื่น ๆ ท่ีไมใชชิ้นสวนรับแรงอัด ไมวาจะเปนช้ินสวนเดี่ยวตามมาตรฐาน
แตละรูปทรง หรือช้ินสวนประกอบตองมีความตรงเทากับ หรือนอยกวาที่ระบุในหนาตัด
ปกกวาง ยกเวนระบุนอยกวา ในเอกสารรายการประกอบแบบ สําหรบั ช้นิ สว นรับแรงอัด ไมวา
จะเปนชิ้นสวนเด่ียวตามมาตรฐานแตละรูปทรง หรือช้ินสวนประกอบตองมีความตรงเทากับ
หรือนอ ยกวา 1/1000 วัดจากแนวแกนระหวางจุดรองรบั ที่ปลายช้ินสวน สําหรบั ช้ินสวนโคง
ความคลาดเคลื่อนจากโคงตามทฤษฎี มีคาไมเกินความคลาดเคล่ือนท่ียอมใหสําหรับชิ้นสวน
ตรง โดยความยาวน้ันคิดจากระยะตามแนวโคง สําหรับทุกกรณี ชิ้นสวนที่สมบูรณ
จะปราศจากการบิด ดัด และจุดตอแบบเปด ชิ้นสวนท่ีมีขอบกพรอง หรืองอไมควรใช
เปนชน้ิ สว นโครงสราง

(3) สําหรับคาน หรือโครงถัก ท่ีไมไดมีการใหรายละเอียดในเรื่องโคงหลังเตา(camber) หลังจาก
ติดต้ังแลว ควรใหช ิ้นสว นมกี ารโกง ข้ึนไว

(4) สําหรับคานท่ีมีการระบุขอกําหนดของโคงหลังเตาในเอกสารสัญญา หากช้ินงานที่ไดรับจาก
โรงงานข้ึนรูป มีระยะโกงหลังเตาถึง 75% ของระยะโกงที่กําหนดไวแลว ไมจําเปนตองทําให
ระยะโกงเพิม่ ขึ้น แตห ากระยะโกงไมเ ปนไปดังท่ีกลาวขา งตน ระยะโกง นั้นตอง

(ก) สาํ หรับคาน ท่ียาวนอยกวาเทากับ 15 เมตร (50 ฟุต) ความคลาดเคลื่อนของระยะโกงที่
ยอมใหคือ -0 มลิ ลิเมตร / +13 มลิ ลิเมตร (1/2 นิว้ )

(ข) สําหรับคานทยี่ าวมากกวา เทากับ 15 เมตร (50 ฟุต) ความคลาดเคลื่อนของระยะโกงท่ี
ยอมใหคือ -0 มิลลเิ มตร / +13 มิลลิเมตร (1/2 นิ้ว) และยอมใหเพ่ิมข้ึน +3 มิลลิเมตร
(+1/8 นว้ิ ) ทกุ ความยาว 3 เมตร (10 ฟุต) หรือเศษของ 3 เมตร

(5) สํา หรั บก ารป ระก อบ โคร งถั ก ถาในเอ กสารสัญญาระบุขอกํา หนดก ารโ กง ขึ้น
ความคลาดเคล่ือนของระยะโกงในแตละจุดที่ระบุไวในแบบไมควรเกิน ± 1/800 ของระยะ
ระหวางจุดรองรับ สําหรบั การตรวจสอบ (ดงั แสดงในรูปท่ี 6) ใหวัดการโกงขณะอยูในโรงงาน
ประกอบในสภาวะปราศจากความเคน หากในเอกสารสัญญาไมไดระบุขอกําหนดการโกงข้ึน
แตละจุดตอ ของโครงถักควรมีระยะโกงข้ึนเปน ศนู ย

(6) เม่ือคานมีการเปลี่ยนแปลงความลึกของหนาตัดบริเวณจุดตอ การเปลี่ยนแปลงความลึกของ
หนาตดั ตอง

(ก) สําหรับรอยตอท่ีใชสลักเกลียว ความลึกท่ีเปล่ียนแปลงตองมีการใชแผนเหล็กมาเติม
ชองวา งน้นั ทจ่ี ดุ ตอ

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรูปพรรณทใ่ี ชใ นโครงสรา งอาคาร หนา ท่ี 36

(ข) สําหรับรอยตอที่ใชการเชื่อม แนวการเช่ือมควรจะสอดคลองกับการเปล่ียนแปลง
ความลึก พ้ืนท่ีหนาตัดของรอบเช่ือมและความลาดเอียงของรอยผิวรอยเช่ือมตองมี
ความเหมาะสมตามขอ กาํ หนดเรือ่ งรอยเชื่อม

รปู ที่ 6 แสดงการตรวจหาระยะความคลาดเคลื่อนโคง งอสาํ หรับการประกอบตดิ ต้ังโครงถัก
(ขอ 6.2.7)

6.2.8 การยึดฐานเสา

การยึดฐานเสา และแผน เหล็กรองใตเสาจะตอ งทําตามขอกําหนดดังตอ ไปนี้

(1) แผนรับแรงกดที่มีความหนาไมเ กิน 50 มิลลิเมตร (2 น้ิว) ไมจ ําเปน ตองตกแตงผิวโดยการไส
ถาพื้นผิวสัมผัสสามารถรับแรงกดไดเพียงพอ แผนรับแรงกดที่มีความหนาตั้งแต 50
มิลลเิ มตร (2 น้วิ ) ถึง 100 มลิ ลเิ มตร (4 นวิ้ ) สามารถนํามาดัดใหตรงไดโดยการกด ในกรณที ่ี
ไมส ามารถใชวิธีการกดได ใหใชการไสตกแตงผิวโดยการไสใตพ้ืนผิวดา นลา งของแผนเหล็ก
รับแรงกด และแผนเหล็กรองใตฐาน เมื่อปรับระดบั แลว ควรอุดชองวางระหวา งแผนเหล็ก
กับฐานดวยซเี มนตท ตี่ า นทานการหดตัว เพือ่ ใหรบั แรงกดไดอยา งสมบรู ณ

(2) พื้นผิวดานบนของแผนเหล็กรองใตเ สาไมจําเปนตองไส เม่ือใชวิธีการเชื่อมแบบบากรองใน
รอยตอ ระหวางเสากบั แผน เหล็กรองใตเสา

6.2.9 รูสําหรับเดือยเหล็ก (anchor rod)

รูสําหรับเหล็กเดอื ยสามารถใชการเจาะแบบใชความรอนได โดยรอยเจาะน้ันตองเปนไปตาม
ขอ กาํ หนดของการตดั ดวยความรอ น

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะเฉพาะของเหล็กโครงสรางรูปพรรณที่ใชในโครงสรา งอาคาร หนา ที่ 37


Click to View FlipBook Version