The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วย 5 การเงิน การคลัง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ยุวดี เทียนไชย, 2020-03-17 03:46:44

หน่วย 5 การเงิน การคลัง

หน่วย 5 การเงิน การคลัง

การเงิน การคลัง

หน่วยการเรียนรู้ที่ 5

1. การเงินและสถาบันทางการเงิน

1.1 การเงิน

1) ความหมายของเงิน

เงิน คือ อะไรก็ได้ที่คนในสังคมยอมรับว่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

เงิน คือ วัตถุหรือเอกสารที่ผู้คนให้การยอมรับในการแลกเปลี่ยนสินค้า

และบริการ และใช้ชำระหนี้ ร.4

ร.5

อฐั กระดาษ

เงนิ กระดาษหลวงชนดิ ราคา ๑๐๐ บาท

บตั รธนาคารชนดิ ราคา ๕ บาท
ของธนาคารแหง่ อนิ โดจนี

บตั รธนาคารชนดิ ราคา ๔๐๐ บาท
ของธนาคารฮอ่ งกงและเซย=ี งไฮ้

เงนิ กระดาษหลวงชนดิ ราคา ๘๐ บาท

เงนิ กระดาษหลวงชนดิ ราคา ๔๐๐ บาท

บตั รธนาคารชนดิ ราคา ๘๐ บาท
ของธนาคารชารเ์ ตอรแ์ หง่ อนิ เดยี ออสเตรเลยี และจนี

2) หน้าที่ของเงิน

มี 4 หน้าที่หลัก ดังนี้
เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนสินค้า
เป็นหน่วยวัดมูลค่าสินค้า (มาตรฐานในการเทียบค่า)
เป็นมาตรฐานการชำระหนี้ในอนาคต
เป็นเครื่องเก็บรักษามูลค่า (มูลค่าของเงินจะไม่ลดลง แต่อำนาจ
การซื้อจะลดลงในระยะยาว เนื่องจากเงินเฟ้อ)

มูลค่าของเงิน

คือ อำนาจของเงินในการซื้อสินค้าและบริการ ขึ้นอยู่กับดัชนีราคาผู้บริโภค

ดัชนีราคา ทำให้ ค่าของเงิน ส่งผลให้ อำนาจซื้อ เรียกว่า ของแพง

**ดัชนีผู้บริโภค (Custumer Price Index : CPI) คือ การวัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า
และบริการที่ใช้ในการบริโภค เป็นดัชนีตัวหนึ่งที่ชี้ให้เราเห็นว่า ค่าครองชีพสูงหรือต่ำ,
เงินเฟ้อขณะนั้นมากหรือน้อย, บริษัทต้องเพิ่มหรือลดราคาสินค้า

3) ปริมาณเงิน / อุปทานเงิน

ปริมาณเงิน หมายถึง ปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ
(อยู่ในมือของประชาชน)
หมายความว่าจะไม่นับเงินคงคลังของรัฐบาลและเงินที่อยู่ในธนาคาร
เพราะยังไม่ได้นำออกมาใช้หมุนเวียน

ปริมาณเงิน มี 3 ลักษณะ ดังนี้

ความหมายแคบ (M1) = เหรียญกษาปณ์+ธนบัตร+เงินฝากกระแสรายวัน

ความหมายแคบ (M2) = เหรียญกษาปณ์+ธนบัตร+เงินฝากทั้งหมด

ความหมายแคบ (M3) = M2+เงินฝากของสถาบันการเงิน,
บริษัทเงินทุน,ประชาชน

ถ้าตีความกว้างขึ้นจะรวมเงินฝากสถาบันการเงินอื่นที่ไม่ใช่ธนาคาร,
ตั๋วสัญญาเงิน (สัญญาเงินกู้ของบริษัท) เข้าไปด้วย

ปริมาณเงินมีองค์ประกอบ ดังนี้

ธนบัตร (Paper Currency) ธนาคารกลาง (Central Bank) ของแต่ละประเทศ

สำหรับประเทศไทย คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ผลิตธนบัตรออก
มาใช้หมุนเวียน

ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ จะต้องควบคุมปริมาณเงินไม่ให้มีปริมาณ
มากหรือน้อยเกินไป

หากธนบัตรพิมพ์ออกมามากเกินไป ประชาชนจะขาดความเชื่อถือในค่า
ของธนบัตรนั้น และถ้าพิมพ์ออกมาน้อยเกินไปจะทำให้ประชาชนขาดแคลน
สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

ร.4 ร.5

เหรียญกษาปณ์ (Coins)

แต่ละประเทศผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้น
มา เพื่อใช้กรณีที่ซื้อขายแลกเปลี่ยน

ร.6 สินค้าและบริการที่มีมูลค่าน้อย เพื่อ

ความสะดวกและง่ายในการซื้อขาย

ร.6 สำหรับประเทศไทยมีหน่วยงานที่รับ
ร.7 ผิดชอบ คือ กรมธนารักษ์ สังกัด
กระทรวงการคลัง

ร.9

ร.8

เงินฝากกระแสรายวัน

เงินฝากที่เจ้าของเงินฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์

โดยผู้เป็นเจ้าของเงินฝากสามารถเขียนเช็ค (Cheque) สั่งให้ธนาคารพาณิชย์
จ่ายเงินได้ทันที เพื่อชำระหนี้หรือจ่ายตามมูลค่าของสินค้าให้แก่บุคคลอื่น

เงินฝากประเภทนี้ ถือเป็นบัญชีจ่ายคืนเมื่อทวงถามโดยผู้ฝากจะไม่ได้รับดอกเบี้ย

การเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ

ปริมาณเงิน อำนาจการซื้อ อุปสงค์ อุปทาน ปริมาณสินค้า ผลกระทบ

เพิ่ม เพิ่ม D>S ขาดตลาด ของแพง=เงินเฟ้อ

ลด ลด S>D ล้นตลาด ของถูก=เงินฝืด

ปัญหาปริมาณเงินในตลาด เกิดได้ 2 กรณี

ปริมาณเงินหมุนเวียนมากเกินไป
อำนาจซื้อของเงินจะลดลง ราคาสินค้าจะสูงขึ้น เรียกว่า ภาวะเงินเฟ้อ

ปริมาณเงินหมุนเวียนน้อยเกินไป
อำนาจซื้อของเงินจะเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจะลดลง เรียกว่า ภาวะเงินฝืด

ความสำคัญของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ

1) ทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต

ถ้ามีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้อัตรา
ดอกเบี้ยลดต่ำลง ทำให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้น
เป็นผลให้รายได้ของประชาชนและผลผลิตโดยรวมของประเทศ หรือรายได้
ประชาชาติเพิ่มสูงขึ้น

2) ทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ

ปริมาณเงินมีผลต่อระดับราคาสินค้าเพราะถ้ามีปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่
เหมาะสมไม่มากหรือน้อยเกินไป ราคาสินค้าก็จะไม่เปลี่ยนแปลงมากและไม่ทำให้
ประชาชนผู้บริโภคเดือดร้อน

กรณีที่ปริมาณเงินมีมากเกินไป ประชาชนใช้จ่ายกันมากอาจส่งผลให้ราคาสินค้า
โดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้น และเกิดภาวะเงินเฟ้อได้

1.2 สถาบันการเงินในประเทศไทย

1. สถาบันการเงินประเภทธนาคาร

แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

(1) ธนาคารกลาง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand)

• ประเทศไทยตั้งธนากลางขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

• เป็นสถาบันทางการเงินของรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมปริมาณเงินของ
ประเทศให้เหมาะสมและมีเสถียรภาพโดยไม่แสวงหาผลกำไร

• ไม่แข่งขันกับสถาบันการเงินเอกชน และไม่ทำธุรกิจ
โดยตรงกับประชาชน

• ธนาคารกลาง เป็นหน่วยงานที่ดูแลปริมาณเงินของประเทศไทยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
โดยมีหน้าที่ ดังนี้
1) ผลิตธนบัตรและออกธนบัตร
2) เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์และรัฐบาล
3) รับฝากเงินจากหน่วยงานราชการต่างๆ และรัฐวิสาหกิจ
4) ควบคุมสินเชื่อและตรวจสอบบัญชีการเงินของสถาบันการเงินต่างๆทั่วประเทศ
5) ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราและกำหนดอัตราดอกเบี้ย
6) เป็นตัวแทนทางการเงินของรัฐบาลในการติดต่อธนาคารโลก
7) รักษาทุนสำรองระหว่างประเทศ
8) กำหนดนโยบายด้านการเงินของประเทศ
9) รักษาเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาล

(2) ธนาคารพาณิชย์

• เป็นสถาบันการเงินที่มีบทบาททางเศรษฐกิจมากที่สุด

• เป็นของเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจ

• ทำหน้าที่รับฝากเงิน (ฝากประจำ ฝากออมทรัพย์ ฝากกระแสรายวัน) และให้กู้ยืมเงิน หรือ
สินเชื่อ รับแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ชำระค่าสินค้าและบริการ ตู้นิรภัย ประกันชีวิต บัตร
เครดิต

• เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ
ธนาคารธนชาติ ฯลฯ

ธนาคารแห่งแรกของไทย “แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด”
ก่อตั้งวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2499 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ

กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น
“ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)”

(3) ธนาคารที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ

ธนาคารออมสิน (The Government Saving Bank)

เป็นธนาคารที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคาร
ออมสิน พ.ศ.2489 เป็นธนาคารของรัฐบาล

ทำหน้าที่ระดมเงินออม ส่วนใหญ่เป็นเงินออมของ
ผู้ออมรายย่อยๆ ในรูปเงินฝากออมทรัพย์ เงินฝาก
ประจำ และการขายพันธบัตรออมสินและสลากออมสิน

แล้วนำเงินมาปล่อยสินเชื่อให้แก่รัฐวิสาหกิจ
และหันมาปล่อยสินเชื่อให้แก่ข้าราชการ
พนักงาน รัฐวิสาหกิจ และประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส.
(Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives หรือ BAAC)

เป็นธนาคารที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและ
สหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509

มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ประมาณร้อยละ 98 ของทุนเรือนหุ้น

ส่วนที่เหลือ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร บริการรับฝากเงิน
จากประชาชนโดยทั่วไป ให้สินเชื่อระยะสั้นและระยะปานกลางแก่เกษตรกร
กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำ

เป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมการพัฒนาภาคเกษตรกรรม
ครอบคลุมการกสิกรรม การประมง การเลี้ยงสัตว์
การทำนาเกลือ และให้สินเชื่อการดำเนินธุรกิจที่จะเป็น
ประโยชน์ต่อเกษตรกร

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส.
(Government Housing Bank หรือ GHB)

เป็นสถาบันทางการเงินของรัฐบาลภายใต้การควบคุมของ
กระทรวงการคลัง จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ.2496 ตามพระราชบัญญัติ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496

เพื่อทำหน้าที่ในการจัดหาเงินทุนด้วยการระดมเงินฝากจาก
ประชาชนมาปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนในการซื้อ
ที่ดินหรืออาคารหรือเพื่อสร้างซ่อมแซมต่อเติมอาคาร โดยคิด
ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธสน.
(The Export-Import Bank หรือ EXIM Bank)

จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2536 ตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่ง
ประเทศไทย พ.ศ.2536

เพื่อประกอบธุรกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออก นำเข้าและการลงทุนเพื่อ
การพัฒนาประเทศ

เป็นธนาคารที่ไม่รับฝากเงินจากประชาชน
แหล่งเงินทุนได้มาจากทุนประเดิมเพื่อจัดตั้ง
เงินกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทยและจาก
ตลาดในประเทศและต่างประเทศ

ให้สินเชื่อแก่ผู้ส่งออกทั้งสกุลเงินบาทและ
สกุลเงินต่างประเทศ และรับประกันการส่งออกเพื่อลดความเสี่ยง

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่ง
ประเทศไทย ธพว. (Small and Medium Enterprise
Development Bank of Thailand หรือ SME Bank)

เป็นธนาคารที่เปลี่ยนสถานะมาจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนามย่อม
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2545 ตามพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ
ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545

เป็นสถาบันที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง
ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม

จัดตั้งขึ้นโดยทำหน้าที่ให้สินเชื่อเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลางและ
ขนาดย่อม

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
(Islamic Bank of Thailand)

จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2545 ตามพระราชบัญญัติ
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545

เป็นสถาบันทางการเงินในกำกับของ
กระทรวงการคลังดำเนินธุรกิจธนาคารตาม
หลักของศาสนาอิสลาม ไม่ทำธุรกรรมที่
ต้องห้ามตามหลักศาสนา

2. สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร

บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จำกัด

บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย : ให้กู้ระยะยาวแก่บริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ

บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม

บริษัทเงินทุน : รับฝากเงินและให้กู้เงินแก่บุคคลทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ จะรับ
ฝากเงินเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ใช่สมุดบัญชีเงินฝาก

บริษัทหลักทรัพย์ : เป็นนายหน้า (โบรกเกอร์) รับซื้อขายหลักทรัพย์ (หุ้น)
ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ (หุ้น) ของบริษัทจด
ทะเบียน (บริษัทมหาชน) โดยวิธีประมูลราคาซื้อและขาย

ประชาชนที่ต้องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องสมัครเป็นสมาชิกของบริษัทหลักทรัพย์ที่จด
ทะเบียนเป็นนายหน้า (โบรกเกอร์) และซื้อขายหุ้นต่างๆ ผ่านบริษัทนายหน้าเหล่านี้ ผลประโยชน์
ตอบแทนที่ได้รับ คือ เงินปันผลประจำปี หรือขายเอากำไรเมื่อราคาหุ้นขึ้นสูง

บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ : ให้กู้ซื้อบ้านโดยมีบ้านและที่ดินค้ำประกัน,
ซื้อบ้านและที่ดินโดยให้สิทธิผู้ขายสามารถไถ่ถอนคืนได้, ขายบ้านและ
ที่ดินโดยวิธีการเช่าซื้อ

บริษัทประกันภัย : รับประกันวินาศภัย (ความเสียที่เกิดกับทรัพย์สิน) และ
ประกันชีวิต (การเจ็บป่วยและการเสียชีวิต) จากบุคคลทั่วไป ซึ่งจ่ายเบี้ย
ประกันเป็นรายปีตามเงื่อนไข เมื่อเกิดความเสียหายบริษัทฯ จึงจะชดใช้ให้
ตามสัญญา

สหกรณ์ออมทรัพย์ : รับฝากเงินและให้กู้เงินแก่สมาชิกโดยระดมเงินจากการ
ขายหุ้นและฝากเงินรายเดือนของสมาชิกเพื่อนำมาให้สมาชิกกู้ยืม เมื่อสิ้นปี
จะนำผลกำไรมาจัดสรรเป็นเงินปันผลให้สมาชิกตามสัดส่วนการถือหุ้น และ
การใช้บริการ(กู้เงิน) จากสหกรณ์

โรงรับจำนำ : ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชนทั่วไป โดยการรับจำนำสิ่งของเครื่อง
ใช้ต่างๆ

โรงรับจำนำของกรมประชาสงเคราะห์ เรียก
“สถานธนานุเคราะห์ ของเทศบาลเรียก “สถานธนานุบาล”

2. การคลัง
PUBLIC FINANCE

ความหมาย การคลังหรือการคลังภาครัฐ

การบริหารการเงินของรัฐบาล
การใช้จ่ายเพื่อบริหารประเทศของรัฐบาล
วิธีการแสวงหารายได้และการบริหารรายได้ของรัฐบาล
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล
การคลังมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ งบประมาณแผ่นดิน หนี้สาธารณะ
ระบบภาษี และนโยบายการคลัง

2.1 งบประมาณแผ่นดิน

งบประมาณแผ่นดิน

หมายถึง แผนการเกี่ยวกับรายได้ และรายจ่ายของรัฐบาล
เป็นการแสดงรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล โดยต้องออกเป็น “พรบ. งบประมาณประจำปี...” ซึ่ง
ต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา “งบประมาณแผ่นดินประจำปี”
ปีงบประมาณของประเทศไทย จะอยู่ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป
เช่น ปีงบประมาณ พ.ศ.2561 จะอยู่ระหว่าง วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2561
สำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำงบประมาณแผ่นดินและนำเสนอเพื่อพิจารณา
การจัดทำงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล มี 3 ประเภท ได้แก่ งบประมาณแบบสมดุล งบประมาณ
แบบขาดดุล งบประมาณแบบเกินดุล



ประเภทของงบประมาณแผ่นดิน

1. งบประมาณแบบสมดุล หมายถึง ยอดรายได้ของรัฐบาลเท่ากับยอดรายจ่ายของรัฐบาล

2. งบประมาณแบบขาดดุล หมายถึง ยอดรายได้ของรัฐบาลต่ำกว่ายอดรายจ่าย
( เงินไม่พอก็ต้องไปกู้ เมื่อไปกู้ก็เป็นหนี้ เรียกว่า หนี้สาธารณะ )

3. งบประมาณแบบเกินดุล หมายถึง ยอดรายได้ของรัฐบาลสูงกว่ายอดรายจ่าย
( เงินเหลือก็ต้องไปเก็บเข้าคลัง เรียกว่า เงินคงคลัง )



งบประมาณแผ่นดินเกินดุล รายรับ > รายจ่าย เงินคงคลังเพิ่ม ใช้ตอนเงินเฟ้อ

งบประมาณแผ่นดินขาดดุล รายรับ < รายจ่าย หนี้สาธารณะเพิ่ม ใช้ตอนเงินฝืด

งบประมาณแผ่นดินสมดุล รายรับ = รายจ่าย ไม่ต้องกู้หนี้ เกิดขึ้นได้ยาก

การที่รัฐบาลจะเลือกใช้นโยบายงบประมาณ
ลักษณะใด ย่อมขึ้นอยู่กับสภาวการณ์
เศรษฐกิจในขณะนั้นๆและเป้าหมายที่
กำหนดไว้

นอกจากจำนวนเงินที่รัฐบาลใช้จ่ายจะมี
อิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจแล้ว การจัดสรร
การใช้จ่ายให้กับกิจกรรมต่างๆ จำนวนมาก
น้อยเพียงใด ยังแสดงถึงการให้ความ
สำคัญกับกิจกรรมนั้นๆ

เช่น หากเพิ่มงบประมาณรายจ่ายด้านการ
ศึกษาเพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับ
กิจกรรมด้านอื่นๆ แสดงว่ารัฐบาลให้ความ
สำคัญกับเรื่องการศึกษาเพิ่มขึ้น



2.2 การจัดการเรื่องรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล

1. รายได้ของรัฐบาล

ประกอบด้วยรายได้หลัก 4 ประเภท คือ

(1) รายได้จากภาษีอากร
เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล
รัฐบาลมีอำนาจตามกฎหมายที่จะบังคับภาษีอากร
โดยไม่คำนึงว่าผู้เสียจะยินดีเสียภาษีอากรหรือไม่ และไม่จำเป็นที่ผู้เสียภาษีอากร
จะต้องได้รับผลตอบแทนโดยตรงหรือไม่

วัตถุประสงค์หลักของการเก็บภาษีอากร

เพื่อหารายได้ไปสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการ
บริหารประเทศ และดำเนินกิจการต่างๆ
เพื่อให้บริการแก่ประชาชนโดยส่วนรวม

เพื่อกระจายรายได้ให้เป็นธรรมมากขึ้น

เพื่อรักษาและส่งเสริมเสถียรภาพทาง
เศรษฐกิจ

เพื่อควบคุมหรือส่งเสริมกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจ

สินค้าประเภทฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภค

เช่น สารเสพติด สุรา บุหรี่ รัฐบาลจะทำการควบคุมโดยการห้ามผลิตหรือ
เก็บภาษีอากรในอัตราที่สูง เพื่อทำให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้อุปสงค์ต่อ
สินค้าเหล่านั้นลดลง

สินค้าที่มีความจำเป็นในการหรือสินค้าที่เป็นประโยชน์แก่สุขภาพอนามัยต่อ
ผู้บริโภค

เช่น ข้าวสาร อาหาร รัฐบาลจะเก็บภาษีในอัตราต่ำ หรือยกเว้นภาษีสำหรับ
สินค้าบางชนิด





ประเภทของภาษี

1. แบ่งประเภทของภาษีตามหลักผลักภาษี

ภาษีทางตรง ภาษีทางอ้อม

คือ ภาษีที่เก็บจากผู้ที่มีรายได้โดยตรง คือ ภาษีที่เก็บจากบุคคลหนึ่งแล้ว

หรือผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน บุคคลนั้นผลักภาระการเสียภาษีนั้นไป

เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้อีกบุคคลหนึ่ง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมรดก 1. ภาษีศุลกากร เป็นภาษีที่เก็บจาก

ภาษีดอกเบี้ย(เงินฝากประจำ) การนำเข้าและส่งออกสินค้า
ภาษีรางวัล ภาษีทะเบียนรถยนต์/ 2. ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่เก็บ

มอเตอร์ไซด์/เรือ/ปืน ภาษีที่ดิน จากการผลิตหรือจำหน่ายสินค้า
ภาษีโรงเรียน ภาษีป้าย ภาษีสนามบิน เช่น นำ้มันเชื้อเพลิง แก๊ส บุหรี่ สุรา

เบียร์ เครื่องดื่ม ยานัตถุ์ ไฟ ไม้ขีด

ปูนซีเมนต์

3. ภาษีสรรพากร เช่น อากรมหรสพ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

2. แบ่งประเภทของภาษีตามหลักของฐานภาษี

1. ภาษีที่เก็บจากเงินได้ - เป็นภาษีที่เก็บจากเงินได้ของบุคคล
ธรรมดาและนิติบุคคล

2. ภาษีที่เก็บจากทรัพย์สิน - เป็นภาษีท่ีเก็บจากทรัพย์สิน
ต่างๆ ทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ภาษี
มรดก ภาษีที่ดิน

3. ภาษีที่เก็บจากโภคภัณฑ์ - เก็บเมื่อมีการขายหรือใช้สิ่งของ
ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต

อัตราภาษี แบ่งออกได้ 3 ประเภท

1. อัตราภาษีก้าวหน้า คือ อัตราภาษีที่สูงขึ้นเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น
2. อัตราภาษีคงที่ คือ อัตราคงที่ คือ อัตราภาษีที่คงที่เสมอไม่

ว่ารายได้จะมากหรือน้อย
3. อัตราภาษีถอยหลัง คือ อัตราภาษีจะลดลงเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น

การจัดเก็บภาษีอากรในประเทศไทยคล้ายคลึงกับประเทศทางยุโรป
และสหรัฐอเมริกา แบ่งตามหน่วยงานที่จัดเก็บได้ดังนี้

1. ภาษีอากรที่กรมสรรพากรจัดเก็บ
2. ภาษีอากรที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บ
3. ภาษีอากรที่กรมศุลกากรจัดเก็บ
4. ภาษีอากรที่หน่วยงานราชการอื่นๆ จัดเก็บ

(2) รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ

รายได้จากการขายหรือให้เช่าทรัพย์ของทางราชการ

เช่น ค่าขายของกลางที่ยึดได้ ค่าขายครุภัณฑ์เสื่อมมสภาพ
ค่าสัมปทาน ค่าธรรมเนียม ค่าเช่าที่ดิน ค่าขายเอกสารและ
หนังสือราชการ ค่าขายอสังหาริมทรัพย์ ค่าขายหลักทรัพย์

(3) รายได้จากรัฐพาณิชย์

ได้แก่ กำไรและเงินปันผลขององค์กรของรัฐบาล และหน่วยธุรกิจที่
รัฐบาลเป็นเจ้าของหรือมีหุ้นส่วน

เช่น โรงงานยาสูบ สำนักสลากกินแบ่งรัฐบาล ธนาคารออมสิน
ธนาคารกรุงไทย รายได้จากองค์การและรัฐวิสาหกิจต่างๆ (องค์การ
อุตสาหกรรมป่าไม้ การท่าเรือ การไฟฟ้า การประปา องค์การ
โทรศัพท์)

4. รายได้อื่น

เช่น ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาต
อากรแสตมป์ รายได้เบ็ดเตล็ด


Click to View FlipBook Version