2. รายรับของรัฐบาล
รายรับของรัฐบาล หมายถึง รายได้สุทธิ 4 ประเภทของ
รัฐบาล ที่กล่าวมาข้างต้น รวมกับเงินอีก 2 ประเภท ได้แก่
รายรับสุทธิของรัฐ = รายได้ของรัฐบาล + เงินกู้ + เงินคงคลัง
เงินกู้
หมายถึง การกู้เงินของรัฐบาลเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
(เฉพาะปีที่จัดทำงบประมาณแบบขาดดุล)
การกู้อาจใช้วิธีการออกตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล ตราสารอื่น
หรือสัญญากู้
แหล่งเงินกู้ภายในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารออมสิน ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินและเอกชน
แหล่งเงินกู้ต่างประเทศที่สำคัญ เช่น ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนา
เอเชีย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
เงินคงคลัง
รายได้ของรัฐบาลที่เหลือจากรายจ่าย ในปีงบประมาณปีก่อนๆ และนำ
ส่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เก็บรักษาไว้ตาม พ.ร.บ.เงินคงคลัง
รัฐบาลสามารถเบิกเงินคงคลังมาใช้ช่วยปัญหาขาดดุลงบประมาณได้
แต่ต้องเอาคืนภายใน 1 ปีงบประมาณ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีเงิน
สำรองไว้ในกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ
เงินคงคลังแสดงถึงฐานะการคลังของรัฐบาล
หากเงินคงคลังลดน้อยลงเรื่อยๆ แสดงว่าฐานะการคลังของรัฐบาลไม่
มั่นคง
3. รายจ่ายของรัฐบาล
รายจ่ายของรัฐบาล หมายถึง รายจ่ายของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ทั้งที่
อยู่ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการคลังให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
รายจ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดินที่เรียกว่า เงินงบประมาณและรายจ่าย
เงินนอกงบประมาณ
รายจ่ายจากเงินงบประมาณ หมายถึง รายจ่ายที่ฝ่ายนิติบัญญัติอนุมัติ
ให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ ในปีงบประมาณหนึ่งๆ
เป็นรายจ่ายที่สำคัญของรัฐบาลกลาง
ปีงบประมาณของประเทศไทย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม สิ้นสุดวันที่
30 กันยายน ของปีถัดไป
รายจ่ายจากเงินนอกงบประมาณ หมายถึง รายจ่ายที่มิได้อยู่
ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี
เช่น รายจ่ายจากเงินกู้ เงินช่วยเหลือ เงินบำรุงการศึกษา
โครงสร้างรายจ่ายของรัฐบาลจำแนกตามลักษณะงาน
1. รายจ่ายด้านเศรษฐกิจ
2. รายจ่ายด้านการศึกษา
3. รายจ่ายด้านสาธารณสุขและสาธารณูปการ
4. รายจ่ายด้านบริการสังคม
5. รายจ่ายด้านการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ
6. รายจ่ายด้านการรักษาความสงบภายใน
7. รายจ่ายด้านการบริหารทั่วไป
8. รายจ่ายด้านการชำระหนี้เงินกู้
2.3 การบริการหนี้สาธารณะ
PUBLIC DEBT MANAGEMENT POLICY
หนี้สาธารณะ PUBLIC DEBT
หมายถึง หนี้ภาครัฐอันเกิดจากการกู้ยืมโดยตรงของรัฐบาลหรือการกู้
ยืมของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน
สาเหตุการก่อหนี้
การมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย
การกู้มาเพื่อลงทุนเพิ่มเพื่อใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
การกู้เพื่อสร้างเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ เพื่อใช้จ่ายกรณี
จำเป็นเร่งด่วน เช่น เกิดสงคราม เกิดภัยธรรมชาติ
ประเทศกำลังพัฒนาจะมีรายจ่ายสูง เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน
แต่รายได้ของรัฐบาลจากการจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมต่างๆ ไม่สูงนัก เพราะ
ประชาชนมีระดับรายได้เฉลี่ยต่ำ
ดังนั้น รัฐบาลจึงมีแนวโน้มที่จะมีนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล คือ
มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ จึงต้องมีการก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำเงินกู้มาสนับสนุนเพิ่มเติม
การก่อหนี้สาธารณะไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ถ้าไม่ได้นำเงินที่กู้ยืมไปใช้ในการเพิ่มผลผลิต
ก็จะเป็นภาระของประชาชนที่ต้องแบกรับที่จะต้องชำระคืนหนี้
กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ใช้นโยบายหนี้สาธารณะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ
มาตรการทางการคลังที่กล่าวมา จะส่งผลกระทบต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่
อุปสงค์รวม ระดับการจ้างงาน และการผลิตของประเทศ กำไรและค่าจ้าง ระดับราคาและ
ดุลการชำระเงิน
GDP : Gross Domestic Product
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ = มูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย
ณ ราคาตลาด ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในรอบ 1 ปี
2.4 นโยบายการคลัง
FISCAL POLICY
นโยบายการคลัง
นโยบายการคลังของแต่ละประเทศ จะมีการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการหาราย
ได้เข้ารัฐด้านการจัดเก็บภาษีอากร
มีการกำหนดมาตรการด้านรายจ่ายของรัฐ รวมทั้งการก่อหนี้สาธารณะ
นโยบายการคลังจะต้องตอบสนองต่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้กำหนดขึ้น
1. รูปแบบนโยบายการคลัง
(1) นโยบายการคลังแบบหดตัว Contractionary Fiscal Policy
นโยบายการคลังที่ลดงบประมาณรายจ่ายและเพิ่มภาษี
หรือการตั้งงบประมาณเกินดุล
เพื่อให้ความต้องการใช้จ่ายมวลรวมลดลง อันจะนำไปสู่
การลดปัญหาภาวะเงินเฟ้อ
รัฐใช้งบประมาณแบบหดตัว (เพิ่มภาษี ลดรายจ่าย) เพื่อลดปริมาณเงิน
ในระบบเศรษฐกิจ ลดอำนาจซื้อ ผู้ผลิตจึงต้องลดผลผลิต ลดการลงทุน และ
การจ้างงานมีผลกระทบต่อรายได้ประชาชาติลดลง เรียกว่าเศรษฐกิจหดตัว
ดังนั้น รัฐบาลต้องใช้นโยบายการคลังแบบหดตัวเพื่อลดปริมาณเงินใน
ระบบเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ
(2) นโยบายการคลังแบบขยายตัว Expansionary Fiscal Policy
นโยบายการคลังโดยเพิ่มงบประมาณรายจ่ายและลดภาษี หรือการ
ตั้งนโยบายขาดดุล
จะทำให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัว การจ้างงานและรายได้ประชาชาติ
จะเพิ่มสูงขึ้น
รัฐบาลจะใช้นโยบายในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รายจ่าย
มวลรวมของระบบเศรษฐกิจมีไม่เพียงพอ
2. นโยบายการคลังกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อทำให้
โครงสร้างการอุปโภคบริโภคของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป
เช่น การเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยจากสาขาเกษตรกรรมมาเป็นสาขา
อุตสาหกรรมและด้านบริการมากขึ้น
รัฐบาลดำเนินนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนให้มีการจัดสรรทรัพยากรการผลิต
สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยใช้มาตรการ ดังนี้
(1) เพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลในโครงสร้าง
ที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้สูงขึ้น
โดยต้องจัดลำดับของโครงการที่มีผล
ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้มากที่สุด
(2) ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากร เพื่อลด
ต้นทุนการผลิตและจูงใจให้มีการพัฒนา
เฉพาะด้านตามทิศทางของการ
เปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของระบบ
เศรษฐกิจ
การดำเนินนโยบายการคลังไปสู่การ
ปฏิบัติอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากการ
กำหนดมาตรการต่างๆ
เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านภาษี หรือ
การใช้จ่ายของภาครัฐ จึงต้องมีการ
ออกกฎหมายหรือพระราชบัญญัติรองรับ
ทำให้มีการเหลื่อมช่วงเวลา (Time lag)
เพราะต้องใช้เวลานานในการพิจารณา
ดังนั้น ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหา
หรือพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย
อย่างทันท่วงที
นโยบายเศรษฐกิจ
ข้อเปรียบเทียบ นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง
ความหมาย การดูแลปริมาณเงิน และปริมาณ แผนการเงินเกี่ยวกับรายรับและราย
สินเชื่อโดยธนาคารกลาง เพื่อให้ จ่ายของรัฐบาลในรอบเวลา 1 ปี เพื่อ
บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ เช่น ให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ
รักษาเสถียรภาพราคา
หน่วยงานที่ดูแล ธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐบาล (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง)
- นโยบายอัตราดอกเบี้ย - งบประมาณแผ่นดิน (รายรับ-รายจ่าย)
เครื่องมือ - นโยบายเงินสำรองตามกฎหมาย - นโยบายหนี้สาธารณะ
- การซื้อขายพันธบัตร - นโยบายภาษี
ภาวะเฟ้อ ใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด ใช้นโยบายการคลังแบบหดตัว
ภาวะเงินฝืด ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว
3. นโยบายการเงินและการคลัง
ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
นโยบายการเงิน
แบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ
นโยบายการเงินแบบเข้มงวด Restrictive Monetary Policy
นโยบายการเงินแบบขยายตัวหรือแบบผ่อนคลาย Expansionary
Monetary Policy
1. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด
RESTRICTIVE MONETARY POLICY
ระบบเศรษฐกิจมีปริมาณเงินและสินเชื่อมากเกินไป สภาพคล่องใน
ตลาดเงินมีมาก ทำให้ประชาชนใช้จ่ายมากเกินไป ไม่เหมาะสม
กับปริมาณผลิตผลที่แท้จริง อันก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจตามมา
ธนาคารกลางจึงต้องจำกัดหรือลดอุปทานของเงิน เพื่อให้สภาพ
คล่องในตลาดลดลง ทำให้เงินหายากหรือตึงตัวขึ้น โดยใช้เป็น
เครื่องมือในการควบคุมปริมาณเงิน
มาตรการหลักสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
(1) เปิดให้มีการขายหลักทรัพย์ คือ ตั๋วเงินคลังหรือพันธบัตร เพื่อลดเงินสำรองของ
ธนาคารพาณิชย์
(2) เพิ่มอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย เพื่อลดเงินเกินสำรองและลดค่าตัวทวีเงินฝาก
(3) เพิ่มอัตรารับช่วงชื้อลด เพื่อลดแรงจูงใจของธนาคารพาณิชย์ในการขอกู้เงินจาก
ธนาคารกลาง
มาตรการเสริม
เช่น ขึ้นอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลาง หรือจำกัดอัตราการขยายสินเชื่อของธนาคาร
พาณิชย์ เป็นผลให้มีการจำกัดหรือลดการขยายสินเชื่อควบคู่กับการลดปริมาณเงิน
2. นโยบายการเงินแบบขยายตัว
EXPANSIONARY MONETARY POLICY
ปริมาณเงินและสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจมีน้อยเกินไป
ตลาดเงินขาดสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยสูงเกินไป
ประชาชนใช้จ่ายอย่างฝืดเคือง
ธนาคารกลางจึงต้องดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มปริมาณเงิน
ในระบบเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาดเงิน
ทำให้มีเงินหมุนเวียนสะพัดมากขึ้น
มาตรการหลักสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
(1) ซื้อหลักทรัพย์โดยเปิดเผย เพื่อทำให้เงินสำรองของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น
(2) ลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย เพื่อทำให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินเกินสำรอง
มากขึ้นและทำให้ตัวทวีเงินฝากมีค่าสูงขึ้น
(3) ลดอัตรารับช่วงชื้อลด เพื่อเพิ่มแรงจูงใจของธนาคารพาณิชย์มาขอกู้เงินจาก
ธนาคารกลางไปปล่อยสินเชื่อแก่ประชาชนมากขึ้น
มาตรการเสริม
เช่น ลดอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลาง กระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ขยาย
สินเชื่อให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการขยายสินเชื่อควบคู่กับการเพิ่มปริมาณเงิน
ภาวะต่างๆ ที่มีผลให้ระบบเศรษฐกิจเกิดความผันผวน
ได้แก่ ภาวะเงินเฟ้อ และภาวะเงินฝืด เพราะมาตรการต่างๆ ทั้งทางการ
เงินและการคลัง ถูกกำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความผันผวนทาง
เศรษฐกิจนั่นเอง
สรุปภาวะเงินเฟ้อ - เงินฝืด
เรื่อง เงินเฟ้อ เงินฝืด
ความหมายและ • ปริมาณเงินหมุนเวียนมากเกินไป • ปริมาณเงินหมุนเวียนน้อยเกินไป
สถานการณ์
• ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น • ราคาสินค้าและบริการลดต่ำลง
เรื่อยๆ เรื่อยๆ
1. ระดับอ่อน=ระดับราคาสินค้าและ 1. ระดับอ่อน=ระดับราคาสินค้าและ
บริการสูงขึ้นไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี บริการลดลงไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี
2. ระดับปานกลาง=ระดับราคาสินค้า 2. ระดับปานกลาง=ระดับราคาสินค้า
รูปแบบหรือ และบริการสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 5 และบริการลดลงเกินกว่าร้อยละ 5
ระดับของภาวะ
ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปี ต่อปี แต่ยังต่ำกว่าร้อยละ 20 ต่อปี
3. ระดับรุนแรง=ระดับราคาสินค้า 3. ระดับรุนแรง=ระดับราคาสินค้าและ
และบริการปรับเพิ่มขึ้นมาก สูงขึ้น บริการลดลงอย่างต่อเนื่อง เกิน
กว่าร้อยละ 20 ต่อปี กว่าร้อยละ 20 ต่อปี
3.1 ภาวะเงินเฟ้อ
3.2 ภาวะเงินฝืด
เรื่อง เงินเฟ้อ เงินฝืด
สาเหตุ • ความต้องการสินค้าของผู้บริโภค • ความต้องการสินค้าของผู้บริโภค
มีมากกว่าจำนวนสินค้า (D>S) มีน้อยกว่าจำนวนสินค้า (S>D)
ผลกระทบ ทำให้สินค้าขาดตลาดและราคา ทำให้สินค้าล้นตลาดและราคา
สินค้าสูงขึ้น สินค้าลดลง
• ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการ • มีการออมสูง (คนมีเงินแต่เก็บไว้
สูงขึ้น เองไม่นำไปใช้จ่าย)
• ราคาสินค้าสูงขึ้น ทำให้ผู้มีรายได้
ประจำเดือดร้อน • การค้าซบเซา, ปริมาณการผลิต
• คนไม่ต้องการออมเงิน เพราะคิด ลดลง, การจ้างงานลดลง, คนว่าง
ว่าค่าของเงินจะลดลงจึงซื้อของกัน งานมากขึ้น
มากขึ้น
กลุ่มบุคคล พ่อค้า, ผู้ถือหุ้น, นายธนาคาร, ลูกหนี้ ผู้มีรายได้ประจำ, เจ้าหนี้
ผู้ได้เปรียบ
กลุ่มบุคคล ผู้มีรายได้ประจำ, เจ้าหนี้ พ่อค้า, ผู้ถือหุ้น, นายธนาคาร, ลูกหนี้
ผู้เสียเปรียบ
เรื่อง เงินเฟ้อ เงินฝืด
1) ใช้นโยบายการเงินแบบหดตัว 1) ใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว
-เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และฝาก
-ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และฝาก
-เพิ่มอัตราเงินสดสำรองตาม -ลดอัตราเงินสดสำรองตาม
กฎหมาย
กฎหมาย
-เพิ่มการขายพันธบัตรรัฐบาล
-ลดการขายพันธบัตรรัฐบาล
-ลดการปล่อยสินเชื่อ -เพิ่มการปล่อยสินเชื่อ
การแก้ปัญหา 2) ใช้นโยบายการคลังแบบหดตัว
-เพิ่มภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม 2)
ใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว
-ลดการหมุนเวียนของปริมาณ -ลดภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม
เงิน ควบคุมหนี้สาธารณะ -จัดงบประมาณแผ่นดินแบบ
-จัดงบประมาณแผ่นดินแบบ ขาดดุล (รัฐบาลเพิ่มค่าใช้จ่ายให้
เกินดุล (รัฐบาลลดรายจ่ายให้ สูงขึ้น)
น้อยลง) -ส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ
3.3 ปัญหาการว่างงาน
3.4 ปัญหาการกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมกัน
1. มาตรการด้านรายจ่าย
2. มาตรการด้านรายได้
“The End”
–Yuwadee Thianchai