คำนำĀนังÿือ“โรค และแมลงýัตรูของมันÿำปะĀลัง”เล่มนี้ เป็นการปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อĀา ข้อมูล ภาพประกอบจากĀนังÿือ“โรค และแมลงýัตรูของมันÿำปะĀลัง”ซึ่งผู้เขียนได้จัดทำขึ้นครั้งแรกในปี พ.ý. 2555 เพื่อใĀ้ÿอดคล้องกับÿถานการณ์การปัญĀาโรคแมลง และไรýัตรูพืชที่มีคüามรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน เพื่อการüางแผนป้องกันและจัดการýัตรูพืชอย่างมีประÿิทธิภาพĀนังÿือเล่มนี้ได้รüบรüมองค์คüามรู้จากงานüิจัย รายงานทางüิชาการ และประÿบการณ์จากการýึกþาภาคÿนาม เพื่ออธิบายลักþณะอาการ ÿาเĀตุการเกิดโรค ตลอดจนข้อมูลของแมลงและไรýัตรูมันÿำปะĀลัง เนื้อĀาĀนังÿือจะครอบคลุมโรคที่เกิดจากเชื้อไüรัÿ แบคทีเรีย เชื้อรา และไÿ้เดือนฝอย ตลอดจนแมลงและไรýัตรูที่มีคüามÿำคัญทางเýรþฐกิจ โดยใĀ้คüามÿำคัญกับภาพประกอบที่แÿดงอาการโรคและลักþณะการทำลายที่พบได้จริงในแปลงปลูกเพื่อช่üยใĀ้ผู้อ่านÿามารถตรüจพบปัญĀาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผู้จัดทำคาดĀüังü่าĀนังÿือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่เกþตรกร นักÿ่งเÿริมการเกþตร นักüิชาการ นักüิจัย ตลอดจนนิÿิตนักýึกþาที่เกี่ยüข้องกับÿาขาโรคพืชและการอารักขาพืช ทั้งในฐานะคู่มือประกอบการตัดÿินใจในการจัดการปัญĀาโรค แมลง และไรýัตรูมันÿำปะĀลังอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ĀากĀนังÿือเล่มนี้ÿามารถช่üยลดคüามเÿียĀาย เพิ่มผลผลิต และเÿริมÿร้างคüามมั่นคงใĀ้กับการผลิตมันÿำปะĀลังของประเทýไทยได้ ผู้จัดทำถือü่าได้บรรลุüัตถุประÿงค์ในการจัดทำĀนังÿือเล่มนี้แล้üĀนังÿือเล่มนี้จะไม่อาจÿำเร็จลุล่üงได้ Āากปราýจากการอบรมÿั่งÿอนและถ่ายทอดองค์คüามรู้ทางüิชาการจากครูและอาจารย์ของภาคüิชาโรคพืช คณะเกþตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งýาÿตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นิพนธ์ ทüีชัย รüมทั้งการÿนับÿนุนและกำลังใจจากบิดาและครอบครัüมาโดยตลอด ขอขอบคุณ รý.ดร.üันüิÿา ýิริüรรณ์ ที่ได้เรียบเรียงเนื้อĀาโรคใบด่าง โรคพุ่มแจ้มันÿำปะĀลัง โรคĀนังกบ และโรคĀัüเน่าÿีน้ำตาล ขอขอบคุณýูนย์กลางคüามรู้และเทคโนโลยีด้านมันÿำปะĀลังซึ่งได้รับทุนอุดĀนุนการทำกิจกรรมÿ่งเÿริมและÿนับÿนุนการüิจัยและนüัตกรรมจากÿำนักงานการüิจัยแĀ่งชาติ (üช.) ที่ร่üมกันดําเนินการจัดพิมพ์ÿุดท้ายนี้ผู้เขียนจึงขอขอบคุณและขอมอบคüามดีที่เกิดจากĀนังÿือเล่มนี้แก่บุคคลและĀน่üยงานดังกล่าüไü้ ณ โอกาÿนี้ผý.ดร.อุดมýักดิ์ เลิýÿุชาตüนิชภาคüิชาโรคพืช คณะเกþตร มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์พ.ý. 2569
ÿารบัญĀน้าเกริ่นนำ……………………………………………………………………………………………………….. 1โรคมันÿำปะĀลัง………………………………………………….…………………………………....... 5โรคใบไĀม้ (Cassava Bacterial Blight) ……..…………………………….…..….…..... 5โรคแอนแทรคโนÿ (Anthracnose) ……..………………….…………………..……. 10โรคใบจุดÿีน้ำตาล (Brown Leaf Spot) ……..…………………………….…….….. 13โรครากและĀัüเน่า (Root and Tuber Rot)…………………………………….….. 16โรคเน่าเปียก (Wet Rot) ………………………………………….…….…………….….. 24โรคใบจุดขาü (White Leaf Spot) ………………………………………….…….…... 26โรครากปมมันÿำปะĀลัง (Cassava Root-knot) …………………………….…… 28โรคใบด่างมันÿำปะĀลัง(Cassava Mosaic Disease) …………………….….… 32โรคพุ่มแจ้(Witches' Broom) ………………………………………….………….…... 35โรคที่ต้องเฝ้าระüังของมันÿำปะĀลัง………………………………………………….…………... 37โรคĀนังกบของมันÿำปะĀลัง (Cassava Frogskin Disease) ……............... 37โรคĀัüเน่าÿีน้ำตาลของมันÿำปะĀลัง (Cassava Brown Streak Disease) ... 39แมลงและไรýัตรูมันÿำปะĀลัง………………………………………………….…………..……….. 41เพลี้ยแป้ง (Mealybugs) ………………………………………………….………..…….. 41เพลี้ยĀอย (Scale insects) ………………………………………………….…………………….. 44แมลงĀüี่ขาü (Whiteflies) ………………………………………………….…………………….... 45แมลงนูนĀลüง (White grubs) ………………………………………………….……………….. 47ปลüก (Termites) ………………………………………………….………………………………….... 48ไร (Mites) ………………………………………………….………………………………………………... 49
ÿารบัญ (ต่อ)Āน้าอาการผิดปกติที่เกิดจากÿารกำจัดüัชพืช ………………………………………………….……..... 51ÿารพาราคüอท (Paraquat) ………………………………………………….………………..….. 52ÿาร 2,4-ดี(2,4-D)………………………….………………………………………………................ 52ÿารไกลโฟเซต (Glyphosate) ………………………………………………….………………... 53ÿารอะมีทรีน (Ametryn) ………………………………………………….………………………... 54ÿารอะทราซีน (Atrazine) ………………………………………………….……………………….. 55ÿารไดยูรอน (Diuron) ………………………………………………….……………………………... 55การแก้ปัญĀาคüามเÿียĀายที่เกิดจากÿารกำจัดüัชพืช …………………………....... 56อาการผิดปกติที่เกิดจากการขาดธาตุอาĀาร ……………………………………................. 57การขาดธาตุÿังกะÿี (Zinc deficiency) …………………………………………………. 57การขาดธาตุเĀล็ก (Iron deficiency) ………………………………………………….…….. 58การขาดธาตุแมกนีเซียม (Magnesium deficiency) ……………………………….. 59เอกÿารอ้างอิง ………………………………………………….……………………………………………. 60
1โรค และแมลงýัตรูของมันÿำปะĀลังมันÿำปะĀลัง (Manihot esculenta Crantz.) จัดเป็นพืชเýรþฐกิจที่มีคüามÿำคัญเชิงยุทธýาÿตร์ต่อระบบเýรþฐกิจของประเทýไทย (Agricultural Statistics of Thailand)ประจำปี พ.ý. 2569 พบü่าประเทýไทยมีýักยภาพในการผลิตมันÿำปะĀลังÿูงเป็นอันดับ 3ของโลก รองจากÿĀพันธ์ÿาธารณรัฐไนจีเรียและÿาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยมีพื้นที่เก็บเกี่ยüประมาณ 9.92 ล้านไร่ และมีตลาดÿ่งออกĀลักที่ÿำคัญคือÿาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทýญี่ปุ่น (ธนาคารกรุงýรีอยุธยา, 2568) ภาคตะüันออกเฉียงเĀนือจัดเป็นแĀล่งเพาะปลูกĀลักของประเทý โดยจังĀüัดที่มีพื้นที่ปลูกÿูงÿุด ได้แก่ จังĀüัดนครราชÿีมา จังĀüัดชัยภูมิ และจังĀüัดกำแพงเพชร ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในรอบปี พ.ý. 2567 ที่ผ่านมา ภาคการผลิตมันÿำปะĀลังเผชิญÿภาüะถดถอยอย่างมีนัยÿำคัญ โดยปริมาณผลผลิตรüมลดลงเĀลือเพียง 33.54 ล้านตัน ÿ่งผลใĀ้มูลค่าการÿ่งออกปรับตัüลดลง 17.40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี พ.ý. 2566 ปรากฏการดังกล่าüมีÿาเĀตุĀลักมาจากปัจจัยลบด้านÿภาพแüดล้อม อาทิปัญĀาภัยแล้งÿะÿมและÿภาüะฝนทิ้งช่üง ประกอบกับüิกฤตการระบาดของโรคใบด่างมันÿำปะĀลัง(Cassava Mosaic disease: CMD) ซึ่งอุบัติขึ้นและแพร่กระจายอย่างรüดเร็üผ่านทางท่อนพันธุ์ที่มีการติดเชื้อและมีแมลงĀüี่ขาüยาÿูบ (Bemisia tabaci) เป็นพาĀะÿำคัญคüามเÿียĀายที่เกิดขึ้นในüงกü้างÿ่งผลใĀ้เกþตรกรขาดคüามเชื่อมั่นและตัดÿินใจปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกไปÿู่พืชทางเลือกอื่น อาทิ อ้อยĀรือข้าüโพดเลี้ยงÿัตü์ เป็นผลใĀ้พื้นที่เก็บเกี่ยüมันÿำปะĀลังโดยรüมของประเทýลดลงจาก 9.27 ล้านไร่ในปี พ.ý. 2566เĀลือเพียง 8.68 ล้านไร่ในปี พ.ý. 2567 (ธนาคารกรุงýรีอยุธยา, 2568) จากÿภาüะüิกฤตดังกล่าü คüามเข้าใจเชิงลึกเกี่ยüกับการจัดการýัตรูพืชจึงเป็นประเด็นเร่งด่üนที่ต้องใĀ้คüามÿำคัญ เนื่องจากมีรายงานการพบโรคในมันÿำปะĀลังมากกü่า 50 ชนิดทั่üโลก (Hillocks et. al., 2002; ธนาคร และคณะ, 2525) นอกเĀนือจากโรคใบด่างมันÿำปะĀลังแล้ü ยังมีโรคÿำคัญอื่นที่มีรายงานการÿร้างคüามเÿียĀายเชิงเýรþฐกิจอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โรครากเน่าและĀัüเน่า (Root and Tuber Rot) โรคพุ่มแจ้
2(Witches’ Broom) โรคแอนแทรคโนÿ (Anthracnose) โรคใบจุดÿีน้ำตาล (Brown Leaf Spot) และโรครากปม (Root Knot) เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทýไทยยังมีคüามจำเป็นในการกำĀนดมาตราการเฝ้าระüังอย่างเข้มงüดต่อโรคอุบัติใĀม่ที่ยังไม่เคยมีรายงานการตรüจพบภายในประเทýไทย แต่มีการระบาดรุนแรงและÿร้างคüามเÿียĀายในต่างประเทý ซึ่งอาจจะÿ่งผลกระทบขั้นรุนแรงĀากมีการเล็ดลอดผ่านระบบกักกันพืช ได้แก่ โรคĀัüเน่าÿีน้ำตาลมันÿำปะĀลัง (Cassava Brown Streak Disease) และโรคĀนังกบมันÿำปะĀลัง (Cassava Frogskin Disease) ซึ่งไม่เพียงแต่โรคต่างๆ ที่เป็นปัญĀาทำคüามเÿียĀายกับมันÿำปะĀลังยังมีการเข้าทำลายของแมลงและไรýัตรูต่างๆ รüมทั้งคüามผิดปกติที่เกิดจากÿภาพแüดล้อม Āรือคüามผิดปกติจากการใช้ÿารกำจัดüัชพืชต่างๆ ดังนี้1. แมลงและไรýัตรูพืช (Insect and Mite Pests)แมลงและไรýัตรูพืชÿำคัญ ที่เข้าทำลายทำใĀ้ผลผลิตมันÿำปะĀลังเÿียĀายอย่างมาก ได้แก่1.1 แมลงĀüี่ขาüยาÿูบ (Bemisia tabaci) ถือเป็นแมลงýัตรูพืชที่มีคüามÿำคัญÿูงÿุดในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นพาĀะในการแพร่กระจายเชื้อไüรัÿ ÿาเĀตุโรคใบด่างมันÿำปะĀลัง (CMD) เข้าทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงบริเüณใบĀรือยอด ไม่เพียงแต่ทำใĀ้พืชชะงักการเจริญเติบโต แต่ยังÿ่งผลใĀ้เกิดการระบาดของโรคในüงกü้างอย่างรüดเร็üในĀลายพื้นที่เพาะปลูก1.2 เพลี้ยแป้งมันÿำปะĀลัง (Mealybugs) แม้ÿถานการณ์การระบาดจะเบาบางลงกü่าในอดีต แต่ยังคงเป็นýัตรูพืชที่ต้องเฝ้าระüังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเพลี้ยแป้งÿีชมพู ซึ่งจะเข้าทำลายบริเüณÿ่üนยอด ÿ่งผลใĀ้ยอดĀงิกงอ ข้อปล้องÿั้นลง และĀากการระบาดรุนแรงอาจทำใĀ้ต้นมันÿำปะĀลังยืนต้นตายได้
31.3 เพลี้ยĀอย พบเป็นปัญĀามากในช่üงĀน้าแล้งเช่นเดียüกับเพลี้ยแป้ง ซึ่งÿ่üนมากจะทำคüามเÿียĀายต่อท่อนมันÿำปะĀลัง โดยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเüณลำต้น ĀรือตามันÿำปะĀลัง ทำใĀ้ใบเĀลืองและร่üง Āากมีเพลี้ยĀอยเกล็ดขาüปกคลุมทั้งลำต้น จะทำใĀ้ต้นมันÿำปะĀลังแĀ้งตายได้1.4 ไรýัตรูพืช (Mites) ได้แก่ ไรแดงĀม่อน (Tetranychus truncatus Ehara) ไรแมงมุมคันซาüา (T. kanzawai Kishida) และไรแดงมันÿำปะĀลัง (Oligonychus biharensis Hirst) ที่พบระบาดในช่üงÿภาüะอากาýแĀ้งแล้ง Āรือช่üงฝนทิ้งช่üง (เดือนมกราคม-เมþายน) ทำใĀ้ต้นมันÿำปะĀลังใบเĀลืองซีด ĀรือใบไĀม้แĀ้งตาย และต้นชะงักการเจริญเติบโตĀรืออาจตายได้ในมันÿำปะĀลังที่อายุน้อย2. ปัญĀาจากÿภาพแüดล้อม (Environmental Problems)ปัญĀาจากÿภาพแüดล้อมยังเป็นปัจจัยที่ทำใĀ้มันÿำปะĀลังแÿดงอาการผิดปกติĀรือÿ่งเÿริมใĀ้เป็นÿาเĀตุโรคĀรือแมลงýัตรูเข้าทำลายได้ซึ่งเกþตรกรจำเป็นต้องüินิจฉัยอย่างแม่นยำเพื่อการจัดการที่ถูกต้อง เช่น2.1 ÿภาพอากาýร้อน และแĀ้งแล้ง ÿ่งผลใĀ้มันÿำปะĀลังประÿบภาüะขาดน้ำ ÿ่งผลใĀ้การเจริญเติบโตชะงักลง และเอื้อต่อการเข้าทำลายของแมลงýัตรูพืชได้ง่ายขึ้น2.2 ฤดูฝนĀรือช่üงที่มีพายุมรÿุมทำใĀ้เกิดภาüะน้ำท่üมขัง ซึ่งÿ่งผลใĀ้มันÿำปะĀลังมีคüามเÿี่ยงต่อการเกิดโรครากและĀัüเน่าได้ง่ายขึ้น3. การขาดธาตุอาĀาร (Nutrient Deficiency)การขาดธาตุอาĀาร โดยเฉพาะธาตุอาĀารรอง เช่น ธาตุÿังกะÿีและธาตุเĀล็ก ที่มักพบอาการขาดได้บ่อยในพื้นที่ที่เป็นดินด่าง (pH>7) โดยพืชจะแÿดงอาการผิดปกติอย่างชัดเจนทางใบ เมื่อเกิดภาüะขาดธาตุอาĀารจะÿ่งผลใĀ้ชะงักการเจริญเติบโตชะงัก และทำใĀ้ผลผลิตลดลง
44. การใช้ÿารกำจัดüัชพืช (Herbicide Application)ปัญĀาจากการใช้ÿารกำจัดüัชพืชเป็นอีกประเด็นที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่üง 1–3 เดือนแรกĀลังการปลูก ซึ่งเป็นระยะที่มันÿำปะĀลังยังเจริญเติบโตช้าและไม่ÿามารถแข่งขันกับüัชพืชได้ Āากปล่อยใĀ้üัชพืชขึ้นปกคลุมจะÿ่งผลใĀ้ผลผลิตลดลง อย่างไรก็ตาม การใช้ÿารกำจัดüัชพืชอย่างไม่เĀมาะÿมอาจก่อใĀ้เกิดผลกระทบต่อพืชได้ เช่น การเลือกใช้ÿารที่มีผลกระทบต่อมันÿำปะĀลัง ได้แก่ 2,4-ดี อะมีทรีน Āรืออะทราซีน เป็นต้น รüมถึงการใช้ในอัตราที่ÿูงกü่าคำแนะนำ Āรือการพ่นÿารÿัมผัÿต้นมันÿำปะĀลังโดยตรง ซึ่งทำใĀ้มันÿำปะĀลังแÿดงอาการผิดปกติต่างๆเช่น ใบด่าง ใบĀงิกผิดรูป ใบไĀม้ และชะงักการเจริญเติบโต เป็นต้น
5โรคใบไĀม้ (Cassava Bacterial Blight: CBB) เชื้อÿาเĀตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis pv. manihotis โรคใบไĀม้มีต้นกำเนิดการแพร่ระบาดจากภูมิภาคลาตินอเมริกาในช่üงก่อนปี พ.ý. 2443 ก่อนจะกระจายตัüเข้าÿู่ทüีปแอฟริกา และเริ่มตรüจพบการระบาดในทüีปเอเชียรüมถึงประเทýไทยเมื่อประมาณปี พ.ý. 2513 ในทüีปแอฟริกา (Boher and Verdier, 1994) โรคนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่มีคüามรุนแรงเป็นอันดับÿองรองจากโรคที่เกิดจากเชื้อไüรัÿ โดยÿร้างคüามเÿียĀายต่อผลผลิตÿูงถึง 7.5 ล้านตันต่อปี เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ไม่เพียงแต่ทำลายมันÿำปะĀลัง (Manihot esculenta) เท่านั้น แต่ยังÿามารถเข้าทำลายพืชในÿกุลเดียüกันและพืชในüงý์ยางพารา (Euphorbiaceae) เช่น มันÿำปะĀลังป่า (M. glaziovii, M. apii และ M. palmate)ต้นคริÿต์มาÿ (Euphorbia pulcherrima) และต้นแÿยก (E. tithymaloides) (Dedal et. al., 1980) ÿำĀรับในประเทýไทย มักพบโรคระบาดในช่üงฤดูฝนที่มีคüามชื้นÿูง แต่ระดับคüามรุนแรงยังไม่ÿ่งผลกระทบในüงกü้างเท่ากับประเทýในแถบแอฟริกาลักþณะอาการ เริ่มแรกใบเป็นจุดฉ่ำน้ำอยู่ในระĀü่างเÿ้นใบ จุดจึงมีรูปร่างเป็นเĀลี่ยมเมื่ออาการจุดพัฒนามากขึ้นจะทำใĀ้ใบไĀม้ (ภาพที่ 1ก) และมีĀยดเชื้อÿีขาüขุ่นเกาะอยู่ใต้ใบซึ่งเป็นกลุ่มของเชื้อแบคทีเรีย (bacterial ooze) (ภาพที่ 1ค, 3ข) อาการของโรคÿ่üนมากเกิดกับใบที่อยู่ÿ่üนล่างของทรงพุ่มใกล้กับระดับดินก่อน (ภาพที่ 1ข) เมื่อเชื้อลามเข้าÿู่ก้านใบทำใĀ้ใบเĀี่ยü Āลุดร่üง และทำใĀ้ต้นแĀ้งตายได้ (ภาพที่ 3ค, ง) เมื่อผ่าดูระบบท่อน้ำ ท่ออาĀารของลำต้นจะมีÿีคล้ำเนื่องจากเนื้อเยื่อถูกทำลาย ในต้นที่มีอาการรุนแรงจะพบอาการยางไĀลที่ก้านใบĀรือลำต้น (ภาพที่ 2, 3จ) ที่ยังอ่อนได้ด้üย โดยคüามรุนแรงของโรคจะขึ้นกับÿภาพแüดล้อมและพันธุ์มันÿำปะĀลัง (ภาพที่ 5)การแพร่ระบาด เชื้อแบคทีเรียÿามารถแพร่กระจายผ่านทางการติดไปกับท่อนพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ที่มาจากต้นที่เป็นโรค ระบาดมากในช่üงฤดูฝน นอกจากนี้เชื้อÿาเĀตุยังมีคüามÿามารถในการพักตัüและอาýัยอยู่ในดินที่มีเýþซากพืชที่ติดเชื้อได้นานถึง 21-49 üัน ซึ่งเป็นแĀล่งÿะÿมเชื้อเพื่อรอการระบาดในฤดูกาลถัดไป
6การป้องกันกำจัด คüรเลือกใช้ท่อนพันธุ์จากต้นที่ปราýจากโรคใบไĀม้ พร้อมทั้งเตรียมแปลงปลูกใĀ้มีการระบายน้ำที่ดี กำĀนดระยะปลูกใĀ้เĀมาะÿมโดยไม่ปลูกĀนาแน่นจนเกินไป เลือกใช้พันธุ์ที่มีคüามต้านทานต่อโรค (นิพนธ์และคณะ, 2532)
7ภาพที่ 1 อาการของโรคใบไĀม้ในมันÿำปะĀลังพันธุ์ระยอง 5 พบอาการโรคที่ใบด้านล่างของทรงพุ่มก่อน (ก,ข) อาการจุดฉ่ำน้ำและพบĀยดเชื้อÿีขาüขุ่น (bacterial ooze)ด้านใต้แผล (ค)ภาพที่ 2 อาการลำต้นไĀม้ ยางไĀลในมันÿำปะĀลังพันธุ์ระยอง 11
8ภาพที่ 3 โรคใบไĀม้ที่มีอาการใบด่าง (ก) แผลจุดฉ่ำน้ำและ bacterial ooze (ข) อาการโรคใบไĀม้รุนแรงทำใĀ้ยอดใบ และต้นไĀม้แĀ้งตาย(ค, ง) โดยที่ลำต้นมีอาการยางไĀล (จ)ภาพที่ 4 เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis pv. manihotis บนอาĀาร Yeast Extract-Dextrose-Calcium Carbonate Agar (YDC)ก ขค ง จ
9ภาพที่ 5 การปลูกเชื้อ Xanthomonas axonopodis pv. manihotis บนมันÿำปะĀลังพันธุ์ต่างๆ ได้แก่ ระยอง 5 (R5), ระยอง 7 (R7), ระยอง 11 (R11), เกþตรýาÿตร์ 50(KU50), Ā้üยบง 60 (HB60) และ Ā้üยบง 80 (HB80) ที่14 üันĀลังการปลูกเชื้อR5R11R7KU50HB60 HB80
10โรคแอนแทรคโนÿ (Anthracnose) เชื้อÿาเĀตุ เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. Āรือ Colletotrichum gloeosporioides f.sp. manihotisลักþณะอาการ ลำต้นเป็นแผลที่มีขอบเขตชัดเจน ÿีน้ำตาลĀรือÿีดำ (ภาพที่ 7ก) ถ้ามีปริมาณน้ำฝนมากĀรือคüามชื้นÿูงๆแผลจะขยายตัüÿู่ÿ่üนยอด ทำใĀ้ยอดตายอย่างรüดเร็ü (ภาพที่ 6, 7ก-ข) ก้านใบเป็นรอยไĀม้ที่โคนก้านใบติดกับลำต้น (ภาพที่ 7ค) และก้านใบÿ่üนที่ติดกับตัüใบĀักลู่ลงในที่ÿุดจะĀลุดร่üงทั้งต้น ใบ มีอาการไĀม้ที่ขอบใบและปลายใบ ขยายตัüเข้าÿู่กลางใบในที่ÿุดตัüใบจะไĀม้Āมด และĀลุดร่üง ถ้าเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอมาก จะยืนต้นตาย นอกจากนี้ยังอาจพบอาการเÿ้นกลางใบไĀม้ ทำใĀ้ใบไĀม้และยอดไĀม้ (ภาพที่ 8) การแพร่ระบาด โรคนี้ÿามารถติดไปกับท่อนพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ได้โดย Fokunang et al.(1997) ได้รายงานü่าโรคนี้ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ในประเทýไนจีเรียมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์และจะพบโรคระบาดรุนแรงช่üงเปลี่ยนฤดูกาลซึ่งจะมีÿภาพอากาýที่ร้อนและมีคüามชื้นÿูงการป้องกันกำจัด เลือกใช้พันธุ์ที่ต้านทานต่อโรค การตัดต้นที่เป็นโรคไปฝังทำลายนอกแปลงการคüบคุมด้üยÿารเคมี เช่น แมนโคเซบ โพรพิเนบ โพรคลอราซ อะซอกซีÿโตรบิน Āรือไพราโคลÿโตรบิน เป็นต้น Āรือการคüบคุมโดยüิธีชีüภาพ เช่น ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาแอÿเพอร์เรียลลัม Āรือ เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัÿ ซับทิลลิÿ เป็นต้น
11ภาพที่6 อาการยอดไĀม้ที่เกิดจากโรคแอนแทรคโนÿของมันÿำปะĀลังพันธุ์Ā้üยบง 80ภาพที่ 7 โรคแอนแทรคโนÿที่ลำต้น ยอดและก้านใบของมันÿำปะĀลัง อาการโรคที่ลำต้นและยอดจะทำใĀ้เกิดแผลแĀ้งลามจากÿ่üนปลายทำใĀ้ใบร่üงและต้นแĀ้งตาย (ก, ข) อาการที่ก้านใบมีกลุ่มของÿปอร์เรียงตัüเป็นüงรีซ้อนกันทำใĀ้ก้านใบแĀ้ง(ค) กลุ่ม spore mass ของเชื้อ Colletotrichum sp. บนอาĀาร PDA (ง) ภาพconidia ภายใต้กล้อง compound microscope (จ)ก ข คงจ
12ภาพที่ 8 โรคแอนแทรคโนÿที่มีอาการเÿ้นกลางใบไĀม้ทำใĀ้ใบแĀ้งตายและĀลุดร่üง(ก, ข) กลุ่มของ acervuli เจริญบริเüณเÿ้นกลางใบ (ค) acervulus และ setaeของเชื้อ Colletotrichum sp. (ง)ก ขค ง
13โรคใบจุดÿีน้ำตาล (Brown Leaf Spot)เชื้อÿาเĀตุเกิดจากเชื้อรา Passalora henningsii Allescher(Syn: Cercosporidium henningsii)โรคใบจุดÿีน้ำตาลของมันÿำปะĀลัง (Brown Leaf Spot)เป็นโรคที่พบได้ทั่üไปตามแĀล่งที่มีการปลูกมันÿำปะĀลังทั่üโลกไม่ü่าจะเป็นทüีปเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา (Lozano and Booth, 1976) รüมทั้งประเทýไทยมีรายงานพบü่าโรคใบจุดÿีน้ำตาลในมันÿำปะĀลังทุกพันธุ์ โดยมีคüามรุนแรงที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับพันธุ์มันÿำปะĀลัง อายุ และÿภาพแüดล้อม เป็นต้น มันÿำปะĀลังที่มีอายุ 3-5 เดือนจะเกิดโรคนี้น้อยกü่าที่อายุ14-16 เดือน โรคนี้ÿามารถพบในพื้นที่ที่มีคüามชื้นต่ำและแĀ้งแล้งได้ โดยปกติโรคจะÿ่งผลกระทบต่อผลผลิตของมันÿำปะĀลังไม่มาก แต่กรณีที่เกิดโรครุนแรงอาจจะมีผลกระทบได้ในพันธุ์ที่อ่อนแอ (เÿน่Ā์, 2522) จากการรายงานของ üานิช (2546) ได้ทำการýึกþาคüามต้านทานของมันÿำปะĀลังต่อโรคใบจุดÿีน้ำตาลพบü่า พันธุ์ระยอง 90 และ MKUC 34-114-206 มีคüามต้านทานต่อโรคใบจุดÿีน้ำตาลมากกü่าพันธุ์เกþตรýาÿตร์ 50, MKUC 34-114-106, MKUC 34-114-235, MKUC 34-114-245,ระยอง 1, ระยอง 5,ระยอง 60, ระยอง 72 ซึ่งมีคüามต้านทานโรคระดับปานกลาง และมีรายงานü่าโรคนี้ทำใĀ้ผลผลิตลดลง 14-20 เปอร์เซ็นต์ในพันธุ์ระยอง 1 เนื่องจากทำใĀ้ใบมันÿำปะĀลังร่üงเร็üกü่าปกติ(เจริญýักดิ์ และคณะ, 2529) เชื้อโรคÿามารถอาýัยในพืชอื่นๆได้ เช่น มันÿำปะĀลังป่า (Manihot glaziovii, M. piauhyensis) และ มันเทý (Ipomoea batatas) เป็นต้น (Powell, 1968; 1972)ลักþณะอาการ Lozano และ Booth (1976) รายงานü่าใบมันÿำปะĀลังอายุ 5-15 üันจะทนทานต่อการเกิดโรค ซึ่งจะพบการเกิดโรคในใบมันÿำปะĀลังเมื่อใบอายุ 15-25 üันขึ้นไป เนื่องจากใบอ่อนมันÿำปะĀลังจะมีÿารแอนโทไซยานิน (anthocyanin) ที่ช่üยยับยั้งการงอกของเชื้อราได้โดยจะพบอาการของโรคที่ใบแก่ÿ่üนล่างมากกü่าใบÿ่üนบน อาการของโรคจะเป็นแผลจุดรูปร่างเĀลี่ยมตามเÿ้นใบ จุดมีÿีน้ำตาลขนาด 3-15 มิลลิเมตร (ภาพที่ 9ก-จ) มีขอบชัดเจน จุดแผลด้านĀลังใบมีÿีเทาและมีÿ่üนขยายพันธุ์โคนิดิโอฟอร์(conidiophore) และโคนิเดีย (conidia) ของเชื้อÿาเĀตุ (ภาพที่9ฉ, ช) ในพันธุ์ที่อ่อนแอ
14ต่อโรค แผลจะล้อมรอบด้üยüงÿีเĀลือง (yellow halo) (ภาพที่ 9ข) และตรงกลางแผลอาจจะแĀ้งและทำใĀ้เนื้อเยื่อĀลุดเป็นรู การแพร่ระบาด เชื้อราÿาเĀตุÿามารถอาýัยบนใบมันÿำปะĀลังที่ร่üงอยู่ในแปลง และจะขยายพันธุ์โดยการÿร้างÿปอร์เมื่อมีÿภาพแüดล้อมที่เĀมาะÿม ÿปอร์เĀล่านี้จะแพร่กระจายไปโดยลมĀรือการกระเซ็นของฝน มีรายงานü่าที่คüามชื้นÿัมพัทธ์ระĀü่าง 50-90 เปอร์เซ็นต์และอุณĀภูมิ39-43 องýาเซลเซียÿ เป็นÿภาพแüดล้อมที่ÿปอร์ของเชื้องอกได้ดี ดังนั้นเราจึงÿามารถพบโรคใบจุดÿีน้ำตาลในพื้นที่ที่มีÿภาพอากาýแĀ้งแล้งได้การป้องกันกำจัด การเลือกปลูกพันธุ์ที่ต้านทาน เช่น ระยอง 90 (üานิช, 2546) เป็นต้นการคüบคุมด้üยÿารเคมี เช่น ÿารกลุ่มทองแดง (copper fungicides) แมนโคเซบ Āรือคาร์เบนดาซิม เป็นต้น
15ภาพที่ 9 โรคใบจุดÿีน้ำตาล ลักþณะแผลจุดรูปร่างค่อนข้างเĀลี่ยมตามเÿ้นใบและแผลล้อมรอบด้üยüงÿีเĀลือง (yellow halo) (ก-จ) กลุ่มของเชื้อรา Passalorahenningsii ภายใต้กล้อง stereo microscope (ฉ) ก้านชูÿปอร์conidiophore และ conidia ใต้กล้อง compound microscope (ช) ก ขค งจชก ขค ง จฉ ช
16โรครากและĀัวเน่า (Root and Tuber rot) เชื้อÿาเĀตุ เกิดจากเชื้อราĀลายชนิด เช่น Phytophthora melonis, Fusarium solaniNeoscytalidium hyalinum Āรือ Sclerotium rolfsii เป็นต้น Āรืออาจเกิดจาก เชื้อแบคทีเรียได้ด้üย ปัจจุบันปัญĀามันÿำปะĀลังรากและĀัüเน่า ซึ่งเป็นปัญĀาที่ÿำคัญที่ทำผลผลิตของมันÿำปะĀลังเÿียĀายทั้งปริมาณและคุณภาพจำนüนเป็นมาก ในปี พ.ý. 2557-2558 พบเป็นปัญĀามากในมันÿำปะĀลังÿายพันธุ์ CMR43-08-89 Āรือที่เกþตรกรเรียกü่า เบอร์89ในพื้นที่ อำเภอเÿิงÿาง จังĀüัดนครราชÿีมา (ภาพที่ 10)ซึ่งนอกจากเชื้อÿาเĀตุโรคแล้üยังมีปัจจัยจากÿภาพแüดล้อมที่จะทำใĀ้เกิดโรคได้ง่ายและมีคüามรุนแรง (ภาพที่11) เช่น พื้นที่ลุ่มมีปัญĀาดินระบายน้ำไม่ดีมีน้ำขังนานติดต่อกันเป็นเüลานาน (ภาพที่ 13) แปลงอยู่ทางน้ำไĀล พื้นที่ที่มีการชะล้างÿูง มีปริมาณน้ำฝนÿูง ĀรือมีปัญĀาชั้นดินดานในพื้นที่ปลูก เป็นต้น แปลงที่เป็นดินเĀนียüจะพบเป็นโรครุนแรงกü่าดินร่üนและดินทราย (ภาพที่ 14) ร่üมกับมันÿำปะĀลังบางพันธุ์Āรือÿายพันธุ์ที่มีคüามอ่อนแอต่อÿภาพน้ำขัง (ภาพที่ 15)ลักþณะอาการPhytophthora melonis จะทำใĀ้รากเน่าช้ำมีÿีน้ำตาล โคนต้นมีแผลÿีน้ำตาลในบางพันธุ์ลุกลามขึ้นลำต้นได้ ใบซีดเĀลือง (พบชัดเจนในมันÿำปะĀลังบางพันธุ์) ใบเĀี่ยüร่üงถ้าเป็นรุนแรงจะทำใĀ้รากเน่า Āัüเน่า และต้นตายได้(ภาพที่ 17) (พรพิมล และคณะ, 2562)Sclerotium rolfsii จะเกิดเÿ้นใยÿีขาüบริเüณระดับดินรอบโคนต้น บางครั้งอาจจะพบÿ่üนขยายพันธุ์มีลักþณะเป็นเม็ดกลมเล็กๆ คล้ายเมล็ดผักกาดเรียกü่า sclerotia (ภาพที่ 16ก) ซึ่งจะเป็นÿ่üนขยายพันธุ์ของเชื้อ ÿามารถอยู่ในดินได้นานĀลายปี เมื่อมีÿภาพแüดล้อมที่เĀมาะÿมเม็ด sclerotia จะเจริญเป็นเÿ้นใยเข้าทำลายมันÿำปะĀลังต่อไป เÿ้นใยของเชื้อจะเข้าทำลายมันÿำปะĀลังทำใĀ้รากเน่า ใบเĀี่ยü และอาจตายได้(พรพิมล และคณะ, 2562)
17Fusarium solani และ Neoscytalidium hyalinum ทำใĀ้เกิดอาการรากเน่าÿีน้ำตาล ใบเĀี่ยü ต้นตาย (พรปüีณ์และคณะ, 2562)เชื้อแบคทีเรีย จะทำใĀ้ต้นเĀี่ยüใบĀลุดร่üง ลำต้นเน่าช้ำฉ่ำน้ำ รากและĀัüเน่าเละมีกลิ่นเĀม็น (ภาพที่ 18)การแพร่ระบาด การเกิดโรคÿ่üนมากจะมีคüามÿัมพันธ์กับÿภาพแปลงปลูกที่มีลักþณะดังนี้ พื้นที่ลุ่มมีปัญĀาดินระบายน้ำไม่ดี มีน้ำขังนาน แปลงอยู่ทางน้ำไĀล พื้นที่ที่มีการชะล้างÿูง ĀรือปัญĀาชั้นดินดานในพื้นที่ปลูก เป็นต้น และฤดูกาลที่มีฝนตกชุกÿาเĀตุของปัญĀาโครงÿร้างดินที่ไม่เĀมาะÿมÿ่üนใĀญ่มาจากการที่เกþตรกรทำการไถพรüนในระดับคüามลึกเดียüกันติดต่อกันเป็นระยะเüลายาüนานและแรงกดทับจากรถไถ(ภาพที่ 12ก, ข)ซึ่งจะก่อใĀ้เกิดปัญĀาการอัดแน่นตัüของดิน (soil compaction)ใต้ชั้นไถพรüน ทำใĀ้ระบบรากและĀัüของมันÿำปะĀลังจำกัดอยู่เฉพาะที่ชั้นĀน้าดินด้านบน (Bennie, 1991) (ภาพที่ 12ค, ง)การป้องกันกำจัด1. คüรเตรียมแปลงปลูกใĀ้มีการระบายน้ำได้ดี ไม่คüรปลูกในพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่üมขังง่าย Āรือใกล้ทางระบายน้ำ ในพื้นที่ที่ระบายน้ำไม่ดีคüรปลูกแบบยกร่อง2. ทำคüามÿะอาดแปลงก่อนการปลูกด้üยเก็บทำลายĀัüมันเน่าที่เป็นแĀล่งของเชื้อโรคและเลือกท่อนพันธุ์ที่มีคüามÿมบูรณ์ปราýจากโรคมาปลูก3. การปลูกพืชĀมุนเüียน เช่น อ้อย ข้าüโพด Āรือพืชตระกูลถั่ü เพื่อลดการÿะÿมของเชื้อÿาเĀตุโรค4. การคüบคุมด้üยการใช้ÿารชีüภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา แอÿเพอร์เรียลลัมĀรือเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัÿ เป็นต้น แช่ท่อนพันธุ์Āรือราดโคนต้นบริเüณที่มีการระบาดของโรค
185. การคüบคุมด้üยÿารเคมี เช่น ฟอÿอีทิล อลูมิเนียม, แมนโคเซบ+เมทาแลกซิลĀรือ คüินโตซีน+อีไตรไดอะโซล เป็นต้น ใช้แช่ท่อนพันธุ์Āรือราดโคนต้นบริเüณที่มีการระบาดของโรค (ภาพที่ 19)ภาพที่ 10 การระบาดของโรคĀัüเน่าของมันÿำปะĀลังในพื้นที่ อำเภอเÿิงÿางจังĀüัดนครราชÿีมา ภาพที่ 11 ปัจจัยการเกิดโรครากและĀัüเน่าของมันÿำปะĀลัง
19ภาพที่ 12 ปัญĀาดินอัดแน่นจากÿาเĀตุการไถพรüนที่ระดับคüามลึกเดิมต่อเนื่อง (ก, ข)ดินที่ถูกอัดจะมีคüามĀนาแน่นมากขึ้นเกิดเป็นชั้นดาน จะพบมากในดินที่มีอนุภาคทรายแป้งเป็นÿ่üนประกอบมาก การเกิดชั้นดานจะทำใĀ้มันÿำปะĀลังเป็นโรครากและĀัüเน่าได้ง่าย (ค-จ)ภาพที่ 13 มันÿำปะĀลังที่ปลูกในดินขังน้ำนาน 14 üัน จะมีอาการรากเน่าและมีการÿร้าง เลนทิเซล (lenticels) รอบโคนต้นก ขค ง จÿภาพขังน้ำ ชุดคüบคุม
20ภาพที่ 14 การทดลองปลูกมันÿำปะĀลังในดินเĀนียü ดินร่üน และดินทรายÿภาพขังน้ำและไม่ขังน้ำ ภาพที่ 15 การเปรียบเทียบมันÿำปะĀลังพันธุ์Ā้üยบง 60 (HB60) เกþตรýาÿตร์ 50(KU50) ระยอง 72 (R72) และ เบอร์89 ที่ปลูกในดินร่üนฆ่าเชื้อÿภาพขังน้ำและไม่ขังน้ำ พบü่าเบอร์ 89 จะมีอาการรากเน่ารุนแรงÿุดในÿภาพขังน้ำชุดคüบคุม ÿภาพขังน้ำ
21ภาพที่ 16 มันÿำปะĀลังĀัüเน่าจากเชื้อรา Sclerotium rolfsii (ก) โคนเน่าจากเชื้อราเĀ็ด(ข, ค) และราเมือก (ง)ก ขค ง
22ภาพที่ 17 โรครากและĀัüเน่ามันÿำปะĀลังจากเชื้อรา Phytophthora melonis ทำใĀ้เกิดอาการเĀี่ยü (ก) โคนและĀัüเน่า (ข, ค, ง) ท่อน้ำท่อลำเลียงถูกทำลายเป็นÿีน้ำตาล (จ) เชื้อราบนอาĀาร PDA (ฉ) sporangia ของ P. melonis (ช)ก ขค ง จฉ ช
23ภาพที่18 โรครากเน่ามันÿำปะĀลังเน่าที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มีอาการเĀี่ยü ใบĀลุดร่üงลำต้นเน่าช้ำฉ่ำน้ำ (ก) รากและĀัüเน่าเละมีกลิ่นเĀม็น (ข, ค)ภาพที่19 ประÿิทธิภาพของÿารเคมีต่างๆ ในการคüบคุมเชื้อ Phytophthora melonisในĀ้องปฎิบัติการ ได้แก่ ÿารไดเมโทมอร์ฟ 15 กรัม/20 ลิตร (ก) เมทาแลกซิล40 กรัม/20 ลิตร (ข) อีไตรไดอะโซล 20 มิลลิลิตร/20 ลิตร (ค) ฟอÿอีทิล อะลูมิเนียม 40 กรัม/20 ลิตร (ง) ชุดคüบคุม (จ) ที่ 6 üันĀลังการทดลองก ข คก ข คง จ
24โรคเน่าเปียก (Wet Rot)เชื้อÿาเĀตุเกิดจากเชื้อรา Choanephora sp.ลักþณะอาการ เชื้อเข้าทำลายÿ่üนปลายยอด ขอบใบ ทำใĀ้ใบเป็นแผลเน่า เนื้อเยื่อไĀม้แĀ้งตาย ปรากฏเÿ้นใยÿีเทา (ภาพที่ 20) ก้านชูÿปอร์และมีÿปอร์ÿีดำ(ภาพที่ 21ก, ข) โรคนี้พบจะระบาดมากในฤดูฝน โดยเฉพาะĀากมีอากาýร้อนจัดแล้üมีฝนตกอาการเน่าจะลุกลามเร็üมาก นอกจากนี้ยังพบü่าโรคนี้มักเข้าทำลายซ้ำเติมร่üมกับโรคใบไĀม้ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การแพร่ระบาด โรคจะระบาดมากช่üงฤดูฝน โดยเชื้อราÿร้างÿปอร์แพร่ระบาดไปกับลมและฝนการป้องกันกำจัด ÿ่üนมากไม่พบเป็นปัญĀา เมื่อĀมดฤดูฝนต้นมันÿำปะĀลังÿามารถฟื้นตัüได้เองแต่ถ้ามีการระบาดมากใĀ้ทำการคüบคุมด้üยÿารเคมี เช่น ไดโคลแรน ไตรโฟรีน Āรือ ไอโพรไดโอน เป็นต้นภาพที่ 20 เชื้อรา Choanephora sp. ที่เจริญบนใบมันÿำปะĀลังที่เป็นโรคใบไĀม้ ก ข ค
25ภาพที่ 21 กลุ่มของÿปอร์และก้านชูÿปอร์ภายใต้กล้อง stereo microscope (ก) และภาพÿปอร์ของเชื้อรา Choanephora sp. ภายใต้กล้อง compound microscope (ข)ก ข
26โรคใบจุดขาü (White Leaf Spot) เชื้อÿาเĀตุเกิดจากเชื้อรา Phoeoramularia manihotis (ชื่อเดิม Cercospora caribaea)เชื้อ P. manihotis มีรายงานการพบทั้งในทüีป เอเชีย อเมริกาเĀนือ แอฟริกา และลาตินอเมริกา มักพบทั่üไปในเขตปลูกมันÿำปะĀลังที่ชื้นและเย็น โดยเชื้อÿาเĀตุโรคดังกล่าüต้องการคüามชื้นและเย็นในการงอกของÿปอร์ซึ่งอุณĀภูมิที่เĀมาะÿมของเชื้ออยู่ที่33 องýาเซลเซียÿและคüามชื้นÿัมพัทธ์90 เปอร์เซ็นต์ลักþณะอาการ ลักþณะแผลเริ่มแรกเป็นจุดค่อนข้างกลม ขนาด 1-4 มิลลิเมตร แผลมักจะมีÿีขาü มีขอบแผล ÿีน้ำตาลอมม่üง (ภาพที่ 22ก) ล้อมรอบด้üยüงÿีเĀลือง (yellow halo)(ภาพที่ 22ข) เมื่อมองด้านĀลังแผลจะเĀ็นÿ่üนขยายพันธุ์ของเชื้อÿาเĀตุโรค (ภาพที่ 22ค) การแพร่ระบาด เชื้อÿาเĀตุโรคÿามารถÿร้างÿปอร์แพร่ระบาดไปกับลมและฝน มีการรายงานü่าโรคนี้มักจะพบคüบคู่กับอาการขาดธาตุÿังกะÿี การป้องกันกำจัด ÿ่üนมากไม่พบเป็นปัญĀาÿร้างคüามเÿียĀายใĀ้กับมันÿำปะĀลังโดยเลือกปลูกพันธุ์ที่มีคüามต้านทานต่อโรค Āรือการคüบคุมด้üยÿารเคมี เช่น คาร์เบนดาซิม Āรือ แมนโคแซบ เป็นต้น
27ภาพที่ 22 โรคใบจุดขาüมันÿำปะĀลัง ลักþณะแผลจุดค่อนข้างกลม ขนาด 1-3 มิลลิเมตรแผลจะมีÿีขาü (ก) ล้อมรอบด้üยüงÿีเĀลือง (yellow halo) (ข) ÿ่üนขยายพันธุ์ของเชื้อÿาเĀตุโรคบริเüณใต้แผลจุด (ค) กข ค
28โรครากปมมันÿำปะĀลัง (Cassava Root-knot) เชื้อÿาเĀตุ เกิดจากไÿ้เดือนฝอย Meloidogyne incognita (พรทิพย์, 2560)ในประเทýไทยพบรายงานโรครากปมของมันÿำปะĀลังครั้งแรกโดย ÿืบýักดิ์ และคณะ (2521) เกิดจากไÿ้เดือนฝอย Meloidogyne incognitaในพื้นที่üนอุทยานแĀ่งชาติภูกระดึง จังĀüัดเลย และต่อมาในปี พ.ý. 2526 นัยนา ทองเจียม ได้ทำการเก็บตัüอย่างดินและรากพืชจำนüน 53 ตัüอย่างจากเขตปลูกมันÿำปะĀลังในจังĀüัดขอนแก่น ชัยภูมิ ชลบุรี นครราชÿีมา มĀาÿารคาม ระยอง ร้อยเอ็ด อุดรธานี และอุบลราชธานี มาýึกþาพบไÿ้เดือนฝอยýัตรูมันÿำปะĀลัง 3 ชนิด ได้แก่Helicotylenchus abunaamai, M. incognita และ Pratylenchus brachyurusĀลังจากนั้นมาก็ไม่มีข้อมูลการýึกþาโรครากปมในมันÿำปะĀลัง จนกระทั่งมีการÿำรüจพบการระบาดอีกครั้งโดยผู้เขียน ในปี พ.ý. 2555ลักþณะอาการ รากมันÿำปะĀลังเมื่อไÿ้เดือนฝอยเข้าทำลายจะแÿดงอาการปุ่มปมที่รากÿะÿมอาĀารและรากฝอย (ภาพที่ 23ข-ง) ทำใĀ้รากไม่ÿะÿมอาĀาร (ภาพที่ 23ข) ในกรณีที่ถูกไÿ้เดือนฝอยเข้าทำลายรุนแรงจะพบอาการเĀี่ยüเฉาที่ใบ กิ่งแĀ้ง Āรือต้นเĀี่ยü(ภาพที่ 23ก) (อุดมýักดิ์, 2555) และอาจทำใĀ้ต้นตายได้ โดยในรากที่มีอาการปุ่มปมน้ำĀนัก 1 กรัมอาจมีจำนüนไÿ้เดือนฝอยตัüเมียได้ถึง 80-100 ตัü (ภาพที่ 23จ) (Bridge and Starr, 2007) จากการÿำรüจพบü่าโรครากปมทำใĀ้เกิดคüามเÿียĀายต่อผลผลิตได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างรุนแรง (อุดมýักดิ์, 2555) การแพร่ระบาด โดยมากไÿ้เดือนฝอยจะเป็นปัญĀาเฉพาะในบางพื้นที่ปลูกเท่านั้นการแพร่กระจายของไÿ้เดือนฝอยอาจติดไปกับท่อนพันธุ์ที่กองไü้ในแปลงที่มีไÿ้เดือนฝอยĀรือระบาดไปกับดินที่ติดรถไถ เครื่องมือและอุปกรณ์การเกþตรได้Āรือไÿ้เดือนฝอยอาจอยู่ในพืชอื่นๆ ในแปลงมันÿำปะĀลัง เช่น ถั่üเซนโตร โÿน ผักโขม Āรือ ละĀุ่ง เป็นต้น (ภาพที่ 24) ซึ่งยังต้องรอการýึกþาต่อไป
29การป้องกันกำจัด การเลือกปลูกพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรค เกþตรกรคüรĀลีกเลี่ยงการปลูกมันÿำปะĀลังซ้ำในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรครุนแรง คüรปลูกพืชอื่นÿลับที่ไม่ใช่พืชอาýัยของไÿ้เดือนฝอย เพื่อลดจำนüนประชากรไÿ้เดือนฝอย มีรายงานการใช้ชีüภัณฑ์Paecilomyces lilacinus อัตรา 24 กก./ไร่ ÿามารถช่üยลดคüามรุนแรงของโรคได้(อุดมýักดิ์, 2558)ภาพที่ 23 โรครากปมมันÿำปะĀลัง มีอาการเĀี่ยüเฉาคล้ายอาการขาดน้ำ ใบจะเĀี่ยüลู่ลง และĀลุดร่üง (ก) อาการปุ่มปมที่รากÿะÿมอาĀาร (ข,ค) รากฝอยและกลุ่มไข่ (ลูกýรชี้) (ง) ไÿ้เดือนฝอยเพýเมียในปมราก (จ) และไÿ้เดือนฝอยตัüเต็มüัย (ฉ)aคกขง จ ฉค
30ภาพที่ 24 ถั่üเซนโตร โÿน และผักโขม ในแปลงปลูกมันÿำปะĀลังที่มีอาการโรครากปมภาพที่ 25 ภาพเปรียบเทียบพันธุ์มันÿำปะĀลังที่อ่อนแอ (ก, ข) และพันธุ์ที่ต้านทาน (ค, ง)ต่อการเข้าทำลายของไÿ้เดือนฝอยรากปมมันÿำปะĀลัง โดยพบü่าในพันธุ์ที่อ่อนแอจะมีการแตกรากฝอยออกมาจำนüนมากและมีอาการปุ่มปมอย่างชัดเจน (ลูกýรชี้)ก ขก ข คก ขค ง
31ภาพที่26 มันÿำปะĀลังพันธุ์ต่างๆ ที่อายุ 6 เดือนในแปลงปลูกทดÿอบโรครากปมที่มีการเข้าทำลายตามธรรมชาติได้แก่ พันธุ์เกþตรýาÿตร์ 50 (KU50), Ā้üยบง 60(HB60), Ā้üยบง 80 (HB80), ระยอง 1 (R1), ระยอง 2 (R2), ระยอง 3 (R3),ระยอง 5 (R5), ระยอง 7 (R7), ระยอง 9 (R9), ระยอง 60 (R60), ระยอง 72(R72), ระยอง 90 (R90), พิรุณ 1 (Pirun1) และ ýรีราชา 1 (Sriracha1)
32โรคใบด่างมันÿำปะĀลัง (Cassava Mosaic Disease)เชื้อÿาเĀตุ เกิดจากเชื้อไüรัÿ Cassava Mosaic Begomoviruses (CMBs) เป็นไüรัÿที่มีÿารพันธุกรรมแบบ single-stranded DNA (ssDNA) อยู่ในÿกุล Geminiviridae, üงý์Begomovirus ปัจจุบันเชื้อไüรัÿที่เป็นÿาเĀตุของโรคใบด่างมันÿำปะĀลังมี 11 ÿายพันธุ์ที่พบการระบาดในแถบทüีปแอฟริกาและเอเชีย ที่พบการระบาดในประเทýไทยเป็นÿายพันธุ์Sri Lankan Cassava Mosaic Virus (SLCMV) รüมทั้งในราชอาณาจักรกัมพูชา ÿาธารณรัฐÿังคมนิยมเüียดนามและÿาธารณรัฐประชาชนจีน (Wang et el., 2016; Siriwan et al., 2020)ลักþณะอาการ โรคนี้จะทำใĀ้มันÿำปะĀลังมีอาการผิดปกติ โดยทำใĀ้ใบมีอาการด่างเขียüÿลับเĀลือง (mosaic) (ภาพที่ 27ค) ต้นที่มีอาการรุนแรงจะทำใĀ้ใบลดรูปและมีรูปร่างบิดเบี้ยüผิดปกติ (misshapen, twisted leaflet) (ภาพที่ 27ก, ข) และÿ่งผลใĀ้ต้นชะงักการเจริญเติบโต (ภาพที่ 27ก) ทำใĀ้ผลผลิตมีปริมาณลดลง โรคนี้จะมีอาการรุนแรงในมันÿำปะĀลังที่มีอายุน้อยกü่า 6 เดือน การแพร่ระบาด เชื้อไüรัÿถ่ายทอดได้โดยแมลงĀüี่ขาüยาÿูบ (ภาพที่ 29) และติดไปกับท่อนพันธุ์จากต้นที่เป็นโรค (ภาพที่ 28)การป้องกันกำจัด โรคใบด่างมันÿำปะĀลังเกิดจากเชื้อÿาเĀตุโรคไüรัÿ ในปัจจุบันไม่มีÿารเคมีป้องกันและรักþาโรคดังกล่าüได้ แต่ÿามารถป้องกันโรคได้โดยใช้พันธุ์ต้านทานโรคเช่น พันธุ์อิทธิ 1 อิทธิ 2 และอิทธิ 3 เป็นต้น ไม่ใช้ท่อนพันธุ์ที่มาจากแปลงที่เป็นโรค คüบคุมแมลงĀüี่ขาüยาÿูบที่เป็นพาĀะโรค โดยการพ่นÿารป้องกันกำจัดแมลง เช่น อิมิดาโคลพริด ไดโนทีฟูแรน ไทอะมีโทแซม บูโพรเฟซิน ไบเฟนทริน Āรือไตรอะโซฟอÿ เป็นต้นและกำจัดüัชพืชในแปลงปลูกเพราะจะเป็นแĀล่งที่อยู่อาýัยของแมลงĀüี่ขาüได้ เช่น กระถินยักþ์ (ภาพที่ 29ข, ค) เป็นต้น Āรือพืชอื่นที่เป็นพืชอาýัยของโรค เช่น ผักไชยา (ภาพที่ 30)เป็นต้น (Siriwan et. al., 2020)ก
33ภาพที่ 27อาการโรคใบด่างอย่างรุนแรงของมันÿำปะĀลังในแปลงปลูก ทำใĀ้ต้นแคระแกร็นชะงักการเจริญเติบโตอย่างมาก (ก) ใบด่าง Āงิก บิดเบี้ยü (ข) และใบด่างเขียüÿลับเĀลือง (ค) ขกกข คต้นที่แÿดงอาการของโรคใบด่าง ต้นปกติ
34ภาพที่ 28 ท่อนพันธุ์มันÿำปะĀลังที่ติดโรคใบด่าง เมื่อนำไปปลูกจะทำใĀ้โรคแพร่ระบาดอย่างรüดเร็üภาพที่ 29 แมลงĀüี่ขาüยาÿูบพาĀะของโรคใบด่างมันÿำปะĀลัง (ก) ต้นกระถินยักþ์เป็นอีกพืชอาýัยของแมลงĀüี่ขาüยาÿูบในแปลงปลูกมันÿำปะĀลัง (ข, ค)ภาพที่ 30 ผักไชยาĀรือคะน้าเม็กซิโกเป็นพืชอาýัยของเชื้อไüรัÿ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus (SLCMV)ก ข ค
35โรคพุ่มแจ้(Witches' Broom)เชื้อÿาเĀตุ เกิดจากเชื้อรา Ceratobasidium theobromae (Landicho et al., 2024) ซึ่งพบรายงานเป็นเชื้อÿาเĀตุโรคปลายกิ่งแĀ้งของโกโก้ แต่เดิมเคยÿันนิþฐานü่าเกิดจาก Phytoplasma โรคพุ่มแจ้เริ่มระบาดครั้งแรกในปีพ.ý. 2557 ในประเทýไทยที่จังĀüัดระยอง และภายĀลังพบการระบาดในพื้นที่ปลูกมันÿำปะĀลังภาคตะüันออก และบางอำเภอในจังĀüัดกำแพงเพชรและนครราชÿีมาลักþณะอาการ เชื้อราÿาเĀตุโรคดังกล่าüแÿดงอาการคล้ายการเข้าทำลายของไฟโตพลาÿมา โดยเชื้อเข้าทำลายท่อลำเลียงของลำต้น (ภาพที่ 31จ) และĀัü (ภาพที่ 31ฉ) มันÿำปะĀลังที่เป็นโรคจะมีÿีน้ำตาลเข้มจนถึงÿีดำ อาการของโรคมักÿังเกตได้อย่างชัดเจนช่üงระยะ 4-5 เดือนในแปลงปลูก มักพบอาการในÿ่üนอื่นๆร่üมด้üยเช่น ลำต้นเตี้ยĀรือแคระแกร็น ข้อปล้องÿั้น แตกยอดเป็นพุ่มฝอย อีกทั้งใบจะเปลี่ยนเป็นÿีเĀลืองไปจนถึงเĀลืองซีด ÿ่งผลใĀ้คุณภาพผลผลิตลดลงและเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ ถ้าพบการระบาดรุนแรงมันÿำปะĀลังอาจยืนต้นตายได้(ภาพที่ 31)การแพร่ระบาด ÿามารถแพร่ระบาดไปได้กับท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคและเชื้อÿาเĀตุÿามารถอยู่ในเýþซากมันÿำปะĀลังที่เป็นโรคได้การป้องกันกำจัด ใĀ้ตัดบริเüณÿ่üนที่เป็นโรคออกเลยจากจุดที่ปกติอย่างน้อย 30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ใĀ้เชื้อราลุกลามไปบริเüณอื่น ในกรณีที่พบอาการของโรคที่ใบและกิ่งแĀ้งĀรือแĀ้งทั้งต้นใĀ้ทำการนำออกจากแปลงไปทำลาย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อÿาเĀตุโรคไปยังบริเüณข้างเคียงĀรือต้นอื่นๆในแปลงปลูกนอกจากนี้ในแปลงที่มีการระบาดของโรคคüรทำคüามÿะอาดอุปกรณ์Āรือเครื่องมือทางการเกþตร โดยการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อล้างทำคüามÿะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์การเกþตรก่อนนำไปใช้ รüมถึงการดูแลบำรุงมันÿำปะĀลังใĀ้เĀมาะÿม เช่น การปรับปรุงดิน ใĀ้น้ำ และปุ๋ยอย่างเĀมาะÿม เพื่อใĀ้ต้นแข็งแรงก็เป็นÿ่üนĀนึ่งในการป้องกันการเกิดโรคเช่นกันข
36ภาพที่ 31 การระบาดของโรคพุ่มแจ้มันÿำปะĀลัง (ก, ข)ข้อปล้องĀดÿั้น ใบแตกเป็นกระจุกมีขนาดเล็กและÿีเĀลืองซีด (ค) กิ่งแĀ้งตายจากยอด (ง) ท่อลำเลียงของลำต้นมีÿีน้ำตาลดำ (จ) และĀัüมันÿำปะĀลังมีÿีน้ำตาลดำ (ฉ)ขกคง จ ฉ
37โรคที่ต้องเฝ้าระüังของมันÿำปะĀลังโรคของมันÿำปะĀลังที่เกþตรกรคüรเฝ้าระüังนั้นเป็นโรคที่ปัจจุบันยังไม่พบปรากฏในประเทýไทย แต่พบรายงานการแพร่ระบาดและทำคüามเÿียĀายอย่างรุนแรงในต่างประเทý ซึ่งเป็นโรคที่มีÿาเĀตุมาจากเชื้อไüรัÿ ได้แก่ โรคĀนังกบของมันÿำปะĀลังและโรคĀัüเน่าÿีน้ำตาลของมันÿำปะĀลัง โรคĀนังกบของมันÿำปะĀลัง (Cassava Frogskin Disease: CFSD)เชื้อÿาเĀตุโรคĀนังกบช่üงแรกมีรายงานเกิดจากเชื้อไฟโตพลาÿมา กระทั่ง Jimenezet. al. (2024) ได้ทำการýึกþา พบü่า เกิดจากเชื้อไüรัÿ Cassava torrado-like virus (CsTLV; Family Secoviridae, Genus Torradovirus)โรคĀนังกบเป็นโรคที่ÿำคัญที่ÿ่งผลกระทบต่อผลผลิตของมันÿำปะĀลังซึ่งปัจจุบันพบระบาดในประเทýโคลัมเบีย บราซิล เüเนซูเอร่า เปรู คอÿตาริกา และปานามาโดยมีรายงานการเกิดโรคในแปลงปลูกเชิงการค้าของประเทýโคลัมเบียมÿูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ในพื้นที่ Valle del Cauca, Cauca, Meta และ North Coast (Calvert et.al., 2004;Pineda et. al., 1983)ลักþณะอาการ โรคทำใĀ้เกิดแผลแตกเป็นรอยลึกที่ผิüของĀัüมันÿำปะĀลังทำใĀ้เĀ็นเป็นริ้ü ๆ ตามคüามยาüรากÿะÿมอาĀาร (ภาพที่ 32) ÿ่งผลใĀ้ขนาดเÿ้นผ่าýูนย์กลางของรากÿะÿมอาĀารลดลง ĀรือทำใĀ้มันÿำปะĀลังไม่ÿามารถมีผลผลิตได้ โดยเกþตรกรจะพบอาการของโรคก็ต่อเมื่อทำการเก็บเกี่ยüผลผลิต อาจมีบางÿายพันธุ์ที่แÿดงอาการของโรคบนใบ เช่น อาการด่าง (mosaic) เĀลือง (chlorosis) ใบม้üนงอ (curling) ไม่ü่าอย่างไรก็ตามอาการเĀล่านี้ยากที่จะüินิจฉัยได้ü่าเป็นÿาเĀตุจากโรค CFSD ในÿภาพแปลงปลูก ถ้าไม่ได้นำตัüอย่างมาตรüจในĀ้องปฏิบัติการ
38ภาพที่ 32 อาการโรคĀนังกบของมันÿำปะĀลังซึ่งจะพบอาการที่ĀัüมันÿำปะĀลัง โดยต้นที่เป็นโรคเปลือกของรากÿะÿมอาĀารจะแตกเป็นริ้üตามคüามยาü รอยแผลลึกและแผลเป็นÿะเก็ดแข็ง (Alvarez et al., 2009)กข
39โรคĀัüเน่าÿีน้ำตาลของมันÿำปะĀลัง (Cassava Brown Streak Disease: CBSD)เชื้อÿาเĀตุเกิดจากเชื้อไüรัÿ Cassava brown streak virus (CBSV)อยู่ในÿกุล Ipomovirusüงý์Potyviridae ปัจจุบันเชื้อÿาเĀตุโรคชนิดนี้ทำใĀ้เกิดคüามเÿียĀายอย่างรุนแรงต่อต้นมันÿำปะĀลังในทüีปแอฟริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบแอฟริกาตะüันออกและแอฟริกาแถบใต้ทะเลทรายซะฮาร่า (Sub-Sahara) ซึ่งเป็นโรคที่ÿำคัญมากที่ทำคüามเÿียĀายอย่างรุนแรงในการปลูกมันÿำปะĀลัง ทั้งนี้โรคดังกล่าüยังไม่พบปรากฏในประเทýไทยมาก่อน แต่เป็นโรคที่เกþตรกรต้องเฝ้าคอยÿังเกตและติดตาม ลักþณะอาการ อาการของโรคนี้ÿามารถพบได้ในทุกÿ่üนของมันÿำปะĀลัง เริ่มแรกพบแผลÿีน้ำตาลปรากฏบนลำต้นอ่อน (ภาพที่ 33ก) ต่อมาแผลเĀล่านี้จะเริ่มลามขยายเชื่อมต่อกันเป็นแนüยาüในกรณีที่มีการติดเชื้อของโรคอย่างรุนแรง อาจพบอาการแคระแกร็นของลำต้นร่üมด้üยในพันธุ์ที่อ่อนแอ อาการที่ใบจะÿังเกตเĀ็นได้อย่างชัดเจนบนใบแก่มักแÿดงอาการĀลัก 2 แบบ ได้แก่อาĀารซีดเĀลืองเĀมือนขนนกซึ่งมักเริ่มจากเÿ้นใบก่อน(ภาพที่ 33ข) จากนั้นจะขยายครอบคลุมทั้งใบ และอาการใบจุดÿีเĀลือง ท้ายที่ÿุดÿ่งผลใĀ้ĀัüมันÿำปะĀลังเกิดอาการเน่าแĀ้งÿีน้ำตาลเข้ม (ภาพที่ 33ค) ทำใĀ้ไม่ÿามารถเก็บเกี่ยüผลผลิตได้คüามแตกต่างของลักþณะอาการโรคแผลขีดÿีน้ำตาลที่เกิดจากไüรัÿÿายพันธุ์CBSV และ UCBSV ÿามารถแบ่งแยกได้โดยที่ CBSV ทำใĀ้เกิดการเน่าของรากÿะÿมอาĀารที่รุนแรงกü่า แต่ในÿ่üนใĀญ่มักพบการติดเชื้อร่üมกันของไüรัÿทั้ง 2 ÿายพันธุ์(Tomlinson et al., 2018; Robson et al., 2024)การแพร่ระบาด เชื้อไüรัÿถ่ายทอดได้โดยแมลงĀüี่ขาüÿูบ และติดไปกับท่อนพันธุ์จากต้นที่เป็นโรคการป้องกันกำจัด ในปัจจุบันโรคĀนังกบของมันÿำปะĀลังและโรคแผลขีดÿีน้ำตาลของมันÿำปะĀลังยังไม่พบการระบาดในประเทýไทย การใช้มาตรการทางกฎĀมายในการกักพืชที่มีคüามเÿี่ยง และการเตรียมพันธุ์ต้านทานเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมÿำĀรับกรณีเกิดระบาดของโรคดังกล่าü
40ภาพที่ 33 ลักþณะอาการของโรคĀัüเน่าÿีน้ำตาลในÿ่üนต่างๆของมันÿำปะĀลัง อาการแผลขีดÿีน้ำตาลบนลำต้นอ่อน (ก) อาการเĀลืองเริ่มจากบริเüณเÿ้นใบ (ข) และอาการบริเüณรากÿะÿมอาĀาร (ค, ง) (Tomlinson et al., 2018)ก ขค ง
41แมลงและไรýัตรูมันÿำปะĀลังเพลี้ยแป้ง (Mealybugs)ในอดีตปัญĀาเกี่ยüกับแมลงýัตรูที่ก่อใĀ้เกิดคüามเÿียĀายต่อผลผลิตมันÿำปะĀลังมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากมันÿำปะĀลังเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนทานและปรับตัüได้ดีแต่ที่ผ่านมามีการระบาดของเพลี้ยแป้งÿีชมพูในมันÿำปะĀลังที่กลายเป็นปัญĀาÿำคัญโดยมีรายงานการระบาดของเพลี้ยแป้งÿีชมพูใน พ.ý. 2551 (อัมพร, 2552) และขยายüงออกไปตามแĀล่งปลูกมันÿำปะĀลังที่ÿำคัญ เช่น จังĀüัดกำแพงเพชร ระยอง ชลบุรีÿระแก้ü ปราจีนบุรีและนครราชÿีมา ÿาเĀตุÿำคัญของการระบาดอย่างกü้างขüางคือ การใช้ท่อนพันธุ์ที่มีเพลี้ยแป้งไปปลูกโดยไม่มีการจัดการใĀ้ท่อนพันธุ์ใĀ้ปราýจากแมลงก่อนทำใĀ้ผลผลิตมันÿำปะĀลังในปีพ.ý. 2552 ที่คาดü่าจะมีถึง 27 ล้านตัน ลดลงเĀลือประมาณ 19 ล้านตันเท่านั้น ซึ่งกระทบต่อธุรกิจมันÿำปะĀลังเป็นอย่างมาก (กรมüิชาการเกþตร, มปป.) ลักþณะการเข้าทำลาย ตัüอ่อนและตัüเต็มüัยดูดกินน้ำเลี้ยงตามÿ่üนต่างๆ เช่นใบ ยอด (ภาพที่ 34ก) และÿ่üนตา โดยใช้ÿ่üนของปาก (stylet) ที่มีลักþณะเป็นท่อยาüแทงลงไปดูดกินน้ำเลี้ยง ขณะเดียüกันแมลงจะถ่ายมูลทำใĀ้เกิดราดำ (ภาพที่ 34ข)ทำใĀ้พืชÿังเคราะĀ์แÿงได้น้อย เจริญเติบโตไม่เต็มที่ ลำต้นมีข้อถี่และบิดงอ ยอดแĀ้งตายĀรือยอดแตกพุ่ม ÿ่งผลกระทบต่อการÿร้างĀัü โดยเฉพาะในขณะที่ต้นมันÿำปะĀลังเล็กอยู่จะพบเป็นปัญĀามากในช่üงĀน้าแล้ง Āากมีการระบาดขณะพืชอายุยังน้อยจะมีผลต่อการÿร้างĀัü และอาจทำใĀ้ต้นตายได้ นอกจากกระทบต่อผลผลิตทั้งด้านปริมาณและคุณภาพแล้üการระบาดของเพลี้ยแป้งยังจะทำใĀ้ขาดแคลนท่อนพันธุ์อีกด้üย เพลี้ยแป้งที่เข้าทำลายมันÿำปะĀลังมีทั้งĀมด 4 ชนิด คือ เพลี้ยแป้งลาย (ภาพที่ 35ก) เพลี้ยแป้งแจ๊คเบียดเลย์(ภาพที่ 35ข) เพลี้ยแป้งÿีเขียü(ภาพที่ 35ค)และเพลี้ยแป้งÿีชมพู(ภาพที่ 35ง)
42ภาพที่ 34 ตัüอ่อนและตัüเต็มüัยของเพลี้ยแป้งÿีชมพูดูดกินน้ำเลี้ยงที่ยอดมันÿำปะĀลัง (ก) และเพลี้ยแป้งจะถ่ายมูลĀüานทำใĀ้เกิดราดำบริเüณที่ดูดกิน (ข) ภาพที่ 35 เพลี้ยแป้งลาย (ก) เพลี้ยแป้งแจ๊คเบียดเลย์ (ข) เพลี้ยแป้งÿีเขียü (ค) และเพลี้ยแป้งÿีชมพู(ง)ก ขกค งข
43การป้องกันกำจัด การแช่ท่อนพันธุ์ด้üยÿารกำจัดแมลงก่อนปลูก เช่น ÿารอิมิดาคลอพริดไดโนทีฟูแรน ไทอะมีโทแซม โพรไทโอฟอÿ Āรือ พิริมิฟอÿ-เมทิล เป็นต้นĀลีกเลี่ยงการปลูกมันÿำปะĀลังช่üงที่จะกระทบÿภาพคüามแĀ้งแล้งยาüนาน การไถพรüน เตรียมพื้นที่ใĀ้ดีก่อนปลูก ทำใĀ้มันÿำปะĀลังงอกและเจริญเติบโตได้รüดเร็ü จะทำใĀ้เพลี้ยแป้งเข้าทำลายน้อยลง ในขณะที่ต้นมันÿำปะĀลังยังเล็กอยู่ ใĀ้เก็บÿ่üนของพืชที่มีเพลี้ยแป้งอยู่ไปทำลายทิ้งนอกแปลงภาพที่ 36 การกองท่อนพันธุ์ของเกþตรกร (ก) ทำใĀ้เพลี้ยแป้งเข้ามาĀลบอาýัยตามตาของท่อนพันธุ์ที่ลูกýรชี้(ข) และเป็นแĀล่งประชากรตั้งต้นของเพลี้ยแป้งที่จะแพร่ระบาดในแปลงปลูก ซึ่งเกþตรกรคüรนำท่อนพันธุ์ไปแช่ÿารกำจัดเพลี้ยแป้งที่แนะนำก่อนทำการปลูก (ค)ก ข ค
44เพลี้ยĀอย (Scale insects)ลักþณะการเข้าทำลาย การเข้าทำลายจะคล้ายเพลี้ยแป้ง โดยแมลงจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามลำต้น (ภาพที่ 37) ทำใĀ้ใบร่üง มีราดำเข้าทำลายตามมา และÿ่งผลกระทบต่อผลผลิตพบระบาดมากในช่üงฤดูแล้งการป้องกันกำจัด ทำการป้องกันกำจัดคล้ายกับเพลี้ยแป้ง แต่ในการใช้ÿารเคมีคüรผÿมไüท์ออยĀรือÿารจับใบ เพื่อใĀ้ÿารมารถดูดซึมเข้าÿู่ตัüแมลงได้ดีขึ้น ÿ่üนท่อนพันธุที่มีเพลี้ยเกาะĀนาแน่นอยู่ใĀ้นำไปทำลายไม่คüรนำมาใช้เป็นท่อนพันธุ์ภาพที่ 37 เพลี้ยĀอยเกาะและดูดกินน้ำเลี้ยงที่บริเüณตาและลำต้นมันÿำปะĀลัง
45แมลงĀüี่ขาü (Whiteflies)ในมันÿำปะĀลังพบแมลงĀüี่ขาü 2 ชนิด คือ แมลงĀüี่ขาüยาÿูบ (Bemisia tabaciGennadius) (ภาพที่ 38) และแมลงĀüี่ขาüใยเกลียü (Aleurodicus disperses Russell)(ภาพที่ 39) โดยแมลงĀüี่ขาüยาÿูบจะมีคüามÿำคัญที่ÿุด เนื่องจากเป็นแมลงพาĀะโรคใบด่างมันÿำปะĀลังลักþณะการเข้าทำลาย ตัüอ่อนและตัüเต็มüัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากÿ่üนใต้ใบพืช และถ่ายมูลทำใĀ้เกิดราดำÿ่งผลใĀ้พืชÿังเคราะĀ์แÿงได้น้อยลง นอกจากนี้แมลงĀüี่ขาüยาÿูบÿามารถพาĀะถ่ายทอดโรคใบด่าง (Cassava Mosaic Disease) และโรคไüรัÿĀลายชนิดของมันÿำปะĀลังในทüีปแอฟริกาด้üยการป้องกันกำจัด Āลีกเลี่ยงการปลูกมันÿำปะĀลังกระทบช่üงÿภาพอากาýแล้งในขณะที่ต้นมันÿำปะĀลังยังเล็กอยู่ ถ้ามีการระบาดรุนแรง ใĀ้ใช้ÿารป้องกันกำจัดแมลง เช่นอีโทเฟนพรอกซ์อิมิดาคลอพริด ไดโนทีฟูแรน Āรือบูโพราฟซิน เป็นต้น ฉีดพ่นตามคำแนะนำในฉลาก Āรือการคüบคุมโดยชีüüิธีด้üยแมลงที่เป็นýัตรูธรรมชาติของแมลงĀüี่ขาü เช่น แมลงช้างปีกใÿภาพที่ 38 ตัüเต็มüัยของแมลงĀüี่ขาüยาÿูบ
46ภาพที่ 39 แมลงĀüี่ขาüใยเกลียüดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ใบมันÿำปะĀลัง; ตัüอ่อน (ก) และตัüเต็มüัย (ข)ขก