47แมลงนูนĀลüง (White grubs)ลักþณะการเข้าทำลาย แมลงนูนĀลüงจะระบาดมากในช่üงที่แĀ้งแล้งยาüนาน ตัüอ่อนแมลง (ภาพที่ 41ก) จะกัดกินผิüของท่อนพันธุ์Āรือที่ผิüของรากแล้üเจาะรูเข้าไปในเนื้อไม้ ทำใĀ้รากเน่า ĀรือทำใĀ้ต้นตายได้การป้องกันกำจัด แมลงชนิดนี้ออกเป็นตัüเต็มüัยปีละครั้ง เกþตรกรคüรจับตัüเต็มüัย(ภาพที่ 41ข) ทำลาย โดยเฉพาะในช่üงประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เป็นช่üงที่แมลงนูนĀลüงผÿมพันธุ์จะช่üยลดปริมาณแมลงนูนĀลüงลงได้ในบริเüณที่มีการทำลายมากใĀ้ทำการไถพรüนĀลาย ๆ ครั้ง เพื่อทำลายไข่และĀนอนก่อนที่จะเป็นตัüเต็มüัย ภาพที่ 41 แมลงนูนĀลüง; ตัüอ่อน (ก) และตัüเต็มüัย (ข)ก ข
48ปลüก (Termites)ลักþณะอาการ ปลüกจะกัดกินทำลายÿ่üนต่างๆ ที่อยู่ใต้ดินĀรือบนดินของมันÿำปะĀลังเช่น ท่อนพันธุ์ เĀง้า ĀรือรากÿะÿมอาĀาร (ภาพที่ 42) จากนั้นมันÿำปะĀลังจะแÿดงอาการต้นแĀ้งตาย พบระบาดมากในช่üงที่มีÿภาพอากาýแĀ้งแล้ง ÿ่üนมากปลüกจะเข้าทำลายในระยะเริ่มปลูกการป้องกันกำจัด Āลีกเลี่ยงการปลูกมันÿำปะĀลังในช่üงที่มีอากาýแĀ้งแล้ง การไถเตรียมพื้นที่ปลูกใĀ้ดินมีÿภาพร่üนซุยและปรับปรุงดินใĀ้มีคüามÿมบูรณ์จะช่üยใĀ้มันÿำปะĀลังงอกและเจริญเติบโตได้เร็ü ทำใĀ้ÿามารถลดการเข้าทำลายของปลüกได้การคüบคุมด้üยÿารเคมีเช่น ฟิโปรนิลเป็นต้น แช่ก่อนปลูกĀรือพ่นโคนต้นบริเüณที่มีปลüกภาพที่ 42 ปลüกเข้าทำลายมันÿำปะĀลังÿ่üนเĀนือดิน (ก, ข) เข้าทำลายระบบราก (ค)เข้าทำลายภายในลำต้น (ง) และĀัüมันÿำปะĀลัง (จ, ฉ)ก ข คง จ ฉ
49ไร (Mites)เป็นýัตรูที่ÿำคัญอีกชนิดĀนึ่งของมันÿำปะĀลัง ไรจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบทำใĀ้ใบÿูญเÿียคลอโรฟิลล์ ไรชนิดที่พบมากในพื้นที่ปลูกมันÿำปะĀลัง คือ ไรแดงĀม่อน (Tetranychus truncates Ehara) ไรชนิดนี้ดูดกินอยู่ใต้ใบ ทำลายใบแก่และใบเพÿลาด Āากระบาดรุนแรงจะเคลื่อนย้ายไปดูดกินบนยอดอ่อน ÿร้างเÿ้นใยปกคลุมใบและลำต้น เมื่อไรเริ่มลงทำลายจะเĀ็นเป็นจุดประด่างเĀลืองบนผิüด้านบนของใบ ถ้าทำลายรุนแรงทำใĀ้ใบไĀม้ขาดพรุนตรงกลางใบ ใบลู่ลงและเĀี่ยüแĀ้ง ถ้าไรลงทำลายในมันÿำปะĀลังอายุ 1-3 เดือนอาจทำใĀ้ใบร่üง ยอดแĀ้ง และตายได้ นอกจากนั้นพบไรอีก 2 ชนิดที่ ได้แก่ ไรแมงมุมคันซาüา(T. kanzawai Kishida) และ ไรแดงมันÿำปะĀลัง (Oligonychus biharensis Hirst)(มานิตา และคณะ, 2554)ลักþณะการเข้าทำลาย ไรทำคüามเÿียĀาย โดยดูดกินน้ำเลี้ยงตามใต้ใบ (ภาพที่ 40ก)จากใบบริเüณÿ่üนล่างÿู่ÿ่üนยอด ทำใĀ้ใบเĀลืองซีด (ภาพที่ 40ข) ม้üนงอ และแĀ้งตายจะพบเป็นปัญĀามากในช่üงฤดูแล้งการป้องกันกำจัด การปรับปรุงดินในแปลงใĀ้มีอินทรีย์üัตถุและคüามÿมบูรณ์ที่เĀมาะÿม รüมทั้งแĀล่งน้ำ Āลีกเลี่ยงการปลูกมันÿำปะĀลังช่üงที่จะกระทบคüามแĀ้งแล้งในขณะที่ต้นมันÿำปะĀลังอายุน้อย การคüบคุมด้üยÿารเคมีได้แก่ เฮกซีไทอะซอกซ์ ทีบูเฟนไพแรด ไพริดาเบน ไซฟลูมิโทเฟน ÿไปโรมีซิเฟน Āรือ เฟนบูทาทินออกไซด์ เป็นต้น
50ภาพที่ 40 ใบมันÿำปะĀลังที่ถูกไรแดงดูดกินน้ำเลี้ยงทำใĀ้ใบเĀลืองซีด (ก, ข) โดยไรแดงจะอยู่บริเüณใต้ใบมันÿำปะĀลัง (ค) ไรแดงภายใต้กล้อง stereo microscope (ง) ก ขค ง
51อาการผิดปกติที่เกิดจากÿารกำจัดüัชพืชการใช้ÿารกำจัดüัชพืชในการปลูกมันÿำปะĀลังเป็นÿิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่üงเริ่มต้นของการปลูกมันÿำปะĀลังที่จะพบการแข่งขันของüัชพืชต่าง ๆเป็นอย่างมาก แต่การที่จะคüบคุมüัชพืชใĀ้ได้ผล เกþตรกรต้องมีคüามรู้ คüามเข้าใจในการเลือกใช้ÿารกำจัดüัชพืชใĀ้ถูกต้องและเĀมาะÿมกับÿถานการณ์ โดยปัญĀาÿ่üนมากที่เกิดจากÿารกำจัดüัชพืชมักเกิดจากÿาเĀตุดังต่อไปนี้1) การใช้Āัüฉีดÿารที่ไม่เĀมาะÿมและการขาดคüามระมัดระüังในการทำงานของผู้ฉีดพ่นÿาร ทำใĀ้มันÿำปะĀลังที่ปลูกถูกÿารกำจัดüัชพืชเÿียĀาย2) การใช้ÿารกำจัดüัชพืชที่คüามเข้มข้นÿูงเกินไป3) การปนเปื้อนของÿารกำจัดüัชพืชในอุปกรณ์ฉีดพ่นÿาร4) การใช้ÿารกำจัดüัชพืชที่ไม่เĀมาะกับมันÿำปะĀลังของแปลงปลูกข้างเคียง อาจมีละอองของยาปลิüมาทำลายมันÿำปะĀลังได้โดยเฉพาะการพ่นด้üยโดรนทางการเกþตร5) การชะล้างของÿารกำจัดüัชพืชที่ตกค้างในพื้นที่ Āรือจากพื้นที่ใกล้เคียง มากับน้ำ Āรือน้ำฝน ทำใĀ้ÿารกำจัดüัชพืชเกิดการÿะÿมมีคüามเข้มข้นของÿารกำจัดüัชพืชÿูงขึ้นและÿ่งผลกระทบต่อมันÿำปะĀลัง6) ผลตกค้างของÿารกำจัดüัชพืชที่ใช้กับพืชปลูกก่อนĀน้า เช่น การใช้ÿารอะทราซีนในข้าüโพดĀรือข้าüฟ่าง ซึ่งÿารอะทราซีนมีฤทธิ์ตกค้างในพื้นที่นานและจะทำคüามเÿียใĀ้กับมันÿำปะĀลังที่ปลูกต่อมา เป็นต้น (Lozano et. al., 1981)โดยคüามผิดปกติของมันÿำปะĀลังจากÿารกำจัดüัชพืชต่างๆ มีดังนี้
52ÿารพาราคüอท (Paraquat)เป็นÿารกำจัดüัชพืชประเภทÿัมผัÿตาย ÿามารถทำลายพืชได้ทุกชนิด ใช้พ่นทางใบĀรือต้นพืช มีฤทธิ์ทำลายเฉพาะÿ่üนของพืชที่ได้รับÿาร ผลของÿารประเภทนี้จะทำใĀ้มันÿำปะĀลังเกิดจุดตาย (ภาพที่ 43) บางครั้งจุดตายลามติดกันĀากได้รับÿารในปริมาณมากใบจะไĀม้ เĀี่ยüแĀ้ง ถ้าพ่นโดนยอดĀรือÿ่üนเจริญอาจทำใĀ้ต้นตายได้ภาพที่ 43 ลักþณะอาการมันÿำปะĀลังที่ได้รับÿารพาราคüอทÿาร 2,4-ดี (2,4-D)เป็นÿารกำจัดüัชพืชประเภทดูดซึม และเลือกทำลาย คือทำลายพืชบางชนิดโดยไม่มีผลต่อพืชอีกĀลายชนิด เมื่อเข้าÿู่ต้นพืชแล้üจะเคลื่อนย้ายในÿ่üนต่างๆ ของพืช นอกจากนี้ยังมีคุณÿมบัติในการคüบคุมการเจริญเติบโตของพืช ทำใĀ้พืชเจริญผิดปกติ โดยเฉพาะÿ่üนยอดที่กำลังพัฒนา ต้นแคระแกร็น ÿ่üนใĀญ่แนะนำใĀ้ใช้กำจัดüัชพืชในนาข้าüและในไร่อ้อย ผลของÿารชนิดนี้ต่อมันÿำปะĀลัง ทำใĀ้มันÿำปะĀลังเจริญผิดปกติ ใบเÿียรูปทรงก้านใบบิดĀงายขึ้น ใบยอดไม่เจริญ ใบเĀลือง ถ้าได้รับÿารปริมาณมากจะทำใĀ้ยอดโค้งงอ ก้านใบลู่ลง ใบไĀม้แล้üร่üง ลำต้นและกิ่งบüม มีรอยแตก ยอดไĀม้แĀ้ง และอาจตายได้
53ÿารไกลโฟเซต (Glyphosate)เป็นÿารกำจัดüัชพืชประเภทดูดซึม มีฤทธิ์ทำลายพืชได้ทุกชนิด Āากใช้ไม่ถูกต้องจะมีผลต่อการเจริญเติบโต ทำใĀ้ใบที่แตกใĀม่ มีขนาดเล็กกü่าปกติมาก แผ่นใบจะĀงิกลดรูปลงมามีลักþณะเรียüเล็กเป็นเÿ้น (ภาพที่ 44) และบิด ต้นแคระแกร็น ชะงักการเจริญเติบโตถ้าได้รับÿารในปริมาณมากอาจทำใĀ้ต้นมันÿำปะĀลังตายได้ภาพที่44 ลักþณะอาการของมันÿำปะĀลังที่ได้รับÿารไกลโฟเซตÿารอะมีทรีน (Ametryn)เป็นÿารกำจัดüัชพืชประเภทเลือกทำลาย คือทำลายพืชบางชนิด โดยไม่มีผลต่อพืชอีกĀลายชนิด เมื่อเข้าไปในพืชแล้üจะไปยับยั้งการÿังเคราะĀ์แÿงของพืช ÿารอะมีทรีนเป็นÿารที่แนะนำใĀ้ใช้กำจัดüัชพืชในไร่อ้อย ผลของÿารชนิดนี้จะทำใĀ้มันÿำปะĀลังเกิดอาการใบมีÿีเĀลือง (chlorosis) จนถึงแĀ้งตาย (necrosis) (ภาพที่ 45)
54ภาพที่45 ลักþณะอาการของมันÿำปะĀลังที่ได้รับÿารอะมีทรีนÿารอะทราซีน (Atrazine)เป็นÿารกำจัดüัชพืชประเภทเลือกทำลาย เมื่อเข้าไปในพืชแล้üจะไปยับยั้งการÿังเคราะĀ์แÿงของพืช ÿารอะทราซีนแนะนำใĀ้ใช้กำจัดüัชพืชในข้าüโพดและข้าüฟ่างผลของÿารชนิดนี้จะทำใĀ้มันÿำปะĀลังเกิดอาการใบเĀลือง (chlorosis) จนถึงแĀ้งตาย (necrosis) ลักþณะอาการผิดปกติของมันÿำปะĀลังจะคล้ายกับการได้รับÿารอะมีทรีนĀรืออาจมีอาการใบĀงิกลู่ลง (ภาพที่ 46)ภาพที่46 ลักþณะอาการของมันÿำปะĀลังที่ได้รับÿารอะทราซีน
55ÿารไดยูรอน (Diuron)เกþตรกรÿ่üนใĀญ่มักเข้าใจü่าไดยูรอนไม่เป็นพิþต่อมันÿำปะĀลัง เนื่องจากในฉลากแนะนำใĀ้ใช้กำจัดüัชพืชในไร่มันÿำปะĀลัง แต่Āากใช้ไม่ถูกช่üงเüลา Āรือ ใช้ในอัตราที่มากเกินคำแนะนำ จะมีผลต่อมันÿำปะĀลังได้การพ่นไดยูรอนเพื่อคüบคุมüัชพืชก่อนงอก แต่ถ้าพ่นĀลังจากต้นมันÿำปะĀลังแตกใบแล้üจะทำใĀ้มันÿำปะĀลังใบเĀลืองใบไĀม้ ใบแก่จะเĀ็นเÿ้นใบเป็นÿีขาüชัดเจน (ภาพที่ 47) พื้นที่ของเกþตรกรบางรายมีปัญĀาüัชพืชขึ้นĀนาแน่น จึงคิดü่าการพ่นÿารในปริมาณมาก จะทำใĀ้คüบคุมüัชพืชได้นาน จึงใช้ไดยูรอนในปริมาณมาก ทำใĀ้ใบมันÿำปะĀลังไĀม้ บางครั้งต้นแĀ้งตาย ÿ่üนใĀญ่จะพบการตายเป็นĀย่อมในบริเüณที่มีÿารตกค้างมากภาพที่47 ลักþณะอาการของมันÿำปะĀลังที่ได้รับÿารไดยูรอน
56การแก้ปัญĀาคüามเÿียĀายที่เกิดจากÿารกำจัดüัชพืชกรณีคüามเÿียที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย มันÿำปะĀลังจะÿามารถฟื้นกลับคืนเป็นปกติได้เอง โดยคอยÿังเกตจากยอดและใบที่ออกมาใĀม่ü่าเป็นปกติแล้üĀรือไม่ แต่ถ้าคüามเÿียĀายจากการใช้ÿารกำจัดüัชพืชในกลุ่มฮอร์โมนĀรือจากการฉีดÿารกำจัดüัชพืชแบบใช้Āลังüัชพืชงอก (Post-emergence) ไปถูกต้นมันÿำปะĀลัง ใĀ้ใช้การใĀ้น้ำช่üยถ้าพื้นที่ปลูกมีÿภาพแĀ้ง แต่ในทางกลับกันถ้าคüามเÿียĀายเกิดจากการใช้ÿารกำจัดüัชพืชทางดินคüรงดการใĀ้น้ำเพราะจะทำÿารกำจัดüัชพืชทำละลายออกมาทำใĀ้เกิดคüามเÿียĀายมากขึ้น
57อาการผิดปกติที่เกิดจากการขาดธาตุอาĀารการขาดธาตุÿังกะÿี (Zinc deficiency)เป็นธาตุอาĀารที่พบการขาดได้ง่ายในมันÿำปะĀลัง โดยจะพบในมันÿำปะĀลังที่ปลูกในดินที่มีพีเอชเป็นด่าง Āรือมีธาตุแคลเซียม Āรือไบคาร์บอเนตÿูง (calcareous soil) Āรือเรียกอีกชื่อü่าดินเนื้อปูน ซึ่งมักจะเป็นดินเĀนียü ร่üนเĀนียü Āรือในดินที่มีอินทรียüัตถุต่ำ ที่มีลักþณะเป็นทรายและมีคüามเป็นกรด พืชก็อาจขาดธาตุÿังกะÿีได้เช่นกัน มันÿำปะĀลังที่ขาดธาตุÿังกะÿี จะพบจุด Āรือแถบÿีขาü ĀรือแถบÿีเĀลืองที่ใบอ่อนĀรือใบบน ใบแคบลง (ภาพที่ 48) ใบอาจย่นĀรือมีรูปร่างเปลี่ยนไป อาจพบจุดที่เป็นเซลล์ตายในใบล่างแนüทางการแก้ไข โดยการพ่นซิงค์ซัลเฟต ในอัตรา 4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมันÿำปะĀลังอายุ1, 2 และ 3 เดือน รüม 3 ครั้ง Āรือการใช้ปุ๋ยธาตุÿังกะÿี อัตรา 0.8 กก./ไร่ทางดิน Āรือชุบท่อนพันธุ์ด้üยซิงค์ซัลเฟต 2 เปอร์เซ็นต์นาน 15 นาทีภาพที่48 อาการขาดธาตุÿังกะÿีของมันÿำปะĀลัง
58การขาดธาตุเĀล็ก (Iron deficiency)มันÿำปะĀลังจะแÿดงอาการที่ใบอ่อนĀรือใบบน มักเกิดกับมันÿำปะĀลังที่ปลูกในดินด่าง ดินทราย ดินที่มีอินทรียüัตถุÿูง Āรือดินจอมปลüก อาการรุนแรงเมื่อฝนทิ้งช่üง มันÿำปะĀลังที่ปลูกในดินเĀนียüÿีดำอาจแÿดงอาการขาดธาตุเĀล็กประมาณ 1-2 เดือนĀลังปลูก Āลังจากนั้นใบอ่อนที่แตกใĀม่ÿามารถเจริญเติบโตได้เป็นปกติ ลักþณะอาการของมันÿำปะĀลังที่ขาดธาตุเĀล็ก ใบจะมีÿีเĀลือง Āรือซีดอย่างÿม่ำเÿมอ (ภาพที่ 49)ขณะที่เÿ้นใบยังเขียü ถ้าอาการรุนแรง เÿ้นใบจะซีดด้üย และมีอาการใบไĀม้จากขอบใบเข้ามาĀาเÿ้นกลางใบ เริ่มไĀม้จากใบล่างขึ้นมาใบบน มักพบในพื้นที่เป็นดินด่างแนüทางการแก้ไข ทำการฉีดพ่นด้üยเĀล็กคีเลทในกรณีที่มีอาการขาดธาตุรุนแรงร่üมกับการปรับปรุงÿภาพดินด้üยปุ๋ยคอกและอินทรียüัตถุต่างๆภาพที่49 อาการขาดธาตุเĀล็กของมันÿำปะĀลัง
59การขาดธาตุแมกนีเซียม (Magnesium deficiency)มันÿำปะĀลังจะแÿดงอาการที่ใบแก่Āรือใบล่าง ใบมีอาการเĀลืองเข้ามาจากขอบใบ(ภาพที่50) มักพบมากในพื้นที่ที่เป็นดินทรายแนüทางการแก้ไข ทำการปรับปรุงดินก่อนการปลูกด้üยโดโลไมท์ ร่üมกับปุ๋ยคอกและอินทรียüัตถุต่างๆภาพที่50 อาการขาดธาตุแมกนีเซียมของมันÿำปะĀลัง
60เอกÿารอ้างอิงเจริญýักดิ์ โรจนพิเชþฐ์, ปิยะüุฒิ พูลÿงüน, ÿมยý พุทธเจริญ, จำลอง เจียมจำนรรจา, ลมัย ýรีจันทร์ดี และüิทยา แÿงแก้üÿุข. 2529. คüามÿำคัญทางเýรþฐกิจของโรคใบจุดÿีน้ำตาลของมันÿำปะĀลังในประเทýไทย. น.13-22. ใน รายงานการประชุมüิชาการครั้งที่ 24 ÿาขาพืช เล่ม 1. มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์.ธนาคร จารุพัฒน์ ตำ จาริกภากร นิพนธ์ ทüีชัย และธีระ ÿูตะบุตร. 2525. โรคมันÿำปะĀลังที่พบในประเทýไทยระĀü่างปี 2520-2522. üารÿารโรคพืช 2(4): 10-19.ธนาคารกรุงýรีอยุธยา. (2568). แนüโน้มธุรกิจ/อุตÿาĀกรรม 2568-2570: อุตÿาĀกรรมมันÿำปะĀลัง. ÿืบค้นจากhttps://www.krungsri.com/th/research/industry/industryoutlook/agriculture/cassava/io/cassava-2025-2027นัยนา ทองเจียม. 2526. ไÿ้เดือนฝอยýัตรูพืชในเขตปลูกมันÿำปะĀลังของประเทýไทย. üิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์, กรุงเทพฯ. 138 Āน้า.นิพนธ์ ทüีชัย ขนิþฐา ขันเดช และÿุดฤดี ประเทืองüงý์. 2532. การประเมินคüามรุนแรงโรคใบจุดนูนโดยผ่านทางเมล็ดถั่üเĀลือง:โรคที่เกิดจากแบคทีเรียและไüรัÿของถั่üเĀลือง. กรุงเทพฯ: มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์ ÿถาบันüิจัยและพัฒนาแĀ่งมĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์นิพนธ์ ทüีชัย ชลิดา เล็กÿมบูรณ์üิชัย โฆÿิตรัตน อำไพüรรณ ภราดร์นุüัตน์ และเจริญýักดิ์โรจนฤทธิ์พิเชþฐ์. 2536. การอยู่รอดของเชื้อ Xanthomonas campestrispv. manihotis ภายใต้ÿภาพแปลงปลูกธรรมชาติ. üิทยาÿารเกþตรýาÿตร์ 27(1): 25-32.พรทิพย์ เรือนปานันท์. 2560. การýึกþาการเข้าทำลายรากมันÿำปะĀลังของไÿ้เดือนฝอยรากปม Meloidogyne incognita ที่แยกจากพืชอาýัยต่างชนิดกัน. üารÿารüิชาการ
61üิทยาýาÿตร์และเทคโนโลยี มĀาüิทยาลัยราชภัฎนครÿüรรค์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 9มกราคม-มิถุนายน.พรปüีณ์ ธิüัฒน์üรานิกุล ภานุüัฒน์ มูลจันทะ üรรณüิไล อินทนู และจินตนา อันอาตม์งาม. 2562. การจำแนกชนิดและทดÿอบการก่อโรคของเชื้อราÿาเĀตุโรคĀัüและลำต้นเน่ามันÿำปะĀลัง. üารÿารเกþตรพระจอมเกล้า 2562 : 37 (2) : 239-249. พรพิมล อธิปัญญาคม ÿุณีรัตน์ ÿีมะเดื่อ ชนินทร ดüงÿอาด และ อมรรัชฏ์ คิดใจเดียü. 2562. การýึกþาเชื้อÿาเĀตุโรคโคนเน่าและรากเน่าของมันÿำปะĀลังโดยใช้ลักþณะทางÿัณฐานüิทยาและข้อมูลทางชีüโมเลกุล. Thai Agricultural Research Journal Vol. 37 No. 3.มานิตา คงชื่นÿิน, พิเชฐ เชาüน์üัฒนüงý์, พลอยชมพู กรüิภาÿเรือง และÿิทธิýิโรดม แก้üÿüัÿดิ์.2554. ไรýัตรูมันÿำปะĀลัง. ÿำนักüิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมüิชาการเกþตรüานิช คำพานิช. 2546. การýึกþาüิธีการคัดเลือกพันธุ์มันÿำปะĀลังต้านทานโรคใบจุดÿีน้ำตาล(Cercosporahenningsii Allescher). üิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์,กรุงเทพฯ. 94 Āน้า.ÿืบýักดิ์ ÿนธิรัตน เกþกานดา ÿุทธิÿุข üัฒนะ นรÿิงĀ์ ÿุทิน ราชธา และชัชüาล ÿุüรรณÿาร.2521. ไÿ้เดือนฝอยýัตรูพืชในภาคตะüันออกเฉียงเĀนือ. เอกÿารงานüิจัยฉบับที่ 3.ÿำนักงานเกþตรภาคตะüันออกเฉียงเĀนือ. 51 Āน้า (ใบรายงานเพิ่มเติม)เÿน่Ā์ นิลมณี. 2522. การýึกþาผลกระทบกระเทือนต่อผลผลิตของมันÿำปะĀลังที่เป็นโรคใบจุดÿีน้ำตาล. รายงานประจำปี 2522, กองüิจัยโรคพืช กรมüิชาการเกþตร.อัมพร üิโนทัย. 2552. รายงานชนิดเพลี้ยแป้งที่ÿำรüจพบในไร่มันÿำปะĀลัง. การบรรยายทางüิชาการ “เพลี้ยแป้งมันÿำปะĀลังและการคüบคุมโดยใช้แตนเบียน” ณ ÿถาบันพัฒนามันÿำปะĀลัง Ā้üยบง. ธันüาคม 2552.
62อุดมýักดิ์ เลิýÿุชาตüนิชและ บัญชา ชิณýรี2555. การÿำรüจและประเมินคüามเÿียĀายจากโรครากปมของมันÿำปะĀลัง. การประชุมทางüิชาการมĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์ครั้งที่ 50. 31 ม.ค.-2 ก.พ. 2555. มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์. กรุงเทพฯ.อุดมýักดิ์ เลิýÿุชาตüนิช. 2558. ประÿิทธิภาพของÿารเคมีและชีüภัณฑ์ในการคüบคุมโรครากปมของมันÿำปะĀลัง. การประชุมทางüิชาการมĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์ครั้งที่ 53. 3–6 กุมภาพันธ์ 2558. มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์. กรุงเทพฯ.ýูนย์üิจัยพืชไร่นครÿüรรค์. ÿืบค้นจาก: https://www.doa.go.th/fc/nakhonsawan/?author=1Alvarez, E., Mejía, J. F., Llano, G. A., Loke, J. B., Calari, A., Duduk, B., and Bertaccini, A. 2009. Characterization of a phytoplasma associated with frogskin disease in cassava. Plant Dis. 93:1139-1145.Bennie, A.T.P. 1991. Growth and mechanical impedance, pp. 393-414. In: Y. Waisels, A. Eshel and U. Kafkafi. Plant Roots: the Hidden Half. Marcel Dekker Inc., New YorkBoher, K. and Verdier, V. 1994. Cassava bacterial blight in Africa: the state of knowledge and implications for designing control strategies. African Crop Science Journal 4: 505-509.Bridge, J. and J.L. Starr. 2007. Plant Nematodes of Agricultural Importance-A Colour Handbook. Manson Publishing Ltd. London. 152p.Calvert, L. A., Cuervo, M., Lozano, I., Villareal, N., and Arroyave, J. 2004. Identification of a reolike virus infecting Manihot esculenta and associated with cassava frog-skin disease. Sixth Int. Sci. Meet. Cassava Biotechnol. Network. PS4:68.
63Dedal, O.I., Palomar. M.K. and Napiere, C.M. 1980. Host range of Xanthomonas manihotisStarr. Annuals of Tropical Research 2, 149-155.Fokunang, C.N., Ikotun, T., Dixon, A.G.O. and Akem, C.N. 1997. First report of Colletotrichum gloeosporioides f.sp. manihotis cause of cassava anthracnose disease, being seed-borne and seed-transmitted in cassava. Plant Disease 81, 695.Hillocks, R.J., Thresh, J.M. and Bellotti, A.C. 2002. Cassava: Biology, Production and Utilization. CABI Publishing. London, UK. Jimenez, J., Caicedo, S., Pardo, J.M. et al. Single torradovirus infections explain the mysterious cassava frogskin disease in the Americas. Sci Rep 14, 29648 (2024). https://doi.org/10.1038/s41598-024-81142-2Landicho, D. M., Montañez, R. J. M., Camagna, M., Neang, S., Bulasag, A. S., Magdaraog, P. M., Sato, I., Takemoto, D., Maejima, K., Pinili, M. S., & Chiba, S. (2024). Status of Cassava Witches’ Broom Disease in the Philippines and Identification of Potential Pathogens by Metagenomic Analysis. Biology, 13(7), 522. https://doi.org/10.3390/biology13070522Lozano, J.C. and R.H. Booth. 1976. Diseases of Cassava. Centro Internacional de Agricultura Tropical. Cali, Colombia.Lozano, J.C., Bellotti, A., Reyes, J.A., Howeler, R., Leihner, D. And Doll. J. 1981. Field Problems in Cassava. CIAT Series No. 07EC-1 (2nd. Ed.) Pineda, B., Jayasinghe, U., and Lozano, J. C. 1983. La enfermedad “Cuero de Sapo” enyuca (Manihot esculenta Crantz). ASIAVA 4:10-12.
64Powell P.W. 1968. The Cercospora leaf spot of cassava. Ithaca, Univ. of Cornell.Powell P.W. 1972. Cercospora leaf spot of cassava. Tropical Root and Tuber Crops Newsletter. 6: 10-14.Robson, F., Hird, D.L. & Boa, E. (2024) Cassava brown streak: A deadly virus on the move. Plant Pathology, 73, 221–241. Available from: https://doi.org/10.1111/ppa.13807Siriwan W, Jimenez J, Hemniam N, Saokham K, Lopez-Alvarez D, Leiva AM. (2020). Surveillance and diagnostics of the emergent Sri Lankan cassava mosaic virus (Fam. Geminiviridae) in Southeast Asia. Virus Research. 285:197959.Tomlinson KR, Bailey AM, Alicai T, Seal S, Foster GD. Cassava brown streak disease: historical timeline, current knowledge and future prospects. Mol Plant Pathol. 2018 May;19(5):1282-1294. doi: 10.1111/mpp.12613. Epub 2017 Dec 28. PMID: 28887856; PMCID: PMC5947582.Wang HL, Cui XY, Wang XW, Liu SS, Zhang ZH, Zhou XP. First report of Sri Lankan cassava mosaic virus infecting cassava in Cambodia. Plant Disease. 2016;100(5):1029.Jimenez, J., Caicedo, S., Pardo, J.M. (2024). Single torradovirus infections explain the mysterious cassava frogskin disease in the Americas. Sci Rep 14, 29648. https://doi.org/10.1038/s41598-024-81142-2
65ประüัติผู้แต่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิชจบการýึกþาระดับมัธยมýึกþาตอนต้นและปลายจาก โรงเรียนเบญจมราชูทิý ราชบุรีระดับปริญญาตรี(ÿาขาเกþตรýาÿตร์) เกียรตินิยมอันดับ 2 คณะเกþตร มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์ พ.ý.2544ระดับปริญญาเอก (Tropical Agriculture) ÿาขาโรคพืชที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย คณะเกþตร มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์พ.ý.2550 โดยทุนปริญญาเอกกาญจนาภิเþก รุ่นที่ 4เริ่มงานที่ภาคüิชาโรคพืช คณะเกþตร มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์ บางเขนปีพ.ý.2551ÿถานที่ทำงาน: ภาคüิชาโรคพืช คณะเกþตร มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร์ บางเขน 10900 e-mail address: [email protected]คüามชำนาญ: โรคพืชที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การจัดการโรคพืช โรคของ มันÿำปะĀลังและข้าü
โรคมันÿ ำปะĀลัง (Cassava Diseases)โรคพุ่มแจ้ (Witches' broom)โรคใบไหม้(Cassava bacterial blight)โรคใบจุดขำว (White leaf spot)โรคใบด่าง (Cassava mosaic disease)โรคใบจุดÿีน้ ำตำล(Brown leaf spot)
โรคแอนแทรคโนÿ (Anthracnose)โรคเน่าเปียก (Wet rot)โรคเน่าจากแบคทีเรีย (Cassava bacterial rot)โรครากและหัวเน่า (Root and tuber rot) จำกเชื้อรำ Phytophthoraโรครำกปม (Cassava root-knot)เชื้อรำ Sclerotium
เพลี้ยแป้ง (Mealybugs)เพลี้ยแป้งแจ็คเบียดเลย์เพลี้ยแป้งÿีเขียวเพลี้ยแป้งÿีชมพูศัตรูมันÿ าปะĀลัง (Cassava Pests)เพลี้ยĀอย (Scale insects)แมลงĀวี่ขาว (Whiteflies)แมลงĀวี่ขาวใยเกลียว แมลงĀวี่ขาวยาÿูบĀนอนกระทู้ผัก (Common cutworm) ไร (Mites) ด้วงงวง (Weevil)
แมลงนูนĀลวง(White grub)ปลวก (Termites)Āนอนบุ้งปกขาว (Hairy caterpillar)แมลงค่อมทอง (Green weevil)ด้วงดำ (Darkling beetles)แมงกะปิ(Woodlice)ด้วงĀนวดยาว (Stem boring grub)
อาการขาดธาตุอาĀารในมันÿ าปะĀลัง (Nutrient Deficiencies in Cassava)ธาตุÿังกะÿี(Zinc deficiency)ธาตุแมกนีเซียม (Magnesium deficiency)ธาตุเĀล็ก (Iron deficiency)
ความเป็นพิþของÿารกำจัดวัชพืชในมันÿำปะĀลัง (Toxicity of Herbicides in Cassava)พาราควอต (Paraquat)อะมีทรีน (Ametryn)ไดยูรอน (Diuron)ไกลโฟเซต (Glyphosate) อะทราซีน (Atrazine)
66