หนังสือเรยี นสาระการพฒั นาสงั คม
รายวชิ าสงั คมศึกษา
(สค31001)
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้นั พื้นฐาน
พุทธศักราช 2551
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
หามจาหนาย
หนงั สือเรียนเลมนี้ จัดพมิ พดวยเงินงบประมาณแผนดนิ เพอ่ื การศกึ ษาตลอดชวี ิตสาหรบั ประชาชน
ลขิ สทิ ธิ์เปนของ สานักงาน กศน. สานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
สานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั
สานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร
กระทรวงศึกษาธกิ าร
หนังสอื เรียนสาระการพัฒนาสงั คม
รายวิชาสังคมศกึ ษา (สค31001)
ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
เอกสารทางวชิ าการลาดับที่ 37/2557
คานา
สานกั งานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ไดดาเนินการจัดทาหนังสือเรียนชุดใหมน้ี
ขึ้น เพื่อสาหรับใชในการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช
2551 ท่ีมีวัตถุประสงคในการพัฒนาผูเรียนใหมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปญญาและศักยภาพ
ในการประกอบอาชีพการศึกษาตอและสามารถดารงชีวิตอยูในครอบครัว ชุมชน สังคมไดอยางมีความสุข
โดยผูเรียนสามารถนาหนังสือเรียนไปใชดวยวิธีการศึกษาคนควาดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม รวมท้ังแบบฝกหัดเพ่ือ
ทดสอบความรูความเขาใจในสาระเนื้อหา โดยเม่ือศึกษาแลวยังไมเขาใจ สามารถกลับไปศึกษาใหมได
ผูเรียนอาจจะสามารถเพิ่มพูนความรูหลังจากศึกษาหนังสือเรียนนี้ โดยนาความรูไปแลกเปล่ียนกับเพื่อนในชั้นเรียน
ศึกษาจากภูมิปญญาทองถิน่ จากแหลงเรยี นรูและจากสื่ออืน่ ๆ
ในการดาเนินการจัดทาหนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ไดรับความรวมมือที่ดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูเก่ียวของหลายทานท่ีคนควาและเรียบเรียงเน้ือหา
สาระจากสอ่ื ตาง ๆ เพอื่ ใหไดสอ่ื ทีส่ อดคลองกับหลกั สูตรและเปนประโยชนตอผูเรียนท่ีอยูนอกระบบ
อยางแทจริง สานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอขอบคุณคณะที่ปรึกษาคณะผู
เรยี บเรยี ง ตลอดจนคณะผูจัดทาทกุ ทานทีไ่ ดใหความรวมมือดวยดี ไว ณ โอกาสน้ี
สานกั งานสงเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หวังวาหนังสือเรียนชุดนี้จะเป็นประโยชน
ในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมีขอเสนอแนะประการใด สานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอธั ยาศยั ขอนอมรับไวดวยความขอบคุณย่งิ
สานกั งาน กศน.
กันยายน 2557
สารบัญ หนา
คานา 1
สารบัญ 2
คาแนะนาในการใชหนงั สอื เรียน 34
โครงสรางรายวชิ าสงั คมศึกษา (สค31001) 43
บทท่ี 1 ภมู ิศาสตร์กายภาพ.........................................................................................
52
เรื่องที่ 1 สภาพภูมศิ าสตร์กายภาพ ....................................................................
เรื่องที่ 2 ลกั ษณะการเกิดปรากฏการณทางธรรมชาติท่สี าคัญ 74
และการปองกันอันตราย .....................................................................
เร่ืองที่ 3 วิธใี ชเครือ่ งมอื ทางภูมศิ าสตร...............................................................
เรื่องที่ 4 ปญหาการทาลายทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอม
ผลการจดั ลาดับความสาคญั ของปญหาทรัพยากรธรรมชาติ
และส่งิ แวดลอม...................................................................................
เรอ่ื งที่ 5 แนวทางปองกนั แกไขปญหาการทาลายทรัพยากรธรรมชาติ
และสิง่ แวดลอม โดยประชาชน ชมุ ชน องคกร ภาครัฐ
ภาคเอกชน..........................................................................................
1
บทท่ี 1 ภมู ศิ าสตร์กายภาพ
สาระสาคัญ
ลกั ษณะทางกายภาพและสรรพส่งิ ในโลก มคี วามสมั พันธซง่ึ กันและกนั และมีผลกระทบตอระบบนิเวศ
ธรรมชาติ การนาํ แผนที่และเคร่ืองมือภมู ศิ าสตรมาใชในการคนหาขอมูลจะชวยใหมีขอมูลทช่ี ดั เจนและนําไปสู
การใชการจัดการไดอยางมีประสทิ ธภิ าพ การปฏสิ ัมพันธระหวางมนษุ ยกับสภาพแวดลอมทางกายภาพ ทาํ ให
เกิดสรางสรรควัฒนธรรมและจิตสํานึกรวมกันในการอนุรกั ษทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอม เพื่อการ
พฒั นาทย่ี ัง่ ยนื
ตัวชี้วดั
1. มคี วามรูความเขาใจเกี่ยวกบั สภาพทางภมู ิศาสตรกายภาพของประเทศไทยกับทวปี ตาง ๆ
2. เปรยี บเทียบสภาพภมู ิศาสตรกายภาพของประเทศไทยกบั ทวปี ตาง ๆ
3. มีความรูความเขาใจในปรากฏการณทางธรรมชาติทเี่ กิดขึน้ ในโลก
4. มที กั ษะการใชเครือ่ งมอื ทางภมู ิศาสตรที่สาํ คัญ ๆ
5. รวู ธิ ีปองกนั ตนเองใหปลอดภัยเมื่อเกดิ ภยั จากปรากฏการณธรรมชาติ
6. สามารถวเิ คราะหแนวโนมและวกิ ฤตส่ิงแวดลอมทเี่ กดิ จากการกระทาํ ของมนุษย
7. มีความรูความเขาใจในการใชนวัตกรรมและเทคโนโลยีดานสิง่ แวดลอมเพ่ือพัฒนา
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมทยี่ ง่ั ยืน
ขอบขายเน้ือหา
เร่ืองที่ 1 สภาพภมู ศิ าสตรกายภาพ
เรอ่ื งที่ 2 ลกั ษณะการเกิดปรากฏการณทางธรรมชาติ และการปอู งกนั อันตราย
เรื่องที่ 3 วธิ ใี ชเครอื่ งมอื ทางภมู ศิ าสตร
เรื่องที่ 4 ปญหาการทําลายทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอม การจัดลําดับความสําคัญของปัญหา
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอม
เรอื่ งที่ 5 แนวทางปองกนั แกไขปญหาการทําลายทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอม โดยประชาชน
ชมุ ชน องคกแ ร ภาครัฐ ภาคเอกชน
2
เรื่องที่ 1 สภาพภูมิศาสตร์กายภาพ
ภมู ศิ าสตร์กายภาพประเทศไทย
ทาเลทต่ี ง้ั
ประเทศไทยต้ังอยูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต ซ่ึงประกอบดวยสวนท่ีเป็นแผนดินใหญหรือ
เรียกวาคาบสมุทรอินโดจีนหรือแหลมทอง และสวนท่ีเป็นหมูเกาะใหญนอยหลายพันเกาะ ตั้งอยูในแหลมทอง
ระหวางละติจูด 5 องศา 37 ลิปดาเหนือกับ 20 องศา 22 ลิปดาเหนือ และลองจิจูด 97 องศา 22 ลิปดา
ตะวนั ออก กบั 105 องศา 37 ลปิ ดาตะวันออก
ขนาด
ประเทศไทยมีเนื้อที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร ถาเปรียบเทียบขนาดของประเทศไทยกับประเทศ
ในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใตดัวยกันแลว จะมีพ้ืนท่ีขนาดใหญเป็นอันดับท่ีสาม รองจากอินโดนีเซียและ
เมียนมารแ ความยาวของประเทศวัดจาก เหนือสุด ท่ีอําเภอแมสาย จังหวัดเชียงรายไปจดใตสุดที่อําเภอเบตง
จังหวัดยะลา ประมาณ 1,260 กิโลเมตร สวนความกวางมากที่สุด วัดจากดานพระเจดียแสามองคแอําเภอ
สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีไปจดตะวันออกสุด ที่อําเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ยาวประมาณ 780
กโิ ลเมตร สาํ หรับสวนท่ีแคบที่สุดของประเทศไทยอยูในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธแ วัดจากพรมแดนพมาถึงฝั่ง
ทะเลอาวไทยเปน็ ระยะทางประมาณ 10.5 กิโลเมตร
อาณาเขตตดิ ตอ่
ประเทศไทยมอี าณาเขตติดตอกบั ประเทศเพ่ือนบานโดยรอบ 4 ประเทศคือ เมยี นมารแ ลาว กัมพชู า
และมาเลเซยี รวมความยาวของ
พรมแดนทางบก ประมาณ
5,300 กโิ ลเมตร และมีอาณา
เขตตดิ ตอกบั ชายฝ่ังทะเลยาว
2,705 กิโลเมตร คอื แนวฝั่ง
ทะเลดานอา วไทยยาว 1,840
กโิ ลเมตร และแนวชายฝ่งั ดา น
ทะเลอันดามนั ยาว 865
กิโลเมตรดงั น้ี
3
1. เขตแดนท่ีติดตอกบั เมยี นมารแ เริม่ ตน ที่อําเภอแมสายจงั หวดั เชียงรายไปทางตะวันตก ผานที่จังหวัด
แมฮองสอน ไปสิน้ สุดท่จี งั หวัดระนอง จงั หวัดชายแดนดา นน้มี ี 10 จังหวดั คอื เชียงราย เชยี งใหม แมฮองสอน
ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบรุ ี ประจวบครี ขี ันธแ ชุมพร และ ระนอง มที วิ เขา 3 แนว เป็นเสน กน้ั พรมแดน
ไดแ ก ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาถนนธงชยั และทวิ เขาตะนาวศรี นอกจากน้ันยังมีแมน้ําสายส้นั ๆ เป็นแนวกน้ั
พรมแดนอยอู ีกคือแมน้าํ เมย จังหวัดตากและแมน ้าํ กระบรุ ี จงั หวัดระนอง
2. เขตแดนที่ติดตอกับลาว เขตแดนดานน้ี เร่ิมตนที่อําเภอเชียงแสน ไปทางตะวันออกผานอําเภอ
เชียงของ จังหวัดเชียงรายเขาสูจังหวัดพะเยา ไปสิ้นสุดที่จังหวัดอุบลราชธานี ดินแดนท่ีติดตอกับลาวมี 11
จังหวัดคือ เชียงราย พะเยา นาน อุตรดิตถแ พิษณุโลก เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อํานาจเจริญ และ
อุบลราชธานี มีแมน้ําโขงเป็นเสนก้ันพรมแดนทางน้ําที่สําคัญ สวนพรมแดนทางบกมีทิวเขาหลวงพระบางกั้น
ทางตอนบนและทวิ เขาพนมดงรักบางสว นก้นั เขตแดนตอนลาง
3. เขตแดนท่ีติดตอกับกัมพูชา เริ่มตนที่พื้นท่ีบางสวนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลางจาก
อําเภอน้ํายืน จังหวัดอุบลราชธานี มาทางทิศตะวันตก แลววกลงใตท่ีจังหวัดบุรีรัมยแ ไปส้ินสุดที่จังหวัดตราด
จงั หวัดชายแดนท่ตี ดิ ตอกบั กัมพูชา มี 7 จังหวัด คอื อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทรแ บรุ ีรัมยแ สระแกว จันทบุรี
และ ตราด มที วิ เขาพนมดงรักและทวิ เขาบรรทดั เปน็ เสน ก้นั พรมแดน
4. เขตแดนที่ติดตอกับมาเลเซีย ไดแก เขตแดนทางใตสุดของประเทศ ในพื้นท่ี 4 จังหวัด คือ สตูล
สงขลา ยะลา และนราธวิ าส มแี นวเทอื กเขาสนั กาลาครี ี และแมน้ําโก-ลกจงั หวัดนราธิวาสเป็นเสน กัน้ พรมแดน
ภาคเหนือ
ภาคเหนอื ประกอบดวยพื้นท่ีของ 9 จังหวัด ไดแก 1. เชียงราย 2. แมฮองสอน 3. พะเยา 4. เชียงใหม
5. นาน 6. ลําพนู 7. ลําปาง 8. แพร 9. อุตรดิตถแ
ลกั ษณะภูมิประเทศท่ัวไป เปน็ เทือกเขาสงู
ทอดยาวขนานกันในแนวเหนือ-ใต และระหวา ง
เทือกเขาเหลา นีม้ ีทีร่ าบและมีหบุ เขาสลบั อยูทั่วไป
เทือกเขาที่สาํ คญั คือ เทือกเขาหลวงพระบาง
เทือกเขาแดนลาว เทือกเขาถนนธงชยั เทอื กเขา
ผปี ันนํา้ เทอื กเขาขุนตาลและ เทอื กเขาเพชรบรู ณแ
ยอดเขาทีส่ งู ท่ีสุดในภาคน้ี ไดแก ยอดอินทนนทแ อยู
ในจังหวัดเชียงใหม มคี วามสูงประมาณ 2,595 เมตร
จากระดับนํา้ ทะเล เทือกเขาในภาคเหนอื เป็น
แหลง กาํ เนดิ ของแมน าํ้ สายยาว 4 สาย ไดแก แมน้ํา
ปิง วัง ยม และนาน แมน้าํ ดงั กลาวนีไ้ หลผา นเขตที่ราบหุบเขา พ้นื ที่ท้ังสองฝ่ังลาํ นํ้าจึงมดี ินอดุ มสมบูรณแเหมาะ
แก
การเพาะปลกู ทาํ ใหมีผูค นอพยพไปต้ังหลักแหลง ในบรเิ วณดงั กลา วหนาแนน นอกจากน้ีภาคเหนอื ยังมีแมนา้ํ
สายส้ัน ๆ อกี หลายสาย ไดแ กแมน ้ํากก และแมน้ําอิง ไหลลงสู แมนํา้ โขง สวนแมน า้ํ ปาย แมน าํ้ เมย และแมนํา้ ยม
ไหลลงสูแมนา้ํ สาละวิน
ภาคกลาง
ภาคกลางประกอบดวยพ้ืนที่ของ 22 จังหวัด ไดแก 1. สโุ ขทยั 2. พิษณโุ ลก 3. กําแพงเพชร 4. พจิ ติ ร
5. เพชรบรู ณแ (ภาคกลางตอนบน) 6. นครสวรรคแ 7. อุทัยธานี 8. ชัยนาท 9. ลพบรุ ี 10. สิงหบแ รุ ี 11. อา งทอง
4
12. สระบรุ ี 13. สุพรรณบุรี 14. พระนครศรีอยธุ ยา 15. นครนายก 16. ปทมุ ธานี 17. นนทบรุ ี 18. นครปฐม
19. กรุงเทพมหานคร 20. สมทุ รปราการ 21. สมทุ รสาคร 22. สมทุ รสงคราม
ลักษณะภูมปิ ระเทศท่ัวไป เป็นท่ีราบดินตะกอนที่สายนํ้าพัดมาทับถม ในบริเวณท่ีราบน้ีมีภูเขาโดด ๆ
ซ่ึงสวนใหญเป็นภูเขาหินปูนกระจาย อยูท่ัวไป ภูมิประเทศตอนบนของภาคกลางเป็นที่ราบลูกฟูก คือเป็นที่
สูง ๆ ตํ่า ๆ และมีภูเขาท่ีมีแนวตอเนื่องจากภาคเหนือ เขามาถึงพื้นท่ีบางสวนของจังหวัดพิษณุโลก และ
เพชรบูรณแ สวนพื้นท่ีตอนลางของภาคกลางน้ันเป็นดินดอนสามเหล่ียมปากแมนํ้าเจาพระยา ซึ่งเกิดจากการ
รวมตัวของแมนํ้าปิง วัง ยม นาน นอกจากแมน้ําเจาพระยา แลวตอนลางของภาคกลางยังมีแมนํ้าไหลผาน
อีกหลายสาย ไดแก แมนํ้าแมกลอง แมนํ้าทาจีน แมน้ําปุาสัก และแมนํ้านครนายก เขตน้ีเป็นท่ีราบกวางขวาง
ซึ่งเกิดจากดินตะกอน หรือดินเหนียวท่ีสายน้ําพัดพามาทับถมเป็นเวลานาน จึงเป็นพ้ืนท่ีท่ีอุดมสมบูรณแ
เหมาะแกการเพาะปลูกมาก และเป็นเขตที่มีประชากรมากท่ีสุดในประเทศไทย ฉะน้ันภาคกลางจึงไดช่ือวา
เป็นอขู าว อูน า้ํ ของไทย
5
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ประกอบดวยพ้นื ท่ีของ 20 จงั หวัด ไดแ ก 1.เลย 2. หนองคาย 3. อดุ รธานี
4. สกลนคร 5. นครพนม 6. ขอนแกน 7. กาฬสนิ ธุแ 8. มกุ ดาหาร 9. ชยั ภูมิ 10. มหาสารคาม 11. รอยเอด็
12. ยโสธร 13. นครราชสมี า 14. บรุ ีรัมยแ 15. สรุ นิ ทรแ 16. ศรีสะเกษ 17. อุบลราชธานี 18. อํานาจเจริญ
19. หนองบวั ลําภู 20. บึงกาฬ
ลกั ษณะภูมิประเทศท่ัวไป มีลกั ษณะเปน็ แองคลา ยจาน ลาดเอียงไปทางตะวันออกเฉยี งใตมขี อบเป็น
ภูเขาสูงทางตะวันตกและ
ทางใต ขอบทางตะวนั ตก ไดแก เทือกเขา
เพชรบูรณแ และเทอื กเขาดงพญาเย็น สว นทางใต
ไดแก เทือกเขาสันกาํ แพง และเทือกเขาพนม
ดงรัก พน้ื ทดี่ านตะวนั ตกเป็นท่รี าบสงู เรียกวา
ทีร่ าบสงู โคราช ภูเขาบริเวณน้ีเปน็ ภูเขาหนิ ทราย
ท่รี จู ักกันดีเพราะเปน็ แหลงทองเที่ยว คือ
ภูกระดึง ภูหลวง ในจงั หวดั เลย แมน าํ้ ท่สี ําคญั
ของภาคน้ีไดแก แมน าํ้ ชี และแมน้ํามูล ซึ่งมี
แหลง กาํ เนิดจากเทือกเขาทางทิศตะวนั ตก และ
ทางใตแ ลวไหลลงสูแมน้าํ โขง ทาํ ใหสองฝ่ังแมน ํ้าเกิดเปน็ ทรี่ าบน้ําทวมถงึ เปน็ ตอน ๆ พนื้ ท่รี าบในภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนือมกั มีทะเลสาบรปู แอง เป็นจํานวนมาก แตท ะเลสาบเหลา นจี้ ะมีนํ้าเฉพาะฤดฝู นเทา น้ันเม่อื
ถงึ ฤดูรอนน้ําก็จะเหอื ดแหงไปหมด เพราะดนิ สวนใหญเ ป็นดินทรายไมอมุ นํา้
นํ้าจงึ ซึม ผานไดเรว็ ภาคนี้จงึ มีปญั หาเรือ่ งการขาดแคลนน้ํา และดนิ ขาดความอุดมสมบูรณแ ทาํ ใหพน้ื ท่บี างแหง
ไมส ามารถใชป ระโยชนใแ นการเกษตรไดอยา งเตม็ ท่ี เชน ทงุ กลุ ารองไห ซ่งึ มเี น้ือที่ถงึ ประมาณ 2 ลานไร
ครอบคลุมพ้ืนท่ี 5 จังหวัด ไดแก รอยเอ็ด สุรินทรแ มหาสารคาม ยโสธร และศรีสะเกษ ซ่ึงปจั จบุ ันรฐั บาล
ไดพยายามปรับปรงุ พน้ื ที่ใหดีข้นึ โดยใชร ะบบชลประทานสมยั ใหม ทาํ ใหสามารถเพาะปลูกไดจนกลายเป็น
แหลง เพาะปลูกขาวหอมมะลิท่ดี ที ่สี ุดแหง หน่ึงของประเทศไทย แตกป็ ลกู ไดเ ฉพาะหนา ฝนเทานัน้ หนาแลง
สามารถทําการเพาะปลูกไดเฉพาะบางสวนเทาน้นั ยงั ไมค รอบคลุมบริเวณทงั้ หมด
ภาคตะวันตก
ภาคตะวนั ตก ประกอบดวยพื้นทีข่ อง 5 จังหวดั ไดแก 1. ตาก 2. กาญจนบรุ ี 3. ราชบุรี 4. เพชรบรุ ี
5. ประจวบคีรีขนั ธแ
ลักษณะภมู ปิ ระเทศทัว่ ไป สว นใหญเป็นเทือกเขาสูง ไดแก เทือกเขาถนนธงชัย และเทือกเขาตะนาว
ศรีเป็นแนวภูเขาท่ีซับซอนมีท่ีราบแคบ ๆ ในเขตหุบเขาเป็นแหง ๆ และมีที่ราบเชิงเขาตอเนื่องกับที่ราบภาค
กลางเทือกเขาเหลาน้ีเป็นแหลงกําเนิดของ แมนํ้าแควนอย (แมน้ําไทรโยค) และแมน้ําแควใหญ (ศรีสวัสดิ์)
ซึ่งไหลมาบรรจบกัน เป็นแมน้ําแมกลอง ระหวางแนวเขามีชองทางติดตอกับประเทศเมียนมารแได ท่ีสําคัญคือ
ดานแมละเมาในจงั หวดั ตาก และดา นพระเจดียสแ ามองคแ ในจงั หวัดกาญจนบุรี
6
ภาคตะวันออก
ภาคตะวนั ออก ประกอบดว ยพน้ื ทีข่ อง 7 จังหวัดไดแ ก 1. ปราจนี บรุ ี 2. ฉะเชงิ เทรา 3. ชลบุรี
4. ระยอง 5. จนั ทบรุ ี 6. ตราด 7. สระแกว
ลักษณะภูมิประเทศทั่วไป คือ เป็นท่ีราบใหญอยูทางตอนเหนือของภาค มีเทือกเขาจันทบุรีอยูทาง
ตอนกลางของภาค มีเทอื กเขาบรรทัดอยูท างตะวนั ออกเป็นพรมแดนธรรมชาติระหวางประเทศไทยกับประเทศ
กัมพูชา และมที ่ีราบชายฝ่งั ทะเลซง่ึ อยูระหวา งเทอื กเขาจนั ทบรุ ีกับอา วไทย ถึงแมจะเป็นที่ราบแคบ ๆ แตก็เป็น
พ้ืนดนิ ทอ่ี ุดมสมบูรณแเหมาะสาํ หรับการปลกู ไมผล ในภาคนม้ี ีจังหวดั ปราจนี บรุ ีและจงั หวัดสระแกวเป็นจังหวัดที่
ไมมีอาณาเขตจดทะเล นอกน้ันทุกจังหวัดลวนมีทางออกทะเลทั้งสิ้น ชายฝั่งทะเลของภาคเร่ิมจากแมนํ้า
บางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราไปถึงแหลมสารพัดพิษ จังหวัดตราด ยาวประมาณ 505 กิโลเมตร เขตพื้นที่
ชายฝ่ังของภาคมีแหลมและอาวอยูเป็นจํานวนมากและมีเกาะใหญนอยเรียงรายอยูไมหางจากฝั่งนัก เชน
เกาะชาง เกาะกูด เกาะสีชัง เกาะลา น เป็นตน
7
ภาคใต้
ภาคใตป ระกอบดวยพ้นื ท่ีของ 14 จงั หวัดไดแ ก 1. ชมุ พร 2. สุราษฎรธแ านี 3. นครศรีธรรมราช
4. พทั ลงุ 5. สงขลา 6. ปัตตานี 7. ยะลา 8. นราธิวาส 9. ระนอง 10. พงั งา 11. กระบี่ 12. ภเู ก็ต 13. ตรงั
14. สตูล
ลักษณะภูมิประเทศท่ัวไป เป็นคาบสมุทรย่ืนไปในทะเลทางตะวันตกของคาบสมุทรมีเทือกเขาภูเก็ต
ทอดตวั เลยี บชายฝงั่ ไปจนถงึ เกาะภูเก็ต ตอนกลางของภาคมีเทือกเขานครศรีธรรมราช สวนทางตอนใตสุดของ
ภาคใตมีเทอื กเขาสนั กาลาครี ี วางตัวในแนวตะวนั ออก-ตะวันตก และเป็นพรมแดนธรรมชาติก้ันระหวางไทยกับ
มาเลเซยี ดวย พนื้ ที่ทางชายฝัง่ ตะวนั ออกมที รี่ าบมากกวาชายฝั่งตะวันตก ไดแก ท่ีราบในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช
พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ชายฝ่ังทะเลดา นตะวนั ออกของภาคใตม ีชายหาดเหมาะสาํ หรับเปน็ ที่
ตากอากาศหลายแหง เชน หาดสมิหลา จังหวัดสงขลาและหาดนราทัศนแ จังหวัดนราธิวาส เป็นตน เกาะที่สําคัญ
ทางดานนี้ ไดแก เกาะสมุยและเกาะพงัน สวนชายฝั่งทะเลดานมหาสมุทรอินเดีย มีเกาะท่ีสําคัญคือ
เกาะภูเก็ต เกาะตรุเตา เกาะยาวและเกาะลันตา นอกจากนี้ ในเขตจังหวัดสงขลาและพัทลุงยังมีทะเลสาบเปิด
(lagoon) ท่ีใหญที่สุดแหงหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต คือ ทะเลสาบสงขลา มีความยาวจากเหนือจดใต
ประมาณ 80 กิโลเมตร สวนท่ีกวางที่สุด ประมาณ 20 กิโลเมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 974 ตารางกิโลเมตร
สว นเหนอื สดุ ของทะเลสาบเปน็ แหลง น้ําจดื เรียกวา ทะเลนอย แตทางสวนลางนํ้าของทะเลสาบจะเค็ม เพราะมี
นานนํ้าติดกับอาวไทย นํ้าทะเลจึงไหลเขามาได ในทะเลสาบสงขลามีเกาะอยูหลายเกาะ บางเกาะเป็นที่ทํารัง
ของนกนางแอน บางเกาะเป็นที่อยูของเตาทะเล นอกจากน้ีในทะเลสาบยังมี ปลา และกุงชุกชุมอีกดวย
สวนชายฝ่ังทะเลดานตะวันตกของภาคใตมีลักษณะเวาแหวงมากกวาดานตะวันออก ทําใหมีทิวทัศนแที่สวยงาม
หลายแหง เชน หาดนพรตั นแธารา จังหวดั กระบี่ หมเู กาะซมิ ลิ นั จังหวัดพังงา ชายฝั่งตะวันตกของภาคใตจึงเป็น
สถานที่ทองเที่ยวที่สําคัญแหงหน่ึงของประเทศ แมน้ําในภาคใต สวนใหญเป็นแมน้ําสายส้ัน ๆ ไหลจาก
เทือกเขาลงสูทะเล ที่สําคัญไดแก แมน้ําโก-ลก ซึ่งก้ันพรมแดนไทยกับมาเลเซียในจังหวัดนราธิวาส แมนํ้ากระ
บุรีซ่ึงก้ันพรมแดนไทยกับพมาในเขตจังหวัดระนอง แมน้ําตาปีในจังหวัดสุราษฏรแธานี และแมน้ําปัตตานีใน
จังหวัดยะลาและปัตตานี
ทวีปเอเชยี
1. ขนาดที่ต้งั และอาณาเขตติดต่อ
ทวีปเอเชียเปน็ ทวปี ท่ีมขี นาดใหญท ่ีสดุ มีพื้นทีป่ ระมาณ 44 ลา นตารางกิโลเมตร เปน็ ทวีปที่มีพื้นท่ีกวาง
ท่ีสุดในโลกต้ังอยูทางทิศตะวันออกของโลก ทวีปเอเชียตั้งอยูระหวางละติจูด 1 องศา 15 ลิปดาเหนือถึง 77
องศา 41 ลปิ ดาเหนอื และลองติจดู 24 องศา 4 ลิปดา ตะวันออกถงึ 169 องศา 40 ลปิ ดาตะวันตก
อาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนอื ติดกับมหาสมุทรอารกแ ติก
ทิศใต ติดกบั มหาสมุทรอนิ เดยี
ทิศตะวนั ออก ติดกับมหาสมทุ รแปซฟิ ิก
ทิศตะวันตก ตดิ กับเทอื กเขาอูราล ทวปี ยุโรป
2. ลักษณะภมู ิประเทศของทวีปเอเชยี
ทวีปเอเชียมีลักษณะเดนคือ มีภูมิประเทศท่ีเป็นภูเขาสูงอยูเกือบใจกลางทวีป ภูเขาดังกลาวทําหนาที่
เหมือนหลังคาโลกเพราะเป็นจุดรวมของเทือกเขาสําคัญ ๆ ในทวีปเอเชียจุดรวมสําคัญ ไดแก ปามีรแนอต
ยูนนานนอต และอามีเนียนนอต เทือกเขาสูง ๆ ของทวีปเอเชียวางแนวแยกยายไปทุกทิศทุกทางจากหลังคาโลก
8
เชน เทือกเขาหิมาลัย เทือกเขาคุนลุน เทือกเขาเทียนชาน เทือกเขาอัลตินตัก เทือกเขาฮินดูกูซ เทือกเขา
สุไลมาน ยอดเขาเอเวอรแเรสตแ มีระดับสูง 8,850 เมตร จากระดับนํ้าทะเล (29,028 ฟุต) เป็นยอดเขาสูงที่สุด
ในโลกต้ังอยูบนเทือกเขาหิมาลัย ระหวางเทือกเขาเหลาน้ีมีพื้นที่คอนขางราบแทรกสลับอยู ทําใหเกิดเป็นแอง
แผนดินท่ีอยูในท่ีสูง เชน ที่ราบสูงทิเบต ท่ีราบสูงตากลามากัน ที่ราบสูงมองโกเลีย ที่ราบสูงยูนาน ลักษณะ
ภูมิประเทศดังกลาวขางตนทําใหบริเวณใจกลางทวีปเอเชียกลายเป็นแหลงตนกําเนิดของแมนํ้าสายสําคัญท่ีมี
รูปแบบการไหลออกไปทุกทิศโดยรอบหลังคาโลก เชนไหลไปทางเหนือมีแมนํ้าอ็อบ เยนิเซ ลีนา
ทางตะวันออกเฉียงเหนือมีแมน้ําอามูรแ ทางตะวันออกมีแมนํ้าฮวงโห (หวงเหอ) แยงซีเกียง (ฉางเจียง) ซีเกียง
(ซีเจียง) ทางตะวันออกเฉียงใตมีแมนํ้าแดงโขง เจาพระยา สาละวิน อิระวดี ทางใตมีแมน้ําพรหมบุตร คงคา
สินธุ ทางตะวันตกมีแมนํ้าอามู ดารแยา จากท่ีสูงอามีเนียนนอต มีแมนํ้าไทกรีส ยูเฟรตีส บทบาทของลุมน้ํา
เหลานี้ คือพัดพาเอาตะกอนมาทับถมที่ราบอันกวางใหญไพศาล กลายเป็นแหลงเกษตรกรรมและท่ีอยูอาศัย
สําคัญ ๆ ของชาวเอเชีย โดยเฉพาะที่ราบดินดอนสามเหลี่ยมปากแมนํ้า จึงกลายเป็นแหลงที่มีประชากรอาศัย
อยหู นาแนนท่สี ุด
3. ลักษณะภมู อิ ากาศของทวีปเอเชยี
ทวปี เอเชยี โดยสวนรวมประมาณ
ครงึ่ ทวปี อยภู ายใตอทิ ธิพลของลมมรสมุ ตัง้ แต
ปากีสถานถึงคาบสมุทรเกาหลี เปน็ ผลทาํ ใหม ีฝน
ตกชุกในฤดมู รสมุ ตะวันตกเฉียงใต และมีอากาศ
หนาวในฤดูมรสมุ ตะวันออกเฉียงเหนือในเขต
ละตจิ ดู กลางหรือเขตอบอนุ แถบจีนและญ่ปี ุน
จะไดร บั อิทธิพลจากแนวปะทะอากาศบอยครั้ง
ทางชายฝั่งตะวนั ออกของทวีปต้ังแตญ ีป่ ุน
อินโดนเี ซีย จะไดร ับอิทธพิ ลของลมไตฝ ุน และ
ดเี ปรสชน่ั ทาํ ใหดินแดนชายฝั่งตะวนั ออกของหมเู กาะไดร ับ
ความเสยี หายจากลมและฝนเสมอ ทางเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตแ ละเอเชียใต ซ่งึ อยใู กลศูนยสแ ูตรจะมี
ปรากฏการณแของหยอมความกดอากาศต่ําทําใหมีอากาศลอยตวั กอ เปน็ พายุฟูาคะนองเกิดขนึ้ เปน็ ประจาํ
ในเวลาบา ย ๆ หรือใกลค ่ํา แถบท่อี ยลู กึ เขา ไปในทวีปหางไกลจากทะเลจะมีภูมิอากาศแหงแลง เป็นทะเลทราย
4. สภาพทางสังคม วัฒนธรรม ภาษา ศาสนา
เชื้อชาติเผาพันธุแ ประชากร 2 ใน 3 ของประชากรท้ังหมด เป็นพวกมองโกลอยดแ มีพวกคอเคซอยดแ
อยูบาง เชน ชาวรัสเซียอพยพมาจากยุโรปตะวันออก ประชากรของเอเชียมีความหลากหลาย ดานประกอบ
อาชีพ เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียขึ้นอยูกับภาคเกษตรกรรม ประชากรสวนใหญ ประกอบอาชีพดาน
การเกษตร คอื การเพาะปลูก ขาว ขาวโพด และมีการเล้ียงสัตวแ ทั้งเล้ียงไวเป็นอาหาร และทํางาน นอกจากน้ี
ยังมกี ารคา ขาย การประมง การทําเหมอื งแร
ลักษณะทางเศรษฐกจิ
1. การเพาะปลูกทําในท่ีราบลุมของแมน้ําตาง ๆ ไดแก ขาว ยางพารา ปาลแม ปอ ฝูาย ชา กาแฟ
ขา วโพด
9
2. การเลี้ยงสัตวแ ในเขตอากาศแหงแลงจะเล้ียงแบบเรรอนซ่ึงเล้ียงไวใชเน้ือและนมเป็นอาหาร ไดแก
อูฐ แพะ แกะ โค มา และจามรี
3. การทาํ ปุาไม ปุาไมใ นเขตเมอื งรอนจะเป็นไมเ นื้อแข็ง ผลผลิตท่ไี ดสว นใหญน ําไปกอ สราง
4. การประมง ทาํ ในบริเวณแมน ้ําลาํ คลอง หนอง บึงและชายฝงั่ ทะเล
5. การทําเหมืองแร ทวีปเอเชียอดุ มไปดว ยแรธ าตนุ านาชนิด
6. อุตสาหกรรม การทําอุตสาหกรรมหลายประเทศในเอเชีย เริ่มจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนแลว
พัฒนาข้ึนเปน็ โรงงานขนาดเลก็ ขนาดกลาง ขนาดใหญ
ประชากร
ทวีปเอเชียมีประชากรมากท่ีสุดในโลกประมาณ 3,155 ลานคน ประชากรสวนใหญมาจากพันธุแ
มองโกลอยดแประชากรอาศัยอยูหนาแนนบริเวณชายฝ่ังทะเลและที่ราบลุมแมน้ําตาง ๆ เชน ลุมแมนํ้า
เจาพระยา ลุมแมนํ้าแยงซีเกียง ลุมแมน้ําแดงและลุมแมน้ําคงคาสวนบริเวณท่ีมีประชากรเบาบาง จะเป็น
บริเวณที่แหงแลง กันดารหนาวเยน็ และในบรเิ วณท่ีเปน็ ภูเขาซบั ซอน ซ่งึ สว นใหญจ ะเปน็ บริเวณกลางทวีป
ภาษา
1. ภาษาจีน
ภาษาที่ใชกันมากในทวีปเอเชีย โดยใชกันในประเทศจีน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต เชน สิงคโปรแ
ประมาณวาประชากรเอเชีย 1,000 ลานคน พูดภาษาจีน แตเป็นภาษาท่ีแตกตางกันไป เชน ภาษาแตจ๋ิว
ไหหลํา จีนกลาง หรือท่ีเรยี กวา ภาษาแมนดาริน
2. ภาษาอินเดีย
เป็นภาษาที่ใชกันแพรหลายรองลงมาอนั ดบั 2 โดยสว นใหญใชกนั ในประเทศอินเดีย และปากสี ถาน
3. ภาษาอาหรับ
เป็นภาษาที่ใชกันแพรห ลายมากอันดบั 3 โดยใชก นั ในแถบเอเชียตะวนั ตกเฉยี งใต
4. ภาษารัสเซีย
เป็นภาษาท่ีใชกันมากอันดับ 4 โดยใชกันในรสั เซยี และเครอื จกั รภพ
ศาสนา
ทวีปเอเชียเป็นแหลงกําเนิดศาสนาท่ีสําคัญของโลก เชน ศาสนาคริสตแ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ
ศาสนาฮินดู และยูดาหแ ในเอเชียตะวันตกเฉียงใตประชากรสวนใหญนับถือศาสนาฮินดูกวา 500 ลานคน
ในอินเดีย รองลงมาคือ ศาสนาอิสลามมีผูนับถือประมาณ 450 ลานคน นอกจากน้ียังมีลัทธิเตเา ลัทธิขงจ้ือ
ที่แพรห ลายในจีน ลทั ธชิ ินโตในญ่ีปนุ
10
ทวปี ยโุ รป
1. ขนาดทตี่ ้งั และอาณาเขตติดตอ่
ทวปี ยโุ รปเป็นทวีปท่มี ลี ักษณะทางกายภาพทเ่ี หมาะสมในการต้งั ถนิ่ ฐานทงั้ ในดา นลกั ษณะภูมิประเทศ
ที่มที ร่ี าบลุม เทือกเขาที่ไมตงั้ ก้ันทางลม มีแมนํ้าหลายสาย ลักษณะภูมิอากาศท่ีอบอนุ ชมุ ชน่ื มีทรัพยากรธรรมชาติ
คอื เหลก็ และถานหนิ ซึ่งเป็นสว นสาํ คัญอยา งยง่ิ ตอการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ จึงสง ผลใหทวปี ยุโรป
มปี ระชากรตง้ั ถน่ิ ฐาน
หนาแนนทส่ี ุดในโลก อีกทงั้
เป็นทวปี ท่ีมอี ารยธรรมท่ี
เกาแก คือ อารยธรรมกรีก
และโรมัน
ทวีปยุโรป เป็นทวีปท่ีต้ังอยู
ระหวางละติจูด 36 องศา 1
ลิปดาเหนือถึง 71 องศา 10
ลิปดาเหนือและระหวางลองติ
จูด 9 องศาตะวันตก ถึง 66
องศาตะวันออก จากพิกัด
ภมู ศิ าสตรแจะสังเกตไดวา ทวีป
ยุโรปมีพื้นที่ท้ังหมดอยูในซีก
โลกเหนือและอยูเหนือเสน
ท ร อ ปิ ค อ อ ฟ แ ค น เ ซ อ รแ มี เ ส น สํ า คั ญ ที่ ล า ก ผ า น คื อ
เสนอารแกติกเซอรแเคิล และเสนลองติจูดท่ี 0 องศา มีเน้ือท่ีประมาณ 9.9 ลานตารางกิโลเมตร จึงเป็นทวีปท่ีมี
ขนาดเล็ก โดยมขี นาดเล็กรองจากทวปี ออสเตรเลีย
อาณาเขตติดตอ่
ทิศเหนอื ติดกับมหาสมทุ รอารแกตกิ และขั้วโลกเหนือ จดุ เหนอื สุดอยทู ีแ่ หลมนอรแท (North Cape)
ในประเทศนอรแเวยแ
ทิศใต้ ตดิ กับทะเลเมดิเตอรแเรเนียน จุดใตสุดอยูท เ่ี กาะครีต ประเทศกรชี
ทิศตะวันออก ติดตอกับทวีปเอเชีย โดยมีเทือกเขาอูราล เทือกเขาคอเคซัสและทะเลแคสเปียนเป็น
เสนกนั้ พรมแดน
ทิศตะวันตก ติดตอกับมหาสมุทรแอตแลนติก จุดตะวันตกสุดของทวีปอยูที่แหลมโรคาประเทศ
โปรตุเกส
2. ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ
ลกั ษณะภมู ิประเทศแบงออกเปน็ 4 เขต ไดแก
11
1. เขตเทือกเขาตอนเหนือ ไดแก บริเวณคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ภูมิประเทศสวนมากประกอบดวย
เทือกเขาสูงและท่ีราบชายฝั่งทะเล เทือกเขาที่สําคัญในบริเวณนี้ไดแก เทือกเขาเซอรอนและเทือกเขาแกรม
เปียน เน่ืองจากทวีปยุโรปเคยถูกปกคลุมดวยน้ําแข็งมากอน บริเวณชายฝ่ังทะเลถูกธารนํ้าแข็งกัดเซาะและ
ทับถม ทาํ ใหเ กิดชายฝงั่ เวา แหวง และอาวน้ําลึกทเ่ี รียกวา ฟยอรดแ พบมากในประเทศนอรแเวยแและแควนสกอตแลนดแ
2. เขตท่ีราบสูงตอนกลาง ประกอบดวยที่ราบสูงสําคัญ ไดแก ท่ีราบสูงแบล็กฟอเรสตแตอนใตของ
เยอรมันนี ท่ีราบสูงโบฮีเมีย เขตติดตอระหวางเยอรมันนีและสาธารณรัฐเช็คที่ราบเมเซตา ภาคกลางของ
คาบสมุทรไซบีเรีย ในเขตประเทศสเปนและโปรตุเกส ท่ีราบสูงมัสชีพซองตรัล ตอนกลางของประเทศฝร่ังเศส
3. เขตท่ีราบตอนกลาง ครอบคลมุ พน้ื ที่ตั้งแตชายฝ่ังมหาสมทุ รแอตแลนติกไปจนถึงเทือกเขา
อูราลในรัสเซีย ตะวันตกของฝร่ังเศส ตอนใตของสหราชอาณาจักรเบลเยี่ยม เนเธอรแแลนดแ เดนมารแก
ภาคเหนือของเยอรมันนีโปแลนดแและบางสวนของรัสเซียเป็นบริเวณท่ีมีประชากรอาศัยอยูหนาแนนที่สุด
และมีความสําคัญทางเศรษฐกิจอยางมาก เนื่องจากเป็นพ้ืนที่เกษตรกรรมท่ีสําคัญของทวีปในบริเวณน้ีมีแมน้ํา
ทส่ี าํ คญั ไดแ ก แมน าํ้ ไรนแ แมน ํา้ เชน แมน ้าํ ลัวรแ และแมน้ําเอลเบ
4. เขตเทือกเขาตอนใต้ ประกอบดวยเทือกเขาสูง เทือกเขาที่สําคัญในบริเวณนี้ไดแก เทือกเขาแอลป
ซ่ึงเป็นเทือกเขาที่มีขนาดใหญที่สุดในทวีปยุโรป ทอดตัวยาวตั้งแตตะวันออกเฉียงใตของฝรั่งเศสผาน
สวิตเซอรแแลนดแ เยอรมันนี ออสเตรยี เซอรแเบีย ไปจนถงึ ทางเหนอื ของอิตาลี บริเวณยอดเขามีธารน้าํ แข็ง
ปกคลุมเกือบตลอดทัง้ ปี บางชว งเป็นหุบเขาลึก ยอดเขาท่ีสูงท่ีสุดในเทือกเขาแอลป คือ มองตแบลังกแ สูง 4,807
เมตร จากระดับนํ้าทะเล นอกจากน้ียังประกอบดวยยอดเขาคอเคซัส ทางตอนใตของรัสเซียมียอดเขาเอลบรูส
สงู 5,642 เมตร จากระดับนํา้ ทะเล ซงึ่ เป็นยอดเขาทีส่ งู ท่สี ุดในยุโรป
แมน่ ้า แมนาํ้ ทส่ี าํ คัญในทวปี ยุโรป มีดังนี้
แม่น้าโวลกา เปน็ แมน ํ้าสายยาวท่สี ุดในทวปี มีตน น้าํ อยูบริเวณตอนกลางของสหพันธรัฐรัสเซียไหลลง
สทู ะเลแคสเปยี น
แม่น้าดานูบ มีตนกําเนิดจากเทือกเขาทางภาคใตของเยอรมัน ไหลผานประเทศออสเตรีย ฮังการี
ยูโกสลาเวีย พรมแดนระหวางประเทศบัลแกเรียกับประเทศโรมาเนีย แลวไหลลงสูทะเลดํา แมนํ้าดานูบเป็น
แมน้ําท่ีไหลผานหลายประเทศ ดังนั้นจึงถือวาเป็นแมนํ้านานาชาติแตในดานความสําคัญของการขนสงสินคา
อุตสาหกรรมนัน้ มีไมมากเทา กบั แมน ํ้าไรนแ เนอื่ งจากแมนํา้ ดานูบไหลออกสทู ะเลดําซงึ่ เป็นทะเลภายใน
แม่นา้ ไรน์ มตี น กาํ เนิดจากเทอื กเขาแอลปทางตอนใตของสวสิ เซอรแแ ลนดแ ไหลขึ้นไปทางเหนือระหวาง
พรมแดนฝรั่งเศสและเยอรมันไปยังเนเธอรแแลนดแ แลวไหลลงทะเลเหนือ แมน้ําไรนแเป็นแมนํ้าท่ีมีความสําคัญ
มาก มปี รมิ าณน้าํ ไหลสมา่ํ เสมอ ไหลผา นทรี่ าบและไหลผานหลายประเทศจึงถือวาเป็นแมนํ้านานาชาติ และยัง
เป็นเสนทางขนสงวัตถุดิบและสินคาท่ีสําคัญ คือ ถานหิน แรเหล็ก และแปูงสาลี โดยเฉพาะการขนสงถานหิน
ซ่ึงมีปริมาณมากในยานอุตสาหกรรมถานหินของเยอรมัน แมน้ําสายน้ีจึงไดรับสมญานามวา “แมน้ําถานหิน”
การขนสง สนิ คาผานทางแมน ํ้าไรนแนี้ จะออกสบู ริเวณปากแมน าํ้ ซ่งึ เปน็ ท่ตี ั้งของเมืองทา
รอตเตอรดแ มั (เนเธอรแแ ลนดแ) ซ่ึงเป็นเมืองทา ท่ีสําคญั ทีส่ ดุ ของทวีป
3. ลักษณะภมู อิ ากาศ เขตอากาศ
ปจั จัยท่มี ีอิทธิพลต่อภมู ภิ าคอากาศของทวปี ยโุ รป
1. ละติจูด ทวีปยุโรปมีที่ตั้งอยูระหวางละติจูด 36 องศา 1 ลิปดาเหนือ ถึง 71 องศา 10 ลิปดาเหนือ
พนื้ ที่สว นใหญอ ยใู นเขตอบอนุ มเี พยี งตอนบนของทวีปทอี่ ยูในเขตอากาศหนาวเย็นและ ไมม สี วนใดของทวปี
ทอ่ี ยูใ นเขตอากาศรอ น
12
2. ลมประจา ลมประจําที่พัดผานทวีปยุโรป คือ ลมตะวันตก ซึ่งพัดมาจากมหาสมุทรแอตแลนติกเขา
สูทวีปทางดานตะวันตก มีผลทําใหบริเวณฝ่ังตะวันตกของทวีปมีปริมาณฝนคอนขางมาก อุณหภูมิระหวางฤดู
รอนกับฤดูหนาวไมคอยแตกตางกันมากนัก แตถาลึกเขามาภายในทางดานตะวันออกของทวีปซ่ึงติดกับทวีป
เอเชยี นนั้ ปรมิ าณฝนจะลดลงและจะมีความแตกตางของอุณหภูมริ ะหวา งฤดูรอนกับฤดูฝนมากขนึ้ ดว ย
3. ความใกล้ไกลทะเล ทวีปยุโรปมีชายฝ่ังทะเลยาวและเวาแหวง ประกอบกับมีพื้นท่ีติดทะเลถึง 3
ดาน ทําใหไดรับอิทธิพลจากทะเลและมหาสมุทรอยางทั่วถึง โดยเฉพาะบริเวณท่ีอยูใกลชายฝ่ัง ดังนั้นจึงไมมี
พืน้ ท่ีใดในทวีปยโุ รปท่มี ภี ูมอิ ากาศแหงแลง
4. ทิศทางของเทือกเขา เทือกเขาสวนใหญในทวีป วางตัวในแนวทิศตะวันออกตะวันตก ทําใหไมก้ัน
ขวางทางลมตะวันตกท่พี ดั เขา สทู วปี
5. กระแสน้าในมหาสมุทร บรเิ วณ
ชายฝ่ังมกี ระแสนาํ้ อนุ แอตแลนตกิ เหนอื ไหลผาน
ทางตะวันตกและตะวนั ตกเฉยี งเหนือของทวปี
ทาํ ใหน า นน้ําบรเิ วณเกาะบริเวนใหญแ ละประเทศ
นอรเแ วยไแ มเปน็ นา้ํ แขง็ ในฤดูหนาว จงึ แตกตางจาก
บรเิ วณทะเลบอลตกิ ทน่ี ํ้ากลายเป็นน้าํ แข็ง ทาํ ให
ประเทศสวีเดน ตอ งเปลีย่ นเสนทางการขนสง
สนิ คา จากทางเรอื ไปเป็นการขนสง โดยใชเ สนทาง
รถไฟจากสวีเดนไปยังนอรแเวยแแลว จึงนาํ สนิ คาลง
เรือทเี่ มืองทาประเทศนอรเแ วยแ
เขตภูมอิ ากาศแบง่ ออกได้เปน็ 7 เขต ดงั นี้
1. ภูมิอากาศแบบทะเลเมดิเตอร์เรเน่ียน ไดแก บริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอรแเรเนียนในเขตประเทศ
อิตาลี ฝรั่งเศส ภาคใตของสเปน แอลเบเนีย กรีซ บัลแกเรีย และเซอรแเบีย ฤดูรอนมีอากาศรอน อุณหภูมิ
เฉลีย่ 23 องศาเซสเซยี ส ในฤดหู นาวมีอากาศอบอุนและมีฝนตกอุณหภูมิเฉลี่ย 8 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนตก
เฉล่ยี 500 - 1,000 มลิ ลิเมตรตอปี
2. ภูมอิ ากาศแบบทุง่ หญ้าก่ึงทะเลทราย ไดแก บริเวณภาคกลางของคาบสมุทรไซบีเรยี ตอนเหนือ
ของทะเลดาํ และทะเลแคสเปียนในเขตประเทศ
ฮงั การี ยูเครน โรมาเนีย และตอนใตของรัสเซีย
มฝี นตกนอ ยมาก เฉล่ียปลี ะ 250 -500
มิลลเิ มตรตอปี
3. ภูมอิ ากาศแบบพ้นื สมุทร ไดแ ก
สหราชอาณาจักร เนเธอรแแลนดแ ฝรงั่ เศส
เดนมารแก เบลเยย่ี ม และตอนเหนือของ
เยอรมนี มีฝนตกชกุ ตลอดทั้งปีเฉลยี่ 750 -
1,500 มิลลเิ มตรตอปี ฤดหู นาวอากาศ
ไมหนาวจัด อุณหภูมิเฉลีย่ 1 - 7 องศา
เซลเซยี ส เนอื่ งจากไดรับอิทธิพลจากกระแส
น้าํ อนุ แอตแลนติกเหนอื
13
4. ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น ไดแก บริเวณท่ีราบลุมแมน้ําดานูบในฮังการีตอนเหนือของเซอรแเบียและ
โรมาเนีย มีอากาศอบอุนฝนตกตลอดท้ังปีเฉล่ีย 500 - 1,000 มิลลิเมตรตอปี เน่ืองจากไดรับอิทธิพลความช้ืน
จากทะเล
5. ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพ้ืนทวีป ไดแก ยุโรปตะวันออก และยุโรปกลาง รัสเซีย สาธารณ
รัฐเช็ค สาธารณรัฐสโลวักและโปแลนดแ ฤดูหนาวมีอากาศหนาวและแหงแลง ฤดูรอนมีอากาศอบอุนและมี
ฝนตก อณุ หภูมเิ ฉลี่ย 19-20 องศาเซลเซยี ส ปริมาณฝน 500-750 มลิ ลิเมตรตอปี
6. ภูมอิ ากาศแบบไทกา ไดแก ตอนเหนือของฟินแลนดแ สวีเดน และนอรแเวยแ ฤดูหนาวมีอากาศหนาว
เย็นและยาวนาน อุณหภูมิเฉล่ีย 6 องศาเซลเซียส ฤดูรอนอากาศอบอุนอุณหภูมิเฉลี่ย 17 องศาเซลเซียส
มีปรมิ าณฝนตกนอยและสว นมากเป็นหมิ ะเฉลี่ย 600 มิลลเิ มตรตอปี
7. ภูมิอากาศแบบข้ัวโลกหรือภูมิอากาศแบบทุนดรา ไดแก ทางเหนือของทวีปที่มีชายฝ่ังติดกับ
มหาสมุทรอารแกตกิ ฤดูหนาวมอี ากาศหนาวจัดและยาวนานปลี ะ 10-11 เดอื น ฤดูรอ นมอี ากาศอบอนุ และ
ส้ันเพียง 1-2 เดอื น อณุ หภูมิเฉล่ียตลอดทัง้ ปปี ระมาณ 10 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนตกนอยมากและสวนมาก
เปน็ หมิ ะ
4. ลกั ษณะเศรษฐกจิ และ สภาพแวดลอ้ มทางสงั คมวัฒนธรรม
ลกั ษณะเศรษฐกิจ
ทวีปยุโรปมคี วามเจรญิ ทัง้ ในดานเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยมีเขตเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม
ดงั นี้
การทาเกษตรกรรม
1. เขตปลูกขา้ วสาลี ไดแ ก บริเวณที่ราบภาคกลาง โดยเฉพาะบริเวณประเทศฮังการี โรมาเนีย ยูเครน
ซ่งึ เปน็ แหลงผลติ ขาวสาลีแหลง ใหญ
2. เขตทาไร่ปศุสัตว์ สวนใหญจะพบในบริเวณเขตอากาศแหงแลง ไมคอยเหมาะกับการเพาะปลูก
แตมีหญาที่สามารถเลี้ยงสัตวแได เชน บริเวณชายฝั่งทะเลแคสเปียน และท่ีราบสูงของทวีป สัตวแท่ีเลี้ยง ไดแก
โคเน้ือ แกะ แพะ สวนการเลี้ยงโคนม จะพบบริเวณเขตอากาศชื้นภาคพื้นสมุทร เน่ืองจากมีทุงหญาอุดม
สมบรู ณแมากกวา
3. เขตเกษตรกรรมแบบผสม ไดแ ก เขตที่มีการเล้ียงสัตวแควบคูกับการปลูกพืช เชน การปลูกขาวสาลี
ขาวบาเลยแ การเลย้ี งสัตวแ เชน โคเนือ้ โคนม ซึ่งพบมากบริเวณภาคตะวนั ตก และภาคกลางของทวีป
4. เขตเกษตรแบบเมดิเตอร์เรเนียน พบบริเวณเขตชายฝง่ั ทะเลเมดเิ ตอรแเรเนียน เชน อิตาลี กรีซ พืช
สําคญั ไดแก สม องุน มะกอก
5. เขตเลีย้ งสตั วแ์ บบเรร่ ่อน มกี ารเล้ยี งสัตวแแ บบทีม่ ีการยา ยถ่ินที่อยเู พอ่ื หาแหลงอาหารแหลงใหม
ที่อุดมสมบรู ณกแ วา บรเิ วณท่ีมกี ารเลยี้ งสัตวแแบบเรรอน คือ บริเวณท่ีมีอากาศหนาวเย็น เชน ชายฝ่ังมหาสมุทร
อารแกติก หรอื เขตอากาศแบบทนุ ดรา
การป่าไม้
แหลงปุาไมที่สําคัญของทวีป คือ เขตภูมิอากาศแบบไทกา บริเวณคาบสมุทร สแกนดิเนเวีย ซึ่งจะมี
ปุาสนเป็นบริเวณกวาง
14
การประมง
จากลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของทวปี ยโุ รปทมี่ ชี ายฝ่ังทะเลยาวและเวา แหวง ติดทะเล ทั้ง 3 ดาน ประกอบ
กับการมีกระแสนาํ้ อุนแอตแลนตกิ เหนอื ไหลผานทาํ ใหในฤดูหนาวนํ้าไมเ ปน็ น้ําแข็ง จงึ กลายเป็นแหลง ประมง
ท่สี าํ คัญของทวีป มชี อ่ื วา “ดอกเกอรแ์ บงก์ (Dogger Bank)
การเหมอื งแร่
ทวีปยุโรปมที รพั ยากรท่มี ีความสาํ คัญมากตอการทําอตุ สาหกรรม ไดแ ก เหลก็ และถานหิน
แรถ า นหิน ใชเปน็ เชื้อเพลงิ ในการถลุงเหล็ก โดยมแี หลงถานหนิ ที่สําคญั เชน ภาคเหนอื ของฝร่งั เศส
และภาคกลางของเบลเย่ียม เยอรมนั เป็นตน
แรเหล็ก เมื่อผานการถลุงแลวจะนําไปใชในอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกลา โดยมีแหลงแรเหล็กท่ี
สําคัญ เชน ประเทศสวเี ดน ฝรั่งเศส
น้ํามันปโิ ตรเลยี มมี 2 แหลงท่ีสาํ คญั คอื ทะเลเหนือ และทะเลดํา
การอตุ สาหกรรม
ทวีปยุโรปเป็นศูนยแกลางอุตสาหกรรมท่ีสําคัญแหงหน่ึงของโลก ประเทศท่ีมีช่ือเสียงมาก คือ สหราช
อาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเย่ียม สวีเดน โดยบริเวณนี้จะมีแรเหล็กและถานหินซ่ึงเป็นสวนสําคัญในการทํา
อตุ สาหกรรม
สภาพแวดลอ้ มทางสงั คมและวัฒนธรรม
ลักษณะประชากร
1. มปี ระชากรมากเป็นอนั ดบั 4 ของโลก และหนาแนน มากเป็นอันดบั 2 ของโลก
2. มีการกระจายประชากรท่ัวทั้งทวีป เน่ืองจากความเหมาะสมในดานสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ
และทรพั ยากร
3. บรเิ วณท่มี ปี ระชากรหนาแนน คอื บรเิ วณที่ราบภาคตะวนั ตกและภาคกลางของทวปี สว นบรเิ วณ
ที่มปี ระชากรเบาบาง คอื บรเิ วณคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย และเขตยุโรปตะวันออก
ประวัตศิ าสตร์ แบง ได 3 สมัยคอื
1. สมัยโบราณ หรือ อารยธรรมสมยั คลาสสคิ มกี รีกและโรมนั เป็นศูนยแกลางความเจริญ โดยตั้งม่ันอยู
ทางตอนใตของทวีปยุโรปในแถบทะเลเมดิเตอรเแ รเนียน
กรีก ชนชาติกรกี ไดถ า ยทอดมรดกทางศลิ ปวัฒนธรรมไวหลายประการ ไดแก
1. การปกครอง ชาวกรีกไดใ หส ิทธิราษฎรในการลงคะแนนเสียงเลอื กเจาหนา ท่ีฝุายปกครอง
2. ศิลปวัฒนธรรม ชาวกรกี มคี วามสามารถในดานวรรณคดี การละคร และสถาปัตยกรรม
สถาปตั ยกรรมทม่ี ชี ่อื เสยี ง คือ วิหารพาเธนอน นอกจากนีย้ ังมีการแขงขนั กีฬาท่เี ป็นทร่ี จู ักกันดี คอื กฬี า
โอลิมปิก
3. ปรชั ญาความคิด นกั ปรชั ญากรีกทีม่ ชี ื่อเสียง คอื อรสิ โตเติล และเพลโต
โรมัน ชนชาติโรมันไดรับความเจริญตาง ๆ จากกรีก ส่ิงท่ีชาวโรมันไดถายทอดใหกับชนรุนหลังคือ
ประมวลกฎหมาย และภาษาละติน
15
2. สมัยกลาง ในชวงนี้ยุโรปมีศึกสงครามเกือบตลอดเวลา จนทําใหการพัฒนาดานตาง ๆ ตองหยุดชะงัก
ยุคนี้จึงไดชื่อวาเป็น “ยุคมืด” หลังจากผานพนชวงสงครามจึงเป็นชวงของการฟ้ืนฟูศิลปะวิทยาการเริ่มให
ความสําคัญกับมนุษยแมากขึ้น เรยี กยุคนว้ี า ยคุ เรอเนสซองซ (Renaissance)
3. สมัยใหม่ ยุคน้ีเป็นยุคแหงการแสวงหาอาณานิคม ทําใหศิลปวัฒนธรรมของชาติตะวันตกแผขยาย
ไปยังดนิ แดนตา ง ๆ นอกจากนย้ี ังมีเหตุการณแสาํ คัญ คอื การปฏิวัตวิ ิทยาศาสตรแแ ละการปฏวิ ัตอิ ตุ สาหกรรม
ทวปี อเมริกาใต้
1. ขนาดท่ีตั้งและอาณาเขตตดิ ต่อ
ทวีปอเมริกาใตเป็นทวีปที่ใหญเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา และทวีป
อเมริกาเหนือ มีพื้นท่ีประมาณ 17.8 ลานตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 299 ลานคน รูปรางของทวีป
อเมริกาใตคลายคลึงกับทวีปอเมริกาเหนือ คือ มีลักษณะคลายรูปสามเหลี่ยมหัวกลับ มีฐานกวางอยูทางทิศ
เหนือ สว นยอดสามเหล่ียมอยทู างทศิ ใต
ต้ังอยูในแถบซีกโลกใต ระหวางละติจูด 12 องศา 25 ลิปดาเหนือ ถึง 56 องศาใตและลองติจูด 34
องศา 47 ลิปดาตะวันตก ถึง 81 องศา 20 ลปิ ดาตะวนั ตก อาณาเขตของทวปี อเมรกิ าใตม ีดังนี้
อาณาเขตตดิ ต่อ
ทิศเหนือ ติดกับทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีคลองปานามาเป็นเสนกั้นเขตแดนและติดตอกับทะเล
แคริบเบยี น ในมหาสมทุ รแอตแลนตกิ จดุ เหนือสดุ อยทู ีแ่ หลมกายนี าสในประเทศโคลอมเบีย
ทิศใต้ ติดกับทวีปแอนตารแกติกา มีชองแคบเดรกเป็นเสนก้ันเขตแดน จุดใตสุดอยูที่แหลมโฟรแวารแด
ในคาบสมทุ รบรันสวกิ ประเทศชิลี
ทศิ ตะวนั ออก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก จุดตะวันออกสดุ อยทู ี่แหลมโคเคอรสู ในประเทศบราซลิ
ทิศตะวันตก ติดกบั มหาสมุทรแปซฟิ กิ จดุ ตะวนั ตกสุดอยูท ่แี หลมปารนี เยสในประเทศเปรู
2. ลักษณะภมู ปิ ระเทศ
ลักษณะภูมปิ ระเทศของทวีปอเมริกาใตสามารถแบงออกได 3 ลักษณะไดแ ก
1. เขตเทอื กเขาตะวันตก ไดแก บริเวณเทอื กเขาแอนดสี ซ่ึงทอดตวั ยาวขนานไปกับชายฝ่ังมหาสมุทร
แอตแลนติก ตั้งแตทางเหนือบริเวณทะเลแคริบเบียนไปจนถึงแหลมฮอรแนทางตอนใต มีความยาวประมาณ
7,200 กิโลเมตร เป็นแนวเทือกเขาท่ียาวท่ีสุดในโลกยอดเขาสูงที่สุดในบริเวณนี้ คือ ยอดเขาอะคองคากัว
สูงประมาณ 6,924 เมตร จากระดับน้ําทะเล บริเวณตอนกลางของเทือกเขามีที่ราบสูงท่ีสําคัญคือ ที่ราบสูง
โบลิเวีย มีความสูงถึง 4,500 เมตร จากระดับน้ําทะเล และมีขนาดกวางใหญเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากท่ี
ราบสูงทิเบต บนท่ีราบสูงแหงนี้มีทะเลสาบซึ่งเป็นทะเลสาบที่สูงท่ีสุดในโลก ไดแก ทะเลสาบติติกากา
ในประเทศเอกวาดอรแ
2. เขตท่ีราบสงู ตะวนั ออก ประกอบดว ยท่รี าบสูงสําคัญ 3 แหง ไดแก
ที่ราบสูงกิอานา ตั้งอยูทางตอนเหนือของทวีป ในเขตประเทศเวเนซูเอลา กายอานาซูรินาเม เฟรนซแ
เกียนา และภาคเหนอื ของบราซลิ มีลกั ษณะทเี่ ป็นที่ราบสงู สลบั กบั เทือกเขาสลบั ซบั ซอน
ทร่ี าบสูงบราซิล ตง้ั อยูตอนกลางของทวีป บริเวณตะวันออกของประเทศบราซิล ตั้งอยูระหวางท่ีราบ
ลุม แมนาํ้ แอมะซอน ทร่ี าบลมุ แมน ํ้าปารานา และท่รี าบลมุ แมนาํ้ ปารากวัย ทางตะวันออกมีความสูงชัน จากนั้น
คอ ย ๆ ลาดตา่ํ ลงไปทางตะวันตก
ที่ราบสูงปาตาโกเนีย ตั้งอยูทางตอนใตของทวีป ในเขตประเทศอารแเจนตินาทางตะวันออกคอนขาง
ราบเรยี บและคอ ย ๆ สูงข้นึ ไปเรอื่ ย ๆ ทางตะวนั ตก
16
3. เขตท่ีราบลุ่มแม่น้า อยูบริเวณตอนกลางของทวีป เป็นท่ีราบดินตะกอนที่มีความอุดมสมบูรณแและ
กวาง ต้ังอยูระหวางเทือกเขาแอนดีสและที่ราบสูงทางตะวันออก เขตที่ราบลุมแมนํ้าที่สําคัญของทวีปอเมริกา
ใตมี 2 บริเวณไดแ ก
ทรี่ าบลมุ่ แม่น้าแอมะซอนหรอื อเมซอน เปน็ ทีร่ าบลมุ แมน ้ําท่ีใหญท่สี ุดในโลก มีพ้ืนที่ประมาณ 7 ลาน
ตารางกิโลเมตร มีแมนํ้าหลายสายไหลผาน สวนมากมีตนกําเนิดจากเทือกเขาแอนดีสและไหลสูมหาสมุทร
แอตแลนตกิ แมน ้าํ ทีส่ ําคญั ทีส่ ดุ ในบรเิ วณน้ีคอื แมน ้าํ แอมะซอน
ที่ราบลุ่มแม่น้าโอริโนโค อยูทางตอนเหนือของทวีป ในเขตประเทศโคลอมเบีย และเวเนซุเอลา
บริเวณนี้เป็นเขตเลี้ยงสตั วทแ ส่ี าํ คัญของทวปี อเมริกาใต
แมน้าํ ทส่ี าํ คัญในทวปี อเมรกิ าใต ไดแก
แมน่ ้าแอมะซอน มคี วามยาว 6,440 กิโลเมตร เป็นแมนํ้าท่ีมีความยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก
แมน ํ้าไนลแ มีตนกาํ เนิดจากเทอื กเขาแอนดีส ไหลผา นประเทศบราซิล ไหลลงสมู หาสมทุ รแอตแลนติก
แม่น้าปารานา มีความยาว 2,800 กิโลเมตรมีตนกําเนิดจากที่สูงทางตะวันออกของทวีป ไหลผาน
ประเทศบราซลิ ปารากวยั อารเแ จนตนิ า ลงสมู หาสมทุ รแอตแลนตกิ บรเิ วณอา วริโอเดอลาพลาตา
แม่น้าปารากวยั มคี วามยาว 2,550 กิโลเมตร มตี นกาํ เนดิ จากทสี่ ูงในประเทศบราซิลไหลผานประเทศ
บราซลิ ปารากวยั ไปรวมกบั แมน้าํ ปารานาในเขตประเทศอารแเจนตินา
3. ลักษณะภมู อิ ากาศ
ปจั จยั ที่มอี ิทธิพลตอ่ ภมู อิ ากาศของทวปี อเมริกาใต้
1. ละติจูด พ้ืนท่ีสวนใหญของทวีปครอบคลุมเขตอากาศรอน และประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นท่ีทวีป
เปน็ อากาศแบบอบอนุ ภูมิภาคทางเหนอื ของทวปี จะมีฤดูกาลท่ตี รงขามกบั ภมู ภิ าคทางใต
2. ลมประจา ไดแ ก
2.1 ลมสินคาตะวันออกเฉียงเหนือพัดผานมหาสมุทรแอตแลนติกจึงนําความชุมชื้นเขาสูทวีป
บริเวณชายฝั่งตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
2.2 ลมสนิ คา ตะวันออกเฉยี งใตพ ัดผานมหาสมุทรแอตแลนตกิ จึงนําความชุมชื้น เขาสทู วปี บรเิ วณ
ชายฝ่งั ตะวนั ออกเฉยี งใต
2.3 ลมตะวันตกเฉียงเหนือ พัดผานมหาสมุทรแปซิฟิกจึงนําความชุมช้ืนเขาสูทวีปบริเวณชายฝ่ัง
ตะวันตกของทวีป ตง้ั แตป ระมาณละติจูด 40 องศาใตล งไป
3. ทศิ ทางของเทือกเขา ทวีปอเมริกาใตมีเทือกเขาสูงอยูทางตะวันตกของทวีป ดังนั้นจึงเป็นส่ิงท่ีก้ัน
ขวางอิทธิพลจากทะเลและมหาสมุทร ทําใหบริเวณที่ใกลเทือกเขา คอนขางแหงแลง แตในทางตรงกันขาม
ชายฝั่งดา นตะวนั ออกจะไดร บั อิทธพิ ลจากทะเลอยางเตม็ ที่
4. กระแสน้า มี 3 สายท่สี าํ คญั คอื
4.1 กระแสนํา้ อุน บราซิล ไหลเลียบชายฝัง่ ของประเทศบราซลิ
4.2 กระแสนา้ํ เยน็ ฟอลแกแลนดแ ไหลเลียบชายฝง่ั ประเทศอารเแ จนตนิ า
4.3 กระแสนาํ้ เย็นเปรู (ฮัมโบลดแ) ไหลเลยี บชายฝงั่ ประเทศเปรแู ละชลิ ี
17
เขตภมู อิ ากาศแบ่งออกได้เป็น 8 เขต ดงั น้ี
1. ภมู อิ ากาศแบบป่าดิบช้นื ไดแก บรเิ วณทีร่ าบลุม แมน้าํ แอมะซอน เปน็ บริเวณท่ีมีอากาศเย็น ปุาดิบ
ช้นื ที่กวางใหญทส่ี ุดในโลกสวนใหญมพี น้ื ที่อยปู ระเทศบราซิล มีอุณหภูมิสูงเฉล่ีย 27 องศาเซลเซียส มีฝนตกชุก
เกอื บตลอดทั้งปีประมาณ 2,000 มิลลิเมตรตอปี
2. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเขตร้อน ไดแก บริเวณตอนเหนือและใตของลุมแมนํ้าแอมะซอน มีอากาศ
รอ นและแหง แลง ฤดรู อ นมีฝนตกแตไ มชุกเหมอื นในเขตปาุ ดิบชน้ื อณุ หภูมิสูงเฉล่ีย 27 องศาเซลเซียส
มีลกั ษณะอากาศคลายกับภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
2. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย ไดแ ก ภาคใตข องเปรแู ละภาคเหนือของชลิ ี เปน็ บริเวณท่ีรอ นและ
แหงแลงมาก มีปริมาณฝนตกเฉล่ียตํ่ากวา 250 มิลลิเมตรตอปี และบางครั้งฝนไมตกยาวนานติดตอกันหลาย
เดือน ทะเลทรายท่ีสําคัญในบริเวณนี้ไดแก ทะเลทรายอะตากามาในประเทศชิลี ในบริเวณน้ีมีฝนตกนอยกวา
50 มิลลิเมตรตอปี บางครั้งฝนไมตกติดตอกันเป็นเวลานานหลายปี จัดเป็นทะเลทรายที่แหงแลงมากท่ีสุดแหง
หนง่ึ ของโลก
4. ภูมิอากาศแบบทงุ่ หญา้ กง่ึ ทะเลทราย ไดแก ทางตะวนั ออกของประเทศอารแเจนตินาจนถึงที่ราบสูง
ปาตาโกเนีย อุณหภูมิไมสูงนักเฉลี่ย 18 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น ฤดูรอนมีอากาศรอน
ปรมิ าณฝนนอยประมาณ 500 มิลลเิ มตรตอ ปี
5. ภมู อิ ากาศแบบเมดเิ ตอรเ์ รเนียน ไดแ ก บริเวณชายฝ่ังมหาสมทุ รแปซฟิ ิก ตอนกลางของประเทศชิลี
ในฤดูรอนมีอากาศรอ นและแหงแลง ฤดูหนาวมฝี นตก
6. ภูมิอากาศแบบอบอุ่นช้ืน ไดแก บริเวณตะวันตกเฉียงใตของทวีป ต้ังแตตอนใตของบราซิล
ปารากวัย อุรุกกวัย และตะวันออกเฉียงเหนือของอารแเจนตินา อากาศในบริเวณน้ีไมแตกตางกันมากนัก
ฤดหู นาวมีอากาศอบอุน ฤดรู อนมีฝนตกเฉลย่ี 750 – 1,500 มลิ ลิเมตรตอปี
7. ภูมิอากาศแบบภาคฟื้นสมุทร ไดแก บริเวณชายฝั่งทะเลอากาศหนาวจัด มีฝนตกเกือบตลอดทั้งปี
โดยเฉพาะในฤดหู นาวและฤดูใบไมร วงเฉล่ีย 5,000 มิลลิเมตรตอ ปี
8. ภมู ิอากาศแบบท่ีสูง ไดแ ก บริเวณเทอื กเขาแอนดสี เป็นบริเวณที่มีความแตกตางกันมาก ข้ึนอยูกับ
ระดับความสูงของพ้ืนที่ คือ บริเวณที่ราบมีอุณหภูมิสูงและฝนตกชุก เมื่อสูงขึ้นอุณหภูมิและปริมาณน้ําฝน
จะลดลงไปเร่ือย ๆ ย่ิงสูงกวาระดับน้ําทะเลประมาณ 3,000 เมตร มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีประมาณ 15
องศาเซลเซียส ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 1,000 มิลลิเมตรตอปี ในขณะท่ีประเทศอื่นที่อยูบริเวณเสนศูนยแสูตร
แตต้ังอยูบนที่ราบ เชน มาเลเซีย มีอุณหภูมิเฉล่ีย 27 องศาเซียส และมีฝนตกชุกตลอดท้ังปีสูงกวา 2,500
มลิ ลิเมตรตอปี
4. ลักษณะเศรษฐกจิ และสภาพแวดล้อมทางสงั คม วฒั นธรรม
ลักษณะเศรษฐกจิ
การทาเกษตรกรรม
1. จากลักษณะอากาศของทวีป เหมาะกับการปลูกพืชเมืองรอน เชน กาแฟ กลวย โกโก ออย ยาสูบ
โดยเฉพาะกาแฟมผี ผู ลติ รายใหญ คอื บราซิลและโคลมั เบยี
2. บริเวณท่ีราบลุมแมน้ําปารานา–ปารากวัย–อุรุกวัย มีความเหมาะสมในการปลูกขาวสาลี เนื่องจาก
อยใู นเขตอบอนุ และเปน็ ท่ีราบลุมแมน ํ้าท่ีมีความอดุ มสมบรู ณแโดยเฉพาะในเขตประเทศอารเแ จนตนิ า
3. การเพาะปลูกในทวีปมีท้ังการเพาะปลูกเป็นไรการคาขนาดใหญ ที่เรียกวา เอสตันเซีย และมีการ
เพาะปลูกแบบยงั ชีพ
18
การเลย้ี งสัตว์
การเลีย้ งสตั วใแ นทวีปอเมริกาใตกระทาํ อยา งกวา งขวาง ดงั นี้
1. ทุง หญาปามปัส เปน็ เขตปศุสัตวแขนาดใหญ มีการเล้ียงโคเน้อื โคนม แกะ
2. ทงุ หญา ยาโนส และทงุ หญาแกมโปส เปน็ เขตเลีย้ งโคเนอ้ื
3. ทุงหญา กง่ึ ทะเลทราย บรเิ วณที่ราบสูงปาตาโกเนีย มกี ารเลย้ี งแกะพันธขแุ น
ประเทศที่สง เนอ้ื สตั วแเป็นสินคา ออกจาํ นวนมาก คือ ประเทศอารแเจนตนิ า อุรุกวยั บราซลิ
การประมง
แหลงประมงท่ีสําคัญของทวปี คอื บรเิ วณชายฝ่ังประเทศเปรูและชลิ ี ซึง่ มกี ระแสน้ําเย็นเปรู (ฮัมโบลดแ)
ไหลผาน มีปลาแอนโชวีเป็นจํานวนมาก นอกจากน้ียังมีการจับปลาตามลุมแมน้ําตาง ๆ โดยชาวพ้ืนเมือง
อีกดว ย แตเป็นการจบั ปลาเพอื่ ยังชีพ
การปา่ ไม้
การทําปุาไมในทวีปมีไมมากนักเนื่องจากความไมสะดวกในการคมนาคมและการขนสง เขตที่มี
ความสาํ คัญในการทาํ ปาุ ไม คอื ภาคตะวันออกเฉียงใตของบราซลิ
การทาเหมืองแร่
ทวีปอเมริกาใตเป็นแหลงผลิตพืชเมืองรอนและสินแร การทําเหมืองแรมีความสําคัญรองจากการทํา
เกษตรกรรม โดยมแี หลง แรท ี่สาํ คญั ดงั น้ี
อุตสาหกรรม
การอตุ สาหกรรมในทวปี ยงั ไมคอยมคี วามเจริญมากนัก เน่ืองจากขาดเงินทุน และยังตองอาศัยความรวมมือ
และการรวมลงทุนจากตางชาติ ประเทศที่มีความเจริญทางดานอุตสาหกรรม คือ อารแเจนตินา บราซิล ชิลี
เวเนซเุ อลา
ทวีปอเมรกิ าเหนอื
1. ขนาดทตี่ ั้งและอาณาเขตตดิ ต่อ
ทวีปอเมริกาเหนือเป็นทวีปที่มีขนาดกวางใหญโดยมีขนาดใหญเป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากทวีป
เอเชยี และทวปี แอฟรกิ ามพี ้นื ท่ปี ระมาณ 24 ลานตารางกิโลเมตร รูปรางของทวีปอเมริกาเหนือมีลักษณะคลาย
สามเหลี่ยมหัวกลับมีฐานกวางอยูทางทิศเหนือสวนยอดสามเหลี่ยมอยูทางทิศใต ดวยความกวางใหญของทวีป
จึงมีความหลากหลายท้ังในดานลักษณะทางกายภาพทรัพยากรธรรมชาติและเป็นที่รวมของชนชาติหลาย
เช้ือชาติจนกลายเป็นเบาหลอมทางวัฒนธรรม อีกท้ังมีความเจริญกาวหนาในดานเทคโนโลยีและเป็นศูนยแรวม
ของวัฒนธรรมตา ง ๆ ตง้ั อยูในแถบซีกโลกเหนอื ระหวางละติจดู 7 องศา 15 ลิปดาเหนือถึง 83 องศา 38 ลิปดา
เหนือและลองจจิ ดู 55 องศา 42 ลิปดาตะวันตก 172 องศา 30 ลปิ ดาตะวันออก
อาณาเขตตดิ ต่อ
ทิศเหนือ ติดกับทะเลโบฟอรแตในมหาสมุทรอารแกติกและขั้วโลกเหนือ จุดเหนือสุดอยูท่ีแหลมมอริส
เจซปุ เกาะกรีนแลนดแแ ละประเทศแคนาดา
19
ทิศใต้ ตดิ กบั ทวปี อเมรกิ าใต (มีคลองปานามาเป็นเสน แบงทวีป) ทะลแคริบเบียนในมหาสมุทรแปซิฟิก
และอา วเม็กซโิ กในมหาสมทุ รแอตแลนติก
ทิศตะวันออก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก จุดตะวันออกสุดของทวีปอยูที่คาบสมุทรลาบราดอรแ
ประเทศแคนาดา
ทิศตะวันตก ติดกบั มหาสมุทรแปซิฟิก จุดตะวันตกสุดของทวีปอยูท่ีแหลมปรินซแออฟเวลรัฐอะลาสกา
ประเทศสหรฐั อเมรกิ า
20
2. ลกั ษณะภูมิประเทศ
ลกั ษณะภูมิประเทศของทวีปอเมริกาเหนือ สามารถแบง่ ออกได้ 3 ลักษณะ ได้แก่
1. เขตเทือกเขาภาคตะวันออก เร่ิมต้ังแตเกาะนิวฟันดแแลนดแทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคนาดา
จนถึงตะวันออกเฉียงใตของสหรัฐอเมริกา ประกอบดวยเทือกเขาและท่ีราบสูงแตไมสูงนัก ยอดเขาท่ีสูงท่ีสุด
คือ ยอดเขามิตเชล มีความสูง 2,037 เมตร เทือกเขาท่ีสําคัญ คือ เทือกเขาแอปปาเลเซียน นอกจากนี้ยังมีท่ี
ราบแคบ ๆ ขนานไปกบั ชายฝง่ั ทะเล บางสวนลาดลงทะเลกลายเปน็ ไหลท วปี
2.เขตเทือกเขาสูงภาคตะวันตก ไดแก พ้ืนท่ีชายฝ่ังตะวันตกดานมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแตเทือกเขา
ตอนเหนือสุดบริเวณชองแคบแบริง ทอดตัวยาวทางใตของทวีป ประกอบดวยเทือกเขาสูงสลับซับซอนจํานวน
มาก ยอดเขาทีส่ งู ทสี่ ดุ คือ ยอดเขาแมกคินเลยแ สงู 6,096 เมตร ในเทือกเขาอะลาสกา นอกจากนี้ยังมีเทือกเขา
ร็อกกีและเทอื กเขาแมกเคนซี ระหวางเทอื กเขาสงู มีทรี่ าบสงู จํานวนมาก ทสี่ ําคญั ไดแ ก ท่ีราบสูงอะลาสกา
ทีร่ าบโคโรราโด ทรี่ าบสูงเม็กซิโก และทีร่ าบสูงบรติ ชิ โคลมั เบยี เขตเทือกเขาสูงบริเวณน้ีมีภูมิประเทศท่ีสวยงาม
ท่ีมีท้ังเทือกเขาสูง สลับกับที่ราบสูง หุบเขาลึกชัน เกิดเป็นโตรกเขาท่ีเกิดจากการกัดเซาะของแมน้ํา โตรกเขา
ท่ีมีชื่อเสียงท่ีสุด คือ แกรนด์แคนยอน (grand canyon) ที่เกิดจากการกัดเซาะของแมนํ้าโคโรราโด
รฐั แอริโซนาประเทศสหรัฐอเมรกิ า
3. เขตท่ีราบภาคกลาง เป็นท่ีราบขนาดกวางใหญ อยูระหวางเทือกเขาตะวันออกและตะวันตก
เริ่มตงั้ แตชายฝ่ังมหาสมุทรอารแติกจนถึงชายฝ่ังอาวเม็กซิโก มีลักษณะเป็นท่ีราบลูกคลื่นอันเกิดจากการกระทํา
ของธารน้ําแข็งและการทับถมของตะกอนจากแมนํ้า ท่ีราบท่ีสําคัญ ไดแก ท่ีราบลุมทะเลสาบท้ังหา ท่ีราบลุม
แมนาํ้ แมกแคนซี ที่ราบลมุ แมน ํ้ามสิ ซิสซปิ ปี-มสิ ซรู ่ี ที่ราบแพรีและท่ีราบชายฝั่งอาวเมก็ ซโิ ก
แมน่ า้ ท่สี าคญั ในทวีปอเมรกิ าเหนอื มดี ังน้ี
แม่นา้ มิสซสิ ซปิ ปี เกิดจากเทอื กเขาสูงทางตะวนั ตกของทวีป เป็นแมนา้ํ สายท่ียาวท่ีสุดในทวีปไหลผาน
ท่ีราบกวางลงสูอาวเม็กซิโก เป็นเขตที่ราบท่ีมีตะกอนทับถมเป็นบริเวณกวาง จึงเหมาะแกการเพาะปลูกและ
เป็นเขตประชากรหนาแนน
แม่น้าเซนต์ลอวเ์ รนซ์ ไหลจากทะเลสาบเกรตเลค ออกสมู หาสมุทรแอตแลนติก แมน้ําสายน้ีใชในการ
ขนสงสินคาหรือวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม (เน่ืองจากบริเวณรอบ ๆ เกรตเลคเป็นเขตอุตสาหกรรม) แตปัญหา
สําคัญของแมน้ําสายน้ี คือ จะมีระยะท่ีเดินเรือไมไดในฤดูหนาว ลักษณะพิเศษของแมน้ําเซนตแลอวแเรนซแ คือ
มกี ารขุดรอ งน้าํ และสรางประตกู ัน้ นํ้าเปน็ ระยะ ๆ เนื่องมาจากบริเวณแมนํ้ามีแกงน้ําตกขวางหลายแหงเสนทาง
การขนสงสนิ คา และเดนิ เรือน้ี เรียกวา “เซนตแลอวเแ รนซซแ เี วยแ” (St. Lawrence Seaway)
แมน่ ้าริโอแกรนด์ ก้ันพรมแดนระหวา งประเทศสหรัฐอเมริกากบั ประเทศเม็กซิโก
3. ลักษณะภมู ิอากาศ
ปัจจัยทม่ี อี ิทธพิ ลต่อภูมอิ ากาศของทวปี อเมริกาเหนอื
1. ละติจูด ทวีปอเมริกาเหนือต้ังอยูระหวางละติจูด 7 องศา 15 ลิปดาเหนือ ถึง 83 องศา 38 ลิปดา
เหนือใกลขั้วโลกเหนือ จึงทําใหมีเขตภูมิอากาศทุกประเภทตั้งแตอากาศรอนไปจนถึงอากาศหนาวเย็นแบบ
ข้วั โลก
2. ลมประจา ลมประจําที่พดั ผานทวีปอเมริกาเหนือ มีความแตกตางกันตามชวงละติจูด มีลมประจํา
ที่สําคญั ดงั น้ี
21
1) ลมดานตะวันออกเฉียงเหนือ พัดต้ังแตละติจูด 40 องศาเหนือลงไปทางใตพัดผานมหาสมุทร
แอตแลนติกเขาสูทวีป จึงนําความชุมชื้นมาใหชายฝ่ังตะวันออกของทวีปตลอดทั้งปี ต้ังแตตอนใตของ
สหรฐั อเมรกิ า อเมรกิ ากลางและหมเู กาะอินดสิ ตะวนั ตก
2) ลมตะวันตกเฉียงใต พัดตั้งแตละติจูด 40 องศาเหนือถึง 60 องศาเหนือ พัดจากมหาสมุทร
แปซิฟิกเขา สูตอนกลางถงึ ตอนเหนอื ของสหรฐั อเมริกาและตอนใตของแคนาดา
3) ลมขั้วโลก พดั อยูบรเิ วณขั้วโลกนําความหนาวเยน็ มาใหพนื้ ทท่ี างตอนบนของทวปี
3. ความใกล้ไกลทะเล จากลักษณะรูปรางของทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งตอนบนจะกวางใหญ และคอย ๆ
เรียวแคบลงมาทางตอนใต ทําใหตอนบนของทวีปไดรับอิทธิพลจากมหาสมุทรนอย จึงทําใหพื้นที่ตอนบน
มภี มู อิ ากาศคอ นขางแหง แลง
4. ทิศทางของเทอื กเขา ทิศทางการวางตวั ของเทอื กเขาในทวีปอเมริกาเหนือเป็นสวนสําคัญในการทํา
ใหพ้ืนท่ีทางตอนในของทวีปมีอากาศคอนขางแหงแลง โดยเฉพาะเทือกเขาทางตะวันตกของทวีป ซ่ึงเป็น
เทอื กเขายุคใหมทีส่ งู มาก จึงขวางกนั้ ความชื้นท่มี ากบั ลมประจํา
5. กระแสน้า ทวีปอเมริกาเหนือมีกระแสนํ้า 4 สาย ซึ่งมีอิทธิพลตออากาศบริเวณชายฝั่งโดยกระแส
นา้ํ อนุ ทาํ ใหอากาศบริเวณชายฝ่งั อบอนุ ชมุ ช้ืน สวนกระแสนา้ํ เย็นทําใหอ ากาศบรเิ วณชายฝ่งั เยน็ และแหงแลง
1) กระแสน้าํ อนุ กลั ฟส ตรีม ไหลเลยี บชายฝ่งั ตะวนั ออกของเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกาทางใตข้ึนไป
ทางตะวนั ออกเฉียงเหนือของเกาะนิวฟนั ดแแลนดขแ องแคนาดา
2) กระแสนํ้าเย็นแลบราดอรแ ไหลเลียบชายฝั่งตะวันตกของเกาะกรีนแลนดแลงมาจนถึงชายฝ่ัง
ตะวันออกของแคนาดา พบกับกระแสน้ําอุนกัลฟสตรีม บริเวณเกาะนิวฟันดแแลนดแจึงทําใหบริเวณนี้เป็นแหลง
ปลาชุม เนอ่ื งจากมอี าหารปลาจํานวนมาก กลายเป็นเขตทําประมงท่ีสําคัญ เรียกบริเวณน้ีวา “แกรนด์แบงค์”
(Grand Bank)
3) กระแสนํ้าอุนอลาสกา ไหลเลียบชายฝ่ังตะวันตกของรัฐอลาสกาข้ึนไปทางเหนือจนถึงชอง
แคบเบรงิ ทาํ ใหช ายฝั่งอบอุน นํา้ ไมเปน็ น้าํ แข็งสามารถจอดเรือไดตลอดปี
4) กระแสนํ้าเย็นแคลิฟอรแเนีย ไหลเลียบชายฝ่ังตะวันตกของสหรัฐอเมริกาลงมาทางใตจนถึง
ชายฝัง่ คาบสมุทรแคลฟิ อรแเนีย ทําใหช ายฝั่งมีอากาศเย็นและแหง
พายุ พายุทมี่ ีอิทธิพลตอลมฟูาอากาศของทวีปอเมริกาเหนือเปน็ อยางมากคือ
1. พายุเฮอริเคน เป็นพายุหมุนเขตรอน เชนเดียวกับใตฝุน พายุนี้เกิดในทะเลแคริเบียน และอาว
เม็กซิโก เป็นพายุที่ทําใหฝนตกหนัก คล่ืนลมแรงเคลื่อนตัวจากทะเลเขาสูชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก
และหมูเกาะในทะเลแคริเบยี น
2. พายุทอร์นาโด เนื่องจากบริเวณภาคกลางของสหรัฐอเมริกาเป็นพ้ืนที่โลงกวาง ทําใหมวลอากาศ
ปะทะกันไดงายเกิดเป็นพายุหมุนทอรแนาโด มีกําลังแรงมาก กอใหเกิดความเสียหายกับบานเรือนในรอบ 1 ปี
เกิดพายุนไ้ี ดบ อยครั้ง จนไดรับสมญานามวา “พายปุ ระจาถ่ิน”ของสหรัฐอเมรกิ า
22
เขตภูมิอากาศแบ่งออกไดเ้ ป็น 12 เขต ได้แก่
1. ภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ไดแ ก บริเวณชายฝงั่ ตะวนั ออกของอเมรกิ ากลาง และบางสวนของหมูเกาะ
อินดีสตะวันตก มีอากาศรอนเกือบตลอดท้ังปี อุณหภูมิเฉล่ีย 18 องศาเซลเซียสและมีฝนตกชุกเฉล่ีย 1,700
มิลลเิ มตรตอ ปี ในเขตนไี้ มมีฤดูหนาว
2. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย ไดแ ก บรเิ วณภาคตะวันตกเฉียงใตข องสหรัฐอเมริกาและภาคเหนือของ
เม็กซิโก มีอากาศรอนจดั และมฝี นตกนอยมาก เฉลย่ี 250 มิลลเิ มตรตอปี
3. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเขตร้อน ไดแก ชายฝ่ังตะวันตกของอเมริกากลาง พื้นท่ีสวนใหญของ
เมก็ ซิโก บางสว นของหมเู กาะอินดสี ตะวันตก และทางตอนใตส ุดของคาบสมุทรฟลอริดา มีอุณหภูมิแตกตางกัน
มากระหวา งฤดรู อ นและฤดหู นาว คอื ฤดหู นาวอากาศหนาวจดั ฤดรู อ นมอี ากาศรอนจัดและมฝี นตก
4. ภมู อิ ากาศแบบทุ่งหญา้ ก่งึ ทะเลทราย ไดแ ก บริเวณชายขอบของเขตทะเลทรายเร่ิมต้ังแตบางสวน
ของประเทศแคนาดาและเม็กซิโก ทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใตของสหรัฐอเมริกา มีลักษณะภูมิอากาศก่ึง
แหงแลง ฤดูหนาวมีอากาศหนาวจัด ฤดูรอนมีอากาศรอนและแหงแลง ปริมาณฝนไมมากนัก แตมากกวา ในเขต
ทะเลทราย
5. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ไดแก บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ในเขตรัฐแคลิฟอรแเนีย
ของสหรฐั อเมรกิ า ในฤดรู อ นมอี ากาศไมร อนจดั ในฤดหู นาวมีอากาศอบอุน แหงแลง และมีฝนตก
6. ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น ไดแก บริเวณที่ราบชายฝ่ังมหาสมุทรแอตแลนติกและท่ีราบตอนกลาง
ของทวปี อณุ หภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีมคี วามใกลเคียงกนั มีฝนตกเกือบตลอดทั้งปีเฉลีย่ 750 มลิ ลิเมตรตอ ปี
7. ภูมิอากาศแบบภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตก ไดแก ชายฝ่ังมหาสมุทรแปซิฟิกในเขตสหรัฐอเมริกา
และแคนาดา มีฝนตกชุกเกือบตลอดทั้งปีเฉล่ีย 2,000 มิลลิเมตรตอปี ฤดูรอนมีอากาศรอนชื้นและ ฤดูหนาว
มอี ากาศเย็นสบาย
8. ภูมิอากาศแบบชื้นภาคพ้ืนทวีป ไดแก ตอนใตของประเทศแคนาดารอบ ๆ ทะเลสาบท้ัง 5 และ
ภาคเหนือของสหรฐั อเมรกิ า ในฤดูหนาวมีอากาศหนาวเยน็ ในฤดรู อนมีอากาศอบอนุ และมีฝนตก
9. ภูมิอากาศแบบไทกา ไดแก ภาคเหนือของประเทศแคนาดา และตอนใตของรัฐอะลาสกา
สหรัฐอเมรกิ า เปน็ บริเวณท่ีมีอากาศหนาวจัด มีหิมะตกติดตอกันหลายเดือนฤดูรอนมีอากาศเย็น มีปริมาณฝน
ตกนอยและระยะส้ัน ๆ
10. ภูมิอากาศแบบทุนดรา ไดแก ชายฝ่ังมหาสมุทรอารแกติก ภาคเหนือของแคนาดา รัฐอะลาสกา
ของสหรฐั อเมริกา และชายฝ่งั เกาะกรนี แลนดแ มีอากาศหนาวจัดเกือบตลอดทั้งปี ฤดูรอนมีชวงสั้นและอุณหภูมิ
ตํา่ เฉลยี่ ตลอดทง้ั ปี 10 องศาเซลเซยี ส
11. ภูมิอากาศแบบขั้วโลก ไดแก ตอนกลางของเกาะกรีนแลนดแ มีอากาศหนาวจัดมีน้ําแข็งปกคลุม
เกอื บตลอดทง้ั ปี บรเิ วณตอนกลางของเกาะมีนํ้าแขง็ ปกคลุมหนาถึง 3,000 เมตร
12. ภูมิอากาศแบบบริเวณภูเขาสูง ไดแก เทือกเขาสูงในภาคตะวันตก เป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิ
แตกตางกันมาก ขึ้นอยูกับความสูงของพื้นที่ เชน ในฤดูรอนดานท่ีรับแสงแดดอากาศรอนจัด ในดานตรงกัน
ขามจะมอี ากาศหนาวเย็น ในแถบหุบเขาจะมอี ากาศหนาวเย็นโดยเฉพาะในเวลากลางคนื อณุ หภมู จิ ะต่าํ ลง
เมอ่ื ความสงู เพ่ิมขน้ึ บรเิ วณยอดเขามนี าํ้ แขง็ ปกคลมุ อยู ในบรเิ วณน้มี ีฝนตกนอ ย
23
4. สภาพเศรษฐกจิ และสภาพแวดล้อมทางสงั คมวฒั นธรรม
ลักษณะเศรษฐกจิ ลักษณะเศรษฐกิจของทวีปอเมรกิ าเหนือจะมคี วามแตกตางกันคือ ในสหรัฐอเมริกา
แคนาดา จะเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความเจริญสูง สวนในเขตของเม็กซิโก อเมริกากลางและหมูเกาะอินดีส
ตะวันตกจะมีทั้งเขตเศรษฐกจิ ท่ีเจรญิ แลว และเขตทย่ี งั ตอ งไดรบั การพัฒนา
การทาเกษตรกรรม
1. เขตปลกู ข้าวสาลี บรเิ วณทีม่ กี ารปลูกขาวสาลี ซ่ึงถือเป็นแหลงสาํ คญั ของโลก คอื บรเิ วณ
ภาคกลางของแคนาดาและสหรฐั อเมริกา
2. เขตทาไร่ปศุสัตว์ พบในบริเวณท่ีภูมิอากาศคอนขางแหงแลง เชน ภาคตะวันตกของแคนาดา
สหรัฐอเมรกิ า และเม็กซโิ ก สัตวแทีเ่ ล้ยี ง คือ โคเน้อื
3. เขตเกษตรกรรมแบบผสม ไดแ ก เขตที่มีการเลยี้ งสัตวแควบคกู บั การปลูกพืช เชน ขาวสาลี ขาวโพด
สวนสัตวแเลย้ี งคอื โคเน้ือ โคนม การเกษตรลักษณะน้พี บบริเวณทางตะวนั ออกของสหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา
4. เขตปลูกฝ้าย ไดแก บรเิ วณทางตะวันตกของสหรฐั อเมรกิ า ซงึ่ เป็นเขตท่ีมีอากาศคอนขางรอนและ
แหง แลง
5. เขตปลกู ผัก ผลไม้และไร่ยาสบู ไดแ ก บรเิ วณทีร่ าบชายฝง่ั มหาสมทุ รแอตแลนติก
6. เขตปลูกพืชเมืองร้อน พืชเมืองรอนท่ีนิยมปลูกคือ กลวย โกโก ออย กาแฟ ซึ่งมีมากบริเวณ
อเมรกิ ากลางและหมูเ กาะอินดสี ตะวันตก
การประมง
บริเวณท่ีมีการทําประมงกัน อยางหนาแนน คือ แกรนดแแบงคแ และบริเวณชายฝ่ังมหาสมุทรแปซิฟิก
โดยเฉพาะบรเิ วณที่มีกระแสน้าํ เย็นแคลฟิ อรเแ นยี ไหลผา น
การทาเหมืองแร่
ถ่านหิน สหรัฐอเมรกิ าและแคนาดา สามารถผลิตถานหินไดเป็นจํานวนมาก โดยมีแหลงผลิตที่สําคัญ
คอื บรเิ วณเทือกเขาแอปปาเลเซยี น ในสหรัฐอเมรกิ า และมณฑลควเิ บกของแคนาดา
เหลก็ แหลงสาํ คัญ คือ ทะเลสาบเกรตแลค
น้ามนั และกา๊ ซธรรมชาติ พบบริเวณเทือกเขาแอปปาเลเซียนลุม แมน ํ้ามิสซิสซปิ ปี อาวเม็กซิโก
แคลฟิ อรเแ นีย อลาสกา
การทาอุตสาหกรรม สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผูนําในการทําอุตสาหกรรมระดับโลก สวนใหญเป็น
อุตสาหกรรมขนาดใหญใ ชเงนิ ทุนเปน็ จาํ นวนมาก สว นประเทศเม็กซิโก และอเมรกิ ากลาง รวมถึงประเทศในหมู
เกาะอินดีสตะวันตก อุตสาหกรรมสวนใหญเป็นอุตสาหกรรมเกษตรการแปรรูปผลผลิตตาง ๆ ซึ่งตองอาศัย
การพฒั นาตอ ไป
สภาพแวดล้อมทางสงั คมและวัฒนธรรม
ประชากร
1. บริเวณท่ีมีประชากรหนาแนน ไดแก ชายฝ่ังตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ลุมแมนํ้ามิสซิสซิปปี
ลมุ แมน้ําเซนตแลอรวแเรนซแ ทรี่ าบสงู ในเมก็ ซโิ ก หมูเกาะอินดสี ตะวันตก
2. มผี ูคนหลากหลายเชือ้ ชาติ เชน อนิ เดียนแดง เอสกโิ ม ยโุ รป แอฟริกัน เอเชีย และกลมุ เลือดผสม
24
เขตวัฒนธรรม
1. แองโกอเมริกา หมายถงึ สหรฐั อเมริกาและแคนาดา
2. ลาตินอเมริกา หมายถึง กลุมคนในเมกซิโก อเมริกากลาง และหมูเกาะอินดีสตะวันตก
(ซ่ึงไดรบั อิทธิพลจากสเปนและโปรตเุ กส)
ทวปี แอฟริกา
1. ขนาดที่ตั้งและอาณาเขตตดิ ต่อ
ทวปี แอฟรกิ ามีขนาดใหญเ ปน็ อนั ดบั 2 รองจากทวปี เอเชีย มีพ้ืนท่ีประมาณ 30.3 ลานตารางกิโลเมตร
มีประชากร 600 ลานคน อยูระหวางละติจูดท่ี 37 องศา 21 ลิปดาเหนือ ถึง 34 องศา 50 ลิปดาใต ลองติจูด
ที่ 51 องศา 24 ลิปดาตะวนั ออกถงึ 17 องศา 32 ลิปดา
อาณาเขตตดิ ต่อ
ทิศเหนือ ติดกับทะเลเมดิเตอรแเรเนียน ในมหาสมุทรแอตแลนติก ชองแคบยิบรอลตารแ จุดเหนือสุด
ของทวปี อยูทแ่ี หลมบอน ประเทศตูนิเซีย
ทิศใต้ ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอินเดีย จุดใตสุดของทวีปอยูที่แหลมอะกอลฮัส
(Agulhas) ในประเทศแอฟรกิ าใต
ทิศตะวันออก ติดกับทะเลแดง ในมหาสมุทรอินเดีย จุดตะวันออกสุดของทวีปอยูที่แหลมฮาฟูน
ประเทศโซมาเลยี
ทศิ ตะวันตก ตดิ กบั มหาสมุทรแอตแลนติก จดุ ตะวนั ตกสุดของทวีปอยูทแี่ หลมเวิรแดประเทศเซเนกลั
25
2. ลกั ษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภมู ิประเทศทวีปแอฟริกาสามารถแบงออกไดเปน็ 3 ลักษณะดงั นี้
1. เขตทีร่ าบสูง
พื้นท่ีเกือบทั้งหมดของทวีปเป็นที่ราบสูง จนไดรับสมญาวา เป็นทวีปแหงท่ีราบสูงโดยทางซีกตะวันออก
จะสูงกวา ซกี ตะวนั ตก ลกั ษณะเดนของบรเิ วณทีร่ าบสูงทางภาคตะวนั ออกของทวปี คอื เป็นพ้ืนทีท่ ่ีมี
ภูเขาสูง และภูเขาไฟ ภูเขาไฟท่ีมีช่ือเสียง คือ ภูเขาคิลิมันจาโร (แทนซาเนีย) และมีทะเลสาบหลายแหง เชน
ทะเลสาบวิคตอเรยี (ทะเลสาบนํา้ จดื ใหญเปน็ อันดับ 2 ของโลก) ทะเลสาบแทนแกนยกิ าและทะเลสาบไนอะซา
2. เขตทร่ี าบ ทวีปแอฟริกามที รี่ าบแคบ ๆ บริเวณชายฝั่งทะเล
3. เขตเทอื กเขา
เขตเทือกเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คือ เทือกเขาแอตลาส วางตัวขนานกับชายฝ่ังทะเล
เมดเิ ตอรแเรเนยี น เป็นเทอื กเขายุคใหม
เทือกเขาทางทศิ ใต คอื เทือกเขาดราเคนสเบริ กแ วางตวั ขนานกับชายฝ่ังมหาสมุทรอนิ เดีย
เปน็ เทอื กเขายคุ เกา
แม่นา้ แมนํา้ ในทวปี แอฟรกิ าสว นใหญเกิดจากทรี่ าบสงู ตอนกลาง และทางตะวันออกของทวีป ซึ่งมีฝน
ตกชุก เนื่องจากพ้ืนที่ตางระดับ แมนํ้าจึงกัดเซาะพ้ืนที่ใหเกิดเป็นแกงน้ําตกขวางลําน้ํา จึงเป็นอุปสรรคตอการ
คมนาคม แตส ามารถใชป ระโยชนใแ นการผลิตกระแสไฟฟาู ไดแมน ํ้าทีส่ าํ คญั ไดแก
แม่น้าไนล์ เป็นแมน้ําสายท่ียาวที่สุดในโลก ไหลลงสูทะเลเมดิเตอรแเรเนียน ประกอบดวยแควสําคัญ
คอื ไวทไแ นวแ บลไู นลแและอัตบารา ปากแมน ํ้าเป็นเดลตา
แม่น้าซาอีร์ (คองโก) เป็นแมน้ําสายยาวอันดับ 2 ของทวีป และเป็นท่ีราบลุมแมน้ําท่ีกวางขวางนํ้า
ในแมนํ้าไหลลงสูมหาสมุทรแอตแลนติก
แม่น้าไนเจอร์ ไหลลงสอู าวกินี
แมน่ ้าแซมเบซี ไหลลงสมู หาสมุทรอนิ เดีย ไหลผา นที่ราบสงู และไหลเชี่ยวมาก
3. ลักษณะภมู ิอากาศ เขตอากาศ
ปจั จยั ทม่ี ีอทิ ธพิ ลตอ่ ภมู อิ ากาศของทวปี แอฟรกิ า
1. ละติจูด ทวีปแอฟริกามีเสนศูนยแสูตรผานเกือบก่ึงกลางทวีป และต้ังอยูระหวางเสนทรอปิคออฟ
แคนเซอรแ กับเสนทรอปิคออฟแคปริคอรแน ทําใหมีเขตอากาศรอนเป็นบริเวณกวาง มีเฉพาะสวนเหนือสุดและ
ใตสุดทอ่ี ยใู นเขตอบอุน
2. ลมประจา มี 2 ชนดิ คอื
ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้ พัดจากมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติกทําใหฝนชุกบริเวณ
ชายฝง่ั แอฟรกิ าตะวันออกและตะวันออกเฉียงใตกบั ชายฝ่งั อาวกินี
ลมสินค้าตะวันออกเฉียงเหนือ พัดจากตอนในของทวีปมาสูชายฝั่ง จึงนําความแหงแลงมาสูชายฝ่ัง
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือของทวปี
3. กระแสน้า ไดแก
กระแสน้าอุ่นกนิ ี ไหลผา นชายฝ่ังตะวันตกจากมหาสมทุ รแอตแลนติกไปยังอาวกนิ ี
กระแสน้าเย็นคานารี ไหลเลียบชายฝ่งั ตะวนั ตกเฉียงเหนอื ของทวีป
กระแสน้าเย็นเบงเก-ลา ไหลเลยี บชายฝ่งั ตะวันตกเฉยี งใตของทวปี
กระแสน้าอ่นุ โมซมั บกิ ไหลผานบริเวณชองแคบโมซมั บิก
26
4. ระยะห่างจากทะเล ดวยความกวางใหญของทวีป การมีที่สูงอยูโดยรอบทวีปทําใหอิทธิพลของ
มหาสมุทรเขาไปไมถึง ประกอบกับไดรับอิทธิพลจากทะเลทรายของทวีปเอเชียทางดานตะวันออกเฉียงเหนือ
ของทวปี ทาํ ใหท วปี แอฟรกิ ามเี ขตภมู อิ ากาศแหง แลงเปน็ บริเวณกวาง
ทวีปแอฟริกาสามารถแบ่งเขตอากาศไดเ้ ป็น 8 เขตดังนี้
1. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย ไดแก บริเวณทะเลทรายสะฮาราและทะเลทรายลิเบียทางตอนเหนือ
ของทวีป ในเขตประเทศไนเจอรแ ชาด ลิเบีย มาลี บุรแกินาฟาโซ มอริเตเนีย คิดเป็นพื้นท่ีรอยละ 30 ของพ้ืนท่ี
ในทวีปแอฟริกา และถือเป็นเขตทะเลทรายที่มีขนาดใหญท่ีสุดในโลก ทะเลทรายท่ีสําคัญอีกแหงหนึ่ง คือ
ทะเลทรายกาลาฮารี ทางตอนใตของทวีป ในเขตประเทศบอตสวานาและนามิเบีย มีลักษณะอากาศรอนและ
แหงแลงเฉลี่ยสูงกวา 35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิระหวางกลางวันและกลางคืนแตกตางกันมาก มีฝนตกนอย
เฉล่ียต่าํ กวา 250 มลิ ลเิ มตรตอ ปี
2. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย ไดแก บริเวณท่ีราบสูงตอนในของทวีปชายฝั่งตะวันตกและ
ตอนใตข องเสนศนู ยแสตู ร ในฤดรู อนมีอากาศรอนจัดและมีฝนตกแตไมมากนักประมาณ 600 มิลลิเมตรตอปี ฤดู
หนาวมีอากาศหนาวจดั บางคร้ังอาจถึงจดุ เยือกแข็ง
3. ภูมิอากาศแบบป่าดบิ ชื้น ไดแ ก บรเิ วณลุมแมน้าํ คองโก ท่รี าบสงู ในแอฟริกาตะวนั ออก
ฝั่งตะวันออกของเกาะมาดากสั การแ และชายฝั่งรอบอา วกินี มอี ากาศรอ นอุณหภมู เิ ฉลีย่ 27 องศาเซลเซยี ส
และฝนตกชุกตลอดทง้ั ปมี ากถึง 2,000 มิลลิเมตรตอปี
4. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา ไดแก บริเวณเหนือและใตแนวเสนศูนยแสูตรในเขตประเทศ
เอธิโอเปยี ซดู าน เคนยา คองโก สาธารณรัฐคองโก แทนซาเนีย และดานปลายลมของเกาะมาดากัสการแ
มีอณุ หภูมิรอนเกอื บตลอดทัง้ ปี ในฤดูรอ นมีอากาศรอนและมีฝนตกปริมาณ 1,500 – 2,000 มลิ ลิเมตรตอปี
ฤดหู นาวมอี ากาศหนาวและแหง แลง
5. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ไดแก บริเวณชายฝ่ังของประเทศตูนิเซีย แอลจีเรีย โมร็อกโก
และตอนใตของประเทศแอฟริกาใต มีอุณหภูมิไมแตกตางกันมากนัก ในฤดูรอนมีอากาศรอนและแหงแลง
ในฤดหู นาวมีอากาศอบอุนและมีฝนตก
6. ภูมิอากาศแบบมรสุม ไดแก ประเทศไลบีเรีย และโกตดิวัวรแ เน่ืองจากไดรับอิทธิพลจากลมประจํา
ตะวันตกและกระแสนํ้าอุนกินี สงผลใหมีฝนตกชุกประมาณ 2,500 มิลลิเมตรตอปีและมีอากาศรอนช้ืน
อุณหภูมเิ ฉลยี่ 20 องศาเซลเซยี ส
7. ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น ไดแก บริเวณตะวันออกเฉียงใตของทวีป ในเขตประเทศแทนซาเนีย
แซมเบีย โมซัมบิก ซิมบับเว มาลาวี สวาซิแลนดแ เลโซโท และแอฟริกาใต ไดรับอิทธิพลจากกระแสน้ําอุน
โมซัมบกิ และลมคา ตะวันออกเฉยี งเหนอื ทําใหฤดหู นาวมอี ากาศอบอนุ ในฤดรู อ นมีฝนตก
8. ภูมิอากาศแบบภูเขา ไดแก ที่ราบสูงเอธิโอเปีย และท่ีราบสูงเคนยา ทางตะวันออกของทวีป
ลกั ษณะอากาศชน้ื อยูก บั ความสงู ของพน้ื ท่ี ย่ิงสงู ขึน้ อากาศจะเย็นลง และมปี ริมาณฝนตกนอ ยลง
4. ลกั ษณะเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม
ลกั ษณะเศรษฐกจิ
การเกษตรกรรม
1. การเพาะปลูกแบบยงั ชพี เป็นการปลกู พชื เพ่อื บรโิ ภคภายในครอบครัว
2. การทาํ ไรขนาดใหญ เป็นการเพาะปลูกเพอ่ื การคา พืชทีป่ ลกู เชน ยางพารา ปาลมแ นํ้ามนั
27
3. การเกษตรแบบผสม คือ การเพาะปลูกแบบเลี้ยงสัตวแควบคูกันไป พืชที่ปลูกคือ ขาวโพดขาวสาลี
สัตวทแ ่ีเล้ยี ง คือ โคเน้อื โคนม แกะ
4. การเกษตรแบบเมดิเตอรแเรเนียน คือปลูกองุน มะกอก บริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอรแเรเนียนและ
ตอนใตของทวปี
5. การทําไรปศุสัตวแ สวนใหญจะเป็นการเล้ียงแบบปลอยคือ การปลอยใหสัตวแหากินในทุงหญา
ตามธรรมชาติ
6. การเลีย้ งสตั วแแ บบเรรอ น เป็นการเลย้ี งสตั วใแ นพนื้ ทที่ ีเ่ ป็นทะเลทราย
การป่าไม้
พื้นท่ีท่ีมีความสําคัญในการทําปุาไม คือ แอฟริกาตะวันตก แอฟริกากลาง ปุาไมสวนใหญสูญเสียไป
เนอ่ื งจากการทาํ ไรเล่ือนลอยและการขาดการบํารุง
การลา่ สัตวแ์ ละการประมง
ชนพื้นเมืองจะดํารงชีพดวยการลาสัตวแ สวนการประมงมีความสําคัญไมมาก การประมงนํ้าจืดจะทํา
ตามลุมแมนํ้าสายใหญ และทะเลสาบวิคตอเรีย สวนประมงนํ้าเค็มมักจะทําบริเวณที่มีกระแสน้ําเย็นเบงเก-ลา
ไหลผาน
การทาเหมอื งแร่
เปน็ ทวีปท่มี ีสนิ แรอ ยูเ ปน็ จํานวนมาก ที่สาํ คัญคอื เพชร ทองคํา นํา้ มนั กา฿ ซธรรมชาติ
การอตุ สาหกรรม
การทําอุตสาหกรรมสวนใหญในทวีปแอฟริกา เป็นอุตสาหกรรมท่ีเกี่ยวของกับการแปรรูปผลิตผล
การเกษตร การอุตสาหกรรมสวนใหญยังไมคอยเจริญมากนักเนื่องจากยังขาดเงินทุนและผูเชี่ยวชาญดานการ
พัฒนาอตุ สาหกรรม
ประชากร มีประชากรมากเป็นอนั ดับ 2 รองจากทวปี เอเชยี
ประชากรหนาแนน บริเวณลมุ แมน ้ํา และบริเวณชายฝ่ังทะเล ประกอบดวยเช้ือชาตินิกรอยดแและ
คอเคซอยดแ
ทวีปออสเตรเลียและโอเซยี เนยี
1. ขนาดที่ตั้งและอาณาเขตติดตอ่
ทวีปออสเตรเลียและโอเซียเนีย เป็นท่ีต้ังของประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนดแ ทวีปออสเตรเลีย
ไดร บั สมญานามวา ทวปี เกาะ สวนหมูเกาะแปซิฟิกซ่ึงเป็นที่ต้ังของประเทศ อ่ืน ๆ ตอเนื่องไปถึงทวีปแอนตารแกติก
เรยี กวา โอเชยี เนยี หมายถึง เกาะและหมูเกาะในภาคกลางและภาคใตของมหาสมุทรแปซิฟิก รวมท้ังหมูเกาะ
ไมโครนเี ซีย เมลานเี ซีย โปลีนเี ซยี ออสเตรเลยี นิวซีแลนดแ และหมูเกาะมลายู
ทวปี ออสเตรเลียเปน็ ทวีปที่มีขนาดเลก็ ท่สี ุดในโลก มีพ้ืนท่ี 7.6 ลาน ตร.กม. มีประชากร 17.5 ลานคน
ที่ต้ังของทวีปออสเตรเลียอยูในซีกโลกใตทั้งหมด ตั้งแตละติจูด ที่ 10 องศา 41 ลิปดาใต ถึง 43 องศา 39
ลปิ ดาใต และลองจจิ ดู 113 องศา 9 ลปิ ดาตะวันออก ถึง 153 องศา 39 ลปิ ดาตะวันออก
28
อาณาเขตตดิ ตอ่
ทิศเหนือ ติดตอกับทะเลเมดิเตอรแเรเนียนในมหาสมุทรแปซิฟิก จุดเหนือสุดของทวีปอยูที่แหลมยอรแก
มีชองแคบทอรเแ รสกน้ั จากเกาะนิวกนิ ี
ทิศตะวันออก ติดกับทะเลคอรัลและทะเลแทสมันในมหาสมุทรแปซิฟิก จุดดานตะวันออกสุดอยูท่ี
แหลมไบรอน
ทิศใต้ ติดกับมหาสมทุ รอนิ เดยี จดุ ใตสดุ อยทู แี่ หลมวิลสันมีชองแคบบาสสแก้นั จากเกาะแทสมาเนยี
ทศิ ตะวนั ตก ติดกับมหาสมทุ รอินเดียจดุ ตะวันตกสุดอยทู แ่ี หลมสตีฟ
ภูมิภาคและประเทศตา่ ง ๆ ของทวปี ออสเตรเลยี
1. ออสเตรเลยี ไดแ ก ออสเตรเลีย และนวิ ซแี ลนดแ
2. หมูเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ไดแก ปาปัวนิวกินี หมูเกาะเซโลมอน ฟิจิ วานูอาตู คิริบาส ซามัว
ตะวันตก ตองกา ตวู าลู นาอูรู ไมโครนีเซยี
2. ลกั ษณะภูมิประเทศของทวปี ออสเตรเลยี และโอเซียเนีย
มีเขตท่ีสูงทางดา นตะวันออก มีฝนตกชกุ ทสี่ ดุ ของทวีป มเี ทอื กเขาเกรตดไิ วดิงอยูทางดานตะวนั ออก
มีลักษณะเป็นสันปันนาํ้ ท่ีแบง ฝนทตี่ กลงใหไ หลสูลําธาร เขตท่ีราบตํ่าตอนกลาง พ้ืนท่ีราบเรียบ มีลํานํ้าหลายสาย
ไหลมาอยูบริเวณน้ี และเขตท่ีราบสูงทางดานตะวันตกตอนกลางของเขตนี้เป็นทะเลบริเวณทางใตและทาง
ตะวันออกเฉียงเหนอื ใชเป็นเขตปศุสัตวแแ ละเพาะปลูก
3. ลกั ษณะภมู ิอากาศของทวปี ออสเตรเลยี และโอเซียเนีย
ปจั จัยสาํ คญั ทีท่ าํ ใหทวปี ออสเตรเลยี มีภมู ิอากาศตา ง ๆ กนั คือ ต้ังอยใู นโซนรอนใตแ ละอบอนุ ใต
มลี มประจําพดั ผา น ลกั ษณะภูมิประเทศและมีกระแสนํ้าอุน และกระแสนํา้ เยน็ ไหลผา น
ลักษณะภมู อิ ากาศของทวีปออสเตรเลยี และโอเซียเนียแบ่งเขตภูมิอากาศเป็น 6 ประเภท คือ
1. ภมู ิอากาศทงุ หญา เขตรอน
2. ภูมิอากาศทุงหญา กึ่งทะเลทราย
3. ภมู อิ ากาศทะเลทราย
4. ภมู อิ ากาศเมดิเตอรเแ รเนยี น
5. ภูมอิ ากาศอบอนุ ช้ืน
6. ภูมิอากาศภาคพ้นื สมทุ รชายฝัง่ ตะวนั ตก
4. สภาพทางสงั คม เชือ้ ชาติ เศรษฐกิจ ศาสนาและวัฒนธรรม
ประชากร
เช้ือชาติเผาพันธุแของออสเตรเลีย ชาวพ้ืนเมืองดั้งเดิมเป็นพวกผิวดําเรียกวาอะบอริจินสแเป็นพวกที่
อพยพมาจากหมูเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก สวนใหญอยูทางภาคเหนือและภาคตะวันตกปัจจุบันมี ชาวผิวขาว
ซ่ึงสวนใหญเป็นชาวอังกฤษอาศัยอยูจํานวนมากรัฐบาลไดจัดที่อยูในเขตนอรแทเทิรแนเทริทอร่ี รัฐควีนสแลนดแ
และรัฐออสเตรเลียตะวันตก พวกผิวเหลืองเป็นพวกท่ีอพยพมาภายหลังสงครามโลกครั้งท่ี 2 ไดแก ชาวจีน
29
ญี่ปุน พวกผิวขาว สวนใหญเป็นพวกท่ีอพยพมาจากประเทศอังกฤษ มีการประกอบอาชีพทางดานการเกษตร
คอื ปลูกพืชและเลีย้ งสตั วแ การประมง และอุตสาหกรรม
การกระจายประชากร
รัฐบาลออสเตรเลียมีนโยบายสงวนพ้ืนท่ีไวสําหรับชาวผิวขาว คือ นโยบายออสเตรเลียขาวกีดกันผิว
โดยจาํ กัดจาํ นวนคนสผี ิวอ่นื ที่ไมใชผ ิวขาวเขาไปต้ังถิ่นฐานในออสเตรเลีย บริเวณที่ประชากรอาศัยอยูหนาแนน
ไดแก ภาคตะวันออกเฉียงใต บริเวณท่ีมีประชากรเบาบาง ไดแก ตอนกลางของทวีป ภาคเหนือ และภาค
ตะวันตก
ศาสนา
ชาวออสเตรเลยี นบั ถือศาสนาครสิ ตหแ ลายนกิ าย ไดแ ก แองกลกิ ัน โรมันคาทอลกิ โปรแตสแตนสแ
ภาษาที่ใชม ากคือภาษาองั กฤษ
การปกครอง
การแบงแยกทางการเมือง ออสเตรเลียมีระบบการปกครองแบบสหพันธรัฐประกอบดวยรัฐตาง ๆ
รวม 6 รฐั และดินแดนอิสระท่ไี มขนึ้ กบั รัฐใด ๆ อีก 2 แหง คอื
1. รัฐนวิ เซาทแเวล เมอื งหลวง ซิดนียแ
2. รฐั วิกตอเรีย เมืองหลวง เมลเบริ นแ
3. รัฐควีนสแลนดแ เมืองหลวง บรสิ เบรน
4. รฐั ออสเตรเลยี ใต เมืองหลวง แอเดเลด
5. รฐั ออสเตรเลยี ตะวนั ตก เมอื งหลวง เพิรธแ
6. รัฐแทนสเมเนยี เมอื งหลวง โอบารตแ
ดนิ แดนอสิ ระ 2 บรเิ วณ ไดแ ก
นอรทแ เทิรนแ แทรทิ อรี เมอื งหลวง ดารแวนิ
ออสเตรเลีย แคปิตอลเทรทิ อรี เมอื งหลวงแคนเบอรแรา ออสเตรเลยี เป็นประเทศเอกราช ในเครือจักรภพ
อังกฤษ มีพระนางเจาอลิซาเบธท่ี 2 เป็นพระราชินีและเป็นประมุขของประเทศ มีขาหลวงใหญเป็นผูสําเร็จ-
ราชการแทนพระองคแ
จัดการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบ สหพันธรัฐการปกครองของออสเตรเลีย เป็นแบบ
รัฐบาลรวม คือ มรี ัฐบาล 2 ระดับ ไดแก รัฐบาลกลาง รฐั บาลของรัฐ
กิจกรรมท่ี 1.1 สภาพภูมศิ าสตร์กายภาพ
1. ใหบ อกลักษณะภมู ิประเทศและลักษณะเศรษฐกิจของประเทศไทยและทวปี ยโุ รป
ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ ลกั ษณะเศรษฐกจิ
ประเทศไทย
ทวีปยุโรป
30
2. ปจั จัยท่ีมอี ิทธพิ ลตอ ภูมอิ ากาศของทวีปอเมริกาใต คอื
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. ปัจจยั สําคญั ที่ทําใหท วีปออสเตรเลียมีสภาพภูมิอากาศท่ีแตกตางกนั
..............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................. .............................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................... .......................................
..............................................................................................................................................................................
31
เร่ืองที่ 2 ลักษณะปรากฏการณท์ างธรรมชาตทิ ีส่ าคัญและ
การปอ้ งกันอันตราย
ปรากฏการณ์ธรรมชาติ คือ การเปล่ียนแปลงของธรรมชาติ ท้ังในระยะยาวและระยะสั้น
สภาพแวดลอมของโลกเปล่ียนแปลงไปตามเวลา ทั้งเป็นระบบและไมเป็นระบบ เป็นส่ิงท่ีอยูรอบตัวเรา
มักสงผลกระทบตอเราในธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงบางอยางมีผลกระทบตอเรารุนแรงมาก สาเหตุของการ
เปล่ียนแปลงมีท้ังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเป็นส่ิงที่มนุษยแทําใหเกิดข้ึน ในเรื่องน้ีจะกลาวถึงสาเหตุและ
ลักษณะปรากฏการณทแ างธรรมชาตทิ ส่ี ําคัญ ดังนี้
1) พายุ
พายุ คือ สภาพบรรยากาศที่เคลื่อนตัวดวยความเร็วมีผลกระทบตอพื้นผิวโลก โดยบางคร้ังอาจมี
ความเร็วที่ศูนยแกลางถึง 400 กิโลเมตร/ชั่วโมง อาณาบริเวณที่จะไดรับความเสียหายจากพายุวาครอบคลุม
เทาใดขึ้นอยูกับความเร็วของการเคลื่อนตัวของพายุ ขนาด ความกวาง เสนผาศูนยแกลางของตัวพายุ หนวยวัด
ความเร็วของพายคุ ือ หนวยริกเตอรเแ หมือนการวดั ความรนุ แรงแผนดนิ ไหว
พายุแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ คอื
1. พายุฝนฟ้าคะนอง มีลักษณะเป็นลมพัดยอนไปมาหรือพัดเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน
อาจเกิดจากพายุท่ีออนตัวและลดความรุนแรงของลมลง หรือเกิดจากหยอมความกดอากาศตํ่า รองความกด
อากาศต่าํ อาจไมมีทิศทางที่แนนอน หากสภาพการณแแวดลอมตาง ๆ ของการเกิดฝนเหมาะสม ก็จะเกิดฝนตก
มลี มพัด
2. พายุหมุนเขตร้อน (Tropical cyclone) ไดแก เฮอรแริเคน ไตฝุน และไซโคลน ซ่ึงลวนเป็นพายุ
หมุนขนาดใหญเชนเดียวกัน และจะเกิดข้ึนหรือเริ่มตนกอตัวในทะเล หากเกิดเหนือเสนศูนยแสูตร จะมีทิศ
ทางการหมุนเวียนทวนเข็มนาฬิกา และหากเกิดใตเสนศูนยแสูตรจะหมุนตามเข็มนาฬิกา โดยมีช่ือตางกันตาม
สถานที่เกดิ คือ
2.1 พายุเฮอร์ริแคน (hurricane) เป็นชื่อเรียกพายุหมุนที่เกิดบริเวณทิศตะวันตกของ
มหาสมุทรแอตแลนติก เชน บริเวณฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อาวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน เป็นตน รวมทั้ง
มหาสมุทรแปซฟิ ิกบริเวณชายฝงั่ ประเทศเม็กซโิ ก
2.2 พายุไต้ฝุ่น (typhoon) เป็นชื่อพายุหมุนท่ีเกิดทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก
เหนือ เชน บริเวณทะเลจีนใต อาวไทย อาวตังเก๋ีย ประเทศญ่ีปุน แตถาเกิดในหมูเกาะฟิลิปปินสแ เรียกวา
บาเกยี ว (Baguio)
2.3 พายุไซโคลน (cyclone) เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดในมหาสมุทรอินเดียเหนือ เชน บริเวณ
อา วเบงกอล ทะเลอาหรับ เปน็ ตน แตถาพายุน้เี กิดบรเิ วณทะเลติมอรแและทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ
ออสเตรเลีย จะเรียกวา พายุวลิ ลี-วิลลี (willy-willy)
2.4 พายุโซนรอ้ น (tropical storm) เกิดขึน้ เมอื่ พายเุ ขตรอนขนาดใหญอ อนกาํ ลังลง
ขณะเคล่อื นตัวในทะเล และความเรว็ ทีจ่ ุดศนู ยกแ ลางลดลงเม่อื เคลอ่ื นเขาหาฝัง่
2.5 พายุดีเปรสชัน (depression) เกิดข้ึนเมื่อความเร็วลดลงจากพายุโซนรอน ซ่ึงกอใหเกิด
พายุฝนฟาู คะนองธรรมดาหรอื ฝนตกหนกั
32
2.6 พายุทอร์นาโด (tornado) เป็นชื่อเรียกพายุหมุนท่ีเกิดในทวีปอเมริกา มีขนาดเนื้อที่เล็ก
หรือเสน ผา ศูนยกแ ลางนอย แตห มนุ ดว ยความเร็วสงู หรอื ความเรว็ ท่จี ดุ ศนู ยกแ ลางสูงมากกวา พายุหมุนอื่น ๆ
กอความเสยี หายไดร ุนแรงในบรเิ วณทพี่ ัดผา นเกิดไดทัง้ บนบก และในทะเล หากเกิดในทะเล จะเรียกวา
นาคเล่นน้า (water spout) บางคร้ังอาจเกิดจากกลุมเมฆบนทองฟูา แตหมุนตัวย่ืนลงมาจากทองฟูาไมถึง
พนื้ ดนิ มรี ปู รางเหมอื นงวงชาง จึงเรียกกนั วา ลมงวง
อนั ตรายของพายุ
1. ความรนุ แรงและอนั ตรายอันเกิดจากพายุไต้ฝุ่น
เมื่อพายทุ ม่ี ีกําลงั ขนาดไตฝ นุ พัดผานทีใ่ ดยอมทําใหเ กดิ ความเสียหายรายแรงทว่ั ไป เชน บนบกตนไม
จะลม ถอนราก ถอนโคน บา นเรือนพงั ทับผคู นในบานและทีใ่ กลเ คยี งบาดเจบ็ หรือตาย สวน ไรน าเสียหายหนัก
มาก เสาไฟฟูาลม สายไฟฟูาขาด ไฟฟูาช็อต เกิดเพลงิ ไหมและผูคนอาจเสยี ชีวิตจากไฟฟาู ดูดได ผูคนทม่ี อี าคาร
พกั อาศยั อยูริมทะเลอาจถกู นํ้าพัดพาลงทะเลจมนํา้ ตายได ดังเชน ปรากฎการณทแ ่ีแหลมตะลุมพุก จังหวัด
นครศรธี รรมราช
ในทะเลลมแรงจัดมากคลื่นใหญ เรือขนาดใหญ ขนาดหม่ืนตันอาจจะถูกพัดพาไปเกยฝั่งลมจมได
บรรดาเรอื เลก็ จะเกิดอันตรายเรือลม ไมสามารถจะตานความรุนแรงของพายุได คล่ืนใหญซัดข้ึนริมฝ่ังจะทําให
ระดบั น้ําขึ้นสูงมากจนทวมอาคารบานชองรมิ ทะเลได บรรดาโปะฺ จับปลาในทะเลจะถูกทําลายลงโดยคลน่ื และลม
2. ความรุนแรงและอนั ตรายจากพายโุ ซนร้อน
พายุโซนรอนมีความรุนแรงนอยกวาพายุไตฝุน ฉะนั้น อันตรายจะเกิดจากการที่พายุนี้พัดมาปะทะ
ลดลงในระดับรองลงมาจากพายุไตฝ ุน แตความรนุ แรงท่จี ะทาํ ใหความเสียหายก็ยังมีมากเหมือนกัน ในทะเลลม
จะแรงมากจนสามารถทําใหเรือขนาดใหญ ๆ จมได ตนไมถอนรากถอนโคน ดังพายุโซนรอนท่ีปะทะฝั่งแหลม
ตะลุมพกุ จังหวัดนครศรีธรรมราช
33
ถา การเตรียมการรบั สถานการณไแ มเ พยี งพอ ไมมีการประชาสัมพันธใแ หประชาชนไดทราบ เพ่ือหลีกเลยี่ ง
ภยั อันตรายอยา งทั่วถงึ ไมม ีวิธกี ารดําเนนิ การท่ีเขมแข็งในการอพยพ การชวยเหลอื ผูประสบภัยตาง ๆ
ในระหวา งเกิดพายุ การสญู เสียกย็ อมมกี ารเสยี ท้งั ชวี ิตและทรพั ยแสมบตั ิของประชาชน
3. พายดุ เี ปรสชัน่ เปน็ พายทุ ม่ี ีกาํ ลังออน ไมมอี ันตรายรนุ แรงแตท าํ ใหม ีฝนตกปานกลางทั่วไปตต่ํ าลอกดวท างที่พายุดีเปรสชัน่ พ
50 ตัน ควร
งดเวนออกทะเลเพราะอาจจะลมลงได และพายุดีเปรสชั่นน้ีเมื่ออยูในทะเลไดรับไอน้ําหลอเล้ียงตลอดเวลา
และไมม สี ่งิ กีดขวางทางลมอาจจะทวีกําลังขึ้นได โดยฉับพลัน ฉะนั้น เม่ือไดรับทราบขาววามีพายุดีเปรสชั่นข้ึน
ในทะเลก็อยาวางใจวาจะมีกําลังออนเสมอไปอาจจะมีอันตรายไดเหมือนกัน สําหรับพายุ
พัดจัดจะลดนอยลงเป็นลําดับ มีแตฝนตกท่ัวไปเป็นระยะนาน ๆ และตกไดมากถึง 100 มิลลิเมตร ภายใน 12
ชัว่ โมง ซึ่งตอไปก็จะทําใหเกิดนํ้าปุาไหลบาจากภูเขาและปุาใกลเคียงลงมาทวมบานเรือนไดในระยะเวลาส้ัน ๆ
หลงั จากพายุไดผา นไปแลว
4. ความรนุ แรงและอันตรายจากพายฤุ ดูร้อน
พายุฤดูรอนเป็นพายุท่ีเกิดขึ้นโดยเหตุและวิธีการตางกับพายุดีเปรสช่ัน และเกิดบนผืนแผนดินที่รอน
อบอาวในฤดูรอนแตเป็นพายุท่ีมีบริเวณยอม ๆ มีอาณาเขตเพียง 20-30 ตารางกิโลเมตร แตอาจมีลมแรงมาก
ถึง 47 น็อต หรือ 87 กิโลเมตรตอช่ัวโมง พายุน้ีมีกําลังแรงท่ีจะทําใหเกิดความเสียหายไดมาก แตเป็นชวง
ระยะเวลาส้ัน ๆ ประมาณ 2-3 ชวั่ โมง อันตรายท่เี กิดขึ้นคอื ตน ไมหักลม ทบั บานเรือนผูคน ฝนตกหนักและอาจ
มีลูกเห็บตกได ในกรณที พ่ี ายุมกี าํ ลังแรง
การเตรยี มการปอ้ งกนั อันตรายจากพายุ
1. ตดิ ตามสภาวะอากาศ ฟงั คาํ เตอื นจากกรมอุตนุ ิยมวิทยาสมาํ่ เสมอ
2. สอบถาม แจงสภาวะอากาศรอนแกก รมอตุ ุนยิ มวทิ ยา
3. ปลูกสรา ง ซอมแซม อาคารใหแขง็ แรง เตรียมปอู งกันภยั ใหสัตวเแ ลย้ี งและพชื ผลการเกษตร
4. ฝกึ ซอมการปอู งกนั ภยั พบิ ัติ เตรียมพรอ มรับมือ และวางแผนอพยพหากจาํ เป็น
5. เตรยี มเครอื่ งอุปโภค บรโิ ภค ไฟฉาย แบตเตอร่ี วทิ ยกุ ระเปาหิ้วเพือ่ ติดตามขาวสาร
6. เตรยี มพรอมอพยพเมอ่ื ไดร บั แจง ใหอพยพ
34
2) น้าท่วม
สาเหตสุ าํ คัญขึ้นอยูกับสภาพทองที่ และความวิปริตผันแปรของธรรมชาติแตในบางทองที่ การกระทํา
ของมนุษยแก็มีสวนสําคัญ และ เกิดจากมีนํ้าเป็นสาเหตุ อาจจะเป็นน้ําทวม น้ําปุาหรืออื่น ๆ โดยปกติ อุทกภัย
เกดิ จากฝนตกหนักตอเน่ืองกันเป็นเวลานาน บางคร้ังทําใหเกิดแผนดินถลม อาจมีสาเหตุจากพายุหมุนเขตรอน
ลมมรสุมมีกําลังแรง รองความกดอากาศต่ํามีกําลังแรงอากาศแปรปรวน น้ําทะเลหนุน แผนดินไหว เข่ือนพัง
ซ่ึงทําใหเกดิ อทุ กภัยได สาเหตุการเกิดอทุ กภยั แบง ไดเปน็ 2 ชนดิ ดงั นี้
2.1 จากน้าป่าไหลหลากและน้าท่วมฉับพลัน เกิดจากฝนตกหนักติดตอกันหลายชั่วโมง ดินดูดซับ
ไมทนั น้ําฝนไหลลงพื้นราบอยางรวดเรว็ ความแรงของนาํ้ ทาํ ลายตน ไม อาคาร ถนน สะพาน ชวี ิต ทรัพยสแ ิน
2.2 จากน้าท่วมขังและน้าเอ่อนอง เกิดจากน้ําในแมน้ํา ลําธารลนตลิ่ง มีระดับสูงจากปกติ ทวมและ
แชขัง ทําใหก ารคมนาคมชะงกั เกดิ โรคระบาด ทําลายสาธารณูปโภค และพชื ผลการเกษตร
การปอ้ งกันน้าท่วมปฏบิ ัตไิ ด้ดังน้ี
1. ตดิ ตามสภาวะอากาศ ฟังคําเตือนจากกรมอุตนุ ิยมวทิ ยา
2. ฝึกซอมการปอู งกนั ภยั พบิ ัติ เตรยี มพรอ มรับมอื และวางแผนอพยพหากจําเป็น
3. เตรยี มน้าํ ดื่ม เครือ่ งอปุ โภค บรโิ ภค ไฟฉาย แบตเตอร่ี วิทยุกระเปา หิ้ว เพ่ือตดิ ตามขา วสาร
4. ซอมแซมอาคารใหแ ขง็ แรง เตรยี มปูองกนั ภยั ใหส ตั วเแ ลยี้ งและพืชผลการเกษตร
5. เตรียมพรอมเสมอเม่ือไดร บั แจงใหอพยพไปที่สงู เม่อื อยูในพน้ื ทีเ่ สย่ี งภยั และฝนตกหนักตอ เนือ่ ง
6. ไมลงเลนน้ํา ไมขบั รถผา นนาํ้ หลากแมอ ยบู นถนน ถาอยูใ กลนา้ํ เตรียมเรือเพ่ือการคมนาคม
7. หากอยูใ นพนื้ ท่ีนํ้าทวมขงั ปูองกันโรคระบาด ระวังเร่ืองนาํ้ และอาหารตองสุก และ สะอาดกอ น
บรโิ ภค
3) แผน่ ดนิ ไหว
เปน็ ปรากฏการณแ การสนั่ สะเทอื นหรอื เขยา ของพืน้ ผิวโลก สาเหตุของการเกิดแผน ดินไหวนั้นสวนใหญ
เกดิ จากธรรมชาติ โดยแผน ดนิ ไหวบางลกั ษณะสามารถเกิดจากการกระทําของมนุษยแไดเชน การทดลองระเบิด
ปรมาณู การปรับสมดุลเนอื่ งจากน้ําหนกั ของนํ้าท่ีกักเกบ็ ในเขื่อนและแรงระเบิดการทําเหมืองแร เป็นตน
การปฏบิ ตั ปิ ้องกนั ตวั เองจากการเกดิ แผ่นดินไหว
กอ่ นเกิดแผ่นดนิ ไหว
1. ควรมีไฟฉายพรอมถา นไฟฉาย และกระเปา ยาเตรียมไวในบา น และใหทุกคนทราบวา อยูที่ไหน
2. ศึกษาการปฐมพยาบาลเบ้ืองตน
3. ควรมีเคร่ืองมือดบั เพลงิ ไวในบา น เชน เคร่อื งดับเพลิง ถงุ ทราย เปน็ ตน
4. ควรทราบตําแหนง ของวาลแวปิดน้ํา วาลแวปิดกา฿ ซ สะพานไฟฟูาสาํ หรบั ตัดกระแสไฟฟูา
5. อยาวางสิง่ ของหนกั บนชั้น หรอื หง้ิ สงู ๆ เมอื่ แผน ดนิ ไหวอาจตกลงมากเปน็ อันตรายได
6. ผกู เครอ่ื งใชห นกั ๆ ใหแ นน กบั พ้ืนผนงั บา น
7. ควรมีการวางแผนเร่ืองจดุ นัดหมาย ในกรณีท่ตี อ งพลดั พรากจากกัน เพ่อื มารวมกันอีกคร้ังในภายหลัง
35
ระหว่างเกิดแผน่ ดินไหว
1. อยา ต่ืนตกใจ พยายามควบคุมสติอยูอยา งสงบ
2. ถาอยูในบานใหยืนหรือหมอบอยูในสวนของบานท่ีมีโครงสรางแข็งแรงท่ีสามารถรับน้ําหนักไดมาก
และใหอ ยูห า งจากประตู ระเบยี ง และหนา ตาง
3. หากอยใู นอาคารสงู ควรตัง้ สติ และรบี ออกจากอาคารโดยเรว็ หนีใหหางจากสิ่งท่จี ะลมทับได
4. ถาอยูในที่โลงแจง ใหอยูหางจากเสาไฟฟูา และสิ่งหอยแขวนตาง ๆ ที่ปลอดภัยภายนอก คือ
ทโ่ี ลงแจง
5. อยา ใช เทียน ไมขีดไฟ หรอื สิง่ ท่ที าํ ใหเ กิดเปลวหรือประกายไฟ เพราะอาจมีแกส฿ ร่วั อยบู รเิ วณนน้ั
6. ถากาํ ลังขบั รถใหห ยดุ รถและอยูภ ายในรถ จนกระทง่ั การสัน่ สะเทือนจะหยุด
7. หา มใชล ิฟทแโดยเดด็ ขาดขณะเกดิ แผนดนิ ไหว
8. หากอยชู ายหาดใหอยูห างจากชายฝงั่ เพราะอาจเกดิ คล่นื ขนาดใหญซ ดั เขาหาฝง่ั
หลังเกิดแผ่นดนิ ไหว
1. ควรตรวจตวั เองและคนขา งเคียงวา ไดร ับบาดเจ็บหรอื ไม ใหทําการปฐมพยาบาลขน้ั ตนกอ น
2. ควรรีบออกจากอาคารท่เี สยี หายทันที เพราะหากเกิดแผน ดินไหวตามมา อาคารอาจพังทลายได
3. ใสรองเทาหมุ สนเสมอ เพราะอาจมีเศษแกว หรือวัสดุแหลมคมอ่นื ๆ และสง่ิ หักพงั ท่ิมแทงได
4. ตรวจสายไฟ ทอ นํา้ ทอแก฿ส ถา แก฿สร่วั ใหป ดิ วาลแวถังแกส฿ ยกสะพานไฟ อยาจดุ ไมข ดี ไฟ หรือกอ
ไฟจนกวา จะแนใจวา ไมม แี กส฿ รั่ว
5. ตรวจสอบวา แกส฿ รว่ั ดว ยการดมกล่ินเทาน้นั ถา ไดก ล่นิ ใหเปิดประตูหนาตางทุกบาน
6. ใหออกจากบริเวณที่สายไฟขาด และวสั ดุสายไฟพาดถึง
7. เปิดวทิ ยุฟังคาํ แนะนาํ ฉุกเฉิน อยา ใชโ ทรศัพทแ นอกจากจาํ เปน็ จริง ๆ
8. สาํ รวจดูความเสยี หายของทอสวม และทอ นาํ้ ทิง้ กอนใช
9. อยา เขา ไปในเขตที่มีความเสียหายสงู หรืออาคารพัง
4) ปรากฏการณ์เรือนกระจก
คาํ วา เรอื นกระจก (greenhouse) หมายถงึ อาณาบรเิ วณที่ปิดลอมดว ยกระจกหรือวัสดอุ นื่ ซึง่ มีผล
ในการเก็บกักความรอนไวภายใน ในประเทศเขตหนาวนิยมใชเรือนกระจกในการเพาะปลูกตนไม เพราะ
พลังงานแสงอาทิตยแสามารถผานเขาไปภายในไดแตความรอนที่อยูภายในจะถูกกักเก็บ โดยกระจกไมให
สะทอ นหรอื แผออกสูภ ายนอกไดทําใหอุณหภูมิของอากาศภายในอบอุน และเหมาะสมตอการเจริญเติบโตของ
พืชแตกตางจากภายนอกท่ยี งั หนาวเย็น นกั วทิ ยาศาสตรจแ งึ เปรียบเทยี บปรากฏการณทแ ่คี วามรอ นภายในโลก
ถูกกับดักความรอนหรือก฿าซเรือนกระจก (Greenhouse gases) เก็บกักเอาไวไมใหสะทอนหรือแผออกสู
ภายนอกโลกวา ปรากฏการณแเรอื นกระจก
โลกของเราตามปกติมีกลไกควบคุมภูมิอากาศโดยธรรมชาติอยูแลว กระจกตามธรรมชาติของโลก คือ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซดแและไอน้า ซึ่งจะคอยควบคุมใหอุณหภูมิของโลกโดยเฉล่ียมีคาประมาณ 15 °C และ
ถาหากในบรรยากาศไมมีกระจกตามธรรมชาติอุณหภูมิของโลกจะลดลงเหลือเพียง -20°C มนุษยแและพืชก็จะ
ลม ตายและโลกกจ็ ะเขา สยู ุคนา้ํ แขง็ อกี ครัง้ หนงึ่
สาเหตุสําคัญของการเกิดปรากฎการณแเรือนกระจกมาจากการเพ่ิมขึ้นของก฿าซเรือนกระจกประเ ภท
ตา ง ๆ ไดแก คาร์บอนไดออกไซดแ (CO2) ไอนํ้า (H2O) โอโซน (O3) มีเทน (CH4)ไนตรัสออกไซดแ (N2O) และ
คลอโรฟลอู อโรคาร์บอน (CFCs) ในสว นของกา฿ ซคารบแ อนไดออกไซดจแ ะเกิดการหมุนเวียนและรักษาสมดุล
36
ตามธรรมชาติ ปญั หาในเร่ืองปรากฏการณเแ รือนกระจกจะไมสง ผลกระทบท่รี นุ แรงตอมนุษยชแ าตโิ ดยเด็ดขาด
แตป ญั หาทีโ่ ลกของสงิ่ มีชีวติ กําลังประสบอยูในปัจจบุ ันก็คือ ปริมาณก฿าซเรือนกระจกที่อยูในบรรยากาศ
เกดิ การสูญเสียสมดุลขน้ึ ปรมิ าณความเขม ของกา฿ ซเรือนกระจกบางตวั เชน คารบแ อนไดออกไซดแ มีเทน ไนตรสั
ออกไซดแและคลอโรฟลูออโรคารบแ อนกลบั เพ่มิ ปรมิ าณมากข้ึน นบั ตงั้ แตเ กิดการปฏวิ ัติอุตสาหกรรม (industrial
revolution) หรือประมาณปี พ.ศ. 2493 เปน็ ตน มา
กิจกรรมตาง ๆ ท่ีทําใหเกิดการเพิ่มขึ้นของก฿าซเรือนกระจกมีดังนี้คือ 57% เกิดจากการเผาไหมของ
เช้ือเพลิงฟอสซิล (น้ามันเชื้อเพลิง ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ) 17% เกิดจากการใช้สารคลอโรฟลูออโร
คารบ์ อน 15% เกิดจากการผลิตในภาคเกษตรกรรม 8% เกิดจากการตัดไม้ทาลายป่า สวนอีก 3% เกิดจาก
การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
นกั วิทยาศาสตรทแ ่ัวโลกไดต ิดตามการเพิ่มขน้ึ ของปริมาณก฿าซเรือนกระจก โดยการใชวิทยาศาสตรแและ
เทคโนโลยอี นั ทนั สมยั เชน การใชดาวเทยี มสาํ รวจอากาศและสามารถสรุปไดว า ในแตล ะปสี ดั สวนของก฿าซเรือน
กระจกที่ถูกปลอยออกจากโลก โมเลกุลของคารแบอนไดออกไซดแจะมีผลตอการตอบสนองในการเก็บกัก
ความรอนนอยมาก แตเน่ืองจากปริมาณของคารแบอนไดออกไซดแที่เกิดจากกิจกรรมตาง ๆ ของมนุษยแมีมาก
ที่สุด ดงั นัน้ หัวใจสาํ คญั ของการแกปัญหาจึงตองมุงประเดน็ ตรงไปทีก่ ารลดปริมาณคารแบอนไดออกไซดแ ซ่ึงเกิด
จากการเผาไหมของเชอ้ื เพลงิ ฟอสซิลกอนเป็นอันดับแรก ตอจากน้ันจึงคอยลดและเลิกการใชคลอโรฟลูออโร-
คารแบอนรวมถงึ การควบคุมปรมิ าณของมีเทนและไนตรสั ออกไซดแท่ีจะปลอยขึน้ สูบรรยากาศ
ผลกระทบตอ่ มนุษยช์ าตจิ ากการเกิดปรากฎการณเ์ รือนกระจก
จากการคาดการณแของนักวิทยาศาสตรแ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกสูงข้ึนถึงแมการเพ่ิมสูงขึ้นจะแสดง
ออกมาเป็นตัวเลขเพียงเล็กนอย แตอาจสงผลกระทบที่รุนแรงตอโลกของส่ิงมีชีวิต เพราะการเปลี่ยนแปลง
อุณหภูมเิ ฉลย่ี ของโลกดงั ทเ่ี กิดขึ้นในปัจจบุ นั ทําใหความแตกตางระหวางอุณหภูมิบริเวณเสนศูนยแสูตรกับบริเวณ
ขั้วโลกลดนอยลงทําใหเกิดความผันผวนขึ้นในอุณหภูมิอากาศของโลก เชน แนวปะทะระหวางอากาศรอนกับ
อากาศเยน็ ของลมเปล่ียนไปอยา งมากเกดิ สภาวะความกดอากาศต่ํามากข้ึนทําใหมีลมมรสุมพัดแรง เกิดลมพายุ
ชนิดตาง ๆ เชน พายุโซนรอน ใตฝุน ดีเปรสชั่นและทอรแนาโดข้ึนบอย ๆ หรืออาจเกิดฝนตกหนักผิดพ้ืนท่ี
สมดุลทางธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงไปทําใหเกิดภัยธรรมชาติ เชน ดินถูกนํ้าเซาะพังทลายหรือเกิดอุทกภัย
เฉยี บพลนั เป็นตน
นอกจากนี้นักวิทยาศาสตรแยังมีความเชื่อวาหากอุณหภูมิเฉล่ียของโลกสูงมากจะทําใหน้ําแข็งบริเวณ
ขั้วโลกละลาย นํ้าในทะเลและมหาสมุทรจะเพิ่มปริมาณและทวมทนทําใหเกาะบางแหงจมหายไป เมืองท่ีอยู
ใกลชายทะเลหรือมีระดับพ้ืนที่ตํ่าเชน กรุงเทพฯ จะเกิดปัญหานํ้าทวมข้ึนและถานํ้าแข็งบริเวณข้ัวโลกละลาย
อยา งตอ เนอ่ื ง กจ็ ะสงผลใหระดับนาํ้ ทะเลท่วั โลกเพมิ่ สูงข้ึนอกี สามเมตรหรอื มากกวานั้น ซงึ่ หมายถึงอุทกภยั
คร้ังใหญจะเกิดข้ึนในโลกอยางแนนอน จากเอกสารของโครงการส่ิงแวดลอมขององคแการสหประชาชาติ
ไดประมาณการณแวาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจสูงขึ้น 2 ถึง 4°C และระดับนํ้าทะเลอาจสูงขึ้น 20-50
เซนตเิ มตร ในระยะเวลาอีก 10 – 50 ปนี บั จากปัจจบุ ัน
มาตรการปอ้ งกนั ผลกระทบจากการเกดิ ปรากฎการณ์เรอื นกระจก
หลักจากท่ีเราไดทราบมูลเหตุแหงการเกิดปรากฎการณแเรือนกระจกแลว ขอสรุปท่ีดีที่สุดในการแกไข
ปญั หา คือ การลดปริมาณก฿าซเรือนกระจกที่จะถูกปลอยออกสูบรรยากาศใหอยูในสัดสวน และปริมาณที่นอย
ท่สี ดุ เทา ทีจ่ ะกระทําได การรักษาระดับความหนาแนนของก฿าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่ท่ัวโลกกําลังปฏิบัติ
มีหลายวิธี ยกตัวอยางเชน มาตรการของ IPCC (Intergovermental Panel on Climate Change)
37
ซึ่งประมาณการณแเอาไววาการรักษาระดับความหนาแนนของก฿าซเรือนกระจกในบรรยากาศใหอยูในระดับ
เดยี วกับปจั จบุ นั จะตองลดการปลดปลอยก฿าซเรือนกระจกจากการกระทําของมนุษยแใหตํ่าลงจากเดิม 6% และ
ไดเ สนอมาตรการตา ง ๆ ดงั นี้
1. สงเสริมการสงวนและการใชพลังงานอยางมีประสิทธิภาพสูงสุดดังจะยกตัวอยางในบานเมืองของ
เราก็เชน การใชเครื่องไฟฟูาท่ีมีสลากประหยัดไฟ หรือการเลือกใชหลอดฟลูออเรสเซนตแ ชนิดหลอดผอม
เป็นตน
2. หามาตรการในการลดปริมาณคารแบอนไดออกไซดแ เชน กําหนดนโยบายผูทําใหเกิดมลพิษตอง
เป็นผูรับผิดชอบคาใชจาย ในการบําบัดในบางประเทศมีการกําหนดใหมีการเก็บภาษีผูท่ีทําใหเกิดก฿าซ
คารแบอนไดออกไซดแใหมากข้นึ ท้งั น้จี ะสงผลตอการประหยดั พลังงานของประเทศทางออมดวย
3. เลิกการผลิตและการใชคลอโรฟลูออโรคารแบอน (CFCs) รวมทั้งคนหาสารอื่นมาทดแทนคลอโร
ฟลูออโรคารแบอน ในบางประเทศกําหนดใหใชไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน(HFCs) แทน สําหรับประเทศไทยของ
เรามีการสงเสริมการสรางคานิยมในการใชสเปรย และอุปกรณแท่ีอยูในประเภทที่ปราศจากคลอโรฟลูออโร
คารแบอน (Non-CFCs) เป็นตน
4. หันมาใชเ ชอ้ื เพลงิ ท่ีกอใหเกิดคารแบอนไดออกไซดแในปริมาณที่นอยกวาเมื่อเทียบกับคาพลังงานที่ได
เชน การกอสรางโครงการรถไฟฟูาของกรุงเทพมหานครจะชวยลดการใชนํ้ามันเช้ือเพลิงจากการขนสงมวลชน
ในแตละวนั ไดอยา งดีและประสิทธิภาพที่สดุ
5. สนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับแหลงพลังงานทดแทนอ่ืน ๆ เชน พลังงานแสงอาทิตยแและพลังงาน
นิวเคลียรแใหเกิดเป็นรูปธรรมและไดรับความเช่ือม่ันจากประชาชนวาจะไมกอใหเกิดมหันตภัยมวลมนุษยแชาติ
ดังที่เกิดขน้ึ ในเชอรโแ นบิวลแ
6. หยุดยั้งการทําลายปุาไมและสนับสนุนการปลูกปุาทดแทน สําหรับในประเทศไทยการรณรงคแ
ในเรอื่ งการปลูกปาุ เฉลมิ พระเกียรตินบั เปน็ โครงการที่นาสนบั สนนุ อยางมาก
5) ภาวะโลกรอ้ น
ภาวะโลกรอน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทําของมนุษยแ ที่ทําใหอุณหภูมิ
เฉลย่ี ของโลกเพ่มิ สูงขน้ึ เราจงึ เรยี กวา ภาวะโลกร้อน (Global Warming) กจิ กรรมของมนษุ ยแที่ทาํ ใหเกิดภาวะ
โลกรอ นคือ กจิ กรรมท่ีทําใหป ริมาณกา฿ ซเรือนกระจกในบรรยากาศเพ่ิมมากข้ึน ไดแ ก การเพิ่มปริมาณก฿าซเรือน
กระจกโดยตรง เชน การเผาไหมเช้ือเพลิง และการเพ่ิมปริมาณก฿าซเรือนกระจกโดยทางออม คือ การตัดไม
ทาํ ลายปาุ
หากไมมกี ารชว ยกนั แกไขปญั หาโลกในวันนี้ ในอนาคตจะสง ผลกระทบดังน้ี
1. ทําใหฤดูกาลของฝนเปลี่ยนแปลงไป กระบวนการระเหยและการกล่ันตัวจะเร็วขึ้น หมายถึงวา
ฝนอาจจะตกบอ ยข้นึ แตน าํ้ จะระเหยเร็วขนึ้ ดวย ทาํ ใหด นิ แหงเร็วกวา ปกติในชวงฤดูกาลเพาะปลกู
2. ผลผลติ ทางการเกษตรจะลดลง นอกจากผลกระทบโดยตรงจากอุณหภูมิ ฝน ชวงระยะเวลาฤดูกาล
เพาะปลกู แลว ยังเกิดจากผลกระทบทางออมอีกดว ย คือ การระบาดของโรคพชื ศตั รูพชื และวัชพชื
3. สตั วแน้ําจะอพยพไปตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมินํ้าทะเล แหลงประมงที่สําคัญ ๆ ของโลกจะ
เปลย่ี นแปลงไป
4. มนุษยแจะเสียชีวิตเน่ืองจากความรอนมากข้ึน ตัวนําเชื้อโรคในเขตรอนเพ่ิมมากขึ้น ปัญหาภาวะ
มลพิษทางอากาศภายในเมอื งจะรนุ แรงมากข้ึน
38
วธิ กี ารลดภาวะโลกร้อน มี 10 วธิ ีดังน้ี
1. ลดการใชพ ลงั งานทไ่ี มจ าํ เป็นจากเครื่องใชไฟฟูา เชน เคร่ืองปรับอากาศ พัดลม หากเป็นไปไดใชวิธี
เปิดหนาตาง ซ่งึ บางชวงทอี่ ากาศดี ๆ สามารถทําได เชน หลังฝนตก หรอื ชว งอากาศเย็น เป็นการลดคาไฟ และ
ลดความรอน เนื่องจากหลักการทําความเย็นนั้นคือ การถายเทความรอนออก ดังนั้นเวลาเราใชเคร่ืองปรับอากาศ
จะเกดิ ปริมาณความรอนบริเวณหลงั เครอ่ื งระบายความรอ น
2. เลือกใชระบบขนสงมวลชน ในกรณีท่ีสามารถทําได ไดแก รถไฟฟูา รถตู รถเมลแ เน่ืองจากพาหนะ
แตละคัน จะเกิดการเผาผลาญเชื้อเพลิง ซ่ึงจะเกิดความรอน และก฿าซคารแบอนไดออกไซดแ ดังนั้นเมื่อลด
ปริมาณจาํ นวนรถ ก็จะลดจาํ นวนการเผาไหมบ นทองถนน ในแตละวันลงได
3. ชวยกันปลูกตนไม เพราะตนไมจะคายความชุมชื้นใหกับโลก และชวยดูดก฿าซคารแบอนไดออกไซดแ
ซ่ึงเป็นสาเหตภุ าวะเรือนกระจก
4. การชวนกนั ออกไปเทยี่ วธรรมชาตภิ ายนอก กช็ วยลดการใชป ริมาณไฟฟาู ได
5. เวลาซ้ือของพยายามไมรับภาชนะที่เป็นโฟม หรือกรณีที่เป็นพลาสติก เชน ขวดนํ้าพยายามนํา
กลับมาใชอีก เนื่องจากพลาสติกเหลานี้ทําการยอยสลายยาก ตองใชปริมาณความรอน เหมือนกับตอนท่ีผลิต
มันมา ซ่ึงจะกอใหเกิดความรอนกับโลกของเรา เราสามารถนํากลับมาใชเป็นภาชนะใสนํ้าแทนกระติกนํ้า หรือ
ใชป ลูกตนไมก ็ได
6. ใชกระดาษดวยความประหยัด กระดาษแตละแผน ทํามาจากการตัดตนไม ซ่ึงเป็นเสมือนปราการ
สําคัญของโลกเรา ดังน้ันการใชกระดาษแตละแผนควรใชใหประหยัดท้ังดานหนาหลัง ใชเสร็จควรนํามาเป็น
วสั ดรุ อง หรือ นํามาเช็ดกระจกกไ็ ด นอกจากน้ีการนาํ กระดาษไปเผากจ็ ะเกิดความรอนตอ โลกเราเชน กนั
7. ไมสนับสนุนกิจการใด ๆ ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรของโลกเรา และควรสนับสนุนกิจการท่ีมีการ
คาํ นงึ ถึงการรกั ษาสิง่ แวดลอ ม
กิจกรรมที่ 1.2 ลักษณะปรากฏการณ์ทางธรรมชาตทิ ่ีสาคญั และการป้องกนั อันตราย
1. ปรากฏการณแเรอื นกระจกคืออะไร
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................... ...................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................. .............................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. ในฐานะท่ีทานเป็นสวนหน่ึงของประชากรโลกทานสามารถจะชวยปูองกันและแกไขปัญหาภาวะ
โลกรอ นไดอยา งไรใหบอกมา 5 วิธี
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
39
เรื่องที่ 3 วธิ ีใช้เครอ่ื งมอื ทางภมู ิศาสตร์
เคร่ืองมอื ทางภมู ิศาสตรแ
ใชประกอบการเก็บขอมูล เพื่อการบรรยายเชิงปริมาณและคุณภาพของสภาพภูมิอากาศโลก เชน
จีพีเอส หรือระบบกําหนดตําแหนงบนพื้นผิวโลก เข็มทิศ เคร่ืองมือบางชนิดใชประกอบการเรียนและการสอน
ในหองเรยี นหรือในหอ งปฏิบตั กิ าร และเคร่ืองมือบางชนิดใชประกอบการศึกษา และเก็บขอมูลเฉพาะในสนาม
เทานั้น บางครั้งการใชเคร่ืองมือตองใชเคร่ืองคอมพิวเตอรแประกอบดวย เชน เคร่ืองมือระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตรแหรือท่ีรูจักกันในปัจจุบันวา GIS (Geographic Information System) ขอมูลดาวเทียมหรือ SRS
(Satellite Remote Sensing) ระบบกําหนดตําแหนงพ้ืนผิวโลกหรือ GPS (Global Positioning System)
ซ่ึงนักภูมิศาสตรแยุคใหมจําเป็นตองรู สําหรับในท่ีน้ีจะกลาวถึงเครื่องมือ ภูมิศาสตรแที่สําคัญคือ แผนท่ี ลูกโลก
รูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทยี ม และเคร่ืองมือเทคโนโลยสี ือ่ การศกึ ษาภูมิศาสตรแ
แผนที่
แผนท่ีเป็นส่ิงที่มีความสําคัญมากในการศึกษาวิชาภูมิศาสตรแ เพราะครอบคลุมท้ังลักษณะภูมิประเทศ
ลกั ษณะภมู อิ ากาศ และทรพั ยากรธรรมชาติ รวมทั้งสิง่ ท่ีเกิดข้ึนจากฝีมือของมนุษยแบนพ้ืนผิวโลกดวยการจัดทํา
แผนท่ีในปจั จุบนั ไดมกี ารพัฒนาการข้นึ เป็นลาํ ดบั มกี ารนาํ เอารูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียมมาชวย
ในการทาํ แผนทีท่ ําใหสามารถสรา งแผนท่ีไดร วดเรว็ มคี วามถูกตอ งและทนั สมยั กวา ในอดีต
ความหมายของแผนที่
แผนท่ี (Map) หมายถึง การแสดงลักษณะพื้นผิวโลกลงบนแผนราบ โดยการยอสวนและการใช
สัญลกั ษณแไมวาเครือ่ งหมายหรือสี แทนสง่ิ ตา ง ๆ บนพื้นผวิ โลก แผนที่จงึ ตา งจากลกู โลกและแผนผัง
เครื่องหมายแผนที่ คือ เครื่องหมายหรือสัญลักษณแที่ใชแทนส่ิงตาง ๆ บนพ้ืนพิภพ ที่เกิดข้ึนเองและ
ตามธรรมชาติ นอกจากเคร่อื งหมายแลว เรายงั ใชส เี ปน็ การแสดงลักษณะภูมิประเทศอกี ดว ย คอื
40
1. สดี ํา หมายถึง ภมู ิประเทศสําคญั ทางวัฒนธรรมทม่ี นษุ ยแสรา งขน้ึ เชน อาคาร สุสาน วดั สถานท่ี
ราชการตา ง ๆ เป็นตน
2. สนี ํา้ เงิน หมายถึง ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศทเ่ี ป็นน้าํ เชน ทะเล แมน ํา้ หนอง บึง เปน็ ตน
3. สีนาํ้ ตาล หมายถึง ลักษณะภูมิประเทศทีม่ คี วามสูงโดยท่วั ไป เชน เสนช้ันความสงู
4. สีเขียว หมายถงึ พชื พนั ธไแุ มตางๆ เชน ปุา สวน ไร
5. สแี ดง หมายถึง ถนนสายหลัก พน้ื ท่ยี านชมุ ชนหนาแนน และลักษณะภูมิประเทศสําคัญ
วามสาคัญของแผนที่
1. ทาํ ใหทราบลกั ษณะทางธรรมชาติของพืน้ ผวิ โลก รวมทงั้ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ บนพื้นผิวโลก
2. ทาํ ใหทราบขอ มูล สถติ ิตา ง ๆ เพอ่ื การเปรยี บเทียบ การพัฒนาการวางแผนในดานตาง ๆ
รวมทงั้ ดานยุทธศาสตรแ
ประโยชน์ของแผนที่
1. ในการศึกษาลักษณะภูมิประเทศ แผนที่จะทําใหผูศึกษาทราบวาพ้ืนที่ใดมีลักษณะภูมิประเทศ
แบบใดบาง
2. ตอ การศกึ ษาธรณวี ิทยา เพื่อใหท ราบความเป็นมาของแหลงทรัพยากร ดนิ หิน แรธาตุ
3. ดานสมทุ รศาสตรแและการประมง เพ่อื ใหทราบสภาพแวดลอ มชายฝงั่ ทะเล
4. ดา นทรพั ยากรนาํ้ รูขอ มูลเก่ยี วกบั แมน้ําและการไหล อางเกบ็ นํา้ ระบบการชลประทาน
5. ดา นปาุ ไม เพ่ือใหท ราบคณุ ลกั ษณะของปาุ ไมและการเปลี่ยนแปลงพื้นท่ปี าุ
6. ดา นการใชท่ีดิน เพ่ือใหทราบปัจจัยการใชป ระโยชนทแ ดี่ นิ ดานตา ง ๆ
7. ดา นการเกษตร การเกษตรมีผลตอ การพฒั นาประเทศ เพือ่ รวู าบรเิ วณใดควรพัฒนา
8. ดานส่งิ แวดลอ ม โดยเฉพาะการจดั การทรพั ยากรบรเิ วณตาง ๆ
9. ในการวางผังเมือง เพื่อใชข อมูลทางธรรมชาตใิ นการจัดวางผังเมืองใหเ หมาะสม
10. การศกึ ษาโบราณคดี เพ่อื คนหาแหลง ชมุ ชนโบราณและความรอู ื่น ๆ
11. ดานอตุ นุ ยิ มวทิ ยา เพื่อประโยชนใแ นการเพาะปลูก อตุ สาหกรรม ประมง การปอู งกันอทุ กภยั
ลกั ษณะของส่ิงท่ีแสดงปรากฏบนแผนทป่ี ระกอบด้วย
1. ลกั ษณะของส่งิ ทีเ่ กิดขึน้ เองตามธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมทุ ร ทะเลสาบ แมนาํ้ ภเู ขา ท่รี าบ
ท่รี าบสูง เกาะ เป็นตน
2. ลักษณะของส่งิ ทีม่ นษุ ยสแ รางข้ึน เชน เสนก้ันอาณาเขต เมือง หมูบาน สถานที่ราชการ ศาสนสถาน
เสนทางคมนาคม พน้ื ทีเ่ กษตรกรรม เปน็ ตน
ชนดิ ของแผนที่
1. แบงตามขนาดของมาตรสวน มี 3 ชนดิ คอื
1.1 แผนทม่ี าตราสว นเลก็ หมายถงึ แผนทท่ี ่มี าตราสว นเล็กกวา
1 : 1,000,000
1.2 แผนทมี่ าตราสวนกลาง หมายถึง แผนที่ทีม่ ีมาตราสวนระหวา ง
1 : 250,000 ถึง 1 : 1,000,000
41
1.3 แผนท่ีมาตราสว นใหญ หมายถงึ แผนทท่ี มี่ มี าตราสวนมากกวา 1 : 250,000
2. แบง ตามประเภทการใช ไดแก
2.1 แผนที่กายภาพ หรือแผนทลี่ กั ษณะภมู ิประเทศ (Topographic หรือ Landform หรือ Relief
Map) เป็นแผนท่ีแสดงรายละเอียดของส่ิงท่ีเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร เทือกเขาที่ราบสูง
ทีร่ าบ ฯลฯ
2.2 แผนท่ีรัฐกิจ (Political Map) หรือแผนท่ีทั่วไป (General Map) เป็นแผนท่ีแสดงขอบเขต
การปกครองของจงั หวัด รัฐ ประเทศ
2.3 แผนทป่ี ระวตั ิศาสตรแ (Historical Map) เปน็ แผนท่ีแสดงอาณาเขตของอาณาจักรหรือ
จกั รวรรดติ า ง ๆ ในสมยั โบราณ
2.4 แผนท่ีโครงรา ง (Outline) เป็นแผนท่แี สดงโครงรา งของทวีป ประเทศ โดยไมม รี ายละเอียด
ใด ๆ เพื่อใชในการศึกษา เชน
2.5 แผนทเ่ี ดนิ เรือ (Nautical Map) เป็นแผนท่ีแสดงเสนทางการเดินเรือในทองทะเล มหาสมุทร
รวมทง้ั ใชสญั ลักษณแสเี พอ่ื แสดงความต้นื ลึกของพืน้ นํ้า
2.6 แผนทีเ่ ศรษฐกจิ (Economic Map) เปน็ แผนทแ่ี สดงเขตกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ตาง ๆ รวมทั้ง
แสดงแหลงทรัพยากรสําคัญ
องคป์ ระกอบของแผนท่ี
องคปแ ระกอบทสี่ ําคญั ดงั นี้
1. ชื่อแผนท่ีเป็นส่ิงท่ีมีความจําเป็นสําหรับใหผูใชไดทราบวาเป็นแผนที่เร่ืองอะไร แสดงรายละเอียด
อะไรบาง เพื่อใหผูใชใชอ ยา งถูกตอง และตรงความตอ งการ โดยปกติชื่อแผนที่จะมคี าํ อธิบายเพ่มิ เตมิ แสดง
ไวด วย เชน แผนท่ีประเทศไทยแสดงเน้ือท่ีปุาไม แผนทป่ี ระเทศไทยแสดงการแบง ภาคและเขตจงั หวดั เปน็ ตน
2. ขอบระวาง แผนทท่ี ุกชนดิ จะมีขอบระวาง ซึ่งเป็นขอบเขตของพื้นที่ในภูมิประเทศที่แสดงบนแผนที่
แผนนั้นมกั จะแสดงดวยเสนขนานเพือ่ แสดงตําแหนงละติจูดกับเสนเมรเิ ดยี นเพื่อแสดงตําแหนง ลองจจิ ูดและ
จะแสดงตวั เลขเพ่อื บอกคา พิกดั ภมู ิศาสตรขแ องตําแหนงตาง ๆ
3. ทศิ ทาง มีความสําคญั ตอการคน หาตําแหนง ที่ต้ังของสิง่ ตาง ๆ โดยในสมัยโบราณใชวิธีดูทิศทางตาม
การขึ้นและตกของดวงอาทิตยแในเวลากลางวัน และการดูทิศทางของดาวเหนือในเวลากลางคืน ตอมามีการ
ประดษิ ฐเแ ขม็ ทศิ ซง่ึ เป็นเคร่ืองมือชวยในการหาทิศข้ึน เน่ืองจากเข็มของเข็มทิศจะชี้ไปทางทิศเหนือตลอดเวลา
การใชทิศทางในแผนท่ีประกอบกับเข็มทิศหรือการสังเกตดวงอาทิตยแและดาวเหนือจึงชวยใหเราสามารถ
เดินทางไปยังสถานที่ท่ีเราตองการได ในแผนที่จะตองมีภาพเข็มทิศหรือลูกศรช้ีไปทางทิศเหนือเสมอ ถาหาก
แผนทใี่ ดไมไดกําหนดภาพเขม็ ทศิ หรือลูกศรไวกใ็ หเ ขาใจวา ดา นบนของแผนท่ีคือทศิ เหนือ
4. สัญลักษณแ เปน็ เครือ่ งหมายทใ่ี ชแทนส่ิงตา ง ๆ ในภูมิประเทศจรงิ เพื่อชว ยใหผ ใู ชส ามารถอาน
และแปลความหมายจากแผนทไี่ ดอยางถูกตอง ทงั้ นี้ในแผนทจ่ี ะตอ งมีคําอธบิ ายสญั ลักษณแประกอบไวดว ยเสมอ
5. มาตราสวน เป็นอตั ราสว นระหวา งระยะทางท่ียอ สวนมาลงในแผนท่ีกับระยะทางจริงในภูมิประเทศ
มาตราสว นชว ยใหผูใชทราบวาแผนทีน่ ้ัน ๆ ยอ สว นมาจากสภาพในภมู ิประเทศจรงิ ในอัตราสวนเทา ใด
มาตราสวนแผนท่ีโดยมากจะมี 3 ลักษณะ ไดแก มาตราสวนแบบเศษสวน มาตราสวนคําพูดและมาตราสวน
แบบกราฟิก มาตราสวนของแผนท่ี คือ อัตราสวนระหวางระยะบนแผนท่ีกับระยะในภูมิประเทศ หรือ
ความสัมพันธแระหวางระยะทางราบบนแผนที่กับระยะทางราบในภูมิประเทศ การเขียนมาตราสวนเขียนได
หลายวธิ ี เชน 50,000 หรอื 1/50,000 หรอื 1 : 50,000
42
การคานวณระยะทางบนแผนที่
คํานวณไดจ ากสูตร : มาตราสว่ นของแผนที่ = ระยะบนแผนท่ี
ระยะในภมู ปิ ระเทศ
6. เสนโคงแผนท่ีเป็นระบบของเสนขนานและเสนเมริเดียนที่สรางข้ึนเพื่อกําหนดตําแหนงพิกัด
ภมู ศิ าสตรแใหเ ป็นมาตรฐานไวใ ชอ า งองิ รวมกัน ซึ่งประกอบดวย
6.1 เสนขนาน เปน็ เสน สมมตทิ ี่ลากจากทิศตะวันออก สรา งขึ้นจากการวัดมมุ เริ่มจากเสนศูนยแสูตร
ซึง่ มีคามุม 0 องศา ไปยังขว้ั โลกท้งั สองดา น ๆ ละไมเกนิ 90 องศา เสน ขนานที่สาํ คญั ประกอบดวย
1. เสนศนู ยสแ ตู รหรือเสนอิเควเตอรแ มีคามมุ 0 องศา
2. เสนทรอปิกออฟแคนเซอรแ มีคามมุ 23 องศา 30 ลปิ ดาเหนือ
3. เสน ทรอปกิ ออฟแคปรคิ อรแน มีคามุม 23 องศา 30 ลปิ ดาใต
4. เสนอารแกติกเซอรแเคิล มีคามมุ 66 องศา 30 ลิปดาเหนือ
5. เสน อนั ตารแกตกิ เซอรแเคลิ มีคา มมุ 66 องศา 30 ลิปดาใต
6.2 เสนเมริเดียน เป็นเสนสมมติที่ลากจากขั้วโลกเหนือไปยังข้ัวโลกใต สรางขึ้นจากการสมมติ
เสนเมริเดียนปฐม มีคามุม 0 องศา ลากผานตําบลกรีนิช กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักรไปทางทิศ
ตะวันออกและทิศตะวันตกดานละ 180 องศา โดยเสนเมริเดียนที่ 180 องศาตะวันออกและ 180 องศา
ตะวันตกจะทับกันเป็นเสนเดียวน้ีใหเป็นเสนวันท่ีหรือเสนแบงเขตวันระหวางชาติ หรือเสนแบงเขตวันสากล
เสนเมริเดียนแรกหรือเสนเมริเดียนปฐม (Prime Meridian) คือเสนเมริเดียนท่ีลากผานหอดูดาวแหงหนึ่ง
ตาํ บลกรีนิช ใกลก รงุ ลอนดอนในประเทศอังกฤษ ท้ังนี้เพื่อใชเ ป็นหลกั อา งอิงในการนบั เสนเมริเดียนอื่น ๆ ตอไป
เสนเมริเดียนรอบโลกมี 360 เสน แบงเป็นเสนองศา ตะวันออก 180 เสน และเสนองศาตะวันตก 180 เสน
ความสําคัญของเสนเมริเดียน คือ บอกพิกัดของตําแหนงที่ต้ังตางๆ บนพื้นผิวโลกโดยใชรวมกับ เสนขนาน
(เสนละติจดู ) และใชเปน็ แนวแบง เขตเวลาของโลก
43
7. พิกัดภูมิศาสตรแเป็นระบบที่บอกตําแหนงของสิ่งตาง
ๆ บนพ้ืนผิวโลก โดยอาศัยเสนโครงแผนท่ี
ซ่ึงเสนขนานและเสนเมริเดียนตัดกันเป็นจุดสิ่งตาง ๆ บน
พน้ื ผิวโลก โดยอา นคาพกิ ัดภมู ิศาสตรเแ ปน็ ละติจูด
(เสนขนาน) และลองจิจูด (เสน เมรเิ ดียน)
ดังนั้น ละติจูด เป็นพิกัดของจุดหนึ่งบนเสนขนาน สวน
ลองจิจูดก็เป็นพิกัดของจุดหน่ึงบนเสนเมริเดียน ซึ่งท้ังละติจูด
และลองจิจูดมีคาของมุมเป็นองศา โดย 1 องศา มีคาเทากับ 60
ลปิ ดาและ 1 ลิปดา มีคา เทา กบั 60 ฟลิ ิปดา
พิกัดภูมิศาสตรแเป็นระบบที่บงบอกตําแหนงท่ีตั้งอยูจุดตําแหนงตาง ๆ บนพ้ืนผิวโลก โดยอาศัย
โครงขายของเสน โครงแผนทซ่ี ึ่งประกอบดวยเสน เมริเดยี นกับเสน ขนานตัดกนั เปน็ “จดุ ”
1) ละติจูด (Latitude) เป็นคาของระยะทางเชิงมุม โดยนับ 0 องศา จากเสนศูนยแสูตรไปทางเหนือ
หรอื ใตจ นถึง 90 องศาทีข่ ว้ั โลกทั้งสอง
2) ลองจจิ ดู (Longitude) เปน็ คาของระยะทางเชงิ มุม โดยนบั 0 องศา จากเสนเมริเดยี นไปทางทศิ
ตะวันออกและทิศตะวนั ตกจนถึง 180 องศา
ปัจจุบันการบงบอกจุดตําแหนงบนพื้นผิวโลก สามารถทราบไดงายและถูกตอง โดยใช จีพีเอส
เคร่ืองมือกําหนดตําแหนงบนพื้นผิวโลก (GPS:Global Positioning System) เครื่องมือชนิดน้ี มีขนาดเล็ก
พกพาไดสะดวก และใหขอ มูลตําแหนงบนพ้ืนผิวโลกไดตรงกับความเป็นจริง ดังนั้นจึงมีผูนําเคร่ืองมือนี้ไปใชได
สะดวกสบายในกิจกรรมตาง ๆ ไดแก การเดินเรือ การเดินทาง ทองเที่ยวปุา การเดินทางดวยรถยนตแ
เคร่ืองบิน เป็นตน เมื่อกดปุมสวิตซแ เคร่ืองจะรับสัญญาณจากดาวเทียมแลวบอกคาพิกัดภูมิศาสตรแใหทราบ
เครอื่ งหมายแผนท่ี
ลูกโลก
องคป์ ระกอบของลกู โลก องคปแ ระกอบหลกั ของลูกโลกจะประกอบไปดวย
1. เสนเมริเดยี นหรอื เสน แวง เป็นเสนสมมตทิ ี่ลากจากข้ัวโลกเหนือไปจดข้วั โลกใต ซึง่ กาํ หนดคาเป็น 0
องศา ท่เี มืองกรีนิช ประเทศอังกฤษ
2. เสนขนาน หรือเสนรุง เป็นเสนสมมติที่ลากจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ทุกเสนจะขนานกับ
เสนศูนยแสูตร ซึง่ มีคา มมุ เทากับ 0 องศา
การใช้ลูกโลก ลูกโลกใชประกอบการอธิบายตําแหนงหรือสถานท่ีของจุดพ้ืนท่ีของสวนตาง ๆ
ของโลก โดยประมาณ
เข็มทศิ
เข็มทิศเป็นเครื่องมือสําหรับใชในการหาทิศของจุดหรือวัตถุ
โดยมีหนวยวัดเป็นองศา เปรียบเทียบกับจุดเริ่มตน เข็มทิศใชในการหา
ทศิ โดยอาศยั แรงดึงดูดระหวางสนามแมเหล็กขั้วโลก (Magnetic Pole)
กับเข็มแมเหล็ก ซึ่งเป็นองคแประกอบสําคัญท่ีสุดของเคร่ืองมือนี้
เข็มแมเ หลก็ จะแกวง ไกวไดโดยอสิ ระในแนวนอน เพ่อื ใหแนวเข็มช้ีอยูใน
44
แนวเหนือใต ไปยังข้ัวแมเหล็กโลกตลอดเวลา หนาปัดเข็มทิศซึ่งคลายกับหนาปัดนาฬิกาจะมีการแบงโดยรอบ
เป็น 360 องศา ซ่ึงเข็มทิศมีประโยชนแในการเดินทาง เชน การเดินเรือทะเล เครื่องบิน การใชเข็มทิศจะตองมี
แผนทปี่ ระกอบและตอ งหาทิศเหนอื กอนเพอื่ จะไดร ทู ศิ อน่ื
รูปถา่ ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียม
รูปถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทยี มเปน็ รปู หรือขอมูลตวั เลขทไ่ี ดจากการเกบ็ ขอมลู ภาคพื้นดนิ
จากกลองทตี่ ดิ อยูก บั พาหนะ เชน เคร่ืองบนิ หรอื ดาวเทยี ม โดยมกี ารบันทึกขอมลู อยางละเอียดหรือหยาบใน
เวลาแตกตา งกัน จึงทาํ ใหเ ห็นภาพรวมของการใชพืน้ ทีแ่ ละการเปลี่ยนแปลงตา ง ๆ ตามท่ปี รากฏบนพ้ืนผิวโลก
เชน การเกิดอุทกภยั ไฟปุา การเปลย่ี นแปลง การใชที่ดนิ การกอสรางสถานที่ เปน็ ตน
ประโยชนแของรูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม ท่ีนิยมใชกันมากจะเป็นรูปหรือภาพถายท่ีได
จากการสะทอนคล่ืนแสงของดวงอาทิตยแข้ึนไปสูเครื่องบันทึกที่ติดอยูบนเคร่ืองบินหรือดาวเทียม การบันทึก
ขอมูลอาจจะทําโดยใชฟิลมแ เชน รูปถายทางอากาศสีขาวดํา หรือรูปถายทางอากาศสีธรรมชาติ การบันทึก
ขอ มูลจากดาวเทยี มจะใชส ญั ญาณเป็นตัวเลขแลว จงึ แปลงคาตัวเลขเปน็ ภาพจากดาวเทียมภายหลงั
การใชรูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม ผูใชจะตองไดรับการฝึกหัดเพ่ือแปลความหมายของ
ขอมูล การแปลความหมายอาจจะใชการแปลดวยสายตาตามความสามารถของแตละบุคคลหรือใชเคร่ือง
คอมพิวเตอรแและโปรแกรมเขามาชวย
เครอ่ื งมอื เทคโนโลยีเพือ่ การศึกษาภมู ิศาสตร์
ในโลกยุคปัจจบุ นั ท่เี ตม็ ไปดว ยขอมูลขาวสาร และขอมูลทเี่ ป็นตวั เลขจํานวนมาก เทคโนโลยีจึงเขามามี
ความสาํ คัญ และจะมีความสาํ คัญมากยงิ่ ข้นึ ในอนาคต เทคโนโลยีทส่ี ําคัญดา นภูมิศาสตรแ คือ ระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตรหแ รือ GIS (Geographic Information System) และระบบกําหนดตําแหนงพื้นผิวโลก หรือ GPS
(Global Positioning System) เคร่ืองมือท้ังสองประกอบดวยคอมพิวเตอรแ หรือฮารแดแวรแ (Hard ware) ซึ่งมี
ขนาดตา งๆ และโปรแกรมหรือซอฟแวรแ (Software) เปน็ หลกั ในการจัดทาํ ดังน้ี
1) ประโยชนแของเคร่อื งมือเทคโนโลยเี พอ่ื การศึกษาภูมศิ าสตรแ จะคลายกับการใชประโยชนแจากแผนท่ี
สภาพภมู ิประเทศและแผนท่เี ฉพาะเรื่อง เชน จะใหคําตอบวา ถาจะตองเดินทางจากจุดหน่ึงไปยังอีกจุดหนึ่งใน
แผนทจ่ี ะมรี ะยะทางเทา ใด และถาทราบความเร็วของรถจะทราบไดวาจะใชเวลานานเทาใด
หลงั จากการทาํ งานของระบบสารสนเทศภูมิศาสตรแ คือ การจัดหมวดหมูของขอมูลตามความตองการ
ท่ีจะนําไปวิเคราะหแการคัดเลือกตัวแปร หรือปัจจัยที่เก่ียวของ การจัดลําดับความสําคัญของปัจจัยและการ
ซอนทับขอมูล ตัวอยางเชน ตองการหาพื้นที่ท่ีเหมาะสมสําหรับการปลูกขาว โดยแบงออกเป็น 3 ระดับ คือ
เหมาะสมดี เหมาะสมปานกลาง และไมเหมาะสม โดยคัดเลือกขอมลู 2 ประเภท คือ ดินและสภาพภมู ิประเทศ
2) การใชเครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาภูมิศาสตรแ การใชเครื่องมือเทคโนโลยีจําเป็นตองมี
เครอื่ งคอมพวิ เตอรแและโปรแกรม ผูใ ชจ ะตอ งไดร บั การฝกึ ฝนกอ นท่จี ะลงมอื ปฏบิ ัติ
แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศของไทย
ปัจจุบันไดมีการคิดคนและพัฒนาการขอมูลสารเทศอยางรวดเร็วและไดเผยแพรขอมูลสูสาธารณชน
มาก โดยเฉพาะการนําขอมูลเขาเว็บไซดแใหประชาชนและผูสนใจท่ัวไปเขาไปดูขอมูลได ซึ่งเป็นประโยชนแ
อยา งมากตามความตอ งการของผใู ชข อมลู แตขอ มูลบางชนดิ อาจตอ งตดิ ตอจากหนวยงานน้ัน ๆ โดยตรง
ทั้งจากหนวยงานของรัฐที่สําคัญ ๆ คือ กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมแผนท่ีทหารและเอกชนท่ีสําคัญ ๆ คือ
เครื่องเดินอากาศและเดินเรือ เว็บไซตแที่นาสนใจ เชน ขอมูลดานสถิติ (www.nso.go.th) ขอมูลประชากร
45
(www.dola.go.th) ขอมูลดาวเทียม (www.gistda.go.th) ขอมูลดินและการใชที่ดิน (www.dld.go.th)
เป็นตน
กลาวโดยสรุป เครื่องมือทางภูมิศาสตรแใชประกอบการศึกษา และการเก็บขอมูลเครื่องมือบางชนิด
เหมาะสําหรับใชในหองเรยี น หรือหอ งปฏบิ ัติการ เครื่องมือบางชนิดใชไดสําหรับในหองเรียนและในภาคสนาม
ผูใชจะไดรูวาเม่ือใดควรใชเครื่องมือภูมิศาสตรแในหองเรียนและเม่ือใดควรใชในภาคสนาม เคร่ืองมือบางชนิด
จะมีความซับซอนมาก หรอื ตอ งใชรว มกันระหวางเคร่ืองคอมพิวเตอรแแ ละโปรแกรม
เครอ่ื งมอื ทางภูมิศาสตรแที่มีความสําคัญมากในปัจจุบันคือ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตรแ (GIS) ซึ่งแปลง
สารสนเทศที่เก่ียวกับพื้นท่ี และขอมูลตารางหรือคําอธิบายที่ใหเป็นขอมูลเชิงตัวเลขทําใหการจัดเก็บเรียกดู
ขอมูล การปรับปรุงแกไขและการวิเคราะหแเป็นไปอยางรวดเร็ว และถูกตองและแสดงผลในรูปแบบแผนที่
กราฟ หรือตารางไดอยางถูกตองอีกดวย สวนระบบ กําหนดตําแหนงบนพื้นผิวโลก (GIS) ใชกําหนดจุดพิกัด
ตาํ แหนงของวัตถตุ าง ๆ บนผิวโลก โดยอาศยั สญั ญาณจากดาวเทยี มหลายดวงที่โคจรอยรู อบโลก
กจิ กรรมท่ี 1.3 วธิ ีใช้เครือ่ งมือทางภมู ิศาสตร์
1. แผนทหี่ มายถึง
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................... ...............................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
2. จงบอกประโยชนขแ องการใชแ ผนทมี่ า 5 ขอ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................... .........................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
3. ใหบอกวิธกี ารใชเขม็ ทศิ คกู บั การใชแผนทพ่ี อสงั เขป