46
เรอื่ งที่ 4 ปญั หาการทาลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ผลการจัดลาดับความสาคญั ของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม นั้นไดมีการสํารวจทัศนคติของประชาชน พบวา ปัญหา
สําคัญ 5 ลําดับแรก มีดังนี้ ลําดับที่ 1 การสูญเสียทรัพยากรปุาไม ลําดับท่ี 2 อุทกภัยและภัยแลง ลําดับที่ 3
ความเส่ือมโทรมของทรพั ยากรดนิ และการใชท ี่ดิน ลําดับท่ี 4 มลพิษจากขยะ และลําดับที่ 5 มลพิษทางอากาศ
ดังตารางแสดง ผลการจัดลาํ ดับความสําคัญ ดังตอ ไปนี้
ผลการ ทรัพยากรธรรมชาติ ลาดับความสาคญั
จัดลาดบั และสิ่งแวดล้อม (จาแนกตามวิธีการจัดลาดบั )
(ลาดับท)่ี
จดั ลาดบั ด้วย จดั ลาดับด้วย
มลู ค่าความเสียหาย ทัศนคตปิ ระชาชน
1 ทรพั ยากรปุาไม 12
2 ทรัพยากรนา้ํ 31
3 ทรพั ยากรดนิ และการใชทดี่ ิน 2 6
4 มลพิษจากขยะ 74
5 มลพษิ ทางอากาศ 57
6 มลพษิ ทางนา้ํ 85
7 ทรพั ยากรพลงั งาน 11 3
8 ทรัพยากรทะเลและชายฝงั่ 4 10
9 มลพษิ จากสารอันตราย 98
10 มลพิษจากของเสียอันตรายจากชมุ ชน 6 12
11 ทรพั ยากรและแร 10 9
ทม่ี า : สถาบนั วจิ ัยเพอ่ื การพฒั นาประเทศไทย 2549
ความสําคัญของส่ิงแวดลอม คือ เอ้ือประโยชนแใหส่ิงมีชีวิตท้ังพืชและสัตวแอยูรวมกันอยางมีความสุข
มกี ารพึ่งพากันอยางสมดลุ มนุษยดแ าํ รงชีพอยไู ดดวยอาศัยปัจจยั พน้ื ฐานจากสงิ่ แวดลอม ซ่งึ ประกอบดวยอาหาร
อากาศ นา้ํ ท่ีอยูอาศัย และยารักษาโรค ส่ิงแวดลอมเป็นองคแประกอบท่ีสําคัญของส่ิงมีชีวิตทุกชนิด แต “ทําไม
ส่งิ แวดลอมจึงถูกทําลาย” และเกิดปัญหามากมายทั่วทุกมุมโลก เม่ือทําการศึกษาพบวา“มนุษยแ”เป็นผูทําลาย
ส่ิงแวดลอมมากที่สดุ สาเหตทุ ีม่ นษุ ยแทาํ ลายสิ่งแวดลอมเกิดจากความเห็นแกตัวของมนุษยแเอง โดยมุง เพ่ือดาน
วัตถุและเงนิ มาตอบสนองความตองการของตนเอง
47
เม่ือสิ่งแวดลอมถูกทําลายมากข้ึน ผลกระทบก็ยอนกับมาทําลายตัวมนุษยแเอง เชน เกิดการเปลี่ยนแปลง
บรรยากาศของโลก เกิดสภาวะเรือนกระจก ภาวะโลกรอนตลอดจนเกิดภัยธรรมชาติตาง ๆ เชน น้ําทวม
แผนดินถลม ควันพิษ นํ้าเนาเสีย ขยะมูลฝอย และส่ิงปฏิกูล ซึ่งสิ่งเหลาน้ีมีผลโดยตรงและทางออม และ
ไมส ามารถหลีกเล่ยี งได
ผลกระทบจากการใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับท่ี 4 ของไทยเกิดจากการโดยนํา
นโยบายการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเขามาใชเพื่อมุงพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก ทําใหประชาชนต่ืนตัวในการทําไรปลูก
พืชเชงิ เดีย่ ว เชน มนั สําปะหลัง ออย ปอ จึงเกิดการทําลายปุาและทรัพยากรธรรมชาติเพ่ือหาพื้นที่ในการปลูก
พืชเชิงเด่ียวตามนโยบายรัฐบาล มีการใชปุยเคมี ใชยาปราบศัตรูพืช เกิดโรงงานอุตสาหกรรมจํานวนมาก
แตภาครัฐยังขาดการควบคุมอยางเป็นระบบและชัดเจน จึงทําใหเกิดผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน เชนปุาไมถูก
ทําลาย ดินเส่ือมคุณภาพ นํ้าเนาเสีย เกิดสารเคมีสะสมในแหลงนํ้าและดิน เกิดมลพิษ ซ่ึงส่ิงเหลานี้เกิด
ผลกระทบโดยตรงและโดยออ ม ตอ สขุ ภาพและการดาํ รงชีวิตของประชาชน ทาํ ใหเกดิ ความเสียหายตอประเทศ
โดยรวม
จากการศึกษาของนกั วชิ าการ พบวา การแกไขปัญหาสิ่งแวดลอมตองแกท่ีตัว “มนุษยแ” น่ันคือจะตอง
ใหความรู ความเขาใจธรรมชาติ เจตคติ มีคุณธรรมจริยธรรม และสรางจิตสํานึกใหเกิดความตระหนักตอ
ส่งิ แวดลอม ตอประชาชน โดยเรียนรูจากแหลงเรียนรูใหม ๆ สรางความตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้น และสราง
การมสี ว นรวมในการปูองกนั และแกไขปญั หาทเี่ กิดขึน้ ปัญหาสิ่งแวดลอมสาํ คญั ๆ ดังตอ ไปนี้ คือ
1. ป่าไม้
“ปุาไม” เป็นศูนยแรวมของสรรพ
ชีวิต เป็นท่ีกอกําเนิดสายนํ้า ชีวิตพืชและ
สัตวแที่หลากหลายอีกท้ังเป็นท่ีพึ่งพิงและ
ใหประโยชนแแกมนุษยแมาแตโบราณกาล
เพราะปุาไมช ว ยรักษาสมดุลของธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอม ควบคุมสภาพดินฟูา
อากาศ กําบังลมพายุ ปูองกันบรรเทา
อุทกภัย ปูองกันการพังทลายของหนาดิน
เป็นเสมือนเข่ือนธรรมชาติท่ีปูองกันการ
ต้ืนเขินของแมนํ้าลําคลอง เป็นแหลงดูด
ซับก฿าซคารแบอนไดออกไซดแและเป็น
โรงงานผลติ ออกซิเจนขนาดใหญ เป็นคลัง
อาหารและยาสมุนไพร และปุาไม ยังเป็น
แหลงศึกษาวิจัยและเป็นสถานที่พักผอน
หยอนใจของมนุษยแ นอกจากน้ีในผืนปุายังมีสัตวแปุานานาชนิด ซ่ึงมีประโยชนแตอมนุษยแและสิ่งมีชีวิตอ่ืน ๆ ใน
หลายลักษณะ ไดแ ก การรักษาสมดลุ ของระบบนิเวศ เชน การควบคุมปริมาณสัตวแปุาใหอยูในภาวะสมดุล การ
การควบคุมแมลงศัตรพู ืช เป็นปยุ ใหกับดนิ ในปาุ เป็นตน การเปน็ แหลง พันธกุ รรมท่ีหลากหลาย การเป็นอาหาร
ของมนุษยแและสัตวแอ่ืน และการสรางรายไดใหแกมนุษยแ เชน การคาจากชิ้นสวนตาง ๆ ของสัตวแปุา
การจําหนายสัตวแปุา และการเปิดใหบริการชมสวนสัตวแ เป็นตน ดังน้ัน จึงนับวาปุาไมใหคุณประโยชนแ
ทงั้ ทางตรงและทางออ มแกม วลมนษุ ยเแ ป็นอยา งมากมาย หากปาุ ไมเ สื่อมโทรม ชีวิตความเป็นอยูของมนุษยแและ
สตั วอแ ยา งหลกี เล่ียงไมได
48
ประเภทของปา่ ไมใ้ นประเทศไทย
ประเภทของปุาไมจะแตกตางกันไปขึ้นอยูกับการกระจายของฝน ระยะเวลาที่ฝนตกรวมท้ังปริมาณ
นํา้ ฝนทาํ ใหป ุาแตล ะแหง มคี วามชุมชน้ื ตา งกนั สามารถจําแนกไดเ ป็น 2 ประเภทใหญ ๆ คือ
1. ปาุ ประเภทท่ไี มผ ลดั ใบ (Evergreen)
2. ปุาประเภททผ่ี ลดั ใบ (Deciduous)
ป่าประเภทท่ไี ม่ผลดั ใบ (Evergreen)
ปุาประเภทนี้มองดเู ขยี วชอมุ ตลอดปี เนอ่ื งจากตนไมแทบทั้งหมดทข่ี ้นึ อยเู ปน็ ประเภทท่ีไมผลดั ใบ
ปาุ ชนดิ สาํ คัญซงึ่ จัดอยูในประเภทนี้ ไดแก
1. ป่าดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest)
ปุาดงดิบที่มอี ยทู ัว่ ในทกุ ภาคของประเทศ แตท ี่มีมากทสี่ ดุ ไดแก ภาคใตและภาคตะวันออกในบริเวณนี้
มีฝนตกมากและมีความชื้นมากในทองที่ภาคอื่น ปุาดงดิบมักกระจายอยูบริเวณท่ีมีความชุมช้ืนมาก ๆ เชน
ตามหุบเขา ริมแมน ํา้ ลาํ ธาร หว ย แหลงนา้ํ และบนภูเขา ซ่งึ สามารถแยกออกเป็นปาุ ดงดบิ ชนิดตาง ๆ ดังน้ี
1.1 ปุาดิบชื้น เป็นปุารกทึบมองดูเขียวชอุมตลอดปีมีพันธุแไมหลายรอยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู
มักจะพบกระจัดกระจายต้ังแตความสูง 600 เมตร จากระดับน้ําทะเล ไมท่ีสําคัญก็คือ ไมตระกูลยางตาง ๆ
เชน ยางนา ยางเสยี น สว นไมชั้นรอง คือ พวกไมกอ เชน กอนาํ้ กอเดอื ย
1.2 ปุาดิบแลง เป็นปุาท่ีอยูในพ้ืนท่ีคอนขางราบมีความชุมช้ืนนอย เชน ในแถบภาคเหนือและ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยูสูงจากระดับนํ้าทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไมที่สําคัญ ไดแก มะคาโมง
ยางนา พะยอม ตะเคยี นแดง กระเบากลกั และตาเสอื
1.3 ปุาดิบเขา ปุาชนิดน้ีเกิดข้ึนในพื้นท่ีสูง ๆ หรือบนภูเขาตั้ง 1,000-1,200 เมตร ขึ้นไปจาก
ระดับน้ําทะเล ไมสวนมากเป็นพวก Gymnosperm ไดแก พวกไมขุนและสนสามพันปี นอกจากนี้ยังมีไม
ตระกลู กอข้ึนอยู พวกไมชัน้ ทีส่ องรองลงมา ไดแก สะเดาชา ง และขม้ินชนั
2. ปา่ สนเขา (Pine-Forest)
ปาุ สนเขามักปรากฏอยูตามภูเขาสูงสวนใหญเ ปน็ พ้ืนท่ีซ่ึงมคี วามสูงประมาณ 200 - 1,800 เมตร
ข้ึนไปจากระดับนํ้าทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฏในพ้ืนท่ีสูง
200 -300 เมตร จากระดับน้ําทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต ปุาสนเขามีลักษณะเป็นปุาโปรง ชนิดพันธแุไมที่
สําคัญของปุาชนิดนี้คือ สนสองใบ และสนสามใบ สวนไมชนิดอื่นที่ขึ้นอยูดวยไดแกพันธแุไมปุาดิบเขา เชน
กอชนดิ ตาง ๆ หรือพนั ธุแไมป าุ แดงบางชนดิ คือ เต็ง รัง เหยี ง พลวง เป็นตน
49
3. ป่าชายเลน (Mangrove Forest)
บางทีเรียกวา “ปุาเลนนํา้ เคม็ ” หรือปุาเลน มีตนไมขึ้นหนาแนนแตละชนิดมีรากคํ้ายันและรากหายใจ
ปุาชนิดน้ีปรากฏอยูตามที่ดินและริมทะเลหรือบริเวณปากน้ําแมน้ําใหญ ๆ ซ่ึงมีน้ําเค็มทวมถึงในพื้นท่ีภาคใต
มีอยตู ามชายฝัง่ ทะเลทั้งสองดาน ตามชายทะเลภาคตะวันออกมีอยูทุกจังหวัดแตท่ีมากที่สุดคือ บริเวณปากน้ํา
เวฬุ อาํ เภอขลงุ จงั หวัดจนั ทบรุ ี
พนั ธุไแ มท่ีขน้ึ อยูต ามปุาชายเลน สวนมากเปน็ พันธุแไมขนาดเล็กใชประโยชนแสําหรับการเผาถาน และทํา
ฟืนไมชนิดที่สําคัญ คือ โกงกาง ถั่วขาว ถ่ัวขํา โปรง ตะบูน แสมทะเล ลําพูนและลําแพน ฯลฯ สวนไมพื้นลาง
มักเป็นพวก ปรงทะเล เหงอื กปลาหมอ และปอทะเล เป็นตน
4. ปา่ พรหุ รอื ป่าบึงน้าจืด (Swamp Forest)
ปุาชนิดนี้มักปรากฏในบริเวณท่ีมีนํ้าจืดทวมมากๆ ดินระบายน้ําไมดี ปุาพรุในภาคกลาง มีลักษณะ
โปรง และมีตน ไมข ึ้นอยูหาง ๆ เชน สนุน จกิ โมกบา น หวายนํา้ หวายโปรง ระกํา ออ และแขม ในภาคใตปุาพรุ
มีข้ึนอยูตามบริเวณที่มีน้ําขังตลอดปี ดินปุาพรุ ท่ีมีเนื้อที่มากที่สุดอยูในบริเวณจังหวัดนราธิวาส ดินปาพรุเป็น
50
ซากพืชผุสลายทับถมกัน เป็นเวลานาน ปุาพรุแบงออกได 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซ่ึงเป็นพรุนํ้ากรอยใกล
ชายทะเลตนเสม็ดจะขึ้นอยูหนาแนนพื้นท่ีมีตนกกชนิดตาง ๆ เรียก“ปุาพรุเสม็ด หรือ ปุาเสม็ด” อีกลักษณะ
เป็นปุาทมี่ ีพันธไแุ มตา ง ๆ มากชนิดขน้ึ ปะปนกัน
ชนดิ พนั ธุแไมท ส่ี าํ คญั ของปุาพรุ ไดแ ก อินทนลิ น้ํา หวา จกิ โสกน้ํา กระทุมน้ํา กันเกรา โงงงัน ไมพ้ืนลาง
ประกอบดวย หวาย ตะคา ทอง หมากแดง และหมากชนิดอนื่ ๆ
5. ป่าชายหาด (Beach Forest)
เป็นปาุ โปรงไมผลัดใบขึ้นอยตู ามบรเิ วณหาดชายทะเล น้าํ ไมทว มตามฝ่ังดินและชายเขาริมทะเล ตนไม
สําคญั ที่ขึ้นอยตู ามหาดชายทะเล ตองเป็นพืชทนเค็ม และมักมีลักษณะไมเป็นพุมลักษณะตนคองอ ใบหนาแข็ง
ไดแ ก สนทะเล หกู วาง โพธท์ิ ะเล กระทงิ ตนี เป็ดทะเล หยีนํา้ มกั มีตนเตยและหญาตา ง ๆ ข้นึ อยู
เป็นไมพ้ืนลาง ตามฝั่งดินและชายเขา มักพบ มะคาแต กระบองเพชร เสมา และไมหนามชนิดตาง ๆ เชน
ซงิ ซ่ี หนามหนั กาํ จาย มะดนั ขอ เปน็ ตน
ป่าประเภททผ่ี ลัดใบ
ตนไมท่ีขึ้นอยูในปุาประเภทน้ีเป็นจําพวกผลัดใบแทบทั้งสิ้น ในฤดูฝนปุาประเภทน้ีจะมองดูเขียวชอุม
พอถึงฤดูแลงตนไม สวนใหญจะพากันผลัดใบทําใหปุามองดูโปรงขึ้น และมักจะเกิดไฟปุาเผาไหมใบไมและ
ตน ไมเ ล็ก ๆ ปาุ สาํ คัญซ่ึงอยใู นประเภทน้ี ไดแ ก
1. ปา่ เบญจพรรณ
ปุาผลัดใบผสมหรือปุาเบญจพรรณมีลักษณะเป็นปุาโปรงและยังมีไมไผชนิดตาง ๆ ข้ึนอยูกระจัด
กระจายท่ัวไปพ้ืนท่ีดินมักเป็นดินรวนปนทราย ปุาเบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมีไมสักข้ึนปะปนอยูทั่วไป
ครอบคลุมลงมาถงึ จงั หวัดกาญจนบรุ ี ในภาคกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก มีปุาเบญจพรรณ
นอยมากและกระจัดกระจาย พันธแุไมชนิดสําคัญ ไดแก สัก ประดูแดง มะคาโมง ตะแบก เสลา ออยชาง ลาน
ยมหอม ยมหิน มะเกลือ เก็ดดํา เก็ดแดง ฯลฯ นอกจากนี้มีไมไผที่สําคัญ เชน ไผปุา ไผบง ไผซาง ไผรวก ไผไร
เปน็ ตน
2. ป่าเตง็ รัง หรือท่เี รียกกันว่าปา่ แดง
ปุาแพะ ปุาโคก ลักษณะทั่วไปเป็นปุาโปรง ตามพื้นปุามักจะพบตนปรง และหญาเพ็ก พ้ืนที่แหงแลง
ดินรวนปนทราย หรือกรวด ลูกรัง พบอยูทั่วไปในที่ราบและที่ภูเขา ในภาคเหนือสวนมากข้ึนอยูบนเขาท่ีมีดิน
ต้นื และแหงแลงมาก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปุาแดงหรือปุาเต็งรังนี้มากที่สุด ตามเนินเขาหรือที่ราบดิน
ทราย ชนิดของพันธแุไมท่ีสําคัญในปุาแดง หรือปุาเต็งรัง ไดแก เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ต้ิว แตว
มะคา แต ประดู แดง สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟูา ฯลฯ สวนไมพื้นลางที่พบมาก ไดแก มะพราวเตา
ปุมแปงู หญา เพ็ก ปรงและหญาชนดิ อื่น ๆ
3. ปา่ หญา้ (Savannas Forest)
ปาุ หญาทอี่ ยูทุกภาคเกิดจากปุาท่ีถูกแผวถางทําลายบริเวณพ้ืนดินที่ขาดความสมบูรณแ และถูกทอดทิ้ง
หญาชนิดตา ง ๆ จึงเกิดข้ึนทดแทนและพอถึงหนาแลงก็เกิดไฟไหมทําใหตนไมบริเวณขางเคียงลมตาย พ้ืนที่ปุา
หญาจึงขยายมากข้ึนทุกปี พืชที่พบมากท่ีสุดในปุาหญาคือ หญาคา หญาขนตาชาง หญาโขมง หญาเพ็กและ
ปุมแปูง บริเวณท่ีพอจะมีความช้ืนอยูบาง และการระบายน้ําไดดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู และอาจพบ
ตนไมทนไฟขนึ้ อยู เชน ตบั เตา รกฟาู ตานเหลอื ติว้ และแตว
ประโยชนข์ องทรพั ยากรป่าไม้
51
ปาไมนอกจากเป็นท่ีรวมของพันธุแพืชและพันธุแสัตวแจํานวนมาก ปุาไมยังมีประโยชนแมากมายตอการ
ดาํ รงชวี ิตของมนุษยแทง้ั ทางตรงและทางออม ดังนี้
ประโยชน์ทางตรง ไดแก ปจั จัย 4 ประการ
1. จากการนาํ ไมมาสรางอาคารบานเรือนและผลติ ภณั ฑตแ า ง ๆ เชน เฟอรแนิเจอรแ กระดาษ ไมข ดี ไฟ
ฟนื เป็นตน
2. ใชเปน็ อาหารจากสว นตา งๆ ของพชื ทะเล
3. ใชเ สนใย ที่ไดจ ากเปลือกไมแ ละเถาวลั ยมแ าถกั ทอ เป็นเคร่อื งนุง หม เชอื กและอื่นๆ
4. ใชท ํายารกั ษาโรคตา ง ๆ
ประโยชน์ทางอ้อม
1. ปุาไมเ ปน็ เป็นแหลง กําเนิดตนนํ้าลําธารเพราะตนไมจาํ นวนมากในปุาจะทาํ ใหน า้ํ ฝนที่ตกลงมา
คอย ๆ ซึมซับลงในดนิ กลายเป็นน้ําใตด ินที่ซง่ึ จะไหลซมึ มาหลอ เล้ยี งใหแมนาํ้ ลําธารมนี า้ํ ไหลอยตู ลอดปี
2. ปุาไมทําใหเกิดความชุมช้ืน และควบคุมสภาวะอากาศ ไอนํ้าซึ่งเกิดจากการหายใจของพืช ซึ่งเกิด
ขึ้นอยูมากมายในปุาทําใหอากาศเหนือปุามีความช้ืนสูงเมื่ออุณหภูมิลดตํ่าลงไอนํ้าเหลานั้นก็จะกล่ันตัว
กลายเปน็ เมฆแลวกลายเป็นฝนตกลงมา ทําใหบ ริเวณทีม่ ีพนื้ ปุาไมมีความชุมชื้นอยูเสมอ ฝนตกตองตามฤดูกาล
และไมเกิดความแหง แลง
3. ปุาไมเป็นแหลงพักผอนและศึกษาความรู บริเวณปุาไมจะมีภูมิประเทศที่สวยงามจากธรรมชาติ
รวมทัง้ สตั วปแ าุ จงึ เป็นแหลง พักผอ นไดศึกษาหาความรู
4. ปุาไมชวยบรรเทาความรุนแรงของลมพายุ และปูองกันอุทกภัย โดยชวยลดความเร็วของลมพายุ
ที่พัดผานไดตั้งแต 11 – 44% ตามลักษณะของปุาไมแตละชนิด จึงชวยใหบานเมืองรอดพนจากวาตภัยได
ซ่งึ เป็นการปอู งกันและควบคุมนา้ํ ตามแมน ํ้าไมใหส ูงขน้ึ มารวดเรว็ ลน ฝ่งั กลายเปน็ อทุ กภยั
5. ปุาไมชวยปูองกันการกัดเซาะและพัดพาหนาดิน จากน้ําฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะ ลงการ
หลุดเล่ือนของดินจึงเกิดข้ึนนอย และยังเป็นการชวยใหแมนํ้าลําธารตาง ๆ ไมต้ืนเขินอีกดวย นอกจากน้ีปุาไม
จะเปน็ เสมอื นเครอ่ื งกีดขวางตามธรรมชาติ จึงนบั วา มปี ระโยชนแในทางยทุ ธศาสตรแดว ยเชนกนั
สาเหตุสาคญั ของวกิ ฤตการณป์ า่ ไม้ในประเทศไทย
1. การลักลอบตัดไมทําลายปุา ตัวการของปัญหาน้ีคือ นายทุนพอคาไม เจาของโรงเล่ือย เจาของ
โรงงานแปรรูปไม ผูรับสัมปทานทําไมและชาวบานท่ัวไป ซ่ึงการตัดไมเพื่อเอาประโยชนแจากเนื้อไมทั้งวิธีที่ถูก
และผิดกฎหมาย ปริมาณปุาไมท่ีถูกทําลายน้ีนับวันจะเพ่ิมข้ึนเร่ือยๆ ตามอัตราเพ่ิมของจํานวนประชากร ยิ่งมี
ประชากรเพมิ่ ขน้ึ เทาใด ความตองการในการใชไมก็เพิ่มมากขึ้น เชน ใชไมในการปลูกสรางบานเรือน เครื่องมือ
เครื่องใชในการเกษตรกรรม เครื่องเรอื นและถา นในการหงุ ตม เป็นตน
2. การบุกรุกพื้นที่ปุาไมเพ่ือเขาครอบครองท่ีดิน เมื่อประชากรเพ่ิมสูงข้ึน ความตองการใชที่ดิน
เพือ่ ปลูกสรางที่อยูอาศยั และทดี่ ินทํากนิ ก็อยูส งู ข้ึน เปน็ ผลผลักดันใหราษฎรเขาไปบุกรุกพ้ืนที่ปุาไม แผวถางปุา
หรือเผาปุาทําไรเล่ือนลอย นอกจากนี้ยังมีนายทุนท่ีดินที่จางวานใหราษฎรเขาไปทําลายปุาเพื่อจับจองที่ดินไว
ขายตอ ไป
3. การสงเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตวแเศรษฐกิจเพ่ือการสงออก เชน มันสําปะหลัง ปอ เป็นตน
โดยไมสงเสริมการใชท่ีดินอยางเต็มประสิทธิภาพท้ัง ๆ ท่ีพื้นที่ปุาบางแหงไมเหมาะสมที่จะนํามาใชใน
การเกษตร
4. การกําหนดแนวเขตพื้นที่ปุากระทําไมชัดเจนหรือไมกระทําเลยในหลาย ๆ พื้นที่ทําใหเกิดการ
พพิ าทในเรือ่ งทีด่ ินทํากินของราษฎรและท่ีดินปาุ ไมอ ยูตลอดเวลา และเกิดปัญหาในเร่ืองกรรมสทิ ธิท์ ี่ดนิ
52
5. การจัดสรา งสาธารณูปโภคของรัฐ เชน เขื่อน อางเก็บน้ํา เสนทางคมนาคม การสรางเข่ือนขวางลํา
นํ้าจะทําใหพ้ืนท่ีเก็บนํ้าหนาเขื่อนที่อุดมสมบูรณแถูกตัดโคนมาใชประโยชนแ สวนตนไมขนาดเล็กหรือที่ทําการ
ยายออกมาไมทนั จะถูกนํ้าทว มยืนตนตาย เชน การสรางเขื่อนรัชประภาเพ่ือก้ันคลองพระแสงอันเป็นสาขาของ
แมนํ้าพุมดวง แมน้ําตาปี ทําใหนํ้าทวมบริเวณปุาดงดิบซึ่งมีพันธุแไมหนาแนน และสัตวแนานาชนิดเป็นบริเวณ
นบั แสนไร ตอ มาจึงเกิดปญั หานา้ํ เนา ไหลลงลาํ น้ําพมุ ดวง
6. ไฟไหมป ุา มักจะเกดิ ขนึ้ ในชวงฤดแู ลง ซึ่งอากาศแหงแลงและรอนจัด ทั้งโดยธรรมชาติและจากการ
กระทาํ ของมนุษยแท่ีอาจลักลอบเผาปาุ หรือเผลอ จดุ ไฟทิ้งไว
7. การทําเหมืองแร แหลงแรท่ีพบในบริเวณท่ีมีปุาไมปกคลุมอยู มีความจําเป็นท่ีจะตองเปิดหนาดิน
กอนจึงทําใหปุาไมที่ขึ้นปกคลุมถูกทําลายลง เสนทางขนยายแรในบางคร้ังตองทําลายปุาไมลงเป็นจํานวนมาก
เพอื่ สรางถนนหนทาง การระเบดิ หนา ดิน เพอื่ ใหไ ดมาซงึ่ แรธ าตุ สงผลถงึ การทาํ ลายปุา
การอนรุ ักษ์ปา่ ไม้
ปุาไมถูกทําลายไปจํานวนมาก จึงทําใหเกิดผลกระทบตอสภาพภูมิอากาศไปท่ัวโลก รวมทั้งความสมดุล
ในแงอ ่นื ดวย ดงั นั้น การฟน้ื ฟูสภาพปุาไมจึงตองดําเนินการเรงดวน ท้ังภาครัฐภาคเอกชนและ ประชาชน ซ่ึงมี
แนวทางในการกาํ หนดแนวนโยบายดานการจัดการปาุ ไม ดงั นี้
1. นโยบายดานการกาํ หนดเขตการใชประโยชนทแ ่ีดนิ ปุาไม
2. นโยบายดานการอนุรักษทแ รพั ยากรปุาไมเกย่ี วกับงานปูองกนั รักษาปุา การอนุรักษสแ ิ่งแวดลอ ม
3. นโยบายดานการจดั การท่ดี นิ ทํากนิ ใหแ กร าษฎรผยู ากไรในทองถ่นิ
4. นโยบายดานการพัฒนาปุาไม เชน การทําไมและการเก็บหาของปุา การปลูก และการบํารุงปุาไม
การคน ควา วจิ ยั และดานการอตุ สาหกรรม
5. นโยบายการบริหารทั่วไปจากนโนบายดังกลาวขางตนเป็นแนวทางในการพัฒนาและการจัดการ
ทรัพยากรปุาไมของชาติใหไดรับผลประโยชนแ ท้ังทางดานการอนุรักษแและดานเศรษฐกิจอยางผสมผสาน ทั้งน้ี
เพ่อื ใหเ กิดความสมดลุ ของธรรมชาติและมีทรัพยากรปาุ ไมไวอ ยา งย่ังยนื ตอ ไปในอนาคต
สถานการณท์ รัพยากรปา่ ไม้
การใชประโยชนแจากพื้นท่ีปุาอยางตอเน่ืองในชวงส่ีทศวรรษท่ีผานมาทําใหประเทศไทยสูญเสีย พ้ืนที่
ปุาไมแ ลว ประมาณ 67 ลา นไร หรอื เฉลี่ยประมาณ 1.6 ลานไรตอปี กลาวคอื ปี พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมพี นื้ ที่
ปาุ อยูถงึ รอ ยละ 53.3 ของพื้นทปี่ ระเทศ หรือประมาณ 171 ลานไร และลดลงมาโดยตลอดจนในปี พ.ศ. 2532
ประเทศไทยเหลือพ้ืนที่ปุาเพียงรอยละ 27.95 ของพื้นท่ีทั้งหมด หรือประมาณ 90 ลานไร รัฐบาลในอดีตได
พยายามจะรักษาพ้ืนที่ปุาโดยประกาศยกเลิกสัมปทานการทําไมในปุาบกท้ังหมด ในปี พ.ศ.2532 แตหลังจาก
ยกเลิกสัมปทานปุาไม สถานการณแดีข้ึนในระยะแรกเทาน้ัน ตอมาการทําลายก็ยังคงเกิดขึ้นไมแตกตางจาก
สถานการณแกอ นยกเลิกสมั ปทานปาุ ไมเ ทา ใดนกั โดยพนื้ ทปี่ าุ ที่ถูกบุกรุกกอ นการยกเลกิ สัมปทาน
(ปี พ.ศ. 2525-2532) เฉล่ียตอปีเทากับ 1.2 ลานไร และพื้นท่ีปุาที่ถูกบุกรุกหลังการยกเลิกสัมปทาน
(ปี พ.ศ. 2532-2541) เฉลี่ย 1.1 ลา นไรต อ ปี (ตารางท่ี 1)
53
ตารางท่ี 1 พนื้ ทป่ี าุ กอ นและหลงั การยกเลกิ สมั ปทานปุาไม
รายการ พนื้ ท่ปี า่ (ล้านไร)่ พ้นื ที่ถูกทาลายเฉลี่ยต่อปี
(ล้านไร)่
ปี พ.ศ. 2504 171.0 -
ปี พ.ศ. 2525 97.8 3.5
ปี พ.ศ. 2532 (ประกาศยกเลิกสมั ปทานปุาไม) 89.6 1.2
ปี พ.ศ. 2541 81.1 1.1
2. ภูเขาและแรธ่ าตุ
ภเู ขา เป็นแหลงตน กําเนดิ ของแรธาตุ ปุา และแหลง นํา้ ท่ีสําคญั ของประเทศไทย
ภาคเหนือเป็นภาคที่อุดมดวยทรัพยากรแรธาตุภาคหนึ่งของประเทศไทย เพราะมีภูมิประเทศที่มี
โครงสรางเป็นภูเขา เนินเขาและแองแผนดิน ในยุคกลางเกา กลางใหม ท่ีบริเวณตอนกลางที่ผานการผุกรอน
และมีการเปล่ียนแปลงของแผนดิน โดยเฉพาะภูเขาทางตะวันตกที่เป็นแนวของทิวเขา อุดมดวยแรโลหะ
แรอโลหะและแรเช้ือเพลงิ
แรโลหะ ทส่ี ําคญั ทพ่ี บตามภูเขาหินแกรนิตในภาคเหนอื ไดแก
1. แรดีบุก แหลงแรดีบุกท่ีพบในภาคเหนือ อยูในเขตภูเขาของจังหวัดท่ีอยูทางเหนือ และทางภาค
ตะวันตกของภาค คือ จังหวัดแมฮองสอน จังหวัดเชียงใหม จังหวัดลําปาง จังหวัดเชียงราย แตมีปริมาณการ
ผลิตไมม ากเทา กบั แหลงดีบกุ สาํ คัญทางภาคใต
2. ทังสเตนหรอื วุลแฟรม ทพี่ บมากในภาคเหนอื คือแหลง แรซีไรทแ เป็นแรท ่ีสําคัญทางเศรษฐกิจการคา
และยุทธปัจจัยสาํ คัญ มกี ารทาํ เหมืองท่ี อาํ เภอดอยหมอก อาํ เภอเวียงปาุ เปูา จังหวดั เชียงราย และพบ
แถบภูเขาสูงในเขต จังหวัดแมฮองสอนมีเหมืองดําเนินการผลิตถึง 10 เหมือง ท่ีสําคัญคือเหมืองท่ี อําเภอ
แมลานอย เหมืองหวยหลวง และเหมอื งแมสะเรยี ง ทางดา นตะวนั ตกของลมุ น้าํ ยม
3. ตะกั่วและสังกะสี แรตะก่ัวและสังกะสีมักจะเกิดรวมกันแตที่พบยังมีปริมาณนอยไมเพียงพอ ท่ีจะ
นํามาใชในเชิงพาณิชยแเหมือนที่พบในภาคตะวันตก ภาคเหนือมีแหลงแรตะก่ัวและสังกะสีในแถบจังหวัด
แมฮ อ งสอน จังหวดั เชียงใหม จงั หวดั ลาํ ปางและจงั หวดั แพร
4. ทองแดง แหลงแรทองแดงมีอยูหลายในแหงประเทศ แตเป็นแหลงแรที่มีมูลคาทางเศรษฐกิจเพียง
ไมกีแ่ หง บรเิ วณที่พบ ไดแก ในเขตจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชน จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเลย
แตทีภ่ าคเหนือพบในเขต จงั หวัดอตุ รดิตถแ จงั หวดั แพร จงั หวดั นา น และจงั หวดั ลําปาง
54
5. เหล็ก แหลง แรเหลก็ ในประเทศไทยมหี ลายแหง เชน กนั ทั้งท่ีกาํ ลังมกี ารผลิตท่ผี ลิตหมดไปแลว
แตแหลงท่ีนาสนใจที่อาจมีคาในอนาคต ไดแกท่ี อําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรคแ ที่เขาทับควาย จังหวัดลพบุรี
แหลงภูยาง อําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย แหลงอึมครึม จังหวัดกาญจนบุรี ในภาคเหนือพบท่ีอําเภอแมแจม
จังหวัดเชียงใหม แหลง เดิม อําเภอเถิน จงั หวัดลาํ ปาง
6. แมงกานีส แหลงแมงกานีสในภาคเหนือมีแหลงผลิตท่ีสําคัญอยูใน จังหวัดลําพูน จังหวัดเชียงใหม
จังหวัดลาํ ปาง จังหวดั แพร จังหวดั เชียงราย และจงั หวดั นาน
7. นิกเกิลและโครเมียม พบท่ี บานหว ยยาง อําเภอทาปลา จังหวัดอุตรดิตถแ นอกจากน้ียังมีแรโครไมตแ
ทใี่ หโลหะโครเมียม ซึ่งเปน็ แรผสมเหลก็
แรอ่ โลหะ ทสี่ าคญั ทพ่ี บในภาคเหนือ ไดแ้ ก่
1. ฟลูออไรตแ แหลงแรฟลูออไรตแที่สําคัญของประเทศพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก ไดแก
ที่อําเภอบานโฮง อาํ เภอปุาซาง จังหวัดลําพูน อําเภอฝาง แมแจม อําเภอฮอด อําเภออมกเอย จังหวัดเชียงใหม
อาํ เภอแมสะเรยี ง จังหวัดแมฮ องสอน นอกจากนก้ี ม็ ีท่ีภาคตะวนั ตก และภาคใตข องไทยอีกดว ย
2. แบไรตแ แหลงแรแบไรตแท่ีสําคัญ นอกจากจะมีมากในภาคใตที่บริเวณเขาหลวง จังหวันครศรีธรรม
ราชและในจงั หวัดสุราษฏรแธานแี ลว ยงั มีแหลงสําคัญในภาคเหนืออีกท่ี บริเวณภูไมตอง อําเภอดอยเตา อําเภอ
ฮอด จังหวดั เชียงใหม นอกจากนยี้ ังมีใน จงั หวัดแมฮองสอน จงั หวัดลาํ พูน ลําปาง อตุ รดติ ถแ เชยี งราย และแพร
3. ยิปซัม แหลงยิปซัมท่ีสําคัญมีท่ี จังหวัดนครสวรรคแและพิจิตร ในภาคเหนือไดแก แหลงแมเมาะ
อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง แหลงแมกั๊วะ อําเภอเกาะคา จังหวัดลําปาง และแหลงสองหอง อําเภอนํ้าปาด
จังหวัดอตุ รดติ ถแ
4. ฟอสเฟต มีแหลงเล็ก ๆ อยูที่ ต.นาแกว อําเภอเกาะคา จังหวดั ลาํ ปาง
5. ดนิ ขาวหรือเกาลิน ไดมีการพบและผลิตดินขาวในหลายบริเวณทั้งภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต
ในภาคเหนอื มแี หลง ดินขาวท่ี อาํ เภอแจหม จงั หวดั ลําปาง นอกจากน้ียังมีแรอโลหะอ่ืน ๆ ท่ีพบในภาคเหนืออีก
เชน แรหินมา ท่ี จังหวัดเชียงใหม แมฮ องสอน แรใ ยหนิ พบใน จงั หวดั อตุ รดติ ถแ
แร่เชอ้ื เพลงิ ทีส่ ําคัญทางเศรษฐกจิ คือมีการนํามาใชเ ป็นเช้ือเพลิงสําคัญในโรงงานไฟฟูาเครื่องจักรกล
โรงงานอตุ สาหกรรมเคมภี ัณฑแและในกิจกรรมขนสง ตาง ๆ เชน ในเครื่องบิน รถยนตแ เรือยนตแ เป็นตน
1. หินน้ํามัน พบท่ี บานปุาคา อําเภอล้ี จังหวัดลําพูน แตยังไมไดนํามาใชประโยชนแในเชิงพาณิชยแ
เนอ่ื งจากการแยกนํา้ มนั ออกจากหินนาํ้ มนั ตองลงทุนสงู
2. ปิโตรเล่ยี ม นํ้ามนั ดบิ กา฿ ซธรรมชาติเหลว พบท่ี อําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม นํามาใชเป็นนํ้ามันหลอลื่น
นา้ํ มันดีเซลหมุนเร็วปานกลางและน้ํามันเตา
3. ลิกไนตแ พบที่ อําเภอแมเมาะ อําเภอแมทะ จังหวัดลําปาง ใชเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานบมยา
โรงไฟฟูา
3. แหล่งนา้
ปัญหาเกี่ยวกับทรพั ยากรนา้
จากพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติของมนุษยแ ซ่ึงมีผลกระทบตอสภาวะแวดลอมในโลก
โดยเฉพาะปัญหาเก่ียวกับทรัพยากรนํ้า ซ่ึงเป็นปัจจัยสําคัญในการดํารงชีวิตของมนุษยแ เพราะนํ้าไดใชในการ
บรโิ ภคและผลิตเคร่ืองอุปโภคตาง ๆ ปจั จุบันปญั หาทรพั ยากรนํ้า มีดังนี้
55
1. ปัญหาทางดานปริมาณ
1) การขาดแคลนนา้ํ หรอื ภยั แลง สาเหตุทสี่ ําคญั ไดแ ก
1.1 ปาุ ไมถ กู ทําลายมากโดยเฉพาะปาุ ตนนาํ้ ลําธาร
1.2 ลกั ษณะพื้นทีไ่ มเ หมาะสม เชน ไมมแี หลงนา้ํ ดินไมด ูดซับน้ํา
1.3 ขาดการวางแผนการใชและอนุรกั ษนแ าํ้ ทเ่ี หมาะสม
1.4 ฝนตกนอ ยและฝนท้งิ ชวงเปน็ เวลานาน
2) การเกดิ นาํ้ ทวม อาจเกิดจากสาเหตุหนึ่งหรือหลายสาเหตรุ วมกนั ดงั ตอไปน้ี
2.1 ฝนตกหนักตดิ ตอกนั นาน ๆ
2.2 ปุาไมถ ูกทาํ ลายมาก ทําใหไ มมีสง่ิ ใดจะชวยดูดซบั นํ้าไว
2.3 ภมู ิประเทศเปน็ ทล่ี มุ และการระบายนํา้ ไมด ี
2.4 นา้ํ ทะเลหนนุ สงู กวาปกติ ทําใหนาํ้ จากแผนดนิ ระบายลงสทู ะเลไมไ ด
2.5 แหลง เกบ็ กกั นาํ้ ต้นื เขินหรือไดรับความเสียหาย จงึ เกบ็ นา้ํ ไดน อยลง
2. ปญั หาดานคุณภาพของน้ําไมเหมาะสม สาเหตทุ พ่ี บบอ ยไดแ ก
1) การทิ้งส่ิงของและการระบายน้ําทิ้งลงสูแหลงนํ้า ทําใหแหลงน้ําสกปรกและเนาเหม็นจนไม
สามารถใชป ระโยชนแได มักเกิดตามชุมชนใหญ ๆ ที่อยูใกลแ หลงนํา้ หรือทองถ่นิ ทม่ี ีโรงงานอุตสาหกรรม
2) ส่ิงท่ีปกคลุมผิวดินถูกชะลางและไหลลงสูแหลงนํ้ามากกวาปกติ มีทั้งสารอินทรียแ สารอนินทรียแ
และสารเคมตี างๆ ทใ่ี ชในกจิ กรรมตา ง ๆ ซึ่งทําใหน้ําขุนไดง าย โดยเฉพาะในฤดฝู น
3) มแี รธ าตเุ จือปนอยูม ากจนไมเ หมาะแกการใชป ระโยชนแ น้ําที่มีแรธาตุปนอยูเกินกวา 50 พีพีเอ็ม
นน้ั เม่ือนาํ มาด่มื จะทาํ ใหเกิดโรคนิว่ และโรคอน่ื ได
4) การใชสารเคมีท่ีมีพิษตกคาง เชน สารที่ใชปูองกันหรือกําจัดศัตรูพืชหรือสัตวแ ซ่ึงเมื่อถูกฝน
ชะลา งลงสูแหลง น้ําจะกอใหเ กิดอันตรายตอสิง่ มีชวี ติ
3. ปญั หาการใชทรัพยากรนํ้าอยางไมเหมาะสม เชน ใชมากเกินความจําเป็น โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะ
ขาดแคลนนํ้า หรือการสูบนํ้าใตดินข้ึนมาใชมากจนดินทรุด เป็นตน ปี พ.ศ. 2541 ธนาคารโลกพยากรณแวา
นํ้าในโลกลดลง 1 ใน 3 ของปริมาณน้ําที่เคยมีเม่ือ 25 ปีกอน และในปี ค. ศ. 2525 หรืออีก 25 ปีขางหนา
การใชนํ้าจะเพ่ิมอีกประมาณรอยละ 65 เน่ืองจากจํานวนประชากรโลกเพิ่มขึ้น การใชน้ําอยางไมถูกตองและ
ขาดการดูแลรักษาทรัพยากรน้ํา ซึ่งจะเป็นผลใหประชากรโลกกวา 3,000 ลานคน ใน 52 ประเทศประสบ
ปัญหาการขาดแคลนนา้ํ
4. ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของฟูา อากาศ เนื่องจากปรากฏการณ์ เอล นิโน (EI Nino ) และ
ลา นินา (La Nina) โดยปรากฏการณแที่ผิดธรรมชาติจะเกิดข้ึนประมาณ 5 ปีตอครั้ง คร้ังละ 8 -10 เดือน
โดยกระแสนํ้าอุนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก บริเวณตะวันออกเคลื่อนลงไปถึงชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ
ของทวีปอเมรกิ าใต (ประเทศเปรู เอกวาดอรแ และชิลีตอนเหนือ) ทําใหผิวนํ้าท่ีเคยเย็นกลับอุนขึ้นและที่เคยอุน
กลบั เยน็ ลง
เมื่ออุณหภูมิของผิวนํ้าเปลี่ยนแปลงไปก็จะสงผลทําใหอุณหภูมิเหนือนํ้าเปล่ียนไปดวยเชนกัน เป็นผล
ใหความรอนและความแหงแลงในบริเวณท่ีเคยมีฝนชุก และเกิดฝนตกหนักในบริเวณที่เคยแหงแลง ลมและ
พายุเปล่ียนทิศทาง เน่ืองจากการเปลี่ยนแปลงดังกลาวเกิดเป็นบริเวณกวาง จึงสงผลกระทบตอโลกอยาง
กวางขวาง สามารถทําลายระบบนิเวศในซีกโลกใต รวมท้ังพ้ืนที่บางสวนเหนือเสนศูนยแสูตรได สาหรายทะเล
บางแหงตายเพราะอุณหภูมิสูง ปลาที่เคยอาศัยนํ้าอุนตองวายหนีไปหานํ้าเย็นทําใหมีปลาแปลกชนิดเพ่ิมข้ึน
และหลังการเกิดปรากฎการณแ เอล นิโน แลว ก็จะเกิดปรากฎการณแลา นินา ซ่ึงมีลักษณะตรงกันขามตามมา
56
โดยจะเกิดกระแสน้ําอุนและคลื่นความรอนในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใตเคลื่อนยอนไปทางตะวันตกทําให
บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกที่อุณหภูมิเร่ิมเย็น จะมีการรวมตัวของไอนํ้าปริมาณมาก ทําใหอากาศ
เย็นลง เกดิ พายุ และฝนตกหนกั โดยเฉพาะในกลุม ประเทศอาเซียน
เอล นิโน เคยกอตัวครั้งใหญในปี พ.ศ. 2525 – 2526 ซ่ึงผลทําใหอุณหภูมิผิวน้ําสูงกวาปกติถึง
9 องศา ฟาเรนไฮตแ ทําลายชีวิตมนุษยแท่ัวโลกถึง 2,000 คน คาเสียหายประมาณ 481,000 ลานบาท ปะการัง
ในทะเลแคริบเบยี นเสยี ความสมดลุ ไปรอยละ 50 – 97 แตในปี พ.ศ. 2540 กลับกอตัวกวางกวาเดิม ซึ่งคิดเป็น
พน้ื ทีไ่ ดก วางใหญกวาประเทศสหรัฐอเมรกิ า โดยเขตน้ําอุนนอกชายฝ่ังประเทศเปรูขยายออกไปไกลกวา 6,000
ไมลแ หรือประมาณ 1 ใน 4 ของเสน รอบโลก อุณหภูมิผิวน้ําวัดไดเทากันและมีความหนาของน้ําถึง 6 นิ้ว สงผล
ใหเกิดปรากฎการณแธรรมชาติทเ่ี ลวรายท่ีสดุ ในรอบ 150 ปี โดยเรมิ่ แสดงผลต้ังแตเ ดือนเมษายน 2541
นอกจากน้ีปรากฏการณแเรือนกระจกและการลดลงของพื้นท่ีปุายังสงเสริมความรุนแรงของปัญหาอีก
ดวย ดงั ตวั อยา งตอไปนี้
1) ประเทศไทย ประสบความรอนและแหงแลงรุนแรงท่ัวประเทศ ฝนตกนอยหรือตกลาชากวาปกติ
(ยกเวนภาคใตท่ีกลางเดือนสิงหาคมเกิดฝนตกหนักจนนํ้าทวม) ปริมาณน้ําในแมนํ้า อางเก็บนํ้าและเข่ือน
ลดนอยลงมาก รวมท้ังบางจังหวัดมีอุณหภูมิในฤดูรอนสูงมาก และเกิดติดตอกันหลายวัน เชน จังหวัดตาก
มอี ุณหภมู ิในเดือนเมษายน พ.ศ. 2541 สงู ถึง 43.7 องศาเซลเซยี ส ซึ่งนบั วา สงู ที่สดุ ในรอบ 67 ปี นอกจากน้ี
ยงั ทําใหผ ลผลติ ทางการเกษตร โดยเฉพาะไมผ ลลดลง
2) ประเทศอินโดนีเซีย ประสบความแหงแลง ทั้งที่อยูในเขตมรสุมและมีปุาฝน เม่ือฝนไมตกจึงทําให
ไฟไหมปุาท่ีเกิดข้ึนในเกาะสุมาตรา และบอรแเนียวเผาผลาญปุาไปประมาณ 14 ลานไร พรอมท้ังกอปัญหา
มลพิษทางอากาศเปน็ บรเิ วณกวา ง มีผคู นปวุ ยไขน ับหมนื่ ทัศนวิลัยไมด ีจนทําใหเคร่ืองบินสายการบินการูดาตก
และมีผูเสียชีวิต 234 คน อีกทั้ง ยังทําใหผลิตผลการเกษตรตกตํ่า โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟโรบัสตาท่ีสงออกมาก
เป็นอนั ดบั หนึ่งไดร บั ความเสยี หายมากเป็นประวตั กิ ารณแ
3) ประเทศปาปัวนิวกินี ไดรับผลกระทบรนุ แรงที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีคนตายจากภัยแลง 80
คนและประสบปัญหาแลงอีกประมาณ 1,000,000 คน
4) ประเทศออสเตรเลีย อากาศแหง แลงรุนแรงจนตองฆาสตั วแเล้ียงเพราะขาดแคลนนา้ํ และอาหาร
ซง่ึ คาดวา ผลผลิตการเกษตรจะเสียหายประมาณ 432 ลา นเหรยี ญ
5) ประเทศเกาหลเี หนือ ปัญหาความแหง แลง รนุ แรงและอดอยากรนุ แรงมาก พชื ไรเ สียหายมาก
6) ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดพายุเฮอรแริเคนทางดานฝั่งตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะภาคใตของรัฐ
แคลฟิ อรเแ นียไดรับภยั พบิ ัติมากที่สดุ สว นทางฝ่ังตะวันออกซง่ึ มเี ฮอรรแ เิ คนคอนขา งมาก คล่นื ลมกบั สงบกวา ปกติ
7) ประเทศเปรูและซิลี เกิดฝนตกหนักและจับปลาไดนอยลง (เคยเกิดฝนตกหนักและน้ําทวม
ในทะเลทรายอะตาคามา ประเทศซิลี อยางไมเคยปรากฏมากอน ทั้งๆ ที่บริเวณน้ีแหงแลงมากจนประเทศ
สหรัฐอเมริกาขอใชเ ป็นสถานที่ฝกึ นักอวกาศ โดยสมมติวาเป็นพ้ืนผวิ ดาวอังคาร)
8) ทวีปแอฟริกา แหงแลง รุนแรง พืชไรอ าจเสียหายประมาณครงึ่ หน่งึ
ปัญหาเกี่ยวกบั ทรพั ยากรนา้ ในประเทศไทย
1. การขาดแคลนน้าหรือภยั แล้ง
ในหนาแลง ประชากรไทยจะขาดแคลนนํ้าด่ืมนํ้าใชจํานวน 13,000 – 24,000 หมูบาน ประชากร
ประมาณ 6 -10 ลานคน ซ่ึงโดยสวนใหญอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง การขาดแคลนนํ้าในระดับ
วิกฤตจะเกิดเป็นระยะๆ และรุนแรงขึ้น นํ้าในเขื่อนสําคัญตางๆ โดยเฉพาะเข่ือนภูมิพลมีปริมาณเหลือนอย
57
จนเกือบจะมีผลกระทบตอการผลิตกระแสไฟฟูา และการผลิตนํ้าประปาสําหรับใชในหลายจังหวัด การลด
ปริมาณของฝนและน้ําที่ไหลลงสูอางเก็บน้ํา และการเกิดฝนมีแนวโนมลดลงทุกภาค ประมาณรอยละ 0.42
ตอปี เปน็ สงิ่ บอกเหตสุ ําคัญท่ีแสดงใหเห็นถึงแนวโนม ความรนุ แรงของภัยแลง
ตารางแสดงการเปรียบเทยี บปริมาณน้าฝนต่อปีในแตล่ ะภาค
พ.ศ. ปริมาณน้าฝน 2536 ตา่ งจากปรมิ าณเฉลี่ย
ภาค (มลิ ลเิ มตร) (มลิ ลเิ มตร)
2503 – 2536 2535 2535 2536
ทกุ ภาค (ทัว่ ประเทศ) 1,733 1,430 1,594 -303 -139
ภาคเหนอื 1,232 1,142 931 -301 -301
ภาคกลาง 1,226 1,115 1,075 -111 -151
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ 1,405 1,241 1,176 -164 -229
ภาคตะวนั ออก 2,011 1,534 1,732 -477 -279
1,768 1,457 1,789 -307 25
ภาคใตฝ่ังตะวันออก 2,760 2,088 2,863 -672 103
ภาคใตฝ ั่งตะวนั ตก
สําหรับปริมาณนํ้าท่ีไหลลงสูอางเก็บนํ้าของเขื่อนและแมน้ําสําคัญ เชน เขื่อนภูมิพล เข่ือนสิริกิต์ิและ
แมนํ้าเจาพระยา ต้ังแตปี พ.ศ. 2515 เป็นตนมา ก็มีปริมาณลดลงเชนกัน เนื่องจากตนน้ําลําธารถูกทําลายทํา
ใหฝนและน้ํานอย และขณะเดียวกันความตองการใชน้ํากลับมีมากและเพิ่มข้ึนเรื่อย ๆ เชน การประปานคร
หลวงใชผลิตน้ําประปาประมาณ 1,300 ลานลูกบาศกแเมตรตอปี การผลักดันน้ําเค็มบริเวณปากแมนํ้า
เจาพระยา และแมนํ้าทาจีนจะตองใชนํ้าจืด ประมาณ 2,500 ลานลูกบาศกแเมตรตอปี การทํานาปีใชประมาณ
4,000 ลา นลูกบาศกแเมตร และการทํานาปรังจะใชประมาณ 6,000 ลานลูกบาศกแเมตร โดยมีแนวโนมของการ
ใชเพม่ิ มากขึน้ ทุกปี
แนวโน้มการลดปริมาณนา้ ในเขอื่ นทส่ี าคัญและแม่นา้ เจา้ พระยา
แหลง่ ที่วดั ปรมิ าณ ชว่ งปีท่ีวดั ปรมิ าณน้าเฉลย่ี ตอ่ ปี
(ล้านลกู บาศก์เมตร)
ปริมาณนา้ํ ไหลลงสอู า งเกบ็ นํ้าเข่อื น พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 10,360
ภมู ิพลและเขอ่ื นสริ กิ ิติ์ พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ 8,760
พ.ศ. 2530 - 2534 ประมาณ 7,000
ปรมิ าณนํา้ ในแมน ้าํ เจา พระยาท่ีไหล พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 22,200
58
ผานจังหวัดนครสวรรคแ พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ1 8,700
พ.ศ. 2530 - 2534 ประมาณ16,000
2. ปญั หาน้าท่วมหรืออทุ กภยั
เกดิ จากฝนตกหนักหรอื ตกตดิ ตอ กันเปน็ เวลานาน ๆ เน่ืองจากการตัดไมทําลายปุา แหลงนํ้าต้ืนเขินทํา
ใหรองรับนํ้าไดนอยลง การกอสรางท่ีทําใหน้ําไหลไดนอยลง เชน การกอสรางสะพาน นอกจากน้ีนํ้าทวมอาจ
เกิดจากนํ้าทะเลหนุนสูงข้ึน พ้ืนดินทรุดตัวเนื่องจากการสูบน้ําใตดินไปใชมากเกินไป พื้นที่เป็นที่ตํ่าและ
การระบายนาํ้ ไมดี และการสูญเสียพื้นที่นํ้าทวมขัง ตัวอยาง ไดแก การถมคลองเพื่อกอสรางที่อยูอาศัย รวมทั้ง
การบกุ รุกพ้ืนทช่ี ุมน้ํา เชน กว฿านพะเยา บึงบอระเพ็ด ทะเลสาบสงขลา และหนองหาร จังหวัดสกลนคร เพ่ือใช
ประโยชนแอยา งอ่ืน
3. เกิดมลพษิ ทางน้าและระบบนเิ วศถกู ทาลาย
โดยสวนใหญแลว น้ําจะเกิดการเนาเสียเพราะการเจือปนของอินทรียสาร สารพิษ ตะกอน ส่ิงปฏิกูล
และนํา้ มนั เช้ือเพลิงลงสูแหลงนาํ้ ซ่งึ มผี ลใหพ ชื และสตั วแนํ้าเปน็ อันตราย เชน การที่ปะการัง ตัวออนของสัตวแน้ํา
และปลาที่เลี้ยงตามชายฝ่ังบริเวณเกาะภูเก็ตตายหรือเจริญเติบโตผิดปกติ เพราะถูกตะกอนจากการทําเหมือง
แรทบั ถม ไปอุดตนั ชอ งเหงือกทาํ ใหไ ดรบั ออกซิเจนไมเ พียงพอ
4. แหล่งน้าตน้ื เขนิ
ดินและตะกอนดินที่ถูกชะลางลงสูแหลงนํ้านั้นทําใหแหลงนํ้าตื้นเขินและเกิดนํ้าทวมไดงาย ซ่ึงเป็น
อปุ สรรคตอ การเดินเรอื และยังเป็นผลเสยี ตอการดํารงชวี ติ ของสตั วนแ ้าํ โดยเฉพาะบรเิ วณอา วไทยตอนบน
โดยในแตละปีตะกอนดินถูกพัดพาไปทับถมกันมากถึงประมาณ 1.5 ลานตัน การสูบน้ําใตดินไปใชมากจน
แผน ดินทรดุ ตวั
ชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้ง 6 จังหวัดใชน้ําบาดาลจํานวนมาก เมื่อปี 2538 พบวาใช
ประมาณวันละ 1.5 ลานลูกบาศกแเมตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจใชประมาณวันละ 1.2 ลานลูกบาศกแ
เมตร ทาํ ใหดนิ ทรดุ ตวั ลงทีละนอย และทําใหเ กดิ น้าํ ทวมขงั ไดง ายข้ึน
4. ทรัพยากรดนิ
ปัญหาการใชท ีด่ ินไมเหมาะสม และไมค าํ นงึ ถึงผลกระทบตอ สิ่งแวดลอม ไดแก
1. การใชทดี่ นิ เพอื่ การเกษตรกรรมอยางไมถกู หลักวชิ าการ
2. ขาดการบาํ รุงรักษาดนิ
3. การปลอยใหผ วิ ดินปราศจากพชื ปกคลุม ทาํ ใหสญู เสียความชมุ ช้ืนในดิน
4. การเพาะปลูกท่ีทําใหดินเสีย
5. การใชปุยเคมแี ละยากาํ จัดศัตรูพชื เพอื่ เรง ผลิตผล ทาํ ใหด นิ เสื่อมคุณภาพและสารพษิ ตกคาง
อยูในดนิ
6. การบกุ รกุ เขาไปใชประโยชนแทีด่ ินในเขตปุาไมบ นพืน้ ทท่ี ี่มีความลาดชันสูง
7. รวมทง้ั ปญั หาการขยายตัวของเมอื งทร่ี ุกล้ําเขา ไปในพื้นท่เี กษตรกรรม และการนํามาใชเ ป็นทอ่ี ยู
อาศยั ที่ตงั้ โรงงานอตุ สาหกรรม
8. หรอื การเกบ็ ทดี่ นิ ไวเ พ่ือการเก็งกาํ ไร โดยมไิ ดม กี ารนํามาใชประโยชนแแตอ ยางใด นอกจากนี้
การเพม่ิ ขน้ึ ของประชากรประกอบกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ทําใหความตองการใช
ทด่ี ินเพอ่ื การขยายเมือง และอตุ สาหกรรมเพ่ิมจํานวนตามไปดวยอยา งรวดเร็ว โดยปราศจากการควบคุมการใช
59
ทีด่ นิ ภายในเมอื งใหเหมาะสม เป็นสาเหตุใหเกิดปัญหาส่ิงแวดลอมภายในเมือง หลายประการ เชน ปัญหาการ
ต้ังถิ่นฐาน ปัญหาแหลงเสื่อมโทรม ปัญหาการจราจร ปัญหาสาธารณสุข ปัญหาขยะมูลฝอย และการบริการ
สาธารณปู โภคไมเ พียงพอ
นอกจากนั้นปัญหาการพังทลายของดินและการสูญเสียหนาดินโดยธรรมชาติ เชน การชะลาง การกัดเซาะของนํ้า
และลม เป็นตน และท่ีสําคัญคือ ปัญหาจากการกระทําของมนุษยแ เชน การทําลายปุา เผาปุา การเพาะปลูกผิดวิธี
เป็นตน กอใหเกดิ การสูญเสียความอุดมสมบูรณแของดินทําใหใชประโยชนแจากที่ดินไดลดนอยลง ความสามารถ
ในการผลิตทางดานเกษตรลดนอยลงและยังทําใหเกิดการทับถมของตะกอนดินตามแมน้ําลําคลอง เข่ือน
อางเก็บนํ้า เป็นเหตุใหแหลงน้ําดังกลาวต้ืนเขิน รวมท้ังการที่ตะกอนดินอาจจะทับถมอยูในแหลงที่อยูอาศัย
และที่วางไขของสัตวแน้ํา อีกท้ังยังเป็นตัวกั้นแสงแดดที่จะสองลงสูพื้นน้ํา สิ่งเหลาน้ีลวนกอใหเกิดผลกระทบตอ
สง่ิ มีชวี ิตในน้ํา นอกจากนีป้ ัญหาความเสื่อมโทรมของดิน อันเน่ืองมาจากสาเหตุดั้งเดิมตามธรรมชาติ คือ การที่
มสี ารเป็นพษิ เกดิ ขึน้ มาพรอมกบั การเกดิ ดนิ เชน มโี ลหะหนัก มสี ารประกอบท่ีเปน็ พษิ ซงึ่ อาจทําใหด ินเค็ม
ดินดางดินเปร้ียวได โดยเฉพาะปัญหาการแพรกระจายของดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือการดําเนิน
กิจกรรมเพื่อใชประโยชนแจากท่ีดินอยางไมเหมาะสม และขาดการจัดการที่ดี เชน การสรางอางเก็บน้ํา
ในบรเิ วณทม่ี ีเกลือหินสะสมอยมู าก นา้ํ ในอางจะซึมลงไปละลายเกลือหินใตดิน แลวไหลกลับขึ้นสูผิวดินบริเวณ
รอบ ๆ การผลิตเกลือสินเธาวแในเชิงพาณิชยแ โดยการสูบน้ําเกลือใตดินขึ้นมาตมหรือตาก ทําใหปัญหาดินเค็ม
แพรขยายออกไปกวา งขวางยง่ิ ข้ึน ยงั มสี าเหตุท่เี กดิ จากสารพิษและสิ่งสกปรกจากภายนอกปะปนอยูในดิน เชน
ขยะจากบานเรอื น ของเสยี จากโรงงานอตุ สาหกรรม สารเคมีตกคางจากการใชปุยและยากําจัดศัตรูพืช เป็นตน
ลว นแตส งผลกระทบตอส่งิ แวดลอ ม และกอใหเกดิ การสูญเสยี ทางเศรษฐกิจ
60
5. สตั วป์ า่
สัตวป์ ่า
สาเหตปุ ญั หาของทรพั ยากรสัตวป์ า่ สาเหตขุ องการสญู พันธแุหรอื ลดจํานวนลงของสัตวปแ าุ มีดงั น้ี
1. การทาํ ลายทีอ่ ยอู าศัย การขยายพืน้ ทีเ่ พาะปลกู พ้นื ทอ่ี ยอู าศัยเพื่อการดํารงชีพของมนุษยแไดทําลาย
ทอ่ี ยอู าศัยและท่ีดาํ รงชีพ ของสตั วปแ ุาไปอยา งไมรูตัว
2. สภาพธรรมชาติ การลดลงหรือสญู พันธแุไปตามธรรมชาติ ของสัตวแปุา เน่ืองจากการปรับตัวของสัตวแ
ปุาใหเขากับ การดํารงชีวิตในสภาพแวดลอมท่ีเปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลา สัตวแปุาชนิดท่ีปรับตัวไดก็จะมีชีวิต
รอด หากปรับตวั ไมไ ดจะลม ตายไป ทาํ ใหม จี ํานวนลดลงและสูญพนั ธแใุ นท่ีสดุ
3. การลาโดยตรง โดยสัตวแปุาดวยกันเอง สัตวแปุาจะไมลดลงหรือสูญพันธแุอยางรวดเร็ว เชน เสือโครง
เสือดาว หมาไน หมาจ้ิงจอกลากวางและเกง ซ่ึงสัตวแที่ถูกลาสองชนิดนี้ อาจจะตายลงไปบางแตจะไมหมดไป
เสียทีเดียว เพราะในธรรมชาติแลวจะเกิดความ สมดุลอยูเสมอระหวางผูลาและผูถูกลา แตถาถูกลาโดยมนุษยแ
ไมว า จะเป็นการลาเพอื่ เป็นอาหาร เพอื่ การกีฬา หรือเพ่ืออาชพี สตั วปแ าุ จะลดลงจํานวนมาก
4. เนื่องจากสารพิษ เม่ือเกษตรกรใชสารเคมีในการเพาะปลูก เชน ยาปราบศัตรูพืชจะทําใหเกิด
สารพษิ ตกคางในสิง่ แวดลอม นอกจากน้ีการสาธารณสุขบางคร้งั จาํ เป็นตอ งกาํ จดั หนู และแมลงเชนกัน สารเคมี
ที่ใชในกิจกรรมตาง ๆ เหลาน้ี มีหลายชนิดท่ีมีพิษตกคาง ซ่ึงสัตวแปุา จะไดรับพิษตามหวงโซอาหาร ทําให
สารพิษไปสะสมในสตั วปแ าุ มาก หากสารพษิ มีจาํ นวนมากพออาจจะตายลงไดห รอื มผี ลตอ ลูกหลาน เชน รางกาย
ไมสมบูรณแ ไมสมประกอบ ประสิทธิภาพการใหกําเนิด หลานเหลนตอไปมีจํากัดข้ึน ในที่สุดจะมีปริมาณลดลง
และสญู พันธแไุ ป
5. การนําสตั วแจากถน่ิ อื่นเขา มา ตัวอยางน้ยี ังปรากฏไมเ ดน ชัดในประเทศไทย แตในบางประเทศจะพบ
ปัญหานี้ เชน การนําพังพอนเขาไปเพ่ือกําจัดหนู ตอมาเมื่อหนูมีจํานวนลดลงพังพอนกลับทําลายพืชผลท่ีปลูก
ไวแ ทน เป็นตน
61
6. มลพษิ ทางอากาศ
“มลพิษทางอากาศ” มลพิษทางอากาศเป็นปัญหาสําคัญปัญหาหนึ่งที่เกิดข้ึนในเขตเมือง โดยเฉพาะ
กรุงเทพมหานคร เน่ืองจากมลพิษทางอากาศกอใหเกิดผลกระทบดานสุขภาพอนามัย ไมวาจะเป็นดานกลิ่น
ความรําคาญ ตลอดจนผลกระทบตอสุขภาพที่เกี่ยวกับระบบการหายใจ หัวใจและปอด ดังน้ันการติดตามเฝูา
ระวังปรมิ าณมลพิษในบรรยากาศจึงเป็นภารกิจหน่ึงมี่มีความสําคัญ กรมควบคุมมลพิษเป็นหนวยงานที่ทําการ
ตรวจวัดคุณภาพอากาศมาอยางตอเน่ือง โดยทําการตรวจวัดมลพิษทางอากาศท่ีสําคัญ ไดแก ฝุนละออง
ขนาดเลก็ (ฝุนละอองขนาดไมเกิน 10 ไมครอน : PM-10) กา฿ ซซลั เฟอรแไดออกไซดแ (SO2) สารตะกวั่ (Pb)
ก฿าซคารบแ อนมอนอกไซดแ (CO) ไนไตรเจนไดออกไซดแ (NO2) และกา฿ ซโอโซน (O3)
สถานการณม์ ลพิษทางอากาศ
ผลจากการตรวจวัดคณุ ภาพอากาศในชว งเกอื บ 20 ปที ่ผี า นมาก พบวา คุณภาพทางอากาศในประเทศ
ไทยมคี ุณภาพดีขึ้น โดยพิจารณาไดจ ากคาสงู สุดของความเขมขนของสารมลพิษสวนใหญอยูในเกณฑแมาตรฐาน
ยกเวน ฝนุ ขนาดเลก็ และกา฿ ซโอโซน ทงั้ น้ีการทคี่ ณุ ภาพอากาศของประเทศไทยมีคุณภาพดีขึ้น มีสาเหตุมาจาก
62
การลดลงของปริมาณการใชเชอื้ เพลงิ ในชวงวิกฤติเศรษฐกิจและอีกสวนหนึ่งมาจากมาตรการของรัฐท่ีมีสวนทํา
ใหม ลพษิ ทางอากาศลดลง (ธนาคารโลก 2002) ซง่ึ ไดแก
การรณรงคใแ หใชรถจักรยานยนตแ 4 จังหวะแทนรถจกั รยานยนตแ 2 จงั หวะ เนือ่ งจากรถจักรยานยนตแ
2 จังหวะเป็นแหลงกําเนิดสําคัญของการปลอยฝุนละออกสูบรรยากาศ การปรับเปล่ียนมาใชรถจักรยานยนตแ
4 จงั หวะ จึงจะชวยใหมกี ารปลอยฝุนละอองสบู รรยากาศลดลง
การติดตั้งอุปกรณแกําจัดสารซัลเฟอรแ (Desulfurization) ในโรงไฟฟูาแมเมาะในปี พ.ศ.2535
เนอื่ งจากโรงไฟฟูาแมเมาะเป็นโรงไฟฟูาท่ีใชถานหินลิกไนตแเป็นเช้ือเพลิงเป็นแหลงกําเนิดสําคัญของการปลอย
ก฿าซซัลเฟอรแไดออกไซดแ ดังนั้นการติดตั้งอุปกรณแดังกลาวทําใหปริมาณก฿าซซัลเฟอรแไดออกไซดแในบรรยากาศ
ลดลงอยา งตอ เน่อื งจนอยใู นระดบั ท่ีต่ํากวา มาตรฐาน ตง้ั แตม กี ารตดิ ต้ังอุปกรณแกาํ จัดสารซัลเฟอรแ
การบงั คบั ใชอ ปุ กรณขแ จดั มลพิษในระบบไอเสียรถยนตแประเภท Catalytic converter ในรถยนตใแ หม
ในปี พ.ศ. 2536 เนือ่ งจากยานยนตแเปน็ แหลง กาํ เนดิ ก฿าซคารแบอนมอนอกไซดทแ ส่ี ําคญั สงผลใหระดับก฿าซ
คารบแ อนมอนอกไซดแลดลงจนอยใู นระดับทตี่ ่ํากวามาตรฐาน
การลดปริมาณสารตะกั่วในน้ํามัน โดยในปี พ.ศ. 2532 รัฐบาลไดมีมาตรการเร่ิมลดปริมาณตะกั่ว
ในนํ้ามันจาก 0.45 กรัมตอลิตรใหเหลือ 0.4 กรัมตอลิตร และในปี พ.ศ. 2535 ไดลดลงมาเหลือ 0.15 กรัม
ตอ ลติ ร จนกระท่งั ปลายปี พ.ศ. 2538 รัฐบาลไดยกเลิกการใชน้ํามันเบนซินที่มีสารตะก่ัว ทําใหระดับสารตะก่ัว
ลดลงอยางรวดเร็วจนอยูใ นระดับท่ตี ํา่ กวามาตรฐาน
ฝุนละอองขนาดเล็ก และกา฿ ซโอโซน ยงั เป็นสารมลพษิ ที่เป็นปัญหา ซึ่งถึงแมจะมีแนวโนมลดลงเชนกัน
แตมลพิษทั้ง 2 ตัวก็ยังสูงเกินมาตรฐาน ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะฝุนละอองมีแหลงกําเนิดหลากหลาย ทําใหการ
ออกมาตรการเพื่อลดฝุนละอองทําไดยาก โดยแหลงกําเนิดฝุนละอองท่ีสําคัญ ไดแก ยานพาหนะ ฝุนละออง
แขวนลอยคงคางในถนน ฝนุ จากการกอสรา ง และอตุ สาหกรรม สาํ หรับในพน้ื ทชี่ นบท แหลงกําเนดิ ฝนุ ละออง
ที่สําคัญ คือ การเผาไหมในภาคเกษตร ขณะที่ก฿าซโอโซนเป็นสารพิษทุติยภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาระหวาง
สารประกอบอินทรียแระเหยงาย (Volatile organic compound: VOC) และออกไซดแของไนโตรเจน โดยมี
ความรอนและแสงอาทิตยแเป็นตัวเรงปฏิกิริยา ทําใหก฿าซโอโซนมีปริมาณสูงสุดในชวงเที่ยงและบาย และถูก
กระแสลมพัดพาไปสะสมในบริเวณตางๆ ซึ่งจะเห็นไดวามีปัจจัยหลายปัจจัยท่ียากตอการควบคุมการเกิดของ
ก฿าซโอโซน ทําใหมาตรการตาง ๆ ท่ีกลาวมาของภาครัฐ ยังไมสามารถลดปริมาณก฿าซโอโซนลงใหอยูในเกณฑแ
มาตรฐานได
มลพิษทางอากาศมีแหลงกําเนิดมลพิษและผลกระทบตอสุขภาพอนามัยและส่ิงแวดลอมแตกตาง
และรุนแรงตา งกันไป ท้งั นสี้ ามารถสรุปได ดังตารางท่ี 1
63
ตารางท่ี 1 แหล่งกาเนดิ ท่ีสาคัญและผลกระทบของมลพษิ ทางอากาศ
มลพิษ แหลง่ กาเนิดท่ีสาคัญ ผลกระทบ
ฝนุ่ ละออง การเผาไหมของเครื่องยนตแดีเซล PM-10 มผี ลกระทบตอสุขภาพอนามยั
ไมเ่ กนิ 10 ไมครอน ฝุนละออง แขวนลอยคงคา ง ของคนอยางสูงเพราะมีขนาดเลก็
(PM-10) ในถนน ฝนุ จากการกอ สรา ง จงึ สามารถแทรกตัวเขา ไปในปอดได
และจากอุตสาหกรรม
กา๊ ชซัลเฟอร์ การเผาไหมเช้ือเพลงิ ทม่ี ี การสะสมของ SO2 จาํ นวนมาก
ไดออกไซด์ ซัลเฟอรเแ ป็นองคปแ ระกอบ อาจทําใหเ ป็นโรคหอบหดื หรือ
(SO2 ) ซึ่งสว นใหญ คือ ถานหนิ และ มีปัญหาเกยี่ วกับระบบทางเดินหายใจ
นํ้ามันและอาจเกิดจาก นอกจากนก้ี ารรวมตวั กัน ระหวาง SO2
สารตะก่ัว กระบวนการทางอตุ สาหกรรม และ NO2 เปน็ สาเหตุสําคัญที่กอ ใหเกดิ
(Pb) บางชนิด ฝนกรด (acid rain) ซ่ึงทาํ ใหเ กดิ ดิน
เปรยี้ ว และทาํ ใหน ํา้ ในแหลงนํา้
กา๊ ชคารบ์ อนได ธรรมชาติตาง ๆ มสี ภาพเปน็ กรด
ออกไซด์
(CO) การเผาไหม alkyl lead ที่ผสม สารตะกัว่ เป็นสารอันตรายท่ีสงผล
อยูใ นนํา้ มันเบนซิน ทําลายสมอง ไต โลหติ ระบบประสาท
ไนโตรเจนออกไซด์ สว นกลาง และระบบสืบพนั ธแุ โดยเด็ก
NO2 ทีไ่ ดรับสารตะกั่วในระดบั สูงอาจมี
พัฒนาการรับรูช ากวา ปกติ และ
การเจริญเตบิ โตลดลง
การเผาไหมของน้ํามนั ท่ีไม CO จะเขาไปขัดขวางปรมิ าณก฿าซ
สมบรู ณแ ออกซิเจน (O2) ที่รา งกาย จาํ เป็นตอ ง
ใช ดังน้นั ผทู ีม่ อี าการโรคระบบหัวใจ
และหลอดเลือดจึงมีความเสย่ี งสูงจน
อาจถึงแกชวี ิตได ถาไดร บั CO
ในระดบั สงู
การเผาไหมเช้ือเพลิงฟอสซิล การรับ NO2 ในระดบั ตํ่าอาจทําให
และยังมบี ทบาทสําคญั ในการ คนทีม่ โี รคระบบทางเดนิ หายใจ
กอตวั ของ O3 และฝุนละออง มคี วามผดิ ปกติของปอด และอาจเพ่ิม
การเจ็บปวุ ยของโรคระบบ ทางเดิน
หายใจในเดก็ ขณะทก่ี ารรบั No2
เป็นเวลานานอาจเพิ่มความไวท่จี ะติด
เช้ือโรคระบบทางเดนิ หายใจและทาํ ให
64
มลพิษ แหล่งกาเนิดทสี่ าคญั ผลกระทบ
ปอดมีความผิดปกติอยา งถาวร
กา๊ ชโอโซน การทาํ ปฏิกิริยาระหวา ง O.3 อาจทําใหเกิดอนั ตรายเฉียบพลนั
O3 สารประกอบอินทรยี แระเหยงาย ตอสุขภาพ เชน ความระคายเคอื งตอ
(Volatileorganic สายตา จมูก คอ ทรวงอก หรอื อาการ
compound: VOC) และ ไอ ปวดหวั นอกจากนย้ี ังอาจทาํ ให
ออกไซดขแ อง ไนโตรเจนโดยมี ผลผลิตทางการเกษตรตํ่าลง
ความรอนและแสงอาทิตยเแ ป็น
ตัวเรงปฏิกิรยิ า
ท่มี า : ธนาคารโลก 2002.
กิจกรรมบทท่ี 4 เร่ือง การทาลายทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม
กิจกรรมท่ี 1 ผูเรียนคิดวาในชุมชนเกิดปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมในดานใดบาง
ใหเลือก 1 ปัญหา แลววิเคราะหแหาสาเหตุของการเกิดปัญหาและหาสาเหตุของการเกิดปัญหาและหาแนว
ทางแกไ ข
กิจกรรมท่ี 2 ใหผูเรียนศึกษาผลกระทบจากการสรางเขื่อนขนาดใหญตอการเปล่ียนแปลงทาง
ธรรมชาติ และจดั ทํารายงาน
กิจกรรมท่ี 3 จงเลือกคาตอบท่ีถูกต้องท่สี ุดเพยี งคาตอบเดียว
1. ปัญหาการจราจรตดิ ขัดตามเมอื งใหญ ๆ นอกจากจะทาํ ใหเกิดผลเสยี ทางเศรษฐกจิ แลว ยังจะทาํ ให
เกดิ ผลเสียทางใดอกี
ก. ทาํ ใหค นฝาุ ฝืนกฎหมาย ข. ทาํ ใหสงิ่ แวดลอมเป็นพิษ
ค. ทําใหรถยนตแเส่อื มสภาพเร็ว ง. ทําใหสญู เสยี เวลาไปโดยเปลาประโยชนแ
2. เราจะแกอ ากาศเป็นพษิ อยางเชนในกรงุ เทพฯ โดยวิธใี ดจงึ จะดที ีส่ ุด
ก. ลดจํานวนรถยนตแลง ข. ไมสง เสยี งดงั ในโรงภาพยนตรแ
ข. ปลูกตน ไมใหมาก ง. ขยายเขตเมืองใหกวางออกไปอีก
3. การปูองกนั ไมใหเ กิดปัญหามลพิษ ควรปฏิบัตอิ ยางไร
ก. ไมสบู บุหรใ่ี นทส่ี าธารณะ
65
ข. ไมสง เสียงดังในโรงภาพยนตรแ
ค. ขามถนนตรงทางมาลายหรอื สะพานลอย
ง. ติดตงั้ ระบบปอู งกนั ไอเสียในรถยนตแ
4. ประเทศไทยขาดดุลการคา กับตา งประเทศ เพราะเหตใุ ด
ก. สินคา มจี ํานวนนอยกวาเปูาหมาย
ข. ปรมิ าณการผลิตสนิ คานอ ยลง
ค. ไมส นบั สนุนใหเ อกชนสง สนิ คา ออก
ง. มูลคาราคาสินคา สงออกนอ ยกวา มูลคา สนิ คา นาํ เขา
5. สาเหตอุ ะไรท่ีทาํ ใหฝนมีสภาพเปน็ กรด
ก. กา฿ ซทีม่ อี อกไซดแเป็นตัวประกอบ ข. ซลั เฟอรแไดออกไซดแ
ข. ออกไซดแของไนโตรเจน ง. คารแบอนมอนนอกไซดแ
6. มลภาวะเป็นพษิ ทเี่ กิดผลกระทบตอ ระบบนเิ วศหมายถงึ
ก. ออกซเิ จนในอากาศมปี ริมาณเพ่มิ ขนึ้
ข. คารบแ อนไดออกไซดใแ นอากาศมปี รมิ าณเพิ่มข้ึน
ค. ออกซิเจนในอากาศมีปรมิ าณเทาเดมิ
ง. คารแบอนไดออกไซดใแ นอากาศมีปริมาณนอยลง
7. ขอใดไมใชป ัญหาการสน้ิ เปลืองพลงั งานอนั เกดิ จากปัญหาทรัพยากรและสิง่ แวดลอม
ก. ปัญหาการขาดแคลนน้าํ ใช ข. ปญั หาน้ําทวมกรงุ เทพฯ
ค. ปัญหาการจราจรตดิ ขดั ง. ปญั หาการศึกษา
8. ขอใดเปน็ การใชพ ลงั งานเพ่ือปูองกันและแกไขปัญหาทรัพยากรและส่งิ แวดลอม
ก. การทิง้ ขยะมูลฝอย ข. การปลอ ยน้าํ เสยี
ค. การคุมกําเนิดของประชากร ง. การควบคมุ หรือปูองกนั อากาศเสีย
66
เรือ่ งท่ี 5 แนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาการทาลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ
ส่งิ แวดล้อม โดยประชาชน ชมุ ชน องค์กร ภาครฐั ภาคเอกชน
แนวคดิ ในการอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
1. การอนุรักษแทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การรูจักใชทรัพยากรธรรมชาติอยางชาญฉลาด เพื่อให
เกิดประโยชนสแ ูงสุดตอ ประชาชนโดยทัว่ ถึงกนั ใชไดอยา งยาวนาน
2. การอนุรักษแทรัพยากรธรรมชาติเก่ียวของกับประชาชนทุกคน รวมท้ังชุมชน องคแกรภาครัฐและ
ภาคเอกชน
3. การอนุรกั ษแหรือการจดั การทรัพยากร ตอ งคาํ นึงทรพั ยากรอยางอ่นื ในเวลาเดยี วกนั ดว ย
เพราะทรัพยากรทุกอยางมสี ว นเกีย่ วของและสัมพนั ธกแ ัน
4. ในการวางแผนการจัดการทรัพยากร ตองไมแยกมนุษยแออกจากสภาพแวดลอม ทางสังคมหรือ
วัฒนธรรมหรอื สภาพแวดลอ มตามธรรมชาติ
5. ผูใชท รพั ยากรธรรมชาติตองตระหนกั ถึงความสาํ คญั ของทรัพยากรนนั้ ๆ และใชอยางชาญฉลาด
ใหเกดิ ผลดกี บั ทกุ ดาน
6. การอนุรกั ษแทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม นอกจากเพ่ือการกินดีอยูดีแลวจําเป็นตองอนุรักษแ
เพ่อื ความสวยงามของธรรมชาตดิ วย
การอนุรักษป์ ่าไม้
1. กาํ หนดนโยบายปุาไมแ หงชาตเิ พือ่ เปน็ แนวทางในการจัดการและพฒั นาปุาไมใ นระยะยาว
2. การปลูกปุาสงวน รวมทั้งทํานุบํารุงดูแล โดยใหประชาชน และชุมชนมีสวนรวมในการรักษาดูแล
ปุาไม
3. สรางจติ สํานกึ ใหประชาชนทุกคนไดร ูค ณุ คา ของปุาไม และผลกระทบทเ่ี กดิ จากการตดั ไมท าํ ลายปุา
การอนุรักษ์ทรัพยากรดิน เป็นวิธีการปูองกันเริ่มแรกท่ีดีท่ีสุด ท่ีจะทําใหมนุษยแไดใชประโยชนแของดิน
อยางยาวนาน ซึ่งสามารถทําได ดังน้ี
1. ปรับสภาพดนิ หรอื ปลูกพืชทส่ี ามารถปูองกนั การทะลาย การชะลาง และการกัดเซาะ
2. ปกคลุมดนิ ใหพ น จากการกระทบของฝนและลม
3. การไถพรวนดินใหถ กู ตอง
4. ใชป ระโยชนใแ หเ หมาะสมกบั ลกั ษณะดนิ
การอนุรักษท์ รพั ยากรนา้ วธิ กี ารอนรุ กั ษแทรพั ยากรน้ํา สามารถแกไดที่ตวั ตนเหตุ ซึ่งก็คอื มนุษยแ
1. ไมท ้ิงเศษขยะมลู ฝอย ส่งิ สกปรกโสโครก ลงไปในแมน้ํา ลาํ คลอง
2. ควรมมี าตรการหามไมใ หโรงงานอุตสาหกรรมทิ้งน้าํ เสียลงในแมน า้ํ
3. ประชาชนทุกชมุ ชน องคกแ รภาครฐั และเอกชนทุกหนวยงาน ตอ งชว ยกันรกั ษาตนน้ําลาํ ธาร
การอนุรักษ์สัตว์ป่า สัตวแเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถทําใหเพ่ิมจํานวนมากขึ้นได แตถาหาก
สัตวแปุา ชนิดใดสูญพันธแุ ไปแลว จะไมสามารถสรางพันธุแของสัตวแปุาชนิดนั้น ข้ึนมา ไดอีก การอนุรักษแสัตวแปุา
จงึ ควรมีหลัก ดงั น้ี
1. การใชก ฎหมายควบคุม เป็นการอนุรักษแสัตวแปุาทางตรง มีการปูองกันและปราบปราม ผูกระทําผิด
พระราชบัญญัตสิ งวน และคมุ ครองสัตวปแ าุ อยา งเขมงวด
67
2. การสงวนแหลงท่ีอยู อาศัยของสัตวแปุา หมายถึงการปูองกันรักษาปุาไม ที่จัดเป็นเขตรักษาพันธแุ
สตั วปแ ุา เขตปุาในอทุ ยานแหงชาติ เขตวนอุทยานตองมกี ารปูองกนั บํารงุ รกั ษา และการปลูกพนั ธไแุ มข น้ึ มาใหม
3. การเพาะพันธแุเพ่ิม เชน ตามสวนสัตวแตาง ๆ เขตรักษาพันธุแสัตวแหลายแหง เล้ียงสัตวแบางชนิดไวใน
กรงเพื่อเพาะพนั ธุเแ พ่ิม เม่อื มีมากแออัด จึงนาํ สัตวบแ างชนดิ ไปปลอ ยไวใ นปาุ เปิด ของอุทยานแหงชาติ
4. การคนควา วจิ ยั ทางวชิ าการ ถือไดวา เปน็ พืน้ ฐานของการจัดการสตั วปแ าุ ใหมจี ํานวนเพ่ิมข้ึนในระดับ
ท่พี อเหมาะกับอาหารและทห่ี ลบภัยในทองทีน่ น้ั ๆ
5. การใชประโยชนจแ ากสตั วตแ ามหลักการอนุรักษแทรัพยากร โดยไมเก็บทรัพยากรไว รูจักนําทรัพยากร
นั้น ๆ มาใชใหเป็นประโยชนแมากท่ีสุด เชน จัดเป็นแหลงเรียนรู จัดสถานที่ชมสัตวแปุา จัดสวนสัตวแใหเป็นที่
พกั ผอ นหยอ นใจแกมนุษยแ เปน็ ตน
การอนุรกั ษ์ทรพั ยากรแร่ธาตุ
1. กาํ หนดแผนการใชท รัพยากรแรเ พ่ือใหก ารบรหิ ารทรัพยากรแรเป็นไปอยา งตอเนอื่ ง
2. วางแผนการนาํ แรมาใชประโยชนอแ ยางมปี ระสทิ ธิภาพ ไมท าํ ลายส่ิงแวดลอมตามธรรมชาติ
3. สง เสรมิ ใหมีการใชท รัพยากรแรใ หม ากทส่ี ดุ และครบวงจร ตัวอยางคือมีการนําแรธาตุที่ใชแลวมาใช
ใหม เชน เหลก็ รวมทง้ั ใหร ัฐเขา มามีบทบาทในการควบคุมกลไกการผลติ
แนวทางแกไ้ ขปัญหาวิกฤตการณส์ ง่ิ แวดล้อม
ปัญหาสิง่ แวดลอม เปน็ ปัญหาของทุกคนในสังคม เพราะจะมีผลกระทบตอทุกคนท่ีอยูรวมกัน ท้ังเรื่อง
มลพิษทางอากาศ ทางนํา้ หรอื ขยะมูลฝอย โดยมแี นวทางการแกไ ข ดังนี้
แนวทางการแก้ไขมลพษิ ทางอากาศ
มลพิษทางอากาศสวนใหญจะเกิดในชุมชนขนาดใหญ เน่ืองจากมีประชากรอาศัยอยูมาก สาเหตุเกิด
จาก ควนั พิษจากรถยนตแ และจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมแี นวทางแกไขปัญหา ดงั ตอ ไปน้ี
1. จัดหาและพัฒนาระบบการตรวจคุณภาพในอากาศ ใหสามารถวิเคราะหแปริมาณมลพิษทางอากาศ
ชนิดตาง ๆ เพือ่ ประเมินคุณภาพในอากาศ
2. หาทางลดปรมิ าณสารมลพษิ ทางอากาศจากแหลงกําเนิด เพ่ือใหสามารถควบคุมและรักษาคุณภาพ
อากาศใหไ ดต ามมาตรฐาน
3. กระตุนใหผูใชร ถยนตแใหค วามสาํ คญั ในการดูแลรกั ษาเคร่ืองยนตแใหอยูใ นสภาพดีเพ่ือลดควันดํา
4. ออกมาตรการตรวจสอบและตรวจจับรถยนตแที่มคี วนั ดาํ
5. รณรงคใแ หผ ขู ับข่รี ถยนตมแ วี นิ ยั และเคารพในกฎจราจร
แนวทางการแก้ไขมลพิษทางน้า
1. รณรงคใแ หประชาชนใชน ้ําอยา งประหยัด
2. มกี ารจดั การน้ําแบบบูรณาการใหม ีประสิทธิภาพเพื่อเกดิ ประโยชนสแ ูงสดุ
3. มีมาตรการทเ่ี ขม งวดในการควบคมุ น้ําที่ออกจากโรงงานอุตสาหกรรม
4. ปรบั ปรุงทอ นํ้าท้ิง ไมใหบ านเรือนทิง้ นํ้าใชแลว สแู มนํ้าลําคลอง
แนวทางการแกไ้ ขขยะมูลฝอย
1. หลีกเล่ียงการใชโฟมหรือพลาสติก
2. ซอ มแซมแกไ ขเครอื่ งใชท ีช่ ํารุดใหน ํากลับมาใชใหมแทนการท้งิ เปน็ ขยะ
3. ควรนําวัสดุทใี่ ชแลว เชน กระดาษ แกว พลาสตกิ มาแปรรปู กลบั มาใชไ ดใหม
4. นาํ ของท่ใี ชแ ลว บางชนิดมาดดั แปลงใชใหมใ หเกดิ ประโยชนแ
68
5. ควรแยกขยะตามประเภท เชน ขยะเปยี ก ขยะแหง ขวดพลาสติก ฯลฯ
ในการปอู งกนั แกไขปัญหาการทําลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ มนน้ั ไมเพียงแตประชาชน
ทุกคนเทา น้นั แตชุมชน องคกแ รภาครัฐ และภาคเอกชนจะตองรวมมือรวมใจกันเพ่ือการพัฒนาและการอนุรักษแ
ทย่ี งั่ ยืน
กจิ กรรมที่ 4 แนวทางการปอ้ งกันแก้ไขปัญหาการทาลายทรพั ยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม โดยประชาชน ชุมชน องคก์ รภาครฐั ภาคเอกชน
1. เหตุใดจงึ กลา ววา “มนษุ ย”แ คอื ตวั การสาํ คญั ทเ่ี ป็นผทู าํ ลายทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ ม
............................................................................................................................................................... ...............
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................... .........................
..............................................................................................................................................................................
2. ในชุมชนที่ผูเรียนอาศัยอยู มีทรัพยากรชนิดใดมากท่ีสุด ผูเรียนจะมีวิธีชวยอนุรักษแทรัพยากร
ชนดิ นน้ั ไดอ ยางอยา งไรบาง
1. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................
2. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................
3. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................
4. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................
บรรณานุกรม
การศกึ ษาทางไกล, สถาบัน, กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน. 2546. ชุดการเรียนทางไกล
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หมวดวิชาพัฒนาสงั คมและชมุ ชน. กรงุ เทพฯ :
โรงพิมพ์ครุ สุ ภาลาดพรา้ ว.
โกเมน จิรัฐกลุ , รศ.ดร.และเสรี ลลี าลยั , รศ. หนงั สอื เรียน ส.504 สังคมศกึ ษา ชัน้ มัธยมศึกษา
ปที ี่ 5. กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานชิ จากัด
คณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร. (พ.ศ. 2553). หนังสือเรียน รายวิชาพืน้ ฐาน
ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 เลม่ 1 ประวตั ศิ าสตรไ์ ทย. กรงุ เทพมหานคร : สกสค. ลาดพรา้ ว.
คิม ไชยแสนสุข, รศ. และศนั สนยี ์ วรรณากรู . 2545. ชุดปฏิรูปการเรียนร้หู ลักสูตรการศึกษา
ขัน้ พ้ืนฐาน พ.ศ. 2544 กลุม่ สาระการเรียนรู้ สว่ นศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ช่วงชน้ั ที่ 4 สาระ 3 เศรษฐศาสตร์. กรุงเทพฯ : สานักพมิ พป์ ระสานมิตร.
ญาดา ประภาพันธ.์ (2548). ระบบภาษนี ายอากร. กรุงเทพมหานคร : บริษทั เคล็ดไทย จากดั .
ดนัย ไชยโยธา. (2550). ประวตั ศิ าสตรแ์ ละวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์
ธนาคารกรุงเทพ. ลกั ษณะไทย อิเล็กทรอนิกส์. http://laksanathai.com.book two,/poois.aspx สบื คน้
วันที่ 27 สิงหาคม 2557.
นามานุกรมพระมหากษตั ริยไ์ ทย กรงุ เทพ มูลนิธสิ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดา. (2554). กรุงเทพมหานคร :
ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั .
ประเวศ วะสี. 2544. เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม : แนวทางผลิตฟ้ืนฟูเศรษฐกิจสังคม.
กรงุ เทพฯ : พิมพด์ ี
ปิยพร บญุ เพญ็ . หลักเศรษฐศาสตร์ 3200–0101, 05-110-103. กรงุ เทพฯ :
บริษัท บณั ฑติ สาสน์ จากัด. มปป.
พรรณภิ า ศรสี ุข และผุดผ่อง ปติฐพร. พฒั นาสงั คมและชมุ ชน. กรุงเทพ : บรษิ ัท บางกอก-
บ๊คุ ส์แอนด์มีเดยี จากดั . 2548.
พระราชพงศาวดารกรุงเกา่ ฉบบั หลวงประเสรฐิ และประชุมพงศาวดาร ภาคท่ี 63. (2545).
กรุงเทพมหานคร : บริษัทดา่ นสทุ ธาการพมิ พ.์
ไพฑรู ย์ พงศะบตุ ร และวันชัย ศริ ิรตั น.์ หนังสือเรยี นสังคมศึกษา ส. 504 สังคมศกึ ษา
ช้ันมธั ยมศึกษา ปที ี่ 5. กรงุ เทพมหานคร : บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชย์ จากัด 2537.
มานติ กิตตจิ งู จติ และสรุ พล เอี่ยมอทู่ รพั ย,์ สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม.
กรุงเทพฯ : แสงจนั ทรก์ ารพมิ พ์, ปป.
วไิ ล ทรงโดม , พฒั นาสงั คมและชุมชน. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั สามเจริญพาณิชย,์ 2548
ศิลาจารึกสโุ ขทยั หลกั ท่ี 1 จารกึ พอ่ ขนุ รามคาแหง. (2520). กรุงเทพมหานคร : หอสมดุ แหง่ ชาติ
กรมศิลปากร.
ศุภรตั น์ เกษมศรี ม.ร.ว.; พลตรี. การศกึ ษาประวตั ิศาสตรไ์ ทยเชงิ วเิ คราะห์ : สถาบนั พระมหากษตั รยิ ใ์ น
บรบิ ทสังคมไทย ปาฐกถาชดุ “สิรินธร” ครั้งที่ 28. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
สมชาย ภคภาสน์ววิ ัฒน์. การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ . วารสารเอเชียปริทศั น์. ปีท่ี 15 ฉบับท่ี 1
(ประจาเดือนมกราคม –เมษายน 2537) : 1-7
สถาบนั การศกึ ษาทางไกล ชุดการเรียนทางไกล หมวดวชิ าพฒั นาสังคมและชมุ ชน
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 2548.
อภินนั ท์ จันตะนี. เอกสารคาสอนเศรษฐศาสตร์ มหภาค 1 . ภาคงชิ าเศรษฐศาสตร์
คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฎพระนครศรอี ยุธยา. กรุงเทพฯ : พทิ ักษอ์ กั ษร. 2541.
อภนิ ันท์ จนั ตะนี และชัยยศ ผลวฒั นา. ระบบเศรษฐกจิ ไทยและการสหกรณ์.
กรุงเทพฯ : สานักพมิ พพ์ ิทกั ษอ์ กั ษร. 2538.
http : //rirs3.royin.go.th/dictionary.asp
http://st. mengrai.ac.th/users/doremon/03_SURAPONG/09.htm
http://st. mengrai.ac.th/users/doremon/03_SURAPONG/20.htm
http://st. mengrai.ac.th/users/doremon/03_SURAPONG/05.htm
http://seas.art.tu.ac.th/6tula.htm
http://th.wikipedia.orq/wiki%EO%B8%9B%E0%B8%A3%E0%b8%B0%E0%...
http://www.thaigoodview.com/node/16621
http://www.parliament.go.th/parcy/889.0.htm
file://C:\DOCUME 1\ADMINI 1\LOCALS 1\Temp\1I2k4IKW.htm
http://dek-d.com/board/view.php?id = 663147
http://www.kr.ac.th/ebook/saiyud/b1.htm
http://www. Pathumthani.go.th/webkm/km. file / lefe –l – k .ppt#256,)
http://sujitwongtheg.com.book two,/poois.aspx เข้าถึงวนั ท่ี 27 สงิ หาคม 2557.