ช่วงตลอดเวลาทเี่ รียน ครูจะคอยสังเกตดจู ากสีหน้าท่าทาง หรอื แม้แต่บางทีเขากจ็ ะ
พดู ออกมา ถา้ เพื่อนเขาว่าอย่างนค้ี ือยงั ไง คืออะไร แลว้ ส่งิ ท่ีมนั แตกต่างเขาจะสังเกตเพ่ือนๆ
คนที่ตอบได้ว่าเขาตอบยังไง ความเปน็ ภาษาองั กฤษท้งั คาบ มันไม่ได้ไปเรว็ มีเทคนคิ วิธกี ารใช้
ภาษาองั กฤษในลักษณะที่มีทา่ ทางประกอบ ถือว่าสาเรจ็ ระดับหนึ่ง เขาจะรูแ้ ล้วก็ไดย้ ินด้วย
โดยท่ีเขาไม่ต้องแปลภาษาอังกฤษ เรียนรู้คาเป็นภาษาอังกฤษที่งา่ ยๆ ส้ันๆ แล้วครูจะ
พยายามสังเกตวา่ เด็กคนไหนสามารถเรียนรู้ได้ คนที่อาจจะช้าเราก็สังเกตได้ ก็กระตนุ้ เขา
พยายามเข้าใจ ในสว่ นที่เขาไมไ่ ด้นี้ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มคี วามสามารถในภาษา เขาอาจจะ
เรียนรใู้ นคร้ังถดั ไป ครูก็ตอ้ งทราบว่าเขาได้หรือไมไ่ ด้
ครูผสู้ อนมองว่าประสบความสาเรจ็ ในการสอนตามวัตถปุ ระสงค์ของแผน อาจมี
นกั เรียนบางคนท่ีต้องดูแลเป็นพิเศษ เขาไมเ่ คยพูดไม่ใช่เฉพาะในอังกฤษ เขาไม่เคยพูดเลย
หรอื อยา่ งไรกต็ ามเขาจะไมส่ นใจทจี่ ะพูดเลยเพราะว่าเขาอาจจะไม่เข้าใจครู ด้วยความไม่กล้า
หรอื อะไร แต่ครูก็จะดูแลเป็นพิเศษมากกว่าคนอน่ื เขาสามารถพดู แล้วก็พูดคยุ อย่างมีความ
มั่นใจกับเพือ่ นโดยพดู เปน็ ภาษาองั กฤษได้
คณุ ครูนฤมล แถวทิม เป็นผู้รว่ มสังเกตชัน้ เรียนน้ีด้วย เห็นว่านักเรยี นสามารถทา
ความเข้าใจประโยคได้จากประโยคของครผู ู้สอนและนักเรียน สามารถทาให้เป็นประโยคท่ี
สมบรู ณ์ ชั้นเรียนบรรลุวตั ถุประสงคต์ ามรูปแบบกาหนดไวใ้ นแผน อาจจะยังไมถ่ ึงขนั้ สูง
สุดแตส่ ่งิ ท่ีนักเรยี นไดใ้ ชภ้ าษาในหอ้ งและทกุ คนได้ร่วมกิจกรรมมกี ารถือวา่ ประสบผลสาเรจ็
คณุ ครูฉัตรชยั ลีเลศิ ได้เสริมดว้ ยว่านกั เรียนสามารถอ่านเขยี นภาษาอังกฤษได้ ซึ่ง
เดมิ ใชว้ ิธกี ารสอนแบบบรรยายแลว้ กใ็ ห้นกั เรยี นทาใบงานมากกว่า แตพ่ อไดใ้ ชน้ วตั กรรมกจ็ ะ
มีการผลิตสอ่ื ที่มสี ีสันเต็มกระดาน ตามลาดับของวธิ ีการแบบเปิด โดยทไ่ี ม่บอก อันนก้ี เ็ ปน็ สิ่ง
ใหม่ทคี่ รูนามาใช้ ชว่ ยใหน้ ักเรียนเรียนรู้ได้ ไม่มีการตัดสนิ วา่ ใครถกู ใครผิด ทาใหน้ ักเรียน
สามารถพดู ภาษาอังกฤษเปน็ ประโยคง่ายๆ และกล้าท่ีจะพูดออกไป การใชภ้ าษาอังกฤษทั้ง
คาบจะไมใ่ ช้ภาษาไทยเลยแม้แตค่ าเดียว นกั เรยี นกจ็ ะไมต่ ้องรอวา่ ครูจะต้องพดู อะไร จุดนี้ก็
ถือว่าบรรลุเป้าหมายของคุณครูวา่ เป็นภาษาองั กฤษมาจากพัฒนาการคิดของนักเรียน ครู
สามารถสังเกตได้ว่านกั เรยี นพัฒนาตรงไหนไดบ้ า้ ง สาหรบั การพัฒนาที่ผา่ นมา เหน็ วา่ มีการ
พัฒนาค่อนขา้ งมาก นักเรียนได้มีส่วนร่วมมากขนึ้ นักเรยี นกล้าพูด และสามารถพดู ได้จาก
การฝกึ ฝนต่อเน่ือง นกั เรียนเป็นนักแก้ปญั หา มคี วามสุขท่ีจะไดเ้ รียนในคาบเรียน เพราะว่า
เป็นภาพต่างๆ มีสอื่ ตา่ งๆ ท่ีน่าสนใจ มีกิจกรรมที่ชวนใหส้ นุก
69
กำรวิจยั ในชนั้ เรียนด้วยนวตั กรรมกำรศึกษำชนั้ เรียน
(Lesson Study) และวิธีกำรแบบเปิ ด (Open Approach)
ในภำคปฏิบตั ิ
70
การศึกษาความสามารถในการโตแ้ ยง้ ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรยี น
ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 การจัดกจิ กรรมการเรียนร้ดู ว้ ยวิธีการแบบเปดิ
ทถ่ี ูกพฒั นาโดยกระบวนการศกึ ษาช้นั เรียน
พิมพ์พไิ ล ผางหลา้ 1
จิรดาวรรณ หนั ตุลา2
บุศรัตน์ สงกาง3
บทคดั ย่อ
การวจิ ัยครง้ั น้ีมีวัตถุประสงค์เพอื่ ใช้กระบวนการศกึ ษาชนั้ เรียนพฒั นากจิ กรรมการ
เรียนรู้แบบเปิดท่ีเน้นการโต้แย้งทางวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6 และ
ศึกษาการโตแ้ ย้งทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรู้
ด้วยวิธีการแบบเปดิ ซึ่งใชร้ ูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นคูคาพทิ ยาสรรพ์ ภาคเรยี นที 1 ปกี ารศึกษา 2564 เครื่องมอื ท่ีใช้
ในการวิจัย ได้แก่ กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยวิธีการแบบเปดิ 3 กิจกรรม แบบสังเกตการจัดการ
เรียนรู้ และแบบวัดการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ท่ีปรับปรุงตามแนวคิด Lin & Mintzes
(2010) รวมถึงการบันทกึ วิดีทศั น์การจัดการเรียนรู้ในช้ันเรยี นแลว้ นามาถอดคาพดู แนวคิด
นกั เรียนทเี่ กดิ ในชัน้ เรยี นและการสัมภาษณ์นักเรียนเพิ่มเติม
คาสาคัญ : การโต้แย้งทางวทิ ยาศาสตร์ วิธีการแบบเปดิ และการศึกษาชัน้ เรียน
1 นักศกึ ษาสาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร์ศึกษา มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่
2 อาจารยป์ ระจาสาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์ศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่
3 ครผู ้สู อนโรงเรียนคคู าพิทยาสรรพ์
71
วัตถปุ ระสงค์การวิจัย
เพอื่ ใชก้ ระบวนการศกึ ษาชั้นเรียนพฒั นากจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยวธิ กี ารแบบเปิดท่ี
เนน้ การโต้แยง้ ทางวทิ ยาศาสตร์ ของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6
การดาเนินการวจิ ัย
ทีมวิจัยในชั้นเรยี นดาเนินการวิจยั ภายใต้กรอบแนวความคิดการจัดการเรียน
การสอนด้วยนวตั กรรมการศกึ ษาชั้นเรียนและวธิ กี ารแบบเปิด โดยมวี งจรการพัฒนาบทเรียน
ดงั นี้
ทมี การศึกษาช้ันเรียนรว่ มกันออกแบบบทเรียนตามกรอบแนวคิดข้างต้น ด้วย
การกาหนดสถานการณ์ปัญหา และได้ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ ดังภาพตัวอย่าง
แผนการจดั การเรยี นรู้
72
73
ผลการวิจัย
จ า กกา ร ใช้กร ะ บวน กา ร ศึกษา ชั้น เรียน ทา ให้ ได้กิจ ก ร ร มกา ร เรียน รู้
แบบเปดิ ท่เี นน้ การโต้แยง้ ทางวิทยาศาสตร์ 3 กจิ กรรม ได้แก่ (1) การแยกของแขง็ ในสารเน้ือ
ผสม นกั เรียนเกิดการโตแ้ ยง้ ว่าวธิ ีการทด่ี ีท่สี ุดที่จะแยกข้าว แกลบและรา ออกจากกัน (2)
ของแขง็ กับของเหลวในสารเน้อื ผสม นกั เรียนเกดิ การโต้แยง้ วา่ วิธกี ารที่ดีที่สุดท่ีจะน้าใหน้ ้า
คลองที่ขนุ่ เป็นน้าประปาใสได้ คือวิธกี ารใด และ (3) การแยกสารแม่เหลก็ ในสารเน้อื ผสม
นักเรียนเกดิ การโตแ้ ยง้ วา่ วธิ ีการทดี่ ีทส่ี ดุ ท่ีจะเอาเศษโลหะต่าง ๆ ท่ปี นอยูท่ รายออกได้อย่างไร
ซ่ึงแตล่ ะกิจกรรมนักเรียนได้ออกแบบวธิ ีการหลากหลายเพ่ือท่จี ะหาวิธกี ารทีด่ ีที่สุดในการแยก
สาร นาผลการออกแบบและทดลองที่นักเรียนได้ทากิจกรรมมาเปน็ หลกั ฐานในโต้แยง้ กนั ใน
ชัน้ เรยี น ดงั ภาพช้นิ งานนกั เรียนตอ่ ไปน้ี
ซงึ่ เป็นแนวคิดนกั เรียนท่ีแสดงต่อไปนี้ 1) ใชว้ ิธกี าร ร่อน ฝัด หยิบออก นักเรียน
พจิ ารณาจากขนาด และน้าหนักที่ต่างกันของสารผสม 2) ใชว้ ิธีการ ร่อน ใช้น้า หยิบออก
นักเรยี นพจิ ารณาจากขนาดและความหนาแน่นของสารผสม โดยมีพัฒนากจิ กรรมการเรียนรู้
โดยวิธกี ารแบบเปิดทีเ่ นน้ การโตแ้ ยง้ ทางวทิ ยาศาสตร์ ดงั การใชก้ ระดานต่อไปนี้
74
จากกิจ กรร มท่ี 1 2 และ 3 ดังกล่า ว นักเรียน ส่วนใหญ่เกิดการ โต้แย้งทา ง
วทิ ยาศาสตรค์ รบท้ัง 4 องค์ประกอบ คือ (1) การระบุขอ้ กล่าวอ้างและเหตุผลสนับสนนุ (2)
การให้หลักฐาน (3) การให้ขอ้ โตแ้ ยง้ ทตี่ า่ งออกไป และ (4) การใหเ้ หตุผลสนบั สนนุ ในการ
โต้แย้งกลบั ดงั นนั้ กระบวนการศึกษาชั้นเรียนสามารถพฒั นากิจกรรมการเรียนรวู้ ิธีการแบบ
เปิดที่เนน้ การโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 และทาให้นกั เรยี น
เกดิ การโต้แย้งทางวทิ ยาศาสตร์ได้
75
อภิปรายผลการวิจยั
จากการวิจัยทาให้เห็นว่าการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ไดส้ ถานการณ์ปญั หา
ปลายเปดิ ทก่ี ระตุ้นให้มีความหลากหลายของแนวคิดที่แยกสาร ทาใหเ้ กิดการโตแ้ ย้งทาง
วิทยาศาสตร์ในช้นั เรยี น รวมทั้งมีการปรบั ปรงุ กจิ กรรมที่ 1 และ 2 ท่ีเป็นคาถามกระตนุ้ และ
สือ่ เสรมิ ในการทากจิ กรรมเพอ่ื ปรับให้ผู้เรยี นมกี ารโต้แย้งในช้ันเรีย นท่ีดขี ้ึน สอดคล้องกับ
คณิตา ทีทา และพชิ ญาภา ทองตัน (2563) การทางานร่วมกนั ของทมี การศึกษาชัน้ เรยี น ทา
ใหพ้ บแนวคิดทห่ี ลากหลาย นามาปรบั สถานการณ์ปญั หาท่กี ระตุ้นนักเรยี นเกดิ การโต้แยง้ ทาง
วิทยาศาสตร์ในชั้นเรียน และสอดคล้องกับ Inprasitha (2010) วิธีการแบบเปิดโดยใช้
สถานการณป์ ัญหาปลายเปดิ ที่ทาให้เกิดการแกป้ ัญหาอย่างอสิ ระท่ีออกแบบให้มวี ิธกี ารแยก
สารทห่ี ลากหลายรปู แบบ เม่ือนาไปสู่การลงขอ้ สรุป จงึ กระต้นุ ใหเ้ กดิ การโต้แย้งขึน้ ในช้นั เรียน
ท่ีนักเรียนจะหาเหตผุ ลและหลักฐานจากการทากิจกรรมมาสนับสนนุ ขอ้ กล่าวอ้างของตนเอง
(เอกภูมิ จันทรขนั ต,ิ 2016)
เอกสารอ้างองิ
ไมตรี อินทรป์ ระสทิ ธ.ิ์ (2547). การสอนโดยใช้วิธกี ารแบบเปดิ ในช้ันเรยี นคณิตศาสตร์ของญีป่ ุ่น
(Teaching by Open-Approach Method in Japanese Mathematics Classroom). KKU
Journal of Mathematics Education, 1(1), 1-17.
Inprasitha, M. (2010). One Feature of Adaptive Lesson Study in Thailand-Designing
Leaning Unit. Proceeding of the 45th Korean National Meeting of Mathematics
Education Dongkook University. (pp. 193-204). Korea: Gyeongju.
Inprasitha, M. (2011). One Feature of Adaptive Lesson Study in Thailand: Designing a
Learning Unit. Journal of Science and Mathematics Education in Southeast Asia,
34(1), 47-66.
76
การเชอ่ื มโยงทางคณติ ศาสตรท์ ใี่ ชใ้ นการแก้ปัญหาของนักเรยี นภายใต้นวัตกรรม
การศกึ ษาชนั้ เรยี นและวธิ กี ารสอนแบบเปดิ
วรญั ญู เลพล 1
นฤมล ชา่ งศรี 2
ปรดี า หวงั นุรกั ษ์ 3
บทคัดย่อ
การวจิ ัยคร้ังน้ีมีวตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื วิเคราะห์การเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง การ
ลบ ของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวรพัฒน์ จังหวดั สงขลา ท่ีจัดการเรียนการ
สอนแบบ Blended- Learning Classroom โดยใช้นวัตกรรมการศกึ ษาช้ันเรียนและวิธีการ
แบบเปดิ (ไมตรี อินทร์ประสทิ ธิ์ 2564) โดยมีกลุ่มเป้าหมายคอื นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี
1/2 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 จานวน 30 คน ดาเนินการวิจัยโดยใชร้ ปู แบบการวจิ ัย
เชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คอื 1) เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการ
ปฏิบัติวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ีพัฒนาร่วมกับทีมการศึกษาชัน้ เรียน จานวน 6
แผน 2) เครื่องมอื ทใ่ี ช้เกบ็ รวบรวมผลการปฏิบตั ิ ได้แก่ วดิ ีโอบันทึกหน้าจอบนแพตฟอร์ม
Google meet แบบบันทึกการแก้ปัญหาของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์
โปรโตคอล (Protocol Analysis) โดยอาศัยกรอบแน วคิดลักษณะกา ร เชื่อมโยงทา ง
คณิตศาสตรข์ อง Evitts (2004)
คาสาคัญ : กา รศึกษาช้ันเรียน, วิธีการ แบบเปิด, กา รเชื่อมโยงทา งคณิตศา สตร์,
การแกป้ ญั หาของนกั เรยี น
1 นกั ศึกษาสาขาวิชาคณติ ศาสตรศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
2 อาจารยป์ ระจาสาขาวชิ าคณติ ศาสตรศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
3 ครผู ูส้ อนโรงเรยี นวรพัฒน์
77
วัตถุประสงค์การวจิ ัย
เพื่อวเิ คราะห์การเชอ่ื มโยงทางคณติ ศาสตรท์ ใ่ี ช้ในการแกป้ ญั หาของนกั เรยี นภายใต้
นวตั กรรมการศกึ ษาชั้นเรยี นและวธิ กี ารสอนแบบเปดิ
การดาเนินการวิจยั
ทมี วิจัยในช้ันเรยี นดาเนนิ การวิจัยภายใตก้ รอบแนวความคดิ การจัดการเรียนการ
สอนดว้ ยนวตั กรรมการศกึ ษาชนั้ เรยี นและวธิ กี ารแบบเปดิ โดยมีวงจรการพัฒนาบทเรียนดงั น้ี
ทมี การศึกษาช้ันเรียนรว่ มกันออกแบบบทเรียนตามกรอบแนวคิดข้างต้น ด้วยการ
กาหนดสถานการณป์ ญั หา และไดอ้ อกแบบแผนการจดั การเรียนรู้
ภาพแสดง ตัวอยา่ งสถานการณป์ ญั หาและคาส่งั
78
จากนัน้ ดาเนินการเกบ็ รวบข้อมลู โดยผู้วิจัยนาแผนการจดั การเรียนรู้มาจดั การเรียน
การสอน โดยใช้วิธกี ารแบบเปิด (Open Approach) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ผ่านแนวคิด
Blended-Learning Classroom (ไมตรี อินทรป์ ระสิทธ์ิ, 2564) ดงั น้ี
1) ชั้นเรียนเสมือนจรงิ (Virtue Live Classroom: VLC) 75% ไดแ้ ก่
ขน้ั ท่ี 1 การนาเสนอสถานการณป์ ญั หาปลายเปิดใหก้ บั นักเรียน โดยจดุ เน้นของการ
นาเสนอปญั หาปลายเปิดคอื การทาใหป้ ญั หาน้ันเป็นปญั หาของนกั เรยี นให้ได้โดยครจู ะอธิบาย
คาส่ังผา่ นการสอนในรปู แบบออนไลนบ์ นแอพพลิเคชั่น Google Meet
ขัน้ ที่ 3 การอภปิ รายร่วมกันท้ังช้ันเรยี นเปน็ การนาแนวคดิ ทีห่ ลากหลายของนกั เรยี น
จากแพทฟอร์ม Google Classroom ท่ีนกั เรียนได้ทาส่ง นามาอภปิ รายท้ังช้ันเรยี นเพ่ือให้
นกั เรียนคนอ่นื ๆ ในชนั้ ไดม้ ีโอกาสเรียนรจู้ ากแนวคิดของเพอ่ื น โดยครูจะเป็นผู้ตงั้ คาถามเพื่อ
สนับสนุนการอภิปรายและเปรียบเทียบแนวคิดต่าง ๆ ของนักเรยี นและขยายแนวคิดของ
นกั เรียนทเี่ กดิ ขนึ้ ให้เข้าใจรว่ มกนั ทงั้ ชนั้ เรียน
ขน้ั ท่ี 4 การสรุปเพอื่ เชอื่ มโยงแนวคดิ ของนักเรยี นท่เี กดิ ข้ึนในช้ันเรียน เปน็ การสรุป
ในลักษณะของการรว่ มกันทง้ั ชั้นเรียนในการขยายความการเชอื่ มโยงแนวคิดต่าง ๆ ของ
นักเรียนทเี่ กิดข้ึนในคาบน้ี
2) ชน้ั เรียนตามอธั ยาศยั (On-Demand Classroom : ODC) 25% ได้แก่
ข้ันที่ 2 นักเรยี นแกป้ ัญหาดว้ ยตัวเอง โดยครผู สู้ อนจะเปล่ยี นบทบาทเป็นรวบรวม
แนวคดิ ของนักเรยี นผ่านแพทฟอรม์ Google Classroom
ผลการวิจยั
ผลการวจิ ยั พบว่าการสอนด้วยวธิ กี ารแบบเปิดทาใหน้ ักเรยี นเกิดการแก้ปัญหาโดยมี
หลักฐานจากการเขียนแนวคิดและการอภปิ รายแนวคิดที่แสดงใหเ้ หน็ ว่านักเรยี นเกิดการ
เชอื่ มโยงทางคณิตศาสตร์ท้งั 5 ลักษณะ ไดแ้ ก่ 1) การเช่ือมโยงเชิงโมเดล 2) การเชือ่ มโยงเชิง
โครงสร้าง 3) การเชอ่ื มโยงทางการแสดงแทน 4) การเชือ่ มโยงระหว่างขน้ั ตอนและความคิด
รวบยอด 5) การเชื่อมโยงระหว่างสาระของคณติ ศาสตร์ ดงั ตัวอย่างภาพช้ินงานของนักเรยี น
ดังต่อไปน้ี
79
จากภาพใบงานข้างต้น นกั เรยี นมีการใช้การแสดงแทนในการแก้ปัญหา เช่น การ
แสดงแทนดว้ ยบลอ็ ก การแสดงดว้ ยการวาดปลาทอง และการใช้สญั ลกั ษณ์ในการดาเนินการ
ทางคณิตศาสตร์ คอื การกากบาท และการใช้ลกู ศรท่ีหมายถึงการ เอาออกไป หรอื การลบ จะ
สอดคล้องกบั การเชื่อมโยงเชงิ ทางการแสดงแทน ดังภาพตอ่ ไปน้ี
และมีการเช่ือมโยงระหว่างขน้ั ตอนและความคิดรวบยอด ที่สามารถเกดิ เป็นความ
เขา้ ใจคือ เมื่อ 3 ลบด้วย 0 ได้เทา่ เดิม และ 3 ลบด้วยตัวมันเองก็ได้ 0 ซงึ่ มีการพัฒนาการ
เชื่อมโยงทางคณิตศาสตรท์ ่ีใช้ในการแก้ปัญหาของนักเรียนภายใตน้ วัตกรรมการศกึ ษาช้ัน
80
เรยี นและวธิ ีการสอนแบบเปดิ ดังภาพกระดานท่ปี ระกอบด้วยการภาพช้ินงานของนักเรยี น
และการบันทกึ การอภิปรายของนกั เรียนบนกระดานตอ่ ไปน้ี
อภิปรายผลการวิจัย
จากผลการวิจัยครั้งน้ีสรปุ ไดว้ ่า การจดั การเรยี นรใู้ นชน้ั เรยี นท่ีใชน้ วตั กรรมการศกึ ษา
ชัน้ เรียนและวิธีการแบบเปดิ ชว่ ยส่งเสริมให้นกั เรียนไดเ้ กดิ ทักษะและกระบวนการของการ
เชอ่ื มโยงทางคณติ ศาสตรท์ จ่ี ะนาไปใช้ในการแก้ปัญหา เพ่ือพัฒนาความสามารถของนักเรยี น
ให้เกิดความเข้าใจทางคณิตศาสตรม์ ากย่ิงขนึ้
81
เอกสารอา้ งองิ
ไมตรี อนิ ทรป์ ระสทิ ธ์ิ (ผู้แปลภาษา). (2553). เรียนคณติ ศาสตรก์ บั เพ่ือนๆ คณิตศาสตรส์ าหรบั ระดบั ชน้ั
ประถมศกึ ษาปีท่ี 1-6. (ฮโิ ตะทสมึ ะทสึ, ชนิ , บรรณาธิการ). ขอนแก่น: โรงพิมพค์ ลังนานาวทิ ยา.
ไมตรี อนิ ทร์ประสทิ ธิ์. (2557). กระบวนการแก้ปัญหาในคณติ ศาสตร์ระดบั โรงเรียน. ขอนแกน่ :
ศนู ยว์ ิจยั คณติ ศาสตรศึกษา.
ไมตรี อนิ ทร์ประสิทธ์.ิ (2564). การออกแบบการจดั การเรยี นการสอนชัน้ เรียนแบบผสมผสาน (BLC).
เอกส ารประกอบกา รอบรม ส าหรั บกา รน า หลั กสู ตรฐ า นส ม รรถน ะลง สู่ ช้ั นเ รี ยนโ ด ยใ ช้
นวัตกรรมการศกึ ษาช้ันเรยี นและวธิ ีการแบบเปดิ . [สไลด์]. ขอนแก่น: สถาบนั วิจัยและพฒั นา
วชิ าชีพครูสาหรบั อาเซยี น.
Evitts, T. (2004). Investigating the mathematics connections that preservice teachers
use and develop while solving problems from reform curricula. Ph.D.
Dissertation, Curriculum and Instruction, The Pennsylvania State University, USA.
82
ผลการจัดการเรียนรูว้ ิชาศลิ ปะ เรอื่ ง เส้นสร้างสรรค์ ของนกั เรียน
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยการจัดการเรยี นรู้
ดว้ ยวิธีการแบบเปดิ (Open Approach)
อุมาภรณ์ วงษศ์ รแี ก้ว 1
เขม เคนโคก 2
หทัยรตั น์ อ่ิมสมบัติ 3
บทคดั ยอ่
การวจิ ยั ครั้งน้มี ีวัตถปุ ระสงค์เพอื่ ศึกษากระบวนการสรา้ งสรรคผ์ ลงานของนักเรยี นใน
วชิ าศลิ ปะ เร่ือง เส้นสร้างสรรค์ ของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้
ดว้ ยวิธีการแบบเปิด (Open Approach) ผ้วู ิจัยใช้ระเบียบวิธีวจิ ัยแบบผสมผสาน (Mixed
Method) วิเคร า ะห์ข้อมูลเชิงปริมา ณ ( Quantitative Research) และเชิงพร ร ณน า
(Descriptive Analysis) มีกลมุ่ เปา้ หมายที่ใช้ในการวจิ ัยเป็นนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 1
โรงเรียนบ้านโน นม่วง จาน วน 22 คน โดยใช้วิธีกา รเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) เคร่ืองมือทใี่ ช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจดั การเรียนรู้ จานวน 4 แผน
ชุดขอ้ มลู ที่นามาวิเคราะห์ ไดแ้ ก่ วิดีทศั น์ แบบสังเกตชัน้ เรียน โพลโตคอลและผลงานของ
นักเรียน การวิเคราะห์ขอ้ มูลแบง่ เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวเิ คราะห์
เชงิ พรรณา
คาสาคัญ รูปแบบการเรียนรแู้ บบเปดิ (Open Approach) , เส้นสร้างสรรค์
1 นกั ศกึ ษาสาขาวชิ าศลิ ปศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่
2 อาจารยส์ าขาวิชาศลิ ปศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
3 ครูผูส้ อนโรงเรียนบา้ นโนนม่วง
83
วตั ถุประสงค์การวจิ ยั
เพ่ือศกึ ษากระบวนการสร้างสรรคผ์ ลงานของนกั เรยี นในวชิ าศิลปะ เร่อื ง เสน้
สรา้ งสรรค์ ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1
การดาเนินการวิจัย
ทีมวจิ ัยในชั้นเรยี นดาเนนิ การวิจยั ภายใต้กรอบแนวความคิดการจัดการเรียนการ
สอนดว้ ยนวตั กรรมการศึกษาชั้นเรียนและวธิ ีการแบบเปิด โดยมวี งจรการพฒั นาบทเรียนดังน้ี
ทมี การศึกษาชั้นเรยี นรว่ มกันออกแบบบทเรียนตามกรอบแนวคดิ ข้างต้น ด้วยการ
กาหนดสถานการณ์ปัญหา และไดอ้ อกแบบกิจกรรมการจดั การเรียนรู้ ดงั ตวั อยา่ งต่อไปน้ี
84
ผลการวิจยั
นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1 ในชั้นเรียนวิชาศลิ ปะทีใ่ ช้รปู แบบการเรยี นรู้แบบเปิด
(Open Approach) ใน ส่วน ของกร ะบวนการสร้า งสร รค์ผลงานพบว่ามีกระบวน กา ร
สร้างสรร ค์ผลงาน ครบทั้งองค์ประกอบครบท้ัง 3 ด้าน คือ กา รรับรู้ ( Perception),
ประสบกา รณ์ (Experience) และจินตน ากา ร ( Imagination) ตา มกร อบแนวคิดของ
อารี สุทธิพันธ์ (2532) มีขั้นตอน เร่ิมต้น จากกา รเรียน รู้ หรือสัมผัสกับธรรมชาติและ
สภาพแวดล้อมนามาสู่การสร้างประสบการณ์หรือความชานาญแลว้ จึงนาเอาจนิ ตนาการ
มาร่วมด้วยเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความคิดสร้างสรรคใ์ นการปฏิบัตงิ านศิลปะท่แี ปลกใหมต่ อ่ ไป ดังภาพ
ชน้ิ งานของนกั เรยี นต่อไปนี้
กจิ กรรมท่ี 1
85
กิจกรรมที่ 2
กิจกรรมท่ี 3
86
กจิ กรรมที่ 4
อภิปรายผลการวิจัย
จากผลการวิจยั ครัง้ นี้สรุปได้ว่าการจัดการเรยี นรูร้ ายวิชาศิลปะ โดยใชว้ ธิ ีการแบบ
เปดิ (Open Approach) เป็นการจัดการเรียนรู้ทจ่ี ะเปิดโอกาสให้นกั เรียนได้ฝกึ คดิ สร้างสรรค์
ไดล้ งมอื ปฏิบตั ิเรียนรู้ด้วยตนเอง ร้จู กั หาคาตอบ มคี วามคดิ เป็นของตนเอง เป็นคนมีเหตุผล
สามารถแกไ้ ขปัญหาหรือสถานการณ์ท่เี ผชญิ ได้ ดงั นัน้ การจดั การเรยี นรูด้ ้วยวิธีการแบบเปิด
(Open Approach) จึงน่าจะเป็นวิธีการสอนวิธีหนึ่งทีค่ รูผู้สอนสามารถนาไปพฒั นาและ
ประยกุ ต์ใชใ้ นการจดั การเรยี นร้เู พอ่ื เพม่ิ ประสิทธภิ าพตอ่ ไปได้
เอกสารอา้ งองิ
ไมตรี อินทรป์ ระสทิ ธ.์ิ (2547). การสอนโดยใชว้ ิธีการแบบเปดิ ในชั้นเรียนคณิตศาสตรข์ องญ่ีปุน่
(Teaching by Open-Approach Method in Japanese Mathematics Classroom).
KKU Journal of Mathematics Education, 1(1), 1-17.
อารี พันธ์มณ.ี (2543). คดิ อย่างสรา้ งสรรค์. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ
อารี สุทธพิ นั ธ์. (2532). ทัศนศลิ ปแ์ ละความงาม. กรุงเทพฯ : สานักพมิ พต์ น้ อ้อ.
Inprasitha M. (2010). One Feature of Adaptive Lesson Study in Thailand. Designing
Learning Unite. Proceeding of the 45 National Meeting of Mathematics
Education.Korea: Gyeongju.
87