247
การตรวจรา่ งกาย
1. บริเวณขาและเท้าขวา ผรู้ บั การประเมนิ เดนิ ไดเ้ ป็นปกตไิ ม่ต้องใชเ้ คร่อื งช่วยพยุง มกี ารใชเ้ คร่อื งช่วยพยุงเป็น
ครงั้ คราวในกรณีทต่ี ้องใช้กาลงั มากในการทากจิ กรรม ถ้าเป็นการทากจิ วตั รประจาวนั
ตามปกตกิ ไ็ มต่ อ้ งใชเ้ คร่อื งช่วยพยุงเดนิ มรี อยแผลเป็นจากการผา่ ตดั บรเิ วณเขา่ ขวา แต่
กดไมเ่ จบ็ เขา่ ขวาไม่บวมและไมม่ นี ้าในขอ้ กดไมเ่ จบ็ บรเิ วณแนวขอ้ กลา้ มเน้อื บรเิ วณตน้
ขาขวาลบี ลง 1 เซนตเิ มตร เม่อื เทยี บกบั ขา้ งซา้ ยและกล้ามเน้ือน่องขา้ งขวาลบี ลง 1
เซนติเมตร เม่ือเทียบกับข้างซ้าย การทดสอบกาลังกล้ามเน้ือพบว่าปกติยกเว้น
กลา้ มเน้ือขาขวาทย่ี กฝ่าเทา้ ดา้ นนอกขน้ึ (Evertor Muscle) อ่อนแรง อย่ใู นระดบั 4/5
การวดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวเขา่ ขวาสามารถงอไดจ้ าก 0o ไปถงึ 130o ส่วนเขา่ ซา้ ยงอได้
จาก 0o ไปถงึ 138o
การทดสอบความมนั่ คงของเข่าขวา (Stability Test) ดว้ ยวธิ ขี อง Lachman และ
anterior drawer ใหผ้ ล 1+ สว่ นการทดสอบ pivot shift test ใหผ้ ลลบ การตรวจสอบ
ความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนังพบว่าความรู้สกึ สมั ผสั ทผ่ี วิ หนงั ลดลงบรเิ วณดา้ นหลงั เท้าขวาท่รี บั
ความรสู้ กึ โดยแขนงประสาท superficial peroneal nerve ถา้ ทางานปกตอิ าการชาน้กี จ็ ะ
ถกู ลมื การรบั ความรสู้ กึ จากแขนงประสาท deep peronal nerve ยงั คงปกติ
2. บริเวณขาและเท้าซ้าย พบความผดิ ปกตเิ ฉพาะบรเิ วณขอ้ ปลายน้วิ ของหวั แม่เทา้ ซง่ึ งอได้ 10o
การตรวจพิเศษ ในรายงานการผ่าตดั ของผู้รบั การประเมนิ ระบุว่ามีการผ่าตัดสร้างเสน้ เอ็น Anterior
Cruciate Ligament ขน้ึ มาใหม่โดยใชเ้ อน็ สะบา้ สว่ นกลาง 1/3 มาปลูกถ่ายแทน และยดึ
ดว้ ยสกรู (Interference Screw) กบั มกี ารตดั เอาสว่ นครง่ึ หลงั ของ Lateral Meniscus
ออกไปด้วย ภาพถ่ายรังสีธรรมดาบริเวณเข่าขวาก่อนผ่าตัดไม่พบลักษณะการ
เปล่ยี นแปลงของข้อเข่าเส่อื ม ภาพถ่ายรงั สบี รเิ วณหวั แม่เท้าซา้ ย พบกระดูกหกั ชนิด
ไม่เล่อื นทท่ี โ่ี คนน้วิ หวั แมเ่ ทา้ เชอ่ื มตดิ กนั สนทิ และขอ้ น้วิ หวั แมเ่ ทา้ เป็นปกติ
การวินิ จฉัยโรค การบาดเจบ็ ขอ้ เข่าร่วมกบั การบาดเจบ็ เสน้ ประสาท peroneal nerve ท่ไี ม่สมบูรณ์
(Neurapraxia) ยงั คงมอี าการผดิ ปกตหิ ลงเหลอื อยู่ กบั ภาวะหลงั การตดั lateral
meniscus ออกไปบางสว่ น และกระดกู หกั บรเิ วณหวั แมเ่ ทา้ เชอ่ื มตดิ สนทิ แลว้
ผลการประเมิน ผรู้ บั การประเมนิ สญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 7 ของทงั้ ร่างกาย
คาอธิบาย ใหศ้ กึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนทลี ะขนั้ ในการคานวณการสญู เสยี สมรรถภาพ ดงั น้ี
1. จดั ทาคาวินิจฉัยโรค
1.1 ขาและเทา้ ขวา
1. การฉีกขาดของเสน้ เอน็ anterior cruciate ligament
2. การฉีกขาดของ lateral meniscus
3. การบาดเจบ็ ขนั้ neurapraxia ของเสน้ ประสาท common peroneal nerve
1.2 ขาและเทา้ ซา้ ย
กระดกู หกั หรอื ขอ้ เคลอ่ื นบรเิ วณขอ้ ปลายน้วิ หวั แมเ่ ทา้ (IP)
2. พิจารณาดวู า่ การรกั ษาสิ้นสดุ หรอื ยงั
2.1 ขาและเทา้ ขวา
สน้ิ สดุ การรกั ษาแลว้
2.2 ขาและเทา้ ซา้ ย
สน้ิ สดุ การรกั ษาแลว้
248
3. ตรวจหาบริเวณขาและเท้าตามตาแหน่งกายวิภาคท่ีพบความผิดปกติซึ่งสมั พนั ธ์กบั การประสบอนั ตราย
หรอื เจบ็ ป่ วย แล้วจดั ทารายชื่อวิธีท่ีน่าจะนามาใช้ในการประเมิน
3.1 ขาและเทา้ ขวา
ตน้ ขา - ประเมนิ กลา้ มเน้อื ลบี
เขา่ - ประเมนิ โดยใชฐ้ านการวนิ ิจฉยั โรค
น่อง - ประเมนิ กลา้ มเน้อื ลบี
3.2 ขาและเทา้ ซา้ ย
หวั แม่เทา้ ประเมนิ โดยใชว้ ดั พสิ ยั การเคลอ่ื นไหวของขอ้
4. คานวณค่าการสูญเสียสมรรถภาพตามคาบรรยายและตารางท่ีการประเมินขาและเท้าที่เหมาะสมจากค่มู ือ
ดงั น้ี
4.1 ขาและเทา้ ขวา
4.1.1 กลา้ มเน้อื ตน้ ขาขวาลบี ลง 1 ซม. ทาใหผ้ รู้ บั การประเมนิ สญู เสยี สมรรถภาพของขาและเทา้ รอ้ ยละ
3 หรอื เท่ากบั รอ้ ยละ 1 ของทงั้ รา่ งกาย (ตารางท่ี 3-6)
4.1.2 การตดั lateral meniscus บางส่วน (Partial Meniscectomy) ทาให้ผูร้ บั การประเมนิ สญู เสยี
สมรรถภาพของขารอ้ ยละ 2 หรอื เท่ากบั รอ้ ยละ 1 ของทงั้ ร่างกาย (ตารางท่ี 3-33)
4.1.3 เสน้ เอน็ anterior cruciate ligament ยดื หย่อน (Laxity) ในระดบั ปานกลางทาให้สญู เสยี
สมรรถภาพของขาและเทา้ รอ้ ยละ 7 หรอื เทา่ กบั รอ้ ยละ 3 ของทงั้ รา่ งกาย ตารางท่ี 3-33
นาคา่ ประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพจากวธิ กี ารประเมนิ ทใ่ี ชฐ้ านการวนิ จิ ฉยั โรคมารวมกนั คอื รอ้ ยละ 7
จากเสน้ เอน็ anterior cruciate ligament ยดื หยอ่ น รวมกบั รอ้ ยละ 2 จากการตดั lateral meniscus ออกบางสว่ น โดย
ใชต้ ารางค่ารวม จะไดค้ ่าการสญู เสยี สมรรถภาพจากฐานการวนิ จิ ฉยั โรค รอ้ ยละ 9 ของขาขวา
4.2 ขาและเทา้ ซา้ ย
วดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอ้ ปลายน้ิวหวั แม่เทา้ งอได้ 10o ทาใหส้ ญู เสยี สมรรถภาพของขารอ้ ยละ 2 หรอื
เทา่ กบั รอ้ ยละ 1 ของทงั้ ร่างกาย (ตารางท่ี 3-14)
5. ตรวจหาการประสบอนั ตรายของเส้นประสาท และคานวณหาค่าการสญู เสียสมรรถภาพ
5.1 ขาและเทา้ ขวา
การบาดเจบ็ ของเสน้ ประสาท common peroneal nerve ทไ่ี ม่สมบูรณ์ และยงั มกี ารสญู เสยี กาลงั
กลา้ มเน้อื และสญู เสยี ความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนงั หลงเหลอื อยู่
5.1.1 การสญู เสยี กาลงั กล้ามเน้ือจากตารางท่ี 2-11 กาลงั กล้ามเน้ือบิดเท้าออกด้านนอก (Evertor
Muscles) อย่ใู นระดบั 4/5 มกี ารสญู เสยี กาลงั กลา้ มเน้ือรอ้ ยละ 25 แต่การบาดเจบ็ เสน้ ประสาท common peroneal
nerve ทาใหม้ กี ารสญู เสยี สมรรถภาพสงู สุดรอ้ ยละ 15 ของทงั้ ร่างกายหรอื รอ้ ยละ 42 ของขา (ตารางท่ี 3-37) ดงั นนั้
การสญู เสยี สมรรถภาพจากการสญู เสยี กาลงั กลา้ มเน้ือบดิ เทา้ ออกดา้ นนอกเท่ากบั 25% x 15% เท่ากบั รอ้ ยละ 4 ของ
ทงั้ รา่ งกาย
5.1.2 การสญู เสยี ความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนังบางสว่ น แต่ยงั สามารถประกอบกจิ วตั รประจาวนั ได้ จากตารางท่ี
2-10 ความรู้สกึ สมั ผสั ลดลงบรเิ วณดา้ นหลงั เทา้ ขวา แต่ไม่รสู้ กึ ผดิ ปกติขณะประกอบกจิ วตั รประจาวนั ทาใหส้ ญู เสยี
ความรสู้ กึ สมั ผสั ทร่ี ะดบั 4 มคี ่าการสญู เสยี รอ้ ยละ 25 ของแขนง superficial peroneal nerve เน่ืองจากค่าการสญู เสยี
ความรสู้ กึ สมั ผสั ของเสน้ ประสาทแขนงน้ีคอื รอ้ ยละ 2 ของทงั้ ร่างกาย หรอื รอ้ ยละ 5 ของขา (ตารางท่ี 3-37) ดงั นนั้
การสญู เสยี สมรรถภาพจากการสญู เสยี ความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนงั บางสว่ นเท่ากบั 25% x 2% เท่ากบั รอ้ ยละ 0.5 หรอื รอ้ ยละ
1 ของทงั้ ร่างกาย
249
นาค่าการสญู เสยี กาลงั กล้ามเน้ือและความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนังมารวมกนั โดยใชต้ ารางค่ารวม (รอ้ ยละ 4 รวมกบั
รอ้ ยละ 1) เทา่ กบั รอ้ ยละ 5 ของทงั้ รา่ งกาย
5.2 ขาและเทา้ ซา้ ย
ไมม่ กี ารประสบอนั ตรายของเสน้ ประสาท
6. ตรวจหาการประสบอนั ตรายของหลอดเลอื ด และคานวณหาคา่ การสญู เสียสมรรถภาพ
6.1 ขาและเทา้ ขวา
ไมม่ กี ารประสบอนั ตรายของหลอดเลอื ด
6.2 ขาและเทา้ ซา้ ย
ไม่มกี ารประสบอนั ตรายของหลอดเลอื ด
7. ตรวจหาการประสบอนั ตรายอ่ืน ๆ ท่ีทาให้เกิดกลมุ่ อาการเจบ็ ปวดเฉพาะท่ีท่ีสลบั ซบั ซ้อน พรอ้ มกบั
ประเมินการสญู เสียสมรรถภาพ
7.1 ขาและเทา้ ขวา
ไมเ่ กดิ กลมุ่ อาการดงั กล่าวขา้ งตน้
7.2 ขาและเทา้ ซา้ ย
ไม่เกดิ กลุ่มอาการดงั กล่าวขา้ งตน้
8. ถา้ ไม่สามารถหาวิธีต่าง ๆ ที่มีอยู่มาประเมินการสญู เสียสมรรถภาพกใ็ ห้กลบั ไปพิจารณาวิธีการประเมิน
การสูญเสียสมรรถภาพโดยวิธีการใช้ท่าทางการเดินที่ผิดปกติ ท่ีสามารถตรวจพบทางคลินิ ก
8.1 ขาและเทา้ ขวา
ไมส่ ามารถนามาประยุกตใ์ ช้
8.2 ขาและเทา้ ซา้ ย
ไมส่ ามารถนามาประยกุ ตใ์ ช้
9. ให้พิจารณาการใช้ตารางที่ไขว้ของขาและเท้าจากตารางที่ 3-2 (Lower Extremity, Cross-Usage Table) เพอ่ื
คน้ หาวิธีการประเมินท่ีสามารถใช้ได้
9.1 ขาและเทา้ ขวา
วธิ ที ่อี าจจะนามาใช้ประเมนิ ได้แก่ ประเมินกลา้ มเน้ือลบี ฐานการวนิ ิจฉัยโรค และการบาดเจบ็ ของ
เสน้ ประสาท
วธิ กี ารประเมนิ ท่ีสามารถนามาใช้ไดค้ อื วธิ วี ดั กลา้ มเน้ือลบี เพียงอย่างเดยี ว หรอื ใชว้ ธิ ฐี านการวนิ ิจฉัยโรค
ร่วมกบั การบาดเจบ็ ของเสน้ ประสาท
9.2 ขาและเทา้ ซา้ ย
ใชว้ ธิ กี ารวดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอ้ ไดเ้ พยี งวธิ เี ดยี ว ไม่มวี ธิ อี น่ื ๆ
10. จากการพิจารณาข้อมูลทงั้ หมดทางการแพทยท์ ี่รวบรวมมาได้ แล้วเลอื กวิธีการประเมินทางคลินิกที่สาคญั
และเหมาะสมที่สดุ สาหรบั อาการเจบ็ ป่ วย / การประสบอนั ตรายของผรู้ บั การประเมินรายนัน้ ๆ หลงั จากนัน้ จงึ
ให้รวมค่าการสูญเสียสมรรถภาพของแต่ละวิธีท่ีประเมินได้ในกลุ่มเดียวกนั ของขาแต่ละข้างของผ้รู บั การ
ประเมิน ค่าการสูญเสียสมรรถภาพที่ประเมินไดค้ วรแปลงจากของขาไปเป็นของทงั้ รา่ งกาย
10.1 ขาและเทา้ ขวา
นาค่าการสูญเสยี สมรรถภาพจากวธิ ปี ระเมินโดยใช้ฐานการวินิจฉัยโรคมารวมกบั ค่าท่ีประเมนิ จากการ
บาดเจบ็ ของเสน้ ประสาทคอื รอ้ ยละ 9 ของขากบั รอ้ ยละ 5 ของขาโดยใช้ตารางค่ารวมจะไดค้ ่ารอ้ ยละ 14 ของขา จาก
การเจบ็ ปว่ ย / การประสบอนั ตราย
10.2 ขาและเทา้ ซา้ ย
สามารถประเมนิ โดยใช้วิธีวัดพิสยั การเคล่ือนไหวของข้อได้เพยี งวิธีเดียว ได้ค่าการสูญเสยี สมรรถภาพ
รอ้ ยละ 2 ของขา
250
11. นาค่าการสูญเสียสมรรถภาพที่ได้จากส่วนต่าง ๆ ของขาและเท้าขา้ งเดียวกนั จากขอ้ 10 มารวมกนั โดยใช้
ตารางค่ารวม ค่าท่ปี ระเมินได้กจ็ ะเป็นค่าการสูญเสยี สมรรถภาพของขาแต่ละข้าง ทาการแปลงค่าการสูญเสีย
สมรรถภาพ ของขาและเทา้ แต่ละขา้ งไปเป็นค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของทงั้ ร่างกาย (ตารางท่ี 3-3) ถา้ มกี ารสญู เสยี
สมรรถภาพของขาและเท้าทงั้ 2 ข้าง ก็ให้ทาการแปลงค่าการสูญเสยี สมรรถภาพของขาและเท้าแต่ละข้างไปเป็น
คา่ การสญู เสยี สมรรถภาพของทงั้ รา่ งกายกอ่ นแลว้ จงึ จะนาคา่ ทไ่ี ดแ้ ต่ละขา้ งมารวมกนั โดยใชต้ ารางคา่ รวม
11.1 ขาและเทา้ ขวา
ค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของขารอ้ ยละ 14 ไดม้ าจากการประเมนิ การสญู เสยี จากการบาดเจบ็ บรเิ วณขอ้ เข่า
และการบาดเจบ็ ของเสน้ ประสาท common peroneal nerve จากนนั้ แปลงค่าการสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 14 ของขา
ไปเป็นคา่ การสญู เสยี สมรรถภาพของทงั้ ร่างกาย จะไดค้ ่าการสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 6 ของทงั้ รา่ งกาย
11.2 ขาและเทา้ ซา้ ย
กระดูกหกั และขอ้ เคล่อื นบรเิ วณขอ้ ปลายน้ิวหวั แม่เท้า เป็นการเจบ็ ป่วย / การประสบอนั ตรายเพยี งอย่าง
เดยี วทส่ี ามารถนามาประเมนิ บรเิ วณขาและเทา้ ขา้ งซา้ ย ดงั นนั้ ค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของขารอ้ ยละ 2 กไ็ ม่ตอ้ ง
นาไปรวมกบั ค่าการสญู เสยี สมรรถภาพทเ่ี กดิ จากการเจบ็ ปว่ ย / การประสบอนั ตรายอ่นื ๆ บรเิ วณขาและเทา้ ขา้ งซา้ ย
การประเมนิ ขนั้ สดุ ทา้ ยใหท้ าการแปลงคา่ การประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 2 ของขาไปเป็นของทงั้ ร่างกายก็
จะไดค้ า่ รอ้ ยละ 1 ของทงั้ ร่างกาย
เม่อื มาถึงขนั้ น้ี จะเหน็ ไดว้ ่าค่าการสูญเสยี สมรรถภาพของขาและเท้าแต่ละขา้ งไดถ้ ูกเปล่ยี นไปเป็นค่าการ
สญู เสยี สมรรถภาพของทงั้ ร่างกาย ใหน้ าค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของทงั้ ร่างกายจากขาและเทา้ แต่ละขา้ งมารวมกนั
โดยใชต้ ารางค่ารวมจะไดเ้ ป็นค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของทงั้ ร่างกายของผรู้ บั การประเมนิ ทงั้ หมดทน่ี ามาประเมนิ
นาค่ารอ้ ยละ 6 ของทงั้ ร่างกายจากขาและเทา้ ขา้ งขวามารวมกบั รอ้ ยละ 1 ของทงั้ รา่ งกาย จากขาและเทา้ ขา้ งซา้ ย จะได้
คา่ การสญู เสยี สมรรถภาพของทงั้ รา่ งกายรอ้ ยละ 7
ตวั อยา่ งท่ี 3.21 การสญู เสยี สมรรถภาพร้อยละ8 ของทงั้ ร่างกาย ทเ่ี กดิ จากขอ้ สะโพกเคล่อื นและหลงั
ประวตั ิ
การผา่ ตดั ขอ้ เคล่อื นไหวไดน้ ้อยลง
อาการปัจจบุ นั ผรู้ บั การประเมนิ หญงิ ไทย อายุ 30 ปี ประสบอนั ตรายจากอุบตั เิ หตุทางรถยนต์ ทาใหข้ อ้
การตรวจรา่ งกาย
สะโพกขา้ งซา้ ยเคล่อื น พรอ้ มกบั ขอบเบา้ สะโพกแตกทางดา้ นหลงั ไดร้ บั การรกั ษาโดย
วธิ ผี ่าตดั และดามเบา้ สะโพกทแ่ี ตกดว้ ยโลหะดามกระดูก เน่ืองจากเบา้ สะโพกแตกเป็น
หลายช้นิ ขอ้ ไม่มนั่ คง หลงั ผ่าตดั จงึ ต้องใชว้ ธิ ดี งึ ถ่วงขอ้ สะโพกไวน้ าน 4 สปั ดาห์
หลงั จากชน้ิ กระดูกหกั เช่อื มตดิ กนั พบว่าช่องขอ้ แคบลง ทาใหก้ ารเคล่อื นไหวขอ้ สะโพก
ขา้ งซา้ ยลดลง
ผรู้ บั การประเมนิ ยงั มอี าการเจบ็ ปวดบรเิ วณขาหนีบขา้ งซ้ายตอนเยน็ หลงั จากทางาน
บา้ นและเลย้ี งลกู
ผรู้ บั การประเมนิ เดนิ กะเผลก (Antalgic Gait) เม่อื ลงน้าหนกั บนเทา้ ขา้ งซา้ ย
พิสยั การเคล่อื นไหวขอ้ สะโพกข้างซ้าย มีดงั นี้
งอขอ้ ได้ 50o เหยยี ดขอ้ ได้ 15o ขอ้ หมุนออกนอกได้ 15o หมุนเขา้ ในได้ 20o กางขอ้ ได้
20o หุบขอ้ ได้ 5o กลา้ มเน้ือต้นขาขา้ งซา้ ยลบี ลง 3 เซนตเิ มตรและกลา้ มเน้ือน่องลบี ลง
2 เซนตเิ มตร
การตรวจพิเศษ ภาพถ่ายรงั สบี รเิ วณขอ้ สะโพก พบว่าชอ่ งขอ้ สะโพกขา้ งซา้ ยเหลอื เพยี ง 1 มลิ ลเิ มตร
การวินิ จฉัยโรค 251
ผลการประเมิน
คาอธิบาย ขอ้ สะโพกขา้ งซา้ ยเคล่อื นพร้อมกบั มโี ลหะดามเบ้าขอ้ สะโพก และมขี อ้ สะโพกขา้ งซ้าย
เสอ่ื มอกั เสบ
ตวั อยา่ งท่ี 3.22 ผรู้ บั การประเมนิ มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 8 ของทงั้ ร่างกาย
ประวตั ิ การประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพของผรู้ บั การประเมนิ รายน้ี สามารถประเมนิ ได้ 3 วธิ ี
คอื วธิ วี ดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอ้ สะโพก กลา้ มเน้ือลบี และขอ้ เส่อื มอกั เสบ (ตารางท่ี
อาการปัจจบุ นั 3-2) ค่าการสญู เสยี สมรรถภาพทป่ี ระเมนิ ไดจ้ ากการวดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอ้ ไม่
การตรวจรา่ งกาย สามารถนามารวมกบั ค่าการประเมนิ การสูญเสยี จากขอ้ อกั เสบและจากกล้ามเน้ือลีบ
การตรวจพิเศษ วธิ กี ารประเมนิ โดยการวดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอ้ ควรเป็นวธิ เี ฉพาะทเ่ี หมาะสมและ
การวินิ จฉัยโรค ตรงกบั ลกั ษณะของการ สูญเสยี สมรรถภาพของผูร้ บั การประเมินมากท่สี ุด (ตารางท่ี
ผลการประเมิน 3-9) ขอ้ สะโพกงอได้ 50o มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพถูกจดั อย่ใู นระดบั รุนแรง มคี ่าการ
สญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 20 ของขา
การประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพทไ่ี ดจ้ ากการประเมนิ โดยวธิ อี ่นื ๆ จดั อย่ใู นระดบั มี
ความรุนแรงน้อยกว่าการสญู เสยี สมรรถภาพจากการเคล่อื นไหวขอ้ สะโพก ดงั นนั้ จงึ ให้
เลอื กค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของขอ้ สะโพกอย่างถาวรจากการวดั พสิ ยั การเคล่อื นไหว
คอื รอ้ ยละ 20 ของขา
ทาการแปลงค่าการสูญเสียสมรรถภาพไปเป็นของทัง้ ร่างกาย จะได้ร้อยละ 8
ของทงั้ รา่ งกาย (20% x 0.4 = 8%)
ขาสองขา้ งยาวไมเ่ ทา่ กนั จากกระดกู หน้าแขง้ ซา้ ยหกั และเช่อื มตดิ กนั ผดิ รูปกบั กลา้ มเน้ือ
ลบี ทาใหเ้ กดิ การสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ10 ของทงั้ ร่างกาย
ผรู้ บั การประเมนิ ชายไทยอายุ 40 ปี ตกจากนัง่ รา้ นขณะปฏบิ ตั หิ น้าท่ี มกี ระดูก Tibial
Plateau หกั บรเิ วณเข่าซ้าย และกระดูกหน้าแขง้ และ fibula ขา้ งขวาหกั แบบเปิด
(Open Fracture of Tibia) กระดกู หน้าแขง้ ขา้ งขวาไดร้ บั การรกั ษาโดยการทาความ
สะอาดบาดแผล และจดั กระดกู ใหเ้ ขา้ ท่ี ดามกระดกู หกั ดว้ ย Rush pin ส่วนกระดกู tibial
plateau ข้างซ้ายหักได้รับการรักษาโดยการใส่เฝือก 3 สัปดาห์ แล้วเปล่ียนเป็น
กายอปุ กรณ์เสรมิ เขา่
ผรู้ บั การประเมนิ ไม่สามารถประกอบกจิ วตั รประจาวนั บางอย่างเน่ืองจากอาการเจบ็ ปวด
ทข่ี าทงั้ 2 ขา้ ง ขณะลกุ ขน้ึ ยนื หรอื ยกสง่ิ ของ
การวดั พิสยั การเคล่ือนไหวของข้อเข่า 2 ข้างอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขาข้างขวาเกออก
(Valgus) 12 องศา ขอ้ เขา่ ทงั้ 2 ขา้ งมนั่ คงดี กลา้ มเน้ือน่องขา้ งขวาลบี ลง 2 เซนตเิ มตร
เม่อื เทยี บกบั ขา้ งซา้ ย ระบบเสน้ ประสาทและหลอดเลอื ดบรเิ วณขาทงั้ 2 ขา้ ง เป็นปกติ
ไม่พบกลา้ มเน้อื ออ่ นแรง
จากภาพถ่ายรงั สบี รเิ วณกระดกู หกั พบว่ากระดกู เช่อื มตดิ กนั สนิท กระดูกหกั บรเิ วณเขา่
ซา้ ยเช่อื มตดิ กนั สนิทโดยชน้ิ กระดกู หกั ไมเ่ ล่อื นท่ี แต่กระดกู หน้าแขง้ ขา้ งขวาเชอ่ื มตดิ กนั
ในตาแหน่งขาเก (Valgus) 12o เม่อื วดั ความยาวขาทงั้ 2 ขา้ ง (Teleroentgenography)
พบวา่ ขาขา้ งขวาสนั้ ไป 1.5 เซนตเิ มตร
กระดกู tibial plateau ขา้ งซา้ ยหกั มกี ารเช่อื มตดิ สนิทและกระดกู หน้าแขง้ ขา้ งขวาเช่อื ม
ตดิ ผดิ รปู (Malalignment)
ผรู้ บั การประเมนิ สญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 10 ของทงั้ รา่ งกาย
252 กระดกู tibial plateau ขา้ งซา้ ยหกั โดยชน้ิ กระดกู ไม่เล่อื นทม่ี คี ่าการสญู เสยี สมรรถภาพ
คาอธิบาย ของขารอ้ ยละ 5 กระดกู หน้าแขง้ ขา้ งขวาหกั และเช่อื มตดิ ผดิ รูป (Valgus) มกี ารสญู เสยี
สมรรถภาพของขา รอ้ ยละ 20 (ตารางท่ี 3-33)
ตวั อยา่ งท่ี 3.23 ขาทส่ี นั้ น้อยกว่า 2 เซนตเิ มตร ไม่ต้องนามาประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพ สว่ น
ประวตั ิ การสญู เสยี สมรรถภาพจากกล้ามเน้ือน่องขา้ งขวาลบี (ตารางท่ี 3-6) ไม่ต้องนามา
ประเมนิ การสูญเสยี สมรรถภาพอกี เน่ืองจากไดใ้ ชก้ ารประเมนิ การสญู เสยี โดยวธิ ฐี าน
อาการปัจจบุ นั การวนิ จิ ฉยั โรคแลว้
การตรวจรา่ งกาย ทาการแปลงค่าการประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพของขารอ้ ยละ 20 ขา้ งขวา ไปเป็น
การตรวจพิเศษ ของทงั้ ร่างกายโดยคณู ดว้ ย 0.4 จะไดค้ า่ รอ้ ยละ 8 (20% x 0.4 = 8%)
การวินิ จฉัยโรค ขาขา้ งซา้ ยสญู เสยี สมรรถภาพร้อยละ 5 ของขา แปลงค่าไปเป็นของทงั้ ร่างกายจะได้
ผลการประเมิน คา่ รอ้ ยละ 2 (5% x 0.4 = 2%)
ขาขา้ งขวาสญู เสยี สมรรถภาพร้อยละ 8 ของทงั้ ร่างกายใหน้ ามารวมกบั ขาขา้ งซา้ ยท่ี
สญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 2 ของทงั้ ร่างกาย โดยใชต้ ารางค่ารวม จะไดค้ ่าการสญู เสยี
สมรรถภาพรอ้ ยละ 10 ของทงั้ ร่างกาย จากการประสบอนั ตราย ส่วนอาการเจบ็ ปวดได้
คดิ รวมไวใ้ นการประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพแลว้
กระดูก tibial plateau หกั ชนิดไม่เล่อื นท่พี รอ้ มกบั มกี ารบาดเจบ็ ของเสน้ ประสาท
common peroneal nerve (Neuropathy) ทาใหเ้ กดิ การสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 10
ของทงั้ ร่างกาย
ผรู้ บั การประเมนิ ชายอายุ 50 ปี ถูกสะเกด็ โลหะจากแท่นกลงึ กระเดน็ ออกมากระแทก
อย่างแรงและทะลุเขา้ ไปทบ่ี รเิ วณเข่าขวา ทาใหเ้ กดิ กระดูกหกั บรเิ วณ lateral tibial
plateau และปลายบนกระดูก fibula กห็ กั พรอ้ มกบั เสน้ ประสาท common peroneal
ฉีกขาด ไดร้ บั การรกั ษาโดยการผ่าตดั จดั ช้นิ กระดูกหกั ให้เขา้ ท่ี และยดึ ตรงึ ดว้ ยโลหะ
ดามกระดูกภายใน พรอ้ มกบั เยบ็ ซ่อมเสน้ ประสาท common peroneal หลงั ผ่าตดั ใส่
อุปกรณ์พยุงขอ้ เข่า 3 สปั ดาห์ แลว้ จงึ เรมิ่ เคล่อื นไหวขอ้ เข่า ปรากฏว่าหลงั ผ่าตดั 2
เดอื นกระดกู หกั เชอ่ื มตดิ สนทิ โดยไม่มคี วามพกิ ารขอ้ เขา่ แต่เสน้ ประสาทฟ้ืนตวั ไดเ้ พียง
บางสว่ น
ผรู้ บั การประเมนิ มอี าการเจบ็ ปวดดา้ นขา้ งของขา ถา้ เดนิ โดยไม่ใช้กายอุปกรณ์จะเดนิ
เทา้ ลาก หรอื เทา้ ตกเลก็ น้อย (Steppage Gait) ถ้าต้องการเดนิ ทางระยะไกล ๆ ต้องใช้
กายอุปกรณ์พยงุ ขอ้ เทา้ (AFO)
ผรู้ บั การประเมนิ สามารถเหยยี ดขอ้ เทา้ ไดไ้ ม่สดุ ขาดไป 2 องศา งอเข่าได้ 100 องศา ไม่
พบความพกิ ารผดิ รูป กลา้ มเน้ือน่องลบี ลง 2.5 เซนตเิ มตร เอน็ ยดึ ขอ้ เข่ายงั แขง็ แรงดี
มอี าการชาบรเิ วณด้านนอกของขาขวาส่วนล่างและเท้าทาให้สูญเสยี ความรู้สกึ อยู่ใน
ระดบั 4 (ตารางท่ี 2-10) การสญู เสยี กาลงั กลา้ มเน้ือทส่ี งั่ การโดยเสน้ ประสาท common
peroneal อย่ใู นระดบั 3 (ตารางท่ี 2-11)
จากภาพถ่ายรงั สบี รเิ วณขอ้ เขา่ และขาขวา พบว่ากระดกู หน้าแขง้ และ fibula ทห่ี กั เช่อื ม
ตดิ สนิท
กระดกู tibial plateau หกั ชนิดไม่เล่อื นท่ี มเี สน้ ประสาท common peroneal เสยี หาย
(Neuropathy)
ผรู้ บั การประเมนิ มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 10 ของทงั้ รา่ งกาย
คาอธิบาย 253
ตวั อย่างที่ 3.24 จากตารางท่ี 3-33 ผรู้ บั การประเมนิ มกี ระดูก tibial plateau หกั ชนิดไม่เล่อื นทท่ี าใหเ้ กดิ
ประวตั ิ การสญู เสยี สมรรถภาพของขารอ้ ยละ 5 ผปู้ ระเมนิ ไม่ควรใชต้ ารางท่ี 3-6 มาประเมนิ
อาการปัจจบุ นั การสูญเสยี สมรรถภาพจากกล้ามเน้ือลีบร่วมกบั วธิ ที ใ่ี ช้ฐานการวนิ ิจฉัยโรค ส่วนการ
การตรวจรา่ งกาย สญู เสยี สมรรถภาพของเสน้ ประสาทควรแยกการประเมนิ ออกมาต่างหาก
การตรวจพิเศษ จากตารางท่ี 2-10 การสูญเสยี ความรูส้ กึ สมั ผสั ทผ่ี วิ หนังระดบั 4 ทาให้มกี ารสูญเสยี
การวินิ จฉัยโรค ความรสู้ กึ ร้อยละ 10 - 25 เน่ืองจากผรู้ บั การประเมนิ มอี าการชาควรใชค้ ่าการสญู เสยี ท่ี
ผลการประเมิน รอ้ ยละ 25 ใหน้ าเอาค่า 25% มาคณู กบั 5% จากค่าการสญู เสยี สมรรถภาพสงู สดุ ทเ่ี กดิ
จากการสญู เสยี ความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนังของเสน้ ประสาท common peroneal (ตารางท่ี
3-37) จะเป็นค่าการสญู เสยี สมรรถภาพจากการสูญเสยี ความรูส้ กึ ซง่ึ เท่ากบั 1.25%
(25% x 5%) ใหใ้ ชค้ ่า 1% ของขา จากตารางท่ี 2-11 การสญู เสยี กาลงั กลา้ มเน้อื ระดบั 3
ทาใหม้ กี ารสญู เสยี สมรรถภาพ รอ้ ยละ 26 - 50 เน่ืองจากผรู้ บั การประเมนิ ต้องใชก้ าย
อุปกรณ์พยุงขอ้ เทา้ เป็นบางเวลาจงึ ควรพจิ ารณาใชค้ ่า 50% ใหน้ าค่า 50% มาคณู กบั
42% จากการสญู เสยี สมรรถภาพสงู สุดจากการสญู เสยี กาลงั กลา้ มเน้ือของเสน้ ประสาท
สงั่ การ common peroneal (ตารางท่ี 3-37) กจ็ ะไดค้ า่ การสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 21
ของขา เม่อื รวมค่าการสูญเสยี สมรรถภาพจากความรสู้ กึ สมั ผสั รอ้ ยละ 1 ของขากบั
ค่าการสญู เสยี สมรรถภาพจากการสญู เสยี กาลงั กลา้ มเน้ือรอ้ ยละ 21 ของขา (50% x
42% = 21%) จากการบาดเจบ็ ของเสน้ ประสาททงั้ เสน้ กจ็ ะไดค้ า่ รอ้ ยละ 22 ของขา โดย
ใชต้ ารางคา่ รวม
นาคา่ การสญู เสยี สมรรถภาพจากกระดกู หกั รอ้ ยละ 5 ของขามารวมกบั รอ้ ยละ 22 ของ
ขาทเ่ี กดิ จากการบาดเจบ็ ของเสน้ ประสาทโดยใช้ตารางค่ารวมกจ็ ะไดค้ ่ารอ้ ยละ 26 ของ
ขา หรอื เทา่ กบั รอ้ ยละ 10 ของทงั้ รา่ งกาย (26% x 0.4 = 10.4% หรอื 10%)
การผ่าตดั เปลย่ี นใสข่ อ้ สะโพกเทยี มทงั้ ขอ้ ทาให้เกดิ การสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 20
ของทงั้ ร่างกาย
ผรู้ บั การประเมนิ หญิงไทย อายุ 30 ปี ตามตวั อย่างท่ี 3.21 มอี าการขอ้ สะโพกเส่อื ม
เพม่ิ ขน้ึ เร่อื ย ๆ จนตอ้ งไดร้ บั การผ่าตดั เปลย่ี นใสข่ อ้ สะโพกเทยี มทงั้ ขอ้ หลงั ผ่าตดั 2 ปี
ผรู้ บั การประเมนิ ตอ้ งการประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพ จงึ มารบั การตรวจประเมนิ จาก
แพทยอ์ กี ครงั้ หน่งึ
ผู้รบั การประเมนิ มอี าการเจบ็ สะโพกและเดนิ กะเผลกเลก็ น้อย ขน้ึ บนั ไดไดป้ กติ สวม
ถุงเทา้ และรองเทา้ ไดด้ ว้ ยความลาบากเน่อื งจากงอและบดิ ขอ้ สะโพกออกนอกไดไ้ ม่เตม็ ท่ี
นงั่ ไดน้ านไม่จากดั ระยะเวลาไม่เคยใชร้ ถประจาทางสาธารณะทงั้ ๆ ทผ่ี รู้ บั การประเมนิ
คดิ ว่าน่าจะทาได้ ไม่เคยใชไ้ มเ้ ทา้ และสามารถเดนิ ไดเ้ ป็นระยะทาง 1 กโิ ลเมตร โดยไม่
ตอ้ งพกั มคี วามลาบากในการประกอบกจิ กรรมกบั ครอบครวั
กลา้ มเน้อื บรเิ วณตน้ ขาและน่องซา้ ยยงั คงลบี อย่างต่อเน่อื งขอ้ สะโพกซา้ ยยดึ ในทา่ งอ 150
ขาทงั้ 2 ขา้ งยาวเท่ากนั ขอ้ สะโพกงอได้ 900 กางขอ้ ได้ 200 หุบขอ้ ได้ 100 หมุนออก
นอกได้ 200 และหมนุ เขา้ ในได้ 200
การถ่ายภาพรงั สี พบวา่ ขอ้ สะโพกเทยี มทงั้ ขอ้ ยงั คงอย่ใู นตาแหน่งทด่ี ี
ภาวะหลงั การผ่าตดั เปลย่ี นใสข่ อ้ สะโพกเทยี มทงั้ ขอ้
ผรู้ บั การประเมนิ มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 20 ของทงั้ รา่ งกาย
254 ถา้ ใชว้ ธิ ปี ระเมนิ จากฐานการวนิ จิ ฉยั โรคตามตารางท่ี 3-33 และ 3-34 แลว้ กไ็ มต่ อ้ งใชว้ ธิ ี
คาอธิบาย
ประเมนิ จากกลา้ มเน้อื ลบี ตามตารางท่ี 3-6
ตวั อย่างที่ 3.25
ประวตั ิ ตามตารางท่ี 3 – 34 ผรู้ บั การประเมนิ ไดร้ บั การผา่ ตดั เปลย่ี นใส่ขอ้ สะโพกเทยี มทงั้ ขอ้ จะ
อาการปัจจบุ นั ไดค้ ะแนนจากอาการเจบ็ ปวด 40 คะแนน
การตรวจรา่ งกาย
การตรวจพิเศษ เดนิ กะเผลกเลก็ น้อยได้ 8 คะแนน
การวินิ จฉัยโรค
ผลการประเมิน ไมต่ อ้ งใชไ้ มเ้ ทา้ ได้ 11 คะแนน
คาอธิบาย
เดนิ ไดไ้ กล 1 กโิ ลเมตร ได้ 8 คะแนน
สามารถขน้ึ บนั ไดได้ 4 คะแนน
สวมถุงเทา้ ลาบากได้ 2 คะแนน
สามารถนงั่ ไดเ้ ป็นเวลานานได้ 4 คะแนน
สามารถโดยสารรถประจาทางได้ 1 คะแนน
ขอ้ สะโพกยดึ ในทา่ งอ15O ได้ 0 คะแนน
ขาทงั้ 2 ขา้ งยงั คงยาวเท่ากนั ได้ 1 คะแนน
สาหรับการสูญเสียพิสยั การเคล่ือนไหวข้อสะโพกในท่างอไม่ได้คะแนน ส่วนการ
เคลอ่ื นไหวอ่นื ๆ อกี 4 ทศิ ทาง ไดเ้ พยี ง 2 คะแนน
รวมคะแนนทงั้ หมด 40+8+11+8+4+2+4+1+1+2 = 81 คะแนน ได้ค่าการสูญเสยี
สมรรถภาพของขารอ้ ยละ 50 หรอื เท่ากบั รอ้ ยละ 20 ของทงั้ รา่ งกาย (ตารางท่ี 3-33)
การผ่าตดั เทา้ ผ่านกระดูกฝ่าเท้า (Transmetatarsal Amputation) ทาให้สูญเสยี
สมรรถภาพรอ้ ยละ 25 ของทงั้ รา่ งกาย
ผรู้ บั การประเมนิ ชายไทยอายุ 50 ปี ประสบอนั ตรายขณะปฏบิ ตั งิ านโดยเทา้ ขวาถูกรถ
ยกว่ิงทับหลังเท้า และมีบาดแผลฉีกขาด ได้รบั การรักษาโดยการทาความสะอาด
บาดแผล ตดั เน้ือทต่ี ายออกและใชโ้ ลหะดามกระดูกฝ่าเทา้ ทห่ี กั ทงั้ 5 ชน้ิ ภายหลงั การ
ผ่าตัดมีการติดเช้ือจึงต้องตัดเท้าส่วนหน้ าออกทั้งหมดผ่านกระดูกฝ่าเท้า
(Transmetatrsal Amputation) หลงั การตดั เทา้ สว่ นหน้าออกปรากฏว่าแผลหายดี แต่ยงั
มอี าการตงึ บรเิ วณเทา้ ไมส่ ามารถทางานหนกั
มอี าการตึงบรเิ วณขอ้ เท้าและเท้า สามารถเดินโดยสวมเท้าปลอมเสรมิ เท้าส่วนหน้า
แต่เดนิ กะเผลกและกลา้ มเน้อื น่องลบี ไม่สามารถยนื ไดน้ านเน่อื งจากอาการเจบ็ เทา้
ปรากฏวา่ มรี อยแผลเป็นหลายแหง่ บรเิ วณเทา้ สว่ นทเ่ี หลอื ขอ้ เทา้ ยดึ ในท่ากระดกขน้ึ 100
(Flexion Contracture 100) สามารถเหยยี ดขอ้ เทา้ ลงได้ 250 กระดกู สน้ เทา้ (Os calcis)
ตดิ แขง็ ในทา่ เอยี งออกนอก 150 ไม่สามารถบดิ เทา้ เขา้ ในจากตาแหน่ง 150
ภาพถ่ายรงั สบี รเิ วณขอ้ เทา้ พบกระดกู ฝา่ เทา้ และขอ้ เทา้ ทห่ี กั เช่อื มตดิ สนทิ และขอ้ เทา้ อยู่
ในทา่ เอยี งออกนอก (Valgus Deformity)
เทา้ ถกู ตดั ขาดผ่านกระดกู ฝา่ เทา้ (Healed Transmetatarsal Amputation) และแผลหายดี
ผรู้ บั การประเมนิ สญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 25 ของทงั้ ร่างกาย
จากตารางท่ี 3-32 การตดั เทา้ ผ่านกระดกู ฝ่าเทา้ ทาใหเ้ กดิ การสญู เสยี สมรรถภาพของ
เทา้ รอ้ ยละ 57 หรอื รอ้ ยละ 40 ของขา ผรู้ บั การประเมนิ ยงั มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพของ
สว่ นอน่ื อกี นอกเหนือไปจากการตดั เทา้ บางสว่ นออก
จากตารางท่ี 3-13 ส้นเท้าพิการทาให้เกดิ การสูญเสยี สมรรถภาพของขา ร้อยละ 25
เน่อื งจากเป็นความพกิ ารดงั นนั้ จงึ ไมต่ อ้ งนาการเคลอ่ื นไหวของขอ้ subtalar มาคานวณ
ขอ้ สงั เกต 255
จากตารางท่ี 3-11 ข้อเท้ากระดกข้ึนไม่ได้เลย ทาให้เกิดการสูญเสียสมรรถภาพ
ของขารอ้ ยละ 15 (ระดบั ปานกลาง)
นาค่าการสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 40 , 25 และ 15 มารวมกนั โดยใชต้ ารางค่ารวม
กจ็ ะไดค้ า่ การสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 62 ของขา เม่อื แปลงคา่ การสญู เสยี สมรรถภาพ
ไปเป็นของทงั้ รา่ งกายโดยคณู ดว้ ย 0.4 จะไดค้ า่ รอ้ ยละ 24.8 (62% x 0.4 =24.8%) หรอื
เท่ากบั รอ้ ยละ 25 ของทงั้ รา่ งกาย
การคานวณค่าการสญู เสยี สมรรถภาพทม่ี หี น่วยเป็นของขานนั้ การประเมนิ การสญู เสยี
สมรรถภาพจะต้องคานวณมาจากส่วนของขาและเท้าเท่านัน้ ดังนัน้ การประเมิน
การสญู เสยี สมรรถภาพ ทเ่ี กดิ จากการตดั ขาดบรเิ วณขาและเทา้ ใหท้ าการประเมนิ เป็น
การสูญเสยี สมรรถภาพของขา ไม่ควรประเมนิ เป็นค่าการสูญเสยี สมรรถภาพของเท้า
การแปลงเป็นค่าการสูญเสียสมรรถภาพของขาไปเป็นของทัง้ ร่างกายก็ให้นาค่า
การสูญเสียสมรรถภาพของขาจากส่วนต่าง ๆ มารวมกนั ก่อนโดยใช้ตารางค่ารวม
แล้วคูณด้วย 0.4 ค่าท่ไี ด้ควรจะต้องเท่ากบั ค่าท่ไี ด้จากการแปลงค่าการสูญเสยี
สมรรถภาพของขาไปเป็นของทงั้ ร่างกาย ตามตารางท่ี 3-3 แลว้ จงึ จะนาค่าการสญู เสยี
สมรรถภาพท่ไี ด้ไปรวมกบั ค่าการสูญเสยี สมรรถภาพของทงั้ ร่างกาย จากส่วนอ่นื ๆ
(ถ้าม)ี โดยใชต้ ารางค่ารวม ในกรณีท่คี ่าการสญู เสยี สมรรถภาพทงั้ 2 ค่าไม่เท่ากนั
แพทยผ์ ปู้ ระเมนิ ควรตดั สนิ ใจเลอื กคา่ ประเมนิ ทม่ี ากกวา่
256
รปู 3-10 แบบการลงบนั ทึกการประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของขาและเท้า
(Lower Extremity Impairment Evaluation Record and Worksheet)
ชอ่ื _______________________________________________________________ อายุ______________ เพศ______ ขา้ ง [ ] ขวา [ ] ซา้ ย วนั ท่_ี ______________
การวนิ จิ ฉยั โรค____________________________________________________________________________________
การสญู เสยี สมรรถภาพทเ่ี ป็นไปได้ การประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพทใ่ี ช้
จรงิ ขนั้ สุดทา้ ย
บรเิ วณการเคล่อื นไหวทผ่ี ดิ ปกติ บรเิ วณทม่ี กี ารสญู เสยี ตารางท่ี ค่า การถกู ตดั ขาด วธิ ที ใ่ี ชป้ ระเมนิ คา่
สมรรถภาพ รอ้ ยละ ตาแหน่ง คา่ รอ้ ยละ รอ้ ยละ
กระดกู เชิงกราน การวนิ จิ ฉยั โรค 3-33 % การวนิ ิจฉยั โรค %
โรคขอ้ เส่อื มอกั เสบ 3-31 % โรคขอ้ เสอ่ื มอกั เสบ %
ผวิ หนงั 3-36 % ผวิ หนงั %
ความยาวขาไมเ่ ท่ากนั 3-4 % ความยาวขาไม่เท่ากนั %
การถกู ตดั ขาด 3-32 % การถกู ตดั ขาด %
ข้อสะโพก ตารางท่ี 3-9 และ 3-15 ถงึ 3-19 การวนิ จิ ฉยั โรค 3-33/34 % การวนิ จิ ฉยั โรค %
งอ เหยยี ด ขอ้ รอ้ ยละการสญู เสยี โรคขอ้ เสอ่ื มอกั เสบ 3-31 % โรคขอ้ เสอ่ื มอกั เสบ %
ตดิ แขง็ สมรรถภาพ ผวิ หนงั 3-30 % ผวิ หนงั %
ค่ามมุ …. …... ……. ……..…… ความยาวขาไมเ่ ทา่ กนั 3-4 % ความยาวขาไมเ่ ทา่ กนั %
การสญู เสยี …. …... ……. ……..…… กลา้ มเน้อื อ่อนแรง 3-8 % กลา้ มเน้อื อ่อนแรง %
สมรรถภาพ การถกู ตดั ขาด 3-32 % ROM %
การถกู ตดั ขาด %
กาง หบุ ขอ้ รอ้ ยละการสญู เสยี
ขอ้ ขอ้ ตดิ แขง็ สมรรถภาพ
คา่ มุม …. …... ……. ……..……
การสญู เสยี …. …... ……. ……..……
สมรรถภาพ
บวกคา่ รอ้ ยละการสญู เสยี สมรรถภาพจาก ROM
หรอื ใชค้ า่ มุมขอ้ ตดิ แขง็ สงู สดุ = ……………. %
ต้นขา (โดยพจิ ารณาถงึ ความสมั พนั ธข์ องพยาธิ กลา้ มเน้อื ลบี 3-33/34 % กลา้ มเน้อื ลบี %
สภาพบรเิ วณขอ้ สะโพก โรคขอ้ เส่อื มอกั เสบ 3-31 % โรคขอ้ เส่อื มอกั เสบ %
และเขา่ ) ผวิ หนงั 3-36 % ผวิ หนงั %
ความยาวขาไม่เท่ากนั 3-4 % ความยาวขาไมเ่ ทา่ กนั %
การถกู ตดั ขาด 3-32 % การถกู ตดั ขาด %
ข้อเข่า ตารางท่ี 3-10 และ 3-20 ถงึ 3-23 การวนิ ิจฉยั โรค 3-33/35 % การวนิ ิจฉยั โรค %
งอ เหยยี ด ขอ้ รอ้ ยละการสญู เสยี โรคขอ้ เส่อื มอกั เสบ 3-31 % โรคขอ้ เสอ่ื มอกั เสบ %
ตดิ แขง็ สมรรถภาพ ผวิ หนงั 3-36 % ผวิ หนงั %
คา่ มุม …. …... ……. ……..…… กลา้ มเน้อื อ่อนแรง 3-8 % กลา้ มเน้อื ออ่ นแรง %
การสญู เสยี …. …... ……. ……..…… การถกู ตดั ขาด 3-32 % การถกู ตดั ขาด %
สมรรถภาพ
บวกค่ารอ้ ยละการสญู เสยี สมรรถภาพจาก ROM
หรอื ใชค้ ่ามมุ ขอ้ ตดิ แขง็ สงู สดุ = ……………. %
น่อง (โดยพจิ ารณาถงึ ความสมั พนั ธข์ องพยาธสิ ภาพ กลา้ มเน้อื ลบี 3-6 % กลา้ มเน้อื ลบี %
บรเิ วณขอ้ เขา่ และขอ้ เทา้ ) การวนิ จิ ฉยั โรค 3-33 % การวนิ จิ ฉยั โรค %
ผวิ หนงั 3-36 % ผวิ หนงั %
ความยาวขาไม่เทา่ กนั 3-4 % ความยาวขาไม่เท่ากนั %
การถกู ตดั ขาด 3-32 % การถกู ตดั ขาด %
257
บรเิ วณการเคลอ่ื นไหวทผ่ี ดิ ปกติ การสญู เสยี สมรรถภาพทเ่ี ป็นไปได้ ค่า การถกู ตดั ขาด การประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพทใ่ี ช้
รอ้ ยละ จรงิ ขนั้ สุดทา้ ย
บรเิ วณทม่ี กี ารสญู เสยี ค่า
สมรรถภาพ ตาแหน่ง รอ้ ยละ
ค่ารอ้ ยละ
ตารางท่ี วธิ ที ใ่ี ชป้ ระเมนิ
ข้อเท้า/เท้า ตารางท่ี 3-11 ถงึ 3-13 การวนิ ิจฉยั โรค 3-29/33 % การวนิ จิ ฉยั โรค %
และ 3-24 ถงึ 3-28 โรคขอ้ เสอ่ื มอกั เสบ 3-31 % โรคขอ้ เสอ่ื มอกั เสบ %
กระดก กระดก ขอ้ ผวิ หนงั 3-36 % ผวิ หนงั %
รอ้ ยละ ขน้ึ ลง ตดิ แขง็ กลา้ มเน้อื อ่อนแรง 3-8/9 % กลา้ มเน้อื อ่อนแรง %
การถกู ตดั ขาด 3-32 % ROM %
การสญู เสยี ฯ การถกู ตดั ขาด %
ค่ามมุ ...... ............ .......... ...................
การสญู เสยี ฯ ............ .......... ...................
บดิ บดิ ขอ้
รอ้ ยละ เขา้ ใน ออกนอก ตดิ แขง็
การสญู เสยี ฯ
คา่ มมุ .......... ............ ..........
การสญู เสยี ฯ ........... ............ .......... ........
บวกค่ารอ้ ยละการสญู เสยี สมรรถภาพจาก ROM
หรอื ใชค้ า่ มุมขอ้ ตดิ แขง็ สงู สุด = ……………… %
นิ้วเท้า ตารางท่ี 3-14 และ 3-30 การวนิ ิจฉยั โรค 3-33 % การวนิ จิ ฉยั โรค %
หวั แม่เทา้ ขอ้ โคนน้วิ ขอ้ ปลายน้ิว ขอ้ ขอ้ เสอ่ื มอกั เสบ 3-31 % โรคขอ้ เสอ่ื มอกั เสบ %
รอ้ ยละ กระดกขน้ึ กระดกลง ตดิ แขง็ ผวิ หนงั 3-36 % ผวิ หนงั %
การสญู เสยี ฯ .................. กลา้ มเน้อื อ่อนแรง 3- 8/14 % กลา้ มเน้อื อ่อนแรง %
ค่ามมุ ............ .................. ……………. การถกู ตดั ขาด 3-32 % ROM %
การสญู เสยี .......... .....………. การถกู ตดั ขาด %
สมรรถภาพ
น้วิ อ่นื ๆ ขอ้ โคนน้ิวกระดกขน้ึ ขอ้
รอ้ ยละ ตดิ แขง็
การสญู เสยี ฯ
คา่ มุม . .......... ................... …………….
การสญู เสยี .......... ................... …………….
สมรรถภาพ
บวกคา่ รอ้ ยละการสญู เสยี สมรรถภาพจาก ROM
หรอื ใชค้ า่ มุมขอ้ ตดิ แขง็ สงู สดุ = ………………%
การสญู เสียสมรรถภาพของระบบเส้นประสาท
ระดบั เสน้ ประสาท รวมคา่ เสน้ ประสาท กาลงั กลา้ มเน้อื ความรสู้ กึ สงู สุด ความรสู้ กึ ไม่สบายสงู สุด
รอ้ ยละ รอ้ ยละ ทงั้ หมด สงู สดุ รอ้ ยละ รอ้ ยละ รอ้ ยละ
ระดบั กาลงั กลา้ มเน้อื ................. ------ x --------- = -------- --------
(ตารางท่ี 2-14)
ระดบั ความรสู้ กึ ................. ------ x --------- = -------- --------
(ตารางท่ี 2-15)
ระดบั ความรสู้ กึ ทไ่ี มส่ บาย ................. ------ x --------- = -------- -------- รวมค่าการสญู เสยี สมรรถภาพส่วนต่างของเสน้ ประสาททงั้ หมดโดยใช้
ตารางคา่ รวม =……………….. %
การสญู เสียสมรรถภาพของระบบหลอดเลือด (ตารางท่ี 3-38)
ระดบั ----------------- ค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของระบบหลอดเลอื ดทงั้ หมด =……………………….……….. %
การสญู เสียสมรรถภาพจากท่าการเดินผิดปกติ (ตารางท่ี 3.5)
เป็นค่าการประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพโดด ๆ โดยตวั ของมนั เองไม่ตอ้ งนาไปรวมกบั ค่าการสญู เสยี สมรรถภาพทป่ี ระเมนิ ได้โดยวธิ อี ่นื ๆ (ตารางท่ี 3.5)
=……….……………………….. %
สรปุ ค่าการสูญเสียสมรรถภาพขนั้ สดุ ท้าย
(ถา้ ใชว้ ธิ กี ารประเมนิ มากกวา่ หน่งึ วธิ ี ควรตอ้ งอธบิ ายถงึ เหตุผลในการตดั สนิ ใจเลอื กวธิ ปี ระเมนิ นนั้ ด้วย)
=………………………….…….. %
258
ภาคผนวก
การบนั ทึกการวดั พิสยั การเคลือ่ นไหว
(Recording Range of Motion Measurements)
การวดั พิสยั การเคลื่อนไหว (ROM) นิยมใชว้ ดั การเคล่อื นไหวของสนั หลงั ขอ้ บรเิ วณแขนและมอื และขอ้
บรเิ วณขาและเท้า เป็นการตรวจค้นหาการเคล่อื นไหวท่ผี ดิ ปกติของขอ้ ทอ่ี าจเป็นผลมาจากการเปลย่ี นแปลงการทา
หน้าทข่ี องร่างกายสว่ นนนั้ แพทยผ์ ปู้ ระเมนิ ควรถามตวั เองว่าค่ามุมทว่ี ดั ไดถ้ ูกตอ้ งหรอื ไม่ ไม่ว่าจะวดั กค่ี รงั้ กต็ าม หรอื
แพทยท์ ่านอ่นื มาตรวจวดั กค็ วรจะไดค้ ่ามุมเท่ากนั ผลท่วี ดั ได้จงึ จะสามารถพยากรณ์ถงึ หน้าทท่ี แ่ี ทจ้ รงิ ของขอ้ นัน้ ๆ
การทจ่ี ะทาใหผ้ ลการตรวจวดั ถกู ตอ้ งทกุ ครงั้ จาเป็นตอ้ งมเี ทคนคิ การวดั มมุ ทเ่ี ป็นมาตรฐาน เคร่อื งวดั มคี ุณสมบตั เิ ฉพาะ
ผทู้ าการตรวจวดั ควรไดร้ บั การฝึกอบรมจนมคี วามชานาญการวดั ผรู้ บั การประเมนิ กค็ วรมกี ารอบอุ่นร่างกาย (Warm
– Up Exercises) ทเ่ี หมาะสมกอ่ นการวดั และตอ้ งมแี บบการบนั ทกึ ทเ่ี ป็นมาตรฐาน
วตั ถุประสงคข์ องภาคผนวกกเ็ พอ่ื เพมิ่ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั องคป์ ระกอบทม่ี ผี ลต่อการวดั ซง่ึ จะนาไปสเู่ ทคนิคการวดั
ทถ่ี ูกตอ้ งและเป็นมาตรฐาน
เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการวดั (Measruement Devices)
การวดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอ้ ตามคู่มอื น้ีแนะนาให้ใช้เคร่อื งวดั อย่างใดอย่างหน่ึง คอื เคร่อื งวดั มุม
(Goniometers) และ/หรอื เครอ่ื งวดั ความเอยี ง (Inclinometers) ซง่ึ นิยมใชว้ ดั การเคล่อื นไหวของสนั หลงั
เคร่อื งวดั ทงั้ 2 ชนดิ ใหค้ วามแม่นยาในการวดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอ้ การจะใชเ้ คร่อื งวดั ชนิดใดขน้ึ อย่กู บั
ความชอบและความชานาญของแพทยผ์ ทู้ าการวดั เครอ่ื งวดั มุมใชอ้ า่ นค่ามมุ ทอ่ี ย่รู ะหว่างแขนทงั้ สองของเครอ่ื งวดั ส่วน
เคร่อื งวดั ความเอยี งวดั โดยอาศยั แรงโน้มถ่วงโลก และช่วยอ่านค่ามุมจากจุดเรมิ่ ตน้ ทค่ี งทต่ี ลอดระยะเวลาของการวดั
นกั วจิ ยั และแพทยบ์ างทา่ นเช่อื วา่ เครอ่ื งวดั ความเอยี งใชง้ า่ ยและวดั ค่ามุมไดถ้ ูกตอ้ งมากกว่าเคร่อื งวดั มุม ถงึ อย่างไรก็
ตามก็ยังมีข้อมูลจานวนน้อยท่ีสนับสนุนความเช่ือน้ี เคร่ืองวัดความเอียงแบบอิเล็คโทรนิค (อ่านเป็นตัวเลข)
บางชนดิ อาจช่วยอ่านค่ามุมทว่ี ดั ไดแ้ ม่นยา แต่ยงั มขี อ้ มูลค่อนขา้ งน้อยทศ่ี กึ ษาเปรยี บเทยี บการวดั โดยเคร่อื งมอื ชนิด
ใหม่ ระหว่างเคร่อื งวดั มุมแบบเก่ากบั เครอ่ื งวดั ความเอยี ง ก่อนทจ่ี ะใช้เคร่อื งวดั ชนิดใดแพทยผ์ ปู้ ระเมนิ ควรต้องทาการ
ประเมนิ เปรยี บเทยี บกบั ผลทว่ี ดั จากเคร่อื งวดั ทใ่ี ชก้ นั อยู่จนเป็นทน่ี ิยมยอมรบั แล้วกบั ผลท่วี ดั ไดจ้ ากเคร่อื งวดั ใหม่ใน
เร่อื งของความถกู ตอ้ งแมน่ ยา และใหผ้ ลการวดั ทค่ี งทท่ี ุกครงั้ ทว่ี ดั ซ้า
เทคนิคของการวดั (Measurement Techniques)
การเพม่ิ ความแม่นยาของการวดั จาเป็นต้องตรวจหาตาแหน่งท่สี าคญั ทางกายวภิ าคเพ่อื วางเคร่อื งวดั ให้
ถกู ตอ้ งตรงตาแหน่งนนั้ (กายวภิ าค) แลว้ ตรงึ เคร่อื งวดั ใหอ้ ย่นู งิ่ บนสว่ นนนั้ ของร่างกายและพยายามใชเ้ ทคนิคทใ่ี หไ้ ดค้ า่
วดั คงทต่ี ามคาแนะนาในหวั ขอ้ วธิ ใี ชเ้ คร่อื งมอื ในการวดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอ้ ตาแหน่งทส่ี าคญั ทางกายวภิ าคได้
กล่าวไวแ้ ลว้ ในค่มู อื น้ี แนะนาใหแ้ พทยผ์ ปู้ ระเมนิ ทาเคร่อื งหมายดว้ ยดนิ สอหรอื หมกึ บนตาแหน่งสาคญั ทางกายวภิ าค
เพอ่ื ใหแ้ น่ใจวา่ เราเรม่ิ วดั ทจ่ี ุดเดยี วกนั ตลอดสาหรบั การวดั ซ้าครงั้ ต่อๆไป ผปู้ ระเมนิ ควรบนั ทกึ ในรายงานการประเมนิ
การสูญเสยี สมรรถภาพ ว่าใช้ช่ือตาแหน่งท่สี าคญั ทางกายวภิ าคท่จี ุดใด การใช้ตาแหน่งท่ีสาคญั ทางกายวิภาคท่ี
แตกต่างกนั กจ็ ะทาใหค้ ่ามุมทว่ี ดั ไดแ้ ตกต่างกนั ในระหวา่ งแพทยผ์ ปู้ ระเมนิ กบั แพทยท์ ่านอน่ื ๆ
ก่อนทจ่ี ะทาการวดั มุมกค็ วรใหผ้ รู้ บั การประเมนิ ทาการอบอุ่นร่างกายทเ่ี หมาะสมเพ่อื ใหไ้ ดผ้ ลการวดั ทถ่ี ูกต้อง
ตรงตามความสามารถของผู้รบั การประเมนิ ทเ่ี ป็นอยู่จรงิ ในปจั จุบนั การอบอุ่นร่างกายได้แก่การแนะนาให้ผูร้ บั การ
ประเมนิ เคล่อื นไหวสนั หลงั ในท่ากม้ , แอ่นหลงั เอยี งสนั หลงั ไปทางขวา-ซา้ ย และหมนุ สนั หลงั ทาซ้าหลาย ๆ ครงั้ ตาม
คาแนะนาทบ่ี รรยายไวใ้ นบททก่ี ลา่ วถงึ การประเมนิ จากคมู่ อื น้ี
259
ในการประเมนิ การสูญเสยี สมรรถภาพของผูร้ บั การประเมนิ ควรให้ความสาคญั กบั การวางเคร่อื งวดั ใหต้ รง
ตาแหน่งทส่ี าคญั ทางกายวภิ าคและการตรงึ เคร่อื งวดั ใหอ้ ย่นู งิ่ กบั ทข่ี ณะวดั กค็ วรปฏบิ ตั ใิ หถ้ ูกต้องเหมาะสม และใหผ้ รู้ บั
การประเมนิ อยู่ในท่าทส่ี บายขณะวดั และผูว้ ดั กค็ วรมคี วามรู้เกย่ี วกบั กลไกการเคล่อื นไหวของขอ้ ทว่ี ดั อกี ด้วย ท่าท่ี
เหมาะสมทส่ี ดุ สาหรบั การวดั ไดก้ ลา่ วไวแ้ ลว้ ในค่มู อื น้ี กอ่ นการอ่านคา่ มุมบนเครอ่ื งวดั ตอ้ งจดั แนวลาตวั ผรู้ บั การประเมนิ
ใหเ้ หมาะสมและตรงึ เคร่อื งวดั ให้อย่กู บั ทท่ี ุกครงั้ แนะนาใหผ้ รู้ บั การประเมนิ เคล่อื นไหวขอ้ เองดกี ว่าผวู้ ดั ช่วยผรู้ บั การ
ประเมนิ เคล่อื นไหวขอ้ เพ่อื จะไดค้ า่ มุมทค่ี งทต่ี ลอดทุกครงั้ ทว่ี ดั ลดอตั ราความเสย่ี งทจ่ี ะทาใหผ้ รู้ บั การประเมนิ เกดิ การ
บาดเจบ็ ขณะวดั และจะไดค้ า่ ทว่ี ดั ไดใ้ กลเ้ คยี งกบั การเคล่อื นไหวทเ่ี ป็นจรงิ ของผรู้ บั การประเมนิ มากทส่ี ดุ
รปู ก แสดงตาแหน่งกลาง (00) ท่ีใช้เป็นจดุ เร่ิมต้นการวดั พิสยั การเคลื่อนไหวของข้อในระนาบ frontal
plane
รปู ก รปู ข
รปู ข แสดงตาแหน่งกลาง (O0) ท่ีใช้เป็นจดุ เริ่มต้นการวดั พิสยั เคลือ่ นไหวของข้อในระนาบ sagittal plane
ระบบการบนั ทึก (Recording System)
วธิ กี ารบนั ทกึ ทแ่ี ตกต่างกนั ของการวดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอ้ ทแ่ี ตกต่างกนั จะเพมิ่ ความผดิ พลาดในการ
แปลผล ในอุดมคตแิ ลว้ แพทยผ์ วู้ ดั ต้องบนั ทกึ ตงั้ แต่จุดเรม่ิ ต้นและทาการวดั มุมโดยการเปรยี บเทยี บกบั จุดเรมิ่ ต้นแลว้
บนั ทกึ ค่ามมุ การเคล่อื นไหวทเ่ี กดิ ตามมาหลาย ๆ ครงั้ จนไดค้ า่ มุมทค่ี งทแ่ี ละปฏบิ ตั ไิ ดถ้ กู ตอ้ งชดั เจน
การวดั พิสยั การเคล่อื นไหวของขอ้ สามารถบนั ทกึ ค่าตามคาบรรยายในตาราหรอื ใช้แบบท่เี ป็นตวั เลขหรอื
จานวน การวดั แบบเป็นตวั เลข บงั คบั ใชใ้ นบางรฐั ของประเทศสหรฐั อเมรกิ าและบางประเทศในทวปี ยุโรป เพ่อื ใหเ้ กดิ
ความง่าย สะดวก มปี ระสทิ ธภิ าพ เป็นแบบเดยี วกนั ในการบนั ทกึ และการนาขอ้ มูลกลบั มาใช้ จงึ นิยมการบนั ทกึ แบบ
เป็นตวั เลขทเ่ี รยี กว่า SFTR Method (Standard Figure Technique for Record Method) สาหรบั ใชใ้ นการบนั ทกึ พสิ ยั
การเคล่อื นไหวของขอ้ การบนั ทกึ แบบ SFTR Method จะบนั ทกึ พสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอ้ โดยใชอ้ กั ษรหน่ึงตวั และ
ตวั เลขสามจานวน การบนั ทกึ แบบตวั เลขเป็นการยอ่ ทส่ี มบรู ณ์ ลดความผดิ พลาดจากการคดั ลอกหรอื ลดความเขา้ ใจผดิ
และช่วยใหก้ ารตดิ ต่อกนั ง่ายขน้ึ ดว้ ยตวั เลขทเ่ี ป็นภาษาสากลการวดั แบบ SFTR Method ยงั ช่วยทาใหก้ ารแปลขอ้ มูล
จากรายงานไปเป็นระบบคอมพวิ เตอรไ์ ดง้ ่าย
260
การบนั ทกึ การวดั แบบ SFTR Method การบนั ทกึ แบบน้จี าเป็นตอ้ งอาศยั ปจั จยั หรอื แนวทางต่าง ๆ ดงั น้ี
1. ขอ้ ทุกขอ้ ทจ่ี ะทาการวดั มุมการเคล่อื นไหว ตอ้ งเรม่ิ ต้นจากแนวกลาง 0o ดงั แสดงในรปู ก. ตาแหน่งแนว
กลางเป็นจุดเริม่ ต้นทย่ี อมรบั กนั โดยทวั่ ไปว่าเป็นตาแหน่งทางกายวภิ าค ขณะร่างกายยนื อยู่ในท่าตรงแขนและมอื
เหยยี ดออกและวางแนบชิดลาตวั หงายฝ่ามอื ไปขา้ งหน้า ถ้าผู้รบั การประเมนิ อยู่ในท่านัง่ นอนหงายหรอื นอนคว่า
จุดเรมิ่ ต้นกต็ อ้ งอย่คู ลา้ ยกบั ในท่ายนื ทางกายวภิ าค จุดเรมิ่ ตน้ สาหรบั การหมุนขอ้ ตอ้ งอย่ใู นตาแหน่งก่งึ กลางระหว่าง
การหมนุ ออกนอกและหมุนเขา้ ใน หรอื กง่ึ กลางระหวา่ งการคว่าและการหงายฝา่ มอื
2. ขอ้ ทุกขอ้ ทจ่ี ะทาการวดั มุมตอ้ งวดั ใหอ้ ยใู่ น 3 ระนาบ คอื sagittal (S) frontal (F) และระนาบตดั ขวาง หรอื
ภาคตดั ขวาง (Transverse) (T) สว่ นการหมนุ ตวั (Rotation) (R) เป็นการเคล่อื นทใ่ี นหลายระนาบใหแ้ ยกการบนั ทกึ ไว้
ต่างหาก การวดั มุมในระนาบต่าง ๆ ใหศ้ กึ ษาจากรปู 4-7 ในบททว่ี า่ ดว้ ยสนั หลงั
ก. ระนาบ sagittal (S) แบ่งร่างกายออกเป็นครง่ึ ซกี ขวาและซา้ ย การเคล่อื นไหวในระนาบ sagittal คอื
การงอและการเหยยี ดขอ้
ข. ระนาบ frontal (F) แบ่งร่างกายออกเป็นส่วนหน้าและส่วนหลงั การเคล่อื นไหวในระนาบน้ีคอื การ
กางขอ้ และการหุบขอ้ การยกขน้ึ (Elevation) การกดลง (Depression) การเอยี งไปทาง radius และทาง ulnar และ
การเอยี งสนั หลงั ไปทางขวาและทางซา้ ย
ค. ระนาบภาคตดั ขวาง (R) แบ่งร่างกายออกมาเป็นคร่ึงบนและคร่งึ ล่าง การเคล่อื นไหวในระนาบ
ภาคตดั ขวางไดแ้ กข่ อ้ ไหล่เหยยี ดและงอในแนวขนานพน้ื (Horizontal) ขอ้ สะโพกขณะงอ 90o แลว้ ทาการเคล่อื นไหวใน
แนวขนานพน้ื การกางขอ้ และหุบขอ้ สะโพก การดงึ ขอ้ ไหล่ (Retraction) และการผลกั ขอ้ ไหล่ (Protraction) และการ
เบนออกนอกของหวั แมเ่ ทา้ (Hallux Valgus)
ง. การหมนุ ขอ้ (Rotation) (R) สามารถเกดิ ขน้ึ ไดใ้ นระนาบใด ๆ กไ็ ดข้ น้ึ อย่กู บั ตาแหน่งของแขนและมอื
หรอื ขาและเทา้ การหมนุ ขอ้ (R) เชน่ การหมนุ เขา้ ใน การหมุนออกนอก การคว่าฝา่ มอื การหงายฝา่ มอื การหมุนสนั หลงั
ไปทางขวา-ทางซา้ ย
3. การบนั ทึกการเคล่อื นไหวทงั้ หมดของแต่ละข้อให้ใช้ตัวเลข 3 จานวนท่เี รียงกนั โดยเฉพาะ บนั ทึก
การเคล่อื นไหวไปทางซ้ายหรอื การเคล่อื นไหวจากแนวกลางของลาตวั ก่อน คอื การเหยยี ดขอ้ การกางขอ้ การหมุน
ออกนอก การคว่าฝา่ มอื ขาเก (Valgus) การแบะเทา้ ออกนอก (Eversion) การเอยี งลาตวั (เอยี งเอว) หรอื การหมุนสนั
หลงั ไปทางซา้ ย แลว้ บนั ทกึ ตาแหน่งเรม่ิ ต้นเป็นจุดอา้ งองิ ซง่ึ ปกตมิ กั จะเป็น 00 หรอื จุดกง่ึ กลาง บนั ทกึ การเคล่อื นไหว
เขา้ หาแนวกลางของลาตวั จากจุดอา้ งองิ 00 (ไปทางขวาจากจุด 00) การงอขอ้ การหุบขอ้ การหมุนเขา้ ใน การคว่า
ฝา่ มอื ขาโกง่ (Varus) การบดิ เทา้ เขา้ ใน (Inversion) การเอยี งลาตวั หรอื เอยี งเอวหรอื การหมุนสนั หลงั ไปทางขวา
4. บนั ทึกตาแหน่งต่าง ๆ ท่ขี อ้ ติดแขง็ โดยใช้ตวั เลข 2 จานวน ทบ่ี อกถงึ องศาท่ขี อ้ นัน้ ติดแขง็ และใช้
จุดเรม่ิ ตน้ 00 เป็นตาแหน่งอา้ งองิ ตวั อยา่ งทเ่ี ช่น ขอ้ มอื ตดิ แขง็ ในท่ากระดกขน้ึ 200 กใ็ หบ้ นั ทกึ ว่าขอ้ มอื (S) 20-0 และ
ถา้ ขอ้ มอื ตดิ แขง็ ในทา่ งอ 200 กใ็ หล้ งบนั ทกึ ว่าขอ้ มอื (S) 0-20 เป็นตน้
5. ในกรณีท่ขี อ้ ไม่สามารถเคล่อื นมาอยู่ในแนวกลางหรอื ตาแหน่ง O0 เน่ืองจากการเคล่อื นไหวถูกจากดั
ตวั เลขกลางจะไม่เป็น 0 แต่จะเป็นตวั เลขบอกตาแหน่งเรม่ิ ตน้ ทแ่ี ทจ้ รงิ
ตวั อย่างท่ขี อ้ ศอกอยู่ในตาแหน่งเรม่ิ ต้นคอื ท่างอ 300 (การเหยยี ดขอ้ ขาดหายไป 300) สามารถงอเพม่ิ ขน้ึ ไปถงึ 900
ควรลงบนั ทกึ ว่าขอ้ ศอก (S) 0-30-90
ตารางท่ี 1, 2 และ 3 ในบทน้ีบรรยายวธิ กี ารบนั ทกึ การวัดพสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอ้ บรเิ วณแขนและมอื ขา
และเทา้ และสนั หลงั ใชก้ ารบรรยายจากตาราทเ่ี ป็นมาตรฐาน และการลงบนั ทกึ ใชร้ ะบบตวั เลข แบบวธิ ี SFTR Method
261
ตารางที่ผนวก 1 แบบการบนั ทึกพิสยั การเคลอ่ื นไหวของข้อบริเวณแขนและมอื *
(Recording ROM Measurements for the Upper Extremities)
ข้อ ระนาบ คา่ ปกตพิ สิ ยั การเคลอ่ื นไหว ตวั อยา่ งท่ีทางคลินิค
ขอ้ ไหล่ ของขอ้ การบรรยายตามตารา การบนั ทึกแบบ SFTR
ขอ้ ไหล่ ทท่ี าไดด้ ว้ ยตนเอง (0)
ขอ้ ไหล่ ROM– 0 – ROM (องศา )
ขอ้ ศอก ระนาบ sagittal เหยยี ด - 0 - งอ ซา้ ย เหยยี ด 400 งอ 1500 ซา้ ย S : 40 - 0 - 150
ปลายแขน (40) - 0 - (180) ขวา เหยยี ด 300 งอ 1100 ขวา S : 30 - 0 - 110
ขอ้ มอื ซา้ ย กาง 1000 หบุ 100
ขอ้ มอื ระนาบ frontal กาง - 0 - หบุ ขวา กาง 1500 หบุ 300 ซา้ ย F : 100 - 0 - 10
(180) - 0 - (30) ขวา F : 150 - 0 - 30
ออกนอก - 0 - เขา้ ใน ซ้าย หมุนออกนอก 900 หมุน ซา้ ย R : 90 - 0 - 80
ระนาบหมนุ ขอ้ (90) - 0 - (80) เขา้ ใน 800
(Rotation) ขวา หมุนออกนอก 800 หมนุ เขา้ ขวา R : 80 - 0 - 40
ใน 400
ซา้ ย เหยยี ด 00 งอ 1500
ระนาบ sagittal เหยยี ด - 0 - งอ ขวา เหยยี ด 00 งอ 1100 ซา้ ย S : 0 - 0 - 150
(0) – 0 – (150) ขวา S : 0 - 0 - 110
หงายมอื – 0 – คว่ามอื ซา้ ย หงายมอื 600 คว่ามอื 800 ซา้ ย R : 60 - 0 - 80
ระนาบหมนุ ขอ้ (80) – 0 – (80) ขวา หงายมอื 800 คว่ามอื 800 ขวา R : 80 - 0 - 80
(Rotation) ขอ้ มอื ซา้ ยตดิ แขง็ ในท่ากระดกขน้ึ 20ซ0 า้ ย S : 20 – 0
ระนาบ sagittal กระดก – 0 - งอ
(60) – 0 – (60) ขอ้ มอื ขวากระดกได้ 200,งอได้ 500 ขวา S : 20 – 0 - 50
ซา้ ย เอยี งไปทาง radius ได้ 200 ซา้ ย F : 20 – 0 – 30
ระนาบ frontal เอยี งไปทาง Radius – 0 – เอยี งไปทาง ulnar ได้ 300
เอยี งไปทาง Ulnar
(20)–0 –(30) ขวา เอยี งไปทาง radius ได้ ขวา F : 10 – 0 – 10
100 เอยี งไปทาง ulnar ได้ 100
* ตวั เลขทอ่ี ย่ใู นวงเลบ็ คอื คา่ พสิ ยั มุมปกติ
SFTR = Standard Figure Technique for Record
262
ตารางที่ผนวก 2 แบบบนั ทึกการวดั พิสยั การเคล่อื นไหวของสนั หลงั *
(Recording ROM Measurements for the The Spine)
สนั หลงั ระนาบ พิสยั การเคลือ่ นไหว – 0 – พิสยั ตวั อยา่ งที่ทางคลินิก
การเคลื่อนไหว (องศา ) คาบรรยาย การบนั ทึกแบบ SFTR
(0o)
สว่ นคอ ระนาบ Sagittal เงยคอ – 0 - กม้ คอ เงยคอ 300 , กม้ คอ 450 S : 30 - 0 - 45
สว่ นคอ ระนาบ Frontal
สว่ นคอ ระนาบ Rotation (60) – 0 – (50)
สว่ นอก ระนาบ Sagittal เอยี งซา้ ย – 0 – เอยี งขวา เอยี งคอไปทางซา้ ย 300
(45) – 0 – (45) เอยี งคอไปทางขวา 400 F : 30 – 0 – 40
สว่ นอก ระนาบ Frontal R : 40 – 0 – 50
สว่ นอก การหมนุ อก หมนุ ทางซา้ ย – 0 – หมุนทางขวา หมุนคอไปทางซา้ ย 400
หมนุ คอไปทางขวา 500
(Rotation) (80)-0-(80)
สว่ นเอว ระนาบ Sagittal
แอ่นอก – 0 – กม้ อก แอ่นอกได0้ 0, กม้ S : 0 – 0 – 45
ได้ 450
(0) – 0 – (45) เอยี งตวั ไปทางซา้ ย 450 F : 45 – 0 -20
เอยี งซา้ ย - เอยี งขวา เอยี งตวั ไปทางขวา 200
(45) – 0 – (45)
หมนุ อกไปทางซา้ ย – 0 – หมุนอก หมุนอกไปทางซา้ ย 150 R : 15 – 0 – 20
ไปทางขวา (30-0-30) หมนุ อกไปทางขวา 200
แอ่นเอว – 0 – กม้ เอว แอ่นเอว 250, กม้ เอว 400 S: 25- 0 – 40
(25) – 0 – (600)
สว่ นเอว ระนาบ Frontal เอยี งเอวทางซา้ ย – 0 – เอยี งเอว ปล้องสนั หลงั เอวติดแขง็ F : 20 – 0
ทางขวา ในทา่ เอวเอยี งไปทางซา้ ย F : 0 – 20
(25) – 0 – (25) 20o F : 30 – 20 - 0
ปล้องสนั หลงั เอวติดแขง็
ในท่าเอวเอยี งไปทางขวา
20o
ปล้องสันหลังเอวจากัด
การเคล่ือนไหวจาก 200
ถงึ 300 ในท่าเอวเอยี งไป
ทางซา้ ย**
* ตวั เลขทอ่ี ย่ใู นวงเลบ็ คอื คา่ พสิ ยั มมุ ปกติ
** ขอ้ สงั เกต ปลอ้ งตดิ แขง็ ในตารางทม่ี จี ดุ เรม่ิ ตน้ ทไ่ี มใ่ ชศ่ นู ยอ์ งศา (00)
263
ตารางที่ผนวก 3 การบนั ทึกการวดั พิสยั การเคลอ่ื นไหวของขอ้ บริเวณขาและเท้า
(Recording ROM Measurements for the Lower Extremities)
ข้อ ระนาบ พิสยั การเคลอ่ื นไหว – 0 – ตวั อยา่ งท่ีทางคลินิค
ขอ้ สะโพก ระนาบ Sagittal พิสยั การเคลอ่ื นไหว(องศา) การบรรยายทางตารา การบนั ทึกแบบ SFTR
ขอ้ สะโพก ระนาบ Frontal
ขอ้ สะโพก การหมุนขอ้ (Rotation) (0o)
ขอ้ เขา่ ระนาบ Sagittal เหยยี ด -0- งอ ซา้ ย เหยยี ด 300 งอ 800 ซา้ ย S : 30 – 0 – 80
ขอ้ เทา้ ระนาบ Sagittal (30) – 0 – (100) ขวา เหยยี ด 100 งอ 600 ขวา S : 10 – 0 – 60
(Talocrural) ซา้ ย กาง 300 หุบ 100 ซา้ ย F : 30 – 0 – 10
ขอ้ เทา้ ระนาบ Fontal กาง -0- หบุ ขวา กาง 200 หุบ 100 ขวา F : 20 – 0 – 10
(Subtalar) (40) – 0 – (20) ซา้ ย หมุนออกนอก 300 ซา้ ย R : 30 – 0 – 30
* ตวั เลขทอ่ี ยใู่ นวงเลบ็ คอื ค่าพสิ ยั มุมปกติ หมนุ ออกนอก – 0 – หมนุ เขา้ ใน 300
หมนุ เขา้ ใน (50)-0-(40) ขวา หมุนออกนอก 200 ขวา R : 20 – 0 – 15
หมนุ เขา้ ใน 150
ซา้ ย เหยยี ด 00 งอ 1500 ซา้ ย S :
เหยยี ด -0- งอ ขวา เหยียดเดิน 100 ขวา S : 0 – 0 – 150
(0) – 0 – (150) งอ 1200 0 – 0 – 120
กระดกขน้ึ – 0 – เหยยี ดลง ซ้า ย ก ร ะ ด ก ข้ึน 100 ซา้ ย S : 10 – 0 – 10
เหยยี ดลง 100
(20) – 0 – (40) ข ว า ก ร ะ ด ก ข้ึน 200 ขวา S : 20 – 0 – 40
เหยยี ดลง 400
แบะเทา้ ออกนอก -0- บดิ เทา้ ขอ้ เท้าซ้ายแบะเท้าออก ซา้ ย F : 20 – 0 – 30
นอก 20o บดิ เทา้ เขา้ ใน
เขา้ ใน (20) – 0 – (30) 300
ขอ้ เท้าขวาแบะเท้าออก ขวา F : 10 – 0 – 20
นอกได้ 10o บดิ เทา้ เขา้
ใน 20o
264
265
บทที่ 4
การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั
(The Spine)
4.1 หลกั การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพ (Principles of Assessment)
4.2 การเลือกวิธีประเมินการสญู เสียสมรรถภาพที่เหมาะสม
(Determining the Appropriate Method for Assessment)
4.3 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั จากการวินิจฉัยโรค
(Diagnosis Related Estimates Method or DRE)
4.4 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั ส่วนเอวจากการวินิจฉัยโรค
(DRE : Lumbar Spine)
4.5 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั ส่วนอกจากการวินิจฉัยโรค
(DRE : Thoracic Spine)
4.6 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั ส่วนคอจากการวินิจฉัยโรค
(DRE : Cervical Spine)
4.7 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของ corticospinal tract ตามระดบั ที่ประสบอนั ตราย
(Rating Corticospinal Tract Damage)
4.8 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั จากการวดั พิสยั การเคลื่อนไหว
(Range-of-Motion Method or ROM)
4.9 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั ส่วนเอวจากการเคลื่อนไหว
(ROM : Lumbar Spine)
4.10 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั ส่วนอกจากการเคล่ือนไหว
(ROM : Thoracic Spine)
4.11 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั ส่วนคอจากการเคลื่อนไหว
(ROM : Cervical Spine)
4.12 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของรากประสาทและ/หรือไขสนั หลงั
(Nerve Root and/or Spinal Cord)
4.13 เกณฑก์ ารแปลงค่าการสูญเสียสมรรถภาพของทงั้ ร่างกายไปเป็นค่าการสญู เสีย
สมรรถภาพเป็นส่วนๆ ของสนั หลงั
(Criteria for Converting Whole Person Impairment to Regional Spine Impairment)
4.14 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของกระดกู เชิงกราน
(Rating Impairment of the Pelvis)
4.15 การสรปุ ผลการประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั
(Spine Evaluation Summary)
266
267
บทท่ี 4
การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั
4.1 หลกั การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพ (Principles of Assessment)
บทน้ีกล่าวถงึ แนวทางการประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพ เน่ืองจากความผดิ ปกตขิ องสนั หลงั และเกณฑก์ าร
ประเมนิ ค่าการสญู เสยี ฯเป็นรอ้ ยละของทงั้ ร่างกาย
การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพประกอบดว้ ย
1. การทบทวนประวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ย โดยการทบทวนขอ้ มลู ทม่ี อี ย่ใู นเวชระเบยี นและรายงานทางการแพทย์
พจิ ารณาอาการเจบ็ ปว่ ยปจั จบุ นั ของผรู้ บั การประเมนิ ทม่ี ผี ลกระทบต่อการประกอบกจิ วตั รประจาวนั (ตารางท่ี 4-0) ผลการ
ตรวจร่างกาย ผลการตรวจทางคลนิ ิกทส่ี าคญั เช่น ภาพถ่ายรงั สี, CT Scan, MRI, การตรวจกลา้ มเน้ือดว้ ยไฟฟ้า
(EMG) และการตรวจอน่ื ๆ ทจ่ี าเป็น
2. ผปู้ ระเมนิ ควรแสดงวธิ กี ารประเมนิ และการคานวณคา่ การสญู เสยี สมรรถภาพ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจถงึ
ทม่ี าของค่าการสญู เสยี ฯทไ่ี ด้ จะชว่ ยทาใหร้ ายงานของผปู้ ระเมนิ มคี วามสมบรู ณ์และน่าเช่อื ถอื
ตารางที่ 4-0 ความสามารถในการประกอบกิจวตั รประจาวนั ของบคุ คล (Activities of Daily
Living Scales or ADL)
กิจกรรม ตวั อยา่ ง
การดแู ลตนเอง การขบั ถ่ายอจุ จาระ ปสั สาวะ แปรงฟนั หว้ิ ของ อาบน้า แตง่ ตวั รบั ประทานอาหาร
สขุ อนามยั สว่ นตวั
การตดิ ต่อสอ่ื สาร การเขยี นหนงั สอื จดหมาย ใชเ้ ครอ่ื งพมิ พ์ มองเหน็ ไดย้ นิ พดู คยุ
กบั บุคคลอ่นื
การเคลอ่ื นไหว การยนื นงั่ เอนหลงั หรอื พงิ พนกั เดนิ ขน้ึ ลงบนั ได
รา่ งกาย
การรบั รหู้ รอื การไดย้ นิ มองเหน็ ความรสู้ กึ จากการสมั ผสั การรรู้ ส รบั รกู้ ลนิ่
รบั ความรสู้ กึ
การใชม้ อื ทางาน การหยบิ จบั สงิ่ ของ ยกน้าหนกั ความรสู้ กึ สมั ผสั
การเดนิ ทาง การขม่ี า้ ขบั ขร่ี ถยนตห์ รอื จกั รยาน พายเรอื ขบั เรอื โดยสารรถ
หรอื เครอ่ื งบนิ
การประกอบกามกจิ การแขง็ ตวั ขององคชาต การหลงั่ น้าหล่อล่นื ในช่องคลอด การบรรลุถงึ จุดสดุ ยอด การหลงั่
น้าอสจุ ิ
การนอนหลบั การนอนหลบั สนิท
4.1.1 การแปลผลอาการและอาการแสดง (Interpretation of Symptoms and Signs)
4.1.1.1 ประวตั ิ (History)
การซกั ประวตั กิ ารเจบ็ ป่วยและการเขยี นรายงานผลการประเมนิ ควรประกอบด้วยการบรรยายทใ่ี ชถ้ อ้ ยคา
ของผรู้ บั การประเมนิ เองเป็นหลกั โดยกล่าวถึงอาการเจบ็ ป่วยเหล่านัน้ ว่าเกดิ ขนึ้ ได้อย่างไร และสาเหตุของอาการ
เหล่านัน้ โดยการอนุมาน นอกจากนนั้ ควรอธบิ ายเพม่ิ เตมิ ถงึ ผลการตอบสนองต่อวธิ กี ารรกั ษา และผลการตรวจทางคลนิ ิก
ทไ่ี ด้ทามาแลว้ แพทยผ์ ูป้ ระเมนิ ควรทบทวนภาพถ่ายรงั สี หรอื การตรวจทางคลนิ ิกอ่นื ๆ เช่น CT, MRI, หรอื ดูจาก
รายงานทแ่ี พทยท์ า่ นอ่นื ไดท้ บทวนมาแลว้
268
การทบทวนการเจบ็ ป่วยของระบบอวยั วะอ่นื และซกั ประวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ยทางการแพทยท์ วั่ ไป รวมทงั้
ปญั หาภาวะแทรกซอ้ นทางการแพทยท์ ม่ี ผี ลต่อการวนิ จิ ฉยั โรค การวางแผนการรกั ษา การพยากรณ์โรค การสญู เสยี
ความสามารถในการทางาน เป็นตน้ จะทาใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทม่ี ปี ระโยชน์ต่อการประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพมากขน้ึ
ในประวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ย แพทยผ์ ปู้ ระเมนิ ควรบรรยายถงึ อาการสาคญั ความชดั เจน และความรุนแรงของ
อาการ ตาแหน่งทางกายวิภาคท่ีเกิดอาการหรือเป็นโรค รวมทงั้ อาการทางระบบประสาท เช่น เจ็บปวด ชา
ความรสู้ กึ ทผ่ี ดิ ปกติ (Paresthesia) เช่น อาการปวดแสบรอ้ น เจบ็ เหมอื นเขม็ แทงหรอื ปวดเหมอื นไฟฟ้าชอ็ ต ในกรณีท่ี
มอี าการกลา้ มเน้อื อ่อนแรงควรบรรยายถงึ ปจั จยั ทท่ี าใหอ้ าการกาเรบิ และบรรเทาหรอื ทุเลา รวมทงั้ ผลกระทบของอาการ
เจบ็ ป่วยเหล่านัน้ ต่อการประกอบกจิ วตั รประจาวนั นอกจากนัน้ แพทยผ์ ู้ประเมนิ ควรเขยี นรายงานถึงอาการเจบ็ ป่วย
เหล่านัน้ ว่าเกดิ ขน้ึ เม่อื ไร เกดิ ได้อย่างไร ปจั จยั และเหตุการณ์ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งและความสมั พนั ธข์ องอาการเหล่านนั้ กบั
ปญั หาของโรคกระดกู สนั หลงั ทม่ี อี ย่เู ดมิ
4.1.1.2 การตรวจรา่ งกาย (Physical Examination)
เป้าหมายของการตรวจร่างกายผูร้ บั การประเมนิ ทม่ี ปี ญั หาบรเิ วณสนั หลงั และคอ ต้องเน้นทก่ี ารประเมนิ
ทางระบบประสาท แพทยผ์ ปู้ ระเมนิ ต้องมคี วามรพู้ น้ื ฐานทางระบบประสาท มที กั ษะและเทคนิคการตรวจร่างกายทาง
คลนิ ิก เพ่งเลง็ การตรวจอาการแสดงท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั สนั หลงั เช่น พสิ ยั การเคล่อื นไหว, รเี ฟลก็ ซ์, กาลงั หรือความ
แขง็ แรงของกลา้ มเน้อื , ความสมบรู ณ์ของกลา้ มเน้อื , กลา้ มเน้อื ลบี , การสญู เสยี ความรสู้ กึ บรเิ วณผวิ หนัง, Root Tension
Signs, ท่าทางการเดินและความจาเป็นในการใช้เคร่ืองช่วยพยุงเดินหรือกายอุปกรณ์ (ตารางท่ี 4-1) พิสยั การ
เคล่อื นไหวของสนั หลงั จะกลา่ วถงึ ตอนทา้ ยของบทน้ี
การตรวจสนั หลงั ต้องคานึงถึงสุขภาพทวั่ ไป และภาวะท่ผี ิดปกติอ่นื ของผู้รบั การประเมินด้วย เช่น
การตรวจพบกลา้ มเน้ือลบี อาจเกดิ จากการผ่าตดั ขอ้ ในอดตี หรอื กล้ามเน้ือด้านตรงขา้ มมขี นาดโตขน้ึ จากการใชง้ าน
มากกวา่ ปกติ ซง่ึ ไม่มสี าเหตุสบื เน่อื งมาจากการสญู เสยี สมรรถภาพของสนั หลงั ภาวะทผ่ี ดิ ปกติ หรอื โรคอยา่ งอ่นื อาจมี
ผลกระทบต่อการทางานของประสาทสงั่ การ (Motor) ประสาทรบั ความรสู้ กึ (Sensory) พสิ ยั การเคล่อื นไหวของ สนั หลงั
และการตงึ ตวั ของเสน้ ประสาท Sciatic การตรวจรา่ งกายระบบอ่นื ๆ เช่น ระบบหลอดเลือดและระบบประสาทพร้อม
กับการพิจารณาข้อมูลที่สาคัญจากประวัติการเจ็บป่วยและผลการตรวจร่างกาย จะช่วยให้แพทย์ผู้ประเมิน
สามารถแยกความแตกต่างระหวา่ งความผดิ ปกตเิ หลา่ นนั้ จากสนั หลงั หรอื สาเหตุอ่นื
การตรวจรา่ งกายของสนั หลงั ทจ่ี าเป็นต้องนาไปใชใ้ นการประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพ ศกึ ษาไดจ้ าก
ตารางท่ี 4-1
ตารางที่ 4-1 การตรวจรา่ งกายของสนั หลงั การตรวจรา่ งกาย
1. สนั หลงั สว่ นเอว
: หลงั คด หลงั โกง หลงั แอน่
ท่าของการตรวจ : การตงึ ตวั ของกลา้ มเน้อื จุดกดเจบ็
ท่ายนื สงั เกตลกั ษณะของสนั หลงั
การคลา
ท่าทางการเดนิ
พสิ ยั การเคล่อื นไหว : กม้ / แอน่ , เอยี งซา้ ย / เอยี งขวา , หมุนตวั
การตรวจกาลงั กลา้ มเน้อื : ใหเ้ ดนิ ดว้ ยปลายเทา้ หรอื สน้ เทา้ การนงั่ ยอง ๆ
ท่านัง่ การตรวจทางระบบประสาท : รเี ฟลกซท์ ข่ี อ้ เขา่ และขอ้ เทา้ กาลงั กลา้ มเน้อื
ความรสู้ กึ บรเิ วณผวิ หนงั
การตรวจการตงึ ตวั ของเสน้ ประสาท : ใชว้ ธิ กี ารเหยยี ดขอ้ เขา่ ในท่านงั่ ซง่ึ คลา้ ย
กบั ทา่ นอนหงาย (Straight Leg Raising)
269
ท่าของการตรวจ ตรวจทางระบบประสาท การตรวจรา่ งกาย
ท่านอนหงาย การตรวจอน่ื ๆ : รเี ฟลกซ์ กาลงั กลา้ มเน้อื ความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนงั
การตงึ ตวั ของเสน้ ประสาท การตรวจ Straight leg raising
ท่านอนควา่
การคลา : ชพี จร พสิ ยั การเคลอ่ื นไหวของขอ้ สะโพก
: การทดสอบการตงึ ตวั ของเสน้ ประสาท Sciatic
และเสน้ ประสาท Femoral
: การตงึ ตวั ของกลา้ มเน้ือคลา Spinous process
ของกระดกู สนั หลงั
2. สนั หลงั สว่ นอก การตรวจรา่ งกาย
ทา่ ของการตรวจ สงั เกตลกั ษณะของสนั หลงั : หลงั คด หลงั โกง หลงั แอ่น หลงั งอ
ท่ายืน
การคลา : การตงึ ตวั ของกลา้ มเน้อื จดุ กดเจบ็
พสิ ยั การเคล่อื นไหว
3. สนั หลงั ส่วนคอ การตรวจรา่ งกาย
ทา่ ของการตรวจ สงั เกตลกั ษณะคอ : คอคด คอโก่ง คอแอ่น
ท่ายนื หรอื ท่านัง่
การคลา : การตงึ ตวั ของกลา้ มเน้อื จุดกดเจบ็
พสิ ยั การเคลอ่ื นไหว
การตรวจอ่นื ๆ : พสิ ยั การเคลอ่ื นไหวขอ้ ไหล่ การกดทก่ี ระดกู คอ
(Cervical Compression) การทดสอบกระดูกงอก
(Foraminal Compression or Spurling Test)
การตรวจทางระบบประสาท : การตรวจรเี ฟลก็ ซข์ องกลา้ มเน้อื biceps, triceps
,brachioradialis และน้วิ มอื (Hoffman’Sign)
การตรวจกาลงั กลา้ มเน้อื และความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนงั
4.1.1.3 การประเมินอาการแสดงการตึงตวั ของเส้นประสาท Sciatic (Evaluation of Sciatic Nerve
Tension Signs)
อาการแสดงการตงึ ตวั ของเสน้ ประสาท Sciatic เป็นสงิ่ บ่งช้ีที่สาคญั ว่า เกดิ การระคายเคอื ง
ต่อรากประสาทบรเิ วณเอว กระเบนเหน็บ ส่วนมากจะพบในบุคคลทม่ี หี มอนรองกระดกู สนั หลงั กดทบั รากประสาท แต่
ในรายทม่ี รี ากประสาทถูกกดทบั เรอ้ื รงั จากช่องไขสนั หลงั ตบี แคบ อาจตรวจไม่พบอาการแสดงน้ี วธิ กี ารตรวจการตงึ ตวั ของ
เสน้ ประสาท Sciatic มหี ลายวธิ ี วธิ ตี รวจทน่ี ิยมใชค้ อื ใหผ้ รู้ บั การตรวจนอนหงาย โดยผตู้ รวจยกขาผรู้ บั การตรวจขน้ึ สงู
ในท่าเขา่ เหยยี ดตรง ซง่ึ เรยี กว่า Straight Leg Raising Test (SLR) (รูปที่ 4–ก) ถ้าตรวจในท่านงั่ ใหง้ อขอ้ สะโพก
90 องศาแล้วเหยียดขอ้ เข่า (รูปที่ 4-ข,ค) การตรวจท่ใี ห้ผลบวก ผู้รบั การตรวจจะมอี าการปวดดา้ นหลงั ต้นขา
(Posterior of Thigh) และ/หรอื ปวดขา (Leg Pain) ลกั ษณะการปวดเป็นแบบเขม็ แทงกระจายไปตามผวิ หนงั ท่ี
เสน้ ประสาทนนั้ รบั ความรสู้ กึ การบนั ทกึ ใหใ้ ชค้ ่ามมุ ขณะทเ่ี รมิ่ เกดิ อาการปวด
270
กข ค
รปู ที่ 4-ก แสดงการตรวจ SLR (ก) ในท่านอน (ข)ในท่านงั่ เม่อื เหยยี ดเข่าขวาตรงจะตอ้ งแอ่นหลงั ตามรูป (ค) เพ่อื มใิ ห้
เสน้ ประสาท Sciatic ตงึ ตวั เกนิ ไป
จากผลการวจิ ยั พบว่ารากประสาท Sciatic เล่ือนท่ีมากท่ีสุดเม่อื ขาทามุม 20 -70 องศากบั
ลาตวั ซง่ึ คา่ มุมน้อี าจเปลย่ี นแปลงไดต้ ามกายวภิ าคของแต่ละบุคคล นอกจากนัน้ ความยาวของรากประสาท L4 , L5
และ S1 ยงั เปลีย่ นแปลง เม่อื ทาการยกขาในท่าเขา่ เหยยี ดตรงอกี ดว้ ย ดงั นนั้ พยาธสิ ภาพทเ่ี กดิ กบั ปลอ้ งกระดกู สนั
หลงั ส่วนเอวในระดบั สงู ขน้ึ ไปมกั จะใหผ้ ลการตรวจ SLR เป็นลบ อาการปวดทแ่ี สดงถงึ การตงึ ตวั ของรากประสาทท่ี
เช่อื ถอื ไดน้ นั้ ตอ้ งแผ่ไปตามผวิ หนงั บรเิ วณขาทเ่ี สน้ ประสาทนนั้ รบั ความรสู้ กึ ถา้ ยกขาแลว้ มแี ต่อาการปวดหลงั บรเิ วณ
เอวอย่างเดยี วไม่ถอื ว่าการตรวจใหผ้ ลบวก (หรอื SLR ใหผ้ ลลบ) ต้องแยกการตงึ ของกลา้ มเน้ือ Hamstrings ทท่ี าให้
เกดิ อาการปวดทอ้ งขา ออกจากอาการปวดทเ่ี กดิ จากการตงึ ตวั ของรากประสาท
เม่อื เวลาผ่านไป อาการต่างๆ จากสนั หลงั จะดขี น้ึ การตรวจการตงึ ตวั ของเสน้ ประสาท Sciatic
(SLR) จะใหผ้ ลบวกทม่ี ุมงอขอ้ สะโพกมากขน้ึ ในระยะเฉยี บพลนั การตรวจ SLR ในภาวะหมอนรองกระดูกสนั หลงั กด
ทบั รากประสาทจะมคี ่าความไว (Sensitivity Test) รอ้ ยละ 72-97 และมคี วามไม่จาเพาะ (Non-specific) หรอื ผลลวง
รอ้ ยละ 11-45 ถา้ ตรวจ SLR ของขาขา้ งทไ่ี ม่ปวดแลว้ ทาใหเ้ กดิ อาการปวดรา้ วไปตามเสน้ ประสาท Sciatic ของขา
ดา้ นตรงขา้ ม (ดา้ นทป่ี วด) เรยี กวา่ Crossed SLR ใหผ้ ลบวก จะมคี วามสาคญั และมคี ่าความจาเพาะ (Specificity) สงู
ถงึ รอ้ ยละ 100 แต่มคี า่ ความไว (Sensitivity Test) ลดลง เหลอื เพยี งรอ้ ยละ 23-42
ผลการตรวจ SLR ในท่านอนหงายสามารถทาใหผ้ ลการตรวจสมบรู ณ์หรอื ดขี น้ึ (ไวขน้ึ ) โดยการ
กระดกขอ้ เท้าขน้ึ ลงและทาการหมุนขอ้ สะโพกเขา้ ในและออกนอก หลังจากยกขาสงู ขน้ึ ถงึ จุดทเ่ี รมิ่ เกดิ อาการปวด
โดยปกตใิ นรายทม่ี ี Sciatica การกระดกขอ้ เทา้ ขน้ึ พรอ้ มกบั หมุนขอ้ สะโพกเขา้ ในจะเพม่ิ อาการปวด แต่ถ้ากระดกขอ้
เทา้ ลงพรอ้ มกบั หมนุ ขอ้ สะโพกออกนอก อาการปวดจะลดลง การตรวจ SLR ในทา่ นงั่ และในทา่ นอนหงายเป็นการตรวจ
ทค่ี ลา้ ยคลงึ กนั แลว้ แต่ความจาเป็น ผลของการตรวจทงั้ 2 วธิ นี ้ีต้องไดผ้ ลบวกหรอื ผลลบทต่ี รงกนั แต่ค่ามุมทเ่ี กดิ
อาการปวดอาจแตกต่างกนั ได้
การยกขาในทา่ นอนคว่าไปดา้ นหลงั ทเ่ี รยี กว่าการตรวจ SLR ทก่ี ลบั กนั (Reverse SLR) หรอื การ
ตรวจการตงึ ตวั ของเสน้ ประสาท Femoral (Femoral Stretch Test) เป็นการตรวจทท่ี าให้ รากประสาท L2 , L3 และ L4
ยดื ตวั ซง่ึ อาจตรวจพบในผทู้ ม่ี หี มอนรองกระดกู สนั หลงั กดทบั รากประสาทสนั หลงั ส่วนเอวระดบั สงู ขน้ึ ไป การตรวจ
โดยวธิ นี ้มี คี ่าความไวและความจาเพาะต่า
271
4.1.1.4 การตรวจทางระบบประสาท (Neurologic Tests)
การตรวจทางระบบประสาทของขาและเทา้ ควรรวมการตรวจกาลงั กลา้ มเน้ือ (Motor) ความรสู้ กึ
บรเิ วณผวิ หนัง (Sensory) และรเี ฟลก็ ซ์ (Reflexs) บรเิ วณขอ้ เข่าและขอ้ เทา้ ดว้ ย เพราะพยาธสิ ภาพของประสาท
สนั หลงั สว่ นเอวมากกว่ารอ้ ยละ 90 เกดิ ทร่ี ะดบั L3 – 4 , L4 – 5 , L5- S1 หน้าทข่ี องรากประสาท L4 , L5 และ S1 ศกึ ษา
ไดจ้ ากตารางท่ี 4-2
รเี ฟลก็ ซข์ อ้ เขา่ (Knee Reflex) เป็นการทดสอบขนั้ ตน้ ของการทาหน้าทร่ี ากประสาท L4 ผรู้ บั การ
ตรวจทม่ี พี ยาธสิ ภาพหรอื รอยโรคทร่ี ะดบั L3 - 4 อาจมกี ารเปลย่ี นแปลงความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนังท่รี บั ความรู้สึกโดยราก
ประสาท L4 (L4 Dermatome) (รูปท่ี 4-1) และกาลงั กลา้ มเน้ือ Quadriceps อ่อนแรง การกดทบั รากประสาท L5 จะมี
ผลใหก้ าลงั กลา้ มเน้ือ Extensor hallucis longus อ่อนแรงและสามารถสง่ ผลกระทบไปถงึ กลา้ มเน้ือบรเิ วณเทา้ และขอ้
เทา้ ทาใหเ้ กดิ การกระดกขอ้ เทา้ ขน้ึ อ่อนแรง ผู้รบั การตรวจจะไม่สามารถเดนิ โดยใชส้ น้ เทา้
รเี ฟลก็ ซข์ อ้ เท้า เกดิ จากการทาหน้าทข่ี องรากประสาท S1 ถ้ารากประสาท S1 ถูกกดทบั จะ
ทาให้การงุม้ หรอื กระดกขอ้ เทา้ ลง (Foot Plantar Flexion) อ่อนแรง ผรู้ บั การตรวจไม่สามารถเดนิ เขย่งโดยใชน้ ้ิวเทา้
หรอื ปลายเทา้ หรอื เดนิ ไดด้ ว้ ยความลาบาก การตรวจพบ Babinski sign และ Clonus (ขอ้ เทา้ หรอื ของสะบา้ ) และ
รเี ฟลกซไ์ วเกนิ (Hypereflexia) เป็นอาการแสดงทส่ี าคญั บ่งชว้ี า่ มพี ยาธสิ ภาพหรอื ผลกระทบถงึ Corticospinal tract
ตารางท่ี 4-2 กลุ่มอาการรากประสาทที่พบบ่อย
ระดบั หมอนรอง ราก กลา้ มเนื้อที่สญู เสีย การสูญเสียความรสู้ ึก รีเฟลกซท์ ี่เกิด
กระดกู สนั หลงั ประสาท หรอื อ่อนแรง ท่ีผิวหนัง อนั ตรายหรอื ลดลง
ขอ้ เขา่
L3 - 4 L4 กลา้ มเน้อื : ดา้ น Anterolateral
Medial Hamstrings
Quadriceps ของตน้ ขา(Thigh)
ขอ้ เทา้
: ดา้ นหน้าขอ้ เขา่
: ดา้ น Medial ของขาและ
เทา้ (Medial Leg and
Foot)
L4 - 5 L5 กลา้ มเน้อื Extensor : ดา้ นนอกของตน้ ขา
ส่วนเอว hallucis longus (Lateral Thigh)
: ดา้ น Anterolateral ของขา
(Leg)
: ตรงกลางของหลงั เทา้
(Mid-Dorsal Foot)
L5- S1 S1 กลา้ มเน้อื เหยยี ดขอ้ เทา้ : บรเิ วณดา้ นหลงั ของขา
ลง (Posterior Leg)
: ดา้ นนอกของเทา้
(Lateral Foot)
272
ระดบั หมอนรอง ราก กล้ามเนื้อที่สญู เสีย การสูญเสียความรสู้ ึก รีเฟลกซท์ ่ีเกิด
กระดกู สนั หลงั ประสาท หรอื อ่อนแรง ท่ีผิวหนัง อนั ตรายหรอื ลดลง
C4 - 5 C5 กลา้ มเน้อื Deltoid และ ดา้ น anterolateral ของไหล่ Biceps
Biceps และแขน (Shoulder
and Arm)
C5 - 6 C6 กลา้ มเน้อื กระดกขอ้ มอื ดา้ นนอกของปลายแขนและ Brachio-radialis และ
และ Biceps มอื น้วิ หวั แมม่ อื Pronator teres
(Lateral Forearm and
Hand Thumb)
C6 - 7 C7 กลา้ มเน้อื งอขอ้ มอื น้วิ กลาง Triceps
ส่วนคอ กลา้ มเน้อื Triceps
และกลา้ มเน้อื เหยยี ด
น้วิ มอื
C7- T1 C8 กลา้ มเน้อื งอน้วิ มอื และ : ดา้ นในของปลายแขน และ ไมม่ ี
กลา้ มเน้อื มดั เลก็ ของมอื มอื , น้วิ นาง และน้วิ กอ้ ย
(Hand Intrinsics) (Medial Forearm and Hand,
Ring and Little Fingers)
T1- T2 T1 กลา้ มเน้อื มดั เลก็ ของ ดา้ นในของปลายแขน (Medial ไมม่ ี
มอื (Hand Intrinsics) Forearm)
การเสียการทรงตัวและมีท่าเดินท่ีผิดปกติเป็นอาการแสดงท่ีบ่งบอกว่ามีพยาธิสภาพท่ีไขสนั หลัง
(Myelopathy)
การตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่างเป็นระบบ สามารถบอกถงึ ตาแหน่งที่เกดิ พยาธิ
สภาพของรากประสาทคอ (ตารางท่ี 4-2) การรบั ความรู้สกึ ท่ีผิวหนังของสนั หลงั ส่วนบน แขนและมอื ของแต่ละ
รากประสาท (Extremity Sensory Dermatome) ศกึ ษาไดจ้ ากรปู ท่ี 4-2
ควรทาการตรวจรเี ฟลกซข์ องกลา้ มเน้ือ Biceps (รากประสาท C5 และบางสว่ นของรากประสาท
C6) ของกลา้ มเน้อื Brachioradialis (รากประสาท C6) และของกลา้ มเน้อื Triceps (รากประสาท C7)
ถา้ กลา้ มเน้อื Deltoid และ Biceps มกี ารอ่อนแรงแสดงว่ารากประสาท C5 ถูกกดทบั
ถา้ กลา้ มเน้อื กระดกขอ้ มอื ขน้ึ มกี ารออ่ นแรงแสดงว่ารากประสาท C6 ถกู กดทบั
ถา้ กลา้ มเน้อื Triceps, กลา้ มเน้ืองอขอ้ มอื , และกลา้ มเน้ือเหยยี ดน้ิวมอื อ่อนแรงแสดงว่ารากประสาท
C7 ถกู กดทบั
ถา้ กลา้ มเน้อื งอน้วิ มอื (กามอื ) อ่อนแรงแสดงว่ารากประสาท C8 ถกู กดทบั
ถา้ กลา้ มเน้อื มดั เลก็ ของมอื (Intrinsics) ออ่ นแรงแสดงว่า รากประสาท C8 และ T1 ถกู กดทบั
การตรวจความรูส้ กึ ทผ่ี วิ หนังอย่างคร่าว ๆ สามารถทาได้โดยการสมั ผสั แต่ถ้าจะใหไ้ ดผ้ ลการ
ตรวจทแ่ี มน่ ยาควรทาการตรวจโดยการสมั ผสั ดว้ ยสาลี การใชเ้ ขม็ แทง และการตรวจความรสู้ กึ สนั่ สะเทอื นโดยใชส้ อ้ ม
เสยี ง (Vibrating Fork) เพมิ่ เตมิ ความรสู้ กึ บรเิ วณผวิ หนงั ควรคานงึ ถงึ การทบั ซอ้ นของ Dermatome ซง่ึ พบไดบ้ อ่ ย
273
รปู ที่ 4-1 แสดงบริเวณของผิวหนังท่ีรบั ความรสู้ ึกจากรากประสาทส่วนอกส่วนเอว และกระเบนเหน็บ
(Autonomous Zones)
274
รูปที่ 4–2 แสดงบริเวณของผวิ หนังท่ีรับความรู้สึกจากรากประสาทส่วนคอและส่วนอก
(Autonomous Zones)
การตรวจรเี ฟลกซค์ วรเปรยี บเทยี บกบั รเี ฟลกซ์ของดา้ นตรงขา้ มและทาการตรวจซ้าหลายๆ ครงั้ เพ่อื
ความถูกต้อง สง่ิ สาคญั คอื รเี ฟลกซ์ท่หี ายไป เน่ืองจากการประสบอนั ตรายครงั้ ก่อนหรือเกดิ จากโรคซึ่งยากที่จะฟื้น
กลบั คืนมา จึงไม่ควรนามาปะปนกบั อาการแสดงครัง้ ใหม่นี้ การตรวจกาลงั กล้ามเน้ือกค็ วรเปรยี บเทยี บกบั
กลา้ มเน้ือด้านตรงขา้ ม และทาการตรวจซ้าหลายๆครงั้ โดยใหผ้ รู้ บั การตรวจพยายามออกแรงเตม็ กาลงั เพ่อื ความ
ถูกตอ้ ง
4.1.2 การตรวจพิเศษทางคลินิก
4.1.2.1 การตรวจพิเศษทางคลินิก (Clinical Investigation)
ผรู้ บั การประเมนิ ควรไดร้ บั การตรวจพเิ ศษทางคลนิ ิกทางคลนิ กิ ดงั ต่อไปน้ี
: การตรวจกลา้ มเน้อื ดว้ ยไฟฟ้า (Electromyography)
: การตรวจวดั ความจขุ องกระเพาะปสั สาวะ (Cystometry)
: การถ่ายภาพรงั สี
: CT Scan
: Magnetic Resonance Imaging (MRI)
275
แพทย์ผู้ประเมินควรกาหนดให้แน่ชัดว่าในการตรวจพิเศษทางคลินิกเหล่าน้ี ควรให้แพทย์
ผเู้ ชย่ี วชาญสาขาใดเป็นผสู้ งั่ ทาการตรวจ ควรทาการตรวจเม่อื ใดและตรวจทไ่ี หน ผลการตรวจจะใหแ้ พทยท์ ่านใดเป็น
ผอู้ ่านผล ถ้าเป็นไปไดแ้ พทย์ผปู้ ระเมนิ ควรทบทวนวธิ กี ารและผลการตรวจพเิ ศษทางคลนิ ิกเหล่าน้ีดว้ ยตนเอง พรอ้ ม
กบั แสดงความคดิ เหน็ ถงึ รายงานผลการตรวจว่าเหน็ ดว้ ยหรอื ไม่ การสรุปผลการตรวจพเิ ศษทางคลนิ ิก ควรแยกไว้
ต่างหากเป็นอกี สว่ นหน่งึ
ในขณะท่ีผลการตรวจทางรังสีและการตรวจทางคลินิกอ่ืนๆ อาจช่วยสนับสนุนให้แพทย์
ผปู้ ระเมนิ ตดั สนิ ใจใหก้ ารวนิ ิจฉัยโรค แต่แพทย์ผปู้ ระเมนิ กค็ วรตระหนักว่าผลการตรวจทางรงั สเี หล่านัน้ เพยี งอย่าง
เดยี วไม่สามารถนามาวนิ จิ ฉยั โรค เพราะจากการทบทวนงานวจิ ยั หลายรายงานพบว่า คนปกตทิ ไ่ี ม่เคยมอี าการปวด
หลงั เลย แต่เมอ่ื นามาตรวจ MRI พบว่า มกี ารอา่ นผลว่าเป็นภาวะหมอนรองกระดกู สนั หลงั กดทบั รากประสาทจานวน
รอ้ ยละ 30 (ผลลวง) และมากกว่ารอ้ ยละ 50 ทอ่ี ่านผลว่าหมอนรองกระดูกสนั หลงั โป่งย่นื ออกมา (Bulging Discs)
ยง่ิ กว่านนั้ กค็ อื ผสู้ งู อายมุ กั พบมอี ุบตั กิ ารณ์การเกดิ หมอนรองกระดกู สนั หลงั เสอ่ื ม โปง่ และ ย่นื ออกมา (Herniations)
เพม่ิ ขน้ึ ตามอายุ การนาผลการตรวจ MRI มาใชว้ นิ ิจฉยั โรคไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง ผลการตรวจนนั้ ต้องสอดคลอ้ งกบั อาการ
และอาการแสดงทางคลนิ ิกของผปู้ ว่ ย หรอื อาจกล่าวอกี นัยหน่ึงว่า การตรวจ MRI จะมปี ระโยชน์กต็ ่อเม่อื นามาใชย้ นื ยนั
การวนิ ิจฉยั โรค การใชผ้ ลการตรวจ MRI เพยี งอย่างเดยี ว ไม่เพยี งพอทจ่ี ะนามาใชเ้ ป็นขอ้ มูลเพ่อื เลอื กระดบั ของ DRE ใน
การประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพ ผลการตรวจกลา้ มเน้อื ดว้ ยไฟฟ้า (EMG) ทใ่ี หผ้ ลบวกชดั เจน สนบั สนุนการวนิ ิจฉัย
พยาธสิ ภาพของรากประสาทท่ไี ด้รบั อนั ตรายหรือเสยี หาย (Radiculopathy) สามารถนามาใช้เลอื กระดบั ของการ
สญู เสยี สมรรถภาพจากการวนิ ิจฉยั โรค(DRE) ไดว้ า่ อย่างน้อยควรเป็น DRE ระดบั 3
4.1.2.2 การตรวจการเคลอ่ื นไหวของปล้องกระดกู สนั หลงั (Spinal Motions)
ก. การเคลื่อนไหวของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ที่ปกติสมบูรณ์ (Motion Segment Integrity)
นิยาม การเคล่อื นไหวของปลอ้ งกระดูกสนั หลงั หน่ึงช่วง (A Motion Segment of the Spine) หมายถึง
การเคล่อื นไหวของปล้องกระดูกสนั หลงั 2 ปลอ้ งทอ่ี ยู่ชดิ กนั และยดึ ตดิ กนั ด้วยหมอนรองกระดกู สนั หลงั ขอ้ ฟาเซท็
(Apophyseal or Facet Joints) สองขา้ ง และเอน็ ยดึ ขอ้ (รปู ท่ี 4-3ก)
รปู 4-3 ก การเคล่อื นไหวของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั หนึ่งช่วง (A Motion Segment Integrity)
พสิ ยั การเคล่อื นไหวของปลอ้ งกระดูกสนั หลงั ในแต่ละช่วงจะมคี วามแตกต่างกนั กระดกู สนั หลงั ส่วนคอ
ตอนช่วงบนคอื Occiput ถงึ กระดูกคอขอ้ ท่ี 2 (C2 ) มมี ุมกม้ คอ (Flexion) และแอ่นคอ (Extension) น้อย ขณะเดยี วกนั
สว่ นคอชว่ งลา่ งจะมมี มุ กม้ คอ และแอ่นคอเพม่ิ ขน้ึ จาก C2 ถงึ C3 มมี ุมเคลอ่ื นไหว 10 องศา พอไปถงึ C5 - C6 และ C6 -
C7 จะเพมิ่ เป็น 20 องศา
276
กระดูกสนั หลงั ส่วนอกช่วงบนมมี ุมกม้ อก และแอ่นอก (Flexion - Extension Movements) ประมาณ 4
องศา ช่วงกลาง 6 องศา และช่วงล่าง 12 องศา การเคล่อื นไหวของกระดกู สนั หลงั สว่ นเอวจะค่อยๆ เพมิ่ ขน้ึ โดยเรมิ่ จาก
L1 - L2 มคี า่ มมุ กม้ เอว 12 องศาไปเป็น 20 องศาทช่ี ่วงลา่ งสดุ ท่ี L5 - S1
การเอยี ง (Lateral Bending) ปลอ้ งกระดกู สนั หลงั สว่ นคอช่วงล่างมกี ารเคล่อื นไหวในท่าเอยี งคอ 5 องศา
ถงึ 6 องศา และส่วนอกช่วงบนประมาณ 6 องศา ส่วนเอวมกี ารเคล่อื นไหวในท่าเอยี งเอวมากทส่ี ุด 8 องศา ถงึ 9
องศาท่ี L3 - L4
การหมนุ สนั หลงั ในแนวแกน (Axial Rotation) มที งั้ หมุนทวนและตามเขม็ นาฬกิ า กระดูกคอช่วงบนมคี ่า
การหมุน 30 องศาถึง 40 องศา ส่วนกระดูกคอช่วงล่างและส่วนอกช่วงบนมีการหมุนเพียง 5 องศาถึง 6 องศา
สว่ นกระดกู เอวมกี ารหมุนน้อยทส่ี ดุ
ปล้องกระดูกสนั หลงั ทงั้ หมดทุกปล้อง มกี ารเคล่อื นไหวเกดิ ควบคู่กนั ไป (Couple) กล่าวคอื ถ้ามี
การเคล่อื นไหวปฐมภูมเิ กดิ ในระนาบหรอื แนวหน่ึงกจ็ ะมกี ารเคล่อื นไหวทุตยิ ภูมเิ กดิ ตามในอกี ระนาบหรอื อกี แนวหน่ึง
พรอ้ มๆกนั เช่น การหมุนมกั จะเกดิ พรอ้ มกบั การเอยี งดา้ นขา้ งของปลอ้ งกระดูกสนั หลงั การเคล่อื นไหวทส่ี าคญั และ
เหน็ ไดช้ ดั เจนนนั้ เกดิ ขน้ึ ทส่ี นั หลงั สว่ นคอชว่ งลา่ งและสว่ นเอวทกุ ปลอ้ ง โดยเฉพาะการเคลอ่ื นไหวในทา่ กม้ และแอน่ หลงั
(Flexion and Extension) ดงั นนั้ ในบรเิ วณดงั กลา่ วน้ีจงึ มกั เกดิ พยาธสิ ภาพทางคลนิ กิ หรอื รอยโรค มากทส่ี ดุ
ข. การเปล่ียนแปลงการเคลอื่ นไหวของปล้องกระดกู สนั หลงั หรอื การเคลอ่ื นไหวของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั
ที่ผิดปกติ (Alteration of Motion Segment Integrity)
ถ้ามีการเปล่ียนแปลงของปล้องกระดูกสันหลังจะทาให้เกิดการเคล่ือนไหวผิดปกติ เช่น
การเปลย่ี นแปลงท่เี กดิ จากการเจรญิ เตบิ โตทผ่ี ดิ ปกติ การผ่าตดั เช่อื มปลอ้ งกระดูก กระดกู สนั หลงั หกั กระดกู สนั หลงั
ติดเช้อื กระดูกสนั หลงั เส่อื มสภาพ การเปล่ยี นแปลงท่เี กิดข้นึ ถือว่าปล้องกระดูกสนั หลงั สูญเสยี การเคล่อื นไหวท่ี
สมบรู ณ์ หรอื มกี ารเคลอ่ื นไหวทผ่ี ดิ ปกติ
1. ปล้องกระดกู สนั หลงั สูญเสียการเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์หรอื ปล้องกระดกู สนั หลงั เคลื่อนไหว
ผิดปกติ (Loss of Motion Segment Integrity)
หมายถงึ ปลอ้ งกระดูกสนั หลงั มกี ารเคล่อื นไหวมากกว่าปกตเิ ช่น การเล่อื นของปลอ้ งกระดูกสนั หลงั
ไปขา้ งหน้า หรอื กลบั มาทางดา้ นหลงั ถอื เป็นการเล่อื นเชงิ เสน้ ทเ่ี พมิ่ ขน้ึ (Increased Translation Motion) หรอื การ
เล่อื นเชงิ มุมทเ่ี พมิ่ ขน้ึ (Increased Angular Motion) ซงึ่ ทางวชิ าออรโ์ ธปิดกิ สน์ ิยมเรยี กว่า ปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ขาด
ความมนั่ คง (Spinal Instability) หรอื ขาดความแขง็ แรง
หรอื หมายถงึ ปลอ้ งกระดูกสนั หลงั เคล่อื นไหวน้อยกว่าปกติ (Decreased Motion) เช่น ภายหลงั
การผ่าตดั เช่อื มปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ปลอ้ งกระดูกสนั หลงั ยดึ ตดิ จากการตดิ เชอื้ การทาผ่าตดั เพ่อื พยายามเช่อื ม
ปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ถึงแมป้ ล้องกระดูกจะติดไม่แขง็ แรง แต่กจ็ ะมผี ลทาให้การเคล่อื นไหวของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั
ลดลง เกดิ การเปลย่ี นแปลงการเคล่อื นไหวของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ในเชงิ คณุ ภาพ
ลกั ษณะดงั กลา่ วถอื ว่าปลอ้ งกระดกู สนั หลงั เคลื่อนไหวผิดปกติ
2. วธิ กี ารตรวจหาปลอ้ งกระดกู สนั หลงั เคลอ่ื นไหวผดิ ปกติ
การตรวจร่างกายทวั่ ไปไม่สามารถตรวจหาปลอ้ งกระดูกสนั หลงั เคล่อื นไหวผดิ ปกติ จาเป็นต้องอาศยั
การตรวจดว้ ยการถ่ายภาพรงั สกี ระดกู สนั หลงั ดา้ นขา้ งในท่ากม้ และแอน่ สนั หลงั ถา้ ภาพถ่ายรงั สธี รรมดาเป็นปกตแิ ละ
ไม่มปี ระวตั กิ ารประสบอนั ตรายทร่ี นุ แรง โอกาสทจ่ี ะเกดิ การเปลย่ี นแปลงการเคล่อื นไหวของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั มนี ้อย
มาก ขอ้ บ่งชใ้ี นการถ่ายภาพรงั สกี ระดูกสนั หลงั ดา้ นขา้ งในท่ากม้ และแอ่นหลงั กค็ อื ในภาพรงั สที ถ่ี ่ายตามปกติ หรอื
จากประวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ย สงสยั วา่ น่าจะมกี ารเปลย่ี นแปลงการเคล่อื นไหวของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั
277
ค. เกณฑ์การตรวจวดั การสูญเสียการเคล่ือนไหวที่สมบูรณ์ของปล้องกระดูกสนั หลงั หรือการ
ตรวจวดั การเคลื่อนไหวของปล้องกระดกู สนั หลงั ท่ีผิดปกติ (Determining the Loss of Motion Segment
Integrity)
โดยการวดั จากภาพถ่ายรงั สธี รรมดาท่าดา้ นขา้ งของกระดูกสนั หลงั ในท่ากม้ และท่าแอ่นสนั หลงั (รปู 4-3
ข, ค , ง) เกณฑป์ ระเมนิ การสญู เสยี การเคล่อื นไหวทส่ี มบรู ณ์หรอื การเคล่อื นไหวผดิ ปกตขิ องปลอ้ งกระดูกสนั หลงั มี
ดงั น้ี
1. การเล่อื นเชงิ เสน้ (Translation)
1.1 ปลอ้ งกระดกู สนั หลงั สว่ นคอ (Cervical Spine) เลอ่ื นมากกวา่ 3.5 ม.ม
1.2 ปลอ้ งกระดกู สนั หลงั สว่ นอก (Thoracic Spine) เลอ่ื นมากกว่า 2.5 ม.ม
1.3 ปลอ้ งกระดกู สนั หลงั สว่ นเอว (Lumbar Spine) เลอ่ื นมากกว่า 4.5 ม.ม
2. การเลอ่ื นเชงิ มมุ (Angular Motion)
2.1 ปลอ้ งกระดูกสนั หลงั สว่ นคอ (Cervical Spine) เล่อื นเชงิ มุมมากกว่า 11 องศา เม่อื เทยี บกบั
ปลอ้ งขา้ งเคยี ง (รปู 4-3 ง)
2.2 ปลอ้ งกระดูกสนั หลงั ส่วนเอว (Lumbar Spine) เล่อื นเชงิ มุม ตงั้ แต่ระดบั L1–L2, L2– L3, L3–L4
มากกวา่ 15 องศา และระดบั L4–L5 เล่อื นเชงิ มมุ มากกว่า 20 องศา (รปู ท่ี 4-3 ค)
2.3 ปลอ้ งกระดูกสนั หลงั ส่วนเอวกระเบนเหน็บ (Lumbosacral Joint) เล่อื นเชงิ มุม ระดบั L5-S1
เล่อื นเชงิ มมุ มากกวา่ 25 องศา (รปู ท่ี 4-3 ค)
รปู 4-3 ข การเคล่อื นไหวของปล้องกระดกู สนั หลงั ท่ีผิดปกติเชิงเส้น (Loss of Motion Segment Integrity,
Translation)
วิธีวดั กาหนดจุดแรกบรเิ วณมุมท่ีอย่ขู อบบนทางดา้ นหลงั (Posterior Superior Corner) ของปลอ้ งกระดูกสนั หลงั
ปลอ้ งล่าง และจุดทส่ี องทบ่ี รเิ วณมุมทอ่ี ย่ขู อบล่างทางดา้ นหลงั (Posterior Inferior Corner) ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั
ปลอ้ งบน วดั ระยะทาง A ตามรปู โดยลากเสน้ ตงั้ ฉากตดั กนั จากจุดทงั้ สอง ทาการวดั ระยะทาง A จากภาพรงั สใี นท่ากม้
และแอ่นหลงั (รปู ท่ี 4-3 ข) และคานวณหาคา่ ความแตกต่างของระยะทาง A จากทา่ กม้ และทา่ แอน่ หลงั คา่ ทแ่ี ตกต่าง
กนั มากกว่า 3.5 ม.ม ของปล้องกระดูกสนั หลงั สว่ นคอ หรอื มากกว่า 2.5 ม.ม ของปล้องกระดูกสนั หลงั ส่วนอก หรอื
มากกว่า 4.5 ม.ม ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั สว่ นเอว แสดงวา่ มกี ารเคล่อื นไหวของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ทผ่ี ดิ ปกตเิ ชงิ เสน้
278
8O
รปู ที่ 4-3 ค การเคลอื่ นไหวของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ส่วนเอวท่ีผิดปกติเชิงมมุ จากการหมุนตวั
(Loss of Motion Segment Integrity, Angular Motion - Sagittal Rotation , Lumbar Spine)
วิธีวดั จากภาพถ่ายรงั สบี รเิ วณเอว ลากเสน้ ตรง 2 เสน้ ตามขอบบนปลอ้ งกระดูกสนั หลงั ปลอ้ งล่างและขอบบนของ
ปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ปลอ้ งบน ต่อเสน้ ตรงทงั้ สองออกไปตดั กนั แลว้ วดั มุมทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดค้ ่ามุมเท่าใดลงบนั ทกึ ไว้ ถา้ วดั
ในท่าหลงั แอ่น (Lordosis) หรอื ท่าแอ่นหลงั (Extension) ค่ามุมทว่ี ดั ไดเ้ ป็นลบ ส่วนในท่าหลงั โก่ง (Kyphosis) หรอื
ทา่ กม้ หลงั (Flexion) คา่ มมุ ทว่ี ดั ไดเ้ ป็นบวก การเคล่อื นไหวทผ่ี ดิ ปกตเิ ชงิ มมุ ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ส่วนเอว หมายถงึ
การเล่อื นเชงิ มุมทม่ี ากกว่า 15 องศา บรเิ วณ L1–L2, L2–L3, และ L3– L4 สว่ นปลอ้ ง L4–L5 ต้องมากกว่า 20 องศา
การเคล่อื นไหวเชงิ มมุ ของสว่ นเอวกระเบนเหนบ็ L5- S1 ตอ้ งมากกวา่ 25 องศา
ตวั อยา่ ง การวดั ในรปู ค่ามุมกม้ เอว +8 องศา คา่ มุมแอ่นเอว –18 องศา
ดงั นนั้ การเล่อื นทเ่ี ชงิ มุม = มุมกม้ เอว – มุมแอน่ เอว
L4 – L5 = +8 - (-18)
= 26 องศา
แสดงว่า มกี ารสญู เสยี การเคล่อื นไหวเชงิ มุมของปลอ้ งกระดูกสนั หลงั ส่วนเอวบาง หรอื มกี ารเคล่อื นไหวท่ี
ผดิ ปกติ
279
รปู ท่ี 4-3 ง การเคลอื่ นไหวของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ส่วนคอที่ผิดปกติเชิงมุม (Loss of Motion Segment
Integrity, Cervical Spine)
วิธีวดั ภาพท่นี ามาวดั ใช้ภาพรงั สที ่าก้มคอเพยี งภาพเดยี ว ลากเสน้ ตรง 2 เสน้ ตามขอบล่างของปลอ้ งกระดูกคอ 2
ปลอ้ งทอ่ี ยชู่ ดิ กนั ทบ่ี รเิ วณสงสยั วา่ มรี อยโรค ขณะเดยี วกนั ใหล้ ากเสน้ ตรงอกี 2 เสน้ ตามขอบล่างของปลอ้ งกระดกู คอท่ี
อย่เู หนือและใต้ต่อปลอ้ งกระดกู คอ 2 ปลอ้ งเดมิ ทาการวดั มุม A,B, และ C การสญู เสยี การเคล่อื นไหวเชงิ มุมของปลอ้ ง
กระดกู คอ หมายถงึ การเลอ่ื นเชงิ มุมบรเิ วณปลอ้ งกระดกู คอทผ่ี ดิ ปกติ มากกว่า 11 องศา เม่อื เทยี บกบั ปลอ้ งขา้ งเคยี ง
(มุม A มากกว่า มมุ B และ มุมC )
4.2 แนวทางการประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั (Determining the Appropriate
Method for Assessment)
วธิ กี ารประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพของสนั หลงั แบ่งไดเ้ ป็น 2 วธิ ี
1. วธิ กี ารประเมินการสญู เสยี สมรรถภาพสนั หลงั จากการวนิ ิจฉัยโรค (Diagnosis Related Estimate
Method) หรอื เรยี กย่อว่า DRE โดยกาหนดใหก้ ารสญู เสยี สมรรถภาพของทงั้ ร่างกายหรอื ของบุคคลมคี ่า 100%
2. วธิ กี ารประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพจากการวดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวของกระดกู สนั หลงั (Range of
Motion Method) หรอื เรยี กย่อว่า ROM โดยกาหนดใหก้ ารสญู เสยี สมรรถภาพของทงั้ รา่ งกายมคี ่า 100%
1. วิธีการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพของสนั หลงั จากการวินิจฉัยโรค (Diagnosis-Related
Estimate Method) หรอื เรียกยอ่ วา่ DRE
แนวทางการเลือกใช้การประเมินโดยวิธี DRE มีดงั นี้
1.1 การสญู เสยี สมรรถภาพนนั้ ควรเกดิ จากการประสบอนั ตรายทช่ี ดั เจน และเกดิ ทร่ี ะดบั เดยี วกนั
1.2 การสูญเสยี สมรรถภาพนัน้ มลี กั ษณะขอ้ มูลทเ่ี หมาะสม และสามารถประเมนิ ได้ตามเกณฑ์ของ
DRE โดยเฉพาะ
1.3 กรณีท่ไี ม่ทราบสาเหตุของการสญู เสยี สมรรถภาพทช่ี ดั เจน แต่ขอ้ มูลชช้ี ดั ว่าเขา้ กบั ลกั ษณะของ
DRE กค็ วรใชว้ ธิ นี ้ปี ระเมนิ
1.4 ขอ้ มลู ทางการแพทยต์ รวจพบวา่ มอี นั ตรายต่อ Corticospinal tract.
280
2. วิธีการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพจากการวัดพิสัยการเคลื่อนไหวของสันหลัง
(Range of Motion Method) หรอื เรียกยอ่ ว่า ROM
แนวทางการเลือกใช้การประเมินโดยวิธี ROM มีดงั นี้
2.1 การสญู เสยี สมรรถภาพนนั้ มไิ ดเ้ กดิ จากการประสบอนั ตราย แต่เกดิ จากการเจบ็ ปว่ ย
2.2 ไม่ทราบสาเหตุท่ที าใหเ้ กดิ การสญู เสยี สมรรถภาพว่า เกดิ จากการประสบอนั ตราย, เจบ็ ป่วย,
หรอื สงู อายุ การประเมนิ ดว้ ยวธิ ี ROM ตอ้ งเขยี นรายงานดว้ ยความระมดั ระวงั
2.3 กรณีทไ่ี ม่สามารถประเมนิ โดยวธิ ี DRE
2.4 มีพยาธิสภาพเกิดข้ึนท่ีกระดูกสนั หลังหลายระดับหรือหลายปล้องในส่วนเดียวกัน เช่น
กระดูกหกั หลายปล้อง หมอนรองกระดูกสนั หลงั เคล่อื นกดทบั รากประสาท หรือช่องไขสนั หลงั ตีบแคบ (Stenosis)
ทาใหเ้ กดิ อาการของรากประสาทไดร้ บั อนั ตราย (Radiculopathy) หลายระดบั หรอื เกดิ ทงั้ 2 ขา้ ง (Bilateral)
2.5 ปล้องกระดูกสนั หลงั เคล่อื นไหวผดิ ปกติ เช่น มปี ลอ้ งกระดูกสนั หลงั เช่อื มตดิ หลายระดบั และ
ไมป่ รากฏอาการ Corticospinal tract.
2.6 อาการ Radiculopathy กลบั เป็นซ้าขน้ึ มาใหม่ท่รี ะดบั ใหม่ หรอื เกดิ จาการประสบอนั ตรายซ้า
ทก่ี ระดกู สนั หลงั ระดบั เดมิ
2.7 มพี ยาธสิ ภาพหลายอย่างเกดิ แทรกซอ้ นขน้ึ มาอกี จนก่อใหเ้ กิดการเคล่อื นไหวทผ่ี ดิ ปกตขิ อง
ปลอ้ งกระดกู สนั หลงั หรอื เกดิ อาการ Radiculopathy อย่างใดอย่างหน่งึ หรอื เกดิ ความผดิ ปกตทิ งั้ 2 อย่างร่วมกนั
281
รปู ที่ 4-4 แผนภมู ิแสดงขนั้ ตอนการประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั
ขนั้ ตอนการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพของสนั หลงั
รอคอยการสิ้นสดุ
ยงั ไมส่ ิ้นสุด
ผรู้ บั การประเมินท่ีสิ้นสุด การรกั ษา การรกั ษาทาง
การแพทย์
การรกั ษาทางการแพทย์
(MMI)
สิ้นสดุ การกั ษาแล้ว
เกดิ การ มีการสญู เสียสมรรถภาพของ เกิดจากการ
ประสบอนั ตราย รา่ งกายที่เกิดจากการประสบ เจบ็ ป่ วย
อนั ตรายหรอื เจบ็ ป่ วย
การประสบอนั ตราย เลือกใช้วิธี
ท่ีระดบั เดียว ไม่ใช่ ROM
ไม่ใช่ 1. การวินิจฉัยโรค
2. วดั พิสยั การเคลื่อนไหว
เกิดการประสบอนั ตรายครงั้ แรกหรอื
ประสบอนั ตรายท่ีเกิดกบั หลายส่วน ของสนั หลงั
3. ตรวจคน้ หาความผิด
เลอื กใช้วิธี
DRE ปกติของระบบประสาท
จดั DRE ตามระดบั นาคา่ การสญู เสียสมรรถภาพท่ีไดจ้ ากการ
ความรนุ แรงของการบาดเจบ็ ประเมินทงั้ 3 คา่ มารวมกนั โดยใช้ตาราง
ค่ารวม
อาการผรู้ บั การประเมินเลวลง
เพ่ิมขนึ้ อีก กใ็ ห้ประเมินซา้
ขอ้ เสนอแนะ
1. เกย่ี วกบั การประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพ มผี รู้ บั การประเมนิ จานวนน้อยทส่ี ามารถประเมนิ ไดท้ งั้
วธิ ี DRE และ ROM ในกรณีเช่นน้ใี หเ้ ลอื กใชค้ ่าประเมนิ สงู สดุ จากวธิ ใี ดวธิ หี น่งึ
2. การประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพของสนั หลงั ตงั้ แต่ 2 ส่วนขน้ึ ไปในผรู้ บั การประเมนิ คนเดยี วกนั
เชน่ สว่ นเอวและสว่ นคอ ไม่วา่ จะใชว้ ธิ ี DRE หรอื ROM จะตอ้ งเอาค่าทป่ี ระเมนิ ไดจ้ าก 2 สว่ นมารวมกนั โดยใชต้ าราง
คา่ รวม
282
3. การเปลย่ี นค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของทงั้ ร่างกายไปเป็นค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของสนั หลงั ตาม
สว่ นต่าง ๆ (เอว อก คอ) ใหศ้ กึ ษาจากหวั ขอ้ ท่ี 4.13
4. ใหศ้ กึ ษาวธิ กี ารใชต้ ารางค่ารวมทา้ ยเล่ม สว่ นขนั้ ตอนการประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพของสนั หลงั
ใหศ้ กึ ษาจากรปู ท่ี 4-4
4.2.1 สรปุ แนวทางการประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั
4.2.1.1 ซกั ประวตั กิ ารประสบอนั ตรายหรอื เจบ็ ปว่ ยอยา่ งละเอยี ด การตรวจรา่ งกายอย่างรอบคอบ ทบทวน
รายงานการเจ็บป่วยและการตรวจทางคลินิกท่ีสาคัญทงั้ หมด ข้อมูลเหล่าน้ีช่วยในการตัดสนิ ใจว่ามีหรือไม่มี
ความผดิ ปกติในโครงสรา้ ง (ปล้องกระดูกสนั หลงั ), รากประสาท, หรอื ไขสนั หลงั ได้รบั อนั ตรายหรอื เสยี หาย และ
การเคลอ่ื นไหวของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ผดิ ไปจากปกตหิ รอื ไม่
4.2.1.2 ใชด้ ุลยพนิ จิ วา่ มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพของร่างกายหรอื ไม่ ถา้ การสญู เสยี สมรรถภาพยงั คงมี
การเปลย่ี นแปลงในทางดขี น้ึ หรอื คงท่ี หรอื คาดว่าจะมกี ารเปลย่ี นแปลงเกดิ ขน้ึ อกี ในระยะเวลา 12 เดอื นขา้ งหน้า โดยจะ
ไดร้ บั หรอื ไม่ไดร้ บั การรกั ษากต็ าม แสดงว่าการสญู เสยี สมรรถภาพนนั้ ยงั ไม่ถาวร กย็ งั ไม่ตอ้ งประเมนิ ใหร้ อไปก่อน
4.2.1.3 เลอื กสนั หลงั สว่ นทเ่ี กดิ รอยโรคครงั้ แรก เช่น เอว คอ หรอื อก และเลอื กเอาอาการแสดงจาก
การตรวจพบทส่ี อดคลอ้ งและรนุ แรงทส่ี ดุ ของผรู้ บั การประเมนิ เพอ่ื นามาพจิ ารณาเลอื กวธิ ปี ระเมนิ
4.2.1.4 ตรวจดูว่าผู้รบั การประเมนิ มกี ารเจบ็ ป่วยหรอื มกี ารประสบอนั ตรายทก่ี ระดูกสนั หลงั หรอื ราก
ประสาทหลายระดบั หรอื อาการของโรคกาเรบิ ขน้ึ หลายครงั้ (Multilevel Involvement or Multiple Recurrences
/Occasions) จากกระดูกสนั หลงั ส่วนเดยี ว (เอว อก หรอื คอ) กรณีดงั กล่าวต่อไปน้ีน้ี ควรเลอื กใช้การประเมนิ ดว้ ยวธิ ี
ROM ดงั น้ี
ก. มกี ระดกู หกั มากกวา่ หน่งึ ระดบั (ปลอ้ ง) เกดิ ในบรเิ วณกระดกู สนั หลงั สว่ นเดมิ
ข. มี Radiculopathy สองขา้ ง หรอื เป็นหลายระดบั ในบรเิ วณกระดกู สนั หลงั สว่ นเดมิ
ค. มกี ารเปลย่ี นแปลงการเคล่อื นไหวของกระดูกสนั หลงั หลายระดบั เช่น มกี ารเช่อื มปลอ้ ง
กระดกู สนั หลงั มากกว่า 2 ปลอ้ งขน้ึ ไป ในบรเิ วณกระดกู สนั หลงั สว่ นเดมิ หรอื
ง. ภาวะหมอนรองกระดูกสนั หลงั เล่อื นกลบั เป็นขน้ึ มาอกี หรอื ช่องไขสนั หลงั ตบี แคบ พร้อม
กบั มี Radiculopathy เกดิ ขน้ึ ทร่ี ะดบั เดมิ หรอื ระดบั ใหม่ในบรเิ วณกระดูกสนั หลงั ส่วนเดมิ ในกรณีเช่นน้ีใหน้ าค่าการ
สญู เสยี สมรรถภาพทไ่ี ด้ มารวมกบั ค่าการสญู เสยี สมรรถภาพจากวธิ ี ROM โดยใชต้ าราง ค่ารวม
4.2.1.5 ถ้าผู้รบั การประเมินไม่มีอาการของโรคตามขอ้ 4.2.1.4 และเกิดจากการประสบอนั ตราย
ใหป้ ระเมนิ ดว้ ยวธิ ี DRE ทแ่ี บ่งเป็น 5 ระดบั การประเมนิ DRE สว่ นมากจะอย่ใู นระดบั 1 , 2 หรอื 3 ถา้ มกี ารประสบ
อนั ตรายของ Corticospinal tract. ใหศ้ กึ ษาจากวธิ กี ารประเมนิ หวั ขอ้ ท่ี 4.7
4.2.1.6 ถา้ ผรู้ บั การประเมนิ ไดร้ บั การรกั ษาโดยวธิ ผี ่าตดั หรอื โดยกรรมวธิ อี ่นื ๆ ใหท้ าการประเมนิ ผล
ของการรักษาว่า ผู้รบั การประเมินมีอาการดีข้นึ มากน้อยเท่าใด มีผลกระทบต่อการประกอบกิจวตั รประจาวัน
(ADL)หรือไม่ ถ้าอาการหรอื อาการแสดงท่ยี งั เหลืออยู่หลงั จากให้การรกั ษาเต็มท่แี ล้ว มผี ลกระทบต่อการประกอบ
กจิ วตั รประจาวนั ของผรู้ บั การประเมนิ การประเมนิ กใ็ หใ้ ชค้ ่ารอ้ ยละของการสญู เสยี ทเ่ี ป็นค่าสงู สุดในระดบั นนั้ ๆ ถ้าผรู้ บั การ
ประเมนิ มโี รคหรอื ภาวะผดิ ปกตทิ เ่ี กดิ ขน้ึ กอ่ น และไม่ปรากฏอาการ (Asymptomatic) ในขณะทก่ี าลงั ทาการประเมนิ เม่อื การ
รกั ษาสน้ิ สดุ ปรากฏว่า อาการของโรคเดมิ เกดิ กาเรบิ และมผี ลกระทบต่อกจิ วตั รประจาวนั ใหเ้ ลอื กใชค้ ่ารอ้ ยละของการ
สญู เสยี สมรรถภาพทเ่ี ป็นค่าสงู สดุ ในระดบั นนั้ ๆ ถ้าค่าการประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพเพมิ่ ขน้ึ ในการเขยี นรายงาน
ตอ้ งอธบิ ายถงึ เหตุผลทใ่ี หค้ า่ ประเมนิ สงู ขน้ึ
4.2.1.7 ถา้ สนั หลงั มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพในหลายส่วน ตอ้ งทาการประเมนิ การสญู เสยี
สมรรถภาพของสนั หลงั แต่ละสว่ นก่อนโดยวธิ ี DRE จากนนั้ จงึ นาค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของสนั หลงั แต่ละส่วนมา
รวมกนั โดยใชต้ ารางคา่ รวม จะไดค้ ่าการสญู เสยี สมรรถภาพของสนั หลงั ทงั้ หมด
283
4.2.1.8 จากประวตั ิการเจบ็ ป่วยและข้อมูลทางการแพทย์ครงั้ ก่อนๆ ทงั้ หมด ต้องนามาพจิ ารณาว่า
เดมิ มกี ารสูญเสยี สมรรถภาพอยู่หรอื ไม่ ต้องทาการวเิ คราะห์แยกโรคความพกิ ารทเ่ี ป็นมาแต่กาเนิด ความผดิ ปกติ
จากการเจรญิ เตบิ โตและภาวะผดิ ปกตอิ ่นื ๆ จากการประสบอนั ตรายหรอื การเจบ็ ป่วยครงั้ น้ี โดยวธิ กี ารตรวจภาพรงั สี
ทถ่ี ่ายไวก้ ่อนการประสบอนั ตราย หรอื โดยการตรวจ Bone scan หลงั การประสบอนั ตรายหรอื เจบ็ ปว่ ยครงั้ น้ี
4.2.1.9 ถ้าจาเป็นต้องทาตามขอ้ 4.2.1.8 ต้องทาการแบ่งแยกโรคหรอื การประสบอนั ตรายออกเป็น
สว่ น ๆ ว่าสว่ นไหนเป็นโรคเดมิ สว่ นไหนเกดิ ขน้ึ ครงั้ น้โี ดยปฏบิ ตั อิ ยา่ งยตุ ธิ รรม โรคทเ่ี กดิ ขน้ึ ก่อนต้องมขี อ้ มูลท่ีเพยี งพอ
จงึ จะนามาพจิ ารณา ในบางกรณีการประเมนิ ค่าการสูญเสยี สมรรถภาพเป็นส่วน ๆ ค่ารอ้ ยละของการสูญเสยี
สมรรถภาพท่เี กดิ จากโรคเดมิ สามารถนามาหกั หรือลบออกจากค่าการสูญเสยี สมรรถภาพท่ปี ระเมนิ ได้ในครงั้ น้ี
ทางทด่ี กี ารประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพจากการเจบ็ ปว่ ยครงั้ ก่อนและครงั้ ปจั จบุ นั ควรใชว้ ธิ กี ารประเมนิ แบบเดยี วกนั
จงึ จะสามารถนามาเปรยี บเทยี บกนั ได้ ถา้ ครงั้ ก่อนใชว้ ธิ ปี ระเมนิ ดว้ ย ROM และการเจบ็ ป่วยครงั้ หลงั กค็ วรประเมนิ ซ้า
โดยวธิ ี ROM แต่ถา้ ครงั้ ทแ่ี ลว้ ประเมนิ ดว้ ยวธิ ี DRE เน่ืองจากไม่สามารถใชว้ ธิ ี ROM และการเจบ็ ป่วยครงั้ หลงั ประเมนิ
โดยวธิ ี ROM ในกรณีเช่นน้ีกอ็ นุโลมใหน้ าค่าทป่ี ระเมนิ โดย DRE ครงั้ ทแ่ี ลว้ มาหกั ลบจากค่า ROM ทป่ี ระเมนิ ครงั้ หลงั
เพราะว่ามวี ธิ ปี ระเมนิ เพยี ง 2 วธิ ี แต่การประเมนิ เดมิ (ครงั้ ทแ่ี ลว้ ) มขี อ้ มลู ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ การแบ่งการประเมนิ เป็น
สว่ น ๆ อาจจะไดค้ า่ การสญู เสยี สมรรถภาพทต่ี ่ากว่าทค่ี วรจะเป็น
4.2.1.10 ในรายทผ่ี รู้ บั การประเมนิ มอี าการของ Corticospinal tract จากการไดร้ บั อนั ตรายหรอื
เสยี หาย การประเมนิ การสญู เสยี ใหศ้ กึ ษาจากตารางท่ี 4-6
4.3 การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพของสนั หลงั จากการวินิ จฉัยโรค (Diagnosis-Related
Estimate Method or DRE)
4.3.1 การแบง่ ระดบั การสูญเสียสมรรถภาพของสนั หลงั จากการวินิจฉัยโรคตามความรนุ แรง
วิธี DRE แบ่งการประเมินออกเป็ น 5 ระดบั สาหรบั กระดกู สนั หลงั ทงั้ 3 ส่วน การจดั คนไข้เข้าสู่
ระดบั ต่าง ๆ ของ DRE ท่ีเหมาะสม ผปู้ ระเมินควรพิจารณาตดั สินใจเลอื กเพียงวิธีเดียวจากสองวิธีต่อไปนี้
1. วธิ แี รกทาการประเมนิ โดยใชข้ อ้ มูลพ้นื ฐานของอาการ, อาการแสดง, และผลการตรวจทางคลนิ ิกท่ี
เหมาะสมจานวน 12 ประการ รายละเอยี ดดจู ากกรอบ 4-1
2. วธิ ที ส่ี องอาศยั ขอ้ มูลพ้นื ฐานของการตรวจพบกระดูกสนั หลงั หกั และ/หรอื ขอ้ เคล่อื น พรอ้ มกบั การ
ตรวจพบหรอื ไม่พบอาการทางคลนิ ิก ถา้ ตรวจพบกระดูกสนั หลงั หกั จากภาพถ่ายรงั สี ใหใ้ ชแ้ นวทางน้ีทาการจดั ระดบั
DRE โดยไมจ่ าเป็นตอ้ งทาการตรวจทางคลนิ ิกอน่ื ๆเพ่อื ยนื ยนั
การประเมนิ การสูญเสยี โดยวธิ ี DRE ผูป้ ระเมนิ จะต้องมขี อ้ มลู ประวตั กิ ารเจบ็ ป่วย ผลการตรวจ
ร่างกาย ทบทวนผลการตรวจทางคลนิ ิก แล้วจึงทาการจดั ระดบั การสูญเสยี สมรรถภาพท่เี หมาะสมให้กบั ผู้รบั การ
ประเมนิ
วธิ ี DRE แบ่งการสูญเสยี สมรรถภาพออกเป็น 5 ระดบั ผูร้ บั การประเมนิ ส่วนมากมกั ถูกจดั อยู่ใน
ระดบั ใดระดบั หนึ่งใน 3 ระดบั แรก ถ้ามกี ารเปล่ียนแปลงการเคล่อื นไหวของปล้องกระดูกสนั หลังท่ผี ิดปกติ (เช่น
เคล่อื นไหวมากขน้ึ หรือเคล่อื นไหวน้อยลง) จะถูกจดั อยู่ในระดบั 4 หรอื 5 ถ้ามกี ารสูญเสยี สมรรถภาพท่กี ระดูกสนั หลงั
สว่ นอ่นื ดว้ ย เช่น อกและเอว ใหท้ าการประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพในแต่ละส่วนก่อน แลว้ จงึ นาค่าทป่ี ระเมนิ ไดม้ า
รวมกนั โดยใช้ตารางค่ารวม ถ้ามีกระดูกสันหลังหักหลายปล้อง (มากกว่าหน่ึงระดับ) ท่ีสนั หลังส่วนเดียวกัน
ควรเปลย่ี นไปประเมนิ โดยใชว้ ธิ ี ROM
ผรู้ บั การประเมนิ โดยวธิ กี ารจดั ระดบั DRE ทใ่ี ชข้ อ้ มลู ทางคลนิ ิกตามกรอบ 4 –1 ส่วนมาก มกั จะอยู่
ในระดบั 1 , 2 หรอื 3 โดย DRE ระดบั 1 มเี ฉพาะอาการเจบ็ ปว่ ยเท่านนั้ , DRE ระดบั 2 มอี าการและอาการแสดง
แต่ไม่มี Radiculopathy หรอื ไม่มกี ารเปลย่ี นแปลงการเคล่อื นไหวของปลอ้ งกระดูกสนั หลงั ทผ่ี ดิ ปกติ, DRE ระดบั 3 มี
อาการและอาการแสดงของ Radiculopathy พร้อมกบั มีการตรวจร่างกายและการตรวจทางคลนิ ิกทย่ี ืนยนั ว่ามี
Radiculopathy จรงิ
284
เน่ืองจากแพทย์ผู้ประเมนิ ต้องทาการประเมินผู้รบั การประเมินในระยะหลงั จากได้รับการรักษาทาง
การแพทยจ์ นเตม็ ทห่ี รอื การรกั ษาสน้ิ สดุ (MMI) ดงั นนั้ จากประวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ยครงั้ แรกทต่ี รวจพบอาการแสดงทผ่ี ดิ ปกติ
อาจจะตรวจไมพ่ บขณะทาการประเมนิ ครงั้ หลงั สดุ กใ็ หท้ าการประเมนิ ได้ สง่ิ สาคญั คอื การใหค้ วามสาคญั กบั การดาเนิน
ของโรคว่าถงึ จุดสน้ิ สดุ การรกั ษา หรอื ฟ้ืนคนื สภาพเตม็ ทแ่ี ลว้ และจะไม่มกี ารเปลย่ี นแปลงอกี ต่อไป (MMI) กใ็ หท้ าการ
ประเมนิ ได้ โดยไม่ตอ้ งคานงึ เกย่ี วกบั อาการและอาการแสดงทเ่ี กดิ ครงั้ แรกเรมิ่
ถา้ ผรู้ บั การประเมนิ มอี าการและอาการแสดงของ Radiculopathy ทเ่ี กดิ จากหมอนรองกระดกู สนั หลงั
กดทบั รากประสาทหรอื จากช่องไขสนั หลงั ตบี แคบ และสามารถรกั ษาใหด้ ขี น้ึ โดยวธิ ไี มผ่ ่าตดั และในขณะทาการประเมนิ
ไม่ปรากฏอาการและอาการแสดงของ Radiculopathy หลงเหลอื อยู่ ควรจดั ผู้รบั การประเมนิ อยู่ใน DRE ระดบั 2
เน่ืองจากเม่อื การรกั ษาสน้ิ สุด ไม่มี Radiculopathy แต่ถา้ เป็น DRE ระดบั 3 ผรู้ บั การประเมนิ ยงั คงตอ้ งมอี าการและ
อาการแสดงของ Radiculopathy อยู่ ไม่ว่าจะรกั ษา ดว้ ยยาหรอื รกั ษาโดยวธิ ผี ่าตดั กต็ าม หรอื ผู้รบั การประเมนิ ท่มี ี
Radiculopathy ท่เี กดิ จากหมอนรองกระดูกกดทบั รากประสาทหรอื ช่องไขสนั หลงั ตีบแคบลง หลงั การรกั ษาโดยวิธี
ผ่าตดั แลว้ อาการดขี น้ึ ไมป่ รากฏอาการเลย (Asymptomic) กจ็ ดั อย่ใู นระดบั 3 เชน่ เดยี วกนั
ในการประเมินดว้ ย DRE แพทยผ์ ู้ประเมินพึงระลกึ ไว้เสมอว่า ข้อมูลหรอื เอกสารท่ใี ชก้ ารประเมนิ
ต้องเป็นข้อมูลของการสูญเสยี สมรรถภาพทางสรีรวิทยา (หน้าท่ีของอวยั วะ) และโครงสร้างของอวยั วะท่มี ีสาเหตุมา
จากการประสบอันตรายหรือการเจ็บป่วยด้วยโรคเท่านัน้ มิใช่เกิ ดจากความผิดปกติ ของการเจริญเติ บโต
(Developmental Findings) ซง่ึ ไดแ้ ก่
2.1 ภาวะ Spondylolysis พบในคนปกตริ อ้ ยละ 7
2.2 ภาวะ Spondylolisthesis พบในคนปกตริ อ้ ยละ 3
2.3 หมอนรองกระดกู สนั หลงั เล่อื นโดยไมม่ อี าการ Radiculopathy พบไดร้ อ้ ยละ 30
ในคนอายุ เกนิ 40 ปี
2.4 การเปล่ยี นแปลงของหมอนรองกระดูกสนั หลงั ในภาพ MRI พบได้ร้อยละ 40 หลังอายุเกิน
35 ปี และพบเกอื บทุกรายทอ่ี ายุเกนิ 50 ปี พงึ ระลกึ เสมอว่า ภาพรงั สที ผ่ี ดิ ปกตขิ อง CT Scan และ MRI ไม่จาเป็นตอ้ ง
หมายความว่า ผรู้ บั การประเมนิ มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพทเ่ี กดิ มาจากการประสบอนั ตรายเสมอไป
(ภาวะ 2.1 และ 2.2 ไมใ่ ช่ภาวะทเ่ี กดิ เน่อื งจากการทางาน)
ผรู้ บั การประเมนิ ทพ่ี บความผดิ ปกติดงั กล่าวในภาพรงั สี ทงั้ ท่ที ราบว่าเป็นมาก่อน หรอื เขา้ ใจว่าเป็นมา
ก่อนการประสบอนั ตรายทต่ี ้องทาการประเมนิ แพทย์ผู้ประเมนิ ต้องแจง้ ใหผ้ ู้รบั การประเมนิ ทราบถงึ ภาวะที่เกดิ ขน้ึ
ก่อนการประสบอนั ตราย ถ้าเกดิ การขอรอ้ งหรอื เรยี กรอ้ ง แพทยผ์ ู้ประเมนิ จะต้องทาการพจิ ารณาว่าภาวะผดิ ปกตทิ ่ี
เกดิ ขน้ึ ก่อนนนั้ ยงั คงมอี าการของโรคดาเนนิ อย่หู รอื ไม่ หรอื วา่ อาการและโรคทก่ี าเรบิ ข้ึนอกี เป็นผลมาจากการประสบ
อนั ตรายครัง้ ใหม่ แพทย์ผู้ประเมินควรต้องตระหนักถึงคาจากัดความหรือความหมายของ การกาเริบของโรค
(Aggravation) ซ่งึ หมายถงึ องค์ประกอบ เช่น ร่างกาย สารเคมี สารชวี ภาพ หรอื ภาวะโรค ท่ที าให้เกดิ การเปล่ยี นแปลง
อนั ไม่พงึ ประสงคต์ ่อการดาเนนิ ของโรค หรอื ทาใหเ้ กดิ การสญู เสยี สมรรถภาพเพม่ิ ขน้ึ
4.3.2 อาการแสดงทางคลนิ ิกทส่ี าคญั ทน่ี ามาใชจ้ ดั ระดบั DRE ใหศ้ กึ ษาจากกรอบ 4-1
285
กรอบ 4 –1 คาจากดั ความของอาการแสดงทางคลนิ กิ เพ่อื นามาใชพ้ จิ ารณาจดั ระดบั DRE ของผรู้ บั การประเมนิ ใน
การประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพ
1. กล้ามเนื้อหดเกรง็ (Muscle Spasm) หมายถงึ การหดตวั ทนั ทีของกล้ามเน้ือมดั เดยี วหรอื กลุ่มของ
กลา้ มเน้อื ทบ่ี งั คบั ไม่ได้ ไมส่ ามารถคลายตวั ไดเ้ อง พบบอ่ ยท่กี ลา้ มเน้ือขา้ งกระดกู สนั หลงั ( Paravertebral Muscle
Spasm) หลงั จากกระดกู สนั หลงั ไดร้ บั บาดเจบ็ เฉียบพลนั (Acute Spinal Injury) สามารถตรวจพบไดด้ ว้ ยการคลา
และพบไดน้ ้อยในผปู้ ว่ ยทป่ี วดหลงั เรอ้ื รงั
ตอ้ งแยกการหดเกรง็ ของกลา้ มเน้ือออกจากกลา้ มเน้ือท่หี ดตวั โดยจงใจ โดยผรู้ บั การประเมนิ ท่มี กี ารหด
เกรง็ จะไม่สามารถคลายกลา้ มเน้ือนนั้ ได้ การหดเกรง็ พบไดท้ งั้ ในท่ายืนและนอนราบและมกั ทาใหเ้ กดิ functional
scoliosis
วธิ กี ารแยกการหดเกรง็ ของกลา้ มเน้อื ออกจากกลา้ มเน้อื ทห่ี ดตวั โดยจงใจ ทาไดโ้ ดยใหผ้ รู้ บั การประเมนิ ยนื
ลงน้าหนกั บนเทา้ ทลี ะขา้ ง ในขณะเดยี วกนั กบั ทผ่ี ตู้ รวจคลาทก่ี ลา้ มเน้อื หลงั ในคนปกตจิ ะพบวา่ กลา้ มเน้อื ขา้ งกระดูก
สนั หลงั ขา้ งทม่ี กี ารลงน้าหนกั ตวั จะคลายตวั ดงั นนั้ ถ้าผตู้ รวจพบการคลายตวั ของกลา้ มเน้ือ จะไม่ใช่การหดเกรง็ ท่ี
แทจ้ รงิ
2. กลา้ มเนื้อเกรง็ ต้าน (Muscle Guarding) หมายถงึ กลา้ มเน้ือทห่ี ดตวั เพ่อื ลดการเคล่อื นไหวหรอื ลดการขยบั
หรอื การเขย่า (สนั่ คลอน) ของเน้ือเย่อื ทป่ี ระสบอนั ตราย (บาดเจบ็ ) หรอื เป็นโรค มใิ ช่ muscle spasm ทแ่ี ทจ้ รงิ
เพราะกล้ามเน้ือท่หี ดตวั สามารถคลายตวั ไดเ้ อง กล้ามเน้ือเกรง็ ต้านทาให้เอวท่แี อ่นตามปกตหิ ายไป (Loss of
Lumbar Lordosis) และอาจทาใหก้ ารเคลอ่ื นไหวของสนั หลงั ลดลง
3. การเคล่ือนไหวของสนั หลงั ไม่สมมาตร (Asymmetry of Spinal Motion) หมายถงึ การเคล่อื นไหวของ
กระดูกสนั หลงั ระนาบหน่ึงระนาบใดในสามระนาบไม่สมดุล ซง่ึ บางครงั้ อาจเกดิ จากกล้ามเนื้อหดเกรง็ หรอื เกรง็
ต้าน สามารถตรวจว่ามกี ารเคล่อื นไหวของสนั หลงั ไม่สมมาตร โดยใหผ้ รู้ บั การประเมนิ กม้ หลงั จะไม่สามารถกม้ ได้
ตามปกติ จะเอนศรษี ะหรอื เอยี งลาตวั ไปดา้ นหน่ึงดา้ นใด การตรวจโดยการกม้ หลงั ซ้าต้องไดผ้ ลเหมอื นกนั ทุกครงั้
จงึ จะสามารถยนื ยนั ไดว้ า่ เป็นการเคล่อื นไหวสนั หลงั ทไ่ี มส่ มมาตรจรงิ
4. อาการปวดรา้ วตามรากประสาทที่ไม่มีอาการแสดงทางคลินิกยืนยนั (Nonverifiable Radicular Pain)
หมายถงึ อาการปวดรา้ วไปตามรากประสาท แต่ตรวจไม่พบสาเหตุหรอื ต้นกาเนิด เช่น ตรวจไม่พบอาการแสดง
ทางคลนิ ิก ไม่พบการเปลย่ี นแปลงในภาพถ่าย MRI หรอื การตรวจ EMG หรอื อาการปวดรา้ วตามรากประสาทท่ี
แผ่ไปตามผวิ หนงั ตามรปู ท่ี 4-1 และ 4-2
5. รเี ฟลก็ ซ์ (Reflexes) ในการตรวจร่างกายอาจตรวจพบรเี ฟลก็ ซเ์ พมิ่ ขน้ึ ลดลง หรอื หายไป ดงั นนั้ รเี ฟลก็ ซท์ ถ่ี อื
ว่าผดิ ปกติ ต้องยนื ยนั จากการตรวจแขนหรอื ขาขา้ งทผ่ี ดิ ปกตเิ ม่อื เทยี บกบั ขา้ งทป่ี กตแิ ลว้ พบว่าไม่เท่ากนั จากการ
ตรวจซ้าหลายครัง้ รีเฟล็กซ์ท่ีลดลง หรือหายไปจากพยาธิสภาพของรากประสาท มักฟ้ืนกลับคืนมาได้ยาก
รเี ฟลก็ ซ์ทผ่ี ดิ ปกติ เช่น Babinski’s signs หรอื Clonus อาจเป็นอาการแสดงท่เี กดิ จากพยาธสิ ภาพของ
Corticospinal tract
6. กลา้ มเนื้ออ่อนแรงรว่ มกบั มีการสูญเสียการรบั ความรสู้ ึกที่ผิวหนัง (Weakness and Loss of Sensation)
เพ่อื ความถูกตอ้ งในการประเมนิ ทางระบบประสาท การสญู เสยี การรบั ความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนงั ทต่ี รวจพบตอ้ งเป็นไปตาม
บรเิ วณผวิ หนังท่รี ากประสาทส่งไปรบั ความรูส้ กึ (Dermatomal Pattern) ตามรูปท่ี 4-1 และ 4-2 และกล้ามเน้ือท่ี
ออ่ นแรงตอ้ งสอดคลอ้ งกบั เสน้ ประสาทสงั่ การทไ่ี ปควบคุมหรอื เลย้ี งกล้ามเน้ือนนั้ กลา้ มเน้ือทอ่ี ่อนแรงเป็นเวลานาน
จะทาใหก้ ลา้ มเน้อื นนั้ ลบี
286
7. กล้ามเนื้อลีบ (Muscle Atrophy) การตรวจกล้ามเน้ือลีบทาได้โดยวิธีการวดั เส้นรอบวงของแขนหรือขา
เปรียบเทยี บกบั ด้านตรงขา้ ม เช่น บรเิ วณต้นขา (Thigh) เสน้ รอบวงต้องต่างกนั ตงั้ แต่ 2 ซม. ขน้ึ ไป ส่วนบรเิ วณขา
(Leg) ตน้ แขน และปลายแขน ตอ้ งต่างกนั ตงั้ แต่ 1 ซม. ขน้ึ ไป
ข้อควรระวงั ขา้ งทถ่ี นดั อาจโตกวา่ ขา้ งทไ่ี ม่ถนดั ได้ เน่อื งจากการใชง้ าน
8. พยาธิสภาพของรากประสาท (Radiculopathy) หมายถงึ การเปลย่ี นแปลงทม่ี นี ัยสาคญั เกย่ี วกบั การทางาน
ของรากประสาทจากการทร่ี ากประสาทถกู กดทบั หรอื เกดิ อนั ตราย หรอื จากโรค ซง่ึ อาจเป็นกบั รากประสาทเดยี วหรอื
หลายรากกไ็ ด้ การวินิจฉัยต้องอาศยั อาการปวด อาการชาและ/หรืออาการ paresthesia บรเิ วณผิวหนังท่ี
สอดคลอ้ งกบั dermatome ของรากประสาทนนั้ และมกั ตรวจพบอาการแสดงของรากประสาทตงึ ตวั (SLR) การ
วนิ ิจฉัยหมอนรองกระดูกสนั หลงั เล่อื นทบั รากประสาท จะต้องมกี ารตรวจพบเพม่ิ เติมจากการตรวจภาพถ่ายรงั สี
(Imaging study) ทส่ี อดคลอ้ งกนั การพบการเปลย่ี นแปลงในภาพถ่ายรงั สีเพยี งอย่างเดยี ว หา้ มนามาใชใ้ นการ
วนิ จิ ฉยั พยาธสิ ภาพของรากประสาท จะตอ้ งมอี าการทางคลนิ ิกดงั กล่าวขา้ งตน้ ร่วมดว้ ย
9. การตรวจกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้ าเพ่ือยืนยนั พยาธิสภาพของรากประสาท (Electrodiagnostic Verification
of Radiculopathy)
พยาธสิ ภาพของรากประสาททเ่ี กดิ อย่างเฉียบพลนั เม่อื ทาการตรวจกล้ามเน้ือด้วยไฟฟ้าเทยี บกนั 2 ขา้ ง
จะได้ผลแตกต่างกนั คอื ขา้ งทม่ี รี อยโรค จะพบ Multiple positive sharp waves หรอื Fibrillation potentials
ในกล้ามเน้ือท่รี ากประสาทนัน้ มาสงั่ การ (Innervated) การแปลผลการตรวจกล้ามเน้ือด้วยไฟฟ้า ควรทาโดยแพทย์
ผเู้ ชย่ี วชาญ
การตรวจกลา้ มเน้ือดว้ ยไฟฟ้า (EMG) ไม่สามารถตรวจพบพยาธสิ ภาพของรากประสาท ทเ่ี กดิ จากการถูกกด
ทบั ได้ทงั้ หมด และไม่สามารถบอกถึงสาเหตุของการเกดิ พยาธสิ ภาพทร่ี ากประสาท แต่การตรวจกลา้ มเน้ือดว้ ย
ไฟฟ้า สามารถตรวจพบพยาธสิ ภาพของรากประสาท ทเ่ี กดิ จากสาเหตุอ่นื นอกจากการถูกกดทบั ซง่ึ ไม่สามารถ
ตรวจพบโดยภาพถ่ายรงั สี เชน่ MRI
10. ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวท่ีสอดคล้องกนั ของปล้องกระดูกสนั หลงั (Alteration of Motion
Segment Integrity) ทาการตรวจไดโ้ ดยการถ่ายภาพรงั สธี รรมดาของกระดกู สนั หลงั ดา้ นขา้ ง ในทา่ กม้ และแอ่นหลงั
ตามหลกั เกณฑ์ท่กี ล่าวมาแล้ว การเคล่อื นไหวผิดปกติอาจเป็นไปในทางท่เี พม่ิ ข้นึ หรือลดลง เช่น การเล่อื นท่ี
(Translation) หรอื การเล่อื นเชงิ มุม (Angular Motion) ทเ่ี พมิ่ มากขน้ึ หรอื ลดลง เน่อื งจากปลอ้ งกระดกู ยดึ ตดิ เพราะ
การเจรญิ เตบิ โตทผ่ี ดิ ปกติ หรอื กระดกู หกั เช่อื มตดิ กนั จากการผา่ ตดั หรอื การตดิ เชอ้ื
11. กลุ่มอาการ Cauda equina (Cauda Equina Syndrome) เป็นกลุ่มอาการทป่ี ระกอบดว้ ย ความผดิ ปกตใิ น
การขบั ถ่ายอจุ จาระและ / หรอื ปสั สาวะ อาการชาบรเิ วณรอบทวารหนกั (Saddle Anesthesia) และการสญู เสยี กาลงั
กล้ามเนื้อของขาและเท้า ตลอดจนการสูญเสยี การรบั ความรู้สึกที่ผวิ หนังบรเิ วณดงั กล่าว นอกจากนี้อาจ
ตรวจพบ การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนกั โดยการตรวจดว้ ยน้ิวมอื ร่วมกบั การลดลงหรอื หายไปของ
รเี ฟลก็ ซท์ ก่ี ระเพาะปสั สาวะ ลาไส้ ขา และเทา้
12. การตรวจการทางานของกระเพาะปัสสาวะ (Urodynamic Tests) การทา Cystometrograms ในผปู้ ว่ ยทเ่ี ป็น
Cauda equina syndrome มปี ระโยชน์ช่วยในการวนิ จิ ฉยั แต่ผลทไ่ี ดอ้ าจไม่แน่นอน ถ้าผลการตรวจปกตบิ อกไดว้ ่า
ความผดิ ปกติของกระเพาะปสั สาวะไม่น่าจะมสี าเหตุจากเสน้ ประสาททม่ี าควบคุม ในผูป้ ่วยบางรายอาจมคี วาม
จาเป็นทต่ี อ้ งทาการตรวจ Urodynamic tests อ่นื ๆ ใหค้ รอบคลมุ มากขน้ึ
287
4.3.3 แนวทางการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพจากการวินิจฉัยโรค (Application of Clinical
Findings to Determine DRE Category)
จากการใช้นิยามทางคลินิก ทาให้แพทย์สามารถจดั ระดบั การสูญเสยี สมรรถภาพของผู้รบั การ
ประเมนิ เขา้ สู่ DRE ระดบั 1, 2 หรอื 3
ระดบั ท่ี 1 (Category 1) ผรู้ บั การประเมนิ มแี ต่อาการอยา่ งเดยี ว (Subjective)
ระดบั ท่ี 2 (Category 2) ผู้รับการประเมินมีแต่อาการและอาการแสดง แต่ไม่มี Radiculopathy
หรอื ไมพ่ บการเคลอ่ื นไหวทผ่ี ดิ ปกตขิ องปลอ้ งกระดกู สนั หลงั หลงเหลอื อยู่ ไดแ้ ก่ พวกหมอนรองกระดกู สนั หลงั ทก่ี ดทบั
รากประสาท หรอื Lateral spinal stenosis ทส่ี ามารถรกั ษาหายไดโ้ ดยวธิ อี นุรกั ษ์ (ไม่ตอ้ งผ่าตดั ) และไม่มอี าการและ
อาการแสดงทางรากประสาทหลงเหลอื อยู่
ระดบั ท่ี 3 (Category 3) ผรู้ บั การประเมนิ ตอ้ งมี Radiculopathy ทส่ี ามารถตรวจพบได้ เช่น อาการ
และอาการแสดงของ Radiculopathy ทเ่ี กิดจากหมอนรองกระดูกสนั หลงั กดทบั รากประสาท หรอื Lateral spinal
stenosis ทอ่ี าการดขี น้ึ ไม่วา่ จะเกดิ จากการรกั ษาดว้ ยยาหรอื การผ่าตดั หรอื ไมป่ รากฏอาการ หลงั ผ่าตดั
ระดบั ท่ี 4 (Category 4) ผรู้ บั การประเมนิ มกี ารเคลอ่ื นไหวทผ่ี ดิ ปกตขิ องปลอ้ งกระดกู สนั หลงั
ระดับท่ี 5 (Category 5) ผู้รับการประเมินมีอาการตามระดับท่ี 3 และระดับท่ี 4 ร่วมกัน
(Radiculopathy + Loss of Spinal Integrity)
สว่ นกลุ่มอาการ Cauda equina syndrome ใหใ้ ชว้ ธิ ปี ระเมนิ Corticospinal tract ซง่ึ จะกล่าวต่อไป
4.4 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั ส่วนเอวจากการวินิจฉัยโรค
(DRE : Lumbar spine)
แบง่ การสญู เสยี สมรรถภาพออกเป็น 5 ระดบั (ตารางท่ี 4-3)
ค่าการสญู เสยี ฯทอ่ี ยู่ในระดบั 2 ถงึ 5 จะเป็นตวั เลขท่เี ป็นช่วง (Range) เช่น 10% - 13%,
20% - 23% ควรนามาพจิ ารณาในกรณีท่ีหลงั การรกั ษาแลว้ ยงั มอี าการหลงเหลอื อยู่ และอาการเหล่าน้ีมผี ลกระทบ
โดยตรงต่อการประกอบกจิ วตั รประจาวนั (ADL) ถา้ มผี ลกระทบมาก ใหเ้ ลอื กใชค้ ่าสงู สดุ เชน่ 13% หรอื 23% เป็นตน้
288
ตารางท่ี 4-3 เกณฑก์ ารประเมินการสญู เสียสมรรถภาพสนั หลงั ส่วนเอว จากการประสบอนั ตราย (Criteria
for Rating Impairment due to Lumbar Spine Injury)
ระดบั การสญู เสียสมรรถภาพ เกณฑก์ ารประเมิน
ระดบั ที่ 1 ตรวจไมพ่ บอาการแสดงทางคลนิ กิ ใด ๆ ทเ่ี ป็นหลกั ฐานยนื ยนั วา่ การประสบ
(DRE : Lumbar Category 1) อนั ตรายหรอื การเจบ็ ปว่ ยนนั้ ทาใหเ้ กดิ การสญู เสยี สมรรถภาพ ไดแ้ ก่ ไมพ่ บ
สญู เสยี รอ้ ยละ 0 ของทงั้ รา่ งกาย กลา้ มเน้อื เกรง็ ตา้ น หรอื หดเกรง็ ไมม่ กี ารสญู เสยี ทางระบบประสาท ไมม่ ี
การเคล่อื นไหวทผ่ี ดิ ปกตขิ องปลอ้ งกระดกู สนั หลงั และไม่มกี ระดกู หกั
การสญู เสียระดบั ท่ี 2 ประวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ย และผลการตรวจร่างกายยนื ยนั วา่ มกี ารประสบอนั ตราย
(DRE : Lumbar Category 2) อาจพบกลา้ มเน้อื เกรง็ ตา้ น หรอื หดเกรง็ หรอื การเคล่อื นไหวของสนั หลงั
มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพ ไม่สมมาตร ผรู้ บั การประเมนิ มแี ต่อาการปวดอย่างเดยี วแต่ตรวจไมพ่ บราก
รอ้ ยละ 5-8 ของทงั้ ร่างกาย ประสาทถกู กดทบั หรอื เกดิ อนั ตราย (Radiculopathy) ไมพ่ บความผดิ ปกตขิ อง
การเคล่อื นไหวทส่ี อดคลอ้ งกนั ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั
หรอื
ผรู้ บั การประเมนิ มปี ระวตั เิ คยมอี าการทางคลนิ กิ เขา้ ไดก้ บั รากประสาทถูกกด
ทบั หรอื เกดิ อนั ตราย และมี Imaging study แสดงถงึ หมอนรองกระดกู สนั หลงั
เล่อื นออกมากดทบั รากประสาททร่ี ะดบั และขา้ งเดยี วกนั กบั ของเดมิ ทเ่ี คยมี
อาการ แต่ปจั จบุ นั ไม่ปรากฏอาการของรากประสาทถกู กดทบั หรอื เกดิ
อนั ตราย หลงเหลอื อยู่ ภายหลงั การรกั ษาโดยวธิ อี นุรกั ษ์
หรอื
กระดกู สนั หลงั หกั กรณใี ดกรณหี น่งึ ต่อไปน้ี
1. กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น body หน่งึ ปลอ้ ง โดยมกี ารยุบตวั น้อยกวา่
รอ้ ยละ 25
2. กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น Posterior element โดยไมม่ ชี น้ิ กระดกู หกั เลอ่ื นท่ี
(ไมใ่ ช่ Spondylolysis ทเ่ี กดิ จากความผดิ ปกตริ ะหว่างการเจรญิ เตบิ โต) และ
กระดกู ทห่ี กั เช่อื มตดิ ดแี ลว้ โดยไม่มกี ารเปลย่ี นแปลงต่อการเคลอ่ื นไหวของ
ปลอ้ งกระดกู สนั หลงั
3. กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น Spinous process หรอื Transverse process
และชน้ิ กระดกู หกั เลอ่ื นท่ี แต่สว่ น bodyไม่หกั และไมม่ ผี ลต่อชอ่ งไขสนั หลงั
289
ระดบั การสญู เสียสมรรถภาพ เกณฑก์ ารประเมิน
การสูญเสียระดบั ที่ 3
(DRE : Lumbar Category 3) มอี าการแสดงของรากประสาทถกู กดทบั หรอื เกดิ อนั ตราย (Radiculopathy)
มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพ ชดั เจน ไดแ้ ก่ อาการปวดรา้ ว และสญู เสยี ความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนงั ตาม
รอ้ ยละ 10–13 ของทงั้ รา่ งกาย Dermatome ของรากประสาทนนั้ สญู เสยี รเี ฟลกซ์ กลา้ มเน้อื ออ่ นแรง หรอื
กลา้ มเน้อื ลบี ขา้ งเดยี ว (จากการวดั เสน้ รอบวงบรเิ วณเหนอื หรอื ต่าจากขอ้ เขา่
การสูญเสียระดบั ที่ 4 เปรยี บเทยี บกบั ดา้ นตรงขา้ มในระดบั เดยี วกนั ) การสญู เสยี สมรรถภาพ
(DRE : Lumbar Category 4) ดงั กลา่ วควรไดร้ บั การยนื ยนั โดยการตรวจกลา้ มเน้อื ดว้ ยไฟฟ้า (EMG)
มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพ หรอื
รอ้ ยละ 20-23 ของทงั้ ร่างกาย
มปี ระวตั ขิ องภาวะหมอนรองกระดกู สนั หลงั กดทบั รากประสาททส่ี อดคลอ้ งกบั
ผลการตรวจทางคลนิ กิ พบว่ามี Radiculopathy จรงิ หรอื ผรู้ บั การประเมนิ ท่ี
ไดร้ บั การผ่าตดั รกั ษา Radiculopathy แลว้ และปจั จบุ นั ไมม่ อี าการของ
Radiculopathyหลงเหลอื อยู่
หรอื
กระดกู สนั หลงั หกั กรณใี ดกรณหี น่งึ ต่อไปน้ี
1. กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น body หน่งึ ปลอ้ งโดยมกี ารยบุ ตวั ระหว่างรอ้ ยละ
25-50
2. กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น Posterior element โดยมชี น้ิ กระดกู หกั เล่อื นท่ี
และมผี ลกระทบต่อชอ่ งไขสนั หลงั
หมายเหตุ กระดกู หกั ทงั้ สองกรณี ตอ้ งเช่อื มตดิ ดโี ดยไมม่ กี ารเปลย่ี นแปลง
ต่อความมนั่ คงทางโครงสรา้ งของกระดกู สนั หลงั
มกี ารสญู เสยี การเคล่อื นไหวทส่ี อดคลอ้ งกนั ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั บรเิ วณ
เอว โดยดจู ากภาพถ่ายรงั สดี า้ นขา้ งในทา่ กม้ และแอ่นเอว ซง่ึ พบว่า
1. มกี ารเล่อื นทข่ี องกระดกู สนั หลงั ระหวา่ งปลอ้ งไมต่ ่ากวา่ 4.5 มม. หรอื
2. มกี ารเลอ่ื นเชงิ มมุ ทร่ี ะดบั L1–L2 , L2–L3 และ L3–L4 มากกวา่ 150 , ทร่ี ะดบั
L4–L5 มากกวา่ 200 และท่ี ระดบั L5–S1 มากกวา่ 250
หรอื
ผรู้ บั การประเมนิ มปี ลอ้ งกระดกู สนั หลงั เช่อื มตดิ กนั เองจากโรคหรอื การ
เจรญิ เตบิ โตทผ่ี ดิ ปกติ จนทาใหป้ ลอ้ งกระดกู สนั หลงั นนั้ ไม่เคล่อื นไหวหรอื แทบ
จะไมม่ กี ารเคลอ่ื นไหว หรอื ผรู้ บั การประเมนิ ทไ่ี ดร้ บั การผ่าตดั เช่อื มปลอ้ ง
กระดกู สนั หลงั โดยไม่ตอ้ งคานงึ ถงึ ผลสาเรจ็ ของการผา่ ตดั
หรอื
กระดกู สนั หลงั หกั กรณีต่อไปน้ี
กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น Body หน่งึ ปลอ้ งโดยมกี ารยบุ ตวั มากกวา่ รอ้ ยละ 50
และไมม่ ผี ลกระทบต่อไขสนั หลงั และรากประสาท
290
ระดบั การสญู เสียสมรรถภาพ เกณฑก์ ารประเมิน
การสญู เสียระดบั ท่ี 5 ผรู้ บั การประเมนิ ทม่ี อี าการและอาการแสดงทางคลนิ ิกครบตามระดบั 3 และ 4
(DRE : Lumbar category 5) คอื มที งั้ Radiculopathy และการสญู เสยี การเคลอ่ื นไหวทส่ี อดคลอ้ งกนั ของ
มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพ ปลอ้ งกระดกู สนั หลงั (Loss of Motion Segment Integrity) ตรวจพบการ
รอ้ ยละ 25–28 ของทงั้ ร่างกาย สญู เสยี สมรรถภาพของขาและเทา้ อยา่ งชดั เจน เชน่ กลา้ มเน้อื ลบี สญู เสยี
รเี ฟลกซ์ มอี าการปวดและ/หรอื การเปลย่ี นแปลงความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนงั ตาม
Dermatome หรอื มผี ล EMG ยนื ยนั การสญู เสยี สมรรถภาพ (ตามทก่ี ล่าวไว้
ในระดบั 3) และมกี ารสญู เสยี การเคล่อื นไหวทส่ี อดคลอ้ งกนั ของปลอ้ งกระดกู
สนั หลงั (ตามทก่ี ลา่ วไวใ้ นระดบั 4)
หรอื
กระดกู สนั หลงั หกั กรณตี ่อไปน้ี
กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น Body หน่งึ ปลอ้ งโดยมกี ารยุบตวั มากกวา่ รอ้ ยละ 50
และมผี ลกระทบต่อไขสนั หลงั และรากประสาทขา้ งใดขา้ งหน่งึ เพยี งขา้ งเดยี ว
ตวั อยา่ งท่ี 4.1
สูญเสียสมรรถภาพรอ้ ยละ 0 ของทงั้ รา่ งกาย จากการประสบอนั ตรายของสนั หลงั ส่วนเอว
ประวตั ิ ชายไทยอายุ 28 ปี ทางานก่อสร้างขณะก้มหลังยกแผ่นอิฐท่ีมีน้าหนัก 25 กิโลกรัม
เกดิ อาการปวดหลงั บรเิ วณเอวทนั ที การตรวจร่างกายหลงั การประสบอนั ตราย 6 ชวั่ โมง
ไม่พบความผดิ ปกตขิ องสนั หลงั บรเิ วณเอว พบแต่เพยี งการเคล่อื นไหวบรเิ วณเอวลดลง
เน่อื งจากอาการปวด ไม่มกี ลา้ มเน้ือหดเกรง็ (Muscle Spasm) กลา้ มเน้ือไม่อ่อนแรง ผรู้ บั
การประเมนิ ไดร้ บั การรกั ษาโดยการใหย้ าแกป้ วด และใหพ้ กั งาน 3 วนั หลงั จากนนั้ กลบั เขา้
ทางานไดต้ ามปกติ
อาการปัจจบุ นั มอี าการปวดเอวเลก็ น้อยเป็นครงั้ คราวเมอ่ื กม้ ยกของหนกั ไมม่ อี าการปวดและชาทข่ี า
การตรวจรา่ งกาย ไม่พบอาการแสดงทผ่ี ดิ ปกตทิ ส่ี นั หลงั ส่วนเอว การตรวจ SLR ใหผ้ ลลบ กาลงั กลา้ มเน้ือ
เป็นปกติ เอวเคล่อื นไหวได้ปกติ การตรวจทางระบบประสาทอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่พบ
กลา้ มเน้อื ลบี
การตรวจพิเศษทางคลินิกไม่จาเป็นตอ้ งทา
การวินิ จฉัยโรค Acute Minor Lumbar Strain
ผลการประเมิน ไมม่ กี ารสญู เสยี สมรรถภาพของสนั หลงั สว่ นเอว (0%)
คาอธิบาย ขณะประเมนิ การสูญเสยี สมรรถภาพ ผลการตรวจร่างกายไม่พบอาการแสดงท่ผี ดิ ปกติ
ดงั นนั้ ผรู้ บั การประเมนิ รายน้ีจดั อยใู่ นการสญู เสยี ระดบั ท่ี 1 DRE : Lumbar Category 1)
ตวั อย่างที่ 4.2
สูญเสียสมรรถภาพรอ้ ยละ 5-8 ของทงั้ รา่ งกาย จากการประสบอนั ตรายของสนั หลงั ส่วนเอว
ประวตั ิ ชายไทยอายุ 32 ปี ทางานในโรงงาน ขณะยกกล่องกระดาษขนาดใหญ่ และมีน้าหนัก
มากเกดิ มอี าการปวดเอวและปวดรา้ วไปท่ดี า้ นหลงั ของต้นขาขวา ผลการตรวจร่างกาย
พบว่า กลา้ มเน้อื หลงั หดเกรง็ (Paraspinal Muscle Spasm) ผลการตรวจ SLR ขา้ งขวาให้
ผลบวกท่ี 600 , Crossed SLR ใหผ้ ลบวกท่ี 700 Ankle reflex ขา้ งขวา ใหผ้ ลลบ ไดร้ บั
การรกั ษาโดยใช้ความร้อน ฝึกการใชก้ ลา้ มเน้ือหลงั และสามารถกลบั เขา้ ทางานได้หลงั
หยุดงาน 6 สปั ดาห์
291
อาการปัจจบุ นั ขณะพกั ไม่มีอาการปวดหลงั ไม่มีอาการขาชา หลงั การประสบอนั ตราย 1 ปี สามารถ
ประกอบกจิ วตั รประจาวนั ไดท้ ุกอย่าง มอี าการปวดหลงั เพยี งเลก็ น้อยเม่อื ยกของหนกั
การตรวจรา่ งกาย กระดูกสนั หลังส่วนเอวเคล่ือนไหวได้เป็นปกติ ผลตรวจ SLR ให้ผลลบ Motor และ
Sensation เป็นปกติ
การตรวจพิเศษทางคลินิกผลการตรวจ MRI พบหมอนรองกระดกู สนั หลงั กดทบั รากประสาทขา้ งขวาทร่ี ะดบั L5–S1
การวินิ จฉัยโรค Right Posterolateral Disc Herniation L5–S1 with Right S1 Radiculopathy Resolved
(หายแลว้ )
ผลการประเมิน สญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 5 ของทงั้ ร่างกาย
คาอธิบาย ผรู้ บั การประเมนิ รายน้ีมผี ลการตรวจ MRI ยนื ยนั ว่าเป็นหมอนรองกระดูกสนั หลงั กดทบั
รากประสาททร่ี ะดบั L5-S1 และสอดคลอ้ งกบั ผลการตรวจร่างกาย อาการส่วนใหญ่หายไป
โดยวธิ อี นุรกั ษ์ ขณะมารบั การตรวจประเมนิ พบว่า ผรู้ บั การประเมนิ แขง็ แรงดี ผลการตรวจ
ร่างกายไม่มอี าการแสดงของ Radiculopathy หลงเหลอื อยู่ ดงั นนั้ ผรู้ บั การประเมนิ รายน้ี
ควรจดั ใหก้ ารสญู เสยี อย่รู ะดบั ท่ี 2 (DRE : Lumbar Category 2) จากการวนิ ิจฉัยโรค
สนั หลงั สว่ นเอว
ตวั อยา่ งท่ี 4.3
สญู เสียสมรรถภาพรอ้ ยละ 10-13 ของทงั้ รา่ งกาย จากการผา่ ตดั รกั ษาภาวะหมอนรองกระดกู สนั หลงั กดทบั ราก
ประสาทส่วนเอว
ประวตั ิ ชายไทยอายุ 30 ปี ทางานในโรงงานหล่อยางรถยนต์ และกม้ หลงั ยกยางรถยนตผ์ ดิ จงั หวะ
เกดิ บดิ หลงั ทาใหเ้ กดิ อาการปวดเอวทนั ที พรอ้ มกบั ปวดรา้ วลงขาขวาดา้ นหลงั มอี าการ
ปวดขาข้างขวามาก พร้อมกบั อาการชาขา การตรวจร่างกายครงั้ แรกพบ Paraspinal
muscle spasm ผลตรวจ SLR ขา้ งขวา ไดผ้ ลบวกท่ี 500 และผลตรวจ Crossed SLR ให้
ผลบวกท่ี 600 ตรวจ Achilles tendon reflex ขา้ งขวาให้ผลลบ ได้รบั การรกั ษาโดยวธิ ี
อนุรกั ษ์เป็นเวลา 3 เดอื น ยงั คงมอี าการปวดและชาขาขา้ งขวาตลอดเวลา ทางานไม่ได้ จงึ
ได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด หลังผ่าตัดอาการปวดขาข้างขวาหายไป หลังจากทา
กายภาพบาบดั เป็นเวลา 4 เดอื น กส็ ามารถกลบั เขา้ ทางานไดต้ ามปกติ โดยไม่มขี อ้ จากดั
อาการปัจจบุ นั หลงั ประสบอนั ตราย 8 เดอื นพบว่าขณะพกั ไม่มีอาการปวดและชาบรเิ วณขาและเท้าทงั้
2 ขา้ ง สามารถประกอบกจิ วตั รประจาวนั ไดต้ ามปกติ แต่ถ้ายกของหนักจะมอี าการปวด
หลงั
การตรวจรา่ งกาย สนั หลงั สว่ นเอวมพี สิ ยั การเคล่อื นไหวไดเ้ ป็นปกติ ผลการตรวจ Achilles reflex ขา้ งขวา
ใหผ้ ลลบ ผลการตรวจ SLR ใหผ้ ลลบ การตรวจกาลงั กลา้ มเน้ือและความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนังอยู่
ในเกณฑป์ กติ
การตรวจพิเศษทางคลินิกผลการตรวจ MRI ก่อนผ่าตดั พบหมอนรองกระดกู สนั หลงั กดทบั รากประสาททขา้ งขวาท่ี
การวินิ จฉัยโรค ระดบั L5-S1 หลงั ผ่าตดั ไม่มกี ารตรวจทางคลนิ ิกเพม่ิ เตมิ
หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับรากประสาทข้างขวาระดับ L5–S1 ร่วมกับมี S1
Radiculopathy หลงั ผา่ ตดั อาการดขี น้ึ มาก
ผลการประเมิน สญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 10 ของทงั้ รา่ งกาย
คาอธิบาย จากอาการ ผลการตรวจร่างกาย และการตรวจ MRI เขา้ ไดก้ บั ภาวะหมอนรองกระดกู สนั
หลงั กดทบั รากประสาททย่ี งั มอี าการอยู่ อาการและอาการแสดงสว่ นมากหายเกอื บเป็นปกติ
หลงั ทาผ่าตดั ดงั นัน้ ผูร้ บั การประเมนิ รายน้ีควรจดั ให้การสูญเสยี อยู่ระดับท่ี 3 (DRE :
Lumbar Category 3) จากการวนิ จิ ฉยั โรคสนั หลงั สว่ นเอว
292
ตวั อย่างที่ 4.4
สญู เสียสมรรถภาพรอ้ ยละ 10-13 ของทงั้ รา่ งกาย จาก Radiculopathy
ประวตั ิ หญงิ ไทยอายุ 28 ปี ขณะยกกลอ่ งกระดาษในโรงงาน เกดิ อาการปวดเอวทนั ทแี ละปวดรา้ ว
ไปท่ขี าขา้ งขวา พร้อมกบั อาการชาเทา้ ขวา ผลการตรวจร่างกายครงั้ แรกพบ Paraspinal
muscles spasm การตรวจ SLR ขา้ งขวาใหผ้ ลบวกท่ี 300 และ Crossed SLR ใหผ้ ลบวก
ท่ี 400 กาลงั กลา้ มเน้ือ Extensor hallucis longus (EHL) ระดบั 3–4 สูญเสยี การรบั
ความรู้สกึ เจบ็ จากเขม็ แทงบรเิ วณง่ามน้ิวหวั แม่เทา้ ขวา การตรวจ Achilles reflex ปกติ
ทงั้ 2 ขา้ ง ไดร้ บั การรกั ษาโดยใหย้ าระงบั ความปวดและกายภาพบาบดั แต่อาการปวดขา
ขวาไม่ทุเลา 4 เดอื นต่อมาได้รบั การผ่าตัด หลงั ผ่าตัดอาการปวดขาทุเลา ทากายภาพ
บาบดั ต่ออกี 9 เดอื น
อาการปัจจบุ นั ผรู้ บั การประเมนิ ยงั มอี าการปวดหลงั บรเิ วณเอว ปวดและชาขาขา้ งขวา โดยเฉพาะบรเิ วณ
น่องและดา้ นในเทา้ ขวา ไม่สามารถกลบั ไปทางานได้ สามารถออกกาลงั หรอื เล่นกฬี าเพ่อื
สขุ ภาพ สว่ นงานบา้ นบางชนดิ ยงั ทาไมไ่ ด้
การตรวจรา่ งกาย พสิ ยั การเคล่อื นไหวสนั หลงั ส่วนเอวลดลง กาลงั กล้ามเน้ือ EHL ขา้ งขวาอย่ทู ร่ี ะดบั 4 ชา
บรเิ วณง่ามน้ิวหวั แม่เทา้ ขวา (L5) การตรวจ Ankle reflex ปกตทิ งั้ 2 ขา้ ง การตรวจ SLR
ขา้ งขวาใหผ้ ลบวกท่ี 600
การตรวจพิเศษทางคลินิกผลการตรวจ MRI ก่อนผา่ ตดั พบ หมอนรองกระดกู สนั หลงั กดทบั รากประสาท L5 ขา้ งขวา
(ระดบั L4–L5) ผลการตรวจ MRI ด้วย Gadolinium หลงั การผ่าตดั 9 เดอื น พบพงั ผืด
(Fibrosis) ทร่ี ากประสาท L5 ขา้ งขวา ไมพ่ บหมอนรองกระดูกสนั หลงั กดทบั รากประสาทท่ี
ระดบั เดมิ หรอื กลบั เป็นขน้ึ มาใหมท่ ร่ี ะดบั อ่นื (Recurrent)
การวินิ จฉัยโรค โรค ป ว ดห ลัง เร้ือรัง แ ละ มีอา กา ร Radiculopathy (Chronic Low Back Pain and
Radiculopathy)
ผลการประเมิน สญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 13 ของทงั้ ร่างกาย
คาอธิบาย จากอาการ การตรวจรา่ งกายและการตรวจ MRI เขา้ ไดก้ บั ภาวะหมอนรองกระดกู สนั หลงั
กดทบั รากประสาท หลงั ผ่าตดั ยงั มอี าการและอาการแสดงของ Radiculopathy ปรากฏ
อยู่ ดงั นัน้ การสญู เสยี สมรรถภาพของผู้รบั การประเมนิ รายน้ีควรจดั ให้การสูญเสยี อยู่
ระดบั 3 (DRE : Lumbar Category 3) การวนิ จิ ฉยั โรคสนั หลงั สว่ นเอว เน่ืองจากผรู้ บั การ
ประเมนิ ยงั มอี าการปวดและประกอบกจิ วตั รประจาวนั ไดเ้ พยี งบางส่วน และยงั ตรวจพบ
อาการแสดงท่ีผิดปกติ การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพควรเพิ่มเป็นร้อยละ 13
ของทงั้ ร่างกาย (ใชค้ ่าสงู สดุ )
ตวั อยา่ งที่ 4.5
สญู เสียสมรรถภาพรอ้ ยละ 20-23 ของทงั้ รา่ งกาย จากกระดกู สนั หลงั หน่ึงปล้องยุบตวั มากกว่ารอ้ ยละ 50
ประวตั ิ หญงิ ไทยอายุ 48 ปี เป็นพนกั งานของโรงงานแห่งหน่ึง ประสบอนั ตรายตกจากบนั ไดสงู 3
เมตร ทาใหเ้ กดิ Burst fracture L2 โดยปลอ้ งกระดกู ยุบตวั รอ้ ยละ 60 แต่ไม่ปรากฏอาการ
ทางประสาท ได้รบั การรกั ษาโดยใส่เฝือกลาตวั ปล้องกระดูกท่หี กั ตดิ ดี สามารถกลบั ไป
ทางานและประกอบกจิ วตั รประจาวนั ไดห้ ลงั ประสบอนั ตราย 7 เดอื น
อาการปัจจบุ นั ไม่มอี าการทางระบบประสาท แต่ยงั คงมอี าการปวดหลงั บ้าง เม่อื ต้องทางานหนัก หรอื
อุณหภูมขิ องอากาศเปลย่ี นแปลง
293
การตรวจรา่ งกาย อาการปวดเลก็ น้อยบรเิ วณ L2 ผลการตรวจทางระบบประสาทอย่ใู นกณฑ์ปกติ ผลตรวจ
SLR ใหผ้ ลลบ พสิ ยั การเคลอ่ื นไหวของสนั หลงั สว่ นเอวลดลงเลก็ น้อย
การตรวจพิเศษทางคลินิกผลการตรวจภาพถ่ายรงั สี พบปล้องกระดูกหกั เช่อื มติดดี โดยความสูงของปล้องลดลง
รอ้ ยละ 65
การวินิ จฉัยโรค Burst Fracture L2 มากกวา่ รอ้ ยละ 50
ผลการประเมิน สญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 20 ของทงั้ ร่างกาย
คาอธิบาย ผู้รบั การประเมินมปี ล้องกระดูก L2 ยุบตวั เกินร้อยละ 50 และกระดูกหกั ติดดี โดยไม่มี
อาการทางประสาท ควรจดั อย่ใู นการสญู เสยี ระดบั ท่ี 4 (DRE : Lumbar Category 4) จาก
การวินิจฉัยโรคสนั หลงั ส่วนเอว ถ้าผู้รบั การประเมินมอี าการทางประสาทหลงเหลอื อยู่
ควรจดั อยู่ในระดบั ท่ี 5 หรอื ใชว้ ธิ กี ารประเมนิ จาก Corticospinal tract ไดร้ บั อนั ตราย
(ขอ้ 4.7) ถา้ กระดกู หกั หลายปลอ้ งทส่ี ่วนเอว หรอื ทส่ี ว่ นอ่นื ควรเลอื กใชก้ ารประเมนิ โดย
วธิ วี ดั พสิ ยั การเคล่อื นไหวของสนั หลงั (ROM Method)
ตวั อยา่ งที่ 4.6
สูญเสียสมรรถภาพรอ้ ยละ 25-28 ของทงั้ รา่ งกาย จาก radiculopathy รว่ มกบั มีการเปลี่ยนแปลงการคลื่อนไหว
ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั
ประวตั ิ ชายไทยอายุ 40 ปี ประสบอันตรายขณะแยกลังเคร่ืองปรับอากาศ เกิดล่ืนล้มบนพ้ืน
ปนู ซเิ มนต์ มอี าการปวดหลงั และปวดขาขา้ งขวา การตรวจรา่ งกายครงั้ แรกพบ Paraspinal
muscle spasm ผลตรวจ SLR ขา้ งขวาใหผ้ ลบวกท่ี 50๐ ผลตรวจ Crossed SLR
ใหผ้ ลบวกท่ี 60๐ กลา้ มเน้อื Extensor hallucis longus (EHL) อ่อนแรงอย่ใู นระดบั 3–4 มี
อาการชาบรเิ วณหวั แม่เทา้ ขวา ผลตรวจ Ankle reflex ปกติ ไดร้ บั การรกั ษาโดยวธิ อี นุรกั ษ์
เป็นเวลา 4 เดอื น อาการปวดขาขา้ งขวาไม่ทเุ ลา จงึ ไดร้ บั การผ่าตดั และเชอ่ื มปลอ้ งกระดกู
L4–L5 หลงั การประสบอนั ตราย 9 เดอื น อาการปวดหลงั และปวดขาทุเลาลง แต่ยงั คงมี
อาการหลงเหลอื อย่บู า้ ง
อาการปัจจบุ นั ผรู้ บั การประเมนิ ยงั คงมอี าการปวดหลงั และขาขวาขณะพกั มอี าการชาบรเิ วณดา้ นในของ
เทา้ ขวา หลงั ประสบอนั ตราย 1 ปี อาการปวดและอาการชาทย่ี งั คงเหลอื อย่ทู าใหผ้ รู้ บั การ
ประเมินไม่สามารถอยู่นิ่งในท่าใดท่าหน่ึงเป็นเวลานาน เช่น ยืน หรือเดินไกล ทางาน
ไม่ไหวตอ้ งหยดุ งาน และไมส่ ามารถประกอบกจิ วตั รประจาวนั
การตรวจรา่ งกาย ผูร้ บั การประเมนิ สูญเสยี การเคล่อื นไหวของปล้องกระดูกสนั หลงั ในท่าก้มและแอ่นหลงั
ผลการตรวจ SLR ใหผ้ ลบวกท่ี 60๐ ชาบรเิ วณผวิ หนังท่รี ากประสาท L5 ขา้ งขวารบั
ความรสู้ กึ กาลงั กลา้ มเน้อื EHL อ่อนแรงระดบั 4
การตรวจพิเศษทางคลินิกผลการตรวจ MRI ก่อนผ่าตดั พบ หมอนรองกระดูกสนั หลงั ระดบั L4–L5 เสอ่ื มสภาพมาก
และมกี ารกดทบั รากประสาท L5 ขา้ งขวา ผลการตรวจ MRI ดว้ ย Gadolinium หลงั ผ่าตดั
1 ปี พบแต่รอยพงั ผดื บรเิ วณรากประสาท L5 ขา้ งขวา ไม่พบหมอนรองกระดกู สนั หลงั กด
ทบั รากประสาททร่ี ะดบั เดมิ หรอื ระดบั ใหม่ ปลอ้ งกระดกู เชอ่ื มตดิ ดี
การวินิ จฉัยโรค หมอนรองกระดกู สนั หลงั ระดบั L4–L5 กดทบั รากประสาท L5 ขา้ งขวาและมี Radiculopathy
หมอนรองกระดูกสนั หลงั เส่อื มสภาพมาก อาการปวดหลงั และปวดขายงั ไม่หายหลงั ทา
ผลการประเมิน ผา่ ตดั เอาหมอนรองกระดกู สนั หลงั ออกและเช่อื มปลอ้ งกระดกู สนั หลงั L4 – L5 ตดิ กนั
สญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 28 ของทงั้ รา่ งกาย
294
คาอธิบาย จากขอ้ มูลของอาการ ผลการตรวจร่างกาย และผลการตรวจ MRI ยนื ยนั ว่ามภี าวะ
หมอนรองกระดูกสนั หลงั กดทบั รากประสาทจรงิ และยงั คงมีอาการอยู่ การผ่าตดั เอา
หมอนรองกระดูกสนั หลงั ออกพร้อมกบั เช่อื มปล้องกระดูกสนั หลงั หน่ึงระดบั ไม่ทาให้
อาการปวดทงั้ หมดหายไป ซง่ึ สนับสนุนโดยการตรวจร่างกายยงั คงพบอาการแสดงของ
Radiculopathy หลงเหลืออยู่ ควรจัดผู้รบั การประเมินให้การสูญเสยี อยู่ระดบั ท่ี 5
(DRE:Lumbar Category 5) จากการวนิ ิจฉัยโรคสนั หลงั ส่วนเอว เน่ืองจากยงั คงมอี าการ
แสดงของ radiculopathy เหลอื อยู่ และมกี ารสญู เสยี การเคล่อื นไหวของปลอ้ งกระดูกสนั
หลงั หน่งึ ระดบั จากการผา่ ตดั เช่อื มปลอ้ งกระดกู สนั หลงั
4.5 การประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั ส่วนอกจากการวินิจฉัยโรค
(DRE: Thoracic Spine)
1. แบ่งการสญู เสยี สมรรถภาพออกตามความรุนแรง เป็น 5 ระดบั (ตารางท่ี 4–4)
2. กรณีทม่ี กี ารสญู เสยี สมรรถภาพของระบบขบั ถ่ายอุจจาระหรอื ปสั สาวะทไ่ี ม่เกดิ จาก Corticospinal
tract ไดร้ บั อนั ตรายหรอื เสยี หาย ใหค้ านวณค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของระบบขบั ถ่ายอุจจาระ หรอื ปสั สาวะ จากบท
ทว่ี ่าดว้ ยระบบทางเดนิ อาหาร และระบบขบั ถ่ายปสั สาวะ แลว้ นาค่าการสญู เสยี สมรรถภาพทไ่ี ดม้ ารวมกบั คา่ การสญู เสยี
สมรรถภาพของสนั หลงั สว่ นอกจากการวนิ ฉิ ยั โรค (ระดบั ท่ี 1-5) โดยใชต้ ารางคา่ รวม
3. ถ้ามีการสูญเสยี สมรรถภาพของสนั หลงั ส่วนอกท่เี กิดจากการบาดเจ็บหรือประสบอนั ตรายของ
Corticospinal tract ใหใ้ ชว้ ธิ กี ารประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพตามหวั ขอ้ ท่ี 4.7 และตารางท่ี 4–6
4. ถ้าสนั หลงั ส่วนอกมกี ารประสบอนั ตรายหรอื บาดเจ็บ และมคี วามผดิ ปกตขิ องระบบขบั ถ่ายอุจจาระ
หรอื ปสั สาวะ โดยไม่มคี วามผดิ ปกตบิ รเิ วณขาและเท้า ให้ทาการประเมนิ การสูญเสยี สมรรถภาพของระบบขบั ถ่าย
อจุ จาระหรอื ปสั สาวะจากบททว่ี า่ ดว้ ยระบบทางเดนิ อาหาร, ระบบปสั สาวะ และระบบสบื พนั ธุ์ แลว้ นาค่าทไ่ี ดม้ ารวมกบั
คา่ การสญู เสยี สมรรถภาพของสนั หลงั สว่ นอกจากการวนิ จิ ฉยั โรคระดบั ใดระดบั หน่งึ จากระดบั ท่ี 2-4
5. ถ้าการสูญเสียสมรรถภาพมีผลกระทบต่อการประกอบกิจวัตรประจาวันของผู้รบั การประเมิน
ใหเ้ ลอื กคา่ สญู เสยี สมรรถภาพทส่ี งู สดุ ในระดบั นนั้ ๆ
295
ตารางท่ี 4–4 เกณฑก์ ารประเมินการสญู เสียสมรรถภาพของสนั หลงั สว่ นอกจากการประสบอนั ตราย
(Criteria for Rating Impairment Due to Thoracic Spine Injury)
ระดบั การสญู เสียสมรรถภาพ เกณฑก์ ารประเมิน
การสูญเสียระดบั ที่ 1
(DRE : Thoracic Category 1) ตรวจไม่พบอาการแสดงทางคลนิ กิ ใดๆ ทเ่ี ป็นหลกั ฐานยนื ยนั ว่าการประสบ
การสญู เสยี สมรรถภาพรอ้ ยละ 0 อนั ตรายหรอื การเจบ็ ปว่ ยนนั้ ทาใหเ้ กดิ การสญู เสยี สมรรถภาพ ไดแ้ ก่ ไม่
ของทงั้ รา่ งกาย พบกลา้ มเน้อื เกรง็ ตา้ นหรอื หดเกรง็ ไมม่ กี ารสญู เสยี สมรรถภาพทางระบบ
การสูญเสียระดบั ที่ 2 ประสาท ไมม่ คี วามผดิ ปกตขิ องการเคล่อื นไหวทส่ี อดคลอ้ งกนั ของปลอ้ ง
(DRE : Thoracic Category 2) กระดกู สนั หลงั และ ไมม่ กี ระดกู หกั
การสญู เสยี สมรรถภาพ ประวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ยและผลการตรวจร่างกายยนื ยนั วา่ มกี ารประสบอนั ตราย
อย่างถาวร รอ้ ยละ 5 - 8 อาจพบกลา้ มเน้อื เกรง็ ตา้ น หรอื หดเกรง็ ทช่ี ดั เจน มกี ารเคล่อื นไหวของสนั
ของทงั้ ร่างกาย หลงั ไม่สมมาตร (Asymmetry or Dysmetria) หรอื มอี าการปวดรา้ วตาม
รากประสาททไ่ี มม่ อี าการแสดงทางคลนิ กิ ยนื ยนั ไมพ่ บความผดิ ปกตขิ อง
การสญู เสียระดบั ที่ 3 การเคลอ่ื นไหวทส่ี อดคลอ้ งกนั ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั สว่ นอก
(DRE : Thoracic Category 3) หรอื
การสญู เสยี สมรรถภาพ
อย่างถาวรรอ้ ยละ 15 - 18 มหี มอนรองกระดกู สนั หลงั เล่อื นโดยมหี ลกั ฐานทางคลนิ กิ ยนื ยนั แต่
ของทงั้ ร่างกาย หลงั จากการรกั ษาดว้ ยวธิ อี นุรกั ษแ์ ลว้ ตรวจไมพ่ บอาการแสดงทางราก
ประสาท
หรอื
กระดกู สนั หลงั หกั กรณใี ดกรณหี น่งึ ต่อไปน้ี
1. กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น body หน่งึ ปลอ้ งโดยมกี ารยุบตวั
น้อยกว่ารอ้ ยละ 25
2. กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น Posterior element โดยไม่มชี น้ิ กระดกู หกั เล่อื น
ทแ่ี ละรอยหกั เชอ่ื มตดิ ดี โดยไมท่ าใหเ้ กดิ ความผดิ ปกตขิ องการเคลอ่ื นไหว
ทส่ี อดคลอ้ งกนั ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั หรอื รากประสาทถกู กดทบั หรอื เกดิ
อนั ตราย
3. กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น Spinous process หรอื Transverse process
และมกี ารเล่อื นทข่ี องชน้ิ กระดกู หกั แต่สว่ น Bodyไม่หกั และไมม่ ผี ลต่อชอ่ ง
ไขสนั หลงั
มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพทางระบบประสาทบรเิ วณขาและเทา้ ทส่ี อดคลอ้ ง
กบั การประสบอนั ตรายของสนั หลงั สว่ นอก–เอว โดยมหี ลกั ฐานยนื ยนั จาก
ผลการตรวจการทางานของกลา้ มเน้อื (Motor Function) , การรบั
ความรสู้ กึ ทผ่ี วิ หนงั (Sensory Function) , รเี ฟลกซ์ หรอื การตรวจพบ
กลา้ มเน้อื ลบี ขา้ งเดยี วบรเิ วณเหนือหรอื ต่ากวา่ ขอ้ เขา่ ซง่ึ สมั พนั ธก์ บั การ
ประสบอนั ตรายและไมไ่ ดเ้ กดิ จากภาวะอน่ื การสญู เสยี สมรรถภาพดงั กลา่ ว
ควรไดร้ บั การตรวจยนื ยนั โดยการตรวจกลา้ มเน้อื ดว้ ยไฟฟ้า (EMG)
หรอื
296 การตรวจทางคลนิ ิกพบว่ามรี ากประสาทถูกกดทบั หรอื เกดิ อนั ตราย ชดั เจน
ซง่ึ ยนื ยนั โดยการตรวจภาพถ่ายรงั สี (Imaging study) พบว่าหมอนรอง
การสูญเสียระดบั ที่ 4 กระดกู สนั หลงั เล่อื นกดทบั รากประสาททร่ี ะดบั และขา้ งซง่ึ สอดคลอ้ งกบั
(DRE : Thoracic Category 4) ประวตั แิ ละผลการตรวจร่างกาย และมอี าการของ รากประสาทถกู กดทบั
การสญู เสยี สมรรถภาพ หรอื เกดิ อนั ตราย ดขี น้ึ หลงั การรกั ษาดว้ ยการผา่ ตดั
อยา่ งถาวรรอ้ ยละ 20 – 23 หรอื
ของทงั้ ร่างกาย
กระดกู สนั หลงั หกั กรณใี ดกรณหี น่งึ ต่อไปน้ี
การสญู เสียระดบั ที่ 5 1. กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น Body หน่งึ ปลอ้ งโดยมกี ารยบุ ตวั รอ้ ยละ 25-50
(DRE : Thoracic Category 5) 2. กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น Posterior element ซง่ึ มกี ารเล่อื นทข่ี องชน้ิ
การสญู เสยี สมรรถภาพ กระดกู และมผี ลกระทบต่อช่องไขสนั หลงั เลก็ น้อย
อยา่ งถาวรรอ้ ยละ 25 - 28
ของทงั้ ร่างกาย ทงั้ กรณีทห่ี นง่ึ และสอง เม่อื กระดกู หกั เชอ่ื มตดิ แลว้ ไม่ทาใหเ้ กดิ การ
เปลย่ี นแปลงความมนั่ คงทางโครงสรา้ งของกระดกู สนั หลงั
ในกรณที ต่ี รวจพบว่า มกี ารเปลย่ี นแปลงความมนั่ คงทางโครงสรา้ ง
ของกระดกู สนั หลงั ตอ้ งพจิ ารณาวา่ มสี าเหตุมาจากภาวะความพกิ ารแต่
กาเนิดหรอื การเจรญิ เตบิ โตทผ่ี ดิ ปกติ ถา้ เป็นไปไดค้ วรเปรยี บเทยี บ
ภาพถ่ายรงั สกี ่อนและหลงั การประสบอนั ตราย หรอื ใชก้ ารตรวจ Bone
scan หลงั การประสบอนั ตรายเพ่อื แยกสาเหตุ
มคี วามผดิ ปกตขิ องการเคลอ่ื นไหวทส่ี อดคลอ้ งกนั ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั
หรอื ตรวจพบพยาธสิ ภาพของรากประสาททงั้ สองขา้ ง (ขวาและซา้ ย) หรอื
รากประสาทหลายระดบั ความผดิ ปกตขิ องการเคลอ่ื นไหวทส่ี อดคลอ้ งกนั
ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ใชว้ ธิ กี ารตรวจดว้ ยการถา่ ยภาพรงั สดี า้ นขา้ งในทา่
กม้ และแอ่นอก พบวา่ มกี ารเลอ่ื นทข่ี องปลอ้ งกระดกู สนั หลงั ปลอ้ งหน่งึ จากอกี
ปลอ้ งหนง่ึ (Translation) มากกวา่ 2.5 มม. ทงั้ น้ี ถา้ พบความผดิ ปกตขิ องการ
เคลอ่ื นไหวทส่ี อดคลอ้ งกนั ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั สว่ นอก ไม่จาเป็นตอ้ งมี
พยาธสิ ภาพของรากประสาท ตามเกณฑก์ ารสญู เสยี ฯทก่ี ลา่ วไวใ้ น ระดบั ท่ี 3
กไ็ ด้
หรือ
กระดกู สนั หลงั หกั
กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น Body หน่งึ ปลอ้ งมกี ารยบุ ตวั มากกวา่ รอ้ ยละ 50%
โดยไมม่ ผี ลกระทบตอ่ ไขสนั หลงั และรากประสาท
มกี ารสญู เสยี สมรรถภาพทางระบบประสาทของขาและเทา้ ตามเกณฑก์ าร
สญู เสยี ฯทก่ี ล่าวไวใ้ นระดบั ท่ี 3 และ ความผดิ ปกตขิ องการเคลอ่ื นไหวท่ี
สอดคลอ้ งกนั ของปลอ้ งกระดกู สนั หลงั สว่ นอก ตามเกณฑก์ ารสญู เสยี ฯ ท่ี
กลา่ วไวใ้ นระดบั ท่ี 4
หรอื
กระดกู สนั หลงั หกั
กระดกู สนั หลงั หกั ทส่ี ว่ น Body หน่งึ ปลอ้ งโดยมกี ารยบุ ตวั มากกวา่ รอ้ ยละ
50 และมผี ลกระทบตอ่ ประสาทสงั่ การ (Motor) ขา้ งเดยี ว แตต่ อ้ งไมเ่ กดิ 2
ขา้ ง (Bilateral) ซง่ึ อาจเป็นผลมาจากการท่ี Corticospinal tract ไดร้ บั อนั ตราย
(การประเมนิ การสญู เสยี ฯ ทเ่ี กดิ จาก Corticospinal tract ไดร้ บั อนั ตราย ใหด้ ู
จากตารางท่ี 4-6)