การเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยใช้กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย เสาวลักษณ์ ศรีใส รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยใช้กิจกรรม พลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ผู้วิจัย นางสาวเสาวลักษณ์ ศรีใส ที่ปรึกษาหลัก ผศ.วรัญญา ศรีบัว ที่ปรึกษาร่วม นางสาวปนัดดา ศรีปัญญา ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (ผศ.วรัญญา ศรีบัว) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (ผศ. วรัญญา ศรีบัว) .................................................................................. กรรมการ (อาจารย์ประจำสาขา/หลักสูตร/คณะครุศาสตร์) .................................................................................. กรรมการ (นางสาวปนัดดา ศรีปัญญา) .................................................................................. กรรมการ (นางสาวรุ่งตะวัน อินทร์อำคา) .................................................................................. กรรมการ (นายณัฐพร อธิราช )
ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยใช้กิจกรรม พลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ผู้วิจัย นางสาวเสาวลักษณ์ ศรีใส ที่ปรึกษาหลัก ผศ.วรัญญา ศรีบัว ที่ปรึกษาร่วม นางสาวปนัดดา ศรีปัญญา ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของ เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรม ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยชาย-หญิงอายุรหะว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียน เทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบ เจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย และแบบประเมิน ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานและการสอบที ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 2/2 ด้านทักษะการเดิน การทรงตัว และการวิ่ง มีคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่หลังการ จัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
1 กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาจากผศ.วรัญญา ศรีบัว อาจารย์ที่ปรึกษาหลักและคุณครูปนัดดา ศรีปัญญา คุณครูที่ปรึกษาร่วม ที่กรุณาให้คำปรึกษา ชี้แนะ แนวทางต่างๆ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง ณ ที่นี้ ขอขอบคุณท่านผู้เชี่ยวชาญคุณครูปนัดดา ศรีปัญญา ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี คุณครูณัฐพร อธิราช ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี สังกัด สำนักงานการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี ที่ได้ให้คำแนะนำปรึกษาและเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ แก้ไขเครื่องมือวิจัยให้มีคุณภาพ ขอขอบพระคุณผู้บริหาร คณะครูและนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ผู้วิจัยรู้สึก ซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่งในความร่วมมือ และช่วยเหลือให้ความร่วมมือในการทดลองเพื่อหา ประสิทธิภาพของเครื่องมือ และการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยในครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกทุกคนในครอบครัวของผู้วิจัยที่อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จครั้งนี้ที่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจเพื่อรอคอยผลสำเร็จของผู้วิจัย ขอขอบคุณเพื่อน นักศึกษา สาขาการศึกษาปฐมวัยและเพื่อนร่วมรุ่นครุศาสตรบัณฑิตทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือและ เป็นกำลังใจให้ตลอดมา คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีของงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ผู้วิจัยขอมอบแด่ คุณบิดา มารดาผู้เป็นบุพการีตลอดจนบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผู้วิจัยและผู้มีพระคุณ ทุกท่านสืบไป เสาวลักษณ์ ศรีใส
2 สารบัญ บทที่ หน้า 1 บทนำ .................................................................................................................... ....... 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา………………………………………………………………… 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………………….. 2 สมมติฐานของการวิจัย..................................................................................................... 2 ขอบเขตของการวิจัย........................................................................................................ 3 นิยามศัพท์เฉพาะ............................................................................................................. 4 ประโยชน์ของการวิจัย...................................................................................................... 4 กรอบแนวคิดของการวิจัย................................................................................................ 4 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................................ 5 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสมามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่................ 6 ความหมายของกล้ามเนื้อมัดใหญ่.............................................................................. 6 ความสำคัญของกล้ามเนื้อมัดใหญ่............................................................................. 7 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่.................................. 8 พัฒนาการของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่........................................... 10 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อมัดใหญ่................................................................... งานวิจัยในประเทศ............................................................................................ งานวิจัยต่างประเทศ.......................................................................................... 12 12 15 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย....................................... 16 ความหมายของพลศึกษา........................................................................................... 16 ความหมายของพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย.............................................................. 16 ความสำคัญของกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย................................................ 17 หลักการและปรัชญาทางการพลศึกษา...................................................................... 18 หลักการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย....................................................... 19 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2560 กับกิจกรรมพลศึกษา............................................ 22 ประโยชน์ของกิจกรรมพศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย..................................................... 24 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมพลศึกษา................................................................... 25 งานวิจัยในประเทศ............................................................................................ 25
3 สารบัญ (ต่อ) บทที่ (ต่อ) หน้า งานวิจัยต่างประเทศ.......................................................................................... 28 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย.............................................................................................. 31 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง.............................................................................................. 31 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.................................................................................................. 31 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย............................................................ 32 การเก็บรวบรวมข้อมูล...................................................................................................... 34 การวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................................... 35 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 38 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 38 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 38 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 38 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ......................................................................... 41 สรุปผลการวิจัย............................................................................................................... . 43 อภิปรายผล.................................................................................................................... .. 44 ข้อเสนอแนะ................................................................................................................... . 46 บรรณานุกรม......................................................................................................................... 47 ภาคผนวก............................................................................................................................. . 51 ภาคผนวก ก ................................................................................................................... ตารางกำหนดการทำกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย......................................... ภาคผนวก ข.................................................................................................................... . แผนการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย........................................................ แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่............................................... ภาคผนวก ค.................................................................................................................... .. ผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างแผนการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับ เด็กปฐมวัย........................................................................................... ..................................... ผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัด ใหญ่............................................................................................................... 52 53 54 55 65 72 73 75
4 สารบัญ (ต่อ) บทที่ (ต่อ) หน้า ภาคผนวก ง....................................................................................................................... ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (p) ของประเมินความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่............................................................................................................... ตารางแสดงคะแนนดิบเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย......................................... ภาคผนวก จ.................................................................................................................... ... ตัวอย่างภาพการจัดกิจกรรมการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดใหญ่ โดยใช้ชุดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย..................................................... ภาคผนวก ฉ.................................................................................................................... ... รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือวิจัย........................................................................ 77 78 79 81 82 85 86 ประวัติย่อผู้วิจัย....................................................................................................................... 87
5 สารบัญแผนภาพ แผนภาพท ี่ หน้า 1 กรอบแนวคิดของการวิจัย....................................................................................................... 4
6 สารบัญตาราง ตาราง หน้า 1 หลักการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย..................................................................... 20 2 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย.............................................................. 23 3 กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย....................................................................................... 31 4 ตัวอย่างแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย....................... 33 5 แสดงผลการศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่รายด้าน...................................... 39 6 เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ก่อนและหลังได้รับการจัด กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย........................................................................................ 40 7 ตารางกำหนดการทำกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย....................................................... 53 8 แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่............................................................ 65 9 แสดงผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างแผนการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับ เด็กปฐมวัยกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญ........................................................... 73 10 แสดงผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดใหญ่กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย........................................................................................ 75 11 แสดงค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่นของแบบของประเมินความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย................................................................................... 78 12 แสดงคะแนนดิบเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อนและหลัง ได้รับการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย.................................................................... 79
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา เด็กเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง เป็นความหวังของครอบครัว เป็นผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และความเป็นมนุษยชาติ เป็นพลังที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ อนาคตของประเทศชาติจึงขึ้นอยู่กับ คุณภาพของเด็ก เด็กที่มีความสมบูรณ์ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ มีพัฒนาการในทุกๆ ด้านที่เหมาะสม กับวัย ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคมและจริยธรรม จะเป็นผู้ที่ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติมนุษย์ ทุกคนมีช่วงการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างยาวนาน จากวัยเด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ต้องผ่านขบวน การเปลี่ยนแปลงและพัฒนามาหลายขั้นตอน การจัดการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นการจัดทำหลักสูตร ของสถานศึกษาเองโดยส่วนใหญ่จะมีตารางกิจกรรมประจำวันที่คลายคลึงกัน หรือมีการเปลี่ยนแปลง เล็กน้อย โดยตารางแสดงกิจกรรมประจำวันของนักเรียนปฐมวัย ประกอบด้วยกิจกรรมเสรีเล่นตามมุม อิสระ 20 นาที กิจกรรมเสริมประสบการณ์ 30 นาที กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 30 นาที รับประทาน อาหารว่าง 10 นาที กิจกรรมเล่นกลางแจ้ง 30 นาที กิจกรรมห้องสมุด 10 นาที กิจกรรมเคลื่อนไหว และจังหวะ 20 นาที รับประทานอาหารกลางวัน 50 นาที นอนพักผ่อน 90 นาทีรับประทานอาหาร ว่าง 10 นาที เกมการศึกษา 20 นาที จากตารางกิจกรรมประจำวันเห็นได้ว่าในหนึ่งวันเด็กปฐมวัย มีกิจกรรมการส่งเสริมพัฒนาการ การเคลื่อนไหวด้านร่างกายประมาณ 40–60 นาทีต่อวัน ตามที่โรงเรียนกำหนด ซึ่งในช่วงวัย 0-6 ปี เด็กจะสามารถเรียนรู้ได้จากกิจกรรมทางกายและการ พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก การพัฒนาสมองและสติปัญญาเป็นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม การเคลื่อนไหวทางกาย โดยผู้วิจัยพบว่าการจัดการเรียนการสอนในระดับปฐมวัย มีการจัดกิจกรรม ที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหว และพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับทักษะทางการกีฬา และเด็ก ต้องได้รับการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน (Fundamentals Movements skills) ที่ถูกต้องเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาการเคลื่อนไหวไปสู่ขั้นสูงต่อไป ทักษะกล้ามเนื้อใหญ่ในเด็กปฐมวัย เช่น การยืน เดิน วิ่ง ปีนป่าย กลิ้ง กระโดด โดยการใช้ แขน ขา เท้า และลำตัว ในการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว จะทำให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ได้ดีกว่าเด็กปฐมวัยที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ดังนั้นผู้สอนจะต้องเปิดโอกาสให้เด็กปฐมวัยได้ออกไป วิ่งเล่น ออกกำลังกาย ไม่ใช่ใช้เวลาให้หมดไปกับการนั่งโต๊ะเขียนหนังสือ หรืออ่านหนังสือ (สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์2547: 22)
2 กิจกรรมพลศึกษา มีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนา ร่างกายให้เจริญเติบโตและแข็งแรง ตลอดจนพัฒนาจิตใจ อารมณ์และสังคมอีกด้วย ดังนั้นกิจกรรม พลศึกษาจึงมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัย ซึ่งกิจกรรมทางด้านพลศึกษาของเด็กปฐมวัยนั้น มักจะเป็น รูปแบบของการเล่นแบบต่างๆ เด็กจะเรียนรู้และได้ประสบการณ์จากการเล่น การเล่นของเด็กจะทำ ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเด็กในวัยนี้ชอบเล่นทั้งสิ่งที่ต้องการออกกำลังกายและ ไม่ต้องใช้กำลัง ดังนั้นการจัดประสบการณ์ในการเล่นทางด้านพลศึกษา จึงควรรวม กิจกรรมที่ สอดคล้องกับความต้องการทางสรีระเพื่อการเจริญเติบโตของเด็ก ผู้สอนเด็กปฐมวัยจะต้องเข้าใจ พัฒนาการการเจริญเติบโตและความต้องการของเด็ก (เอกศักดิ์ เฮงสุโข 2555: 54) ดังนั้นผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยใช้ กิจกรรมพลศึกษา โดยเริ่มจากกิจกรรมง่ายๆ เช่น การเดินตามรอย เตะบอลเข้าประตู โยนบอลลง ตะกร้า เดินทรงตัวบนไม้กระดาน ฯลฯ เพื่อให้เด็กได้ฝึกและพัฒนาความพร้อมในการใช้กล้ามเนื้อมัด ใหญ่ ผลการวิจัยในครั้งนี้นอกจากจะมีประโยชน์ต่อเด็กโดยตรงแล้ว ยังอาจจะเป็นแนวทางสำหรับ ครอบครัวและครูในการจัดกิจกรรมพลศึกษาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของ เด็กปฐมวัยต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม โดยใช้กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ระหว่างก่อน และหลังการจัดกิจกรรมของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดย ใช้กิจกรรมพลศึกษาสำหรับ เด็กปฐมวัย สมมติฐานของการวิจัย 1. หลังจากนักเรียนชั้นปฐมวัยปีที่ 2/2 ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมพลศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัยจะมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่พัฒนาขึ้น 2. ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนชั้นปฐมวัยปีที่ 2/2 หลังได้รับ การจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมพลศึกษาสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม
3 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย-หญิงที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 99 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย-หญิงอายุรหะว่าง 4-5 ปี ที่กำลัง ศึกษาอยู่ในระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง 3. ตัวแปร ตัวแปรต้น ได้แก่ กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ประกอบด้วย ทักษะการทรงตัว ทักษะการเดิน ทักษะการวิ่ง 4. เนื้อหาการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ระหว่าง ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งครอบคลุมด้วย 3 ทักษะ ดังนี้ 3.1 ทักษะการทรงตัว คือ ความสามารถในการรักษาจุดศูนย์กลางมวลของร่างกาย ให้คงอยู่บนฐานที่รองรับร่างกาย 3.2 ทักษะการเดิน คือ การเคลื่อนที่ด้วยการก้าว เป็นการเปลี่ยนน้ำหนักจากเท้า หนึ่งไปยังเท้าอีกข้างหนึ่ง และขณะเปลี่ยนน้ำหนักตัวนั้นเท้าข้างหนึ่งจะอยู่บนพื้นเสมอ 3.3 ทักษะการวิ่ง คือ เป็นการเคลื่อนที่โดยการเปลี่ยนน้ำหนักตัวจากเท้าข้างหนึ่งไป ยังเท้าอีกข้างหนึ่ง ขณะที่เปลี่ยนน้ำหนักเท้าทั้งสองข้างจะไม่อยู่บนพื้นเลย 5. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน
4 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. เด็กปฐมวัย หมายถึง นักเรียนชายหญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปฐมวัย ปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 33 คน 2. ความสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่ หมายถึง การที่เด็กสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของ ร่างกาย ได้แก่ การเคลื่อนไหว แขน ขา และลำตัวได้อย่างคล่องแคล่วในการยืน การเดิน การทรงตัว การวิ่ง การปีนป่าย การกระโดด การเล่นลูกบอล ซึ่งวัดออกมาเป็นคะแนนโดยใช้แบบประเมิน ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ได้พัฒนาขึ้น 3. กิจกรรมพลศึกษา หมายถึง กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยได้จัดทำขึ้น เพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยอาศัยหลักการ แนวคิด ทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยใช้กิจกรรม พลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยที่พัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 3 ทักษะ ได้แก่ ทักษะการทรงตัว ทักษะ การเดิน และทักษะการวิ่ง ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ทราบถึงปัญหาและแนวทางการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็ก ปฐมวัย 2. เป็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ให้เหมาะสมกับพัฒนาการ และวัย 3. เด็กที่ได้รับการฝึกโดยใช้กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยมีความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ดีขึ้น กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ตัวแปรตาม ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ 1. ทักษะการทรงตัว 2. ทักษะการเดิน 3. ทักษะการวิ่ง
5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยก การนำเสนอเนื้อหาตามลำดับ ดังนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ 1.1 ความหมายของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 1.2 ความสำคัญของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 1.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ 1.4 พัฒนาการของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ 1.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.1 ความหมายของพลศึกษา 2.2 ความหมายของกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.3 ความสำคัญของกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.4 หลักการและปรัชญาทางการพลศึกษา 2.5 หลักการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.6 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2560 กับกิจกรรมพลศึกษา 2.7 ประโยชน์ของกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมพลศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ
6 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ 1.1 ความหมายของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีนักการศึกษาหลายท่านได้อธิบาย ความหมายของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ สรุปได้ดังนี้ นิวแมน (Neuman. 1978 อ้างถึงใน กัณทิมา พันเพิ่มพูน 2555: 8) ให้ความเห็นว่าการ ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่เป็นกระบวนการของการใช้ประสาทสัมผัสให้ประสานสัมพันธ์กันในการทำ กิจกรรมอย่างระมัดระวัง ฟอร์แมนและฟลีท (Forman & Fleet, 1980 อ้างถึงใน กัณทิมา พันเพิ่มพูน 2555: 8) กล่าวว่าความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ คือ ความสามารถในการบังคับการเคลื่อนไหวของ กล้ามเนื้อแขน ขา ลำตัว ในการทำกิจกรรมต่างๆ กัณทิมา พันเพิ่มพูน (2555: 8 อ้างถึงใน นิรมัย อ่อนน้อมดี2538) กล่าวว่า กล้ามเนื้อ มัดใหญ่ หมายถึง มัดเนื้อมัดใหญ่ๆในกล้ามเนื้อลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว เช่น กล้ามเนื้อ ศีรษะและลำคอ กล้ามเนื้อส่วนลำตัว กล้ามเนื้อส่วนขาและกล้ามเนื้อส่วนแขน อริวัฒน์ สรรเพชร (2556: 44-45) กล่าวว่ากล้ามเนื้อมัดใหญ่ เป็นกล้ามเนื้อลายที่มีส่วน ที่เกี่ยวของกับการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อลำตัว แขน ขา ตั้งแต่ศีรษะไปจนถึงปลายเท้า โดย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว เช่น การนั่ง การยืน การเดิน การกระโดด การเตะบอล การปีนป่าย เป็นต้น ซึ่งพัฒนาการจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกายหรือประสบการณ์ที่พบเจอ ซึ่งส่งผลต่อ ความแข็งแรงและความคล่องตัวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยกล้ามเนื้อมัดใหญ่ต้องมีการทำงานรวมกับ การควบคุมการเคลื่อนไหวของสมอง ระวิวรรณ แซ่หลี (2558: 26) กล่าวว่า ทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ หมายถึง กล้ามเนื้อ มัดใหญ่ในกล้ามเนื้อลายซึ่งทำหน้าที่ควบคุมทักษะในการเคลื่อนไหวทั่วๆไปของร่างกาย ได้แก่ ทักษะ การทรงตัว การเดิน การวิ่ง การกระ โดด การเตะลูกบอล การปีนป่ายและการรับ-ส่งลูกบอล เป็นต้น ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้จะทำได้ดีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความพร้อมและศักยภาพของร่างกาย โอกาสในการฝึกฝนและประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวของตัวนักเรียน พัชรินทร์ เลาะครบุรี (2560: 32) ได้ให้ความหมายของกล้ามเนื้อใหญ่ หมายถึง ความสามารถในการบังคับควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ แขน ขา ลำตัว บ่า ไหล่ ซึ่งแสดงออก ด้วยพฤติกรรมดังต่อไปนี้ การเดิน การวิ่ง การกระโดด การรับลูกบอล โยนลูกบอล อย่างมี ความสัมพันธ์กันในระหว่างทำกิจกรรมนั้นๆ ขวัญเดือน ชยุติ (2563: 10) กล่าวว่า กล้ามเนื้อใหญ่หมายถึงมัดเนื้อมัดใหญ่ๆใน กล้ามเนื้อลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว เช่น กล้ามเนื้อศีรษะและลำคอ กล้ามเนื้อส่วนตัว
7 กล้ามเนื้อส่วนขาและกล้ามเนื้อส่วนแขน ความสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่ หมายถึง ความสามารถใน การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายซึ่งเริ่มจากศีรษะไปสู่ปลายเท้า จากลำตัวไปยังแขนมือและนิ้ว จากสะโพกไปยังขาจนถึงปลายเท้า การเคลื่อนไหวของเด็กจะพัฒนาได้เพียงใดขึ้นอยู่กับความพร้อม ของร่างกายโอกาสหรือประสบการณ์ในการเคลื่อนไหว ตลอดจนสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ หมายถึง การทำงาน ที่ประสานสัมพันธ์กันของกล้ามเนื้อแขน ขา ลำตัว โดยให้สัมพันธ์กับการกระทำกิจกรรมต่างๆ และช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องแคล่ว และมีประสิทธิภาพตามความถนัด 1.2 ความสำคัญของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีนักการศึกษาหลายท่านได้อธิบาย ความสำคัญของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ สรุปได้ดังนี้ กัณทิมา พันเพิ่มพูน (2555: 9 อ้างถึงใน เยาวพา เดชะคุปต์ 2528) กล่าวว่าความสัมพันธ์ ระหว่างกล้ามเนื้อแขน ขาลำตัว มีความจำเป็นและสำคัญยิ่งต่อการเคลื่อนไหว และการทรงตัวเด็กจะ สามารถเคลื่อนไหวและทรงตัวได้ก็ต่อเมื่อมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้ดีซึ่ง ความสามารถดังงกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะนำไปสู่การเรียนในชั้นประถมศึกษา ระวิวรรณ แซ่หลี (2558: 29) กล่าวว่า ความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อหรืออวัยวะ ต่างๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งการเคลื่อนไหวร่างกายในที่นี้หมายถึง การเคลื่อนไหวที่ต้องใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ของลำตัว แขน ขา แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1. การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยไม่เคลื่อนห่างไปจากจุดเดิม แต่จะเป็นการใช้ร่างกายทุกส่วนให้ตอบสนองการเคลื่อนไหว ของร่างกายส่วนใหญ่ 2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวที่มี ระยะทางเกิดขึ้น โดย เน้นเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง 3. การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ประกอบอุปกรณ์ หมายถึง การเคลื่อนไหวทั้งแบบ เคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่พร้อมกับมีอุปกรณ์บางอย่างประกอบ เช่น ลูกบอล ห่วงยาง บาร์ เชือก ถุงถั่ว กระดานทรงตัว เป็นต้น พัชรินทร์ เลาะครบุรี (2560: 32 อ้างถึงใน Tanner. 1978) ได้กล่าวถึงความสำคัญ ของกล้ามเนื้อใหญ่ ซึ่งสรุปได้ว่าการพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ให้แข็งแรง อดทน และปราดเปรียว และทำงานประสานสัมพันธ์กัน จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และปฏิบัติ กิจกรรมต่างๆได้ดังนี้ 1. การจัดกิจกรรมให้เด็กมีการเคลื่อนไหวของมือและเท้า กิจกรรมเหล่านี้มีส่วน
8 สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาสมองของเด็ก โดยเฉพาะฝ่ามือ ฝ่าเท้า และนิ้วมือ มีเส้นประสาทมารวมกัน อยู่มาก การเคลื่อนไหวของมือ เท้า และนิ้วของเด็ก จึงเป็นเหมือนการฝึกสมองของเด็กโดยตรง ส่งผล ต่อระบบประสาทในการเรียนรู้ของเด็ก 2. พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่เกิดก่อนพัฒนาการด้านสังคม อารมณ์ จิตใจและ สติปัญญา อีกทั้งยังส่งผลถึงพัฒนาการด้านอื่นๆอีกอย่างเป็นองค์รวม และเป็นพื้นฐานของพัฒนาการ ในวัยต่อมา ศิรินทร ทาสีทอง (2560: 18 อ้างถึงใน ปรมพร ดอนไพรธรรม 2550) ความสามารถ ในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มีความสำคัญต่อเด็ก คือ เด็กที่สามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่ แขน ขา ลำตัว จะทำให้สามารถเคลื่อนไหวและทรงตัวได้ดีนั่นคือความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ที่มีความสำคัญต่อพื้นฐานในการพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนไหวและการทรงตัวในขั้นต่อไป สรุปได้ว่า กล้ามเนื้อมัดใหญ่นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย และการทรง ตัวของเด็ก เด็กจะสามารถเคลื่อนไหวร่างกายและทรงตัวได้ดีก็ต่อเมื่อมีความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้ดี ซึ่งความสารถนี้จะดีนั้นขึ้นอยู่กับการฝึกที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ 1.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีนักการศึกษาหลายท่านได้อธิบาย ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ สรุปได้ดังนี้ กีเซล (อ้างถึงใน กัณทิมา พันเพิ่มพูน 2555: 21-22) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาพัฒนาการได้กล่าว ว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กสามารถแบ่งออกเป็นระยะและมีขั้นตอน พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่นั้น มีความสำคัญแก่ชีวิตเพราะเป็นรากฐานของบุคคล เมื่อเจริญเติบโต เป็นผู้ใหญ่ พฤติกรรมของบุคคลจะมีอิทธิพลมาจากสภาพความพร้อมทางร่างกาย ได้แก่ กล้ามเนื้อ ต่อมกระดูกและประสาทต่างๆ สิ่งแวดล้อมเป็นเพียงส่วนประกอบของการเปลี่ยนแปลงโดยที่กีเซล ได้แบ่งพัฒนาการเด็กออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1. พฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหว (Motor Behavior) เป็นความสามารถของร่างกาย ที่ครอบคลุมถึงการบังคับอวัยะต่างๆ ของร่างกายและความสัมพันธ์ทางด้านการเคลื่อนไหวทั้งหมด 2. พฤติกรรมด้านการปรับตัว (Adaptive Behavior) เป็นความสามารถใน การประสานงานระหว่างระบบการเคลื่อนไหวกับระบบความรู้สึก (Motor Sensory Coordination) เช่น ประสานงานระหว่างตากับมือ (Eye - Hand Coordnat tion) ซึ่งดูได้จากความสามารถในการใช้ มือของเด็ก (Manipulation) เช่น ในการตอบสนองต่อสิ่งที่เป็นลูกบาศก์ การสั่นกระดิ่ง การแกว่ง กำไล ฯลฯ ฉะนั้นพฤติกรรมด้านการปรับตัวจึงสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางการเคลื่อนไหว 3. พฤติกรรมทางด้านภาษา (Language Behavior) ประกอบด้วยวิธีสื่อสารทุกชนิด
9 เช่น การแสดงออกทางหน้าตา การเคลื่อนไหวท่าทางงของร่างกาย ความสามารถในการเปล่งเสียง และภาษาพูด การเข้าใจในการสื่อสารกับผู้อื่น 4. พฤติกรรมทางด้านนิสัยส่วนตัวและสังคม (Personal - Social Behavior) เป็น ความสามารถในการปรับตัวของเด็กระหว่างบุคคลและบุคคล กับกลุ่มภายใต้ภาวะแวดล้อมและสภาพ ความเป็นจริง นับเป็นการปรับตัวที่ต้องอาศัยความเจริญของสมองและระบบการเคลื่อนไหวประกอบ ในส่วนที่เกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กีเซล พบว่า ก่อนที่คนเราจะทำอะไรง่ายๆ เช่น หยิบอาหารใส่ปากได้นั้น มีการเรียนรู้หลายขั้น ขั้นแรกทารกใช้มือตะปบ ขั้นต่อมาจับของด้วยมือ 4 นิ้ว ติดกันกับฝ่ามือ โดยเริ่มใช้ฝ่ามือตอนใกล้ๆสันมือ ต่อมาจะเลื่อนไปใช้ใจกลางมือ แล้วใช้ หัวแม่มือค่อยๆ เลื่อนมาจับ ขั้นสุดท้าย คือ การหยิบของด้วยนิ้วหัวแม่มือกับปลายนิ้ว ยิ่งไปกว่านั้น กีเซล ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การควบคุมปฏิบัติการแห่งกล้ามเนื้อของคนเรามีพัฒนาการเริ่มจากศีรษะจรด เท้า เรียกว่า Cephalo Caudal Sequence คือ หันศีรษะได้ก่อนชันคอแล้วจึงคว่ำ คืบ นั่งคลาน ยืน เดิน และวิ่งตามลำดับ ส่วนพัฒนาการการควบคุมปฏิบัติการกล้ามเนื้อเริ่มจากใกล้ลำตัวก่อนเรียกว่า Proxim odistal Sequence เช่น ที่แขน ขาทารก ย่อมบังคับการเคลื่อนไหว แกว่งแขน ขาได้ก่อนมือ และเท้า เด็กใช้แขนคล่องก่อนมือ และใช้มือคล่องก่อนนิ้ว ดังนั้นเด็กเล็กๆเมื่อต้องการจับอะไร ก็ผวา ไปทั้งตัว ต่อมาจึงยื่นออกไปเฉพาะแขนแล้วจึงใช้มือและนิ้วดังกล่าว ถ้าจะให้เด็กเด็กๆเขียนหนังสือ มักจะได้ตัวโตเพราะกล้ามเนื้อมือยังใช้ไม่คล่องได้แต่วาดแขนไปกว้างๆต่อมาเมื่อการบังคับกล้ามเนื้อ มือบรรลุวุฒิภาวะแล้วจึงสามารถเขียนตัวเล็กๆได้ เพราะสามารถบังคับกล้ามเนื้อมือและนิ้วได้ ฐิติมาพร ชัยสมุทร (2556: 11 อ้างถึงใน นภเนตร ธรรมบวร 2544: 73) ได้ให้แนวคิด เกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กทารกเป็น การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายเป็นไปอย่าง รวดเร็วมากเมื่อเปรียบเทียบกับพัฒนาการทางด้านอารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญา การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ ได้แก่ น้ำหนัก ส่วนสูง และโครงสร้างของอวัยวะต่างๆ รวมทั้งกล้ามเนื้อต่างๆ ด้วย เมื่อเด็กปฐมวัยย่างเข้าสู่วัย 3-4 ขวบ พัฒนาการทางด้านร่างกายจะปรากฏในรูปของ ความสามารถในการใช้อวัยวะต่างๆของร่างกายได้ชัดเจนขึ้น ทั้งความสามารถในการทำงาน ประสานกันของกล้ามเนื้อใหญ่ (Gross Motor Coordination) และการทำงานประสานกันของ กล้ามเนื้อเล็ก (Fine Motor Coordination) สรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ก่อนกล้ามเนื้อเล็ก ซึ่งพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยเมื่อเด็กย่างเข้าสู่วัย 3-5 ปี พัฒนาการทางกายจะปรากฎ ในรูปของความสามารถในรูปของอวัยวะต่างๆของร่างกายได้ชัดเจนขึ้น ทั้งความสามารถในการทำงาน ประสานกันของกล้ามเนื้อใหญ่ การพัฒนาความสามารถในการบังคับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ของร่างกาย ได้แก่ การเดิน การวิ่ง การกระโดด การเตะลูกบอล เป็นต้น
10 1.4 พัฒนาการของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีนักการศึกษาหลายท่านได้อธิบาย พัฒนาการของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ สรุปได้ดังนี้ กัณทิมา พันเพิ่มพูน (2555: 11 อ้างถึงใน สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ 2534) ได้กล่าวว่า ลักษณะพัฒนาการของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มักจะปรากฏ ออกมาในรูปของการเคลื่อนไหว ซึ่งในเด็กแรกเกิดจะมีการเคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติ โดยไม่ต้อง ได้รับการฝึกหัด เช่น อาการดิ้นไปมา การไขว่คว้า แต่เมื่อเด็กโตขึ้นระดับความสามารถใน การเคลื่อนไหวสลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งกิจกรรมบางอย่างจำเป็นต้องไห้รับการฝึกในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งใน เด็กปฐมวัย สิ่งที่จำเป็นต้องวางรากฐานให้ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กที่มีความบกพร่องทาง สติปัญญา คือ การเคลื่อนไหวพื้นฐาน การเคลื่อนไหวพื้นฐาน หมายถึง การเคลื่อนไหวที่ต้องใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลำตัว แขน ขา แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1. การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ (Non Locomotor Movements) หมายถึง การ เคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยไม่เคลื่อนห่างไปจากจุดเดิม แต่จะเป็นการใช้ร่างกาย ทุกส่วนให้ตอบสนองการเคลื่อนไหวของร่างกายส่วนใหญ่ ได้แก่ การก้ม (Bending) คือ การงอพักข้อต่างๆ ของร่างกายที่จะทำให้ร่างกาย ส่วนบนเข้าใกล้กับส่วนล่าง การยืดเหยียดตัว (Stretching) คือ การเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกับการก้ม ตัวโดยพยายามเหยียดทุกส่วนของร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การบิดตัว (Twisting) คือ การเคลื่อนไหวร่างกายโดยการบิดลำดับท่อนบน ไปรอบๆแกนตั้ง การหมุนตัว (Tuming) คือ การหมุนตัวไปรอบๆ ร่างกายมากกว่าการบิดตัว ซึ่งทำให้เท้าต้องหมุนตามไปด้วยข้างใดข้างหนึ่ง การโยกตัว (Rocking) คือ การถ่ายน้ำหนักจากส่วนหนึ่งของร่างกายไปยัง อีกส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยส่วนทั้งสองจะต้องแตะพื้นคนละครั้งสลับกันไป การแกว่งหรือหมุน (Swinging) คือ การเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งโดย หมุนรอบจุดใดจุดหนึ่งให้เป็นรูปโค้งหรือรูปวงกลมหรือแบบลูกตุ้มนาฬิกา เช่น การแกว่งแขน ขา ลำตัว การโอนเอน (Swaying) คือ คล้ายกับการ โยก ส่วนโค้งจะเป็นการโค้งเข้า มาหาพื้น การเอียงแบบนี้ไม่รู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับการแกว่ง การดัน (Pushing) คือ การเคลื่อนไหวโดยการดัน มักจะเป็นการดันออก
11 จากร่างกาย เช่น การดันสิ่งของและการกดสิ่งของ การดึง (Pulling) คือ การเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกับการดัน คือมักจะเป็น การดึงเข้าร่างกายหรือดึงไปในทิศทางหนึ่งโดยเฉพาะ การสั่น (Shaking) คือ การเคลื่อนไหวที่มีการสั่นสะเทือนของส่วนใดส่วน หนึ่งของร่างกายหรือทุกส่วน ตัวอย่างเช่น ในการเต้นรำและมีการจับมือเขย่า การแสดงออกของการ ตกใจ หรือการสั่นในการเต้น การตี (Striking) คือ เป็นการเคลื่อนไหวที่เร็วและหยุด 2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ (Locomotive Movement) หมายถึง การ เคลื่อนไหวที่มีระยะทางเกิดขึ้นโดยเน้นที่ทำเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง มีพื้นฐานอยู่ 8 อย่างคือ การเดิน (Walking) คือ การเคลื่อนที่ด้วยการก้าวเป็นการเปลี่ยนน้ำหนัก จากเท้าหนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่งและขณะเปลี่ยนน้ำหนักตัวนั้นเท้าข้างหนึ่งจะอยู่บนพื้นเสมอ การวิ่ง (Running) คือ เป็นการเคลื่อนที่โดยการเปลี่ยนน้ำหนักตัวจากเท้า หนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่งขณะที่เปลี่ยนน้ำหนัก เท้าทั้งสองจะไม่อยู่บนพื้นเลย การกระโดดเขย่ง (umping) คือ การกระโดดขึ้นมาจากพื้น แล้วกลับลงสู่ พื้นด้วยเท้าทั้งสองข้าง การกระโจน (Leaping) คือ การเคลื่อนที่ด้วยการถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้า หนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่งด้วยการกระโดดเผ่นขึ้นจากพื้น การลงสู่พื้น ปลายเท้าจะลงสู่พื้นก่อนแล้วฝ่าเท้า และส้นเท้าจมลงด้วยการงอหัวเข่ากระโดดสลับเท้า (Skipping) คือ การก้าวแล้วกระโดดเขย่งด้วยเท้า เดิม 3. การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ประกอบอุปกรณ์ หมายถึง การเคลื่อนไหวทั้งแบบ เคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่พร้อมกับมีอุปกรณ์บางอย่างประกอบ เช่น ลูกบอล ห่วงยาง บาร์ เชือก ถุงถั่ว กระคานทรงตัว เป็นต้น ระวิวรรณ แซ่หลี (2558: 33) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียน ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาค่อนข้างจำกัดกว่านักเรียนปกติในวัยเดียวกัน จึงจำเป็นต้อง วางรากฐานด้านการเคลื่อนไหวพื้นฐานให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เนื่องจากนักเรียน จะมีพัฒนาการของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เริ่มจากการเคลื่อนไหวอวัยวะในส่วน ต่างๆ ที่เรียกว่ากล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อน แล้วจึงค่อยๆพัฒนามาเป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กซึ่งจะเป็นไป ตามวุฒิภาวะและการเรียนรู้ของเด็ก
12 ศิรินทร กาญจันดา (2563: 10-11) ลักษณะพัฒนาการของความสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่ มักจะปรากฎออกมาในรูปของการเคลื่อนไหว ซึ่งในเด็กแรกเกิดจะมีการเคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องได้รับการฝึกหัด เช่น อาการดิ้นไปมาการไขว่คว้าแต่เมื่อเด็กโตขึ้นระดับความสามารถใน การเคลื่อนไหวจะเพิ่มขึ้น จากการดิ้นคลานจะเป็นการยืน เดิน วิ่ง กระโดด และการเคลื่อนไหวที่ สลับชับซ้อนมากขึ้นซึ่งกิจกรรมบางอย่างจำเป็นต้องได้รับการฝึกในสิ่งที่ถูกต้องเพราะจะช่วยให้เขา สามารถพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวที่ง่ายไปสู่การเคลื่อนไหวที่สลับชับซ้อนได้ ขวัญเดือน ชยุติ (2563: 10 อ้างถึงใน สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ2534) กล่าวว่า ลักษณะพัฒนาการของความสามรถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มักจะปรากฏออกมาในรูปของการเคลื่อนไหว ซึ่งในเด็กแรกเกิดจะมีการเคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติโดยไม่ต้องได้รับการฝึกหัด เช่นอาการดิ้นไปมา การไขว่คว้า แต่เมื่อเด็กโตขึ้นระดับความสามารถในการเคลื่อนไหวจะเพิ่มขึ้นจากการดิ้นคลานจะเป็น การยืน เดิน วิ่ง กระโดดและการเคลื่อนไหวที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งกิจกรรมบางอย่างจำเป็นต้อง ได้รับการฝึกในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะจะช่วยให้เขาสามารถพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวที่ง่ายไปสู่การ เคลื่อนไหวที่สลับซับซ้อนได้ จากที่ได้กล่าวมาสรุปได้ดังนี้ พัฒนาการของความสามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ทำได้โดยให้ เด็กฝึกความสามารถในการใช้ทักษะทั่วไปหรือทักษะพื้นฐาน เช่น ทักษะการกระโดด ทักษะการทรง ตัว ทักษะการวิ่ง การมุดลอด และปืนป่าย เป็นต้น ซึ่งต้องใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ส่วนศีรษะและคอ เป็นกล้ามเนื้อส่วนที่ทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวลำตัวไปข้างหน้า กล้ามเนื้อลำตัวเป็นส่วนที่รักษาสมดุล ของกระดูกสันหลัง ทำให้เรายืนตัวตรงได้ กล้ามเนื้อขา เป็นส่วนที่รับน้ำหนักทั้งหมดของร่างกาย ทำให้สามารถเดิน วิ่ง หรือกระโดดไปได้กล้ามเนื้อส่วนแขนและมือเป็นกล้ามเนื้อส่วนที่ช่วยกล้ามเนื้อ ไหล่นำลำตัวเคลื่อนไปข้างหน้า 1.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ งานวิจัยในประเทศ ศิรินทร กาญจันดา (2553: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาความสามารถ ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงจากการใช้โปรแกรมกิจกรรม การฝึกทักษะกลไกของสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทยร่วมกับกิจกรรมฝึกสมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) ซึ่งการวิจัยนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กที่ มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงจากการใช้โปรแกรมกิจกรรมการฝึกทักษะกลไกของ สเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทยร่วมกับกิจกรรมฝึกสมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) กลุ่ม ตัวอย่างเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง อายุ 8-15 ปี (ระดับสติปัญญา 20-34) ที่ไม่มีความพิการซ้ำซ้อน ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นเตรียมความพร้อมของมูลนิธิสถาบันแสงสว่าง จำนวน 8 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล
13 ได้แก่ แผนการฝึกกิจกรรม จาการใช้โปรแกรมการฝึกกิจกรรมทักษะกลไกของสเปเชียลโอลิมปิค แห่งประเทศไทยร่วมกับกิจกรรมฝึกสมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) และแบบประเมิน ความสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ของคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กของกรมสุขภาพจิต โรงพยาบาล ราชานุกูล ระยะเวลาทำการทดลอง 8 สัปดาห์ๆละ 5 วัน วันละ 60 นาที รวม 40 ครั้ง สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยควอไทล์ และสถิติทดสอบนอนพาราเมตริก The Sign Test for Median :One Sample. TheWilcoxon Matched-Pairs Signed-Ranks Testผลการวิจัย พบว่า 1. ความสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงหลัง การใช้โปรแกรมการฝึกกิจกรรมทักษะกลไกของสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทยร่วมกับกิจกรรมฝึก สมรรถภาพทางกาย ( Physical Ftness มีความสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่อยู่ในระดับดี2. เด็กที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง อายุ 8-15 ปี ที่ได้รับการฝึกจากการใช้โปรแกรมการฝึก กิจกรรมทักษะกลกของสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทยร่วมกับกิจกรรมฝึกสมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) หลังการทดลองมีความสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 กัณทิมา พันเพิ่มพูล (2555: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเค็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโยคะอาสนะประกอบเสียงดนตรีการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยหลังจากได้รับ การจัดกิจกรรมโยคะอาสนะประกอบเสียงดนตรี 2) ศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ของเด็กปฐมวัยหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวแบบปกติและ3) เปรียบเทียบความสามารถ ในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ระหว่างเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโยคะอาสนะประกอบเสียงดนตรี กับเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเดลื่อนไหวแบบปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง 3 - 4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ของ ศูนย์พัฒนาเด็กประปานคร จังหวัดนครปฐม จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกให้ตรงตาม เงื่อนไขการทดลองของผู้วิจัยแล้วแบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 คน โดย วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมโยคะอาสนะประกอบ เสียงดนตรี และ แผนการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวแบบปกติ สำหรับการทดลอง 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที และแบบสังเกตความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ สถิติที่ใช้ไนการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการดสอบที ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมโยคะอาสนะประกอบเสียงดนตรี สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวแบบปกติสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโยคะอาสนะประกอบเสียงดนตรีมีความสามารถในการใช้
14 กล้ามเนื้อมัดใหญ่สูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 ฐิติมาพร ชัยสมุทร (2556: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลของการใช้กิจกรรมการ เล่นกลางแจ้งที่มีต่อความพร้อมในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 1 โรงเรียนอันนาลัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความพร้อมในการใช้ กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 1 ก่อนและหลังการทำกิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยชั้นปีที่1 อายุระหว่าง 3-4 ปี จำนวน 20 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่ายจากจำนวน ประชากรของโรงเรียนอันนาลัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเล่นกลางแจ้งสำหรับเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 1 จำนวน 24 กิจกรรม สำหรับการทดลอง 8 สัปดาห์ และแบบสังเกตพฤติกรรมเกี่ยวกับความพร้อมในการใช้ กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า ความพร้อมในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของ เด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 1 ด้านการเคลื่อนไหวอยู่กับที่ การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ การเคลื่อนไหวพร้อม อุปกรณ์ คุณลักษณะของการใช้กล้ามเนื้อใหญ่และ โดยรวมหลังการจัดกิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ข้อค้นพบจากการวิจัย คือ กิจกรรม การเล่นกลางแจ้งสามารถพัฒนาความพร้อมในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 1 ได้ ครูปฐมวัยจึงควรนำกิจกรรมการเล่นกลางแจ้งไปใช้เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยต่อไป ระวิวรรณ แซ่หลี (2558: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยการใช้โปรแกรมการฝึกเพื่อส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อ ศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับ เล็กน้อยถึงปานกลาง โคขการใช้โปรแกรมการฝึกเพื่อส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 2) เปรียบเทียบ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย ถึงปานกลาง ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการฝึกเพื่อส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัย คือ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง มีปัญหาในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ไม่มีปัญหาความพิการอื่นแทรกซ้อน อายุระหว่าง 6-12 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในศูนย์ การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 3 จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการและกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2557 จำนวน 6 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการฝึกโดยการใช้โปรแกรมการฝึกเพื่อส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 2) แบบประเมินความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ
15 ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยควอร์ไทล์ และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ The Wilcoxon Matched Pairs Signed-Ranks Test ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยถึงปานกลางโดยการใช้โปรแกรมการฝึกเพื่อส่งเสริม กล้ามเนื้อมัดใหญ่อยู่ในระดับดี 2) ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนที่มีความ บกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หลังการใช้โปรแกรมการฝึกเพื่อส่งเสริมกล้ามเนื้อ มัดใหญ่สูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญ .05 ขวัญเดือน ชยุติ(2563: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อ มัดใหญ่ด้านการทรงตัวของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ โดยใช้ เครื่องฝึก spin bike balance การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ด้าน การทรงตัว และเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ด้านการทรงตัวของเด็กที่มี ความบกพร่องทางด้านร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพก่อนและหลังการใช้ เครื่องฝึก spin bike balance กลุ่มตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาจำนวน 1 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) อายุ 10 ปี ห้องเรียนเตรียมความพร้อม ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมด้านการพัฒนาการทรงตัวและใช้แบบประเมิน Berg Balance Scale (BBS) เป็นการทดสอบความสามารถด้านการทรงตัวโดยการทำกิจกรรมในท่านั่งและ ยืน ทั้งหมด 14 กิจกรรม ทำกิจกรรมในวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 10.00-10.30 น. โดยฝึกตาม แผนการจัดกิจกรรมด้านการพัฒนาการทรงตัว การใช้นวัตกรรม"เครื่องฝึก spin bike balance" โดย ทำการทดลองตลอด 40 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที รวม 200 ครั้ง ซึ่งผลการศึกษาของ พบว่า กรณีศึกษาหรือเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพที่ได้รับการฝึก จากเครื่องฝึก Spin bike balance มีผลการศึกษาของพบว่า กลุ่มตัวอย่างเด็กที่มีความบกพร่อง ทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ จำนวน 1 คน ที่ได้เลือกอย่างเจาะจง ได้รับการฝึก จากเครื่องฝึก Spin bike balance ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ด้านการทรงตัวของเด็ก ที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ เพิ่มขึ้นจากตอนก่อนใช้นวัตกรรม จากที่ทรงตัวไม่ดี เสี่ยงล้มสูง หลังการใช้เครื่องฝึก Spin bike balance ทรงตัวได้ดีขึ้น เสี่ยงล้มน้อย กว่าก่อนใช้นวัตกรรม สามารถดำรงชีวิตในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น งานวิจัยต่างประเทศ Biller and others (1995: 40) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบพัฒนาการทางทักษะ กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเด็กปกติ และเด็กที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญา โดยใช้โปรแกรม Portage Early Childhood Educational Program Checklist พัฒนาการทางกล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กบกพร่องทางการได้ยิน และเด็กบกพร่องทางสติปัญญา จะมี การพัฒนาการทางทักษะกล้ามเนื้อใหญ่ต่ำกว่าเด็กปกติ เมื่อเปรียบเทียบเด็กปกติกับเด็กที่บกพร่อง
16 ทางการได้ยิน พบว่า เด็กที่ความบกพร่องทางการได้ยินมีพัฒนาการทางทักษะกล้ามเนื้อใหญ่ต่ำกว่า เด็กปกติในด้านการทรงตัว และการใช้กล้ามเนื้อในการประสานงาน และเด็กที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญา จะมีพัฒนาการทางทักษะกล้ามเนื้อใหญ่ต่ำกว่าเด็กปกติในทุกๆด้าน Gurgle (1996: 35) ได้ศึกษาการเคลื่อนไหวโดยใช้กิจกรรมเข้าจังหวะและ โปรแกรมการสัมผัสในด้าน ทักษะกล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ ผลก่อนการฝึกและหลังการฝึกโดยใช้กิจกรรมเข้า จังหวะ และโปรแกรมการสัมผัสในด้านทักษะกล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ผลที่ปรากฎ ออกมาไม่แตกต่างกัน 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.1 ความหมายของพลศึกษา จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีนักการศึกษาหลายท่านได้ อธิบายความหมายของพลศึกษา สรุปได้ดังนี้ เอกศักด์ เฮงสุโข (2555: 14 อ้างถึงใน วรศักดิ์ เพียรชอบ) ได้กล่าวว่า พลศึกษา คือ การศึกษาแขนงหนึ่งซึ่งมีวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายเช่นเดียวกับการศึกษาแขนงอื่นๆ คือ วิชาที่ นักเรียนได้พัฒนาการทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม จะแตกต่างจากวิชาอื่นก็ตรงวิธีการและสื่อ ที่นำมาใช้ คือ พลศึกษาใช้กิจกรรมการออกกำลังกาย หรือการเล่นกีฬาเป็นสื่อกลางของการเรียน โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมพลศึกษาต่างๆ ให้มากที่สุด ชนัญชิดา กองสุข (2556) ได้กล่าวว่า พลศึกษา หมายถึง การพัฒนาที่ได้ผลที่สุดทางด้าน บูรณาการ เป็นการปรับตัวทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมโดยได้รับการสอนและการเข้าร่วม กิจกรรม โดยให้คล้อยตามความต้องการของสังคม และมาตรฐานแห่งสุขภาพของแต่ละบุคคล วิสิฐ เขมะภาตะพันธ์ (2554 อ้างถึงใน วรรณนิศา พงษ์จิรังกาล 2561: 14) กล่าวว่า เป็นวิชา ที่ว่าด้วยการศึกษาเพื่อการเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อพัฒนาองค์ประกอบของการดำเนินชีวิต โดยอาศัย สิ่งที่เป็นกิจกรรมที่เลือกสรรแล้วมาเป็นส่วนช่วยให้เกิดผลดังกล่าว สรุปได้ว่า พลศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและเป็นกิจกรรมทาง กายที่เป็นสื่อในการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคมและ สติปัญญา โรงเรียนจึงต้องจัดโปรแกรมพลศึกษาไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนด้วย 2.2 ความหมายของพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีนักการศึกษาหลายท่านได้อธิบาย ความหมายของพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย สรุปได้ดังนี้
17 เอกศักดิ์ เฮงสุโข (2555: 14) กล่าวว่า กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย คือ กิจกรรมการ เล่นและการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อที่จะได้เรียนรู้การสร้างวินัย ในการบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรง สมบูรณ์ โดยการออกกำลังกายจากการเล่นในร่มและกลางแจ้ง การฝึกกายบริหาร การเล่นตามจังหวะ ดนตรีและการเคลื่อนไหวตามจังหวะ ดังนั้นพลศึกษาเป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งที่จะสร้างเสริม ลักษณะนิสัยที่ดีแก่เด็ก พลศึกษามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประสบการณ์อื่นๆ โดยทั่วไป พลศึกษาเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เน้นพัฒนาการด้านร่างกาย พลศึกษา อาจช่วยให้คนประสบความสำเร็จในชีวิตช่วยให้เกิดความสุข ความพึงพอใจ หรืออาจทำให้คน มีพฤติกรรมที่ดี เข้ากับสังคมได้โดยไม่ขัดแย้งกับผู้อื่น อย่างไรก็ตามพลศึกษาอาจทำให้คนมีพฤติกรรม ในทางลบ ถ้าการจัดพลศึกษาไม่ได้จัดอย่างเหมาะสมและถูกต้องตามหลักการ โรงเรียนเทศบาล 4 วัดชัยสุรินทร์ ได้เสนอความหมายของกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็ก ปฐมวัยว่า กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการศึกษาที่ใช้ร่างกายเป็นสื่อกลางในการ จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยอาจกล่าวสรุปได้ว่า พลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ การสร้างลักษณะนิสัยในการบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ โดยใช้วิธีการออกกำลังกาย ทั้งใน ร่มและกลางแจ้งเพื่อเน้นการพัฒนาร่างกาย 2.3 ความสำคัญของกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีนักการศึกษาหลายท่านได้ อธิบายความหมายของกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย สรุปได้ดังนี้ พวงทอง ไสยวรรณ (2530: 2 อ้างถึงใน เอกศักดิ์ เฮงสุโข 2555: 14) กิจกรรมพลศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัย คือ กิจกรรมการเล่นและการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อที่จะได้เรียนรู้การสร้างวินัย ในการบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรง สมบูรณ์ โดยการออกกำลังกายจากการเล่นในร่มและกลางแจ้ง การฝึกกายบริหาร การเล่นตามจังหวะดนตรีและการเคลื่อนไหวตามจังหวะ ดังนั้นพลศึกษาเป็น ประสบการณ์ส่วนหนึ่งที่จะสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดีแก่เด็ก พลศึกษามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไป กว่าประสบการณ์อื่น โดยทั่วไปพลศึกษาเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เน้น พัฒนาการด้านร่างกาย พลศึกษาอาจช่วยให้คนประสบความสำเร็จในชีวิตช่วยให้เกิดความสุข ความพึงพอใจ หรืออาจทำให้คนมีพฤติกรรมที่ดี เข้ากับสังคมได้โดยไม่ขัดแย้งกับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม พลศึกษาอาจทำให้คนมีพฤติกรรมในทางลบ ถ้าการจัดพลศึกษาไม่ได้จัดอย่างเหมาะสมและถูกต้อง ตามหลักการ สรุปได้ว่า กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยมีความสำคัญในด้านการส่งเสริมให้เด็กมี พัฒนาการที่ดีในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และคุณธรรมจริยธรรม เพราะการร่วม กิจกรรมพลศึกษาทำให้เด็กได้ออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอจะช่วยให้
18 อวัยวะต่างๆของร่างกายได้รับการกระตุ้น เป็นผลทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยลดความเครียดในสมอง ทำให้เกิดความสุข ทำให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น นอกจากนี้ขณะร่วมกิจกรรมพลศึกษา เด็กจะต้อง เรียนรู้กฏ กติกา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การเป็นผู้นำ-ผู้ตาม บทบาทเหล่านี้จะนำไปสู่การพัฒนา ด้านคุณธรรม จริยธรรม น้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย 2.4 หลักการและปรัชญาทางการพลศึกษา จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีนักการศึกษาหลายท่านได้ อธิบายหลักการและปรัชญาทางการพลศึกษา สรุปได้ดังนี้ วรศักดิ์ เพียรชอบ (2548 อ้างถึงใน นันทวัน วงษ์ประเสริฐ 2556: 21-23) กล่าวว่า ปรัชญา ทางการพลศึกษา หมายถึง ค่านิยม หลักการ วิธีการและทฤษฎีต่างๆ ทางการพลศึกษาที่ได้ผ่านการ วิเคราะห์ การทดลอง การพิสูจน์และกลั่นกรองพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลอย่างละเอียดลออ ถี่ถ้วนเป็น อย่างดีและถูกต้อง ได้เป็นที่ยอมรับของวิชาชีพพลศึกษาแล้วว่าสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัด และดำเนินการ ตลอดจนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาในโรงเรียนได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ การ ดำเนินการทางพลศึกษานั้น ก่อนอื่นครูพลศึกษาต้องรู้ว่าการจัดดำเนินการเพื่ออะไรเพราะเหตุใดจึง ต้องมีการจัดและการดำเนินการเช่นนั้น ครูพลศึกษาที่จะทำการสอนนั้นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่าง ชัดเจน ว่าการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นนั้น เป็นการเรียนการสอนเพื่อ อะไร ต้องการให้มีอะไรเกิดขึ้นแก่นักเรียนที่จะสอนและด้วยเหตุผลอะไร ดังนั้นในการจัดและ ดำเนินการพลศึกษานั้นครูพลศึกษาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะต้องมีความรู้และเข้าใจใน หลักการและปรัชญาการพลศึกษา จนสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ได้นั้นคือ เป็นวิชาที่มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้นักเรียนหรือบุคคลมีพัฒนาการในด้านต่างๆที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. ช่วยให้นักเรียนได้มีร่างกายที่แข็งแรง มีสมรรถภาพทางกายดี และมีสุขภาพดี การออก กำลังกายสม่ำเสมอเป็นประจำและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบกระดูก ระบบไหลเวียน ระบบประสาท ระบบหายใจ ระบบ ย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย และอื่นๆ ให้ทำงานดีขึ้น 2. ช่วยให้นักเรียนได้มีทักษะการเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกายและทักษะในการเล่นกีฬาดีขึ้น สำหรับวัยเด็กเล็ก ทำให้ได้พัฒนาทักษะด้านการเคลื่อนไหวเบื้องต้น ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานทักษะที่ สำคัญมาก และทำให้สามารถนำไปใช้เล่นกีฬาในเวลาว่าง ตามอุดมคติของการกีฬา ทำให้ได้ผลมาก ขึ้นแต่เปลืองแรงน้อย ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนมีเครื่องมือหรือทักษะการเล่นกีฬาชนิดต่างๆ ไปใช้เล่นใน เวลาว่างเพื่อความสนุกสนานตามอัตภาพ 3. ช่วยให้นักเรียนได้มีคุณธรรมประจำตัวและมีลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคมดีขึ้นทางด้าน คุณลักษณะประจำตัว จะช่วยส่งเสริมให้เป็นผู้มีระเบียบวินัย กล้าแสดงออก เชื่อมั่นในตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ อดทน สามารถยับยั้งชั่งใจ มีศีลธรรมจรรยาและอื่นๆ ทางด้านคุณลักษณะ
19 ที่เกี่ยวกับสังคม จะช่วยให้มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน มีน้ำใจนักกีฬา เคารพสิทธิของผู้อื่น เคารพกฎกติกา เสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม มีความเป็นผู้นำผู้ตามที่ดี และอื่นๆอีกมาก 4. ช่วยให้นักเรียนได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับพลศึกษา การออกกำลังกาย และการกีฬาได้ดีขึ้นจากการปฏิบัติจริงด้วยตนเอง การเรียนรู้นั้น คือการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงด้วย ตนเองเป็นกระบวนการที่เริ่มต้นจากนักเรียนเป็นผู้คิดเอง ตั้งปัญหาเอง ปฏิบัติเอง แก้ปัญหาเอง และ เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้กระบวนการเรียนรู้นั้นเป็นการสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูป การศึกษา และการเรียนรู้ที่มุ่งให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนตามเจตนารมณ์ที่ได้วาง ไว้จริง 5. ช่วยให้นักเรียนได้มีเจตคติต่อการพลศึกษา การกีฬา และการออกกำลังกายดีขึ้น จึงเป็น สาขาที่มีกระบวนการเรียนรู้เอื้อให้นักเรียนได้มีเจตคติการพลศึกษา การกีฬา หรือการออกกำลังกาย เป็นอย่างดี ทำให้มีความรัก ความผูกพัน เห็นความสำคัญ เห็นคุณค่า และเห็นประโยชน์ของวิชาพล ศึกษา การกีฬา และการออกกำลังกาย เพื่อที่ได้นำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน สรุปได้ว่าหลักการปรัชญาการพลศึกษา เป็นที่ถูกยึดถือเป็นหลักในการจัดการและดำเนินการ เรียนการสอนวิชาพลศึกษาในโรงเรียนนั้นมีหลักการที่มุ่งเน้นในการพัฒนาให้นักเรียนมีความเป็นคนที่ สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น คือ ให้เป็นการเรียนรู้ที่มีการพัฒนาทั้งในด้านสมรรถภาพทางกายให้มีความ สมบูรณ์ดี ด้านทักษะเบื้องต้น การเคลื่อนไหว เพื่อให้สามารถเล่นกีฬาได้ตามอัตภาพ ของตนเอง ด้านความรู้ความเข้าใจในวิธีการเคลื่อนไหวและทักษะกีฬาต่างๆ เพื่อให้สามารถเล่นได้ด้วยความ ปลอดภัย ด้านคุณธรรมเพื่อให้นักเรียนเป็นผู้มีระเบียบวินัย และมีน้ำใจนักกีฬา และด้านเจตคติ ต่อการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา เพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้และประสบการณ์ต่างๆไปใช้ใน การเล่นกีฬาและออกกำลังกายเป็นประจำได้ 2.5 หลักการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีนักการศึกษาหลายท่านได้ อธิบายหลักการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย สรุปได้ดังนี้ เอกศักดิ์ เฮงสุโข (2555: 17) กล่าวว่า เด็กปฐมวัยกล้ามเนื้อยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ยังไม่ดีพอโดยเฉพาะมือและตายังมองสิ่งของเล็กๆ ไม่ค่อย ชัดเจน จึงยังไม่พร้อมสำหรับการทำงานที่ละเอียด ดังนั้นในการจัดกิจกรรมพลศึกษาให้กับเด็กจะต้อง ยึดหลักการจัดต่อไปนี้ 1. การจัดกิจกรรมพลศึกษาต้องพิจารณาความต้องการ ความสนใจ และ ความสามารถของเด็ก 2. การจัดกิจกรรมพลศึกษา ต้องเป็นกิจกรรมที่พัฒนากล้ามเนื้อเล็กและใหญ่ พัฒนาจิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
20 3. วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับพลศึกษาเป็นการรับผิดชอบของสถานศึกษาบทบาทที่ จะต้องจัดหา เพื่อสนองความต้องการของเด็ก และมีความพร้อมสำหรับเด็กเสมอ 4. การจัดกิจกรรมพลศึกษา ต้องเสริมสร้างลักษณะนิสัยเด็กให้ใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ 5. การจัดกิจกรรมพลศึกษา ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละคน 6. การจัดกิจกรรมพลศึกษา ต้องคำนึงถึงความต้องการของชุมชนและผู้ปกครอง 7. การจัดกิจกรรมพลศึกษา ต้องคำนึงถึงเด็กที่มีความผิดปกติทางสมองและ ร่างกาย 8. กิจกรรมพลศึกษาควรประสานสัมพันธ์กับประสบการณ์อื่น 9. การประเมินผลด้านพลศึกษา ต้องประเมินในด้านการเจริญเติบโตด้านร่างกาย ของเด็กเป็นหลัก ส่วนด้านอื่นๆเป็นส่วนประกอบ วรรณนิศา พงษ์จิรังกาล (2561: 18 อ้างถึงใน วาสนา คุณาอภิสิทธิ์ 2536) ได้ให้หลักการ จัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กอายุ 3 ปีครึ่ง ถึง 6 ปีครึ่ง ตามตารางที่ 1 ดังนี้ ตารางที่ 2.1 หลักการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ที่ บุคลิกภาพ กิจกรรม 1 เสียงดังกระตือรือร้นอยากแสดงออก อยาก แสดงความสามารถ ชอบลอกเลียนแบบ ชอบจินตนาการและต้องการความสนใจ เกมที่ต้องใช้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่น หรือเกมที่แสดงออกคนเดียว เช่น การล่าสัตว์ การแสดงละคร แสดงเลียนแบบหรือบทบาท สมมติและเกมประเภททีมหรือเกมผลัดที่ใช้ คนจำนวนน้อย 2 กล้ามเนื้อมัดใหญ่พัฒนามากขึ้น การเคลื่อนไหวเบื้องต้นของการขว้างจับและ ตบลูกบอล 3 โดยธรรมชาติชอบเล่นกิจกรรมที่มีจังหวะ ใช้ทักษะเกี่ยวกับดนตรีและจังหว ะ การเคลื่อนไหวตามความพอใจ เช่น การเต้น เพลงพื้นเมืองและการเล่นประกอบเพลง 4 ไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศในเรื่องของ ความสนใจ จัดกิจกรรมที่ตอบสนองได้ทั้งเด็กชายและ เด็กหญิง
21 ตารางที่ 2.1 หลักการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (ต่อ) ที่ บุคลิกภาพ กิจกรรม 5 อาจเกิดความเหนื่อยอย่างกะทันหัน แต่จะ กลับเข้าสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นกิจกรรมควรจัดคาบละ 20 นาที เลือกกิจกรรมที่ใช้เวลาสั้นๆ มีการจัดช่วงพัก สั้นๆระหว่างเวลาหรือจัดกิจกรรมที่ช่วย เสริมสร้างความแข็งแรงเพิ่มขึ้น 6 มีความสนใจระยะสั้น เปลี่ยนกิจกรรมบ่อยๆ และอธิบายสั้นๆ 7 ความรู้สึกไวถือว่าตนเองถูกต้องและไม่ค่อย ยอมรับความพ่ายแพ้ กิจกรรมที่มีการจัดลำดับก่อน-หลังหรือ การเล่นประเภททีมและควรจัดกิจกรรมให้ เกิดการเรียนรู้เรื่องแพ้-ชนะหรือกล้าสู้ความ จริงอย่างกล้าหาญ 8 สนใจว่าตัวเองจะทำอะไรได้บ้าง ใช้กิจกรรมการสร้างเสริมประสบการณ์และ ความสนใจด้วยการเคลื่อนไหวเบื้องต้นต่างๆ เช่น เดิน เขย่ง วิ่ง กระโดด เป็นต้น 9 ไม่มีการพัฒนาทางด้านความสัมพันธ์ของ การใช้สายตากับมือดีขึ้น กิจกรรมที่ต้องอาศัยมือหยิบขว้างหรือ ถือสิ่งของเช่น ลูกบอล ถุงถั่ว ห่วงยาง เป็นต้น 10 ต้องการฝึกกลไกการรับรู้ที่สำคัญๆ กิจกรรมการฝึกสมดุลระดับต่างๆและ การเคลื่อนไหวตามขวาง ตามยาว 11 ชอบกิจกรรมกลุ่มเล็กๆ ใช้กิจกรรมการแบ่งกลุ่มย่อยๆในชั้นเรียน 12 มีความรู้สึกไวต่อการแสดงออก ต้องการคำยกย่องและการให้กำลังใจ 13 ชอบกิจกรรมหนักๆและกิจกรรมประเภท ยืดหยุ่น กิจกรรมการกลิ้งตัว กระโดดทิ้งตัวลงพื้น รวมทั้งกิจกรรมที่ต้องการคำแนะนำจากครู และกิจกรรมการยืดหยุ่นและกิจกรรมต่อตัว ง่ายๆ 14 อาจมีปัญหาในเรื่องของกระดูกผิดปกติ ให้ความสนใจในปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างของ ร่างกายในรายที่ผิดปกติ จากการศึกษาหลักการจัดการเรียนรู้พลศึกษา สามารถสรุปได้ว่า หลักการจัดการเรียนรู้ พลศึกษาผู้สอนต้องให้ความสำคัญกับผู้เรียนทุกคน คำนึงถึงเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเลือกใช้ กิจกรรมที่มีคุณค่าและเหมาะสม ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะส่งเสริมในด้านนั้นๆ รวมทั้ง ความปลอดภัยเพราะการจัดการเรียนรู้พลศึกษาต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นส่วนใหญ่ การทำ กิจกรรมต้องมีการตรวจสอบอุปกรณ์ หรือสถานที่ หลีกเลี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุกับผู้เรียนให้มากที่สุด
22 2.6 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2560 กับกิจกรรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2560) หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการ พัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ได้รับการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุขและเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคนดี มีวินัย และสำนึกความเป็นไทย โดยความร่วมมือระหว่าง สถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก 1. ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์อย่างเป็นองค์รวม บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนอง ต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพภายใต้บริบทสังคมและ วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐาน คุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และ ประเทศชาติ 2. หลักการจัดการศึกษาปฐมวัย เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและ การส่งเสริมพัฒนาการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่ เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนา และให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยเพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนา ตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองค์รวม มีคุณภาพ และเต็มตามศักยภาพ โดย กำหนดหลักการ ดังนี้ 1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน 2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล และวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย 3. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย และมีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมีการพักผ่อนเพียงพอ 4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตาม 5. สร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่าง สถานศึกษากับพ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย (2560: 34) กล่าวว่าประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้าน ร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็กและการ ประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาท ในการทำกิจวัตรประจำวันหรือทำกิจกรรม
23 ต่างๆ และสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพและสุขอนามัย สุขนิสัย และการรักษาความปลอดภัย ดังนี้ ตารางที่ 2.2 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านร่างกาย ประสบการณ์สำคัญ 1. การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ 1. การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ 2. การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ 3. การเคลื่อนไหวพร้อมวัสดุอุปกรณ์ 4. การเคลื่อนไหวที่ใช้การประสานสัมพันธ์ของการใช้ กล้ามเนื้อใหญ่ในการขว้าง การจับ การโยน การเตะ 5. การเล่นเครื่องเล่นสนามอย่างอิสระ 2. การใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1. การเล่นเครื่องเล่นสัมผัสและการสร้างจากแท่งไม้ บล็อก 2. การเขียนภาพและการเล่นกับสี 3. การปั้น 4. การประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ด้วย เศษวัสดุ 5. การหยิบจับ การใช้กรรไกร การฉีก การตัด การปะ และการร้อยวัสดุ 3. การรักษาสุขภาพอนามัยส่วนตน 1. การปฏิบัตินตามสุขอนามัย สุขนิสัยที่ดีในกิจวัตร ประจำวัน 4. การรักษาความปลอดภัย 1. การปฏิบัติตนให้ปลอดภัยในกิจวัตรประจำวัน 2. การฟังนิทาน เรื่องราว เหตุการณ์ เกี่ยวกับ การป้องกันและรักษาความปลอดภัย 3. การเล่นเครื่องเล่นอย่างปลอดภัย 4. การเล่นบทบาทสมมติเหตุการณ์ต่างๆ 5. การตระหนักรู้เกี่ยวกับร่างกายตนเอง 1. การเคลื่อนไหวโดยควบคุมตนเองไปในทิศทาง ระดับ และพื้นที่ 2. การเคลื่อนไหวข้ามสิ่งกีดขวาง สรุปได้ว่าเด็กทุกคนต้องได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุขเหมาะสมตามวัย ซึ่ง การจัดประสบการณ์นั้นจะต้องส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาการ
24 ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาท ในการทำกิจวัตรประจำวันหรือทำกิจกรรมต่างๆ 2.7 ประโยชน์ของกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีนักการศึกษาหลายท่านได้ อธิบายประโยชน์ของกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย สรุปได้ดังนี้ วารุณี สกุลภารักษ์ (2557: 7-8 อ้างถึงใน คณะครุศาสตร์2550: 12) เด็กปฐมวัยที่มีการ เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อวัยวะต่างๆกำลังเจริญเติบโตจะเป็นไปตามปกติหรือไม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุ หลายประการ แต่ที่สำคัญคือการสืบทอดทางพันธุกรรม สาเหตุสำคัญด้านสภาวะทางโภชนาการ การที่เด็กมีจิตใจสดใสรับประทานอาหารที่สะอาดถูกสัดส่วน แต่ไม่เคยได้ออกกำลังเลย ร่างกายก็จะ ไม่แข็งแรง อาจทำให้อ้วนเกินไป เคลื่อนไหวเชื่องช้ำ ไม่มีความกระปรี้กระเป่าการที่เด็กปฐมวัยได้ ปฏิบัติกิจกรรมพลศึกษาจะโดยการเล่นประเภทใดก็ตาม หรือการออกกำลังกายการหัดกายบริหารก็ ตามจะช่วยให้เด็กเจริญเติบโตได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กได้วิ่งเล่นจะเล่นไล่จับหรือวิ่งแข่งก็ตามเด็กได้ ออกกำลังใช้พลังงานในตัว ทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตแรงการหมุนเวียนของโลหิตดีขึ้น ระบบการย่อย และการขับถ่ายของเสียดีขึ้น กิจกรรมปืนป่าย ห้อยโหน ไต่ราวของเด็ก เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อของแขน และขา ทำให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรง มีความพร้อมในการเคลื่อนไหว เช่น มือและขาตา และมือการใช้ ประสาทสัมพันธ์ดีขึ้น จากการที่เด็กได้เล่นและฝึกการใช้กล้ามเนื้อเล็กและใหญ่บ่อยๆ ทำให้เด็กมี ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง คล่องแคล่ว ว่องไว และมีบุคลิกภาพดี เอกศักดิ์ เฮงสุโข (2555: 53) กล่าวว่าประโยชน์ของกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็ก กิจกรรมพลศึกษา มีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นกิจกรรมที่ชวยพัฒนาร่างกายให้ เจริญเติบโตและแข็งแรง ตลอดจนพัฒนาจิตใจ อารมณ์ และสังคมอีกด้วย ดังนั้นกิจกรรมพลศึกษาจึง มีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัย ดังนี้ 1. พลศึกษาช่วยให้เด็กเจริญเติบโตทางด้านร่างกายอวัยวะต่างๆกำลัง เจริญเติบโต และการเจริญเติบโตของเด็กจะเป็นไปตามปกติหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุหลายประการ แต่ที่สำคัญคือการสืบทอดพันธุกรรม ซึ่งอวัยวะต่างๆ จะมีคุณภาพดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะ เนื้อเยื่อของอวัยวะที่ได้รับการสืบทอดจากพันธุกรรมถ้าลักษณะเนื้อเยื่อที่ได้รับการสืบทอดดีจาก บรรพบุรุษ การเจริญเติบโตของอวัยวะก็จะดีไปด้วย สาเหตุอีกสาเหตุหนึ่งที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต ของร่างกายเด็ก คือ ด้านสภาวะทางโภชนาการร่างกายจะเจริญเติบโตได้ต้องอาศัยอาหารที่มีคุณค่า ด้วยเช่นเดียวกัน สุขนิสัยเป็นสาเหตุสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของร่างกายเด็ก การที่ เด็กมีจิตใจสดใสรับประทานอาหารที่สะอาดถูกส่วนไม่วิตกกังวลในเรื่องอื่นๆนอนหลับพักผ่อนและเล่น ออกกำลังกายให้พอเหมาะ เป็นส่วนประกอบที่เสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายเด็กทั้งสิ้น
25 2. พลศึกษาช่วยให้เด็กเจริญเติบโตทางด้านสติปัญญา พลศึกษาของเด็ก ปฐมวัยในรูปการเล่น การแข่งง่ายๆ หรือกิจกรรมประกอบจังหวะเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็ก เจริญเติบโตทางด้านสติปัญญา โดยช่วยเด็กให้เข้าใจเหตุผลและหาเหตุผลตัดสินใจและแก้ ปัญหา ได้ ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งทีช่วยเด็กให้เล่นอย่างสนุกสนาน การเล่นบางชนิดมีกฎเกณฑ์ในการเล่น กฎเกณฑ์การเล่นนี้เด็กต้องเข้าใจและปฏิบัติตามกฎได้ การเล่นตามกฎเป็นการเรียนรู้วิธีหนึ่งที่เป็นถิ่น ฐานในการแก้ปัญหาต่อไป การจับมือกันเป็นวงกลม เด็กได้เรียนรู้รูปลักษณะของวงกลม จับคู่กัน 1 ต่อ 1 เด็กได้เรียนรู้เรื่องการจับคู่สิ่งเหล่านี้เป็นผลพลอยได้ที่ได้รับจากกิจกรรมพลศึกษาทั้งสิ้นและ สิ่ง เหล่านี้เป็นส่วนช่วยให้เด็ก ได้เจริญเติบโตทางด้านสมองหรือสติปัญญา 2.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมพลศึกษา งานวิจัยในประเทศ อรุณี จิระพลังทรัพย์ (2552: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การจัดกิจกรรมพลศึกษา ระดับปฐมวัย กรณีศึกษาโรงเรียนสาธิตอนุบาลละอออุทิศ และโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า การศึกษา ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการจัดกิจกรรมพลศึกษาระดับปฐมวัยในโรงเรียนสาธิตอนุบาล ละอออุทิศ และโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้าใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสนทนากลุ่ม กลุ่มครู พลศึกษาแห่งละ 4 คน และกลุ่มนักเรียนอนุบาล แห่งละ 18 คน วิธีการสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการ โรงเรียน แห่งละคน รวม 46 คน และวิธีการสังเกตการจัดกิจกรรมพลศึกษาระดับปฐมวัยในโรงเรียน แห่งละ 3 ครั้ง เนื้อหาการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์ และการสังเกต เน้นศึกษาองค์ประกอบที่สำคัญ ของการจัดกิจกรรมพลศึกษา คือ แนวคิดและหลักการ จุดมุ่งหมาย การจัดกิจกรรมพลศึกษา การประเมินผล การจัดการ 4 ด้าน ได้แก่ การจัดการด้านบุคลากร การเงินหรืองบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์และสถานที่ และการจัดการเรียนการสอน ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนอนุบาลทั้ง 2 แห่ง มีแนวคิดและหลักการคือ มีการจัดทำหลักสูตรพลศึกษาและแผนการเรียนการสอนเป็นของตนเอง ที่ยึดตามหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และแนวคิดตามทฤษฎีพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่ว่า การจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัยต้องให้เหมาะสมกับพัฒนาการและวัยของเด็กคำนึงถึง ความแตกต่างของเด็ก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย กล้ามเนื้อมัดเล็กและ มัดใหญ่ พัฒนาจิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา พัฒนาด้านทักษะกลไกการเคลื่อนไหวพื้นฐาน ของร่างกายและพัฒนาการทำงานประสานกันระหว่างระบบประสาทกับกล้ามเนื้อต่างๆ ทำให้ สามารถจัดกิจกรรมพลศึกษาได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ กิจกรรมพลศึกษาแบ่งเป็น กิจกรรม พลศึกษาทั่วไป และกิจกรรมพลศึกษาทางน้ำ ทั้งสองกิจกรรมมีการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม กับวัยและพัฒนาการของเด็ก โดยใช้วิธีบูรณาการกิจกรรมผ่านการเล่น มีวิธีการสอนตามขั้นตอนของ หลักการสอนพลศึกษา และมีการประเมินผลพัฒนาการเด็กจากกิจกรรมพลศึกษาทุกด้านตามทฤษฎี
26 การประเมินผลทางพลศึกษาและนำผลประเมินไปเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน และให้ผู้ปกครอง รับทราบผลพัฒนาด้านต่างๆ ของเด็ก ครูพลศึกษาเป็นครูทั้งที่มีและไม่มีวุฒิการศึกษาทางด้าน พลศึกษา มีจำนวนวัสดุอุปกรณ์และสถานที่เพียงพอได้มาตรฐานสำหรับการสอนพลศึกษา และมี งบประมาณการใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ การบำรุงรักษาและซ่อมแซมสนามและ การจัดกิจกรรมเสริมการเรียนการสอนพลศึกษา ข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยยืนขันว่าทั้ง 2 โรงเรียน มีการจัดกิจกรรมพลศึกษาระดับปฐมวัยที่ยึดหลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของเด็ก มีการเรียนการสอนโดยใช้วิธีบูรณาการกิจกรรมผ่านการเล่นและครูพลศึกษาที่ไม่ได้จบวุฒิพลศึกษา ได้รับการอบรมวิธีการสอนพลศึกษาอย่างถูกต้อง ซึ่งโรงเรียนอนุบาลควรนำไปเป็นแบบอย่างในการ จัดการเรียนการสอนพลศึกษาระดับปฐมวัย ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมควรมีการสอนกิจกรรมพลศึกษา ระดับปฐมวัยทุกวันวันละ30นาที และผู้บริหารควรมีการปรึกษาร่วมกับครูพลศึกษาในการจัดสรร งบประมาณเพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ให้ได้มาตรฐานการเรียนการสอนพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย กิตติพงษ์ ตรุวรรณ์ (2558: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้ วิชาพลศึกษาโดยใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทย เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกายที่จำเป็นต่อการ ป้องกันอุบัติเหตุจากการหกล้มของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุม ตัวอย่างที่ใช้ เป็นนักเรียนชายและหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 45 คน จาก 1 ห้องเรียน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย แบ่งกลุ่มทดลอง จำนวน 23 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 22 คน ทำการทดสอบก่อนการทดลองในสัปดาห์แรก และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มทดลองที่รับการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทยกับกลุ่ม ควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาตามปกติ ด้านความอ่อนตัว ด้านความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ ด้านการทรงตัว เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ผลปรากฏว่าแตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วรรณนิศา พงษ์จิรังกาล (2561: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้พล ศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย ความซื่อสัตย์และความ รับผิดชอบของเด็กปฐมวัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนน สมรรถภาพทางกาย ความชื่อสัตย์และความรับผิดชอบก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่ม ทดลองที่ได้รับการจัด การเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทย และของนักเรียนกลุ่ม ควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามปกติ2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพ ทางกาย ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทย กับนักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ พลศึกษาตามปกติ ตัวอย่างคือ นักเรียนปฐมวัยชั้นปีที่ 2 อายุ 5-6 ปี โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร แห่งหนึ่ง จำนวน 46 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 23 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 23 คน เครื่องมือ
27 ที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทย จำนวน 16 แผน แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย และแบบวัดความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่า "ที" (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพทางกาย ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบหลัง การทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพทางกาย ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบหลังการทดลองของ นักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ศุภกร บัวหยู่ (2561: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรพลศึกษา เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่สำหรับเด็กปฐมวัย การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาหลักสูตร พลศึกษาเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่สำหรับเด็กปฐมวัยโดยมีจุดมุ่งหมายเฉพาะเพื่อ 1. พัฒนาและหา คุณภาพของหลักสูตรพลศึกษาเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่สำหรับเด็กปฐมวัย แบบทดสอบ สมรรถภาพทางกายสำหรับเด็กปฐมวัยแบบบันทึกการใช้หลักสูตรพลศึกษาโดยผู้สอน และแบบ ประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครอง ซึ่งมีค่า ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ทุกรายการ และมีค่าความสอดคล้องเท่ากับ 0.80, 0.71, 0.63, 0.61ตามลำดับ และ 2) ศึกษา ประสิทธิภาพของหลักสูตรพลศึกษาเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่สำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยสำหรับการสนทนากลุ่มเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนระดับปฐมวัย นักกิจกรรมบำบัด สำหรับเด็ก และอาจารย์ผู้สอนระดับอุดมศึกษาสาขาวิชาปฐมวัย สำหรับการทดลองใช้หลักสูตรพล ศึกษาเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่สำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจำนวน 470 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที และทีผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรพลศึกษาเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่สำหรับเด็กปฐมวัย ประกอบด้วยทักษะการเคลื่อนไหว 3 แบบ คือ 1) การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ 2) การเคลื่อนไหวแบบ เคลื่อนที่ 3) การเคลื่อนไหวแบบประสานสัมพันธ์ของระบบประสาทกับกล้ามเนื้อ 2) ผลการใช้ หลักสูตรพลศึกษาเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่สำหรับเด็กปฐมวัย พบว่า กลุ่มทดลองเป็นนักเรียน อนุบาลเพศชายและหญิง ที่ได้รับการฝึกทักษะการเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่แบบเคลื่อนที่ และแบบ ประสานสัมพันธ์ของระบบประสาทกับกล้ามเนื้อมีสมรรถภาพทางกายด้านการวิ่ง การกระโดด การ เตะ และการขว้าง แตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ปรียานุช ตันวัฒนเสรี(2563: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้ พลศึกษาโดยใช้แนวคิดการกำกับตนเองที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดทางอารมณ์ ของนักเรียนมัธยมศึกษาวัตถุประสงค์การวิจัย 1.) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและความฉลาดทางอารมณ์ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและของกลุ่ม ควบคุม 2.) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดทางอารมณ์
28 หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 52 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองได้รับการจัด การเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดการกำกับตนเอง จำนวน 26 คน และกลุ่มควบคุมได้รับการจัด การเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด การกำกับตนเอง จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.9 - 0.95 และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้านความรู้คุณธรรม เจตคติ ทักษะกีฬา สมรรถภาพทางกาย และความฉลาด ทางอารมณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.97, 0.92, 0.96, 1.00, และ 1.00 ตามลำดับ ระยะเวลา ในการดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบ ความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าทีผลวิจัยพบว่า 1.) ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนด้านความรู้ คุณธรรม เจตคติ ทักษะกีฬาสมรรถภาพทางกาย และความฉลาดทางอารมณ์ หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.) ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ คุณธรรม เจตคติ ทักษะกีฬา สมรรถภาพทาง กาย และความฉลาดทางอารมณ์ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 งานวิจัยต่างประเทศ แซนเดอร์ (Sander: 1993) ได้ศึกษาประสบการณ์เริ่มแรกในการเรียนวิชาพล ศึกษาของเด็กอนุบาลสองคนที่ไม่มีประสบการณ์ และเด็กอนุบาลอีกสองคนที่มีประสบการณ์แล้ว เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับความรู้สึกของเด็กเกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆ รวมไปถึงการนำ เกี่ยวกับการศึกษาของเด็กเหล่านี้ และที่สำคัญข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้ถูกทำเป็นแผนภูมิรูป สามเหลี่ยมผ่านการสังเกต บันทึกในการลงภาคสนาม และสัมภาษณ์ การบรรยายสิ่งที่กำหนดขึ้น โครงการแนะนำครูผู้สอน ถูกจดบันทึกลงในแฟ้มเอกสารเฉพาะของเด็กแต่ละคน เป็นจำนวนสี่คน เกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆ ในการศึกษาวิชาพลศึกษา ผลการวิจัยพบว่า มีทั้งความเหมือนและความ แตกต่างในเด็กอนุบาล ซึ่งมีและไม่มีประสบการณ์ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการเรียนพลศึกษาในชั้นเรียน ปรากฏว่าเด็กที่ไม่มีประสบการณ์เข้าร่วมกิจกรรมได้ช้า ในขณะที่เด็กที่มีประสบการณ์มาก่อนมีความ สนใจ ในการเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่าเด็กที่ไม่มีประสบการณ์มักจะเรียนรู้การปฏิบัติในห้องเรียนโดย การสังเกตจากเพื่อนๆ ในขณะที่เด็กที่มีประสบการณ์จะเรียนรู้จากอาจารย์ผู้สอน หรือสร้างระเบียบ แบบแผนในการปฏิบัติตนให้กับตัวเอง เด็กๆ มีความรู้สึกที่เหมือนกันในการเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อน เด็กๆ บอกว่าชอบการทำงานเดี่ยวมากกว่าทำงานเป็นกลุ่ม ประสบการณ์เริ่มแรกที่ได้เห็นทั้งหมดของ เด็กทั้งสี่คน คือมีการเล่นที่ใช้เวลายาวนานเมื่อใดก็ตาม กิจกรรมกีฬาที่ใช้ในการเล่นเป็นสิ่งที่ง่าย เกินไปหรือยากเกิน ไป หรือไม่น่าสนใจ เด็กเหล่านี้จะเปลี่ยนไปหากิจกรรมใหม่ที่มีความชอบมากกว่า ในส่วนของผู้สอนหรือกลุ่มของเด็กที่ได้รับการแบ่งโอกาสในการร่วมกิจกรรมอย่างเหมาะสม มีอาการ
29 ตอบสนองต่อการเปลี่ยนกิจกรรมไปในกิจกรรมที่ชอบที่จะเล่น ในขณะที่กิจกรรมอื่นๆ เป็นโครงสร้าง ที่ถูกระบุว่าไม่ชอบที่จะทำ เฮนนิเกอร์ (Heniger: 1994) ได้ศึกษาการวางแผนการเล่นกลางแจ้งโดยผู้ใหญ่ ควรทำให้เกิดความเชื่อมั่นและให้ประสบการณ์ที่ท้าทายและปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก การสร้างการ เล่นกลางแจ้งควรสนับสนุนให้เกิดความเสี่ยงกับร่างกาย เสนอความท้าทาย รวมถึงความหลากหลาย ชนิดของการเล่น การรวมเด็กให้อยู่เป็นศูนย์กลาง และการวางแผนกิจกรรม และรวมถึงการใช้ อุปกรณ์ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว รัทเลดจ์ (Rutledge: 1994) ได้ศึกษาระดับของพัฒนาการทางทักษะความ สามารถสำหรับเด็กอนุบาลในรูปแบบการศึกษาเกี่ยวกับร่างกายและรูปแบบกิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดในการกำหนดการเรียนรู้ให้กับเด็กอนุบาลที่ได้รับการสอนเกี่ยวกับทักษะ ความสามารถทางด้านร่างกายซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาทักษะความสามารถต่างๆ ทางด้าน ร่างกายให้สูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กอนุบาลที่ได้เล่นแล้วแต่โอกาสจะอำนวย การพัฒนาทักษะ ความสามารถทั้งห้าอย่าง คือ การวิ่ง การกระโดด การทรงตัวบนขาข้างเดียว การเตะและการจับ โดย จะใช้เวลาเท่ากันกับการสอนทักษะความสามารถต่างๆ ในการฝึกเด็กทางด้านกิจกรรมการเล่น กลางแจ้ง จุดประสงค์ที่สำคัญอีกอย่างคือ การวิเคราะห์ระดับพัฒนาการทักษะความสามารถสำหรับ กลุ่มทดลอง เพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอิสระ ผู้วิจัยได้ข้อสรุปว่าเมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกลุ่มที่ได้เล่น กิจกรรมกลางแจ้ง จะมีอิทธิพลต่อระดับการพัฒนาทักษะความสามารถและการวิเคราะห์กลุ่มทดลอง ที่ได้รับการพัฒนาทักษะความสามารถ จะมีพัฒนาการเมื่อผ่านการทดสอบในระยะที่สามคุณลักษณะ ที่จะกำหนดข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ทักษะความสามารถที่แตกต่างอย่างสำคัญจากการค้นพบ ระหว่างสองวิชา คือ วิชาที่เด็กได้รับทักษะพัฒนาความสามารถในการศึกษาเกี่ยวกับร่างกายและวิชา ที่เด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง มีเหตุผลสำคัญที่สามารถซึ่งเป็นทักษะพิเศษในวิชาที่ เกี่ยวกับการศึกษาด้านร่างกาย คือ ทักษะทางด้านการวิ่งและทักษะการทรงตัวบนขาข้างเดียว จะมี พัฒนาการมากกว่าเด็กที่ได้รับเพียงกิจกรรมการเล่นกลางแจ้งแล้วแต่โอกาสจะอำนวย กิจกรรม การเล่นกลางแจ้งไม่สามารถแยกแยะองค์ประกอบของระดับพัฒนาทักษะความสามารถได้ เพราะว่า ไม่มีความแตกต่างของระดับทักษะความสามารถ ซึ่งจะค้นพบในวิชาที่รวมทั้งกิจกรรมการเล่น กลางแจ้งของความแตกต่างสามลักษณะของกิจกรรมการเล่นกลางแจ้งสำหรับการทดสอบสี่ระยะ ระดับพัฒนาทักษะความสามารถของกลุ่มทดลอง มีอิทธิพลสำคัญต่อการสอนทักษะทั้งสามทักษะจาก ห้าทักษะ ความสามารถของการทดสอบความแตกต่างที่สำคัญของระดับพัฒนาทักษะความสามารถ นั้น พบว่า กลุ่มทดลองจะมีกิจกรรมด้านการวิ่ง การกระโดด และการทรงตัวบนขาข้างเดียว มีการพัฒนาขึ้นซึ่งเป็นการค้นพบที่สำคัญที่สามารถอธิบายถึงระดับทักษะความสามารถของเด็ก ในการปรับปรุงทักษะทั้ง 3 ด้านคือ การกระโดด การวิ่ง และการทรงตัวบนขาข้างเดียว
30 เวอร์เนอร์ และคณะ (Wemer and others: 1996) ศึกษาเกี่ยวกับความต้องการ ของเด็กเล็กคือ ลำดับของการออกกำลังกายเพื่อเด็กนักเรียน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดสุขภาพกาย และสุขภาพจิต ครูผู้แนะนำในการพัฒนาการออกกำลังกายที่มากขึ้นอย่างเหมาะสม กิจกรรม สร้างสรรค์ความเคลื่อนไหว ความเร็วในการประกอบกิจกรรม และการหยุดออกกำลังกาย การให้ กิจกรรมที่ระบุไว้ทุกวัน มัวร์ (Moore: 199) ได้ศึกษาบริเวณกลางแจ้ง และการเรียนรู้,การออกแบบพื้น ของโรงเรียนเพื่อให้ได้แบบที่ตรงตามความต้องการของเด็กทุกคน ตลอดหลักสูตรทั้งหมด แสดงให้เห็น รายการของการออกแบบตามจินตนาการ เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้กิจกรรมกลางแจ้งอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังทำให้เด็กใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งจะเน้นไปที่ทางเข้าหลายๆ ทางและทางเดิน มากมาย เครื่องหมายต่างๆและธง สิ่งกีดขวาง และรั้วกำแพง เครื่องมือโรงงาน และของเล่น เครื่อง เล่นที่หลากหลาย การถมดิน และพื้นที่ปลอดภัย รูปแบบของพื้นดิน และรูปแบบของภูมิประเทศ ต้นไม้และพืชผัก สวนผัก รวมถึงสัตว์เลี้ยงต่างๆ
31 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยใช้กิจกรรม พลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย” ผู้วิจัยได้ ดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย-หญิงที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 99 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย-หญิงอายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลัง ศึกษาอยู่ในระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การจัดทำเครื่องมือเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยใช้กิจกรรม พลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย 2.1 กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.2 แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ตารางที่ 3.1 กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย เนื้อหา กิจกรรม ทักษะการทรงตัว 1. คานหรรษา 2. งูน้อยน่ารัก 3. ห่วงหรรษา
32 ตารางที่ 3.1 กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (ต่อ) เนื้อหา กิจกรรม 4. รอยเท้าของหนู 5. ยีราฟคอยาว 6. ลูกกบกระโดด 7. ถุงทรายแสนสนุก 8. กระต่ายขาเดียว ทักษะการเดิน 9. บ้านของฉัน 10. ลูกโป่งของหนู 11. เดินข้ามสิ่งกีดขวาง 12. นกหวีดพาเพลิน 13. เก็บของแสนสนุก 14. เส้นหรรษา 15. เดินกะลาพาเพลิน 16. บ้านของเรา ทักษะการวิ่ง 17. ลูกบอลของเรา 18. วิ่งเก็บของแสนสนุก 19. ม้าส่งข่าว 20. จุดอันตราย 21. วิ่งไล่แปะ 22. วิ่งอ้อมหลัก 23. บ้านน้อยหลังนั้น 24. กลับบ้านกันเถอะ 3. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยใช้ชุดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย มีการศึกษาค้นคว้าดังนี้ 1. กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย มีขั้นตอนในการดำเนินงานดังต่อไปนี้ 1.1 ศึกษาคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ปี พ.ศ.2560 ทฤษฎี เอกสาร ตำรา และ งานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
33 1.2 สร้างกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 24 กิจกรรม ซึ่งประกอบด้วย กิจกรรมที่พัฒนา 3 ทักษะ คือ ทักษะการทรงตัว ทักษะการเดิน ทักษะการวิ่ง เพื่อใช้ในการทดลอง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 20 นาที 1.3 นำกิจกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาปฐมวัย การวิจัย และวัดผล และเทคโนโลยีทางการศึกษา จำนวน 3 ท่าน เป็นผู้พิจารณาตัดสินเพื่อให้มีความตรงตาม โครงสร้างทฤษฎี (Construct Validity) โดยเก็บรวบรวมไปคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง กิจกรรมกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย (Index of Item - Objcctive Congruence - IOC) ตามสูตร ของโรวิเนลลี่ และแฮมเบิลตัน (Rowinelli and Hambleton, 1977 อ้างถึงใน พิชิต ฤทธิ์จรูญ 2548: 150 1.4 นำกิจกรรมที่ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกันตั้งแต่ 0.5 ถึง 1.00 ไปใช้ใน การทดลองต่อไป 2. แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัย มีขั้นตอนใน การดำเนินงานต่อไปนี้ 2.1 ศึกษาหลักการ ทฤษฎี เอกสาร ตำรา และงานวิจัยเกี่ยวกับลักษณะพฤติกรรม ที่แสดงถึงความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย 2.2 สร้างแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามมัดเนื้อใหญ่ จำนวนไม่น้อยกว่า 20 ข้อ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้ในการประเมิน ตารางที่ 3.2 ตัวอย่างแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ข้อที่ กิจกรรมพลศึกษาที่พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ ระดับการประเมิน หมายเหตุ 3 2 1 ด้านที่ 1 ทักษะการทรงตัว 1 คานหรรษา ระดับ 3 หมายถึง สามารถเดินทรงตัวบน ไม้คานได้โดยไม่ตกจากไม้คานเลย ระดับ 2 หมายถึง สามารถเดินทรงตัวบน ไม้คานได้ แต่ไม่ต่อเนื่อง ระดับ 1 หมายถึง ไม่สามารถเดินทรงตัว บนไม้คานได้เลย 2.3 นำแบบประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาปฐมวัย การวิจัยและวัดผล และเทคโนโลยีทางการศึกษา จำนวน 3 ท่าน เป็นผู้พิจารณาตัดสินเพื่อให้มีความ แม่นตรงตามโครงสร้างทฤษฎี (Construct Validity) โดยเก็บรวบรวมไปคำนวณหาค่าดัชนีความ
34 สอดคล้องระหว่างพฤติกรรมกับวัตถุประสงค์ (Index of Item - Objective Congruence - 1OC) ของโรวิเนลลี่และแฮมเบิลตัน (Rowinelli and Hamblcton: 1977 อ้างถึงใน พิชิต ฤทธิ์จรูญ 2548: 150) 2.4 นำแบบประเมินที่มีลักษณะพฤติกรรมเกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดใหญ่ ที่ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกันตั้งแต่ 0.5 ถึง 1.00 ไปสังเกตและประเมินเพื่อหา ค่าความเชื่อมั่น (Reliabilin) โดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา (α Coetficient) ของครอนบาค (Cronbach, 1970 อ้างถึงใน บุญชม ศรีสะอาด, 2545) เพื่อนำไปใช้ในการเก็บข้อมูลการทดลอง ต่อไป โดยได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.9 2.5 นำแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน การศึกษาและด้านการวัดและประเมินผลทางการศึกษา จำนวน 3 ท่าน พิจารณาความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับเนื้อหาและจุดประสงค์การประเมิน โดยมีคะแนนดังต่อไปนี้ คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 2.6 นำผลการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน มาคำนวณค่าดัชนีความ สอดคล้องโดยใช้เกณฑ์พิจารณาตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป ปรากฏว่าแบบประเมินความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.6-1.00 และนำข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของผู้ เชี่ยวขาญมาปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องข้อความที่ใช้ควรเป็นข้อความที่ชัดเจน ใครประเมินอ่านแล้วก็เข้าใจ 2.7 นำแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ได้ปรับปรุงแล้วไปใช้ จริงกับกลุ่มตัวอย่าง 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มีวิธีการเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลองดังต่อไปนี้ 1. หลังจากทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือเพื่อการประเมินความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยจึงทำการประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Pre-test) ก่อนการใช้กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ด้วยแบบประเมินความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แล้วบันทึกคะแนนผลทดสอบก่อนการฝึก เพื่อนำผลไปทำการ วิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
35 1.1 ดำเนินการทดลองตามโปรแกรมการฝึก ซึ่งมีกระบวนการฝึก ดังนี้ 1.1.1 ขั้นตอนการทำกิจกรรมอบอุ่นร่างกาย 1.1.2 ขั้นตอนการอธิบายและสาธิตและลงมือปฏิบัติกิจกรรม ผู้วิจัยให้เด็ก ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทำกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 20 นาที 1.1.3 ขั้นกิจกรรมผ่อนคลาย 2. ทำการประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Post-test) หลังการใช้กิจกรรม พลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยด้วยแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เดิมแล้วบันทึก คะแนนผลการทดสอบหลังการฝึก เพื่อนำผลไปทำการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป 5. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัยจะใช้สถิติเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้ 1. หาค่าความแม่นตรงตามทฤษฎี โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อกับวัตถุประสงค์ ของการวิจัย (Index of Item Objective Congruence - IOC) ของโรวิเนลลี่ และแฮมเบิลตัน (Rowinelli and Hambleton: 1977 อ้างถึงใน ฐิติมาพร ชัยสมุทร 2556: 39) ตามสูตร ดังนี้ R IOC N = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคน N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 2. หาค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ของแบบทดสอบวัดความสามารถการใช้กล้ามเนื้อ มัดใหญ่เด็กปฐมวัย โดยใช้สูตรของ Brennan (พิชิต ฤทธิ์จรูญ 2552 :140) อ้างอิงใน รัตติกาล ทอง เลาะ 2563 :51) B = B N1 − U N2 เมื่อ B แทน ดัชนีค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบแบบอิงเกณฑ์ U แทน จำนวนผู้เรียนที่ตอบถูกของกลุ่มที่สอบผ่านเกณฑ์ L แทน จำนวนผู้เรียนที่ตอบถูกของกลุ่มที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์
36 N1 แทน จำนวนผู้เรียนที่สอบผ่านเกณฑ์ N2 แทน จำนวนผู้เรียนที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ เกณฑ์ในการพิจารณาค่าอำนาจจำแนก ค่าอำนาจจำแนกมีค่าตั้งแต่ -1.00 ถึง +1.00 ข้อสอบ ที่ดีควรมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป ส่วนค่าอื่นๆ มีความหมาย ดังนี้ 0.40 < B < 1.00 แสดงว่า จำแนกได้ดี เป็นข้อสอบที่ดี 0.30 < B < 0.39 แสดงว่า จำแนกได้เป็นข้อสอบที่ดีพอสมควรอาจ ต้องปรับปรุงบ้าง 0.20 < B <0.29 แสดงว่า จำแนกพอดี แต่ต้องปรับปรุง -1.00 < B < 0.19 แสดงว่า ไม่สามารถจำแนกได้ หรือต้องตัดทิ้ง 3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ใช้สูตรดังนี้(บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2521: 55) S.D = √ N ∑ 2 - ( ∑ 2 X ) X N(N - 1) เมื่อ S.D แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน N แทน จำนวนเด็กปฐมวัยในกลุ่มตัวอย่าง ∑ X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด แทน ผลรวมของคะแนนนักเรียนแต่ละตัวยกกำลังสอง 4. วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย โดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า (α Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach: 1970 อ้างถึงใน บุญชม ศรีสะอาด: 2545) ตามสูตรดังต่อไปนี้ α = K K-1 [ 1 ∑ Si 2 St 2 ] เมื่อ α แทน ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น K แทน จำนวนข้อของเครื่องมือวัด ∑ Si 2 แทน ผลรวมของความแปรปรวนแต่ละข้อ St 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม
37 5. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ย (x) ̅ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่ม ตัวอย่าง โดยใช้ t-test แบบกลุ่มที่มีสัมพันธ์ต่อกัน (t-dependent) ตามสูตรดังต่อไปนี้ (บุญชม ศรีสะอาด: 2543) t = ∑ D √ n ∑ D 2 ( ∑ D 2 ) n 1 , df = n 1 เมื่อ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ ∑ D แทน ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ ∑ D 2 แทน ผลรวมของ D ยกกำลัง
38 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดสัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้ในการวิเคราะห์และแปลผล ข้อมูล ดังนี้ N แทน จำนวนเด็กปฐมวัยในกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ย S.D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาใน t-distribution * แทน ความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการศึกษาความสามารถในการกล้ามเนื้อมัดใหญ่รายด้านก่อนและหลัง ได้รับการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ตอนที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ก่อนและหลัง ได้รับการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการศึกษาความสามารถในการกล้ามเนื้อมัดใหญ่รายด้านก่อนและหลัง ได้รับการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย การเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยใช้กิจกรรมพลศึกษาสำหรับ เด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้นำคะแนนจากผลการวัดด้วยการสังเกตพฤติกรรมโดยมีองค์ประกอบรายด้าน คือ ทักษะการทรงตัว ทักษะการเดิน และทักษะการวิ่ง ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมพลศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 33 คน คะแนนเต็ม 72 คะแนน มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ดังปรากฏในตารางที่ 4.1
39 ตารางที่ 4.1 ผลการศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่รายด้าน ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ N ก่อนการจัดกิจกรรม หลังการจัดกิจกรรม S.D S.D ทักษะการทรงตัว 33 12.52 0.57 23.45 0.51 ทักษะการเดิน 33 12.36 0.49 23.39 2.56 ทักษะการวิ่ง 33 12.39 0.50 23.48 0.51 ภาพรวม 33 12.42 0.52 23.44 1.19 จากตาราง 4.1 ผลการศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่รายด้านก่อนและหลัง ได้รับการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย จำแนกเป็น 3 ทักษะ พบว่า ด้านทักษะการทรงตัว พบว่า มีคะแนนค่าเฉลี่ยก่อนการจัดกิจกรรมเท่ากับ 12.52 คะแนน มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนการจัดกิจกรรมเท่ากับ 0.57 และหลังการจัดกิจกรรมมีคะแนน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.45 คะแนน มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51 ด้านทักษะการเดิน พบว่า คะแนนค่าเฉลี่ยก่อนการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย เท่ากับ 12.36 คะแนน มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.49 และหลังการจัดกิจกรรมพลศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัยมีคะแนนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.39 คะแนน มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.56 ด้านทักษะการวิ่ง พบว่า คะแนนค่าเฉลี่ยก่อนการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย เท่ากับ 12.39 คะแนน มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.50 และหลังการจัดกิจกรรมพลศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัยมีคะแนนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.48 คะแนน มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51 สรุปภาพรวม พบว่า ก่อนการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย มีคะแนนค่าเฉลี่ย เท่ากับ 12.42 คะแนน และหลังได้รับการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.44 คะแนน ตอนที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ก่อนและหลังได้รับ การจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้นำคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ก่อนการจัดกิจกรรมและหลัง การจัดกิจกรรมมาหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน โดยใช้สถิติ t-test for Dependent Sample ดังปรากฏในตารางที่ 4.2
40 ตารางที่ 4.2 เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ก่อนและหลังได้รับการจัด กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.2 พบว่า คะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ก่อนการจัด กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 37.21 คะแนน และหลังได้รับการจัด กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 70.27 คะแนน และเมื่อเปรียบเทียบ ระหว่างคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ก่อนการจัดกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรม พลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย พบว่า คะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่หลังการจัด กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระยะการจัดกิจกรรม N S.D. t ก่อนการจัดกิจกรรม 33 37.21 0.96 155.26* หลังการจัดกิจกรรม 33 70.27 0.72
41 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยใช้กิจกรรม พลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยในครั้งนี้ ได้นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาวิเคราะห์เพื่อสรุปอภิปรายผล ดังนี้ วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม โดยใช้กิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ระหว่างก่อน และหลังการจัดกิจกรรมของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมพลศึกษาสำหรับ เด็กปฐมวัย สมมติฐานของการวิจัย 1. หลังจากนักเรียนชั้นปฐมวัยปีที่ 2/2 ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมพลศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัยจะมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่พัฒนาขึ้น 2. ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนชั้นปฐมวัยปีที่ 2/2 หลังได้รับการ จัดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมพลศึกษาสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย-หญิงที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี ที่ กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 99 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย-หญิงอายุรหะว่าง 4-5 ปี ที่กำลัง ศึกษาอยู่ในระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง