การพฒั นาระบบเส้นทาง แหล่งทอ่ งเทย่ี วเชิงนิเวศของอาเภอทงุ่ สง
จังหวัดนครศรธี รรมราช
Development of an eco-tourism route system in Thung Song
Nakhon Si Thammarat
นายกิตตคิ ณุ ศริ สิ ถิตย์
นายธนวฒั น์ คาวงศ์
นายทนงศกั ดิ์ อธิเกิด
ปริญญานพิ นธ์นีเ้ ปน็ ส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลักสูตร
ปรญิ ญาบรหิ ารธุรกจิ บณั ฑิต สาขาวชิ าการจดั การเทคโนโลยีสารสนเทศ
คณะเทคโนโลยกี ารจดั การ
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรวี ิชัย
ปีการศึกษา 2564
การพฒั นาระบบเส้นทาง แหล่งทอ่ งเทย่ี วเชิงนิเวศของอาเภอทงุ่ สง
จังหวัดนครศรธี รรมราช
Development of an eco-tourism route system in Thung Song
Nakhon Si Thammarat
นายกิตตคิ ณุ ศิรสิ ถิตย์
นายธนวฒั น์ คาวงศ์
นายทนงศกั ดิ์ อธิเกิด
ปริญญานพิ นธ์นีเ้ ปน็ ส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลักสูตร
ปรญิ ญาบรหิ ารธุรกจิ บณั ฑิต สาขาวชิ าการจดั การเทคโนโลยีสารสนเทศ
คณะเทคโนโลยกี ารจดั การ
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรวี ิชัย
ปีการศึกษา 2564
การพัฒนาระบบเส้นทางแหลง่ ทอ่ งเท่ียวเชิงนเิ วศของอาเภอทุง่ สง
จังหวดั นครศรีธรรมราช
นายกิตติคณุ ศิริสถิตย์
นายธนวฒั น์ คาวงศ์
นายทนงศักดิ์ อธิเกดิ
ปรญิ ญานพิ นธน์ ีเ้ ป็นส่วนหนึง่ ของการศึกษาตามหลกั สตู ร
ปริญญาบริหารธุรกจิ บณั ฑิต สาขาวิชาการจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศ
คณะเทคโนโลยกี ารจัดการ
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลศรวี ชิ ยั
ปีการศกึ ษา 2564
Development of an eco-tourism route system in Thung Song
Nakhon Si Thammarat
MR KITTIKHUN SIRISATIT
MR TANAWAT KHAMWONG
MR THANONGSAK ATHIGERD
A PROJECT REPORT SUBMITTED IN PARTIAL FULFILLMENT OF
THE REQUIREMENT FOR DEGREE OF BACHELOR OF BUSINESS
AMINISTRATRATION (MANAGEMENT INFORMATION TECHNOLOGY)
FACULTY OF MANAGEMENT TECHNOLOGY
RAJAMANGALA UNIVERSITY OF TECHNOLOGY SRIVIJAYA
ACDEMIC YEAR 2021
ปริญญานพิ นธ์เรื่อง : การพัฒนาระบบเส้นทาง แหลง่ ทอ่ งเที่ยวเชิงนเิ วศของอาเภอ-
ทงุ่ สง จังหวดั นครศรธี รรมราช
ชื่อ
: นายกิตตคิ ุณ ศิรสิ ถติ ย์
สาขาวิชา : นายธนวัฒน์ คาวงศ์
คณะ : นายทนงศักดิ์ อธิเกดิ
อาจารย์ทป่ี รึกษา : การจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศ
: เทคโนโลยีการจัดการ
ปกี ารศึกษา : อาจารย์จนั ทริ า ภมู า
: อาจารย์ ดร. อภิชัย จันทรอ์ ุดม
: 2564
สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อนุมัติให้ปริญญานิพนธ์นี้เป็นส่วนหน่ึงของภาคการศึกษาตามหลักสูตร
ปรญิ ญาบริหารธุรกจิ บณั ฑิต สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศ
................................................ ประธานหลกั สตู รสาขาวชิ าการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ
(อาจารยป์ ิยะพงศ์ เสนานชุ )
............................................... ประธานกรรมการ
(อาจารย์จนั ทิรา ภูมา)
............................................... รองประธานกรรมการ
(อาจารย์ ดร. อภชิ ัย จันทร์อุดม)
............................................... กรรมการ
(อาจารย์เสาวลักษณ์ บญุ รอด)
............................................... กรรมการ
(อาจารย์ปิยะพงศ์ เสนานุช)
............................................... กรรมการ
(อาจารย์ ผศ.นุชากร คงยะฤทธ์ิ)
ปรญิ ญานพิ นธ์เรื่อง การพฒั นาระบบเส้นทาง แหล่งทอ่ งเทีย่ วเชิงนเิ วศของอาเภอท่งุ สง
จังหวัดนครศรีธรรมราช
โดย นายกิตตคิ ุณ ศิรสิ ถิตย์
นายธนวฒั น์ คาวงศ์
อาจารยท์ ี่ปรึกษา นายทนงศักดิ์ อธเิ กิด
อาจารย์ จนั ทิรา ภูมา
สาขา อาจารย์ ดร. อภิชยั จันทรอ์ ดุ ม
คณะ การจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศทางธรุ กจิ
ปีการศกึ ษา เทคโนโลยีการจัดการ
2564
บทคัดยอ่
การพัฒนาระบบเส้นทาง แหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศของ อาเภอทุ่งสง จังหวัด
นครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพ่ือออกแบบและการพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นการท่องเท่ียวเชิงนิเวศ
ของ อาเภอทงุ่ สง ผูจ้ ดั ทาได้ ใชแ้ พลตฟอร์ม WordPress รว่ มกบั Google Maps ในการสร้างเส้นทาง
นาทางนักท่องเท่ียว ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้แบ่งผู้ใช้งานได้ 3 ส่วน คือ ผู้ดูแลระบบ สมาชิกและผู้ใช้งาน
ทั่วไป
สรุปผลจากการนาระบบการพัฒนาระบบเส้นทาง แหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศของ
อาเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปทดลองใช้การประเมินครั้งนี้ ผู้ประเมินได้สารวจความพึง-
พอใจในการใช้เว็บการพัฒนาระบบเส้นทาง แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของ อาเภอทุ่งสง จังหวัด
นครศรีธรรมราช โดยผลการประเมินความพึงพอใจจากผู้ใช้งานทั่วไป จานวน 20 คน(คะแนนเฉล่ีย
เท่ากับ 3.94 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.75) ระดับความพึงพอใจอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และ
ผูด้ ูแลระบบ จานวน 5 คน(คะแนนเฉล่ียเท่ากับ 4.06 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.83) ระดับ
ความพึงพอใจอยู่ในเกณฑ์ดีมาก
(ปรญิ ญานพิ นธ์มจี านวนทง้ั ส้นิ 147 หน้า)
ค
Project Report Title Development of an eco-tourism route system in Thung-
By Song Nakhon Si Thammarat
Project Report Advisors Mr. KITTIKHUN SIRISATIT
Major Field Mr. TANAWAT KHAMWONG
Faculty Mr. THANONGSAK ATHIKERD
Academic Year Miss Jantira Phooma
Dr. Apichai Chanudom
Innovation Management and Business Information
Management Technology
2021
Abstract
Development of route system, eco-tourist attraction of Thung Song
District, Nakhon Si Thammarat Province The objective is to design and develop an
ecotourism web application of Thung Song District. Use the WordPress platform in
conjunction with Google Maps to create a tourist navigation route. This developed
system can be divided into three parts of the user: administrator, member, and
general user.
Summary of the results of the implementation of the route system
development system Ecotourism of Thung Song District, Nakhon Si Thammarat
Province Let's try this assessment. The assessor explored the desirableness-
satisfaction of using the web to develop the route system. Ecotourism of Thung Song
District, Nakhon Si Thammarat province, with satisfaction assessment results from
general users. (average score is 3.94 and standard deviation is 0.75), satisfaction level
is very good, and administrators (average score is 4.06 and standard deviation is 0.83).
(A Project Total 147 pages)
ง
กิตติกรรมประกาศ
ปริญญานิพนธ์การพัฒนาระบบเส้นทางแห่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศของงอาเภอทุ่งสงจังหวัด
นครศรีธรรมราช สามารถลุล่วงไปได้ดีเพราะได้รับคาแนะนาและแนวทางในการให้คาปรึกษาจาก
อาจารย์จนั ทริ า ภูมา และคณะอาจารย์ทุก ๆ ท่านในสาขาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลศรีวิชยั วทิ ยาเขตนครศรธี รรมราช ที่ไดใ้ หค้ วามรู้ และคาแนะนาที่
ดี ตลอดจนให้คาปรึกษาทาให้เกิดการพัฒนาระบบเส้นทางแห่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของงอาเภอทุ่งสง
จังหวัดนครศรีธรรมราช ขอขอบพระคุณอาจารย์จันทิรา ภูมา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ และ
อาจารยท์ ุกทา่ นในสาขาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ได้ให้คาแนะนา และให้คาปรึกษาเกี่ยวกับ
การการจัดทาระบบเสน้ ทางแหง่ ทอ่ งเที่ยวเชิงนเิ วศและจดั ทาเอกสารประกอบถึงแม้ว่าบางคร้ังต้องพบ
อุปสรรคและปัญหาตา่ งๆ แต่กส็ ามารถผา่ นอปุ สรรคเหลา่ น้นั มาได้ดว้ ยดี
สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณทุกท่านท่ีได้ให้ความช่วยเหลือในทุก ๆ ด้าน จนทาให้เกิดปริญญา
นิพนธ์การพัฒนาระบบเส้นทางแห่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของงอาเภอทุ่งสงจังหวัดนครศรีธรรมราช
ในคร้ังนี้ จนประสบผลสาเรจ็ ลุลว่ งไปไดด้ ว้ ยดี ขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสน้ีดว้ ย
กิตติคุณ ศิริสถติ ย์
ธนวัฒน์ คาวงศ์
ทนงศกั ด์ิ อธเิ กิด
จ
สารบญั หนา้
ค
บทคดั ย่อหนา้ ภาษาไทย ง
บทคดั ย่อหนา้ ภาษาอังกฤษ จ
กิตติกรรมประกาศ ช
สารบญั ตาราง ซ
สารบัญภาพ 1
บทที่ 1 บทนา 1
2
1.1 ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา 2
1.2 วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา 3
1.3 ขอบเขตของการศึกษา 4
1.4 เครือ่ งมือท่ีใช้ในการดาเนนิ งาน 4
1.5 ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะได้รับ 5
1.6 แผนตารางในการดาเนนิ งาน 6
1.7 นยิ ามศพั ท์ 7
บทท่ี 2 บทนา 23
2.1 แนวคิดและทฤษฎที ีเ่ ก่ียวข้อง 29
2.2 เทคโนโลยีท่ีนามาใชใ้ นการพฒั นาระบบ 32
2.3 งานวจิ ัยท่เี ก่ียวข้อง 35
2.4 สรปุ 35
บทท่ี 3 วิเคราะห์และออกแบบระบบ 37
3.1 การศึกษาและรวบรวมข้อมลู 70
3.2 การออกแบบระบบ 71
3.3 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ประเมินความพึงพอใจ 83
3.4 เคร่อื งมือท่ใี ช้ในการวิจยั 84
บทที่ 4 ผลการดาเนินงาน 95
4.1 ผลการดาเนนิ งานตามขอบเขต
4.2 ผลการประเมนิ ความพึงพอใจ 103
บทท่ี 5 สรุปและขอ้ เสนอแนะ 103
5.1 สรปุ ผลการวจิ ยั 104
5.2 ปญั หาและอุปสรรค 104
5.3 ขอ้ เสนอแนะในการนาปริญญานพิ นธ์ไปพฒั นาต่อ 105
บรรณานกุ รม 107
ภาคผนวก ก แบบสอบถาม/แบบสอบถามออนไลน์ 119
ภาคผนวก ข ค่มู อื การใช้งาน
ฉ
สารบญั (ตอ่ ) หนา้
132
ภาคผนวก ค การประชมุ วชิ าการระดับปริญญาตรดี า้ นคอมพวิ เตอร์
ภมู ภิ าคเอเชียครง้ั ท่ี 10 (AUC2) 146
ประวตั ิผู้วจิ ัย
ช
สารบัญตาราง หน้า
4
ตารางที่ 39
1-1 ระยะเวลาการทาวิจัย 39
3-1 Use-Case Description เพ่มิ ขอ้ มลู 40
3-2 Use-Case Description ลบข้อมลู 40
3-3 Use-Case Description แก้ไขขอ้ มูล 41
3-4 Use-Case Description ค้นหาเสน้ ทาง google map 41
3-5 Use-Case Description สแกน QR Code การนาทาง 42
3-6 Use-Case Description ใชฟ้ ังกช์ ัน Chat 42
3-7 Use-Case Description สมคั รสมาชิก 43
3-8 Use-Case Description เข้าสรู่ ะบบ 43
3-9 Use-Case Description ดูข้อมูลส่ือและภาพ 44
3-10 Use-Case Description ตั้งกระทู้ 44
3-11 Use-Case Description ดูกระทู้ 45
3-12 Use-Case Description ตอบกระทู้ 46
3-13 Use-Case Description ประชาสมั พันธ์ 47
3-14 U1: Activity Diagram เพมิ่ ข้อมลู เส้นทางแหล่งท่องเที่ยว 48
3-15 U2: Activity Diagram ลบข้อมลู เสน้ ทางแหล่งท่องเทีย่ ว 49
3-16 U3: Activity Diagram แกไ้ ขข้อมลู เส้นทางแหลง่ ทอ่ งเท่ยี ว 49
3-17 U4: Activity Diagram คน้ หาเสน้ ทางแหล่งท่องเที่ยว 50
3-18 U5: Activity Diagram สแกน QR- Code เพือ่ นาทาง 50
3-19 U6: Activity Diagram ใช้ฟังก์ชนั Chat 51
3-20 U7: Activity Diagram สมคั รสมาชิก 51
3-21 U8: Activity Diagram เขา้ สรู่ ะบบ 52
3-22 U9: Activity Diagram ดขู อ้ มลู ส่ือและภาพ 53
3-23 U10: Activity Diagram ตง้ั กระทู้ 53
3-24 U11: Activity Diagram ดกู ระทู้ 54
3-25 U12: Activity Diagram ตอบกระทู้ 67
3-26 U13: Activity Diagram ประชาสมั พันธ์ 67
3-27 Categorie Blog (ประชาสมั พนั ธ์) 68
3-28 Posts Blog (ประชาสมั พนั ธ์) 68
3-29 Categorie Forum (เว็บบอรด์ ) 69
3-30 Comments Forum (เวบ็ บอรด์ ) 69
3-31 Posts Forum (เว็บบอรด์ )
3-32 Badges Members (สมาชกิ )
ซ
สารบญั ตาราง (ต่อ)
ตารางท่ี หนา้
3-33 PrivateMembersData Members (สมาชิก) 70
4-1 แสดงจานวนร้อยละของเพศกลมุ่ ผเู้ ช่ยี วชาญ 96
4-2 แสดงจานวนร้อยละของกลุ่มผูเ้ ชยี่ วชาญ 97
4-3 แสดงจานวนรอ้ ยละของอายกุ ลุ่มผเู้ ชี่ยวชาญ 97
4-4 แสดงจานวนรอ้ ยละของการตอบแบบสอบถามด้านประสทิ ธภิ าพ 97
4-5 แสดงจานวนรอ้ ยละของการตอบแบบสอบถามด้านการทางานไดต้ ามฟังกช์ นั งาน 98
4-6 แสดงจานวนรอ้ ยละของการตอบแบบสอบถามด้านความงา่ ยต่อการใชง้ าน 98
4-7 แสดงจานวนร้อยละของการตอบแบบสอบถามด้านการรกั ษาความปลอดภัยของข้อมลู 98
4-8 แสดงจานวนร้อยละของเพศกลุ่มผ้ใู ช้งาน 99
4-9 แสดงจานวนรอ้ ยละของกลมุ่ ผู้ใชง้ าน 100
4-10 แสดงจานวนรอ้ ยละของอายุกลุ่มผใู้ ช้งาน 100
4-11 แสดงจานวนร้อยละของการตอบแบบสอบถามด้านระบบ 100
4-12 แสดงจานวนร้อยละของการตอบแบบสอบถามด้านข้อมลู 101
4-13 แสดงจานวนรอ้ ยละของการตอบแบบสอบถามด้านผ้ใู ชง้ านระบบ 101
ค-1 ผลสรปุ การศกึ ษาความพึงพอใจของผเู้ ชีย่ วชาญ 141
ค-2 ผลสรปุ การศึกษาความพงึ พอใจของผใู้ ช้งานทวั่ ไป 142
ฌ
สารบัญภาพ หน้า
8
ภาพท่ี 10
2-1 อทุ ยานแหง่ ชาตนิ ้าตกโยง 11
2-2 นา้ ตกปลิว 12
2-3 น้าตกหนานตากผ้า 13
2-4 สวนพฤกษาสิรนิ ธร 14
2-5 นา้ ตกวงั ปรงิ 14
2-6 ไร่นาบัวหลวง 18
2-7 สวนตาเลง่ 18
2-8 สัญลกั ษณท์ ี่ใช้ใน Use Case Diagram 19
2-9 สัญลกั ษณแ์ ทน Extend 23
2-10 สญั ลกั ษณ์แทน Extend 35
2-11 โปรแกรมเวริ ด์ เพรสส์ (WordPress) 36
3-1 ผังงานระบบงานเกา่ 38
3-2 ผังงานระบบงานใหม่ 45
3-3 Use case Diagram 54
3-4 แสดงการทางาน Context Diagram 55
3-5 Sequence Diagram เพิม่ ข้อมลู เส้นทางแหลง่ ท่องเท่ียว 56
3-6 Sequence Diagram ลบขอ้ มลู เส้นทางแหลง่ ท่องเท่ยี ว 57
3-7 Sequence Diagram แกไ้ ขข้อมลู เสน้ ทางแหลง่ ทอ่ งเท่ยี ว 57
3-8 Sequence Diagram ค้นหาเสน้ ทางแหลง่ ท่องเท่ียว 58
3-9 Sequence Diagram คน้ หาเสน้ ทางแหลง่ ท่องเท่ยี ว 58
3-10 Sequence Diagram คน้ หาเสน้ ทางแหล่งท่องเท่ยี ว 59
3-11 Sequence Diagram สแกน QR- Code เพอ่ื นาทาง 59
3-12 Sequence Diagram สแกน QR- Code เพ่อื นาทาง 60
3-13 Sequence Diagram ใชฟ้ งั ก์ชนั Chat 60
3-14 Sequence Diagram สมัครสมาชิก 61
3-15 Sequence Diagram เขา้ สูร่ ะบบ 61
3-16 Sequence Diagramเขา้ สู่ระบบ 62
3-17 Sequence Diagram ดูขอ้ มลู สื่อและภาพ 62
3-18 Sequence Diagram ตงั้ กระทู้ 63
3-19 Sequence Diagram ดกู ระทู้ 63
3-20 Sequence Diagram ดูกระทู้
3-21 Sequence Diagram ตอบกระทู้
ญ
สารบญั ภาพ (ตอ่ )
ภาพท่ี หน้า
3-22 Sequence Diagram ตอบกระทู้ 64
3-23 Sequence Diagram ประชาสมั พนั ธ์ 64
3-24 แผนภาพความสมั พันธข์ องเอนทติ ้ี (Entity Relational Model : E-R Model) 65
3-25 ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง Entity Categories กบั Entity Posts 66
3-26 ความสมั พันธ์ระหว่าง Entity Badges กับ Entity Private Members Data 66
3-27 ความสมั พันธร์ ะหว่าง Entity Private Members Data กับ Entity Posts 66
3-28 ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง Entity Categories กับ Entity Posts 66
3-29 ความสมั พันธ์ระหว่าง Entity Categories กับ Entity Comments 67
3-30 แบบสอบถามออนไลน์สาหรับผเู้ ชี่ยวชาญ 77
3-31 แบบสอบถามออนไลน์ด้านประสิทธิภาพของการทางาน 78
3-32 แบบสอบถามออนไลน์ด้านการทางานได้ตามฟังก์ชันงาน 78
3-33 แบบสอบถามออนไลน์ด้านความงา่ ยต่อการใช้งาน 79
3-34 แบบสอบถามออนไลน์ด้านการรักษาความปลอดภยั ของขอ้ มลู 79
3-35 แบบสอบถามออนไลน์สาหรบั ผใู้ ชง้ าน 80
3-36 แบบสอบถามออนไลน์ดา้ นข้อมูลทว่ั ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 81
3-37 แบบสอบถามออนไลน์ความพึงพอใจ ด้านระบบ 81
3-38 แบบสอบถามออนไลน์ความพงึ พอใจ ดา้ นข้อมลู 82
3-39 แบบสอบถามออนไลน์ความพึงพอใจ ดา้ นผูใ้ ชง้ านระบบ 82
4-1 แสดงหนา้ จอ Long in 84
4-2 แสดงหน้าจอเดชบอร์ด 85
4-3 แสดงหน้าจอหน้าแรก 85
4-4 แสดงหนา้ จอข้อมลู หนา้ ทงั้ หมด 86
4-5 แสดงหนา้ จอข้อมูลความคิดเหน็ ท้ังหมด 86
4-6 แสดงหนา้ จอข้อมลู รายชื่อสมาชิกทั้งหมด 87
4-7 แสดงหนา้ จอหน้าแรก คลกิ ปมุ่ สมาชกิ /เข้าสรู่ ะบบ 87
4-8 แสดงหนา้ จอล็อกอิน คลิกปุม่ สมาชิก/เขา้ สรู่ ะบบ 88
4-9 แสดงหนา้ จอหน้าแรกของสมาชิก 88
4-10 แสดงหน้าจอหน้าใหเ้ ลอื กแหลง่ ท่องเท่ยี ว 89
4-11 แสดงหน้าจอแหลง่ ทอ่ งเท่ยี ว 89
4-12 Google map ในการนาเสน้ ทางหรือสแกน QR-code 90
4-13 หน้าจอแสดงผลเม่ือใช้Google map ในการนาเสน้ ทาง 90
4-14 หนา้ จอแสดงผลเมอ่ื ใช้QR-code ในการนาเส้นทาง 91
ฎ
สารบัญภาพ (ตอ่ ) หน้า
91
ภาพที่ 92
4-15 หน้าจอแสดงผล ข่าวสารประชาสัมพนั ธ์ 92
4-16 หน้าจอแสดงผลหนา้ เว็บบอรด์ 93
4-17 แสดงหน้าข้อมูลแหลง่ ทอ่ งเที่ยวเชิงนเิ วศ 93
4-18 แสดงหน้าสมัครสมาชิก 94
4-19 แสดงหน้าตา่ งบทความ 94
4-20 แสดงหนา้ บทความทัง้ หมด
4-21 แสดงหน้าบทความ 95
4-22 แสดงหนา้ เกี่ยวกับเรา
4-23 แสดงหนา้ ข้อมูลเกย่ี วกับเรา 95
ก-1 แบบสอบถามออนไลน์สาหรับผเู้ ชยี่ วชาญ 113
ก-2 แบบสอบถามออนไลน์ด้านประสิทธิภาพของการทางาน 114
ก-3 แบบสอบถามออนไลนด์ ้านการทางานได้ตามฟังกช์ นั งาน 114
ก-4 แบบสอบถามออนไลนด์ ้านความง่ายต่อการใชง้ าน 115
ก-5 แบบสอบถามออนไลน์ด้านการรกั ษาความปลอดภัยของข้อมลู 115
ก-6 แบบสอบถามออนไลน์สาหรับผูใ้ ช้งาน 116
ก-7 แบบสอบถามออนไลน์ด้านขอ้ มลู ทั่วไปของผตู้ อบแบบสอบถาม 117
ก-8 แบบสอบถามออนไลนค์ วามพึงพอใจ ดา้ นระบบ 117
ก-9 แบบสอบถามออนไลน์ความพึงพอใจ ดา้ นข้อมูล 118
ก-10 แบบสอบถามออนไลน์ความพงึ พอใจ ดา้ นผูใ้ ชง้ านระบบ 118
ข-1 แสดงหนา้ จอ Long in 120
ข-2 แสดงหนา้ จอเดชบอร์ด 121
ข-3 แสดงหนา้ จอหน้าแรก 121
ข-4 แสดงหน้าจอข้อมลู หน้าท้งั หมด 122
ข-5 แสดงหนา้ จอข้อมูลความคิดเหน็ ทง้ั หมด 122
ข-6 แสดงหน้าจอข้อมูลรายช่ือสมาชกิ ทัง้ หมด 123
ข-7 แสดงหน้าจอหนา้ แรก คลกิ ปุม่ สมาชกิ /เขา้ สูร่ ะบบ 123
ข-8 แสดงหน้าจอลอ็ กอิน คลิกปมุ่ สมาชกิ /เขา้ สู่ระบบ 124
ข-9 แสดงหน้าจอหนา้ แรกของสมาชิก 124
ข-10 แสดงหน้าจอหน้าให้เลือกแหล่งท่องเทย่ี ว 125
ข-11 แสดงหนา้ จอแหล่งท่องเทีย่ ว 125
ข-12 Google map ในการนาเส้นทางหรือสแกน QR-code 126
ข-13 หนา้ จอแสดงผลเมือ่ ใช้Google map ในการนาเสน้ ทาง 126
ฏ
สารบัญภาพ (ตอ่ ) หนา้
127
ภาพที่ 127
ข-14 หนา้ จอแสดงผลเมื่อใช้QR-code ในการนาเส้นทาง 128
ข-15 หน้าจอแสดงผล ข่าวสารประชาสมั พนั ธ์ 128
ข-16 หน้าจอแสดงผลหนา้ เว็บบอร์ด 129
ข-17 แสดงหน้าข้อมูลแหลง่ ท่องเทยี่ วเชงิ นิเวศ 129
ข-18 แสดงหน้าสมคั รสมาชิก 130
ข-19 แสดงหนา้ ตา่ งบทความ 130
ข-20 แสดงหน้าบทความท้งั หมด
ข-21 แสดงหน้าบทความ 131
ข-22 แสดงหนา้ เกีย่ วกับเรา
ข-23 แสดงหนา้ ข้อมูลเกีย่ วกับเรา 131
ค-1 ระบบงานเดิม 136
ค-2 ยูสเคสไดอะแกรม (Use Case Diagram)
ค-3 แผนภาพบรบิ ท (context Diagram) ของระบบ 137
ค-4 ตัวอยา่ งรปู ของเว็บไซต์หนา้ แรก
ค-5 ตัวอย่างรูปของเวบ็ ไซต์หน้าแรกในโทรศัพท์ 137
ค-6 ตัวอย่างรปู ฟังกช์ ั่นสมัครสมาชิก
ค-7 ตวั อย่างรปู ฟังกช์ น่ั สมัครสมาชิก 138
ค-8 ตวั อย่างรปู ของฟงั ก์ชนั Chat
ค-9 ตวั อยา่ งรูปของฟังก์ชัน Chat ในโทรศพั ท์ 138
ค-10 ตวั อยา่ งรปู ของ QR-Code สาหรบั การนาทาง
ค-11 ตัวอย่างรูปของ QR-Code สาหรบั การนาทางในโทรศพั ท์ 139
ค-12 ใบเกียรตบิ ัตรแสดงการเขา้ ร่วม (AUC2) 2022
ค-13 ใบเกยี รติบัตรได้รับรางวัล “GOOD” (AUC2) 2022 139
140
140
141
141
145
145
ฐ
บทท1ี่
บทนำ
1.1 ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญของปัญหำ
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปยัง
แหล่งธรรมชาติ และแหล่งวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ มีการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม โดยมีการ
ควบคุมผลกระทบ และสร้างบรรยากาศของการศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติแวดล้อม พร้อมให้ชุมชน
ท้องถ่นิ เข้ามามีสว่ นรว่ ม และไดร้ ับประโยชนเ์ พื่อเพม่ิ พูนคุณภาพชีวิตแหลง่ ธรรมชาติ รวมท้ังแหล่ง
วัฒนธรรมอย่างมีความรับผิดชอบ โดยไม่ก่อให้เกิดการรบกวนหรือทาความเสียหายแก่
ทรพั ยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และมวี ัตถปุ ระสงค์อย่างมุ่งม่ันเพื่อช่ืนชม ศึกษา เรียนรู้ และ
เพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพ พืชพรรณ และสัตว์ป่า ตลอดจนลักษณะทางวัฒนธรรมท่ีปรากฏใน
แหล่งธรรมชาตินั้น อีกท้ังช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้การอนุรักษ์ ปกปักรักษา
ทรัพยากรธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ้ มใหเ้ กดิ ประโยชน์ตอ่ ชุมชนท้องถิ่นด้วยแนวคิดพ้ืนฐานของการ
ทอ่ งเทีย่ วเชิงนิเวศ
โดยได้มีการนาส่ิงอานวยความสะดวกที่ทันสมัยมายกระดับให้ทันต่อยุคสมัยมากข้ึนโดย
การใช้โปรแกรม เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) ในการสร้างเว็บไซต์ท่ีมีประสิทธิภาพมากย่ิงข้ึน และ
นาโปรแกรม อะโดบีโฟโตชอปซีซี (Adobe Photoshop cc)เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มี
ความสามารถในการจัดการแก้ไขและตกแต่งรูปภาพ ตัดต่อภาพในการสร้างเว็บไซต์ ให้เกิดความ
นา่ สนใจ โปรแกรม อีดราวแมก็ (Edraw max) ในการวาดแผนที่บอกตาแหน่งท่ีต้ังของระบบนิเวศ
กูเกิลแม็พ (Google maps) ในการทาเส้นทางและสร้างคิวอาร์โค้ด(QR-Code) เพ่ือให้ผู้ใช้งาน
สะดวกในการเข้าสู่เว็บไซต์ผ่านสมาร์ทโฟน อีกท้ังยังสร้างคิวอาร์โค้ด(QR-Code)ให้ผู้ใช้งานได้
สแกนเข้าสู่หน้าทางหรอื พิกัดที่ผู้ใช้ต้องการในแต่ละสถานท่ี พิกเซลแล็บ (PixelLab) ใช้ในการใส่
เอฟเฟกต์ให้กับข้อความในรูปภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพ
ในการใช้งานมากขึ้นเป็นส่ือให้นักท่องเที่ยวหันมาท่องเท่ียวศึกษา เรียนรู้ ชื่นชม ธรรมชาติ และ
อนรุ ักษร์ ะบบนเิ วศเอาไว้
ในการการพัฒนาระบบเส้นทางแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศของอาเภอทุ่งสง จังหวัด
นครศรีธรรมราช นี้เพอ่ื ให้แหลงท่องเที่ยวเชิงนิเวศถูกอนุรักษ์ไว้และให้เป็นท่ีรู้จักมากย่ิงขึ้นเพื่อจะ
ได้มีนักท่องเท่ียวที่ยังไม่รู้จักมาท่องเที่ยวมากย่ิงข้ึน จะทาให้เศรษฐกิจของชุมชนที่อยู่บริเวณน้ัน
หรือสถานทีน่ ัน้ ดยี งิ่ ข้นึ ไปดว้ ย
2
1.2 วัตถปุ ระสงค์ของกำรศึกษำ
1.2.1 เพอื่ ศกึ ษาข้อมูลพื้นฐานของระบบนิเวศของอาเภอทุ่งสง จังหวดั นครศรีธรรมราช
1.2.2 เพื่อออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์การพัฒนาระบบเส้นทางแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศใน
อาเภอท่งุ สง จงั หวดั นครศรีธรรมราช
1.2.3 เพ่ือการประเมนิ เว็บไซตก์ ารพัฒนาระบบเส้นทางแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศใน อาเภอทุ่งสง
จังหวัดนครศรีธรรมราช
1.3 ขอบเขตของกำรศกึ ษำ
เพ่อื ใหก้ ารพัฒนาการพัฒนาระบบเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของ อาเภอทุ่งสง จังหวัด
นครศรธี รรมราช ไดจ้ ัดทาในรปู แบบเปน็ เว็บไซต์และใช้งานผ่านระบบออนไลน์ ประกอบด้วยขอบเขต
ดงั นี้
1.3.1 ขอบเขตด้านพ้ืนที่ ระยะทาง 10 กิโลเมตร รัศมีเป็นวงกลม สวนสาธารณะร.5เป็นจุด
ศูนย์กลาง มีเส้นทางท้ังหมด 3 เส้นทาง ทั้ง 3 เส้นทางน้ีจะเช่ือมโยงกันทั้งหมด เส้นทางที่1 ถนนทุ่ง
สง-สุราษฎร์ธานี ถนนหมายเลข41 เส้นทางท่ี2 ถนนทุ่งสง-นครศรีธรรมราช ถนนหมายเลข403
เสน้ ทางที่3 ถนนทุ่งสง-นาหลวงเสน ถนนหมายเลข4014 ซ่ึงจะมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 7ท่ี ได้แก่
อุทยานแห่งชาติน้าตกโยง น้าตกปลิว น้าตกหนานตากผ้า ไร่นาบัวหลวง สวนพฤกษาสิรินธร สวน
ตาเลง่ และนา้ ตกวงั ปริง
1.3.2 ขอบเขตด้านเนื้อหาทาการศึกษาข้อมูลในปี2564 ซ่ึงต้องศึกษาขั้นตอนการดาเนินงาน
และเงื่อนไขต่างๆ ใน การเตรียมความพร้อมในแต่ละด้านต่างๆ ประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูล
ระบบสารสนเทศ ข้อมูลสถานทอ่ งเทย่ี วภายในอาเภอทุง่ สง ข้อมูลแบบฟอรม์ การให้บริการ ข้อมูลภาพ
กจิ กรรม และขอ้ มูลสถานท่ที ่เี ก่ยี วขอ้ ง
1.3.3 ขอบเขตของผดู้ แู ลระบบ
1.3.3.1 ผ้ดู ูแลระบบ
1.3.3.1.1 สามารถเพ่มิ ลบ แก้ไข สทิ ธิก์ ารใช้งาน
1.3.3.1.2 สามารถเพมิ่ ลบ แก้ไข ข้อมูลสถานทที่ ่องเท่ยี ว
1.3.3.1.3 สามารถเพ่ิม ลบ แก้ไข ขอ้ มลู สมาชิก
1.3.3.1.4 สามารถเพิ่ม ลบ แก้ไข ข้อมูลเน้ือหาได้
1.3.3.1.5 สามารถเพมิ่ ลบ แก้ไข ขอ้ มูลสอื่ และภาพ
1.3.3.1.6 สามารถคน้ หาข้อมูลได้
1.3.3.1.7 สามารถสแกนควิ อาร์โค้ด (QR-Code) เพือ่ การนาเส้นทางได้
1.3.3.1.8 สามารถใชฟ้ ังก์ชนั แชท (Chat) ได้
3
1.3.3.1.9 คน้ หาเสน้ ทาง Google map
1.3.3.1.10 ดูขา่ วประชาสมั พันธ์
1.3.3.2 ผใู้ ชง้ านทั่วไป
1.3.3.2.1 สามารถดขู ้อมลู สื่อและภาพ
1.3.3.2.2 สามารถดูกระทไู้ ด้
1.3.3.2.3 สามารถค้นหาขอ้ มูลได้
1.3.3.2.4 สามารถสแกนคิวอาร์โคด้ (QR-Code)เพ่ือการนาเส้นทางได้
1.3.3.2.5 ค้นหาเสน้ ทาง Google map
1.3.3.2.6 ดูข่าวประชาสมั พันธ์
1.3.3.3 สมาชกิ
1.3.3.3.1 สามารถเข้าสรู่ ะบบได้
1.3.3.3.2 สามารถดูข้อมลู สื่อและภาพ
1.3.3.3.3 สามารถคน้ หาข้อมลู แหลง่ ทอ่ งเท่ยี วได้
1.3.3.3.4 สามารถสแกนควิ อารโ์ ค้ด(QR-Code) เพ่ือการนาเสน้ ทางได้
1.3.3.3.5 สามารถดกู ระทู้ ตง้ั กระทู้และตอบกระทูไ้ ด้
1.3.3.3.6 สามารถใช้ฟังก์ชันแชท (Chat) ได้
1.3.3.3.7 สามารถเพิ่ม ลบ แกไข ขอ้ มลู สว่ นตวั ได้
1.3.3.3.8 คน้ หาเส้นทาง Google map
1.3.3.3.9 ดูขา่ วประชาสัมพันธ์
1.4 เครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในกำรดำเนินงำน
อุปกรณ์ท่ีใช้ในการพัฒนาระบบเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของอาเภอทุ่งสง จังหวัด
นครศรธี รรมราช ประกอบด้วยเคร่ืองมอื ตา่ งๆ
1.4.1 ทรัพยากรด้านฮาร์ดแวร์ (Hardware)
1.4.1.1 หนว่ ยประมวลผลกลาง (CPU) Intel(R) Core(TM) i3-4000M
1.4.1.2 หน่วยความจาหลกั (RAM) 4 GB
1.4.1.3 หน่วยความจาสารอง (Hard Disk) 500
1.4.1.4 การด์ แสดงผล (Graphic Card) 1 GB
1.4.2 ทรัพยากรด้านซอฟต์แวร์ (Software)
1.4.2.1 โปรแกรม เวริ ์ดเพรสส์ (WordPress) ใช้ในการสรา้ งเวบ็ ไซต์
1.4.2.2 กเู กลิ แม็พ (Google maps) ในการทาเสน้ ทาง
1.4.2.3 โปรแกรม อะโดบีโฟโตชอปซีซี (Adobe Photoshop cc)ใช้สาหรับออกแบบ
และตกแตง่ ภาพ
4
1.4.2.4 โปรแกรม อดี ราวแมก็ (Edraw max) ในการวาดแผนที่บอกตาแหน่งที่ตั้งสถานที่
ท่องเที่ยว
1.4.2.5 พิกเซลแล็บ (PixelLab) ใชใ้ นการใส่เอฟเฟกต์ใหก้ บั ขอ้ ความในรปู ภาพ
1.4.2.6 ควิ อารโ์ ค้ด (QR Code) ในการเข้าส้เู ว็บไซต์และการนาทางไปยังแหล่งทอ่ งเที่ยว
1.4.2.7 กเู กิลฟอรม์ (Google Form)
1.5 ประโยชนท์ ่คี ำดวำ่ จะได้รับ
1.5.1 เพื่อให้ผู้ใชง้ านระบบไดค้ วามรูเ้ กยี่ วกบั สถานทที่ ่องเที่ยวเชิงนิเวศของอาเภอทุ่งสง จังหวัด
นครศรธี รรมราช
1.5.2 เพอ่ื ใหผ้ ใู้ ช้งานสามารถใชง้ านระบบการพัฒนาระบบเส้นทางแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศของ
อาเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
1.5.3 เพ่ือสามารถประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบการพัฒนาระบบเส้นทางแหล่ง
ท่องเทย่ี วเชิงนิเวศของอาเภอท่งุ สง จังหวดั นครศรีธรรมราช
1.6 แผนตำรำงในกำรดำเนนิ งำน
ตำรำงที่ 1-1 ตารางในการดาเนนิ งาน
ขั้นตอนกำรดำเนนิ งำน ระยะเวลำในกำรดำเนนิ โครงกำร ปี ระยะเวลำในกำรดำเนนิ
2564 โครงกำร ป2ี 565
ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย.
1. เสนอหวั ข้อต่ออาจารย์ที่
ปรึกษา
2. ศึกษาและเก็บรวบรวม
ข้อมลู
3. วิเคราะหข์ ้อมูล
4. ออกแบบระบบ
5. พัฒนา-ทดสอบระบบ
6. นาเสนอผลงานต่อ
คณะกรรมการ
5
1.7 นยิ ำมศัพท์
กำรพัฒนำระบบเส้นทำงแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของอำเภอทุ่งสง จังหวัด
นครศรีธรรมรำช (Development of an eco-tourism route system in Thung Song
Nakhon Si Thammarat) คือ การพัฒนาระบบเส้นทางแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศของอาเภอทุ่งสง
จงั หวดั นครศรธี รรมราช การออกแบบสารสนเทศให้สามารถใช้งานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็น
การทาเว็บไซตเ์ พอ่ื พัฒนาใหแ้ หล่งท่องเทย่ี วมคี นร้จู กั และมาท่องเท่ยี วมากยิ่งข้ึนโดยเว็บไซต์ของเราจะ
มีผู้ใช้งานอยู่3ประเภท ได้แก่ 1)ผู้ดูแลระบบสามารถทาได้ทุกอย่าง 2)สมาชิกสมารถแชทกันได้ต้ัง
กระทู้-ตอบกระทู้ได้ 3)ผู้ใช้งานท่ัวไปสามารถดูได้อย่างเดียว ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
เพอ่ื เพม่ิ ประสิทธภิ าพในการใชง้ านมากข้นึ
เส้นทำง (Path) คือแผนที่ที่ใช้นาทาง หรือแบบแผนท่ีใช้ในการนาการเดินทางในการทา
ระบบนม้ี ีเสน้ ทางทั้งหมด 3 เส้นทาง ท้ัง 3 เส้นทางนี้จะเชื่อมโยงกัน จุดเริ่มต้นอยู่ที่ สวนสาธารณะร.
5 เส้นทางน้ีจะเชื่อมโยงกันทั้งหมด ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการนามาใช้ เช่นสามารถ
ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและประหยัดระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทาง ท้ัง 3 เส้นทางมี
ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร เส้นทางที่1 ถนนทุ่งสง-สุราษฎร์ธานี ถนนหมายเลข41 จะมีสถานที่
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วยกัน 2 ท่ีคือ เขาตาเล่งและสวนพฤกษาสิรินธร เส้นทางที่2 ถนนทุ่งสง -
นครศรีธรรมราช ถนนหมายเลข403 จะมีสถานท่ีท่องเท่ียวเชิงนิเวศด้วยกัน 3 ที่คือ อุทยานแห่งชาติ
นา้ ตกโยง นา้ ตกปลิว และนา้ ตกวงั ปริง เสน้ ทางที่3 ถนนทงุ่ สง-นาหลวงเสน ถนนหมายเลข4014 จะมี
สถานท่ีทอ่ งเทยี่ วเชงิ นเิ วศด้วยกัน 2 ท่ี คือนา้ ตกหนานตากผา้ และไร่นาบัวหลวง
กำรท่องเท่ียวเชิงนิเวศ (Ecotourism) หมายถึง การท่องเท่ียวอย่างมีความรับผิดชอบใน
แหล่งธรรมชาติท่ีมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งวัฒนธรรมท่ีเกี่ยวเน่ืองกับระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม
และการท่องเทย่ี ว โดยมกี ระบวนการเรียนรู้รว่ มกันของผู้ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ภายใตก้ ารจดั การอย่างมีส่วนร่วม
ของท้องถ่นิ เพ่ือมุ่งเน้นให้เกิดจติ สานึกต่อการรักษาไว้
บทที่ 2
ทฤษฎแี ละงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้อง
ในการพฒั นาระบบเสน้ ทางแหลง่ ทอ่ งเที่ยวเชงิ นิเวศในอาเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ผพู้ ฒั นาได้ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกยี่ วข้องในหวั ข้อต่อไปนี้
2.1 แนวคดิ และทฤษฎีทเี่ กยี่ วขอ้ ง
2.1.1 ความหมายของระบบนเิ วศ
2.1.2 ความหมายของการท่องเทย่ี วเชงิ นเิ วศ
2.1.3 ความเปน็ มาของแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศในอาเภอทุ่งสง จงั หวดั นครศรีธรรมราช
2.1.3.1 อทุ ยานแห่งชาตนิ า้ ตกโยง
2.1.3.2 น้าตกปลิว
2.1.3.3 น้าตกหนานตากผา้
2.1.3.4 ไรน่ าบัวหลวง
2.1.3.5 สวนพฤกษาสริ ินธร
2.1.3.6 สวนตาเลง่
2.1.3.7 น้าตกวังปริง
2.1.4 การพัฒนาระบบสารสนเทศ
2.1.5 ทฤษฎวี งจรชีวติ ของการพฒั นาระบบ
2.1.5.1 Use Case Diagram
2.1.5.2 ความสมั พนั ธ์ระหว่าง Use Case
2.1.5.3 ความหมายของ Uses
2.1.5.4 ความหมายของ Extend
2.1.6 พจนานกุ รมข้อมูล (Data Dictionary)
2.1.7 การกาหนดประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
2.1.8 แนวคิดและทฤษฎเี กย่ี วกับความพงึ พอใจ ความหมายของความพงึ พอใจ
2.1.8.1 ทฤษฎจี งู ใจคา้ จุน (Motivation Maintenance Theory)
2.1.8.2 ปจั จยั จูงใจ (Motivation Factor)
2.1.8.3 ปจั จัยค้าจนุ (Hygiene Factor)
2.1.8.4 ทฤษฎที ั่วไปเกย่ี วกบั การจงู ใจ
2.1.8.5 ทฤษฎี X
2.1.8.6 ทฤษฎี Y
7
2.2 เทคโนโลยีที่นามาใชใ้ นการพัฒนาระบบ
2.2.1 เวิร์ดเพรสส์ (WordPress)
2.2.1.2 ประโยชน์ของโปรแกรม
2.2.1.3 ความแตกต่างระหว่าง WordPress.com และ WordPress.org
2.2.2 ปลั๊กอนิ (Plugins)
2.2.2.1 Elementor Page Builder
2.2.2.2 Simple WordPress Membership
2.2.2.3 Seed Fonts
2.2.2.4 Sassy Social Share
2.2.2.5 Post Views Counter
2.2.2.6 Easy Google Fonts
2.2.2.7 Disqus for WordPress
2.2.2.8 Chat Button by GetButton.io
2.2.2.9 Kirki Customizer Framework
2.2.3 โปรแกรม ดราวดอทไอโอ (draw.io)
2.2.4 โปรแกรม ไมโครซอฟตเ์ พาเวอร์พ้อยท์ (Microsoft PowerPoint 2010)
2.2.5 โปรแกรม อะโดบีโฟโตชอปซีซี (Adobe Photoshop cc)
2.2.6 กเู กลิ ไซต์ (Google Site)
2.2.7 กูเกิลฟอรม์ (Google Form)
2.2.8 กเู กลิ แม็พ Google Maps
2.3 งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้อง
2.4 สรปุ
2.1 แนวคิดและทฤษฎที เ่ี ก่ยี วขอ้ ง
2.1.1 ความหมายของระบบนิเวศ
ระบบนิเวศ (ecosystem) เป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ กับบริเวณ
แวดลอ้ มท่ีส่งิ มีชีวติ เหล่านีด้ ารงชีวติ อยู่ ระบบนิเวศหนึ่ง ๆ นั้นประกอบด้วยบริเวณท่ีสิ่งมีชีวิตดารงอยู่
และกลุ่มประชากรที่มีชีวิตอยู่ในบริเวณดังกล่าวพืชและโดยเฉพาะสัตว์ต่างๆก็ต้องการบริเวณท่ีอยู่
อาศัยท่ีมีขนาดอย่างน้อยท่ีสุดที่เหมาะสม ทั้งนี้เพ่ือว่าการมีชีวิตอยู่รอดตลอดไปในกรณีใกล้เคียงกัน
หากมแี ร่ธาตุไหลเข้ามาเพิม่ ขึ้น ก็จะทาให้การเจริญเติบโตของพืชเพ่ิมมากขึ้น เช่น ไฟโตแพลงตันหรือ
พืชน้าท่ีอยู่ก้นสระ เม่ือปริมาณของพืชเพ่ิมมากข้ึน จะส่งผลให้ปริมาณสัตว์เพิ่มมากขึ้นด้วยเพราะมี
อาหารอุดมสมบูรณ์แต่เม่ือปริมาณสัตว์เพ่ิมปริมาณของพืชท่ีเป็นอาหารก็จะค่อยๆ น้อยลง ทาให้
ปริมาณสัตว์ลดลงตามไปด้วยเนื่องจาก อาหารมีไม่พอ ดังน้ันสระน้าจึงมีความสามารถในการที่จะ
ควบคุมตวั ของมันเองไดก้ ล่าวคือจานวนและชนิดของสิ่งมีชีวิตท้ังหลายท่ีอยู่ในสระน้าจะมีจานวนคงที่
ซึ่งเราเรียกว่ามี ความสมดุล (equilibrium) คุณสมบัติท่ีสาคัญประการหนึ่งของระบบนิเวศ คือ มี
8
กลไกในการปรับสภาวะตัวเอง โดยมีรากฐานมาจากความสามารถของ ส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิด ซ่ึงเป็น
องค์ประกอบของระบบนิเวศน้ัน ๆ คือ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลายในการทาให้ เกิดการ
หมุนเวียนของธาตุอาหารผ่านสิ่งมีชีวิต ถ้าระบบนิเวศนั้นได้รับพลังงานอย่างพอเพียง และไม่มี
อุปสรรคขัดขวางวัฏจักรของธาตุอาหาร แล้ว ก็จะทาให้เกิดภาวะสมดุล (equilibrium) ข้ึนมาใน
ระบบนเิ วศนั้น ๆ โดยมอี งค์ประกอบและความสมั พนั ธ์ ของสิ่งมีชีวติ แตล่ ะชนดิ ทาให้แร่ธาตุ และสสาร
กับส่ิงแวดล้อมน้ันไม่มีการเปล่ียนแปลง มาก ซึง่ ทาให้ระบบนิเวศน้ันมีความคงตัว ทั้งน้ีเพราะการผลิต
อาหารสมดุลกับการบริโภคภาย ในระบบนิเวศน้ันการปรับสภาวะตัวเองนี้ ทาให้การผลิตอาหารและ
การเพ่ิมจานวนของ สิ่งมีชีวิตอ่ืน ๆ ในระบบน้ันมีความพอดีกัน กล่าวคือจานวนประชากรชนิดใด ๆ
ในระบบนิเวศจะไมส่ ามารถเพ่มิ จานวนอย่างไมม่ ีขอบเขตได้
2.1.2 ความหมายของการท่องเทีย่ วเชิงนเิ วศ
การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์หมายถึงผู้ท่ีเดินทางไปยังพ้ืนท่ีธรรมชาติด้วยความต้ังใจท่ีจะ
เพลิดเพลินกับความงามของธรรมชาติอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเรียนรู้เก่ียวกับสิ่งแวดล้อมและ
วัฒนธรรมท้องถ่ิน หมายถึง“ การเดินทางอย่างมีความรับผิดชอบไปยังพ้ืนท่ีธรรมชาติที่อนุรักษ์
สิ่งแวดลอ้ มรักษาความเปน็ อยู่ทีด่ ขี องคนในท้องถิ่นและเกี่ยวข้องกับการตีความและการศึกษา” (TIES
- International Ecotourism Society) จุดหมายปลายทางที่มีมรดกทางวัฒนธรรมและสัตว์และพืช
เป็นสถานที่ท่องเท่ียวหลักในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์พยายามทาให้เกิดผล
กระทบต่อสิ่งแวดลอ้ มนอ้ ยที่สุด โปรแกรมการท่องเท่ยี วเชงิ นิเวศหลายโครงการใชว้ ธิ ีการต่างๆเช่นการ
นากลบั มาใช้ใหมแ่ ละการรไี ซเคิลการหมักป๋ยุ การอนุรักษน์ า้ การลดรอยเท้าคาร์บอน ฯลฯ เพ่ืออนุรักษ์
ธรรมชาติ พวกเขายังพยายามสอนนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถ่ินและสร้างจิตสานึกด้าน
สงิ่ แวดล้อม โปรแกรมการท่องเทย่ี วเชิงนเิ วศอาจให้ทนุ เพือ่ การอนุรกั ษ์แหลง่ ธรรมชาติ
2.1.3 ความเป็นมาของแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเชงิ นเิ วศในอาเภอทุ่งสง จงั หวัดนครศรธี รรมราช
ในการศึกษาแหล่งท่องเท่ยี วเชิงนิเวศในอาเภอทงุ่ สง จงั หวัดนครศรธี รรม มี 7 สถานท่ดี ังนี้
2.1.3.1 อุทยานแหง่ ชาตนิ า้ ตกโยง
ภาพท่ี 2-1 อุทยานแห่งชาตินา้ ตกโยง
ทีม่ า (https://www.sentangsedtee.com/unique-career/article_133152)
9
ท่ีทาการอทุ ยานแหง่ ชาติน้าตกโยง ตั้งอยู่บริเวณน้าตกโยง ซึ่งอยู่ในท้องท่ีบ้านน้าตกโยง หมู่
ท่ี 7 ตาบลถ้าใหญ่ อาเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช บริเวณพิกัด UTM 47 P 0582365 E
0903210 N ละติจูด-ลองจิจูด ที่ 08 องศา 10 ลิปดา 12.3 ฟิลิปดา N 099 องศา 44 ลิปดา 42.0
ฟิลิปดา E ห่างจากอาเภอทุ่งสง 7.5 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดนครศรีธรรมราช 58 กิโลเมตร ห่าง
จากจังหวัด สุราษฎร์ธานีประมาณ 120 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดตรัง ประมาณ 80 กิโลเมตร ห่าง
จากจังหวัดพัทลุงประมาณ 78 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดกระบี่ ประมาณ 140 กิโลเมตร
อุทยานแหง่ ชาติน้าตกโยง ครอบคลมุ พน้ื ทป่ี ่าในเขตตาบลชา้ งกลาง อาเภอฉวาง (ปัจจุบันเปล่ียนเป็น
อาเภอชา้ งกลาง) ตาบลเขาแก้ว ตาบลลานสกา อาเภอลานสกา ตาบลนาบอน อาเภอนาบอน ตาบล
นาหลวงเสน ตาบลถ้าใหญ่ อาเภอทุ่งสง และตาบลหินตก ตาบลร่อนพิบูลย์ อาเภอร่อนพิบูลย์
จังหวัดนครศรีธรรมราชนครศรีธรรมราช มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ประกอบด้วยทิวทัศน์และน้าตกท่ี
สวยงามหลายแห่งด้วยกัน เช่น ยอดเขาเหมน ยอดเขารามโรม น้าตกโยง น้าตกปลิว น้าตกคลองจัง
นา้ ตกหนานเตย น้าตกหนานปลิว น้าตกหนานตากผ้า น้าตกหนานโจน น้าตกคูหาสวรรค์ เหมาะแก่
การท่องเทีย่ วพกั ผ่อนหย่อนใจศกึ ษาหาความรทู้ ง้ั เปน็ ต้นน้าลาธารทส่ี าคญั อทุ ยานแหง่ ชาตนิ า้ ตกโยง
มเี นอ้ื ทีท่ ้งั หมดประมาณ 128,125 ไร่ หรือ 205 ตารางกโิ ลเมตร
ความเป็นมา ด้วยกรมป่าไม้ได้รับหนังสือของ นายบุญส่ง ชานาญกิจ สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงวันที่ 18 มีนาคม 2528 ว่า ได้ไปตรวจเย่ียมราษฎรและได้รับการ
ร้องเรียนขอให้ดาเนินการปรับปรุงป้องกันบริเวณน้าตกปลิว ต้ังอยู่ตาบลนาหลวงเสน อาเภอทุ่งสง
ให้เปน็ แหล่งท่องเทย่ี ว เนื่องจากบริเวณดังกลา่ วมีสภาพป่าท่ีสมบูรณ์และมีน้าตกที่สวยงาม ราษฎรใน
ท้องถ่ินให้การสนับสนุน และประสงค์จะให้มีการสงวนพื้นท่ีดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ ซ่ึงนาย
จานงค์ โพธิสาโร อธิบดีกรมป่าไม้ ได้มีบันทึกลงวันท่ี 31 มีนาคม 2528 ให้กองอุทยานแห่งชาติ
พจิ ารณา และกองอทุ ยานแหง่ ชาตไิ ด้มหี นงั สือที่ กษ 0713/1663 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2528ให้
อทุ ยานแห่งชาตเิ ขาหลวงทาการสารวจสภาพพ้ืนที่บรเิ วณดังกลา่ ว
ต่อมา นายสัมพันธ์ ทองสมัคร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรจังหวดั นครศรีธรรมราชได้มีหนังสือที่ ศธ 0100/8 ลงวันท่ี 15 มกราคม 2529 ถึง นายณรงค์
วงศ์วรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้ประกาศพ้ืนที่ป่าเขาเหมนเป็นอุทยาน
แห่งชาติโดยเร่งด่วน เนื่องจากป่าเขาเหมนมีความอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่านานาชนิด มีทิวทัศน์
สวยงามเป็นแหล่งตน้ นา้ ลาธารถงึ 8 สาย มีธารน้าตกหลายชั้น โดยเฉพาะที่เรียกว่า “หนานปลิว” มี
ความสวยงามมาก รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บันทึกส่ังการ ลงวันท่ี 20 มกราคม
2529 ถึง นายเถลิง ธารงนาวาสวัสด์ิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กองอุทยานแห่งชาติไป
ดาเนนิ การตรวจสอบ
กองอุทยานแห่งชาติจึงได้มีหนังสือ ท่ี กษ 0713/621 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2529 ให้
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาหลวงทาการตรวจสอบเบื้องต้น นายถวิล ไพรสณฑ์ นายบุญส่ง ชานาญ
กิจ และนางสพุ ัตรา มาศดติ ถ์ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร จังหวดั นครศรีธรรมราช ได้มีหนังสือ ลงวันที่
1 ตุลาคม 2529 ถึง พลเอกหาญ ลีลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งรัดการ
ดาเนินการ ซึ่ง นายสมหวัง เพชรขัณฑ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาหลวง ได้รายงานการตรวจสอบ
ตามหนังสอื ที่ กษ 0713 (ขล )/11 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2529 ว่า บริเวณดังกล่าวมีสภาพป่าที่มีความ
10
สมบรู ณ์มาก มีทวิ ทัศน์ และน้าตกท่สี วยงามควรอนุรักษ์ไว้เป็นอุทยานแห่งชาติ จึงนาเรื่องเสนอเข้าท่ี
ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซ่ึงได้มีมติในที่ประชุมครั้งที่ 1/2532 เมื่อวันท่ี 4 พฤษภาคม
2532 เห็นชอบในการจัดต้งั เปน็ อุทยานแห่งชาติ
ต่อมาในปี 2534 ได้มีพระราชกฤษฎีกากาหนดท่ีดินป่าเขาเหมน ป่าเขาหลวง ป่าปลาย
คลองวังหีบ ป่าน้าตกโยง และป่าปลายคลองปากแพรก ในท้องท่ีตาบลช้างกลาง อาเภอฉวาง
ปัจจุบันเปลี่ยนเขตการปกครองเป็นอาเภอช้างกลาง ตาบลเขาแก้ว ตาบลลานสกา อาเภอลานสกา
ตาบลนาบอน อาเภอนาบอน ตาบลนาหลวงเสน ตาบลถ้าใหญ่ อาเภอทุ่งสง และตาบลหินตก ตาบล
ร่อนพิบูลย์ อาเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศไว้ในราช
กิจจานุเบกษาเล่มท่ี 108 ตอนที่ 127 ลงวันท่ี 22 กรกฎาคม 2534 จัดเป็นอุทยานแห่งชาติลาดับท่ี
64 ของประเทศไทย
2.1.3.2 นา้ ตกปลวิ
ภาพท่ี 2-2 นา้ ตกปลิว
ทีม่ า (http://park.dnp.go.th/visitor/scenicshow.php?id=595)
ตงั้ อยู่ในเขต อุทยานแห่งชาตินา้ ตกโยง ตัง้ อยหู่ มทู่ ่ี 3 ตาบลถา้ ใหญ่ อาเภอทุ่งสง จังหวัด
นครศรีธรรมราช เป็นน้าตกขนาดกลาง มนี ้าไหลตลอดท้งั ปี มนี า้ ตกทัง้ หมด 7 ชนั้ แต่ละชน้ั จะมี
ความสวยงามแตกต่างกัน ชั้นท่ี 3 จะมีจุดชมทิวทัศนส์ ามารถมองเห็นทิวทัศน์หน้าผาอกี ด้านหน่ึงของ
นา้ ตกชัน้ ท่ี 3 ท่มี ีความสวยงามโดยเฉพาะ น้าตกช้ันที่ 5 และช้นั ท่ี 7 จะมีนา้ ตกไหลพร้ิวมองดู
สวยงาม สภาพปา่ เป็นปา่ ดงดิบชน้ื ทีม่ ฝี นตกชุกเกือบตลอดท้งั ปี ผสมป่าดงดิบเขาสภาพป่าค่อนข้าง
สมบรู ณ์ มีพนั ธ์ุไม้หลายชนิด เช่น ยาง รักเขา สว่ นใหญเ่ ปน็ พชื วงศก์ ่อ นอกจากนยี้ ังมีบิโกเนียหรือ
กา้ มกุ้ง พบขึ้นบรเิ วณบนโขดหินมคี วามชมุ ชืน้ สูง ลาตน้ อวบนา้ มขี นใต้ทอ้ งใบคลา้ ยกามะหย่ี อยู่ห่าง
จากที่ทาการอุทยานแหง่ ชาติ 3 กิโลเมตร กาเนดิ จากเทือกเขาโยง ตั้งอยู่บริเวณปา่ ปากแพรก
ระหว่างหุบเขาอันเปน็ เทือกเขาสูง นา้ ไหลลดหล่นั ลงมาเปน็ ชนั้ ๆ ถึง 8 ชั้น สวยงามทส่ี ุดแห่งหนงึ่ แต่
ละช้นั มีความกวา้ งประมาณ 15 – 18 เมตร สงู ประมาณ 25 เมตร เนื่องจากแต่ละช้นั มีความสูงมาก
น้เี องจึงทาให้น้าตกทไ่ี หลลงมาจากหนา้ ผาคล้ายลักษณะของการปลิว จงึ เรยี กวา่ นา้ ตกปลวิ นา้ อดุ ม
สมบรู ณ์ตลอดปี ใชเ้ วลาเดินทางจากหนา้ บ้านนา้ รอบข้ึนไปจนถึงชน้ั บนสุดของน้าตกประมาณ 1
ช่ัวโมง นา้ ตกปลิวต้งั อยู่ในเขต อุทยานแห่งชาตนิ ้าตกโยง ตง้ั อย่หู มู่ที่ 3 ตาบลถ้าใหญ่ อาเภอทุ่งสง
11
จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นนา้ ตกขนาดกลาง มนี า้ ไหลตลอดทัง้ ปี มีน้าตกท้ังหมด 7 ชน้ั แตล่ ะช้นั
จะมีความสวยงามแตกตา่ งกนั ช้นั ที่ 3 ลกั ษณะเดน่ เปน็ ชั้นทม่ี ีนา้ ตกสวยงามมากทส่ี ุด เม่อื มองจาก
ดา้ นลา่ งจะมองเหน็ นา้ ตก ชนั้ ท่ี 4, 5, 6 และ 7 นา้ ตกปลวิ ชั้นที่ 7 เปน็ น้าตกช้ันทอ่ี ยู่สูงที่สุด บน
น้าตกมที ัศนยี ภาพทส่ี วยงามมาก น้าตกปลิวชนั้ ท่ี 8 มลี กั ษณะเด่นคือ มนี ้าตกเปน็ ชั้นหลาย ๆ ช้ัน
มองดจู ะมีความสวยงามมาก สภาพปา่ เป็นป่าดงดิบชน้ื ที่มฝี นตกชกุ เกือบตลอดท้งั ปี ผสมป่าดงดบิ เขา
สภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ มีพันธ์ไุ ม้หลายชนดิ เชน่ ยาง รกั เขา สว่ นใหญเ่ ป็นพชื วงศ์ก่อ นอกจากน้ี
ยงั มบี โิ กเนียหรอื กา้ มกุ้ง พบขึ้นบริเวณบนโขดหินมคี วามชุมชน้ื สูง ลาตน้ อวบนา้ มีขนใต้ทอ้ งใบคล้าย
กามะหย่ี อยู่หา่ งจากที่ทาการอุทยานแหง่ ชาติ 3 กิโลเมตร โดยเดินทางจากอาเภอทุ่งสงตามทาง
หลวงแผ่นดินหมายเลข 403 ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ถงึ บรเิ วณน้าตกปลวิ
2.1.3.3 น้าตกหนานตากผ้า
ภาพที่ 2-3 นา้ ตกหนานตากผา้
ท่มี า (http://park.dnp.go.th/visitor/scenicshow.php?id=595)
น้าตกหนานตากผ้าเปน็ น้าตกขนาดกลางซึ่งมีน้าไหลตลอดท้ังปี มีลักษณะเป็นหินขนาดใหญ่
มีบริเวณแผ่ขยายกว้างเหมือนลานตากผ้า ต้ังอยู่ในตาบลนาหลวงเสน อาเภอทุ่งสง จังหวัด
นครศรีธรรมราช เป็นส่วนหน่ึงของเขตอุทยานแห่งชาติน้าตกโยง ในการเดินทางไปเที่ยวชมน้าตก
หนานตากผ้านั้น จะเป็นทางท่ีเต็มไปด้วยธรรมชาติท่ียังคงอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก มีต้นไม้ใหญ่ๆ
อยู่แน่นขนัดเต็มสองข้างทางที่เดินเข้าสู่ตัวน้าตก เส้นทางเดินก่อนถึงหนานตากผ้าจะต้องลัดเลาะลา
ธาร ปนี ปา่ ยโขดหินกนั เขา้ ไป ต้องคอยระมัดระวงั หินลน่ื ๆ เอาไวด้ ว้ ย สิ่งที่ส่งสัญญาณบอกให้รู้ว่าใกล้
จะถงึ ท่หี มายเขา้ ไปทุก ๆ ทีคือเสยี งนา้ ตก
เน่ืองจากหนานตากผ้ายังเป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ียังมีลักษณะปิด ยังไม่มีร้านค้าบ้านเรือนเข้า
มาวุ่นวาย หากมาเทยี่ วหนานตากผา้ แลว้ จะไดส้ ัมผัสกบั ธรรมชาติจริงๆ น้าตกหนานตากผ้ามีลักษณะ
เป็นลานหินลดระดับเป็นทางยาว มีแอ่งน้าเป็นจุด ๆ เหมาะสาหรับการมาเล่นน้า และยังมีร่องน้า
ธรรมชาติสาหรบั ใช้เป็นสไลด์เดอร์ ให้สไลด์กันแบบธรรมชาติอีกด้วยน้าตกหนานตากผ้าน้าตกหนาน
ตากผ้า ตาบลนาหลวงเสน เป็นตาบลที่มีแหล่งต้นน้าลาธารและธรรมชาติท่ีสวยงาม เหมาะสาหรับ
การอนุรักษ์ฟื้นฟู ปรับปรุงพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเท่ียวระดับตาบล ระดับอาเภอ จังหวัด และ
ระดับประเทศในโอกาสต่อไป เป็นน้าตกท่ีมีความสวยงามอีกแห่งหน่ึงถัดไปจากหนานปลิว จะมี
12
น้าตกหลายช้ัน ล้วนมีความสวยงามทั้งสิ้น ระยะทางจากอาเภอทุ่งสง ตามถนนยุทธศาสตร์-บ้านนา
ประดิษฐ์ ระยะทางประมาณ 7 กโิ ลเมตร แยกขวาเขา้ น้าตก ระยะทางประมาณ 4 กโิ ลเมตร
2.1.3.4 สวนพฤกษาสิรินธร
ภาพท่ี 2-4 สวนพฤกษาสิรนิ ธร
ทม่ี า (https://pt.foursquare.com/v/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%)
สวนสาธารณะบา้ นในหวงั แต่เดมิ มีพ้นื ที่ประมาณ 17 ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 เทศบาลได้
จัดซ้ือท่ีดินเพิ่มอีก 73 ไร่ และ 50 ไร่ ตามลาดับปัจจุบันสวนสาธารณะบ้านในหวังมีพื้นที่ท้ังหมด
ประมาณ 150 ไร่ ตงั้ อยู่ที่บ้านในหวังตะวนั ออก บรเิ วณเขายายสีหวัง เช่ือมตอ่ เขาประไพ และเขาหมู่
แปะในเขตเทศบาลตาบลปากแพรก อ.ทงุ่ สง จ.นครศรธี รรมราช อยู่ติดในตัวเมืองทุ่งสง ริมทางหลวง
แผ่นดนิ หมายเลข 41 ห่างจากจังหวัด นครศรีธรรมราช 55 กโิ ลเมตร สภาพภูมปิ ระเทศ เป็นที่ราบ ที่
ลุ่ม และเป็นภูเขา ซ่ึงบนภูเขามีพ้ืนที่ราบเป็นระยะๆ ต่อมาได้รับการพระราชทานนาม จากสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปลี่ยนช่ือเป็น สวนพฤกษาสิรินธร ได้ดาเนินการ
ปรับปรุงสวนสาธารณะบ้านในหวังให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้นันทนาการแก่ประชาชนใน
ท้องถน่ิ และเปน็ จดุ แวะพักผอ่ นของผทู้ ่เี ดินทางผ่านไปมา ต้ังแตป่ ี พ.ศ. 2535 โดยได้ทาการก่อสร้าง
ศาลาเฉลิมพระเกียรติ ร.9 และศาลาเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษามหาราชินี ซุ้มที่นั่งพักผ่อนพัฒนา
ปรับปรุงบริเวณโดยรอบ ขุดสระน้า และขุดลอกลาเหมือง ต่อมาในปี2543 ได้รับงบประมาณ
สนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทยและกองทุน SIP (JBIC) ในการก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์ใน
บรเิ วณพืน้ ทก่ี ลางสวนสาธารณะ เป็นที่รองรับผู้เดินทางในเส้นทางสายใต้ ประกอบด้วย ลานจอดรถ
ศูนย์บริการนักท่องเท่ียว ห้องประชุม ศูนย์อาหาร ศูนย์คมนาคม ภัตตาคาร ท่ีพักสัมผัสธรรมชาติ
ร้านขายสินค้าพ้ืนเมืองและของที่ระลึก ค่ายพักแรม สระน้า สวนนก สวนไม้ประดับ สนามเด็กเล่น
ลานพักผ่อน ลานเอนกประสงค์กลางแจ้ง, เรือนเพาะชา, ระบบท่อต่างๆ และระบบไฟฟ้าภายนอก
อาคาร, สายส่ง ฯลฯ และขณะน้ีประชาชนชาวทุ่งสง ได้ใช้สวนสาธารณะบ้านในหวังเป็นสถานท่ี
พักผ่อน ออกกาลังกาย ประชุมเชิงปฏิบัติการ ลานประชาคม ต้อนรับผู้มาเย่ียมเยียนเทศบาล เข้า
ค่ายพักแรม ฯลฯ ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศท่ีเหมาะสม จึงทาให้สวนสาธารณะบ้านใน
13
หวัง เป็นพ้ืนที่ซึ่งมี ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เหมาะท่ีจะพัฒนาให้เป็น สถานที่
ท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ (ECO Tourism) เทศบาลตาบลปากแพรกได้จัดทา โครงการ 2 เพ่ือพัฒนา
ปรับปรุงสวนสาธารณะเพ่ิมเติม โดยมีจุดเด่นคือเป็น "สวนลอยฟ้าป่าในเมือง " (Jungle Tour
Urban Forest) จากการเดินป่าสารวจภูเขายายสีหวังโดยทีมงานสารวจของเทศบาลตาบล ปาก
แพรก พบว่ามี เส้นทางธรรมชาติที่น่าสนใจหลายเส้นทางด้วยกัน แต่ละสายจะมีความหลากหลาย
ของพืชพรรณ สัตว์ป่าไม่เหมือนกนั มีท้ังไม้ใหญ่ ไม้พุ่ม และพรรณไม้ที่อาศัยเกาะตามคบไม้ หรือโขด
หินตา่ งๆ ไม้ใหญ่ทส่ี ารวจพบมีขนาดใหญ่มาก ถึง 5-6 โอบ พรรณไม้ท่ีพบเห็น อยู่ทั่วไปและน่าสนใจ
เช่น รองเท้านารี (Venus Slipper) ลิ้นมังกร กล้วยไม้ป่า เอ้ือง ช้างดา ฯลฯ โดยเฉพาะรองเท้านารี
บางตน้ ออกดอกมากถงึ 5 ดอก ซ่ึงเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่ง ฯลฯ สัตว์ป่าที่สารวจพบมีเลียงผา เม่น ลิง
ค่าง อีแกะ มุสังข์ (ภาษากลางเรียกชะมด) ไก่ป่า นก กระรอก ฯลฯ และยังมีเส้นทางเดินท่ีสวยงาม
มากในหลายเส้นทาง เช่น เส้นทางเดินจากลานมะปริงมายังถ้ายายสีหวัง ระยะทางประมาณ 1
กิโลเมตร สองข้างทาง จะมีต้นไม้หลากหลายชนิด หลากหลายสี พ้ืนดินมีความชุ่มช้ืนมาก มีพืชไร้
ดอกจาพวกมอส เฟิร์นขึ้นปกคลุมดินท่ัวไป และมีหินสีต่างๆ มากมาย รกเรื้อด้วยเถาวัลย์ ทางเดิน
บางส่วนจะเป็นสันเขาแคบๆ มีหุบเขาและเหวลึก บางช่วงสามารถแวะหยุดชมทิวทัศน์และดูนกข้าง
ทาง ได้ในธรรมชาตทิ ่ชี ื่นฉ่าเหมอื นอยูใ่ นป่าลกึ
2.1.3.5 นา้ ตกวงั ปรงิ
ภาพท่ี 2-5 น้าตกวงั ปริง
ท่ีมา (https://www.facebook.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0% E0%B8%A)
ตั้งอยทู่ ่หี มทู่ ่ี 1 ตาบลถ้าใหญ่ อาเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช สภาพป่าโดยท่ัวไป เป็น
ป่าดงดิบชื้น สภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์มีพันธ์ุไม้จาพวกไม้ยาง ไม้กระบากและไม้พื้นล่าง เช่น หมาก
พน และพืชแบบอิงอาศัย (Commensalisms) ท่ีเกาะอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ และอาศัยความชื้นจาก
เปลือกของต้นไม้มีอยู่ให้เห็นมากมายหลายชนิดลักษณะเด่นมีน้าไหลตลอดทั้งปี มีลานหินบริเวณ
14
กว้างเหมาะสมสาหรับการพักผ่อน และสามารถสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด การเดินทางจาก
อาเภอทงุ่ สง ตามทางหลวงแผ่นดนิ หมายเลข 403 ระยะทาง 5 กโิ ลเมตร ถงึ บริเวณนา้ ตกวงั ปริง
2.1.3.6 ไรน่ าบวั หลวง
ภาพที่ 2-6 ไร่นาบัวหลวง
(https://m.facebook.com/Rainabualuang/)
ไร่นาบัวหลวง ที่เท่ียวแบบชมธรรมชาติ และคาเฟ่ เข้าไว้ด้วยกัน เป็นบรรยากาศที่อยู่
ท่ามกลางธรรมชาติ มีท้ังโซนสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ ท้ัง ม้า กระต่าย เป็ด ไก่ เป็นต้น รวมไปถึง บึงบัว
สวยๆ และ โซนแปลงเกษตรตา่ งๆ ทส่ี าคัญยงั มี โซนคาเฟ่ ท่ีใหบ้ ริการอาหารเครอ่ื งดืม่ อีกด้วย
2.1.3.7 สวนตาเลง่
ภาพท่ี 2-7 สวนตาเลง่
ทีม่ า (https://www.lovethailand.org/travel/th/65)
ท่ีอยซู่ อยหนา้ เขาตาเลง่ ตาบล ชะมาย อาเภอ ทงุ่ สง จังหวัด นครศรธี รรมราช 80110
บรรยากาศรม่ รืน่ มีสนามเด็กเล่นให้เด็กๆเล่นด้วย คุณสามารถเดิน ออกกาลังกาย ลู่ว่ิงรอบสวนได้
ระยะทางประมาณ 200-300 เมตร ถ้าชอบสนุกก็เดินข้ึนภูเขาได้ประมาณ 40-50 ข้ันบันไดข้ึนไป
ชมวิวเมืองทุ่งสง บริเวณใกล้เคียงมีสโมสรสุขภาพท่ีเขาตะเล้ง มีสถานที่ออกกาลังกายหลายแห่ง
และสนามเปตอง มีท่ีจอดรถสะดวกสบาย ไม่แคบเกินไปแต่ไม่กว้างเกินไป มีคนมาออกกาลังกาย
15
ค่อนข้างน้อยและเด็กๆ เล่นกันในตอนเย็นใกล้ชิดธรรมชาติ เหมาะสาหรับออกกาลังกายหรือหาท่ี
อ่านหนังสือเงียบสวนสาธารณะเขาตาเล่ง เป็นสวนสาธารณะที่ประชาชนส่วนใหญ่นิยมมาออก
กาลงั กายวนั เปิดทาการ: ทกุ วัน เวลาเปิดทาการ: 06.00 - 21.00
2.1.4 การพัฒนาระบบสารสนเทศ
การพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ือเป็นการสร้างระบบงานใหม่หรือปรับปรุงระบบงาน เดิมให้
ดีกว่าที่เป็นอยู่การเปล่ียนแปลงกระบวนการบริหารและการปฏิบัติงานจาเป็นต้องพัฒนาหรือ
ปรับปรุงระบบสารสนเทศที่สามารถช่วยในขั้นตอนการปฏิบัติงานภายในและกระบวนการบริหารมี
ประสิทธิภาพมากข้ึนการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีเพื่อที่จะเกิดการยอมรับเทคโนโลยี ใหม่ๆ
เขา้ มาปรบั ปรงุ และประยกุ ต์ใช้กับระบบงานเดิมท่ีมีอยู่แล้วการปรับองค์การและสร้างความได้เปรียบ
ในการแข่งขันเพ่ือสามารถตอบสนองต่อการเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยท่ัวไปการพัฒนาระบบข้ึนกับสิ่ง เหล่าน้ี ได้แก่
กระบวนการทางธุรกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ขั้นตอนในการดาเนินธุรกิจ แนวทางของระบบ
สารสนเทศที่จะพัฒนา บุคลากร ที่ให้ความร่วมมือในการพัฒนา วิธีการและเทคนิคในการพัฒนา
ระบบสารสนเทศมดี ังนี้
1) การเปลี่ยนแปลงกระบวนการบริหารและการปฏิบัติงานระบบเดิมไม่สามารถให้
ข้อมูล หรือทางานได้ตามต้องการ มีการดาเนินงานหลายข้ันตอน ยุ่งยากในการรวบรวมข้อมูลเพ่ือ
นามา จัดทาข้อมูลสรุปสาหรับการติดตามการปฏิบัติงานโดยรวมขององค์การ จึงจาเป็นต้องพัฒนา
หรือ ปรับปรุงระบบสารสนเทศที่สามารถช่วยให้ขั้นตอนการปฏิบัติงานภายในและกระบวนการ
บรหิ ารมีประสิทธภิ าพมากขึ้น
2) การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี เทคโนโลยีท่ีใช้อยู่ในระบบสารสนเทศปัจจุบัน
ล้าสมัย ค่าใช้จ่ายในการบารุงรกั ษาระบบมรี าคาสูง จึงตอ้ งรบั เอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ซ่ึงทา
ใหม้ กี ารเปล่ยี นแปลงระบบการทางานทมี่ ีอยเู่ ดิม
3) การปรับองค์การและสรา้ งความไดเ้ ปรยี บในการแข่งขนั
3.1 ระบบท่ีใช้งานอยู่ปัจจุบันมีขั้นตอนการทางานท่ียุ่งยากซับซ้อน ขนาด
เอกสารอา้ งอิงหรอื เอกสารท่มี ีอยู่ไม่ได้มาตรฐาน ทาให้การปรับปรงุ หรือแกไ้ ขทาไดย้ าก
3.2 ความต้องการปรับองค์การให้เหมาะสมเพ่ือสามารถตอบสนองต่อการ
เปลยี่ นแปลงสภาพแวดล้อมทางธรุ กจิ
3.3 ระบบปจั จบุ นั ไมส่ ามารถรองรบั การเปล่ียนแปลงในอนาคตได้
2.1.5 ทฤษฎีวงจรชีวติ ของการพฒั นาระบบ
ระบบสารสนเทศทั้งหลายมีวงจรชีวิตที่เหมือนกันตั้งแต่เกิดจนตายวงจรนี้จะเป็นข้ันตอน ท่ีเป็น
ลาดับต้ังแต่ต้นจนเสร็จเรียบร้อย เป็นระบบท่ีใช้งานได้ ซ่ึงนักวิเคราะห์ระบบต้องทาความเข้าใจว่าใน
แต่ละขนั้ ตอนจะตอ้ งทาอะไรและทาอย่างไร
ขัน้ ตอนการพฒั นาระบบมอี ยู่ด้วยกนั 7 ขน้ั ดว้ ยกนั คือ
1) เขา้ ใจปัญหา ( Problem Recognition)
2) ศึกษาความเป็นไปได้ ( Feasibility Study)
3) วิเคราะห์ ( Analysis)
16
4) ออกแบบ ( Design)
5) สร้างหรือพฒั นาระบบ (Construction)
6) การปรบั เปล่ียน ( Conversion)
7) บารุงรกั ษา (Maintenance)
ขั้นท่ี 1 : เข้าใจปัญหา ( Problem Recognition)
ระบบสารสนเทศจะเกดิ ขึน้ ไดก้ ต็ ่อเมอ่ื ผบู้ รหิ ารหรอื ผ้ใู ชต้ ระหนกั วา่ ตอ้ งการระบบสารสนเทศ
หรือระบบจัดการเดิม ได้แก่ระบบเอกสารในตู้เอกสาร ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอท่ีตอบสนองความ
ตอ้ งการในปจั จุบัน
ขั้นตอนท่ี 2 : ศึกษาความเปน็ ไปได้ ( Feasibility Study)
จุดประสงค์ของการศึกษาความเป็นไปได้ก็คือการกาหนดว่าปัญหาคืออะไรและตัดสินใจว่า
การพัฒนาสร้างระบบสารสนเทศหรือการแก้ไขระบบสารสนเทศเดิมมีความเป็นไปได้หรือไม่โดยเสีย
ค่าใชจ้ ่ายและเวลาน้อยทส่ี ุด และไดผ้ ลเป็นทนี่ า่ พอใจ
ข้นั ตอนที่ 3 การวเิ คราะห์ (Analysis)
เร่ิมเข้าสู่การวิเคราะห์ระบบการวิเคราะห์ระบบเริ่มต้ังแต่การศึกษาระบบการทางานของ
ธุรกิจน้ันในกรณีท่ีระบบเราศึกษาน้ันเป็นระบบสารสนเทศอยู่แล้วจะต้องศึกษาว่าทางานอย่างไร
เพราะเป็นการยากที่จะออกแบบระบบใหม่โดยที่ไม่ทราบว่าระบบเดิมทางานอย่างไร หรือธุรกิจ
ดาเนินการอย่างไร หลังจากน้ันกาหนดความต้องการของระบบใหม่ ซ่ึงนักวิเคราะห์ระบบจะต้องใช้
เทคนิคในการเก็บขอ้ มลู ไดแ้ ก่ศกึ ษาเอกสารท่ีมีอยู่ ตรวจสอบวิธกี ารทางานในปัจจุบัน
ขน้ั ตอนท่ี 4 : การออกแบบ (Design)
ในระยะแรกของการออกแบบ นกั วิเคราะห์ระบบจะนาการตัดสินใจ ของฝ่ายบริหารที่ได้จาก
ข้ันตอนการวิเคราะห์การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ด้วย (ถ้ามีหรือเป็นไปได้)
หลังจากนั้นนักวิเคราะห์ระบบจะนาแผนภาพต่างๆ ที่เขียนข้ึนในข้ันตอนการวิเคราะห์มาแปลงเป็น
แผนภาพลาดบั ข้ัน (แบบต้นไม้) ดังรูปข้างล่าง เพ่ือให้มองเห็นภาพลักษณ์ท่ีแน่นอนของโปรแกรมว่ามี
ความสัมพันธ์กัน และโปรแกรมอะไรบ้างท่ีจะต้องเขียนในระบบ หลังจากนั้นก็เริ่มตัดสินใจว่าควรจะ
จัดโครงสร้างจากโปรแกรมอย่างไร การเช่ือมระหว่างโปรแกรมควรจะทาอย่างไร ในข้ันตอนการ
วเิ คราะห์นักวเิ คราะห์ระบบต้องหาวา่ "จะตอ้ งทาอะไร " แต่ในข้ันตอนการออกแบบต้องรู้ว่า " จะต้อง
ทาอย่างไร
ขั้นตอนท่ี 5 : การพัฒนาระบบ (Construction)
ในข้ันตอนนีโ้ ปรแกรมเมอร์จะเริ่มเขียนและทดสอบโปรแกรมว่า ทางานถูกต้องหรือไม่ ต้องมี
การทดสอบกบั ข้อมูลจรงิ ทเี่ ลอื กแลว้ ถา้ ทุกอย่างเรียบร้อย เราจะได้โปรแกรมที่พร้อมท่ีจะนาไปใช้งาน
จริงต่อไป หลังจากน้ันต้องเตรียมคู่มือการใช้และการฝึกอบรมผู้ใช้งานจริงของระบบระยะแรกใน
ขั้นตอนน้ีนักวิเคราะห์ระบบต้องเตรียมสถานที่สาหรับ เครื่องคอมพิวเตอร์แล้วจะต้องตรวจสอบว่า
คอมพวิ เตอรท์ างานเรียบรอ้ ยดี
ขนั้ ตอนที่ 6 : การปรบั เปล่ยี น (Construction)
ข้ันตอนน้ีบริษัทนาระบบใหม่มาใช้แทนของเก่าภายใต้การดูแลของนักวิเคราะห์ระบบ การ
ป้อนขอ้ มูลต้องทาใหเ้ รยี บร้อย และในทสี่ ดุ บริษัทเริ่มต้นใช้งานระบบใหม่นี้ได้ การนาระบบเข้ามาควร
17
จะทาอย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย ท่ีดีท่ีสุดคือ ใช้ระบบใหม่ควบคู่ไปกับระบบเก่าไปสักระยะหนึ่ง
โดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกันแล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์ว่าตรงกันหรือไม่ ถ้าเรียบร้อยก็เอาระบบเก่าออกได้
แล้วใช้ระบบใหม่ต่อไป
ข้นั ตอนท่ี 7 : บารุงรกั ษา (Maintenance)
การบารงุ รักษาไดแ้ ก่ การแก้ไขโปรแกรมหลังจากการใช้งานแล้ว สาเหตุท่ีต้องแก้ไขโปรแกรม
หลงั จากใชง้ านแล้ว สาเหตทุ ตี่ ้องแกไ้ ขระบบส่วนใหญ่มี 2 ข้อ คือ 1. มปี ัญหาในโปรแกรม ( Bug) และ
2. การดาเนินงานในองค์กรหรือธุรกิจเปลี่ยนไป จากสถิติของระบบท่ีพัฒนาแล้วท้ังหมดประมาณ
40% ของค่าใช้จ่ายในการแก้ไขโปรแกรม เน่ืองจากมี " Bug" ดังน้ันนักวิเคราะห์ระบบควรให้
ความสาคญั กบั การบารุงรกั ษา ซ่งึ ปกตจิ ะคิดวา่ ไมม่ ีความสาคัญมากนัก
2.1.5.1 ยสู เคสไดอะแกรม (Use Case Diagram)
ยูสเคสไดอะแกรม คือ แผนภาพที่แสดงการทางานของผู้ใช้ระบบ (User) และความสัมพันธ์
กับระบบย่อย (Sub systems) ภายในระบบใหญ่ ในการเขียน Use Case Diagram ผู้ใช้ระบบ
(User) จะถูกกาหนดว่าให้เป็น Actor และ ระบบย่อย (Sub systems) คือ Use Case จุดประสงค์
หลกั ของการเขียน Use Case Diagramก็เพื่อเล่าเร่ืองราวท้ังหมดของระบบว่ามีการ ทางานอะไรบ้าง
เปน็ การดงึ Requirement หรือเร่อื งราวต่าง ๆ ของระบบจากผู้ใช้งาน ซึ่งถือว่าเป็น จุดเร่ิมต้นในการ
วเิ คราะห์และออกแบบระบบ สัญลกั ษณ์ที่ใช้ใน ยูสเคสไดอะแกรม จะใช้สัญลักษณ์ รูปคนแทน Actor
ใช้สัญลักษณ์วงรีแทน Use Case และใช้เส้นตรงในการเช่ือม Actor กับ Use Case เพื่อแสดงการใช้
งานของ Use Case ของ Actor นอกจากนั้น Use Case ทุกๆ ตัวจะต้องอยู่ ภายในส่ีเหลี่ยมเดียวกัน
ซง่ึ มชี ่ือของระบบระบอุ ยู่ด้วย
1) วัตถุประสงค์ของ Use Case Diagram
1.1 อธบิ ายเรือ่ งราวของ Problem Domain
2) ประโยชนข์ อง Use Case Diagram
2.1 ชว่ ยใหผ้ พู้ ัฒนาระบบสามารถแยกแยะกจิ กรรมที่อาจเกิดขึ้นในระบบ
2.2 เปน็ Diagram พน้ื ฐานทสี่ ามารถอธิบายส่ิงต่างๆ ได้โดยใช้รูปภาพที่
ไมซ่ บั ซอ้ น
2.3 ทราบความสามารถของระบบ
2.4 ทราบผใู้ ชง้ านในแตล่ ะสว่ นของระบบ
2.5 งา่ ยต่อการส่ือสารระหว่างลูกค้าและผู้พัฒนาระบบ
2.6 ใช้ทดสอบระบบว่าตรงตามความต้องการของระบบหรือไม่
2.7 Use Case Diagram จะมีประโยชน์มากถ้าผู้เขียนมีความเข้าใจ ใน
Problem Domain อยา่ งแทจ้ รงิ
3) Use Case Diagram ประกอบดว้ ย
3.1 Actor คือ ผู้ที่กระทากับระบบ อาจเป็นผู้ที่ทาการส่งข้อมูล, รับข้อมูล
หรอื แลกเปลี่ยนขอ้ มลู กับระบบ เชน่ ขอ้ มูลนักท่องเท่ียวที่ใช้งานทางโทรศัพท์
3.2 Use Case คือ หน้าที่หรืองานต่างๆในระบบ เช่น การเช็คข้อมูล
ผใู้ ชง้ านระบบ เป็นต้น
18
3.3 Relationship คือ ความสมั พันธร์ ะหวา่ ง Use Case กับ Actor
2.1.5.2 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง Use Case
ความสัมพันธ์ท่ีแต่ละ Use Case ภายในระบบเองมีความสัมพันธ์กันโดยความสัมพันธ์ของ
Use Case น้ัน สามารถแบ่งออกได้ 2 แบบ คือ Include หรือ uses และ Extends สัญลักษณ์
(Symbol)
ภาพที่ 2-8 สญั ลักษณ์ทีใ่ ชใ้ น Use Case Diagram
2.1.5.3 ความหมายของ Uses
การที่ Use Case หน่ึงเรียกใช้งาน Use Case อีกอันหน่ึงคล้ายๆ กับการเรียกใช้งาน
Program ย่อยโดย Programหลัก uses ของ uses case เหมือนกับ generalization เปรียบได้กับ
specialization class
การเขยี นสญั ลักษณแ์ ทนการ Uses ของ Use Case น้ัน ใช้สัญลกั ษณล์ กู ศรสามเหลี่ยมใสชี้ไป
ยัง Use Case ทถ่ี ูกเรยี กใช้งานและมคี าวา่ <<uses>> กากับบนเสน้ ลกู ศร
ภาพที่ 2-9 สญั ลกั ษณแ์ ทน Extend
2.1.5.4 ความหมายของ Extend
การที่ Use Case หนึ่งไปมีผลต่อการทางานตามปกติของอีก Use Case หน่ึงนั่นหมายถึงว่า
Use Case ท่ีมา Extend นั้นจะมีผลทาให้การดาเนินการของ Use Case ท่ีถูก Extend ถูกรบกวน
19
หรือมีการสะดุด หรือมีการเปล่ียนกิจกรรมไป เช่น กรณีที่บัตร ATM เสีย จะทาให้การถอนเงิน
ตามปกติของ ATM ต้องลม้ เหลว เปน็ ต้น
สญั ลักษณท์ ีใ่ ชแ้ ทน Extends ใน Use Case Diagram ก็คือ เสน้ ประพร้อมหัวลูกศร โดยเร่ิม
จาก Use Case ท่ี Extends ไปยงั Use Case ท่ีถกู Extends และมีคาวา่ <<extend>> กากับ
(ธนั วา สวุ รรณวงษ์,2563)
ภาพที่ 2-10 สญั ลักษณ์แทน Extend
2.1.6 พจนานกุ รมข้อมูล (Data Dictionary)
Data Dictionary คือ พจนานุกรมข้อมลู ท่ีแสดงรายละเอยี ดตารางข้อมลู ตา่ งๆ ใน
ฐานขอ้ มลู (Database) ซ่งึ ประกอบดว้ ยรเี ลชนั่ (Relation Name), แอตทรบิ วิ ต์ (Attribute), ช่อื
แทน (Aliases Name), รายละเอียดขอ้ มลู (Data Description), แอตทริบิวโดเมน (Attribute
Domain) ฯลฯ ทาให้สามารถคน้ หารายละเอียดท่ีตอ้ งการไดส้ ะดวกมากยิ่งข้นึ พจนานกุ รมข้อมูล
เปน็ การผสมผสานระหว่างรปู แบบของพจนานุกรมโดยทวั่ ไปและรูปแบบของขอ้ มลู ในระบบงาน
คอมพวิ เตอร์ เพ่ืออธบิ ายชนิดของขอ้ มูลแตล่ ะตวั ว่าเป็น ตวั เลข อกั ขระ ขอ้ ความ หรือวนั ท่ี เปน็ ต้น
เพื่อช่วยในการอธิบายรายละเอยี ดต่างๆ ในการอ้างองิ หรือคน้ หาท่เี กย่ี วกับ ขอ้ มลู หรือจะเรยี ก ง่ายๆ
ว่า Data Dictionary คือ เอกสารทีใ่ ช้อธิบายฐานข้อมูลหรือการจัดเกบ็ ฐานข้อมูล
1) ประโยชน์ของ Data Dictionary
1.1 จัดเก็บรายละเอียดข้อมูล
1.2 แสดงความหมายที่เก่ยี วกบั ระบบ
1.3 ทาเอกสารทบ่ี อกคุณลกั ษณะของระบบ
1.4 หาข้อบกพร่องและส่งิ ที่หายไปจากระบบ
2) สว่ นประกอบของ Data Dictionary
2.1 ขอ้ มูลย่อย (Data Element) สว่ นประกอบพ้นื ที่ ที่ไมส่ ามารถแบง่ ให้เล็กลงได้
2.2 โครงสร้างขอ้ มลู (Data Structure) สร้างข้ึนโดยการนาส่วนย่อยของข้อมูล ตั้งแต่
1 ตัวขน้ึ ไป ทสี่ ัมพนั ธ์กนั มารวมเขา้ ดว้ ยกัน
2.1.7 การกาหนดประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
ความหมายการกาหนดประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง
การเลือกกลมุ่ ตวั อย่างเป็นกิจกรรมสาคัญอย่างหนึ่งในข้ันของการเก็บรวบรวม ข้อมูล เพ่ือให้
ได้ข้อมลู ท่ถี ูกตอ้ ง เพอื่ เป็นตวั แทนของข้อมลู ทง้ั หมดในการวจิ ัย เพราะฉะน้ันจะต้อง พยายามทาให้ข้อ
ค้นพบท่ีได้จากการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างมีค่าเท่ากับหรือใกล้เคียงกับข้อค้นพบท่ี ศึกษาจากกลุ่มใหญ่
หรือจากประชากร การที่จะให้ได้ผลลัพธ์เช่นน้ีได้ ผู้วิจัยจะต้องเลือกตัวอย่างให้ เป็นตัวแทนของ
20
ประชากร การที่จะทาให้กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนของประชากรได้ดีเพียงไรนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับเทคนิค
การสมุ่ ขนาดของตัวอยา่ ง และเคร่อื งมอื ในการเกบ็ ข้อมลู
ประชากร (Population) หมายถึง สมาชิกทั้งหมดท่ีต้องการจะศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นคน สัตว์
หรอื สิง่ ของ หรือหมายถึงสิ่งนั้นๆ ทง้ั หมดท่อี ยู่ในข่ายการพิจารณา เช่น “ การศึกษาค่านิยมทางสังคม
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในเขตการศึกษา 2 ปีการศึกษา 2557” จากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ในเขตการศึกษา 2 ทุกคน ที่ศึกษา อยู่ในปีการศึกษา 2557 “การศึกษาผลสัมฤทธ์ิในการเรียนวิชา
เรขาคณิตวิเคราะห์เบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจังหวัดชุมพร ปีการศึกษา 2555”
จากตัวอย่างน้ี ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในจังหวัดชุมพรทุกคนท่ีศึกษาอยู่ในปี
การศกึ ษา 2555
กลุ่มตัวอย่าง (Sample) หมายถึง สมาชิกบางส่วนของส่ิงที่ผู้วิจัยต้องการจะศึกษา โดยท่ี
บางสว่ นของสมาชกิ ทง้ั หมดน้ี เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด การเลือกตวั อยา่ งเพื่อใช้ในการวิจัย มี
ความสาคัญอย่างย่ิง ในการเลือกตัวอย่างจะต้องกระทาด้วยความรอบคอบ โดยคานึงถึงหลัก 2
ประการ คือ
1) ความเป็นตัวแทน (Representative ) หมายถึง ผู้ที่จะถูกเลือกมาเป็นตัวอย่าง
จะตอ้ งมคี ณุ ลกั ษณะและคณุ สมบตั เิ หมือนหรือใกล้เคียงกับประชากรที่ต้องการศึกษา โดยคุณลักษณะ
และคุณสมบัติต่างๆ ของสมาชิกในตัวอย่างจะแทนคุณลักษณะและคุณสมบัติต่างๆ ของสมาชิกใน
ประชากรท้ังหมด
2) ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (Sample size) จะต้องมีจานวนมากพอท่ีจะทดสอบความ
เชื่อมั่นทางสถิติได้ และมากพอท่ีจะอ้างสรุปไปสู่ประชากรท่ีต้องการศึกษาโดย ถ้ากลุ่มตัวอย่างที่ได้
เป็นตัวแทนของประชากรที่ต้องการศึกษาแล้ว ค่าสถิติ (Statistic) จะใกล้เคียงกับค่าพารามิเตอร์
(Parameter) มากที่สดุ (วชิ าการวิจัยทางการศกึ ษา, 2563)
2.1.8 แนวคิดและทฤษฎีเกยี่ วกบั ความพงึ พอใจ ความหมายของความพึงพอใจ
ความพึงพอใจว่าเป็นความรู้สึกรักชอบยินดีเต็มใจหรือมีเจตคติท่ีดีของบุคคลต่อสิ่งใดส่ิงหน่ึง
ความพอใจจะเกิดเม่ือได้รับตอบสนองความต้องการ ทั้ง ด้านวัตถุและด้านจิตใจ ความพึงพอใจเป็น
เร่ืองเก่ียวกับอารมณ์ ความรู้สึก และทัศนะของบุคคล อันเน่ืองมาจากส่ิงเร้าและส่ิงจูงใจโดยอาจ
เป็นไปในเชิงประเมินค่า ว่าความรู้สึกหรือทัศนคติต่อส่ิงเหล่าน้ันเป็นไปในทางลบหรือบวก (อุทัย
พรรณสดุ ใจ, 2545)
ส่งิ ท่ีควรจะเป็นไปตามความต้องการ ความพงึ พอใจเปน็ ผลของการแสดงออกของทัศนคติ ของ
บุคคลอีกรูปแบบหน่ึง ซ่ึงเป็นความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจที่มีประสบการณ์ที่มนุษย์เราได้รับ อาจจะ
มากหรอื น้อยก็ได้ และเป็นความรู้สึกที่มีต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่งซ่ึงเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ แต่ ก็เมื่อ
ได้สิ่งน้ันสามารถตอบสนองความต้องการหรือทาให้บรรลุจุดมุ่งหมายได้ ก็จะเกิดความรู้สึกบวก เป็น
ความรูส้ กึ ที่พึงพอใจแต่ในทางตรงกนั ขา้ มถ้าสิ่งน้นั สรา้ งความรสู้ กึ ผิดหวัง กจ็ ะทาให้เกิดความรู้สึก ทาง
ลบเปน็ ความรสู้ กึ ไม่พงึ พอใจ (กชกร เปา้ สุวรรณ และคณะ,2550)
2.1.8.1 ทฤษฎีจูงใจค้าจุน (Motivation Maintenance Theory) หรือทฤษฎีจูงใจ
สุขอนามัย (Motivation Hygiene Theory) เป็นทฤษฎีท่ีชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสาคัญ 2 ประการ ที่มี
21
ความสัมพันธ์กับความพึงพอใจและไม่พึงพอใจในการปฏิบัติงานปัจจัยท้ังสองได้แก่ ปัจจัยจูงใจ
(Motivation Factor) และปจั จัยสขุ อนามัย หรอื ปจั จยั ค้าจนุ (Hygiene Factor)
2.1.8.2 ปัจจยั จูงใจ (Motivation Factor) เปน็ ปัจจัยทเ่ี ก่ยี วกับงานทีป่ ฏบิ ตั โิ ดยตรงเป็น
ปัจจยั ท่ีจงู ใจให้บุคลากรในหน่วยงานเกิดความพึงพอใจ และปฏบิ ัติงานได้อย่างมปี ระสิทธิภาพยิง่ ขึ้น
ปจั จัยจงู ใจมี 5 ประการคือ
1) ความสาเร็จของงาน (Achievement)
2) การไดร้ บั การยอมรบั นบั ถือ (Recognition)
3) ความกา้ วหน้าในตาแหน่งการงาน (Advancement)
4) ลกั ษณะงานทปี่ ฏิบัติ (Work Itself)
5) ความรับผิดชอบ (Responsibility)
2.1.8.3 ปัจจัยค้าจุน (Hygiene Factor) เป็นปัจจัยที่ไม่ใช่สิ่งจูงใจ แต่เป็นปัจจัยท่ีจะค้า
จุนให้เกิดแรงจูงในการปฏิบัติงานของบุคคล ปัจจัยค้าจุนนี้เป็นส่ิงจาเป็นเพราะถ้าไม่มีปัจจัยเหล่าน้ี
บคุ คลในองค์กรอาจเกิดความไม่พึงพอใจในการปฏบิ ัติงาน ปจั จัยค้าจนุ 10 ประการ คอื
1) นโยบายและการบริหารงานของหน่วย (Company Policy And
Administration)
2) โอกาสทจี่ ะได้รบั ความก้าวหนา้ ในอนาคต (Possibility Growth)
3) ความสัมพันธส์ ่วนตัวกับผบู้ ังคับบัญชา ผใู้ ตบ้ งั คับบัญชา เพือ่ นรว่ มงาน
(Interpersonal Relation to Superior, Subordinate, Peer)
4) เงินเดอื น (Salary)
5) สถานะของอาชพี (Occupation)
6) ความเปน็ อยูส่ ว่ นตัว (Personnel Life)
7) ความม่ันคงในงาน (Security)
8) สถานการทางาน (Working Conditions)
9) เทคนคิ ของผู้นิเทศ (Supervisor Technical)
10) ความเปน็ อยสู่ ว่ นตัว (Personal Life) (Herzberg (2532 : 67-69)
2.1.8.4 ทฤษฎีท่ัวไปเกี่ยวกับการจูงใจ โดยมีสมมติฐานว่ามนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอ
และไม่มที ี่ส้นิ สดุ เมอ่ื ความต้องการใดไดร้ ับการตอบสนองแล้วความต้องการอย่างอ่ืนก็จะเข้ามาแทนท่ี
ความต้องการของคนเราอาจจะซ้าซ้อนกัน ความต้องการอย่างหนึ่งอาจจะยังไม่ทันหมดไป ความ
ต้องการอีกอย่างหน่ึงกจ็ ะเกิดขนึ้ ได้ ซึ่งความตอ้ งการจะเป็นไปตามลาดับดงั นี้
1) ความต้องการด้านสรีระ (Physiological Need) เป็นความต้องการขั้นมูล
ฐานของมนุษย์และเป็นสิ่งจาเป็นที่สุดสาหรับการดารงชีวิต ได้แก่ อาหาร อากาศ ที่อยู่อาศัย
เครอื่ งน่งุ หม่ ยารักษาโรค ความตอ้ งการการพกั ผอ่ น และความต้องการทางเพศ
2) ความตอ้ งการความปลอดภัย (Safety Need) เป็นความรสู้ ึกที่ต้องการความ
ม่นั คงปลอดภัยในชวี ติ ทง้ั ในปจั จุบนั และอนาคต ซึง่ รวมถึงความกา้ วหนา้ และความอบอนุ่ ใจ
3) ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Love and Belonging) เม่ือ
ความต้องการทางร่างกายและความต้องการความปลอดภัย ได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการ
22
ความรักและความเป็นเจ้าของก็จะเร่ิมเป็นสิ่งจูงใจที่สาคัญต่อพฤติกรรมของบุคคล ความต้องการ
ความรักและความเป็นเจ้าของ หมายถึง ความต้องการท่ีจะเข้าร่วมและได้รับการยอมรับ ได้รับความ
เปน็ มติ รและความรกั จากเพอ่ื นรว่ มงาน
4) ความต้องการการเห็นตนเองมีคุณค่า (Esteem Need) ความต้องการด้านนี้
เป็นความต้องการระดับสูงที่เก่ียวกับ ความอยากเด่นในสังคม ต้องการให้บุคคลอื่น รวมถึงความ
เชอ่ื มั่นในตนเอง ความรู้ ความสามารถ ความเป็นอิสระ และเสรภี าพ
5) ความต้องการท่ีจะทาความเข้าใจตนเอง (Need For Self Actualization)
เป็นความต้องการท่ีจะเข้าใจตนเองตามสภาพท่ีตนเองเป็นอยู่ เข้าใจถึงความสามารถ ความสนใจ
ความต้องการของตนเอง ยอมรับได้ในส่วนที่เป็นจุดอ่อนของตนเอง (Maslow (1954: 35 46)
McGregor กล่าวว่าโอกาสท่ีครูจะได้รับการตอบสนองส่ิงจูงใจมากหรือน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับ
ผ้บู รหิ ารโรงเรียนเป็นสาคัญ ดังนั้นจึงเป็นการสมควรท่ีจะได้รับทราบถึงข้อสมมติฐานท่ีเกี่ยวกับตัวคน
ในทัศนะของผ้บู รหิ าร ทัง้ นเี้ พราะการทีผ่ ู้บริหารโรงเรียนจะเปดิ โอกาสใหค้ รูมีโอกาสตอบสนองส่ิงจูงใจ
มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมข้ึนอยู่กับลักษณะของข้อสมมุติฐานหรือความเชื่อของผู้บริหารที่มีต่อตัวคน
ขอ้ สมมตุ ิฐานทง้ั สอง คือทฤษฎี X และทฤษฎี Y ซ่ึงเปรียบเทียบลักษณะของคนให้เห็นในสองทัศนะท่ี
แตกตา่ งกัน
2.1.8.5 ทฤษฎี X
1) มนุษยป์ กติไมช่ อบทางานและจะพยายามหลกี เล่ยี งเม่ือมีโอกาส
2) โดยเหตุท่ีมนุษย์ไม่ชอบทางานดังกล่าว ดังนั้น เพ่ือให้คนได้ปฏิบัติงานให้
บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ จึงต้องใช้วิธี การบังคับ ควบคุม สั่งการ หรือ ข่มขู่ด้วยวิธีการลงโทษ
ต่างๆ
3) มนษุ ยโ์ ดยปกตจิ ะเหน็ แก่ตัวเองเปน็ สาคัญ จนกระทั่งไมเ่ อาใจใส่ในความต้อง
ขององคก์ ารเทา่ ที่ควร
4) มนุษย์มักมีท่าทีต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และมีความต้องการความมั่นคงใน
การทางานเหนอื ว่าสงิ่ อ่ืนใด
5) มนุษย์เมื่อเข้ามาทางานมักจะขาดความปราดเปรียว และมักจะถูกพวกไม่
เอาไหนชกั นาไปในทางเสอื่ มเสยี ได้งา่ ย
ความเช่ือเก่ียวกับทัศนะของคนทั้ง 5 ประการ นี้กาลังจะสูญไปจากสังคมปัจจุบันเพราะการ
บริหารงานแบบนี้ไม่มีส่วนช่วยส่งเสริมในทางท่ีดีต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ ให้เกิดความพึงพอใจในการ
ทางาน จึงต้องทาความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ให้ดีกว่าท่ีพบในข้อสันนิษฐานของทฤษฎีX นี้
McGregor ได้นาแนวความคิดของ Maslow และนาเอาทฤษฎีจูงใจของ Herzberg มาเป็น
ขอ้ สนับสนุน ข้อสันนษิ ฐานใหม่เกีย่ วกบั พฤตกิ รรมของมนษุ ย์โดยเรยี กข้อสันนษิ ฐานใหมน่ ว้ี ่า ทฤษฎีY
2.1.8.6 ทฤษฎี Y
1) คนโดยท่ัวไปมิใช่ว่าจะรังเกียจหรือไม่ชอบทางานเสมอไป คนอาจถือว่าเป็น
สิ่งที่สนุกสนาน หรือให้ความเพลิดเพลินได้ด้วยงานต่างๆ จะเป็นส่ิงท่ีดีหรือเลว ย่อมข้ึนอยู่กับสภาพ
ของการควบคุม และการจดั การอยา่ งเหมาะสม กจ็ ะเป็นสิ่งหนงึ่ ที่สามารถตอบสอนงส่งิ จูงใจของคนได้
23
2) การออกคาสั่ง การควบคุม การปูนบาเหน็จรางวัล การลงโทษทางวินัย มิใช่
เป็น วิธีเดียวท่จี ะใหค้ นปฏบิ ตั ิ เพื่อให้บรรลวุ ัตถุประสงคข์ องงาน คนเราจะปฏบิ ัตงิ านตามเป้าหมาย
ของ องค์กรตอ่ เมื่อเขามคี วามศรัทธาต่อวตั ถุประสงค์ขององคก์ ารนัน้
3) ด้วยเหตผุ ลดังกล่าว การทีค่ นยนิ ดีผกู มดั ตนเองต่องานขององค์การ ย่อมมีผล
ทา ให้งานดงั กล่าวเปน็ ส่ิงทมี่ ีความสมั พันธก์ บั สงิ่ จงู ใจท่จี ะปฏิบตั งิ าน
4) ถ้าหากงานต่างๆ ได้มีการจัดอย่างเหมาะสมแล้วคนงานจะยอมรับงาน
ดังกล่าว และอยากทจ่ี ะรบั ผิดชอบในผลสาเรจ็ ของงานนน้ั ดว้ ย
5) ถ้าหากได้มีการเข้าใจถึงคนโดยถูกต้องแล้วจะเห็นได้ว่า คนโดยท่ัวไปจะมี
คุณสมบัติที่ดี คือ มีความคิดความอ่านท่ีดี มีความฉลาดและมีความคิดริเริ่มท่ีจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ
ขององค์การได้อย่างดี (McGregor, 1960 : 33 48)
2.2 เทคโนโลยที ีน่ ามาใช้ในการพฒั นาระบบ
2.2.1 เวริ ด์ เพรสส์ (WordPress)
ภาพท่ี 2-11 โปรแกรมเวริ ์ดเพรสส์ (WordPress)
2.2.1.1 ความหมายของโปรแกรมเวิร์ดเพรสส์ (WordPress)
โปรแกรมท่ีช่วยในการสร้าง และบริหารเว็บไซต์แบบสาเร็จรูป ท่ีเราสามารถติดตั้งบนเว็บ
serverเพ่ือสร้างเว็บไซต์ blog หรือ community ซ่ึงจะมีระบบจัดการบทความ (Content
Management System : CMS ) หรือมรี ะบบหลงั บา้ นไวช้ ว่ ยในการจดั การข้อมูล ทาให้ง่ายต่อการใช้
งานย่ิงขึ้น ถือเป็นอีกทางเลือกท่ีน่าสนใจมาก สาหรับคนที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม
ธุรกิจขนาดเล็กจนถึงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะ เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) มีฟังก์ชั่นมากมายท่ี
สามารถตอบโจทยค์ วามตอ้ งการตา่ งๆของเราได้
2.2.1.2 ประโยชน์ของโปรแกรม
1) คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว และสวยงาม โดยไม่ต้องเสียเวลา
ออกแบบ หรอื ตกแต่งธีมให้วุ่นวาย
2) เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) มี ปล๊ักอิน (Plugins) มากมาย ช่วยให้เว็บไซต์มี
ประสทิ ธิภาพมากขึ้น สวยงามยิง่ ขน้ึ และตอบ โจทย์ตรงตามความตอ้ งการของเราได้
24
3) ง่ายต่อการเรียนรู้สาหรับผู้เร่ิมต้น เพราะมีเมนูที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย เหมาะ
แกก่ ารศกึ ษา และต่อยอดได้ในอนาคต
4) มีการอัพเดต เวอร์ช่ัน (Version) เพื่อเพ่ิมฟังก์ชันใหม่ๆ ให้มีความทันสมัย
และน่าใช้อยู่เสมอ
5) เวริ ์ดเพรสส์ (WordPress) มปี ระสทิ ธิภาพในการทาให้เว็บไซด์ติดอันดับหน้า
แรกๆ ในการค้นหาด้วย Search Engine อย่าง Google หรือที่เรียกว่า การทา SEO (Search
engine optimization) เพราะมีโครงสร้างต่างๆ รวมถึงเครื่องมือ ที่มีมาให้นั้นช่วยให้ผู้ใช้งาน
ปรับแต่งไดส้ ะดวกมากย่ิงขน้ึ เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) ประกอบดว้ ย
5.1 เวิร์ดเพรสส์คอร์ (WordPress Core) คือ ตัวขับเคลื่อนหลัก
เปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักของรถทุกคัน โดยสามารถดาวน์โหลด เวิร์ดเพรสส์ (WordPress)เวอร์
ชั่นลา่ สุดไดท้ ่ี WordPress.org และ th.wordpress.org สาหรบั เวอร์ชั่นภาษาไทย
5.2 Themes เปน็ ส่วนแสดงผลภายนอก แล้วยงั มีฟังช่ันเสริมต่างๆ มาด้วย
เปรียบเสมือนดีไซน์ของรถซึ่งแต่ละบริษัทก็จะออกแบบมาแตกต่างกัน มีฟังก์ช่ันพิเศษต่างกัน มีทั้งธีม
ฟรีและธีมแบบพรีเมี่ยมสามารถดาวน์โหลดธีมฟรีได้จาก https://wordpress.org/themes ซ่ึงเป็น
แหล่งรวมธมี จากนกั พฒั นาท่วั โลกสง่ ธมี ของตัวเองขึ้นไปให้เราสามารถติดต้ัง ใช้ได้ฟรีจากหน้าควบคุม
ของ เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) เลย หรือใช้ กูเกิล (Google) ในการเสริช Word Press Free
Theme แล้วตามด้วยประเภทของธีมที่ต้องการ เช่น WordPress Free Fashion Theme เป็นต้น
สาหรับเว็บที่ทาธีมแบบพรีเมี่ยมมาขายก็มีเยอะเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีตลาดธีมที่ใหญ่ที่สุด คือ
Themeforest.net ทม่ี ธี ีมมากกว่า 6,000+ ธีม ใหเ้ ราเลอื กซือ้ และดาวน์โหลด ขอ้ แตกต่างระหว่างธีม
ฟรแี ละพรเี มย่ี มนนั้ นอกจากในเรอ่ื งของฟังชน่ั เสรมิ แล้ว ยังมีในเร่ืองของการซัพพอร์ตจากคนเขียนธีม
การอัพเดต ที่ธีมแบบพรเี มย่ี มจะใหไ้ ดม้ ากกว่า
5.3 Plugins คือ ส่วนเสริมของ เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) ที่ช่วยเพ่ิม
ความสามารถให้กับเว็บ เปรียบเสมือนการอัพเกรดเคร่ืองยนต์ให้ทางานในแบบที่เราต้องการ หรือ
แม้แต่ดัดแปลงการสาหรับการใช้งานเฉพาะด้าน เช่น ปล๊ักอิน Seed Social ที่ใช้แชร์บทความไปยัง
Social Network ของไทยท่ีสามารถแชรไ์ ปท่ี Line ได้ด้วย ธีมพรีเมี่ยมมักจะมีฟังช่ันเสริมมากมายทา
ให้เราลดการติดตั้งปล๊ักอินลงไป เพราะการติดต้ังปล๊ักอินมากๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องดี เพราะเมื่อมีการ
อัพเกรดในบางคร้ังก็อาจจะมกี ารกระทบกบั การทางานกับส่วน อ่ืนๆ ท้ังกับธีมหรือปลั๊กอินด้วยกันเอง
ทาใหย้ ุ่งยากในการบารงุ รกั ษา
2.2.1.3 ความแตกต่างระหวา่ ง WordPress.com และ WordPress.org
wordpress.com น้ันก็เหมือนกับผู้บริการบล็อกฟรีท่ัวไป เช่น Blogger ของ Google, Tumbr หรือ
แม้แตข่ องไทยอยา่ ง Bloggang ของเว็บ Pantip โดย Word Press ก็จะให้บริการพ้ืนที่ฟรีสาหรับการ
เขยี นบลอ็ ก โดยก็จะมีรูปแบบของเว็บที่เรียกว่า ธีม ให้เราเลือกหน้าตาเว็บไซต์ และมีโดเมนให้พร้อม
โดยเหมือนบลอ็ กทั่วไป ที่โดเมนนั้นก็จะมี .wordpress.com ต่อท้าย แต่แทบจะไม่มีความยืดหยุ่นใน
25
การปรบั แตง่ มากนัก ถงึ แม้จะเสียค่าบริการรายปี อาจจะได้แค่ปรับแต่ง CSS และสีสันหรือตัวหนังสือ
ในบางตาแหนง่ เท่านน้ั และจานวนธีมที่สามารถใชไ้ ดก้ ็ยงั มจี านวนจากดั
wordpress.org โดยจะมีลักษณะเหมือนกับ WordPress.com แทบทุกประการ เพียงแต่
WordPress.org นี้ จะนาเอาตัวหลักท่ีอยู่เบ้ืองหลังการขับเคลื่อน WordPress.com ออกมาให้ดาวน์
โหลดไปใช้งาน โดยจะต้องไปหาส่วนประกอบอื่นๆ เอง ทั้งพ้ืนท่ี (โฮ้สต์) โดเมน ธีม และปล๊ักอิน แต่
ข้อดีของมันก็คือ สามารถที่จะปรับแต่งได้แบบอิสระ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ปรับแต่ง ซ่ึงเว็บก็
จะพยายามช่วยให้ผู้อ่านสามารถปรับแต่ง WordPress ได้โดยใช้โค้ดให้น้อยท่ีสุด ซ่ึงแม้ว่าจะไม่ได้
ศึกษามาทางด้านโค้ดโปรแกรม ก็จะสามารถมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองสวยๆ ได้ง่ายๆ แน่นอน (www.
wpthaiuser.com/wordpress-is )
2.2.2 ปลั๊กกอนิ (Plugins)
ปลัก๊ อินใน เวริ ด์ เพรสส์ (WordPress) คอื ซอฟตแ์ วรท์ ่ีจาเป็นตอ้ งมนี ่นั เอง เป็นส่ิงท่ีจะช่วยให้
เว็บไซตข์ องคณุ มีคุณภาพมากขึ้น ทาให้คุณได้ใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ของคุณอย่างเต็มประสิทธิภาพ
เปน็ ตวั ช่วยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะความสวยงาม ในด้านการตกแต่งเว็บไซต์ ความรวดเร็ว ช่วยลดแคช
ในหน้าต่างๆ ท่ีมีผลต่อการโหลดหน้าน้ันๆ ข้ึนมา หรือความสะดวก ในการจัดการ วางแผน และ
เช่ือมต่อกับโซเชียลอื่นๆ เป็นส่ิงท่ีมือใหม่ทุกคนควรที่จะเรียนรู้และศึกษา เพื่อท่ีต่อไปจะหาปล๊ักอิน
ใหมๆ่ ทเ่ี ข้ากับตัวเวบ็ ไซต์และการใชง้ านท่คี ุณอยากไดต้ ดิ เวริ ด์ เพรสส์ (WordPress) ไว้
2.2.2.1 Elementor Page Builder
Elementor คือ ปลั๊กกอิน (Plugins) ประเภท Page Builder ของเว็บสาเร็จรูป เวิร์ดเพรสส์
(WordPress) ช่วยให้ผู้สร้างเว็บไซต์สามารถออกแบบหน้าเว็บไซต์ของตัวเองได้อย่างง่ายๆ โดยที่ไม่
ต้องเขียน Code Elementor เหมาะสาหรับคนท่ีไม่ถนัดในการเขียนCode เพราะในการสร้าง
เวบ็ ไซตด์ ้วยElementor จะใช้หลักการลาก และ วาง แลว้ สามารถมีหน้าเวบ็ ได้เลยเพอื่ ใหผ้ ทู้ ี่ไม่เคย
ทาหน้าเวบ็ มาก่อน สามารถสรา้ งเว็บไดอ้ ย่างงา่ ยๆ และสามารถเห็นหน้าเว็บที่แสดงไดท้ นั ที
(https://training.elementorthaireseller.com/what-is-elementor)
Landing Page คือ เพจท่ีต้องการความสนใจพิเศษ ไม่จาเป็นจะต้องเป็นหน้า Homepage
แต่เพียงอย่างเดียว อาจจะเป็น Salepage หรือ Event, About, Contact, Portfolio ต่างๆ เหล่านี้
สามารถที่จะทาให้น่าสนใจด้วย Page Builder ได้ ซึ่งก็จะทาให้ได้ความรู้สึกท่ีแตกต่างจากการพิมพ์
ขอ้ ความแล้วแทรกภาพซ้ายขวาแบบเดิมๆ
คณุ สมบตั ิ
1) Live Editor สามารถทางานได้แบบเสมือนจริงทุกขั้นตอนไม่ต้องออก
จากหนา้ Live
2) Drag & Drop ลากวาง Wiget, Section, Column, Resize ได้โดย
อตั โนมตั ิ
3) Column Gap เพ่มิ ระยะห่างระหว่างเนื้อของแต่ละคอลัมน์ในเซคช่ันโดย
อตั โนมัติ
26
4) สามารถกาหนดความสูงขั้นต่าของเซคชั่นได้ หรือจะกาหนดให้เต็มขนาด
หนา้ จอโดยอัตโนมตั กิ ็ได้
5) กาหนดการวางเน้ือหาในคอลัมน์อัตโนมัติระหว่าง ชิดบน ระกว่างกลาง
และชดิ ลา่ ง ทาใหจ้ ัดหนา้ ได้เร็วขนึ้
6) 400+ Fonts Awesome Icons
7) 600+ Google Fonts
8) รองรบั Responsive
9) Parallax (เลอื กพนื้ หลังเป็นแบบ Fixed)
10) สามารถใช้งานร่วมกับ Widget ทม่ี อี ย่ไู ด้
11) No coding
12) Free & Open Source
2.2.2.2 Simple WordPress Membership
ปล๊ักอินสาหรับสมาชิก เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) ที่ยืดหยุ่นและใช้งานง่ายสาหรับการ
นาเสนอเน้ือหาพรีเมียมและฟรีจากเว็บไซต์ เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) ป็นสมาชิกอย่างง่ายช่วยให้
สามารถปกปอ้ งโพสตแ์ ละเพจได้ดงั นัน้ มีเพียงสมาชกิ เท่านัน้ ทีส่ ามารถดูเนอื้ หาท่ีมีการปอ้ งกนั ได้
(https://wordpress.org/plugins/Simple WordPress Membership)
2.2.2.3 Seed Fonts
เป็นปล๊ักอินช่วยจัดการในเรื่องของฟอนต์ของ เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) ท่ีถูกพัฒนาจาก
ทมี งานคนไทยและให้ใช้บริการฟรี โดยมีรายการฟอนต์ (Font Family) ให้เลือกท้ังภายในตัวปลั๊กอิน
เองหรือเลือกจากกูเกิลฟอนต์ (Google Fonts) สามารถนามาใช้โดยทาการเปลี่ยนฟอนต์ทั้งในส่วน
ของสว่ นหวั (Header) หรอื สว่ นเนื้อหา (Paragraph) หนา้ ตาเว็บไซต์ก็จะเปลี่ยนไปทาให้สวยงามและ
น่าสนใจมากยงิ่ ข้นึ (https://wordpress.org/plugins/Seed Fonts)
2.2.2.4 Sassy Social Share
ช่วยให้ผู้ใช้เว็บไซต์ สามารถแชร์เน้ือหาผ่าน Facebook, Twitter, Google, Linkedin,
Whatsapp, Tumblr, Pinterest, Reddit, Parler, Gab และบริการแชร์และบุ๊คมาร์กบนโซเชียลอีก
กวา่ 100 รายการนี่คือปล๊ักอินการแบ่งปันทางสังคมที่ง่ายและราบรื่นที่สุดพร้อมไอคอนเวกเตอร์ที่ดูดี
และเหมาะสมท่สี ุด (https://wordpress.org/plugins/ Sassy Social Share)
2.2.2.5 Post Views Counter
Post Views Counter ช่วยให้สามารถแสดงจานวนคร้ังท่ีมีการดูโพสต์เพจหรือประเภท
โพสต์ทีก่ าหนดเองดว้ ยปล๊ักอินท่ีเรียบงา่ ยรวดเร็วและใชง้ านง่ายสาหรับข้อมูลเพ่ิมเติมโปรดดูหน้าปล๊ัก
อนิ ที่ Factory หรือฟอรม์ การสนับสนุนปล๊ักอิน
(https://wordpress.org/plugins/Post Views Counter)
2.2.2.6 Easy Google Fonts
วิธีที่ง่ายและสะดวกในการเพิ่มแบบอักษร Google ท่ีกาหนดเองให้กับธีม เวิร์ดเพรสส์
(WordPress) ใดๆโดยไม่ต้องเข้ารหัส ปล๊ักอินน้ีทางานร่วมกับ WordPress Customizer เพ่ือให้
สามารถดูตัวอย่างแบบอักษรของ กูเกิล (Google) บนไซต์ได้แบบเรียลไทม์ เข้ากันได้กับทุกธีม
27
นอกจากนี้ยังช่วยให้สร้างการควบคุมฟอนต์เฉพาะธีมที่กาหนดเองในพ้ืนที่การตั้งค่าผู้ดูแลระบบเพ่ือ
ควบคุมตัวเลือก css เม่ือสร้างแล้วการควบคุมแบบอักษรท่ีกาหนดเองเหล่าน้ีจะพร้อมใช้งานทันทีใน
เคร่ืองมือปรับแต่งโดยไม่จาเป็นต้องเข้ารหัส (https://wordpress.org/plugins/Easy Google
Fonts)
2.2.2.7 Disqus for WordPress
Disqus เป็นระบบการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับความนิยมมากท่ีสุดในเว็บซ่ึงได้รับความ
ไว้วางใจจากผู้เผยแพร่โฆษณานับล้านเพื่อเพ่ิมจานวนผู้ชมและการเข้าชมและสร้างรายได้จากเนื้อหา
Disqus ช่วยให้ผู้เผยแพร่โฆษณาทุกขนาดมีส่วนร่วมโดยตรงกับผู้ชมเพ่ือสร้างความภักดีรักษาผู้อ่าน
และสง่ เสริมชุมชนทเี่ จริญรุ่งเรือง ปลั๊กอิน Disqus สาหรับ เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) ช่วยให้เจ้าของ
เว็บไซต์และนักพัฒนาสามารถเพิ่ม Disqus ลงในเว็บไซต์ของตนได้อย่างง่ายดายโดยแทนท่ีระบบ
แสดงความคิดเห็นเร่ิมต้นของ WordPress Disqus ติดตั้งในไม่ก่ีนาทีและนาเข้าความคิดเห็นท่ีมีอยู่
โดยอตั โนมัติ (https://wordpress.org/plugins/ Disqus for WordPress)
2.2.2.8 Chat Button by GetButton.io
ปุ่มแชทโดย GetButton จะพาผู้เย่ียมชมเว็บไซต์ไปยังแอพส่งข้อความเช่น Facebook
Messenger หรอื WhatsApp และช่วยใหเ้ ริ่มการสนทนาได้ หลงั จากนั้นท้ังผดู้ ูแลระบบและ
นักท่องเที่ยวสามารถติดตามการสนทนาไดท้ ุกท่ีทุกเวลา
(https://wordpress.org/plugins/whatshelp-chat-button)
2.2.2.9 Kirki Customizer Framework
Kirki ช่วยให้นกั พัฒนาธีมสร้างธีมได้เร็วและง่ายขึ้น ด้วยการควบคุมแบบกาหนดเองมากกว่า
30 รายการตั้งแต่ตัวเล่ือนแบบธรรมดาไปจนถึงการควบคุมการพิมพ์ที่ซับซ้อนด้วยการรวม Google-
Fonts และคุณสมบัติต่างๆเช่นการสร้างสคริปต์ CSS และ post Message อัตโนมัติ Kirki ทาให้การ
พัฒนาธมี เปน็ เรือ่ งงา่ ย (https://wordpress.org/plugins/ Kirki Customizer Framework)
2.2.3 โปรแกรม ดราวดอทไอโอ (draw.io)
เป็นเคร่ืองมือออกแบบไดอะแกรมต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ได้เลย โดยไม่ต้องลงโปรแกรม ผ่าน
เว็บไซต์ www.draw.io และไมจ่ าเป็นตอ้ งสมคั รสมาชิกและที่สาคัญคือสามารถใช้งานได้ฟรี! สามารถ
บันทึกลงในเคร่ืองคอมพิวเตอร์ได้ทันที ท้ังสะดวก และใช้งานง่าย ดราวดอทไอโอ (draw.io) มีความ
เก่ียวข้องกับSoftware Engineering คือเป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างไดอะแกรม Flow Chart ในส่วนของ
การออกแบบระบบ เมื่อเก็บความต้องการของลูกค้าแล้ว ก่อนท่ีจะนาไปให้ฝ่ัง โปรแกรมเมอร์เขียน
โปรแกรม จะตอ้ งมีการออกแบบเพื่อใหเ้ ข้าใจตรงกัน และเข้าใจกระบวนการทางาน
(https://www.glurgeek.com/education/draw-io)
2.2.4 โปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010
โปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010 เป็นโปรแกรมหน่ึงในตระกูล Microsoft Office
เหมาะสาหรับการจดั สรา้ งงานนาเสนอข้อมูล (Presentation) สาหรับนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นงานได้หลาย
ประเภท เชน่ การนาเสนอข้อมูลสินค้าและบริการ การจัดทา Slide Show การออกแบบแผ่นพับ เป็น
ตน้
หลกั การทางานของโปรแกรม ไมโครซอฟตเ์ พาเวอรพ์ ้อยท์ (Microsoft PowerPoint)
28
สาหรบั หลักการทางานของ Presentation ที่สร้างจาก PowerPoint จะสร้างออกเป็น slide
ย่อย ๆ แต่ละ slide สามารถใส่ข้อมูล รูปภาพ ภาพเคล่ือนไหว หรือเสียง เพื่อสร้างความน่าสนใจ
เพิ่มขึ้น นอกจากน้ียังสามารถกาหนดให้ Presentation นาเสนอออกมาแบบในรูปแบบอัตโนมัติได้
โดยไม่จาเป็นต้องมีการกดเลือกให้แสดงทีละ slide ก่อนเริ่มต้นสร้าง Presentation ควรกาหนด
รูปแบบของ Presentation ของเราก่อนว่า ต้องการให้แสดงออกในรูปแบบใด เช่น ต้องการให้ส่วน
ด้านบน แสดงเป็นชื่อหัวข้อ ด้านล่างเป็นชื่อ บริษัท และฉากหลังให้แสดงเป็นสีน้าเงิน เป็นต้น แต่ถ้า
ยังคิดไมอ่ อก สามารถเลอื กรปู แบบจาก ตัวอย่าง Themes (เวอร์ช่ันเกา่ เรียกว่า Template)
2.2.5 โปรแกรม อะโดบีโฟโตชอปซีซี (Adobe Photoshop cc)
อะโดบีโฟโตชอปซีซี (Adobe Photoshop cc) เป็นโปรแกรมในตระกูล อะโดบี(Adobe)
เป็นโปรแกรมสร้างและแก้ไขรูปภาพอย่างมืออาชีพโปรแกรม อะโดบีโฟโตชอปซีซี ( Adobe
Photoshop cc) เปน็ โปรแกรมทมี่ เี ครื่องมือมากมายเพื่อสนับสนุนการสร้างงานประเภทสิ่งพิมพ์ งาน
วิดที ศั น์ งานนาเสนอ งานมลั ติมีเดีย ตลอดจนงานออกแบบและพัฒนาเวบ็ ไซตเ์ ขียนถงึ โปรเจคจบ
2.2.6 กูเกิลไซต์ (Google Site)
กูเกิลไซต์ (Google Site) คือโปรแกรมของ กูเกิล (Google) ทีใ่ ห้บริการสรา้ งเวบ็ ไซต์ฟรี
สามารถสรา้ งเวบ็ ไซต์ไดง้ ่าย ปรบั แตง่ รูปลกั ษณ์ได้อยา่ งอสิ ระ และสามารถรวบรวมความหลากหลาย
ของข้อมลู ไวใ้ นทีเ่ ดยี ว เช่น วิดโี อ, ปฏทิ นิ , เอกสาร อน่ื ๆ สามารถนามาแทรกในหนา้ เวบ็ เพจได้ เป็น
การเพ่ิมลูกเลน่ ใชง้ านไดง้ ่าย ทาใหช้ ่วยอานวยความสะดวกได้เป็นอยา่ งมาก
จุดเด่นของ กูเกลิ ไซต์ (Google Site)
1) ให้บริการฟรี ไมเ่ สียค่าใช้จา่ ย
2) พืน้ ที่จดั เก็บข้อมูลไม่จากัด
3) มี Gadget มากมาย
4) ใช้งานได้งา่ ย
2.2.7 กูเกิลฟอรม์ (Google Form)
กูเกิลฟอร์ม (Google Form) เป็นส่วนหน่ึงในบริการของกลุ่ม Google Docs ท่ีช่วยให้เรา
สร้างแบบสอบถามออนไลน์ หรือใช้สาหรับรวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ในการใช้งาน กูเกิลฟอร์ม (Google Form) ผู้ใช้สามารถนาไปปรับประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบ
อาทิ เช่น การทาแบบฟอร์มสารวจความคิดเห็น การทาแบบฟอร์มสารวจความพึงพอใจ การทา
แบบฟอรม์ ลงทะเบียน และการลงคะแนนเสียง เป็นต้น
ท้ังนี้การใช้งานกูเกิ้ลฟอร์มน้ัน ผู้ใช้งานหรือผู้ท่ีจะสร้างแบบฟอร์มจะต้องมีบัญชีของ Gmail
หรอื Account ของ Google เสยี กอ่ น ผใู้ ชง้ านสามารถเข้าใชง้ านสร้างแบบฟอร์มผ่าน Web Browser
ได้เลยโดยทไี่ ม่ตอ้ งตดิ ตัง้ โปรแกรมใดๆ ทั้งสิ้น
2.2.8 กเู กลิ แม็พ (Google Maps)
กูเกิลแม็พ (Google Maps) หรือแอปฯ Maps เป็นท่ีรู้จักกันดี สาหรับคนที่ต้องวางแผนการ
เดินทาง หรือว่าดูเส้นทางไปยังที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเดินทางในเมืองหลวง หรือว่าจะเดินทางไปยัง
ตา่ งจังหวดั สว่ นใหญก่ จ็ ะใชแ้ อปฯ Maps น้ีเข้ามาช่วย เพื่อจะได้ดูเส้นทางต่างๆ ได้อย่างแม่นยา และ
คานวณเวลาเดินทางได้ ถ้าใครที่ใช้ Android ก็จะมีแอปฯ นี้ติดเครื่องมาด้วยอยู่แล้ว แต่ iOS ต้อง
29
โหลดมาเพ่ิมทีหลังนะ และถึงแม้ว่าจะมีคนท่ีใช้งาน Maps เยอะอยู่แล้ว แต่ก็เช่ือว่าหลายๆ คนก็
อาจจะยงั ไมร่ ู้วา่ กูเกลิ แมพ็ (Google Maps) คืออะไร ตัวแอปฯ น้ีสามารถทาอะไรได้บ้าง และฟีเจอร์
เดด็ ๆ ท่ีมอี ยอู่ กี เยอะมากๆ นอกจากการดูแผนทีใ่ ชง้ านกันท่ัวไป
2.3 งานวิจัยท่เี กย่ี วข้อง
ฐิติรดา เปรมปรี (2563) การวิจัยเร่ือง“ ศักยภาพการท่องเท่ียวเชิงนิเวศในเขตอุทยาน
แห่งชาติจังหวัดชัยภูมิ The Potential for Ecotourism in National Parks, Chaiyaphum” มี
วัตถปุ ระสงค์ 2 ประการคือ 1) เพ่ือประเมินความพึงพอใจของนกั ท่องเที่ยวทีม่ ีตอ่ การจัดการท่องเที่ยว
เชิงนเิ วศของอทุ ยานแห่งชาติจงั หวดั ชัยภูมิ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติตาดโตนและอุทยานแห่งชาติภูแลน
คา 2) เพอื่ เสนอแนวทางการสร้างรายได้และการบริหารทรัพยากรการท่องเท่ียวเชิงนิเวศท่ีสัมพันธ์กับ
ศกั ยภาพการจัดการท่องเทยี่ วเชงิ นเิ วศในเขตอทุ ยานแห่งชาติจงั หวดั ชยั ภูมิประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ที่ใช้ในการวิจัยศึกษาเชิงปริมาณเป็นเจ้าหน้าท่ีหน่วยงานประชาชนหรือนักท่องเที่ยวที่ไปท่องเที่ยว
หรอื ประกอบกจิ ธรุ ะใด ๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติจังหวัดชัยภูมิโดยคานวณจากสถิตินักท่องเท่ียวที่เข้า
ไปในเขตอุทยานแห่งชาติตาดโตนและอุทยานแห่งชาติภูแลนคาปีงบประมาณ 2555 (สานักอุทยาน
แห่งชาติ, 2555) ใช้วิธีการประมาณขนาดกลุ่มตัวอย่างสูตรของ Taro Yamane (Yamane, 1967
อ้างถึงในพวงรัตน์, 2540) จานวน 400 คนด้านการศึกษาเชิงคุณภาพใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) คัดเลือกจากผู้รู้ข้อมูลในท้องถิ่นเป็นอย่างดี (Key Informants) จานวน 15
คนเคร่ืองมือการศึกษาเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม 2545) การศึกษาเชิงคุณภาพ ( Qualitative
Research) ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) พบว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก
การขาดแคลนงบประมาณพัฒนาอุทยานแห่งชาตินักท่องเที่ยวขาดจิตสานึกต่อการรักษาระบบนิเวศ
นักท่องเทย่ี วขาดความสนใจได้รับความรู้ด้านการรกั ษาระบบนเิ วศหลังจากเทศกาลท่องเทย่ี ว
ปาจรีย์ อ่อนสอาด (2562) การวิจัยเรื่อง เครือข่ายการสื่อสารเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวเชิง
นิเวศกรณีศึกษา “ ลาน้าน้อย ” อาเภอผักไห่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นการวิจัยเชิงสหวิทยาการ
ผสมผสานรูปแบบการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยเลือกชุมชนที่จะศึกษาส่ีแห่ง ได้แก่
เทศบาลตาบลผักไห่เทศบาลตาบลลาดชะโดองค์การบริหารส่วนตาบลหน้าโศกและองค์การบริหาร
ส่วนตาบลลาดซิตทั้งสี่แห่งตั้งอยู่ริมน้าน้อยและเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเท่ียวและมีกิจกรรมเก่ียวเนื่อง
อาทิวัฒนธรรมประเพณีการละเล่นหัตถกรรมพื้นบ้านดนตรีและอาหารพ้ืนบ้านการวิจัยคร้ังน้ีมี
วตั ถปุ ระสงค์เพื่อ (1) สังเคราะห์ความเปล่ียนแปลงของอาเภอผักไห่จากอดีตถึงปัจจุบัน (2) วิเคราะห์
เครือข่ายการส่ือสารเพื่อพัฒนาอาเภอผักไห่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (3) ประเมินสภาพความ
พร้อมโดยวัดจากตัวชี้วัด (4) อย่างคือสมาชิกในชุมชนให้ความร่วมมือมีท่าเทียบเรือมีแหล่งจาหน่าย
ผลิตภัณฑ์ชุมชนและมีที่ค้างแรมในหมู่บ้านหรือโฮมสเตย์ผลการวิจัยพบว่าอาเภอผักไห่ต้ังอยู่ริมน้า
นอ้ ยเป็นชุมชนเก่าแก่ครั้งสมัยละโว้มีอดีตท่ีน่าภาคภูมิใจกล่าวคือพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสต้น
ถึงสองครั้งทรงบันทึกในจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้นโดยสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพ (พ.ศ.
2447) และบันทึกในราชหัตถเลขาของพระพุทธเจ้าหลวง (พ.ศ. 2451) ถึงความเจริญของชุมชนบ้าน
ปากไหใ่ นการเสดจ็ ทง้ั สองคราวทรงประทับแรมท่ีบ้านหลวงวารโี ยธารักษ์ (บ้านตึก) ซึ่งเป็นนายอาเภอ
คนแรกของอาเภอผักไห่ปัจจุบันรกร้างเหลือเพียงหอนั่งริมน้านอกจากผักไห่จะเป็นชุมชนท่ีมี
30
วัฒนธรรมประเพณแี ละโบราณสถานทลี่ า้ ค่าแล้วยงั มีลาน้าน้อยเป็นเส้นทางคมนาคมท่ีสาคัญอุดมด้วย
พืชพนั ธธุ์ ัญญาหารและสตั ว์นา้ นานาชนดิ ถงึ ขนาดมีคากล่าวว่า“ จะจับกุ้งต้องแหวกปลา” ต่อมามีการ
สร้างเขื่อนชลประทานโบราณสถานหลายแหง่ เหลอื เพียงซากเน่ืองจากประชากรวัยทางานทิ้งถิ่นเหลือ
แต่เด็กและคนชราอย่างไรก็ตามผักไห่ยังคงมีทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางธรรมชาติท่ีไว้ให้ลูกหลาน
น่าท่จี ะรอ้ื ฟ้นื ใหเ้ ปน็ แหล่งทอ่ งเท่ยี ว
กัลยาณี พิริยสถิต (2562) การวิจัยเร่ือง การท่องเที่ยงเชิงนิเวศ สาหรับนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาตอนปลาย การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ (1) ด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่ายหลักสูตร
วิชาชีพระยะส้ันเร่ืองการท่องเท่ียวเชิงนิเวศสาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายศูนย์การศึกษา
นอกโรงเรียนอาเภอเกาะพะงันจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/8) (2) ศึกษา
ความกา้ วหนา้ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนที่เรียน
จากชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่ายหลักสูตรวิชาชีพระยะส้ันเร่ืองการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
และ (3) ศกึ ษาความคิดเหน็ ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาตอนปลายทีม่ ีตอ่ ชดุ การเรียนด้วยคอมพิวเตอร์
ผ่านเครือข่ายหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นเร่ืองการท่องเท่ียวเชิงนิเวศกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการทดสอบ
ประสิทธิภาพขุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่ายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายศูนย์
การศึกษานอกโรงเรียนอาเภอเกาะพะงันจังหวัดสุราษฎร์ธานีท่ีลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรวิชาชีพ
ระยะสั้นเร่ืองการทอ่ งเทยี่ วเชิงนิเวศในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จานวน 30 คนได้มาด้วยการ
สุ่มแบบเจาะจงเครื่องมือท่ีใชใ้ นการวิจยั ประกอบด้วยชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่ายเรื่อง
การท่องเท่ียวเชิงนิเวศสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน
แบบทดสอบกอ่ นเรียนแบบทดสอบหลังเรียนและแบบสอบถามความคิดเห็นสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
ข้อมูล ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพของชุดการเรียนค่าเฉล่ียค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าท่ี
ผลการวิจัยพบว่า (1) ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่ายหลักสูตรวิชาชีพระยะส้ันเร่ืองการ
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนสูงขึ้น
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ. 05 และ (3) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อชุดการเรียนด้วย
คอมพวิ เตอรผ์ ่านเครอื ข่ายในระดับเห็นด้วยมาก
สุภาพร มานะจิตประเสริฐ (2559) การศึกษาความหลากหลายทางระบบนิเวศป่าชายเลน
อา่ วคงุ้ กระเบน จังหวดั จนั ทบรุ ี การศกึ ษาความหลากหลายในระบบนิเวศป่าชายเลน บริเวณพื้นที่อ่าว
คุ้งกระเบนและพืน้ ทโ่ี ดยรอบ โดยใชฐ้ านขอ้ มูลของพื้นทีล่ มุ่ นา้ ภาคตะวันออก ผลการศึกษาพบว่าพื้นท่ี
ป่าชายเลนมีความหนาแน่นอย่างมาก โดยเฉพาะบริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ซึ่งเป็น
ป่าชายเลนเดิมบางส่วน และเป็นป่าท่ีปลูกทดแทน ในการศึกษาครั้งนี้สามารถจาแนกเขตของป่าชาย
เลนตามหมวดหมู่ เขตพันธ์ไม้ป่าชายเลนบริเวณพื้นท่ีศึกษาออกเป็น 4 เขต ดังนี้ เขตป่าโกงกาง
ประกอบด้วยโกงกางใบเล็ก (Rhizophoro apiculate) ซ่ึงข้ึนอยู่อย่างหนาแน่น โกงกางใบใหญ่
(R.mucronata) ซง่ึ ขึ้นอยูท่ างด้านนอกรมิ ฝง่ั แม่น้าโดยมากมักขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ และต้นแสมขึ้นแซมตาม
ชายป่าด้านนอก หรอื ถดั เขา้ ไปเพียงเลก็ น้อย ซ่ึงสังเกตได้เพราะมีต้นสูงใหญ่กว่าโกงกางนอกจากนี้ยังมี
ประสกั และพงั กาหวั สุม ข้นึ แทรกอย่ทู างด้านในของเขตน้ี ซึ่งอยู่ในระยะประมาณ 50-100 เมตร จาก
ชายฝ่ัง และในบางแห่งพบต้นจาก (Nypa) ข้ึนปะปนอยู่ด้วย โดยเฉพาะในบริเวณแหล่งน้ากร่อยเขต
ป่าตะบูนและโปรง ประกอบด้วย ตะบูน (Xylocarpus) ข้ึนต่อจากเขตต้นโปรงเข้าไป และมีต้นฝาด
31
ขึน้ อยู่อยา่ งหนาแน่น บางบริเวณอาจมีลาแพนแทรกอยู่ด้วย เขตป่าตาตุ่มและฝาด เป็นบริเวณที่มีดิน
เลนแข็งข้ึนอยู่ในระดับท่ีน้าจะท่วมถึงในช่วงน้าเกิดอยู่ถัดจากป่าตะบูนและโปรงข้ึนไป โดยมีต้นฝาด
ข้นึ อยู่อยา่ งหนาแน่นปะปนกบั ต้นตาตุม่ โดยบางแหง่ จะมีต้นลาแพนขึน้ แทรกอยู่ด้วย และเขตป่าเสม็ด
ประกอบด้วยเสม็ดซึ่งขึ้นอยู่หนาแน่น เป็นเขตสุดท้ายของป่าชายเลนที่น้าท่วมถึงในช่วงน้าเกิดหรือ
ท่วมไม่ถึง ติดต่อกับป่าบกหรือทุ่งนา นอกจากนี้ ความหลากหลายในระบบนิเวศป่าชายเลนบริเวณ
พืน้ ทศี่ กึ ษา ยังพบส่ิงมีชีวิตจาพวกสัตวป์ ระเภทต่าง ๆ เนอื่ งจากป่าชายเลนเป็นแหล่งท่ีอุดมสมบูรณ์ไป
ด้วยอาหารจึงมีสัตว์น้าและสัตว์บกนานาชนิด ตลอดจนสัตว์มีกระดูกสันหลังจาพวกปลา
สัตวเ์ ลอ้ื ยคลาน นกและสตั วเ์ ลย้ี งลกู ด้วยนมชนดิ สตั วต์ ่าง ๆ ซ่ึงส่วนใหญจ่ ะมีความสาคญั ทางเศรษฐกิจ
และมีความสาคัญต่อระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นอย่างย่ิง มีวัตถุประสงค์ของงานวิจัยเพื่อศึกษาความ
หลากหลายในระบบนิเวศป่าชายเลนในบรเิ วณพืน้ ท่ีอ้าวคงุ้ กระเบนและพ้ืนท่โี ดยรอบ
ละคร ปิยวัช (2560) การจัดการระบบนิเวศแบบพหุภาคี อาเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์
การศกึ ษาการจดั การระบบนิเวศแบบพหุภาคีเครือข่ายในอาเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ในคร้ังนี้ มี
วัตถุประสงค์คือ 1) เพ่ือศึกษาการจัดระบบนิเวศของภาคีเครือข่ายชุมชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ 2) เพ่ือ
พัฒนาพื้นที่และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์กับการเสริมสร้างความสมดุลในระบบนิเวศ ในจังหวัด
เพชรบูรณ์ 3) เพอ่ื วเิ คราะหป์ ญั หาอุปสรรคและเสนอองค์ประกอบการจัดการระบบนิเวศแบบพหุภาคี
ในจังหวัดเพชรบูรณ์ การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบผสมผสาน คือการวิจัยเชิงคุณภาพ
โดยเก็บขอ้ มูลดว้ ยการสมั ภาษณ์ผู้มีส่วนเก่ียวข้อง ผลการศึกษาพบว่า การจัดระบบนิเวศแบบพหุภาคี
เครอื ข่ายของชมุ ชนในอาเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้ง ด้านน้า ด้านดิน ด้านเกษตรอินทรีย์ ด้าน
การจัดการขยะ ทุกพื้นท่ี ต้องมีการทาความเข้าใจกับชุมชนให้มีความรู้ในเร่ืองดิน น้า โดยการมีส่วน
ร่วมของพหุภาคี ให้ครอบคลุมทุกพื้นท่ี เพ่ือการจัดการทรัพยากรน้าท่ียั่งยืน มีแนวคิดจะพัฒนาลาน้า
โดยขุดเป็นบ่อน้าในลาห้วย เป็นข้ันบันไดทอดลงไปสู่ด้านล่าง และมีแนวคิดทาธนาคารน้าใต้ดิน เพ่ือ
เพิ่มระดับน้าบาดาล การบริหารจัดการทรัพยากรน้าอย่างยั่งยืน โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคี
เครือข่าย ระบบนิเวศดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สาคัญในการดารงชีพของมนุษย์ การทา
เกษตรกรรมทตี่ ้องใช้ทด่ี นิ เปน็ ปจั จัยหลกั ดงั นั้น การจัดการดนิ เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทาได้
โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งมีหลายชนิดด้วยกันเช่น การใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ดังนั้นวิธีการเพ่ิม
อินทรียวัตถุ ให้แก่ดินอีกวิธีหนึ่ง ท่ีมีวิธีการปฏิบัติง่ายก็คือ การใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยพืชสด คือ ปุ๋ยอินทรีย์
ชนดิ หนงึ่ ที่ได้จากการไถกลบ ตน้ ใบ และสว่ นต่างๆของพชื โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ในระยะช่วงออก
ดอก ซ่ึงเปน็ ชว่ งท่มี ธี าตุอาหารสูงสดุ แลว้ ปล่อยท้ิงไวใ้ หเ้ นา่ เปอื่ ยผพุ งั ยอ่ ยสลายเป็นอาหารแก่พืชท่ีจะ
ปลูกตามมา พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนอินเดีย ปอเทือง อัญชัน ไมยราพไร้หนาม พืช
ตระกลู ถั่วตา่ งๆ มีความพอเพียงกับการดารงชีวิต สุขภาพแข็งแรงด้วยการทาเกษตรอินทรีย์ไว้บริโภค
ในครัวเรือนบ้าง นาไปขายบ้าง ลดการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืช โดยใช้วิธีทางธรรมชาติในการกาจัด
ศัตรูพืชแทน และการจัดการขยะชุมชนท่ีเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อมและการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ
ระเบียบ ไม่ใหม้ ีมลภาวะซงึ่ สง่ ผลต่อ สุขภาพ จึงหันมาให้ความสนใจในการที่จะดูแลรักษาส่ิงแวดล้อม
ให้อยู่ในสภาพท่ีดีอย่างย่ังยืน โดยมีหลักการพัฒนาที่จะนาไปสู่ความย่ังยืน คือ การรักษาสิ่งแวดล้อม
โดยคานึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรควบคุมการปล่อยของเสียสู่ธรรมชาติ การใช้ทรัพยากรอย่างมี
ประสิทธิภาพ และเห็นคุณค่าควบคุมจานวนประชากร เพ่ือลดความต้องการการใช้ทรัพยากรของ
32
มนษุ ย์ นอกจากนี้ยงั มีการคดั แยก ณ แหล่งกาเนิดและแยกประเภทเก็บขน โดยการจัดถังแยกประเภท
เพ่ือให้ประชาชนแยกประเภทขยะท้ิง โดยแยกออกเป็นขยะรีไซเคิล ขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ และขยะ
อันตรายก็ตาม การดาเนินการสร้างวินัยในการจัดการขยะ จึงจัดทาโครงการชุมชนปลอดขยะ (Zero
Waste) เพ่ือส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินในการดาเนินงานด้านการจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจร โดยนาแนวคิด
“Zero Waste” หรือ “การจัดการขยะเหลือศูนย์” ตามหลัก ๓Rs คือ Reduce หรือ การลดปริมาณ
ขยะ Reuse หรือ การใช้ซ้า และ Recycle หรือ การนากลับมาใช้ใหม่ ส่งเสริมให้ชุมชนมีการจัดการ
ขยะจากต้นทางแหล่งกาเนิดขยะ การพัฒนาพ้ืนที่และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์กับการเสริมสร้างความ
สมดุลในระบบนเิ วศ ในอาเภอหลม่ สกั จังหวดั เพชรบูรณ์ ซึ่งในแต่ละพื้นท่ีมีกิจกรรม พัฒนาที่ให้ความ
สมดุลการระบบนเิ วศ เช่นกจิ กรรมปลูกป่าต้นน้าทางฝั่งซ้ายของน้าป่าสัก คลองชลประทานสาหรับส่ง
น้าเพื่อการเกษตร ปลูกพืชเสริมแร่ธาตุให้กับดิน ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรปลูกพืชได้ผลผลิตมากขึ้น
ส่งเสริมให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีชนิดต่างๆ ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี ส่งเสริมให้
ทาเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษมากข้ึน และรณรงค์ให้ชุมชนคัดแยกขยะก่อนทิ้งด้วย ซึ่งเป็นการง่าย
ต่อการจดั การมากขึ้น ปัญหาและอุปสรรคคือ ความร่วมมือ ความรู้ ความเข้าใจของชุมชนที่จะเข้ามา
มีส่วนร่วมในการจัดการระบบนิเวศ ส่วนการเสนอองค์ประกอบการจัดการระบบนิเวศแบบพหุภาคี
คือ ภาครัฐ ภาคประชาชน ต้องร่วมกันจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ในส่วนของภาครัฐสนับสนุน
งบประมาณ สนับสนุนเครื่องมือ และภาคประชาชนให้ความร่วมมือปฏิบัติตามให้เป็นไปในทิศทาง
เดียวกันจึงจะสาเรจ็ ลุลว่ งตามเป้าหมายได้ วเิ คราะหป์ ญั หาอปุ สรรคและเสนอองค์ประกอบการจัดการ
ระบบนิเวศแบบพหุภาคี ในอาเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พบปัญหาทรัพยากรน้า ได้แก่ ปัญหา
การขาดแคลนนา้ และภัยแลง้ และปญั หาปา่ ตน้ นา้ เส่ือมโทรม ปัญหาการกัดเซาะหน้าดิน ดินถล่ม น้า
ปา่ ไหลหลาก และปญั หานา้ ท่วม ปัญหาคุณภาพน้า เมอ่ื แยกเปน็ ก็จะมีปัญหาน้าเสียทเ่ี กิดจากกิจกรรม
ในการดารงชีวิตในชุมชน ความไม่เข้าใจในเร่ืองการทาเกษตรอินทรีย์ การจัดการขยะขาดความรู้ใน
การคัดแยก และไมเ่ อาใจใส่
2.4 สรปุ
จากกรณีศึกษาการพัฒนาระบบเส้นทางแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศในอาเภอทุ่งสง จังหวัด
นครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพ่ือสงเสริมการท่องเท่ียวเชิงนิเวศและส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชน
ชาวบ้านในพื้นท่ีและละแวกใกล้เคียง และได้ทาการศึกษา การพัฒนาระบบสารสนเทศ ทฤษฎีการ
ออกแบบระบบ ทฤษฎีความพึงพอใจ พจนานุกรมข้อมูล เทคโนโลยีท่ีนามาใช้ในการพัฒนาระบบ
ไดแ้ ก่ เวิรด์ เพรสส์ (WordPress) ในการสรา้ งเว็บไซต์, กเู กิลแม็พ (Google Maps) ใช้ในการนาทางไป
ยังสถานที่ท่องเที่ยว, คิวอาร์โค้ด (QR-Code) ใช้ในการแสกนหาเส้นทางในแต่ละสถานท่ีแหล่ง
ท่องเท่ยี ว สามารถนามาสร้างระบบออนไลน์ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งข้ึน ซึ่งผู้พัฒนาระบบได้แนวคิด
และไดท้ าการศกึ ษาทฤษฎที เี่ ก่ยี วข้อง และไดน้ าขอ้ มลู ที่ศกึ ษามาพฒั นาระบบใหด้ ยี ิ่งข้นึ
33
ตวั อยา่ งแบบสอบถามเร่อื งการประเมนิ ความพงึ พอใจของผูใ้ ช้งานท่วั ไป
ข้อเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
34
ตัวอย่างแบบสอบถามเร่อื งการประเมนิ ความพงึ พอใจของผเู้ ช่ยี วชาญ
ขอ้ ที่ รายการ ระดบั ความพงึ พอใจ
5 4 3 21
1. ด้านประสิทธิภาพของการทางานของการพัฒนาระบบเสน้ ทางแหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว
เชิงนิเวศของอาเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรธี รรมราช
1.1 ความสามารถในการติดตอ่ ฐานข้อมูล
1.2 ความสามารถในการนาเสนอฐานขอ้ มูล
1.3 ความสามารถในการทางานของระบบในภาพรวม
1.4ความรวดเรว็ ของระบบในการตอบสนองของระบบ
1.5 ความสะดวกในการเพิ่มข้อมูล
2. ดา้ นการทางานได้ตามฟงั กช์ นั งานของการพัฒนาระบบเสน้ ทางแหล่งท่องเท่ียว
เชงิ นิเวศของอาเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรธี รรมราช
2.1 ความถกู ตอ้ งในการจดั เกบ็ ข้อมูลเข้า
2.2 ความถกู ต้องในการคน้ หาข้อมูล
2.3 ความถกู ตอ้ งในการปรับปรงุ แกไ้ ขข้อมูล
2.4 ความถูกต้องในการลบขอ้ มลู
2.5 การปอ้ งกนั ขอ้ มูลผดิ พลาดทอี่ าดเกิดขึ้น
3. ดา้ นความง่ายตอ่ การใชง้ านของการพัฒนาระบบเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวเชิงนเิ วศของ
อาเภอทงุ่ สง จังหวัดนครศรธี รรมราช
3.1 ความง่ายในการเรียกใช้งานระบบ
3.2ความชดั เจนของข้อความความงา่ ยตอ่ การใชง้ าน
3.3 ความน่าสนใจของระบบในภาพรวม
3.4 ความสวยงาม,ความทันสมยั ของระบบ
3.5 สีพ้นื หลังกับรปู แบบตัวอกั ษรเหมาะสมต่อระบบงาน
4. ด้านการรกั ษาความปลอดภยั ของข้อมลในการพัฒนาระบบเส้นทางแหล่งท่องเที่ยว
เชิงนเิ วศของอาเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
4.1 การกาหนดสิทธิ ในการเขา้ มูล
4.2 ความปลอดภยั ของระบบในภาพรวม
4.3 ความปลอดภัยของเข้าถึงข้อมูล
4.4 ป้องกนั รหสั ผ่านของผใู้ ชง้ าน