The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-book เอกสารประกอบการบรรยาย ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ รุ่นที่ 60 (ภาคทฤษฎี) โดย ศาสตราจารย์พิเศษเดชอุดม ไกรฤทธิ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dejudomcenter, 2023-01-27 05:12:11

วิชาชีพทนายความกับภารกิจในทุกสังคมของทุกยุคสมัย by Prof.Dej-Udom Krairit

E-book เอกสารประกอบการบรรยาย ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ รุ่นที่ 60 (ภาคทฤษฎี) โดย ศาสตราจารย์พิเศษเดชอุดม ไกรฤทธิ์

Keywords: ทนายความ,วิชาชีพ,วิชาว่าความ,สภาทนายความ,เดชอุดม

เอกสารประกอบการบรรยาย สำหรับผูเขารับการฝกอบรมวิชาวาความแหงสภาทนายความ รุนที่ 60 พ.ศ. 2566 (ภาคทฤษฎี) หัวขอ “วิชาชีพทนายความกับภารกิจในทุกสังคมของทุกยุคสมัย” โดย ศาสตราจารยพิเศษเดชอุดม ไกรฤทธิ์ อดีตนายกสภาทนายความ / อดีตเลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา อดีตกรรมาธิการรางรัฐธรรมนูญ / อดีตสมาชิกวุฒิสภา


สารบัญ หน้า เอกสารประกอบการบรรยายสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ หัวข้อ “วิชาชีพทนายความกับภารกิจในทุกสังคมของทุกยุคสมัย” ตอนที่ 1 ประวัติความเป็นมาของวิชาชีพทนายความ 1 - ความหมายของคำว่า “วิชาชีพ” 1 - ความหมายของคำว่า “ทนายความ” 2 - วิวัฒนาการของการประกอบวิชาชีพทนายความในต่างประเทศ 5 - สมัยกรีก 5 - สมัยโรมัน 6 - ทวีปยุโรป 7 - การประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศอังกฤษ 8 - การประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศสหรัฐอเมริกา 9 - การประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศฝรั่งเศส 11 - พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์กับการให้พสกนิกรเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 12 - พัฒนาการของการประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศไทย 14 - ช่วงที่ 1 สมัยสุโขทัย 15 - ช่วงที่ 2 สมัยอยุธยา 16 - ช่วงที่ 3 สมัยรัตนโกสินทร์ 17 ตอนที่ 2 การก่อตั้งสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย 24 ตอนที่ 3 การก่อตั้งสภาทนายความ 36 ตอนที่ 4 ประวัติการจัดหาที่ดินเพื่อใช้เป็นที่จัดตั้งสภาทนายความ 47 ตอนที่ 5 หลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของบทบาททนายความ 49 ตอนที่ 6 หลักวิชาชีพนักกฎหมาย - ทนายความในยุคปฏิรูป 70 ตอนที่ 7 Advocates & Solictors 79


ตอนที่ ๑ ประวัติความเป็นมาของวิชาชีพทนายความ วิชาชีพทางกฎหมายและแพทย์นั้น เป็นวิชาชีพที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาตลอด เป็นวิชาชีพที่ไม่อาจ แยกออกจากการดำรงอยู่ของชีวิตในสังคมของมนุษย์ และได้รับการยกย่องว่าเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติในทุก ประเทศ เนื่องจากวิชาชีพทั้งสองนี้เกี่ยวข้องกับมนุษย์ตั้งแต่หรือแม้แต่ก่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือหลังการตาย ก็ยังเกี่ยวข้องต่อเนื่องไปถึงทายาทอีกหลายลำดับ ผู้ประกอบวิชาชีพในทั้งสองประเภทนี้จึงมีความรับผิดชอบ อันสำคัญยิ่งต่อเพื่อนมนุษย์ โดยวิชาชีพแพทย์ต้องรับผิดชอบในชีวิต สุขอนามัย และการรักษาความเจ็บป่วย ส่วนวิชาชีพกฎหมายโดยเฉพาะวิชาชีพทนายความต้องรับผิดต่อการคุ้มครอง และเป็นหลักประกันเสรีภาพ ให้แก่ประชาชน นำหลักนิติธรรมที่เป็นพื้นฐานของการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรม มีความโปร่งใส มาใช้กับ สังคมเพื่อลดความขัดแย้ง ความหมายของคําว่า “วิชาชีพ” พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ได้อธิบายคำว่า “Profession” ว่าตามรากศัพท์ หมายถึง “ปฏิญาณ” ฉะนั้น สภาพอันแท้จริงแห่งวิชาชีพคือ “อาชีวปฏิญาณ” เป็นการปฏิญาณตนต่อสรรพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าจะประกอบอาชีพตามธรรมเนียม ซึ่งมีวางไว้เป็นบรรทัดฐานอาชีวปฏิญาณในชั้นต้น ได้แก่ วิถี อาชีพของนักบวชในศาสนาคริสต์ซึ่งจะต้องผ่านการฝึกอบรมเป็นระยะเวลานานพอสมควร เพื่อให้ยึดมั่นใน ระเบียบวินัยที่บังคับไว้อย่างเคร่งครัด และต่อมาการฝึกอบรมเช่นนี้ได้ถูกนำไปใช้กับวิชาชีพนักกฎหมาย และ นายแพทย์ด้วย1 การปฏิญาณนี้ หากเป็นการถวายสัตย์ปฏิญาณจะต้องกระทำเฉพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ เรียกว่าการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ เช่น การถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่ง องคมนตรี รัฐมนตรี ผู้พิพากษา แต่หากเป็นการปฏิญาณตนนั้นเป็นการกระทำต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์2 ศาสตราจารย์จิตติติงศภัทิย์ ก็ได้ให้ความหมายของคำว่า “วิชาชีพ” คือ ผู้ประกอบการหาเลี้ยงชีพ ด้วยการใช้ความรู้ที่ต้องอาศัย วิชาความรู้และความชำนาญเป็นพิเศษ นักวิชาชีพต้องจงรักภักดีและรู้คุณค่าต่อ วิชาชีพที่ตนปฏิบัติเพราะเป็นงานที่คนธรรมดาทำไม่ได้เนื่องจากต้องศึกษาและอบรมความรู้ความคิดเพื่อ นำมาใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาหลายปีและยังต้องมีการทดสอบความรู้ที่ได้ศึกษามาว่าได้ผลดี เพียงพอที่จะนำไปใช้ประกอบวิชาชีพได้หรือไม่ และเมื่อทดสอบผ่านก็จะได้รับใบประกาศหรือใบรับรอง หรือ 1 พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, รวมคำบรรยายหลักวิชาชีพนักกฎหมาย, พิมพ์ครั้งที่ ๗ (แก้ไขเพิ่มเติม), รวบรวมโดยแสวง บุญเฉลิมวิภาส, (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, ๒๕๔๘), หน้า ๑๐๒. 2 คณิน บุญสุวรรณ, ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย, (กรุงเทพฯ:สุขภาพใจ), หน้า ๔๐๔.


2 ปริญญาบัตร ต่อวิชาชีพนั้นเพื่อให้สาธารณชนได้เห็นถึงคุณค่าถึงความรู้ความชำนาญของผู้ประกอบวิชาชีพ นั้น 3 ศาสตราจารย์ดร.ปรีดีเกษมทรัพย์ได้อธิบายความหมายของคำว่า “วิชาชีพ” นี้ มาจากคำ ภาษาอังกฤษว่า “Profession” มาจากคำกริยา “to profess” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินคำว่า “pro+fateri” แปลว่า ยอมรับ หรือรับว่าเป็นของตน คำนี้ใช้ในทางศาสนาหมายความว่า เป็นการประกาศตน ว่ามีศรัทธาในศาสนา หรือการประกาศปฏิญาณอุทิศตน4 วิชาชีพจึงเป็นคุณลักษณะของการทำงานที่ต้องอุทิศ ตนให้กับงานนั้น ดังนั้น หลักการพื้นฐานที่สำคัญของการก้าวสู่ “วิชาชีพ” ในความหมายที่ถูกต้องของทนายความก็คือ การประกาศปฏิญาณอุทิศตน ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพที่ตนได้เลือกแล้ว ซึ่งเมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้ของลักษณะงาน วิชาชีพแห่งตนเช่นนี้แล้ว ย่อมตระหนักได้ทันทีว่าไม่ต้องคำนึงถึงความร่ำรวยเช่นนักธุรกิจทั่วไป เพราะการ ปฏิญาณอุทิศตนนี้ ต้องยึดถือการ “ให้” เป็นหลัก และการ “รับ” เป็นรอง จึงยากที่จะทำวิชาชีพกฎหมายเช่น ทนายความนี้ให้มีกำไรมากมายเช่นเดียวกับนักธุรกิจ หลายคนที่เข้ามาทำงานทนายความเพียงผิวเผินก็จะเลี่ยง ไปทำอาชีพอื่น เพราะวิชาชีพทนายความต้องอดทน ประหยัด ขยัน และซื่อสัตย์เป็นทุนที่สำคัญ แต่กระนั้นก็ดี วิชาชีพทนายความก็ยังถือได้ว่าเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติและมีรายได้มั่นคง สอดคล้องกับพระราโชบายของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชที่ได้ทรงแนะนำหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” ให้แก่ปวงชน ชาวไทย ความหมายของคำว่า "ทนายความ" ในหนังสือพจนานุกรมกฎหมายของขุนสมาหารหิตะคดี (โป๊ โปรคุปต์) ซึ่งเป็นพจนานุกรมกฎหมายเล่ม แรกของประเทศไทย อธิบายความหมายของคำว่า “ทนายความ” ไว้ว่า ผู้ว่าต่างแทนตัวความ ถ้าว่าความแทน โจทก์เรียกว่า “ว่าต่าง” ถ้าว่าความแทนจำเลยเรียกว่า “แก้ต่าง”5 คำว่า “ทนายความ” นี้เป็นคำที่ใช้เรียกกันในทางความหรือทางราชการ แต่ทางส่วนตัวบุคคลเรียกกัน ว่า “ทนายความ” บ้าง “หมอความ” บ้าง ความหมายก็เป็นอย่างเดียวกัน แต่ต่อมาเมื่อมีการออกใช้ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กลับใช้คำที่แตกต่างกัน โดยคำว่า “ทนายความ” ในประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า “Attorney” ส่วนคำว่า “หมอความ” ใช้คำว่า “Lawyer”6 จึงทำให้คำว่า “หมอความ” มีความหมายเปลี่ยนไปเป็นบุคคลผู้กระทำหน้าที่ในทางความอันมิใช่กระทำโดยหน้าที่ราชการ และซึ่งมิได้เกี่ยวแก่การว่าต่างแก้ต่างตัวความในโรงศาล7 3 จิตติ ติงศภัทย์, หลักวิชาชีพนักกฎหมาย (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๒) หน้า ๓๕-๓๙. 4 ปรีดีเกษมทรัพย์, รวมคำบรรยายหลักวิชาชีพนักกฎหมาย, พิมพ์ครั้งที่ ๗ (แก้ไขเพิ่มเติม), รวบรวมโดยแสวง บุญเฉลิมวิภาส, (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, ๒๕๔๘), หน้า ๑๑๕. 5 ขุนสมาหารหิตะคดี, พจนานุกรมกฎหมาย, (กรุงเทพฯ:วิญญูชน, ๒๕๔๙) หน้า ๑๔๕. 6 เรื่องเดิม, หน้า ๑๔๗. 7 เรื่องเดิม, หน้า ๓๘๕.


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 3 แต่เดิม มีการใช้คำว่า “หมอความ” เพื่อต้องการเปรียบเทียบกับ “หมอยา” เนื่องจากหมอยาเป็นผู้ แก้ไขเยียวยารักษาคนไข้ แต่หมอความเป็นผู้แก้ไขเยียวยาผู้ป่วยทางคดี8ต่อมาจึงเริ่มมีการใช้คำว่า “ทนาย” หมายถึง ผู้รับใช้ หรือผู้แทนนาย สันนิษฐานว่าเป็นคำที่กร่อนมาจาก “แทนนาย” นอกจากนี้ ก็ยังมีการใช้คำว่า “ทนาย” ในคำอื่น ๆ อีก ได้แก่ ทนายแผ่นดิน หมายถึง พนักงานรักษาพระอัยการ หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า “อัยการ” ทนายเรือน หมายถึง พนักงานฝ่ายใน มีหน้าที่ติดต่อกับสถานที่ต่าง ๆ ในพระราชวัง ทนายเลือก หมายถึง นักมวยสำหรับป้องกันพระเจ้าแผ่นดิน สังกัดกรมทนายเลือก เป็นข้าราชการ ตำรวจที่มีหน้าที่ติดตามอารักขาพระเจ้าแผ่นดินอย่างใกล้ชิด ในเวลาที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จประพาสต้น ทนายหน้าหอเป็นภาษาพูด หมายความถึง หัวหน้าคนรับใช้ที่ใช้ออกหน้าออกตา หรือคนที่มักออก รับหน้าแทนเจ้านายของตน ต่อมา ได้เกิดคำว่า “ทนายว่าความ” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ภายหลังจากที่มีการตราพระราชบัญญัติสำหรับข้าหลวงชำระความตามหัวเมือง จุลศักราช ๑๒๓๖ (พ.ศ. ๒๔๑๗) ข้อ ๒-๔ ว่า “ข้อ ๒ ถ้าคนสับเยกอังกฤษ จะฟ้องตัวเจ้านครเชียงใหม่ ก็ให้ข้าหลวงตระลาการศาลต่างประเทศนั้น มีจด หมายถึงเจ้านครเชียงใหม่ให้ทราบเจ้านครเชียงใหม่จะแต่งให้บุตรหลานฤๅแสนท้าวพระยาลาวไปว่าความแทนตัวเจ้า นครเชียงใหม่ก็ได้ ข้อ ๓ ถ้าคนในสับเยกอังกฤษ จะฟ้องเจ้านายฤๅแสนเท้าพระยาลาว ให้ข้าหลวงมีหมายไปถึงเจ้านครเชียงใหม่ เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าราชบุตร ว่า เจ้านายคนนั้นแลแสนท้าวพระยาลาว มีคดีเกี่ยวข้องให้เจ้านครเชียงใหม่บังคับ ให้ผู้ที่ต้องคดีนั้นมาว่าความ ฤๅจะแต่งทนายมาว่าความแทนตัวก็แต่งได้ ถ้าเป็นไพร่แลราษฎรชาวเมืองที่ไม่มี บรรดาศักดิ์จะแต่งทนายว่าความแทนตัวไม่ได้ ถ้าผู้ต้องคดีอยู่ใกล้ ให้ส่งในกำหนด ๓ วัน ๕ วัน ถ้าทางไกลให้ส่ง ๗ วัน ๑๕ วัน ข้อ ๔ ถ้าเจ้านายบุตรหลาน แลญาติพี่น้องชายหญิงของเจ้านครเชียงใหม่ก็ดีแลแสนท้าวพระยาลาวซึ่งต้องคดี ถ้าจะแต่งทนายว่าความแทนตัว ให้ตระลาการเรียกเอาหนังสือทานบนกับเจ้านาย แลแสนท้าวพระยาลาวผู้ที่ต้องคดี นั้นไว้ให้มั่นคงว่าทนายผู้ที่ว่าความแทนนั้น ว่าความแพ้ก็ยอมแพ้ด้วย ว่าความชนะก็จะยอมชนะด้วย”9 มีข้อสังเกตว่าในพระราชบัญญัตินี้ เริ่มมีการให้ทนายเป็นผู้ซักถามและค้านพยานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ เรียกว่า “ทนายความ” เท่านั้น 8 สุจริต ถาวรสุข, ทนายความพิสดาร ภาคหนึ่ง ว่าด้วยความสำคัญของทนายความ, กรุงเทพฯ, ๒๕๑๓, หน้า ๙. 9 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘-๑๙.


4 นอกจากนี้เราอาจจะพิจารณาความหมายของคำว่า “ทนายความ” ได้จากพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งได้ให้ความหมายไว้ว่า “ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้ว่าต่างเเก้ต่างคู่ความในเรื่อง อรรถคดี, เรียกสั้นๆ ว่า ทนาย...” คำว่า ทนายความ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔ หมายความว่า “ผู้ที่สภา ทนายความได้รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความ” ดังนั้น ทนายความ จึงทำหน้าที่ ๒ สถานะ คือ ๑. ทนายความ เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระให้บริการทางกฎหมายภายใต้การควบคุมการประกอบ วิชาชีพโดยสภาทนายความ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ ๒. ทนายความ เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายที่เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องรับ ใช้สังคมและให้ความเป็นธรรมต่อบุคคลในสังคมเช่นเดียวกับศาลอัยการ หรือตำรวจ จริงแล้วการประกอบวิชา ชีพทนายความนั้น มิได้มีเฉพาะในทางศาลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการให้คำแนะนำและรับปรึกษาปัญหาต่างๆ ทั้งในการปฏิบัติและในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่เราเรียกกันว่า "ที่ปรึกษากฎหมาย" อันเป็นส่วนหนึ่งของ วิชาชีพทนายความ ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ความว่า “...ในฐานะทนายความผู้เป็นนักกฎหมายสาขาหนึ่งไม่พึงนิ่งเฉยต่อการแสดงความคิดเห็น และในการ เผยแพร่ความรู้ในทางกฎหมาย ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้กฎหมายอย่างแท้จริง หากสิ่งใดดำเนินอยู่ในสังคมทุกวันนี้เป็นไปโดยไม่ถูกต้องด้วยความยุติธรรมแล้ว นักกฎหมายที่ดีไม่พึงนิ่งเฉยเสีย ควร แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตโต้แย้งด้วยเหตุผลเพื่อความถูกต้องเป็นธรรมของบ้านเมืองซึ่งหากนักกฎหมายกระทำได้ เช่นนี้แล้วย่อมเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองเจริญไปได้..." 10 ดังนั้น เมื่อนำความหมายของคำว่า "วิชาชีพ" และคำว่า "ทนายความ" มารวมกันแล้ว คำว่า "วิชาชีพ ทนายความ" จึงหมายถึงผู้ที่มีความรู้กฎหมายในเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติโดยนำความรู้ดังกล่าวมาว่าต่างแก้ ต่างคู่ความในเรื่องอรรถคดีเป็นงานที่ทำเป็นประจำเพื่อเลี้ยงชีพทนายความ เป็นวิชาชีพอิสระไม่ขึ้นอยู่กับ หน่วยงานใด แต่เพื่อป้องกันสังคมมิให้เกิดความเดือดร้อนจากวิชาชีพและให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีระเบียบวินัย มี ศีลธรรม และจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพจึงต้องมีสภาวิชาชีพเป็นผู้ควบคุมการประกอบวิชาชีพ ทนายความ คือ สภาทนายความ ซึ่งตั้งโดยพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยมีข้อบังคับสภา ทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. ๒๕๒๙ กำหนดโทษสำหรับผู้ประกอบอาชีพทนายความ 10 พระราชทานแก่สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย และคณะเข้าเฝ้า ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๒


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 5 วิวัฒนาการของการประกอบวิชาชีพทนายความในต่างประเทศ วิชาชีพทนายความมีประวัติอันยาวนาน การพิจารณาพิพากษาคดีในอดีต ในแต่ละประเทศจะมี ลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นผู้พิจารณาพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีด้วยพระองค์เอง โดยคู่กรณีหรือคู่พิพาทแห่งคดีต้องเข้าไปฟ้องร้อง โต้เถียงกล่าวหากันเฉพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ ตลอดจนนำพยานหลักฐานเข้าแสดงกล่าวพิสูจน์ว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นอย่างไร จากนั้นพระมหากษัตริย์ก็จะ ทรงวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทและพิพากษาโดยอาศัยคำพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายได้นำไปแสดง คู่กรณีที่มีเรื่อง พิพาทก่อนที่จะนำความขึ้นฟ้องร้องหรือสู้คดีมักจะปรึกษากับผู้รู้ในการต่อสู้คดีเสียก่อน ซึ่งผู้ที่ให้คำปรึกษา มักจะเป็นหัวหน้าสกุลหรือหัวหน้าครอบครัว เมื่อบุคคลดังกล่าวรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดก็สามารถสรุปเหตุผลให้ เป็นที่เข้าใจและยอมรับของพระมหากษัตริย์หรือผู้วินิจฉัยตัดสินคดีได้ผู้ให้คำปรึกษาซึ่งเป็นหัวหน้าสกุล ดังกล่าว จึงไม่เพียงแต่ให้ความเห็นแก่คู่กรณีเท่านั้น หากแต่ยังได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์เพื่อ แถลงฟ้องร้องและปฏิเสธต่อสู้คดีแทนคนในสกุลเดียวกัน อันเป็นต้นกำเนิดของการมีตัวแทนฟ้องร้องและกล่าว แก้แทนผู้มีคดีความที่แท้จริง ต่อมาจึงได้อนุญาตให้บุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เช่น บิดามารดา เพื่อนฝูง ที่สนิท ทำหน้าที่ดังกล่าวได้รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาได้ด้วย บุคคลซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและดำเนินคดีแทน บุคคลอื่นนั้น จะต้องเป็นบุคคลที่ยอมรับนับถือกันว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมาย หรือแบบแผนประเพณีและ ปกติต้องเป็นผู้ทรงความรู้หรืออาวุโสกว่าผู้ต้องคดีความ บุคคลเหล่านั้นมีชื่อเรียกว่า “Synegoros” ถือเป็นจุด กำเนิดเบื้องต้นของวิชาชีพทนายความในสมัยโบราณ ๑) สมัยกรีก กระบวนพิจารณาคดีที่กรุงเอเธนส์คู่ความจะต่อสู้คดีด้วยตนเองไม่มีทนายความว่าความแทนตน โจทก์จะต้องเป็นผู้กล่าวหาก่อนและจำเลยกล่าวแก้จากนั้นคณะผู้พิพากษา คือ ผู้แทนประชาชน (Edikast) จำนวน ๕๐๐ คน ลงคะแนนตัดสิน ถ้าคะแนนเท่ากันให้ปล่อยจำเลย ถ้าโจทก์ได้คะแนนน้อยกว่า ๑ ใน ๔ ให้ ปรับโจทก์ถ้าจำเลยแพ้โจทก์เสนอศาลให้ลงโทษแล้วจำเลยขอให้ศาลลดโทษ จากนั้นผู้พิพากษาจึงลงคะแนน อีกครั้งหนึ่ง11 ต่อมา จึงได้มีผู้รับแต่งตั้งแถลงแทนตัวความ นำเข้าเสนอต่อศาล หรือคู่ความนำคำแถลงนั้นมา ท่องจำ เพื่อนำไปใช้ในการต่อสู้คดีในศาล ซึ่งผู้ทำคำแถลงมักจะเป็นผู้ที่รู้กฎหมายและหลักธรรมต่างๆ พอสมควร คำแถลงจึงมักจะมีการอ้างอิงหลักกฎหมายเกิดขึ้น ปรากฏว่าคู่ความที่อาศัยคำแถลงของผู้รับแต่งคำ แถลง ได้รับประโยชน์เป็นผลคดีในทางคดีเป็นอันมาก จึงมีผู้นิยมมากขึ้น และเมื่อผู้รับทำคำแถลงได้ทำเป็น เวลานาน ๆ ก็เกิดความชำนาญมีลักษณะเป็นอาชีพหรือวิชาชีพขึ้น 11 วิชา มหาคุณ, การใช้เหตุผลทางกฎหมาย, พิมพ์ครั้งที่ ๕ (แก้ไขเพิ่มเติม) (กรุงเทพฯ: นิติบรรณการ), ๒๕๕๓,หน้า ๑๙๒.


6 ๒) สมัยโรมัน สมัยโรมัน หัวหน้าสกุล (Patrician households) เป็นผู้ดำเนินคดีแทนบุคคลในสกุลและบริวาร ต่อมาได้พัฒนาเป็นการดำเนินคดีแทนบุคคลนอกสกุล เพื่อนฝูง ญาติสนิท ผู้ใกล้ชิด จนกระทั่งในที่สุดก็ กลายเป็นงานอาชีพ ต่อมา เมื่ออาณาจักรโรมันขยายอาณาเขตกว้างใหญ่ขึ้นและมีประชากรจำนวนมากขึ้น เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้น การที่ตัวความจะเดินทางไปดำเนินคดีหรือต่อสู้คดีด้วยตนเองจึงเป็นไปด้วยความ ยากลำบากและไม่สะดวก ในสมัยนี้จึงเกิดตัวแทนในการว่าความสำหรับคดีต่างเมืองแทนคู่ความ โดยแบ่ง ออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๒.๑ ตัวแทนที่ตัวความแต่งตั้งต่อหน้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า " Cognitor" โดยจะดำเนินคดี แทนตัวความในลักษณะซื้อความของตัวความไปดำเนินคดีในนามของตนเอง โดยมีสัญญากับตัวความว่า เมื่อ คดีเสร็จแล้วจึงจะคิดค่าใช้จ่ายกับตัวความ ๒.๒ ตัวแทนที่ตัวความแต่งตั้งขึ้นเองโดยลับหลังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า "Procurator” ตัวแทนประเภทนี้จะดำเนินคดีในฐานะเป็นตัวแทนของตัวความ โดยจะรับเหมาคดีจากตัวความไปดำเนินคดี แทนแล้วจึงมาคิดเงินชำระบัญชีกับตัวความเป็นคราว ๆ ไม่ได้ดำเนินคดีในนามของตนเอง ต่อมาจึงได้ เปลี่ยนเป็นลักษณะตัวแทนเฉพาะคดี มีลักษณะเช่นเดียวกับทนายความในปัจจุบัน นอกจากตัวแทนในการดำเนินคดีทั้งสองประเภทนี้แล้ว ยังมีบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ รับจ้าง แถลงทางคดีแทนตัวความเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีชื่อเรียกว่า " Orator” อีกด้วย ในระยะนี้มีการห้าม บุคคลบางประเภทมิให้เป็นทนายความ เช่น ผู้มีความประพฤติไม่ดีหรือมีร่างกายไม่สมประกอบ ผู้ที่มีอายุต่ำ กว่า ๑๗ ปี รวมถึงผู้หญิงและทหารด้วย แต่เนื่องจากไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ที่มาประกอบอาชีพนี้ ไม่สนใจในวิชาชีพและใช้เล่ห์เหลี่ยมในการเอาชนะคดี เช่น ใน ค.ศ. ๑๑๓ ในการพิจารณาคดีหนึ่งมีการเชิญ พวกพ้องที่ผู้พิพากษาเกรงใจมานั่งเป็นพวกของตน และบางพวกถึงกับจ้างพวกพ้องเข้าไปปรบมือชมเชยคำ แถลงของตน12 ทำให้อาชีพทนายความเสื่อมลงเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี จนต่อมาเมื่อมีการจำกัดจำนวน ทนายความในเมืองต่าง ๆ เช่น กฎหมาย ค.ศ. ๔๙๖ ให้เมืองอเล็กซานเดรียมีทนายความได้ ๕๐ คน กฎหมาย ค.ศ. ๔๗๔ ให้เมืองคอนสแตนติโนเปิลมีทนายความได้ ๖๔ คน13 ฐานะของทนายความจึงเริ่มกระเตื้องขึ้น 12 พระยาวิทุรธรรมพิเนตุ, อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พันตำรวจเอก พระอรรถวิมลบัณฑิต (โต๊ะ หิรัญยัษฐิติ) เนติบัณฑิตไทย, (ม.ป.ท.), ๒๕๑๗, หน้า ๕. 13 เรื่องเดียวกัน.


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 7 ในยุคตอนปลายของสมัยโรมัน ทนายความแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. Procurator เป็นตัวแทนเจ้าของคดีเข้าว่าคดี ๒. Advocate หรือ Orator เป็นทนายความแถลงคดี ต่อมาได้มีทนายความประเภทหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า “Jurisconsult” เกิดขึ้น โดยจะเป็นทนายความ ที่ทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาในข้อกฎหมายต่าง ๆ ในเรื่องพินัยกรรม การโอนกรรมสิทธิ์ ทรัพย์สิน สัญญา นิติกรรม และยังได้แต่งตำรากฎหมายซึ่งเป็นที่มาของกฎหมายแพ่งโรมันในเวลาต่อมา ๓) ทวีปยุโรป ทนายความได้เข้ามามีบทบาทแพร่หลายในประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป ในยุคสมัยที่คริสตจักรรุ่งเรือง ระหว่าง ค.ศ. ๕๐๐-๑๓๐๐ (พ.ศ. ๑๐๔๓-๑๘๔๓) เป็นยุคที่พระได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คนในสังคมสมัย นั้น โดยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายและเป็นทนายความ แต่ก็จำกัดอยู่เฉพาะการทำหน้าที่ในศาลสงฆ์ เท่านั้น พระ (Clergy) ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายความในศาลสงฆ์แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๓.๑ ตัวแทนของตัวความที่เป็นฝ่ายเรียกร้องหรือร้องขอ เรียกทนายความประเภทนี้ว่า ผู้ไต่สวน คดี(Proctor) ทำหน้าที่เป็นทนายโจทก์ ๓.๒ ทำหน้าที่เป็นผู้ว่าคดีในศาล ซึ่งต้องได้รับแต่งตั้งจากเจ้าของคดีและจากศาล (Advocate) โดยทนายความประเภทนี้ต้องผ่านการศึกษากฎหมายเป็นเวลาถึง ๕ ปีจึงจะมีสิทธิว่าความได้ นอกจากนี้ ยังมี ข้อห้ามมิให้ซื้อคดี มิให้ตกลงแบ่งส่วนได้ของคดี มิให้เรียกค่าธรรมเนียมแพง และมิให้เรียกรับค่าธรรมเนียมจาก อีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นอาจถูกลงโทษ14 การว่าความโดยพระในศาลสงฆ์ต่อมาได้ขยายออกไปโดยให้พระว่าความในศาลคฤหัสถ์ได้ด้วย แต่ผลที่สุดก็ถูกจำกัดให้ว่าความได้แต่เฉพาะในศาลสงฆ์เช่นเดิม ต่อมา เมื่อยุคศาสนจักรเริ่มเสื่อมลง ประเทศต่าง ๆ ในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนีได้สร้างหลัก กฎหมายใช้บังคับในประเทศของตนเอง โดยประยุกต์มาจากกฎหมายโรมันให้เหมาะสมกับสภาพสังคมของแต่ ละประเทศ ประเทศเหล่านี้จึงใช้กฎหมายในรูปแบบของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) เช่นเดียวกับสมัยโรมัน วิชาชีพทนายความจึงยังคงมีบทบาทสำคัญและทรงด้วยคุณค่าในการต่อสู้คดีแทนตัว ความอยู่เช่นเดิม จนเป็นแบบอย่างที่ดีของวิชาชีพทนายความในประเทศต่าง ๆ ที่ใช้กฎหมายระบบลายลักษณ์ อักษรมาจนถึงปัจจุบัน 14 เรื่องเดียวกัน., หน้า ๗.


8 ๔) การประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี(Common Law) บุคคลธรรมดา ซึ่งมีคดีความ ยากที่จะเข้าใจระบบและวิธีการทางกฎหมายได้ทนายความจึงมีความสำคัญและจำเป็นที่จะเข้า ช่วยเหลือในทางคดีแทนเจ้าของคดีที่แท้จริงต่อมาเมื่อมีการตั้งศาลจารีตประเพณีการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดี ต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายจากคำพิพากษาซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ความซับซ้อนและยุ่งยากในการดำเนินคดี ของคู่ความจึงทวียิ่งขึ้น การดำเนินคดีดังกล่าวจำต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางกฎหมาย คือ ทนายความเข้าดำเนินคดีแทน แต่เดิมถือกันว่าสิทธิการแต่งตั้งตัวแทนดำเนินคดีแทนบุคคลอื่นนั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัวของ พระมหากษัตริย์เท่านั้น การแต่งตั้งผู้แทนดำเนินคดีแทนตัวคู่กรณีจะทำได้ต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ทรง เห็นสมควรตามความเหมาะสม ดังนั้น ในคดีอาญาอุกฉกรรจ์ในประเทศอังกฤษจึงไม่ยอมให้บุคคลธรรมดามี ทนายความเข้าว่าต่างแก้ต่างแทนตัวความ ต่อมาในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๑ (ครองราชย์ ค.ศ. ๑๑๐๐-๑๑๔๕ หรือ พ.ศ. ๑๖๔๓-๑๖๘๘) ได้ผ่อนคลายกฎนี้ โดยการอนุญาตให้คู่กรณีที่พิพาทมีสิทธิตั้งทนายความได้15 ทนายความในสมัยนี้มี๒ ประเภท คือ ๑. แอททอร์นี(Attorney) เป็นทนายความที่มีหน้าที่เตรียมคดีหรือว่าความเล็กๆ น้อยๆ ต่อมา จึงได้พัฒนาเป็นทนายความที่มีชื่อเรียกว่า โซลิซิเตอร์(Solicitor)ซึ่งแต่เดิมเป็นทนายความเกี่ยวกับการชำระ บัญชี ต่อมาใน พ.ศ. ๒๒๙๓ (ค.ศ. ๑๗๕๐) จึงได้มีการับรองให้เป็นทนายความชั้นเดียวกับแอททอร์นี มี สถานศึกษาเฉพาะคือ Incorporated Law Society ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Law Society ๒. พลีเดอร์ (Pleader) เป็นทนายความที่เป็นตัวแทนในทางคดีว่าต่างแก้ต่าง เสนอ พยานหลักฐานต่างๆ ในศาล ต่อมาในศตวรรษที่ ๑๔ ได้เกิดบาร์(Bar) หรือ สำนักกฎหมายที่เรียกว่า “Inns of Court” ขึ้น ๔ แห่ง ได้แก่ Middle Temple, Inner Temple, Grey’s Inn และ Lincoln’s Inn โดยมีการ ฝึกงานทนายความอย่างจริงจัง ผู้สำเร็จการศึกษาจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางกฎหมาย โดยมีชื่อ เรียกว่า บาร์ริสเตอร์(Barrister) อันเป็นการพัฒนามาจากทนายความประเภทพลีเดอร์แต่เดิมนั่นเอง ทนายความในประเทศอังกฤษในปัจจุบันมี๒ ประเภท ได้แก่ โซลิซิเตอร์(Solicitor) ประเภทหนึ่ง และบาร์ริสเตอร์หรือเนติบัณฑิต (Barrister) อีกประเภทหนึ่ง ถ้าเป็นทนายความประเภทโซลิซิเตอร์ก็ทำงาน เป็นที่ปรึกษากฎหมายร่างสัญญา ร่างพินัยกรรมให้กับลูกความทั้งหลายเมื่อลูกความต้องการจะปรึกษาปัญหา กฎหมายอะไรก็ให้ไปหาโซลิซิเตอร์แต่ถ้ามีคดีความในศาลแล้วโซลิซิเตอร์จะว่าคดีเฉพาะคดีเล็กๆ น้อยๆ บาง ประเภทเท่านั้น นอกจากนั้นโซลิซิเตอร์ต้องไปติดต่อทนายความประเภทบาริสเตอร์ ให้ว่าความให้แก่ลูกความ ของตนอีกทอดหนึ่ง โดยปกติบาร์ริสเตอร์จะไม่ติดต่อกับทนายความโดยตรง หากแต่จะติดต่อผ่านโซลิซิเตอร์ 15 สุจริต ถาวรสุข, ทนายความพิสดาร ภาคหนึ่ง ว่าด้วยความสำคัญของทนายความ, หน้า ๑๙๖


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 9 และบาร์ริสเตอร์จะมีทนายหน้าหอ หรือเสมียนทนาย (Clerk) คอยติดต่อประสานงานกับโซลิซิเตอร์โดยทนาย หน้าหอนี้จะเป็นผู้กำหนดค่าทนายความให้กับบาร์ริสเตอร์ด้วย16 บาร์ริสเตอร์ที่ไปว่าความให้กับโจทก์หรือจำเลยนั้นนอกจากที่จะมีโอกาสพบตัวความและพยาน ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายตนแล้วจะไม่มีโอกาสพบกับพยานปากอื่น ๆ ของฝ่ายตนอีกเลย ไม่มีโอกาสซักซ้อมพยาน (Coaching Witnesses) ก่อน บาร์ริสเตอร์จะพบพยานครั้งแรกที่ห้องพิจารณาคดีดังนั้นพยานจะเบิกความ อย่างไร ทนายความฝ่ายที่อ้างพยานมาก็ไม่อาจทราบได้ล่วงหน้า เพราะโซลิซิเตอร์จะมีหน้าที่เป็นผู้จัดเตรียม คดีและเตรียมพยานไว้ให้ ๕) การประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศสหรัฐอเมริกา ชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของสหรัฐอเมริกาไม่มีระบบและกฎหมายที่ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ ทนายความ เมื่อชาวยุโรปอพยพมาอยู่ในสหรัฐอเมริกา จึงได้นำเอาแนวคิดของกฎหมายระบบ แองโกลแซก ซอน (Anglo-saxon) มาใช้เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในการปกครองของประเทศอังกฤษมาเป็น เวลานาน ระบบทนายความของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นภายหลังประกาศเอกราชจาก ประเทศอังกฤษแล้ว ในศตวรรษที่ ๑๗ ทนายความในประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่เป็นที่นิยม ด้วยเหตุว่าทนายความไม่ มีความรอบรู้และเชี่ยวชาญทางกฎหมายเพียงพอ ประชาชนจึงนิยมปรึกษากับพระหรือนักบวช ทนายความจึง ถูกกีดกันในการประกอบอาชีพจากพระและผู้มีอำนาจ เช่น จำกัดให้ว่าความได้ไม่เกิน ๒ ศาล และต้องสำเร็จ การศึกษาจาก “Inns of Court” ของประเทศอังกฤษ เป็นต้น ตอนปลายศตวรรษที่ ๑๗ เมื่อเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา เจริญเติบโตขึ้น จึงส่งผลให้ความต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลือในด้านธุรกิจ การค้ามากขึ้นเช่นกัน ในเมืองใหญ่ที่มีความเจริญ เช่น นิวยอร์ก เริ่มมีทนายความอาชีพ ปรากฏให้เห็นและ ประกอบอาชีพกันอย่างจริงจัง ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเริ่มเข้ามาเป็นทนายความ ส่งผลให้ทนายความอาชีพ เดือดร้อน ไม่อาจสู้ทนายความที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐได้ เริ่มมาในยุคศตวรรษที่ ๑๘ วิชาชีพทนายความอิสระได้รับการยอมรับว่าเป็นวิชาชีพที่มี ความสำคัญและเริ่มมีการใช้วิธีการแสวงหาและการนำเสนอข้อเท็จจริงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ให้โอกาส จำเลยต่อสู้คดีได้อย่างโปร่งใสมากขึ้น คนที่ไม่รู้กฎหมายก็มีโอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมากขึ้นกว่าเดิม สิทธิสตรีได้รับการยกย่องและรับรองมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้เกิดความนิยมในการประกอบวิชาชีพทนายความ อย่างแพร่หลายทั่วไปและเริ่มมีการห้ามเสมียนพนักงานในศาลเป็นทนายความ และมีการจัดตั้งสภาทนายความ 16 ธานินทร์กรัยวิเชียร และมุนินทร์พงศาปาน, ๒๕๔๙, หน้า ๒๐


10 (Bar Association)17ขึ้นในรัฐต่าง ๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็แตกต่างกันกับของต้นแบบ คือ ของ อังกฤษ ที่ยังแบ่งแยกเป็นทนายความว่าความ คือ Barrister at Law กับทนายความที่ปรึกษา เรียกว่า Solicitor ทั้งการบริหารและการปกครองก็แบ่งเป็น Bar Association สำหรับทนายความว่าความ กับ Law Society เป็นผู้ปกครองทนายความที่ปรึกษา เป็นสององค์กรแยกกันบริหาร ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกามี ทนายความประเภทเดียว เรียกว่า “Attorney” หรือ “Attorney-at-Law” ที่จะแยกไปประกอบอาชีพเป็นที่ ปรึกษาโดยเฉพาะก็ได้ เรียกว่า “Counselor-at-law” แต่ก็ไม่ค่อยนิยมใช้กัน คงใช้แต่ Attorney-at-Law คือ ทนายความ และมีองค์กรเดียวบริหาร เรียกว่า Bar Association ในแต่ละรัฐทั้ง ๕๐ รัฐก็จะมี Bar Association หรือสภาทนายความครบทุกรัฐ ใช้กฎหมายเป็นอิสระ และมีอำนาจปกครองตนเอง มีกฎและ ระเบียบใช้กับผู้ประกอบวิชาชีพทนายความของแต่ละรัฐ รวมทั้งการสอบขอรับใบอนุญาตก็แตกต่างกันตามแต่ คณะกรรมการสภาทนายความประจำรัฐนั้น ๆ จะกำหนด แต่ส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน มีที่แตกต่างก็เป็นเรื่อง การบริหารภายในกับการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นทนายความของแต่ละรัฐ ซึ่งหากเป็นหลักสูตรในปัจจุบัน ผู้ที่จะสอบจะต้องได้รับปริญญาทางกฎหมาย J.D. (Juris Doctor) และผ่านการฝึกฝนอบรมกับสำนักงาน ทนายความเช่นเดียวกันกับการสมัครสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นทนายความสำหรับผู้ผ่านการฝึกหัดงานใน สำนักงานทนายความมาไม่น้อยกว่า ๑ ปี สำหรับบัณฑิตทางนิติศาสตร์ (LL.B.) จากประเทศไทยและจาก ประเทศอื่นก็สามารถเข้าสอบได้ แต่ต้องมีการรับรองว่าเป็นทนายความผู้ได้รับใบอนุญาตจากประเทศไทยจริง หรือจากประเทศที่ออกใบอนุญาตทนายความ เมื่อสอบได้ก็ทำงานเป็นทนายความและที่ปรึกษาได้ในรัฐนั้นๆ หากจะไปทำงานที่รัฐอื่นจะต้องไปสอบใหม่ดังเช่นกรณีของคณบดี Stamford Law School ก็มีใบอนุญาต ทนายความของรัฐนิวยอร์ก แต่เมื่อมาอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ต้องมาสอบใบอนุญาตตามหลักสูตรของ California Bar เผอิญท่านสอบไม่ได้ จึงเป็นข่าวใหญ่ลงในหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ประเทศสหรัฐอเมริกามีการจัดตั้งสภาทนายความอเมริกัน (The American Bar Association: ABA) ในวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๑ โดยทนายความจากรัฐต่าง ๆ รวม ๒๐ รัฐ จำนวน ๗๕ คน รวมทั้ง จาก District of Columbia ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการพัฒนาวิชาชีพกฎหมายในประเทศ สหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ๔ ประการคือ วัตถุประสงค์ประการที่หนึ่ง คือการช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกในการพัฒนาวิชาชีพกฎหมาย การ แลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลของกันและกันระหว่างผู้ปฏิบัติวิชาชีพทนายความด้วยกัน ในสภาทนายความ อเมริกันมีคณะทำงาน (Standing Committee) ทั้งหมด ๓๓ คณะ ซึ่งจะทำหน้าที่ตรวจสอบและศึกษาปัญหา 17 (ผู้เรียบเรียง) คำว่า “Bar Association” ในความหมายที่แปลตามลายลักษณ์อักษรจะตรงกับคำว่า “สมาคม” ซึ่งมีที่มาจากหลักกฎหมาย Common Law ของสหราชอาณาจักร แต่ตามความเป็นจริง การบังคับใช้กฎหมายในระบบคอมมอนลอว์ เมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้านก็เป็นสมาคมที่ มีการใช้อำนาจจริง ๆ ในการปกครองทนายความในรัฐหรือในประเทศนั้น ตั้งแต่การคัดเลือกโดยการสอบ และการปลดออกจากสมาชิก เช่นเดียวกับในระบบ Civil Law หรือกฎหมายลายลักษณ์อักษร ที่ต้องเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรเช่นในประเทศไทย เราก็ออกเป็น พระราชบัญญัติวิชาชีพ จึงใช้ให้แตกต่างกับคำว่า “สมาคม” โดยใช้คำว่า “สภา” แทน เช่น แพทยสภา สภาทนายความ สภาวิศวกร เป็นต้น และเป็นต้นแบบของสภาวิชาชีพต่าง ๆ ที่ตามมา


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 11 ต่างๆ อย่างต่อเนื่องที่จะมีผลกระทบต่อและการพัฒนาวิชาชีพกฎหมายทั้งในส่วนที่เป็นเรื่องของการว่าความ และการเป็นที่ปรึกษากฎหมายผ่านสมาชิกของสภาทนายความอเมริกันในรัฐต่าง ๆ วัตถุประสงค์ประการที่สอง คือการพัฒนากฎหมายอย่างยั่งยืน การที่ทนายความทุกคนของ สหรัฐอเมริกาจะต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ข้อกำหนดโครงการที่ต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Continuing Legal Education (CLE) programs) เป็นหลักการของการบังคับเพื่อการต่อใบอนุญาต ทนายความเป็นระยะ รวมถึงการเรียนรู้ทางไกลและการเข้าร่วมสัมมนาต่าง ๆ และที่เป็นหลักสูตรซึ่งเป็น หลักสูตรภาคบังคับของ CLE ปัจจุบันสมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูลวิชาการในสาขาต่าง ๆ ได้โดยผ่านระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศผ่านทางเว็บไซต์ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย วัตถุประสงค์ประการที่สาม คือการลดการเลือกปฏิบัติและขยายกรอบของการปฏิบัติงานในทาง วิชาชีพของสมาชิกโดยผ่านทางคณะกรรมการทั้งหมด ๓๓ คณะ เพื่อการผดุงไว้ซึ่งระบบศาลยุติธรรมที่โปร่งใส และให้การทำหน้าที่ของผู้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน วัตถุประสงค์ประการที่สี่ การดำรงไว้ซึ่งประสิทธิภาพของหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่สภาทนายความอเมริกันตั้งเป้าประสงค์ไว้เพื่อเป็นหลักประกันทางด้านสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชน โดย รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในทุก ๆ เรื่องที่กระทบถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ภายใต้กฎหมายของ ประเทศสหรัฐอเมริกา องค์กรสภาทนายความอเมริกันจะทำงานเพื่อการบังคับใช้กฎหมายการดูแลเรื่องสิทธิ มนุษยชนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและด้วยความเสมอภาค ภายใต้การดำเนินการของผู้ประกอบ วิชาชีพทนายความทั้งในประเทศและต่างประเทศ สิ่งที่สำคัญก็คือจะเป็นองค์กรที่คุ้มครองความเป็นอิสระของ ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันในจำนวนผู้ประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศสหรัฐอเมริกามีมากกว่า ๑.๒ ล้านคน ซึ่งถือได้ว่าสูงที่สุดในโลก ๖) การประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายเช่นเดียวกับเยอรมนี มีการตั้งสมาคม เกี่ยวกับทนายความชื่อ “สมาคมบราเธอร์ฮู้ด” (Brotherhood) ในคริสตศตวรรษที่ ๑๔ มีการแบ่งแยกเป็น หลายประเภท แต่ละประเภทก็มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาที่แตกต่างกันไป จนถึง ค.ศ. ๑๙๗๑ (พ.ศ. ๒๕๑๔) ประเทศฝรั่งเศสออกกฎหมายรวมทนายความประเภท “Avocets” และ “Avou'es” เข้าด้วยกันโดย กำหนดให้มีการทดสอบความรู้แล้วจึงจดทะเบียนต่อเนติบัณฑิตยสภาในท้องถิ่น จากนั้นจึงไปขออนุญาตให้ว่า ความจากราชการ การประกอบวิชาชีพกฎหมายในฝรั่งเศสมีการแบ่งแยกมากกว่าของอังกฤษ ในจำนวนผู้ ประกอบวิชาชีพกฎหมายที่มีอยู่หลากหลายนั้นมีอยู่ที่สำคัญดังต่อไปนี้ ๖.๑ เอโวเคทส์(Avocets) มีความคล้ายคลึงกันกับบาร์ริสเตอร์ของอังกฤษ โดยมีสิทธิในการ ดำเนินคดีในศาลแพ่งและศาลอาญา มีการจัดองค์กรในการควบคุมวิชาชีพในลักษณะของสภาทนายความของ


12 ท้องถิ่นขึ้นอยู่กับศาลต่าง ๆ แต่ก็สามารถขึ้นว่าความในศาลอื่นได้ด้วย โดยจะต้องได้รับปริญญาตรีทาง กฎหมายและต้องมีประสบการณ์การฝึกงานที่เรียกว่าเป็น “Stage” ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างเอโวเคทส์และ บาร์ริสเตอร์ของอังกฤษ คือ เอโวเคทส์สามารถติดต่อกับลูกความได้โดยตรง ในขณะที่บาร์ริสเตอร์ไม่สามารถ ทำได้ ๖.๒ เอโวส์(Avoues) มีลักษณะคล้ายคลึงกับโซลิซิเตอร์ของอังกฤษ ๖.๓ แอกรีส์(Agrees) เป็นทนายความอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นผู้ดําเนินคดีเหมือนกับเอโวส์ใน ศาลพาณิชย์(Commercial Court) ของฝรั่งเศส ๖.๔ “Avocats aux conseils” เป็นทนายความซึ่งมีสิทธิดำเนินคดีในศาลสูง เช่น ศาลฎีกา (Court of Cassation) และสภาที่ปรึกษาสูงสุดแห่งรัฐ (Conseil d’ Etat) ซึ่งมีจํานวนจํากัดเพียง ๖๐ ตำแหน่ง โดยมีลักษณะเหมือน เอโวส์คือ เป็นองค์กรปิด ทำหน้าที่ผสมผสานระหว่างเอโวเคทส์กับเอโวส์ซึ่ง การพิจารณาคดีส่วนใหญ่ล้วนทำเป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากทนายความดังกล่าวแล้ว ยังมีวิชาชีพกฎหมายอีกประเภทหนึ่ง คือ โนตารี่ส์(Notaries) ซึ่งมีความแตกต่างกับ โนตารี่ พับลิค (Notary Public) ในประเทศอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา โนตารี่ส์จะทํา หน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือเรื่องที่เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ในครอบครัวและมรดก ในขณะ ที่โนตารี่ พับลิค จะทำหน้าที่ในการรับรองลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ไทยกับการให้พสกนิกรเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม วัฒนธรรมการคิดเรื่องอำนาจของยุโรป-สหรัฐอเมริกา จะเน้นที่หลักปัจเจกนิยม (Individualism) ตั้งอยู่บนความเสมอภาค (Equity) ตามนิติธรรม (The Rule of Law) และมีการแบ่งแยกปริมณฑลแห่งอำนาจ (Separation of Spheres) ซึ่งแตกต่างจากวัฒนธรรมอำนาจของไทยที่มีมาแต่โบราณกาล ซึ่งยึดหลักการใช้ อำนาจด้วยธรรมะ ด้วยเมตตา และด้วยความสัมพันธ์ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน และสามารถทำความเข้าใจร่วมกันได้ จากนิติราชประเพณีที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และคนไทย ดังนี้ ประการแรก คนไทยมีสำนึกร่วมกันว่า พระมหากษัตริย์ของไทยเป็นประดุจบิดาที่คอยปกป้องคุ้มครอง ชีวิตของบุตร ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ฝังแน่นอยู่ในสายเลือดของคนไทยจนเกิดความผูกพันอันแน่นแฟ้นและปลงใจ เชื่อมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤติยากร แสดงปาฐกาไว้ตอนหนึ่งว่า “...ในวัฒนธรรมเดิมของคน ไทยเรานั้น พระมหากษัตริย์มีหน้าที่ดุจพ่อเมือง เป็นผู้นำออกรบพุ่งในเวลามีศึกสงคราม ทั้งเป็นพ่อผู้ปกครอง เป็นทั้งตุลาการของราษฎร ในเวลาปกติ ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นไปอย่างสนิท สนมมาก...”18 18 ประมวล รุจนเสรี, พระราชอำนาจ. สุเมธ รุจนเสรี, กรุงเทพฯ, ๒๕๔๘, หน้า ๗๖.


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 13 ประการที่สอง พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจอย่างจำกัดต่อคนไทยในชาติ ดังเช่นในสมัยกรุง ศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์จะทรงตรากฎหมายมาใช้บังคับแก่ราษฎร ต้องชี้แจงเหตุผลโดยละเอียดพิสดาร อ้าง ถึงความจำเป็นเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร อ้างบาลีจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ที่พระมโนสาราจารย์ไปได้มา จากขอบจักรวาล มิได้ออกกฎหมายมาใช้บังคับตามอำเภอใจ ผิดจากวัฒนธรรมของตะวันตกที่ออกกฎหมายได้ ตามใจผู้เป็นรัฐาธิปัตย์ ดังกรณีภรรยาของซีซ่าที่กล่าวว่า “Sic volo; sic jubeo, ut leges” เพราะฉันต้องการ เพราะฉันชอบอย่างนี้ จงไปออกเป็นกฎหมาย หรือพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส กล่าวว่า “L’Etat, c’est moi” เราคือรัฐ ประการที่สาม พระมหากษัตริย์ทรงยึดถือเอาธรรมะเป็นเครื่องมือในการปกครองราษฎร เห็นได้จาก ความมีใจกว้างขวางให้ราษฎรในการเลือกนับถือศาสนา ความมีเมตตาแก่สรรพสิ่งมีชีวิต การให้อภัย การ เอาชนะโดยธรรม การควบคุมตนเอง การตรวจสอบดูแลทุกข์สุขของราษฎร ทำให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ อุทิศตนเพื่อผู้ใต้ปกครองทุกหมู่เหล่าได้มีความสุข ประการที่สี่ พระมหากษัตริย์ทรงรักษาไว้ซึ่งเอกราชความเป็นไท ดังจะเห็นได้จากการกอบกู้เอกราช ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช การทำศึกป้องกันประเทศของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช การยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาเอกราชจากการ คุกคามของจักรวรรดินิยมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงถูกบีบบังคับให้เข้ารีตนับถือคริสต์ศาสนาจากพระเจ้า หลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส พระองค์ก็ทรงใช้ปรีชาญาณเอาตัวรอดด้วยพระราชดำรัสว่า “ขอบพระทัยพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเป็นนักหนา ที่มีความสนิทเสน่หาในข้าพเจ้า แต่การที่เปลี่ยนศาสนา ที่เคยนับถือมา ๒,๒๒๙ ปีแล้วนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนอื่นขอให้บาทหลวงทำให้ราษฎรของข้าพเจ้าเข้ารีตนับถือ ศาสนาคริสต์ให้หมดเสียก่อน แล้วข้าพเจ้าจะเข้าตามภายหลัง อีกประการหนึ่งเล่าทรงประหลาดพระทัยเป็น หนักหนาว่า เหตุใดพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจึงก้าวก่ายงานของพระเจ้า เพราะการที่มีศาสนาต่าง ๆ ในโลกนั้น มิใช่ ความประสงค์ของพระเจ้าดอกหรือ จึงมิได้บันดาลให้มีเพียงศาสนาเดียวในเวลานี้ พระเจ้าคงปรารถนาให้ ข้าพเจ้านับถือพระพุทธศาสนาไปก่อน เพราะฉะนั้น จะรอคอยความกรุณาของพระองค์บันดาลให้นับถือคริสต์ ศาสนาในวันใด ก็จะเปลี่ยนไปนับถือคริสต์ศาสนาเมื่อนั้น จึงขอฝากชะตากรรมของข้าพเจ้าและกรุงศรีอยุธยา ไว้ให้อยู่ในความบันดาลของพระเจ้าด้วย ขอพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส สหายของข้าพเจ้า อย่าได้น้อยพระทัยเลย”19 ประการที่ห้า พระมหากษัตริย์ทรงทำนุบำรุงประเทศชาติและประชาชนยิ่งกว่าพระองค์เอง และพระ ราชวงศ์ต้องเสด็จไปในการสงครามบ้าง ประพาสเยี่ยมเยียนราษฎรบ้าง เพื่อนำเอาความทุกข์ยากเดือดร้อนนั้น มาแก้ไข โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ที่ทรงให้ราษฎรสามารถเข้าเฝ้าพระองค์ได้ ใกล้ชิดยิ่งกว่าข้าราชการหรือบุคคลใด ๆ 19 เล่มเดียวกัน, หน้า ๗๘-๗๙.


14 ประการที่หก พระมหากษัตริย์ต้องเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเป็นนิติราชประเพณีที่เกิดขึ้นภายหลัง การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยไม่ว่าพรรคการเมืองใดได้ขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดินก็ ต้องเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสิ้น แม้รัฐบาลจากพรรคการเมืองต่าง ๆผลัดเปลี่ยนกัน บริหารประเทศ ก็มิได้เกิดปัญหากับสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังจะเห็นได้ว่า นิติราชประเพณีทั้ง ๖ ประการนี้ มิได้ขัดหรือแย้งกับแนวความคิดอุดมการณ์การ ปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่กลับส่งเสริมให้มีการส่งเสริมวัฒนธรรม การปกครองแบบไทย ๆ ที่ปรับการใช้อำนาจ สิทธิ และปัจเจกนิยม ให้สอดคล้องกับธรรมะ ความเมตตา และ ความสัมพันธ์ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ในอดีต อำนาจสูงสุดในแผ่นดินเป็นของพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นเจ้าชีวิตที่ทรงมีพระราชอำนาจเหนือ ชีวิตของคนทุกคน จะให้ประหารชีวิต ลงโทษราษฎรใด ๆ ได้ตามพระราชอัธยาศัย และทรงเป็นเจ้าแผ่นดิน เป็นเจ้าของแผ่นดินทั่วทั้งพระราชอาณาจักร ราษฎรทั้งหลายจะมีสิทธิครอบครองที่ดินได้ต้องขอพระบรมรา ชานุญาตก่อน พระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณล้วนแล้วแต่ทรงให้ความสำคัญในเรื่องการพระราชทานความเป็นธรรม แก่ราษฎร ทรงกำหนดวิธีการในการเปิดโอกาสให้ราษฎรผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากความไม่เป็นธรรมต่างๆ นำความกราบบังคมทูลเพื่อทราบถึงพระเนตรพระกรรณได้โดยง่าย หากย้อนไปถึงสมัยสุโขทัยซึ่งการปกครอง เป็นแบบพ่อปกครองลูก มีลักษณะไม่ซับซ้อน เมื่อราษฎรผู้ใดได้รับความเดือดร้อนก็จะถวายฎีกาต่อ พระมหากษัตริย์ ดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๑ รัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่า “...ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความเจ็บ ท้องข้องใจ มันจักกล่าวเถิงเจ้าเถิงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก เมือถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ...”20 พัฒนาการของการประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศไทย การแบ่งช่วงเวลาในการพิจารณาพัฒนาการการประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศไทย ก่อนการมี พระราชบัญญัติทนายความฉบับแรก สามารถแบ่งได้เป็น ๔ ช่วง ดังนี้ 20 เนติบัณฑิตยสภา, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชกับเนติบัณฑิตยสภา, กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์, ๒๕๕๐, หน้า ๔๔.


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 15 ช่วงที่ ๑ สมัยสุโขทัย ในยุคสุโขทัย ประวัติศาสตร์กฎหมายและกระบวนการอำนวยความยุติธรรมที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุง สุโขทัยเป็นราชธานีตามหลักฐานศิลาจารึกในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หลักที่ ๑ ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๒๔ ถึง ๒๘ มีข้อความว่า "...ไพร่ฟ้าลูกเจ้าขุน ผิแลผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล้ว จึ่งแล่งความแก่ข้าด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พิน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด..." 21 ข้อความที่ได้จารึกไว้นี้ แสดงให้เห็นถึงหลักการพิจารณาคดีข้อพิพาทของราษฎรจะต้องไต่สวนให้ได้ ความจริง ไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เห็นแก่สินบน แล้วตัดสินด้วยความเป็นธรรม โดยผู้มีอํานาจ ตัดสินคดีคือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง การปกครองในสมัยพ่อขุนรามคำแหง มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก โดยมีกฎหมายฉบับแรกที่ ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง (สร้างขึ้นราว พ.ศ. ๑๘๒๘-๑๘๓๕) เรียกกันว่า กฎหมาย สี่บท ได้แก่ บทเรื่องมรดก บทเรื่องที่ดิน บทวิธีพิจารณาความ บทลักษณะฎีกา และมีการเพิ่มเติมกฎหมาย ลักษณะโจรลงไปในครั้งรัชสมัยพระยาเลอไท พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๔ ของสุโขทัย ซึ่งมีส่วนของการนำ กฎหมายพระธรรมศาสตร์มาใช้โดยได้รับอิทธิพลมาจากพราหมณ์และนำส่วนขยายที่เรียกว่า พระราชศาสตร์ มาใช้ประกอบด้วย การปกครองที่พระมหากษัตริย์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประชาชน ประชาชนสามารถร้องทุกข์ต่อ พระมหากษัตริย์ได้โดยตรงดังปรากฏในศิลาจารึก หลักที่ ๑ บรรทัดที่ ๓๒ ถึง ๓๕ ต่อด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๑ ถึง ๒ มีข้อความว่า “...ในปากปตูมีกดิ่งอันณึงแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลางบ้านกลางเมือง มีถ้อย มีความเจ็บท้อง ข้องใจ มันจักกล่าวถึงจ้าเถิงขุนบ่ไร้ไปลั้นกดิ่ง อันท่านแขวนไว้พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยิน เรียกเมืองถาม สวนความ แก่มันด้วยซื่อไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม...” 22 แสดงให้เห็นว่า ในยุคสมัยสุโขทัย พระมหากษัตริย์ทรงพิจารณาและตัดสินคดีด้วยพระองค์เอง โดยใช้ หลักในการพิจารณาความตามแบบระบบไต่สวนให้ได้ความจริง ผู้ที่เป็นคดีความต้องต่อสู้คดีด้วยตนเอง จะให้ ผู้อื่นสู้คดีแทนตัวความไม่ได้ ในยุคนี้ยังไม่มีหลักฐานใด ๆ ปรากฏให้เห็นว่า มีการตั้งตัวแทนว่าคดีหรือสู้คดีแทนตัวความได้จึงถือได้ ว่ายุคสุโขทัยนี้ มีแนวความคิดให้ตัวความเป็นผู้พิสูจน์ความจริงและความบริสุทธิ์ด้วยตนเอง ไม่มีตัวแทนของตัว ความเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีแต่อย่างใด ในสมัยนี้จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่ามีทนายความเกิดขึ้นหรือไม่ 21 พระยานิติศาสตร์ไพศาล, ประวัติศาสตร์กฎหมาย, (ม.ป.ท., ม.ป.ป.), หน้า ๔๑ 22 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๓.


16 ช่วงที่ ๒ สมัยอยุธยา พระมหากษัตริย์ในฐานะเจ้าชีวิต-เจ้าแผ่นดิน ทรงเป็นสมมติเทพตามอิทธิพล ของลัทธิมหายานปนศาสนาพราหมณ์ที่มีความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นพระจักรพรรดิและได้รับการยกฐานะ เท่ากับพระอินทร์ ในขณะเดียวกัน พระมหากษัตริย์ก็ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกในพระพุทธศาสนา ทรงเป็นธรรมราชาผู้มีพระบรมเดชานุภาพ โดยมีกฎมณเฑียรบาลกำหนดมิให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจ ในทางที่ผิดเป็นพระราชศาสตร์ความว่า “พระเจ้าอยู่หัวดำรัสด้วยกิจการคดีถ้อยความประการใด ๆ ต้องกฎหมายประเพณีเป็นยุติธรรมแล้วให้ กระทำตาม ถ้ามิชอบ จงอาจเพ็ดทูลทัดทานครั้งหนึ่ง สองครั้ง สามครั้ง ถ้ามิฟังให้รอไว้อย่าเพิ่งสั่งไป ให้ทูลที่ รโหฐาน ถ้ามิฟังจึงให้กระทำตาม ถ้าผู้ใดมิได้กระทำตามพระอัยการดั่งนี้ ท่านว่าผู้นั้นละเมิดพระราชอาญา” นอกจากนี้ยังได้บัญญัติไปอีกว่า “อนึ่ง ทรงพระโกรธแก่ผู้ใดและตรัสเรียกพระแสง อย่าให้เจ้าพนักงาน ยื่น ถ้ายื่นโทษถึงตาย” ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า พระมหากษัตริย์ของไทยได้ใช้พระราชอำนาจด้วยความระมัดระวัง เที่ยงธรรม


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 17 ช่วงที่ ๓ สมัยรัตนโกสินทร์


18


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 19


20


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 21


22 ช่วงที่ ๓ ยุรัตนโกสินทร์ ทนายความในรัฐสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า กาลทุกวันนี้มีพระราชกำหนดกฎหมายให้โจทจำเลย ผู้มีอรรถคดีแต่งทนายว่าต่างแก้ต่างได้ในศาลยุติธรรม แลมีเจ้าถ้อยหมดความแลบุคคลเปนผู้ไร้คุณสมบัติเข้ามา แอบแฝงหากินเปนทนายความ ณ โรงศาลเปนอันมาก แลกฎ ข้อบังคับทนายความซึ่งมีอยู่บัดนี้ยังไม่เพียง พอที่จะสอดส่องครอบงำตลอดทั่วถึงบุคคลเหล่านั้น ทรงเห็นว่าบรรดาชนทั้งหลาย ผู้อาศรัยเลี้ยงชีพเปนทนาย ความ ควรจะประกอบในคุณสมบัติ แลควรประพฤติอยู่ในมรรยาทดีงามเปนอันเดียวกัน จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตราพระราชบัญญัติทนายความ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ (มาตรา ๑) ทนายความแบ่งออกเป็น ๒ ชั้น ชั้นที่ ๑ ทนายความผู้สอบไล่ได้วิชากฎหมาย ได้รับประกาศนียบัตรเปนเนติบัณฑิต ฯ ชั้นที่ ๒ ทนายความซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์กรุงเทพฯ จะได้ให้สอบสวนคุณวุฒิความรู้ ความชำนาญแล้ว เห็นว่าสมควรจะทำน่าที่ทนายความ (มาตรา ๓) ทนายความชั้น ๑ นั้นจะได้มีสิทธิเข้าว่าต่าง แก้ต่างคู่ความได้ ในศาลลยุติธรรม ศาลแขวง แลศาล อำเภอตลอดทั่วทั้งพระราชอาณาจักร ฯ ทนายความชั้น ๒ นั้นจะได้มีสิทธิเข้าว่าต่างแก้ต่างคู่ความได้แต่เฉพาะในศาลยุติธรรมในกรุงเทพ ฯ ฤาหัวเมือง โดยตำบลที่ได้จดลงไว้ในใบอนุญาตทนายความ มาแต่ศาลเดิม จะลงชื่อในฟ้องอุทธรณ์ อนึ่ง ถ้าทนายความชั้น ๒ จะไปว่าคดีต่างศาลต่างถิ่นซึ่งระบุ ใบอนุญาตว่าความ ผู้นั้นจำต้องขออนุญาตพิเศษ (มาตรา ๔) เนติบัณฑิตยสภา เปนเจ้าน่าที่รักษาฐะเบียร สำหรับจดชื่อทนายความ แลให้เนติบัณฑิตยสภา เปนเจ้าพนักงานฐะเบียร ทนายความทุกชั้น ฯ (มาตรา ๕) อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้พิจารณาสอบสวนเห็นว่าผู้นั้นกอบด้วยคุณวุฒิแลความประพฤติอัน สมควรแล้วไซ้ ก็จะได้ได้พิจารณาสอบสวนเห็นว่าผู้นั้นกอบด้วยคุณวุฒิแลความประพฤติอันสมควรแล้วไซ้ ก็จะ ได้อนุญาตให้จดชื่อผู้นั้นส่งในฐะเบียรทนายความ แลจะได้ออกใบสำคัญให้ผู้นั้นถือเปนคู่มือว่าได้ลงชื่อ ในฐะเบียร ทนายความ (มาตรา ๖) แลใบอนุญาตทนายความ มีอายุคุ้มได้เพียง ๑ ปี (มาตรา ๗) อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์กรุงเทพ ฯ มีอำนาจออกคำสั่งห้ามมิให้ทนายคนใดคนหนึ่งว่าความใน ศาลยุติธรรมมีกำหนดไม่เกินกว่า ๓ ปี ฤาจะออกคำสั่งให้ลบชื่อทนายคนใดคนหนึ่งออกเสียจากฐะเบียรได้ โดย เหตุดังนี้


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 23 ๑. มีพิรุธผิดฐานฉ้อประบัดสินลูกความ เอาเท็จมาหามาแก้ลวงศาลชักให้หลงไป ๒. ปลูกความโดย ยุยง ส่งเสริมให้เขาฟ้องร้อง กรณีอันหามูลมิได้ให้รกโรงศาลก็ดี รับเข้าเปนทนายว่า ต่างแก้ต่างอรรถคดีโดยวิธีสัญญา จะแบ่งเอาส่วนเปนเงิน ฤาทรัพย์สินที่เปนมูลพิภาษกันอันจะพึงได้แก่ลูกความ นั้น โดยเหตุที่ฟ้องขึ้นเช่นนี้ก็ดี ฯ ๓. สมรู้เปนใจโดยทางตรง หรือทางอ้อมค้อมเพื่อปลูกพยานเท็จ โดยหาคนเข้ามาเปนพยานเสี้ยมสอน ให้เบิกความเท็จ ฤาโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางคำพยานหลักฐานใดๆ ซึ่งควรจะนำมายื่นแก่ศาลก็ดี หรือสมรู้เปน ใจเพื่อให้ของกำนัน หรือสัญญาจะให้สินบลแก่เจ้าพนักงานก็ดี ฯ ๔. มีพิรุธผิดโดยสถานอื่นอันเปนความประพฤตินอกมรรยาทแห่งทนายความผู้มีอาชีวะอยู่ในสัตย์ สุจริต ฯ (มาตรา ๙) เสนาบดียุติธรรม จะได้เลือกสรรกรรมการในเนติบัณฑิตยสภาตั้งขึ้นไว้เปนกรรมการ คณะหนึ่ง เพื่อ สอดส่องพิจารณาความประพฤติของทนายความ กรรมการคณะนี้ให้มีเพียง ๗ คน เมื่อจะพิจารณาไต่สวน ความประพฤติของทนายความนั้น ให้นั่งชำระไม่น้อยกว่า ๓ คน (มาตรา ๑๐) คำสั่งให้ห้ามทนายมิให้ว่าความมีกำหนดเวลาก็ดี คำสั่งให้ลบชื่อทนายความออกจากฐะเบียรก็ดี เปน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ ท่านว่า ให้ร้องถวายฎีกาได้ยังศาลฎีกา (มาตรา ๑๒) ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ กรุงเทพฯ จะได้สั่งให้ลงจดหมายเหตุในฐะเบียรทนายความว่าได้ออกคำสั่ง ห้ามทนายความมีชื่อนั้นมิให้ว่าความ ฤาได้ออกคำสั่งให้ลบชื่อทนายความนั้นออกเสียจากฐะเบียรทนายความ เจ้าพนักงานฐะเบียรได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์แล้วจะได้แจ้งความไปยังศาลยุติธรรมทั้งหลายทั่วพระ ราชอาณาจักร (มาตรา ๑๓) ในพระราชบัญญัตินี้ไม่พึงลบล้างสิทธิแห่งพนักงานอัยการอันเสนาบดีเจ้ากระทรวงได้ตั้งแต่งขึ้นไว้ให้ เปนผู้ว่าความแผ่นดิน พนักงานอัยการนั้นๆ จำจะต้องประพฤติอยู่ในคลองมรรยาทแห่งทนายความซึ่งได้ กำหนดไว้โดยพระราชบัญญัตินี้ อนึ่งอำนาจอัยการว่าความในศาลนี้พึงใช้ ได้แต่เฉพาะในคดีที่ตนจะว่าโดยน่าที่ ราชการ หาได้ตลอดไปถึงคดีส่วนตนไม่ (มาตรา ๑๔) นอกจากพนักงานอัยการซึ่งได้กล่าวมาแล้ว ในมาตรา ๑๔ นั้น ข้าทูลลอองธุลีพระบาททั้งหลายผู้ ประจำราชการไม่พึงได้รับใบอนุญาตให้เปนทนายว่าความได้ (มาตรา ๑๕) เนติบัณฑิตยสภาจะพึงวางแบบแลข้อบังคับทั้งหลายเพื่อจะปฏิบัติน่าที่อันท่านมอบหมายไว้โดย พระราชบัญญัตินี้ แลเพื่อจะชี้แจงให้กระจ่างว่าอย่างไรเปนความประพฤตินอกมรรยาทแห่งทนายความแลแบบ ข้อบังคับทั้งปวง (มาตรา ๑๘)


24 ตอนที่ ๒ การก่อตั้งสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ความเจริญก้าวหน้าของวิชาชีพทนายความ ทำให้จำนวนทนายความเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ แต่การ แสดงบทบาท การเคลื่อนไหว และการรวมพลังของบรรดาทนายความยังไม่มีรูปแบบที่เป็นเอกภาพ การ รวมกลุ่มของทนายความขาดความแน่นแฟ้นเท่าที่ควร เนื่องจากขาดองค์กรหรือสถาบันในการทำหน้าที่เป็น แกนกลางหรือเป็นศูนย์รวมอื่นชอบด้วยกฎหมาย จึงได้มีการประชุมของทนายความ ๓๐ คน23 เพื่อก่อตั้ง "สมาคมทนายความ" ขึ้นจนเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๐ เพื่อให้เป็นสถาบันอิสระ ทำ หน้าที่เป็นตัวแทนของทนายความทั่วประเทศ ในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมส่วนรวม ทั้ง เอื้ออำนวยผลประโยชน์ดูแลสวัสดิการแก่ทนายความด้วยกัน สมาคมทนายความ มีนายกสมาคมคนแรกคือ นายสมนึก เอี่ยมปรีชา มีวาระ ๑ ปี คนที่สองคือ นาย ชมพู อรรถจินดา แต่เนื่องจากสมาคมทนายความยังไม่เป็นที่ยอมรับของบรรดาทนายความด้วยกัน เพราะผู้ ก่อตั้งเป็นทนายความที่มีอาวุโสน้อย จึงได้เชิญพระยาปรีดานฤเบศร์ (ฟัก พันธุ์ฟัก) ซึ่งเป็นทนายความอาวุโส สูงสุด และเป็นอดีตผู้พิพากษา เป็นที่เคารพนับถือของทนายความจำนวนมากในขณะนั้น มาเป็นนายกสมาคม จนกระทั่งพระยาปรีดานฤเบศร์ถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ. ๒๕๐๗ จึงได้มีการเลือกนายกสมาคมคนใหม่ ซึ่งนาย ชมพูก็ได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง24 พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๐๘ จากปีพุทธศักราช ๒๔๕๗ จนถึงปี ๒๕๐๘ การประกอบวิชาชีพทนายความภายใต้บทบัญญัติของ พระราชบัญญัติทนายความทั้ง ๖ ฉบับ ได้อยู่ในความควบคุมดูแลของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์และเนติ บัณฑิตยสภาตามลำดับ ทั้งในด้านการจดทะเบียนรับอนุญาตและการควบคุมมรรยาททนายความ ต่อมา จึงได้ มีการตราพระราชบัญญัติทนายความ พุทธศักราช ๒๕๐๘ โดยได้มีการเสนอร่างเข้าสู่สภาร่างรัฐธรรมนูญ ใน สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี และได้ประกาศใช้ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ในสมัยจอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญในพระราชบัญญัติฉบับนี้คือ มีการโอนอำนาจออก ใบอนุญาตว่าความจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มาให้เนติบัณฑิตยสภาเป็นผู้มีอำนาจโดยเด็ดขาด ทั้งยังให้ อำนาจแก่เนติบัณฑิตยสภาในการออกข้อบังคับกำหนดมรรยาททนายความ เนติบัณฑิตยสภาจึงเป็นทั้งผู้ออก ใบอนุญาต ผู้ควบคุมระเบียนและมรรยาททนายความ พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังคงแบ่งทนายเป็นสองชั้น คือ ทนายความชั้นหนึ่ง มีสิทธิว่าความในศาลทั่วราชอาณาจักร โดยต้องมีคุณสมบัติดังนี้ ๑. มีสัญชาติไทย ๒. มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ๓. เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา ๔. ไม่เป็นโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจแก่สังคม 23 รุจิระ บุนนาค, บันทึก...อดีตแห่งความทรงจำศาสตราจารย์มารุต บุนนาค (กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง, ๒๕๕๐), หน้า ๗๑. 24 เรื่องเดียวกัน.


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 25 ๕. ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี และไม่เป็นผู้มีประวัติหรือได้ กระทำการอันใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต และ ๖. ไม่เป็นผู้มีกายพิการหรือจิตบกพร่องอันเป็นเหตุให้เป็นผู้หย่อนสมรรถภาพในการประกอบอาชีพ ทนายความ ทนายความชั้นสอง มีสิทธิว่าความในศาลในเขตจังหวัดที่ทนายความผู้นั้นมีสำนักงานจดทะเบียนไว้ และจังหวัดอื่นที่ระบุไว้ในใบอนุญาตได้อีกไม่เกิน ๔ จังหวัดที่มีเขตติดต่อกับจังหวัดที่ตั้งสำนักงานที่จดทะเบียน ไว้ โดยต้องมีคุณสมบัติเหมือนทนายความชั้นหนึ่ง เว้นแต่ในข้อ ๓ ที่ผู้ที่จะเป็นทนายความชั้นสอง ต้องสอบได้ ความรู้ตามที่เนติบัณฑิตยสภากำหนดให้มีการสอบ หรือมีปริญญา อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรในวิชา นิติศาสตร์จากสถานการศึกษาในประเทศไทย และต้องเป็นสมาชิกวิสามัญหรือสมาชิกสมทบแห่งเนติบัณฑิตย สภาด้วย นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ใบอนุญาตเป็นทนายความมีอายุ ๑ ปี โดยใช้ได้ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม และต้อง ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตภายใน ๓ เดือนก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ ปัญหาสิทธิว่าความของทนายความชั้นสอง การควบคุมทนายความในระยะแรก ๆ เนติบัณฑิตยสภามุ่งดำเนินการตามแบบเนติบัณฑิตยสภา อังกฤษ จึงกำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยต้องผ่านการสอบเป็น เนติบัณฑิตที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาเสียก่อน จึงจะขอจดทะเบียนเป็นทนายความ ชั้นหนึ่งได้ ทำให้ผู้ที่จบปริญญาตรีทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเป็นได้เพียงทนายความชั้นสองเท่านั้น และ ตามบทบัญญัติให้สิทธิทนายความชั้นหนึ่งว่าความได้ทั่วราชอาณาจักร ส่วนทนายความชั้นสองมีสิทธิว่าความได้ เฉพาะในจังหวัดที่ได้รับอนุญาต ข้อกำหนดดังกล่าวของเนติบัณฑิตยสภาเป็นการกดขี่และเป็นการปิดกั้น เสรีภาพของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จึงก่อให้เกิดกระแสแห่งความไม่พอใจ มีการเคลื่อนไหว เพื่อ ต่อสู้คัดค้านกันอย่างกว้างขวาง นายชมพู อรรถจินดา นายกสมาคมทนายความในขณะนั้น จึงมีหนังสือเลขที่ ๒๘๙/๒๕๐๘ ลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ ร้องเรียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและนายกเนติบัณฑิตยสภา ซึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้ขอความคิดเห็นจากเนติบัณฑิตยสภาในเรื่องเดียวกันนี้ คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภามีมติในการประชุมครั้งที่ ๓๕๘ ในวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๐๙ ว่ายังไม่มี เหตุผลที่สมควรจำเป็นจะแก้ไขพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๐๘ นายกเนติบัณฑิตยสภาจึงมีหนังสือที่ ๔๑๙/๒๕๐๙ ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๐๙ ถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม แล้วเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรม จึงได้มีหนังสือที่ ยธ.๐๑๐๐/๒๐๗๕ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๐๙ ถึง นายกสมาคมทนายความเพื่อแจ้ง มติดังกล่าว ซึ่งในขณะนั้น นายมารุต บุนนาค เพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมทนายความ ต่อมา นายกสมาคมทนายความได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้เนติบัณฑิตยสภาพิจารณาอีกครั้ง เนติบัณฑิตย สภาจึงตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องสมาคมทนายความร้องเรียนว่าทนายความชั้น ๒ เดือดร้อน เมื่อ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๑๑ โดยมีหลวงประกอบนิติสารเป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ ก็ได้ยืนยันกลับมา ว่า ไม่อาจแก้ไขหรือยกเลิกมติการประชุมครั้งที่ ๓๕๘ ได้ด้วยเหตุผลพอสรุปได้ดังต่อไปนี้


26 ๑. อำนาจของศาลเกี่ยวกับการจดทะเบียนทนายความ ตลอดจนการอนุญาตทั้งปวงแก่ทนายความ ได้โอนมายังเนติบัณฑิตยสภาโดยสิ้นเชิงแล้ว ถ้าจะแก้ไขให้อำนาจอนุญาตให้ทนายความชั้น ๒ ว่าความต่างถิ่น กลับไปให้ศาลอีกก็คงเป็นการลักลั่น เพราะอธิบดีศาลอุทธรณ์ไม่ใช่ผู้ออกใบอนุญาตทนายความแล้ว ถ้าจะให้ ศาลอนุญาตเป็นพิเศษให้ทนายความชั้น ๒ ว่าความต่างถิ่น ก็ไม่มีเหตุที่จะให้รายงานต่ออธิบดีศาลอุทธรณ์ถ้า จะให้รายงานต่อเนติบัณฑิตยสภา ก็จะเป็นการเสียศักดิ์ศรีของศาล หรือเพียงแจ้งให้เนติบัณฑิตยสภาทราบ เนติบัณฑิตยสภาก็จะลดฐานะเป็นเพียงสำนักงานทะเบียนทนายความ ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยว่าการ อนุญาตของศาลท้องถิ่นสมควรหรือไม่ ๒. ที่อ้างกันว่าทนายความชั้น ๒ เคยมีสิทธิว่าความต่างถิ่นนั้น แท้จริงแล้ว ทนายความชั้น ๒ เพียง อาจขออนุญาตพิเศษไปว่าความต่างถิ่นเท่านั้น หาใช่สิทธิไม่ เพราะโดยนิตินัย ผู้มีอำนาจอนุญาตอาจจะไม่ อนุญาตก็ได้ แต่โดยพฤตินัยนั้นเคยอนุญาตกันเสมอมา เป็นเหตุให้สำคัญผิดว่าทนายความชั้น ๒ เคยมีสิทธิไป ว่าความต่างถิ่น ทั้งๆ ที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายบ่งชี้ชัดว่า เพียงอาจขออนุญาตพิเศษไปว่าความต่างถิ่นเท่านั้น ถ้าจะมีข้อโต้แย้งยกเอาการที่เคยอนุญาตกันมาก่อนขึ้นเป็นเหตุใช้สิทธิอนุญาตพิเศษ แล้วให้มีการอนุญาตกัน ทุกกรณี การให้ขออนุญาตก็ไร้ความหมาย เพราะจะกลายเป็นเอกสิทธิไป อีกทั้งการอนุญาตก็ไร้ความหมายใน เมื่อไร้อำนาจปฏิเสธ และผู้อนุญาตก็จะกลายเป็นเพียงผู้เก็บค่าธรรมเนียมไป ๓. ในการยกร่างพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๐๘ คณะกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติฉบับ นี้ (ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงยุติธรรมและผู้แทนเนติบัณฑิตยสภา) ไม่มีเจตนาตัดสิทธิทนายความชั้น ๒ และร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของทางราชการเป็นขั้นๆ จนถึงกรรมาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง มีนายกสมาคมทนายความอยู่ด้วย คือพระยาปรีดานฤเบศร สืบต่อโดยนายชมพู อรรถจินดา ลงชื่อในคำร้องขอ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมด้วย ๔. การกำหนดให้ทนายความชั้น ๒ สามารถว่าความได้ ๕ จังหวัดนั้น เป็นการมุ่งอำนวยความสะดวก ที่จะได้ไม่ต้องขออนุญาตพิเศษไปว่าความต่างถิ่นในจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งตามพฤติการณ์ที่เป็นจริงนั้น สถิติการ ขออนุญาตไปว่าความในจังหวัดห่างไกลเกินกว่าจังหวัดใกล้เคียงมีเพียงร้อยละ ๑ เท่านั้น สาระสำคัญของพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๐๘25 หลักการและเหตุผล “...โดยที่กฎหมายว่าด้วยทนายความได้ตราขึ้นบังคับใช้มาเป็นเวลานานแล้ว มีบทบัญญัติไม่รัดกุมและ เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในปัจจุบัน สมควรปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่ เช่น บัญญัติให้การจดทะเบียนและรับอนุญาต เป็นทนายความตลอดจนการควบคุมมรรยาททนายความเป็นอำนาจหน้าที่ของเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นสถาบัน ที่มีหน้าที่โดยตรงในการนี้ และควรมีบทบัญญัติให้สิทธิแก่ประชาชนกล่าวหาทนายความผู้กระทำผิดมรรยาทได้ โดยสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชนผู้มีอรรถคดี จึงจำเป็นต้องยกเลิกบทกฎหมาย ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และบัญญัติขึ้นใหม่ใช้แทนต่อไป...” วันที่มีผลใช้บังคับ ให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้น ๖๐ วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ตรงกับ วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๐๘) 25 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๘๒ ตอนที่ ๕๘ ฉบับพิเศษ วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๐๘ หน้าที่ ๑-๒๑


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 27 การประกาศยกเลิกกฎหมาย26 ๑. ยกเลิกพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๔๗๗ ๒. ยกเลิกพระราชบัญญัติทนายความ (ฉะบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๘๑ ๓. ยกเลิกพระราชบัญญัติทนายความ (ฉะบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๘๓ ความหมาย คุณสมบัติและประเภทของทนายความ27 ทนายความได้แก่ผู้ที่จดทะเบียนและรับใบอนุญาตจากเนติบัณฑิตยสภาให้มีสิทธิว่าความในศาล แบ่ง ออกเป็นสองชั้นได้แก่ ทนายความชั้นหนึ่ง มีสิทธิว่าความทั่วราชอาณาจักร ทนายความชั้นสอง มีสิทธิว่าความในศาลในเขตจังหวัดที่ทนายความผู้นั้นมีสำนักงานจดทะเบียนไว้ และในจังหวัดอื่นที่ระบุไว้ในใบอนุญาต และมีสิทธิว่าความในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเฉพาะคดีที่ศาลชั้นต้น ในเขตจังหวัดดังกล่าวได้พิพากษาหรือสั่ง ไม่ว่าจะได้ว่าความในศาลชั้นต้นหรือไม่ เนติบัณฑิตยสภามีอำนาจอนุญาตให้ทนายความชั้นสองว่าความในศาลในเขตจังหวัดอื่นนอกจาก จังหวัดที่ทนายความผู้นั้นมีสำนักงานที่จดทะเบียนไว้ได้อีกไม่เกิน ๔ จังหวัด โดยต้องเป็นจังหวัดที่มีเขตติดต่อ กับจังหวัดที่ทนายความผู้นั้นมีสำนักงานที่จดทะเบียนไว้และให้เนติบัณฑิตยสภาระบุเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาต ให้ว่าความไว้ในใบอนุญาตให้เป็นทนายความด้วย ทนายความชั้นสองอาจยื่นคำขอเปลี่ยนเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ว่าความนั้นได้ โดยเนติบัณฑิต สภามีอำนาจในการอนุญาตตามสมควร ทนายความชั้นสองคนใดได้รับอนุญาตพิเศษให้ว่าความต่างถิ่นในคดีใด ในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิว่าความและดำเนินการอื่นในคดีนั้นต่อไปได้ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เป็นทนายความ ตามที่กำหนดไว้และให้ถือว่าใบอนุญาตทนายความนั้น ๆ เป็นใบอนุญาตที่ได้ออกตามพระราชบัญญัตินี้ ห้ามมิให้ผู้ที่มิได้เป็นทนายความ หรือเป็นทนายความแต่ถูกเพิกถอนชื่อหรือต้องห้ามการเป็น ทนายความ หรือถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ หรือขาดต่ออายุใบอนุญาตเป็นทนายความ ว่าความใน ศาลหรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้องหรือคำแถลงอันเกี่ยวกับการ พิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น แต่ไม่รวมถึงเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ในราชการและบุคคลซึ่งมี อำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท 26 มาตรา ๓ 27 มาตรา ๔ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘


28 ใบอนุญาตฯ ออกโดยเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ. ๒๕๑๔ – ๒๕๒๘ คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต และการยื่นขอรับใบอนุญาตเป็นทนายความ28 คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นทนายความชั้นหนึ่ง ๑. มีสัญชาติไทย ๒. มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ๓. เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา ๔. ไม่เป็นโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจแก่สังคม ๕. ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี ๖. ไม่เป็นผู้มีกายพิการหรือจิตบกพร่องอันเป็นเหตุให้หย่อนสมรรถภาพในการประกอบอาชีพ ทนายความ คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นทนายความชั้นสอง ๑. มีคุณสมบัติตามข้อ ๑, ๒, ๔, ๕ และ ๖ ของผู้ที่ขอรับใบอนุญาตเป็นทนายความชั้น ๑ ๒. สอบได้ความรู้ตามที่เนติบัณฑิตยสภากำหนดให้มี หรือมีปริญญาหรืออนุปริญญาหรือ ประกาศนียบัตรในวิชานิติศาสตร์จากสถานศึกษาในประเทศไทยซึ่งเนติบัณฑิตยสภารับรอง ๓. เป็นสมาชิกวิสามัญหรือสมาชิกสมทบแห่งเนติบัณฑิตยสภา ทนายความคนใดขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง ไม่ว่าก่อนหรือหลังรับใบอนุญาตฯ ให้เนติบัณฑิตยสภามี อำนาจถอนชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความ ทนายความต้องมีสำนักงานตามที่ระบุในคำขอจดทะเบียน และจะมีมากกว่า ๑ สำนักงานมิได้ แต่อาจ ขอย้ายสำนักงานที่จดทะเบียนไว้ได้ แต่ทนายความชั้นสองจะย้ายที่ตั้งสำนักงานได้เฉพาะภายในจังหวัด เดียวกับที่ตั้งสำนักงานเดิม เว้นแต่จะได้จดทะเบียนสำนักงานนั้นมาไม่น้อยกว่า ๑ ปี และทนายความผู้นั้นเป็น สมาชิกสมทบแห่งเนติบัณฑิตยสภาไม่น้อยกว่า ๓ ปี หรือเป็นสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา ก็อาจย้ายไป ตั้งในเขตจังหวัดอื่นก็ได้ 28 มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๓๕


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 29 คำขอจดทะเบียนและขอรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ ให้ทำตามแบบที่เนติบัณฑิตยสภากำหนด และยื่นต่อเนติบัณฑิตยสภา แต่หากผู้ยื่นคำขอมีสำนักงานในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัด ธนบุรี จะยื่นคำขอต่อศาลจังหวัดนั้นเพื่อส่งมายังเนติบัณฑิตยสภาก็ได้ เมื่อเนติบัณฑิตยสภาได้รับคำขอจดทะเบียนแล้ว เห็นว่าผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติครบ ให้เนติบัณฑิตย สภารับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความแก่ผู้ยื่นคำขอ ใบอนุญาตเป็นทนายความมีอายุใช้ได้ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม และให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตภายใน ๓ เดือนสุดท้ายของปีที่ใบอนุญาตจะสิ้นอายุ หากใบอนุญาตเป็นทนายความสูญหายหรือเสียหายในสาระสำคัญ จะยื่นคำขอรับใบแทนในอนุญาต ก็ได้ ให้ทนายความที่มีสำนักงานที่จดทะเบียนไว้ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ชำระเงิน ค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เนติบัณฑิตยสภา ส่วนทนายความที่มีสำนักงานจดทะเบียนไว้ในจังหวัดอื่น ให้ชำระต่อ ศาลจังหวัดที่มีสำนักงานอยู่ในเขต ค่าธรรมเนียมดังกล่าวนี้น ให้เป็นรายได้ของเนติบัณฑิตยสภาเพื่อใช้จ่ายในการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ รวมถึงการปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของเนติบัณฑิตยสภา มรรยาททนายความ คณะกรรมการมรรยาททนายความ และวิธีพิจารณาคดีมรรยาททนายความ29 ทนายความต้องปฏิบัติตนตามมรรยาททนายความที่เนติบัณฑิตยสภากำหนด ในระหว่างที่เนติบัณฑิตยสภายังมิได้ตราข้อบังคับตามมาตรา ๑๗ ให้ถือว่าความในมาตรา ๑๒ ของ พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๔๗๗ และข้อบังคับของเนติบัณฑิตยสภาว่าด้วยมรรยาททนายความและ การแต่งกายของทนายความ เป็นเสมือนข้อบังคับที่ได้ตราขึ้นตามมาตรา ๑๗ คณะกรรมการมรรยาททนายความประกอบด้วยประธานกรรมการ ๑ คน และกรรมการอื่นอีกไม่น้อย กว่า ๘ คน ซึ่งเนติบัณฑิตยสภาแต่งตั้งจากสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย เป็น สามัญสมาชิกมาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี และไม่เคยประพฤติผิดมรรยาททนายความ ให้เนติบัณฑิตยสภาแต่งตั้ง คณะกรรมการมรรยาททนายความภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ กรรมการมรรยาททนายความมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๒ ปี หากมีการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นใน ขณะที่กรรมการที่แต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งเพิ่มขึ้นนั้นอยู่ใน ตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการมรรยาททนายความซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วนั้น และกรรมการมรรยาท ทนายความที่พ้นจากตำแหน่งแล้วอาจได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกก็ได้ให้กรรมการมรรยาททนายความเป็น เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา กรรมการมรรยาททนายความพ้นจากตำแหน่งเมื่อครบวาระ ตาย ลาออก ขาดจากสัญชาติไทย ขาด จากการเป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา หรือเนติบัณฑิตยสภาให้พ้นจากตำแหน่ง 29 มาตรา ๑๗ ถึงมาตรา ๓๐ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑


30 บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการประพฤติผิดมรรยาทของทนายความ สามารถทำเรื่องราวต่อเนติ บัณฑิตยสภา กล่าวหาทนายความผู้นั้นว่าประพฤติผิดมรรยาทได้ภายใน ๑ ปีนับแต่รู้ถึงการประพฤติผิด มรรยาทและรู้ตัวผู้ประพฤติผิด แต่ไม่เกิน ๓ ปีนับแต่วันประพฤติผิดมรรยาททนายความ การถอนเรื่องกล่าวหา ที่ได้ยื่นไว้แล้วไม่เป็นเหตุให้ระงับการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อเนติบัณฑิตยสภาได้รับเรื่องราวกล่าวหา หรือเมื่อศาลได้แจ้งมายังนายกเนติบัณฑิตยสภา หรือเมื่อ การปรากฏแก่เนติบัณฑิตยสภาถึงการประพฤติผิดมรรยาททนายความ ให้นายกเนติบัณฑิตยสภาแต่งตั้ง สมาชิกเนติบัณฑิตยสภาไม่น้อยกว่า ๓ คนเป็นกรรมการสอบสวนว่ากรณีมีมูลหรือไม่ และให้กรรมการสอบสวน นี้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การพิจารณาคดีมรรยาททนายความต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่า ๓ คนจึงจะเป็นองค์คณะ และให้ถือเสียงข้างมากในการวินิจฉัยชี้ขาด ก่อนการสอบสวน ให้คณะกรรมการ สอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาให้ทนายความผู้ถูกกล่าวหาทราบ ทนายความผู้ถูกกล่าวหาอาจทำคำชี้แจงก็ได้ แต่ ต้องยื่นคำชี้แจงต่อคณะกรรมการสอบสวนภายใน ๘ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการสอบสวน หรือ ภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการสอบสวนขยายให้ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ให้เสนอความเห็นว่ากรณีมีมูลหรือไม่ต่อนายก เนติบัณฑิตยสภา และให้นายกเนติบัณฑิตยสภามีอำนาจสั่งให้ส่งสำนวนการสอบสวนต่ออธิบดีกรมอัยการหรือ สั่งให้ยกเรื่องราว หรือสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมก็ได้ หากมีคำสั่งให้ยกเรื่องราว ให้เนติบัณฑิตยสภาแจ้งคำสั่งนั้น ให้ผู้กล่าวหาหรือศาล และทนายความผู้ถูกกล่าวหาทราบ เมื่ออธิบดีกรมอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนแล้ว อธิบดีกรมอัยการมีอำนาจทำคำสั่งให้ยื่นคำ กล่าวหาต่อคณะกรรมการทนายความหรือไม่ยื่นคำกล่าวหา หรือมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ในกรณีที่อธิบดี กรมอัยการมีคำสั่งให้ยื่นคำกล่าวหา ให้พนักงานอัยการที่อธิบดีกรมอัยการมอบหมายมีอำนาจดำเนินการเป็น โจทก์ตามมาตรา ๒๙ แต่หากอธิบดีกรมอัยการมีคำสั่งไม่ยื่นคำกล่าวหา ให้แจ้งคำสั่งนั้นต่อเนติบัณฑิตยสภา และให้เนติบัณฑิตยสภาแจ้งให้ผู้กล่าวหาหรือศาล และทนายความผู้ถูกกล่าวหาทราบ เมื่อคณะกรรมการมรรยาททนายความได้รับคำกล่าวหาของพนักงานอัยการแล้ว ให้คณะกรรมการ มรรยาททนายความพิจารณาและมีอำนาจทำคำสั่งชี้ขาดให้ยกคำกล่าวหาของพนักงานอัยการ ซึ่งคำสั่งชี้ขาดนี้ ถือเป็นที่สุด หรือหากเห็นว่าทนายความผู้ถูกกล่าวหาประพฤติผิดมรรยาท ก็ให้ทำความเห็นส่งไปยังเนติ บัณฑิตยสภาพร้อมสำนวนการพิจารณาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด กรรมการมรรยาททนายความมีอำนาจเรียกให้บุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารหรือวัตถุใดๆ เพื่อประกอบการพิจารณา และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดย อนุโลม โดยให้ถือว่าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ทนายความผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำเลย และบุคคลผู้ถูกเรียกมาให้ ถ้อยคำเป็นพยาน คณะกรรมการมรรยาทมีอำนาจส่งประเด็นไปให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดหรือศาลแขวงใดๆ พิจารณาสืบพยานได้ และให้ถือว่าการพิจารณาสืบพยานของผู้พิพากษาเป็นการพิจารณาของคณะกรรมการ มรรยาททนายความ เมื่อเนติบัณฑิตยสภาได้รับความเห็นและสำนวนการพิจารณาที่คณะกรรมการมรรยาททนายความส่ง มาแล้ว ให้เนติบัณฑิตยสภามีอำนาจวินิจฉัยและทำคำสั่งยกคำกล่าวหา ภาคทัณฑ์ ห้ามเป็นทนายความไม่เกิน ๓ ปี หรือลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ แล้วแต่จะเห็นสมควร ในกรณีที่มีคำสั่งภาคทัณฑ์ ให้จดแจ้งคำสั่ง นั้นไว้ในทะเบียนและใบอนุญาตของทนายความผู้นั้นด้วย ในกรณีที่มีการถอนชื่อหรือมีคำสั่งห้ามเป็น


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 31 ทนายความหรือมีคำสั่งให้ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ ให้จดแจ้งคำสั่งนั้นไว้ในทะเบียนและแจ้งไปให้ ทนายความผู้นั้นกับศาลทั่วราชอาณาจักรทราบ เรื่องที่ค้างพิจารณาอยู่ในชั้นคณะกรรมการสอดส่องความประพฤติทนายความหรือชั้นศาลในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๔๗๗, ๒๔๘๑ และ ๒๔๘๓ ไป จนกว่าจะถึงที่สุด การลบชื่อทนายความและการขอเป็นทนายความใหม่30 เมื่อทนายความผู้ใดต้องคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำความผิดนอกจากกระทำโดย ประมาทหรือเป็นความผิดลหุโทษ และต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษา ให้ศาลชั้นต้นแจ้งต่อเนติบัณฑิตสภา หากเนติบัณฑิตยสภาเห็นว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายหรือเป็นการกระทำที่เสื่อมเกียรติของ ทนายความ ให้เนติบัณฑิตยสภามีอำนาจลบชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความได้ ทนายความผู้ถูกลบชื่อออกจากทะเบียน เมื่อครบกำหนด ๕ ปี นับแต่วันที่ถูกลบชื่อหรือนับแต่วันพ้น โทษในกรณีที่ถูกลบชื่อเพราะต้องโทษ อาจยื่นขอเป็นทนายความใหม่ต่อเนติบัณฑิตยสภาในเมื่อตนยังมี คุณสมบัติเป็นทนายความได้ หากเนติบัณฑิตยสภาเห็นสมควรพิจารณาอนุญาต ก็ให้มีอำนาจรับจดทะเบียน และออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความอีกได้ การส่งมอบเอกสารของศาลอุทธรณ์31 ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ส่งมอบทะเบียนทนายความและเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่เนติบัณฑิตย สภาภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ บรรดาเรื่องราวหรือคำขอใดๆ ที่ยื่นต่ออธิบดีผู้ พิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งยังค้างพิจารณาหรือดำเนินการและอาจดำเนินการไปได้ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือ เป็นเรื่องราวหรือคำขอต่อเนติบัณฑิตยสภาเพื่อให้พิจารณาหรือดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ หลังจากนั้นไม่นาน คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภาก็หมดอายุลงตามวาระ คณะกรรมการเนติ บัณฑิตยสภาชุดใหม่ได้รับเลือกเข้ามาในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๑ บรรดาทนายความชั้น ๒ เห็นเป็นโอกาสที่ จะเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติทนายความอีกครั้ง จึงได้รวมตัวกันยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อสมาคม ทนายความในวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๑๑ สมาคมทนายความได้รับเรื่องและพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงได้ มีความเห็นเสนอมายังคณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภา ๒ ข้อ (๑.) สมควรที่จะได้มีการแก้ไขผ่อนปรนให้ทนายความชั้น ๒ มีสิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตว่าความได้ทั่ว ราชอาณาจักรดังเดิม และ (๒.) สมควรที่จะให้โอกาสแก่ทนายความชั้น ๒ ที่ได้ว่าความมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๔ ปี จนเป็นที่เห็นชัดว่า เป็นผู้มีความรู้ความสามารถได้รับการเลื่อนขึ้นเป็นทนายความชั้น ๑ ดังเช่นที่พระราชบัญญัติทนายความฉบับ เดิมได้มีบทบัญญัติทำนองนี้อยู่ คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภาจึงได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๑ โดยให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นประธาน และมีอนุกรรมการอีก ๖ นาย ประกอบด้วย นายพจน์ ปุษปา 30 มาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๒ 31 มาตรา ๔๒


32 คม นายโปร่ง เปล่งศรีงาม นายปรีชา สุมาวงศ์ นายทวี กสิยพงศ์นายประภาศน์ อวยชัย และนายมารุต บุนนาค (นายกสมาคมทนายความในขณะนั้น) เพื่อพิจารณาคำร้องดังกล่าว คณะอนุกรรมการชุดนี้พิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่า ข้อเสนอของสภาทนายความในข้อ (๑.) เป็น ปัญหาเกี่ยวกับหนังสือร้องเรียนของคณะผู้แทนทนายความชั้น ๒ ที่กำลังประสบความเดือดร้อนอันเนื่องมาจาก การถูกจำกัดเขตให้ว่าความได้ไม่เกิน ๕ จังหวัด สมควรจะมีการแก้ไขผ่อนปรนต่อไป ส่วนข้อเสนอ (๒.) นั้น เห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับการจะแก้ไขผ่อนปรนความเดือดร้อนจากการถูกจำกัดสิทธิว่าความ คณะอนุกรรมการจึง ขอให้นายมารุต บุนนาค ถอนข้อเสนอ (๒.) เสีย ซึ่งนายมารุตก็ยินยอม ทำให้มีการพิจารณาเฉพาะข้อเสนอ (๑.) เท่านั้น จึงได้ประชุมปรึกษาในวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๑๑ และเห็นว่าสมควรผ่อนผันให้ทนายความชั้น ๒ มีสิทธิว่าความในศาลต่างถิ่นได้ โดยขออนุญาตพิเศษเฉพาะเรื่อง ด้วยเหตุผลดังนี้ ๑. ทนายความชั้น ๒ แต่เดิมเป็นพวกเสมียนและศาลจังหวัดที่กันดาร ทำการทดสอบความรู้แล้ว ได้รับอนุญาตให้เป็นทนายความเพื่อแก้ความขาดแคลนทนายความในบางจังหวัด ครั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง โรงเรียนกฎหมายสลายตัวไปและได้ตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ต่อมาเนติ บัณฑิตยสภาเห็นสมควรจะส่งเสริมการศึกษานิติศาสตร์และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย จึงจัดตั้งสำนัก อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และบังคับให้ผู้ที่จะขอขึ้นทะเบียนเป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติ บัณฑิตยสภา จะต้องผ่านการสอบไล่ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายด้วย ทำให้ผู้ที่สำเร็จปริญญา ก่อน พ.ศ. ๒๔๙๕ มีสิทธิสมัครเป็นสามัญสมาชิกได้ ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาภายหลัง พ.ศ. ๒๔๙๕ มีสิทธิสมัคร เป็นวิสามัญสมาชิก และเนติบัณฑิตยสภาได้ร่วมกับอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ในการผ่อนผันให้ผู้ที่ได้รับ อนุปริญญาและปริญญาตรีที่ไม่มีสิทธิเป็นสามัญสมาชิก รับอนุญาตเป็นทนายความชั้น ๒ ได้ ๒. ทนายความชั้น ๒ ในขณะนั้น ส่วนใหญ่มิใช่ผู้ที่สอบไล่ได้จากจังหวัดที่กันดารและขาดแคลน ทนายความ แต่เป็นผู้ที่สอบไล่ได้อนุปริญญาหรือปริญญาตรีทางนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นวิสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา และจะทวีจำนวนขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งตลอด ระยะเวลาที่ผ่านมา ทนายความชั้น ๒ ต่างก็แยกย้ายพากันไปว่าความทั่วราชอาณาจักร มิได้มุ่งไปว่าความต่าง ถิ่นที่เจริญกว่าดังที่มีผู้วิตก ทั้งการขอย้ายสำนักงานก็เป็นสิทธิของทนายความที่สามารถกระทำได้ จึงไม่น่าห่วง ว่าหากอนุญาตให้ทนายความชั้น ๒ ขออนุญาตว่าความต่างถิ่นได้แล้ว จะพากันมาอยู่และว่าความในจังหวัด พระนคร จนชาวบ้านในจังหวัดอื่น ๆ เดือดร้อน แต่จะเป็นการอนุเคราะห์ให้ประชาชนได้มีเสรีภาพที่จะเลือกใช้ ทนายความคนใดไปว่าความในจังหวัดใดก็ได้ ๓. เป็นที่ยอมรับว่า ยังมีจำนวนทนายความชั้น ๑ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนผู้มีอรรถ คดี จึงจำเป็นที่จะต้องมีทนายความชั้น ๒ เพื่อช่วยให้มีทนายความเพียงพอต่อความต้องการ การจำกัดให้ ทนายความชั้น ๒ มีสิทธิว่าความเฉพาะในจังหวัดที่ตั้งสำนักงานและจังหวัดต่อเนื่องอีก ๔ จังหวัด จึงเป็น ผลเสียแก่ประชาชน เพราะประชาชนควรมีสิทธิเลือกเฟ้นทนายความได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งจะทำให้ได้ ทนายความที่ตนพอใจ ทั้งยังทำให้เสียค่าจ้างว่าความในอัตราที่ย่อมเยาลงด้วย ๔. คณะอนุกรรมการเห็นว่า ฐานะและสิทธิของทนายความชั้น ๑ และทนายความชั้น ๒ มีความ แตกต่างกันอย่างเพียงพอแล้ว เพราะทนายความชั้น ๑ ย่อมมีฐานะและได้รับการยกย่องในทางสังคมเหนือกว่า ทนายความชั้น ๒ ทั้งยังสามารถว่าความในศาลได้ทั่วราชอาณาจักรโดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นพิเศษและเสีย ค่าธรรมเนียม


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 33 ๕. การจำกัดเขตให้ทนายความชั้น ๒ ว่าความได้เพียง ๕ จังหวัด และสามารถขออนุญาตเปลี่ยนเขต จังหวัดได้นั้น ก่อให้เกิดความยุ่งยากเป็นผลร้ายแก่ประชาชน เนื่องจากเคยมีคดีที่ทนายความชั้น ๒ รับว่าคดีได้ ขอเปลี่ยนเขตจังหวัดไปยังจังหวัดอื่นก่อนที่คดีนั้นจะเสร็จเด็ดขาดถึงที่สุด เป็นเหตุให้ทนายความผู้นั้นไม่มีสิทธิ ที่จะว่าคดีที่ค้างอยู่นั้น นอกจากนี้ การขอเปลี่ยนเขตจังหวัดใหม่ ก็เป็นการสร้างภาระให้แก่เนติบัณฑิตยสภาที่ จะต้องพิจารณาอนุญาตและติดตามสอดส่องดูแลการเปลี่ยนเขตจังหวัดให้เป็นไปโดยถูกต้อง ๖. การอนุญาตให้ทนายความชั้น ๒ ขออนุญาตไปว่าความต่างถิ่น มิได้ทำให้จำนวนนักศึกษาของ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาลดลงแต่อย่างใด เพราะผู้ที่เข้ามาศึกษาวิชากฎหมาย ย่อมมุ่ง ศึกษาเพื่อเกียรตินิยมหรือชื่อเสียง มิใช่เพียงแต่จะมุ่งการเป็นทนายความชั้น ๑ เพียงอย่างเดียว ๗. จากสถิติที่ผ่านมา ทนายความชั้น ๒ ได้ขออนุญาตพิเศษไปว่าความต่างถิ่นเกินร้อยละ ๑๐๐ ของ จำนวนทนายความชั้น ๒ ทั่วประเทศเกือบทุกปี แสดงให้เห็นว่าประชาชนได้พึ่งพาความรู้ความสามารถของ ทนายความชั้น ๒ อย่างกว้างขวาง มิใช่เพียงร้อยละ ๑ ดังที่คณะอนุกรรมการชุดก่อนกล่าวอ้าง ๘. เนติบัณฑิตยสภามีฐานะเป็นทั้งผู้ให้กำเนิด ผู้พิทักษ์ และผู้ปกครองดูแลการประกอบวิชาชีพของ ทนายความเป็นสำคัญ เมื่อทนายความชั้น ๒ ได้รับความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ และคำร้องที่ ทนายความชั้น ๒ ขอมา ก็เป็นเพียงการแก้ไขผ่อนปรนให้มีโอกาสขออนุญาตว่าความต่างถิ่นได้เหมือนดังที่เคย ปฏิบัติมา และการที่จะผ่อนผันนี้ก็มิได้กระทบกระเทือนต่อหลักการของเนติบัณฑิตยสภาแต่อย่างใด ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะอนุกรรมการจึงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า สมควรแก้ไขหลักการใน พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๐๘ ที่จำกัดเขตว่าความของทนายความชั้น ๒ นั้นเสีย โดยอนุญาตให้ ทนายความชั้น ๒ ว่าความได้ในศาลเฉพาะที่จังหวัดที่ได้ระบุไว้ในใบอนุญาต หากจะไปว่าความต่างถิ่นต้องขอ อนุญาตพิเศษเฉพาะเรื่อง ดังที่เคยตราไว้เป็นหลักการในพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๔๗๗ และได้เสนอ ความเห็นนี้ไปยังคณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภา คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภาได้ลงมติเห็นชอบกับความเห็นของคณะอนุกรรมการ ที่จะแก้ไข หลักการในพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๐๘ ให้เป็นไปตามหลักการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ทนายความ พ.ศ. ๒๔๗๗ นายกเนติบัณฑิตยสภาจึงได้เสนอมติดังกล่าวไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะสภานายกพิเศษ พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๑๔ ภายหลังจากคณะกรรมการสมาคมทนายความได้พยายามร้องเรียนต่อเนติบัณฑิตยสภาและกระทรวง ยุติธรรม ให้แก้ไขพระราชบัญญัติทนายความ เพื่อให้ได้สิทธิอันชอบธรรมแก่บรรดาทนายความที่เป็นนิติศาสตร บัณฑิตอยู่หลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะบรรดากรรมการเนติบัณฑิตยสภาในยุคนั้น เป็นนัก กฎหมายอาวุโสที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่32 จนกระทั่งในปี ๒๕๑๑ มีการเลือกตั้ง คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภาชุดใหม่ ซึ่งผู้ได้รับเลือกส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นหนุ่ม จึงได้เสนอแนวทางการแก้ไข พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๐๘ ต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้สิทธิของทนายความที่เป็นนิติศาสตร บัณฑิตดีขึ้นกว่าเดิม จนในที่สุดก็สำเร็จออกมาเป็นพระราชบัญญัติทนายความ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๔ โดย แก้ไขคุณสมบัติผู้ที่จะเป็นทนายความชั้นหนึ่งนั้นต้องเป็นสามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตย 32 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๘


34 สภา ส่วนผู้สำเร็จนิติศาสตรบัณฑิตยังคงเป็นทนายความชั้นสอง แต่มีสิทธิว่าความได้ ๑๐ จังหวัด โดยไม่ จำเป็นต้องเป็นเขตติดต่อกัน หากจะว่าความต่างถิ่นจะสามารถขออนุญาตศาลได้เป็นรายคดีไป นอกจากนี้ ยังได้กำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเป็นทนายความทั้งสองประเภท ขึ้นอีกประการหนึ่ง คือ จะต้องไม่เป็นข้าราชการหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีเงินเดือนและตำแหน่งประจำรวมทั้งข้าราชการ การเมือง สาระสำคัญของพระราชบัญญัติทนายความ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๔33 หลักการและเหตุผล “...เพื่อให้ทนายความชั้นสองว่าความในศาลได้ทั่วราชอาณาจักรด้วยการขอรับใบอนุญาตให้ว่าความต่าง เขตเป็นพิเศษเฉพาะเรื่อง และสมควรห้ามมิให้ข้าราชการหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีเงินเดือนและตำแหน่ง ประจำ รวมทั้งข้าราชการการเมืองจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม...” วันที่มีผลใช้บังคับ ให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้น ๓๐ วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ตรงกับ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๔) คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นทนายความ34 เพิ่มคุณสมบัติเป็นสามัญสมาชิกหรือเป็นสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา และต้องไม่เป็น ข้าราชการหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีเงินเดือนและตำแหน่งประจำ รวมทั้งข้าราชการการเมือง เป็น คุณสมบัติของผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความชั้นหนึ่ง แก้ไขคุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความชั้นสอง ให้มีคุณสมบัติตามข้อ ๑, ๓, ๔, ๕, ๖ และ ๗ ของมาตรา ๕ หรือสอบความรู้ได้ตามที่เนติบัณฑิตยสภากำหนด หรือเป็นสมาชิกสมทบแห่งเนติ บัณฑิตยสภา ผู้ที่จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความไปแล้ว แต่ขาดคุณสมบัติด้านการเป็นข้าราชการ ให้ ถือว่าหมดสิทธิจะต่อใบอนุญาต ส่วนใบอนุญาตที่ได้ออกให้แก่ผู้นั้นไป ให้คงใช้ได้จนกว่าจะสิ้นอายุใบอนุญาต การจำกัดเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ว่าความ35 แก้ไขสิทธิว่าความของทนายความชั้นสอง ให้สามารถว่าความได้ในศาลในเขตจังหวัดรวม ๑๐ จังหวัด ตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ทนายความชั้นสองซึ่งว่าความอยู่แล้วในศาลที่ระบุไว้ในใบอนุญาตเป็นทนายความก่อนที่ พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิว่าความและดำเนินการอื่นในฐานะทนายความคดีนั้นต่อไปได้ ทนายความชั้นสองสามารถว่าความในศาลในเขตจังหวัดอื่นนอกจากที่จดทะเบียนไว้ในใบอนุญาตเมื่อ ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษเฉพาะเรื่อง โดยการขอรับอนุญาตให้ว่าความต่างเขตนั้น ให้ยื่นคำขอที่ศาลซึ่งตนมี สำนักงานอยู่หรือขอต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ที่ตนประสงค์จะไปดำเนินคดีก็ได้ 33 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๘๘ ตอนที่ ๔๔ วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๑๔ หน้า ๒๓๖-๒๔๕ 34 มาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๑๓ 35 มาตรา ๓ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๒


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 35 การย้ายสำนักงานของทนายความชั้นสอง ให้สามารถย้ายสำนักงานไปตั้งในจังหวัดใดก็ได้ตามที่ระบุไว้ ในใบอนุญาต การเปลี่ยนเขตจังหวัด ให้สามารถยื่นคำขอเปลี่ยนเขตจังหวัดเพียงจังหวัดเดียวหรือหลายจังหวัดก็ได้ ค่าธรรมเนียมในการขออนุญาตว่าความต่างเขต ให้ชำระที่ศาลที่ยื่นคำขอ


36 ตอนที่ ๓ การก่อตั้งสภาทนายความ จากกระแสความไม่พอใจในการถูกจำกัดสิทธิว่าความของทนายความชั้นสอง นำไปสู่การรวมตัวและ เรียกร้องสิทธิของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความให้มีองค์กรของทนายความที่จะควบคุมดูแลเหล่าทนายความ ด้วยกันเอง ดังจะเห็นได้ในปี ๒๕๑๓ เมื่อสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้จัดการสัมมนานักกฎหมาย แห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๑ ขึ้น ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ ๑๖-๑๘ มกราคม ๒๕๑๓ ข้อยุติการสัมมนาข้อ ๕ ได้ระบุว่า “...ขอให้สถาบันทนายความเท่านั้น เป็นผู้ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพทนายความเอง ดังเช่นที่เป็นอยู่ใน นานาประเทศ และให้เป็นเช่นเดียวกับอาชีพแพทย์ที่แพทย์ควบคุมกันเองในประเทศไทย...” พ.ศ. ๒๕๑๗ นายมารุต บุนนาค สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้น ได้เสนอร่าง พระราชบัญญัติสภาทนายความขึ้นเป็นครั้งแรก ตามแนวคิดจากข้อยุติการสัมมนานักกฎหมายในปีพุทธศักราช ๒๕๑๓ ดังกล่าว ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ยังมิได้มีการพิจารณาสภานิติบัญญัติแห่งชาติสมัยนั้นก็ได้สิ้น สภาพไปเสียก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อสมาคมจากเดิม “สมาคมทนายความ” เป็น "สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย" ดังนั้น ในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ของทุกปี จึงถือเป็น "วันทนายความ" อันเป็นวันสำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ ปีเดียวกันกับการเปลี่ยนชื่อ “สมาคมทนายความ” เป็น “สมาคมทนายความ แห่งประเทศไทย” นายมงคล สุคนธขจร อุปนายกสมาคมทนายความ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งสภาทนายความ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๑๘ สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาแล้วมีมติรับหลักการในวาระแรก แต่ขณะอยู่ใน ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร แต่ปรากฏว่ามีการยุบสภา ผู้แทนราษฎรในเดือนมกราคม ๒๕๑๙ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งทนายความฉบับนี้จึงตกไป และการเคลื่อนไหว เพื่อให้มีสภาทนายความก็ได้หยุดชะงักไปชั่วระยะเวลาหนึ่งเนื่องจากสภาวการณ์ทางการเมือง หลังจากนั้น นายปิยะณัฐ วัชราภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษและคณะ ได้เสนอร่าง พระราชบัญญัติสภาทนายความต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๕ ต่อมา นายมารุต บุนนาค ขณะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติทนายความ โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรม (นายโสภณ รัตนากร) เป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ได้พิจารณาร่างกัน ๑๙ ครั้งจึงแล้วเสร็จ จากนั้นกระทรวง ยุติธรรมได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๒๖ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๒๖ ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตรวจแก้ร่างอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติทนายความดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอุบลราชธานี, นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรัง และนายมารุต บุนนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) และ คณะ ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติทนายความซึ่งมีหลักการและเหตุผล ส่วนใหญ่ทำนองเดียวกับร่างของ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณาอยู่ ให้พรรคประชาธิปัตย์พิจารณา ที่ประชุมพรรค ประชาธิปัตย์ ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ให้เสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ต่อสภาผู้ราษฎรเพื่อ


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 37 พิจารณาต่อไป และสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีรับรองก่อนตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี จึงได้ส่งเรื่องให้ “คณะกรรมการประสานงานรัฐสภา” ซึ่งมี นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ เป็นประธาน เป็นผู้พิจารณาคณะกรรมการประสานงานรัฐสภาได้พิจารณาเรื่องนี้เมื่อ วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๒๖ และมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้นายกรัฐมนตรีให้คำรับรอง พลเอกเปรมจึงได้ลง นามรับรองเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๖ และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ลงนามรับรองเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๖ และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ส่งเรื่องไปยังเลขาธิการรัฐสภาเพื่อนำเสนอ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันเดียวกัน วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๖ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้บันทึกส่งการ “อนุญาตให้ร่างพระราชบัญญัติทนายความบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมได้” ต่อมา สำนักนายกรัฐมนตรี โดยพลเอกประจวบ สุนทรางกูร รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติทนายความฉบับของรัฐบาล ซึ่งเป็นร่างที่กระทรวงยุติธรรมได้ร่าง เสนอขึ้นใหม่ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๗ และคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ นำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่นายสุทัศน์ เงินหมื่น ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติทนายความ ของตนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรปีเศษ และหลังจากที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้สั่งบรรจุร่าง พระราชบัญญัติทนายความของนายสุทัศน์ เงินหมื่น เข้าระเบียบวาระแล้วเก้าเดือนเศษ วันพุธที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๒๗ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๑๑/๒๕๒๗ (สมัยสามัญ) ช่วง บ่ายเวลา ๑๔.๑๕ น. นายปิยะณัฐ วัชราภรณ์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภา ผู้แทนราษฎร นายโสภณ เพชรสว่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เสนอญัตติขอให้เปลี่ยน ระเบียบวาระการประชุม โดยหยิบยกร่างพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. .... ซึ่งนายสุทัศน์ เงินหมื่น เป็นผู้ เสนอจากข้อ ๕.๖๔ และรัฐบาลเสนอข้อ ๖.๓ ขึ้นมาพิจารณาก่อน ที่ประชุมได้ลงมติในครั้งแรกให้เปลี่ยน ระเบียบวาระ ๕๒ เสียง ไม่สมควรเปลี่ยนวาระ ๕๐ เสียง ได้มีผู้เสนอขอให้นับคะแนนใหม่ในการลงมติครั้งที่ ๒ ปรากฏว่าที่ประชุม เห็นสมควรให้เปลี่ยนระเบียบวาระ โดยนำเอาร่างพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. .... ตาม ระเบียบวาระที่ ๕.๖๔ และ ๖.๓ ขึ้นมาพิจารณาก่อน ด้วยคะแนนเสียง ๙๓ ต่อ ๖๔ และที่ประชุมได้มีมติเป็น เอกฉันท์รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. .... ของกระทรวงยุติธรรมที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ เสนอกับร่างของนายสุทัศน์ เงินหมื่น เป็นผู้เสนอ กับได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณาคณะหนึ่ง จำนวน ๒๕ คน โดยนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นกรรมาธิการด้วยผู้หนึ่ง วันจันทร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๒๗ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ประชุมครั้งแรกได้เลือกตั้งให้นายพิภพ อะสีติรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน และให้นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ เป็นเลขานุการ คณะกรรมาธิการฯ วันอังคารที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๒๗ คณะกรรมการสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มี การประชุมทนายความ และผู้แทนสมาคมทนายความฯ จากทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติทนายความ ณ ห้องสีดา โรงแรมรอแยล (รัตนโกสินทร์) กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ น. ในการประชุมครั้งนี้ นายปิยะณัฐ วัชราภรณ์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ, นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี, นายโสภณ เพชรสว่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์, นายการุณ ใสงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ และนาย เปรม มาลากุล ณ อยุธยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้มีส่วนร่วมสนับสนุนและผลักดันให้


38 ร่างพระราชบัญญัติทนายความ ได้เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้เกียรติมาร่วมในการประชุมครั้งนี้ ด้วย จากวันจันทร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๒๗ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ประชุมพิจารณาร่วมกันทั้งสิ้น ๑๑ ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๒๗ จึงได้พิจารณาเสร็จสิ้นทุกมาตรา และได้มีการพิจารณา ทบทวนการใช้ถ้อยคำกันอีก ๒ ครั้ง ในวันที่ ๘ และ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๒๘ นายพิภพ อะสีติรัตน์ ประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้นำร่างที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ แล้ว เสนอต่อประธานสภา ผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๒๘ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระที่ ๔.๒ ในการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๖/๒๕๒๘ (สมัยสามัญ) วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๘ วันพุธที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๒๘ คณะกรรมการสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทนายความและผู้แทนสมาคมฯ จากทั่วประเทศ และชี้แจงขั้นตอนการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติทนายความของรัฐสภา ณ ห้องสีดา โรงแรมรอแยล (รัตนโกสินทร์) ตั้งแต่เวลา ๑๗.๐๐ น. วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๘ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๒๘ (สมัยสามัญ) เห็นชอบด้วยเป็นเอกฉันท์ ในวาระที่ ๒-๓ กับร่างที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เสนอ และได้ส่งให้ วุฒิสภาพิจารณาเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๘ ดร. อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานรัฐสภา ได้สั่งบรรจุร่างพระราชบัญญัติทนายความเข้าในระเบียบวาระ ที่ ๖.๑ ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๖/๒๕๒๘ (สมัยสามัญ) วันศุกร์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๒๘ นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการสมาคม ทนายความฯ เข้าพบ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานรัฐสภา เมื่อวันอังคารที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๒๘ เวลา ๑๑.๓๐ น. ณ ห้องรับรองประธานรัฐสภาเพื่อขอทราบขั้นตอนการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ หลังจากได้ผ่าน การพิจารณาเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว วันศุกร์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๒๘ วุฒิสภาได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๒๘ (สมัยสามัญ) เห็นชอบ ด้วยหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติทนายความ และส่งให้คณะกรรมาธิการการปกครองของวุฒิสภาพิจารณา โดยที่ร่างพระราชบัญญัติทนายความฉบับนี้ เป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงินวุฒิสภา จะต้อง พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ คณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภา ซึ่งมีนายโอสถ โกศิน เป็นประธาน ได้พิจารณาแล้วเสร็จ และ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๒๘ วันศุกร์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๒๘ วุฒิสภาได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ ๘๒/๒๕๒๘ (สมัยสามัญ) เห็นชอบด้วย ตามร่างที่คณะกรรมาธิการการปกครองเสนอ และได้ส่งเรื่องกลับมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อ พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง วันพฤหัสบดีที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๒๘ สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาเรื่องนี้ในการประชุมครั้งที่ ๑๓/ ๒๕๒๘ (สมัยสามัญ) และได้มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๒๐ คน นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ นายกสมาคมฯ ได้รับการแต่งตั้งจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นกรรมการร่วมกันของฝ่าย สภาผู้แทนราษฎรด้วย วันศุกร์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๒๘ ในการประชุม ครั้งที่ ๙/๒๕๒๘ (สมัยสามัญ) วุฒิสภาได้มีมติให้ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันฝ่ายวุฒิสภา จำนวน ๒๐ คน วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๒๘ คณะกรรมาธิการร่วมกันฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรกับฝ่าย วุฒิสภา ได้ประชุมพิจารณาเลือกให้ ดร. อนุวรรตน์ วัฒนพงศ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เป็น


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 39 ประธานคณะกรรมาธิการร่วมกัน และเลือกนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการร่วมกัน ได้ พิจารณาเสร็จทุกมาตราในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๒๘ นั่นเอง และได้นำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ในวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๘ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๒๘ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ ๑๕/๒๕๒๘ (สมัย สามัญ) ร่างพระราชบัญญัติทนายความได้บรรจุเข้าอยู่ในระเบียบวาระที่ ๔.๕ การประชุมในช่วงบ่าย นาย อุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาผู้แทนราษฎรนั่งบัลลังก์เป็นที่ประธานที่ประชุม ที่ประชุมได้มีมติให้เปลี่ยน ระเบียบวาระการประชุม โดยให้นำระเบียบวาระที่ ๔.๕ เรื่องร่างพระราชบัญญัติทนายความขึ้นพิจารณา ก่อน ตามที่นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานฯ ได้ขอปรึกษาและที่ประชุม ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ความ เห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติทนายความที่คณะกรรมาธิการร่วมกันเสนอ และให้ผ่านเป็นกฎหมายได้ วันศุกร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๒๘ ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๑/๒๕๒๘ (สมัยสามัญ) ร่าง พระราชบัญญัติทนายความบรรจุอยู่ในระเบียบวาระที่ ๑.๓ ที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ความเห็นชอบใน ร่างพระราชบัญญัติทนายความที่คณะกรรมาธิการร่วมกันเสนอและให้ผ่านเป็นกฎหมายได้ วันพุธที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๘ ปิดสมัยประชุมสภา สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติทนายความ พุทธศักราช ๒๕๒๘ ต่อ นายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อ วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย ในพระราชบัญญัติทนายความ พุทธศักราช ๒๕๒๘ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๘ และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ ๑๐๒ ตอนที่ ๑๒๙ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๒๘ วันพุธที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๒๘ พระราชบัญญัติทนายความพุทธศักราช ๒๕๒๘ มีผลใช้บังคับ สภา ทนายความจึงได้รับการสถาปนาขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายโดยสมบูรณ์ นับเป็นประวัติศาสตร์แห่ง การรวมน้ำใจของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความทั้งมวล ใช้เวลาในการรณรงค์ต่อสู้นานกว่า ๑๕ ปี ผ่าน สมัยการดำรงตำแหน่งของนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ถึง ๔ คน


40 ใบอนุญาตฯ ออกโดยสภาทนายความ (ยุคแรก) ใบอนุญาตทนายความประเภท ๒ ปี


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 41 ใบอนุญาตทนายความประเภทตลอดชีพ บัตรประจำตัวทนายความ


42 คำขวัญวันสภาทนายความ โดย ฯพณฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี คำขวัญ วันสภาทนายความ งานใหญ่อย่างงานของ สภาทนายความ ต้องการจิตต์ที่ มั่นคง มีหลักการ จึงจะทำงาน ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี. จิตต์ที่มั่นคง มีหลักการ ต้องการหลักธรรมอันอบรมได้ ด้วยตนเอง โดยอาศัยพระบรม พุทโธวาทที่ว่า:- จงละเว้นความชั่วทั้งมวล กระทำแต่ความดี ทำจิตต์ของตนให้ผ่องใส นี้จะนำมาซึ่งความสำเร็จ ด้วยดีดังปรารถนา/ (ลายมือชื่อ) สัญญา ธรรมศักดิ์ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๒๘


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 43 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นับตั้งแต่มีพระราชบัญญัติทนายความ พุทธศักราช ๒๕๒๘ สภาทนายความ ผ่านการบริหารองค์กรโดย นายกสภาทนายความ ๕ คน เป็นระยะเวลา ๑๐ สมัย (ยกเว้นช่วงเวลาเฉพาะกาลที่นายประธาน ดวงรัตน์ นายก สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรักษาการในช่วง ๓ เดือนแรกที่พระราชบัญญัติ ทนายความ พ.ศ. ๒๕๐๘ ใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙) จากนั้นได้มีนายกสภาทนายความซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาจากทนายความทั่วประเทศ ดังนี้ ๑. นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ สมัยที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๒๙-๒๕๓๒) ๒. นายประธาน ดวงรัตน์ สมัยที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๕) ๓. นายสัก กอแสงเรือง สมัยที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๕๓๘) ๔. นายเกษม สรศักดิ์เกษม สมัยที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๔๑) ๕. นายสัก กอแสงเรือง สมัยที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๔๔) สมัยที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๔๔-๒๕๔๗) ๖. นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ สมัยที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๗-๒๕๕๐) สมัยที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๓) ๗. นายสัก กอแสงเรือง สมัยที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๕๓-๒๕๕๖) ๘. นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ สมัยที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๕๙) ๙. นายถวัลย์ รุยาพร สมัยที่ 11 (พ.ศ. ๒๕๕๙-2562) สมัยที่ 1๒ (พ.ศ. 2562-2565) 10. ดร.วิเชียร ชุบไธสง สมัยที่ 13 (พ.ศ. 2565-2568) ปัจจุบันตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ สภาทนายความได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ ณ อาคารใหม่ ตั้งอยู่เลขที่ ๒๔๙ ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จากเดิมที่เคย ตั้งอยู่เลขที่ ๗/๘๙ อาคาร ๑๐ ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ที่ได้เช่า อาคารจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยได้เปิดทำการตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ แต่เนื่องจากพื้นที่ใช้สอย ภายในอาคารคับแคบ ไม่สามารถขยับขยายตามภารกิจที่เพิ่มมากขึ้นได้ คณะกรรมการบริหารสภาทนายความ จึงได้จัดซื้อที่ดินจำนวน ๗ ไร่ ๒ งาน ๔๗ ตารางวา บนถนนพหลโยธิน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารโรงเรียนภูมิไพโรจน์พิทยา (สาธิตสภาทนายความ) ในราคา ๑๓๐ ล้านบาท เพื่อจัดสร้างที่ทำการ แห่งใหม่


44 หนังสือตอบรับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสภาทนายความไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์


วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 45 สภาทนายความ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณครั้งสำคัญ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ รับสภาทนายความไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ตามที่นาย เดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ ได้กราบบังคมทูลรายงานผลการดำเนินงานของสภาทนายความเมื่อ วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๓ โดยก่อนหน้านั้น ในวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓ สภาทนายความได้ขอ พระราชทานกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการของสภาทนายความ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงวางศิลาฤกษ์อาคารที่ ทำการสภาทนายความ ในวันศุกร์ที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๖.๐๐ น. ตราสภาทนายความ ภายหลังจากการตั้งสภาทนายความ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ แล้ว นายประธาน ดวงรัตน์ นายกสภา ทนายความ ได้ออกข้อบังคับสภาทนายความ ว่า ด้วยตราของสภาทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๙ เมื่อ วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๒๙ กำหนดให้ตราของสภา ทนายความมีพระรูปสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรก ฤทธิ์ พระบิดาแห่งกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ต่อมา ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตราสภา ทนายความ โดยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษแห่ง สภาทนายความ คณะกรรมการสภาทนายความชุดที่มี นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ เป็นนายกสภาทนายความ จึงได้ ออกข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยตราของสภา ทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๙ (ฉบับที่ ๒) เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๒๙ แก้ไขตราของสภาทนายความ ให้มีรูป ตราชูและรูปพานรัฐธรรมนูญอยู่ภายในวงกลม มีคำว่า “สภาทนายความ” อยู่ใต้รูป และมีลายกนกทั้งสองข้าง ตราสภาทนายความแบบที่ ๑ ตราสภาทนายความแบบที่ ๒


46 เมื่อสภาทนายความได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สภาทนายความอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้มีการปรับแบบตราของสภาทนายความ โดย นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ ได้ออกข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยตราของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ โดยตราของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ มีรูปพระขรรค์และตราชูชั่งเป็นประธานอยู่ด้านหน้า มีพานรัฐธรรมนูญเป็นลายเส้นอยู่ด้านหลัง มีแถบชื่อ “สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์” โค้งรองรับอยู่ ด้านล่าง และมีลายกนก ลายไทยอยู่ด้านบน ซึ่งทั้งหมดประกอบกันอยู่ในวงกลม นอกจากนี้ ข้อบังคับสภาทนายความฉบับนี้ ยังได้กำหนดสีของตราสภาทนายความในพระบรม ราชูปถัมภ์เป็น ๒ แบบ ดังนี้ แบบที่ ๑ เป็นสีน้ำเงินทั้งหมด แบบที่ ๒ พื้นในวงกลมเป็นสีเหลือง พระขรรค์และตราชูชั่งเป็นสีทอง เทา และน้ำเงิน พาน รัฐธรรมนูญเป็นสีน้ำเงิน พื้นแถบชื่อ “สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์” เป็นสีชมพูตัวหนังสือและขอบ เส้นเป็นสีทอง ลายกนกและกรอบวงกลมเป็นสีน้ำเงิน ตราสภาทนายความในปัจจุบัน (แบบที่ ๑) ตราสภาทนายความในปัจจุบัน (แบบที่ ๒)


Click to View FlipBook Version