วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 47 ตอนที่ ๔ ประวัติการจัดหาที่ดินเพื่อใช้เป็นที่จัดตั้งสภาทนายความ ที่ดินถนนรัชดาภิเษก (พ.ศ. ๒๕๒๙-๒๕๔๑) ในระยะแรก สภาทนายความได้เช่าอาคารสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถนนราชดำเนิน กลาง เป็นที่ทำการของสภาทนายความ ต่อมา คณะกรรมการสมัยนายคำนวณ ชโลปถัมป์เป็นนายกสภา ทนายความ ได้มีมติการประชุมครั้งที่ ๑๑/๒๕๒๙ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๙ เห็นชอบในหลักการให้ สภาทนายความจัดหาที่ทำการแทนที่ตั้งเดิม จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่ทำการ สภาทนายความ โดยมีนายเกริก ระวังภัย เป็นประธานคณะอนุกรรมการ คณะอนุกรรมการสรรหาที่ดินได้เสนอในการประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๓๐ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๓๐ ให้พิจารณาที่ดินของแพทย์หญิง มาลัย เหล่าสุนทร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนรัชดาภิเษก เนื้อที่รวม ๖ ไร่ ๒ งาน ๗๘ ตารางวา ในราคา ๓๒,๑๓๖,๐๐๐ บาท แต่ต่อมา เกิดเป็นกรณีฟ้องร้องคดีแพ่งคดีดำที่ ๑๒๖๑๗/๒๕๓๑ ซึ่งสภาทนายความได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องการประนีประนอมยอมความคดีดังกล่าว ณ ภัตตาคารเจ้าพระยา ถนนอรุณอัมรินทร์ เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้สภาทนายความ ดำเนินคดีต่อไปจนถึงที่สุด ต่อมา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีแดงเลขที่ ๑๓๒๙๙/๒๕๓๔ ให้ยกฟ้อง และให้สภาทนายความ (โจทก์) ใช้ค่าธรรมเนียมแทนจำเลย สภาทนายความจึงได้อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๓๔ และศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๓๗ โดยพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๗ สภาทนายความได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาดังกล่าว และได้มีการเจรจาเพื่อ ประนีประนอมยอมความหลายครั้ง จนถึงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๙ คณะกรรมการสภาทนายความ ประชุม กรณีพิเศษพิจารณาข้อสรุปในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลฎีกานัดทำสัญญาวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ โดยสภาทนายความมีหน้าที่ขออนุญาตที่ดินข้างเคียงเพื่อใช้เป็นทางออกสู่ถนนรัชดาภิเษก ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด ๑๕ เดือนนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากไม่สามารถดำเนินการตามข้อตกลงในสัญญาได้ให้ถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นอันเลิกกัน ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะเรียกค่าเสียหายใด ๆ ต่อกันไม่ได้ แต่ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้ให้นิติบุคคลอื่นเช่าที่ดินดังกล่าวแล้ว และผู้เช่าเรียกร้อง ค่าตอบแทนใช้ที่ดินเป็นทางเข้าออกในราคาที่สูงมาก ทำให้สภาทนายความไม่อาจดำเนินการตามสัญญา ประนีประนอมยอมความได้ จึงถือว่ากรณีพิพาทที่ดินถนนรัชดาภิเษกยุติลงโดยสภาทนายความได้รับเงินค่าขึ้น ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์วางแทนจำเลย รวมทั้งค่าทนายความ คืน เป็นผลให้การจัดซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวไม่บรรลุตามเป้าประสงค์ของสภาทนายความ ความพยายามในการจัดหาที่ดินบริเวณอื่น (พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๘) เนื่องจากขณะนั้นรัฐบาลได้มีโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินให้เป็นเช่นเดียวกับถนนใน กรุงปารีส สำนักงานต่าง ๆ ในบริเวณดังกล่าวได้ย้ายไปหาที่ทำการใหม่ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๖ เรื่อยมา และเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๗ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เจ้าของอาคารซึ่งเป็น
48 ที่ตั้งที่ทำการสภาทนายความ ถนนราชดำเนินกลาง ได้มีหนังสือแจ้งให้สภาทนายความทราบอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวของรัฐบาล จึงได้พิจารณาต่อสัญญาเช่าอาคารที่ทำการของสภา ทนายความเป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลา ๑ ปี หากครบกำหนดสัญญา ๑ ปีแล้วยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับ รูปแบบโครงการของรัฐบาล สำนักงานทรัพย์สินฯ ก็จะดำเนินการต่อสัญญาในลักษณะชั่วคราวอีก ๑ ปี เป็น เงื่อนไขจนถึงปัจจุบัน ที่ดินเนติบัณฑิตยสภา ถนนกาญจนาภิเษก (พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗) ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ : ในสมัยนายสัก กอแสงเรือง เป็นนายกสภาทนายความ ได้มีหนังสือถึงนายก เนติบัณฑิตยสภาขอใช้ที่ดินบางส่วนของเนติบัณฑิตยสภา บริเวณถนนกาญจนาภิเษกจำนวน ๓ ไร่ เพื่อก่อสร้าง ที่ทำการสภาทนายความ ขนาด ๔ ชั้น ให้มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตร ๘ ตุลาคม ๒๕๔๖ : คณะอนุกรรมการพิจารณาใช้ประโยชน์ที่ดินของเนติบัณฑิตยสภาพิจารณาแล้วมี มติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้สภาทนายความใช้ที่ดินของเนติบัณฑิตยสภาบริเวณทิศเหนือของที่ดินด้าน ตะวันออกติดกับถนนสาธารณะจำนวน ๓ ไร่ เพื่อสร้างที่ทำการและห้องฝึกอบรมได้ และให้อาคารของสภา ทนายความเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทอาคารเนติบัณฑิตยสภาที่จะสร้างต่อไปในอนาคต ๓ ธันวาคม ๒๕๔๖ : คณะกรรมการพิจารณาใช้ประโยชน์ที่ดินของเนติบัณฑิตยสภา ได้พิจารณาคำ ขอของสภาทนายความอีกครั้งแต่มีผู้เสนอความเห็นแย้งว่า เนติบัณฑิตยสภาควรจะพิจารณาถึงความจำเป็นใช้ สอยของหน่วยงานของตนเองเสียก่อนจึงจะพิจารณาให้สภาทนายความใช้ จนถึงปัจจุบันก็ไม่มีการนำเรื่องที่ดิน นี้มาพิจารณาอีก มีแต่ความเห็นเสนอในที่ประชุมกรรมการเนติบัณฑิตยสภาครั้งต่อมาว่า ควรให้สภา ทนายความใช้รวมอยู่ใน Master Plan ของเนติบัณฑิตยสภา โดยให้ใช้รวมอยู่ในตึกเดียวกันซึ่งผู้แทนเนติ บัณฑิตยสภาฝ่ายทนายความเห็นว่าไม่สะดวกและไม่เหมาะสมกับการทำงานของสภาทนายความ ซึ่งมีสมาชิก จำนวนมากที่สุด และมีภารกิจต่างหากจากเนติบัณฑิตยสภา ที่ดินบริเวณศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ (พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗) ในระหว่างดำเนินการขอใช้ที่ดินของเนติบัณฑิตยสภาซึ่งเป็นระยะเวลาคาบเกี่ยวการดำรงตำแหน่ง นายกสภาทนายความของนายสัก กอแสงเรือง และนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ ทั้งสองท่าน ได้นำเรื่องเรียนหารือ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสองท่านเพื่อขอรับการสนับสนุนจัดหาที่ทำการซึ่งใน ขณะนั้นรัฐบาลได้เริ่มโครงการศูนย์ราชการ ณ ถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยแปลงที่ยัง ว่างและเหมาะสมในขณะนั้น คือ แปลงที่ ๓๗ ซึ่งอยู่ติดกับสำนักงานอัยการสูงสุด รวมทั้งขอรับการสนับสนุนใช้ ที่ดินของเนติบัณฑิตยสภาอีกทางหนึ่งด้วย แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดย เหตุผลว่าสภาทนายความไม่ใช่ส่วนราชการ ที่ดินราชพัสดุ บริเวณใกล้เคียงที่ทำการสภาทนายความปัจจุบัน หลังจากที่สภาทนายความได้รับหนังสือจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้มีหนังสือที่แจ้ง ให้สภาทนายความทราบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๗ แล้วว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์ ในฐานะเจ้าของพื้นที่และอาคารบริเวณถนนราชดำเนินจะดำเนินการปรับปรุงการใช้ที่ดินและ อาคารพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินทั้งหมด และต่อสัญญาเช่าให้เป็นการชั่วคราวเพียงใน ๑ ปี เท่านั้น ทำให้ สภาทนายความต้องเร่งรัดดำเนินการในการจัดหาที่ดินเพื่อสร้างเป็นที่ทำการถาวรของสภาทนายความ ดังนั้น ในวันที่ ๙ กรกฎาคม และวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๗ นายสมัคร เชาวภานันท์ อุปนายกฝ่ายบริหารและโฆษณา
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 49 สภาทนายความ ได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมธนารักษ์ขอเช่าที่ดินพร้อมอาคารที่ทำการในเขตพระนคาและบริเวณ ใกล้เคียง ซึ่งส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจได้เลิกใช้แล้ว เช่นอาคารโรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช ถนนพระอาทิตย์, อาคารด้านหลังพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า ถนนดำรงรักษ์ (ติดกับ บมจ. การบินไทย ถนนหลานหลวง), อาคารการ ประปานครหลวง สี่แยกแม้นศรี เป็นต้น วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๗ กรมธนารักษ์ได้แจ้งผลการติดต่อและผล การตรวจสอบรายละเอียด ปรากฏว่าที่ทำการบางแห่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการอนุรักษ์และ พัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ถึงผลดีและผลเสียต่อการใช้สอยอาคารกับการรื้อถอนเป็น สวนสาธารณะ บางแห่งสำรวจแล้วพบว่า สภาพอาคารไม่เหมาะสมที่จะใช้งาน บางอาคารที่จอดรถก็ไม่มี และ บางอาคารไม่ใช่สถานที่ของที่ราชพัสดุ การจัดหาที่ดินพร้อมอาคาร โดยการประมูลซื้อทรัพย์สินของกรมบังคับคดี (พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๔๙) ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๘ : คณะกรรมการสภาทนายความได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๗/๒๕๔๘ อนุมัติ ให้นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความในขณะนั้น มีอำนาจเสนอคำขอซื้ออาคาร ๗ ชั้น โรงแรมไทย โฮเต็ลพร้อมที่ดินรวม ๒ โฉนดเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๕๔ ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ ณ ถนนประชาธิปไตย แขวงนางเลิ้ง เขตดุสิต กทม. จากเจ้าหนี้หรือลูกหนี้หรือเจ้าของทรัพย์สินหรือบุคคลอื่นใดในการประมูลขายทรัพย์สิน ดังกล่าวของกรมบังคับคดีเพื่อใช้เป็นที่ทำการสภาทนายความในวงเงินไม่เกิน ๑๐๐ ล้านบาท และให้มีอำนาจ ในการดำเนินการอื่นใดที่จำเป็น รวมตลอดถึงการวางเงินมัดจำ เงินค้ำประกัน หรือเงินค่าใช้จ่ายใด ๆ ตาม ระเบียบของกรมบังคับคดีภายในวงเงินที่อนุมัติ ๔ กันยายน ๒๕๔๘ : กรมบังคับคดีได้เลื่อนการประมูลทรัพย์รายการตามข้อ ๒๒ ออกไปเนื่องจากได้ มีผู้ร้องขัดทรัพย์ และยังไม่มีกำหนดประมูลครั้งต่อไป อย่างไรก็ดี ภายหลังได้มีการประมูลขายทรัพย์รายการนี้ ไปในราคา ๑๖๐ ล้านบาท เดือนมกราคม ๒๕๔๙ : สภาทนายความได้ทราบจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เรื่องการ ประมูลทรัพย์สินรายการที่ดินพร้อมอาคารหนังสือพิมพ์วัฏจักร เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ของกรมบังคับคดี โดยการประมูลครั้งแรก เป็นเงิน ๘๐ ล้านบาท ซึ่งอยู่ในวงเงิน ๑๐๐ ล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ สภาทนายความ แต่ปรากฏว่ามีการเจรจาซื้อไปก่อนในราคา ๑๘๐ ล้านบาท ซึ่งสูงเกินกว่าวงเงินที่ คณะกรรมการสภาทนายความได้มีมติอนุมัติไว้ การจัดหาที่ดินพร้อมอาคารโดยวิธีอื่น (พ.ศ. ๒๕๔๙) นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ และคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ ในขณะนั้น ได้รวมกันพิจารณาที่ดินเปล่ารวมทั้งที่ดินพร้อมอาคารเก่าที่เจ้าของประสงค์จะขาย ดังนี้ ๑. ที่ดินเปล่าติดถนนกาญจนภิเษก ใกล้ที่ทำการเนติบัณฑิตสภาขนาดที่ดินประมาณ ๕ ไร่ ๒. ที่ดินขนาด ๑ ไร่เศษ พร้อมอาคารเรียนโรงเรียนวัลยา เป็นอาคารไม้ ๒ ชั้น ๒ หลัง ตึกเรียน ๓ ชั้น ๒ หลัง อยู่ในซอยเทเวศน์ ๑ (เป็นซอยที่เดินรถทางเดียว) เขตดุสิต กรุงเทพฯ (ราคาประมาณ ๑๔๐ ล้าน บาท) ๓. อาคาร ๕ ชั้น ริมถนนบรมราชชนนี (ใกล้สายใต้ใหม่) เขตตลิ่งชัน ติดกับสถาบันสิรินธร มหาวิทยาลัยศิลปากร (ราคาประมาณ ๔๐ บาท)
50 ๔. ที่ดินพร้อมอาคารสำนักงาน ๖ ชั้นจำนวน ๑ หลัง และอาคารโกดังเก็บของจำนวน ๒ หลัง มี ดาดฟ้าและที่จอดรถ ตั้งอยู่ริมถนนบรมราชชนนีใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า (ราคารประมาณ ๑๒๕ ล้าน บาท) ๕. อาคารพาณิชย์ ริมถนนสิรินธร เขตบางพลัด เยื้องห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็งธนบุรี กรุงเทพฯ ๖. ที่ดินโรงเรียนภูมิไพโรจน์พิทยา ขนาด ๗ ไร่ พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบด้วย อาคารเรียน และ บ้านพัก ผู้บริหาร รวมจำนวน ๖ อาคาร ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกบางเขน ติดถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ (ราคา ประมาณ ๑๓๐ ล้านบาท) ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ : คณะกรรมการบริหารสภาทนายความได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๔๙ อนุมัติหลักการให้นายกสภาทนายความหรือผู้ที่นายกสภาทนายความให้มีอำนาจพิจารณาจัดหาที่ ทำการถาวรของสภาทนายความโดยมอบหมายให้ทำการเจรจาเพื่อตกลงซื้อที่ดินจำนวน ๗ ไร่เศษบนถนน พหลโยธินพร้อมอาคารเรียนจำนวน ๓ หลัง อาคารบ้านพักของเจ้าของกิจการและอาคารเรียนชั้นอนุบาลอีก ๓ หลัง ในราคา ๑๓๐ ล้านบาท โดยให้มีอำนาจทำความตกลงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินภายในวงเงิน ๒๐๐ ล้านบาท และให้มีอำนาจดำเนินการอื่นใดที่จำเป็นรวมตลอดถึงการวางเงินประกันหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดตาม ความเหมาะสมกับการทำนิติกรรมข้างต้น การจัดซื้อที่ดินพร้อมอาคารและกิจการที่เกี่ยวข้องบนถนนพหลโยธิน ภายหลังจากที่คณะกรรมการบริหารสภาทนายความได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมครั้งที่ ๖/ ๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ โดยอนุมัติหลักการให้นายกสภาทนายความหรือผู้ที่นายกสภา ทนายความมอบหมายให้มีอำนาจพิจารณาจัดหาที่ทำการถาวรของสภาทนายความโดยมอบให้ทำการเจรจา เพื่อตกลงซื้อที่ดินของโรงเรียนภูมิไพโรจน์พิทยา เนื้อที่จำนวน ๗ ไร่เศษ ๓ กันยายน ๒๕๔๙ : คณะกรรมการบริหารสภาทนายความได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อขอ ความเห็นเรื่องการจัดซื้อที่ดินของโรงเรียนภูมิไพโรจน์พิทยา เนื้อที่จำนวน ๗ ไร่เศษ แปลงดังกล่าว ณ โรงแรม เอส.ดี อเวนิว ถนนบรมราชชนนี กรุงเทพฯ โดยที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ดังนี้ ๑. อนุมัติให้นายกและคณะกรรมการสภาทนายความมีอำนาจพิจารณาจัดซื้อที่ดิน และที่ทำการสภา ทนายความรวมทั้งกิจการและภารกิจที่เกี่ยวข้อง โดยการขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินภายในวงเงินไม่เกิน ๒๐๐ ล้านบาท และให้ดำเนินการจดจำนองที่ดินและอาคารเป็นหลักประกัน รวมทั้งการวางหลักประกันอื่นที่ จำเป็นเพื่อการกู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าว ๒. อนุมัติให้จัดตั้งกองทุนรับการบริจาคเงินเพื่อการจัดซื้อที่ดินและอาคารของสภาทนายความจาก สมาชิกสภาทนายความ และกองทุนให้ยืมเงินเพื่อการจัดซื้อที่ดินและอาคารจากสมาชิกสภาทนายความโดยไม่ มีดอกเบี้ยในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสภาทนายความในทุกกรณี หรือเมื่อมีความจำเป็นอย่างยิ่งซึ่งได้รับการ อนุมัติจากคณะกรรมการสภาทนายความ ที่ดินของสภาทนายความ (โฉนดรวม ๗ แปลง) ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ : สภาทนายความได้จัดซื้อที่ดินโรงเรียนภูมิไพโรจน์พิทยา ติดถนนพหลโยธิน ด้านกว้าง ๔๐ เมตร บริเวณใกล้กับวงเวียนอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ตาม โฉนดเลขที่ ๕๕๖, ๑๔๖๗, ๒๙๗๒๔, ๒๙๗๒๕, ๒๙๗๒๖ และ ๑๔๓๓๙๕ มูลค่า ๑๓๐ ล้านบาท ตามที่ คณะกรรมการบริหารสภาทนายความ ได้นำเสนอเพื่อขอ มติจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญของสภาทนายความ ครั้งที่ ๑/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๙ แต่สภาทนายความในขณะนั้นไม่มีเงินลงทุน เงินส่วนที่ได้รับเป็น
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 51 เงินอุดหนุนก็เป็นเพียงแต่การจัดงบให้เพื่องานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเท่านั้น และให้เบิกจ่ายเป็นราย เดือน นายยกสภาทนายความ (นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์) ได้ติดต่อขอกู้เงินขึ้นเองจากสถาบันการเงินหลายแห่ง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจนในที่สุดก็ได้รับความไว้วางใจจากธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) ให้กู้ยืมเงินได้ใน วงเงินกู้ ๒๐๐ ล้านบาทสำหรับการสร้างสภาทนายความแห่งใหม่นี้
52 การก่อสร้างอาคารที่ทำการใหม่ สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภาพจำลองอาคารที่ทำการแห่งใหม่ของสภาทนายความ เป็นระยะเวลากว่า ๗ ปีนับตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่สภาทนายความได้จัดซื้อที่ดิน โรงเรียนภูมิไพโรจน์พิทยา ติดถนนพหลโยธิน ด้านกว้าง ๔๐ เมตร บริเวณใกล้กับวงเวียนอนุสาวรีย์พิทักษ์ รัฐธรรมนูญ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ตามโฉนดเลขที่ ๕๕๖, ๑๔๖๗, ๒๙๗๒๔, ๒๙๗๒๕, ๒๙๗๒๖ และ ๑๔๓๓๙๕ เนื้อที่รวม ๗ ไร่ ๒ งาน ๔๗ ตารางวา มูลค่า ๑๓๐ ล้านบาท ตามมติจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญของ สภาทนายความ ครั้งที่ ๑๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๙ เพื่อสร้างอาคารที่ทำการใหม่และใช้ระยะเวลา ในการหาแนวทางรวมถึงแหล่งเงินทุนในการจัดสร้างอาคารฯ ทั้งการหารายได้จากโครงการต่างๆ เช่น การ สร้างองค์จตุคามรามเทพ รุ่น “เทพประสิทธิโชค”, การรับบริจาคเงินเข้ากองทุนจัดซื้อที่ดินและสร้างอาคารที่ ทำการสภาทนายความ เป็นต้น
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 53 ปี๒๕๕๓ : สภาทนายความได้รับพระมหา กรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระ เจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราช กุมารีเสด็จแทนพระองค์ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารที่ ทำการสภาทนายความ เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ หลังจากนั้น สภาทนายความได้รับการ สนับสนุนจากงบกลางของรัฐบาลสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีโดยเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ งบกลาง รายการเงินสํารองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือ จําเป็น เพื่ออุดหนุนค่าจัดซื้อที่ดินให้แก่สภาทนายความ เป็นจํานวนเงิน ๓๑,๓๙๔,๕๐๐ บาท (สามสิบเอ็ดล้าน สามแสนเก้าหมื่นสี่พันห้าร้อยบาทถ้วน) เมื่อชำระค่าที่ดินทั้งหมดแล้ว สภาทนายความได้ดำเนินการวางแบบ การก่อสร้างอาคาร ทั้งแบบแปลนอาคาร การใช้สอยพื้นที่ รวมทั้งงบประมาณในการก่อสร้าง ปี๒๕๕๖ : เริ่มทำสัญญาก่อสร้างอาคารที่ทำการสภาทนายความ โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อดูแลโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสภาทนายความ ๑ ชุด ซึ่งรับผิดชอบในการกำหนดยื่นซองประกวด ราคา การเจรจาต่อรอง และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ เพื่อพิจารณาอนุมัติ วันศุกร์ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสภาทนายความครั้งที่ ๑๒/ ๒๕๕๖ มีมติให้บริษัท ศรีทรงชัยการช่าง จำกัด ผ่านการคัดเลือกจากการประกวดราคารับเหมาก่อสร้างอาคาร ที่ทำการสภาทนายความ เป็นบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารฯ ปี๒๕๕๗ : สภาทนายความ โดย นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ เป็นผู้ลงนามใน สัญญาการก่อสร้างและอนุมัติแบบการก่อสร้าง เมื่อวันอังคารที่ ๑๑ กุมภาพันธ์๒๕๕๗ ในงบประมาณการ ก่อสร้างจำนวน ๑๘๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยแปดสิบหกล้านบาทถ้วน) จากนั้นเมื่อวันพุธที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗ สภาทนายความจึงได้ส่งมอบพื้นที่การก่อสร้างให้กับบริษัท ศรีทรงชัยการช่าง จำกัดเพื่อเข้าดำเนินการ ก่อสร้างอาคารอย่างเป็นทางการ
54 หลังจากการก่อสร้างฐานรากอาคารไปบางส่วนแล้ว สภาทนายความจึงถือฤกษ์ดีเมื่อวันอังคารที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๗ ประกอบพิธียกเสาเอกอาคารที่ทำการสภาทนายความโดย นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์นายกสภา ทนายความเป็นประธานในการประกอบพิธีพราหมณ์ณ บริเวณที่ดินสภาทนายความ สถานที่ก่อสร้างอาคารที่ ทำการสภาทนายความ ถนนพหลโยธิน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 55 ปี๒๕๕๘ : การก่อสร้างอาคารมีความคืบหน้าเรื่อยมา โดย นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์นายกสภา ทนายความ และคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง อาคารในส่วนต่างๆ เป็นระยะ ๆ และมีการประชุมติดตามความคืบหน้าของการก่อสร้างร่วมกับ บริษัท ดีดี โปรเจ็คท์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ที่ปรึกษาผู้ควบคุมงานก่อสร้างฯ และทีมผู้รับเหมาฯ ในทุกๆ วันอังคารของ สัปดาห์ เพื่อรับทราบปัญหาอุปสรรคและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในงานก่อสร้างอาคารที่ทำการใหม่ นอกจากนี้ นายกสภาทนายความ พร้อมด้วยกรรมการบริหารสภาทนายความ ร่วมเทปูนซีเมนต์ใน ส่วนสุดท้ายของการก่อสร้างอาคารที่ทำการสภาทนายความ ที่บริเวณชั้น ๖ เพื่อความสมบูรณ์พร้อมและเป็น มงคลในการก่อสร้างอาคารฯ และได้ร่วมตรวจสอบพื้นที่การก่อสร้างในส่วนต่างๆ เป็นช่วง ๆ ตลอดปี๒๕๕๘ ๗ มีนาคม ๒๕๕๘ : ณ บริเวณสถานที่ก่อสร้าง อาคารที่ทำการสภาทนายความ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ พร้อมด้วย นายนิวัติ แก้วล้วน เลขาธิการสภา ทนายความ, ผศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.สุรพล สินธุนาวา อุปนายกฝ่ายบริหารฯ, นายชวน คงเพชร อุปนายกฝ่าย กิจการพิเศษฯ และนางอนรงค์พร ธนชัยอารีย์ อดีตกรรมการสภาทนายความ ร่วมเทปูนซีเมนต์ในส่วนสุดท้าย ของการก่อสร้างอาคารที่ทำการสภาทนายความ ที่บริเวณชั้น ๖ เพื่อความสมบูรณ์พร้อมและเป็นมงคลในการ ก่อสร้างอาคารฯ และได้ตรวจสอบพื้นที่การก่อสร้างในส่วนต่าง ๆ ด้วย ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ : นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์นายกสภาทนายความ ประชุมติดตามความคืบหน้า งานก่อสร้างอาคารที่ทำการสภาทนายความ ร่วมกับ ทีมผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ทีมสถาปนิก ทีมออกแบบภูมิ ทัศน์บริเวณโดยรอบอาคาร และหารือภาพรวมระบบ IT หลักของอาคาร ณ ห้องประชุมประธานดวงรัตน์ สภา ทนายความ กรุงเทพฯ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๘ : นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์นายกสภาทนายความ ตรวจความก้าวหน้าและ ปรับแก้ไขบริเวณส่วนของการจัดตกแต่งที่ตั้งพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ (ท่านราม ณ กรุงเทพ) พระบิดาแห่งวิชาชีพทนายความ ณ บริเวณสถานที่ก่อสร้างอาคารที่ทำการสภา ทนายความฯ ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๘ : นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์นายกสภาทนายความ เดินทางไปตรวจความคืบหน้า งานก่อสร้างอาคารที่ทำการสภาทนายความ ตั้งแต่บริเวณอาคารชั่น ๑ ถึงชั้น ๗ (ดาดฟ้า) เพื่อตรวจสอบความ
56 พร้อมและความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ และประเมินความคืบหน้าของ การก่อสร้างอาคารฯ โดยภาพรวม ที่ไซด์งานก่อสร้างอาคารที่ทำการสภาทนายความ ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ เมื่อการก่อสร้างอาคารในส่วนโครงการหลักดำเนินการแล้วเสร็จ ๑๐๐% ถึงขั้นตอนของงานตกแต่ง สถาปัตย์ภายในอาคาร อุปกรณ์การตกแต่งสำนักงาน และการออกแบบภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบอาคาร รวมถึง การติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ภายในอาคาร วันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์นายกสภาทนายความ ประชุมติดตามความคืบหน้างานก่อสร้างอาคารที่ทำการ สภาทนายความ ร่วมกับ ทีมผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ทีมสถาปนิก ทีมออกแบบภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบอาคาร และหารือภาพรวมระบบ IT หลักของอาคาร ณ ห้องประชุมประธาน ดวงรัตน์สภาทนายความ ถนนราช ดำเนินกลาง กรุงเทพฯ ปลายปี๒๕๕๘ สภาทนายความได้เชิญชวนประธานสภาทนายความจังหวัดเดินทางร่วมเยี่ยมชม อาคารที่ทำการสภาทนายความเป็นประจำทุกเดือนเรื่อยมา ได้แก่ วันศุกร์ที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๘ คณะ ประธานสภาทนายความจังหวัดในภาค ๖ (พิจิตร, พิษณุโลก, กำแพงเพชร, นครสวรรค์), วันศุกร์ที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ คณะประธานสภาทนายความจังหวัดในภาค ๒ (ชลบุรี, กบินทร์บุรี, ฉะเชิงเทรา, นครนายก) และคณะประธานสภาทนายความจังหวัดในภาค ๕ (เชียงใหม่, น่าน, พะเยา, ลำพูน), วันศุกร์ที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๙ คณะประธานสภาทนายความจังหวัดในภาค ๔ (กาฬสินธุ์, ร้อยเอ็ด, สกลนคร) เป็นต้น
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 57 เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์๒๕๕๙ ซึ่งเป็น “วันทนายความ” ประจำปี๒๕๕๙ สภาทนายความได้ ถือฤกษ์ดีวันนี้เป็นวันทำบุญขึ้นบ้านใหม่ และทำพิธีอัญเชิญองค์พระพรหมขึ้นประทับยังศาลพระพรหม ณ อาคารที่ทำการสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ ๒๔๙ ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยได้รับเกียรติจาก พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ เดินทางมาร่วมเป็นเกียรติ ในงาน รับชมวีดีทัศน์เกี่ยวกับความเป็นมาในการก่อสร้างอาคารฯ ทั้งยังเดินชมส่วนต่างๆ ภายในอาคาร และ ก่อนเดินทางกลับได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ และประธานสภา ทนายความจังหวัดทุกศาลจังหวัดทั่วประเทศที่มาร่วมงานด้วย จากนั้นช่วงเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. ได้ จัดทำบุญเลี้ยงภัตตาหารเพลพระสงฆ์เนื่องในวันทนายความ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประเพณีทุกๆ ปีได้รับเกียรติจาก ทนายความอาวุโสหลายท่านเดินทางมาร่วมงานด้วย อาทิศาสตราจารย์มารุต บุนนาค ทนายความอาวุโส ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย, นายสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ทนายความอาวุโส, นายคำนวน ชโลปถัมภ์อดีตนายกสภาทนายความ, นายโกวิทย์ศุภมงคล อดีตกรรมการบริหารสภาทนายความภาค ๕, นายสัก กอแสงเรือง อดีตนายกสภาทนายความ เป็นต้น นอกจากนี้ในวันดังกล่าวยังมีบุคคลสำคัญในองค์กรกระบวนการยุติธรรมเดินทางมามอบกระเช้า ดอกไม้ร่วมแสดงความยินดีอาทินางกรรณิการ์แสงทอง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, นายทรงธรรม พูลเกษมทรัพย์รองอธิบดีกรมบังคับคดี, นายธีรวัฒน์ธีรโรจน์วิทย์กรรมการการเลือกตั้ง, นายประวิช รัตน เพียร กรรมการการเลือกตั้ง, นายสัตยา อรุณธารีรองอัยการสูงสุด, นางศิริอร เทศะบำรุง มณีสินธุ์ บรรณาธิการข่าวเนติบัณฑิตยสภา, ผู้แทนนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัยรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนที่ 1, นางสุวรรณีสิริเวชชะพันธ์สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ/อดีตกรรมการบริหารสภาทนายความ และคณะ ผู้แทนจากสถานทูตเอกอัคราชญี่ปุ่นประจำประเทศไทยกับผู้แทนของ Daichi Tokyu Bar ประเทศญี่ปุ่น
58 ตอนที่ ๕ Basic Principles on the Role of Lawyers หลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของบทบาททนายความ Basic Principles on the Role of Lawyers หลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของบทบาททนายความ* Whereas in the Charter of the United Nations the peoples of the world affirm, inter alia, their determination to establish conditions under which justice can be maintained, and proclaim as one of their purposes the achievement of international cooperation in promoting and encouraging respect for human rights and fundamental freedoms without distinction as to race, sex, language or religion, โดยที่กฎบัตรสหประชาชาติซึ่งประชาชนทั่วโลกให้การยอมรับ สรุปโดยย่อได้ความว่า เป็นความ ปรารถนาของมนุษย์ในการที่จะกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถดำรงอยู่ได้และสร้าง ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเคารพต่อ สิทธิมนุษยชนและหลักการพื้นฐานของความมีเสรีภาพโดยปราศจากความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา Whereas the Universal Declaration of Human Rights enshrines the principles of equality before the law, the presumption of innocence, the right to a fair and public hearing by an independent and impartial tribunal, and all the guarantees necessary for the defence of everyone charged with a penal offence, โดยที่ปฏิญญาสากลในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้ประกาศปกป้องไว้เป็นหลักการที่สำคัญของความ เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายและข้อสันนิษฐานที่ว่าทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์ รวมถึงสิทธิที่จะได้รับการพิจารณา คดีอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส โดยศาล โดยคณะตุลาการที่เป็นอิสระ โดยมีหลักประกันที่จำเป็นทั้งหมดที่ชอบ ธรรมสำหรับการต่อสู้คดีของบุคคลใดก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญา Whereas the International Covenant on Civil and Political Rights proclaims, in addition, the right to be tried without undue delay and the right to a fair and public hearing by a competent, independent and impartial tribunal established by law, โดยที่สนธิสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองได้ให้หลักประกันไว้ว่าสิทธิของ บุคคลในการที่จะถูกดำเนินคดีอาญานั้น ต้องไม่ล่าช้า และจะต้องเป็นการพิจารณาที่เปิดเผยและเป็นธรรมโดย ตุลาการที่มีความสามารถเป็นอิสระและมีความเป็นธรรมซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายโดยชอบ * Basic Principles on the Role of Lawyers Adopted by the Eighth United Nations Congress on the Prevention of Crime and the Treatment of Offenders, Havana, Cuba 27 August to 7 September 1990 ตามมติของการประชุมครั้งที่ 8 ของสหประชาชาติ เรื่อง การป้องกันอาชญากรรมและการกระทำต่อผู้กระทำความผิด ณ กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม ถึง 7 กันยายน 1990 แปลและถอดความโดย ทค.เดชอุดม ไกรฤทธิ์
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 59 Whereas the International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights recalls the obligation of States under the Charter to promote universal respect for, and observance of, human rights and freedoms, โดยที่สนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมได้ทำให้ประเทศสมาชิกภายใต้กฎบัตร ระลึกถึงการให้การส่งเสริม โดยยอมรับตามหลักการสากลเพื่อและยึดเป็นหลักของการปฏิบัติในเรื่องสิทธิ มนุษยชนและเสรีภาพทั้งปวง Whereas the Body of Principles for the Protection of All Persons under Any Form of Detention or Imprisonment provides that a detained person shall be entitled to have the assistance of, and to communicate and consult with, legal counsel, โดยที่โครงสร้างสำคัญของหลักปฏิบัติการคุ้มครองบุคคลทุกคนให้พ้นจากการถูกควบคุมหรือจำคุกใน ทุกรูปแบบได้กำหนดไว้ว่า ผู้ซึ่งถูกคุมขังมีสิทธิที่ได้รับความช่วยเหลือจาก และมีสิทธิในการติดต่อและปรึกษา กับที่ปรึกษากฎหมาย Whereas the Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners recommend, in particular, that legal assistance and confidential communication with counsel should be ensured to untried prisoners, โดยที่มาตรฐานกลางขั้นต่ำของกฎเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อนักโทษได้กำหนดข้อแนะนำไว้โดยเฉพาะว่า การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการติดต่อแบบเป็นส่วนตัวกับที่ปรึกษากฎหมายนั้นจะต้องทำให้แน่ใจ ได้ว่ามีการจัดให้กับบุคคลที่ต้องโทษซึ่งยังไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาคดีเสมอ Whereas the Safeguards guaranteeing protection of those facing the death penalty reaffirm the right of everyone suspected or charged with a crime for which capital punishment may be imposed to adequate legal assistance at all stages of the proceedings, in accordance with article 14 of the International Covenant on Civil and Political Rights, โดยที่มีมาตรการหลากหลายซึ่งให้หลักประกันในการป้องกันบุคคลซึ่งต้องโทษประหารชีวิตได้ยืนยัน หลักการแห่งสิทธิของบุคคลผู้ที่ถูกสงสัยหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาที่เป็นโทษอุกฉกรรจ์ที่ควร จะได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสมในทุกขั้นตอนในกระบวนการพิจารณาคดีตามที่กำหนดไว้ ในมาตรา 14 ของอนุสัญญาระหว่างประเทศในเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิทางการเมือง Whereas the Declaration of Basic Principles of Justice for Victims of Crime and Abuse of Power recommends measures to be taken at the international and national levels to improve access to justice and fair treatment, restitution, compensation and assistance for victims of crime, โดยที่ปฏิญญาที่กำหนดหลักการข้อถือปฏิบัติเรื่องพื้นฐานของการกระบวนการยุติธรรมสำหรับผู้ที่ตก เป็นเหยื่อทางอาชญากรรมและการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมให้นำหลักการซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปในระดับ ระหว่างประเทศและระดับประเทศเพื่อแก้ไขให้มีการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการปฏิบัติด้วยความเป็น ธรรม การชดใช้ให้คืนสู่สภาพเดิม การได้รับค่าทดแทน และการให้การช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม
60 Whereas adequate protection of the human rights and fundamental freedoms to which all persons are entitled, be they economic, social and cultural, or civil and political, requires that all persons have effective access to legal services provided by an independent legal profession, โดยที่การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องซึ่งคนทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับ ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิในทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม หรือสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่กำหนดให้ คนทุกคนมีสิทธิโดยชอบตามกฎหมายที่จะเข้าถึงบริการทางกฎหมายของผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายที่เป็น อิสระให้อย่างได้ผล Whereas professional associations of lawyers have a vital role to play in upholding professional standards and ethics, protecting their members from persecution and improper restrictions and infringements, providing legal services to all in need of them, and cooperating with governmental and other institutions in furthering the ends of justice and public interest, โดยที่สภาทนายความมีหน้าที่และบทบาทอย่างสำคัญที่จะธำรงไว้ซึ่งมาตรฐานและจริยธรรมแห่ง วิชาชีพ และการคุ้มครองสมาชิกจากการกระทำใด ๆ รวมถึงการกระทำที่เป็นการละเมิดหรือเป็นการจำกัด สิทธิของสมาชิกที่ไม่สมควรและให้บริการทางกฎหมายแก่ผู้มาขอรับความช่วยเหลือทุกคน รวมถึงการให้ความ ร่วมมือกับส่วนราชการหรือสถาบันใด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อประโยชน์สาธารณะ The Basic Principles on the Role of Lawyers, set forth below, which have been formulated to assist Member States in their task of promoting and ensuring the proper role of lawyers, should be respected and taken into account by Governments within the framework of their national legislation and practice and should be brought to the attention of lawyers as well as other persons, such as judges, prosecutors, members of the executive and the legislature, and the public in general. These principles shall also apply, as appropriate, to persons who exercise the functions of lawyers without having the formal status of lawyers. หลักการที่เป็นมาตรฐานสำคัญในบทบาทของทนายความตามที่กำหนดไว้ในมตินี้ ซึ่งเป็นการรวมข้อ ถือปฏิบัติเข้าไว้เพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้ในการถือปฏิบัติตามหน้าที่ในการส่งเสริมและวางหลักประกันที่ให้ ทนายความทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมตามสมควร จึงควรให้เป็นที่ยอมรับและให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ภายใต้ กรอบของกฎหมายของประเทศของสมาชิกและข้อถือปฏิบัติที่ควรจะต้องทำให้ทนายความรวมตลอดถึงคน อื่นๆ เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ข้าราชการฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ และบุคคลทั่วไป ดำเนินการตาม หลักการดังที่กล่าวไว้นี้ ให้มีการใช้หลักการนี้บังคับตามความเหมาะสมแก่บุคคลทุกคนซึ่งทำหน้าที่ทนายความ รวมตลอดถึงบุคคลที่ไม่ได้เป็นไปทนายความที่เป็นทางการด้วย
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 61 Access to lawyers and legal services การเข้าถึงทนายความและบริการทางกฎหมาย 1. All persons are entitled to call upon the assistance of a lawyer of their choice to protect and establish their rights and to defend them in all stages of criminal proceedings. 1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะขอรับการช่วยเหลือจากทนายความตามที่ตนเองประสงค์เพื่อปกป้องและ รับรองการใช้สิทธิของตนและรวมถึงการเป็นตัวแทนของตนในกระบวนการดำเนินคดีอาญาทุกขั้นตอน 2. Governments shall ensure that efficient procedures and responsive mechanisms for effective and equal access to lawyers are provided for all persons within their territory and subject to their jurisdiction, without distinction of any kind, such as discrimination based on race, colour, ethnic origin, sex, language, religion, political or other opinion, national or social origin, property, birth, economic or other status. 2. รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องให้การรับรองว่าจะจัดให้มีกระบวนการที่เหมาะสม และมีกลไกที่ตอบสนอง สำหรับการเข้าถึงความอย่างเท่าเทียมกันและให้มีผลสมบูรณ์ ซึ่งบริการนี้ต้องจัดไว้ให้แก่บุคคลทุกคนภายใน เขตอำนาจของประเทศสมาชิกนั้น และให้อยู่ภายใต้ระบบการศาลยุติธรรมโดยปราศจากความแตกต่างกันใน ทุกเรื่อง อย่างเช่น การแบ่งแยกเรื่องเชื้อชาติ สีผิว กำเนิด ชาติพันธุ์ เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นในทาง การเมืองหรือในเรื่องอื่น สัญชาติหรือสถานที่เกิด ทรัพย์สิน ชาติกำเนิด สถานะทางเศรษฐกิจ หรือสถานะอื่น ๆ 3. Governments shall ensure the provision of sufficient funding and other resources for legal services to the poor and, as necessary, to other disadvantaged persons. Professional associations of lawyers shall cooperate in the organization and provision of services, facilities and other resources. 3. รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องจัดหาเงินทุนให้อย่างเพียงพอ และให้การสนับสนุนทางทรัพยากรอย่างอื่น สำหรับการให้บริการด้านกฎหมายแก่ผู้ยากจนและตามความจำเป็นแก่ผู้ที่ด้อยโอกาส สภาวิชาชีพทนายความ ต้องร่วมมือในการจัดการอย่างเป็นระบบและการจัดให้บริการที่หลากหลาย การอำนวยความสะดวกและการ ให้การช่วยเหลือทางทรัพยากรอย่างอื่นด้วย 4. Governments and professional associations of lawyers shall promote programmes to inform the public about their rights and duties under the law and the important role of lawyers in protecting their fundamental freedoms. Special attention should be given to assisting the poor and other disadvantaged persons so as to enable them to assert their rights and where necessary call upon the assistance of lawyers. 4. รัฐบาลและสภาวิชาชีพทนายความต้องส่งเสริมโครงการต่าง ๆ เพื่อแจ้งให้สาธารณชนทราบ เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของเขาเหล่านั้นตามกฎหมาย และบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของทนายความ ใน การ ปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะจะต้องให้ความสนใจที่จะช่วยผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาสเพื่อให้เขา เหล่านั้นสามารถใช้สิทธิและสามารถที่จะเรียกใช้บริการความช่วยเหลือของทนายความเมื่อมีความจำเป็น
62 Special safeguards in criminal justice matters มาตรการความปลอดภัยพิเศษในกระบวนการยุติธรรม 5. Governments shall ensure that all persons are immediately informed by the competent authority of their right to be assisted by a lawyer of their own choice upon arrest or detention or when charged with a criminal offence. 5. รัฐบาลต้องให้การรับประกันว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะรับการบอกกล่าวจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ หน้าที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาที่จะได้รับการช่วยเหลือจากทนายความที่ตนเองสามารถเลือกได้เมื่อถูกจับกุมหรือ ถูกคุมขังหรือถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดทางอาญา 6. Any such persons who do not have a lawyer shall, in all cases in which the interests of justice so require, be entitled to have a lawyer of experience and competence commensurate with the nature of the offence assigned to them in order to provide effective legal assistance, without payment by them if they lack sufficient means to pay for such services. 6. บุคคลใดก็ตามที่ไม่มีทนายความ ซึ่งในทุกคดีความเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ต้องได้รับสิทธิ ที่จะมีทนายความผู้ชำนาญการ และมีความสามารถสอดคล้องกับลักษณะของการกระทำความผิดที่จะเป็นผู้ที่ ได้รับมอบหมายให้การช่วยเหลือทางกฎหมายให้ได้ผล โดยไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายหากว่าคนนั้นไม่มีเงินทอง พอที่จะจ่ายค่าบริการดังกล่าว 7. Governments shall further ensure that all persons arrested or detained, with or without criminal charge, shall have prompt access to a lawyer, and in any case not later than forty-eight hours from the time of arrest or detention. 7. รัฐบาลต้องแจ้งให้บุคคลทุกคนที่ถูกจับกุมหรือถูกคุมขังทั้งที่มีหรือไม่มีข้อกล่าวหาทางอาญาให้ ทราบว่าเขามีสิทธิที่จะพบทนายความ และไม่ว่าในกรณีใดต้องได้พบในเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมงหลังจากถูกจับ หรือถูกควบคุมตัว 8. All arrested, detained or imprisoned persons shall be provided with adequate opportunities, time and facilities to be visited by and to communicate and consult with a lawyer, without delay, interception or censorship and in full confidentiality. Such consultations may be within sight, but not within the hearing, of law enforcement officials. 8. ผู้ที่ถูกจับกุม คุมขังหรือจำคุก จะต้องได้รับโอกาสและเวลาในการอำนวยความสะดวกอย่าง พอเพียงที่จะได้รับการเยี่ยมเยียนและการติดต่อสื่อสาร รวมถึงการปรึกษากับทนายความโดยไม่ล่าช้า โดย ปราศจากการขัดขวาง หรือการตรวจสอบ และให้ถือเป็นเรื่องความลับส่วนตัว ในการให้คำปรึกษาดังกล่าวที่ อาจอยู่ภายใต้สายตาของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่บังคับการตามกฎหมายได้แต่ไม่ใช่ให้ได้ยินคำปรึกษากัน ได้ด้วย
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 63 Qualifications and training คุณสมบัติและการฝึกอบรม 9. Governments, professional associations of lawyers and educational institutions shall ensure that lawyers have appropriate education and training and be made aware of the ideals and ethical duties of the lawyer and of human rights and fundamental freedoms recognized by national and international law. 9. รัฐบาล สภาทนายความ และสถาบันการศึกษาจะต้องรับประกันว่าทนายความนั้นต้องได้ผ่าน การศึกษาและการอบรมอย่างเหมาะสม และเป็นผู้ที่ผ่านการอบรม ทราบถึงเจตนาและหน้าที่ตามจริยธรรม ของทนายความ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมายของประเทศสมาชิกและ กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ 10. Governments, professional associations of lawyers and educational institutions shall ensure that there is no discrimination against a person with respect to entry into or continued practice within the legal profession on the grounds of race, colour, sex, ethnic origin, religion, political or other opinion, national or social origin, property, birth, economic or other status, except that a requirement, that a lawyer must be a national of the country concerned, shall not be considered discriminatory. 10. รัฐบาล สภาทนายความ และสถาบันการศึกษาต้องรับประกันว่าจะไม่มีการแบ่งชนชั้นระหว่าง บุคคลในเรื่องของการเข้าฝึกอมรบหรือการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในวิชาชีพกฎหมาย โดยจะไม่แบ่งแยกเรื่อง เชื้อชาติ ผิวสี เพศ ชาติกำเนิด ศาสนา ความเห็นทางการเมืองหรือเรื่องอื่นๆ สัญชาติกำเนิดหรือสังคมต้น กำเนิด ทรัพย์สิน การเกิด สถานะทางเศรษฐกิจหรือสถานะอื่น ๆ เว้นแต่ข้อกำหนดในเรื่องของทนายความที่ จะต้องมีสัญชาติของประเทศสมาชิกนั้นไม่ถือว่าเป็นการแบ่งแยก 11. In countries where there exist groups, communities or regions whose needs for legal services are not met, particularly where such groups have distinct cultures, traditions or languages or have been the victims of past discrimination, Governments, professional associations of lawyers and educational institutions should take special measures to provide opportunities for candidates from these groups to enter the legal profession and should ensure that they receive training appropriate to the needs of their groups. 11. ในประเทศที่มีกลุ่มคน ชุมชนหรือเขตพื้นที่ซึ่งต้องการใช้บริการทางกฎหมายแต่ไม่อาจทำได้ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มบุคคลเหล่านั้นมีภาษา ประเพณีและสังคมที่แตกต่างกัน หรือเป็นผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของ กระทำจากการแบ่งแยกในอดีต, รัฐบาล สภาทนายความและสถาบันการศึกษาจะต้องจัดมาตรการพิเศษที่จะ ให้โอกาสแก่ตัวแทนของกลุ่มเหล่านั้นที่จะเข้าสู่วิชาชีพกฎหมาย และควรให้หลักประกันได้ว่าเขาจะได้รับการ ฝึกอบรมตามที่เหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น
64 Duties and responsibilities หน้าที่และความรับผิดชอบ 12. Lawyers shall at all times maintain the honour and dignity of their profession as essential agents of the administration of justice. 12. ทนายความนั้นตลอดเวลาจะต้องดำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพของตนในฐานะผู้มี หน้าที่สำคัญในการบริหารกระบวนการยุติธรรม 13. The duties of lawyers towards their clients shall include: 13. หน้าที่ของทนายความต่อลูกความนั้นให้รวมถึง: (a) Advising clients as to their legal rights and obligations, and as to the working of the legal system in so far as it is relevant to the legal rights and obligations of the clients; (ก) ให้คำแนะนำแก่ลูกความถึงสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของเขา และกระบวนการของระบบ กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของลูกความนั้น; (b) Assisting clients in every appropriate way, and taking legal action to protect their interests; (ข) ช่วยลูกความในทุกกรณีตามที่ควรและดำเนินการทางกฎหมายในการปกป้องผลประโยชน์ของ ลูกความตน; (c) Assisting clients before courts, tribunals or administrative authorities, where appropriate. (ค) ช่วยลูกความในการดำเนินคดีในศาล หรือต่อหน้าคณะตุลาการ หรือหน่วยงานที่บริหารราชการ ตามแต่กรณี 14. Lawyers, in protecting the rights of their clients and in promoting the cause of justice, shall seek to uphold human rights and fundamental freedoms recognized by national and international law and shall at all times act freely and diligently in accordance with the law and recognized standards and ethics of the legal profession. 14. ให้ทนายความซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิของลูกความของตน และในการส่งเสริมกระบวนการ ยุติธรรมยึดถือหลักการของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมายของประเทศสมาชิกและ กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ และให้ดำเนินการด้วยความเป็นอิสระและด้วยความขยัน หมั่นเพียร ตลอดเวลาตามตัวบทกฎหมาย และให้เป็นไปมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมทางวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ 15. Lawyers shall always loyally respect the interests of their clients. 15. ทนายความจะต้องคำนึงถึงส่วนได้เสียของลูกความของตนเป็นอย่างดีตลอดเวลา
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 65 Guarantees for the functioning of lawyers หลักประกันของการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความ 16. Governments shall ensure that lawyers (a) are able to perform all of their professional functions without intimidation, hindrance, harassment or improper interference; (b) are able to travel and to consult with their clients freely both within their own country and abroad; and (c) shall not suffer, or be threatened with, prosecution or administrative, economic or other sanctions for any action taken in accordance with recognized professional duties, standards and ethics. 16. รัฐบาลต้องให้หลักประกันว่า (ก) ทนายความจะสามารถทำหน้าที่ตามหลักการแห่งวิชาชีพของ ตนโดยไม่ถูก ข่มขู่ ขัดขวาง ก่อกวน หรือการเข้าแทรกแซงที่ไม่สมควร; (ข) ทนายความต้องสามารถเดินทาง และให้คำปรึกษาแก่ลูกความของตนได้อย่างเป็นอิสระทั้งภายในและนอกประเทศของตน และ; (ค) ทนายความ จะต้องไม่ได้รับภัยใด ๆ หรือถูกขู่ด้วยการจะฟ้องร้อง หรือการลงโทษอย่างใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นโดยใช้วิธีทาง ราชการ ทางเศรษฐกิจหรือวิธีการอย่างอื่นใด ในการทำหน้าที่ทนายความตามมาตรฐานและจริยธรรมแห่ง วิชาชีพของตน 17. Where the security of lawyers is threatened as a result of discharging their functions, they shall be adequately safeguarded by the authorities. 17. ในกรณีที่มีการข่มขู่ต่อความปลอดภัยของทนายความถูกซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ทนายความต้องได้รับการคุ้มครองจากหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างทันท่วงที 18. Lawyers shall not be identified with their clients or their clients' causes as a result of discharging their functions. 18. ทนายความจะต้องไม่ถูกกล่าวหาร่วมไปพร้อมกับลูกความของตน หรือร่วมการกระทำผิดกับ ลูกความของตนที่เป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความ 19. No court or administrative authority before whom the right to counsel is recognized shall refuse to recognize the right of a lawyer to appear before it for his or her client unless that lawyer has been disqualified in accordance with national law and practice and in conformity with these principles. 19. ก่อนที่จะมีการดำเนินการกับบุคคลใด ซึ่งสิทธิเข้าพบที่ปรึกษากฎหมายได้ก่อน ห้ามไม่ให้ศาล หรือหน่วยราชการใดปฏิเสธสิทธิของการมีทนายความเพื่อว่าต่างแก้ต่างศาลนั้น เพื่อหรือในนามของลูกความ ของทนายความ เว้นแต่ทนายความนั้นขาดคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศสมาชิก และข้อ ประพฤติปฏิบัติและต้องสอดคล้องกันเป็นหลักการสำคัญของมติฉบับนี้
66 20. Lawyers shall enjoy civil and penal immunity for relevant statements made in good faith in written or oral pleadings or in their professional appearances before a court, tribunal or other legal or administrative authority. 20. ทนายความต้องได้รับความคุ้มครองความเป็นพลเมือง และความปลอดจากการลงโทษทางอาญา สำหรับการเสนอถ้อยแถลงใดซึ่งไม่ว่าจะได้แสดงออกโดยทางวาจา หรือเป็นหนังสือที่ยื่นต่อศาลด้วยความ สุจริต หรือเป็นการทำหน้าที่ต่อหน้าศาล คณะตุลาการ หรือหน่วยงานทางกฎหมายหรือทางการบริหารอื่น 21. It is the duty of the competent authorities to ensure lawyers access to appropriate information, files and documents in their possession or control in sufficient time to enable lawyers to provide effective legal assistance to their clients. Such access should be provided at the earliest appropriate time. 21. ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ให้ความแน่นอนได้ว่าทนายความมีสิทธิที่จะเข้าถึง ข้อมูลบันทึกและเอกสารที่อยู่ในความครอบครองหรืออยู่ในกำกับหรือดูแลของส่วนราชการนั้นภายใต้เวลาและ พฤติการณ์ที่เหมาะสม เพื่อที่จะให้ทนายความนั้นสามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ลูกความของตนได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวนั้นควรจัดให้ในเวลาอันสมควรโดยเร็วที่สุด 22. Governments shall recognize and respect that all communications and consultations between lawyers and their clients within their professional relationship are confidential. 22. รัฐบาลต้องรับรองและยอมรับว่าการติดต่อและการให้คำปรึกษาระหว่างทนายความกับลูกความ นั้นอยู่ภายใต้หลักการของความเป็นส่วนตัวที่เป็นความลับของผู้ประกอบวิชาชีพ
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 67 Freedom of expression and association หลักการของการแสดงออกซึ่งเสรีภาพและการรวมตัวกัน 23. Lawyers like other citizens are entitled to freedom of expression, belief, association and assembly. In particular, they shall have the right to take part in public discussion of matters concerning the law, the administration of justice and the promotion and protection of human rights and to join or form local, national or international organizations and attend their meetings, without suffering professional restrictions by reason of their lawful action or their membership in a lawful organization. In exercising these rights, lawyers shall always conduct themselves in accordance with the law and the recognized standards and ethics of the legal profession. 23. ทนายความเฉกเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ย่อมมีสิทธิในด้านการแสดงออกซึ่งความเห็น ความ เชื่อ และการรวมตัวกันและการเข้าร่วมประชุม โดยเฉพาะทนายความต้องมีสิทธิในการเข้าร่วมในการหารือ ปรึกษาอย่างเปิดแผยในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย การบริหารงานยุติธรรมและการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิ มนุษยชน และมีสิทธิที่จะเข้าร่วมหรือก่อตั้งองค์กรระดับท้องถิ่น ระดับชาติ หรือระดับระหว่างประเทศ รวมทั้ง การเข้าร่วมประชุมกับองค์กรดังกล่าวโดยไม่มีข้อจำกัดในทางวิชาชีพแต่อย่างใดเกี่ยวกับการกระทำการโดย ชอบด้วยกฎหมายของทนายความ และการเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรที่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวนั้น ในการใช้ สิทธิดังกล่าวนี้ทนายความจะต้องปฏิบัติตนตามกฎหมายและตามมาตรฐานจริยธรรมแห่งวิชาชีพของตนที่ กำหนดไว้
68 Professional associations of lawyers สภาวิชาชีพทนายความ 24. Lawyers shall be entitled to form and join self-governing professional associations to represent their interests, promote their continuing education and training and protect their professional integrity. The executive body of the professional associations shall be elected by its members and shall exercise its functions without external interference. 24. ทนายความมีสิทธิที่จะเข้าร่วมก่อตั้งสมาคมหรือสภาปกครองวิชาชีพของตนด้วยกันเองเพื่อให้ สภานั้นเป็นตัวแทนของสมาชิกในการรักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมการศึกษาและการอบรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึง การปกป้องศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพของตน ผู้บริหารของสภาหรือสมาคมวิชาชีพนั้นจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดย สมาชิกและจะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก 25. Professional associations of lawyers shall cooperate with Governments to ensure that everyone has effective and equal access to legal services and that lawyers are able, without improper interference, to counsel and assist their clients in accordance with the law and recognized professional standards and ethics. 25. สภาทนายความต้องให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อการรับรองว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึง บริการทางกฎหมายที่ได้ผลและอย่างเท่าเทียมกัน และทนายความนั้นสามารถที่จะให้คำปรึกษาและการ ช่วยเหลือแก่ลูกความของตนตามกฎหมายและมาตรฐานจริยธรรมแห่งวิชาชีพที่กำหนดไว้ โดยปราศจากการ แทรกแซงที่ไม่สมควรใด ๆ ในทุกกรณี
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 69 Disciplinary proceedings การดำเนินการทางจริยธรรม 26. Codes of professional conduct for lawyers shall be established by the legal profession through its appropriate organs, or by legislation, in accordance with national law and custom and recognized international standards and norms. 26. ประมวลข้อกำหนดเกี่ยวกับข้อประพฤติปฏิบัติของทนายความนั้น ให้จัดทำเป็นมาตรฐานของ วิชาชีพกฎหมายโดยองค์กรที่เกี่ยวข้องหรือโดยกฎหมาย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศสมาชิกและ จารีตประเพณี และตามมาตรฐาน และหลักการสากลที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป 27. Charges or complaints made against lawyers in their professional capacity shall be processed expeditiously and fairly under appropriate procedures. Lawyers shall have the right to a fair hearing, including the right to be assisted by a lawyer of their choice. 27. คำกล่าวหาหรือคำร้องเรียนที่มีต่อทนายความในการปฏิบัติงานตามความสามารถแห่งวิชาชีพ ของตน จะต้องมีการดำเนินการอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมภายใต้กระบวนวิธีพิจารณาที่เหมาะสม ทนายความ มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและมีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากทนายความที่ตนได้เลือก เองด้วย 28. Disciplinary proceedings against lawyers shall be brought before an impartial disciplinary committee established by the legal profession, before an independent statutory authority, or before a court, and shall be subject to an independent judicial review. 28. การดำเนินการทางจริยธรรมต่อทนายความจะต้องดำเนินการ โดยคณะกรรมการทางวินัยที่เป็น กลาง ซึ่งแต่งตั้งโดยสภาวิชาชีพ และเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่เป็นอิสระ หรือต่อหน้าศาล และ ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบทางกฎหมายที่เป็นอิสระ 29. All disciplinary proceedings shall be determined in accordance with the code of professional conduct and other recognized standards and ethics of the legal profession and in the light of these principles. 29. การดำเนินการในเรื่องจริยธรรมทุกกรณีจะต้องเป็นตามที่กำหนดไว้ในประมวลข้อประพฤติ ปฏิบัติทางหน้าที่ของสภาวิชาชีพและต้องเป็นไปตามมาตรฐานและจริยธรรมของวิชาชีพที่บัญญัติไว้ และให้ เป็นไปตามแนวทางของมติฉบับนี้
70 ตอนที่ ๖ หลักวิชาชีพนักกฎหมาย - ทนายความในยุคปฏิรูป(36) เรื่องหลักวิชาชีพมีบทความอยู่มากมาย โดยเฉพาะในด้านวิชาชีพกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่เป็น รูปแบบของการเสนอความเห็นในรูปของนามธรรม เนื่องจากผู้เขียนเป็นนักกฎหมายเอกชน (ทนายความ) ที่ต้องปฏิบัติอยู่ทุกวัน จึงขอเสนอบทความที่ประยุกต์เรื่องของนามธรรมกับรูปธรรมให้ เป็นแนวทางในการนำไปปรับใช้แก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของนักกฎหมายที่ต้องปฏิรูปกันอยู่ทุก เวลาอยู่แล้ว ๑. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำรงตน และความมั่นคงในวิชาชีพทนายความ การเป็นทนายความตามสถานภาพในสังคมไทยในปัจจุบันนั้นวนเวียนอยู่แต่เฉพาะในเรื่องของการ ว่าความเป็นส่วนใหญ่ การดำรงชีพในฐานะทนายความจึงมีข้อจำกัดอยู่แต่เฉพาะในเรื่องของความสามารถใน การว่าความ การเตรียมคดีและการรวบรวมพยานหลักฐานสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตนในคดี ชื่อเสียงและความก้าวหน้าในวิชาชีพจึงมีข้อจำกัดอยู่กับลักษณะและความสำคัญของประเภทคดีประกอบกับ ชื่อเสียงของทนายความที่ได้สร้างสมบารมีทีละเล็กละน้อยว่าทนายความผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญในสาขาคดี ประเภทใด ตัวอย่างเช่น เป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีมรดกนั้นก็หมายถึงรู้เรื่องของการดำเนินคดีมรดก การ แบ่งปันมรดก สิทธิของทายาท เป็นอย่างดี หรือถ้าเป็นทนายความที่เชี่ยวชาญในคดีอาญาก็อาจจะต้องแยก ออกไปอีกว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการทำคดีอาญาที่เกี่ยวกับการไม่ใช้เงินตามเช็ค (เช็คเด้ง) คดีอาญาที่ เกี่ยวกับเรื่องความผิดต่อชีวิตร่างกาย คดีอาญาที่เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด เป็นต้น ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าขอบเขต ของการทำงานในหน้าที่ทนายความในเมืองไทยนั้นแคบมาก ถ้าจะมีชื่อเสียงในเรื่องของการว่าความก็จะเป็น กรณีที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวและจำกัดอยู่ในวงของคนที่รู้จักกันไม่มาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในแต่ละจังหวัด กรณีอย่างนี้จะถือว่ามีความสำเร็จในวิชาชีพทนายความก็คงจะนับได้เพียงระดับหนึ่ง เท่านั้น ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับการประกอบวิชาชีพทนายความในต่างประเทศคงจะยังไม่ได้ เพราะความ สันทัดจัดเจนในเรื่องของคดีความเฉพาะทาง อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะให้ทนายความนั้นสามารถดำรงชีพอยู่ได้ ในสาขาที่ตนประกอบอาชีพอยู่ ความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาหาโอกาสขยายขอบเขตของวิชาชีพให้มากกว่าที่เป็นอยู่ จึงเป็น ความสำคัญเบื้องต้นที่ทนายความจะต้องคิดและต้องเข้าใจให้เป็นที่ถ่องแท้ว่าวิชาชีพ ทนายความนั้นจะต้องไม่ อยู่ในวงจำกัดเฉพาะการว่าความอย่างเดียว จำเป็นต้องสร้างศักยภาพทางด้านอื่นซึ่งก็คือการเป็นที่ปรึกษา กฎหมายให้ควบคู่กันไปให้จงได้ (36) ปรับปรุงจากเอกสารประกอบคำบรรยายประกอบการฝึกอบรมวิชาว่าความ รุ่นที่ 13 พ.ศ. 2540 “ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จใน วิชาชีพทนายความ”
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 71 ๒. ต้องมีความตั้งใจ ความสำเร็จในวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งนั้นหากจะถือให้เป็นมาตรฐานได้นั้น ก็ต้องเป็นเรื่องของการ ยอมรับโดยรวมของสังคมถึงความสามารถในตัวบุคคล ในคณะบุคคลของสาขาผู้ประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ว่าเป็น ผู้ที่มีความเพรียบพร้อมไปด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่มั่นคงในวิชาชีพ มีความรู้ประสบการณ์และมีความสามารถ ที่จะใช้วิชาชีพนั้นอย่างเป็นผู้มีคุณธรรม ซึ่งนอกจากจะทำประโยชน์ให้กับตนเองแล้วยังได้มีการอุทิศส่วนหนึ่ง ของการทำงานของตนให้กับสังคมด้วย ตั้งใจที่มั่นคงแน่วแน่ในความเชื่อหรืออย่างน้อยมีศรัทธาต่อวิชาชีพ ทนายความ และทนายความที่ปรึกษากฎหมายนั้น บางคนเข้าเรียนในโรงเรียนสอนกฎหมายคือในคณะ นิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในปัจจุบันนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นผู้ใฝ่รู้ทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพราะ บางคนเลือกเรียนวิชานิติศาสตร์เป็นอันดับสุดท้าย หรือไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดีแล้วก็เลยเลือกเรียนวิชานิติศาสตร์ หรือถูกบังคับให้เรียนเพราะว่าบิดามารดาเป็นนักกฎหมาย หรือเรียนตามเพื่อน ซึ่งผลจากการเลือกเช่นนี้ย่อม เป็นที่เห็นได้ว่ามาตรฐานเบื้องต้นของการวัดความตั้งใจของตนเองและความเข้าใจที่จะเป็นนักกฎหมายมือ อาชีพในอนาคตนั้นอ่อนมาก ทุกคนจะมองว่าการศึกษาวิชานิติศาสตร์เป็นแต่เพียงทางผ่านเพื่อให้จบและรับ ปริญญานิติศาสตรบัณฑิตเท่านั้น ต่อจากนั้นไปอาจจะไปเรียนทางมหาบัณฑิตด้านบริหารธุรกิจต่อตามความ ใฝ่ฝันของตัวเองก็ได้ นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในขณะนี้จากประสบการณ์ของการสอบถามผู้ที่มาสมัครงานผู้ ที่มาฝึกฝนอบรมเป็นทนายความ ผู้ที่ทำงานในธุรกิจอื่นแต่จบมาทางนิติศาสตร์ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าประการ สำคัญในเบื้องต้นก็คือว่าผู้ที่จะประกอบวิชาชีพนักกฎหมาย (ทนายความ) นั้นต้องเข้าใจขอบเขตและ ความสำคัญของวิชาชีพทนายความที่มีต่อตนเองและสังคมให้ถ่องแท้ ต้องศึกษาถึงประสบการณ์ของ ทนายความรุ่นก่อนที่ได้ประสบความสำเร็จในวิชาชีพว่าต้องฝ่าฟันอุปสรรคมาอย่างไร ให้ดีที่สุด เพื่อที่จะให้ ตนเองเข้าใจว่าได้รู้ภารกิจของวิชาชีพทนายความนี้ดีที่สุดแล้ว จึงจะตัดสินใจที่จะดำรงชีพของตนโดยใช้วิชาชีพ นี้เป็นหลัก ๓. การทำอาชีพอื่นควบคู่กับการประกอบวิชาชีพทนายความ เป็นเรื่องยากที่จะไม่ให้ทนายความประกอบอาชีพอื่นที่อาจมีผลให้การทำกิจการอื่นจนเป็น เหตุให้การประกอบวิชาชีพกฎหมายนั้นตกเป็นรอง เช่น ทำอาชีพนายหน้าประกันภัย ขายวัสดุก่อสร้าง จัดสรรที่ดิน เปิดร้านค้าขายของ เล่นหุ้น หรือเป็นนายหน้าค้าขายในธุรกิจอื่น ๆ การทำกิจการธุรกิจที่ กล่าวมานี้ไม่ใช่เป็นของไม่ดี แต่แน่นอนจะให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดประสบความสำเร็จในวิถีชีวิตของการ ทำงานที่มีแนวทางต่างกันโดยพร้อมกันในหลาย ๆ ด้านนั้นคงจะเกิดขึ้นน้อยมาก ดังนั้น ถ้าใจไม่มั่นคง ต่อวิชาชีพแล้ว อานุภาพของการใช้ความรู้ทางกฎหมายก็เริ่มหย่อนยาน เพราะจะต้องไปกังวลถึงธุรกิจ อื่นที่ตนเองทำอยู่ว่ามันอาจจะขาดทุนหรือกำไรน้อยลง หรือหมดตัว เช่นในกรณีของการไปเล่นหุ้น คือ ไปลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ดีว่าการลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์นั้น เป็นของถูกต้องเป็นของดี แต่ต้องทุ่มเทให้กับการศึกษาเรียนรู้ลู่ทางการลงทุนให้เต็ม 100% จึงจะเข้าใจ สภาพของตลาดทุนได้ถูกต้อง ดังนั้นถ้าหากว่าส่วนหนึ่งของการทำงานมาประกอบวิชาชีพทนายความก็
72 จะเกิดข้อขัดแย้งกันในเรื่องของการทำหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์คดี ในขณะที่จิตใจส่วนหนึ่งยังห่วงอยู่ทุกวัน เวลาที่ตลาดหุ้นเปิดทำการว่าหุ้นของตัวเองที่ซื้อไว้จะขึ้นหรือลง ความกังวลเช่นนี้ย่อมเป็นจุดเสื่อมของ ความคิด ทำให้ไม่มีเวลาที่จะตัดสินใจวินิจฉัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้รอบคอบ ทำให้เกิด ข้อผิดพลาดและไม่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาใช้บริการวิชาชีพทนายความแต่อย่างใด ดังนั้นถ้าจะ ทำวิชาชีพอื่นควบคู่ไปด้วยต้องทำในสาขาที่เป็นกรณีสนับสนุนวิชาชีพทนายความเช่นการสอนวิชา กฎหมายในโรงเรียนสถาบันการศึกษาแขนงนิติศาสตร์ทุกแห่งเท่าที่จะมีโอกาสทำ หรือการบรรยาย กฎหมายให้แก่สมาคมธุรกิจ องค์กรที่ได้รับเชิญเป็นครั้งเป็นคราว กรณีนี้เห็นได้ชัดเจนว่าจะเป็นเครื่อง ส่งเสริมและกระตุ้นให้ทนายความมีความใฝ่รู้ในหัวข้อที่จะเป็นผู้บรรยาย และทำให้มีความสามารถใน การใช้กฎหมายในแต่ละเรื่องที่ได้รับเชิญมาดีขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าในหนึ่งปีได้รับเชิญไปบรรยายถึงสิบครั้งก็ต้อง ยอมรับว่าความรู้สิบครั้งจากการบรรยายนั้น โดยเฉพาะถ้าหากเป็นหัวข้อที่แตกต่างกันก็จะเพิ่มพูนมาก ขึ้นเป็นทวีคูณ การใช้กฎหมายก็จะออกอรรถรส มีความสนุกและเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองกับผู้ที่เข้า มารับฟังการบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก นักเรียน นักศึกษาหรือเพื่อนร่วมวิชาชีพหรือต่างวิชาชีพ ดังนั้น ความจำเป็นที่ต้องตั้งใจให้แน่วแน่มั่นคงเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ควรจะพึงถือปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อทำใจได้เช่นนี้แล้วก็ต้องยึดถือเป็นหลักตลอดไป โดยเฉพาะจะต้องไม่หวั่นไหวต่อตำแหน่งหรือ ลาภยศอื่น นอกเหนือจากผลที่ได้จากการประกอบวิชาชีพกฎหมาย รวมทั้งต้องไม่แสวงหาหรือทำกิจการอื่นจน เป็นเหตุให้การประกอบวิชาชีพกฎหมายนั้นตกเป็นรอง เช่น ทำอาชีพนายหน้าประกันภัย ขายวัสดุก่อสร้าง จัดสรรที่ดิน เปิดร้านค้าขายของ เล่นหุ้น หรือเป็นนายหน้าค้าขายในธุรกิจอื่น ๆ การทำกิจการธุรกิจที่กล่าวมา นี้ไม่ใช่เป็นของไม่ดี แต่แน่นอนจะให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดประสบความสำเร็จในวิถีชีวิตของการทำงานที่มี แนวทางต่างกันโดยพร้อมกันในหลาย ๆ ด้านนั้น คงจะเกิดขึ้นน้อยมาก ดังนั้น ถ้าใจไม่มั่นคงต่อวิชาชีพแล้ว อานุภาพของการใช้ความรู้ทางกฎหมายก็เริ่มหย่อนยาน เพราะจะต้องไปกังวลถึงธุรกิจอื่นที่ตนเองทำอยู่ว่ามัน อาจจะขาดทุนหรือกำไรน้อยลง หรือหมดตัว เช่นในกรณีของการไปเล่นหุ้น คือไปลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ใน ตลาดหลักทรัพย์ ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ดีว่าการลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์นั้น เป็นของถูกต้องเป็นของดี แต่ต้อง ทุ่มเทให้กับการศึกษาเรียนรู้ลู่ทางการลงทุนให้เต็ม ๑๐๐% จึงจะเข้าใจสภาพของตลาดทุนได้ถูกต้อง ดังนั้นถ้า หากว่าส่วนหนึ่งของการทำงานมาประกอบวิชาชีพทนายความก็จะเกิดข้อขัดแย้งกันในเรื่องของการทำหน้าที่ ศึกษาวิเคราะห์คดี ในขณะที่จิตใจส่วนหนึ่งยังห่วงอยู่ทุกวันเวลาที่ตลาดหุ้นเปิดทำการว่าหุ้นของตัวเองที่ซื้อไว้ จะขึ้นหรือลง ความกังวลเช่นนี้ย่อมเป็นจุดเสื่อมของความคิด ทำให้ไม่มีเวลาที่จะตัดสินใจวินิจฉัยข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงให้รอบคอบ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดและไม่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาใช้บริการวิชาชีพ ทนายความแต่อย่างใด ดังนั้นถ้าจะทำวิชาชีพอื่นควบคู่ไปด้วยต้องทำในสาขาที่เป็นกรณีสนับสนุนวิชาชีพ ทนายความ เช่นการสอนวิชากฎหมายในโรงเรียนสถาบันการศึกษาแขนงนิติศาสตร์ทุกแห่งเท่าที่จะมีโอกาสทำ หรือการบรรยายกฎหมายให้แก่สมาคมธุรกิจ องค์กรที่ได้รับเชิญเป็นครั้งเป็นคราว กรณีนี้เห็นได้ชัดเจนว่าจะ เป็นเครื่องส่งเสริมและกระตุ้นให้ทนายความมีความใฝ่รู้ในหัวข้อที่จะเป็นผู้บรรยาย และทำให้มีความสามารถ ในการใช้กฎหมายในแต่ละเรื่องที่ได้รับเชิญมาดีขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าในหนึ่งปีได้รับเชิญไปบรรยายถึงสิบครั้งก็ต้อง
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 73 ยอมรับว่าความรู้สิบครั้งจากการบรรยายนั้น โดยเฉพาะถ้าหากเป็นหัวข้อที่แตกต่างกันก็จะเพิ่มพูนมากขึ้นเป็น ทวีคูณ การใช้กฎหมายก็จะออกอรรถรส มีความสนุกและเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองกับผู้ที่เข้ามารับฟังการ บรรยาย ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียน นักศึกษา หรือเพื่อนร่วมวิชาชีพหรือต่างวิชาชีพ ดังนั้น ความจำเป็นที่ต้อง ตั้งใจให้แน่วแน่มั่นคงเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ควรจะพึงถือปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง ๔. ต้องมีความขยันอย่างต่อเนื่อง ที่ยกเอาประเด็นข้อนี้มานำเสนอ ก็เพราะว่าผู้เขียนเองชอบคำพูดของประธานาธิบดีแห่ง สหรัฐอเมริกา คือท่านอับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งได้พูดเกี่ยวกับวิชาชีพทนายความไว้เป็นข้อความที่ทนายความทุก คนควรถือเป็นข้อถือปฏิบัติเป็นอย่างย่อ ท่านได้พูดไว้ดังนี้ “The leading rule for the lawyer, as for the man of every calling, is diligence...leave nothing for tomorrow which can be done today...whatever piece of business you have in hand, before stopping, do all the labour pertaning to it which can be done...discourage litigation. Persuade your neighbours to compromise whenever you can...never stir up litigation...who can be more nearly a fiend than he who habitually overhauls the register of deeds in search of defects in titles, whereon to stir up strife, and put money in his pocket... There is a vague popular belief that lawyers are necessarily dishonest...let no man choosing the law for calling for a moment yield to the popular belief-resolve to be honest at all events; and if in your judgment you cannot be an honest lawyer, resolve to be honest without being a lawyer.” ถ้อยคำของท่านประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ข้างต้นถอดความเป็นภาษาไทยได้ดังนี้ “ทนายความเฉกเช่นเดียวกับบุคคลในวิชาชีพอื่น ๆ พึงมีหลักประจำใจอันสำคัญ คือการมี ความขยันหมั่นเพียร อย่าปล่อยสิ่งใดที่พึงกระทำในวันนี้ไว้กระทำในวันรุ่งขึ้น ไม่ว่าท่านกำลังทำกิจการ งานธุรกิจอันใด ให้กระทำการทุกสิ่งที่พึงกระทำนั้นให้สำเร็จลงก่อนจะหยุดงานนั้น ...อย่าสนับสนุนให้เป็น คดีความ ...พยายามโน้มน้าวเพื่อนบ้านของท่านให้รู้จักการประนีประนอมเมื่อท่านสามารถทำได้ อย่ายุยง เกิดคดีความ คนที่เป็นคนเลวคือคนที่พยายามสำรวจตรวจตราทะเบียนและใบสำคัญต่าง ๆ เพียงเพื่อ แสวงหาตำหนิหรือข้อผิดพลาดในเอกสารเหล่านั้นเพื่อก่อให้เกิดข้อพิพาทและแสวงหาเงินทองเข้ากระเป๋า ตนเอง คนทั่วไปมักเชื่อกันว่าทนายความนั้นเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ ...ฉะนั้นบุคคลใดที่เลือกอาชีพ ทนายความแม้กระทั่งชั่วขณะหนึ่งขณะใด จะต้องไม่ปล่อยตนให้เป็นไปตามความเชื่อดังกล่าวนั้น จงเป็น คนซื่อสัตย์เสมอและตลอดเวลา ถ้าในขณะใดท่านคิดว่าท่านไม่สามารถเป็นทนายความที่ซื่อสัตย์ได้แล้ว พึงพิจารณาเลือกเป็นคนซื่อตรงโดยไม่จำต้องเป็นทนายความ” จากคำเตือนที่ท่านประธานาธิบดีลินคอล์นพูดไว้ข้างต้น จะเห็นได้ว่าวิชาชีพทนายความนั้นไม่มี วันหยุดนิ่ง ทนายความจะไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับที่จบเป็นบัณฑิตทางนิติศาสตร์หรือรับใบอนุญาตว่าความใน
74 แต่ละรุ่นเช่นในเมืองไทยเท่านั้น ลองเทียบดูว่าในแต่ละรุ่นนั้นมีทนายความที่ใช้ชีวิตเป็นทนายความหรือที่ ปรึกษากฎหมายร้อยละเท่าไร ที่หายไปจากวงการเป็นจำนวนเท่าไร เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่าตัวเลขที่ หายไปนั้นน่าตกใจ เพราะที่เหลืออยู่เป็นทนายความที่แท้จริงอาจจะไม่ถึง 30% ทั้งนี้เพราะเหตุว่าการที่จะต้อง ทำตนขยันศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เป็นบุคลากรที่มีความสามารถตอบสนองความต้องการ ของลูกความได้ในทุกสภาพนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะท้อแท้เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหยุดเรียนหยุดศึกษากัน สักที จะทำงานในอาชีพอื่นตามปกติที่เรียนแล้วจบหลักสูตรไม่ต้องเรียนต่ออีกได้หรือไม่ ซึ่งผู้เขียนก็เชื่อว่ามี น้อยที่แขนงวิชาชีพอื่นจะไม่ศึกษาต่อ ยกเว้นบุคคลนั้นจะเลือกที่จะหยุดไขว่คว้าหาความรู้เพิ่มเติม แต่ใน วิชาชีพอิสระเช่นวิชาชีพทนายความนั้น การหยุดอยู่กับที่ก็เท่ากับว่าถอยหลังไปอีกก้าวหนึ่ง เพราะคลื่นลูกใหม่ ที่เป็นบัณฑิตใหม่ทางกฎหมายก็จะก้าวนำไปและก้าวต่อไป จนกระทั่งทิ้งผู้ที่หยุดอยู่กับที่ไว้ข้างหลัง ดังนั้น ภารกิจของทนายความในส่วนนี้ต้องไม่มีข้ออ้างว่าเวลาไม่พอที่จะค้นคว้า ยังขาดผู้ช่วย ขาดตำรา ขาดอุปกรณ์ ที่จะศึกษาในแขนงวิชาการที่ตนเองชอบ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่อาจรับฟังได้เลย ๕. ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพกฎหมาย นอกจากจะมีความตั้งใจแน่วแน่ก็คือเรื่องของความซื่อสัตย์ ดังคำพูดของท่านประธานาธิบดีอับรา ฮัม ลินคอล์น ซึ่งมีความหมายอย่างมากสำหรับการดำรงตน ในฐานะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระในประเทศ สหรัฐอเมริกา การใช้ทนายความเกือบจะเรียกได้ว่าเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวันของคนอเมริกันทุกคน แม้จะมีคำเสียดสีวิชาชีพทนายความในสหรัฐอเมริกาในแง่ลบในหลาย ๆ ประการ แต่สิ่งหนึ่งที่ทนายความส่วน ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาได้รับความนิยมก็คือความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ กล่าวคือมีการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็น ทนายความโดยวิชาชีพที่แท้จริง โดยเฉพาะในด้านของความซื่อสัตย์ต่อลูกความ ต่อกระบวนการยุติธรรมและ ทำหน้าที่ในการช่วยผดุงความยุติธรรมได้เป็นอย่างดี มีคำกล่าวกันว่าในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นทนายความ เป็นผู้ควบคุมกฎกติกาของสังคม แม้หลาย ๆ คนจะไม่ชอบวิชาชีพทนายความโดยมุมมองที่มีไปในทางลบใน ทำนองเดียวกับที่เป็นอยู่ในประเทศไทย แต่เนื่องจากความเป็นผู้ใช้กฎหมายในระบอบสังคมที่เปิดกว้างอย่าง ของสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ นักกฎหมายของสหรัฐอเมริกาจึงพูดได้ว่าเขาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์หรือ บรรทัดฐานของสังคม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นผู้ควบคุมวินัยของสังคมตั้งแต่ประธานาธิบดีลงมา จนถึง ประชาชนทุกหมู่เหล่า แน่นอนระบบสังคมและกฎหมายที่แตกต่างย่อมจะนำมาเปรียบเทียบกับของประเทศ ไทยไม่ได้ อย่างไรก็ดี สภาพของการเป็นผู้นำในกระบวนการยุติธรรมนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับกันและ หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความซื่อสัตย์ หากปราศจากซึ่งความซื่อสัตย์เสียแล้วทุกอย่างก็จะหมดความหมาย มี ทนายความหลายคนที่ไม่อาจก้าวไปสู่ความสำเร็จในชีวิตทนายความ ก็เพราะไปเห็นแก่อามิสสินจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เห็นแก่การเบียดเบียนทรัพย์ของลูกความเพียงจำนวนไม่เท่าไร ก็เป็นผลทำให้ต้องถูกร้องเรียน ศรัทธา และความเชื่อถือตรงนี้จึงขึ้นอยู่กับข้อถือปฏิบัติของทนายความแต่ละคนและแต่ละสำนักงานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะทนายความที่ได้รับความไว้วางใจมอบหมายให้เป็นผู้ถือเงินของลูกความ ซึ่งประเพณีในระบบของ การใช้บริการทางกฎหมายของประเทศตะวันตก ทนายความจะมีบัญชีที่เรียกว่า Trust Account ของลูกความ
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 75 ไว้ ทนายความจะเป็นผู้เบิกจ่ายเงินจากบัญชีนั้นด้วยตนเอง ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายและแจ้งให้ลูกความทราบ ถึงสถานะทางการเงินเป็นประจำ เป็นรายเดือนหรือรอบสามเดือน ทนายความกับบัญชีของตัวความจึงต้องมี ความละเอียดและโปร่งใสอยู่เสมอ แต่ก็มีทนายความบางรายนำเงินดังกล่าวโอนไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เป็น ดอกเบี้ยของตนเอง ซึ่งได้มีการร้องเรียนและถูกลงโทษไปในระบบของคดีมรรยาททนายความ แต่การรับเงิน เข้าบัญชีเช่นนี้ยังเกิดน้อยมากในประเทศไทย เพราะลูกความจะไม่ส่งเงินเป็นจำนวนมากมาฝากไว้ในบัญชี Trust Account กับทนายความไทยเพื่อขอให้เป็นผู้จ่ายตามคำสั่งของลูกความ หรือเพื่อรอที่จะชำระเงินตาม ข้อตกลงในคดีกรณีเช่นนี้ยังไม่อาจนำมาใช้ในเมืองไทยให้เป็นที่แพร่หลายได้ ยกเว้นในสำนักงานทนายความที่ ให้คำปรึกษากฎหมายกับบริษัทในเครือของประเทศ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนข้ามชาติ การซื้อ กิจการ การควบกิจการก็ดีทนายความจะเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้รักษาเงินของลูกความที่โอนมาจาก ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก บางครั้งเป็นจำนวนหลายสิบล้านและหลายร้อยล้านบาท ถ้าทนายความสามารถ แสดงศักยภาพและได้รับความไว้วางใจจนถึงระดับที่ลูกความโอนเงินมาให้ในบัญชีTrust Account ของ ทนายความแล้ว ก็ย่อมเป็นประจักษ์พยานอย่างหนึ่งว่าในเรื่องของความซื่อสัตย์ ความโปร่งใสของบุคคลซึ่งเป็น ทนายความหรือของสำนักงานนั้นที่ได้รับความเชื่อถือได้ระดับ ทั้งนี้ทนายความและสำนักงานดังกล่าวก็จะต้อง จัดเตรียมบัญชี รวมทั้งจะต้องไม่ดำเนินการโอนย้ายเงินในบัญชีไปฝากที่บัญชีอื่นที่มีดอกเบี้ยมากกว่า แล้วถึง โอนกลับเมื่อเวลาจะต้องใช้เงิน จะต้องไม่แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของเงินที่ผิดปกติในบัญชีดังกล่าว หลังจากวันที่ลูกความได้นำเงินเข้าบัญชีของตน ซึ่งความเคลื่อนไหวนั้นจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจาก ลูกความเท่านั้น ดังนั้น ข้อถือปฏิบัติในเรื่องของความซื่อสัตย์จึงเสมือนหนึ่งเป็นหนังสือรับรองที่ดีและย่อมเป็น ที่ภาคภูมิใจของทนายความและของสำนักงาน ถ้าหากไม่ซื่อสัตย์เสียแล้วก็ต้องไปพิจารณาตนเองตามคำพูด ของท่านประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ๖. ต้องมีความอดทน ทนายความนั้นไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของการรับเป็นที่ปรึกษา รับเป็นทนายความในเกือบทุกเรื่อง และแก่บุคคลทุกประเภท ซึ่งเป็นข้อถือปฏิบัติโดยทั่วไปของทนายความในบ้านเรา ยกเว้นทนายความบางคนที่ สามารถจะเลือกและรับทำคดีเฉพาะที่ตัวเองถนัดได้ซึ่งย่อมหมายถึงว่าทนายความท่านนั้นมีชื่อเสียงและ ประสบการณ์ในคดีเฉพาะทางนั้นเป็นที่ไว้วางใจของสังคมหรือชุมชนในท้องที่นั้นแล้ว และสามารถดำรงชีพอยู่ ได้โดยอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางนั้น แต่ทนายความส่วนใหญ่แล้วจำเป็นต้องขวนขวายรีบรับเรื่องราวทุก เรื่องโดยไม่มีข้อจำกัด ดังนั้น การที่จะต้องฝึกฝนตนเองให้เรียนรู้ในเรื่องหลาย ๆ เรื่องนั้น จึงเป็นกรณีที่ต้อง อาศัยความอดทนค่อนข้างสูง ต้องมีความมานะบากบั่นที่จะค้นคว้าหาความรู้ รวมทั้งในประการสำคัญคือ จะต้องอดทนอดกลั้นต่อความรู้สึกของลูกความ ไม่ว่าตัวความหรือลูกความนั้นจะอยู่ในสภาวะใด สิ่งที่ลูกความ ต้องการที่สำคัญคือกำลังใจจากทนายความ บางครั้งต้องมีการอธิบายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ยืดยาว บางครั้งอาจจะต้องรวบรัดให้สั้นลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของคดี ตัวความ และความสนใจของตัวความ ตัว ความบางคนอาจจะเป็นคนที่ใจร้อน อาจจะคิดว่าประสบการณ์ในเรื่องของธุรกิจในวิชาชีพอื่นนั้นมีความสัดทัด
76 จัดเจนกว่าทนายความ และพยายามที่จะสอนเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งในวิชาชีพทนายความก็ไม่มีความ จำเป็น หรือเป็นเรื่องที่ทำให้เสียโอกาสถ้าจะปล่อยให้ตัวความอธิบายเช่นนั้น หรือทำสัญญาไปในรูปนั้น บางครั้งความไม่เข้าใจหรือความยากที่จะอธิบายข้อกฎหมายให้กับตัวความในระยะเวลาสั้น ก็ไม่อาจจะทำได้ ในกรณีเช่นว่านี้จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เวลา ใช้ความอดทนที่จะต้องให้ลูกความนั้นเข้าใจถึงระบบวิธีการตาม กฎหมาย บางครั้งความใจเร็วด่วนได้ของลูกความก็อาจจะทำให้คดีหรือการเจรจาความเสียไป ทนายความจึง ต้องเป็นผู้ที่สุขุมเยือกเย็นพอสมควรในบางสภาวะ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของการประกอบวิชาชีพจะต้องเป็นผู้รับฟัง ที่ดี และหลีกเลี่ยงการเป็นปากเสียงกับลูกความให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้แน่นอนในการทำงานนั้นย่อมมีทั้ง คนดีและคนไม่ดีที่จะต้องพบพาเสมอ และถึงแม้ลูกความจะเป็นคนที่อาจจะเรียกได้ว่านิสัยรับไม่ได้เลยนั้นก็ ต้องถือว่าเป็นเรื่องของโชค ซึ่งทนายความไม่อาจเลือกได้ ความอดทนอย่างสำคัญอีกประการหนึ่งคือการดำรง ตนในอาชีพทนายความ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้นประกอบอาชีพทนายความที่ในระยะแรกอาจจะมีรายได้น้อย ดู แล้วไม่คุ้มกับคุณภาพของงานที่ทำ หรือถ้าไปเทียบกับอาชีพอื่นที่จบการศึกษารุ่นราวคราวเดียวกัน รายได้ของ ทนายความดูจะน้อยและต่ำกว่ามาก ซึ่งกรณีนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ต้องยอมรับกันว่าในการฝึกฝนวิชาชีพนั้น ไม่ ว่าจะเป็นแพทย์ วิศวกร หรือสถาปนิก ในช่วงเริ่มต้นก็จะเป็นลูกมือ เป็นแพทย์ฝึกหัด เป็นวิศวกรฝึกหัด เป็น สถาปนิกฝึกหัดและเป็นทนายความฝึกหัดกับรุ่นพี่จนตนเองมีความมั่นใจในการประกอบอาชีพได้โดยลำพัง ตนเองแน่นอนแล้วจึงจะขยับขยาย และเมื่อถึงจุดนั้นรายได้ของทนายความก็จะเพิ่มพูนมากขึ้น โดยเฉพาะค่า วิชาชีพนั้นไม่มีขั้นตอนกำหนด ขึ้นอยู่กับความสามารถของทนายความเป็นสำคัญ ดังนั้น ถ้าหากว่าทนายความ จะฝึกฝนทำตนเองให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นทุกวัน ๆ ย่อมเป็นของแน่นอนที่ทนายความท่านนั้นจะต้องมี ความก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ สามารถใช้ประสบการณ์ใช้กฎหมายได้อย่างคล่องตัว สามารถชี้แจงทำความ เข้าใจกับลูกความได้และทำให้ลูกความที่มาพบหาสนทนาปรึกษาด้วยเสมือนหนึ่งเป็นญาติผู้ใกล้ชิด ซึ่ง คุณลักษณะเช่นนี้ย่อมจำเป็นต้องมีในอาชีพทนายความ ซึ่งพฤติกรรมของลูกความที่ทนายความต้องพบ ลักษณะของคดีที่จะต้องค้นคว้า การติดต่อกับบุคคลในอีกหลายแห่งหลายสถาน จำเป็นที่จะต้องมีการฝึกฝน ตนเองให้มีความแจ่มใสและมีความสุขกับการทำงานในหน้าที่ทนายความอย่างเสมอต้นเสมอปลายและในทุก สถานการณ์ ๗. ต้องแบ่งปันและให้บริการต่อสังคม เป็นกรณีที่ทนายความต้องเป็นผู้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และอุทิศตนให้สังคมเมื่อมีโอกาสทุกครั้ง บางท่าน สำเร็จการศึกษา ประกอบอาชีพทนายความมานานนับสิบปีแล้วไม่รู้จักใครเลย นอกจากลูกความของตนเอง ไม่ เคยพบปะหรือติดต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพ ยกเว้นที่จะพบกันในศาลหรือในการเจรจาความ ถือความสันโดษเป็น ที่ตั้ง ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นผู้ที่ได้ใช้วิชาชีพช่วยเหลือสังคม ถึงแม้จะปฏิบัติตนดีต่อลูกความ แต่การให้บริการต่อ ชุมชนโดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนทางข้อกฎหมายเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะแยกไปจากการประกอบอาชีพ ทนายความตามปกติได้ ทั้งนี้เพราะการเสนอตัวรับใช้สังคมนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นกรณีที่จะต้องบริจาคเงิน หรือทรัพย์เหมือนเช่นในกรณีอื่น ทนายความยังสามารถที่จะอุทิศตนเป็นผู้บรรยาย เป็นอาจารย์สอนในสถาบัน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวิชาชีพกฎหมาย รวมตลอดถึงวิชาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเท่าที่ตนจะสามารถ
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 77 กระทำได้ด้วย การอุทิศตนเช่นว่านี้ย่อมจะเป็นกุศลให้แก่ทนายความผู้นั้น และในขณะเดียวกันทำให้ตนเองได้ เรียนรู้จากบรรดาผู้ที่เข้าฟังการบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ฟังจากชุมชนใด ทั้งจะเป็นการ เสริมสร้างกำลังใจให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้าง มีความโอบอ้อมอารีต่อผู้ที่มีโอกาสน้อยกว่า ทนายความจึงต้องไม่ใช่ เป็นคนที่ฉวยโอกาสรับเรื่องราวหรือคดีที่ให้ประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียว ในบางครั้งถ้าเป็นคดีที่ผู้ยากจนต้องใช้ บริการก็จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือด้วย การร่วมทำกิจกรรมในองค์กรก็ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้มีความ เข้าใจและได้สาระประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะการฝึกฝนอบรมการบรรยายนั้น นอกเหนือจากจะเป็นผู้มีใจ กุศลแล้ว ยังสร้างความมั่นใจในวิชาชีพ และสร้างประสบการณ์ให้กับการเสนอความเห็นต่อสาธารณชนและต่อ ตัวความ ซึ่งถือได้ว่าเป็นประโยชน์ทางอ้อมที่ได้มาโดยการอุทิศตนต่อสังคมนั่นเอง ๘. ต้องมีความเป็นผู้มัธยัสถ์ ทนายความนั้นไม่อาจจะตั้งปณิธานได้ว่าจะเป็นทนายความเงินล้าน ทนายความเงินหนึ่งร้อยล้าน เมื่อข้าพเจ้าอายุเท่านั้นเท่านี้ควรจะมีรถยนต์ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้หรือมีบ้านหลังใหญ่ในทำนองเดียวกับนักธุรกิจ แขนงอื่น เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจเพราะไม่สามารถที่จะกำหนดเวลาหรือย่นระยะเวลาให้สั้นได้ถึง ความสำเร็จที่จะวัดกันเป็นคุณค่าของวัตถุได้ ซึ่งแน่นอนเป็นเครื่องบ่งบอกแสดงถึงทางที่มั่นคงในทางสังคม แต่ ทนายความที่ตลอดชีวิตประกอบอาชีพทนายความอย่างเดียวนั้น คงจะเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีไม่ได้ ความ เป็นทนายความนั้นความสุขและความร่ำรวยที่ได้คือน้ำใจที่ตนเองได้อุทิศงานและเวลาให้แก่สังคม ทนายความ จึงไม่สามารถจะดำรงตนอยู่ในลักษณะที่คิดเงินทุกบาททุกสตางค์ได้ตลอดเวลา การมีความมัธยัสถ์ที่ดีของ ทนายความจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะจะสร้างความมั่นคงให้กับทนายความในระยะยาว โดยเฉพาะรายได้ ของทนายความนั้นส่วนใหญ่แล้วจะไม่แน่นอนหากทนายความไม่รู้จักประหยัดอดออม หรือในทางตรงกันข้าม เป็นนักเล่นหวยรวยโป ก็เป็นที่เชื่อแน่ได้ว่าอนาคตในวิชาชีพทนายความนั้นคงจะสั้นลงเป็นลำดับ เพราะไม่มี ทนายความคนไหนที่จะยืนหยัดได้ในสภาพของสถานะการเงินที่ง่อนแง่น ทั้งนี้การมัธยัสถ์นี้ก็คงไม่ใช่ที่จะ ประหยัดจนมากเกินไป เพราะไม่เกิดประโยชน์แก่ทนายความเองในด้านของการพัฒนาและการเข้าสังคม ทนายความจำเป็นต้องดำรงตนให้อยู่ในความพอดีท่ามกลางความผันผวน หรือความไม่แน่นอนของการหา รายได้ จำเป็นต้องเป็นผู้ที่วางแผนใช้จ่ายและวางแผนรายรับที่เหมาะสมให้ได้ตลอดทั้งปีของการทำงาน ต้อง เป็นผู้ที่รักความก้าวหน้าในการพัฒนาวิชาชีพ ขยายขอบเขตของบริการวิชาชีพของตนให้กว้างขวางขึ้น เพื่อจะ สร้างความมั่นคงให้กับรายได้ที่โดยปกติจะเพิ่มพูนขึ้นตามความสามารถของทนายความ นักกฎหมายที่ดีต้องสามารถให้ความเห็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้อย่างชัดแจ้ง แต่ข้อเท็จจริง ในแต่ละเรื่องของธุรกิจในปัจจุบันมีความหลากหลาย ซึ่งนักกฎหมายยังจะต้องเรียนรู้อีกมาก โดยเฉพาะผู้ที่จะ เข้าไปทำงานทางด้านธุรกิจการเงินการค้าระหว่างประเทศ ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือทรัพย์สินทาง ปัญญา ล้วนแล้วแต่ต้องสร้างวุฒิภาวะขึ้นใหม่นอกเหนือจากที่ได้เรียนรู้ในมหาวิทยาลัยและจากสภา ทนายความ ซึ่งต้องทำโดยรวดเร็ว นอกจากนั้นยังจะต้องเสริมสร้างฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศให้ ทัดเทียมหรือดีเท่ากับชาวต่างชาติซึ่งจะเป็นบันไดผลักดันให้บัณฑิตมีความมั่นใจในทุกสถานการณ์
78 เราอาจจะเทียบได้ว่า การเป็นทนายความหรือนักกฎหมายอิสระนั้นเหมือนกับเป็น “Walking Software” คือต้องเป็น Walking Software ที่ขายได้ตลอดเวลา และต้องเป็น Software ที่มีความก้าวหน้าที่ สามารถจะหยิบมาใช้ได้อย่างทันเหตุการณ์และความต้องการของผู้ว่าจ้าง ดังนั้น แม้โอกาสการหางานจะมี น้อยตามสภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ แต่การเป็นทนายความของท่านคงจะหยุดอยู่แค่นี้ไม่ได้ จำเป็นต้อง ตรวจสอบตัวเองและขวนขวายที่จะเพิ่มพูนความรู้ให้Software ของท่านนั้นสามารถให้บริการหรือขายได้ใน ทุกสถานการณ์ เมื่อท่านก้าวมาถึงจุดที่มั่นใจตรงนี้แล้ว ท่านก็จะเป็นทนายความที่ได้ใช้พลังอำนาจของ กฎหมายที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ครอบครัว และสังคม ด้วยความเป็นธรรมและทันสมัยต่อเหตุการณ์ ตลอดไป
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 79 ตอนที่ ๗ Advocates & Solicitors
80
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 81
82
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 83
84
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 85
86
วิ ช า ชีพ ท น า ย ค ว า ม กั บ ภ า ร กิ จ ใ น ทุ ก สั ง ค ม ข อ ง ทุ ก ยุ ค ส มั ย | 87