สื่อการเรยี นการสอน เรอื่ งกฎหมายสอ่ื ออนไลน์
ดว้ ยโปรแกรม Adobe Flash cs6
Instructional Media Online Media Law by Adobe Flash cs6
นางสาวจรี วรรณ ฉิมพลีศริ ิ 6122040047
นายวัชรโชติ สทุ ธฤทธ์ิ 6122040071
นางสาวสธุ ินนั ท์ อฐั โส 6122040076
โครงการน้เี ปน็ สว่ นหนึง่ ของรายวชิ าโครงการ รหัสวชิ า (2204-8501)
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
สาขาวชิ าเทคโนโลยีธรุ กจิ ดิจิทลั
สื่อการเรยี นการสอน เรอื่ งกฎหมายสอ่ื ออนไลน์
ดว้ ยโปรแกรม Adobe Flash cs6
Instructional Media Online Media Law by Adobe Flash cs6
นางสาวจรี วรรณ ฉิมพลีศริ ิ 6122040047
นายวัชรโชติ สทุ ธฤทธ์ิ 6122040071
นางสาวสธุ ินันท์ อฐั โส 6122040076
โครงการน้เี ปน็ สว่ นหนึง่ ของรายวชิ าโครงการ รหัสวชิ า (2204-8501)
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
สาขาวชิ าเทคโนโลยีธรุ กจิ ดิจิทลั
โครงการ ส่อื การเรยี นการสอน เรอ่ื งกฎหมายสอื่ ออนไลน์ ดว้ ยโปรแกรม Adobe
Flash cs6 Instructional Media Online Media Law by Adobe Flash
cs6
สาขาวิชา คอมพวิ เตอร์ธุรกิจ
ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ 1. นางสาวจรี วรรณ ฉิมพลศี ิริ 6122040047
2. นายวัชรโชติ สุทธฤทธ์ิ 6122040071
3. นางสาวสุธินนั ท์ อัฐโส 6122040076
อาจารย์ทป่ี รึษา นางสาวอัจฉราภรณ์ เกล้ยี งพรอ้ ม
นางสาวกนกพร รักษาเคน
ปีการศึกษา 2563
บทคดั ย่อ
การจัดทำโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอน เรื่องกฎหมายส่ือ
ออนไลน์ ด้วยโปรแกรม Adobe Flash cs6 และ ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนประกาศนียบัตร
วิชาชีพ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคระยอง ที่มีต่อสื่อการเรียนการสอน เรื่อง
กฎหมายสื่อออนไลน์ นั้นได้ทำ การคัดเลือก กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ นักเรียนประกาศนียบัตร
วชิ าชีพ สาขาคอมพวิ เตอร์ธุรกิจ วิทยาลยั เทคนิคระยอง จำนวน 32 คน โดยใช้เกณฑ์ของ Krejcie &
Morgan และ เครื่องมือในการประเมินสื่อการเรียนการสอน เรื่องกฎหมายสื่อออนไลน์ คือ
แบบสอบถาม ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนประกาสนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
วิทยาลัยเทคนิคระยอง ที่มีต่อสื่อการเรียนการสอน เรื่องกฎหมายสื่อออนไลน์ ซึ่งสถิติที่ใช้คือ สูตร
ค่าสถิติร้อยละ (Percentage) สูตรการหาค่าเฉลี่ย (x̅) สูตรการหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.
Standard Deviation)
ผลที่ได้รับจากแบบสอบถามความพึงพอใจ ที่มีต่อ สื่อการเรียนการสอน เรื่องกฎหมาย
ออนไลน์ อยู่ในระดับมาก (x̅=3.76, S.D. = 0.74) แบ่งเป็นทั้งหมด 3 ด้านดังนี้ ด้านการออกแบบ
ชิน้ งานอยู่ในระดบั มาก (x̅=3.85, S.D. = 0.64) ดา้ นกราฟิกและภาพประกอบอยู่ระดบั มาก (x̅=4.02,
S.D. =0.73) และความพึงพอใจในด้านสัมฤทธิ์ผลอยู่ในระดับปานกลาง (x̅=3.09. S.D. = 0.99)
ตามลัมดบั
คำสำคัญ : กฎหมาย / ถอดรหัสลับ / พิจารณาคําร้อง / อายัด / ราชกิจจานุเบกษา / ตรา
พระราชบัญญัติ / กระทรวง / เจตนา / มาตรา / กระทํา / ชุดคําสั่ง / ความมั่นคงปลอดภัยของ
ประเทศ
กติ ติกรรมประกาศ
โครงการนี้สำเร็จได้ด้วยดีเนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์ ความช่วยเหลือ และความเมตตา
จาก นางสาวอัจฉราภรณ์ เกลี้ยงพร้อม อาจารย์ผู้สอนโครงการ และ นางสาวกนกพร รักษาเคน
อาจารย์ทป่ี รษึ าโครงการ ท่ใี หค้ ำแนะนำ แนวความคดิ ในการสรา้ งสือ่ การเรยี นการสอน เรือ่ งกฎหมาย
ออนไลน์ และช่วยแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆที่ไม่สามรถแก้ไขได้ มาโดยตลอดจนโครงการเล่มนี้เสร็จ
สมบูรณ์ ผู้จัดทำจึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ครูอาจารย์ทั้งสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ขอ
กราบขอบคุณพระคุณท่านพ่อ ท่านแม่และรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว ที่ค่อยสนับสนุนเรื่องต่างๆ ใน
คำแนะนำเรอ่ื งรูปเล่มโครงการ และยงั ค่อยเป็นกำลังใจดีๆ เสมอตั้งแต่เร่มิ ทำโครงการ ขอบคุณเพือ่ นๆ
ทที่ ชี่ ่วยชีแ้ นะว่าควรทำอย่างไรในเลม่ โครงการ เล่มนี้
สุดท้ายขอขอบใจ นักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิด
ระยอง ทใ่ี ห้ความรว่ มมือในการทำแบบสอบถามจนทำใหโ้ ครงการสำเรจ็ ลลุ ว่ งไปได้
คณผู้จัดทำ
สารบญั หนา้
ก
เรอื่ ง ข
บทคัดย่อ ค
กติ ตกิ รรมประกาศ ง
สารบญั จ
สารบญั (ต่อ) ฉ
สารบัญตาราง ซ
สารบัญภาพ
สารบญั ภาพ (ต่อ) 1
บทที่ 1 บทนำ 1
1
1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของโครงการ 2
1.2 วตั ถปุ ระสงค์ของโครงการ 2
1.3 ขอบเขตของโครงการ
1.4 ผลทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั 3
1.5 คำจำกดั ความ 13
บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง 24
2.1 แนวคิดเก่ยี วกบั กฎหมาย
2.2 แนวคิดเกีย่ วกบั กฎหมายทใี่ ช้ 39
2.3 แนวคดิ เก่ยี วกบั พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 39
บทท่ี 3 วิธีการดำเนนิ งานโครงการ 41
3.1 การศกึ ษาข้อมลู เบื้อนตน้ 46
3.2 ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง 47
3.3 ข้ันตอนการดำเนินงาน 47
3.4 เครือ่ งมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล 48
3.5 ข้ันตอนการดำเนินการและเกบ็ รวบรวมข้อมลู
3.6 พจิ ารณาจากคะแนนตามเกณฑ์
3.7 สถติ ิทีใ่ ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล
สารบัญ (ต่อ) 49
บทที่ 4 ผลการดำเนนิ โครงการ
56
4.1 ผลการดำเนินการ 57
บทท่ี 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้องเสนอแนะ 57
52
5.1 สรุป อภปิ รายผล
5.2 ขอ้ เสนอแนะ
5.3 ประโยชนท์ ี่ไดร้ บั
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
ก แบบเสนะขออนุมตั ิโครงการ
ข ภาพข้ันตอนการจัดทำโครงการ
ค แบบสอบถามความพง่ึ พอใจ
ง ประวัตผิ ู้จัดทำ
สารบัญตาราง หน้า
ตารางที่ 40
49
3.1 แสดงตารางทฤษฎขี อง Krejcie & Morgan 50
4.1 แสดงจำนวนของผตู้ อบแบบประเมนิ คิดเปน็ รอ้ ยละจำแนกตามเพศ 51
4.2 แสดงจำนวนของผูต้ อบแบบประเมนิ ถามคิดเปน็ รอ้ ยละจำนวนตามอายุ 52
4.3 อแสดงความพงึ พอใจด้านการชิ้นงาน 53
4.4 ความพ่ึงพอใจดา้ นกราฟฟกิ และภาพปรพกอบ 54
4.5 ความพ่งึ พอใจดา้ นสัมฤทธ์ิผล
4.6 แสดงสถิติระดับความพงึ พอใจของนกั เรียนระดบั ช้ันประกาศนียบัตรวชิ าชีพ
ทป่ี ระเมินส่ือการเรยี นการสอนเร่อื งกฎหมายออนไลน์
ด้วยโปรแกรม Adobe Flash CS6
สารบัญภาพ หนา้
ภาพที่ 4
14
2.1 แสดงภาพ ตราศาสรฐั ธรรมนญู 14
2.2 แสดง Icon ของปีแกรม Adobe Flash CS6 15
2.3 แสดงหนา้ ต่าง Download 15
2.4 แสดงการแตกไฟล์ Download มา 16
2.5 แสดงเม่อื Download ที่ Set-up จะเกดิ ข้ันดังภาพ 16
2.6 แสดงเมอ่ื Set-up เสร็จส้ินจะต้ังดงั ภาพแลง้ เลือก Install a Trial 17
2.7 แสดงเลือก Accept 17
2.8 แสดงเลอื กกด Install 18
2.9 แสดงรอ Install 18
2.10 แสดงเมื่อเกดิ ขอ้ ผดิ ผลาด 19
2.11 แสดงเม่ือ Download เสร็จสน้ิ 20
2.12 แสดงเมื่ออันเสรจ็ ส้ินการตดิ ตงั้ โปรแกรม 21
2.13 แสดงสดั สว่ นตา่ งๆ ของโปรแกรม Adobe Flash CS6 22
2.14 ส่วนตา่ งๆ ของ ไทมไลน์ Time line 22
2.15 แสดงหน้าต่าง เมนูบาร์ Menu Bar 23
2.16 แสดงสดั ส่วนและหนา้ ตาของ ทูลบ๊อกซ์ Toolbox 24
2.17 แสดงหน้าของ สเตจ StaGe และพน้ื ท่ีทำงาน 41
2.18 แสดงหนา้ ตาของ Property Inspector 42
3.2 แสดงการออกแบบผงั การทำงาน 43
3.3 แสดงการออกแบบผงํ การทำงาน (ต่อ) 43
3.4 แสดงการออกแบบสตอรีบ่ อร์ด 44
3.5 แสดงการออกแบบสตอร่บี อรด์ 44
3.6 แสดงขั้นตอนการค้นหาภาพประกอบ 45
3.7 แสดงขั้นคอนการดำเนินการศกึ ษาโปรแกรม Adobe Flash CS6
3.8 แสดงการค้นหาขอ้ มมูลเห่ียวกบั กฎหมาย
สารบัญภาพ (ต่อ) 45
3.9 แสดงข้นั ตอนการสร้างส่ือการเรียนการสอน 46
3.10 แสดงขนั้ ตอนการใส่เนื้อหาสือ่ การเรยี นการสอน 49
4.1 แผนภาพแสดงเพศของผู้ตอบแบบประเมินโครงการตามเพศ 50
4.2 แผนภมแิ สดงระดับชน้ั ของของผตู้ อบแบบประเมินโครงการจำนวนตามอายุ 51
4.3 แผนภูมิแสดงระดบั ความพึงพอใจดา้ นการออกแบบ 52
4.4 ความพึง่ พอใจดา้ นกราฟฟิกและภาพประกอบ 53
4.5 ความพึ่งพอใจด้านสัมฤทธผิ์ ล
บทที่ 1
บทนำ
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของโครงการ
ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้สื่อออนไลน์ เช่น Facebook Twitter Instagram แสดงความคิดเหน็
ในทางที่ไม่ดีจึงทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหายถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในพื้นที่สื่อออนไลน์ซ่ึง
บุคคลที่กระทำการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการและไม่ทราบถึงข้อกฎหมายต่าง ๆ
ใน พรบ.คอมพิวเตอร์
คณะผู้จัดจำได้ตระหนักถึงความสำคัญของการถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและการถู กแสดง
ความคิดเหน็ หรือโพสในทางทเ่ี สียหาย เพอื่ เป็นความรู้ทาง พรบ.คอมพิวเตอร์แก่บุคคลทั่วไปที่ใช้พ้ืนที่
สื่อออนไลน์ในชีวิตประจำวัน เพื่อที่คนเหล่านั้น จะได้ใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ถูกต้อง และไม่ไปละเมิด
สทิ ธิส่วนบคุ คลของผอู้ ่นื หรอื แสดงความคดิ เห็นที่เป็นความเท็จจนทำใหผ้ ูอ้ ื่นเกิดความเสยี หาย
ดังน้ันคณะผู้จัดทำจึงได้จัดทำส่ือการเรยี นการสอน เรื่องกฎหมายส่ือออนไลน์ ด้วยโปรแกรม
Adobe Flash cs6 ขึ้นมาเพื่อที่จะได้ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายทางสื่อออนไลน์เพื่อที่บุคคคลย
เหล่านั้นจะได้ตะหนักถึงข้อกฎหมายในสื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้นและจะได้ไตร่ตรองก่อนแสดงความ
คิดเห็นหรอื โพสเก่ยี วกับผอู้ ่ืนมากยงิ่ ขึ้น
1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการ
1.2.1 เพื่อสร้างสื่อการเรยี นการสอน เร่อื งกฎหมายสื่อออนไลน์ ด้วยโปรแกรม Adobe Flash
cs6
1.2.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจ
ดจิ ิทัล วิทยาลยั เทคนคิ ระยอง ทีม่ ตี ่อสอื่ การเรยี นการสอน เรอื่ งกฎหมายสื่อออนไลน์ ดว้ ย
โปรแกรม Adobe Flash cs6
1.2.3 เพือ่ เผยแพร่สอื่ การเรยี นการสอน เร่ืองกฎหมายส่ือออนไลน์ ด้วยโปรแกรม Adobe Flash
cs6 ผา่ นโครงการประกวดโครงการวิชาชีพ ชมรมวชิ าชีพเทคโนโลยีธุรกิจดิจทิ ลั
1.3 ขอบเขตของโครงการ
1.3.1 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
1.3.1.1 ประชากร คือ นักเรยี นระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี สาขาวชิ าเทคโนโลยธี รุ กิจ
ดิจิทัล วทิ ยาลัยเทคนคิ ระยอง จำนวน 381 คน
1.3.1.2 กลมุ่ ตัวอยา่ ง คือ นักเรยี นระดบั ประกาศนยี บัตรวิชาชพี สาขาวชิ าเทคโนโลยธี ุรกิจ
ดจิ ิทัล วทิ ยาลยั เทคนิคระยอง จำนวน 191 คน
1.3.2 ขอบเขตชิ้นงาน
1.3.2.1 ดา้ นฮาร์ดแวร์
1) คอมพิวเตอร์พกพา Intel(R) Core(TM) i3 CPU , 6GB/ AMD A4-9120e
RADEON R3 , 4GB / Intel(R) Penpium (R) CPU N3700 , 4GB
2) มือถือพกพา Galaxy A30, RAM 4 GB ROM 68 GB/ Oppo A7, RAM 4 GB
ROM 64 GB/ realme 5 Pro, RAM 8 GB ROM 128 GB
1.3.2.2 ด้านซอฟต์แวร์
1) โปรแกรม Adobe Flash cs6
1.3.3 เครอ่ื งมือที่ใชก้ ารประมาณ สือ่ การเรียนการสอน เรื่องกฎหมายสือ่ ออนไลน์ ดว้ ยโปรแกรม
Adobe Flash cs6 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรยี นระดับประกาศนยี บัตรวิชาชพี สาขา
เทคโนโลยธี ุรกิจดจิ ทิ ัล วิทยาลัยเทคนคิ ระยอง ท่มี ีต่อแบบการเรยี นการสอน "การเรยี นการสอน เรอ่ื ง
กฎหมายสื่อออนไลน์" ดว้ ยใชโ้ ปรแกรม Adobe Flash cs6
1.4 ผลท่คี าดวา่ จะไดร้ บั
1.4.1 ได้ส่ือการเรยี นการสอน เร่ือง กฎหมายสื่อออนไลน์ ดว้ ยโปรแกรม Adobe Flash cs6
1.4.2 ได้ความพึงพอใจจากนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล
วิทยาลยั เทคนิคระยอง ท่ีมีตอ่ สอ่ื การเรยี นการสอน เรอ่ื งกฎหมายสอ่ื ออนไลน์ อยใู่ นระดบั
1.4.3 ไดเ้ ผยแพร่ สื่อการเรียนการสอน เร่ืองกฎหมายสื่อออนไลน์ ดว้ ยโปรแกรม Adobe Flash
cs6 ผา่ นโครงการประกวดโครงการวชิ าชีพ ชมรมวิชาชิพเทคโนโลยธี ุรกจิ ดิจทิ ลั
1.5 คำจำกัดความ
1.5.1 กฎหมาย หมายถึง กฎที่สถาบัน หรือผู้มีอำนาจสงู สุดในรัฐบาลขี้น หรือที่เกิดขึ้นจากจารีต
ประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือเพื่อใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติ
ตามหรอื เพ่ือกำหนดระเบียบแหง่ ความสัมพันธ์ระหวา่ งบคุ คล หรือระหวา่ งบคุ คลกบั รัฐ
1.5.2 โปรแกรมทใ่ี ช้ คือ โปรแกรม Adobe photoshop cs6 , 63โปรแกรม Adobe Flash cs6
1.5.3 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หมายถงึ พระราชบัญญัตทิ วี่ ่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพวิ เตอร์
บทที่ 2
เอกสารและทฤษฎที ี่เก่ยี วขอ้ ง
บทที่ 2
เอกสารและทฤษฎีท่ีเก่ียวขอ้ ง
เพ่ือเป็นแนวทางในการจัดทำโครงการครั้งนี้ คณะผจู้ ดั ทำได้ศกึ ษาเอการและทฤษฎที ี่เกี่ยวข้อง
ต่างๆ ดงั นี้
2.1 แนวคดิ เกย่ี วกับกฎหมาย
2.2 แนวคิดเกีย่ วกับโปรแกรมที่ใช้
2.3 แนวคดิ เก่ยี วกับ พ.ร.บ. คอมพวิ เตอร์
2.1 แนวคิดเกยี่ วกับกฎหมาย
2.1.1 ความหมายของกฎหมาย
คำวา่ กฎหมาย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นั้น หมายถึง กฎ
ที่สถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐตราขึ้น หรือที่เกิดขึ้นจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ
เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือเพื่อกำหนดระเบียบแห่ง
ความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบคุ คลกับรัฐ
นอกจากนี้ ยงั มนี ักวชิ าการและผู้ทรงคุณวุฒิหลายทา่ น ไดใ้ ห้ความหมายของกฎหมาย
ไว้ดงั น้ี
ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย ได้พิจารณากฎหมายใน 2 ลักษณะ คือ กฎหมาย
ตามเนื้อความ และกฎหมายตามแบบพิธี โดยกฎหมายตามเนื้อความ หมายความถึง กฎหมายซ่ึง
บทบัญญัติ มีลักษณะเป็นกฎหมายแท้ กล่าวคือ มีลักษณะเป็นข้อบังคับซึ่งกำหนดความประพฤตขิ อง
มนุษย์ ถ้าฝ่าฝนื จะได้รับผลร้ายหรือถกู ลงโทษ ในสมัยใหมส่ ว่ นใหญ่เป็นข้อบงั คับของรัฐ ส่วนกฎหมาย
ตามแบบพิธี หมายความถึง กฎหมายที่ออกมาโดยวิธีบัญญัติกฎหมาย ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงว่า
กฎหมายนั้นเข้าลักษณะเป็นกฎหมายตามเนอ้ื ความหรือไม่
มานิตย์ จุมปา อธิบายไว้ว่า กฎหมาย หมายถึง กฎเกณฑ์ที่กำหนดความประพฤติของ
บุคคลในสังคมซึ่งบคุ คลจะต้องปฏิบัตติ ามหรือควรจะปฏิบัติตาม มิฉะนั้นจะได้รับผลร้ายหรือไม่ได้รบั
ผลดีทเี่ ป็นสภาพบังคบั โดยเจา้ หนา้ ที่ในระบบกฎหมาย
สมยศ เช้ือไทย อธิบายไว้วา่ กฎหมาย คือ กฎเกณฑท์ ่ีเป็นแบบแผนความประพฤติของ
มนุษย์ในสังคมซง่ึ มกี ระบวนการบังคับท่เี ป็นกิจจะลักษณะ
จะเห็นได้ว่า กฎหมายนั้นมีความหมายในหลายแง่มุม ซึ่งการนิยามความหมายจะ
แปรเปลี่ยนไปตามแนวความคิดและความเชื่อที่แตกต่างกันตามลักษณะของสั งคมและสถานการณ์ที่
เปลย่ี นแปลงไป รวมท้งั ความตอ้ งการของประชาชนในสังคมนน้ั ๆ ท้ังนี้ จากความหมายของกฎหมาย
ขา้ งตน้ สามารถจำแนกลกั ษณะของกฎหมายได้ 4 ประการ คอื
2.1.1.1 กฎหมายต้องมีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์ หมายความว่า กฎหมายต้องเป็น
ข้อบงั คบั ทเี่ ปน็ มาตรฐานทใี่ ชว้ ัดและใช้กำหนดความประพฤติของสมาชิกของสงั คมได้วา่ ถูกหรือผิด ทำ
ได้หรอื ทำไม่ได้
2.1.1.2 กฎหมายต้องกำหนดความประพฤติของบุคคล ความประพฤติในที่นี้ ได้แก่
การเคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายภายใต้การควบคุมของจิตใจ ซึ่งความประพฤติของมนุษย์ท่ี
จะอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายนั้น ต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 2 ประการ คือ ต้องมีการ
เคลอ่ื นไหวหรอื ไม่เคลอื่ นไหวร่างกาย และต้องกระทำภายใตก้ ารควบคุมของจติ ใจ
2.1.1.3 กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ กฎหมายจะมี
สภาพบังคับเพื่อให้มนุษย์จำต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้น โดยสภาพบังคับของกฎหมายมีทั้งสภาพ
บงั คับทีเ่ ปน็ ผลร้ายและสภาพบงั คบั ที่เปน็ ผลดี
2.1.1.4 กฎหมายต้องมีกระบวนการท่แี นน่ อน เน่ืองจากปัจจุบนั การบงั คบั ใชก้ ฎหมาย
ตอ้ งกระทำโดยรัฐหรือเจ้าหนา้ ที่ของรัฐผ่านองค์กรต่าง ๆ เช่น ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ เป็นต้น
การบงั คับใช้กฎหมายจึงต้องมกี ระบวนการทแี่ นน่ อน
ภาพท่ี 2.1 แสดงภาพ ตราศาลรฐั ธรรมนูญ
2.1.2 ที่มาของกฎหมาย
ที่มาของกฎหมายหรอื บ่อเกดิ ของกฎหมาย หมายถึง รูปแบบการแสดงออกซึ่งกฎหมาย
สำหรับกฎหมายไทยซง่ึ ใชร้ ะบบกฎหมายซีวลิ ลอว์ (civil law) กฎหมายมที ม่ี า 3 ประการ คอื
2.1.2.1 กฎหมายลายลักษณ์อักษรได้แก่ กฎหมายที่รัฐได้ตราขึ้นไว้เป็นข้อบังคับกำหนด
ความประพฤติของบุคคล และประกาศให้ราษฎรทราบ สำหรับประเทศไทย โดยปกติกฎหมายได้
ประกาศให้ราษฎรทราบในราชกิจจานเุ บกษา
2.1.2.2 จารีตประเพณี หมายถึง ทางปฏิบัติหน้าที่ประพฤติสืบต่อกันมาในสังคมหนึ่ง จน
กลุ่มคนในสังคมนั้นมีความรู้สึกร่วมกันว่าจำเป็นต้องปฏิบัติตาม เพราะมีผลผูกพันในฐานะเป็น
กฎหมาย จารีตประเพณีสามารถใช้ในฐานะบทสำรอง ถ้าไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติไว้ก็
นำมาใช้ได้ทันที ทั้งนี้ ในระบบกฎหมายไทยจารีตประเพณีมีทั้งที่บัญญัติไว้และมิได้บัญญัติไว้ใน
กฎหมายลายลักษณ์อกั ษร
2.1.2.3 หลักกฎหมายทั่วไป หมายถึง หลักกฎหมายทีย่ อมรับนับถือกันอยูท่ ั่วไป ไม่เฉพาะ
ในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น หลักกฎหมายทั่วไปจึงมีลักษณะกว้างกว่าหลักกฎหมายธรรมดา
กว้างกว่าบทบัญญัติกฎหมาย เมื่อหลักกฎหมายทั่วไปเป็นหลักที่กว้างมาก ผู้ท่ีมีหน้าที่ในการค้นหา
หลักกฎหมายทั่วไปก็คือผู้พิพากษาในฐานะศาลซ่ึงจะค้นหาจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้บังคับใน
ระบบกฎหมาย
2.1.3 ศักด์ขิ องกฎหมาย
ศักดิ์ของกฎหมายเป็นการพิจารณาลำดับชั้นแห่งค่าบังคับของกฎหมายทั้งนี้ เพราะ
กฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ใช้บังคับอยู่มีหลายประเภท และมีชื่อเรียกแตกต่างกัน การจัดศักดิ์ของ
กฎหมายจงึ มคี วามสำคัญต่อกระบวนวธิ ีการต่าง ๆ ทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ การตคี วาม และ
การยกเลิกกฎหมาย ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดศักดิ์ของกฎหมายนั้น จะพิจารณาจากองค์กรที่มี
อำนาจในการออกกฎหมาย ศกั ด์ขิ องกฎหมายเปน็ ดงั นี้
2.1.3.1 รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดรปู แบบการปกครองและระเบียบบรหิ าร
ราชการแผ่นดิน ตลอดจนสิทธิต่าง ๆ ของประชาชนทั้งประเทศ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังเป็น
กฎหมายแมบ่ ทของกฎหมายทุกฉบบั ดังนน้ั กฎหมายฉบับอื่นที่มลี ำดับชน้ั ตำ่ กวา่ จะมีเนื้อหาท่ีขัดหรือ
แย้งกบั รฐั ธรรมนูญไมไ่ ด้ หากขัดหรือแยง้ กับรัฐธรรมนญู กฎหมายฉบบั นัน้ จะถอื วา่ ไมม่ ีผลบังคบั
2.1.3.2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่อธิบายขยายความเพ่ือ
ประกอบเนื้อความในรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์ ละเอียดชัดเจน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยถือว่า
กฎหมายประเภทนี้มีลักษณะและหลักเกณฑ์พิเศษแตกต่างจากกฎหมายธรรมดา ภายใต้รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้มีการกำหนดกระบวนการในการตราพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญให้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติทั่วไป โดยกำหนดในลักษณะที่ให้ความสำคัญ
กบั พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู มากกว่าพระราชบญั ญัตทิ วั่ ไป
2.1.3.3 พระราชบัญญัติ,พระราชกำหนดประมวลกฎหมายพระราชบัญญัติ เป็นกฎหมาย
ลำดับชั้นรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ เพราะพระราชบัญญัติออกมาเป็นกฎหมายโดยอาศัยอำนาจ
รัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งองค์กรที่ทำหน้าที่ในการตราพระราชบัญญัติ คือ รัฐสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติ
บัญญัติ โดยรัฐสภาจะตราพระราชบญั ญัตทิ ีม่ ีเน้อื หาขัดหรอื แยง้ กับรฐั ธรรมนญู ไม่ได้
ประมวลกฎหมาย เป็นกฎหมายในลำดับเดียวกับพระราชบัญญัติ องค์กรที่ทำหน้าที่ในการ
ตราประมวลกฎหมาย คือ รัฐสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มีลักษณะเรียบเรียงเรื่องราวไว้อย่างเป็น
หมวดหมู่เดียวกันและมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ปัจจุบันมีประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลรัษฎากร ประมวล
กฎหมายท่ดี นิ ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา
พระราชกำหนด เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจในการบัญญัติให้กบั ฝ่ายบริหาร คือ
คณะรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีจะมีอำนาจในการออกพระราชกำหนดเพื่อใช้บังคั บแทน
พระราชบัญญัติได้ในกรณีพิเศษตามที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อแก้ไข
สถานการณ์เฉพาะหน้าที่ตอ้ งการการดำเนินการท่ีจำเป็นและเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ
โดยส่วนร่วม โดยหลังจากมีการประกาศใช้ พระราชกำหนดนั้นแล้ว จะต้องนำพระราชกำหนดมาให้
รัฐสภาพิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบ ถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ พระราชกำหนดก็จะกลายเป็น
กฎหมายถาวร แต่หากรฐั สภาไมใ่ ห้ความเห็นชอบ พระราชกำหนดกจ็ ะสิน้ ผลไป โดยการดำเนินการใด
ๆ ก่อนที่พระราชกำหนดจะสิ้นผลไป ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย แม้ภายหลังจะปรากฏว่าพระราช
กำหนดส้นิ ผลไป
2.1.3.4 พระราชกฤษฎีกา เป็นกฎหมายที่กำหนดรายละเอียดซึ่งเป็นหลักการย่อย ๆ ของ
พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด โดยพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด ได้กำหนดหลักการใหญ่ ๆ ไว้
ซึ่งเป็นสาระสำคัญโดยรวมและให้ออกพระราชกฤษฎีกาโดยอาศัยอำนาจพระราชบัญญัติ พระราช
กำหนด เพื่ออธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ตามหลักการในพระราชบัญญัติ พระราชกำหนดนั้น เมื่อพระ
ราชกฤษฎีกาเปน็ กฎหมายทอ่ี อกมาโดยอาศยั อำนาจจากกฎหมายแมบ่ ท คือ รฐั ธรรมนญู และกฎหมาย
อ่ืน ๆ เช่น พระราชบญั ญัติ พระราชกำหนดแล้ว พระราชกฤษฎีกาจะมีเนื้อหาท่ีขดั แย้งต่อรัฐธรรมนูญ
และกฎหมายอ่นื ๆ เชน่ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนดไม่ได้ รวมทัง้ จะบัญญัติเน้ือหาท่ีเกินขอบเขต
ของกฎหมายแม่บทท่ีใหอ้ ำนาจไว้ไม่ได้ดว้ ย
2.1.3.5 กฎกระทรวงประกาศกระทรวง กฎกระทรวง เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร
และไม่ต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพระราชกฤษฎีกา แต่มีศักด์ิ
ของกฎหมายที่ต่ำกว่า การดำเนินการออกกฎกระทรวงนั้น รัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารจะบัญญัติ
กฎกระทรวงออกมาโดยมีพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดฉบับใดฉบับหนึ่งให้อำนาจไว้ ประกาศ
กระทรวง เป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเช่นเดียวกันกับกฎกระทรวง แต่มีความ
แตกต่างกันที่ประกาศกระทรวงไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเหมือนกับกฎกระทรวง
แตต่ อ้ งประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา จึงจะมีผลใชบ้ ังคับเปน็ กฎหมายได้
2.1.3.6 ข้อบัญญัติท้องถิ่น เป็นข้อบัญญัติที่กฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี
อำนาจบัญญัติขึ้นใช้บังคับ คือ มีอำนาจในการออกข้อบัญญัติได้ด้วยตนเอง ซึ่งอำนาจในการที่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินใช้ในการตรากฎหมายเพ่ือใช้บังคบั ในท้องถิ่นในรูปแบบของข้อบัญญัติท้องถ่ินน้ัน
จะเป็นอำนาจที่ได้รบั มาจากพระราชบัญญัติจัดต้ังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ โดยทั่วไปองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการตราข้อบัญญัติต่าง ๆ ได้ ดังนี้ คือ ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วน
ตำบล เทศบญั ญัติ ข้อบญั ญตั ิองค์การบริหารสว่ นจังหวัด ขอ้ บัญญัตกิ รุงเทพมหานคร และ ข้อบัญญัติ
เมอื งพัทยา
2.1.4 ขอบเขตการบงั คบั ใช้กฎหมาย
เมื่อกฎหมายได้ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติเสร็จสิ้นแล้ว การจะนำกฎหมายนั้นมาใช้
บังคับนน้ั มีหลกั พจิ ารณาอยู่ 3 ประการ คอื
2.1.4.1 การใช้กฎหมายเก่ยี วกับเวลา
1) วนั เร่ิมใช้บังคับแหง่ กฎหมาย ในทางปฏบิ ัติกำหนดไว้ดงั น้ี
(1) กรณีปกติ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด และพระราชกฤษฎีกา ซ่ึง
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยปกติจะเริ่มใช้บังคับในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสทราบข้อความของกฎหมายนั้นล่วงหน้า 1 วัน ก่อนที่จะ
เริม่ มผี ลบังคบั ใช้ในวันถดั ไป
(2) กรณีรีบด่วน พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด และพระราชกฤษฎีกา
อาจจะกำหนดให้ใช้บงั คบั ในวันทปี่ ระกาศในราชกจิ จานุเบกษาเปน็ ตน้ ไปกไ็ ด้ เพราะถา้ ชา้ ไปอาจจะทำ
ใหเ้ กดิ ความเสียหายอย่างมากแกป่ ระเทศ
(3) พระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่น อาจกำหนดวันใช้บังคับลงไว้ใน
พระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นนั้นในอนาคต โดยกำหนดวันที่แน่นอนหรือกำหนดให้ใช้เมื่อ
ระยะเวลาหนึ่งได้ล่วงพ้นไป เพื่อให้เจ้าพนักงานและประชาชนเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย
นั้นได้ หรือเพื่อให้ทางราชการมโี อกาสเตรยี มพร้อม เพื่อปฏิบัติการใหเ้ ปน็ ไปตามพระราชบัญญัตหิ รือ
กฎหมายอื่นน้ัน
(4) พระราชบัญญัติอาจกำหนดให้ใช้บังคับพระราชบัญญัตินั้นในวันถัดจาก
วันประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา แต่จะใช้พระราชบญั ญัตนิ ั้นจรงิ ๆ ในทอ้ งที่ใดเวลาใดกใ็ หป้ ระกาศใน
พระราชกฤษฎีกาอกี ชั้นหน่ึง ในกรณีน้ี พระราชบญั ญตั ิได้ออกมาใช้เป็นกฎหมายแลว้ แต่ยงั ไม่นำไปใช้
จรงิ ๆ จนกว่าจะไดม้ พี ระราชกฤษฎีการะบสุ ถานที่และเวลาที่ใชบ้ งั คับให้เหมาะสมต่อไป ทท่ี ำเชน่ ว่านี้
ก็เพ่ือจะใหร้ ฐั บาลใชด้ ลุ ยพินจิ พิจารณาเพ่ือใหน้ ำกฎหมายมาใชใ้ ห้เหมาะสมแก่สภาพของท้องท่ีและให้
เวลาเจา้ พนักงานของรฐั บาลเตรยี มการปฏบิ ัตกิ ารใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย
2) การมผี ลยอ้ นหลังของกฎหมาย โดยทัว่ ไปแลว้ กฎหมายจะไมม่ ีผลย้อนหลัง สว่ น
การจะให้กฎหมายมีผลย้อนหลังได้นัน้ เปน็ เรื่องข้อยกเว้น ซึ่งจะตอ้ งปฏิบัตติ ามเง่ือนไข 2 ประการ คือ
ประการแรก ต้องระบุให้ชัดเจนในกฎหมายนั้นเองว่า ให้กฎหมายมีผลย้อนหลัง และประการที่สอง
การบัญญัติกฎหมายให้ย้อนหลังนั้น จะต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญด้วย เพราะรัฐธรรมนูญเป็น
กฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่ว่ากฎหมายฉบับใด ๆ ก็ไม่อาจขัดหรือแย้งได้ ถ้ากฎหมายฉบับใดขัด
หรอื แยง้ กบั รัฐธรรมนูญ กฎหมายฉบับนัน้ ๆ ไม่สามารถจะใชบ้ ังคับได้
3) การยกเลิกกฎหมาย เมอื่ กฎหมายมีผลใช้บังคับแลว้ ยอ่ มมผี ลใช้บังคับอยู่ต่อไป
จนกวา่ จะได้มีการยกเลิกกฎหมายนนั้ ซ่งึ มหี ลกั เกณฑด์ งั นี้
(1) การยกเลกิ กฎหมายโดยตรง มไี ด้ใน 3 กรณี คอื
กรณีท่ี 1 มกี ารกำหนดเวลายกเลกิ กฎหมายไวใ้ นกฎหมายฉบบั นน้ั เอง
กรณที ี่ 2 มีกฎหมายฉบับใหมท่ ี่มลี ักษณะเชน่ เดยี วกนั ระบยุ กเลิกไว้โดยตรง
ซึ่งอาจเป็นกฎหมายเรื่องเดียวกนั หรือกฎหมายอืน่ ๆ หรือกฎหมายฉบับต่อ ๆ มาได้บัญญัติยกเลิกไว้
ซึ่งในการยกเลกิ นี้อาจเปน็ การยกเลกิ กฎหมายทั้งฉบับ หรือเป็นการยกเลิกกฎหมายน้ันเฉพาะบางบท
บางมาตรากไ็ ด้ โดยการจะยกเลกิ อย่างไรต้องระบไุ วใ้ ห้ชัดเจนในกฎหมายฉบับนัน้
กรณีที่ 3 เมื่อได้ประกาศใช้พระราชกำหนด แต่ต่อมารัฐสภาไม่อนุมัติพระ
ราชกำหนดนั้น ในกรณีเช่นนี้ก็มีผลเป็นการยกเลิกพระราชกำหนดไปในตัว ทั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อ
กจิ การท่ีได้กระทำไปในระหว่างท่ีบงั คบั ใช้พระราชกำหนดน้ัน
(2) การยกเลิกกฎหมายโดยปริยาย หมายถึง กรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติโดย
ชัดแจ้งให้ยกเลิก แต่เป็นที่เห็นไดจ้ ากกฎหมายฉบบั ใหม่ วา่ จะต้องยกเลิกกฎหมายเก่าไปในตวั ด้วย ซึ่ง
มไี ด้ในกรณดี งั ต่อไปน้ี คือ
กรณีที่ 1 กฎหมายใหม่และกฎหมายเก่ามีบทบัญญัติในกรณีใดกรณีหน่ึง
เป็นอย่างเดียวกัน กรณีนี้ต้องถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่าในกรณีเช่นเดียวกันนั้น เพราะ
ต้องถอื ว่ากฎหมายใหมด่ ีกว่ากฎหมายเกา่ และกฎหมายใหม่ไม่ประสงค์จะให้ใช้กฎหมายเก่า แม้ว่าจะ
มขี ้อความเดยี วกบั กฎหมายใหม่ก็ตาม
กรณที ี่ 2 กฎหมายใหมแ่ ละกฎหมายเก่ามีข้อความขดั แย้งกนั หรือไม่ตรงกัน
คือ กฎหมายใหม่และกฎหมายเก่ามีการบัญญัติข้อความไวไ้ ม่เหมือนกัน จึงถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิก
กฎหมายเก่าโดยปรยิ าย
กรณีที่ 3 กรณีที่กฎหมายเก่ามขี ้อความขัดกบั กฎหมายใหม่ คือ ข้อความท่ี
บัญญัติไว้ในกฎหมายเก่ากับกฎหมายใหม่นั้นบัญญัติไวต้ รงข้ามกัน ทั้ง ๆที่เป็นเรื่องเดียวกัน จึงถือว่า
กฎหมายใหมย่ กเลิกกฎหมายเก่าโดยปรยิ าย
(3) การยกเลิกกฎหมายโดยศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วยกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำ
กว่ารัฐธรรมนูญจะมีข้อความขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดไม่ได้ เมื่อสงสัยว่า
กฎหมายฉบับใดน่าจะมีความขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ต้องเสนอเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญ
วินิจฉยั หากวนิ ิจฉยั ว่ากฎหมายดังกลา่ วขดั ต่อรฐั ธรรมนญู เท่ากบั ว่ากฎหมายกฎหมายน้นั ถูกยกเลิกไป
ด้วยคำวนิ ิจฉัยของศาลรัฐธรรมนญู
2.1.4.2 การใช้กฎหมายเกี่ยวกับสถานที่ กฎหมายไทยจะใช้บังคับแก่เหตุการณ์หรือการ
กระทำที่เกิดขึ้น ภายในราชอาณาจักรไทยเท่านั้นตาม “หลักดินแดน” โดยคำว่า “ราชอาณาจักร”
หมายถึง
1) พืน้ ดนิ ในประเทศไทย รวมถึงแม่น้ำแม่นำ้ ลำคลองในประเทศไทยด้วย
2) ทะเลอนั เปน็ อา่ วไทยตามพระราชบัญญัติกำหนดเขตจงั หวัดในอ่าวไทยตอนใน
พ.ศ. 2502
3) ทะเลอนั หา่ งจากฝัง่ ทเี่ ปน็ ดินแดนของประเทศไทยไม่เกิน 12 ไมลท์ ะเล
4) พ้นื อากาศเหนอื (1) (2) และ (3)
5) เรือไทยและอากาศยานไทย สำหรับในคดีอาญาเป็นไปตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 4 วรรค 2 ซึ่งบัญญัติว่า “การกระทำความผิดในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ไม่ว่าจะ
อยู่ ณ ทใี่ ด ให้ถอื ว่ากระทำผิดในราชอาณาจักร”
อย่างไรก็ดี มีกฎหมายบางฉบับที่ไม่นำไปใช้ทั่วประเทศ แต่ใช้เฉพาะท้องที่ใด
ท้องที่หนึง่ ตามที่กฎหมายบัญญัตไิ ว้เท่านัน้ เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยกฎหมายอิสลามในเขตจงั หวดั
ปตั ตานี นราธิวาส ยะลา สตูล พ.ศ. 2498
ตามหลกั ดนิ แดนนี้ มใิ ชว่ า่ กฎหมายของไทยจะใชไ้ ด้เฉพาะในราชอาณาจักรดังที่ได้
กล่าวมาเสมอไป แต่มีข้อยกเว้นบางประการในเรื่องหลักดินแดน กล่าวคือ อาจมีการกำหนดให้ใช้
พระราชบัญญัติบางฉบับบังคับแก่การกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรได้ แต่กรณี
ต้องระบุไว้โดยเจาะจง ซึ่งมีกฎหมายที่สำคัญอยู่ 2 ฉบับ ที่ได้ยกเว้นหลักการดังกล่าว
คือ พระราชบัญญัตวิ ่าด้วยการขดั กนั แห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 และกฎหมายอาญา
2.1.4.3 การใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุคคล กฎหมายของรัฐมีผลใช้บังคับแก่บุคคลทุกคนที่อยู่
ในราชอาณาจักร ไม่ว่าคน ๆ นั้น จะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว นอกจากนี้ บางกรณีรัฐยังมีอำนาจ
เหนือพลเมืองที่มีสัญชาติของรัฐที่อยู่นอกดินแดน และแม้แต่คนต่างด้าวที่อยู่นอกดินแดน ถ้าการ
กระทำของบคุ คลเหล่าน้ันกระทบตอ่ ความมน่ั คงของรัฐ
อย่างไรก็ดี มขี อ้ ยกเว้นอยู่ 2 ประการ ทกี่ ฎหมายของไทยจะไม่ใช้บงั คบั กับบุคคลเหล่านี้ อันไดแ้ ก่
1) ข้อยกเว้นตามกฎหมายไทย ซึ่งบัญญัติยกเว้นไม่ให้ใช้บังคับแก่บุคคลบางคน
หรือบางจำพวก
2) ขอ้ ยกเว้นตามกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดเี มอื ง
2.1.5 การตีความและการอดุ ช่องวา่ งของกฎหมาย
การตีความกฎหมาย หมายถึง การค้นหาความหมายของกฎหมายที่มีถ้อยคำไม่ชัดเจน
แน่นอน คือกำกวมหรือมีความหมายได้หลายทาง เพื่อหยั่งทราบว่าถ้อยคำของบทบัญญัติของ
กฎหมายว่ามีความหมายอย่างไร ซึ่งเหตุที่ต้องมีการตีความกฎหมายก็เพราะว่า ฝ่ายนิติบัญญัติไม่
สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าที่เกิดขึ้นในภายหน้าได้ทุกกรณี จึงไม่สามารถบัญญัติกฎหมายให้
ครอบคลุมทุกกรณี นอกจากนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติอาจมีความผิดพลาดในเรื่องการตรากฎหมายขึ้นใช้
บังคับได้ เช่น บัญญัติกฎหมายไว้เคลือบคลุมหรือขัดแย้งกันเอง เช่นนี้ การใช้กฎหมายจึงต้องมีการ
ตคี วามกฎหมาย
การตีความกฎหมายต้องพิเคราะห์ตัวอักษรให้ได้ความหมายของตัวอักษร และการจะรู้
ความหมายของตัวอักษรได้ต้องพิเคราะหเ์ หตุผลหรือความมุ่งหมายของกฎหมาย การตีความกฎหมาย
จึงต้องพิจารณาประกอบกันไป 2 ด้าน คือ พิเคราะห์ตัวอักษร และพิเคราะห์ความมุ่งหมายของ
กฎหมาย (เจตนารมณ์ของกฎหมาย) แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องพิจารณาตัวอักษรก่อน ถ้าไม่ชัดจึงดู
ความมุ่งหมาย หากแตต่ ้องตคี วามท้งั ตัวอักษรและความมุ่งหมายประกอบไปด้วยกัน ทงั้ นี้ การตีความ
กฎหมายจะมีหลกั เกณฑ์แตกต่างไปตามลกั ษณะของกฎหมาย โดยแยกพิจารณาเป็น 2 ลกั ษณะ คอื
2.1.5.1 การตีความกฎหมายทั่วไป ต้องใช้ทั้งการตีความตามตัวอักษรประกอบกับการ
ตีความตามเจตนารมณ์
1) การตคี วามตามตัวอกั ษร เปน็ การพิจารณาความหมายของกฎหมายจากตัว
บทกฎหมายน้นั แยกออกได้เป็น 3 กรณี คือ
(1) กรณีใช้ภาษาสามัญ เมื่อใดคำในตัวบทกฎหมายใช้คำซึ่งเป็นภาษา
สามญั ท่ใี ช้อยูก่ นั ทัว่ ไป กใ็ ห้เขา้ ใจตามความหมายท่เี ขา้ ใจกนั อยูต่ ามธรรมดาทว่ั ไป
(2) กรณีใช้ภาษาทางวิชาการหรือภาษาเทคนิค ก็ต้องถือความหมายตามท่ี
เข้าใจกนั ในวงวิชาการนนั้
(3) กรณีที่กฎหมายได้ให้บทนิยามความหมายไว้ ในบางกรณีกฎหมาย
ประสงค์ใหค้ ำที่ใช้ในกฎหมายมีความหมายตา่ งไปจากความหมายท่เี ขา้ ใจกันทว่ั ไป กฎหมายก็จะมีบท
นยิ ามความหมายของคำนน้ั ๆ ไว้
2) การตีความตามเจตนารมณ์ เป็นการค้นหาความหมายของถ้อยคำในบท
กฎหมายจากเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของกฎหมายนั้น ๆ โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายแต่ละ
เรื่องมีไม่เหมือนกัน เช่น เจตนารมณ์ของกฎหมายอาญามุ่งที่จะควบคุมการกระทำผิดและลงโทษ
ผู้กระทำความผิด ในขณะที่กฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์มุ่งท่ีจะให้มีการชดใชเ้ ยียวยาความเสยี หาย
2.1.5.2 การตีความกฎหมายพเิ ศษ ซงึ่ ในท่ีนี้ กฎหมายพิเศษ หมายถงึ กฎหมายที่มีโทษ
อาญา ซึ่งโดยหลัก ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา นอกจากนี้ยังรวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่มีโทษทาง
อาญาด้วย เช่น พระราชบัญญัติจราจรทางบก พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร เป็นต้น เหตุที่การ
ตีความกฎหมายอาญามีลักษณะแตกต่างไปจากการตีความกฎหมายทั่วไป ก็เพราะกฎหมายอาญามี
วัตถุประสงค์ในการลงโทษบุคคล ซึ่งการลงโทษนั้นกระทบสิทธิของประชาชน จึงต้องใช้กฎหมาย
อาญาดว้ ยความระมัดระวงั โดยกฎหมายอาญามหี ลกั เกณฑ์ในการตีความ ดงั ต่อไปนี้
1) กฎหมายอาญาตอ้ งตคี วามโดยเครง่ ครดั
2) กฎหมายอาญาจะตีความให้เป็นการลงโทษหรือเพิ่มโทษผู้กระทำให้หนัก
ขนึ้ ไมไ่ ด้
3) กฎหมายอาญาในกรณเี ป็นท่สี งสัยต้องตีความใหเ้ ป็นผลดีแก่ผ้ตู ้องหา
ช่องว่างของกฎหมาย หมายถึง กรณีที่ไม่มีกฎหมายลายลกั ษณ์อักษร หรือ
กฎหมายจารีตประเพณที ี่จะนำไปใช้ปรบั แก่ข้อเท็จจริงได้ กลา่ วคอื ผู้ใชก้ ฎหมายหากฎหมายเพ่อื มาใช้
ปรับแก่กรณีไม่พบ โดยช่องว่างของกฎหมายนั้น เกิดขึ้นได้ใน 2 กรณี คือ กรณีผู้บัญญัติกฎหมายคิด
ไปไมถ่ งึ ว่าจะมีช่องว่างในกฎหมาย หรือกรณผี ู้บญั ญัติกฎหมายคดิ ถงึ ช่องว่างแห่งกฎหมายนั้น แต่เห็น
ว่าสำหรบั กรณที ่เี ป็นชอ่ งวา่ งแห่งกฎหมายยงั ไมส่ มควรบญั ญตั ไิ ว้ให้ตายตวั
โดยการอุดช่องว่างของกฎหมายนั้น เมื่อไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษร
บญั ญตั ิไว้ จะมีเครือ่ งมือทนี่ ำมาใชใ้ นการอุดชอ่ งว่างของกฎหมาย ตามลำดบั คือ
4) จารีตประเพณี ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติไว้ ในการ
อุดช่องวา่ งของกฎหมายจะใชจ้ ารตี ประเพณี โดยจารีตประเพณีจะต้องมลี กั ษณะ ดังนี้
(1) ตอ้ งใชบ้ ังคบั มาเปน็ เวลานาน
(2) ต้องเป็นที่ยอมรับและถือตามของมหาชนทัว่ ไป
(3) ต้องไมข่ ดั หรือแย้งกับกฎหมาย
(4) ตอ้ งไม่ขดั ตอ่ ความสงบเรยี บร้อยหรือศลี ธรรมอนั ดีงามของประชาชน
5) บทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษร
บัญญตั ไิ ว้และไม่มีจารตี ประเพณีที่จะใช้ปรบั ข้อเท็จจริงท่เี กิดขน้ึ จะต้องใช้บทกฎหมายใกล้เคียงอย่าง
ยิ่ง ซึ่งหมายถึง การให้เหตุผลโดยอ้างความคล้ายคลึงกัน โดยเป็นการเทียบเคียงข้อเท็จจริงที่เป็น
องค์ประกอบที่บัญญัติไว้ในกฎหมายกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคดี โดยพิจารณาว่า ข้อเท็จจริงนั้นมี
ความคล้ายคลึงกันหรือไม่ หรือบทบัญญัตินั้นเป็นบทบัญญัติที่ใกล้เคียงกันหรือไม่ ถ้าใกล้เคียงกันถึง
ขนาดก็เป็นบทกฎหมายที่นำมาอุดช่องวา่ งได้
6) หลักกฎหมายทั่วไป ในกรณที ่ไี ม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติไว้และ
ไม่มีจารีตประเพณีที่จะใช้ปรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น รวมทั้งไม่สามารถเทียบเคียงหาบทกฎหมาย
ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้ การอุดช่องว่างของกฎหมายจะต้องอาศัยหลักกฎหมายทั่วไปซึ่งเป็นหลักที่กว้าง
มาก โดยผูท้ ม่ี หี น้าท่ีในการคน้ หาหลกั กฎหมายท่ัวไปกค็ ือผพู้ ิพากษาในฐานะศาลซงึ่ จะคน้ หาจากแหล่ง
ตา่ ง ๆ เพื่อนำมาใชบ้ ังคบั ในระบบกฎหมาย
กฎหมายนน้ั มสี ่วนสำคญั ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและสร้างความเป็นธรรมให้กับ
ประเทศชาติ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ
สังคม ดังนั้นการที่ประเทศชาติใดจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เป็นไปในแนวทางใด หากมี
บทบัญญัติของกฎหมายเป็นหลักการให้ทุกคนใช้เป็นแนวทางปฏิบัติตาม ก็ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จใน
การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตของประชาชน
2.1.6 ประเภทของกฎหมาย
2.1.6.1 กฎหมายสรา้ งความเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่สังคมและประเทศชาติ เมื่อทุกคนรู้
และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้วย่อมไม่เกิดปัญหา และข้อพิพาทระหว่างกันสังคมยอมเป็น
ระเบียบและมีความสขุ อนั จะเป็นผลดตี อ่ ประเทศสืบต่อไป
2.1.6.2 การบริหารราชการแผ่นดินและการปกครองบ้านเมืองเป็นไปดว้ ยความเรียบร้อย
ประเทศ ใดประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจและปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดก็จะทำให้การ บริหาร
ประเทศเป็นไปด้วยดี และมสี ่วนทำใหม้ กี ารพฒั นาเปน็ ไปอย่างรวดเร็ว ดังตวั อย่างเชน่ เม่ือประชาชน
มีความรู้เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของตนที่มีต่อประเทศชาติก็จะสา มารถปฎิบัติหน้าที่ของตนได้อย่าง
ครบถ้วน เช่นหน้าที่ในการป้องกันประเทศ หน้าที่ในการเสียภาษี หน้าที่ในการเป็นทหารรับใช้
ชาติ เปน็ ตน้
2.1.6.3 สังคมจะสงบสุขเมอ่ื ทกุ คนปฏิบตั ติ ามกฎหมายและรวู้ ่าตนมีสิทธขิ องตนอยเู่ พียงไร
ไม่ไปล่วงล้ำสิทธิของผูอ้ ื่น ถ้าทุกคนปฏิบัติตามขอบเขตของกฎหมาย ก็จะไม่การทะเลาะววิ าทกันเช่น
ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการพูด การเขียน แต่ต้องปฏิบัติตนอยู่ในขอบเขต ไม่ดูหม่ินเหยียดหยามผู้อนื่
เพราะอาจทำให้เกิดการกระทบกระทงั่ กนั ได้
2.1.6.4 กฎหมายสร้างความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์ เพราะ กฎหมายจะมีข้อบังคับ
แก่ทุกคน ดังนั้นไม่ว่า ใครก็ตามที่ประพฤติผิดกฎหมาย หรือถูกผู้อื่นเอาเปรียบ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมี
ฐานะรำ่ รวย ฐานะยากจน หรอื เปน็ ผูท้ มี่ ตี ำแหน่งหน้าที่การงานระดับสงู เพียงใดกต็ ามไมส่ ามารถที่จะ
หลกี เลี่ยงกฎหมายได้ ตอ้ งรบั โทษตามความผิด
2.1.6.5 กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่สำคัญ เพื่อก่อให้เกิดความยุติธรรมใน กรณีที่เกิดการ
กระทบกระท่ังกันขึน้ มกี ารฟ้องร้องคดีกนั เพอ่ื ขอความยุติธรรมจากศาล ศาลก็ต้องตดั สินโดยยดึ ตัว
บทกฎหมายเป็นหลกั ในการพจิ ารณาคดี เพอ่ื ให้
2.2 แนวคิดเกย่ี วกบั โปรแกรมท่ใี ช้
2.2.1 โปรแกรม Adobe Flash CS6 เป็นซอฟตแ์ วร์ที่ช่วยในการสร้างมลั ตมิ เี ดยี ภาพเคล่ือนไหว
(Animation) และภาพกราฟิกที่มีความคมชัด เนื่องจากเป็นกราฟิกแบบเว็คเตอร์(Vector), สามารถ
เล่นเสียงและวีดิโอ แบบสเตริโอได้, สามารถสร้างงานใหโ้ ต้ตอบกับผู้ใช้(Interactive Multimedia) มี
ฟังก์ชั่นสำหรับการเขียนโปรแกรม (Action Script) และยังทำงานในลักษณะ CGI โดยเชื่อมต่อกับ
การเขียนโปรแกรมภาษาอื่นๆ ได้มากมาย เช่น ภาษา PHP, JSP, ASP, ASP.NET, C/C++, C#,
C#.NET, VB, VB.NET, JAVAและอื่นๆ โดยเฉพาะข้อดขี องโปรแกรม Flash คือ ความสามารถในการ
บีบอัดไฟล์ให้มีขนาดเล็ก มีผลทำให้แสดงผลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นยังแปลงไฟล์ไปอยู่ใน
ฟอร์แมตอื่น ได้หลากหลาย เช่น avi, mov, gif, wav, emf,eps, ai, dxf, bmp, jpg, gif, png เป็น
ตน้
ภาพท่ี 2.2 แสดงiconของโปรแกรม Adobe Flash CS6
2.2.2 การตดิ ตัง้ โปรแกรม Adobe Flash CS6
เปิด Internet และ Anti-Virus
ขัน้ ตอนท่ี 1 ค้นหาและ Download link
ภาพที่ 2.3 แสดงหนา้ ต่าง Download
ข้นั ตอนที่ 2 แตกไฟล์ท่ไี ด้ทำการ Download มา จากนั้นเลอื ก ตามรปู
ภาพท่ี 2.4 แสดงการแตกไฟลท์ ่ี Download มา
ขัน้ ตอนที่ 3 ระบบตดิ ตงั้ จะโหลดข้อมูลซักระยะ (กรณุ าปิดอนิ เตอร์เน็ตระหว่างการติดต้ัง
จำเปน็ มาก)
ภาพท่ี 2.5 แสดงเมอื่ Download ท่ี Set-up จะเกดิ ขั้นดังภาพ
ขั้นตอนที่ 4 เลือก Install a Trial เพื่อติดตั้งแบบจำกัดเวลา แต่หากมีรหัสสามารถเลือก
แบบอ่นื ได้
ภาพที่ 2.6 แสดงเมอ่ื Set-up เสรจ็ สนิ้ จะต้งั ดังภาพแล้วเลอื ก Install a Trial
ขั้นตอนที่ 5 อ่านข้อตกลงและกดยอมรับข้อตกลงในการใช้งานโปรแกรม Adobe Flash
CS6
ภาพที่ 2.7 แสดงเลือก Accept
ขั้นตอนที่ 6 เลอื กกด Install เพ่อื เร่ิมต้นการติดตัง้ โปรแกรม
ภาพที่ 2.8 แสดงเลือกกด Install
ขน้ั ตอนท่ี 7 โปรแกรมตดิ ตง้ั จะดำเนนิ การตดิ ตั้ง ใช้เวลาซกั ระยะ
ภาพท่ี 2.9 แสดงรอ Install
ขั้นตอนที่ 8 ข้อผิดพลาด ภาพด้านล่าง เกิดขึ้นเมื่อเราเปิดโปรแกรม ตระกูล Adobe
เอาไว้ในระหว่างการลงโปรแกรม จำเป็นต้องปิดโปรแกรมนั้นก่อน รวมไปถึง โปรแกรมที่ใช้งาน
Internet ด้วย
ภาพท่ี 2.10 แสดงเมื่อเกิดข้อผิดผลาด
ข้นั ตอนที่ 9 หนา้ จอดา้ นลา่ งแสดงว่าลงโปรแกรมเสรจ็ เรยี บร้อยแล้ว
ภาพที่ 2.11 แสดงเม่ือ Download เสรจ็ สนิ้
ขนั้ ตอนท่ี 10 ทดลองเข้าโปรแกรมดู
ภาพที่ 2.12 แสดงเมื่ออันเสร็จสิน้ การติดต้งั โปรแกรม
2.2.2.1 เกดิ การมขี อ้ ผิดพลาดขนึ้
1) ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากการไม่ปิดอินเตอร์เน็ตระหว่างการ
ตดิ ต้ังโปรแกรม
2) ห้ามเปิดโปรแกรมอื่น หรือโปรแกรมใดๆ ระหว่างการติดตั้งโปรแกรมนี้
โดยเฉพาะเบราว์เซอร์
3) ตรวจสอบพนื้ ทภ่ี ายใน Drive C ของท่านดว้ ย
4) ระบบปฏิบัตกิ ารท่ใี ชง้ านแล้วไมม่ ีปัญหามักจะเป็น สถาปัตยกรรม 64 Bit
5) ทดสอบการติดตั้งดว้ ย ระบบปฏบิ ัตกิ าร Windows 8.1 Professional
สถาปตั ยกรรม 64Bit
6) ระยะเวลาในการทดสอบจะส้ินสุด ทำให้ไม่สามารถ ใช้งานโปรแกรมได้ต่อ มี
วิธแี กไ้ ข 3 แบบคือ
(1) ส่ังซื้อผลิตภณั ฑ์จาก Adobe Inc
(2) ตดิ ตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ ล้างข้อมลู Drive C ทิ้งทั้งหด
(3) แคลกระบบ (ไมแ่ นะนำ)
2.2.3 ส่วนประกอบโปรแกรม Adobe Flash CS6
ภาพที่ 2.13 แสดงสัดสว่ นต่างๆของโปรแกรม Adobe Flash CS6
2.2.3.1 ไทมไลน์ Timeline
หน้าต่างแสดงเสน้ ควบคมุ เวลาสำหรับการนำเสนอผลงาน ประกอบด้วยสว่ น
ทำงานเก่ยี วกับ Layer และ Timeline เราแบ่งไทมไลน์เปน็ 2 ส่วนใหญๆ่ ได้แก่
1) ส่วนแสดงเลเยอร์ (Layer) ซึ่งแต่ละเลเยอร์เปรียบเหมือนแผนใสที่
สามารถวางภาพหรือออบเจ็กต์ได้ โดยแต่ละเลเยอร์นั้นแยกเป็นอิสระต่อกัน แต่ประกอบกันเป็นชัน
งานเดยี ว (เราจะกลา่ วถงึ เรื่องเลเยอรเ์ พม่ิ เตมิ ภายหลัง)
2) ส่วนเฟรม (Frame) ที่แสดงช่องเฟรมต่างๆ ซึ่งทำงานเหมือนกับเฟรมที่
ประกอบกันเป็นภาพยนตร์โดยเมื่อมีการนำเฟรมเหล่านี้มาแสดง อย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เกิด
ภาพเคลื่อนไหว ทั้งนี้ Frame จะแสดงผล ทีละเฟรม โดยจะมีหัวอ่าน (Playhead) ที่เป็นเส้นสีแดง
คอยบอกตำแหน่งวา่ งกำลงั ทำงานอยทู่ ่เี ฟรมใด
ภาพที่ 2.14 สว่ นตา่ งๆของ ไทมไลน์ Timeline
(1) ปุ่มแสดงหรือซ่อน Timeline
(2) เลเยอร์ เฟรมจะตอ้ งวางบนเลเยอร์
(3) ปมุ่ ซ่อนและแสคงข้อมลู บนเลเยอร์
(4) ปมุ่ อนุญาตใหแ้ กไ้ ขและป้องกนั การแก้ไขข้อมลู บนเลเยอร์
(5) เพลย์เฮดหวั อ่านเฟรมแต่ละช่อง
(6) หมายเลขประจำเฟรม
(7) เฟรม เปรียบเหมือนชอ่ งเกบ็ เหตกุ ารณ์ของมูฟว่ี
(8) ปุ่มสร้างเลเยอร์ใหม่
(9) ปมุ่ สรา้ งโฟลเ์ ดอร์เลเยอร์
(10) ปมุ่ ลบเลเยอร์
(11) ปุม่ เซน็ เตอร์เฟรม
(12) ปมุ่ โอเนยี น สกิน
(13) ปุ่มโอเนียน สกนิ แบบโครงร่าง
(14) ปมุ่ แกไ้ ขเฟรมหลายเฟรมพรอ้ มกนั
(15) บอกตำแหน่งหมายเลขเฟรมในขณะทำงาน
(16) บอกความเร็วการแสคงก่เี ฟรมต่อวนิ าที
(17) เวลาทใ่ี ช้ในการมฟู ว่ี
เราสามารถเปิด/ปิดไทมไลน์นี้ได้โดยคำสั่ง View > Timeline ให้มีเครื่องหมาย
ถูกอยหู่ น้าคำวา่ Timeline เพอื่ เปิดไทมไลน์ และใช้คำส่ัง View >
Timeline อีกครั้งยกเลิกเครื่องหมายถูกเพื่อปิดไทมไลน์ซึ่งเราอาจเปรียบการทำงานของไทมไลน์
เหมือนกับมว้ นฟลิ ม์ ในขณะท่ีสเตจคือสว่ นท่ีแสดงแต่ละเฟรมในม้วนฟิลม์นน้ั ตามลำดับท่ีกำหนดไว้
เราสามารถแบ่งไฟลช์ ิ้นงานที่สร้างเป็นส่วนย่อยๆ ท่ีเรยี กวา่ ฉากหรือซีน (Scene)
โดยในโดยในมูฟว่ีหนง่ึ ๆ จะประกอบด้วยซีนหรือหลายซีนกไ็ ด้ เนือ่ งจากจะทำงานได้ทีละซีนน้นั จึงต้อง
เลือกซีนที่จำทำงานด้วยโดยคลิกที่เมนู Window > Other Panels > Scene หรือเลือกใช้ปุ่ม การ
แทรกซนี สามารถแทรกได้ โดยเลอื กท่ีเมนคู ำสั่ง Inserts > Scene1
2.2.3.2 เมนูบาร์ (Menu Bar)
แถบเมนูแสดงรายการคำสั่งต่างๆ ของโปรแกรมทั้งหมด ได้แก่ การสร้าง
ช้นิ งาน การสรา้ งมูฟวี่ รวมไปถงึ การตั้งคา่ ตา่ งๆ
ภาพที่ 2.15 แสดงหนา้ ตาของ เมนบู าร์ Menu Bar
2.2.3.3 ทลู บอ๊ กซ์ (Toolbox)
แสดงปุ่มเครื่องมือเป็นส่วนรวบรวมเครื่องมือชนิดต่าง ๆ ในการสร้าง
ปรับแต่ง และแก้ไขชิ้นงาน ที่อยู่ใน Movie โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อยคือ กลุ่มเครื่องมือ กลุ่มมุมมอง
กลุม่ กำหนดสี และกล่มุ ออฟชนั่ ของเคร่อื งมือ
ภาพท่ี 2.16 แสดงสัดสว่ นและหน้าตาของ ทลู บ๊อกซ์ Toolbox
2.2.3.4 สเตจ Stage และพ้ืนทีท่ ำงาน
ประกอบด้วยพื้นท่ีวา่ งสำหรับวางวัตถแุ บบชั่วคราว และพื้นทข่ี องเวที (Stage)
ภาพที่ 2.17 แสดงหนา้ ตาของ สเตจ Stage และพื้นท่ีทำงาน
พื้นที่สีขาวบริเวณกลางจอคือ สเตจ เป็นพื้นที่ใช้จัดวางออบเจ็กต์ต่าง ๆ ท่ี
ต้องการแสดงให้เห็น ในชิ้นงาน ส่วนพื้นที่สีเทาด้านนอกบริเวณสีขาวคือ Pasteboard เป็นบริเวณที่
สามารถนำออบเจ็กต์ ต่าง ๆ มาวาง พักไว้หรือวางซ่อนไว้ได้เพราะบริเวณนี้จะไม่แสดงผลเวลาที่เรา
Export Movie เปน็ ไฟล์ .SWF
เราสามารถเปิด/ปิดพื้นที่การทำงานโดยสั่ง View > Work Area ให้มีเครื่องถูก
หนา้ คำวา่ Work Area เพอ่ื ปิดพน้ื ทก่ี ารทำงาน (หรอื จะกดคีย์ลัด <Ctrl>+<Shift>+<W> ก็ได)้
พาเนล
2.2.3.5 Property Inspector
เปน็ พาเนลที่ใชแ้ สดงคุณสมบตั ติ ่าง ๆ ของออบเจ็กต์ทเ่ี ราคลิกเลอื ก ซ่งึ เรา
สามารถปรับแตง่ คุณสมบัติเหลา่ นไ้ี ด้ ทง้ั น้ีรายละเอยี ดท่ี Property Inspector จะเปลยี่ นไปตาม
ออบเจ็กตท์ ีเ่ ลือก โดยสามารถเยกเปิดใช้งาน Property Inspector ดว้ ยคำสั่ง Window >
Properties >Properties หรอื กดคยี ล์ ัด <Ctrl+F3>
ภาพที่ 2.18 แสดงหน้าตาของ Property Inspector
2.3 แนวคิดเกีย่ วกบั พรบ. คอมพิวเตอร์
2.3.1 หลกั การและเหตุผล
โดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มี
บทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมต่อการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับ
คอมพิวเตอร์ในปัจจบุ นั ซึง่ มีรปู แบบการกระทำผิดที่มีความผดิ ที่มีความซับซ้อนมากขึน้ ตามพัฒนาการ
ทางเทคโนโลยีซ่ึงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และโดยที่มีการจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ
สังคมซึ่งมีภารกิจในการกำหนดมาตรฐานและมาตรการในการรักษาความมั่งคงปลอดภัยไซเบอร์
รวมทั้งการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านความมั่งคงปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสารของประเทศ สมควรปรับปรุงบทบญั ญัตใิ นสว่ นท่ีเกย่ี วกับผ้รู ักษาการตามกฎหมาย กำหนด
ฐานความผิดขั้นใหม่ และแก้ไขเพิ่มเติมฐานความผิดเดิม รวมทั้งบทกำหนดโทษของความผดิ ดังกลา่ ว
การปรับปรุงกระบวนการและหลังเกณฑ์ในการระงับการกระทำให้แพร่หลายหรือลบ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตลอดจนกำหนดให้มีคณะกรรมการเปรยี บเทียบซ่ึงมีอำนาจเปรียบเทียบความผิด
ตามพระบัญญัตวิ ่าด้วยการกระทำความผดิ เก่ยี วกับคอมพวิ เตอร์ พ.ศ.2550 และแกไ้ ขเพ่ิมเติมอำนาจ
หนา้ ทีข่ องพนกั งานเจา้ หน้าทใ่ี ห้เหมาะสมยิ่งข้ึน จงึ จำเป็นตอ้ งตราพระราชบัญญัตินี้
2.3.2 สาระสำคัญและประเด็นการแกไ้ ขเพิม่ เติม
2.3.2.1 แก้ไขเพิ่มเติม รัฐมนตรีผู้รักษาการ กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อ
เศรษกิจและสังคมเปน็ ผู้รกั ษาการ (รา่ งมาตรา 3 แก้ไขเพม่ิ เติมมาตรา 4 )
2.3.2.2 แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ ฐานความผดิ และองค์ประกอบความผิด ไดแ้ ก่
1) เพิ่มเติมฐานความผิดและกำหนดโทษผู้ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมาย
อิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่น อันเป็นการให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ (ร่างมาตรา 4 เพิ่มมาตรา
11 วรรคสองและสาม )
2) แก้ไขเพิ่มเติมการกระทำที่ต้องได้รับโทษหนักขึ้น กรณีกระทำต่อ
ขอ้ มูลคอมพิวเตอรห์ รือระบบคอมพิวเตอร์ทเ่ี ก่ียวกับการรกั ษาความมั่งคงปลอดภยั ของประเทศ ความ
ปลอดภัยสาธารณะ ความมั่งคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอนั เป็นประโยชน์
สาธารณะรวมทั้งกำหนดโทษผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขั้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็น
เครื่องมือในการกระทำความผิดดังกล่าว (ร่างมาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 12 ร่างมาตรา 6 เพิ่ม
มาตรา 12/1 มาตรา 12/2 มาตรา 12/3 และร่างมาตรา 7 เพ่มิ มาตรา 13 วรรคสอง วรรคสาม วรรค
ส่ี และวรรคหา้ )
3) แก้ไขเพิ่มเติมฐานความผิดและกำหนดโทษผู้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง
ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง และแก้ไขเพิ่มเติมโทษผู้นำเข้าสู่ระบบ
คอมพิวเตอร์หรือเผยแพร่ หรือ ส่งต่อซึ่งข้อมลู คอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความ
เสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทาง
เศรษฐกิจของประเทศหรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่น
ตระหนกแก่ประชาชน รวมทั้งแก้ไขเพิม่ เติมโทษผู้ใหบ้ ริการซึ่งให้ความร่วมมอื ยินยอม หรือรู้เห็นเปน็
ใจให้มีการกระทำความผิดดังกล่าว ในระบบคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในความควบคุมของตน และให้
รฐั มนตรีว่าการกระทรวงดิจทิ ลั เพ่ือเศรษฐกิจและสงั คมออกประกาศกำหนดข้ันตอนการแจ้งเตือนการ
ระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบ
คอมพวิ เตอร์ถึงกำหนดเหตุยกเวน้ โทษแกผ่ ใู้ ห้บริการ ( รา่ งมาตรา 8 แก้ไขเพมิ่ เตมิ มาตรา 14 และร่าง
มาตรา 9 แกไ้ ขเพิม่ มาตรา 15 )
4) แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษในกรณีผู้นำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชน
ทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่นที่เกิดขึ้น ตัดต่อ เติม หรือ
ดัดแปลง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรอื วิธีการอื่นใด โดยกระการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้เสียชื่อเสียง
ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย รวมทั้งกำหนดมาตราที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ
ความผิดนั้น ( ร่างมาตรา 10 แกไขเพิ่มเติมมาตรา 16 และร่างมาตรา 11 เพิ่มมาตรา 16/1 และ
มาตรา 16/2 )
2.3.2.3 กำหนดใหม้ คี ณะกรรมการเปรยี บเทียบ ทำหน้าทเี่ ปรียบเทียบความผิดตามกฎหมาย
น้ี ( รา่ งมาตรา 12 เพิ่มมาตรา 17/1 )
2.3.2.4 อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายนี้ เพื่อประโยชน์ในการ
สบื สวนสอบสวนความผดิ อาญาตอ่ กฎหมายอืน่ ท่ีได้ใช้คอมพิวเตอร์ในการกระทำความผิด ( ร่างมาตรา
13 แกไ้ ขเพิ่มเตมิ มาตรา 18 )
2.3.2.5 การระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ( ร่างมาตรา 14 แก้ไข
เพิม่ เตมิ มาตรา 20 )
1) กำหนดลักษณะของข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจระงับ (ปิด
กนั้ ) หรือลบออกจากระบบ
(1) เป็นความผิดตามพระราชบญั ญตั นิ ี้
(2) ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ใน
ภาคสองลักษณะ 1 หรอื ลกั ษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
(3) เป็นความผิดอาญาต่อกฎหมายอื่นซึ่งเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นได้ร้องขอ
เชน่ ความผิดตามกฎหมายลขิ สทิ ธ์ิ
(4) ไม่เป็นความผิดต่อกฎหมายอื่นแต่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยฯ โดย
มคี ณะกรรมการกล่ันกรองเป็นผู้พิจารณาก่อน
2) การยื่นคำรอ้ งพรอ้ มแสดงหลักฐานของพนกั งานเจ้าหน้าท่ี การไต่สวนคำรอ้ ง และ
การทำคำสั่งของศาลตามวรรคหนึ่ง อาจกระทำได้ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์
และวธิ ีการทรี่ ัฐมนตรปี ระกาศกำหนดโดยความเหน็ ชอบของประธานศาลฎกี า
3) รฐั มนตรปี ระกาศกำหนดหลกั เกณฑ์ ระยะเวลาแนวทางการปฏิบตั ิ การระงบั การ
ทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันภายใต้
พฒั นาการทางเทคโนโลยที ่ีเปล่ยี นแปลงไป เชน่
(1) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เข้ารหัสดว้ ยเทคโนโลยี SSL(Secure Sockets Layer )
ซงึ่ ถูกสร้างข้นึ มาเพื่อเพมิ่ ความปลอดภัยในการส่ือสาร หรือสง่ ข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่มีการ
เขา้ รหัสแบบ Public-key encryption นั้น จำต้องมวี ิธีการและต้องมีเคร่อื งมือพิเศษในการดำเนินการ
จึงจะสามารถกระทำสำเร็จ
(2) สภาพปัญหาและความพร้อมของผู้ให้บริการแต่ละประเภทและแต่ละรายใน
การที่จะระงับที่จะทำให้แพร่หลายข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะต้องมีกติการ่วมที่มีความชัดเจนและเท่า
ทันต่อพัฒนาการทางเทคโนโลยีทเ่ี ปล่ียนแปลงไปอย่เู สมอภายใตแนวทางและมาตรฐานเดยี วกัน
2.3.2.6 แก้ไขเพิ่มเติม ความหมายของ “ ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ ” ( ร่างมาตรา 15 แก้ไข
เพม่ิ เติมมาตรา 21 วรรคสอง )
2.3.2.7 แก้ไขเพิ่มเติม การอ้างและรับฟังเปน็ พยานหลักฐาน ( ร่างมาตรา 16 แก้ไขเพิ่มเติม
มาตรา 25 )
2.3.2.8 แก้ไขเพิ่มเติม ระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บริการ
และเพ่มิ เติมให้มี การอทุ ธรณ์คำส่ัง ( ร่างมาตรา 17 แก้ไขเพิ่มเตมิ มาตรา 27 วรรคหนึง่ )
2.3.2.9 กำหนดให้ พนกั งานเจา้ หน้าทเี่ ป็นผ้ดู ำรงตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตามกฎหมายว่าด้วย
ระเบียบราชการพลเรือน และมีสิทธิได้รบั เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มเี หตุพิเศษ ( ร่างมาตรา 18 เพ่ิม
มาตรา 28 วรรคสอง และวรรคสาม )
2.3.2.10 กำหนดให้มีระเบียบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการสืบสวน การแสวงหาข้อมูลและ
รวบรวมพยานหลักฐานในคดีความผิดเกี่ยวกับคอมพวิ เตอร์ ( ร่างมาตรา 19 เพ่มิ มาตรา 31 )
2.3.3 หนงั สอื ราชกิจจานเุ บกษา
หนังสือที่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับเต็ม ยกยอดมาเพียงเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 สมเด็จพระ
เจา้ อยหู่ ัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ใหไ้ ว้ ณ วนั ท่ี ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เปน็ ปที ่ี ๒
ในรชั กาลปัจจบุ นั
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรด
เกล้าฯ ใหป้ ระกาศวา่ โดยทีเ่ ป็นการสมควรแก้ไขเพ่ิมเติมกฎหมายว่าดว้ ยการกระทําความผิดเกี่ยวกับ
คอมพวิ เตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้ตราพระราชบญั ญตั ิขน้ึ ไว้โดยคําแนะนาํ และยนิ ยอมของ
สภานิตบิ ัญญตั แิ หง่ ชาติ ดงั ตอ่ ไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด
เกีย่ วกับ คอมพวิ เตอร์ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2560”
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วัน
ประกาศ ในราชกจิ จานเุ บกษาเป็นตน้ ไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด
เกี่ยวกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปนแี้ ทน
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการ ตาม
พระราชบัญญัตินี้ และให้มีอํานาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงและประกาศเพ่ือ
ปฏบิ ตั ิการ ตามพระราชบัญญัตนิ ี้
กฎกระทรวงและประกาศนนั้ เมอ่ื ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วใหใ้ ชบ้ งั คบั ได้”
มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 11 แห่ง
พระราชบญั ญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเก่ยี วกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550
ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นอันมีลักษณะเป็น
การก่อให้เกิด ความเดือดร้อนรําคาญแก่ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่
เปิดโอกาสให้ผู้รับ สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย ต้อง
ระวางโทษปรับไมเ่ กิน สองแสนบาท
ให้รัฐมนตรีออกประกาศกําหนดลักษณะและวิธีการส่ง รวมทั้งลักษณะและปริมาณ
ของ ขอ้ มูลคอมพวิ เตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ซง่ึ ไม่เป็นการก่อใหเ้ กิดความเดือดร้อนรําคาญแก่
ผู้รบั และลกั ษณะอนั เปน็ การบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพ่ือปฏิเสธการตอบรบั ได้โดยง่าย
มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 12 แห่งพระราชบญั ญัตวิ า่ ด้วยการกระทําความผิด
เกยี่ วกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใชค้ วามต่อไปน้ีแทน
มาตรา 12 ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 หรือ
มาตรา 11 เป็นการกระทําต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษา ความ
มั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความม่ันคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ
โครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้ง
แต่ สองหมื่นบาทถงึ หน่ึงแสนส่ีหมื่นบาท
ถ ้ า ก า ร ก ร ะ ทํ า ค ว า ม ผ ิ ด ต า ม ว ร ร ค ห น ึ ่ ง เ ป ็ น เ ห ต ุ ใ ห ้ เ ก ิ ด ค ว า ม เ ส ี ย ห า ย ต่ อ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และ
ปรับตงั้ แต่สองหมนื่ บาทถึง สองแสนบาท
ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 เป็นการกระทําต่อ
ข้อมลู คอมพิวเตอร์ หรอื ระบบคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนงึ่ ตอ้ งระวางโทษจําคกุ ตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
และปรบั ตง้ั แต่หกหม่ืนบาท ถึงสามแสนบาท
ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสามโดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้
บุคคลอื่น ถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ห้าปีถึงย่ีสิบปี และปรับตั้งแต่หน่ึงแสนบาทถงึ ส่ี
แสนบาท
มาตรา 6 ใหเ้ พิ่มความตอ่ ไปนเ้ี ป็นมาตรา 12/1 แห่งพระราชบัญญัติว่าดว้ ยการกระทํา
ความผิดเก่ียวกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550
มาตรา 12/1 ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 12 เป็นเหตุให้เกิด
อันตราย แก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสอง
แสนบาท
ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 โดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุ
ให้บคุ คลอนื่ ถงึ แก่ความตาย ต้องระวางโทษจําคุกตงั้ แต่ห้าปีถึงยีส่ บิ ปี และปรับต้งั แต่หน่ึงแสนบาทถึง
สแ่ี สนบาท
มาตรา 7 ให้เพม่ิ ความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้าของมาตรา
13 แห่งพระราชบัญญตั วิ า่ ด้วยการกระทาํ ความผดิ เก่ยี วกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
ผู้ใดจําหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใช้เป็นเครื่องมือใน
การกระทํา ความผิดตามมาตรา 12 วรรคหน่ึงหรือวรรคสาม ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี หรือ
ปรบั ไมเ่ กนิ ส่หี มืน่ บาท หรอื ทั้งจาํ ทง้ั ปรับ
ผู้ใดจําหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใช้เป็นเครื่องมือใน
การกระทาํ ความผดิ ตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11
หากผู้นําไปใช้ได้กระทําความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือต้องรับผิดตามมาตรา
12 วรรคสองหรอื วรรคส่ี หรือมาตรา 12/1 ผู้จําหน่ายหรือเผยแพรช่ ุดคําส่ังดังกล่าวจะต้องรับผดิ ทาง
อาญา ตามความผดิ ท่มี กี ําหนดโทษสูงขน้ึ ดว้ ย ก็เฉพาะเมื่อตนได้ร้หู รอื อาจเล็งเหน็ ไดว้ ่าจะเกิดผลเช่นที่
เกิดขึ้นนนั้
ผู้ใดจําหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใช้เป็นเครื่องมือใน
การกระทํา ความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หากผู้นําไปใช้ได้กระทําความผิดตาม
มาตรา 12 วรรคหนึ่ง หรือวรรคสาม หรือต้องรับผิดตามมาตรา 12 วรรคสองหรือวรรคสี่ หรือมาตรา
12/1 ผู้จําหนา่ ย หรือเผยแพร่ชุดคําส่ังดังกล่าวต้องรับผดิ ทางอาญาตามความผิดที่มีกําหนดโทษสูงขึ้น
น้ันด้วย
ในกรณีที่ผู้จําหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคําสั่งผู้ใดต้องรับผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง
และตามวรรคสาม หรือวรรคสด่ี ้วย ให้ผนู้ ัน้ ตอ้ งรบั โทษที่มอี ตั ราโทษสูงทส่ี ุดแตก่ ระทงเดียว
มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบญั ญตั วิ ่าด้วยการกระทําความผิด
เกยี่ วกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550 และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปนีแ้ ทน
มาตรา 14 ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี
หรือปรบั ไมเ่ กนิ หน่งึ แสนบาท หรอื ทั้งจาํ ทงั้ ปรับ
(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ท่ี
บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการท่ี
น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน อันมิใช่การกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวล
กฎหมายอาญา
(2) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอรอ์ ันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะ
เกิด ความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความ
มั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ
หรือก่อใหเ้ กดิ ความตืน่ ตระหนกแกป่ ระชาชน
(3) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับ
ความม่ันคง แหง่ ราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการกอ่ การร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(4) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทว่ั ไปอาจเข้าถงึ ได้
(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์
ตาม (1) (2) (3) หรอื (4)
ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทําต่อประชาชน แต่เป็นการ
กระทาํ ต่อบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ผู้กระทาํ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซงึ่ ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ดงั กล่าวต้องระวาง
โทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอม
ความได้”
มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด
เก่ยี วกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใชค้ วามตอ่ ไปนี้แทน
มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทํา
ความผิด ตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษ
เช่นเดียวกับผ้กู ระทําความผิด ตามมาตรา 14
ใหร้ ฐั มนตรอี อกประกาศกาํ หนดขัน้ ตอนการแจง้ เตือน การระงบั การทาํ ให้แพรห่ ลายของ
ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ และการนาํ ขอ้ มูลคอมพิวเตอรน์ ้ันออกจากระบบคอมพิวเตอร์
ถ้าผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรีที่ออกตามวรรคสอง ผู้
นั้นไม่ต้อง รับโทษ
มาตรา 10 ให้ยกเลกิ ความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญตั วิ า่ ด้วยการกระทําความผิด
เกี่ยวกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา 16 ผู้ใดนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซ่ึง
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ
เติม หรือดัดแปลง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทําให้ผู้อื่นนั้น
เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี และ
ปรบั ไมเ่ กินสองแสนบาท
ถ้าการกระทําตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทําต่อภาพของผู้ตาย และการกระทํานั้นน่าจะ
ทําใหบ้ ิดา มารดา คสู่ มรส หรือบุตรของผูต้ ายเสยี ชอื่ เสียง ถกู ดูหม่นิ หรือถูกเกลยี ดชงั หรอื ได้รบั ความ
อับอาย ผ้กู ระทําต้องระวางโทษดังทบี่ ัญญัติไว้ในวรรคหนง่ึ
ถา้ การกระทําตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสอง เปน็ การนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยสุจริต
อันเป็น การติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทําไม่มี
ความผดิ ความผดิ ตามวรรคหน่งึ และวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้
ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา
มารดา คู่สมรส หรอื บตุ รของผ้เู สียหายรอ้ งทุกขไ์ ด้ และให้ถือวา่ เป็นผู้เสยี หาย”
มาตรา 11 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 16/1 และมาตรา 16/2 แห่งพระราชบัญญัติ
ว่าดว้ ยการกระทําความผดิ เกี่ยวกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550
มาตรา 16/1 ในคดีความผดิ ตามมาตรา 14 หรอื มาตรา 16 ซ่งึ มคี ําพิพากษาว่าจาํ เลย มี
ความผิด ศาลอาจสั่ง
(1) ให้ทาํ ลายขอ้ มลู ตามมาตราดงั กล่าว
(2) ให้โฆษณาหรือเผยแพร่คําพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสื่ออิเล็กทรอนิกส์
วทิ ยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรอื ส่อื อ่นื ใด ตามที่ศาลเหน็ สมควร โดยให้จําเลยเป็นผู้
ชําระค่าโฆษณา หรอื เผยแพร่
(3) ให้ดําเนินการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควรเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการ
กระทํา ความผิดน้ัน
มาตรา 16/2 ผู้ใดรูว้ า่ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ในความครอบครองของตนเป็นข้อมูลท่ีศาลสั่ง
ให้ทาํ ลาย ตามมาตรา 16/1 ผู้น้ันต้องทําลายข้อมลู ดังกล่าว หากฝา่ ฝืนต้องระวางโทษก่ึงหน่ึงของโทษ
ท่ีบัญญัติไว้ ในมาตรา 14 หรอื มาตรา 16 แล้วแต่กรณี
มาตรา 12 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 17/1 ในหมวด 1 ความผิดเกี่ยวกับ
คอมพวิ เตอร์ แหง่ พระราชบญั ญตั วิ า่ ด้วยการกระทาํ ความผิดเก่ียวกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
มาตรา 17/1 ความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 11 มาตรา 13 วรรค
หนึ่ง มาตรา 16/2 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 27 ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรี
แต่งตงั้ มอี ํานาจเปรียบเทยี บได้
คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งให้มีจํานวนสามคนซึ่งคน
หนงึ่ ต้องเปน็ พนกั งานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา
เมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบได้ทําการเปรียบเทียบกรณีใดและผู้ต้องหาได้ชําระเงิน
ค่าปรับ ตามคาํ เปรยี บเทยี บภายในระยะเวลาท่ีคณะกรรมการเปรียบเทยี บกาํ หนดแล้ว ให้ถือวา่ คดีน้ัน
เปน็ อนั เลกิ กนั ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา
ในกรณที ี่ผตู้ องหาไม่ชาํ ระเงินค่าปรับภายในระยะเวลาท่ีกําหนด ใหเ้ ร่ิมนับอายุความใน
การฟอ้ งคดใี หม่นบั ตง้ั แต่วนั ทีค่ รบกาํ หนดระยะเวลาดงั กลา่ ว
มาตรา 13 ให้ยกเลิกความในมาตรา 18 และมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย
การกระทําความผิดเก่ยี วกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และใหใ้ ชค้ วามตอ่ ไปน้แี ทน
มาตรา 18 ภายใต้บงั คับมาตรา 19 เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีท่ี
มี เหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือในกรณีที่มีการร้องขอตาม
วรรคสอง ใหพ้ นกั งานเจา้ หน้าที่มอี าํ นาจอยา่ งหน่ึงอยา่ งใด ดงั ตอ่ ไปนี้ เฉพาะท่จี าํ เปน็ เพอ่ื ประโยชน์ใน
การใช้เปน็ หลักฐานเก่ียวกบั การกระทาํ ความผดิ และหาตวั ผู้กระทาํ ความผิด
(1) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิดมาเพื่อให้
ถ้อยคํา ส่งคําชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถ
เข้าใจได้
(2) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่าน
ระบบคอมพิวเตอร์ หรือจากบคุ คลอื่นท่ีเกี่ยวข้อง
(3) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบขอ้ มลู เก่ยี วกับผใู้ ช้บรกิ ารทต่ี ้องเกบ็ ตามมาตรา ๒๖ หรือท่ี
อยู่ ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าทหี่ รือให้เก็บข้อมูลดังกล่าว
ไว้กอ่ น
(4) ทําสาํ เนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพวิ เตอรจ์ ากระบบคอมพิวเตอร์
ที่มี เหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทําความผิด ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความ
ครอบครอง ของพนักงานเจ้าหนา้ ท่ี
(5) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บ
ขอ้ มลู คอมพิวเตอร์ ส่งมอบขอ้ มูลคอมพิวเตอร์ หรืออปุ กรณด์ งั กล่าวใหแ้ ก่พนักงานเจ้าหนา้ ที่
(6) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทาง
คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็น
หลักฐานเกี่ยวกับ การกระทําความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผูก้ ระทําความผิดและสั่งใหบ้ ุคคลนั้นส่ง
ขอ้ มูลคอมพวิ เตอร์ ขอ้ มูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ทเ่ี กีย่ วข้องเทา่ ทจ่ี าํ เป็นใหด้ ว้ ยกไ็ ด้
(7) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ
การเข้ารหสั ลบั ของข้อมลู คอมพิวเตอร์ ทําการถอดรหสั ลับ หรือใหค้ วามร่วมมอื กับพนกั งานเจ้าหน้าที่
ในการถอดรหสั ลับ ดงั กลา่ ว
(8) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จําเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบ
รายละเอียด แห่งความผิดและผ้กู ระทาํ ความผิด
เพื่อประโยชน์ในการสบื สวนและสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณา ความอาญา ในบรรดาความผิดอาญาต่อกฎหมายอื่นซึ่งได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์
ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ หรอื อปุ กรณ์ที่ใชเ้ ก็บข้อมลู คอมพวิ เตอร์เป็นองค์ประกอบหรือเป็นส่วนหนึ่งในการ
กระทําความผิด หรือมีข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิดอาญาตามกฎหมายอื่น
พนักงานสอบสวน อาจร้องขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งดําเนินการตามวรรคหนึ่งก็ได้ หรือ
หากปรากฏข้อเท็จจริง ดงั กล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เน่ืองจากการปฏบิ ัติหน้าทต่ี ามพระราชบัญญัตินี้
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ รีบรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานแล้วแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพ่ือ
ดาํ เนินการต่อไป
ใหผ้ ู้ได้รับการรอ้ งขอจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหน่ึง (1) (2) และ (3) ดําเนนิ การ
ตามคําร้องขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคําร้องขอ หรือภายในระยะเวลาที่
พนักงานเจา้ หน้าท่ีกําหนดซึ่งต้องไมน่ ้อยกวา่ เจ็ดวันและไม่เกินสบิ หา้ วัน เว้นแต่ในกรณีท่ีมีเหตุสมควร
ต้องได้รับอนุญาต จากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนด
ระยะเวลาที่ตอ้ งดําเนินการ ที่เหมาะสมกบั ประเภทของผู้ให้บริการก็ได้
มาตรา 19 การใช้อํานาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ
(8) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคําร้องต่อศาลที่มีเขตอํานาจเพื่อมีคําสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่
ดําเนินการ ตามคําร้อง ทั้งนี้ คําร้องต้องระบุเหตุอันควรเช่ือได้ว่าบคุ คลใดกระทําหรือกําลังจะกระทํา
การอย่างหนึ่ง อย่างใดอันเป็นความผิด เหตุที่ต้องใช้อํานาจ ลักษณะของการกระทําความผิด
รายละเอียดเก่ยี วกบั อปุ กรณ์ ที่ใช้ในการกระทําความผิดและผู้กระทาํ ความผิด เทา่ ทส่ี ามารถจะระบุได้
ประกอบคําร้องดว้ ย ในการพิจารณา คําร้องให้ศาลพิจารณาคาํ ร้องดังกล่าวโดยเร็ว
เม่ือศาลมีคําสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดําเนินการตามคําสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่
ส่งสําเนา บันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทําให้ต้องใช้อํานาจตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) มอบให้
เจ้าของ หรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครอง
เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสําเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้
ครอบครองดงั กลา่ วในทนั ที ทก่ี ระทําได้
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดําเนินการตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7)
และ (8) ส่งสําเนาบันทึกรายละเอียดการดําเนินการและเหตุผลแห่งการดําเนินการให้ศาลที่มีเขต
อํานาจภายใน สี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดําเนินการ เพื่อเป็นหลักฐาน การทําสําเนา
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 18 (4) ให้กระทําได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควร เชื่อได้ว่ามีการกระทํา
ความผิด และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดําเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครอง
ขอ้ มลู คอมพวิ เตอรน์ นั้ เกนิ ความจําเป็น
การยึดหรืออายัดตามมาตรา 18 (8) นอกจากจะต้องส่งมอบสําเนาหนังสือแสดงการ
ยึดหรืออายัด มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงาน
เจ้าหน้าที่จะส่ังยึด หรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจําเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น
ให้ยื่นคํารอ้ งต่อศาลที่มี เขตอํานาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรอื อายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลา
คร้งั เดยี วหรอื หลายครง้ั รวมกนั ไดอ้ กี ไม่เกนิ หกสบิ วนั เมือ่ หมดความจําเปน็ ทจี่ ะยึดหรืออายัดหรือครบ
กาํ หนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจา้ หน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพวิ เตอรท์ ่ียดึ หรือถอนการอายัดโดย
พลนั
หนังสือแสดงการยดึ หรืออายดั ตามวรรคห้าใหเ้ ป็นไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 14 ให้ยกเลิกความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทํา
ความผดิ เกย่ี วกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา 20 ในกรณีที่มีการทําให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้ พนักงาน
เจ้าหน้าท่ี โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคําร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มี
เขตอํานาจขอให้มี คําสั่งระงับการทําให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบ
คอมพวิ เตอร์ได้
(1) ขอ้ มูลคอมพิวเตอร์ทเ่ี ปน็ ความผดิ ตามพระราชบัญญัตนิ ้ี
(2) ข้อมลู คอมพวิ เตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมน่ั คงแห่งราชอาณาจกั รตามที่
กาํ หนดไว้ ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรือลกั ษณะ 1/1 แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา
(3) ข้อมลู คอมพิวเตอร์ทเี่ ปน็ ความผิดอาญาตามกฎหมายเก่ยี วกับทรัพยส์ นิ ทางปัญญา
หรือกฎหมายอื่นซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ
ประชาชน และเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นหรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพจารณา
ความอาญาไดร้ ้องขอ
ในกรณีที่มีการทําให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบ
เรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง
ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ จะมอบหมายใหพ้ นกั งานเจา้ หน้าทย่ี นื่ คําร้องพรอ้ มแสดงพยานหลกั ฐานต่อศาลที่มี
เขตอํานาจขอให้มีคําสั่ง ระงับการทําให้แพร่หลายหรือลบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบ
คอมพิวเตอร์ได้ ทั้งนี้ ให้นําบทบัญญัติ ว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอํานาจดําเนินการพิจารณาทาง
ปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครองมาใช้บังคับกับการประชุมของ
คณะกรรมการกล่ันกรองขอ้ มลู คอมพวิ เตอร์โดยอนุโลม
ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคสองขึ้นคณะ
หนึ่ง หรือหลายคณะ แต่ละคณะให้มีกรรมการจํานวนเก้าคนซึ่งสามในเก้าคนต้องมาจากผู้แทน
ภาคเอกชน ด้านสทิ ธมิ นษุ ยชน ดา้ นสอื่ สารมวลชน ด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ หรอื ด้านอน่ื ที่เกี่ยวข้อง
และให้กรรมการ ได้รับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกําหนดโดยได้รับความเห็นชอบจาก
กระทรวงการคลัง
การดําเนินการของศาลตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นําประมวลกฎหมายวิธี
พจิ ารณาความอาญา มาใช้บงั คับโดยอนโุ ลม ในกรณีทศ่ี าลมีคําส่ังให้ระงบั การทําให้แพร่หลายหรือลบ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง พนักงานเจ้าหน้าที่จะทําการระงับการทําให้
แพรห่ ลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ น้นั เองหรือจะส่ังใหผ้ ้ใู ห้บริการระงับการทําให้แพร่หลายหรือลบ
ขอ้ มูลคอมพิวเตอร์น้ันก็ได้ ท้ังน้ี ให้รัฐมนตรี ประกาศกาํ หนดหลักเกณฑ์ ระยะเวลา และวิธีการปฏิบัติ
สําหรับการระงับการทําให้แพร่หลายหรือ ลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้
ใหบ้ ริการใหเ้ ป็นไปในแนวทางเดียวกนั โดยคาํ นึงถงึ พฒั นาการ ทางเทคโนโลยีทีเ่ ปล่ียนแปลงไป เวน้ แต่
ศาลจะมีคําสง่ั เปน็ อยา่ งอ่ืน
ในกรณีที่มีเหตุจําเป็นเร่งด่วน พนักงานเจ้าหน้าท่ีจะยื่นคํารอ้ งตามวรรคหน่ึงไปก่อนที่
จะได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐมนตรี หรือพนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
กลั่นกรอง ข้อมูลคอมพิวเตอร์จะยื่นคําร้องตามวรรคสองไปก่อนที่รัฐมนตรีจะมอบหมายก็ได้ แต่ทั้งนี้
ตอ้ งรายงาน ใหร้ ฐั มนตรีทราบโดยเรว็
มาตรา 15 ใหย้ กเลิกความในวรรคสองของมาตรา 21 แหง่ พระราชบญั ญตั ิว่าด้วย การ
กระทาํ ความผดิ เก่ยี วกับคอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใชค้ วามตอ่ ไปน้ีแทน
ชุดคําสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชดุ คําสั่งที่มีผลทําใหข้ ้อมูลคอมพิวเตอร์
หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคําสั่งอ่ืนเกิดความเสียหาย ถูกทําลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือ
เพ่มิ เตมิ ขัดขอ้ งหรอื ปฏบิ ัติงานไมต่ รงตามคําส่ัง หรือโดยประการอ่ืนตามทก่ี ําหนดในกฎกระทรวง เว้น
แต่ เป็นชุดคําสั่งไม่พึงประสงค์ที่อาจนํามาใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขชุดคําสั่งดังกล่าวข้างต้น ทั้งน้ี
รัฐมนตรี อาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนดรายชื่อ ลักษณะ หรือรายละเอียดของชุดคําสั่งไม่
พงึ ประสงค์ ซง่ึ อาจนํามาใชเ้ พือ่ ปอ้ งกันหรือแก้ไขชุดคาํ สั่งไม่พงึ ประสงคก์ ็ได้
มาตรา 16 ให้ยกเลิกความในมาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 25 แห่ง
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้
แทน
มาตรา 22 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา 18
วรรคสอง เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของ
ผู้ใชบ้ รกิ ารทีไ่ ดม้ า ตามมาตรา 18 ให้แกบ่ คุ คลใด
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทําเพื่อประโยชน์ในการดําเนินคดีกับ
ผกู้ ระทาํ ความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้หรือผู้กระทําความผิดตามกฎหมายอน่ื ในกรณตี ามมาตรา 18
วรรคสอง หรือเพ่อื ประโยชน์ในการดาํ เนินคดกี ับพนักงานเจ้าหนา้ ทเ่ี ก่ยี วกับการใช้อํานาจหน้าท่ีโดยมิ
ชอบ หรือกับพนักงานสอบสวนในสว่ นท่ีเก่ยี วกบั การปฏบิ ตั ิหน้าท่ีตามมาตรา 18 วรรคสอง โดยมิชอบ
หรอื เปน็ การกระทําตามคําสั่งหรือทไ่ี ด้รบั อนญุ าตจากศาล
พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจําคุกไม่
เกินสามปี หรือปรับไมเ่ กนิ หกหมน่ื บาท หรือท้งั จําท้งั ปรับ
มาตรา 23 พนักงานเจ้าหน้าท่ีหรือพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา 18 วรรคสอง
ผู้ใดกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือ
ข้อมูล ของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา 18 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสอง
หมืน่ บาท หรือทงั้ จําท้ังปรับ
มาตรา 24 ผู้ใดลว่ งรขู้ อ้ มลู คอมพวิ เตอร์ ขอ้ มลู จราจรทางคอมพวิ เตอร์ หรือข้อมูลของ
ผ้ใู ชบ้ รกิ ารทพี่ นกั งานเจา้ หน้าท่ีหรอื พนกั งานสอบสวนได้มาตามมาตรา 18 และเปดิ เผยขอ้ มูลนน้ั ตอ่ ผู้
หนึง่ ผใู้ ด ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกนิ สองปี หรือปรับไมเ่ กินสหี่ มื่นบาท หรอื ท้งั จาํ ท้ังปรับ
มาตรา 25 ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงาน
เจ้าหน้าที่ได้มา ตามพระราชบัญญัตินี้หรือที่พนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้อ้าง
และรับฟังเป็น พยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือ
กฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่
เขญ็ หลอกลวง หรอื โดยมชิ อบ ประการอ่ืน”
มาตรา 17 ให้ยกเลิกความในวรรคหนงึ่ ของมาตรา 26 แหง่ พระราชบัญญัติวา่ ด้วย การ
กระทาํ ความผิดเกยี่ วกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใชค้ วามตอ่ ไปน้ีแทน
มาตรา 26 ผ้ใู ห้บรกิ ารตอ้ งเกบ็ รกั ษาขอ้ มูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไมน่ ้อยกวา่ เก้าสิบ
วัน นับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจําเป็น พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้
บริการผู้ใด เก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินสองปีเป็นกรณีพิเศษ
เฉพาะราย และเฉพาะคราวกไ็ ด้
มาตรา 18 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 28 แห่ง
พระราชบัญญัติ ว่าดว้ ยการกระทําความผดิ เกี่ยวกับคอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550
ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ อาจได้รับ
คา่ ตอบแทนพเิ ศษ ตามทร่ี ฐั มนตรีกําหนดโดยไดร้ ับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
ในการกําหนดให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษต้องคํานึงถึงภาระหน้าที่ ความรู้ความ
เชี่ยวชาญ ความขาดแคลนในการหาผู้มาปฏิบัติหน้าที่หรือมีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานออกจากระบบ
ราชการเป็นจํานวนมาก คุณภาพของงาน และการดํารงตนอยู่ในความยุติธรรมโดยเปรียบเทียบ
ค่าตอบแทนของผู้ปฏบิ ตั งิ านอนื่ ในกระบวนการยุติธรรมด้วย”
มาตรา 19 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาํ
ความผดิ เกยี่ วกับคอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550