The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สื่อการเรียนการสอน เรื่องกฎหมายสื่อออนไลน์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จีรวรรณ ฉิมพลีศิริ, 2020-11-05 02:47:30

โครงการสื่อการเรียนการสอน เรื่องกฎหมายออนไลน์

สื่อการเรียนการสอน เรื่องกฎหมายสื่อออนไลน์

สื่อการเรยี นการสอน เรอื่ งกฎหมายสอ่ื ออนไลน
ดว ยโปรแกรม Adobe Flash cs6

Instructional Media Online Media Law by Adobe Flash cs6

นางสาวจีรวรรณ ฉิมพลีศิริ 6122040047
นายวัชรโชติ สทุ ธฤทธิ์ 6122040071
นางสาวสธุ ินันท อฐั โส 6122040076

โครงการน้เี ปน สว นหนึง่ ของรายวชิ าโครงการ รหัสวชิ า (2204-8501)
ภาคเรยี นท่ี 1 ปก ารศกึ ษา 2563
สาขาวชิ าเทคโนโลยีธรุ กจิ ดิจิทลั

โครงการ สอื่ การเรยี นการสอน เรอื่ งกฎหมายส่อื ออนไลน ดวยโปรแกรม Adobe

Flash cs6 Instructional Media Online Media Law by Adobe Flash

cs6

สาขาวิชา เทคโนโลยีธรุ กิจดจิ ทิ ัล

ผูรับผิดชอบโครงการ 1. นางสาวจรี วรรณ ฉมิ พลีศริ ิ รหัสนักเรียน 6122040047

2. นายวชั รโชติ สุทธฤทธิ์ รหัสนักเรียน 6122040071

3. นางสาวสธุ นิ นั ท อัฐโส รหัสนกั เรียน 6122040076

อาจารยท่ีปรกึ ษา นางสาวอัจฉราภรณ เกลี้ยงพรอม

นางสาวกนกพร รักษาเคน

ปการศึกษา 2563

บทคดั ยอ

การจัดทำโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อสรางสื่อการเรียนการสอน เรื่องกฎหมายสื่อ
ออนไลน ดวยโปรแกรม Adobe Flash cs6 ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ
สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทลั วิทยาลัยเทคนิคระยอง ที่มีตอสื่อการเรียนการสอนเรื่องกฎหมายส่อื
ออนไลนนั้นไดทำการคัดเลือกและเผยแพร กลุมตัวอยางแบบเจาะจง คือ นักเรียน ประกาศนียบัตร
วิชาชีพ สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยเทคนิคระยอง จำนวน 191 คน โดยใชเกณฑของ
Krejcie & Morgan เครื่องมือท่ีใชการประเมินสื่อการเรียนการสอน เรื่องกฎหมายสื่อออนไลน ดวย
โปรแกรม Adobe Flash cs6 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนระดับประกาศนียบัตร
วิชาชีพสาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยเทคนิคระยอง ที่มีตอแบบการเรียนการสอน "การเรียน
การสอน เรื่อง กฎหมายสื่อออนไลน" ดวยใชโปรแกรม Adobe Flash cs6 เพื่อศึกษาความพึงพอใจ
ของนักเรียนประกาสนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยเทคนิคระยอง ที่มีตอ
สื่อการเรียนการสอน เรื่องกฎหมายสื่อออนไลน ซึ่งสถิติที่ใชคือ สูตรคาสถิติรอยละ (Percentage)
สตู รการหาคาเฉลี่ย (x�) สูตรการหาคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. Standard Deviation)

ผลที่ไดรับจากแบบสอบถามความพึงพอใจ ที่มีตอ สื่อการเรียนการสอน เรื่องกฎหมาย
สื่อออนไลน อยูในระดับมาก (x�=4.19, S.D. = 0.90) แบงเปนทั้งหมด 3 ดานดังน้ี ดานการออกแบบ
ชิ้นงานอยูในระดับมาก (x�=4.21, S.D. = 0.91) ดานสัมฤทธิ์ผลอยูในระดับมาก (x�=4.20,
S.D. =0.89) และความพึงพอใจในดานกราฟกและภาพประกอบอยูระดับมาก (x�=4.18. S.D. =
0.90) ตามลัมดับ

คำสำคญั : กฎหมาย/ โปรแกรมที่ใช/ พระราชบัญญตั คิ อมพวิ เตอร

กติ ตกิ รรมประกาศ

โครงการนี้สำเร็จไดดวยดีเนื่องจากไดรับความอนุเคราะห ความชวยเหลือ และความเมตตา
จาก นางสาวอัจฉราภรณ เกลี้ยงพรอม อาจารยผูสอนโครงการ และ นางสาวกนกพร รักษาเคน
อาจารยที่ปรึกษาโครงการ ที่ใหคำแนะนำ แนวความคิดในการสรางสื่อการเรียนการสอน
เรื่องกฎหมายออนไลน และชวยแกไขขอบกพรองตาง ๆ ที่ไมสามารถแกไขได มาโดยตลอดจน
โครงการเลมนี้เสร็จสมบูรณ ผูจัดทำจึงขอกราบขอบพระคุณเปนอยางสูง ครูอาจารยทั้งสาขาวิชา
เทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล ขอกราบขอบคุณพระคุณคุณพอ คุณแมและรุนพี่ที่จบการศึกษาไปแลว
ท่คี อยสนับสนนุ เร่ืองตาง ๆ ในคำแนะนำเรื่องรปู เลม โครงการ และยงั คอ ยเปนกำลังใจดี ๆ เสมอต้ังแต
เริ่มทำโครงการ ขอบคณุ เพ่อื น ๆ ทีช่ ว ยช้ีแนะวา ควรทำอยางไรในเลม โครงการ เลมน้ี

สุดทายขอขอบใจ นักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล
วิทยาลยั เทคนิคระยอง ทใี่ หค วามรว มมอื ในการทำแบบสอบถามจนทำใหโครงการสำเรจ็ ลุลว งไปได

คณะผูจดั ทำ

สารบัญ หนา

เรือ่ ง ข
บทคดั ยอ ค
กิตติกรรมประกาศ ค
สารบัญ ง
สารบญั (ตอ) จ
สารบญั ตาราง จ
สารบญั ภาพ
สารบญั ภาพ (ตอ) 1
บทท่ี 1 บทนำ 1
1
1.1 ความเปน มาและความสำคัญของโครงการ 2
1.2 วตั ถปุ ระสงคของโครงการ 2
1.3 ขอบเขตของโครงการ
1.4 ผลท่ีคาดวา จะไดรับ 3
1.5 คำจำกดั ความ 13
บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎีที่เกย่ี วของ 24
2.1 แนวคิดเกี่ยวกับกฎหมาย
2.2 แนวคิดเกยี่ วกับกฎหมายท่ใี ช 39
2.3 แนวคดิ เกีย่ วกับพระราชบัญญตั คิ อมพิวเตอร 39
บทที่ 3 วธิ ีการดำเนินงานโครงการ 41
3.1 การศกึ ษาขอมูลเบื้อนตน 46
3.2 ประชากรและกลุม ตวั อยาง 47
3.3 ขนั้ ตอนการดำเนินงาน 47
3.4 เครื่องมือที่ใชใ นการเก็บรวบรวมขอมลู 48
3.5 ขัน้ ตอนการดำเนนิ การและเก็บรวบรวมขอมูล
3.6 พจิ ารณาจากคะแนนตามเกณฑ
3.7 สถติ ิทีใ่ ชในการวเิ คราะหขอ มูล

สารบัญ (ตอ) หนา
เรื่อง
บทที่ 4 ผลการดำเนินโครงการ 49

4.1 ผลการดำเนนิ การ 57
บทที่ 5 สรปุ ผล อภิปรายผล และขอ งเสนอแนะ 58
58
5.1 สรุป อภปิ รายผล
5.2 ขอเสนอแนะ
5.3 ประโยชนท ี่ไดรบั
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก

ก แบบเสนอขออนุมตั โิ ครงการ
ข ภาพขนั้ ตอนการจัดทำโครงการ
ค แบบสอบถามความพึงพอใจ
ง ประวัติผจู ดั ทำ

สารบัญตาราง หนา
ตารางท่ี 40
49
3.1 แสดงตารางทฤษฎขี อง Krejcie & Morgan 50
4.1 แสดงจำนวนของผูต อบแบบประเมนิ คิดเปน รอยละจำแนกตามเพศ 51
4.2 แสดงจำนวนของผตู อบแบบประเมนิ ถามคิดเปนรอยละจำนวนตามอายุ 52
4.3 แสดงความพงึ พอใจดานการชิ้นงาน 53
4.4 ความพึง่ พอใจดา นกราฟฟก และภาพประกอบ 54
4.5 ความพงึ พอใจดา นสัมฤทธผิ์ ล
4.6 แสดงสถติ ิระดบั ความพึงพอใจของนกั เรยี นระดบั ช้นั ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี

ท่ปี ระเมินส่ือการเรยี นการสอนเรื่องกฎหมายออนไลน
ดว ยโปรแกรม Adobe Flash CS6

สารบัญภาพ หนา
ภาพที่ 4
14
2.1 แสดงภาพ ตราศาลรฐั ธรรมนญู 14
2.2 แสดง Icon ของโปรแกรม Adobe Flash CS6 15
2.3 แสดงหนาตาง Download 15
2.4 แสดงการแตกไฟล Download มา 16
2.5 แสดงเมือ่ Download ท่ี Set-up จะเกิดข้ันดังภาพ 16
2.6 แสดงเมื่อ Set-up เสรจ็ สนิ้ จะตัง้ ดังภาพแลงเลือก Install a Trial 17
2.7 แสดงเลอื ก Accept 17
2.8 แสดงเลอื กกด Install 18
2.9 แสดงรอ Install 18
2.10 แสดงเมื่อเกดิ ขอผิดผลาด 19
2.11 แสดงเมื่อ Download เสรจ็ สิน้ 20
2.12 แสดงเมื่ออันเสร็จสิ้นการตดิ ต้งั โปรแกรม 21
2.13 แสดงสัดสว นตา งๆ ของโปรแกรม Adobe Flash CS6 22
2.14 สวนตา งๆ ของ ไทมไลน Time line 22
2.15 แสดงหนาตา ง เมนบู าร Menu Bar 23
2.16 แสดงสดั สวนและหนา ตาของ ทูลบอกซ Toolbox 24
2.17 แสดงหนา ของ สเตจ StaGe และพน้ื ที่ทำงาน 41
2.18 แสดงหนาตาของ Property Inspector 42
3.2 แสดงการออกแบบผงั การทำงาน 43
3.3 แสดงการออกแบบผงั การทำงาน (ตอ) 43
3.4 แสดงการออกแบบสตอร่บี อรด 44
3.5 แสดงการออกแบบสตอรบ่ี อรด 44
3.6 แสดงขั้นตอนการคน หาภาพประกอบ
3.7 แสดงขนั้ ตอนการดำเนินการศกึ ษาโปรแกรม Adobe Flash CS6

สารบัญภาพ (ตอ)

ภาพที่ หนา

3.8 แสดงการคนหาขอมลู เกยี่ วกับกฎหมาย 45

3.9 แสดงขน้ั ตอนการสรางสื่อการเรยี นการสอน 45

3.10 แสดงขนั้ ตอนการใสเนอ้ื หาส่ือการเรยี นการสอน 46

4.1 แผนภมู แิ สดงเพศของผูตอบแบบประเมินตามเพศ 49

4.2 แผนภมู แิ สดงชั้นของของผูต อบแบบประเมนิ จำนวนตามอายุ 50

4.3 แผนภมู แิ สดงความพึงพอใจดา นการออกแบบ 51

4.4 แผนภูมแิ สดงความพึงพอใจดา นกราฟก และภาพประกอบ 52

4.5 แผนภมู แิ สดงความพงึ พอใจดา นสมั ฤทธิผ์ ล 53

4.6 แผนภมู ิแสดงความพงึ พอใจโครงการสอ่ื การเรียนการสอน เรื่องกฎหมายออนไลน 55

บทที่ 1
บทนำ

บทที่ 1
บทนำ

1.1 ความเปน มาและความสำคญั ของโครงการ
ปจจุบันคนสวนใหญใชสื่อออนไลน เชน Facebook Twitter Instagram แสดงความคิดเหน็

ในทางที่ไมดีจึงทำใหผูอื่นเกิดความเสียหายถือเปนการละเมิดสิทธิสวนบุคคลในพื้นที่สื่อออนไลนซ่ึง
บุคคลที่กระทำการเหลานี้สวนใหญเปนเพราะความรูเทาไมถึงการและไมทราบถึงขอกฎหมายตาง ๆ
ใน พรบ.คอมพวิ เตอร

คณะผูจัดจำไดตระหนักถึงความสำคัญของการถูกละเมิดสิทธิสวนบุคคลและการถูกแสดง
ความคิดเห็นหรอื โพสในทางทีเ่ สียหาย เพอ่ื เปนความรูทาง พรบ.คอมพวิ เตอรแกบุคคลท่ัวไปท่ีใชพ้ืนที่
สื่อออนไลนในชีวิตประจำวัน เพื่อที่คนเหลานั้น จะไดใชสื่อออนไลนในทางทีถ่ ูกตอ ง และไมไปละเมดิ
สิทธสิ ว นบคุ คลของผูอื่นหรือ แสดงความคดิ เหน็ ท่เี ปน ความเทจ็ จนทำใหผอู ่นื เกดิ ความเสียหาย

ดังน้ันคณะผูจัดทำจึงไดจัดทำส่ือการเรียนการสอน เรื่องกฎหมายส่ือออนไลน ดวยโปรแกรม
Adobe Flash cs6 ขึ้นมาเพื่อที่จะไดใหความรูเกี่ยวกับกฎหมายทางสื่อออนไลนเพื่อที่บุคคคลย
เหลานั้นจะไดตะหนักถึงขอกฎหมายในสื่อออนไลนมากย่ิงขึ้นและจะไดไตรตรองกอนแสดงความ
คดิ เห็นหรอื โพสเกี่ยวกับผูอน่ื มากย่งิ ขน้ึ

1.2 วัตถุประสงคของโครงการ
1.2.1 เพอ่ื สรา งสื่อการเรยี นการสอน เรื่องกฎหมายส่ือออนไลน ดว ยโปรแกรม Adobe Flash
cs6
1.2.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจ
ดจิ ิทลั วิทยาลยั เทคนิคระยอง ท่มี ตี อสือ่ การเรียนการสอน เร่ืองกฎหมายสือ่ ออนไลน ดว ย
โปรแกรม Adobe Flash cs6
1.2.3 เพอื่ เผยแพรส ่ือการเรียนการสอน เร่ืองกฎหมายส่อื ออนไลน ดวยโปรแกรม Adobe Flash
cs6 ผานโครงการประกวดโครงการวิชาชีพ ชมรมวชิ าชพี เทคโนโลยธี ุรกจิ ดจิ ิทลั

1.3 ขอบเขตของโครงการ
1.3.1 ประชากรและกลมุ ตวั อยาง
1.3.1.1 ประชากร คือ นักเรียนระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวชิ าเทคโนโลยีธรุ กจิ
ดิจทิ ลั วิทยาลัยเทคนคิ ระยอง จำนวน 381 คน
1.3.1.2 กลุมตัวอยาง คือ นกั เรียนระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี สาขาวชิ าเทคโนโลยธี รุ กิจ
ดิจทิ ัล วทิ ยาลยั เทคนิคระยอง จำนวน 191 คน

1.3.2 ขอบเขตชน้ิ งาน
1.3.2.1 ดานฮารด แวร
1) คอมพิวเตอรพกพา Intel(R) Core(TM) i3 CPU , 6GB/ AMD A4-9120e
RADEON R3 , 4GB / Intel(R) Penpium (R) CPU N3700 , 4GB
2) มือถือพกพา Galaxy A30, RAM 4 GB ROM 68 GB/ Oppo A7, RAM 4 GB
ROM 64 GB/ realme 5 Pro, RAM 8 GB ROM 128 GB
1.3.2.2 ดานซอฟตแ วร
1) โปรแกรม Adobe Flash cs6

1.3.3 เครอื่ งมือที่ใชการประมาณ ส่อื การเรียนการสอน เรื่องกฎหมายสอื่ ออนไลน ดวยโปรแกรม
Adobe Flash cs6 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรยี นระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี สาขา
เทคโนโลยีธรุ กิจดิจิทัล วิทยาลัยเทคนิคระยอง ท่มี ตี อแบบการเรียนการสอน "การเรียนการสอน เรือ่ ง
กฎหมายสื่อออนไลน" ดวยใชโ ปรแกรม Adobe Flash cs6

1.4 ผลท่ีคาดวา จะไดร บั
1.4.1 ไดสอ่ื การเรยี นการสอน เรื่อง กฎหมายสอ่ื ออนไลน ดว ยโปรแกรม Adobe Flash cs6
1.4.2 ไดความพึงพอใจจากนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล
วทิ ยาลยั เทคนิคระยอง ทมี่ ีตอ สือ่ การเรียนการสอน เร่ืองกฎหมายส่ือออนไลน อยูในระดบั
1.4.3 ไดเผยแพร สอ่ื การเรยี นการสอน เรื่องกฎหมายส่ือออนไลน ดว ยโปรแกรม Adobe Flash
cs6 ผา นโครงการประกวดโครงการวชิ าชีพ ชมรมวชิ าชพิ เทคโนโลยธี รุ กจิ ดจิ ิทัล

1.5 คำจำกัดความ
1.5.1 กฎหมาย หมายถึง กฎที่สถาบัน หรือผูมีอำนาจสูงสุดในรัฐบาลขี้น หรือที่เกิดขึ้นจากจารีต
ประเพณีอันเปนที่ยอมรับนับถือเพื่อใชในการบริหารประเทศ เพื่อใชบังคับบุคคลใหปฏิบัติ
ตามหรือเพอ่ื กำหนดระเบียบแหง ความสัมพนั ธร ะหวางบุคคล หรือระหวา งบคุ คลกบั รฐั
1.5.2 โปรแกรมทใี่ ช คือ โปรแกรม Adobe photoshop cs6 , 63โปรแกรม Adobe Flash cs6
1.5.3 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร หมายถึง พระราชบญั ญัตทิ ว่ี าดว ยการกระทำผิดเกย่ี วกับคอมพิวเตอร

บทที่ 2
เอกสารและทฤษฎที ี่เก่ยี วขอ ง

บทที่ 2
เอกสารและทฤษฎที เ่ี กีย่ วขอ ง

เพื่อเปนแนวทางในการจัดทำโครงการคร้ังน้ี คณะผูจดั ทำไดศึกษาเอการและทฤษฎีทีเ่ ก่ยี วของ
ตางๆ ดังนี้

2.1 แนวคดิ เกี่ยวกบั กฎหมาย
2.2 แนวคิดเก่ยี วกับโปรแกรมท่ีใช
2.3 แนวคดิ เกยี่ วกบั พ.ร.บ. คอมพวิ เตอร
2.1 แนวคดิ เกยี่ วกับกฎหมาย
2.1.1 ความหมายของกฎหมาย

คำวา กฎหมาย ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 น้ัน หมายถึง กฎ
ที่สถาบันหรือผูมีอำนาจสูงสุดในรัฐตราขึ้น หรือที่เกิดขึ้นจากจารีตประเพณีอันเปนที่ยอมรับนับถือ
เพื่อใชในการบริหารประเทศ เพื่อใชบังคับบุคคลใหปฏิบัติตาม หรือเพื่อกำหนดระเบียบแหง
ความสัมพันธระหวา งบคุ คลหรือระหวางบุคคลกับรัฐ

นอกจากนี้ ยังมนี กั วิชาการและผูทรงคุณวฒุ ิหลายทาน ไดใ หค วามหมายของกฎหมาย
ไวด งั นี้

ศาสตราจารย ดร. หยุด แสงอุทัย ไดพิจารณากฎหมายใน 2 ลักษณะ คือ กฎหมาย
ตามเนื้อความ และกฎหมายตามแบบพิธี โดยกฎหมายตามเนื้อความ หมายความถึง กฎหมายซึ่ง
บทบัญญัติ มีลักษณะเปนกฎหมายแท กลาวคือ มีลักษณะเปนขอบังคับซึ่งกำหนดความประพฤติของ
มนษุ ย ถาฝาฝนจะไดรับผลรายหรือถูกลงโทษ ในสมัยใหมสวนใหญเ ปนขอบังคบั ของรัฐ สว นกฎหมาย
ตามแบบพิธี หมายความถึง กฎหมายที่ออกมาโดยวิธีบัญญัติกฎหมาย ทั้งนี้ โดยไมตองคำนึงวา
กฎหมายนั้นเขาลักษณะเปน กฎหมายตามเน้ือความหรือไม

มานิตย จุมปา อธิบายไววา กฎหมาย หมายถึง กฎเกณฑที่กำหนดความประพฤติของ
บุคคลในสังคมซึ่งบุคคลจะตองปฏิบัติตามหรือควรจะปฏิบัตติ าม มิฉะนั้นจะไดรับผลรายหรอื ไมไดรับ
ผลดีทีเ่ ปน สภาพบังคบั โดยเจา หนา ทใ่ี นระบบกฎหมาย

สมยศ เช้อื ไทย อธิบายไววา กฎหมาย คือ กฎเกณฑทีเ่ ปน แบบแผนความประพฤติของ
มนุษยในสงั คมซ่ึงมีกระบวนการบงั คับทเี่ ปนกิจจะลักษณะ

จะเห็นไดวา กฎหมายนั้นมีความหมายในหลายแงมุม ซึ่งการนิยามความหมายจะ
แปรเปลี่ยนไปตามแนวความคิดและความเชื่อที่แตกตางกันตามลักษณะของสังคมและสถานการณท่ี
เปล่ยี นแปลงไป รวมท้งั ความตอ งการของประชาชนในสังคมนน้ั ๆ ทั้งน้ี จากความหมายของกฎหมาย
ขา งตน สามารถจำแนกลักษณะของกฎหมายได 4 ประการ คือ

2.1.1.1 กฎหมายตองมีลักษณะเปนกฎเกณฑ หมายความวา กฎหมายตองเปน
ขอ บงั คับท่เี ปน มาตรฐานท่ีใชวัดและใชกำหนดความประพฤติของสมาชิกของสังคมไดวา ถกู หรอื ผดิ ทำ
ไดหรอื ทำไมได

2.1.1.2 กฎหมายตองกำหนดความประพฤติของบุคคล ความประพฤติในที่นี้ ไดแก
การเคลื่อนไหวหรือไมเคลื่อนไหวรางกายภายใตการควบคุมของจิตใจ ซึ่งความประพฤติของมนุษยท่ี
จะอยูภายใตการควบคุมของกฎหมายนั้น ตองประกอบดวยเงื่อนไข 2 ประการ คือ ตองมีการ
เคลื่อนไหวหรอื ไมเคลือ่ นไหวรางกาย และตองกระทำภายใตการควบคุมของจิตใจ

2.1.1.3 กฎหมายตองมีสภาพบังคับ ในกรณีที่มีการฝาฝนกฎเกณฑ กฎหมายจะมี
สภาพบังคับเพื่อใหมนุษยจำตองปฏิบัติตามกฎเกณฑนั้น โดยสภาพบังคับของกฎหมายมีทั้งสภาพ
บังคับท่ีเปน ผลรา ยและสภาพบงั คับทเี่ ปน ผลดี

2.1.1.4 กฎหมายตองมกี ระบวนการทีแ่ นน อน เนอื่ งจากปจจุบันการบงั คับใชก ฎหมาย
ตอ งกระทำโดยรัฐหรือเจาหนาท่ีของรัฐผา นองคกรตา ง ๆ เชน ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ เปนตน
การบังคับใชกฎหมายจึงตองมีกระบวนการทแี่ นน อน

ภาพท่ี 2.1 แสดงภาพ ตราศาลรฐั ธรรมนูญ

2.1.2 ทีม่ าของกฎหมาย
ที่มาของกฎหมายหรือบอเกิดของกฎหมาย หมายถึง รูปแบบการแสดงออกซึ่งกฎหมาย

สำหรบั กฎหมายไทยซงึ่ ใชร ะบบกฎหมายซีวลิ ลอว (civil law) กฎหมายมีที่มา 3 ประการ คือ
2.1.2.1 กฎหมายลายลักษณอักษรไดแก กฎหมายที่รัฐไดตราขึ้นไวเปนขอบังคับกำหนด

ความประพฤติของบุคคล และประกาศใหราษฎรทราบ สำหรับประเทศไทย โดยปกติกฎหมายได
ประกาศใหราษฎรทราบในราชกิจจานเุ บกษา

2.1.2.2 จารีตประเพณี หมายถึง ทางปฏิบัติหนาที่ประพฤติสืบตอกันมาในสังคมหนึ่ง จน
กลุมคนในสังคมนั้นมีความรูสึกรวมกันวาจำเปนตองปฏิบัติตาม เพราะมีผลผูกพันในฐานะเปน
กฎหมาย จารีตประเพณีสามารถใชในฐานะบทสำรอง ถาไมมีกฎหมายลายลักษณอักษรบัญญัติไวก็
นำมาใชไดทันที ทั้งนี้ ในระบบกฎหมายไทยจารีตประเพณีมีทั้งที่บัญญัติไวและมิไดบัญญัติไวใน
กฎหมายลายลักษณอ กั ษร

2.1.2.3 หลักกฎหมายท่ัวไป หมายถึง หลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือกันอยูท ั่วไป ไมเฉพาะ
ในประเทศใดประเทศหนึ่งเทานั้น หลักกฎหมายทั่วไปจึงมีลักษณะกวางกวาหลักกฎหมายธรรมดา
กวางกวาบทบัญญัติกฎหมาย เมื่อหลักกฎหมายทั่วไปเปนหลักที่กวางมาก ผูที่มีหนาที่ในการคนหา
หลักกฎหมายทั่วไปก็คือผูพิพากษาในฐานะศาลซึ่งจะคนหาจากแหลงตาง ๆ เพื่อนำมาใชบังคับใน
ระบบกฎหมาย

2.1.3 ศักดิข์ องกฎหมาย
ศักดิ์ของกฎหมายเปนการพิจารณาลำดับชั้นแหงคาบังคับของกฎหมายทั้งนี้ เพราะ

กฎหมายลายลักษณอักษรที่ใชบังคับอยูมีหลายประเภท และมีชื่อเรียกแตกตางกัน การจัดศักดิ์ของ
กฎหมายจึงมีความสำคัญตอกระบวนวธิ ีการตาง ๆ ทางกฎหมาย ไมวา จะเปน การใช การตีความ และ
การยกเลิกกฎหมาย ซึ่งเกณฑที่ใชในการกำหนดศักดิ์ของกฎหมายนั้น จะพิจารณาจากองคกรที่มี
อำนาจในการออกกฎหมาย ศกั ดิข์ องกฎหมายเปน ดงั น้ี

2.1.3.1 รัฐธรรมนญู เปนกฎหมายสูงสุดที่กำหนดรูปแบบการปกครองและระเบยี บบรหิ าร
ราชการแผนดิน ตลอดจนสิทธิตาง ๆ ของประชาชนทั้งประเทศ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังเปน
กฎหมายแมบทของกฎหมายทุกฉบับ ดังน้นั กฎหมายฉบบั อ่ืนทม่ี ลี ำดับช้นั ต่ำกวาจะมีเนื้อหาท่ีขัดหรือ
แยงกบั รัฐธรรมนญู ไมได หากขัดหรือแยงกบั รฐั ธรรมนญู กฎหมายฉบับนนั้ จะถือวา ไมม ผี ลบงั คบั

2.1.3.2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เปนกฎหมายที่อธิบายขยายความเพื่อ
ประกอบเนื้อความในรัฐธรรมนูญใหสมบูรณ ละเอียดชัดเจน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยถือวา
กฎหมายประเภทนี้มีลักษณะและหลักเกณฑพิเศษแตกตางจากกฎหมายธรรมดา ภายใตรัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ไดมีการกำหนดกระบวนการในการตราพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญใหแตกตางไปจากพระราชบัญญัติทั่วไป โดยกำหนดในลักษณะที่ใหความสำคัญ
กบั พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญมากกวา พระราชบญั ญตั ทิ ่ัวไป

2.1.3.3 พระราชบัญญัติ,พระราชกำหนดประมวลกฎหมายพระราชบัญญัติ เปนกฎหมาย
ลำดับชั้นรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ เพราะพระราชบัญญัติออกมาเปนกฎหมายโดยอาศัยอำนาจ
รัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งองคกรที่ทำหนาที่ในการตราพระราชบัญญัติ คือ รัฐสภา ซึ่งเปนฝายนิติ
บญั ญัติ โดยรฐั สภาจะตราพระราชบญั ญตั ิทมี่ ีเนื้อหาขัดหรือแยง กบั รัฐธรรมนูญไมได

ประมวลกฎหมาย เปนกฎหมายในลำดับเดยี วกบั พระราชบัญญัติ องคกรที่ทำหนาที่ในการ
ตราประมวลกฎหมาย คือ รัฐสภา ซึ่งเปนฝายนิติบัญญัติ มีลักษณะเรียบเรียงเรื่องราวไวอยางเปน
หมวดหมูเดียวกันและมีความสัมพันธเกี่ยวเนื่องกัน ปจจุบันมีประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ไดแก ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ประมวลรัษฎากร ประมวล
กฎหมายทด่ี นิ ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความแพง ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา

พระราชกำหนด เปนกฎหมายทีร่ ัฐธรรมนูญมอบอำนาจในการบญั ญัติใหกบั ฝายบรหิ าร คือ
คณะรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีจะมีอำนาจในการออกพระราชกำหนดเพื่อใชบังคับแทน
พระราชบัญญัติไดในกรณีพิเศษตามที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจไวเปนการชั่วคราว เพื่อแกไข
สถานการณเฉพาะหนาท่ีตอ งการการดำเนินการท่ีจำเปน และเรงดวน เพื่อประโยชนของประเทศชาติ
โดยสวนรวม โดยหลังจากมีการประกาศใช พระราชกำหนดนั้นแลว จะตองนำพระราชกำหนดมาให
รัฐสภาพิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบ ถารัฐสภาใหความเห็นชอบ พระราชกำหนดก็จะกลายเปน
กฎหมายถาวร แตหากรฐั สภาไมใหความเหน็ ชอบ พระราชกำหนดก็จะสน้ิ ผลไป โดยการดำเนินการใด
ๆ กอนที่พระราชกำหนดจะสิ้นผลไป ถือวาชอบดวยกฎหมาย แมภายหลังจะปรากฏวาพระราช
กำหนดสิ้นผลไป

2.1.3.4 พระราชกฤษฎีกา เปนกฎหมายที่กำหนดรายละเอียดซึ่งเปนหลักการยอย ๆ ของ
พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด โดยพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด ไดกำหนดหลักการใหญ ๆ ไว
ซึ่งเปนสาระสำคัญโดยรวมและใหออกพระราชกฤษฎีกาโดยอาศัยอำนาจพระราชบัญญัติ พระราช

กำหนด เพื่ออธิบายรายละเอียดตาง ๆ ตามหลักการในพระราชบัญญัติ พระราชกำหนดนั้น เมื่อพระ
ราชกฤษฎกี าเปน กฎหมายทอ่ี อกมาโดยอาศยั อำนาจจากกฎหมายแมบท คอื รัฐธรรมนญู และกฎหมาย
อ่ืน ๆ เชน พระราชบญั ญตั ิ พระราชกำหนดแลว พระราชกฤษฎกี าจะมีเนื้อหาท่ีขัดแยง ตอรัฐธรรมนูญ
และกฎหมายอนื่ ๆ เชน พระราชบัญญตั ิ พระราชกำหนดไมไ ด รวมทง้ั จะบัญญตั ิเนือ้ หาทีเ่ กินขอบเขต
ของกฎหมายแมบ ทท่ีใหอำนาจไวไมไดดวย

2.1.3.5 กฎกระทรวงประกาศกระทรวง กฎกระทรวง เปนกฎหมายที่ออกโดยฝายบริหาร
และไมตองผานการพิจารณาเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งมีลักษณะคลายกับพระราชกฤษฎีกา แตมีศักดิ์
ของกฎหมายที่ต่ำกวา การดำเนินการออกกฎกระทรวงนั้น รัฐมนตรีซึ่งเปนฝายบริหารจะบัญญัติ
กฎกระทรวงออกมาโดยมีพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดฉบับใดฉบับหนึ่งใหอำนาจไว ประกาศ
กระทรวง เปนกฎหมายที่ออกโดยรัฐมนตรีวาการกระทรวงเชนเดียวกันกับกฎกระทรวง แตมีความ
แตกตางกันที่ประกาศกระทรวงไมตองไดรับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเหมือนกับกฎกระทรวง
แตต องประกาศในราชกจิ จานุเบกษา จงึ จะมผี ลใชบงั คบั เปนกฎหมายได

2.1.3.6 ขอบัญญัติทองถิ่น เปนขอบัญญัติที่กฎหมายใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมี
อำนาจบัญญัติขึน้ ใชบังคับ คือ มีอำนาจในการออกขอบัญญัติไดดวยตนเอง ซึ่งอำนาจในการที่องคกร
ปกครองสว นทอ งถิ่นใชในการตรากฎหมายเพื่อใชบังคบั ในทองถ่ินในรปู แบบของขอบัญญัติทองถิ่นน้ัน
จะเปนอำนาจท่ีไดรับมาจากพระราชบัญญัตจิ ัดตั้งองคกรปกครองสวนทอ งถ่ินน้ัน ๆ โดยทั่วไปองคกร
ปกครองสวนทองถิ่นมีอำนาจในการตราขอบัญญัติตา ง ๆ ได ดังนี้ คือ ขอบัญญัติองคการบริหารสว น
ตำบล เทศบัญญตั ิ ขอ บญั ญตั อิ งคการบริหารสวนจังหวัด ขอ บญั ญัตกิ รุงเทพมหานคร และ ขอบัญญัติ
เมืองพัทยา

2.1.4 ขอบเขตการบังคบั ใชกฎหมาย
เมื่อกฎหมายไดผานกระบวนการนิติบัญญัติเสร็จสิ้นแลว การจะนำกฎหมายนั้นมาใช

บงั คบั นน้ั มหี ลกั พิจารณาอยู 3 ประการ คือ
2.1.4.1 การใชกฎหมายเกยี่ วกับเวลา
1) วันเร่มิ ใชบ ังคับแหง กฎหมาย ในทางปฏิบัติกำหนดไวด งั น้ี
(1) กรณีปกติ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด และพระราชกฤษฎีกา ซึ่ง

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยปกติจะเริ่มใชบังคับในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เปนตนไป ทั้งนี้ เพื่อใหประชาชนไดมีโอกาสทราบขอความของกฎหมายนั้นลวงหนา 1 วัน กอนที่จะ
เรม่ิ มีผลบงั คับใชใ นวันถัดไป

(2) กรณีรีบดวน พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด และพระราชกฤษฎีกา
อาจจะกำหนดใหใ ชบังคบั ในวนั ท่ีประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาเปน ตน ไปก็ได เพราะถา ชา ไปอาจจะทำ
ใหเกดิ ความเสียหายอยา งมากแกประเทศ

(3) พระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่น อาจกำหนดวันใชบังคับลงไวใน
พระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นนั้นในอนาคต โดยกำหนดวันที่แนนอนหรือกำหนดใหใชเม่ือ
ระยะเวลาหนึ่งไดลวงพนไป เพื่อใหเจาพนักงานและประชาชนเตรียมพรอมที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย
นั้นได หรือเพื่อใหทางราชการมโี อกาสเตรียมพรอม เพื่อปฏิบัติการใหเ ปน ไปตามพระราชบัญญัตหิ รอื
กฎหมายอน่ื นัน้

(4) พระราชบัญญัติอาจกำหนดใหใชบังคับพระราชบัญญัตินั้นในวันถัดจาก
วันประกาศในราชกจิ จานุเบกษา แตจ ะใชพระราชบัญญัตินั้นจรงิ ๆ ในทอ งที่ใดเวลาใดก็ใหประกาศใน
พระราชกฤษฎกี าอีกชนั้ หน่งึ ในกรณีนี้ พระราชบัญญตั ิไดอ อกมาใชเปนกฎหมายแลว แตยังไมนำไปใช
จรงิ ๆ จนกวาจะไดมพี ระราชกฤษฎีการะบุสถานที่และเวลาท่ีใชบงั คับใหเ หมาะสมตอไป ท่ที ำเชนวานี้
ก็เพ่ือจะใหรฐั บาลใชดุลยพนิ จิ พจิ ารณาเพ่ือใหนำกฎหมายมาใชใหเหมาะสมแกสภาพของทอ งที่และให
เวลาเจา พนกั งานของรฐั บาลเตรียมการปฏิบัติการใหเปน ไปตามกฎหมาย

2) การมผี ลยอนหลงั ของกฎหมาย โดยทว่ั ไปแลว กฎหมายจะไมม ผี ลยอนหลัง สวน
การจะใหกฎหมายมผี ลยอนหลังไดนั้นเปนเร่ืองขอยกเวน ซึ่งจะตอ งปฏบิ ัตติ ามเงื่อนไข 2 ประการ คือ
ประการแรก ตองระบุใหชัดเจนในกฎหมายนั้นเองวา ใหกฎหมายมีผลยอนหลัง และประการที่สอง
การบัญญัติกฎหมายใหยอนหลังนั้น จะตองไมขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญดวย เพราะรัฐธรรมนูญเปน
กฎหมายสูงสุดของประเทศ ไมวากฎหมายฉบับใด ๆ ก็ไมอาจขัดหรือแยงได ถากฎหมายฉบับใดขัด
หรอื แยง กบั รฐั ธรรมนูญ กฎหมายฉบบั นัน้ ๆ ไมส ามารถจะใชบ ังคับได

3) การยกเลกิ กฎหมาย เม่ือกฎหมายมีผลใชบังคบั แลว ยอมมผี ลใชบ งั คับอยูตอไป
จนกวา จะไดม ีการยกเลกิ กฎหมายนน้ั ซง่ึ มีหลักเกณฑด งั น้ี

(1) การยกเลกิ กฎหมายโดยตรง มีไดใ น 3 กรณี คือ
กรณที ่ี 1 มีการกำหนดเวลายกเลิกกฎหมายไวในกฎหมายฉบับนนั้ เอง

กรณีที่ 2 มกี ฎหมายฉบับใหมที่มลี ักษณะเชนเดยี วกนั ระบยุ กเลิกไวโดยตรง
ซึ่งอาจเปนกฎหมายเรือ่ งเดยี วกนั หรือกฎหมายอื่น ๆ หรือกฎหมายฉบับตอ ๆ มาไดบัญญัตยิ กเลิกไว
ซึ่งในการยกเลกิ นีอ้ าจเปนการยกเลกิ กฎหมายท้ังฉบับ หรือเปนการยกเลกิ กฎหมายน้ันเฉพาะบางบท
บางมาตราก็ได โดยการจะยกเลิกอยา งไรตอ งระบไุ วใหช ัดเจนในกฎหมายฉบับน้นั

กรณีที่ 3 เมื่อไดประกาศใชพระราชกำหนด แตตอมารัฐสภาไมอนุมัติพระ
ราชกำหนดนั้น ในกรณีเชนนี้ก็มีผลเปนการยกเลิกพระราชกำหนดไปในตัว ทั้งนี้ไมมีผลกระทบตอ
กิจการทีไ่ ดกระทำไปในระหวางที่บังคับใชพระราชกำหนดนนั้

(2) การยกเลิกกฎหมายโดยปริยาย หมายถึง กรณีที่ไมมีกฎหมายบัญญัติโดย
ชดั แจง ใหยกเลิก แตเปน ท่ีเหน็ ไดจ ากกฎหมายฉบับใหม วาจะตอ งยกเลิกกฎหมายเกาไปในตัวดวย ซึ่ง
มไี ดในกรณดี ังตอไปน้ี คอื

กรณีที่ 1 กฎหมายใหมและกฎหมายเกามีบทบัญญัติในกรณีใดกรณีหน่ึง
เปนอยางเดียวกัน กรณีนี้ตองถือวากฎหมายใหมยกเลิกกฎหมายเกาในกรณีเชนเดียวกันนั้น เพราะ
ตองถอื วา กฎหมายใหมด ีกวากฎหมายเกา และกฎหมายใหมไมประสงคจะใหใชกฎหมายเกา แมวาจะ
มขี อความเดียวกบั กฎหมายใหมก ต็ าม

กรณที ี่ 2 กฎหมายใหมแ ละกฎหมายเกา มขี อความขดั แยงกันหรือไมตรงกัน
คือ กฎหมายใหมและกฎหมายเกามีการบัญญัติขอความไวไ มเหมือนกัน จึงถือวากฎหมายใหมย กเลิก
กฎหมายเกา โดยปริยาย

กรณีที่ 3 กรณีที่กฎหมายเกามีขอความขดั กบั กฎหมายใหม คือ ขอความที่
บัญญัติไวในกฎหมายเกากับกฎหมายใหมนั้นบัญญตั ิไวตรงขามกัน ทั้ง ๆที่เปนเรื่องเดียวกัน จึงถือวา
กฎหมายใหมยกเลิกกฎหมายเกาโดยปริยาย

(3) การยกเลิกกฎหมายโดยศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องดวยกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำ
กวารัฐธรรมนูญจะมีขอความขัดหรือแยงกับรัฐธรรมนูญซึ่งเปนกฎหมายสูงสุดไมได เมื่อสงสัยวา
กฎหมายฉบับใดนาจะมีความขัดหรือแยงกับรัฐธรรมนูญ ตองเสนอเรื่องดังกลาวใหศาลรัฐธรรมนูญ
วนิ ิจฉัย หากวินจิ ฉยั วากฎหมายดังกลาวขดั ตอรฐั ธรรมนญู เทากับวากฎหมายกฎหมายนน้ั ถูกยกเลิกไป
ดวยคำวินจิ ฉัยของศาลรฐั ธรรมนูญ

2.1.4.2 การใชกฎหมายเกี่ยวกับสถานที่ กฎหมายไทยจะใชบังคับแกเหตุการณหรือการ
กระทำที่เกิดขึ้น ภายในราชอาณาจักรไทยเทานั้นตาม “หลักดินแดน” โดยคำวา “ราชอาณาจักร”
หมายถงึ

1) พื้นดินในประเทศไทย รวมถึงแมนำ้ แมน้ำลำคลองในประเทศไทยดว ย
2) ทะเลอันเปนอาวไทยตามพระราชบัญญัติกำหนดเขตจงั หวัดในอาวไทยตอนใน
พ.ศ. 2502
3) ทะเลอนั หางจากฝง ที่เปน ดินแดนของประเทศไทยไมเกนิ 12 ไมลทะเล
4) พ้ืนอากาศเหนอื (1) (2) และ (3)
5) เรือไทยและอากาศยานไทย สำหรับในคดีอาญาเปนไปตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 4 วรรค 2 ซึ่งบัญญัติวา “การกระทำความผิดในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ไมวาจะ
อยู ณ ท่ีใด ใหถอื วา กระทำผดิ ในราชอาณาจักร”
อยางไรก็ดี มีกฎหมายบางฉบับที่ไมนำไปใชทั่วประเทศ แตใชเฉพาะทองที่ใด
ทองที่หนึ่งตามที่กฎหมายบัญญัติไวเทานั้น เชน พระราชบัญญัติวาดวยกฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด
ปต ตานี นราธิวาส ยะลา สตูล พ.ศ. 2498
ตามหลกั ดินแดนน้ี มิใชว ากฎหมายของไทยจะใชไ ดเ ฉพาะในราชอาณาจักรดังท่ีได
กลาวมาเสมอไป แตมีขอยกเวนบางประการในเรื่องหลักดินแดน กลาวคือ อาจมีการกำหนดใหใช
พระราชบัญญัติบางฉบับบังคับแกการกระทำหรือเหตุการณที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรได แตกรณี
ตองระบุไวโดยเจาะจง ซึ่งมีกฎหมายที่สำคัญอยู 2 ฉบับ ที่ไดยกเวนหลักการดังกลาว
คือ พระราชบัญญตั ิวา ดวยการขดั กนั แหง กฎหมาย พ.ศ. 2481 และกฎหมายอาญา
2.1.4.3 การใชกฎหมายเกี่ยวกับบุคคล กฎหมายของรัฐมีผลใชบังคับแกบุคคลทุกคนที่อยู
ในราชอาณาจักร ไมวาคน ๆ นั้น จะเปนคนไทยหรือคนตางดาว นอกจากนี้ บางกรณีรัฐยังมีอำนาจ
เหนือพลเมืองที่มีสัญชาติของรัฐที่อยูนอกดินแดน และแมแตคนตางดาวที่อยูนอกดินแดน ถาการ
กระทำของบคุ คลเหลานน้ั กระทบตอ ความมัน่ คงของรัฐ
อยา งไรก็ดี มขี อ ยกเวน อยู 2 ประการ ท่กี ฎหมายของไทยจะไมใ ชบ งั คับกบั บุคคลเหลา น้ี อนั ไดแ ก
1) ขอยกเวนตามกฎหมายไทย ซึ่งบัญญัติยกเวนไมใหใชบังคับแกบุคคลบางคน
หรือบางจำพวก
2) ขอ ยกเวนตามกฎหมายระหวางประเทศแผนกคดีเมือง

2.1.5 การตคี วามและการอุดชองวางของกฎหมาย
การตีความกฎหมาย หมายถึง การคนหาความหมายของกฎหมายที่มีถอยคำไมชัดเจน

แนนอน คือกำกวมหรือมีความหมายไดหลายทาง เพื่อหยั่งทราบวาถอยคำของบทบัญญัติของ
กฎหมายวามีความหมายอยางไร ซึ่งเหตุที่ตองมีการตีความกฎหมายก็เพราะวา ฝายนิติบัญญัติไม
สามารถรูเหตุการณลวงหนาที่เกิดขึ้นในภายหนาไดทุกกรณี จึงไมสามารถบัญญัติกฎหมายให
ครอบคลุมทุกกรณี นอกจากนั้น ฝายนิติบัญญัติอาจมีความผิดพลาดในเรื่องการตรากฎหมายขึ้นใช
บังคับได เชน บัญญัติกฎหมายไวเคลือบคลุมหรือขัดแยงกันเอง เชนนี้ การใชกฎหมายจึงตองมีการ
ตีความกฎหมาย

การตีความกฎหมายตองพิเคราะหตัวอักษรใหไดความหมายของตัวอักษร และการจะรู
ความหมายของตวั อักษรไดตอ งพเิ คราะหเหตผุ ลหรือความมุงหมายของกฎหมาย การตคี วามกฎหมาย
จึงตองพิจารณาประกอบกันไป 2 ดาน คือ พิเคราะหตัวอักษร และพิเคราะหความมุงหมายของ
กฎหมาย (เจตนารมณของกฎหมาย) แตไมไดหมายความวาตองพิจารณาตัวอักษรกอน ถาไมชัดจึงดู
ความมงุ หมาย หากแตต องตคี วามท้งั ตวั อักษรและความมุงหมายประกอบไปดว ยกัน ทัง้ นี้ การตีความ
กฎหมายจะมีหลักเกณฑแตกตา งไปตามลกั ษณะของกฎหมาย โดยแยกพจิ ารณาเปน 2 ลักษณะ คือ

2.1.5.1 การตีความกฎหมายทั่วไป ตองใชทั้งการตีความตามตัวอักษรประกอบกับการ
ตคี วามตามเจตนารมณ

1) การตคี วามตามตัวอกั ษร เปนการพจิ ารณาความหมายของกฎหมายจากตัว
บทกฎหมายนั้น แยกออกไดเปน 3 กรณี คือ

(1) กรณีใชภาษาสามัญ เมื่อใดคำในตัวบทกฎหมายใชคำซึ่งเปนภาษา
สามัญทีใ่ ชอ ยูก ันทวั่ ไป ก็ใหเขาใจตามความหมายที่เขา ใจกนั อยูตามธรรมดาทั่วไป

(2) กรณีใชภาษาทางวิชาการหรือภาษาเทคนิค ก็ตองถือความหมายตามท่ี
เขาใจกันในวงวิชาการนนั้

(3) กรณีที่กฎหมายไดใหบทนิยามความหมายไว ในบางกรณีกฎหมาย
ประสงคใหคำทใ่ี ชในกฎหมายมีความหมายตางไปจากความหมายทเี่ ขา ใจกนั ทั่วไป กฎหมายก็จะมีบท
นิยามความหมายของคำน้ัน ๆ ไว

2) การตีความตามเจตนารมณ เปนการคนหาความหมายของถอยคำในบท
กฎหมายจากเจตนารมณหรือความมุงหมายของกฎหมายนั้น ๆ โดยเจตนารมณของกฎหมายแตละ

เรื่องมีไมเหมือนกัน เชน เจตนารมณของกฎหมายอาญามุงที่จะควบคุมการกระทำผิดและลงโทษ
ผูก ระทำความผิด ในขณะทีก่ ฎหมายแพงและพาณิชยม งุ ทีจ่ ะใหมีการชดใชเ ยียวยาความเสียหาย

2.1.5.2 การตคี วามกฎหมายพิเศษ ซง่ึ ในทน่ี ้ี กฎหมายพเิ ศษ หมายถึง กฎหมายที่มีโทษ
อาญา ซึ่งโดยหลัก ไดแก ประมวลกฎหมายอาญา นอกจากนี้ยังรวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่มีโทษทาง
อาญาดวย เชน พระราชบัญญัติจราจรทางบก พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร เปนตน เหตุที่การ
ตีความกฎหมายอาญามีลักษณะแตกตางไปจากการตีความกฎหมายทั่วไป ก็เพราะกฎหมายอาญามี
วัตถุประสงคในการลงโทษบุคคล ซึ่งการลงโทษนั้นกระทบสิทธิของประชาชน จึงตองใชกฎหมาย
อาญาดวยความระมดั ระวัง โดยกฎหมายอาญามหี ลกั เกณฑในการตคี วาม ดังตอไปนี้

1) กฎหมายอาญาตองตคี วามโดยเครง ครัด
2) กฎหมายอาญาจะตีความใหเปนการลงโทษหรือเพิ่มโทษผูกระทำใหหนัก
ขึน้ ไมได
3) กฎหมายอาญาในกรณเี ปน ทสี่ งสยั ตองตคี วามใหเปนผลดแี กผตู องหา

ชองวางของกฎหมาย หมายถึง กรณีที่ไมมีกฎหมายลายลกั ษณอักษร หรือ
กฎหมายจารตี ประเพณที จ่ี ะนำไปใชปรับแกขอ เทจ็ จรงิ ได กลา วคอื ผูใชกฎหมายหากฎหมายเพื่อมาใช
ปรับแกกรณีไมพบ โดยชองวางของกฎหมายนั้น เกิดขึ้นไดใน 2 กรณี คือ กรณีผูบัญญัติกฎหมายคิด
ไปไมถงึ วา จะมชี องวา งในกฎหมาย หรอื กรณีผบู ญั ญัติกฎหมายคดิ ถึงชองวางแหงกฎหมายน้ัน แตเห็น
วา สำหรบั กรณีท่เี ปนชอ งวา งแหงกฎหมายยังไมสมควรบญั ญตั ไิ วใหตายตัว

โดยการอุดชองวางของกฎหมายนั้น เมื่อไมมีกฎหมายลายลักษณอักษร
บัญญัตไิ ว จะมีเครือ่ งมอื ทนี่ ำมาใชในการอดุ ชอ งวา งของกฎหมาย ตามลำดับ คอื

4) จารีตประเพณี ในกรณีที่ไมมีกฎหมายลายลักษณอักษรบัญญัติไว ในการ
อดุ ชองวา งของกฎหมายจะใชจารตี ประเพณี โดยจารตี ประเพณจี ะตองมีลกั ษณะ ดังน้ี

(1) ตองใชบ ังคับมาเปนเวลานาน
(2) ตองเปน ท่ยี อมรับและถอื ตามของมหาชนทว่ั ไป
(3) ตอ งไมข ัดหรอื แยงกับกฎหมาย
(4) ตอ งไมข ดั ตอความสงบเรยี บรอยหรอื ศลี ธรรมอนั ดงี ามของประชาชน
5) บทกฎหมายใกลเคียงอยางยิ่ง ในกรณีที่ไมมีกฎหมายลายลักษณอักษร
บัญญัติไวและไมมจี ารตี ประเพณีที่จะใชปรับขอเทจ็ จรงิ ที่เกิดขน้ึ จะตอ งใชบทกฎหมายใกลเคียงอยาง

ยิ่ง ซึ่งหมายถึง การใหเหตุผลโดยอางความคลายคลึงกัน โดยเปนการเทียบเคียงขอเท็จจริงที่เปน
องคประกอบที่บัญญัติไวในกฎหมายกับขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคดี โดยพิจารณาวา ขอเท็จจริงนั้นมี
ความคลายคลึงกันหรือไม หรือบทบัญญัตินั้นเปนบทบัญญัติที่ใกลเคียงกันหรือไม ถาใกลเคียงกันถึง
ขนาดกเ็ ปนบทกฎหมายทนี่ ำมาอดุ ชอ งวางได

6) หลักกฎหมายทั่วไป ในกรณที ีไ่ มม ีกฎหมายลายลักษณอักษรบัญญัติไวและ
ไมมีจารีตประเพณีที่จะใชปรับขอเท็จจริงที่เกิดข้ึน รวมทั้งไมสามารถเทียบเคียงหาบทกฎหมาย
ใกลเคียงอยางยิ่งได การอุดชองวางของกฎหมายจะตองอาศัยหลักกฎหมายทั่วไปซึ่งเปนหลักที่กวาง
มาก โดยผูท่มี หี นา ท่ีในการคนหาหลักกฎหมายทั่วไปก็คือผูพ ิพากษาในฐานะศาลซ่งึ จะคน หาจากแหลง
ตาง ๆ เพือ่ นำมาใชบงั คบั ในระบบกฎหมาย

กฎหมายน้นั มสี ว นสำคญั ในการรักษาความสงบเรียบรอยและสรางความเปนธรรมใหกับ
ประเทศชาติ ซึ่งจะสงผลกระทบโดยตรงตอประชาชนในดานตาง ๆ ทั้งดานการเมือง เศรษฐกิจ และ
สังคม ดังนั้นการที่ประเทศชาติใดจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนใหเปนไปในแนวทางใด หากมี
บทบัญญัติของกฎหมายเปน หลักการใหท ุกคนใชเปนแนวทางปฏิบัติตาม ก็ยอมนำไปสูความสำเรจ็ ใน
การพัฒนาคณุ ภาพชีวิตของประชาชน

2.1.6 ประเภทของกฎหมาย
2.1.6.1 กฎหมายสรา งความเปนระเบียบเรยี บรอยแกสังคมและประเทศชาติ เมื่อทุกคนรู

และปฏิบัติตามกฎหมายอยางถูกตองแลวยอมไมเกิดปญหา และขอพิพาทระหวางกันสังคมยอมเปน
ระเบยี บและมีความสขุ อันจะเปนผลดีตอ ประเทศสืบตอ ไป

2.1.6.2 การบริหารราชการแผนดินและการปกครองบานเมืองเปนไปดว ยความเรียบรอย
ประเทศ ใดประชาชนสวนใหญเขาใจและปฎิบัติตามกฎหมายอยางเครงครัดก็จะทำใหการ บริหาร
ประเทศเปน ไปดวยดี และมสี ว นทำใหม กี ารพฒั นาเปนไปอยา งรวดเรว็ ดงั ตัวอยางเชน เมื่อประชาชน
มีความรูเกี่ยวกับสิทธิหนาที่ของตนที่มีตอประเทศชาติก็จะสา มารถปฎิบัติหนาที่ของตนไดอยาง
ครบถวน เชนหนาที่ในการปองกันประเทศ หนาที่ในการเสียภาษี หนาที่ในการเปนทหารรับใช
ชาติ เปน ตน

2.1.6.3 สงั คมจะสงบสุขเมื่อทกุ คนปฏิบตั ิตามกฎหมายและรูว าตนมีสทิ ธขิ องตนอยเู พียงไร
ไมไปลวงล้ำสิทธิของผูอื่น ถาทุกคนปฏิบัติตามขอบเขตของกฎหมาย ก็จะไมการทะเลาะววิ าทกันเชน

ทุกคนมีสิทธิเสรภี าพในการพูด การเขียน แตตองปฏิบัติตนอยูใ นขอบเขต ไมดูหม่ินเหยียดหยามผูอ่นื
เพราะอาจทำใหเ กิดการกระทบกระท่งั กนั ได

2.1.6.4 กฎหมายสรางความเทาเทียมในความเปนมนุษย เพราะ กฎหมายจะมีขอบังคับ
แกทุกคน ดังนั้นไมวา ใครก็ตามที่ประพฤติผิดกฎหมาย หรือถูกผูอื่นเอาเปรียบ ไมวาบุคคลนั้นจะมี
ฐานะร่ำรวย ฐานะยากจน หรอื เปน ผทู ีม่ ีตำแหนง หนาทกี่ ารงานระดับสงู เพียงใดกต็ ามไมส ามารถท่ีจะ
หลกี เลย่ี งกฎหมายได ตองรับโทษตามความผิด

2.1.6.5 กฎหมายเปนกฎเกณฑที่สำคัญ เพื่อกอใหเกิดความยุติธรรมใน กรณีที่เกิดการ
กระทบกระทง่ั กนั ขน้ึ มีการฟอ งรองคดีกัน เพื่อขอความยตุ ิธรรมจากศาล ศาลกต็ องตดั สินโดยยึดตัว
บทกฎหมายเปนหลักในการพิจารณาคดี เพื่อให

2.2 แนวคดิ เก่ยี วกบั โปรแกรมทใี่ ช
2.2.1 โปรแกรม Adobe Flash CS6 เปนซอฟตแ วรท ช่ี ว ยในการสรางมัลตมิ ีเดยี ภาพเคล่ือนไหว

(Animation) และภาพกราฟกที่มีความคมชัด เนื่องจากเปนกราฟกแบบเว็คเตอร(Vector), สามารถ
เลนเสียงและวีดิโอ แบบสเตริโอได, สามารถสรางงานใหโตต อบกับผูใช( Interactive Multimedia) มี
ฟงกชั่นสำหรับการเขียนโปรแกรม (Action Script) และยังทำงานในลักษณะ CGI โดยเชื่อมตอกับ
การเขียนโปรแกรมภาษาอื่นๆ ไดมากมาย เชน ภาษา PHP, JSP, ASP, ASP.NET, C/C++, C#,
C#.NET, VB, VB.NET, JAVAและอื่นๆ โดยเฉพาะขอดขี องโปรแกรม Flash คือ ความสามารถในการ
บีบอัดไฟลใหมีขนาดเล็ก มีผลทำใหแสดงผลไดอยางรวดเร็ว นอกจากนั้นยังแปลงไฟลไปอยูใน
ฟอรแมตอื่น ไดหลากหลาย เชน avi, mov, gif, wav, emf,eps, ai, dxf, bmp, jpg, gif, png เปน
ตน

ภาพท่ี 2.2 แสดงiconของโปรแกรม Adobe Flash CS6

2.2.2 การตดิ ตง้ั โปรแกรม Adobe Flash CS6
เปด Internet และ Anti-Virus

ข้ันตอนท่ี 1 คน หาและ Download link

ภาพที่ 2.3 แสดงหนา ตาง Download

ขั้นตอนท่ี 2 แตกไฟลท ไี่ ดท ำการ Download มา จากนัน้ เลอื ก ตามรปู

ภาพท่ี 2.4 แสดงการแตกไฟลท่ี Download มา
ขั้นตอนที่ 3 ระบบตดิ ต้งั จะโหลดขอมูลซักระยะ (กรุณาปด อนิ เตอรเน็ตระหวางการติดต้ัง
จำเปนมาก)

ภาพท่ี 2.5 แสดงเมือ่ Download ที่ Set-up จะเกิดขน้ั ดงั ภาพ

ขั้นตอนที่ 4 เลือก Install a Trial เพื่อติดตั้งแบบจำกัดเวลา แตหากมีรหัสสามารถเลือก
แบบอ่นื ได

ภาพที่ 2.6 แสดงเมอ่ื Set-up เสรจ็ สนิ้ จะตง้ั ดังภาพแลวเลอื ก Install a Trial
ขั้นตอนที่ 5 อานขอตกลงและกดยอมรับขอตกลงในการใชงานโปรแกรม Adobe Flash
CS6

ภาพที่ 2.7 แสดงเลือก Accept

ขน้ั ตอนที่ 6 เลือกกด Install เพ่อื เร่ิมตนการติดตัง้ โปรแกรม

ภาพที่ 2.8 แสดงเลือกกด Install
ขน้ั ตอนท่ี 7 โปรแกรมติดตง้ั จะดำเนนิ การตดิ ตั้ง ใชเวลาซกั ระยะ

ภาพท่ี 2.9 แสดงรอ Install

ขั้นตอนที่ 8 ขอผิดพลาด ภาพดานลาง เกิดขึ้นเมื่อเราเปดโปรแกรม ตระกูล Adobe
เอาไวในระหวางการลงโปรแกรม จำเปนตองปดโปรแกรมนั้นกอน รวมไปถึง โปรแกรมที่ใชงาน
Internet ดวย

ภาพที่ 2.10 แสดงเมื่อเกดิ ขอ ผดิ ผลาด
ขั้นตอนที่ 9 หนาจอดา นลางแสดงวา ลงโปรแกรมเสร็จเรียบรอ ยแลว

ภาพที่ 2.11 แสดงเมื่อ Download เสร็จสนิ้

ขนั้ ตอนที่ 10 ทดลองเขาโปรแกรมดู

ภาพท่ี 2.12 แสดงเม่ืออันเสร็จสิน้ การตดิ ต้งั โปรแกรม
2.2.2.1 เกดิ การมขี อ ผดิ พลาดขนึ้

1) ขอผิดพลาดที่เกิดขึ้นสวนใหญมาจากการไมปดอินเตอรเน็ตระหวางการ
ตดิ ต้ังโปรแกรม

2) หามเปดโปรแกรมอื่น หรือโปรแกรมใดๆ ระหวางการติดตั้งโปรแกรมนี้
โดยเฉพาะเบราวเซอร

3) ตรวจสอบพื้นที่ภายใน Drive C ของทา นดวย
4) ระบบปฏบิ ัติการทใี่ ชงานแลวไมม ปี ญ หามักจะเปน สถาปต ยกรรม 64 Bit
5) ทดสอบการติดตงั้ ดว ย ระบบปฏบิ ัตกิ าร Windows 8.1 Professional
สถาปต ยกรรม 64Bit
6) ระยะเวลาในการทดสอบจะสน้ิ สุด ทำใหไมสามารถ ใชงานโปรแกรมไดต อ มี
วิธแี กไ ข 3 แบบคือ

(1) ส่ังซอื้ ผลติ ภัณฑจาก Adobe Inc
(2) ตดิ ตง้ั ระบบปฏิบัติการใหม ลางขอ มลู Drive C ทิ้งทั้งหด
(3) แคลกระบบ (ไมแ นะนำ)

2.2.3 สวนประกอบโปรแกรม Adobe Flash CS6

ภาพท่ี 2.13 แสดงสัดสว นตางๆของโปรแกรม Adobe Flash CS6
2.2.3.1 ไทมไลน Timeline

หนา ตางแสดงเสน ควบคุมเวลาสำหรับการนำเสนอผลงาน ประกอบดว ยสวน
ทำงานเก่ยี วกับ Layer และ Timeline เราแบงไทมไลนเปน 2 สวนใหญๆ ไดแก

1) สวนแสดงเลเยอร (Layer) ซึ่งแตละเลเยอรเปรียบเหมือนแผนใสท่ี
สามารถวางภาพหรือออบเจ็กตได โดยแตละเลเยอรนั้นแยกเปนอิสระตอกัน แตประกอบกันเปนชัน
งานเดยี ว (เราจะกลา วถึงเรอ่ื งเลเยอรเ พิ่มเตมิ ภายหลงั )

2) สวนเฟรม (Frame) ที่แสดงชองเฟรมตางๆ ซึ่งทำงานเหมือนกับเฟรมที่
ประกอบกันเปนภาพยนตรโดยเมื่อมีการนำเฟรมเหลานี้มาแสดง อยางตอเนื่องก็จะทำใหเกิด
ภาพเคลื่อนไหว ทั้งนี้ Frame จะแสดงผล ทีละเฟรม โดยจะมีหัวอาน (Playhead) ที่เปนเสนสีแดง
คอยบอกตำแหนงวา งกำลงั ทำงานอยูท่เี ฟรมใด

ภาพที่ 2.14 สว นตา งๆของ ไทมไลน Timeline

(1) ปมุ แสดงหรอื ซอน Timeline
(2) เลเยอร เฟรมจะตอ งวางบนเลเยอร
(3) ปุมซอนและแสคงขอ มูลบนเลเยอร
(4) ปมุ อนญุ าตใหแ กไขและปองกนั การแกไขขอมลู บนเลเยอร
(5) เพลยเ ฮดหวั อานเฟรมแตละชอง
(6) หมายเลขประจำเฟรม
(7) เฟรม เปรียบเหมอื นชองเกบ็ เหตกุ ารณของมูฟว่ี
(8) ปุมสรา งเลเยอรใ หม
(9) ปุม สรา งโฟลเ ดอรเ ลเยอร
(10) ปมุ ลบเลเยอร
(11) ปุมเซน็ เตอรเฟรม
(12) ปุมโอเนียน สกิน
(13) ปุม โอเนยี น สกนิ แบบโครงรา ง
(14) ปุมแกไ ขเฟรมหลายเฟรมพรอ มกัน
(15) บอกตำแหนง หมายเลขเฟรมในขณะทำงาน
(16) บอกความเร็วการแสคงก่เี ฟรมตอวนิ าที
(17) เวลาทีใ่ ชใ นการมฟู ว่ี

เราสามารถเปด/ปดไทมไลนนี้ไดโดยคำสั่ง View > Timeline ใหมีเครื่องหมาย
ถูกอยูห นาคำวา Timeline เพอ่ื เปดไทมไลน และใชค ำส่ัง View >
Timeline อีกครั้งยกเลิกเครื่องหมายถูกเพื่อปดไทมไลนซึ่งเราอาจเปรียบการทำงานของไทมไลน
เหมือนกบั มว นฟล ม ในขณะท่ีสเตจคือสวนที่แสดงแตล ะเฟรมในมวนฟลมน ้ันตามลำดับท่กี ำหนดไว

เราสามารถแบง ไฟลช้ินงานทส่ี รางเปนสวนยอยๆ ทีเ่ รยี กวาฉากหรือซีน (Scene)
โดยในโดยในมูฟว่หี น่งึ ๆ จะประกอบดวยซนี หรอื หลายซีนก็ได เน่ืองจากจะทำงานไดท ลี ะซนี น้นั จึงตอง
เลือกซีนที่จำทำงานดวยโดยคลิกที่เมนู Window > Other Panels > Scene หรือเลือกใชปุม การ
แทรกซนี สามารถแทรกได โดยเลอื กทเ่ี มนูคำส่ัง Inserts > Scene1

2.2.3.2 เมนบู าร (Menu Bar)
แถบเมนูแสดงรายการคำสั่งตางๆ ของโปรแกรมทั้งหมด ไดแก การสราง

ชน้ิ งาน การสรา งมฟู วี่ รวมไปถงึ การตงั้ คาตางๆ

ภาพที่ 2.15 แสดงหนาตาของ เมนบู าร Menu Bar

2.2.3.3 ทลู บอ กซ (Toolbox)
แสดงปุมเครื่องมือเปนสวนรวบรวมเครื่องมือชนิดตาง ๆ ในการสราง

ปรับแตง และแกไขชิ้นงาน ที่อยูใน Movie โดยแบงเปน 4 กลุมยอยคือ กลุมเครื่องมือ กลุมมุมมอง
กลุมกำหนดสี และกลมุ ออฟชนั่ ของเครื่องมือ

ภาพท่ี 2.16 แสดงสัดสว นและหนาตาของ ทลู บอกซ Toolbox
2.2.3.4 สเตจ Stage และพน้ื ทีท่ ำงาน

ประกอบดว ยพ้ืนทว่ี า งสำหรบั วางวตั ถแุ บบชวั่ คราว และพนื้ ท่ขี องเวที (Stage)

ภาพท่ี 2.17 แสดงหนา ตาของ สเตจ Stage และพนื้ ทท่ี ำงาน
พื้นที่สีขาวบริเวณกลางจอคือ สเตจ เปนพื้นที่ใชจัดวางออบเจ็กตตาง ๆ ที่
ตองการแสดงใหเห็น ในชิ้นงาน สวนพื้นที่สีเทาดานนอกบริเวณสีขาวคือ Pasteboard เปนบริเวณท่ี
สามารถนำออบเจ็กต ตาง ๆ มาวาง พักไวหรือวางซอนไวไดเพราะบริเวณนี้จะไมแสดงผลเวลาที่เรา
Export Movie เปน ไฟล .SWF

เราสามารถเปด/ปดพื้นที่การทำงานโดยสั่ง View > Work Area ใหมีเครื่องถูก
หนา คำวา Work Area เพอ่ื ปดพ้นื ที่การทำงาน (หรอื จะกดคียล ัด <Ctrl>+<Shift>+<W> กไ็ ด)
พาเนล

2.2.3.5 Property Inspector
เปน พาเนลที่ใชแ สดงคุณสมบัตติ า ง ๆ ของออบเจ็กตทเี่ ราคลิกเลอื ก ซึ่งเรา

สามารถปรับแตงคณุ สมบัตเิ หลา นี้ได ท้ังนี้รายละเอียดท่ี Property Inspector จะเปลี่ยนไปตาม
ออบเจ็กตทเ่ี ลือก โดยสามารถเยกเปด ใชงาน Property Inspector ดว ยคำสัง่ Window >
Properties >Properties หรอื กดคยี ล ดั <Ctrl+F3>

ภาพที่ 2.18 แสดงหนา ตาของ Property Inspector
2.3 แนวคดิ เก่ียวกับ พรบ. คอมพิวเตอร

2.3.1 หลกั การและเหตผุ ล
โดยที่พระราชบัญญัติวาดวยการกระทำความผิดเกี่ยวคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 มี

บทบัญญัติบางประการที่ไมเหมาะสมตอการปองกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับ
คอมพิวเตอรใ นปจ จุบัน ซ่ึงมีรปู แบบการกระทำผดิ ท่ีมีความผดิ ที่มคี วามซับซอนมากขน้ึ ตามพัฒนาการ
ทางเทคโนโลยีซึ่งเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว และโดยที่มีการจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ
สังคมซึ่งมีภารกิจในการกำหนดมาตรฐานและมาตรการในการรักษาความมั่งคงปลอดภัยไซเบอร
รวมทั้งการเฝาระวังและติดตามสถานการณดานความมั่งคงปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศและ

การสอื่ สารของประเทศ สมควรปรับปรงุ บทบญั ญัติในสวนที่เกีย่ วกบั ผรู ักษาการตามกฎหมาย กำหนด
ฐานความผิดขั้นใหม และแกไขเพิ่มเติมฐานความผิดเดิม รวมทั้งบทกำหนดโทษของความผิดดังกลา ว
การปรับปรุงกระบวนการและหลังเกณฑในการระงับการกระทำใหแพรหลายหรือลบ
ขอมูลคอมพิวเตอร ตลอดจนกำหนดใหมีคณะกรรมการเปรียบเทยี บซึ่งมีอำนาจเปรียบเทียบความผดิ
ตามพระบัญญัติวาดว ยการกระทำความผดิ เกยี่ วกับคอมพวิ เตอร พ.ศ.2550 และแกไ ขเพิ่มเติมอำนาจ
หนาทข่ี องพนกั งานเจา หนา ทใ่ี หเหมาะสมยงิ่ ขึ้น จึงจำเปน ตองตราพระราชบญั ญัตนิ ้ี

2.3.2 สาระสำคัญและประเด็นการแกไ ขเพ่ิมเตมิ
2.3.2.1 แกไขเพิ่มเติม รัฐมนตรีผูรักษาการ กำหนดใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงดิจิทัลเพ่ือ

เศรษกิจและสงั คมเปน ผรู กั ษาการ (รางมาตรา 3 แกไขเพิม่ เติมมาตรา 4 )
2.3.2.2 แกไ ขเพ่มิ เตมิ ฐานความผดิ และองคป ระกอบความผิด ไดแก
1) เพิ่มเติมฐานความผิดและกำหนดโทษผูสงขอมูลคอมพิวเตอรหรือจดหมาย

อิเล็กทรอนิกสแกบุคคลอื่น อันเปนการใหเกิดความเดือดรอนรำคาญแกผู (รางมาตรา 4 เพิ่มมาตรา
11 วรรคสองและสาม )

2) แกไขเพิ่มเติมการกระทำที่ตองไดรับโทษหนักขึ้น กรณีกระทำตอ
ขอมลู คอมพวิ เตอรห รือระบบคอมพิวเตอรที่เกี่ยวกับการรกั ษาความม่ังคงปลอดภัยของประเทศ ความ
ปลอดภัยสาธารณะ ความมั่งคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสรา งพืน้ ฐานอันเปนประโยชน
สาธารณะรวมทั้งกำหนดโทษผูจำหนายหรือเผยแพรชุดคำสั่งที่จัดทำขั้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใชเปน
เครื่องมือในการกระทำความผิดดังกลาว (รางมาตรา 5 แกไขเพิ่มเติมมาตรา 12 รางมาตรา 6 เพ่ิม
มาตรา 12/1 มาตรา 12/2 มาตรา 12/3 และรางมาตรา 7 เพ่ิมมาตรา 13 วรรคสอง วรรคสาม วรรค
ส่ี และวรรคหา )

3) แกไขเพิ่มเติมฐานความผิดและกำหนดโทษผูนำเขาสูระบบคอมพิวเตอรซึ่ง
ขอมูลคอมพิวเตอรอันเปนเท็จโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง และแกไขเพิ่มเติมโทษผูนำเขาสูระบบ
คอมพิวเตอรหรือเผยแพร หรือ สงตอซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรอันเปนเท็จ โดยประการที่นาจะเกิดความ
เสียหายตอการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทาง
เศรษฐกิจของประเทศหรือโครงสรางพ้ืนฐานอันเปนประโยชนสาธารณะ หรือกอใหเกิดความต่ืน
ตระหนกแกประชาชน รวมทั้งแกไขเพิม่ เติมโทษผูใหบริการซ่ึงใหค วามรวมมอื ยินยอม หรือรูเหน็ เปน
ใจใหมีการกระทำความผิดดังกลาว ในระบบคอมพิวเตอรที่มีอยูในความควบคุมของตน และให

รัฐมนตรวี า การกระทรวงดิจทิ ลั เพ่ือเศรษฐกจิ และสังคมออกประกาศกำหนดข้ันตอนการแจงเตือนการ
ระงับการทำใหแพรหลายของขอมูลคอมพิวเตอร และการนำขอมูลคอมพิวเตอรนั้นออกจากระบบ
คอมพวิ เตอรถ ึงกำหนดเหตยุ กเวนโทษแกผ ูใหบริการ ( รางมาตรา 8 แกไขเพ่ิมเตมิ มาตรา 14 และราง
มาตรา 9 แกไขเพ่มิ มาตรา 15 )

4) แกไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษในกรณีผูนำเขาระบบคอมพิวเตอรที่ประชาชน
ทั่วไปอาจเขาถึงได ซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรที่ปรากฏเปนภาพของผูอื่นที่เกิดขึ้น ตัดตอ เติม หรือ
ดัดแปลง ดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสห รือวิธีการอื่นใด โดยกระการที่นาจะทำใหผูอื่นนั้เสียชื่อเสียง
ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือไดรับความอับอาย รวมทั้งกำหนดมาตราที่เกี่ยวของกับการกระทำ
ความผิดนั้น ( รางมาตรา 10 แกไขเพิ่มเติมมาตรา 16 และรางมาตรา 11 เพิ่มมาตรา 16/1 และ
มาตรา 16/2 )

2.3.2.3 กำหนดใหมคี ณะกรรมการเปรยี บเทียบ ทำหนา ทเี่ ปรียบเทียบความผดิ ตามกฎหมาย
นี้ ( รา งมาตรา 12 เพิม่ มาตรา 17/1 )

2.3.2.4 อำนาจพนักงานเจาหนาที่ สามารถใชอำนาจตามกฎหมายนี้ เพื่อประโยชนในการ
สืบสวนสอบสวนความผดิ อาญาตอกฎหมายอ่นื ที่ไดใชคอมพวิ เตอรในการกระทำความผดิ ( รา งมาตรา
13 แกไขเพมิ่ เติมมาตรา 18 )

2.3.2.5 การระงับการทำใหแพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอร ( รางมาตรา 14 แกไข
เพิม่ เตมิ มาตรา 20 )

1) กำหนดลักษณะของขอมูลคอมพิวเตอรที่พนักงานเจาหนาที่มีอำนาจระงับ (ปด
กนั้ ) หรอื ลบออกจากระบบ

(1) เปนความผดิ ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้
(2) ที่อาจกระทบกระเทือนตอความมั่นคงแหงราชอาณาจักรตามที่กำหนดไวใน
ภาคสองลักษณะ 1 หรอื ลักษณะ 1/1 แหง ประมวลกฎหมายอาญา
(3) เปนความผิดอาญาตอกฎหมายอื่นซึ่งเจาหนาที่ตามกฎหมายนั้นไดรองขอ
เชน ความผิดตามกฎหมายลิขสทิ ธิ์
(4) ไมเปนความผิดตอกฎหมายอ่ืนแตมลี ักษณะขดั ตอความสงบเรียบรอยฯ โดย
มีคณะกรรมการกลัน่ กรองเปนผูพ จิ ารณากอน

2) การยื่นคำรองพรอ มแสดงหลักฐานของพนักงานเจา หนา ที่ การไตส วนคำรอง และ
การทำคำสั่งของศาลตามวรรคหนึ่ง อาจกระทำไดในรูปแบบของขอมูลอิเล็กทรอนิกสตามหลักเกณฑ
และวิธกี ารทรี่ ัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของประธานศาลฎกี า

3) รัฐมนตรปี ระกาศกำหนดหลักเกณฑ ระยะเวลาแนวทางการปฏิบตั ิ การระงับ การ
ทำใหแพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอรของผูใหบริการ ใหเปนไปในแนวทางเดียวกันภายใต
พัฒนาการทางเทคโนโลยีทีเ่ ปล่ยี นแปลงไป เชน

(1) ขอมลู คอมพวิ เตอรที่เขารหัสดว ยเทคโนโลยี SSL(Secure Sockets Layer )
ซง่ึ ถูกสรางข้ึนมาเพ่ือเพิ่มความปลอดภัยในการสื่อสาร หรือสง ขอมลู บนเครือขา ยอินเทอรเน็ต ที่มีการ
เขา รหสั แบบ Public-key encryption น้นั จำตอ งมีวิธกี ารและตอ งมเี คร่อื งมือพิเศษในการดำเนินการ
จึงจะสามารถกระทำสำเรจ็

(2) สภาพปญหาและความพรอมของผูใ หบ ริการแตละประเภทและแตล ะรายใน
การที่จะระงับที่จะทำใหแพรหลายขอมูลคอมพิวเตอร ซึ่งจะตองมีกติการวมที่มีความชัดเจนและเทา
ทนั ตอพัฒนาการทางเทคโนโลยที เ่ี ปลี่ยนแปลงไปอยเู สมอภายใตแนวทางและมาตรฐานเดียวกัน

2.3.2.6 แกไขเพิ่มเติม ความหมายของ “ ชุดคำสั่งไมพึงประสงค ” ( รางมาตรา 15 แกไข
เพม่ิ เตมิ มาตรา 21 วรรคสอง )

2.3.2.7 แกไขเพิ่มเติม การอางและรับฟงเปน พยานหลกั ฐาน ( รางมาตรา 16 แกไขเพิ่มเติม
มาตรา 25 )

2.3.2.8 แกไขเพิ่มเติม ระยะเวลาการจัดเก็บขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรของผูใชบริการ
และเพ่มิ เตมิ ใหมี การอุทธรณคำสงั่ ( รางมาตรา 17 แกไขเพิม่ เติมมาตรา 27 วรรคหนง่ึ )

2.3.2.9 กำหนดให พนกั งานเจาหนาทีเ่ ปน ผดู ำรงตำแหนงทมี่ ีเหตุพเิ ศษ ตามกฎหมายวาดวย
ระเบียบราชการพลเรือน และมีสิทธิไดรับเงินเพิ่มสำหรับตำแหนงที่มีเหตุพิเศษ ( รางมาตรา 18 เพ่ิม
มาตรา 28 วรรคสอง และวรรคสาม )

2.3.2.10 กำหนดใหมีระเบียบเกี่ยวกับคาใชจายในการสืบสวน การแสวงหาขอมูลและ
รวบรวมพยานหลกั ฐานในคดคี วามผิดเก่ยี วกบั คอมพิวเตอร ( รา งมาตรา 19 เพ่มิ มาตรา 31 )

2.3.3 หนังสือราชกิจจานุเบกษา
หนังสือที่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับเต็ม ยกยอดมาเพียงเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร

พระราชบัญญัติ วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 สมเด็จพระ

เจาอยหู ัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ใหไว ณ วนั ท่ี ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เปน ปท ่ี ๒
ในรัชกาลปจจบุ นั

สมเด็จพระเจาอยูหัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรด
เกลา ฯ ใหประกาศวา โดยทเ่ี ปน การสมควรแกไขเพ่ิมเติมกฎหมายวาดวยการกระทําความผิดเก่ียวกับ
คอมพวิ เตอร จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบญั ญตั ิขึ้นไวโ ดยคาํ แนะนําและยินยอมของ
สภานติ บิ ัญญัติแหงชาติ ดังตอไปน้ี

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผิด
เกี่ยวกบั คอมพวิ เตอร (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2560”

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับเมื่อพนกําหนดหนึ่งรอยยี่สิบวันนับแตวัน
ประกาศ ในราชกิจจานเุ บกษาเปนตน ไป

มาตรา 3 ใหยกเลิกความในมาตรา 4 แหงพระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผิด
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 และใหใ ชค วามตอ ไปนแ้ี ทน

มาตรา 4 ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการ ตาม
พระราชบัญญัตินี้ และใหมีอํานาจแตงตั้งพนักงานเจาหนาที่กับออกกฎกระทรวงและประกาศเพ่ือ
ปฏิบัตกิ าร ตามพระราชบัญญตั นิ ้ี

กฎกระทรวงและประกาศน้ัน เมื่อไดประกาศในราชกิจจานเุ บกษาแลวใหใ ชบ ังคับได”
มาตรา 4 ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 11 แหง
พระราชบญั ญัติ วาดว ยการกระทาํ ความผิดเก่ยี วกบั คอมพวิ เตอร พ.ศ. 2550
ผูใดสงขอมูลคอมพิวเตอรหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกสแกบุคคลอื่นอันมีลักษณะเปน
การกอใหเกิด ความเดือดรอนรําคาญแกผูรับขอมูลคอมพิวเตอรหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส โดยไม
เปดโอกาสใหผูรับ สามารถบอกเลิกหรือแจงความประสงคเพื่อปฏิเสธการตอบรับไดโดยงาย ตอง
ระวางโทษปรับไมเกิน สองแสนบาท
ใหรัฐมนตรีออกประกาศกําหนดลักษณะและวิธีการสง รวมทั้งลักษณะและปริมาณ
ของ ขอมูลคอมพวิ เตอรหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส ซ่งึ ไมเ ปน การกอใหเกิดความเดือดรอนรําคาญแก
ผูร ับ และลกั ษณะอันเปน การบอกเลกิ หรอื แจงความประสงคเ พื่อปฏเิ สธการตอบรบั ไดโดยงา ย
มาตรา 5 ใหยกเลิกความในมาตรา 12 แหงพระราชบัญญัตวิ า ดว ยการกระทาํ ความผิด
เกีย่ วกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 และใหใชค วามตอไปนแ้ี ทน

มาตรา 12 ถาการกระทําความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 หรือ
มาตรา 11 เปนการกระทําตอขอมูลคอมพิวเตอรหรือระบบคอมพิวเตอรที่เกี่ยวกับการรักษา ความ
มั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ
โครงสรางพื้นฐานอันเปนประโยชนสาธารณะ ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหนึ่งปถึงเจ็ดป และปรับต้ัง
แต สองหมื่นบาทถงึ หนึ่งแสนส่ีหมื่นบาท

ถ  า ก า ร ก ร ะ ท ํ า ค ว า ม ผ ิ ด ต า ม ว ร ร ค ห น ึ ่ ง เ ป  น เ ห ต ุ ใ ห  เ ก ิ ด ค ว า ม เ ส ี ย ห า ย ต อ
ขอมูลคอมพิวเตอร หรือระบบคอมพิวเตอรดังกลาว ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหนึ่งปถึงสิบป และ
ปรบั ตัง้ แตส องหมื่นบาทถึง สองแสนบาท

ถาการกระทําความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 เปนการกระทําตอ
ขอ มูลคอมพิวเตอร หรอื ระบบคอมพิวเตอรตามวรรคหนึง่ ตอ งระวางโทษจําคุกตัง้ แตสามปถึงสิบหาป
และปรบั ตงั้ แตหกหมื่นบาท ถงึ สามแสนบาท

ถาการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสามโดยมิไดมีเจตนาฆา แตเปนเหตุให
บุคคลอื่น ถึงแกความตาย ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหา ปถึงยี่สิบป และปรับตั้งแตหนึ่งแสนบาทถงึ สี่
แสนบาท

มาตรา 6 ใหเ พมิ่ ความตอไปนเ้ี ปนมาตรา 12/1 แหง พระราชบัญญตั วิ า ดวยการกระทํา
ความผิดเกีย่ วกับคอมพวิ เตอร พ.ศ. 2550

มาตรา 12/1 ถาการกระทําความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 12 เปนเหตุใหเกิด
อันตราย แกบุคคลอื่นหรือทรัพยสินของผูอื่น ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสิบป และปรับไมเกินสอง
แสนบาท

ถาการกระทําความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 โดยมิไดมีเจตนาฆา แตเปนเหตุ
ใหบ คุ คลอื่น ถงึ แกค วามตาย ตองระวางโทษจําคุกตัง้ แตหาปถึงย่ีสิบป และปรบั ตง้ั แตหน่ึงแสนบาทถึง
ส่แี สนบาท

มาตรา 7 ใหเพม่ิ ความตอ ไปนี้เปนวรรคสอง วรรคสาม วรรคส่ี และวรรคหาของมาตรา
13 แหง พระราชบญั ญัติวาดว ยการกระทาํ ความผิดเกี่ยวกบั คอมพวิ เตอร พ.ศ. 2550

ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเครื่องมือใน
การกระทํา ความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสองป หรือ
ปรบั ไมเกินสี่หมื่นบาท หรอื ทัง้ จาํ ทัง้ ปรับ

ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเครื่องมือใน
การกระทํา ความผดิ ตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11
หากผูนําไปใชไดกระทําความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตองรับผิดตามมาตรา
12 วรรคสองหรือวรรคส่ี หรือมาตรา 12/1 ผูจําหนา ยหรือเผยแพรชุดคาํ สัง่ ดงั กลา วจะตอ งรับผิดทาง
อาญา ตามความผิดทีม่ กี าํ หนดโทษสูงขน้ึ ดว ย ก็เฉพาะเม่อื ตนไดร หู รอื อาจเล็งเหน็ ไดวา จะเกิดผลเชนที่
เกดิ ข้นึ นนั้

ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเครื่องมือใน
การกระทํา ความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หากผูนําไปใชไดกระทําความผิดตาม
มาตรา 12 วรรคหนึ่ง หรือวรรคสาม หรือตองรับผิดตามมาตรา 12 วรรคสองหรอื วรรคส่ี หรือมาตรา
12/1 ผูจําหนา ย หรือเผยแพรช ดุ คําสั่งดังกลา วตองรับผิดทางอาญาตามความผดิ ท่ีมีกําหนดโทษสูงข้ึน
น้นั ดวย

ในกรณีที่ผูจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งผูใดตองรับผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง
และตามวรรคสาม หรอื วรรคสดี่ ว ย ใหผ นู ั้นตองรับโทษทม่ี อี ัตราโทษสูงทสี่ ุดแตก ระทงเดยี ว

มาตรา 8 ใหย กเลิกความในมาตรา 14 แหงพระราชบัญญัติวา ดว ยการกระทาํ ความผิด
เกย่ี วกบั คอมพวิ เตอร พ.ศ. 2550 และใหใชความตอไปน้ีแทน

มาตรา 14 ผูใดกระทําความผิดที่ระบุไวดังตอไปนี้ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหาป
หรือปรบั ไมเกนิ หน่ึงแสนบาท หรือทัง้ จําทง้ั ปรับ

(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรที่
บิดเบือน หรือปลอมไมวาทั้งหมดหรือบางสวน หรือขอมูลคอมพิวเตอรอันเปนเท็จ โดยประการท่ี
นาจะเกิดความเสียหาย แกประชาชน อันมิใชการกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวล
กฎหมายอาญา

(2) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรอันเปนเท็จ โดยประการที่นาจะ
เกิด ความเสียหายตอการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความ
มั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสรางพื้นฐานอันเปนประโยชนสาธารณะของประเทศ
หรอื กอใหเ กดิ ความตืน่ ตระหนกแกประชาชน

(3) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรใดๆ อันเปนความผิดเกี่ยวกับ
ความม่ันคง แหงราชอาณาจักรหรอื ความผดิ เก่ยี วกบั การกอ การรา ยตามประมวลกฎหมายอาญา

(4) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและ
ขอ มูลคอมพวิ เตอรนั้นประชาชนทว่ั ไปอาจเขาถงึ ได

(5) เผยแพรหรือสงตอซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรโดยรูอยูแลววาเปนขอมูลคอมพิวเตอร
ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)

ถาการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิไดกระทําตอประชาชน แตเปนการ
กระทําตอบุคคลใด บุคคลหน่งึ ผกู ระทาํ ผูเ ผยแพรหรอื สงตอ ซง่ึ ขอมูลคอมพิวเตอรดังกลาวตองระวาง
โทษจําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และใหเปนความผิดอันยอม
ความได”

มาตรา 9 ใหยกเลิกความในมาตรา 15 แหงพระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผิด
เกี่ยวกบั คอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 และใหใ ชค วามตอไปน้ีแทน

มาตรา 15 ผูใหบริการผูใดใหความรวมมือ ยินยอม หรือรูเห็นเปนใจใหมีการกระทํา
ความผิด ตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอรที่อยูในความควบคุมของตน ตองระวางโทษ
เชน เดียวกับผูกระทาํ ความผดิ ตามมาตรา 14

ใหร ฐั มนตรีออกประกาศกําหนดข้ันตอนการแจง เตือน การระงับการทําใหแพรห ลายของ
ขอมลู คอมพิวเตอร และการนาํ ขอ มลู คอมพิวเตอรนั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร

ถาผูใหบริการพิสูจนไดวาตนไดปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรีที่ออกตามวรรคสอง ผู
น้ันไมต อ ง รับโทษ

มาตรา 10 ใหยกเลิกความในมาตรา 16 แหงพระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผดิ
เกี่ยวกับคอมพวิ เตอร พ.ศ. 2550 และใหใชค วามตอ ไปนแี้ ทน

มาตรา 16 ผูใดนําเขาสูระบบคอมพิวเตอรที่ประชาชนทั่วไปอาจเขาถึงไดซ่ึง
ขอมูลคอมพิวเตอร ที่ปรากฏเปนภาพของผูอื่น และภาพนั้นเปนภาพที่เกิดจากการสรางขึ้น ตัดตอ
เติม หรือดัดแปลง ดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสหรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่นาจะทําใหผูอื่นน้ัน
เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือไดรับความอับอาย ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสามป และ
ปรับไมเ กนิ สองแสนบาท

ถาการกระทําตามวรรคหนึ่งเปนการกระทําตอภาพของผูตาย และการกระทํานั้นนาจะ
ทาํ ใหบ ิดา มารดา คูส มรส หรอื บุตรของผตู ายเสยี ช่ือเสียง ถกู ดูหมน่ิ หรือถกู เกลยี ดชงั หรือไดร บั ความ
อบั อาย ผูกระทําตอ งระวางโทษดงั ที่บัญญตั ไิ วใ นวรรคหนึ่ง

ถา การกระทําตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสอง เปนการนาํ เขา สูระบบคอมพวิ เตอรโดยสุจริต
อันเปน การติชมดวยความเปนธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเปนวิสัยของประชาชนยอมกระทําไมมี
ความผิด ความผดิ ตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเปน ความผดิ อันยอมความได

ถาผูเสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตายเสียกอนรองทุกข ใหบิดา
มารดา คสู มรส หรอื บตุ รของผูเ สียหายรองทุกขไ ด และใหถอื วาเปน ผเู สียหาย”

มาตรา 11 ใหเ พ่ิมความตอไปน้ีเปนมาตรา 16/1 และมาตรา 16/2 แหง พระราชบัญญัติ
วา ดว ยการกระทําความผดิ เก่ยี วกบั คอมพวิ เตอร พ.ศ. 2550

มาตรา 16/1 ในคดคี วามผดิ ตามมาตรา 14 หรอื มาตรา 16 ซึ่งมคี ําพิพากษาวาจาํ เลย มี
ความผิด ศาลอาจส่ัง

(1) ใหท ําลายขอมูลตามมาตราดงั กลา ว
(2) ใหโฆษณาหรือเผยแพรคําพิพากษาทั้งหมดหรือแตบางสวนในสื่ออิเล็กทรอนิกส
วทิ ยุกระจายเสยี ง วทิ ยุโทรทศั น หนงั สอื พิมพ หรือสื่ออนื่ ใด ตามท่ีศาลเหน็ สมควร โดยใหจําเลยเปนผู
ชาํ ระคา โฆษณา หรอื เผยแพร
(3) ใหดําเนินการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควรเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการ
กระทาํ ความผิดนั้น
มาตรา 16/2 ผใู ดรูว า ขอมลู คอมพวิ เตอรในความครอบครองของตนเปนขอมูลท่ีศาลสั่ง
ใหทําลาย ตามมาตรา 16/1 ผูนนั้ ตอ งทําลายขอมลู ดังกลาว หากฝาฝน ตองระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษ
ท่ีบญั ญัติไว ในมาตรา 14 หรอื มาตรา 16 แลวแตก รณี
มาตรา 12 ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนมาตรา 17/1 ในหมวด 1 ความผิดเกี่ยวกับ
คอมพิวเตอร แหงพระราชบัญญัติวา ดว ยการกระทําความผดิ เกย่ี วกับคอมพวิ เตอร พ.ศ. 2550
มาตรา 17/1 ความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 11 มาตรา 13 วรรค
หนึ่ง มาตรา 16/2 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 27 ใหคณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรี
แตงต้งั มอี ํานาจเปรยี บเทียบได
คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแตงตั้งตามวรรคหนึ่งใหมีจํานวนสามคนซึ่งคน
หน่ึงตองเปน พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา

เมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบไดทําการเปรียบเทียบกรณีใดและผูตองหาไดชําระเงิน
คา ปรบั ตามคาํ เปรยี บเทยี บภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการเปรียบเทียบกาํ หนดแลว ใหถ ือวาคดีน้ัน
เปน อันเลกิ กัน ตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา

ในกรณีที่ผูตองหาไมชาํ ระเงินคาปรับภายในระยะเวลาท่ีกําหนด ใหเ ร่ิมนับอายุความใน
การฟอ งคดใี หมนับตัง้ แตวันที่ครบกาํ หนดระยะเวลาดงั กลาว

มาตรา 13 ใหยกเลิกความในมาตรา 18 และมาตรา 19 แหงพระราชบัญญัติวาดวย
การกระทําความผดิ เก่ียวกบั คอมพวิ เตอร พ.ศ. 2550 และใหใชค วามตอไปนแี้ ทน

มาตรา 18 ภายใตบ งั คับมาตรา 19 เพื่อประโยชนในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีท่ี
มี เหตุอันควรเช่ือไดวามีการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือในกรณีที่มีการรองขอตาม
วรรคสอง ใหพนักงานเจา หนาที่มอี าํ นาจอยางหนึ่งอยา งใด ดังตอ ไปนี้ เฉพาะท่จี าํ เปน เพอ่ื ประโยชนใน
การใชเปน หลักฐานเกยี่ วกับการกระทําความผิดและหาตัวผกู ระทําความผิด

(1) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวของกับการกระทําความผิดมาเพื่อให
ถอยคํา สงคําชี้แจงเปนหนังสือ หรือสงเอกสาร ขอมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยูในรูปแบบที่สามารถ
เขา ใจได

(2) เรียกขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรจากผูใหบริการเกี่ยวกับการติดตอสื่อสารผาน
ระบบคอมพิวเตอร หรอื จากบคุ คลอ่ืนทเี่ กี่ยวของ

(3) สั่งใหผ ูใหบ รกิ ารสง มอบขอมลู เก่ียวกบั ผูใ ชบรกิ ารทีต่ องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรอื ที่
อยู ในความครอบครองหรือควบคุมของผูใหบริการใหแกพนักงานเจาหนาท่หี รือใหเก็บขอมูลดังกลาว
ไวก อ น

(4) ทําสําเนาขอ มลู คอมพวิ เตอร ขอ มูลจราจรทางคอมพิวเตอรจ ากระบบคอมพวิ เตอร
ที่มี เหตุอันควรเชื่อไดวามีการกระทําความผิด ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอรนั้นยังมิไดอยูในความ
ครอบครอง ของพนักงานเจา หนาท่ี

(5) สั่งใหบุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมขอมูลคอมพิวเตอร หรืออุปกรณที่ใชเก็บ
ขอ มลู คอมพิวเตอร สงมอบขอ มูลคอมพิวเตอร หรอื อปุ กรณด งั กลา วใหแ กพ นกั งานเจาหนา ที่

(6) ตรวจสอบหรือเขาถึงระบบคอมพิวเตอร ขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรทาง
คอมพิวเตอร หรืออุปกรณที่ใชเก็บขอมูลคอมพิวเตอรของบุคคลใด อันเปนหลักฐานหรืออาจใชเปน

หลักฐานเกี่ยวกับ การกระทําความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผูก ระทําความผิดและสั่งใหบ ุคคลนั้นสง
ขอ มลู คอมพิวเตอร ขอ มลู จราจรทางคอมพิวเตอร ที่เกยี่ วขอ งเทา ทีจ่ าํ เปนใหด ว ยกไ็ ด

(7) ถอดรหัสลับของขอมูลคอมพิวเตอรของบุคคลใด หรือสั่งใหบุคคลที่เกี่ยวของกับ
การเขารหัสลบั ของขอมลู คอมพิวเตอร ทาํ การถอดรหสั ลับ หรือใหค วามรว มมอื กบั พนกั งานเจาหนาท่ี
ในการถอดรหัสลับ ดังกลาว

(8) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอรเทาที่จําเปนเฉพาะเพื่อประโยชนในการทราบ
รายละเอยี ด แหงความผดิ และผูกระทาํ ความผิด

เพือ่ ประโยชนใ นการสืบสวนและสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณา ความอาญา ในบรรดาความผิดอาญาตอกฎหมายอื่นซึ่งไดใชระบบคอมพิวเตอร
ขอ มลู คอมพิวเตอร หรืออปุ กรณท่ีใชเก็บขอมลู คอมพิวเตอรเปนองคประกอบหรือเปนสวนหนึ่งในการ
กระทําความผิด หรือมีขอมูลคอมพิวเตอรที่เกี่ยวของกับการกระทําความผิดอาญาตามกฎหมายอ่ืน
พนักงานสอบสวน อาจรองขอใหพนักงานเจาหนาที่ตามวรรคหนึ่งดําเนินการตามวรรคหนึ่งกไ็ ด หรือ
หากปรากฏขอเท็จจริง ดังกลาวตอพนักงานเจา หนาท่ีเน่ืองจากการปฏิบัติหนาทต่ี ามพระราชบัญญัตินี้
ใหพนักงานเจาหนาท่ี รีบรวบรวมขอเท็จจริงและหลักฐานแลวแจงไปยังเจาหนาที่ที่เกี่ยวของเพ่ือ
ดําเนินการตอ ไป

ใหผ ูไดร ับการรองขอจากพนักงานเจาหนา ท่ีตามวรรคหน่ึง (1) (2) และ (3) ดําเนนิ การ
ตามคํารองขอโดยไมชักชา แตตองไมเกินเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับคํารองขอ หรือภายในระยะเวลาที่
พนักงานเจาหนาท่ีกาํ หนดซ่ึงตองไมน อยกวาเจ็ดวนั และไมเกินสิบหาวัน เวน แตในกรณีท่ีมีเหตุสมควร
ตองไดรับอนุญาต จากพนักงานเจาหนาที่ ทั้งนี้ รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนด
ระยะเวลาที่ตอ งดําเนินการ ทเี่ หมาะสมกับประเภทของผใู หบ ริการกไ็ ด

มาตรา 19 การใชอํานาจของพนักงานเจาหนาที่ตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ
(8) ใหพนักงานเจาหนาที่ยื่นคํารองตอศาลที่มีเขตอํานาจเพื่อมีคําสั่งอนุญาตใหพนักงานเจาหนาที่
ดําเนินการ ตามคํารอง ทั้งนี้ คํารองตองระบุเหตุอันควรเชื่อไดวาบุคคลใดกระทําหรอื กําลังจะกระทาํ
การอยางหนึ่ง อยางใดอันเปนความผิด เหตุที่ตองใชอํานาจ ลักษณะของการกระทําความผิด
รายละเอยี ดเก่ยี วกับอปุ กรณ ท่ีใชใ นการกระทาํ ความผิดและผกู ระทาํ ความผิด เทา ท่ีสามารถจะระบุได
ประกอบคาํ รอ งดวย ในการพิจารณา คาํ รองใหศ าลพิจารณาคาํ รอ งดังกลา วโดยเร็ว

เม่ือศาลมีคําสั่งอนุญาตแลว กอนดําเนินการตามคําสั่งของศาล ใหพนักงานเจาหนาท่ี
สงสําเนา บันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทําใหตองใชอํานาจตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) มอบให
เจาของ หรือผูครอบครองระบบคอมพิวเตอรนั้นไวเปนหลักฐาน แตถาไมมีเจาของหรือผูครอบครอง
เครื่องคอมพิวเตอรอยู ณ ที่นั้น ใหพนักงานเจาหนาที่สงมอบสําเนาบันทึกนั้นใหแกเจาของหรือผู
ครอบครองดงั กลา วในทันที ที่กระทาํ ได

ใหพนักงานเจาหนาที่ผูเปนหัวหนาในการดําเนินการตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7)
และ (8) สงสําเนาบันทึกรายละเอียดการดําเนินการและเหตุผลแหงการดําเนินการใหศาลที่มีเขต
อํานาจภายใน สี่สิบแปดชั่วโมงนับแตเวลาลงมือดําเนินการ เพื่อเปนหลักฐาน การทําสําเนา
ขอมูลคอมพิวเตอรตามมาตรา 18 (4) ใหกระทําไดเฉพาะเมื่อมีเหตุอันควร เชื่อไดวามีการกระทํา
ความผิด และตองไมเปนอุปสรรคในการดําเนินกิจการของเจาของหรือผูครอบครอง
ขอมลู คอมพิวเตอรน้นั เกนิ ความจาํ เปน

การยึดหรืออายัดตามมาตรา 18 (8) นอกจากจะตองสงมอบสําเนาหนังสือแสดงการ
ยึดหรืออายัด มอบใหเจาของหรือผูครอบครองระบบคอมพิวเตอรนั้นไวเปนหลักฐานแลว พนักงาน
เจาหนาที่จะสั่งยึด หรืออายัดไวเกินสามสิบวันมิได ในกรณีจําเปนที่ตองยึดหรืออายัดไวนานกวาน้ัน
ใหยื่นคํารองตอศาลที่มี เขตอํานาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรอื อายัดได แตศาลจะอนุญาตใหข ยายเวลา
คร้ังเดียวหรอื หลายครงั้ รวมกันไดอ กี ไมเกนิ หกสิบวนั เม่อื หมดความจําเปน ทีจ่ ะยดึ หรืออายัดหรือครบ
กาํ หนดเวลาดงั กลาวแลว พนักงานเจาหนาท่ีตองสงคืนระบบคอมพิวเตอรท ่ียดึ หรือถอนการอายัดโดย
พลนั

หนังสอื แสดงการยึดหรอื อายดั ตามวรรคหาใหเ ปนไปตามท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง
มาตรา 14 ใหยกเลิกความในมาตรา 20 แหงพระราชบัญญัติวาดวยการกระทํา
ความผดิ เกย่ี วกับคอมพวิ เตอร พ.ศ. 2550 และใหใ ชความตอไปนแี้ ทน
มาตรา 20 ในกรณีที่มีการทําใหแพรหลายซึ่งขอมูลคอมพิวเตอร ดังตอไปนี้ พนักงาน
เจาหนาที่ โดยไดรับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคํารองพรอมแสดงพยานหลักฐานตอศาลที่มี
เขตอํานาจขอใหมี คําสั่งระงับการทําใหแพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอรนั้นออกจากระบบ
คอมพวิ เตอรไ ด
(1) ขอ มลู คอมพิวเตอรท่ีเปน ความผิดตามพระราชบัญญตั ินี้

(2) ขอมลู คอมพิวเตอรทอี่ าจกระทบกระเทือนตอความมน่ั คงแหง ราชอาณาจกั รตามที่
กําหนดไว ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรอื ลักษณะ 1/1 แหงประมวลกฎหมายอาญา

(3) ขอ มูลคอมพิวเตอรที่เปนความผิดอาญาตามกฎหมายเกย่ี วกบั ทรัพยส ินทางปญญา
หรือกฎหมายอื่นซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรนั้นมีลักษณะขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของ
ประชาชน และเจาหนาที่ตามกฎหมายนั้นหรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพจารณา
ความอาญาไดรองขอ

ในกรณีที่มีการทําใหแพรหลายซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรที่มีลักษณะขัดตอความสงบ
เรียบรอย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง
ขอมูลคอมพวิ เตอร จะมอบหมายใหพนกั งานเจาหนาที่ยื่นคาํ รองพรอมแสดงพยานหลักฐานตอศาลท่ีมี
เขตอํานาจขอใหมีคําสั่ง ระงับการทําใหแพรหลายหรือลบซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรนั้นออกจากระบบ
คอมพิวเตอรได ทั้งนี้ ใหนําบทบัญญัติ วาดวยคณะกรรมการที่มีอํานาจดําเนินการพิจารณาทาง
ปกครองตามกฎหมายวาดวยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครองมาใชบังคับกับการประชุมของ
คณะกรรมการกลั่นกรองขอ มูลคอมพิวเตอรโ ดยอนุโลม

ใหรัฐมนตรีแตงตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขอมูลคอมพิวเตอรตามวรรคสองขึ้นคณะ
หนึ่ง หรือหลายคณะ แตละคณะใหมีกรรมการจํานวนเกาคนซึ่งสามในเกาคนตองมาจากผูแทน
ภาคเอกชน ดานสทิ ธิมนษุ ยชน ดา นสอ่ื สารมวลชน ดานเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือดานอื่นที่เก่ียวของ
และใหกรรมการ ไดรับคาตอบแทนตามหลักเกณฑที่รัฐมนตรีกําหนดโดยไดรับความเห็นชอบจาก
กระทรวงการคลัง

การดําเนินการของศาลตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ใหนําประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาใชบ ังคบั โดยอนุโลม ในกรณีทศี่ าลมคี ําสง่ั ใหร ะงับการทําใหแ พรหลายหรือลบ
ขอมูลคอมพิวเตอร ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง พนักงานเจาหนาที่จะทําการระงับการทําให
แพรห ลายหรอื ลบขอมูลคอมพิวเตอร นั้นเองหรอื จะสั่งใหผ ใู หบริการระงบั การทําใหแ พรหลายหรือลบ
ขอมลู คอมพวิ เตอรน ั้นก็ได ทง้ั น้ี ใหร ฐั มนตรี ประกาศกําหนดหลักเกณฑ ระยะเวลา และวิธกี ารปฏิบัติ
สําหรับการระงับการทําใหแพรหลายหรือ ลบขอมูลคอมพิวเตอรของพนักงานเจาหนาที่หรือผู
ใหบ ริการใหเปนไปในแนวทางเดยี วกนั โดยคํานึงถงึ พฒั นาการ ทางเทคโนโลยีทเ่ี ปล่ยี นแปลงไป เวน แต
ศาลจะมีคําส่ังเปนอยา งอ่นื

ในกรณีที่มีเหตจุ ําเปนเรงดว น พนักงานเจาหนา ทีจ่ ะยื่นคํารอ งตามวรรคหนึ่งไปกอ นท่ี
จะไดรับ ความเห็นชอบจากรัฐมนตรี หรือพนักงานเจาหนาที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
กลั่นกรอง ขอมูลคอมพิวเตอรจะยื่นคํารอ งตามวรรคสองไปกอนที่รัฐมนตรจี ะมอบหมายก็ได แตทั้งนี้
ตองรายงาน ใหร ฐั มนตรที ราบโดยเรว็

มาตรา 15 ใหยกเลกิ ความในวรรคสองของมาตรา 21 แหงพระราชบญั ญตั วิ า ดว ย การ
กระทาํ ความผิดเกี่ยวกับคอมพวิ เตอร พ.ศ. 2550 และใหใ ชค วามตอไปนแ้ี ทน

ชุดคําสั่งไมพึงประสงคตามวรรคหนึ่งหมายถึงชดุ คําสั่งที่มีผลทําใหขอมูลคอมพิวเตอร
หรือระบบคอมพิวเตอรหรือชุดคําสั่งอืนเกิดความเสียหาย ถูกทําลาย ถูกแกไขเปลี่ยนแปลงหรือ
เพ่มิ เตมิ ขัดของหรือปฏิบัติงานไมตรงตามคาํ สั่ง หรอื โดยประการอ่นื ตามทกี่ าํ หนดในกฎกระทรวง เวน
แต เปนชุดคําสั่งไมพึงประสงคที่อาจนํามาใชเพื่อปองกันหรือแกไขชุดคําสั่งดังกลาวขางตน ทั้งน้ี
รัฐมนตรี อาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนดรายชื่อ ลักษณะ หรือรายละเอียดของชุดคําสั่งไม
พึงประสงค ซงึ่ อาจนํามาใชเ พ่อื ปอ งกนั หรือแกไ ขชดุ คําสั่งไมพึงประสงคก ็ได

มาตรา 16 ใหยกเลิกความในมาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 25 แหง
พระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 และใหใชความตอไปน้ี
แทน

มาตรา 22 หามมิใหพนักงานเจาหนาที่และพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา 18
วรรคสอง เปดเผยหรือสงมอบขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร หรือขอมูลของ
ผูใชบ รกิ ารที่ไดมา ตามมาตรา 18 ใหแ กบุคคลใด

ความในวรรคหนึ่งมิใหใชบังคับกับการกระทําเพื่อประโยชนในการดําเนินคดีกับ
ผูกระทาํ ความผิด ตามพระราชบัญญัตนิ ้ีหรือผูกระทําความผิดตามกฎหมายอื่นในกรณตี ามมาตรา 18
วรรคสอง หรอื เพ่ือประโยชนในการดําเนนิ คดกี ับพนักงานเจาหนาทเี่ ก่ยี วกับการใชอํานาจหนาที่โดยมิ
ชอบ หรอื กบั พนกั งานสอบสวนในสวนที่เกยี่ วกบั การปฏบิ ัติหนาที่ตามมาตรา 18 วรรคสอง โดยมิชอบ
หรอื เปน การกระทาํ ตามคาํ ส่งั หรอื ท่ีไดรบั อนญุ าตจากศาล

พนักงานเจาหนาที่หรือพนักงานสอบสวนผูใดฝาฝนวรรคหนึ่งตองระวางโทษจําคุกไม
เกนิ สามป หรือปรบั ไมเ กินหกหม่นื บาท หรอื ทั้งจาํ ท้งั ปรบั

มาตรา 23 พนกั งานเจา หนาที่หรือพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา 18 วรรคสอง
ผูใดกระทําโดยประมาทเปนเหตุใหผูอื่นลวงรูขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร หรือ

ขอมูล ของผูใชบริการ ที่ไดมาตามมาตรา 18 ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินสอง
หมืน่ บาท หรือท้งั จําท้ังปรบั

มาตรา 24 ผใู ดลว งรขู อมูลคอมพวิ เตอร ขอมลู จราจรทางคอมพิวเตอร หรือขอมูลของ
ผใู ชบ ริการทพ่ี นักงานเจาหนาที่หรอื พนักงานสอบสวนไดมาตามมาตรา 18 และเปดเผยขอ มูลนนั้ ตอ ผู
หนงึ่ ผูใด ตอ งระวางโทษจําคุกไมเกินสองป หรอื ปรบั ไมเกนิ สห่ี มนื่ บาท หรือทั้งจาํ ท้ังปรับ

มาตรา 25 ขอมูล ขอมูลคอมพิวเตอร หรือขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรที่พนักงาน
เจาหนาที่ไดมา ตามพระราชบัญญัตินี้หรือที่พนักงานสอบสวนไดมาตามมาตรา 18 วรรคสอง ใหอาง
และรับฟงเปน พยานหลักฐานตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือ
กฎหมายอื่นอันวาดวยการสืบพยานได แตตองเปนชนิดที่มิไดเกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู
เข็ญ หลอกลวง หรอื โดยมชิ อบ ประการอ่ืน”

มาตรา 17 ใหยกเลกิ ความในวรรคหนึ่งของมาตรา 26 แหง พระราชบญั ญัตวิ า ดวย การ
กระทําความผิดเก่ยี วกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 และใหใชความตอไปนี้แทน

มาตรา 26 ผใู หบรกิ ารตอ งเกบ็ รักษาขอ มูลจราจรทางคอมพวิ เตอรไ วไมนอ ยกวาเกาสิบ
วัน นับแตวันที่ขอมูลนั้นเขาสูระบบคอมพิวเตอร แตในกรณีจําเปน พนักงานเจาหนาที่จะสั่งใหผูให
บริการผูใด เก็บรักษาขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรไวเกินเกาสิบวันแตไมเกินสองปเปนกรณีพิเศษ
เฉพาะราย และเฉพาะคราวกไ็ ด

มาตรา 18 ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 28 แหง
พระราชบัญญตั ิ วาดวยการกระทําความผิดเก่ยี วกบั คอมพิวเตอร พ.ศ. 2550

ผูที่ไดรับการแตงตั้งเปนพนักงานเจาหนาที่ตามพระราชบัญญัตินี้ อาจไดรับ
คา ตอบแทนพเิ ศษ ตามทรี่ ฐั มนตรีกาํ หนดโดยไดร ับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลงั

ในการกําหนดใหไดรับคาตอบแทนพิเศษตองคํานึงถึงภาระหนาที่ ความรูความ
เชี่ยวชาญ ความขาดแคลนในการหาผูมาปฏิบัติหนาที่หรือมีการสูญเสียผูปฏิบัติงานออกจากระบบ
ราชการเปนจํานวนมาก คุณภาพของงาน และการดํารงตนอยูในความยุติธรรมโดยเปรียบเทียบ
คาตอบแทนของผปู ฏบิ ัตงิ านอื่น ในกระบวนการยตุ ิธรรมดว ย”

มาตรา 19 ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนมาตรา 31 แหงพระราชบัญญัติวาดวยการกระทํา
ความผดิ เกยี่ วกบั คอมพวิ เตอร พ.ศ. 2550

มาตรา 31 คาใชจายในเรื่องดังตอ ไปนี้ รวมทั้งวิธีการเบิกจายใหเปนไปตามระเบียบที่
รัฐมนตรี กาํ หนดโดยไดรบั ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

(1) การสืบสวน การแสวงหาขอมูล และรวบรวมพยานหลักฐานในคดีความผิดตาม
พระราชบญั ญตั ินี้

(2) การดาํ เนินการตามมาตรา 18 วรรคหนึง่ (4) (5) (6) (7) และ (8) และมาตรา 20
(3) การดําเนนิ การอนื่ ใดอันจาํ เปนแกการปองกันและปราบปรามการกระทําความผิด
ตามพระราชบัญญัตนิ ี”้
มาตรา 20 บรรดาระเบียบหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติวาดวยการกระทํา
ความผิด เก่ียวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 ทใี่ ชบ ังคับอยูในวันกอนวนั ที่พระราชบัญญตั ินี้ใชบังคับ ให
ยังคง ใชบังคับตอไปเทาที่ไมขัดหรือแยงกับบทบัญญตั แิ หง พระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผดิ
เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 ซึ่งแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ จนกวาจะมีระเบียบหรือ
ประกาศที่ตอง ออกตามพระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550
ซงึ่ แกไ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั ิน้ี ใชบงั คบั
การดําเนินการออกระเบียบหรือประกาศตามวรรคหนึ่ง ใหดําเนินการใหแลวเสร็จ
ภายในหกสิบวนั นบั แตว นั ที่พระราชบัญญัตนิ ี้ใชบังคับ หากไมสามารถดําเนินการไดใหรฐั มนตรีวาการ
กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมรายงานเหตุผลที่ไมอาจดําเนินการไดตอคณะรัฐมนตรีเพ่ือ
ทราบ
มาตรา 21 ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการ ตาม
พระราชบัญญตั ินี้
ผรู บั สนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ จันทรโ อชา นายกรฐั มนตร


Click to View FlipBook Version