The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by korakot.sa61, 2023-01-18 02:37:18

การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จัดทำโดย นายกรกฎ เกษมสินธุ์ รหัสนักศึกษา 61101209108 นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมและคอมพิวเตอร์ศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญา สาขาวิชานวัตกรรมและคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ปีการศึกษา 2565


ก ประกาศคุณูปการ รายงานวิจัยฉบับนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณา และความช่วยเหลืออย่างดียิ่ง จากอาจารย์ปิยะนันท์ ปลื้มโชค อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์แนะนำ เสนอแนะ และตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่ตลอดมาตั้งแต่ตันจนจบ สำเร็จเรียบร้อย ผู้วิจัยรู้สึกชาบซึ้งในความกรุณา ความเอื้ออาทรและขอกราบขอบพระคุณเป็น อย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วสันต์ ศรีหิรัญ ประธานสาขาวิชานวัตกรรม และคอมพิวเตอร์ศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัญญา นาแพงหมื่น อาจารย์ประจำสาขาวิชา นวัตกรรมและคอมพิวเตอร์ศึกษา อาจารย์ปิยะนันท์ ปลื้มโชค อาจารย์ประจำสาขาวิชา นวัตกรรมและคอมพิวเตอร์ศึกษา อาจารย์ปวีณา อุ่นลี อาจารย์ประจำสาขาวิชานวัตกรรมและ คอมพิวเตอร์ศึกษา อาจารย์ทศพล สิทธิ อาจารย์ประจำสาขาวิชานวัตกรรมและคอมพิวเตอร์ ศึกษา คณะผู้เชี่ยวชาญที่กรุณาให้คำแนะนำ เสนอแนะข้อบกพร่องต่าง ๆรวมถึงแนวทางการ แก้ปัญหา เกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แก่ผู้วิจัย จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบคุณ นายณัฐพงศ์ บุณยารมย์รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านข่าพิทยาคม ตำบลบ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม คณะคุณครูทุกท่านที่กรุณาช่วยเหลือ ให้ความ ร่วมมือในกาทดลองใช้เครื่องมือและเก็บข้อมูลในการวิจัย ขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านข่าพิทยาคม ตำบลบ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ที่ให้ความร่วมมือใน การทดลองและเก็บข้อมูลเป็นอย่างดี ทำให้งานวิจัยสำเร็จด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ใดอันพึงมีจากการศึกษาค้นคว้าการวิจัยฉบับนี้ ขอมอบเป็น เครื่องบูชาชาพระคุณบิดา มารดา และบูรพาจารย์ ที่ให้การศึกษาอบรมสั่งสอนให้สติปัญญาและ คุณธรรมอันเป็นเครื่องชี้นำความสำเร็จในชีวิต คณะผู้จัดทำ


ข ชื่อเรื่อง การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ชื่อผู้วิจัย นายกรกฎ เกษมสินธุ์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ปิยะนันท์ ปลื้มโชค สถาบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร สาขาวิชา นวัตกรรมและคอมพิวเตอร์ศึกษา ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านข่าพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่ม ตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การ ออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเบื้องต้นเท่ากับ 82.72/86.65 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การ ออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิผลตามเกณฑ์ดัชนี ประสิทธิผลเท่ากับ 78.09 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป 3. ความรู้ในบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับ = 3.73 , S.D. = 0.13 นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก


ค 4.1 การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ความเหมาะสม อยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มี 10 รายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับ มาก 4.2 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มี 10 รายการที่นักเรียนมีความ พึงพอใจในระดับมาก


ง สารบัญ บทที่ หน้า ประกาศคุณูปการ ก บทคัดย่อ ข สารบัญ ง บทที่ 1 1 บทนำ 1 คำถามของการวิจัย 2 ความมุ่งหมายของการวิจัย 3 ความสำคัญของการวิจัย 3 สมมติฐานของการวิจัย 4 ขอบเขตของการวิจัย 4 กรอบแนวคิดของการวิจัย 5 นิยามศัพท์เฉพาะ 6 บทที่ 2 8 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 8 คุณภาพผู้เรียน 11 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site 12 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 20 4. ความพึงพอใจ 26 5. วิจัยที่เกี่ยวข้อง 28 บทที่ 3 31 วิธีดำเนินการวิจัย 31 1. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 31 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 31 3. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย 32 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 34 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 35 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 36 บทที่ 4 39 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 39


จ ตอนที่ 1 ผลการประเมินความเหมาะสมของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยผู้เชี่ยวชาญ 39 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 41 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิผลของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 42 ตอนที่ 4 ผลกาวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บ ด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 42 บทที่ 5 44 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ 44 ความมุ่งหมายของการวิจัย 44 ขอบเขตของการวิจัย 44 กรอบแนวคิดของการวิจัย 46 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 46 การเก็บรวบรวมข้อมูล 47 การวิเคราะห์ข้อมูล 48 สรุปผลการวิจัย 49 อภิปรายผลการวิจัย 49 ข้อเสนอแนะ 50 บรรณานุกรม 51 ภาคผนวก 54 ภาคผนวก ก 55 ภาคผนวก ข 61 ภาคผนวก ค 63


1 บทที่ 1 บทนำ ภูมิหลัง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีได้มีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นจน สามารถสร้างนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งก็คือ การเรียนรู้ การผลิตและการใช้ประโยชน์จาก ความคิดใหม่ ให้เกิดผลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เทคโนโลยี ทำให้สังคมโลกที่เรียบง่าย กลายเป็นสังคมที่มีการดำรงชีวิตที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ก่อให้เกิด กระแสแห่งความไร้พรมแดน หรือกระแสโลกาภิวัตน์ที่เข้ามาสู่ทุกประเทศอย่างรวดเร็ว จาก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ อันเป็นการผสมผสาน 4 ศาสตร์ เข้าด้วยกันได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม และข่าวสาร (Electronics , Computer ,Telecommunication and Information หรือเรียกย่อๆ ว่า ECTI ) ทำให้สังคมโลกสามารถสื่อสารกันได้ทุกแห่งทั่วโลก อย่างรวดเร็ว สามารถรับรู้ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้พร้อมกัน สามารถบริหารจัดการและ ตัดสินใจได้ทุกขณะเวลา การลงทุนค้าขาย และธุรกรรมการเงินได้อย่างรวดเร็ว ตามนโยบายและมาตรฐานการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่กำหนดวิสัยทัศน์และทิศ ทางการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยมุ่งเน้นส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้เรียน ครูผุ้สอน บุคลากรทางการศึกษาและประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ และการ สื่อสารให้เข้าถึงบริการทางการศึกษาได้เต็มศักยภาพ มีสมรรถนะในการใช้คอมพิวเตอร์และ อินเทอร์เน็ตในการเรียนการสอนและการบริหารจัดการอย่างกว้างขวาง ส่งเสริมรูปแบบการ เรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้อย่างมีจริยธรรม (ไชยยศ เรืองสุวรรณ 2018 : เว็บไซต์) และในการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในเรื่องของ เทคโนโลยี จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีความชำนาญและความ คล่องแคล่วในการใช้โปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่ง และจะต้องอาศัยการเรียนรู้ การพัฒนาให้มี ความสามารถและมีประสิทธิภาพในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันบทเรียนคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนมากขึ้น เพราะ รัฐบาลได้ ส่งเสริม สนับสนุนการผลิตและพัฒนาแบบเรียน สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาโดย ให้มีการแข่งขัน อย่างเสรี และพัฒนาบุคลากรผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ซึ่งทำให้ ผู้เรียนมีสิทธิ์ได้รับการ พัฒนาการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาด้วยตนเองตลอดชีวิต (lifelong learning) เช่น เทคโนโลยีมัลติมีเดีย เทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เป็นต้น เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร ข้อมูลทำให้สามารถผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์และเผยแพร่บทเรียน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะความสามารถในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์นั้น ประสิทธิภาพค่อนข้างสูง อีกทั้งมีความ สะดวกสบายในการใช้งาน เพราะในปัจจุบันบทเรียน คอมพิวเตอร์ก็สามารถเผยแพร่ให้มาอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้เครื่องมือในการสร้าง เว็บไซต์มาพัฒนาและปรับปรุงทำให้เกิดเป็นรูปแบบ ของบทเรียนผ่านเครือข่าย และเครือข่าย อินเทอร์เน็ตก็ได้กลายเป็นสังคมการเรียนรู้ออนไลน์ซึ่งสามารถเข้าใช้งานจากที่ไหนก็ได้ไม่ได้


2 จำกัดอยู่แต่เฉพาะในห้องเรียนอย่างสมัยก่อน การเรียนการสอน ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมี มากมายหลายรูปแบบ เช่น การเรียนการศึกษาผ่านเว็บไซต์ (Web-based Education)การ นำเสนอมัลติมีเดียผ่านเว็บไซต์(Web-based Multimedia Presentation) การเรียนการสอน ผ่านเว็บไซต์ (WBI) เป็นต้น การใช้งานบทเรียนคอมพิวเตอร์ในรูปแบบของสื่อออนไลน์นั้น ผู้ออกแบบสามารถลำดับความสำคัญของเนื้อหาที่จะต้องทำความเข้าใจก่อนเรียนในบทเรียนอื่น ๆ อีกทั้งสื่อการเรียนการสอนผ่านเว็บไซต์ก็จะเพิ่มพูนทักษะในการใช้งานเทคโนโลยี และ เนื้อหา ที่นำเสนอผ่านเครือข่ายอินเตอร์นั้นก็สามารถปรับปรุงได้ตลอดเวลา เพื่อให้นักศึกษาได้มี ความสามารถที่เพิ่มขึ้นและสามารถเรียนรู้ก้าวทันในโลกยุคสังคมออนไลน์ (ธนพงศ์จันทร์สุข, 2557: 23) การจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนผ่านเว็บเป็นวิธีการหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการ เรียนรู้ของนักเรียน นักเรียนสามารถใช้เวลาใดก็ได้ สถานที่ใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของ นักเรียน โดยไม่จำกัดการปฏิสัมพันธ์ไว้แต่เพียงในห้องเรียน ผู้สอนสามารถให้ผลย้อนกลับแก่ นักเรียนได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงเวลาเรียน (พัทธพล ฟุ้งจันทึก, 2553 : 2) ซึ่งการจัดการ เรียนการสอนในปัจจุบันได้นำโปรแกรมสำเร็จรูปโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การเรียนการ สอนทางไกลและการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายออนไลน์(ทิศนา แขมมณี, 2556 : 86) เข้ามา เป็นสื่อช่วยในการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น Google Site เป็นแอปพลิเคชันออนไลน์ หนึ่งที่ช่วยในการเรียนการสอนของครูโดยสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาแหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบไฟล์เสียง วิดีทัศน์ที่นักเรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่ายและไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเวลา ใดก็สามารถเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ (อิงอร นิลประเสริฐ และคณะ, 2557: 33) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเห็นว่าการนำเอาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site มาเป็นสื่อการสอน จะทำให้เกิดการเรียนรู้ตามความสามารถของผู้เรียน โดยไม่ต้องรอหรือเร่งให้ทันเพื่อนและถ้า ผู้เรียนไม่เข้าใจในส่วนใดของบทเรียนก็สามารถกลับไปเรียนซ้ำได้ซึ่งในฐานะที่ผู้วิจัยการพัฒนา บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site เป็นการยากที่จะให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ทันกัน จากเหตุผลดังกล่าวมาจึงทำให้ผู้วิจัยสนใจสร้างและพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ขึ้นมาเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวมาข้างต้นที่จะส่งผลให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม คำถามของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดคำถามของการวิจัยไว้ดังนี้ 1. การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หรือไม่ อย่างไร


3 2. การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิผลตามเกณฑ์ดัชนี ประสิทธิผลตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป หรือไม่ อย่างไร 3. ความรู้ในรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ของนักเรียน หลังเรียน ด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและ เทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียน หรือไม่ อย่างไร 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับใด ความมุ่งหมายของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดความมุ่งหมายของการวิจัยไว้ ดังนี้ 1 . เพื่ อพัฒ น าและห าป ระสิท ธิภ าพของบทเรียนผ่ านเว็บด้ วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อหาประสิทธิผลของบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตาม เกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป 3. เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ความสำคัญของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีความสำคัญตามประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 1. ได้บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและ เทคโนโลยี)


4 2. เป็นแนวทางให้กับครูผู้สอนหรือนักวิจัยที่สนใจพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ในเนื้อหาอื่น หรือระดับชั้นอื่นต่อไป สมมติฐานของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดสมมติฐานของการวิจัยไว้ ดังนี้ 1. การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิผลตามเกณฑ์ดัชนี ประสิทธิผลตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป 3. ความรู้ในรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ของนักเรียน หลังเรียน ด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและ เทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียน 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมากขึ้นไป ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ 1. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านข่าพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 58 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านข่าพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling) 2. ขอบเขตด้านตัวแปร 2.1 ตัวแปรอิสระ คือ การเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี)


5 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ประสิทธิภาพของบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Siteประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) 2.2.2 ประสิทธิผลของบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Siteประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) 2.2.3 ความรู้เกี่ยวกับบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Siteประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) 2.2.4 ความพึงพอใจต่อการเรียน 3. ขอบเขตด้านเนื้อหา บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ป ระกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีขอบข่ายเนื้อหา สาระการเรียนรู้ ดังนี้ 3.1 เทคโนโลยีกับมนุษย์ 3.2 กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม 3.3 ผลงานออกแบบเทคโนโลยี 4. ขอบเขตด้านระยะเวลาในการทดลองใช้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองใช้บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 รวมเวลาทั้งสิ้น 20 ชั่วโมง กรอบแนวคิดของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดของการวิจัย ดังนี้ การเรียนการสอนด้วยบทเรียน ผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและ เทคโนโลยี 1. ป ระสิทธิภ าพของบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Siteป ร ะ ก อ บ ก า ร เรี ย น ร า ย วิ ช า เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) 2. ป ระสิท ธิผลของบทเรียน ผ่ านเว็บด้ วย Google Siteป ร ะ ก อ บ ก า ร เรี ย น ร า ย วิ ช า เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) 3. ความรู้เกี่ยวกับบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Siteประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การ ออกแบบและเทคโนโลยี) 4. ความพึงพอใจต่อการเรียน ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดของการวิจัย


6 นิยามศัพท์เฉพาะ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นิยามศัพท์เฉพาะ ดังนี้ 1. บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site หมายถึง การสร้างบทเรียนด้วยโปรแกรมของ Google ที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์ฟรี สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ง่าย นำเสนอเนื้อหา โดยยึด หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยเสนอเนื้อหาวิชา และแบบทดสอบ ในรูป ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพกราฟิก วีดิ ทัศน์ การทำแบบทดสอบออนไลน์วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อทดสอบหรือประเมิน ความรู้ ความเข้าใจของผู้เรียนด้วยตนเอง 2. รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) จัดทำขึ้นสำหรับใช้ประกอบการ เรียนการสอน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยดำเนินการจัดทำให้สอดคล้องตามมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ทั้งทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี และการร่วมมือ เพื่อให้ผู้เรียนรู้เท่าทันการ เปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม สามารถแข่งขันและอยู่ ร่วมกับประชาคมโลกได้ 3. แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบแบบปรนัย รายวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ที่เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 30 ข้อ 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หลังเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) 5. ประสิทธิภาพของบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site หมายถึง คำที่กำหนดขึ้นเพื่อ ต้องการสร้างบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ให้ได้มาตรฐานตามที่ตั้งไว้ สำหรับบทเรียนผ่าน เว็บด้วย Google Site ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตั้งเกณฑ์ไว้ 80/80 มีความหมาย ดังนี้ 80 ตัวแรก E1 หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมด จากการทำกิจกรรม ระหว่างเรียน ได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 80 ตัวหลัง E2 หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 6. แบบสอบถามความพึงพอใจ หมายถึง แบบวัดความรู้สึกพึงพอใจและความคิดเห็น ของนักเรียนที่มีต่อการใช้การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น


7 7. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดีของนักเรียนที่แสดงถึง ความชอบความพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งวัดโดยแบบสอบถามความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การ ออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพ 2. ได้สื่อที่มีประสิทธิภาพที่นักเรียนสามารถนำไปศึกษาได้ด้วยตนเอง ตามความสะดวก และความสนใจทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลา 3. เป็นแนวทางในการพัฒนาการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site กลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่นต่อไป


8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยเรื่องการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. ความพึงพอใจ 5. วิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด เพื่อให้ได้ทั้งกระบวนการและความรู้จากวิธีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบการทดลอง แล้วนำ ผลที่ได้มาจัดระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์ความรู้ การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมีเป้าหมายที่สำคัญ ดังนี้ 1. เพื่อให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎี และกฎที่เป็นพื้นฐานในวิชาวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์ และข้อจำกัดในการศึกษา วิชาวิทยาศาสตร์ 3. เพื่อให้มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางเทคโนโลยี 4. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และ สภาพแวดล้อมในเชิงที่มีอิทธิพล และผลกระทบซึ่งกันและกัน 5. เพื่อนำความรู้ ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ สังคมและการดำรงชีวิต 6. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการ จัดการ ทักษะในการสื่อสารและความสามารถในการตัดสินใจ 7. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์


9 เรียนรู้อะไรในวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการ เชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ เรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับ ระดับชั้นโดยกำหนดสาระสำคัญดังนี้ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต การดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การเคลื่อนที่ พลังงาน และคลื่น วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตใน สังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการ ออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับ การคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร ในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงานการเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ ผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสาร เข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และ


10 มนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมสารพันธุกรรมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทาง ชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่าง สมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคหลักและธรรมชาติของการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวันผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอน พลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะกระบวนการเกิด และวิวัฒนาการ ของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อ สิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลกธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ และภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิง วิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และ สิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่าง เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และ การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม


11 คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1. เข้าใจลักษณะและองค์ประกอบที่สำคัญของเซลล์สิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ของการ ทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ การดำรงชีวิตของพืช การถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของยีนหรือโครโมโซม และตัวอย่างโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทางพันธุกรรม ประโยชน์และผลกระทบของสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ความหลากหลายทาง ชีวภาพ ปฏิสัมพันธ์ ขององค์ประกอบของระบบนิเวศและการถ่ายทอดพลังงานในสิ่งมีชีวิต 2. เข้าใจองค์ประกอบและสมบัติของธาตุ สารละลาย สารบริสุทธิ์สารผสม หลักการ แยกสาร การเปลี่ยนแปลงของสารในรูปแบบของการเปลี่ยนสถานะ การเกิดสารละลายและการ เกิดปฏิกิริยาเคมี และสมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์ของวัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสม 3. เข้าใจการเคลื่อนที่ แรงลัพธ์และผลของแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุ โมเมนต์ของแรง แรงที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน สนามของแรง ความสัมพันธ์ของงาน พลังงานจลน์ พลังงานศักย์ โน้มถ่วง กฎการอนุรักษ์พลังงาน การถ่ายโอนพลังงาน สมดุลความร้อน ความสัมพันธ์ของปริมาณ ทางไฟฟ้า การต่อวงจรไฟฟ้าในบ้าน พลังงานไฟฟ้า และหลักการเบื้องต้นของวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 4. เข้าใจสมบัติของคลื่น และลักษณะของคลื่นแบบต่าง ๆ แสง การสะท้อน การหักเห ของแสงและทัศนอุปกรณ์ 5. เข้าใจการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ การเกิดฤดู การเคลื่อนที่ ปรากฏของ ดวงอาทิตย์ การเกิดข้างขึ้นข้างแรม การขึ้นและตกของดวงจันทร์ การเกิดน้ำขึ้นน้ำลง ประโยชน์ ของเทคโนโลยีอวกาศ และความก้าวหน้าของโครงการสำรวจอวกาศ 6. เข้าใจลักษณะของชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบและปัจจัยที่มีผลต่อลมฟ้าอากาศ การ เกิดและผลกระทบของพายุฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน การพยากรณ์อากาศ สถานการณ์ การ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก กระบวนการเกิดเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์และการใช้ประโยชน์ พลังงานทดแทนและการใช้ประโยชน์ ลักษณะโครงสร้างภายในโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ทางธรณีวิทยาบนผิวโลก ลักษณะชั้นหน้าตัดดิน กระบวนการเกิดดิน แหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำ ใต้ดิน กระบวนการเกิดและผลกระทบของภัยธรรมชาติ และธรณีพิบัติภัย 7. เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีการเปลี่ยนแปลง ของเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพื่อเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคำนึงถึงผลกระทบ ต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และทรัพยากรเพื่อออกแบบและสร้าง ผลงานสำหรับการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันหรือการประกอบอาชีพ โดยใช้กระบวนการ ออกแบบเชิงวิศวกรรม รวมทั้งเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้งคำนึงถึงทรัพย์สินทางปัญญา 8. นำข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นำเสนอข้อมูล และสารสนเทศได้ตามวัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง


12 และเขียนโปรแกรมอย่างง่ายเพื่อช่วยในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อย่างรู้เท่าทันและรับผิดชอบต่อสังคม 9. ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาที่เชื่อมโยงกับพยานหลักฐาน หรือหลักการทาง วิทยาศาสตร์ที่มีการกำหนดและควบคุมตัวแปร คิดคาดคะเนคำตอบหลายแนวท าง สร้างสมมติฐาน ที่สามารถนำไปสู่การสำรวจตรวจสอบ ออกแบบและลงมือสำรวจตรวจสอบโดย ใช้วัสดุและเครื่องมือที่เหมาะสม เลือกใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในการ เก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพที่ได้ผลเที่ยงตรงและปลอดภัย 10. วิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของข้อมูลที่ได้จากการสำรวจตรวจสอบจาก พยานหลักฐาน โดยใช้ความรู้และหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการแปลความหมายและลงข้อสรุป และสื่อสารความคิดความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบหลากหลายรูปแบบหรือใช้เทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างเหมาะสม 11. แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ในสิ่งที่จะเรียนรู้มี ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการ ที่ให้ได้ผลถูกต้องเชื่อถือได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นของ ตนเองรับฟังความคิดเห็นผู้อื่นและยอมรับการเปลี่ยนแปลงความรู้ที่ค้นพบเมื่อมีข้อมูลและ ประจักษ์พยานใหม่เพิ่มขึ้นหรือโต้แย้งจากเดิม 12. ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวันใช้ ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้น เข้าใจผลกระทบทั้งด้านบวกและ ด้านลบของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ต่อสิ่งแวดล้อมและต่อบริบทอื่น ๆ และศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติม ทำโครงงานหรือสร้างชิ้นงานตามความสนใจ 13. แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการดูแลรักษาความสมดุลของ ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site 2.1 ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บ คาน (Khan, 1997) ได้ให้คำจำกัดความของการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction)ไว้ว่าเป็นการเรียนการสอนที่อาศัยโปรแกรมไฮเปอร์มีเดียที่ช่วยในการสอน โดยการ ใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะและทรัพยากรของอินเทอร์เน็ตมาสร้างให้เกิดการเรียนรู้อย่างมี ความหมาย โดยส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้อย่างมากมายและสนับสนุนการเรียนรู้ในทุกทาง คลาร์ก (Clark, 1996) ได้ให้คำจำกัดความของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่าเป็นการ เรียนการสอนรายบุคคลที่นำเสนอโดยการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์สาธารณะหรือส่วนบุคคลและ แสดงผลในรูปของการใช้เว็บบราวเซอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ติดตั้งไว้ได้โดยผ่านเครือข่าย


13 รีแลน และกิลลานิ (Relan and Gillani, 1997) ได้ให้คำจำกัดความของเว็บในการ สอนเอาไว้ว่าเป็นการกระทำของคณะหนึ่งในการเตรียมการคิดในกลวิธีการสอนโดยกลุ่ม คอนสตรัคติวิซึ่มและการเรียนรู้ในสถานการณ์ร่วมมือกัน โดยใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะและ ทรัพยากรในเวิลด์ไวด์เว็บ ดริสคอล (Driscoll, 1997) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการ ใช้ทักษะหรือความรู้ต่างๆ ถ่ายโยงไปสู่ที่ใดที่หนึ่งโดยการใช้เวิลด์ไวด์เว็บเป็นช่องทางในการ เผยแพร่สิ่งเหล่านั้น แฮนนัม (Hannum, 19100) กล่าวถึงการเรียนการสอนผ่านเว็บว่าเป็นการจัดสภาพ การเรียนการสอนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ต บนพื้นฐานของหลักและวิธีการ ออกแบบการเรียนการสอนอย่างมีระบบ พรทิพย์ ชูศรี (2556: 46) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต การเรียนการสอนผ่านเว็บไว้ว่า การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Online Instruction) เป็น การจัดการเรียนการสอนที่มีสภาพการเรียนที่ต่างไปจากรูปแบบเดิม โดยอาศัยทั้งศักยภาพและความสามารถของอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการเรียนการสอนที่มีเทคโนโลยี สูงสุดในขณะนี้ให้เข้ามาช่วยเอื้ออำนวยเป็นเครื่องมือและเป็นแหล่งสนับสนุนการเรียนการสอน ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย เชื่อมโยงเครือข่ายที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ทุกเวลา ซึ้ง ให้มีชื่อเรียกหลายลักษณะ ได้แก่ การทดสอบผ่านเว็บ (Web-based Instruction) การเรียนรู้ ผ่านเว็บ (Web-based Training) การสอน ผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet-based Instruction) การสอนผ่านเวิลด์ไวด์เว็บ (Web-based Instruction) การเรียนรู้ผ่านเวิลด์ไวด์เว็บ (Web Training) การเรียนผ่านเว็บ (Web-based Leaning) ศรันย์ พรมสวัสดิ์ (2557: 19) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บไว้ว่า การเรียน การสอนผ่านเว็บ หมายถึง บทเรียนผ่าน (Web based instruction) คือ การเรียนการ สอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่มีรูปแบบของไฮเปอร์มีเดีย โดยอาศัยประโยชน์ทรัพยากร ของอินเทอร์เน็ต และ เวิลด์ ไวด์ เว็บ ซึ่งรวมทั้งเครื่องมือสื่อสารในการสร้างสรรค์กิจกรรม การเรียนทำให้เกิดการเรียนรู้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา นิตยา มั่นศักดิ์ (2560: 19) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บไว้ว่า บทเรียนที่ถูกพัฒนาขึ้นมาประกอบด้วยภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ข้อความ และเสียง โดยผ่านการ เชื่อมโยงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สรุปได้ว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการใช้เครื่องมือหรือสื่อที่จัดทำขึ้นในลักษณะสื่อ หลายมิติมาช่วยในการเรียนรู้ โดยใช้เทคโนโลยีของเว็บและเบราเซอร์เป็นตัวจัดการให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด สามารถปรับปรุงพัฒนาเนื้อหาให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วและตลอดเวลา ซึ่ง ผู้วิจัยจึงสนใจจัดทำบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี


14 (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพราะเป็นสื่อที่นักเรียน สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ได้ทุกที่ทุกเวลา 2.2 ส่วนประกอบของการเรียนการสอนผ่านเว็บ ประกอบด้วย 4 ส่วน ดังนี้ 1. สื่อสำหรับนำเสนอ (Presentation media) หมายถึง ตัวบทเรียนที่นำเสนอผ่าน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังผู้เรียนในลักษณะของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ข้อความ (Text), ภาพนิ่ง (Still image), กราฟิก (Graphic), ภาพเคลื่อนไหว (Animation), วิดีทัศน์ (Video) และเสียง (Sound) 2. การปฏิสัมพันธ์ (Interactivity) หมายถึง การโต้ตอบที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เรียนกับ บทเรียน 3. การจัดการฐานข้อมูล (Database management) หมายถึง การจัดการเกี่ยวกับ บทเรียนเริ่มตั้งแต่การลงทะเบียนจนถึงการประเมินผลการเรียน 4. ส่วนสนับสนุนการเรียนการสอน (Course support) หมายถึง การบริการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน จำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ 4.1 Asynchronous หมายถึง ส่วนสนับสนุนการเรียนการสอนที่ใช้งานในลักษณะ Off-line สำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับบทเรียน หรือผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. อิเล็กทรอนิกส์บอร์ด (Electronic board) เช่น BBS, Web board 2. จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) 4.2 Synchronous หมายถึง ส่วนสนับสนุนการเรียนการสอนที่ใช้งานในลักษณะ On-line สำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับบทเรียนหรือผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. การสนทนาผ่านเครือข่าย (Internet relay chat) เช่น Chat room, ICQ 2. การประชุมทางไกลด้วยภาพ (Video conferencing) 3. การบรรยายสด (Live lecture) 4. การติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่าย เช่น Internet phone, Net meeting นอกจากนี้ยังมีส่วนสนับสนุนการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการใช้เครื่องมือหรือการบริการ ที่มีอยู่บน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อำนวยความสะดวกในการศึกษ าบทเรียน WBI: Web based instruction ได้แก่ เครื่องมือสำหรับค้นหาข้อมูล ได้แก่ Search engine tool ต่าง ๆ และ เครื่องมือสำหรับเข้าสู่ระบบเครือข่าย ได้แก่ Telnet, FTP 2.3 การออกแบบบทเรียนผ่านเว็บ บทเรียนผ่านเว็บมีการนำเสนอรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ที่ง่าย ต่อความเข้าใจ ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจึงจำเป็นต้องมีการออกแบบการเรียนการ สอนตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้


15 ดิลลอน (Dillon, 1997 : 221-224) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับขั้นตอนในการสร้าง บทเรียนที่มีลักษณะเป็นสื่อหลายมิติ (Hypermedia) ซึ่งหลักการนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน การออกแบบและพัฒนาเว็บเพื่อการเรียนการสอนแนวคิดดังกล่าวมีขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาเกี่ยวกับผู้เรียนและเนื้อหาที่จะนำมาพัฒนาเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ และแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียน 2. วางแผนเกี่ยวกับการจัดรูปแบบโครงสร้างของเนื้อหาศึกษาคุณลักษณะของ เนื้อหาที่จะนำมาใช้เป็นบทเรียนว่าควรจะนำเสนอในลักษณะใด 3. ออกแบบโครงสร้างเพื่อการเข้าถึงข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพโดยผู้ออกแบบ ควรศึกษาทำความเข้าใจกับโครงสร้างของบทเรียนแบบต่างๆโดยพิจารณาจากลักษณะผู้เรียนและ เนื้อหาว่าโครงสร้างลักษณะใดจะเอื้ออำนวยต่อการเข้าถึงข้อมูลของผู้เรียนได้ดีที่สุด 4. ทดสอบรูปแบบเพื่อหาข้อผิดพลาดจากนั้นทำการปรับปรุงแก้ไขและทดสอบ ซ้ำอีกครั้งจนแน่ใจว่าเป็นบทเรียนที่มีประสิทธิภาพก่อนที่จะนำไปใช้งาน วิธีดำเนินการ 5 ขั้นตอนเพื่อการออกแบบและพัฒนาการเรียนการสอนผ่านเว็บ ที่มีประสิทธิภาพ คือ 1. ทำการวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียนรวมทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของ ผู้เรียน 2. การกำหนดเป้าหมายวัตถุประสงค์และกิจกรรม 3. ควรเลือกเนื้อหาที่จะใช้นำเสนอพร้อมกับหางานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและ ช่วยสนับสนุนเนื้อหา 4. การวางโครงสร้างและจัดเรียงลำดับข้อมูลรวมทั้งกำหนดสารบัญเครื่องมือ การเข้าสู่เนื้อหา (Navigational Aids) โครงร่างหน้าจอและกราฟฟิกประกอบ 5. ดำเนินการสร้างเว็บไซต์โดยอาศัยแผนโครงเรื่องการออกแบบการเรียนการ สอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีหลายขั้นตอนซึ่งในการออกแบบนั้นควรศึกษาขั้นตอนการ ออกแบบ ศึกษาเนื้อหา และผู้เรียน ซึ่งต้องออกแบบให้มีความสัมพันธ์กันจึงจะช่วยให้ได้บทเรียน ที่มีคุณภาพ คาน (Khan, 1997) ได้กล่าวไว้ว่า การออกแบบเว็บที่ดีมีความสำคัญต่อการเรียนการ สอน เป็นอย่างมากดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจถึงคุณลักษณะ 2 ประการของโปรแกรมการเรียน การสอนผ่านเว็บ 1. คุณลักษณะหลัก (Key Features) เป็นคุณลักษณะพื้นฐานของโปรแกรมการเรียน การสอนผ่านเว็บทุกโปรแกรม ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน ผู้สอน หรือผู้เรียนคนอื่น ๆ การนำเสนอบทเรียนในลักษณะของสื่อหลายมิติ (Multimedia) การ นำเสนอบทเรียนระบบเปิด (Open System) กล่าวคือ อนุญาตให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ เว็บเพจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ผู้เรียนสามารถสืบค้นข้อมูลบนเครือข่ายได้ (Online Search) ผู้เรียน


16 ควรที่จะสามารถเข้าสู่โปรแกรม การสอนผ่านเว็บจากที่ใดก็ได้ทั่วโลก รวมทั้งผู้เรียนควรที่จะ สามารถควบคุมการเรียนของตนเองได้ 2. คุณลักษณะเพิ่มเติม (Additional Features) เป็นคุณลักษณะประกอบเพิ่มเติม ซึ่ง ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความยากง่ายของการออกแบบ เพื่อนำมาใช้งานและการนำมาประกอบกับ คุณลักษณะหลักของโปรแกรมการเรียนการสอนผ่านเว็บ ตัวอย่างเช่น ความง่ายในการใช้งานของ โปรแกรมมีระบบป้องกันการลักลอบข้อมูล รวมทั้งระบบให้ความช่วยเหลือบนเครือข่ายมีความ สะดวกในการแก้ไข ปรับปรุงโปรแกรม เป็นต้น โจนส์และฟาร์เควอร์ (Jones and Farquar, 1997) ได้แนะนำหลักการออกแบบ เบื้องต้นที่จะเป็นจุดเริ่มในการพัฒนาเว็บเพื่อการเรียนการสอน ดังนี้ 1. ควรมีการจัดโครงสร้างหรือจัดระเบียบข้อมูลที่ชัดเจน การที่เนื้อหามีความต่อเนื่องไป ไม่สิ้นสุดหรือกระจายมากเกินไปอาจทำให้เกิดความสับสนต่อผู้ใช้ได้ ฉะนั้นจึงควรออกแบบให้มี ลักษณะที่ชัดเจนแยกย่อยออกเป็นส่วนต่าง ๆ จัดหมวดหมู่ในเรื่องที่สัมพันธ์กัน รวมทั้งอาจมีการ แสดงให้ผู้ใช้เห็นแผนที่โครงสร้างเพื่อป้องกันความสับสนได้ 2. กำหนดพื้นที่สำหรับการเลือก (Selectable Areas) ให้ชัดเจนซึ่งโดยทั่วไปจะมี มาตรฐานที่ชัดเจนอยู่แล้ว เช่น ลักษณะของไฮเปอร์เท็กซ์ที่เป็นคำสีฟ้าและขีดเส้นใต้ พยายาม หลีกเลี่ยงการออกแบบที่ขัดแย้งกับมาตรฐานทั่วไปที่คนส่วนใหญ่ใช้ยกเว้นจะมีความจำเป็นที่ ต้องใช้นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการทำให้ตัวเลือกเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งปกติเมื่อมีการคลิกคำหรือ ข้อความใด ๆ เมื่อกลับมาที่หน้าเดิมคำหรือข้อความนั้น ๆ ก็จะเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีแดงเข้มเพื่อ บอกให้ทราบว่าผู้ใช้ได้เลือกส่วนนั้นไปแล้ว ในการออกแบบจึงควรใช้มาตรฐานเดิมแบบนี้เช่นกัน 3. กำหนดให้แต่หน้าจอภาพสั้น ๆ ทั้งนี้จากการวิจัยพบว่าผู้ใช้ไม่ชอบการเลื่อนขึ้นลง (Scroll) (Nielsen, 1996 อ้างถึงใน Jones and Farquar, 1997) อีกทั้งยังเสียเวลาในการ โหลดนานและยุ่งยาก ต่อการพิมพ์ที่ผู้ใช้ต้องการเนื้อหาเพียงบางส่วน แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ หน้ายาวก็ควรกำหนดเป็นพื้นที่แต่ละส่วนของหน้า โดยให้ผู้เรียนสามารถเลือกไปยังจุดต่าง ๆ ได้ ในหน้าเดียวในลักษณะของบุ๊คมาร์ค (Bookmark) 4. ลักษณะการเชื่อมโยงที่ปรากฏในแต่ละหน้า หากมีทั้งการเชื่อมโยงในหน้าเดียวกัน และการเชื่อมโยงไปยังหน้าอื่น ๆ หรือออกจากหน้าจอไปยังหน้าจอใหม่จะก่อให้เกิดการสับสนได้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งถ้าผู้เรียนใช้ปุ่มมาตรฐานที่มีอยู่ในโปรแกรมค้นผ่าน (Web Browser) อาจทำ ให้ผู้เรียนหลงทางได้ ฉะนั้นจึงต้องออกแบบให้มีความแตกต่างและชัดเจน 5. ต้องระวังเรื่องของตำแหน่งในการเชื่อมโยง การที่จำนวนการเชื่อมโยงมากและกระจัด กระจายอยู่ทั่วไปในหน้าอาจก่อให้เกิดความสับสน การออกแบบที่ดีควรจัดการเชื่อมโยงไปยังหน้า อื่น ๆ อยู่รวมกันเป็นสัดส่วนมีลำดับก่อนหลังหรือมีหมายเหตุประกอบ เช่น จัดรวมไว้ส่วนล่างของ หน้าจอ เป็นต้น


17 6. ความเหมาะสมของคำที่ใช้เชื่อมโยง คำที่ใช้สำหรับการเชื่อมโยงจะต้องเข้าใจง่ายมี ความชัดเจนและไม่สั้นจนเกินไป 7. ความสำคัญของข้อมูลควรอยู่ส่วนบนของหน้าจอภาพ หลีกเลี่ยงการใช้กราฟิกด้านบน ของหน้าจอเพราะถึงแม้จะดูดีแต่ผู้เรียนจะเสียเวลาในการได้รับข้อมูลที่ต้องการ สรุปได้ว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บ เป็นการจัดการอย่างจงใจและนำเสนอข้อมูลที่มี เป้าหมาย เพื่อพัฒนาการเรียนรู้โดยเฉพาะ ดังนั้นการออกแบบบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ควรจัดเตรียมบทเรียน กิจกรรม แบบฝึกหัด และแบบทดสอบ เพื่อให้นักเรียน ได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.4 ลักษณะและประเภทของการเรียนการสอนผ่านเว็บ การเรียนการสอนผ่านเว็บมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปลักษณะของการเรียนการสอนผ่าน เว็บมีนัก การศึกษากล่าวถึงการแบ่งประเภทของการเรียนการสอนผ่านเว็บไว้ดังนี้ พ า ร์สัน (Parson, 1 9 9 7 ) ได้ แบ่งป ระเภ ท ของก า รเรียน ก า รส อน ผ่ าน เว็บ ออกเป็น 3 ลักษณะ 1. การเรียนการสอนผ่านเว็บแบบรายวิชาเดียว (Stand-alone courses) เป็นรายวิชาที่ มีเครื่องมือและแหล่งที่เข้าไปถึงและเข้าหาได้โดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตอย่างมากที่สุด ถ้าไม่มี การสื่อสาร ก็สามารถที่จะไปผ่านระบบการสื่อสารได้ ลักษณะของการเรียนการสอนผ่านเว็บแบบ นี้มีลักษณะเป็น แบบวิทยาเขตมีนักศึกษาจำนวนมากเข้ามาใช้จริงแต่จะมีการส่งข้อมูลจาก รายวิชาทางไกล 2. การเรียนการสอนผ่านเว็บแบบเว็บสนับสนุนรายวิชา (Web supported courses) เป็นรายวิชาที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมที่มีการพบปะระหว่างครูกับนักเรียนและมีแหล่งให้มาก เช่น การกำหนดงานให้ทำบนเว็บ การกำหนดให้อ่าน การสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือการมี เว็บที่สามารถชี้ตำแหน่งบนพื้นที่ของเว็บไซต์โดยรวมกิจกรรมต่าง ๆ เอาไว้ 3. ก ารเรียน ก ารสอน ผ่ านเว็บ แบบ ศูน ย์กล างก ารศึกษ า (Web pedagogical resources) เป็นชนิดของเว็บไซต์ที่มีวัตถุดิบ เครื่องมือ ซึ่งสามารถรวบรวมวิชาขนาดใหญ่เข้าไว้ ด้วยกันหรือเป็นแหล่ง สนับสนุนกิจกรรมทางการศึกษา ซึ่งผู้ที่เข้ามาใช้ก็จะมีสื่อให้บริการหลาย รูปแบบอย่างเช่น เป็นข้อความ เป็นภาพกราฟิก การสื่อสารระหว่างบุคคลและการทำ ภาพเคลื่อนไหวต่างเป็นต้น ใจทิพย์ ณ สงขลา (2554: 15) ได้กล่าวถึงการแบ่งประเภทการใช้เว็บเพื่อการเรียนการ สอน 4 ลักษณะ ดังนี้ 1. เว็บเพื่อเสริมการสอนรายวิชา การเรียนโดยใช้เว็บเพื่อการสอนเสริมเป็นการจัดทำ เพื่อให้เป็นแหล่งข้อมูลหรือสารสนเทศเพิ่มเติมเสริมจากการเรียนปกติรวมทั้งอาจมีการจัด


18 กิจกรรมการสื่อสาร นอกเวลาการเรียนโดยใช้เว็บเป็นช่องทางการสื่อสารหลักซึ่งอาจปิดเฉพาะ ให้กับผู้เรียนรายวิชานั้นหรือ อาจเผยแพร่ให้กับผู้สนใจทั่วไปเข้าศึกษา 2. เว็บเพื่อการเรียนการสอนในหลักสูตร เว็บเพื่อการเรียนการสอนในหลักสูตร เป็นการ กำหนดรายวิชาประกอบเข้าเป็นหลักสูตรมีการจัดเป็นระบบการเรียนการสอน การติดตามผลการ เรียน การบริหารจัดการ และบริการสารสนเทศให้กับผู้เรียน โดยผู้เรียนจะต้องลงทะเบียนใน หลักสูตรดังกล่าว เว็บในลักษณะนี้มักปรากฏในลักษณะการศึกษาทางไกล ซึ่งอาจกำหนดเป็น โปรแกรมการเรียนการสอน ทั้งหมดผ่านเครือข่ายหรือควบคู่ไปกับการศึกษาจากสื่อสารเรียน หรือการเรียนที่ผู้เรียนผู้สอนต้องพบปะกันจริง (On line/off line) ในลักษณะผสมผสาน (Blended หรือ Hybrid learning) 3. เว็บเพื่อการจัดการเรียนแบบดีกรีร่วม การจัดการเรียนแบบดีกรีร่วมด้วยเว็บเป็นการ พัฒนาเว็บเพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างการเรียนการสอนของสถาบันมากกว่าหนึ่งสถาบันร่วมกัน โดยทั่วไปอาจจัดเป็นหลักสูตรร่วมกรณีที่สถาบันการศึกษามีความชำนาญเฉพาะเรื่องแตกต่างกัน หรือการจัดการเป็น หลักสูตรความร่วมมือระหว่างสถาบันในแต่ละประเทศมีข้อตกลงเรื่องของ การบริหารจัดการแตกต่างกัน ไปในแต่ละกรณี 4. เว็บที่เป็นแหล่งข้อมูล เว็บที่เป็นแหล่งข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา หรือบทเรียนที่ จัดไว้เพื่อให้ผู้สนใจทั่วไปเข้าไปศึกษาอยู่ในลักษณะของแหล่งข้อมูลหรือฐานข้อมูล 2.5 ประโยชน์ของการเรียนการสอนผ่านเว็บ ประโยชน์ของการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ มีดังนี้(ใจทิพ ณ สงขลา, 2554: 41) 1. ช่วยตอบสนองความแตกต่างในการเรียนรู้ของบุคคลและสามารถให้สาระได้มากกว่า การใช้เพียงสื่อชนิดเดียว 2. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยหลาย ๆ วิธีการ ทำให้เรียนรู้ได้ดีกว่าและมีความ คงทนในความได้นานกว่า 3. ช่วยสนองความแตกต่างของสไตล์การเรียนรู้และความชอบของผู้เรียน 4. ช่วยสร้างแรงจูงใจกับผู้เรียน ข้อคำนึงในการเรียนการสอนบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 1.ความพร้อมของอุปกรณ์และระบบเครือข่าย เนื่องจากการเรียนการสอนผ่านเว็บเป็น การปรับเนื้อเดิมสู่รูปแบบใหม่ จะเป็นต้องมีเครื่องมือ อุปกรณ์ ระบบเครือข่ายที่พร้อมและ สมบูรณ์ เพื่อให้บทเรียนได้มีคุณภาพ และทันต่อความต้องการของผู้เรียน ผู้เรียนสามารถเลือก เวลาเรียนได้ทุก เวลา 2. ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ผู้เรียนและผู้สอนต้องมีความรู้และทักษะ ทั้งด้านคอมพิวเตอร์และครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะผู้สอนจำเป็นต้องทักษะอื่น ๆ ประกอบ เพื่อสร้าง เว็บไซต์การสอนที่น่าสนใจให้กับผู้เรียน


19 3. ความพร้อมของผู้สอน ผู้สอนจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้แนะนำ มาเป็นผู้อำนวย ความสะดวกยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้ กระตุ้นกระทำกิจกรรมเตรียมเนื้อหาและแหล่งค้นคว้าที่คุณภาพ รวมทั้งความพร้อมด้านการใช้ คอมพิวเตอร์การผลิต การผลิตบทเรียนผ่านเว็บ และเผยแพร่บทเรียนผ่านด้วยตนเอง มีความ กระตือรือร้น ตื่นตัว ใฝ่รู้มีความ รับผิดชอบ กล้าแสดงความคิดเห็นและศึกษาความรู้ใหม่ ๆ 4. ความพร้อมของผู้สอน ผู้สอนจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้แนะนำ มาเป็นผู้อำนวย ความสะดวก ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้ กระตุ้นกระทำ กิจกรรมเตรียมเนื้อหาและแหล่งค้นคว้าที่มีคุณภาพ รวมทั้งความพร้อมด้านการใช้ คอมพิวเตอร์การผลิต บทเรียนผ่านเว็บ และการเผยแพร่บทเรียนผ่านเว็บบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต 5. เนื้อหาบทเรียนจะต้องเหมาะสมกับผู้เรียนให้มากกว่ากลุ่มที่สุด มีหลากหลายให้ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มที่สุด มีหลากหลายให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเลือกเรียนได้ด้วยตนเอง มีกิจกรรม วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เลือกใช้สื่อการสอนที่เหมาะกับความพร้อมของเทคโนโลยี การลำดับเนื้อหา ชัดเจนมีประสิทธิภาพใน การเรียนการสอน สรุปได้ว่า ประโยชน์และข้อดีของการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บได้ว่าการเรียนการ สอนผ่าน เว็บนั้นเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ผู้เรียนและผู้สอนไม่ จำเป็นจัดการสอนในห้องเรียนปกติ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถเรียนซ้ำในส่วนที่ ต้องการเรียนในบทเรียนเดิม และยังสามารถหาความรู้เพิ่มเติมหามีข้อสงสัยจากครูผู้สอนผ่าน ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือการพูดคุย บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทันที ซึ่งช่วยให้แก้ไขปัญหา การเรียนของผู้เรียนได้ ผู้สอนสามารถปรับปรุง บทเรียนของตนเองได้ตลอดเวลาเพื่อให้เกิดการ พัฒนาบทเรียนให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ 2.6 ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรม Google Site สุกิจ สุวิริยะชัยกุล (2558: 65) Google Sites คือโปรแกรมของ Google ที่ให้บริการ สร้าง เว็บไซต์ฟรี สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ง่าย และสามารถรวบรวมความหลากหลายของข้อมูลไว้ ในที่เดียว กนกพร ฉันทนารุ่งภักดิ์ (2553: 48-49) ได้กล่าวว่า Google Site เป็นหนึ่งใน Google Apps for Education ของ Google ที่ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อสนับสนับสนุนการเรียนการ สอน 2.7 รู้จักกูเกิ้ลไซต์ (Google Site) 1. Google Sites ให้บริการครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 2. สร้างเว็บไซต์ได้สุดแสนจะง่ายดาย ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็โชว์ผลงานได้ 3. ไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาเขียนเว็บ (HTML) ให้ปวดหัว แค่ใช้เวิร์ดพิมพ์งานเป็นก็เริ่มได้ เลยแถมเมนูเป็นภาษาไทยอีกต่างหาก


20 4. มีแบบเทมเพลตสำเร็จรูปให้เลือกมากมาย คล้าย ๆ กับแบบสำเร็จเพาเวอร์พอยต์ 5. สามารถแชร์เว็บได้ 6. เป็นระบบที่ครอบคลุม เอามาใช้ด้วยกันได้เลย เช่น อีเมล์ (email) ปฏิทิน (Calendar) 7. เอกสาร (Documents) ยูทูป (YouTube) อัลบั้มภาพ (Picasa) แผนที่ (Map) ฯลฯ 8. Free Accountไว้ที่ 100 MB พื้นที่จัดเก็บ 10 GB* (GB=กิกะไบต์) ขนาดไฟล์ สูงสุด 10 MB (MB=เมกกะไบต์) จำนวนหน้าเว็บเพจไม่จำกัดการใช้งาน Google site 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กู๊ด (Good. 1973: 1) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงความรู้หรือทักษะที่ เกิดจากการเรียนรู้ที่ได้เรียนมาแล้ว โดยได้จากการทดสอบของครูผู้สอน ชวาล แพรัตกุล (2552: 13) ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสำเร็จ ในด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ของสมอง นั่นคือสัมฤทธิ์ผลทางการเรียน ควรจะประกอบด้วยสิ่งสำคัญอย่างน้อย 3 สิ่ง คือ ความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพของสมองด้าน ต่าง ๆ ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึง ความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวล ประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของ สมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับ ความสามารถสมองของบุคคลว่า เรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และ สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย ศิริชัย กาญจนวาสี (2556: 161) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ คือ ระดับความรู้ ความสามารถพฤติกรรมหรือลักษณะทางจิตใจที่เป็นผลจากการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนจะ เกิด การเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณหรือคุณภาพของความรู้ ความสามารถ พฤติกรรม หรือ ลักษณะทางจิตใจ ถ้าเปลี่ยนไปในทิศทางที่พึงประสงค์ตามจุดมุ่งหมายของ หลักสูตร หรือจากการจัด กิจกรรมการเรียนที่ผู้สอนจัดขึ้น นอกจากนี้การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนโดยทั่วไปมักจะใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์เป็นเครื่องมือในการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ของ การเรียนของผู้เรียนตาม เป้าหมายที่กำหนดทำให้ผู้สอนได้ทราบพัฒนาการเรียนรู้ ความสามารถ ของผู้เรียนว่ามีความรู้ความสามารถในระดับใดถึงมาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดไว้หรือยัง เมื่อนำไป เปรียบเทียบกับความรู้ความสามารถก่อนได้รับการพัฒนาแล้วมีความแตกต่างกันหรือไม่


21 บุญชม ศรีสะอาด (2556: 56) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความสามารถของบุคคลด้านวิชาการซึ่งเป็นผลจากการเรียนรู้ในเนื้อหา สาระ ตามจุดประสงค์ของวิชาหรือเนื้อหาที่สอนนั้น เรืองศิลป์วรรณสัมผัส (2558: 72) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลที่เกิดจากกระบวนการ เรียน การสอน โดยเกิดจากความรู้ ความสามารถ ทักษะกระบวนการของผู้เรียนที่ได้รับจาก กิจกรรมการเรียน การสอน หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถของ สมรรถภาพทางสมอง รสนภา ราสุ (2559: 64) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลที่เกิดจากการกระทำของบุคคล ซึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเนื่องจากได้รับประสบการณ์โดยการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือจาก การเรียน การสอนในชั้นเรียนและสามารถประเมินหรือวัดได้จากการทดสอบ สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการทดสอบวัดความรู้และประเมินผลสัมฤทธิ์ของ การเรียนของผู้เรียนตามเป้าหมายที่กำหนดทำให้ผู้สอนได้ทราบพัฒนาการเรียนรู้ ความสามารถ ของผู้เรียนว่ามีความรู้ความสามารถในระดับใดถึงมาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดไว้หรือไม่ ในการสร้าง บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและ เทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการการ ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3.2 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ศิริชัย กาญจนวาสี (2556: 163 - 165) ได้จำแนกประเภทของแบบทดสอบดังนี้ 1. จำแนกตามผู้สร้าง มี 2 ประเภท ได้แก่ 1.1 แบบทดสอบมาตรฐาน สร้างขึ้นโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เช่น สำนักทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) หรือบริษัทสร้างแบบทดสอบ มักจะออกข้อสอบที่มี เนื้อหาสาระ ที่กว้าง ๆ ที่สามารถใช้ได้กับหลาย ๆ สถาบัน และโดยทั่วไปจะมีการบริการ ดำเนินการจัดสอบ แปล ผลเปรียบเทียบ และรายงานคุณภาพของแบบทดสอบ 1.2 แบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้นใช้ เองมี ลักษณะครอบคลุมเนื้อหาเฉพาะตามหลักสูตรสถานศึกษา การตรวจให้คะแนนจึงมักจะ เปรียบเทียบกับ เกณฑ์ที่ผู้สอนตั้งไว้ หรือเปรียบเทียบเฉพาะกลุ่มที่สอบด้วยกันเท่านั้น 2. จำแนกตามการใช้ มี 4 ประเภท ได้แก่ 2.1 แบบทดสอบความพร้อม เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดพื้นฐานความรู้ หรือทักษะ ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้วิชา/บทเรียน/หน่วยการเรียนรู้ เพื่อพิจารณาว่าผู้เรียนมีพื้นฐาน เพียงพอหรือไม่ ผู้สอนจะได้ปูพื้นฐานหรือทบทวนพื้นฐานที่จำเป็นก่อนเริ่มเรียนเนื้อหาในหน่วย การเรียนนั้น


22 2.2 แบบทดสอบวินิจฉัย เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดจุดอ่อน จุดแข็งหรือ วินิจฉัย ปัญหาของผู้สอบ เพื่อระบุปัญหาของผู้สอบ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการปรับปรุงการเรียนการ สอนและนำมาเป็นข้อมูลในการสอนซ่อมเสริม 2.3 แบบทดสอบสมรรถภาพ เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดว่าผู้สอบมี สมรรถนะถึงระดับที่เหมาะสมตามเกณฑ์มาตรฐานหรือตัวชี้วัดหรือยังเป็นเครื่องบ่งชี้ระดับ ความสามารถ มักใช้สำหรับการสอบคัดเลือกหรือให้สิทธิบางประการ เช่น การสอบ TOEFL, TOEIC, CU-TEP หรือ การ สอบใบขับขี่รถยนต์ เป็นต้น 2.4 แบบทดสอบเชิงสำรวจ เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดระดับความรู้เชิง สรุปทั่วไป ของนักเรียนนักศึกษาในสาขาวิชาเฉพาะ เพื่อทดสอบความรู้ทั่วไป เช่น แบบทดสอบ ปลายภาค เป็นต้น 3. จำแนกตามการแปลผล มี 2 ประเภท ได้แก่ 3.1 แบบทดสอบอิงกลุ่ม เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดผลการเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างความรู้ ความสามารถของผู้สอบ มักถูกใช้เพื่อทำหน้าที่จำแนกระดับความรู้ ความสามารถที่แตกต่างกันของผู้เข้าสอบ คะแนนสอบจึงนำไปใช้ในการแปลความหมายโดยการ เปรียบเทียบความรู้ ความสามารถระหว่างกลุ่มผู้เข้าสอบด้วยกัน 3.2 แบบทดสอบอิงเกณฑ์ เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดระดับการเรียนรู้ ของผู้เรียน ว่ามีความรู้ความสามารถอะไรบ้าง มักถูกสร้างให้ครอบคลุมทักษะที่สำคัญของการ เรียนรู้ที่อยากให้เกิด แก่ผู้เรียน คะแนนสอบจึงมีการแปลผลเทียบกับเกณฑ์ หรือ มาตรฐานที่ กำหนดไว้ 4. จำแนกตามรูปแบบการตอบ มี 2 ประเภท ได้แก่ 4.1 แบบทดสอบประเภทเสนอคำตอบ ได้แก่ การเขียนความเรียง แบบ ปลายเปิด ความเรียงแบบปลายปิด การตอบสั้น ๆ การเติมคำ 4.2 แบบทดสอบประเภทเลือกตอบ ได้แก่ แบบถูก-ผิด แบบจับคู่ แบบหลาย ตัวเลือก ไพโรจน์ คะเชนทร์(2556 : 45) ได้จัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher made tests) และ แบบทดสอบ มาตรฐาน (Standardized tests) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือ ถามสิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่มพฤติกรรมได้ 6 ประเภท คือ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมิน 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการ ทดสอบผู้เรียนในชั้นเรียน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ


23 1.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่ แบบถูก – ผิด (True-false) แบบจับคู่ (Matching) แบบเติมคำให้สมบูรณ์ (Completion) หรือแบบคำตอบสั้น (Short answer) และแบบเลือกตอบ (Multiple choice) 1.2 แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ แบบจำกัดคำตอบ (Restricted response items) และแบบไม่จำกัดความตอบ หรือ ตอบอย่างเสรี (Extended response items) 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง โดย ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในเนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของ แบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็น ปรนัย (Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบ ม าต ร ฐ าน ได้ แ ก่ California Achievement Test, Iowa Test of Basic Skills, stanford achievement test และ the Metropolitan Achievement tests เป็นต้น 3.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บุญชม ศรีสะอาด (2556: 26 – 36) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเป็นแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ในวิชาต่าง ๆ ในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา แบบทดสอบที่จะสร้างหรือพัฒนา อาจมุ่งใช้กับประชากรเป้าหมายที่อยู่ในระดับการศึกษา ระดับชั้น วิชา และสถานที่ต่าง ๆ กัน เช่น ด้านระดับการศึกษาอาจเป็นระดับอุดมศึกษา ระดับ มัธยมศึกษา ระดับประถมศึกษา ฯลฯ วิชาอาจเป็นสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ฯลฯ สถานที่อาจเป็นภาคใดภาคหนึ่งเขตการศึกษา หนึ่ง จังหวัดหนึ่ง หรือแม้กระทั้งโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง ในด้านวิชาอาจสร้างแบบทดสอบเพื่อวัด ครอบคลุมหลักสูตรทั้งหมดของวิชานั้น หรือเลือกวัดในเนื้อหา (หรือจุดประสงค์) เพียงบางส่วน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอาจจำแนกเป็น 3 แบบ คือ แบบอิงเกณฑ์แบบ อิงโดเมน แบบวินิจฉัย ดังนี้ 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์อิงเกณฑ์ เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนน เกณฑ์สำหรับใช้ตัดสินว่า ผู้สอบมีความรู้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ การวัดตรงตามจุดประสงค์ เป็นหัวใจของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ 2. แบบทดสอบอิงโดเมน เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนตาม แนวการเรียนเพื่อรอบรู้ ในการเขียนข้อสอบจะต้องกำหนดกลุ่มพฤติกรรมใหญ่และกลุ่ม พฤติกรรมย่อย และ เขียนข้อสอบตามกำหนดลักษณะเฉพาะของข้อสอบ 3. แบบทดสอบวินิจฉัย


24 เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่อง จุดที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคใน การเรียนเรื่องหนึ่ง ๆ ของนักเรียนแต่ละคน ทั้งนี้เพื่อที่จะได้หาทางแก้ไขได้ตรงจุดยิ่งขึ้น อันจะทำ ให้ สามารถช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาหรืออุปสรรคในการเรียน บรรลุจุดประสงค์ในการเรียน หรือเกิด การเรียนรู้ได้เหมือนคนอื่น ๆ ศิริชัย กาญจนวาสี (2556: 125) ได้ให้ความหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ไว้ว่า คือ กระบวนการ กำหนดตัวเลขให้แก่สิ่งต่าง ๆ อย่างมีกฎเกณฑ์ การวัดจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย องค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ จุดมุ่งหมายของการวัด เครื่องมือที่ใช้วัด การแปรผลและการนำไปใช้ ส่วนการประเมินผล คือ กระบวนการตัดสินคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ โดยการเปรียบเทียบกับเกณฑ์ หรือมาตรฐาน การประเมินผลจึง เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “คุณค่า” ของสิ่งต่าง ๆ การประเมินสิ่งใดก็ ตามจะต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ 1) ผลจากการวัด 2) เกณฑ์ที่ตั้งไว้ และ 3) การ ตัดสินคุณค่า 3.4 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2550: 99-100) ได้กล่าวว่า ขั้นตอนในการสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งมีความสอดคล้องกันดังนี้ 1. วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระและ พฤติกรรมที่ต้องการวัด ซึ่งเป็นการระบุจำนวนข้อสอบและพฤติกรรมที่ต้องการวัด 2. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ ผลการเรียนที่คาดหวังให้เกิดกับผู้เรียนซึ่งผู้สอนจะต้อง กำหนดแนวทางในการจัดการเรียนการสอนไว้ล่วงหน้าและสร้างข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3. กำหนดชนิดของข้อสอบและศึกษาวิธีการสร้าง โดยการศึกษาตารางวิเคราะห์ หลักสูตร และจุดประสงค์การเรียนรู้ผู้ออกข้อสอบจะต้องพิจารณาและตัดสินใจเลือกใช้ชนิดของ ข้อสอบที่จะใช้วัดว่า จะใช้ข้อสอบแบบใดให้เหมาะสมกับนักเรียน 4. เขียนข้อสอบ ผู้ออกข้อสอบจะต้องออกให้สอดคล้องกับตารางหลักสูตรและ จุดประสงค์การเรียนรู้ โดยอาศัยหลักและการเขียนข้อสอบที่ได้ศึกษามาแล้วในขั้นที่ 3 5. ตรวจทานข้อสอบ เพื่อความถูกต้องของเนื้อหาตามหลักวิชาในตารางวิเคราะห์ หลักสูตร 6. จัดพิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลอง โดยมีคำชี้แจงหรือคำอธิบายวิธีตอบแบบทดสอบ และทำการจัดพิมพ์ในรูปแบบที่เหมาะสม 7. ทดสอบและวิเคราะห์ข้อสอบ โดยนำแบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้นนำไปใช้กับกลุ่ม ทดลองที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับกลุ่มที่ต้องการนำแบบทดสอบไปใช้จริง แล้วนำผลมาวิเคราะห์ และปรับปรุงข้อสอบให้มีคุณภาพ 8. จัดทำแบบทดสอบฉบับจริง จากผลการวิเคราะห์แบบทดสอบหากพบว่า ข้อใดไม่มี คุณภาพ อาจต้องตัดทิ้งหรือปรับปรุงแก้ไขให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นและจึงจัดทำเป็นแบบทดสอบฉบับ จริงเพื่อนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย


25 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2555: 30) ได้กล่าวว่าในการ สร้าง แบบทดสอบให้มีคุณภาพ สรุปเป็นขั้นตอนได้ดังนี้ 1. ศึกษาจุดมุ่งหมายของการวัดประเมินผล สาระการการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดและเนื้อหาที่ต้องการ 2. วิเคราะห์เนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัด 3. กำหนดรูปแบบของข้อสอบที่จะใช้ให้มีความสอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่ ต้องการวัด และควรใช้รูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถ อย่างมี ประสิทธิภาพ 4. กำหนดจำนวนข้อสอบ ตามเนื้อหาสาระที่ต้องการทดสอบและกำหนดเวลาที่ใช้ใน การทดสอบ 5. สร้างข้อสอบตามที่กำหนด โดยคำนึงถึงเทคนิคของการสร้างข้อสอบและความ สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการวัดประเมินผล 6. ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ความเที่ยงตรง จากแนวทางการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์สรุปขั้นตอนได้ดังนี้ 1. วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเนื้อหา โดยการทำตารางกำหนด ลักษณะของข้อสอบ 2. กำหนดข้อคำถามและวิธีเขียนข้อสอบสมรรถภาพต่าง ๆ มาใช้เป็นหลักในการ เขียนข้อสอบ 3. เขียนข้อสอบผู้รายงานได้ลงมือเขียนข้อสอบโดยใช้ตารางกำหนดลักษณะของ ข้อสอบที่จัดทำให้สามารถวัดได้ครอบคลุมทุกหัวข้อของเนื้อหาและจำนวน 45 ข้อ เผื่อการหา คุณภาพและเลือก ไว้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 ข้อ และตรวจทานความถูกต้องของข้อ ทดสอบ 4. นำข้อทดสอบที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องแต่ละข้อว่าวัดได้ ตรงเนื้อหา และจุดประสงค์ที่ระบุไว้ 5. พิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลองไปใช้โดยมีคำชี้แจง วิธีทำแบบทดสอบอย่างละเอียด ชัดเจนและวางรูปแบบให้เหมาะสม 6. นำไปทดลองใช้วิเคราะห์หาคุณภาพปรับปรุงก่อนพิมพ์เป็นแบบทดสอบฉบับจริง สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลที่ได้มาจากการเรียนรู้ การทำกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว สะสมความรู้ ความเข้าใจออกมาในรูปแบบของการปฏิบัติกิจกรรมการตอบคำถาม หรือการทำ แบบทดสอบ เพื่อวัดความสำเร็จ ความรู้ความเข้าใจ ทักษะ เป็นการประเมินความรู้และ ความสามารถของผู้เรียนซึ่งรูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้มีอยู่หลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมี จุดประสงค์และวิธีที่แตกต่างกัน


26 3.5 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2553: 146–150) ได้แบ่งเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชุดของข้อคำถามที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้น ซึ่งเป็นข้อคำถามที่ ถามเกี่ยวกับความรู้ที่นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนว่านักเรียนมีความรู้มากน้อยเพียงใดบกพร่อง ตรงไหนจะได้ สอนซ่อมเสริม หรือดูความพร้อมก่อนที่จะสอนเรื่องใหม่ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน สร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา หรือจากครูที่สอนวิชา นั้นแต่ผ่านการทดลองหาคุณภาพหลายครั้ง จนกระทั้งมีคุณภาพดีพอ จึงสร้างเกณฑ์ปกติของ แบบทดสอบนั้นซึ่งสามารถใช้เป็นหลักและเปรียบเทียบผลเพื่อประเมินค่าของการเรียนการสอน ในเรื่องใด ๆ ก็ได้ จะใช้วัดอัตราการพัฒนาของเด็กแต่ละวัยในแต่ละกลุ่มแต่ละภาคก็ได้ จะใช้ สำหรับให้ครู วินิจฉัยผลสัมฤทธิ์ระหว่างวิชาต่าง ๆ ในเด็กแต่ละคนก็ได้ ข้อสอบมาตรฐาน นอกจากจะมีคุณภาพของ แบบทดสอบสูงยังมีมาตรฐานในด้านวิธีดำเนินการสอบ คือ ไม่ว่า โรงเรียนใดหรือส่วนราชการใดจะนำไปใช้ต้องดำเนินการสอบเป็นแบบเดียวกัน แบบทดสอบ มาตรฐานจะมีคู่มือดำเนินการสอบบอกถึง วิธีการสอบว่าทำอย่างไรและมียังมาตรฐานในด้านการ แปลคะแนนอีกด้วย 4. ความพึงพอใจ 4.1 ความหมายของความพึงพอใจ สเตราส์ และเซเลส (Strauss & Sayles, 1960, p. 5-6 อ้างถึงใน ศิวาพรรณ พาณิช เจริญ, 2547, หน้า 45) ได้ให้ความเห็นว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกพอใจในงานที่ทำเต็มใจ ที่จะปฏิบัติงานนั้นให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์กูด (Good, 1973, p. 161 อ้างถึงใน ศิวาพรรณ พาณิชเจริญ, 2547, หน้า 45) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพหรือระดับ ความพึงพอใจที่เป็นผลมาจากความสนใจ และเจตคติของบุคคลที่มีต่องาน บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2549, หน้า 189) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นสภาพ ความรู้สึกที่มีความสุข สดชื่น เป็นภาวะทางอารมณ์เชิงบวกที่บุคคลแสดงออกเมื่อได้รับผลสำเร็จ ทั้งปริมาณและคุณภาพ ตามจุดมุ่งหมาย ตามความต้อง ความพึงพอใจจึงเป็นผลของความ ต้องการที่ได้รับการตอบสนอง โดยมีการจูงใจ (Motivation) หรือสิ่งจูงใจ (Motivators)เป็นตัว เหตุ กนน ทศานนท์ (2553, หน้า 35) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกหรือ ทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเกิดจากพื้นฐานของการรับรู้ค่านิยม ประสบการณ์ที่แต่ ละบุคคลได้รับและจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการให้แก่บุคคลนั้นได้ ซึ่ง ระดับความพึงพอใจของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกันไปดังที่กล่าวมาพอจะสรุปได้ว่าความ


27 พึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกพอใจ ชอบใจในการร่วมปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอน และต้อง ดำเนินกิจกรรมนั้น ๆ จนบรรลุผลสำเร็จในการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ความพึงพอใจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนทำงานที่ได้รับมอบหมาย หรือต้องการปฏิบัติให้บรรลุผลตาม วัตถุประสงค์ครูผู้สอน ซึ่งในสภาพปัจจุบันเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก หรือให้คำแนะนำ ปรึกษาจึงต้องคำนึงถึงความพึงพอใจในการเรียนรู้ การทำให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในการ เรียนรู้หรือการปฏิบัติงาน มีแนวคิดพื้นฐานที่ต่างกัน 2 ลักษณะ คือ 1. ความพึงพอใจนำไปสู่การปฏิบัติงานการตอบสนองความต้องการผู้ปฏิบัติงานจนเกิด ความพึงพอใจ จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่าผู้ไม่ได้รับการ ตอบสนองครูผู้สอนที่ต้องการให้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางบรรลุผลสำเร็จ จึง ต้องคำนึงถึงการจัดบรรยากาศ และสถานการณ์รวมทั้งสื่อ อุปกรณ์การเรียนการสอนที่เอื้ออำนวย ต่อการเรียน เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของผู้เรียนให้มีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมจนบรรลุตาม วัตถุประสงค์ของหลักสูตร 2. ผลของการปฏิบัติงานนำไปสู่ความพึงพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจและ ผลการปฏิบัติงานจะถูกเชื่อมโยงด้วยปัจจัยอื่น ๆ ผลการปฏิบัติงานที่ดีจะนำไปสู่ผลตอบแทนที่ เหมาะสม ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การตอบสนองความพึงพอใจผลการปฏิบัติงานย่อมได้รับการ ตอบสนองในรูปของรางวัลหรือผลตอบแทน โดยผ่านการรับรู้เกี่ยวกับความยุติธรรมของ ผลตอบแทน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ปริมาณของผลตอบแทนที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับ นั่นคือความพึงพอใจใน การปฏิบัติงานจะถูกกำหนดโดยความแตกต่างระหว่างผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริง และการรับรู้ เกี่ยวกับความยุติธรรมของผลตอบแทนที่รับรู้แล้ว ความพึงพอใจย่อมเกิดขึ้น สิ่งจูงใจที่ใช้เป็นเครื่องกระตุ้นเพื่อให้บุคคลเกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานดังนี้ 1. สิ่งจูงใจที่เป็นวัตถุ สิ่งเหล่านี้ได้แก่ เงินทอง สิ่งของ หรือสภาวะทางกายที่มีให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน และสิ่งจูงใจที่ไม่ใช่วัตถุ เช่น อำนาจ เกียรติภูมิ การใช้สิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่น 2. สภาพทางกายที่พึงปรารถนา หมายถึงการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำ ให้เกิดความสุขในการท างาน เช่น สิ่งอำนวยในสำนักงาน ความพร้อมของเครื่อง 3. ผลประโยชน์ทางอุดมคติ หมายถึง การตอบสนองความต้องการในด้านความภูมิใจที่ได้แสดง ฝีมือ การแสดงความจงรักภักดีต่อองค์กรของตน 4. ความดึงดูดใจทางสังคม หมายถึง การมีความสัมพันธ์ของบุคคลในหน่วยงานการอยู่ร่วมกัน ความมั่นคงของสังคมจะเป็นหลักประกันของการทำงาน 5. การปรับทัศนคติและสภาพของงานให้เหมาะสมกับบุคคล คือปรับปรุงตำแหน่งความเหมาะสม ให้สอดคล้องกันระหว่างงานกับคน 6. โอกาสการมีส่วนร่วมในการทำงาน เปิดโอกาสให้มีบุคลากรมีส่วนร่วมในการทำงาน จะทำให้ เขาเป็นผู้มีความสำคัญในหน่วยงาน จะทำให้บุคคลมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น


28 จากแนวคิดพื้นฐานดังกล่าว เมื่อนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผลตอบแทนภายในหรือรางวัลภายใน เป็นผลด้านความรู้สึกของผู้เรียนที่เกิดแก่ตัวผู้เรียนเอง เช่น ความรู้สึกต่อความสำเร็จที่เกิดขึ้นเมื่อสามารถเอาชนะความยุ่งยากต่าง ๆ และสามารถดำเนินงาน ภายใต้ความยุ่งยากทั้งหลายได้สำเร็จ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ ความมั่นใจตลอดจนได้รับการยก ย่องจากบุคคลอื่น ส่วนผลตอบแทนภายนอก เป็นรางวัลที่ผู้อื่นจัดหาให้มากกว่าที่ตนเองให้ตนเอง เช่น การได้รับคำยกย่องชมเชยจากครูผู้สอน พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือแม้แต่การได้คะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับที่น่าพอใจ 5. วิจัยที่เกี่ยวข้อง ลัดดาวรรณ ศรีฉิม (2557: 55) การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ ด้วย โป รแกรม Google Site ตามแนวทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ เรื่อง หลักการทำโครงงาน คอมพิวเตอร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัย พบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ ด้วยโปรแกรม Google Site ตาม แนวทฤษฎีสร้างสรรค์ ความรู้ เรื่อง หลักการทำโครงงาน คอมพิวเตอร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มี ประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 86.13/87.83 สูง กว่าเกณฑ์ 85/85 ที่กำหนดไว้ 2) การเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลัง การเรียนรู้จากบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ ด้วยโปรแกรม Google Site ตามแนวทฤษฎี สร้างสรรค์ความรู้ เรื่อง หลักการทำโครงงานคอมพิวเตอร์สำหรับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 กับ เกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 3 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ ด้วยโปรแกรม Google Site ตามแนว ทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ เรื่อง หลักการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ พบว่า นักเรียนชั้น มัธยมศึกษา ปีที่ 3 จำนวน 40 คน ที่เรียนโดย ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ มีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับ มากที่สุด ( =4.62, S.D.=0.46) ปาณิสรา สิงหพงษ์ (2560 : 61) การจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วย โปรแกรม Google Site เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์ (ง 31231) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสายปัญญารังสิต ผลการวิจัย พบว่า 1) การสร้างบทเรียนออนไลน์มี ประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 91.60/88.65 สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และสูงกว่า เกณฑ์ที่กำหนด ไว้ (80/80) 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการ เรียนรู้จากบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Site รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสายปัญญารังสิต กับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อย ละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผล


29 การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วย โปรแกรม Google Site ด้านภาพรวม พบว่า มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก ( x = 4.29, S.D.=0.52) บุญญานี เพชรสีเงิน (2560: บทคัดย่อ) สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และแบบสำรวจพึงพอใจของผู้เรียนที่ มีต่อบทเรียน คอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( x ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ การทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ สถิติทดสอบ Pair sample t-test ผลการวิจัย พบว่า ผลการ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหลังได้รับ การจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึง พอใจของผู้เรียนที่มีต่อการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ ผ่านเว็บด้วยGoogle Site รายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร เว็บไซต์มีความน่าสนใจและน่าเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ( x = 4.60) รองลงมา คือ สื่อเสริมสร้างความเข้าใจในบทเรียนอยู่ในระดับมาก ( x = 4.40) และมีความ สนุกสนาน ระหว่างในการชมเว็บไซต์อยู่ในระดับมาก ( x = 4.30) ลักษณ์ภา แก้วคำแจ้ง (2561 : 65) การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบ โครงงานเป็นฐาน เรื่อง การสร้างเว็บเพจ ด้วยภาษา HTML สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการวิจัย เรื่อง พัฒนาบทเรียนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นฐาน เรื่อง การ สร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปรากฏ ว่าบทเรียนผ่านเว็บ โดยใช้ การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง การสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML มีประสิทธิภาพ 90.09/ 92.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 90/ 90 2) ผล การเปรียบเทียบคะแนนจากการทดสอบ ก่อนและหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนผ่านเว็บ โดยใช้ การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง การสร้าง เว็บเพจด้วยภาษา HTML สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ปรากฏว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียน ที่มีต่อบทเรียนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง การสร้างเว็บเพจด้วย ภาษา HTML สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปรากฏว่า ผู้เรียนมีทัศนะทางบวกอยู่ในระดับมาก มะลิ จรรยากรณ์ (2563 : 68) การพัฒนาห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Sites รายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการจัดการอาชีพ รหัสวิชา 30001-2001 ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพ ของห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Sites รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการ จัดการอาชีพ รหัสวิชา 30001-2001 พบว่า มีประสิทธิภาพโดยรวม เท่ากับ 82.75/81.11 ซึ่งผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ตั้งไว้ที่ ระดับ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของ


30 นักศึกษาที่ เรียนโดยใช้ห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Sites มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่เรียนรู้โดย ใช้ห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Site โดยมีค่าเฉลี่ยผล การประเมินรวมทั้งต่อการใช้ ห้องเรียน ดิจิทัลด้วย Google Site โดยภาพรวม อยู่ระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.40 จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่า บทเรียนผ่านเว็บเป็นสื่อที่ ประกอบด้วย การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย และการใช้สื่อหลายรูปแบบ สามารถนำไปใช้ในการ จัดการ เรียนการสอน เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียนได้ ดีกว่าการเรียน แบบปกติ และช่วยส่งเสริมให้นักเรียนสามารถเรียนด้วยตนเองสามารถสนอง ความแตกต่างระหว่าง บุคคลได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยแบ่งเบาภาระของครูผู้สอน ช่วย แก้ปัญหาการขาดแคลนสื่อการสอน การเรียนรู้ ช่วยให้นักเรียนรู้ถึงผลกระทบของสื่อในสังคม ปัจจุบัน และมีความรู้เท่าทันสื่อประเภทต่าง ๆ ดังนั้นผู้วิจัยจึงจัดทำาการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บ ด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น


31 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยดำเนินการ ดังนี้ 1. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล รายละเอียดในแต่ละขั้นตอน มีดังนี้ 1. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านข่าพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 58 คน 1. กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านข่าพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1.1 บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การ ออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ โดยตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผิดให้ 0 คะแนน 1.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนผ่านเว็บ ด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


32 3. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบ และเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้กำหนดสาระการเรียนรู้ตลอดจนได้ ศึกษาวิธีการสร้างเครื่องมือและดำเนินการสร้างเครื่องมือดังนี้ 1. การสร้างบทเรียนผ่านเว็บ ได้ดำเนินการสร้างดังนี้ 1.1 ศึกษารายละเอียดของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับ ปรับปรุง 2560) คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหนังสือเรียนกลุ่ม สาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อกำหนดขอบเขตและเนื้อหาของ บทเรียน รวมทั้งกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ 1.2 ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างบทเรียนผ่านเว็บ และเป็นประโยชน์ในการสร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2. นำจุดประสงค์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ ที่แบ่งเป็นหัวข้อหลัก หัวข้อรอง หัวข้อย่อยและจำนวนชั่วโมง เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและการวัดและประเมินผล จำนวน 5 ท่าน 3. สร้างพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง บทเรียนผ่านเว็บ ตามลำดับ ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับ ปรับปรุง 2560) ศึกษาสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษารายละเอียดของหลักการ คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีหนังสือเรียนกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อ กำหนดขอบเขตและเนื้อหาของบทเรียน รวมทั้งกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ 2. วิธีการสร้างบทเรียนผ่านเว็บจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการ สร้างบทเรียนผ่านเว็บ 3. ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างบทเรียนผ่านเว็บ และเป็นประโยชน์ในการสร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 4. วิเคราะห์เนื้อหาที่จะนำมาสร้างบทเรียนผ่านเว็บ ซึ่งมีเนื้อหาทั้งหมด 3 เรื่อง คือ 4.1 เทคโนโลยีกับมนุษย์ 4.2 กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม 4.3 ผลงานออกแบบเทคโนโลยี 5. สร้างบทเรียนผ่านเว็บโดยกำหนดเค้าโครงเรื่อฝลงให้สอดคล้องกับเนื้อหา เรียบเรียงลำดับเรื่องราวก่อนหลัง แบ่งเนื้อหาแต่ละตอนเป็นย่อย ๆ โดยเรียงลำดับเนื้อหาจากง่าย ไปหายาก


33 6. การเขียนแผนผังการทำงาน (flowchart) และการนำเสนอเนื้อหาในส่วน ของบทเรียนผ่านเว็บโดยการรแบ่งเนื้อหาออกเป็นตอน ๆ ตามบทเรียนผ่านเว็บ และจัดทำบท ดำเนินเรื่อง (storyboard) ของบทเรียนมัลติมีเดีย ดังนี้ เริ่มต้น เมนูหลัก แบบทดสอบก่อนเรียน เทคโนโลยีกับมนุษย์ แบบทดสอบหลังเรียน รายงานผลการเรียน จบ เมนูบทเรียน กระบวนการออกแบบเชิง วิศวกรรม ผลงานออกแบบเทคโนโลยี = 30 ข้อ = 30 ข้อ ไม่ ใช่ ภาพที่ 2 แผนผังแสดงการท างานของบทเรียนผ่านเว็บ


34 บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบ และเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ออกแบบให้มีลักษณะเป็นแบบ เสนอเนื้อหา โดยใช้ภาพ ภาพกราฟิก บรรยาย ในการนำเสนอเนื้อหา 7. สร้างบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การ ออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามแผนผังการทำงาน (flowchart) ที่กำหนด โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการสร้างบทเรียน (authoring system) ได้แก่ โปรแกรม Microsoft Word โปรแกรม Microsoft PowerPoint โปรแกรม Photoshop เว็บ Canva สำหรับสร้างภาพกราฟิก 8. นำบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การ ออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างเสร็จแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 5 ท่าน ตรวจสอบพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมในการออกแบบ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ตามขั้นตอนดังนี้ 1. นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) จำนวน 30 ข้อ จากบทเรียนผ่านเว็บที่ รวมอยู่ในการเรียนรู้การใช้งานการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แล้วจดบันทึกคะแนน ของนักเรียนแต่ละคนไว้ 2. ดำเนินการสอนโดยใช้บทเรียนผ่านเว็บในรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและ เทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แล้วบันทึกคะแนนของนักเรียนที่ใบงานในแต่ ละหน่วยการเรียนรู้ 30 คะแนน และตรวจผลงานของนักเรียนที่ได้จากฝึกปฏิบัติหลังจากเรียนจบ ในแต่ละหน่วย 3. นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกับ แบบทดสอบก่อนเรียน (สลับตัวเลือก) จำกบทเรียนผ่านเว็บ ที่รวมอยู่ในบทเรียนผ่านเว็บใน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. อธิบายให้นักเรียนทราบและเข้าใจถึงวิธีการใช้ บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 2. ก่อนที่จะเริ่มเรียนบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนทุกคน จะต้องทำแบบทดสอบก่อนเรียนจำนวน 30 ข้อ ซึ่งข้อทดสอบนี้ผู้วิจัยได้สร้างไว้ในบทเรียนผ่าน


35 เว็บ เป็นแบบทดสอบสอบปรนัย 4 ตัวเลือกหลังจากทำ แบบทดสอบเสร็จแล้วผู้วิจัยได้บันทึก คะแนนเก็บไว้ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3. การดำเนินการสอน ผู้วิจัยได้ดำเนินการสอน ด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยนักเรียนจะเรียน 3 เรื่อง ทั้งหมด 20 ชั่วโมง โรงเรียนได้กำหนดให้เรียน สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง เมื่อนักเรียนเรียนจบแต่ละเรื่อง นักเรียนต้องทำกิจกรรมท้ายบทเรียนทุกครั้ง นักเรียนต้องเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บทั้งหมดจำนวน 3 เรื่อง ผู้วิจัยเก็บคะแนนไว้เป็นคะแนน ระหว่างเรียน 4. การตรวจใบงานจากการใช้บทเรียนผ่านเว็บ ที่สร้างขึ้น มีใบงานในแต่ละเรื่อง 3 ใบ งาน รวมคะแนน 70 คะแนน 5. รวบรวมคะแนนระหว่างเรียนของนักเรียนแต่ละคน คะแนนเต็มทั้งหมด 70 คะแนน เพื่อใช้คำนวณหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) 6. เมื่อทำการสอนครบแล้วให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 30 ข้อ ซึ่งเป็น แบบทดสอบชุดเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน สลับตัวเลือกในแต่ละข้อ แล้วจดบันทึกคะแนน ส่วนนี้ไว้ คำนวณหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) 7. นักเรียนทำแบบสอบถามความพึงพอใจ จากแบบสอบถามความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นจำนวน 15 คำถามซึ่งแบบสอบถามได้ผ่านการหาค่า (IOC) และประเมินความเหมาะสม 8. นำผลทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนและ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนมาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อรายงานผลการพัฒนาการเรียน การสอนของนักเรียน โดยใช้บทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ต่อไป 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์ห าป ระสิท ธิภ าพของบทเรียนผ่ านเว็บด้ วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี(การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80 / 80 2. วิเค ร าะห์ห าป ระสิท ธิผ ล ของบท เรียน ผ่ าน เว็บ ด้ วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผล ตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบความรู้ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติ t-test ชนิด dependent Samples


36 4. วิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ของนักเรียนกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติ t-test ชนิด dependent Samples 5. วิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บที่สร้างขึ้น โดยการ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยกับเกณฑ์การแปลความหมาย ดังนี้ ค่าเฉลี่ย ระดับความพึงพอใจ 1.00 - 1.50 น้อยที่สุด 1.51 - 2.50 น้อย 2.51 - 3.50 ปานกลาง 3.51 – 4.50 มาก 4.51 - 5.00 มากที่สุด 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติพื้นฐาน สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. สถิติตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย สถิติตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย ได้แก่ 2.1 ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC ซึ่งมีสูตรดังนี้ โดยที่ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้อง แทน ผลรวมคะแนนการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 2.2 ค่าความยากรายข้อของแบบทดสอบ ซึ่งมีสูตรดังนี้ โดยที่ p แทน ค่าดัชนีความยากรายข้อของข้อสอบข้อหนึ่ง ๆ RH แทน จำนวนผู้สอบในกลุ่มสูงที่ตอบข้อสอบข้อนั้นถูก RL แทน จำนวนผู้สอบในกลุ่มต่ำที่ตอบข้อสอบข้อนั้นถูก NH แทน จำนวนผู้สอบทั้งหมดในกลุ่มสูง NL แทน จำนวนผู้สอบทั้งหมดในกลุ่มต่ำ และ NH = NL


37 2.3 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อของแบบทดสอบ ซึ่งมีสูตรดังนี้ หรือ โดยที่ r แทน ค่าดัชนีความยากรายข้อของข้อสอบข้อหนึ่ง ๆ 2.4 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ซึ่งมีสูตรดังนี้ โดยที่ KR20 แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ k แทน จำนวนข้อสอบทั้งหมดของแบบทดสอบฉบับนั้น pi แทน ค่าดัชนีความยากของข้อสอบข้อที่ i โดยที่ i =1,2,3,...,k qi แทน ค่าที่คำนวณได้จากสูตร qi = 1-pi แทน ค่าความแปรปรวนของคะแนนรวมของแบบทดสอบ 3. สถิติตรวจสอบสมมติฐาน สถิติตรวจสอบสมมติฐาน ได้แก่ 3.1 ประสิทธิภาพของนวัตกรรม E1/E2 ซึ่งมีสูตรดังนี้ โดยที่ E1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการที่จัดไว้ในชุดการสอนคิดเป็นร้อยละจาก การทำแบบฝึกหัดและหรือประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนระหว่างเรียน ∑X คือ คะแนนจากการทำแบบฝึกหัดและหรือการประกอบกิจกรรมการเรียน ระหว่างเรียน A คือ คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดและหรือกิจกรรมการเรียน N คือ จำนวนผู้เรียน E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (พฤติกรรมที่เปลี่ยนในตัวผู้เรียนหลังการ เรียนด้วยชุดการเรียนการสอน) คิดเป็นอัตราส่วนจากการทำแบบทดสอบหลัง เรียนและหรือประกอบกิจกรรมหลังเรียน


38 ∑F คือ คะแนนรวมของผู้เรียนจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนและหรือการ ประกอบกิจกรรมหลังเรียน B คือ คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียนและหรือกิจกรรมหลังเรียน N คือ จำนวนผู้เรียน 3.2 ค่าดัชนีประสิทธิผลของนวัตกรรม ซึ่งมีสูตร ดังนี้ โดยที่ X ̅post คือ คะแนนทดสอบหลังเรียน X ̅pree คือ คะแนนทดสอบก่อนเรียน Total คือ คะแนนสูงสุดที่นักเรียนจะสามารถทำได้ 3.3 การทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้ t-test ชนิด dependent Samples ซึ่งมีสูตร ดังนี้ โดยที่ t แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการพิจารณาใน t – distribution D แทน ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนคู่ของคะแนนหรือจำนวนนักเรียน D แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการ ทดลอง 2 D แทน ผลรวมของกำลังสองของผลต่างของคะแนนก่อนและ หลังการทดลอง


39 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการประเมินความเหมาะสมของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยผู้เชี่ยวชาญ ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิผลของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตอนที่ 4 ผลกาวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่าน เว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายละเอียดผลการวิเคราะห์ข้อมูลแต่ละตอนมีดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการประเมินความเหมาะสมของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยผู้เชี่ยวชาญ ผลการประเมินความเหมาะสมของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ปรากฏดังตาราง 1 ตาราง 1 ผลการประเมินความเหมาะสมของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายการประเมิน S.D. ระดับ ความเหมาะสม 1. ด้านคำแนะนำการใช้ชุดฝึก 1.1 บทเรียนผ่านเว็บมีคำแนะนำในการใช้งาน 4.10 0.80 มาก 1.2 บทเรียนผ่านเว็บมีรายละเอียดที่เข้าใจง่าย 3.50 0.79 ปานกลาง X


40 รายการประเมิน S.D. ระดับ ความเหมาะสม 1.3 บทเรียนผ่านเว็บมีรูปเล่มที่น่าสนใจ ชวนให้ติดตาม 4.03 0.89 มาก 1.4 บทเรียนผ่านเว็บมีใบความรู้ 4.17 0.79 มาก รวมด้านคำแนะนำการใช้บทเรียนผ่านเว็บ 3.95 0.05 มากที่สุด 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 มีความชัดเจนเนื้อหาไม่ซับซ้อน 4.20 0.84 มาก 2.2 มีความถูกต้องและครอบคลุมเนื้อหา 4.30 0.79 มาก 2.3 ระบุพฤติกรรมที่ต้องการวัดได้อย่างชัดเจน 4.20 0.84 มาก รวมด้านจุดประสงค์การเรียนรู้ 4.23 0.03 มากที่สุด 3. ขอบข่ายเนื้อหา 3.1 เนื้อหามีความน่าสนใจในการเรียนรู้ 4.20 0.88 มาก 3.2 เนื้อหาครอบคลุมกับสิ่งที่นักเรียนสมควรที่จะรู้ 4.40 0.85 มาก 3.3 เนื้อหาในแต่ละชุดมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยากง่าย พอเหมาะกับความสามรถของนักเรียน 4.23 0.81 มาก 3.4 เนื้อหาในแต่ละชุดกิจกรรมการเรียนรู้อ่านแล้ว เข้าใจ ง่ายไม่ซับซ้อน 4.27 0.82 มาก รวมด้านขอบข่ายเนื้อหา 4.27 0.03 มากที่สุด 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ 4.1 ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม 4.27 0.82 มาก 4.2 มีการกำหนดขั้นตอนอย่างชัดเจน 4.23 0.81 มาก รวมด้านระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ 4.25 0.01 มากที่สุด 5. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 5.1 ใช้วิธีการวัดผล ประเมินผลโดยเน้นตามสภาพจริงที่ เกิดจากการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ 4.27 0.74 มาก 5.2 ใช้วิธีการวัดและประเมินที่หลากหลาย 4.30 0.79 มาก 5.3 วิธีการประเมินช่วยให้นักเรียนเข้าใจถึงระดับความรู้ ความสามารถของนักเรียนแต่ละคนได้ดีขึ้น 4.10 0.88 มาก รวมด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 4.22 0.07 มากที่สุด รวมทุกด้าน 4.18 0.02 มาก จากตาราง 1 พบว่า โดยภาพรวมทุกด้านการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น X


41 มัธยมศึกษาปีที่ 1 ความเหมาะสมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มี 15 รายการที่ นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก มี 1 รายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจระดับปานกลาง ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 ปรากฏดังตาราง 2 ตาราง 2 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 ช่วงการวัดผล คะแนนเต็ม n S.D. ร้อยละ ประสิทธิภาพ E1/E2 ระหว่างเรียน ครั้งที่ 1 -ความรู้ -ความสามารถ 5 5 30 4.13 4.13 0.77 0.81 82.60 82.60 82.72/86.65 ครั้งที่ 2 -ความรู้ -ความสามารถ 5 5 30 4.17 4.07 0.79 0.90 83.40 81.40 ครั้งที่ 3 -ความรู้ -ความสามารถ 5 5 30 4.10 4.23 0.84 0.81 82.00 84.60 ครั้งที่ 4 -ความรู้ -ความสามารถ ครั้งที่ 5 -ความรู้ -ความสามารถ 5 5 5 5 30 30 4.13 4.13 4.10 4.17 0.77 0.77 0.84 0.83 82.60 82.60 82.00 83.40 รวมระหว่างเรียน 50 30 41.36 2.13 82.72 หลังเรียน 20 30 17.33 1.45 86.65 X


42 จากตาราง 2 พบว่า ประสิทธิภาพของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 82.72/86.65 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ 80/80 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิผลของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิผลของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ร้อยละ 50 ปรากฏดังตาราง 3 ตาราง 3 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิผลของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ร้อยละ 50 ช่วงการวัดผล คะแนนเต็ม n S.D. ร้อยละดัชนีประสิทธิผล ก่อนเรียน 20 30 15.63 2.13 78.09 หลังเรียน 20 30 17.33 1.45 จากตาราง 3 พบว่า ประสิทธิผลของการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 78.09 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ตั้งแต่ร้อยละ 50 ตอนที่ 4 ผลกาวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปรากฏดังตาราง 4 X


43 ตาราง 4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายการสอบถาม S.D. ระดับความพึงพอใจ 1. บทเรียนมีข้อแนะนำในการปฏิบัติอย่างชัดเจน 3.70 1.32 มาก 2. มีความน่าสนใจ ดึงดูดให้นักเรียนเข้าใจมากยิ่งขึ้น 3.93 0.92 มาก 3. เนื้อหามีความถูกต้องและแม่นยำ 3.73 1.14 มาก 4. จัดแบ่งเนื้อหาได้เหมาะสม 3.60 1.22 มาก 5. ใช้ภาษาที่สื่อความหมายได้ชัดเจน 3.70 1.32 มาก 6. ลำดับบทเรียน นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ 4.07 1.05 มาก 7. บทเรียนมีรูปแบบที่หลากหลาย 3.70 1.32 มาก 8. กิจกรรมมีความเหมาะสมกับนักเรียน 3.50 1.17 มาก 9. นักเรียนได้รับความรู้จากบทเรียนผ่านเว็บ 3.57 1.22 มาก 10. นักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 3.77 1.17 มาก โดยรวม 3.73 0.13 มาก จากตาราง 6 พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียน ผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มี 10 รายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก X


44 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google site ประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ นำเสนอการดำเนินการวิจัยโดยสรุปผลการวิจัย อภิปรายผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. ความมุ่งหมายของการวิจัย 2. ขอบเขตของการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สรุปผลการวิจัย 7. อภิปรายผลการวิจัย 8. ข้อเสนอแนะ ความมุ่งหมายของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดความมุ่งหมายของการวิจัยไว้ ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการ เรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตาม เกณฑ์ 80/80 2. เพื่อหาประสิทธิผลของบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตาม เกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป 3. เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บด้วย Google Site ประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ 1. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง


Click to View FlipBook Version