The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการวางแผน การพยากรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Duang Dy, 2024-04-03 04:17:06

การลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการวางแผน การพยากรณ์

การลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการวางแผน การพยากรณ์

การลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็มสินค้าร่วมกัน กรณีศึกษา บริษัท สมบัติยนต์ HORTAGE PROBLEM REDUCTION BY USING COLLABORATIVE PLANNING, FORECASTING AND REPLENISHMENT CASE STUDY: SOMBATYON COMPANY นางสาวญาตา ภักดีจอหอ 116310509491-1 นางสาวกัญญาภัค ด่านสาคร 116310509503-3 นางสาวปิยะนันท์ ค ามูลศรี116310509548-8 รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศและโลจิสติกส์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ปีการศึกษา 2566 ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี


การลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็มสินค้าร่วมกัน กรณีศึกษา บริษัท สมบัติยนต์ HORTAGE PROBLEM REDUCTION BY USING COLLABORATIVE PLANNING, FORECASTING AND REPLENISHMENT CASE STUDY: SOMBATYON COMPANY นางสาวญาตา ภักดีจอหอ 116310509491-1 นางสาวกัญญาภัค ด่านสาคร 116310509503-3 นางสาวปิยะนันท์ ค ามูลศรี 116310509548-8 รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศและโลจิสติกส์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ปีการศึกษา 2566 ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี


ชื่อวิจัย การลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการวางแผนการ พยากรณ์และเติมเต็มสินค้าร่วมกันกรณีศึกษา บริษัท สมบัติยนต์ ชื่อนักศึกษา ญาตา ภักดีจอหอ กัญญาภัค ด่านสาคร ปิยะนันท์ ค ามูลศรี ปริญญา บริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร ธุรกิจระหว่างประเทศและโลจิสติกส์ ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ที่ปรึกษา กัญญ์กณิษฐ์ กมลกิตติวงศ์ รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต โดยผ่านการพิจารณาจาก อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา......................................................... ( กัญญ์กณิษฐ์ กมลกิตติวงศ์ ) ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลยัเทคโนโลยรีาชมงคลธัญบุรี


ก ชื่อวิจัย การลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการ วางแผนพยากรณ์และเติมเต็มสินค้าร่วมกัน กรณีศึกษา บริษัท สมบัติยนต์ ส าคัญ การลดปัญหาสินค้าขาด นักศึกษา ญาตา ภักดีจอหอ กัญญาภัค ด่านสาคร ปิยะนันท์ ค ามูลศรี อาจารย์ที่ปรึกษา กัญญ์กณิษฐ์ กมลกิตติวงศ์ หลักสูตร บริหารธุรกิจบัณฑิต คณะ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการวางแผนการพยากรณ์ และการเติมเต็มสินค้า ร่วมกันของ บริษัทกรณีศึกษา บริษัท สมบัติยนต์ เป็นการศึกษาและน าเทคนิคดังกล่าวมาใช้เพื่อลดปัญหาสินค้าขาดมือและ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการพยากรณ์ความต้องการสินค้าล่วงหน้า ให้มีแนวทางเพื่อสร้าง ความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่าง บริษัทและซัพพลายเออร์ ท าให้เพิ่มขีดความสามารถให้กับบริษัทสร้างความพึง พอใจให้กับลูกค้าให้ เพิ่มมากขึ้น จากการศึกษา ได้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลการสั่งซื้อของลูกค้า เพื่อมาค านวนหาค่า พยากรณ์ ปริมาณการสั่งซื้อ โดยใช้การค านวนโดยวิธีการหาค่าเฉลี่ยแบบ Moving Average และท า การเพิ่มค่า Safety Stock จ านวน 15% เพื่อน าค่าปริมาณการสั่งซื้อที่ได้นั้น น ามาใช้ในการวางแผน การพยากรณ์ และการเติม เต็มสินค้าร่วมกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแบ่งปันข้อมูลต่างๆ ร่วมกัน ท าให้เกิดการท างานร่วมกันอย่าง ใกล้ชิด และท าให้เกิดการวางแผนการสั่งซื้อสินค้ามี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดค่าเสียโอกาสในการขายสินค้า และในส่วนของลูกค้านั้น ท าให้บริษัท สามารถจัดส่งสินค้าได้ทันตามเวลา ท าให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในบริษัท มากขึ้น และสามารถขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต


ข Title HORTAGE PROBLEM REDUCTION BY USING COLLABORATIVE PLANNING, FORECASTING AND REPLENISHMENT CASE STUDY: SOMBATYON COMPANY Student Name Yata Phakdichoho Ganyapak Dansakorn Piyanan Khammunsri Degree Bachelor of Business Administration Program international Business and Logistics Academic Year 2023 Advsior ( DBA ) Kankanit Kamolkittiwong Abstrack Reducing product shortage problems with forecasting planning techniques and product replenishment A joint study of the company's case study, Sombatyon Company, is a study and application of such techniques to reduce the problem of product shortages and to increase efficiency. in forecasting product demand in advance To have guidelines for building mutual relationships between Companies and suppliers This increases the company's ability to create more satisfaction for customers. From the study, a method was used to collect customer order data. to calculate the value Order quantity forecast By using calculations using the Moving Average method and adding 15% to the Safety Stock value to bring the order quantity obtained. Used in planning, forecasting, and joint product replenishment. To create cooperation in sharing various information together, resulting in close collaboration. and causing planning to order products. Even more efficiency Reduce the opportunity cost of selling products And for the customer, the company is able to deliver products on time. Makes customers have more confidence in the company and can expand the customer base even more in the future


ค กิตติกรรมประกาศ งานค้นคว้าอิสระฉบับนี้ ส าเร็จลงได้ด้วยดีเนื่องด้วยได้รับความกรุณาอย่างสูงจาก ดร.กัญญ์กณิษฐ์ กมลกิตติ วงศ์อาจารย์ที่ปรึกษางานค้นคว้าอิสระ ที่ได้ให้ความกรุณาแนะน าตรวจตรา ตลอดจนปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่ ตลอดจนให้ก าลังใจในการ ท าการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ข้าพเจ้าขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณเพื่อนๆที่ได้ให้ก าลังใจเสมอมาตลอดการท างาน ค้นคว้าอิสระนี้ ขอบพระคุณผู้บริหารบริษัท กรณีศึกษา ซึ่งเป็นผู้ให้ความอนุเคราะห์ในส่วนของ ข้อมูลต่างๆที่เอื้อต่อการท างานค้นคว้าอิสระ จนท าให้ งานค้นคว้าอิสระนี้นี้ส าเร็จลุล่วงไปด้วยดี สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยหวังว่างานค้นคว้าอิสระฉบับนี้จะมีประโยชน์อยู่ไม่มากก็น้อย จึงขอมอบ ส่วนดีทั้งหมดนี้ให้แก่ เหล่าคณาจารย์ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาจนท าให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ส าหรับ ข้อบกพร่องต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น ข้าพเจ้าน้อมรับผิดและยินดีที่จะรับฟัง ค าแนะน าจากทุกท่านที่ได้เข้ามา ศึกษางานวิจัยนี้ คณะผู้จัดท า 2567


ง สารบัญ บทคัดย่อ .............................................................................................................................................................ก ABSTRACK............................................................................................................................................................ข กิตติกรรมประกาศ...................................................................................................................................................ค บทที่ 1................................................................................................................................................................1 บทน า.................................................................................................................................................................... 1 ความส าคัญที่มาของปัญหา.......................................................................................................................................... 1 บทที่ 2................................................................................................................................................................4 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง........................................................................................................................................ 4 การวางแผน การพยากรณ์และเติมเต็มสินค้าคงคลังร่วมกัน (CPFR) .......................................................................................... 4 การวางแผน การพยากรณ์และเติมเต็มสินค้าคงคลังร่วมกับ (COLLABORATIVE PLANNING,..................................................................... 5 FORECASTING AND REPLENISHMENT: CPFR) เป็นกระบวนการระหว่างบริษัทและชัพพลายเออร์ที่ตกลงร่วมกับในการวางแผนและการประมาณการการ ตรวจวัดความส าเร็จผ่านการเติมเต็ม (REPLENISHMENT)การรับรองและการสนองตอบข้อยกเว้นต่างๆ......................................................... 5 PROCESS MODEL OVERVIEW .............................................................................................................................................. 6 แนวคิดการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (SUPPLY CHAIN MANAGEMENT CONCEPT) ........................................................................................ 9 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการพยากรณ์ (FORECAST) ...........................................................................................................11 ประโยชน์ของการพยากรณ์.........................................................................................................................................12 การจ าแนกเทคนิคการพยากรณ์....................................................................................................................................13 เทคนิคการพยากรณ์เชิงปริมาณโดยวิธีทางสถิติ.................................................................................................................16 การทดสอบความแม่นย าของค่าพยากรณ์........................................................................................................................17 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการสินค้าคงคลัง .............................................................................................................19 ลักษณะและความส าคัญของระบบการบริหารสินค้าคงคลัง....................................................................................................23 ข้อควรระวังก่อนลดต้นทุน...........................................................................................................................................29 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง...................................................................................................................................................29 บทที่3................................................................................................................................................................32 วิธีการด าเนินการวิจัย................................................................................................................................................32 3.1รูปแบบการวิจัย..................................................................................................................................................32 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง.....................................................................................................................................32 3.3 ขั้นตอนการด าเนินการวิจัย.....................................................................................................................................32 3.4เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย........................................................................................................................................33 3.5การรวบรวมข้อมูล...............................................................................................................................................33 3.6การวิเคราะห์ข้อมูล..............................................................................................................................................34 บทที่4................................................................................................................................................................38 ผลการด าเนินงาน.....................................................................................................................................................38 ผลการด าเนินการวิจัยการลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการวางแผน การพยากรณ์และเติมเต็ม .................................................38


จ สินค้าร่วมกัน (COLLABORATIVE PLANNING,FORECASTING AND REPLENISHMENT: CPFR)..............................................................................38 STEP 1: EVALUATE THE CURRENT CONDITION (ประเมินสถานะปัจจุบัน) ............................................................................................38 STEP 2: DEFINE SCOPE AND OBJECTIVE (ก าหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์)...........................................................................................39 STEP 3: PREPARE FOR COLLABORATION (เตรียมการในความร่วมมือ)...............................................................................................41 STEP 4: EXECUTE-PERFORMING THE COLLABORATE (การด าเนินการ).................................................................................................41 STEP 5: ASSESS PERFORMANCE AND IDENTIFY IMPROVEMENT (การวัดผลและปรับปรุง).............................................................................42 บทที่ 5...............................................................................................................................................................44 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ...................................................................................................................................44 สรุปและอภิปรายผลการวิจัย........................................................................................................................................44 ข้อเสนอแนะในงานวิจัยครั้งต่อไป..................................................................................................................................45 บรรณานุกรม........................................................................................................................................................46 ภาคผนวก..............................................................................................................................................................48


1 บทที่ 1 บทน า ความส าคัญที่มาของปัญหา บริษัทที่น ามาเป็นกรณีศึกษานี้ มีที่ตั้งอยู่ที่ 147 ต.บ้านบึง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี 61140 เพื่อประกอบ ธุรกิจการ บริษัท สมบัติยนต์ ประกอบกิจการอู่ซ่อมบ ารุงและขายน้ ามันเครื่องกรองเป็นหลัก บริษัทถูกจัดตั้ง ขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2520 โดยบริษัทสมบัติยนต์จึงมุ่งสู่การซ่อมบ ารุงรวมถึงจ าหน่ายอุปกรณ์ชิ้นส่วนอะไหล่รถ น้ ามันเครื่องกรอง อุปกรณ์ที่ใช้ในการซ่อมและสร้างความไว้วางใจและแนวทางในการดูแลรักษา ลูกค้าหลักจะ เป็นกลุ่มคนใช้รถยนต์ทั่วไป เนื่องจากบริษัท กรณีศึกษานั้นมีแนวคิดที่จะลดปัญหาจ านวนสินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการของ ลูกค้าและบริษัท ปัญหาเกิดจากการขั้นตอนการสั่งซื้อนั้นจะเป็นการสั่งซื้อวัตถุดิบเมื่อมี ค าสั่งซื้อมาจากลูกค้า เท่านั้นจึงท าให้สินค้าขาดมือและไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า จากการศึกษาพบปัญหาที่เกิดขึ้นดังนี้ในการสั่งซื้อเครื่องมือของบริษัทกรณีศึกษา บริษัท สมบัติยนต์ ที่ผู้วิจัยมีความสนใจ พบว่า ที่ผ่านมาบริษัทกรณีศึกษา บริษัท สมบัติยนต์ ไม่ได้มีวิธีส าหรับการน าข้อมูลไป วิเคราะห์เพื่อหาเครื่องมือที่ถูกต้อง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นถึงความส าคัญในการน าการพยากรณ์เข้ามาเพื่อช่วย วิเคราะห์ในการพยากรณ์ โดยมีข้อได้เปรียบคือ ท าให้การคาดการณ์ความต้องการมีความถูกต้องและแม่นย า ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจะท าให้มีการก าหนดปริมาณการสั่งซื้อเครื่องมือที่ใกล้เคียงกับความต้องการใช้งานและจะ ท าให้การท างานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงได้ตระหนักถึงความส าคัญของปัญหาดังกล่าว และ เห็นสมควรจะท า การด าเนินงานวิจัยเพื่อช่วยให้วิธีการท างานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการน าหลักการ พยากรณ์ (Forecasting) มาใช้ในการแก้ปัญหา และการสั่งซื้อเครื่องมือแบบวิธีMoving Average เพื่อเป็น การศึกษาและช่วยวิเคราะห์ปัญหาส าหรับวิธีการพยากรณ์ในการสั่งซื้อเครื่องมือ และเพื่อเป็นการควบคุม ปริมาณการสั่งซื้อเครื่องมือให้มีความเหมาะสมกับความต้องการใช้งาน ดังนั้น งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงกรณีสินค้าขาดมือ (out-of-stock) และหา แนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทและซัพพลายเออร์ สามารถน าความรู้ที่ได้จากการวิจัย มาเพื่อใช้เป็น แนวทางในการบริหารจัดการเพื่อยกระดับความวางแผนร่วมกันซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีผลต่อก าไรในระยะยาว ของทั้งสองฝ่ายได้มากขึ้น โดยงานวิจัยนี้จะใช้เทคนิคการพยากรณ์ยอดสั่งซื้อสินค้า และท าการแลกเปลี่ยน ข้อมูลระหว่างซัพพลายเออร์ในการวางแผนการพยากรณ์และการเติมเต็มสินค้าร่วมกันเพื่อเพิ่มขีด ความสามารถอีกทั้งเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น


2 วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อก าหนดวิธีพยากรณ์(Forecasting) ที่เหมาะสมในการคาดการณ์ความต้องการใช้เครื่องมือ (Tooling) ของบริษัทกรณีศึกษา 2. เพื่อวิเคราะห์ปริมาณการสั่งซื้อเครื่องมือ(Tooling) ที่เหมาะสมเพียงพอต่อความต้องการใช้งาน 3. เพื่อหาแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทและซัพพลายเออร์ 4.เพื่อใช้เครื่องมือแบบ Moving Average มาช่วยควบคุมการสั่งของ ขอบเขตของการวิจัย เพื่อให้การศึกษางานวิจัยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผู้วิจัยจึงได้ก าหนดขอบเขตใน งานวิจัย ดังนี้ 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา การศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์ (Forecasting) เพื่อใช้ วิเคราะห์ความต้องการใช้เครื่องมือในแต่ละเดือน 2. ขอบเขตด้านข้อมูล การวิเคราะห์การใช้เครื่องมือ ผู้วิจัยศึกษาข้อมูลย้อนหลังของ ปริมาณการใช้งาน เครื่องมือทุกรายการในแต่ละเดือน โดยการศึกษาอยู่ระหว่าง เดือนกันยายน พ.ศ. 2566 - มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งงานวิจัยนี้จะศึกษาเฉพาะเครื่องมือที่มีมูลค่า มากที่สุด ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม A เท่านั้น ไม่ พิจารณารวมไปถึงกลุ่ม B และกลุ่ม C ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. สามารถน าผลการศึกษามาใช้เป็นแนวทางในการพยากรณ์และการบริหารจัดการปริมาณการสั่งซ้ือ เครื่องมือของบริษัทกรณีศึกษา 2. ได้แนวทางการวางแผนการพยากรณ์ยอดการสั่งซื้อล่วงหน้า เพื่อน าข้อมูลที่ได้มา แลกเปลี่ยนเพื่อ การวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็มสินค้าร่วมกันกับซัพพลายเออร์ 3. เพื่อทราบถึงวิธีการพยากรณ์ ( forecasting ) ที่เหมาะสมในการคาดการณ์ความต้องการใช้ เครื่องมือ ( tooling ) ของบริษัทกรณีศึกษา


3 นิยามศัพท์ การวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็มสินค้าคงคลังร่วมกัน Collaborative, Planning, Forecasting, Replenishment CPFR) คือ กระบวนการระหว่างคู่ค้าที่ตกลงร่วมกันในการวางแผนและ การประมาณการ การตรวจวัดความส าเร็จ ผ่านการเติมเต็ม (Replenishment) การรับรอง และการ สนองตอบข้อยกเว้นต่าง ๆร่วมกัน การพยากรณ์ (Forecasting) หมายถึง การคาดการณ์สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นในอนาคต และน าค่า พยากรณ์ที่ได้นั้นมาใช้ประโยชน์เพื่อการตัดสินใจ การจัดหา (Source) หมายถึง การจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตไว้ล่วงหน้า (Make-to-Stock) ผลิต ตามสั่ง (Make-to-Order) และผลิตตามการออกแบบทางวิศวกรรม (Engineer-to-Order) ได้แก่ การจัด ตารางการจัดส่ง การรับ การตรวจสอบ การเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์และการอนุมัติการจ่ายเงินให้กับผู้จัดส่ง วัตถุดิบ และการเก็บรักษาข้อมูล การจัดการสินค้าคงคลัง สินทรัพย์ ทุน ผลิตภัณฑ์ใหม่ การสร้างโครงข่ายผู้ จัดส่งวัตถุดิบ ความต้องการของการน าเข้า/ส่งออกและข้อตกลงของผู้จัดส่งวัตถุดิบ การส่งมอบ (Deliver) หมายถึง การจัดส่งผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตไว้ล่วงหน้า ผลิตตามค าสั่ง และ ผลิต ตามการออกแบบทางวิศวกรรม ตั้งแต่การรับค าสั่งซื้อ การจัดการคลังสินค้า การจัดส่ง รวมไป ถึงการติดตั้ง ได้แก่ กระบวนการจัดการกับขอบเขตของงานและข้อก าหนดคุณลักษณะเฉพาะจากลูกค้า เส้นทางการจัดส่ง การรับหรือรับรองสินค้าก่อนการส่งออกตามกฎหมายของแต่ละประเทศ การจัดการและกฎของการส่งมอบ สินค้าขาดมือ (Out-of-Stock) คือ เป็นปัญหาที่เกิดจากฝ่ายจัดซื้อของกิจการไม่สามารถที่จะ จัดหา สินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งให้ทันกับความต้องการใช้ ซึ่งสินค้าขาดมือเกิดจากความไม่แน่นอนในอัตราการใช้สินค้า และช่วงเวลาที่รอสินค้า วัตถุดิบ (Material) หมายถึง เหล็กเพลา ซึ่งมีขนาดความยาว 4 เมตร และมีขนาดเส้น ผ่าน ศูนย์กลางที่มีขนาดแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับชิ้นงานในการผลิต เครื่องมือ (Tooling) หมายถึง เม็ดมืดและดอกสว่าน ที่ใช้ในการสนับสนุน กระบวนการผลิต เครื่องจักร (Machine) หมายถึง เครื่องกลึงอัตโนมัติที่ใช้ในกระบวนการผลิต อายุการใช้งานของเครื่องมือ (Tool life) หมายถึง การก าหนดจ านวนครั้งหรือจ านวนวันที่เครื่องมือ สามารถผลิตชิ้นงานได้


4 บทที่ 2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การศึกษาครั้งนี้ได้มุ่งเน้นในเรื่องของการลดความเสี่ยงทั้งที่เกิดขึ้นภายในห่วงโซ่อุปทาน ของธุรกิจยาน ยนต์ เกี่ยวกับการซ่อมรถยนต์ ครบวงจร ของห่วงโซ่อุปทานแห่งหนึ่งที่ด าเนินธุรกิจอยู่ในจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมี แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ 2.1.การวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็มสินค้าคงคลังร่วมกัน (CPFR) 2.2.แนวคิดการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain management concept) 2.3.แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการพยากรณ์ (Forecast) 2.4.แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการสินค้าคงคลัง 2.5.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็มสินค้าคงคลังร่วมกัน (CPFR) (กฤษฎ์ ฉันทจิรพร, 2546) ได้กล่าวว่า การวางแผนพยากรณ์ร่วมกันและการเติมเต็ม (Collaborative Planning Forecasting and Replenishment) หรือ CPFR เป็นการมุ่งปรับปรุงการประสานงานระหว่างผู้ ซื้อและผู้จัดหาโดยทั้ง 2 ฝ่ายท าการตกลงในการร่วมกันวางแผ่น การพยากรณ์ยอด ขาย และการเติมเต็มสินค้า เพื่อให้เกิดความสอดคล้องระหว่างผู้ซื้อกับผู้จัดหาและแสดงผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ท าให้คู่ค้าสามารถ ท าการอัพเดตข้อมูลได้ เนื่องจากการบริหารจัดการขบวนการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน เป็นการให้ความส าคัญในการเชื่อมโยง ธุรกิจเข้าด้วยกัน โดยครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ า (Upstream) ไปถึงปลายน้ า (Downstream) หรือเริ่มตันจากซัพ พลายเออร์ (Supplier) ไปจนถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้าย (End Customer) จึงจ าเป็นต้องมีการร่วมมือกันเพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน เช่นการสั่งซื้อวัตถุดิบ การเก็บสินค้าคงคลัง การผลิต การขนส่ง และ การส่งมอบสินค้า เพื่อที่จะสามารถลดตันทุน และเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ ดังนั้นการน ากระบวนการ CPFR ซึ่งเป็นกระบวนการความร่วมมือกันในโซ่อุปทาน เพื่อท าให้สามารถที่จะมองเห็นความต้องการสินค้าได้ ตลอดทั้งโซ่อุปทาน และสามารถส่งสินาหรือวัตถุดิบได้ตามความต้องการจริงของลูกค้าท าให้การสั่งซื้อ และ จัดส่งสินค้ามีประสิทธิภาพ (Order Fulfillment) และการจัดเก็บสินค้ามีความพอดีกับความต้องการ (Inventories can be minimized) เพื่อลดค่าใช้จ่ายต่างๆ และเป็นการเพิ่มยอดขายรวมถึงการบริการที่ดี ให้แก่ลูกค้าด้วย กระบวนการ CPFR เหมาะส าหรับผู้ประกอบการค้าปลีก (Retailer) และอุตสาหกรรม ด้านสินค้า อุปโภคและบริโภค (Consumer Product) เช่น Modem trade โดยถือว่าหน่วยต่างๆ ในโซ่อุปทานทุกราย


5 เป็นลูกค้าที่มีศักยภาพส าหรับองค์กร ในธุรกิจค้าปลีกนั้น ผู้ค้าปลีกกับผู้จัดจ าหน่ายหรือผู้ค าาส่ง ก็มีแรงจูงใจใน การสร้างกระบวนการความร่วมมือ (Collaboration) โดยมี การแบ่งปั่นข้อมูลร่วมกัน (Information Sharing) หรืออาจสร้างข้อมูลการด าชุดเดียวกัน (Single set of Information) เพื่อสร้างกระบวนการพยากรณ์ให้ ใกล้เคียงอุปสงค์ (Demand) ของลูกค้า โดยหลีกเลี่ยงต้นทุนของสินค้าที่เกิดจากปรากฏการณ์Bullwhip Effect อันส่งผลท าให้ต้นทุนของสินค้าคงคลัง (Inventory Cost) สูงเกินไป และเกิดความเสียหายและส่ง ผลกระทบต่อขีด ความสามารถในการแข่งขันในด้านธุรกิจ นอกจากนี้แล้ว การร่วมมือกันระหว่างหน่วยต่างๆ ในโซ่อุปทาน เช่นจากผู้ผลิต (Manufacturer) และซัพพลายเออร์ (Supplier) อย่างเดียวก็เป็นสิ่งที่ ไม่เพียงพอ เนื่องจาก Manufacturer จะไม่เห็นผู้ที่อยู่ในระดับถัดไปของโซ่อุปทาน การสร้าง ความร่วมมือกันนั้น จึง จ าเป็นต้องอาศัยความพร้อมใจของผู้เกี่ยวข้อง (Partners) CPFR จะต้องมีความเกี่ยวพันธ์กับการน าเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบการบริหารงาน และกลยุทธ์มา ใช้ เช่นระบบ EDI (Electronic Data Interchange) ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยน โอนย้ายข้อมูลในรูปแบบ อีเล็กทรอนิกส์ที่มีมาตรฐาน เพื่อน าไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ระบบ VMI (Vender Managed Inventory) ซึ่ง ใช้บริหารคลังสินค้า และกลยุทธ์ที่เรียกว่า QR (Quick Response) ก็คือการท างานร่วมกันระหว่างผู้ค้ากับซัพ พลายเออร์ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้แล้วยังมีการตอบสนองความต้องการด้านข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและ แม่นย า โดยการใช้ Barcode หรือ RFID ซึ่งเป็นเครื่องมือส่งผ่านข้อมูล และสินค้าร่วมกัน รวมไปถึงการน า ขบวนการ ECR (Efficient Consumer Response) ซึ่งคือขบวนการตอบสนองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการร่วมมือกันในทุกองค์กรของโซ่อุปทานในการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุนและตอบสนอง ความต้องการ ของลูกค้า มาใช้ การวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็มสินค้าคงคลังร่วมกับ (Collaborative Planning, Forecasting and Replenishment: CPFR) เป็นกระบวนการระหว่างบริษัทและชัพพลายเออร์ ที่ตกลง ร่วมกับในการวางแผนและการประมาณการ การตรวจวัดความส าเร็จผ่านการเติมเต็ม (Replenishment) การ รับรอง และการสนองตอบข้อยกเว้นต่างๆ CPFR สร้างบนพื้นฐานหลักการของ Efficient Consumer Response (ECR) โดยเป็นการรวม เครื่องมือ Vender - Managed Inventory (VMI), Jointly - Managed Inventory (JMI), Continuous Replenishment (CRP) และ Category Management 1.1 Guiding Principle หลักในการพัฒนา CPFR มีดังนี้ - กรอบการท างานของคู่ค้าในกระบวนการจะมุ่งไปที่ลูกค้า และความส าเร็จของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)


6 - คู่ค้าด าเนินการพัฒนาและขอมรับการพยากรณ์บนความต้องการเดียวกัน (Forecast of demand) ใบการวางแผน เพื่อครอบคลุมทั้ง Value Chain - คู่ต้าร่วมกันยอมรับการพยากรณ์ผ่านการกระจายความเสี่ยงที่เกิดจากความจ าเป็นที่ต้อง ปรับขั้นตอบในกระบวนการผลิต 1.2 The Trading Partner Framework CPFR เป็นโครงสร้างของชุดต่างๆซึ่งกระบวนการของ CPFR เป็นทางเลือกส าคัญส าหรับคู่ค้าที่จะ น ามาใช้ โดยกุญแจส าคัญจะต้องถูกก าหนดโดยคู่ค้าาที่มีผลต่อกิจกรรมกระบวนการหลัก และกลุ่มคู่ค้าในแต่ ละกลุ่ม สามารถเลือกวิธีการมาใช้ได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณธของสินค้า ผลกระทบของโปรโมชั่น หรือฤดูกาล และระดับความส าคัญของแต่ละคู่ค้า 1.3 A Single Forecast for Demand ผู้ซื้อและผู้ขายมีมุมมองการตลาดที่แตกต่างกัน ซึ่งคู่ค้าสามารถปรับปรุงความสามารถในการวางแผน ความต้องการ การพยากรณ์การสั่งสินค้าถูกสร้างจากความต้องการของลูกค้า ในกรณีเดียวกันกับของผู้ค้าปลีก ควรต้องมาจากความต้องการ ของลูกค้าเช่นกัน จึงกลายเป็นการวางแผน ความต้องการคราวเดียวกัน (Single Shared - Demand Plan) โดยการวางรากฐานส าหรับกิจกรรมการวางแผนภายในที่สัมพันธ์กับสินค้าส าหรับ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย 1.4 Removal of Supply-Process Constraints การประสานงานในกิจกรรมต่าง ๆใน Value Chain ที่ดี จะส่งผลที่ส าคัญต่อแผนความต้องการ เดียวกับ ซึ่งจะได้รับประโยชน์อย่างดีเยี่ยมก็ต่อเมื่อแผนความต้องการนั้นมีผลต่อส่วนที่ส าคัญที่เป็นอุปสรรคต่อ ผลส าเร็จใน Supply Process Process Model Overview การอธิบาย Process Model ใน 9 ขั้นตอนของกระบวนการ (Nine Primary Process Activities)จะ เป็นการก าหนดขั้นตอนในการด าเนินกิจกรรมข้อมูลเข้าและผลลัพธ์ โดยจะเป็นการอธิบายความหลากหลาย ของกระบวนการที่จะประยุกต์ถึงความสัมพันธ์ของคู่ค้าบนพื้นฐานของความสามารถทรัพยากร และระบบ ซึ่ง เป็นการลงในหลักการของ CPFR โดยไม่บังคับว่าใครจะเป็นล าดับสุดท้ายในการจัดการกระบวนการ Forecasting หรือ Replenishment


7 ภาพประกอบที่ 2.1 Collaborative Planning, Forecasting and Replenishment Process Model ที่มาจาก : https://www.metodolog.ru/triz-journal/archives/2008/01/05/index.html จากภาพประกอบที่ 1 จะแสดงให้เห็นถึง Process Model ทั้งหมด 9 ขั้นตอน ซึ่งสามารถอธิบาย ตามล าดับดังนี้ Step 1: Establish Collaborative Relationship ผู้ซื้อผู้ขายจัดตั้งโครงร่างและกฎระเบียบต่างๆส าหรับความร่วมมือ โดยระบุถึงความคาดหวังของแต่ ละฝ่ายการกระท า และทรัพยากรต่างๆ วัตถุประสงค์ของความร่วมมือ รวมถึงความเข้าใจทั้งหมด และข้อมูล ต่างๆทั้งหมดในกระบวนการ CPFR ในชั้นตอนนี้จะกล่าวถึงข้อมูลหลักทั่วๆไป Step 2: Create Joint Business Plan ผู้ซื้อและผู้ขายมีการแลกเปลี่ยนข้อมมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์บริษัท และแผนธุรกิจ เพื่อความร่วมมือในการ พัฒนาแผนธุรกิจร่วมกัน เพื่อสร้างกลยุทธ์ (Strategies) และก าหนดบทบาท วัตถุประสงค์ และยุทธวิธี (Tactics) โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในแผนธุรกิจร่วมกันนั้นจะน าไปสู่บทบาทที่ชัดเจน แผนธุรกิจคือหลัก ส าคัญในการะบวนการการพยากรณ์ (Forecasting)


8 Step 3: Create Sales Forecast ขั้นตอนที่ 3 เป็นข้อมูลที่ใช้ในการสร้าง Sales Forecasting ที่ใช้ในการสนับสนุนแผนธุรกิจร่วมกัน โดยข้อมูลจะมีความแตกต่างในแต่ละตัวสินค้า แต่ละอุตสาหกรรม แต่ละซัพพลายเออร์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมา จากข้อมูลขายของผู้ค้าปลีก (Point of Sale: POS) การเบิกถอนของคลังสินค้าของผู้ค้าปลีกหรือผู้ผลิตซึ่ง ข้อมูล ดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานส าหรับการสร้าง Order Forecast Step 4: Identify Exception for Sale Forecast ผู้ซื้อและผู้ขายจะก าหนด Item ที่อาจมีกรณีที่นอกเหนือจากเงื่อนไขที่ได้ก าหนดไว้ ผลลัพธ์ที่ได้คือ รายการสินค้าที่มีการยกเว้น (List of Exception Items) ซึ่งรายการสินค้าประเภทนี้จะเป็นข้อมูลที่ส าคัญ ต่อไปในขั้นตอนที่ 5 Step 5: Resolve / Collaborate on Exception Items ขั้นตอนที่ 5 เป็นการเจรจาต่อรองในความร่วมมือกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในการแก้ไขจะเกี่ยวพันถึง การแก้ปัญหาในข้อยกเว้นของสินค้า ท าการปรับปรุงการพยากรณ์ (Forecasting) การเพิ่มเติมความร่วมมือ อย่างในทันทีทันใด (Real-Time) ของกระบวนการ CPFR อย่างมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกันระหว่าง ผู้ซื้อและผู้ขาย เป็นการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดการยืนยัน Order ในที่สุด Sales Forecast และการ แลกเปลี่ยนข้อมูลในชั้นตอนของกระบวนการ CPFR นี้ จะเริ่มต้นและน าไปสู่การลดจ านวนความเสี่ยงที่จะ เกิดขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายอนุญาติให้หุ้นส่วนดูข้อมูลการขาย การตลาด กิจกรรมของ Supply Chain ข้อมูลการ วิเคราะห์ผลกระทบ และการป้อนข้อมูลสารสนเทศที่ทันสมัยทั้งในด้านการเงินและการวางแผน Step 6: Create Order Forecast ขั้นตอนที่ 6 นี้ Sale Forecast ข้อมูลที่ไม่มีเกณฑ์ที่แน่นอน และกลยุทธ์สินค้าคงคลัง จะถูกรวบรวม เพื่อสร้าง Order Forecast โดยได้รับข้อมูลในแต่ละช่วงเวลาและการตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของสินค้าคง คลังในแต่ละชนิดของสินค้า และพื้นที่ในการรับสินค้า การพยากรณ์ในระยะสั้นนั้นจะใช้ส าหรับ Order Generation ในขณะที่ระยะยาวนั้นจะใช้ส าหรับการวางแผน (Planning) ผลลัพธ์หลังจาก Sale Forecast คือ ระยะหรือช่วงเวลา (Time-Phrased) และ Order Forecast โดย Order Forecast นั้น ผู้ขายใช้ในการจัดสรร ก าลังการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการที่ Safety Stock ในจุดต่ าที่สุด และยังเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ซื้อว่า Order จะได้รับตามก าหนด


9 Step 7: Identify Exception for Order Forecast ขั้นตอนที่ 7 เป็นการก าหนด Order Forecast ในแต่ละ Item โดยเป็นความร่วมมือจากทั้งผู้ซื้อและ ผู้ขาย ผลลัพธ์ที่ได้คือ รายการสินค้าที่มีการยกเว้น (List of Exception Items) ซึ่งได้มีการก าหนดเงื่อนไขไว้ ในขั้นตอนความร่วมมือเพื่อเตรียมการ Step 8: Resolve / Collaborate on Exception Items ขั้นตอนที่ 8 จะเป็นขั้นตอนของกระบวนการของการพิจารณาข้อยกเว้นของ Order Forecast โดย การดูข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน Email โทรศัพท์ การประชุมต่างๆ และน ามาปรับผลของ Order Forecast ซึ่งผลลัพธ์ ที่ได้จากขั้นตอนนี้ คือ การเจรจาต่อรองในความร่วมมือระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในการแก้ไขปัญหาข้อยกเว้นของ สินค้า ท าการปรับปรุงการ Forecast การเพิ่มความร่วมมืออย่างทันทีทันใด (Real-Time) กระบวนการ CPFR อย่างมีประสิทธิผลในการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในการยืนยัน การสั่งซื้อในที่สุด Step 9: Generate Order ขั้นตอนที่ 9 ชั้นตอนสุดท้าย เป็นการแปลง Order Forecast ให้เป็น Order จริง โดยแต่ละฝ่ายทั้งผู้ ซื้อหรือผู้ขายสามารถควบคุมการสร้าง Order ตามความสามารถที่มีในระบบ และ Resource ต่างๆ ผลลัพธ์ที่ ได้จากขั้นตอนนี้ คือ การสร้าง Order ภายในระยะเวลาที่ก าหนด จากชั้นตอนของการพยากรณ์ แนวคิดการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain management concept) Supply chain management (SCM) คือ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่มี ประสิทธิภาพตลอดกระบวนการ เริ่มตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการ ขาย และสิ้นสุดที่ผู้บริโภค บางครั้งรวมถึงการจัดการสินค้าคงคลัง (inventory management) การจัดซื้อวัตถุดิบ และแปรรูปวัตถุดิบ เป็นสินค้าส าเร็จรูปและขนส่ง เป้าหมายของ Supply Chain Management (SCM) สมัยใหม่คือ ท าการลดความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความผันแปร (variability) และความเสี่ยง (Risk) และเพิ่มการควบคุม Supply Chain นั่นคือ เพิ่มประสิทธิภาพระดับสินค้าคงคลัง (inventory level), รอบเวลา (cycle time) และปรับปรุงกระบวนการ ทางธุรกิจกับการให้บริการกับลูกค้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการท าก าไรและการแข่งขัน การจัดการ supply chain ให้มีประสิทธิภาพ เป็นโอกาสที่องค์กรจะลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ การด าเนินงาน ข้อมูลสารสนเทศต้องสนับสนุน supply chain ให้เป็นไปตามการด าเนินงาน ได้แก่ - การตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดซื้อและ supplier - การตัดสินใจเกี่ยวกับการผลิต


10 - การตัดสินใจเกี่ยวกับการกระจายสินค้า - การตัดสินใจด้านการให้การสนับสนุนสารสนเทศ - การตัดสินใจเกี่ยวกับการไหลของวัตถุดิบ - การตัดสินใจเกี่ยวกับกระแสเงินสด Supply Chain Management Software (SCM Software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ออกแบบให้ สนับสนุนส่วนต่างๆของ supply chain เช่น การผลิต การควบคุมสินค้าคงคลัง การจัดเวลาและการขนส่ง โดย จะเน้นการปรับปรุงการตัดสินใจ, ความเหมาะสมที่สุด และการวิเคราะห์ E-supply chain คือ การจัดการ Supply chain ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ Web-based software อาจเรียกว่าเป็น Digital supply chain ภาพประกอบที่ 2.2 Digital supply chain ที่มาจาก https://www.quora.com/What-is-a-digital-supply-chain ส่วนประกอบของ supply chain - ต้นทาง (Upstream) เกิดจาก external suppliers - ภายใน (Internal) เกิดการ packaging, assembly, หรือ manufacturing - ปลายทาง (Downstream) เกิดจาก distribution หรือ dispersal มักเกิดจาก external distributors


11 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการพยากรณ์ (Forecast) การพยากรณ์ หรือ Forecasting มีความจ าเป็นอย่างยิ่งส าหรับการวางแผนทางด้านการตลาดและ สินค้าคงคลัง โดยมีการใช้การคาดการณ์และน าค่าพยากรณ์ที่ได้ มาใช้เพื่อเตรียมผลิตสินค้าในอนากต ซึ่ง ความหมายของการพยากรณ์นั้น ได้มีผู้นิยามไว้หลากหลาย ดังนี้ (นิภา นิรุตติกุล, 2558) ได้กล่าวไว้ว่า การพยากรณ์ (Forecasting) หมายถึง การคาดคะเนหรือ ท านายการเกิดเหตุการณ์สภาพการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต โดยการพยากรณ์จะท าการศึกษาแนวโน้มและรูปแบบ การเกิดเหตุการณ์ตามข้อมูลในอดีต หรือใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และดุลยพินิจของผู้พยากรณ์ ในปัจจุบันการพยากรณ์มักจะน าไปใช้เกี่ยวกับการวางแผนอุปสงค์ (Demand planning) หรือการพยากรณ์ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain forecasting) โดยมีการใช้ทั้งวิธีการพยากรณ์ทางสถิติและวิธีการส ารวจความ คิดเห็น อีกทั้งการพยากรณ์มักใช้กับข้อมูลอนุกรมเวลา การพยากรณ์จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งต่อการวางแผน และการตัดสินใจเกี่ยวกับการด าเนินงานในทุกสาขาอาชีพ (ปิยมาส กล้าแข็ง, 2566) ได้กล่าวไว้ว่า การพยากรณ์ คือ การประมาณ หรือ การคาดคะเนว่าอะไรจะ เกิดขึ้นในอนาคต เช่น การพยากรณ์ยอด ขายของ 3 ปีข้างหน้า การพยากรณ์มีบทบาทส าคัญกับทุกด้าน ทั้ง หน่วยงานของรัฐบาล และเอกชน รัฐบาลต้องประมาณ หรือ พยากรณ์รายได้รายจ่ายในปีหน้า เพื่อน ามา วางแผน เอกชนต้องพยากรณ์ยอดขาย เพื่อน ามาวางแผนการผลิต สินค้าคงคลัง แรงงาน ฯลฯ จะเห็นได้ว่า การพยากรณ์เป็นสิ่งหนึ่งที่มีความส าคัญต่อการด าเนินการของบริษัท เพราะการพยากรณ์เป็นการคาดการณ์ ความต้องการในตัวสินค้าหรือบริการลูกค้าในอนาคต และจะน ามาซึ่งการสร้างผลก าไรหรือท าให้บริษัทขาดทุน การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าล่วงหน้าจึงช่วยในบริษัทก าหนดทิศทางการด าเนินงาน ว่าจะผลิตสินค้า จ านวนเท่าไร เตรียมบุคลาการและอุปกรณ์มากน้อยเพียงใด หากการคาดการณ์ความต้องการของลูกกค้ามี ความผิดพลาดก็อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและผลประกอบการของบริษัทจากการที่ไม่มีสินค้าให้ถูกค้า ไม่ สามารถให้บริการลูกค้าได้ตามที่ลูกค้าต้องการ หรือในทางตรงกันข้ามอาจมีสินค้าในคลังสินค้าหรือมีบุคลากร และเครื่องมือใช้มากเกินไป การพยากรณ์จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยประมาณการหรือคาดคะเนเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้


12 ประโยชน์ของการพยากรณ์ (กุณฑลี รื่นรม, 2545) ได้กล่าวไว้ว่า การพยากรณ์ (Forecasting) มีความส าคัญและมีประ โยชน์ต่อ การด าเนินธุรกิจ โดย ประโยชน์ที่ส าคัญมีอยู่หลายประการสามารถแจกแจงได้ ดังนี้ 1. การพยากรณ์ช่วยในการก าหนดตารางการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน (Scheduling exiting resources) เช่น เงินสดหมุนเวียน เครื่องจักร พนักงาน เป็นต้น มีการใช้ทรัพยากรเหล่านี้ไปเท่าไหร่ ถูก น าไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และมีลักษณะการใช้งานอย่างไร 2. การพยากรณ์สามารถท าให้บริษัทกันพบแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ เพิ่มเติม (Acquiring additional resources จากข้อมูลของอดีตจนถึงปัจจุบันที่มีอยู่แล้วของบริษัทและการก าหนดระยะเวลา (Lead time) ที่ บริษัทกาดคะเน ความต้องการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ และบริหารจัดการวางแผนน ามาใช้ได้ทันเวลาตามต้องการ เช่น วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ วัตถุดิบต่างๆ พนักงาน แรงงาน หรือการเตรียมการลงทุน เป็นต้น 3. การพยากรณ์สามารถคาดคะเนความต้องการการใช้ทรัพยากร หรือ วัตถุดิบต่าง ๆ ของบริษัทหรือ องค์กร ได้ (Determining what resource are desired) และผลของการพยากรณ์ที่มีความคลาดเคลื่อนน้อย และมีความแม่นย า ท าให้บริษัทสามารถคาดคะเนการใช้วัตถุดิบ ตามความต้องการที่จะใช้งานได้ และยังช่วย ลดต้นทุน ในสิ่งที่การสั่งวัตถุดิบที่ผิดพลาดใน โดยอาจจะสั่งวัตถุดิบมากหรือน้อยเกิน ไป ท าให้ลดการเกิด ปัญหาการถือครองสินค้าคงกลังมากเกิน หรือ สินค้า 4. การพยากรณ์สามารถน ามาใช้ในการวางแผนช่องทางการจัดจ าหน่าย (Channel of Distribution) เพื่อให้สินค้ามีเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคและสามารถต่อสู้กับคู่แข่งขันได้ 5. การพยากรณ์สามารถใช้ในการวางแผนจัดท างบประมาณส าหรับแผนกงานต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อให้สามารถท ายอดขายได้ถึงเป้าตามที่ได้พยากรณ์ไว้ 6. การพยากรณ์สามารถท าให้บริษัทวางแผนการตลาดและส่งเสริมการขาย (Promotions) ให้กับ ผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท าให้บริษัทสามารถคาดคะเนยอดจ าหน่ายสินค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ และ สามารถวางแผนการจ าหน่ายสินค้าเพื่อกระตุ้นขอดขายได้ และท าให้บริษัทสามารถวางแผนกลยุทธ์ทั้งในระยะ สั้น ระยะกลาง และระยะขาว ได้อย่างมีเป้าหมายและท าตามแผนที่วางไว้ได้ตามผลการพยากรณ์ไว้ 7. การพยากรณ์ยอดจ าหน่ายสินค้ามีส่วนส าคัญช่วยให้วางแผนการจัดการควบคุมสินค้าและการ วางแผนส่วนแบ่งทางการตลาด (Market share) ของบริษัทให้มีประสิทธิภาพ และยังมีประโชชน์ในการ ประเมินผลการด าเนินงานอีกด้วย ผลที่ได้จากการพยากรณ์และยอดจ าหน่ายสินค้าจริง เมื่อน ามาเปรียบเทียบ


13 แล้ว ก็ท าให้ทราบว่ากลยุทธ์ที่บริษัทใช้อยู่นั้น มีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือความเหมาะสมหรือไม่ และท าให้ บริษัทสามารถวางแผนบริหารจัดการได้ ถ้ามีปัญหาหรือการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดได้อย่างทันที 8. การพยากรณ์ขอดจ าหน่ายสินค้า ท าให้บริษัทวางกลยุทธ์ แผนงาน และก าหนดเป้าหมายของบริษัท ได้ และท าให้บริษัทสามารถคาดคะเนเหตุการณ์ได้ในอนาคต และประเมินผลงานแล้วน าไปปรับใช้กลยุทธ์ใน อนาคตได้ การจ าแนกเทคนิคการพยากรณ์ เทคนิคการพยากรณ์สามารถจ าแนกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม ดังนี้ - เทคนิคการพยากรณ์เชิงคุณภาพ (Qualitative Forecasting Technique) - เทคนิคการพยากรณ์เชิงปริมาณ (Quantitative Forecasting Technique) 1. เทคนิคการพยากรณ์เชิงคุณภาพ (Qualitative Forecasting Technique) เป็นการพยากรณ์ที่อาศัยประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ หรือวิจารณญาณของผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญ ที่จะพยากรณ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง การพยากรณ์แบบนี้จะไม่มีรูปแบบ กฎเกณฑ์หรือสูตรที่ใช้ในการค านวณที่ แน่นอน และอาจจะขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อมูลในอดีตก็ได้ ตัวอย่างเทคนิคการพยากรณ์แบบนี้ได้แก่ เทคนิคการ พยากรณ์โดยใช้วิจารณญาณ (Subjective forecasting method) เทคนิคการพยากรณ์โดยใช้วิธีการค้นหา (Exploratory forecasting methods) เป็นต้น 2. เทคนิคการพยากรณ์เชิงปริมาณ (Quantitative forecasting technique) เทคนิคการพยาการณ์เชิงปริมาณ จะเป็นเทคนิคที่ต้องใช้ข้อมูลในอดีตมาสร้าง รูปแบบการพยากรณ์ ในรูปแบบของสมการคนิดศาสตร์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้วิธีหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และวิธีการปรับเรียบ แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล และวิธีการคาดคะเนแนวโน้ม 2.1 รูปแบบอนุกรมเวลา (Time Series Model) ซึ่ง ได้แก่ วิธีการหาค่าเฉลี่ยแบบตรงตัว 2.2 รูปแบบปัจจัยสาเหตุ หรือรูปแบบเชิงเหตุผล (Associative Models) เป็นการพยากรณ์ด้วย การวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งที่จะพยากรณ์ เช่น การพยากรณ์ โดยการวิเคราะห์การถดถอย เชิงเส้นตรง (Linear Regression) ซึ่งจะวิเคราะห์ในความสัมพันธ์ของตัวแปรอิสระและตัวแปรตามว่ามีความ เกี่ยวเนื่องกันจนท าให้มาพยากรณ์หาความสัมพันธ์ได้การพยากรณ์โดยใช้รูปแบบอนุกรมเวลา (Time Series Methods)การพยากรณ์ในรูปแบบอนุกรมเวลาจะเป็นการพยากรณ์ข้อมูลในอนาคตจากข้อมูลในอดีตเท่านั้น ตัวแปรอื่นๆจะไม่น ามาพิจารณา ซึ่งรูปแบบของข้อมูล (Data Pattern) มีเทคนิคการพยากรณ์หลายรูปแบบ แต่โดยปกติข้อมูลจะแบ่งได้ 5 รูปแบบ ดังนี้


14 2.2.1 รูปแบบคงที่ (Constan): ความต้องการไม่เปลี่ยนไปตามเวลา เทคนิคที่เหมาะสม • Single Moving Average • Weighted Moving Average • Single Exponential Smoothing ภาพประกอบที่ 2.3 Data Pattern : Constant 2.2.2 รูปแบบมีแนวโน้ม (Trend): ความต้องการเปลี่ยนไปอย่างมีทิศทาง เทคนิคที่เหมาะสม • Linear Moving Average • Linear Exponential Smoothing • Regression ภาพประกอบที่ 2.4 Data Pattern : Trend


15 2.2.3 รูปแบบฤดูกาล (Seasonal): ข้อมูลมีการเคลื่อนไหวขึ้นๆลงๆตามต าแหน่งของเวลา (จุดเวลา) โดยช่วงเวลาจะเป็นช่วงสั้นๆ เช่น รายเดือน รายไตรมาส เป็นต้น เทคนิคที่เหมาะสม • Decomposition • Winters • Regression with ภาพประกอบที่ 2.5 Data Pattern : Seasonal 2.2.4 รูปแบบวัฏจักร (Cyclical): ข้อมูลมีการเคลื่อนไหวขึ้นๆลงๆตามช่วงเวลาที่แน่นอน ข้อมูลที่เก็บ โดยมากจะเป็นรายปีและเก็บเป็นระยะเวลาที่ยาว เทคนิคที่เหมาะสม Winters ภาพประกอบที่ 2.6 Data Pattern : Cyclical


16 2.2.1.5 รูปแบบสุ่มหรือไม่แน่นอน (Random, Irregular): ข้อมูลมีลักษณะการเคลื่อนไหวอิสระจากเวลา เทคนิคที่เหมาะสม ไม่สามารถระบุได้ ภาพประกอบที่ 2.7 Data Pattern : Random, Irregular เทคนิคการพยากรณ์เชิงปริมาณโดยวิธีทางสถิติ 1. การพยากรณ์โดยวิธีหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) เป็นการน าเอาข้อมูลในอดีตมาหา ค่าเฉลี่ยที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา เพื่อพยากรณ์อนาคต โดยมีสูตรการพยากรณ์ดังนี้


17 2. การพยากรณ์โดยวิธีปรับเรียงแบบเอกซ์โปเนนเชียล (Single Exponential Smoothing) เป็น วิธีการพยากรณ์แบบเฉลี่ยน้ าหนักที่ซับซ้อน แต่ง่ายต่อการท าความเข้าใจผลการพยากรณ์แต่ ละค่าจะได้มา จากพยากรณ์ล่าสุด บวกด้วยอัตราร้อยละของส่วนต่างระหว่างค่าที่พยากรณ์นั้น กับ ค่าจริง การทดสอบความแม่นย าของค่าพยากรณ์ ค่าพยากรณ์ที่ดีควรต้องให้ค่าใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งเทคนิคและวิธีการพยากรณ์มี หลากหลายวิธี การเลือกวิธีการพยากรณ์ที่ให้ค่าใกล้เคียงความเป็นจริงต้องมีตัวชี้วัดที่สามารถบอกได้ว่าผลการ ค านวณจากวิธีการพยากรณ์ใดให้ค่าความแม่นย ามากที่สุด ซึ่งผู้ตัดสินใจต้องมีวิธีการวัดความแม่นย า เพื่อเลือก วิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสม วิธีการประเมินความแม่นย าในการพยากรณ์ 1. วิธีค่าเฉลี่ยของความผิดพลาด (Mean Error : ME) เป็นวิธีวัดความแม่นย า โดยเปรียบเทียบค่าที่เกิดขึ้นจริงกับค่าพยากรณ์ แล้วหาค่าเฉลี่ยความผิดพลาด ต่องวด มีสูตรค านวณ ดังนี้ ปัญหาที่พบจากการใช้วิธีนี้ คือ ถ้ามีค่าจริงสูงกว่าค่าพยากรณ์ค่าผิดพลาดจะเป็นบวก ในทางกลับกัน ถ้าค่าจริงต่ ากว่าค่าพยากรณ์จะมีค่าพยากรณ์เป็นลบ ท าให้ค่าเฉลี่ยความผิดพลาดมีค่าต่ า แต่การพยากรณ์ไม่ แม่นย า (รุ่งนภา ศรีประโค, 2557) 2. วิธีค่าเฉลี่ยของความผิดพลาดสัมบูรณ์(Mean Absolute Deviation : MAD) เป็นวิธีการวัดความแม่นย า โดยแก้ปัญหาวิธีค่าเฉลี่ยของความผิดพลาด (Mean Error : ME) จะ พิจารณาความแตกต่างค่าจริงกับกับค่าพยากรณ์ มีสูตรค านวณ ดังนี้


18 3. ก าลังสองของค่าคลาดเคลื่อนเฉลี่ย (Mean Squared Error) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า MSE เป็นวิธีการวัดความแม่นย า โดยแก้ปัญหาวิธีค่าเฉลี่ยของความผิดพลาด (Mean Error : ME) จะ พิจารณาความแตกต่างระหว่างค่าจริงกับค่าพยากรณ์ โดยวิธียกก าลังสอง มีสูตรค านวณ ดังนี้ 4. วิธีค่าเฉลี่ยของเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาด (Mean Percentage Error, MPE) เป็นวิธีวัดความแม่นย า โดยวัดความผิดพลาดเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ มีสูตรค านวณ ดังนี้ 5. วิธีค่าเฉลี่ยของเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดสัมบูรณ์(Mean Absolute Percentage Error : MAPE) เป็นวิธีวัดความแม่นย า โดยค านวณเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดในการพยากรณ์ ค่าที่ได้ต่ าจะมีความ แม่นย าสูง มีสูตรค านวณ ดังนี้


19 6. วิธีรากที่สองของค่าเฉลี่ยของก าลังสองของความผิดพลาด (Root Mean Squared Error : RMSE) (ณัฐพล วีระชาล, 2561) ค่าความคลาดเคลื่อนที่ได้จากการพยากรณ์จะถูกน ามาเปรียบเทียบแต่ละวิธี เพื่อให้ได้วิธีที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดในการพยากรณ์ โดยวิธีที่ให้ค่าความคลาดเคลื่อนต่ าที่สุดจะให้ค่าพยากรณ์ใกล้เคียงกับความจริง มากที่สุด (รุ่งนภา ศรีประโค, 2557) แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการสินค้าคงคลัง บริหารคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการท าให้เกิดสมดุลระหว่างสินค้าและระดับความพึงพอใจ ของลูกค้า เช่น การตอบสนองต่อการสั่งซื้อของลูกค้า ทั้งนี้ความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดจากการบริหารสินค้าคงคลัง เป็นการเก็บสินค้าไว้มากเกินไปและสินค้าที่มีอยู่ไม่ใช่สินค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อจริงๆ ท าให้สภาพคล่องทาง การเงินชะงักได้หรืออีกทางหนึ่งคือสูญเสียรายได้จากการที่สินค้าที่ต้องการไม่มีขาย ตัวอย่าง ที่สามารถน าไป ปฏิบัติจริง เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและประสานงานในหน่วยงานให้เกิดประสิทธิภาพของระบบซัพ พลายเชน (กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, 2567) การจัดระบบสินค้าคงคลัง การซื้อสินค้าโดยการท าข้อตกลงกับคู่ค้าหรือผู้ผลิตท าให้คู่ค้า สามารถท า การอัพเดตข้อมูล และทราบความต้องการของลูกค้าร่วมกัน โดยที่ผู้ผลิตสามารถตรวจสอบยอดขายของแต่ละ สาขาและจัดส่งสินค้าเพื่อเติม สินค้าให้ทันเวลาและที่ส าคัญเป็นการเน้นความรับผิดชอบต่อคู่ค้าหรือแม้แต่ฝ่าย จัดหาวัตถุดิบ สามารถเตรียมวัตถุดิบให้เพียงพอต่อการผลิต เมื่อได้รับรายการสั่งซื้อ เทคนิคการท างานระหว่าง องค์กรวางแผนพยากรณ์ร่วมกันและการเติมเต็มสินค้าจึงมีความส าคัญในขั้นตอนนี้แต่การใช้วิธีการนี้ต้องมีการ ลงทุนในด้านระบบสารสนเทศมาใช้ เป็นต้น เพื่อให้ระบบด าเนินการอย่างมีประสิทธิผล


20 สินค้าคงคลัง เป็นปัจจัยส าคัญในการด าเนินงานของธุรกิจ โดยนับเป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดของ ต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์หลายชนิด นอกจากนั้นการมีสินค้าคงคลังที่เพียงพอยังเป็นการตอบสนองความพึง พอใจของลูกค้าได้ทันเวลา จึงเห็นได้ว่าสินค้าคงคลังมีความส าคัญต่อกิจกรรมหลักของธุรกิจเป็นอย่างมาก การ บริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพจึงส่งผลกระทบต่อผลก าไรจากการประกอบการโดยตรง และในปัจจุบันนี้ มีการน าเอาระบบคอมพิวเตอร์มาจัดการข้อมูลสินค้าคงคลัง เพื่อให้เกิดความถูกต้อง แม่นย า และทันเวลามาก ยิ่งขึ้น การจัดซื้อสินค้าคงคลังมาในคุณสมบัติที่ตรงตามความต้องการปริมาณเพียงพอ ราคาเหมาะสม ทันเวลา ที่ต้องการ โดยซื้อจากผู้ขายที่ไว้วางใจได้ และน าส่งยังสถานที่ที่ถูกต้องตามหลักการ การจัดซื้อที่ดีที่สุดเป็น จุดเริ่มต้นของการบริหารสินค้าคงคลัง 2.4.1 รูปแบบของการบริหารสินค้าคงคลัง 1. วัตถุดิบ คือ สิ่งของหรือชิ้นส่วนที่ซื้อมาใช้ในการผลิต 2. งานระหว่างท า คือ ชิ้นงานที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตหรือรอคอยที่ผลิตหรือรอคอยที่ ผลิตใน ขั้นตอนต่อไป โดยที่ยังผ่านกระบวนการผลิตไม่ครบทุกขั้นตอน 3. วัสดุซ่อมบ ารุง คือ ชิ้นส่วนหรืออะไหล่เครื่องจักรที่ส ารองไว้ เผื่อเปลี่ยนเมื่อชิ้นส่วน เดิม เสียหรือหมดอายุการใช้งาน 4. สินค้าส าเร็จรูป คือ ปัจจัยการผลิตที่ผ่านทุกกระบวนการผลิตครบถ้วนพร้อมที่ น าไปขาย ให้ลูกค้าได้ 2.4.2 วัตถุประสงค์ของการบริหารสินค้าคงคลัง 2.4.2.1 การบริหารสินค้าคงคลังมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 2 ประการ คือ 2.4.2.1.1 สามารถมีสินค้าคงคลังบริการลูกค้าในปริมาณที่เพียงพอและทันต่อความ ต้องการ ของลูกค้าเสมอ เพื่อสร้างยอดขายและรักษาระดับของส่วนแบ่งตลาดไว้ 2.4.2.1.2 สามารถลดระดับการลงทุนในสินค้าคงคลังต่ าที่สุดเท่าที่ท าได้เพื่อท าให้ต้นทุนการ ผลิตต่ าลงด้วย 2.4.3 ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง 2.4.3.1 ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ประมาณการไว้ในแต่ละช่วงเวลาทั้งใน และนอก ฤดูกาล โดยธุรกิจต้องเก็บสินค้าคงคลังไว้ในคลังสินค้า 2.4.3.2 รักษาการผลิตให้มีอัตราคงที่สม่ าเสมอ เพื่อรักษาระดับการว่าจ้างแรงงาน การเดิน เครื่องจักรให้สม่ าเสมอได้ โดยเก็บสินค้าที่ขายไม่หมดในช่วงขายไม่ดีไว้ขายตอนช่วงขายดีซึ่ง ช่วงนั้น ผลิตไม่ทันขาย 2.4.3.3 ท าให้ธุรกิจได้ส่วนลดปริมาณจากการจัดซื้อครั้งละมากๆ


21 2.4.3.4 ป้องกันการเปลี่ยนแปลงราคาและผลกระทบจากเงินเฟ้อ เมื่อสินค้าในท้องตลาดมี ราคาสูงขึ้น 2.4.3.5 ป้องกันของขาดมือด้วยสินค้าเผื่อขาดมือ เมื่อเวลารอคอยล่าช้าหรือบังเอิญ ได้ค าสั่ง ซื้อเพิ่มขึ้นกะทันหัน 2.4.3.6 ท าให้กระบวนการผลิตสามารถด าเนินการต่อเนื่องอย่างราบรื่น ไม่มีการหยุดชะงัก เพราะของขาดมือจนเกิดความเสียหายแก่กระบวนการผลิต ซึ่งท าให้คนงานว่างงาน เครื่องจักรถูกปิด ผลิตไม่ทันค าสั่งของลูกค้า 2.4.4 หน้าที่ของการบริหารสินค้าคงคลัง สินค้าคงคลังมีบทบาทในการเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารงาน และยังได้ก าหนด บทบาทหน้าที่ของ สินค้าคงคลัง (Functions of inventory) ที่ส าคัญไว้ดังต่อไปนี้ 2.4.4.1 เป็นการจัดแยกประเภทสินค้าได้อย่างเป็นหมวดหมู่ และการมีสินค้าคงคลังช่วยให้ สามารถจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าได้ทันเวลา 2.4.4.2 เพื่อป้องกันปัญหาการมีความต้องการที่ไม่แน่นอน การส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ขาย ปัจจัยการผลิตกับผู้ผลิตและลูกค้า ส่งผลดีให้ด าเนินการจัดส่งรวดเร็วขึ้นโดยไม่ส่งผล กระทบไปสู่ลูกค้า 2.4.4.3 ได้รับประโยชน์จากส่วนลดเนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว การสั่งซื้อสินค้าจ านวนมากได้ ราคาต่อหน่วยที่ต่ าลง 2.4.4.4 ป้องกันปัญหาจากสภาวะเงินเฟ้อและสภาวะการขึ้นราคาของสินค้า เนื่องจากมีการ จัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าตลอดเวลา 2.4.4.5 ป้องกันปัญหาความไม่แน่นอนจากการส่งมอบ ซึ่งมีสาเหตุมาจากสภาพดินฟ้า อากาศ ปัญหาด้านคุณภาพของสินค้า หรือปัญหาจากการหาผู้ขายที่มีคุณภาพไม่ได้ 2.4.4.6 ช่วยท าให้งานผลิตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ติดขัด ไม่มีปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ หรือไม่มีสินค้าคงเหลือระหว่างการผลิต หลักการจัดการด้านนโยบายสินค้าคงคลังที่พยายามลดค่าใช้จ่ายในการด าเนินงานของ ธุรกิจให้ต่ าสุด ต้องพิจารณา หลักการ 2 ประการ คือ 1. จ านวนที่ต้องสั่งซื้อในแต่ละครั้ง 2. เวลาที่เหมาะสมที่สั่งซื้อ ซึ่งเป็นแนวทางในการตัดสินใจได้ว่าสั่งซื้อเป็นจ านวนมาก เพื่อลด ค่าใช้จ่าย ในการสั่งซื้อให้ต่ าสุด หรือสั่งซื้อครั้งละน้อยๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าคงคลังให้ ต่ าสุด แต่แนวทางที่ท าให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้นไม่เกิดจากการเลือกทางใดทาง หนึ่งแต่ต้อง เลือก ระหว่าง 2 ทาง


22 2.4.5 ประเภทของการบริหารสินค้าคงคลัง โซ่อุปทาน เป็นโซ่อุปทานที่มีปริมาณสินค้าหรืออุปทานที่เหมาะสมพอดีกับปริมาณความต้องการสินค้า หรืออุปสงค์โดยไม่จ าเป็นต้องเก็บส ารองสินค้า แต่ภายใต้สถานการณ์และเงื่อนไขของระหว่างระยะเวลาที่ใช้ ในการผลิตและระยะเวลาในการกระจายสินค้า ท าให้จ าเป็นที่ต้องมีสินค้าคงคลัง โดยสินค้าคงคลังที่อยู่ภายใน โซ่อุปทานอยู่ในรูปต่างๆ ดังนี้ 2.4.5.1 สินค้าคงคลังที่อยู่ในรูปวัตถุดิบ เป็นวัตถุดิบเพื่อแปลงสภาพเป็นสินค้าระหว่างการ ผลิต หรือ สินค้ากึ่งส าเร็จรูป และสินค้าส าเร็จรูปในที่สุด เช่น แผ่นเหล็ก สับปะรดสด ยางแผ่นรมควัน ผ้า กระดุม ด้าย เป็นต้น 2.4.5.2 สินค้าคงคลังที่อยู่ในรูปของสินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต เป็นสินค้าที่อยู่ในระหว่าง กระบวนการผลิต เช่น เหล็กที่ขึ้นรูปเป็นกระป๋อง สับปะรดที่หั่นเป็นชิ้นๆ ที่รอเข้ากระบวนการบรรจุ ยางที่ผสมสูตรต่างๆ ผ้าที่ตัดพร้อมส าหรับการเย็บ เป็นต้น 2.4.5.3 สินค้าคงคลังที่อยู่ในรูปของสินค้าส าเร็จรูป เป็นสินค้าที่ผลิตเป็นสินค้าส าเร็จรูปที่ พร้อมจ าหน่ายให้แก่ลูกค้าได้ เช่น กระป๋องส าหรับบรรจุอาหาร สับปะรดกระป๋อง ยางรถยนต์และ เสื้อผ้าส าเร็จรูป เป็นต้น 2.4.5.4 สินค้าคงคลังที่อยู่ในระหว่างการกระจายสินค้า เป็นสินค้าคงคลังที่อยู่ในกระบวนการ กระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังลูกค้า ซึ่งเป็นผู้บริโภคขั้นสุดท้าย หรือโรงงานที่น าเอาสินค้าคงคลังนั้นไป แปรรูปต่อได้ เช่น ดอกทิวลิปจากเนเธอร์แลนด์ สินค้าแฟชั่นจากอิตาลี หรือ เหล็กเส้นจากรัสเซีย เป็น ต้น 2.5.4.5 สินค้าคงคลังส าหรับการซ่อมบ ารุง เป็นสินค้าคงคลังที่ส ารองในการซ่อมบ ารุง รักษา อุปกรณ์และให้เครื่องจักร เพื่อรักษากระบวนการรับค าสั่งซื้อ กระบวนการผลิตกระบวนการจัดส่ง สินค้าในโซ่อุปทาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สายพาน น็อต สกรู เป็นต้น โดยทั่วไปเหตุผลที่ท าให้ต้องมีสินค้าคงคลังประกอบด้วย 1. เพื่อให้มีอัตราที่ประหยัด โดยปกติแล้วการสั่งซื้อสินค้าครั้งละจ านวนมาก หรือเป็นล็อต ขนาดใหญ่ ไม่ว่าเป็นทั้งวัตถุดิบ เพื่อน าเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือสินค้าส าเร็จรูปเพื่อน าไปจ าหน่าย ต่อ ท าให้ผู้สั่งซื้อได้รับส่วนลดตามปริมาณที่สั่งซื้อพร้อมกันนั้น และส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าต่อ หน่วยลดลง เนื่องจากการขนส่งสินค้าที่มีจ านวนมากหรือเต็มคันรถหรือเต็มตู้คอนเทนเนอร์ การมี สินค้าคงคลังส าเร็จรูป เพื่อประโยชน์ในด้านต้นทุนต่อหน่วย ยังรวมถึงการผลิตสินค้าส าเร็จรูปครั้งละจ จ านวนมาก เพื่อให้ได้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ต่ า แต่การสั่งซื้อหรือสั่งผลิตสินค้าครั้งละจ านวนมาก แต่ไม่สามารถน าไปผลิตหรือไปขายต่อได้หมดในระยะเวลาอันเหมาะสม ท าให้ต้นทุนสินค้าคงคลังมี


23 มากเกินไป ดังนั้น จึงควรเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนการสั่งซื้อ ต้นทุนการสั่งผลิต และต้นทุนการเก็บ สินค้าคงคลัง เพื่อพิจารณาหาระดับการผลิตและปริมาณสินค้าคงคลังที่เหมาะสมควร 2. เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากความสามารถในการส่งสินค้า ที่ได้คุณภาพและตรงเวลาของผู้ส่งมอบในโซ่อุปทานไม่แน่นอนปริมาณความต้องการสินค้าของลูกค้า ไม่แน่นอน และบางครั้งยังรวมถึงกระบวนการผลิตขององค์กรหรือบริษัทเองที่ไม่แน่นอนจึงยังคง จ าเป็นที่ต้องมีสินค้าคงคลังที่เป็นวัตถุดิบ สินค้ากึ่งส าเร็จรูป และสินค้าส าเร็จรูป ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้มีความสมดุลต่ออุปสงค์รวมทั้งเป็นการจัดเก็บสินค้าคงคลังเพื่อที่ตอบสนองความต้องการอย่าง ทัน ท่วงทีและสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า รวมถึงรักษาระดับการให้บริการแก่ลูกค้า 3. เพื่อปรับความต้องการที่จะเป็นตามฤดูกาล ในกรณีที่ปริมาณความต้องการสินค้าทีเป็นไป ตามฤดูกาล เช่น ความต้องการเครื่องปรับอากาศในช่วงฤดูร้อน หรือ ความต้องการเสื้อผ้าป้องกัน หนาวในช่วงฤดูหนาว เป็นต้น การมีสินค้าคงคลังเพื่อส ารองไว้ในช่วงฤดูกาลขาย จ าเป็นเนื่องจาก ความสามารถหรือก าลังการผลิตมีไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการในช่วงฤดูกาลดังนั้นการผลิต แบบรักษาระดับการผลิตให้คงที่ จึงเกิดขึ้น เพื่อเป็นการส ารองสินค้าส าหรับความต้องการในช่วง ฤดูกาล และในบางกรณีเราจ าเป็นต้องมีสินค้าคงคลัง ส าหรับวัตถุดิบที่มีผลผลิตออกในช่วงฤดูกาล เท่านั้น เช่น ผลิตผลทางการเกษตรต่างๆ เป็นต้น 4. เพื่อการเก็งก าไร สินค้าคงคลังที่เก็บไว้เพื่อเก็งก าไร เป็นการเก็บที่มากกว่าส าหรับความ ต้องการในปัจจุบัน เช่น การสั่งซื้อวัตถุดิบจ านวนมากกว่าปกติเนื่องจากทราบว่าวัตถุดิบหรือสินค้า ขึ้น ราคาหรือขาดแคลนในอนาคต ลักษณะและความส าคัญของระบบการบริหารสินค้าคงคลัง 1. มีการก าหนดหน้าที่และแผนการด าเนินการต่างๆ 2. มีการก าหนดแผนการด าเนินงานด้านการบัญชีสินค้าคงคลัง 3. มีการควบคุมสินค้าคงคลังที่สอดคล้องกับความรับผิดชอบและนโยบายของผู้บริหาร 4. มีความแตกต่างระหว่างสินค้าคงคลังที่บันทึกไว้กับสินค้าคงคลังที่มีอยู่จริงน้อยที่สุด 5. มีข้อมูลสินค้าคงคลังที่สามารถวินิจฉัยสั่งการด้านธุรกิจในเวลาที่ต้องการ องค์ประกอบในการด าเนินการระบบสินค้าคงคลัง 1. การจัดการสินค้าคงคลัง 2. ระบบคอมพิวเตอร์ 3. ความถูกต้องของข้อมูล 4. การสนับสนุนจากผู้บริหาร 5. ความรู้ของผู้ใช้ระบบสินค้าคงคลัง


24 2.4.6 ต้นทุนของสินค้าคงคลัง ต้นทุนของสินค้าคงคลัง ในการบริหารสินค้าคงคลังเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และรักษาระดับการ ให้บริการ มีต้นทุนเกิดขึ้นจากการบริหารสินค้าคงคลัง และสามารถแบ่งประเภท ของต้นทุนสินค้าคงคลังได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. ต้นทุนในการสั่งซื้อ เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้วัตถุดิบ ชิ้นส่วนประกอบ หรือสินค้า ส าเร็จรูปต่างๆ ต้นทุนประเภทนี้เกิดขึ้นเมื่อมีการสั่งซื้อ และค านวณออกมาในรูปของจ านวนเงินต่อ การสั่งซื้อต่อครั้ง (บาท/จ านวนครั้งในการสั่งซื้อ) และต้นทุนนี้ก าหนดให้เป็นค่าคงที่ไม่ว่ามีการสั่งซื้อ เป็นปริมาณเท่าใดแต่แปรผันตามจ านวนครั้งในการสั่งซื้อ ดังนั้นการสั่งซื้อด้วยปริมาณครั้งละมากๆท า ให้ต้นทุนสินค้าต่อหน่วยต่ า การพิจารณาต้นทุนเหล่านี้ สามารถน าเอาหลักการของต้นทุนฐาน กิจกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยการวิเคราะห์หาทรัพยากร วัสดุ เงินเดือนหรือแรงงานต่างๆ ที่ใช้ในการ บริหารกิจกรรมการสั่งซื้อ เพื่อค านวณหาต้นทุนมาตรฐานของการสั่งซื้อต่อครั้ง ดังนั้นต้นทุนการสั่งซื้อ ประกอบด้วยเงินเดือนและวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ ในส านักงาน เช่น เงินเดือนของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ผู้ จัดซื้อ ผู้ช่วยผู้จัดซื้อ ผู้ติดตามงาน เป็นต้น ส่วนวัสดุสิ้นเปลืองประกอบไปด้วย วัสดุสิ้นเปลืองในการ ตรวจรับ วัสดุสิ้นเปลืองในแผนก เป็นต้น 2. ต้นทุนในการสั่งผลิต มีลักษณะเหมือนกับต้นทุนในการสั่งซื้อ แต่เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้น ทุก ครั้งที่มีการสั่งผลิตใหม่และเช่นเดียวกัน เราสามารถประยุกต์ใช้ต้นทุนฐานกิจกรรมในการวิเคราะห์หา ต้นทุนในการสั่งผลิตที่ถูกต้อง โดยต้นทุนในการสั่งผลิตนี้ประกอบด้วยต้นทุนในการจัดตารางการ ผลิต ต้นทุนในการจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับค าสั่งงาน การอนุมัติการผลิต และต้นทุนในการปรับตั้ง เครื่องจักร เช่น เครื่องทอผ้าที่ต้องวางเข็มการทอใหม่ หรือการท าความสะอาดท่อและหัวจ่าย น้ ามันหล่อลื่น เพื่อป้องกันการเจือปนของน้ ามันหล่อลื่นของกระบวนการบรรจุก่อนหน้านี้ใน กระบวนการบรรจุใหม่ เป็นต้น 3. ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง คือ ต้นทุนที่เกิดจากบริษัทจัดหาสินค้าคงคลังเข้ามา เก็บไว้ต้นทุนประเภทนี้แปรผันโดยตรงต่อขนาดของสินค้าคงคลัง ซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ เครื่องมือและสิ่งอ านวยความสะดวกในการจัดให้มีสินค้าคงคลัง ค่าประกันภัย ค่าของเสียหายค่า สูญเสียจากการที่สินค้าล้าสมัย ค่าเสื่อมคลังสินค้า และต้นทุนในการสูญเสียโอกาสของเงินทุนที่จมอยู่ กับสินค้าคงคลัง เป็นต้น ดังนั้น การมีสินค้าคงคลังอยู่ในระดับต่ าเท่าใดก็ยิ่งท าให้ประหยัดค่าใช้จ่ายใน การจัดให้มีของคงคลังมากขึ้นเท่านั้นซึ่งตรงกันข้ามกับต้นทุนในการสั่งซื้อหรือต้นทุนในการสั่งผลิตทีมี ต้นทุนต่อหน่วยต่ าเมื่อมีการสั่งซื้อหรือสั่งผลิตเป็นจ านวนมาก 4. ต้นทุนที่เกิดจากของขาดแคลน เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นในกรณีที่มีสินค้าไม่เพียงพอส าหรับขาย หรือจ าหน่าย ท าให้บริษัทขาดรายได้ที่ควรได้จากการขายสินค้านั้น และยิ่งกว่านั้นท าให้ขาดความ


25 เชื่อถือจากลูกค้าจนท าให้สูญเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งไป และในส่วนของวัตถุดิบนั้น ถ้ามีไม่เพียงพอ สายการผลิตหยุดชะงักถ้าหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน 2.4.7 การลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (สมนึก เอื้อจิระพงษ์พันธ์, 2562) ได้กล้าวไว้ว่า ต้นทุน คือ “มูลค่าของทรัพยากร ที่กิจการ ต้องสูญเสียไปเพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการกลับมาโดยมูลค่าของทรัพยากรนั้นต้องสามารถวัด ได้เป็น หน่วยเงินตรา ซึ่งเป็นลักษณะของการลดลงในสินทรัพย์หรือเพิ่มขึ้นในหนี้สิน ต้นทุนที่เกิดขึ้นให้ ประโยชน์ในปัจจุบันหรือในอนาคตก็ได้ เมื่อต้นทุนใดที่เกิดขึ้นแล้วและกิจการได้ใช้ประโยชน์ไปทั้งสิ้น แล้วต้นทุนนั้นถือเป็น ค่าใช้จ่าย (Expenses)” จากความหมายของต้นทุน ผู้บริหารต้องท าความเข้าใจ แยกต้นทุนกับค่าใช้จ่ายให้ดี เนื่องจากต้นทุนกับค่าใช้จ่ายมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันในแง่ของการ ก่อให้เกิดประโยชน์และการบันทึกบัญชี เช่น กรณีของต้นทุนสินค้า ถ้ากิจการยังไม่ได้จ าหน่ายหรือ ขายออกไปก็ยังถือว่าเป็นสินทรัพย์ของกิจการ ซึ่งเรียกว่า สินค้าคงเหลือ แต่เมื่อจ าหน่ายหรือขาย ออกไปได้แล้วถือเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งเรียกว่า ต้นทุนขาย ดังนั้นผู้บริหารจึงควรท าความเข้าใจให้ชัดเจน ก่อนเริ่มท ากิจกรรมต่างๆ ของการลดต้นทุนในองค์กร การลดต้นทุน (Cost Reduction) คือ การท าให้ต้นทุนทุกชนิดที่เกิดขึ้นในทุกขั้นตอน ของ กระบวนการท างานลดต่ าลง โดยการปรับปรุงแก้ไขกิจกรรมที่เคยท ามาก่อนหน้า ซึ่งมีการ ตั้งเป้าหมาย วิธีการวัดและการเปรียบเทียบที่ชัดเจน เช่น ต้นทุนในการจัดซื้อจัดจ้าง ต้นทุนค่าแปรรูป เป็นต้น ทั้งนี้ต้องไม่ท าให้คุณภาพสินค้า คุณภาพความปลอดภัย รวมทั้งคุณภาพสิ่งแวดล้อมลดลง ตาม แนวคิดของ ดร.เอ็ดเวิร์ด เดมมิ่ง (Edward Deming) ชาวอเมริกัน ผู้คิดวงจรพัฒนาคุณภาพงาน ซึ่งเรียกว่า วงจรเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือที่รู้จักกันแพร่หลายว่า วงจร P-D-C-A กล่าวว่า “หลักการชนะทั้งคู่ คือ การลดต้นทุนได้พร้อมคุณภาพที่ดีขึ้น หรือ การที่เราเติบโตพร้อมกัน ไม่ใช่ว่า อีกฝ่ายหนึ่งชนะ อีกฝ่ายหนึ่งแพ้ เช่น ลดต้นทุนโดยการลดคุณภาพ ลดความปลอดภัย ลดคุณภาพ เรื่องสิ่งแวดล้อม” ดังนั้น ผู้บริหารควรให้ความส าคัญของการลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการพัฒนา คุณภาพด้านอื่นๆ เช่น สินค้า/บริการ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อมในองค์กร เป็นต้น ไม่ควรที่เน้นแต่ การลดต้นทุนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น การลดต้นทุน เป็นการเตรียมการล่วงหน้าของผู้บริหารไม่ว่า เป็นภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่มิคาดฝันที่เกิดขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น รัฐบาลได้มีการวางแผนที่ท า ให้ประเทศไทยมีการลดต้นทุนการน าเข้าน้ ามัน อันเนื่องมาจากการ เพิ่มขึ้นของราคาน้ ามันอย่าง ต่อเนื่องในตลาดโลก โดยพยายามรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประหยัด การใช้พลังงาน เช่น การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 การเปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นต้น หรือการพยายามหาพลังงาน ทดแทนมาให้ประชาชนใช้ เช่น ก๊าซเอ็นจีวี แอลพีจี น้ ามัน อี20 อี85 เป็นต้น


26 การแบ่งประเภทต้นทุนของธุรกิจ ต้นทุนของธุรกิจสามารถแบ่งตามลักษณะต่างๆ ได้ดังนี้ 1. แบ่งตามส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ เป็นการจ าแนกต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสินค้าอัน ประกอบด้วยวัตถุดิบทางตรง ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิต 2. แบ่งตามความสัมพันธ์กับการผลิต เป็นการจ าแนกต้นทุนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ใน การ วางแผนและควบคุมมากกว่าที่จ าแนกเพื่อค านวณต้นทุนของสินค้าหรือบริการ สามารถแบ่ง ออกเป็น ต้นทุนขั้นต้น และต้นทุนแปรสภาพ 3. แบ่งตามหน้าที่งานในกิจการ เป็นการจ าแนกต้นทุนโดยพิจารณาจากการด าเนินงาน หรือ ปฏิบัติงานของหน้าที่งานต่างๆ โดยปกติแบ่งหน้าที่งานในกิจการออกเป็น 4 หน้าที่งาน คือ การผลิต การตลาด การบริหาร และการเงิน ดังนั้นต้นทุนตามหน้าที่งานใน กิจการสามารถจ าแนก ออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 3.1 ต้นทุนเกี่ยวกับการผลิต (Manufacturing Cost) หมายถึง วัตถุดิบทางตรง ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิต 3.2 ต้นทุนที่เกี่ยวกับการตลาด (Marketing Cost) หมายถึง ต้นทุนต่างๆ ที่เกี่ยวกับ การส่งเสริมการจ าหน่ายสินค้าหรือบริการ ค่าโฆษณา ค่านายหน้าพนักงานขาย เป็นต้น 3.3 ต้นทุนที่เกี่ยวกับการบริหาร (Administrative Cost) หมายถึง ต้นทุนที่เกิดขึ้น ในลักษณะที่เกี่ยวกับการสั่งการ การควบคุม และการด าเนินงานของกิจการ นอกจากนี้ยัง รวมถึงเงินเดือนของผู้บริหารและพนักงานในแผนกต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับแผนกผลิตและแผนก ขาย เป็นต้น 3.4 ต้นทุนทางการเงิน (Financial Cost) หมายถึง ต้นทุนที่เกิดขึ้นเนื่องจากการ จัดหาเงินทุนหรือการบริหารเงินทุนของกิจการประกอบด้วยดอกเบี้ยจ่าย ค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นต้น สิ่งที่ควรค านึงถึงต่อไปคือ การจัดท าบัญชีต้นทุน ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ส าคัญอย่างมาก วัตถุประสงค์หลัก คือการท าให้รู้ถึงต้นทุนของการบริหารกิจกรรมหรือการท างานในฝ่ายต่างๆ เช่น ฝ่ายการตลาด ฝ่ายผลิต ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น การจัดท าบัญชี ต้นทุนที่ดีสามารถท าให้ผู้บริหารวางแผน คาดการณ์ ตัดสินใจ และควบคุมกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ อย่างถูกต้องอันน าไปสู่การวางแผน “การลดต้นทุน (Cost Reduction)” ของธุรกิจที่เกิดขึ้นได้อย่างมี ประสิทธิภาพ การลดต้นทุนถือเป็นสิ่งส าคัญของผู้บริหารเพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมหมายถึงก าไร ลดลงแต่ถ้ากิจการสามารถลดต้นทุนลงได้โดยเฉพาะต้นทุนการผลิต นั่นถือเป็นช่องทางหนึ่งของการ เพิ่มก าไร โดยจ าเป็นต้องพิจารณาและแก้ไขที่ธุรกิจของผู้ประกอบการเองเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นทาง


27 รอดหนึ่งของธุรกิจในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงและผันผวนอย่างมากทั้งปัจจัยภายในและ ภายนอกองค์กร 2.4.8 กลยุทธ์การลดต้นทุน (เบญจมาศ อภิสิทธิ์ภิญโต, 2556) ได้เสนอกลยุทธ์ต่างๆ ในการลดต้นทุนของธุรกิจที่นิยมใช้กัน แพร่หลายและประสบความส าเร็จดังต่อไปนี้ 1. การลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ (Logistics) เป็นการลดต้นทุนของกระบวนการท างานต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการวางแผนการด าเนินการ การควบคุมการท างานขององค์กร รวมทั้งการบริหารจัดการข้อมูล ข่าวสารและธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการเคลื่อนย้าย จัดเก็บรวบรวม กระจายสินค้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วน ประกอบและบริการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนการให้บริการหลังการขาย ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตและจ าหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มโออิชิ สามารถแก้ปัญหา การลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เกี่ยวกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าขนส่งโดยการปรับเปลี่ยนการเรียงสินค้า เข้ารถตู้ คอนเทนเนอร์แต่ละคันใหม่ ท าให้มีเนื้อที่ส าหรับการบรรทุกสินค้าส าหรับการขนส่งไปถึงลูกค้าเพิ่มจ านวนขึ้น จากเดิมที่สามารถบรรจุได้ 1,280 กล่องต่อเที่ยว สามารถเพิ่มเป็น 1,620 กล่องต่อเที่ยว ท าให้ต้นทุนค่าขนส่ง เฉลี่ยต่อหน่วยลดต่ ากว่าเมื่อก่อนที่ส่งผลท าให้ โออิชิกรุ๊ป มีก าไรเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีที่ แล้วในไตรมาสเดียวกัน 2. การลดต้นทุนโดยใช้กระบวนการ 4 มุมมองของการประเมินผลดุลยภาพ (The Balanced Scorecard: BSC) เป็นการลดต้นทุน โดยอาศัยควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ปัจจัยแห่ง ความส าเร็จของการ บริหารองค์กร ประกอบด้วย 2.1 มุมมองด้านลูกค้า 2.2 มุมมองด้านกระบวนการภายใน 2.3 มุมมองด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้ 2.4 มุมมองด้านการเงิน โดยทั้ง 4 มุมมองต้องพัฒนาไปในทิศทางวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กรที่ก าหนดไว้สิ่งที่ส าคัญ อย่างยิ่งทั้ง 4 มุมมองส่งผลหรือเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เช่น กระบวนการท างานมีประสิทธิภาพและ คุณภาพ ส่งผลให้ใช้เวลาในการส่งมอบสินค้าหรือบริการสั้นลงหรือส่งมอบได้ทันเวลา ท าให้ลูกค้าเกิด ความพอใจ กระบวนการภายในที่ดียังส่งผลให้ต้นทุนต่ าจนท าให้ก าไรเพิ่มขึ้น ตัวอย่างธุรกิจชั้นน าที่ประสบ ความส าเร็จจากการใช้ระบบ BSC 3. การลดต้นทุนด้วยการเรียนรู้วิธีและการปฏิบัติที่ดีที่สุดจากหน่วยธุรกิจอื่น (Benchmarking) เป็น การลดต้นทุน โดยการศึกษากระบวนการวัดและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์หรือ บริการ โดยการก าหนด จ าแนก วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความส าเร็จเรียนรู้จากธุรกิจอื่นๆ ที่มีหลักหรือ แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดแล้วน ามาประยุกต์ใช้


28 ในธุรกิจตน เพื่อให้ผลการท างานประสบความส าเร็จ เหมือนดังกิจการที่ไปเรียนรู้มา ตัวอย่างธุรกิจระดับโลกที่ น าแนวคิดของ Benchmarking มาใช้แล้ว ประสบความส าเร็จ ได้แก่ บริษัท 3M จ ากัด บริษัท Fed Ex จ ากัด และบริษัท Toyota จ ากัด เป็นต้น 4. การลดต้นทุนด้วยการควบรวมกิจการ (Merging) ของการท าธุรกิจประเภทเดียวกัน ผู้เขียนขอ ยกตัวอย่างธุรกิจสายการบิน เช่น บริษัท Delta จ ากัด กับ บริษัท North West จ ากัด ได้มีการเจรจาควบรวม กิจการกัน ซึ่งข้อดีก็คือ สามารถใช้เครื่องบินและเครื่องยนต์ที่คล้ายกันอยู่แล้ว ด้วยกันได้ ท าให้เกิดประหยัด การซื้อเครื่องบินใหม่ รวมทั้งการส ารองอะไหล่ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสายการบินอื่นๆ ที่ใช้กลยุทธ์การลด ต้นทุนนี้ก็คือ บริษัท Air France จ ากัด กับ บริษัท KLM จ ากัด สามารถลดต้นทุนได้และประสบความส าเร็จ เป็นอย่างดี และบริษัท United จ ากัด กับ บริษัท Continental จ ากัด ก าลังเจรจากันในการควบรวมกิจการ กัน เพื่อต่อสู้กับปัญหาวิกฤตการณ์ราคา น้ ามันที่สูงขึ้น ในการลดต้นทุนของธุรกิจเช่นเดียวกัน 5. การลดต้นทุนด้วยวิธี Six Sigma เป็นวิธีการลดต้นทุนควบคู่กับการรักษาคุณภาพ ของกระบวนการ ผลิต/บริการให้มีของเสียได้เพียง 3.4 ชิ้นต่อการผลิตสินค้าหนึ่งล้านชิ้น นอกจากนี้ยัง เป็นเครื่องมือช่วยธุรกิจ ให้สามารถแก้ไขปัญหาคุณภาพของระบบการปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพได้อีกด้วย บริษัทที่ค้นพบและใช้ วิธีSix Sigma เพื่อลดต้นทุนได้และประสบความส าเร็จจนกระทั่ง ปัจจุบันคือ บริษัท Motorola จ ากัด และ ต่อมาได้มีบริษัทชั้นน าอื่นๆ ต่างได้น าไปประยุกต์ใช้อีกหลาย แห่ง ได้แก่ บริษัท General Electric (GE) จ ากัด บริษัท Wal-Mart จ ากัด บริษัท การบินไทย จ ากัด (มหาชน) ฝ่ายซ่อมบ ารุงท่าอากาศยาน เป็นต้น ต่างใช้วิธีนี้ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและบริการเพื่อการ ปรับปรุงคุณภาพให้ เหนือกว่าคู่แข่งอีกด้วย 6. การลดต้นทุนการตลาดแบบกองโจร (Guerrilla marketing) เป็นการลดต้นทุน โดย การใช้กลยุทธ์ และช่องทางในการท าประชาสัมพันธ์ การวางยุทธศาสตร์ภาพลักษณ์องค์กร การสื่อสารถึงข้อดี การสร้าง เครือข่าย โดยวิธีการต่อไปนี้ เช่น การใช้เผยแพร่ในบล็อก (Blogs) การท าโฆษณาออนไลน์ เช่น Yahoo! หรือ Google AdWords การส่ง SMS หรือ e-Newsletter เป็นต้น วิธีการตลาดที่กล่าวมานี้ถือว่าเป็นแนวโน้มของ การท าการตลาดแบบต้นทุนต่ า แต่สามารถท าให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความคุ้นเคยและความสนใจในสินค้าและ บริการนั้นๆ และช่วยกระตุ้นให้เกิด ความต้องการซื้อขึ้นได้ 7. การลดต้นทุนด้วยการสร้างอ านาจในการต่อรอง (Power of Bargaining) เป็นการ ลดต้นทุนด้วย การสร้างอ านาจการสั่งซื้อจ านวนที่มากต่อผู้ผลิตหรือผู้จัดจ าหน่าย ตัวอย่างเช่น บริษัท เทสโก้ โลตัส จ ากัด ซึ่งเป็นธุรกิจร้านค้าปลีกโมเดิรน์เทรดที่มีจ านวนสาขาจ านวนมาก สามารถที่ ต่อรองในการสั่งซื้อสินค้าจาก ผู้ผลิตหรือผู้จัดจ าหน่ายได้ในราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนได้ เนื่องจากมีอ านาจการต่อรองด้านปริมาณกับผู้ผลิต หรือผู้จัดจ าหน่าย เนื่องจากปริมาณการสั่งซื้อในแต่ละล็อตมีจ านวนมากกว่าร้านค้าปลีกอื่นๆ 8. การลดต้นทุนด้วยการใช้วิธีการจัดจ้างบุคคลภายนอก (Outsourcing) เป็นการลด ต้นทุนด้วยการ หาผู้รับเหมาช่วงมาด าเนินการจัดการในกิจกรรมการปฏิบัติงานบางอย่างให้ เนื่องจาก กิจการไม่มีความ


29 เชี่ยวชาญเพียงพอ ซึ่งปัจจุบันเป็นวิธีการหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก การท า Outsourcing สามารถพบได้ใน ธุรกิจประเภท การขนส่ง การดูแลรักษาความปลอดภัย เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น บริษัท เดอะพิซซา คอมปานี จ ากัด ใช้บริการ Outsourcing ด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัท IBM จ ากัด เนื่องจากกิจการไม่มีความช านาญด้านระบบ IT จึงมอบ งานนี้ให้กับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า ท า หน้าที่ดูแลระบบด้าน IT ทั้งหมด ท าให้ผู้บริหาร บริษัท เดอะพิซซา คอมปานี จ ากัด ทุ่มเทความสามารถในการ ท าตลาดพิซซาเพียงอย่างเดียว ไม่ต้อง วิตกกังวลในการพัฒนาระบบ IT ขึ้นมาเอง นับได้ว่าเป็นกลยุทธ์การลด ต้นทุนที่ใช้Outsourcing และ ประสบความส าเร็จได้เป็นอย่างดี ข้อควรระวังก่อนลดต้นทุน 1. ผู้ประกอบธุรกิจต้องพยายามคิดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจในการท ากิจกรรม “การลดต้นทุน” เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาในระยะยาว ส่งผลให้ธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้นกว่าเดิมก็ได้ โดยเฉพาะการใช้วิธีการลดต้นทุน อย่างรุนแรง เช่น การปรับลดเงินเดือนหรืออัตราค่าจ้างลง นอกจากท าลาย ขวัญและก าลังใจของพนักงานแล้ว ยังมีผลกระทบต่อธุรกิจในภายหน้าได้อีกด้วย ดังตัวอย่างของ บริษัท การบินไทย จ ากัด (มหาชน) 2. การลดต้นทุนบางอย่างท าให้เกิดต้นทุนอื่นตามมา เช่น การปล่อยน้ าเสียลงสู่แม่น้ า ล าคลองโดยไม่ มีการบ าบัด เพราะต้องการลดต้นทุนในส่วนนี้ น้ าที่ปล่อยทิ้งท าให้แม่น้ า ล าคลอง เสียหายเกิดมลพิษ ผู้ ประกอบธุรกิจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายซึ่งมีจ านวนมากกว่าการลงทุนบ าบัดน้ าเสีย เพราะผลกระทบที่ เกิดขึ้นถือว่าเป็นต้นทุนทางสังคมที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องระมัดระวังอย่างมาก 3. การสร้างค่านิยมให้ธุรกิจเกิดการประหยัดต้องท าอย่างต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้บุคลากร เกิดจิตส านึกไม่พลั้งเผลอกลับไปท าให้ต้นทุนของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นอีกในระยะยาว ธุรกิจ ส่งเสริมให้มีการท า กิจกรรมกลุ่ม เช่น กลุ่ม 5ส. กลุ่ม Total Quality Management (TQM) กลุ่ม Knowledge Management (KM) เป็นต้น (เบญจมาศ อภิสิทธิ์ภิญโต, 2556) งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการค้นหาและศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับการพยากรณ์ความต้องการและการวางแผน สินค้า พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ (ปณิดา เรือนนิล, 2559) ได้ศึกษาเรื่อง การลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการวางแผนการ พยากรณ์ และการเติมเต็มสินค้าร่วมกันของบริษัทกรณีศึกษา บริษัทน าเข้าและส่งออกอุปกรณ์ขนถ่ายสินค้า อากาศยานนั้น เป็นการศึกษาและน าทคนิคคังกล่าวมาใช้เพื่อลคปัญหาสินค้าขาดมือ และเพื่อเป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการพยากรณ์ความต้องการสินค้าล่วงหน้า ให้มีแนวทางเพื่อสร้างความสัมพันธ์ร่วมกับระหว่าง บริษัทและซัพพลายเออร์ ท าให้เพิ่มขีดความสามารถให้กับบริษัทสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น จากการศึกษา ได้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลการสั่งซื้อของลูกค้า เพื่อมาค านวนหาค่าพยากรณ์ ปริมาณการสั่งซื้อ โดยใช้การค านวนโดยวิธีการหาค่าเฉลี่ยแบบ Moving Average และท าการเพิ่มค่า Safety


30 Stock จ านวน 15% เพื่อน าค่าปริมาณการสั่งซื้อที่ได้นั้น น ามาใช้ในการวางแผนการพยากรณ์ และการเติมเต็ม สินค้าร่วมกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแบ่งปันข้อมูลต่างๆร่วมกัน ท าให้เกิดการท างานร่วมกันอย่าง ใกล้ชิด และท าให้เกิดการวางแผนการสั่งซื้อสินค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดค่าเสียโอกาสในการขายสินค้า และในส่วนของลูกค้านั้น ท าให้บริษัทสามารถจัดส่งสินค้าได้ทันตามเวลา ท าให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในบริษัท มากขึ้น และสามารถขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต (อนิวรรตน์ ป้านส าราญ, 2565) ได้ศึกษาเรื่อง การพยากรณ์ความต้องการเพื่อวางแผนการจัดซื้อ สินค้าผลิตภัณฑ์บ ารุงผิวของบริษัทกรณีศึกษา โดยผ่านกระบวนการวิเคราะห์ในตัวแบบพยากรณ์ด้วย 4 วิธี ดังนี้ 1) วิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2) วิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วงน้ าหนัก 3) วิธีปรับให้เรียบแบบเอกซ์ โพเนนเชียล และ 4) วิธีการพยากรณ์ โดยใช้แนวโน้ม จากนั้นน าผลการพยากรณ์ไปเปรียบเทียบหาค่าความ คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ด้วยวิธี MAD, MSE และ MAPE เพื่อหาค่าความผิดพลาดจากการพยากรณ์ที่น้อยที่สุด ซึ่งเป็นวิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสมที่สุดส าหรับการวางแผนการจัดซื้อสินค้าของบริษัทกรณีศึกษา ผลการศึกษา พบว่า ผลิตภัณฑ์บ ารุงผิวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในการจัดจ าหน่าย ดังนั้นในแต่ละชนิดผลิตภัณฑ์จึงมีตัวแบบการพยากรณ์ที่เหมาะสมเฉพาะของผลิตภัณฑ์บ ารุงผิวแตกต่างกันไป ดังต่อไปนี้ 1) เจลว่านหางโซคิว แบบกระปุก ขนาค 100 มิลลิกรัม มีความเหมาะสมกับตัวแบบการพยากรณ์ ด้วยวิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มากสุด 2) แผ่นมาส์กหน้าว่านหาง มีความเหมาะสมกับตัวแบบการพยากรณ์ ด้วยวิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วงน้ าหนักมากที่สุด 3) แผ่นมาส์กหน้ามะเขือเทศ มีความเหมาะสมกับตัว แบบการพยากรณ์ด้วยวิธีปรับให้เรียงแบบเอกซ์โพเนนเชียลมากที่สุด 4) เจลว่านหางบาโรเนส แบบซอง ขนาด 100 มิลลิกรัม มีความเหมาะสมกับตัวแบบการพยากรณ์ด้วยวิธีการพยากรณ์โดยใช้แนวโน้มมากที่สุด และ 5) เจลว่านหางลาลิโอแบบกระปุก ขนาด 300 มิลลิกรัม มีความเหมาะสมกับตัวแบบการพยากรณ์ด้วยวิธีการหา ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วงน้ าหนักมากที่สุด (ธนากร ผลภาษี, 2562) ได้ศึกษาเรื่อง การลดความเสี่ยงและการป้องกันปัญหาสินค้าขาดมือของโซ่ อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์จากการศึกษาได้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลการสั่งซื้อของลูกค้าเพื่อน ามา ค านวณหาค่าพยากรณ์ปริมาณการสั่งซื้อโดยใช้การค านวณโดยวิธีการหาค่าเฉลี่ยแบบ Moving Average และท าาการเพิ่มค่าSafety Stock จ านวน 20% เพื่อน าค่าปริมาณการสั่งซื้อที่ได้นั้น น ามาใช้ในการวาง แผนการพยากรณ์และการเติมเต็มสินค้าร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาสินค้าขาดมือของ อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อความเสี่ยงของโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มวิธีการในการป้องกันความเสี่ยงส่วนมากผู้ประกอบการจะมีแนวทางในการลด ความเสี่ยงโดยเน้นในเรื่องของการลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นภายในโซ่อุปทานมากที่สุด รองลงมา คือ เน้นเรื่องของการลดผลกระทบของความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นการลดปัญหาสินค้าขาดมือและลดค่าเสียโอกาส ท าให้บริษัทสามารถจัดส่งสินค้าได้ทันตามเวลา เพื่อตอบความต้องการของลูกค้าได้ทันเวลาท าให้ลูกค้ามีความ


31 เชื่อมั่นในบริษัทเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะใช้โอกาสนี้เองในการขยายฐานลูกค้าออกไปควบคู่กับการหาลูกค้ารายใหม่ ของอุตสาหกรรมรถยนต์ (อนุสรณ์ บุญสง่า, 2559) ได้ศึกษา เรื่อง การพยากรณ์ความต้องการแว่นตา กรณีศึกษา : ร้านรักแว่น พบว่า ปัจจุบันธุรกิจร้านแว่นตามีการแข่งขันทางธุรกิจที่สูง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านค้าทั่วไป ที่มีหลากหลายยี่ห้อ และหลายรูปแบบ ปัจจัยที่ส าคัญของร้านแว่นตา คือการบริหารดันทุนของสินค้า จึงจ าเป็นจะต้องแก้ไขจุดอ่อน ของธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ซึ่งการกันคว้าอิสระนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพยากรณ์การสั่งซื้อ สินค้าของร้านรักแว่น และหาแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้า เคลื่อนไหวช้าและไม่มีการเคลื่อนไหว โดยเก็บ รวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2558 จนถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 และน าข้อมูลมาใช้ในการ วิเคราะห์เปรียบเทียบวิซีหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ วิชีหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วงน้ าหนัก วิธีปรับเรียบแบบเอ็กซ์ โพเนนเชียลแบบง่าย การวิเคราะห์สมการถดถอย การพยากรณ์นาอีฟและวิธีแขกส่วนประกอบ เพื่อหาตัวแบบ ที่เหมาะสมที่สุด ส าหรับการพยากรณ์และค านวณหายอดสั่งซื้อแว่นสายตาที่ใกล้เคียงกับความต้องการจริง ผลลัพธ์ที่ได้พบว่า การพยากรณ์วิธีแยกส่วนประกอบได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงมากกว่าการพยากรณ์ รูปแบบอื่น โดขมีค่า MAD, MSE และ MAPE ต่ าสุด คือ Ray-Ban เท่ากับร้อยละ 1.34, 2.34 และ 52.63 ตามล าดับ LEVI'S เท่ากับร้อยละ 2. 15, 6.20 และ 33.70 ตามล าดับ และ Frank Custom เท่ากับ ร้อยละ 4.40, 27.47 และ 25.85 ตามล าดับนอกจากการพยากรณ์ด้วยวิธี แยกส่วนประกอบ จะเหมาะสมกับการ พยากรณ์ยอดขายยัง สามารถใช้ในการวางเผนการบริหารสินค้าคงคลังในธุรกิจร้านแว่น รวมถึงธุรกิจค้าปลีก อื่นๆ เช่นกัน (กมลชนก บรรจง, 2562) ได้ศึกษา กลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ Big Data และการลดต้นทุน ในการ บริหารคลังสินค้าอะไหล่รถบรรทุก:กรณีศึกษาร้านอะไหล่แห่งหนึ่งในจังหวัดก าแพงเพชร มี วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวทางในการลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคลังสินค้าของ ร้าน อะไหล่แห่งหนึ่งในจังหวัดก าแพงเพชร ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า จากการวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบต้นทุนการจัดการ คลังสินค้าระหว่าง วิธีการด าเนินการในปัจจุบันกับวิธีการสั่งซื้อที่ประหยัด พบว่า ในการบริหารคลัง ส าหรับสินค้า ท าให้ต้นทุน รวมในการจัดการสินค้าคงคลังลดลงจากการใช้วิธีการด าเนินการในปัจจุบัน การน าวิธีการสั่งซื้อที่ประหยัด ช่วยลดต้นทุนรวมในการการจัดการสินค้าคงคลังได้ร้อยละ 30.44 และ ช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง นอกจากการก าหนดปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมแล้วยังต้องมีการตรวจนับสินค้าควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิด ความถูกต้องและแม่นย า ท าให้การลดต้นทุนในการจัดการ สินค้าคงคลังของร้านอะไหล่แห่งหนึ่งในจังหวัด ก าแพงเพชร จากการศึกษาในครั้งนี้สามารถน าแนวทางไปประยุกต์ใช้และก าหนดกลยุทธ์การบริหารคลัง อะไหล่รถบรรทุกได้ต่อไป


32 บทที่3 วิธีการด าเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการวางแผน การพยากรณ์ และการเติมเต็ม สินค้าร่วมกัน” นี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงกรณีสินค้าขาดมือ และหา แนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทและซัพพลายเออร์ โดยมีการเก็บรวมรวมข้อมูล การสั่งซื้อสินค้า และ น ามาพยากรณ์ความต้องการของสินค้าโดยใช้ข้อมูลการสั่งซื้อย้อนหลังเป็น เวลา 6 เดือน จากนั้นจึงน ามาท า การวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็มสินค้าร่วมกันกับซัพพลายเออร์ 3.1 รูปแบบการวิจัย งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้การรวบรวมข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าใน อดีตเป็นระยะเวลา 6 เดือน จากฝ่ายจัดซื้อมาใช้เพื่อค านวณ 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้ก าหนดกลุ่มตัวอย่างสินค้าที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ซึ่งเป็นสินค้าประเภทน้ ามันเครื่องกรองและอะไหล่ ที่ใช้งานภายในคลังที่เก็บ โดยเลือกสินค้าที่มีมูลค่าสูงสุด 3 อันดับ จากการเปรียบเทียบมูลค่าสั่งซื้อย้อนหลัง 6 เดือน เพื่อท าการคัดเลือกสินค้าที่มีมูลค่าสูง มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสินค้าขาดมือ สามารถส่งผลกระทบ ต่อบริษัทได้หากไม่ได้มีการวางแผนการสั่งซื้อสินค้า 3.3 ขั้นตอนการด าเนินการวิจัย เพื่อให้การวิจัยด าเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ งานวิจัย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้ท าการก าหนดหัวข้อและขั้นตอนของการวิจัยดังต่อไปนี้ 3.3.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) งานวิจัยนี้ จะใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าที่มีมูลค่าการสั่งซื้อสูงสุด 3 อันดับแรก ซึ่งเป็นการรวม รวมข้อมูลตั้งแต่เดือนกันยายน ถึงเดือนมกราคม 2567 เพื่อน ามาท าการพยากรณ์ ปริมาณการสั่งซื้อสินค้าใน อนาคต โดยสินค้าตัวอย่างทั้ง 3 ชนิดที่ได้ท าการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ท าการคัดเลือกเพียง 1 ชนิดโดย พิจารณาจากมูลค่าการสั่งซื้อสูงที่สุด คือ น้ ามันเครื่อง (engine oil) ภาพประกอบที่ 3.1 น้ ามันเครื่อง (engine oil)


33 น้ ามันเครื่อง (engine oil) คือ สารหล่อลื่นเครื่องยนต์ ท าหน้าที่คล้ายฟิล์มเคลือบชิ้นส่วนโลหะ มี คุณสมบัติช่วยลดการเสียดสีและเสียดทาน ขณะที่มีการเคลื่อนไหวของเครื่องยนต์ น้ ามันเครื่องมีความส าคัญ ต่อเครื่องยนต์เป็นอย่างมาก เพราะทุก ๆ ชิ้นส่วนของระบบเครื่องยนต์เมื่อมีการท างาน แต่ละชิ้นส่วนจะท า การเสียดสีกันอยู่ตลอดเวลา ท าให้เกิดความร้อนสะสมที่พื้นผิวของวัตถุที่เสียดสีกัน หลังจากเกิดการเผาไหม้ มักจะมีสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ที่ห้องเครื่อง เราจึงจ าเป็นต้องใช้น้ ามันเครื่องในการหล่อลื่นเครื่องยนต์ 3.3.2 ด าเนินการพยากรณ์ด้วยเทคนิคต่างๆ ผู้วิจัยได้ใช้การพยากรณ์แบบ Moving Average เพื่อท าการหาค่าพยากรณ์ความต้องการล่วงหน้า ของลูกค้า และเพิ่มปริมาณสินค้า Safety Stock เป็นจ านวน 15% เพื่อป้องกันปริมาณสั่งซื้อที่ไม่ แน่นอนของลูกค้าที่ อาจจะเกิดขึ้นได้ 3.3.3 สรุปผลการทดลอง จากการพยากรณ์โดยวิธีค านวนแบบ Moving Average และหาค่าเพื่อน ามาโดยปริมาณสั่งซื้อที่ เหมาะสม ส าหรับงานวิจัยนี้ คือ 136 ชิ้น โดยในขั้นตอนต่อไปของการวิจัย จะเป็นการน าค่าที่ได้จาก การพยากรณ์ ไปท า การก าหนดเพื่อท าการวางแผน การพยากรณ์ และเดิมเต็มสินค้าร่วมกัน (Collaborative Planning, Forecasting and Replenishment: CPFR) ร่วมกับซัพพลายเออร์ที่จ าหน่าย สินค้าที่ผ่านการคัดเลือกต่อไป 3.4 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย งานวิจัยนี้ ได้ใช้เทคนิคการวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็มสินค้าร่วมกัน เป็นเทคนิคเพื่อน ามาลดความ เสี่ยงกรณีสินค้าขาดมือ แก้ปัญหาสินค้ามีจ านวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของ ลูกค้าและเพื่อเป็นการหา แนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทและซัพพลายเออร์ให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลระหว่างองค์กร เพื่อให้การ ท าธุรกิจนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น 3.5 การรวบรวมข้อมูล จากการเก็บรวมรวมยอดขายของสินค้าทั้ง 3 ชนิด สามารถสรุปยอดสั่งซื้อสินค้า และมูลค่าการ สั่งซื้อสินค้า ตั้งแต่เดือนกันยายน ถึงเดือนมกราคม 2567 ได้จากตารางด้านล่างนี้ ตารางที่ 3.1 ปริมาณการสั่งซื้อย้อนหลังปี 2566-2567 สินค้า ปริมาณการสั่งซื้อย้อนหลังเดือนกันยายน 2566-กุมภาพันธ์ 2567 ปริมาณการ สั่งซื้อรวม (ชิ้น) ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. น้ ามันเครือง 135 95 120 105 130 150 735 ไส้กรองน้ ามัน 130 100 135 150 105 130 750 ผ้าเบรก 45 65 30 64 49 55 308


34 ตารางที่ 3.2 มูลค่าการสั่งซื้อย้อนหลังปี 2566-2567 สินค้า มูลค่าการสั่งซื้อย้อนหลังเดือนกันยายน 2566-กุมภาพันธ์ 2567 มูลค่าการ สั่งซื้อรวม (ชิ้น) ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. น้ ามันเครือง 162,000 114,000 144,000 126,000 156,000 180,000 882,000 ไส้กรองน้ ามัน 156,000 120,000 162,000 180,000 126,000 156,000 262,500 ผ้าเบรก 54,000 78,000 36,000 76,800 58,800 66,000 828,520 ผู้วิจัยได้ท าการเลือกสินค้าเพื่อใช้ส าหรับงานวิจัยนี้ โดยพิจารณาจากสินค้าที่มีมูลค่ายอดขาย สูงสุด คือ น้ ามันเครื่อง (engine oil) โดยจากตารางข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า เดือนกันยายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 มีปริมาณการสั่งซื้อรวมอยู่ที่ 735 ชิ้น มีมูลค่าการสั่งซื้ออยู่ที่ 882,000 บาท ดังนั้นจึงคัดเลือก สินค้า ดังกล่าวมาท าการพยากรณ์ความต้องการล่วงหน้า เพื่อน าค่าพยากรณ์ที่ได้ไปวางแผน ร่วมกับซัพพลายเออร์ โดยใช้เทคนิคการวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็มสินค้าร่วมกัน 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล งานวิจัยนี้ ได้ท าการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การรวบรวมข้อมูลปริมาณการสั่งซื้อในอดีต มาท า การพยากรณ์ยอดขายโดยใช้การพยากรณ์แบบ 1. Moving Average จากสูตร การพยากรณ์โดยวิธีหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ̂ +1 = ( + −1 + −2+. . . −+1) โดยที่ ̂ +1 = ค่าพยากรณ์ในช่วงเวลา t+1 1 = ค่าข้อมูลในช่วงเวาปัจจุบัน (t) = จ านวนข้อมูลที่ใช้การเฉลี่ย จากสูตร สามารถแสดงถึงวิธีค านวณการพยากรณ์ออกมาในรูปแบบตารางได้ดังนี้


35 ตารางที่ 3.3 การค านวณการพยากรณ์โดยใช้วิธี Moving Average เดือน ข้อมูลจริง(ชิ้น) ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 เดือน กันยายน 135 ตุลาคม 95 พฤศจิกายน 120 ธันวาคม 105 (135+95+120)/3=117 ชิ้น มกราคม 130 (95+120+105)/3=107 ชิ้น กุมพันธ์ 150 (120+105+130)/3=118 ชิ้น จากการพยากรณ์โดยวิธีค านวนแบบ Moving Average เมื่อได้ค่าพยากรณ์ออกมาแล้ว ผู้วิจัยได้ เลือก ค่าพยากรณ์ที่สูงที่สุด มาท าการค านวนเพื่อเพิ่มปริมาณสินค้า Safety Stock จ านวน 15% โดย เพิ่มจากค่า พยากรณ์ที่ได้มาครั้งแรก ซึ่งสามารถแทนค่าได้ดังต่อไปนี้ 118 ชิ้น x 15% = 17.7 ชิ้น = 118 + 18 = 136 ชิ้น จากการพยากรณ์โดยวิธีค านวนแบบ Moving Average ท าให้ได้ค่าปริมาณสั่งซื้อที่เหมาะสม ส าหรับ งานวิจัยนี้ คือ 136 ชิ้น โดยในขั้นตอนต่อไปของการวิจัย จะเป็นการน าค่าที่ได้จากการ พยากรณ์ ไปท าการ วางแผน การพยากรณ์ต่อไป ยังสามารถเพิ่มระดับความไว้ใจซึ่งกันและกัน ซึ่งท าให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย


36 2. การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การรวบรวมข้อมูลปริมาณการสั่งซื้อในอดีต มาท า การพยากรณ์ยอดขาย โดยใช้สูตรการค านวณ EOQ และตัวแปรต่างๆ คือ EOQ = 2DSH โดยแทนค่าในสูตรด้วย EOQ = จ านวนการสั่งซื้อที่ประหยัด D = ปริมาณความต้องการสินค้าทั้งปี S = ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อแต่ละครั้ง H = ต้นทุนในการเก็บรักษาต่อหน่วยของทั้งปี ดังนั้น เราสามารถแทนสูตรได้ว่า EOQ D = 735 S = 882,000 H = 1,200 จ านวนปริมาณในการสั่งซื้อสินค้าที่เหมาะสมหรือ EOQ = 1,040 หน่วย ดังนั้น จ านวนสินค้าที่บริษัทสมบัติยนต์ควรสั่งมาไว้ก็คือ 1,040 ชิ้น / ล็อตการสั่ง


37 ประโยชน์ของการค านวณ EOQ ต่อธุรกิจ จุดประสงค์หลักของการหา Economic Order Quantity ก็คือ การหาปริมาณการสั่งซื้อวัสดุ สินค้า ที่ เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด เพื่อที่ลดต้นทุนต่อหน่วยสินค้าลงทั้งจากต้นทุนการสั่งซื้อ การขนส่ง ต้นทุนการ จัดเก็บรักษา และต้นทุนจมอื่นๆ จะสามารถประมาณการปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการค านวณหาปริมาณ การสั่งซื้อที่เหมาะสมได้อย่างแม่นย า หากไม่มีการติดตามอย่างสม่ าเสมอ ดังนั้น การคอยดูแลและมอร์นิเตอร์ ปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณสินค้าหรือวัสดุในคลัง การเคลื่อนย้ายสินค้า การขนส่ง ออร์เดอร์ ฯลฯ อยู่ตลอดจึง เป็นเรื่องส าคัญมาก ซึ่งธุรกิจสามารถใช้ซอฟต์แวร์ที่เรียกกว่า WMS หรือ Warehouse Management System เข้ามาช่วยติดตามธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อเรารู้แล้วว่าแต่ละครั้งควรสั่งซื้อสินค้าจ านวนเท่าไรเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด แต่การสั่งสินค้าใหม่ควรเป็น ช่วงเวลาไหนดีจึงจะเหมาะสม? เพราะเราไม่อยากให้สินค้ามาก่อนหรือหลังเวลาอันควร ดังนั้น การค านวณ “จุดสั่งซื้อซ้ า (Reorder Point)” และ “สต๊อกสินค้าส ารอง (Safety Stock)” จึงเป็นสิ่งส าคัญ Safety Stock Safety Stock= (ความต้องการสูงสุดต่อวัน x ระยะเวลาในการจัดหามากสุด:วัน) – (ความ ต้องการต่อวัน x ระยะเวลาในการจัดหา:วัน) Reorder Point Reorder Point = (ความต้องการต่อวัน x ระยะเวลาในการจัดหา:วัน) + สต็อกสินค้าส ารอง *ความต้องการต่อวันสามารถค านวณได้โดยใช้สูตร ความต้องการต่อวัน/จ านวนวันที่ท างาน บริษัท สมบัติยนต์ มีความต้องการ 5 ชิ้นต่อวัน (ความต้องการสูงสุด 7 ชิ้นต่อวัน) โดยใช้ ระยะเวลาในการจัดหา 5 วัน (ระยะเวลาในการจัดหาสูงสุด 7 วัน) ดังนั้นบริษัทจะต้องมีสินค้า เพียงพอกับความต้องการก่อนที่สินค้าล็อตถัดไปจะมาถึง Safety Stock = (7 x 7) – (5 x 5) = 24 Reorder Point = (7 x 5) + 24 = 59 สรุป: บริษัท สมบัติยนต์ จะต้องสั่งซื้อสินค้าใหม่เมื่อสต็อกอยู่ที่ 59 ชิ้น โดยต้องรอระยะเวลาใน การหาสินค้าใหม่ 7 วัน จนกว่าสินค้าล็อตใหม่ 35 หน่วยจะมาถึง โดยที่ยังคงมี สต็อกสินค้าส ารอง อีก 24 ชิ้น


38 บทที่4 ผลการด าเนินงาน การน าเสนอในบทนี้ เป็นการแสดงผลการด าเนินการวิจัยการส ารวจและเก็บรวบรวมข้อมูลการ สั่งซื้อ สินค้าของลูกค้า และการท าแบบจ าลองก่อนการน าไปปฏิบัติจริง ซึ่งจะช่วยให้บริษัทได้ท า ความเข้าใจใน ประโยชน์ของ CPFR และความต้องการในการขยายผลต่อไปในอนาคต ผลการด าเนินการวิจัยการลดปัญหาสินค้าขาดมือด้วยเทคนิคการวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็ม สินค้าร่วมกัน (Collaborative Planning, Forecasting and Replenishment: CPFR) Step 1: Evaluate the Current Condition (ประเมินสถานะปัจจุบัน) ในขั้นตอนนี้จะมองถึงพื้นที่ที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้ CPFR และต้องได้รับความร่วมมือจาก ผู้บริหาร ระดับสูง ซึ่ง CPFR นี้สามารถเตรียมได้ทั้งส่วนของ Demand และ Supply Benefit ซึ่งจะ เป็นประโยชน์ต่อ องค์กรในการท างานแบบ Cross-Functional ได้ ก่อนการพิจารณาตัดสินใจน า CPFR มาใช้ ผู้วิจัยได้ท าการพิจารณา ของบริษัทกรณีตัวอย่าง โดย ภายในบริษัทมีความร่วมมือในการท างานและสามารถแบ่งปันข้อมูล ทั้งระหว่างหน่วยงานและระหว่างคู่ค้า เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการวางแผนการสั่งซื้อสินค้า ทั้ง จากบริษัทกรณีศึกษาเองและซัพพลายเออร์ เพื่อ ไม่ให้เกิดปัญหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเป็นผู้รับหน้าที่ จัดเก็บส ารองสินค้าเพื่อรอการจ าหน่ายมากเกินความ จ าเป็น ซึ่งอาจจะส่งผลท าให้เกิดภาวะต้นทุนจม (Sunk Cost) ได้และจะท าให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่าง บริษัทและซัพพลายเออร์ได้ในอนาคต ส าหรับบริษัทกรณีศึกษาได้มีการประเมินศักยภาพในเรื่องต่างๆดังนี้ - ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกรณีศึกษาและซัพพลายเออร์ ได้มีการติดต่อซื้อขายสินค้า ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 5-8 ปี และมีความไว้วางใจเพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซัพพลายเออร์ไม่มีปัญหาใน เรื่องการจัดส่งสินค้า รวมถึงการประสานงานด้านข้อมูลต่างๆก็ได้รับ ความร่วมมือจากซัพพลายเออร์เป็นอย่าง ดีมาโดยตลอด - การประเมินเรื่องจุดแข็งและจุดอ่อนของซัพพลายเออร์ ซัพพลายเออร์มีดังนี้ จุดแข็ง ในเรื่องของราคาสินค้า เมื่อเทียบกับซัพพลายเออร์รายอื่นที่น าเข้าสินค้าประเภทนี้ จากต่างประเทศแล้ว ซัพพลายเออร์ของบริษัทกรณีศึกษาสามารถเสนอราคาให้ถูกกว่ารายอื่น ซึ่ง ท าให้บริษัทกรณีศึกษาสามารถลดต้นทุนผลิตภัณฑ์ และมีโอกาสเพิ่มก าไรของสินค้าได้มากกว่าจุดอ่อน เนื่อง จากซัพพลายเออร์เสนอราคาขายผลิตภัณฑ์ได้ถูกกว่าราคาตลาด ท าให้มี ลูกค้าเป็นจ านวนมาก จนในบางเดือน ก็มีสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ ท าให้ต้องรอสินค้าเข้า จากต่างประเทศซึ่งต้องใช้เวลา 14 วันกว่าของจะ มาถึงและสามารถจ าหน่ายได้ ซึ่งปัญหานี้ส่งผล ให้กับบริษัทกรณีศึกษาคือไม่สามารถส่งของให้ลูกค้า


39 ต่างประเทศได้ทันตามก าหนดเวลาได้ท าให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่น เชื่อถือ ซึ่งหากเกิดกรณีนี้ขึ้นบ่อยครั้งอาจท า ให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้ากับบริษัทอื่นส่งผลให้บริษัทกรณีศึกษาสูญเสียโอกาสในการขายและขาดรายได้ในการ ขายสินค้าประเภทนี้ได้ Step 2: Define Scope and Objective (ก าหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์) ในขั้นตอนนี้จะเป็นการก าหนดผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนงานต่าง การก าหนดทีมงานและบทบาท เลือกสินค้าที่จะอยู่ในกระบวนการผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจใน 9 ขั้นตอนของกระบวนการ CPFR รวมถึงก าหนด ตัวชี้วัดและวิธีการวัดผลความส าเร็จดังนี้ ตาราง 4.1 Team Members, Role and Responsibilities Role Responsibilities Typical Position Retailer Typical Position Retailer Sales Collaboration Sales Collaboration Team รับผิดชอบ Sales Forecast รวบรวมข้อมูลและรายงาน ยอดขายในทีมนี้จะรับผิดชอบ ใน การแนะน าและท าการเปลี่ยน ระบบการเติมเต็มสินค้า Category Manager Buyer Store Replenishment Sale Representative (Account Relationship) Replenishment Replenishment Team จะ ก าหนดและตัดสินใจใน Order Forecast และท าการรวบรวม ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงของ Order และInventory Buyer,Rebuyer Costomer Service Manager Collaboration Technology Collaboration Technology Team ท าการตรวจสอบ ประสิทธิผลของเทคโนโลยีและ ประเมินความต้องการด้าน เทคนิค Project Manager Project Manager ในขั้นตอนของการท า Sales Collaboration นั้น มีการท าการพยากรณ์ความต้องการสินค้าล่วงหน้า โดยใช้เทคนิคการพยากรณ์แบบ Moving Average ซึ่งจะใช้ข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าในอดีต เดือนกันยายนถึง


40 เดือนกุมภาพันธ์ 2567 มาท าการวิเคราะห์หาค่าปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมเพื่อสั่งซื้อสินค้าเก็บเป็น Safety Stock ซึ่งจากการค านวนแล้วผลที่ได้ออกมาจะอยู่ที่ 136 ชิ้น ในขั้นตอนการท า Replenishment นั้น จะเป็นการวางแผนการเติมเต็มสินค้านั้นสามารถดูได้จาก ตารางด้านล่างนี Activity Week Scenario 1 Scenario 2 Scenario 3 Scenario 4 1 2 Order to Supplier 3 136 136+(10) = 146 136 136+(-15) Customer Order 4 126 146 151 ... จากตาราง สามารถอธิบายได้ว่า ในการสั่งซื้อสินค้าจะมีระยะเวลาน า (Lead Time) อยู่ที่ 14 วัน และ ระยะเวลาในการจัดเตรียมสินค้าให้กับลูกค้าไม่เกิน 7 วัน ซึ่งบริษัทจะท าการสั่งสินค้าในจ านวนที่ได้ท าการ พยากรณ์จากยอดขาย และเพิ่มปริมาณสินค้า Safety Stock จ านวน 15% แล้วเพื่อป้องกันความไม่แน่นอนใน ค าสั่งซื้อของลูกค้าในอนาคต ซึ่งในแต่ Scenario นั้นจะเป็นการวางแผนการสั่งซื้อในกรณีที่ต่างกันไป ดังนี้ Scenario 1 ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ 3 มีค าสั่งซื้อสินค้าไปยังซัพพลายเออร์จ านวน 136 ชิ้น แต่ในต้น สัปดาห์ที่ 4 ลูกค้าส่งค าสั่งซื้อมาให้เป็นจ านวนแค่ 126 ชิ้น ท าให้มีสินค้าคงเหลือในสต๊อกอยู่ 10 ชิ้น ในกรณีนี้ เพื่อเป็นการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและซัพพลายเออร์ที่ได้มีการซื้อขายกันมาอย่างยาวนาน ซึ่ง บริษัทและซัพพลายเออร์ตกลงร่วมกันเพื่อท า Consignment ส่วนของค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าใน อัตราส่วน 50:50 หรือตามที่เห็นเหมาะสมโดยขึ้นอยู่กับในแต่ละช่วงเวลาที่ได้ท าการพยากรณ์และความผัน ผวนของค าสั่งซื้อของลูกค้าเป็นหลัก Scenario 2 สังเกตุจากค าสั่งซื้อของลูกค้าที่เข้ามาเป็นจ านวน 146 ชิ้น ซึ่งเมื่อรวมค าสั่งซื้อใหม่ และสินค้าเดิมที่เหลืออยู่ ท าให้บริษัทมีสินค้าได้ตรงกับจ านวนของลูกค้าได้พอดีและสามารถจัดส่งสินค้าไปยัง ลูกค้าได้ทันที ใน Scenario 3 จะอธิบายถึงกรณีสินค้ามีไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า โดยค าสั่งซื้ออยู่ ที่ จ านวน 151 ชิ้น แต่จากการพยากรณ์ค าสั่งซื้อที่ผ่านมานั้นได้พยากรณ์ไว้แค่ 136 ชิ้น เพราะฉะนั้น บริษัทจึงจ าเป็นต้องประสานงานท าความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นให้ลูกค้าได้ทราบ และเข้าใจใน เบื้องต้นในเรื่องการวางแผนการพยากรณ์ที่บริษัทได้วางแผนร่วมกับซัพพลายเออร์ จากนั้นจึงท าการจัดส่ง


41 สินค้าที่จ านวน 136 ม้วนไปยังลูกค้าก่อนในเบื้องต้นและจัดส่งอีก 15 พร้อมกับสินค้าที่มีการสั่งซื้อในครั้งถัดไป อย่างเช่นตัวอย่างใน Scenario 4 ภายหลังจากที่ได้ก าหนดผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนงานต่างๆแล้ว จะเป็นการประชุมร่วมกัน ระหว่างทีมงานทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสรุปขอบเขตและวัตถุประสงค์ของโครงการร่วมกัน โดยมีขั้นตอน ดังนี้ - บริษัทกรณีศึกษาและซัพพลายเออร์ร่วมกันท าข้อมูล Sales Forecast - ก าหนดระดับของสินค้าคงคลัง (In Stock Inventory) ตามปริมาณที่เหมาะสมและเป็นที่ ยอมรับทั้ง 2 ฝ่าย โดยจะค านวนจากค าสั่งซื้อที่มีการสั่งซื้อทั้งหมด แล้วน ามาหาค่าเฉลี่ยเพื่อเก็บ เป็น Safety Stock ส าหรับบริษัทกรณีศึกษา และจ านวนสินค้าที่เหลือซึ่งค านวนจากค่าเฉลี่ยและ จ านวนที่มีการสั่งซื้อสูงที่สุด บริษัทกรณีศึกษาจะท า Consignment ร่วมกันซัพพลายเออร์เพื่อ Sharing Cost ในสินค้าส่วนที่เหลือ ในการก าหนดการวัดผลในโครงการนี้ จะมุ่งไปที่การลดความเสี่ยงกรณีสินค้า Out of Stock ท า ให้ไม่ เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า Step 3: Prepare for Collaboration (เตรียมการในความร่วมมือ) ในขั้นตอนนี้เป็นการจัดเตรียม ติดตั้งระบบสารสนเทศเพื่อใช้สนับสนุนความร่วมมือระหว่าง บริษัทกรณีศึกษา และซัพพลายเออร์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมภายหลังจากที่ทีมงานทั้งหมด ได้รับการอบรมแล้วจึงเริ่ม กระบวนการเตรียมการเพื่อสร้าง Sales Forecasting - ทีม Sales Collaboration สร้างข้อมูลเริ่มต้นส าหรับ Sales Forecast โดยใช้ข้อมูล 12 เดือน และ จ านวนเดือนในการพยากรณ์ (Forecast) จะเพิ่มเติมในการค านวนในการประมาณการครั้ง ต่อไป - แบ่งปันข้อมูล Sales Forecast ระหว่างกัน ข้อยกเว้นจะถูกกระท าตามเงื่อนไขและท าการ เปลี่ยนแปลงการพยากรณ์โดยไม่ต้องค านึงว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ท า - ตั้งต้นกระบวนการ Order Forecast เพื่อให้ครอบคลุมพยากรณ์การขายราย 6 เดือน Step 4: Execute-Performing the Collaborate (การด าเนินการ) - ทีม Sales และ Replenishment ได้ท าการแลกเปลี่ยนข้อมูล Forecasts กับแต่ละหน่วยงาน และ ท าการปรับปรุงและตอบสนองต่อเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงแล้ว ในความร่วมด้าน Forecast Collaboration มี การก าหนดเงื่อนไขดังนี้ - ก าหนดกฎเกณฑ์กรณีเปลี่ยนแปลงการ Forecast - แลกเปลี่ยนข้อมูลใหม่หรือทบทวนการ Forecast กับซัพพลายเออร์อย่างน้อย 3 เดือนครั้ง - เมื่อซัพพลายเออร์ไม่เห็นด้วยจากค่าที่ได้จากการ Forecast สามารถค้านได้พร้อมกับ ความเห็น ซึ่ง ควรท าภายใน 5 วันท าการหากเกินกว่านั้นถือว่าเป็นอันยอมรับ ผู้ที่ท า Order Forecast จะเป็นผู้ตัดสินใจคน สุดท้ายที่สามารถเปลี่ยนแปลงการ Forecast ได้


42 ภายหลังจาก 4 สัปดาห์ที่ร่วมมือกัน ให้ทีมงานท าการนัดประชุมความคืบหน้าเพื่อรายงาน ปัญหาที่ พบและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และใช้เวลาอีก 2 สัปดาห์ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น Step 5: Assess Performance and Identify Improvement (การวัดผลและปรับปรุง) ในขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการทบทวนผลการด าเนินงานที่ผ่านมา กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ก่อน หน้า โดยอยู่ บนพื้นฐานในแผนงานที่วางไว้และข้อมูลที่ได้จากช่วงเวลาก่อนหน้า โดยจะท าการ เปรียบเทียบจ านวนสินค้า Out of Stock ก่อนและหลัง จากที่ได้ใช้เทคนิคการวางแผน การพยากรณ์ และเติมเต็มสินค้าร่วมกันแล้ว สา มารณปรียบเทียบจ านวนสินค้า Out of Stock ได้ดังนี้ ตารางที่ 4.3 เปรียบเทียบสินค้า Out of Stock เดือน ปริมาณความ ต้องการสินค้า (ชิ้น) ปริมาณการสั่งซื้อ ก่อนการใช้เทคนิค CPFR (ชิ้น) ปริมาณการสั่งซื้อ หลังการใช้เทคนิค CPFR (ชิ้น) จ านวนสินค้า Out of Stock (ชิ้น) กันยายน 135 135 - 0 ตุลาคม 95 95 - 0 พฤศจิกายน 120 120 - 0 ธันวาคม 105 105 - 0 มกราคม 130 130 - 0 กุมภาพันธ์ 150 150 - 0 มีนาคม 160 - 165 +5 เมษายน 165 - 165 0 จากตาราง สามารถอธิบายได้ว่า ก่อนการใช้เทคนิค CPFR นั้น การสั่งซื้อเป็นแบบซื้อมาขาย ไปท าให้ ไม่มีสินค้า Safety Stock เหลือไว้ แต่ข้อเสียคือระยะเวลาการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าต้องล่าช้าไปอีก 7 วัน ภายหลังจากที่ได้รับค าสั่งซื้อเพราะการสั่งซื้อสินค้านั้นต้องใช้ระยะเวลาถึง 14 วัน จึงสามารถท าการ จัดส่งสินค้าได้ เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขหลังจากที่ได้ใช้เทคนิด CPFR แล้ว ท า ให้บริษัทและซัพพลายเออร์ สามารถพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าได้ โดยที่ผลการค านวนนั้น ใกล้เคียงกับความต้องการจริง ซึ่งในส่วน


Click to View FlipBook Version