รายงานการประเมินตนเอง ระดับการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 45
ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินการพัฒนาบุคลากร ตามปฏิทินการปฏิบัติงานที่กำหนดตามแผนปฏิบัติ การ
โรงเรียน เช่น โครงการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในการส่งเสริมการเข้ารับการอบรม ประชุม สัมมนา
และศึกษาดูงาน การจัดทำแผนพัฒนาตนเอง (ID PLAN) การลงนามบันทึกข้อตกลงการ ปฏิบัติงาน (MOU) การ
ปฐมนิเทศและการประเมินครูผู้ช่วย การประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ กิจกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
(PLC) และการอบรมเชิงปฏิบัตกิ ารเพอ่ื เลอ่ื นวทิ ยฐานะตามเกณฑใ์ หม่ (ว21/2560) และ ว. 9 (PA)
ขั้นตอนท่ี 4 การตดิ ตามและประเมนิ ผลการพฒั นาบคุ ลากรเปน็ ระยะ ๆ คือ การตดิ ตามและ ประเมินผลใน
ระหว่างดำเนินการพัฒนาบุคลากร และการประเมินผลหลังจากเสร็จสิ้นการพัฒนาบุคลากรหรือ หลังจากสิ้นสุด
โครงการ เช่น สรปุ จำนวนครผู า่ นการประเมินครผู ู้ช่วย ขอ้ มลู การเลื่อนวทิ ยฐานะ การฝกึ อบรมพัฒนาตนเอง การ
ได้รับรางวลั ทางวิชาชีพ ผลงานการวจิ ัยและนวัตกรรมตา่ งๆ เพ่ือนำผลการประเมินมา ปรบั ปรงุ และพฒั นาตอ่ ไป
2.5 จดั สภาพแวดล้อมทางกายภาพและสงั คมท่เี อือ้ ต่อการจัดการเรยี นรอู้ ยา่ งมคี ุณภาพ
โรงเรียนจัดสภาพแวดลอ้ มทางกายภาพและสังคมที่เอื้อต่อการจัดการเรยี นรู้สถานศึกษาจัดภาพแวดล้อม
ทาง กายภาพทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน และสภาพแวดล้อมทางสังคม ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ และมี
ความปลอดภัย โดยใช้กระบวนการ PDCA ดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1 สำรวจความต้องการในการพัฒนา ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพและแหล่งเรียนรู้
โดยใช้แบบสอบถาม การสมั ภาษณ์ครูและนักเรียนและวางแผนการพฒั นาสภาพแวดล้อมทางกายภาพและ แหล่ง
เรียนรู้กำหนดเขตพื้นที่ให้นักเรียนรับผิดชอบ กำหนดพื้นที่ อาคาร และเวลาการทำงานของแม่บ้าน นักการ
แต่งตั้งคณะกรรมการเวรประจำวันและคณะกรรมการประจำอาคารเรียนเพื่อคอยกำกับติดตามการ ดำเนินงาน
ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี สังคมศึกษา สุขศึกษาและ พลศึกษา การงานอาชีพ ศิลปะ
ภาษาต่างประ เทศ กิจกรรม พัฒนาผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ จํานวนชั่วโมงเฉลี่ย สรุปค่าเฉลี่ยสถิติการเข้า
อบรมตามหลักสตู รคุรุพฒั นา ปีการศึกษา 2564 กล่มุ สาระการเรียนรู้
ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพและแหล่งเรียนรู้ปรับปรุง ดูแลรักษาสื่อและวัสดุ อุปกรณ์
ในหอ้ งเรียนใหพ้ รอ้ มใช้งานให้มีประสิทธภิ าพครบทุกห้องเรียน พฒั นาอาคารสถานท่แี หลง่ เรียนรู้ ภายในโรงเรียน
แบ่งเขตพื้นที่ให้นักเรียนแต่ละห้องดูแลรับผิดชอบ ผลักดันให้นักเรียนทำโครงงานคุณธรรม ทุกห้องเพื่อปลูกฝัง
การมสี ว่ นร่วม รักโรงเรียน มีจติ สาธารณะ และการทำงานเปน็ กลุ่ม
ข้ันตอนท่ี 3 ประเมนิ ผล/ตรวจสอบการดำเนินงานโดยคณะกรรมการในการจัดสภาพแวดลอ้ ม
ขน้ั ตอนที่ 4 สรปุ ผลการจดั สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพเพื่อนำไปสู่การพฒั นาตอ่ ไป
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หน้า 46
2.6 จัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนบั สนนุ การบรหิ ารจดั การและการจดั การเรียนรู้
โรงเรียนจัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ เพื่อ ใช้ใน
การบริหารจดั การและการจดั การเรยี นรทู้ ี่เหมาะสมกับสภาพของโรงเรยี น และเพอื่ ให้ข้อมูลสารสนเทศมี คณุ ภาพ
ทดี่ ีมคี วามปลอดภยั ของข้อมูลโดยมกี ระบวนการดำเนนิ งานโดยใชก้ ระบวนการ PDCA ดังตอ่ ไปน้ี
ขั้นตอนที่ 1 วางแผนพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการครอบคลุม องค์ประกอบใน
การประกันคุณภาพและพันธกจิ ของสถานศึกษาด้วยการแต่งตั้งเจ้าหน้าท่ีงานสารสนเทศและ งานระบบเครือขา่ ย
เพอื่ พัฒนานโยบายการใช้งานระบบสารสนเทศและเครือขา่ ย
ขั้นตอนที่ 2 จัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ติดตั้ง และ
พัฒนาระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พัฒนาระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศกำหนดการเข้าถึงระบบ ฐานข้อมูล
สารสนเทศ เพ่อื ความปลอดภยั และความถูกตอ้ ง
ขัน้ ตอนที่ 3 ติดตามและประเมนิ ผลการใช้ระบบฐานขอ้ มูลสารสนเทศ
ขน้ั ตอนท่ี 4 นำผลการตดิ ตามและประเมนิ ผลการใชไ้ ปปรับปรงุ ระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ
3.ผลการดำเนนิ งาน
2.1 มเี ป้าหมายวิสัยทัศนแ์ ละพนั ธกิจท่สี ถานศกึ ษากำหนดชัดเจน
โรงเรียนบ้านปาโจ มีแผนพัฒนาการศึกษา แผนปฏิบัติการประจำปี ที่เป็นไปได้ในการ ปฏิบัติตามกำหนด
เป้าหมายมาตรฐานการศึกษา กลยุทธ์ นโยบายและจุดเน้น วิสัยทัศน์และพันธกิจ ที่ชัดเจน สอดคล้องกับบริบท
ของสถานศึกษา ความต้องการของชุมชน และนโยบายของรัฐ มีทิศทางการพัฒนาการศึกษาที่เป็นไปได้สู่การ
ปฏิบัติ และมีการกำหนดค่าเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาประจำปี 2564 สถานศึกษามีการวิเคราะห์
สถานภาพปัจจุบันและศักยภาพ ได้ดำเนินการวิเคราะห์สภาพปัญหา ผลการจัดการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาด
ของไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด -19) ส่งผลกระทบกับการจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งมี
ผลกระทบกับผู้เรีนและครอบครัวด้วยเช่นกัน ทำให้มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการเว้น
ระยะห่างทางสังคม (social distancing) การทำงานจากที่บ้าน (work from home) การเรียนรู้ที่บ้าน (learn
from home หรือ home based learning) แต่อย่างไรกต็ ามผ้เู รยี นยงั ต้องมกี ารเรยี นรู้ พัฒนา และเติบโตอย่าง
ต่อเนื่อง “ความปกติใหม่สำหรับผุ้เรียนจากสถานการณ์โควิด-19” โดยใช้ SWOT Analysis เป็นกระบวนการ
วเิ คราะห์บรบิ ทของสถานศึกษา จากผ้ทู ่มี ีส่วนเกย่ี วข้องทุกฝ่าย เป็นการวเิ คราะห์สภาพแวดลอ้ มภายใน ภายนอก
ที่เป็นจุดแข็ง จุดอ่อน สิ่งไหนเป็นอุปสรรคและปัญหา อีกทั้งสิ่งไหนเป็นโอกาสของสถานศึกษา เพื่อให้ได้ผลสรุป
สำหรับกำหนดวิสัยทัศน์และกลยทุ ธ์ในการพัฒนาสถานศึกษาทมี่ คี วามชัดเจน จากขอ้ มูลท่ีเก่ยี วข้องทั้งภายในและ
ภายนอกสถานศึกษา อีกทั้งสถานศึกษามีการดำเนินงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน สถานศึกษากำหนดทิศทางการ
รายงานการประเมินตนเอง ระดับการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน ปีการศึกษา 2564 หน้า 47
บริหารสถานศึกษาโดยการระดมความเห็นจากคณะครู ตัวแทนนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้ปกครองนักเรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจของ
สถานศึกษา ตลอดจนการระดมทรัพยากรเพื่อบรรลุความสำเร็จตามทิศทางที่กำหนดไว้ มีการวัดผลและ
ประเมินผลผลิตผลลัพธ์และผลกระทบตามตัวชี้วัด มีระบบที่ตรวจสอบได้ โดยใช้วงจรเดมมิ่ง (Deming cycle)
หรอื PDCA เปน็ กระบวนการดำเนนิ งาน
2.2 มรี ะบบบริหารจัดการคุณภาพของสถานศกึ ษา
โรงเรียนบ้านปาโจ มรี ะบบบริหารจัดการคณุ ภาพของสถานศึกษาทช่ี ดั เจนส่งผลต่อ คณุ ภาพตามมาตรฐาน
การศึกษาของสถานศึกษา โดยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนบ้านปาโจ ได้พิจารณาแผนปฏิบัติ
การประจำปีการศึกษา 2564 ซง่ึ ประกอบด้วย
1. งานบรหิ ารวชิ าการ จำนวน 13 โครงการ
2. งานบริหารงบประมาณ จำนวน 3 โครงการ
3. งานบรหิ ารงานบคุ คล จำนวน 1 โครงการ
4. งานบรหิ ารงานทั่วไป จำนวน 8 โครงการ
ส่งผลให้ การบริหารจัดการด้านการศึกษาบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ ปรัชญาและจุดเน้นที่กำหนดใน
แผนปฏิบัตกิ าร ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมและให้บรกิ ารแก่ชมุ ชน จนเป็นที่ยอมรับจากผู้ปกครอง ชุมชนและ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์
ผู้เรยี นไดร้ ับผลกระทบในช่วงการแพร่ระบาดของไวรสั โคโรน่า 2019 (โควดิ -19) การพัฒนาดา้ นการปลกู จติ สำนกึ
การเป็นพลเมืองดีของสังคม มีจิตอาสา สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
2.3 ดำเนนิ งานพัฒนาวชิ าการที่เนน้ คณุ ภาพผู้เรียนรอบดา้ นตามหลกั สูตรสถานศกึ ษาและทุกกลมุ่ เปา้ หมาย
โรงเรียนบ้านปาโจ มีผลจากการดำเนินงานพัฒนาวิชาการที่เน้นคุณภาพผู้เรียนรอบ ด้านตามหลักสูตร
สถานศึกษาและทกุ กล่มุ เปา้ หมายนี้
1. โรงเรียนมแี ผนการเรยี นดังน้ี คอื หอ้ งเรยี นปกตริ ะดบั ชน้ั อนุบาล 1 ถงึ ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 หอ้ งเรียน
เด็กพเิ ศษเรยี นร่วม
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสงู กวา่ คา่ เปา้ หมายทุกกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
3. นักเรียนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ รอ้ ยละ 100
4. นกั เรียนสำเรจ็ การศึกษาระดับขน้ั พ้นื ฐาน รอ้ ยละ 100
5. ผลคะแนนการทดสอบระดบั ชาติ (O-NET) ปกี ารศกึ ษา 2564 ระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หน้า 48
จากการดำเนินการส่งผลให้ผู้เรียนให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม มีความกระตือรือร้นและเข้าร่วม
กิจกรรมที่สถานศกึ ษาจัดขึ้นในรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online) รูปแบบการจัดการเรียน
การสอนแบบผ่านหนังสือ เอกสาร ใบงาน (On Hand) และรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ ( ON
Demand) มีความประพฤติตามคณุ ลกั ษณะและค่านิยมท่ดี ีตามทีส่ ถานศกึ ษากำหนด มีทกั ษะการอา่ น การเขียน
การสื่อสารและการคดิ คำนวณในระดับดีเลิศ สง่ ผลใหผ้ ู้เรียนสามารถสืบค้นข้อมูลที่ตนเองต้องการได้อย่างรวดเร็ว
สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมความรู้ความสามารถของผู้เรียน มีการ บูรณาการการ
เรียนรู้ระหว่างกลุ่มสาระฯ ผ่านการจัดการเรียนการสอนแบบ (Online) เช่น โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ
โครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โครงการค่ายวิชาการคือผู้เรียนได้อัดคลิป VDO ส่งประกวดการอ่าน
และการแนะนำตัวด้วยภาษาอังกฤษ มีการประเมินผู้เรียนด้วยเคร่ืองมือที่หลากหลายในช่วงการแพร่ระบาดของ
ไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด -19) เช่น เอกสาร ใบงาน (On Hand) โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียน , แบบทดสอบ
หลงั เรยี น
2.4 พฒั นาครแู ละบุคลากรใหม้ คี วามเช่ยี วชาญทางวชิ าชีพ
จากการดำเนินการพัฒนาครแู ละบุคลากรใหม้ คี วามเช่ยี วชาญทางวิชาชพี และจัดให้มชี มุ ชนการเรยี นรู้ ทาง
วิชาชพี มาใชใ้ นการพัฒนางานและการเรียนรู้ส่งผลดงั ต่อไปนี้
1. การพฒั นาตนเองด้วยการอบรม สมั มนา ประชมุ ศกึ ษาดงู านของครแู ละบคุ ลากร ประจำปีการศึกษา
2564 มคี ่าเฉลีย่ การอบรมจำนวน 54.69 ชัว่ โมงตอ่ คน
2. การพัฒนาตนเองหลักสตู รคุรุพัฒนาของครูและบุคลากรประจำปีการศึกษา 2564 มีค่าเฉลี่ยการอบรม
จำนวน 19.29 ช่วั โมงต่อคน
3. ครูมีการจัดทำแผนพัฒนาตนเอง (ID PLAN) ประจำปีการศึกษา 2564 จำนวน 15 คน คิดเป็น ร้อยละ
100
4. ครูมีการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานและการประเมินผลตนเอง (Self Assessment Report)
ประจำปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 15 คน คดิ เป็นร้อยละ 100
5. ครูจัดทำรายงานหลังการเข้ารบั การอบรมพฒั นาตนเองอย่างสม่ำเสมอ
6. สรปุ และรายงานโครงการพัฒนาครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา
7. ครูไดเ้ ลอื่ นวิทยฐานะชำนาญการ (คศ. 3) จำนวน 1 คน
8. ครูผ่านการประเมินครูผู้ช่วย ให้ดำรงตำแหน่งครู คศ. 1 จำนวน 2 คนสรุปค่าเฉลี่ยสถิติการเข้าอบรม
พัฒนาตนเอง สัมมนา ศึกษาดูงาน อบรมตามหลักสูตรคุรุพัฒนา ของข้าราชการครู โรงเรียนบ้านปาโจ ปี
การศึกษา 2564 เป้าหมาย: อบรมพัฒนาตนเอง สัมมนา ศึกษาดูงาน ไม่น้อยกว่า 20 ชม/ปี อบรมตามหลักสูตร
ครุ ุพัฒนา ไมน่ อ้ ยกว่า 12 ชม
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 49
สถานศึกษาให้ความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้
โดยให้ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผ่านระบบ
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Online) สำหรับครอบครัวที่มีความพร้อมด้านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและ
สัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยครูจัดทำคู่มือหรือแนวทางการจัดกิจกรรม ตารางสอนแต่ละวัน รายละเอียดการจัด
กิจกรรม ส่งให้กับผู้ปกครองเป็นระยะแต่ละสัปดาห์ หรือตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยมีการติดตามผลให้
ผู้ปกครองถ่ายรูปภาพชิ้นงานหรือบันทึกวดิ ีโอการทำกิจกรรมของผู้เรนี ส่งให้ครูทางไลนก์ ลุม่ และมีการกำหนดวัน
พบปะครูและเพื่อนร่วมห้องผ่านระบบแอปพลิเคชันซูม Zoom, , Line อีกทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการ
นำส่งเอกสารทบี่ ้าน (On-Hand) สำหรบั ครอบครัวที่ไมม่ ีความพร้อมดา้ นเทคโนโลยหี รือสญั ญาณอนิ เทอรเ์ นต็ โดย
ให้ครูออกเยี่ยมบ้าน เพื่อจัดส่งคู่มือหรือแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตารางการจัดกิจกรรมแต่ละวัน
รายละเอียดการจัดกิจกรรม จัดชุดสื่อวัสดุอุปกรณ์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจหรือชี้แจง
ให้กับผู้ปกครองในการใชค้ ู่มือหรือแนวทางการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีบ้าน เพื่อให้ผูป้ กครองสามารถจัดกิจกรรม
ใหก้ บั เด็กได้อย่างถกู ตอ้ ง และบรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์
มีการส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาครูและบุคลากรตรงตามความต้องการและจัดให้มีชุมชนการเรียนรู้ทาง
วิชาชีพ พัฒนาและออกแบบสื่อการเรียนรู้ สำหรับใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอน
แบบออนไลน์ (Online) , ออนแฮนด์ (On-hand) และ Onsite เพอื่ ปรับประยกุ ต์ให้เขา้ กับสถานการณ์ในปัจจุบัน
โดยมีการพัฒนาสื่อการสอน (PowerPoint) ตลอดจนใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน เช่น Zoom ,
Line , Google Meet , Google Form , Google Classroom , Google Drive , แ อ พ พ ล ิ เ ค ช ั ่ น Plicker ,
แอพพลเิ คช่ัน Kahoot เปน็ ตน้
2.5 จดั สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพและสงั คมท่เี อื้อตอ่ การจดั การเรยี นรู้ อย่างมคี ุณภาพ
จากการดำเนินการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน ที่เอื้อต่อการ จัดการ
เรยี นรู้ และมคี วามปลอดภัย ส่งผลดังตอ่ ไปน้ี
1. มสี ภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ดถี กู สขุ ลักษณะ ร่มรื่น สวยงาม สะอาดเป็นระเบยี บ
2. มีมาตรการเขา้ ออกท่ีรัดกุม และเป็นไปตามมาตรการป้องกนั การแพรร่ ะบาดของ Covid-19
3. ติดตง้ั กล้องวงจรปดิ เพอ่ื ดูแลความปลอดภยั ในโรงเรยี น
4. มกี ารติดตั้งและตรวจสอบสภาพการใช้งานของถงั ดบั เพลงิ ตามอาคารตา่ งๆ
5. อาคารเรียน ห้องเรยี น อาคารประกอบ หอประชมุ ลานกฬี า หอ้ งน้ำ โรงอาหาร สามารถใชง้ านได้ อย่าง
คุม้ ค่า
6. มีแหล่งเรียนรู้ทีม่ คี ุณภาพและเอ้ือตอ่ การเรียนรู้ส่งผลให้ผู้เรียนทุกคนเรยี นรู้ร่วมกันอย่างมคี วามสุข เช่น
ศูนย์การเรียนรู้ทางภาษา ห้องคอมพวิ เตอร์ ห้อง Innovation ห้องเรียนธรรมชาติ ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการตา่ งๆ
ห้องประชมุ และหอ้ งโสตทศั นศึกษา เปน็ ต้น
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 50
7. ห้องเรยี นแต่ละหอ้ งมสี อื่ อุปกรณ์ สามารถใช้ประกอบการเรยี นการสอนได้อยา่ งมคี ณุ ภาพ
8. ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อโรงเรียน มีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียน ส่งผลให้อยากมาโรงเรียน และรัก
โรงเรียน
2.6 จดั ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอื่ สนบั สนุนการบรหิ ารจัดการและการจัดการเรียนรู้
1. มีบุคลากรทม่ี คี วามรู้ ความสามารถทางดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำหนา้ ทจี่ ดั หาวัสดุ ครภุ ณั ฑท์ ่ีจำเป็น
เหมาะสม ทนั สมัย ดูแลระบบเครอื ข่ายของโรงเรยี น ระบบข้อมลู สารสนเทศ
2. มีระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่สามารถเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลด้านต่าง ๆ ได้ (ความพร้อมใช้งาน ของ
ข้อมลู สารสนเทศ)
3. มีระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศที่มีคุณภาพเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการฯ เช่น ระบบ ฐานข้อมูล
DMC, SGS Obec, e-GP, Web page และ Website โรงเรยี น
4. โรงเรยี นมขี อ้ มูลและสารสนเทศท่พี รอ้ มใชง้ านเพ่ือสนบั สนุนการบรหิ ารจัดการและจดั การเรียนรู้
แหล่งข้อมูล/หลักฐาน -รายงานผลการดำเนินโครงการ/กิจกรรมสารสนเทศ, ประชาสัมพันธ์โรงเรียน -ระบบ
ฐานข้อมูลสารสนเทศ DMC, Obec, e-GP, Web page และ Website โรงเรียน -คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน
สารสนเทศโรงเรียน -ระบบอินเตอรเ์ น็ตความเร็วสูง (Leased Line) จาก 3BB -รายงานการจัดการเรียนการสอน
ออนไลนใ์ นช่วงสภาวะการระบาดของโรค Covid-19 สภาพจรงิ
4.จดุ เด่น
1. สถานศึกษามีการบริหารและการจัดการอย่างมีระบบ โดยใช้เทคนิคการประชุมที่หลากหลายวิธี เช่น
การประชุมแบบมีส่วนร่วม การประชุมระดมสมอง การประชุมกลุ่ม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกำหนด
วิสัยทัศน์ พันธกิจ ที่ชัดเจนมีการปรับแผนพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา แผนการปฏิบัติการประจำปี ที่
สอดคล้องกบั ผลการจดั การศกึ ษา สภาพปัญหา ความต้องการของชมุ ชน และนโยบายการปฏริ ูป
2. หน่วยงานภายนอกให้ความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล
ยะลาสนบั สนุนงบประมาณในการดำเนินงานตามโครงการตา่ งๆ ไดแ้ ก่ โครงการสง่ เสริมสขุ ภาพผู้เรยี น โครงการ
วันเด็กแห่งชาติ โครงการตลาดนัดสุขภาพ โครงการจัดการขยะแบบมสี ่วนร่วม โครงการทัศนศึกษาสำหรบั เด็ก
และเยาวชน โครงการอบรมยาเสพติด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยะลา ได้แก่ โครงการตรวจสุขภาพ
นักเรยี น โครงการทนั ตสุขภาพ
3. สถานศึกษามรี ปู แบบการนิเทศที่เป็นการนิเทศมุ่งท่ีกระบวนการเพื่อแก้ปัญหา 5 ประการโดยใช้แนวคิด
ของกลิคแมน (Glickman) คือ ด้านการให้ความช่วยเหลือแก่ครูโดยตรง ด้านการพัฒนาทักษะการทำงานกลุ่ม
ดา้ นการเสรมิ สรา้ งประสบการณ์ทางวิชาชพี ด้านการพัฒนาหลักสูตร ดา้ นการวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ตั ิการในช้นั เรยี น
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน ปีการศกึ ษา 2564 หนา้ 51
5.จุดทค่ี วรพัฒนา
1. การดำเนินการตามโครงการ/กิจกรรมของสถานศึกษามีการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ ให้ผู้ท่ี
เกี่ยวข้องทราบค่อนข้างน้อยและยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไม่ทราบผลการดำเนินการ
พฒั นาคุณภาพการศึกษาในทุกโครงการ/กิจกรรมท่ีสถานศึกษาดำเนินการ
2. การเผยแพร่ผลการดำเนินการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาด้านต่างๆ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบค่อนข้างน้อย
และยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไม่ทราบผลการดำเนินการพัฒนาวิชาการที่เน้นคุณภาพ
ของผูเ้ รียนรอบดา้ นตามหลักสตู รและทกุ กลุ่มเปา้ หมาย
3. ควรจดั สรรคอมพวิ เตอรใ์ ห้เพียงพอกับจำนวนผู้เรยี นในสดั ส่วน 1 คน ตอ่ 1 เครอื่ ง
6.แผนการยกระดับคณุ ภาพให้สงู ข้นึ
1. สถานศกึ ษาจัดทำขอ้ มลู นกั เรยี นรายบุคคล การวเิ คราะหผ์ ลสอบของผูเ้ รียนในแตล่ ะปีการศกึ ษาให้
เป็นรูปธรรมท่ชี ดั เจนเพอื่ เปรยี บเทยี บวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางปรับปรุงเพ่ือยกระดับผลสมั ฤทธิใ์ ห้ดขี ึ้น
2. ใหค้ รปู ระจำชนั้ และครปู ระจำวชิ าแลกเปลีย่ นความคดิ เห็นด้านพฤติกรรมการเรยี นของผเู้ รียนแต่ละ
คน สร้างความตระหนักในการจดั กิจกรรมพัฒนาสง่ เสริมทกั ษาการอา่ น เขียน คดิ วิเคราะห์ มกี ารวัดผล
ประเมนิ ผลประจำเดอื น
3. จดั ทำปฏิทินการนเิ ทศ แตง่ ตงั้ คณะกรรมการนิเทศภายในเพื่อการนิเทศ ตดิ ตาม กำกบั ชั้นเรียนอยา่ ง
ต่อเน่อื งเปน็ ระบบ
4. ควรมกี ารกำกับติดตามการจดั การเรยี นการสอนของครผู ูส้ อน ส่งเสริมสนบั สนุนให้ครูผูส้ อนได้เพิม่
ความรใู้ นเรื่องเทคนคิ การสอนแบบใหม่ ๆ สนับสนนุ ใหค้ รมู ีความรใู้ นการจัดทำสือ่ การเรยี น เทคโนโลยีการสอน
และส่งเสรมิ ให้ครูทำวจิ ัยในช้นั เรียน เพอ่ื แกป้ ัญหาเกย่ี วกับผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
7.แหลง่ ข้อมลู /หลกั ฐาน
1. แผนกลยุทธ์ของโรงเรียน
2. แผนปฏิบัติการประจำปีการศกึ ษา 2564
3. รายงานการประชมุ ฝ่ายบริหาร/คณะกรรมการสถานศึกษา
4. ขอ้ มูลจากแบบสำรวจความต้องการ ความจำเปน็ ทตี่ อ้ งการพัฒนา
5. คำสั่งแตง่ ตั้งคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐานโรงเรยี นบ้านปาโจ
6. คำส่ังแต่งต้งั คณะกรรมการบริหารโรงเรยี น ปีการศึกษา 2564
7. คำสัง่ แตง่ ต้ังคณะกรรมการประกันคณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา ปีการศกึ ษา 2564
8. รายงานผลการประเมินโครงการ/ กิจกรรมปกี ารศึกษา 2564
9. ผลการประเมิน สมศ. รอบ 4
10. รายงานการประเมินตนเองของสถานศกึ ษา SAR (Self Assessment Report) ปกี ารศึกษา 2564
รายงานการประเมินตนเอง ระดับการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 52
11. โครงการ/กจิ กรรมพฒั นาบุคลากร
12. แผนพฒั นาตนเอง (ID PLAN) ของครู
13. บันทกึ ข้อตกลงการยกระดับประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ลการปฏบิ ัติงานของครู (MOU)
14. รายงานผลการปฏิบัติงานและการประเมินผลตนเอง (Self Assessment Report) ของครู ปี
การศึกษา 2564
15. รายงานหลงั การเขา้ รบั การอบรมพัฒนาของครรู ายบุคคล
16. สรุปการจดั ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้(PLC) ของครแู ละผลทีเ่ กดิ ขนึ้ จาก PLC
17. วจิ ัยในช้นั เรียนนวัตกรรมในการจดั การเรยี นรขู้ องครูรายบคุ คล
18.รายงานผลการดำเนินงานโครงการ/กจิ กรรมงานบรหิ ารงานท่วั ไป
19.สารสนเทศด้านอาคารและแหล่งเรียนรูใ้ นโรงเรยี น โครงการโรงเรยี นส่งเสริมสขุ ภาพ
20.ขอ้ มูลจากแบบสำรวจความต้องการพัฒนาปรบั ปรุงสภาพแวดลอ้ ม
21. บนั ทกึ รายงานการปฏิบตั ิงานซอ่ มบำรงุ ของฝา่ ยอาคารสถานท่ี
22. สภาพจริง/รูปภาพการปรบั ปรงุ ภูมทิ ัศน์
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 53
มาตรฐานท่ี 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนทเี่ นน้ ผู้เรยี นเปน็ สำคญั
ประเดน็ เป้าหมาย ผลการ สรปุ ผล
ดำเนนิ งาน ต่ำกวา่ เป้าหมาย
มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจดั การเรยี นการสอนทเี่ น้น 84.60 ต่ำกว่าเปา้ หมาย
ผเู้ รยี นเปน็ สำคญั ดีเลศิ ต่ำกว่าเปา้ หมาย
1. จดั การเรียนรู้ผา่ นกระบวนการคดิ และปฏบิ ตั จิ ริงและ 85.00 ตำ่ กวา่ เป้าหมาย
สามารถนำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ได้ 78.59 ต่ำกวา่ เปา้ หมาย
2. ใชส้ ่ือ เทคโนโลยสี ารสนเทศและแหลง่ เรียนรู้ทีเ่ อื้อตอ่ 83.00 ตำ่ กวา่ เป้าหมาย
การเรยี นรู้ 82.48
3. มีการบริหารจดั การชน้ั เรียนเชงิ บวก 88.00
4. ตรวจสอบและประเมินผู้เรยี นอยา่ งเปน็ ระบบและนำผล 87.00 73.61
มาพัฒนาผูเ้ รยี น 80.00 74.92
5. มกี ารแลกเปล่ยี นเรยี นรู้และใหข้ ้อมลู สะทอ้ นกลับเพือ่
พัฒนาและปรบั ปรุงการจัดการเรยี นรู้ 77.23
1.ระดบั คณุ ภาพ ดีเลศิ
2. กระบวนการพัฒนา
สถานศึกษาได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้น
ผเู้ รียนเปน็ สำคญั ดงั นี้
1. จัดการเรียนรูผ้ า่ นกระบวนการคดิ และปฏิบตั ิจรงิ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชวี ติ ได้
โรงเรียนมกี ารปรบั ปรุงหลกั สตู รสถานศกึ ษา เพือ่ เป็นแนวทางในการจดั กระบวนการเรียนการสอนที่สร้าง
โอกาสให้ผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วมและเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์และการลงมือ
ปฏิบัติจริง (Learning by doing) และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนมีการจัดทำแผนการ
จัดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมได้จริง เช่น กิจกรรมชุมนุม ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 มีชุมนมุ ศิลปะ
สร้างสรรค์ ชุมนมุ คณิตหรรษา ชุมนุมภาษาเพื่อการส่ือสาร มีการจัดกิจกรรมชาวนาน้อย โดยให้นักเรียนศึกษาจาก
youtube ที่ครูได้เตรียมไว้เกี่ยวกับขั้นตอนการทำนา จากนั้นให้ผู้เรียนสรุปเป็นขั้นตอนการลงมือทำนาและส่ง
คลิปวิดีโอการทำนาให้ครูผู้รับผิดชอบ ซึ่งการจัดกิจกรรมดังกล่าวผู้เรียนสามารถนำไปปรับใช้ในการประกอบ
อาชีพได้ นอกจากนี้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะวิชาการผ่านโครงการค่ายวิชาการ เช่น กิจกรรมค่าย
วิทยาศาสตร์ ให้ผเู้ รยี นออกสำรวจพืชมดี อกและพชื ไมม่ ดี อกและจัดทำคลิปวดิ ีโอสง่ ครู กจิ กรรมคา่ ยภาษาไทย ให้
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หน้า 54
ผู้เรียนคัดสรรบทร้อยกรอง ฝึกอ่านให้คล่องและจัดทำคลิปส่งครู กิจกรรมค่ายภาษาอังกฤษ มีการแสดงบทบาท
สมมติ (Role Play) ใหผ้ ู้เรียนฝึกสนทนา ฝึกแต่งประโยคทใี่ ชส้ ่อื สารในชวี ิตประจำวนั ตามสถานการณต์ ่าง ๆ อย่าง
ง่าย ดำเนินการเป็นกลุ่ม ๆ ละ 2 คน จัดทำคลิปวิดีโอส่งครู กิจกรรมค่ายคณิตศาสตร์ โดยให้ผู้เรียนท่องสูตรคูณ
และอัดคลิปวิดีโอส่งครูผู้รับผิดชอบในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นล้วนส่งเสริม
ความสามารถทางวิชาการที่หลากหลายฝึกผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติจริง ครูมีการ
จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แบบ (Active learning) มีการผลิตสื่อใบความรู้ ใบงานที่เอื้อต่อการเรียนแบบ
On-hand, on-demand, online และ on-wisdom เนน้ ใหผ้ ู้เรยี นสามารถนำประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ได้
2. ใชส้ ื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศและแหลง่ เรยี นรทู้ ่ีเอ้ือตอ่ การเรยี นรู้
โรงเรียนมีการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศเป็นหมวดหมู่และเป็นปัจจุบันพร้อมใช้งาน ครูมีการผลิตสื่อ
นวัตกรรมและสามารถจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ใช้อินเตอร์ในการสืบค้นข้อมูล เช่น
การใชส้ ่ือทำมอื เพ่ือใหเ้ กิดการเรียนรู้ การใช้ส่อื เทคโนโลยเี พื่อเขา้ ถงึ ข้อมลู ได้อย่างรวดเรว็ โดยผ่านอินเตอร์เน็ต มี
การใชส้ อื่ ICT, DLTV สื่อมัลติมิเดีย สอื่ ผา่ นสมารท์ โฟน การใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ตา่ ง ๆ เช่น google meet ,
zoom, line meeting เป็นต้น ในการจัดการเรียนการสอน และครูได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนจากแหล่ง
เรยี นรู้ในโรงเรยี น เช่น ห้องสมุด หอ้ งวิทยาศาสตร์ สนามเด็กเล่น สนามกีฬาเอนกประสงค์ โรงเรือนเพาะชำและ
แปลงเกษตร และมีการนำนักเรียนไปศึกษาแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนของ
นายมะบ๊ะ โต๊ะเฮง เพื่อศึกษาการทำนา การเลี้ยงปลาดุก และการเพาะเห็ดนางฟ้า สอดคล้องกับโครงการ
วิถีพอเพียง (กิจกรรมชาวนาน้อย) เพื่อสร้างประสบการณแ์ ละโอกาสทางการเรียนรู้ให้แกผ่ ู้เรียนอย่างหลากหลาย
นอกจากนี้ทางโรงเรียนได้เชิญครูภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเ รียนการสอนให้แก่
ผู้เรียนอย่างต่อเนื่องในรูปแบบการจัดทำ VDO ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนเพื่อเป็นทางเลือกในการใช้เวลาว่างให้
เกิดประโยชนส์ ูงสุด
3. มีการบริหารจัดการชั้นเรียนเชงิ บวก
โรงเรียนบ้านปาโจจัดกิจกรรมประชุมผู้ปกครองอย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง เพื่อพบปะแลกเปลี่ยน
ความคดิ เหน็ และแนวทางในการพัฒนาการศึกษาและสร้างความสมั พันธ์อนั ดีระหว่างโรงเรียน ครู ผู้ปกครองและ
ชุมชน กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน ภาคเรียนละ 1 ครั้ง กิจกรรมดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบและมี
ประสิทธิภาพ ครูได้รู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล ครูเข้าใจผู้เรียนและสภาพครอบครัวของผู้เรียนรายบุคคลส่งผลให้
ครูรักผู้เรียน ผู้เรียนรักครู ผู้เรียนเรียนรูอ้ ย่างมีความสุข ผู้ปกครองมีความเข้าใจและใหค้ วามร่วมมือในการพัฒนา
การศึกษาของโรงเรียนอย่างดี ตลอดจนมีการบริหารจัดการชั้นเรียนตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า
2019 อย่างเคร่งครดั เชน่ จุดลา้ งมอื ดว้ ยเจลแอลกอฮอล์ จุดวัดไข้ การจัดโตะ๊ ในชัน้ เรียนโดยเวน้ ระยะห่างและจัด
โต๊ะเรียนไม่เกิน 25 คน/ชั้นเรียน เพื่อลดความแออัดและเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส
โคโรน่า 2019 มีการให้ผู้เรียนสวมหน้ากากทุกครั้งเมื่อมาติดต่องานที่โรงเรียน เช่น ในวันรับ - ส่งใบงาน การรับ
มอบเงินค่าอาหารกลางวัน ครูมีการจัดมุมความรู้ประสบการณ์ในห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระการ
เรียนรู้และมีการอัพเดทข้อมูลเป็นปัจจุบันทุกภาคเรยี น โดยครูประจำช้ันมีการจัดชั้นเรียนเทอมละ 1 ครั้ง โดยมี
การจัดครบทุกสาระการเรียนรู้ เพื่อเป็นความรู้เสริมให้ผู้เรียนสนใจและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม มีการจัดทำป้าย
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2564 หน้า 55
นิเทศต่างๆ มีมุมแสดงผลงานของผู้เรียนเพื่อการเป็นสะท้อนกลับถึงสิ่งที่ผู้เรียนได้ลงมือทำ ครูเล็งเห็นว่า
บรรยากาศทีส่ นบั สนุนการเรียนรู้ทส่ี ร้างความรสู้ ึกมคี วามสขุ ผ่อนคลาย ไมเ่ คร่งเครียด ปลอดภัย โดยครูมีการดูแล
สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน กับครู
และสิ่งแวดล้อม ครูมีการบริหารจัดการชั้นเรียนด้านสังคมเชิงบวกผ่านกลุ่มไลน์ชั้นเรียนของแต่ละชั้นเรียนเป็น
เรื่องที่ควบคู่กันที่จะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนมีค่าการพัฒนาท่ีสูงขึ้นได้ ดังนั้นการจัดบรรยากาศที่เหมาะสม
จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน เพราะการเรียนท่ามกลางบรรยากาศที่มีความสุข ผู้เรียนจะเกิด
ความรู้สกึ ผ่อนคลายไมก่ ดดัน ทำให้เกดิ การเรยี นร้ไู ด้งา่ ยและมปี ระสทิ ธภิ าพ
4. ตรวจสอบและประเมินผู้เรยี นอย่างเปน็ ระบบและนำผลมาพฒั นาผเู้ รยี น
สถานศึกษามีการกำหนดให้ครูผู้สอนศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุลคลโดยใช้ข้อมูลอย่างหลากหลาย
และเป็นข้อมูลจริง และนำผลการศึกษามาพัฒนานักเรียน ครูผู้สอนกำหนดให้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดย
เนน้ ผูเ้ รียนเปน็ สำคัญเนน้ ใหน้ ักเรยี นได้คดิ วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติจริง โดยใชแ้ หล่งเรยี นรู้ท่ีหลากหลายรวมทั้ง
ส่งเสริมให้มีการบรูณาการการเรียนรู้กับกลุ่มวิชาอื่น ๆ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นตามสภาพแวดล้อม มีการส่งเสริม
และสนับสนุนใหค้ รูทกุ คนใช้เทคโนโลยใี นการพัฒนาตนเอง อยา่ งสม่ำเสมอ และนำเทคโนโลยีมช่วยสนับสนุนการ
จัดการเรียนการสอน และการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ให้มีการวัดผลประเมินผลที่สอดคล้องกับสภาพการ
เรียนรู้ที่จัดให้นักเรียน โดยอิงพัฒนาการของนักเรียน และนำผลการประเมินมาพัฒนานักเรียนให้เกิดการพัฒนา
สูงสุดตามศักยภาพของนักเรียน ครูผู้สอนสนับสนุนให้มีการจัดสอนซ่อมเสริมให้แก่นักเรียนที่มีข้อบกพร่อง
ทางการเรียนรวมทั้งส่งเสริม ให้มีการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน หรือแก้ไขปัญหาการ
เรียนรู้ของนักเรียนรายกลุ่ม หรือรายบุคคลส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ดำเนินโครงการและ
กิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือพฒั นานกั เรยี นอยา่ งสมำ่ เสมอ
ครูผู้สอนนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล การจัดทำแผนการประเมินผลรายวิชาโดยการ
กำหนดอัตราส่วนน้ำหนักของคะแนนด้านความรู้ (Knowlage) ด้านทักษะกระบวนการ (Process) และด้าน
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Adtitude) โดยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์การประเมินผลงาน ภาระ
งาน/ชิ้นงานร่วมกับครูผู้สอน เพื่อนำไปสู้กิจกรรมการเรียนการสอน มีการวัดและประเมินผลก่อนเรียน ระหว่าง
เรียน มีการทำกิจกรรมซ่อมเสริมในส่วนเนือ้ หาที่บกพร่องให้ผา่ นเกณฑ์ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้มีการทำรายงานวิจยั
ในชั้นเรียนเพื่อหาข้อบกพร่องของผู้เรียนและการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนของครูเมือสิ้นสุด การเรียนการ
สอนในแต่ละหน่วยการเรยี นร้นู ้ันมีการวัดและประเมนิ ผลเรียนหลังเรยี น ครูผ้สู อนมกี ารสรุป ประเมินผลการเรียน
เมือสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในภาคเรียนนั้น และดำเนินการตัดสินผลการเรียนรู้ตามหลักการวัด
และประเมินผล รายงานผลการเรียนและความกา้ วหน้าในการเรียนให้กับผู้เรียน ผปู้ กครองผเู้ รยี นตอ่ ไป ครูผู้สอน
ใช้เครื่องมือวัดและประเมินผลที่หลากหลายโดยเน้น กระบวนการ คิดได้ปฏิบัติจริง ใช้แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
ให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ จากสื่อเทคโนโลยีด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดบรรยากาศ
สภาพแวดล้อมทเอื้อต่อการเรียนรู้มีส่วนร่วมในการกำหนด เกณฑ์การประเมินผล ครูผู้สอนมีการสอนซ่อมเสริม
ผู้เรียนท่ีมขี ้อบกพรอ่ ง ทางการเรยี นรรู้ วมท้ังส่งเสริมในการทำวิจัยในชัน้ เรียน
รายงานการประเมินตนเอง ระดับการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน ปีการศึกษา 2564 หนา้ 56
5. มีการแลกเปลีย่ นเรยี นรูแ้ ละให้ข้อมลู สะท้อนกลบั เพ่ือพฒั นาและปรบั ปรุงการจัดการเรยี นรู้
สถานศึกษากำหนดให้ครูผู้สอนได้รับการนิเทศการจัดการเรียนรู้การเรียนการสอน มีกิจกรรมชุมชนแหง่
การเรียนรูท้ างวชิ าการ และวชิ าชีพทหี่ ลากหลาย (PLC) มกี ารนำหลักสตู รมาปรับปรงุ เนื้อหาให้มคี วามหลากหลาย
ทนั สมยั อยเู่ สมอบรูณาการอาเซียนและไดม้ าตรฐานสากลมีภาระงาน ชนิ้ งาน จดั ทำหน่วย ปรบั โครงสร้างแห่งการ
เรียนรู้ กำหนดสัดส่วนคะแนนแต่ละหน่วย กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สอดคล้องกับหน่วยหน่วยการ
เรียนรู้ ครูสร้างโอกาสและสถาณ์การจริงที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนทักษะปฏิบัติจริงแบบมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบได้ลงมือปฏิบัติจริงตลอดตนสรุปผลความรู้ และหาคำตอบด้วยตนเองเน้นทักษะการคิด การอ่าน การ
เขียน เช่น การเรียนรู้ด้วยโครงงาน มีชุมนุม ชมรมรักการอ่าน การเขียน สถานศึกษามีการจัดการแข่งขันทักษะ
ทางวิชาการ เนื่องจากสถาณ์การการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19 มีการระบาดอย่างต่อเนื่องทางสถานศึกษาจงึ
ได้จัดกิจกรรมขึ้นในรูปแบบออนไลน์ Online , Zoom , Google Meet , Google Form (A) ครูผู้สอนมีการ
พบปะ พ่อ-แม่ ผู้ปกครองนักเรียนในรูปแบบออนไลน์ Online , Zoom เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบให้ข้อมูล
สะท้อนกลับเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของผู้เรียนรายบุคคลครูผู้สอนมีการใช้สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยี ภูมิปัญญา
ทอ้ งถนิ่ มีการประเมินคณุ ภาพประสิทธิภาพของการใชส้ ื่อการสอน ครูทุกคนมีการวจิ ยั ในชั้นเรียน ปีการศึกษาละ
1 เร่ือง ครูผู้สอนมีการพัฒนาเพิ่มพูนความรู้ของตนเองอยู่ตลอดเวลาในแบบรูปแบบออนไลน์ Online , Zoom ,
Google Meet มีการและเปล่ียนเรียนรู้ระหว่างผู้สอนด้วยกัน และระหว่างโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายเพือ่ ปรับปรงุ
การเรยี นรู้ของตนเองอยา่ งต่อเน่ือง
3.ผลการดำเนนิ งาน
จากทสี่ ถานศึกษาได้ดำเนินการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ของผเู้ รียนผา่ นกระบวนการจัดการเรยี นการสอนที่
เน้นผ้เู รยี นเป็นสำคัญภายใต้สถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโรคตดิ เช้อื โคโรน่า 2019 ซึ่งผลการดำเนนิ งานเปน็ ไป
ในลักษณะดังน้ี
1. จัดการเรยี นรู้ผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติจรงิ และสามารถนำไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตได้
ครูมีการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning มีการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ
กระบวนการคิดในทุกกลุ่มสาระ ครูมีการผลิตสื่อใบความรู้ ใบงานที่เอื้อต่อการเรียนแบบ On-hand,
on-demand, online และ on-wisdom และส่งผลทำให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ตามความถนัดและ
ความสนใจส่งเสริมผู้เรียนให้มกี ารพัฒนาตนเองตามศกั ยภาพของตนเองผา่ นกิจกรรมค่ายวิชาการและการจัดการ
เรียนการสอนท่ีจัดขึ้นอย่างหลากหลายในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ มีการใช้สื่อเทคโนโลยีแสวงหาความรู้อย่าง
ตอ่ เน่ืองทันกบั ความเปลีย่ นแปลงในสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโรคไวรสั โคโรนา่ 2019 และสามารถนำความรู้
และทกั ษะทีไ่ ด้รบั ไปใชใ้ นชวี ิตได้
2. ใช้สอื่ เทคโนโลยสี ารสนเทศและแหลง่ เรียนรทู้ ่ีเอ้อื ตอ่ การเรียนรู้
ครูทุกท่านมีการใชส้ อื่ เทคโนโลยี ในกระบวนการสอนเป็นสว่ นใหญ่เน่ืองจากโรงเรียนจัดสภาพแวดล้อมที่
เอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีของครู โดยโรงเรียนมีการติดตั้งเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง มีโทรทัศน์และ
โน๊ตบุ๊คใช้ครบทุกห้องเรียน โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคระบาด Covid -19 จึงเป็นเรื่องที่ดีที่โรงเรียนมีการ
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หนา้ 57
อำนวยความสะดวกในการใช้สื่อเทคโนโลยีของครูทำให้ครูเกิดการจัดรูปแบบการเรียนการสอนได้อย่าง
หลากหลายและส่งผลให้ผู้เรียนมีความตั้งใจในการเรียนมากขึ้นและทำให้ผล O-NET วิชาคณิตศาสตร์ และวิชา
ภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.27 และ 3.17 ตามลำดับ, RT ป.1 และ NT ป.3 มีคะแนนเพิ่มสูงขึ้น จะเห็นได้วา่
ครูมีการใช้ส่ือเทคโนโลยีสารสนเทศและแหล่งเรียนรู้รวมท้ังภูมปิ ัญญาท้องถิ่นที่เอื้อต่อการเรียนรู้โดยสร้างโอกาส
ให้นกั เรยี นไดแ้ สวงหาความรู้ด้วยตนเองเพ่ิมมากขึน้ เร่ือยๆ ทุกปกี ารศกึ ษา ผู้เรียนมคี วามรคู้ วามสามารถในการใช้
คอมพิวเตอร์โปรแกรมต่าง ๆ ที่กำหนด สามารถใช้อินเตอร์เน็ตในการสืบค้นข้อมูล และใช้ Social network ใน
การติดต่อสือ่ สารได้เปน็ อยา่ งดี
3. มีการบรหิ ารจัดการช้ันเรยี นเชิงบวก
ครูมีการสร้างบรรยากาศเชิงบวกในชั้นเรียน เช่น การจัดห้องเรียนที่เปรียบเสมือนแหล่งเรียนรู้ที่มี
คณุ ภาพปีการศึกษาละ 2 ครั้ง ห้องเรยี นมีความน่าสนใจและดึงดดู ความสนใจของผู้เรยี น ห้องเรียนสะอาดเอ้ือต่อ
การเรียนรู้ มีบอร์ดสารสนเทศที่ชัดเจนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้และบอร์ดนิทรรศการที่มีความน่าสนใจแก่ผู้เรียน
ผู้เรียนมีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ (Active learning) ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกรักและมีความสุขในการ
เรียนรู้ มีการนิเทศติดตามภาคเรียนละ 2 ครั้ง ส่งผลให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และส่งผลต่อ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์มีค่าพัฒนาที่สูงข้ึน
ผ้เู รยี นมคี วามปลอดภัยจากโรคติดเช้ือไวรัสโคโรน่า 2019 ด้วยมาตรการต่าง ๆ ทีร่ ัดกุมของช้ันเรยี นอีกทั้งยังทำให้
บรรยากาศการเรียนรเู้ ปน็ บรรยากาศท่สี ่งเสรมิ การเรยี นรู้ท่ีมีประสิทธิภาพ
4. ตรวจสอบและประเมินผ้เู รียนอย่างเปน็ ระบบและนำผลมาพฒั นาผเู้ รียน
ครผู ้สู อนมีการจดั กระบวนการเรียนการสอนที่เนน้ ผู้เรียนเปน็ สำคญั มกี ารตรวจสอบและประเมินผู้เรยี นอย่าง
เปน็ ระบบและนำผลมาพัฒนาผเู้ รยี น ซง่ึ ครูได้มกี ารศกึ ษาและจัดทำหลักสตู รของสถานศึกษาตามมาตรฐาน สาระ
การเรยี นรู้ และตามตวั ชวี้ ดั ฯ ทำใหค้ รูมีการจัดทำแผนการจดั การเรียนรขู้ นึ้ มาใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอน โดย
ได้เน้นการปฏบิ ัติผ่านกระบวนการคดิ ปฏบิ ัตจิ รงิ ครูใชเ้ ครอื่ งมอื และวธิ กี ารวัดและประเมนิ เชน่ แบบวัดและ
ประเมินผลตวั ชีว้ ัดแตล่ ะวชิ า แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ แบบประเมนิ การอา่ น การเขียน การคิด
วเิ คราะห์ แบบประเมนิ สมรรถนะท่ีสำคัญของผ้เู รยี น โดยในแต่ละปจี ะมีการสอบวดั ผลระหวา่ งภาคเรียน และ
สอบวัดผลปลายปี ทำใหผ้ ู้สอนได้นำข้อมลู มาวิเคราะหแ์ ละมาพัฒนาปรบั ปรงุ การจัดการเรยี นรู้ตอ่ ไป
5. มกี ารแลกเปลี่ยนเรียนร้แู ละใหข้ ้อมลู สะท้อนกลับเพื่อพัฒนาและปรบั ปรงุ การจัดการเรยี นรู้
สถานศึกษาได้ดำเนินการส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยการดำเนินงาน
พัฒนาหลกั สตู ร การประชมุ ปฏบิ ัติการ การปรบั ปรงุ หลักสูตรสถานศกึ ษาเพ่ือการพฒั นาส่ปู ระชาคมอาเซยี นและ
มาตรฐานสากล มีการบูรณาการ ภาระงาน ชิ้นงาน โดยทกุ ระดับช้นั ปรบั โครงสร้างรายวิชา หน่วยการเรียนรู้
สัดส่วนคะแนนแต่ละหน่วย กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ สนับสนุนให้ค รู
จัดการเรียนการสอนที่สร้างโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริงจนสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง
จัดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการคิด เช่น จัดการเรียนรู้ด้วยโครงงาน มีการจัดป้ายนิเทศ และบรรยากาศ
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศึกษาขั้นพนื้ ฐาน ปีการศึกษา 2564 หน้า 58
ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งภายในห้องเรียน และนอกห้องเรียน ครูใช้สื่อการเรียนการสอนนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของสื่อการสอนที่ใช้ มีการนิเทศติดตามการจัดการ
เรียนการสอน ครูทุกคนจัดทำวิจัยในชั้นเรียนปีการศึกษาละ 1 เรื่อง ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ข้อมูล
สะท้อนกลบั เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการจดั การเรียนร้อู ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
4.จุดเด่น
1.ครจู ดั ทำแผนการจดั การเรียนรู้ที่สอดแทรกกระบวนการคิด จดั ปา้ ยนเิ ทศและบรรยากาศในห้องเรียนที่
เอ้ือต่อการจัดการเรียนรู้ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคตดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรนา่ 2019
2.ครูมีการใช้สื่อในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตอบสนองผู้เรียนรายบุคคลทั้งใน
รูปแบบ on-hand, online, on-demand และ on-wisdom โดยครูจัดทำสื่อการเรียนรู้ขึ้นเอง รวมทั้งนำสื่อที่มี
อยู่รอบตัวมาใช้ในการเรยี นรู้ท่ีหลากหลาย มีการใชส้ ือ่ เทคโนโลยสี ารสนเทศ และแหล่งเรียนรใู้ นชุมชนเพอื่ สง่ เสริม
ให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีคุณค่า กระตุน้ ให้ผูเ้ รียนรู้จักวิธีการแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรู้อยา่ งกวา้ งขวางและ
ตอ่ เน่อื งตลอดเวลา
3.ครูมีการบริหารจัดการชั้นเรียนด้านสังคมเชิงบวก ให้ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ผ่าน
กระบวนการกลุ่ม มีการคดิ แก้ปญั หาร่วมกนั สง่ ผลใหผ้ ้เู รยี นยอมรบั ข้อคดิ เหน็ ของผ้อู ืน่ และสามารถอยรู่ ว่ มกับผอู้ ่นื
ได้อยา่ งมีความสุข
4.ครูรว่ มกนั วางแผนและออกแบบการวดั ผลประเมินผลเพอ่ื ตรวจสอบ และประเมนิ ผ้เู รียนอย่างมีขั้นตอน
และใช้เคร่อื งมอื วธิ กี ารวดั และประเมินผลท่ีเหมาะสมกบั ผ้เู รยี น พร้อมทงั้ นำผลไปใช้พัฒนาการเรยี นรขู้ องผู้เรยี น
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
5.ครูมีความตั้งใจ มุ่งมั่นในการพัฒนาการสอน โดยจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่เน้นทักษะ
กระบวนการคิดได้ปฏิบัติจริง มีการให้วิธีการและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ จากส่ือ
เทคโนโลยีทที่ ันสมยั ด้วยตนเองอยา่ งต่อเน่อื งผา่ นแอพลเิ คชน้ั ต่าง ๆ เชน่ youtube, google, DLTV เปน็ ตน้
5.จุดท่ีควรพัฒนา
1.ครูควรมีการศึกษาผู้เรียนเป็นรายบุคคลพร้อมกับทำวิจัยชั้นเรียนเพื่อนำข้อมูลสะท้อนกลับไปพัฒนา
ส่งเสริมผู้เรียนให้มีคุณภาพทางการเรียนที่สูงขึ้นดำเนินการวิจัยและนำผลการวิจัยชั้นเรียนพัฒนาผู้เรียนให้
ครอบคลุมตรงจุดที่ต้องแก้ใขประเมินและปรับปรุงพร้อมออกแบบการจัดก ารเรียนรู้ของผู้เรียนได้ตรงกับผู้เรียน
มากท่สี ุด แลกเปลีย่ นเรยี นรู้และประสบการณต์ รงท่ไี ดจ้ ากการปฏิบัติจริงและเผยแพร่ผ่านช่องทางท่หี ลากหลาย
2.ครูควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาที่หลากหลายและทันสมัย
ตลอดเวลา เพื่อสามารถนำไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้มีผลสัมฤทธ์ิที่สูงขึ้นและตอบสนองความสนใจ
ของผู้เรยี นท้งั ยงั เป็นการกระตุ้นใหผ้ ู้เรียนรู้จักใชส้ ื่อเทคโนโลยสี ารสนเทศในการเรียนรู้ควบคู่กันดว้ ย
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หน้า 59
3.ควรดำเนินการนิเทศภายในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบตามปฏิทินที่วางไว้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน
เรียนรแู้ ละใหค้ วามช่วยเหลือครูทงั้ ในด้านการจดั การเรียนการสอนและการจดั บรรยากาศชน้ั เรียนภายใต้การแพร่
ระบาดของโรคตดิ เช้อื ไวรัสโคโรนา่ 2019 ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพสูงสดุ
6.แผนการยกระดับคณุ ภาพให้สูงขึน้
1. จัดทำ PLC วิเคราะห์ผู้เรียนและครูอย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มีการดำเนินการ
วิจยั ใหเ้ ป็นขนั้ ตอนและเผยแพรอ่ ยา่ งเป็นรูปธรรม
2. จัดทำโครงการอบรมหรือให้ความรู้ครูให้มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านสาขาวิชาชีพและเทคโนโลยีที่
ทันสมัยเป็นประจำทุกภาคเรียน อย่างน้อยภาคเรียนละ 2 ครั้ง เพื่อสนับสนุนใหเ้ กดิ ผลสัมฤทธิ์ทีส่ ูงขึ้นของผู้เรียน
อย่างแทจ้ รงิ
3. จัดทำโครงการนิเทศภายในให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า
2019
7.แหลง่ ข้อมูล/หลกั ฐาน
1.แผนปฏบิ ตั กิ ารประจำปี
2.รายงานโครงการพัฒนาบคุ ลากร
3.รายงานโครงการผลติ สอื่ และนวตั กรรม
4.รายงานโครงการนิเทศภายใน
5.รายงานโครงการคา่ ยวชิ าการ 4 กลมุ่ สาระฯ
6.รายงานโครงการยกระดับผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
7.บันทึกการศึกษาแหลง่ เรยี นรภู้ ายในและภายนอกสถานศึกษา
8.(Best Practice) กิจกรรมชาวนานอ้ ย
9.แบบบันทกึ การดำเนินงาน (PLC)
10.ปพ.5
11.แบบบันทกึ ตัวชวี้ ดั คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะฯ การอ่าน คดิ วิเคราะห์และเขียน
12.บันทกึ การส่งแผนการจัดการเรียนรู้
13.วจิ ัยในช้นั เรยี น
รายงานการประเมินตนเอง ระดับการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หน้า 60
สว่ นท่ี 3
วธิ ีการปฏบิ ัติทีด่ ี/นวตั กรรมในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา
(Best practice) ด้านผู้เรยี น
1.ชอื่ วธิ กี ารปฏบิ ตั ทิ ด่ี ี / นวัตกรรม
กจิ กรรมชาวนาตวั น้อย
2. สภาพความจำเป็นในการแก้ปญั หา
อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคน เพราะกา ร
รบั ประทานอาหารอย่างเพยี งพอและมคี ุณคา่ ทางโภชนาการน้ัน ช่วยใหม้ นษุ ยม์ ีสุขภาพสมบูรณ์ รา่ งกายแข็งแรง
มภี มู ติ ้านทานโรค เมอ่ื สุขภาพพลานามัยสมบรู ณ์แข็งแรง ยอ่ มส่งผลต่อพัฒนาการทางดา้ นร่างกาย และจิตใจให้
ดีขึ้น สามารถทำกิจกรรมและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่โดยอาหารที่ถือว่าเป็นอาหารหลักสำคัญของคนไทยก็คือ
“ข้าว”ซึ่งเป็นพืชที่มีความพิถีพิถันตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก การดูแล การเก็บเกี่ยว พื้นที่ปลูกข้าวนั้นเรียกกันว่า
“นาข้าว” และผู้ประกอบอาชีพปลูกข้าวเรียกว่า “ชาวนา” ซึ่งในชุมชนหมู่บ้านปาโจยังมีการทำนา ปลูกข้าว
ด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมอยู่บ้างแต่นับว่าเริ่มลดน้อยลงเมื่อเทียบกับในอดตี เพราะมีการนำเครื่องมือที่ทันสมัยมา
ใช้ เพื่อประหยัดเวลา ลดการใช้แรงงานคน ทำให้เด็กเยาวชนรุ่นใหม่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการและ
กรรมวิธีทำนาแบบดั้งเดิม รวมถึงไม่ค่อยรู้จักอาชีพชาวนาเท่าที่ควรและด้วยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้กิจกรรมต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการจัดการเรียนการ
สอนในโรงเรียนในรูปแบบปกติ (on-site) อาจเป็นผลทำให้การเรียนรู้ในด้านวิชาการของผู้เรียนลดน้อยลง
แต่อย่างไรก็ดีในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ถือเป็นวิกฤติที่สร้างโอกาสทางเรียนรู้ให้
ผูเ้ รยี นได้เรยี นรู้ผา่ นประสบการณ์ เกดิ การเรียนร้แู บบ Learning By Doing มากข้นึ โดยไมจ่ ำเป็นจะตอ้ งเรียนใน
ห้องเรียน แต่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองจากแหลง่ การเรียนรู้รอบตวั มีบ้าน ชุมชน เป็นห้องเรียน มีผู้รู้/ ปราชญ์
ชาวบ้านเป็นครูผู้ให้ความรู้ นับเป็นการเรียนรู้วิชาชีวิตมากกว่าวิชาการ ซึ่งการที่ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วย
ตนเองจะเป็นความรู้ที่คงทนและเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในชีวิตจริงของตัวผู้เรียนเอง
โรงเรียนบ้านปาโจจึงจัดกิจกรรม “ชาวนาตัวน้อย” ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสใช้เวลาการ
เรียนร้ใู นช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเช้ือไวรัสโควดิ -19 ไดเ้ รยี นรู้กรรมวิธี ขั้นตอนการปลูกข้าว การเก็บ
เกี่ยวข้าว และได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ผ่านนาข้าวในหมู่บ้านที่เป็นห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ และมี
ปราชญ์ชาวบ้านเป็นครผู ู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ตรง และส่งเสริมให้ผู้เรียน
เกิดการเรียนรู้พื้นฐานในการผลิตอาหารบริโภคเอง จะทำให้สามารถพ่ึงตนเองด้านอาหารได้ และเห็น
ความสำคัญของข้าวและอาชีพชาวนาซึ่งถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ สิ่งสำคัญที่ตามมาคือจะทำให้ผู้เรียน
เกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความภูมิใจในท้องถิ่นและความเป็นไทย โดยนำผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 61
4-6 ไปเรียนรู้ขั้นตอนการทำนาปลูกข้าว ตั้งแต่การสร้างพื้นฐานความเข้าใจเก่ียวกบั นาข้าว การถอนกล้า ดำนา
ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวข้าว เพื่อตอบสนองแนวคิดที่ว่า “การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียน แต่อยู่ใน
ส่ิงแวดลอ้ มรอบๆตวั เราเสมอ”
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อให้ผู้เรยี นมีความรคู้ วามเข้าใจเกย่ี วกับขน้ั ตอนการทำนา
2. เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นตระหนกั และเหน็ ความสำคญั ของข้าวและอาชพี ชาวนาและมสี ่วนร่วมในการอนรุ กั ษ์
วธิ ีการทำนาแบบดง้ั เดิม
3. เพื่อใหผ้ ู้เรยี นเกิดความภมู ใิ จในท้องถิ่นและเห็นความสำคญั ของแหล่งเรียนรู้ในชุมชนของตนเอง
4. เพอ่ื ส่งเสรมิ ให้ผเู้ รียนเกิดการเรยี นรผู้ า่ นประสบการณต์ รงผา่ นแหลง่ การเรียนรู้และผู้ร้ใู นทอ้ งถิน่
หลกั การ / แนวคดิ /ทฤษฎี
1.วัฒนธรรมการทำนา
“ขา้ ว”เป็นอาหารหลกั ของคนไทยมาช้านานแลว้ เชือ่ กนั วา่ เรมิ่ ปลกู ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
(ภาคอีสาน) โดยประเทศไทยเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออก และไมไ่ ดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากทใี่ ด เหน็ ไดจ้ ากหลักฐาน
ทางโบราณคดที ่ีตำบลบ้านเชยี ง จังหวัดอดุ รธานี ซ่ึงพบซากของเมลด็ ขา้ วโรยอยรู่ อบๆ โครงกระดูกที่มีอายรุ าว
5,600 ปี นอกจากนยี้ ังพบเมล็ดข้าวท่ีถ้ำปงุ ฮงุ จงั หวดั แมฮ่ ่องสอน ทีแ่ สดงใหเ้ ห็นว่ามีการปลูกข้าวบริเวณน้ีมานาน
กว่า 5,400 ปีมาแลว้ ในระยะแรกเรมิ่ ของการปลูกขา้ ว สันนิษฐานวา่ น่าจะเปน็ การปลูก “แบบเล่ือนลอย” คือในแต่
ละปีหรือสองปีจะมกี ารปลกู ขา้ วโดยอาศัยนำ้ จากธรรมชาติและความอดุ มสมบรู ณข์ องดนิ ทเ่ี หมาะสม โดยใชเ้ มล็ด
ข้าวหวา่ นลงไปในดนิ เมือ่ ปลูกได้ปี หรอื สองปีก็ยา้ ยท่ีปลกู ใหม่ไปเรอ่ื ยๆ เนือ่ งจากดนิ จะขาดความอุดมสมบรู ณ์
เปน็ เช่นนวี้ นเวียนไปรอบๆ ท่ีอยอู่ าศัย หลงั จากนั้นประมาณ 3,600 – 2,500 ปีมาแล้ว ไดม้ กี ารพัฒนาดา้ น
เครื่องมอื เครื่องใช้ และรูจ้ กั ใชแ้ รงงานสัตวใ์ นการไถพรวน โดยเปล่ยี นมาสู่ “ระบบทดน้ำ” ท่ใี หผ้ ลผลิตสงู กวา่
ระยะแรก ซ่งึ พบหลกั ฐานประเภทเคร่ืองเกย่ี ว คล้ายเคียว หรอื ขอเกี่ยวในการเก็บข้าว ตอ่ มาประมาณ 3,000 –
2,300 ปมี าแลว้ มีหลักฐานทีแ่ สดงใหเ้ ห็นวา่ ชาวบ้านเชยี งรู้จกั การ “ดำนา” ปลกู ข้าว เพราะพบหลักฐานรปู ปนั้
ควายและโครงกระดกู สัตว์ทใ่ี ช้เป็นแรงงาน นอกจากน้ยี งั มีภาพเขยี นสีบนผนังหนิ บรเิ วณผาหมอนน้อย ตำบลหว้ ย
ไผ่ จงั หวดั อบุ ลราชธานี แสดงการเพาะปลกู ธัญพชื ชนดิ หนึ่ง ดูเหมือนขา้ วแบบนาเมือง ลกั ษณะของตน้ ขา้ วเขียน
ง่ายๆ ดว้ ยสแี ดงขีดเรยี งเป็นกอๆ อย่างเป็นระเบียบ ซึง่ รูปลักษณ์ และความนิยมของขา้ วในแต่ละพุทธศตวรรษ ก็มี
ลกั ษณะเปล่ยี นไป เช่น ในพทุ ธศตวรรษท่ี 16 มขี ้าวเมลด็ ปอ้ มมากรองลงมาเป็นข้าวเมลด็ ใหญ่ ในพุทธศตวรรษท่ี
16 – 20 ยงั มขี า้ วเมลด็ ป้อมอยู่ แต่ข้าวเมล็ดเรยี วกลับมีการปลกู มากขน้ึ ทวั่ ประเทศ ส่วนขา้ วเมล็ดใหญก่ ็มจี ำนวน
ลดลง ในพทุ ธศตวรรษที่ 20 – 24 เปน็ ต้นมา ข้าวเมลด็ เรียวเปน็ ที่นิยมปลกู ในภาคกลาง สว่ นขา้ วเมลด็ ป้อมและ
เมลด็ ใหญ่กลบั ปลูกกันเฉพาะในภาคเหนอื และในตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ในสมัยโบราณนั้น คำวา่ “ข้าว” เรียกวา่
“เข้า” บางสำเนียงท้องถนิ่ ชาวอสี านกอ็ อกเสยี งว่า“เคา้ ” หรอื “เข่า” ซึ่งตามหลกั ฐานทางวฒั นธรรมน้นั ขา้ ว
เหนยี วหรือขา้ วน่ึง เป็นพนั ธข์ุ ้าวพ้ืนเมืองเกา่ แก่ของคนไทย แต่ข้าวเจา้ เป็นพนั ธ์ขุ า้ วจากต่างประเทศ ท่ีชนช้นั สงู
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน ปีการศกึ ษา 2564 หน้า 62
รับเข้ามาเพอื่ ปลูกบรโิ ภคในภายหลังจนเป็นทีน่ ิยมมากกวา่ ข้าวเหนียวในปัจจุบนั
ข้าวผกู พันกับคนไทยอยา่ งลกึ ซึง้ และยาวนานจนมีวฒั นธรรม ประเพณี และความเชอื่ หลายอย่างที่ตก
ทอดมาถงึ ทกุ วนั นี้ อาทิ ความเช่อื เร่อื ง “พระแม่โพสพ” ทีช่ าวนาเชื่อกนั ว่าเปน็ เทพธิดาทปี่ กปักษ์รกั ษาข้าว การ
เคารพบูชาจะทำให้ผลติ ผลอดุ มสมบูรณ์ มกี ารทำพธิ ี “แห่นางแมว” หรอื “บญุ บ้ังไฟ” เพื่อขอให้ฝนฟ้าตกต้องตาม
ฤดกู าล มีประเพณี“ลงแขกเกีย่ วขา้ ว” ท่ีแสดงถงึ ความสามคั คี ความมีนำ้ ใจ รว่ มแรงชว่ ยเหลือกันทง้ั หมบู่ า้ นเพอ่ื
ผลัดกนั เกบ็ เกีย่ วขา้ วให้ทนั ฤดกู าล ทำใหม้ ีการละเลน่ รอ้ งรำตา่ งๆ เกดิ ขน้ึ เชน่ เพลงเกี่ยวข้าว
เพลงเตน้ กำรำเคียว เพลงสงฟาง เพลงชกั กระดาน หรอื การเลน่ โยนครกโยนสาก และการเลน่ ลกู ชว่ ง เปน็ ตน้
นอกจากน้ี ยังมภี มู ิปัญญาของคนไทยท่เี กีย่ วขอ้ งกบั ขา้ วจำนวนมาก อาทิ พันธุข์ า้ ว ซงึ่ มีความหลากหลาย
ทางพนั ธกุ รรมสงู เชน่ พนั ธ์ขุ า้ วเบา ขา้ วกลาง ขา้ วหนัก ขา้ วไร่ ขา้ วขึน้ น้ำ ขา้ วเหนียวดำ ข้าวแดง เป็นต้น เหลา่ นี้
ล้วนถกู คดั เลือกเองจากชาวนาทงั้ สน้ิ ฉางข้าว ในภาคตา่ งๆ กจ็ ะมีความแตกตา่ งกนั ไปตามชนิดของวัสดใุ นทอ้ งถ่ิน
เชน่ ฉางขีค้ วายผสมโคลนและฟาง ฉางไม้ไผ่ขัดแตะ ฉางไม้ ฉางไม้สกั ฉางสังกะสี ไถ ท่ีทำดว้ ยไมเ้ กือบทั้งคัน
ปัจจุบนั ถกู แทนที่ด้วยเหลก็ และรถไถ ระหดั วดิ นำ้ และกังหนั นำ้ ของด้ังเดมิ ทำด้วยไมแ้ ละวัสดทุ อ้ งถิ่นท้งั สน้ิ แต่ถูก
แทนทด่ี ้วยเครื่องสูบนำ้ เกอื บหมดแลว้ โม่ และครกตำขา้ ว ใช้สำหรับสขี ้าว ฝาย หรอื ทำนบ ทำดว้ ยไม้ ดิน หนิ และ
วัสดุทอ้ งถนิ่ และแรงงานจากการลงแขก
จากขอ้ มลู ขา้ งต้นจะเหน็ ได้ว่า ขา้ วและอาชีพชาวนาเป็นสิ่งทีม่ คี วามผกู พนั กับวิถกี ารดำเนินชีวิตของคน
ไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงอยู่กระทงั่ ปัจจุบนั เพียงแค่ถูกใหค้ วามสำคญั ลดนอ้ ยลงไปเรื่อยๆ วัฒนธรรมท่ี
เก่ียวข้องกบั อาชีพชาวนาหากขาดการสบื สานตอ่ ก็จะหายไปกบั กาลเวลา จงึ มคี วามเปน็ อยา่ งยิง่ ที่จะตอ้ งมีการ
ถ่ายทอดวัฒนธรรมทดี่ งี ามเหลา่ น้ีให้คงอยู่ เพื่อสรา้ งให้เดก็ และเยาวชนรุน่ ใหมไ่ ด้มีความรกั และเกดิ ความรู้สึก
ภูมใิ จในภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิน่ ของตนเอง
2. ก า ร ส อ น โ ด ย ใ ช้ กิ จ ก ร ร ม ใ น แ ห ล่ ง ชุ ม ช น (The use of Community Activities)
การสอนที่ให้ผู้เรียนได้สัมผัสของจริงสถานการณ์จริงจากชมุชนหรือท้องถิ่นใกล้ๆบริเวณโรงเรียน โดย
ผู้เรียนได้ศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมตามที่ได้ร่วมกันวางแผนไว้ระหว่างครูและผู้เรียน เช่น ให้ได้สัมผัสกับบุคคล
สถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเรียนโดยใช้กิจกรรมการศึกษานอกสถานที่ การเชิญวิทยากรใน
ชุมชนหรือท้องถิ่นมาให้ความรู้ การสัมภาษณ์บุคคลที่เป็นแหล่งความรู้และ การนําวัสดุอุปกรณ์ในชุมชนหรือ
ท้องถนิ่ มาใช้ประกอบการสอน
จดุ มงุ่ หมาย
1. เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นเกิดความคุ้นเคยกบั สภาพแวดลอ้ มและปรับตวั เขา้ กับสภาพแวดลอ้ มในการ
ดำเนินชวี ติ ทดี่ ีในชุมชนตอ่ ไป
2. เพ่ือให้ผ้เู รยี นมีทักษะในการสงั เกต การศึกษาคน้ คว้าและสบื เสาะเพอื่ หาเหตุผลในการ
กระทําของประชากรแตล่ ะชุมชน
3. เพ่ือใหผ้ ูเ้ รียนไดเ้ ข้าใจในสภาพชวี ิตความเป็นอยู่ สภาพสังคม วัฒนธรรมของบุคคลในชุมชน
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 63
อนั จะทำให้เกดความเขา้ ใจที่ดซี งึ่ กนั และกนั องคนในชาติ
4. เพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนเช่ือมนั่ ในการเป็นเจ้าของชุมชน มีความรกั ถนิ่ ฐานและมงุ่ ม่ันที่จะพฒั นาชุมชน
ชนให้ดขี ้นึ
5. เพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนได้ลงมอื ศึกษาค้นควา้ หาความรู้โดยการกระทำจริง
บทบาทของครู
1. ครูจะต้องสำรวจแหลง่ ความรใู้ นชุมชนอยู่ กอ่ นทจี่ ะใช้แหลง่ ชมุ ชนในการเรียนการสอน
2. ครูจะต้องรว่ มวางแผนการใชก้ ิจกรรมในแหลง่ ชมุ ชนกับผู้เรียน
3. ครตู อ้ งเปน็ ผปู้ ระสานงานและอำนวยความสะดวกระหวา่ งโรงเรียนกับแหลง่ ชุมชน
ขน้ั ตอนในการสอน
1. ขนั้ นำเสนอ
เป็นขน้ั ที่ครแู ละผูเ้ รยี นรว่ มกันเสนอปญั หาหรือความตอ้ งการทจี่ ะแก้ปญั หาโดยใช้สื่อและวธิ กี ารตา่ งๆ
กระตุ้นเพอื่ นำไปสกู่ ารสอนโดยใช้กิจกรรมในแหล่งชุมชน
2. ข้นั กำหนดจดุ ประสงค์
ครแู ละผูเ้ รียนรว่ มกนั กำหนดปญั หา กิจกรรมและวัตถปุ ระสงค์ในการใช้กจิ กรรมในแหล่งชมุ ชน
3. ขั้นวางแผน
ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั วางแผนตามข้ันตอนดงั นี้
3.1 แบง่ กลุ่มศึกษาคน้ ควา้ เลอื กประธานและเลขานุการกลุ่ม
3.2 เตรียมคำถามและปญั หาให้สอดคล้องกับวตั ถุประสงค์
3.3 จัดวางกฎระเบยี บในการศกึ ษาโดยใช้กจิ กรรมในแหล่งชุมชน
3.4 วางแผนในเร่ืองวสั ดุอุปกรณใ์ นการสอน
3.5 วางแผนร่วมกับผเู้ กยี่ วขอ้ งในการสอนโดยใชก้ จิ กรรมในแหล่งชุมชน
3.6 วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาอปุ สรรคที่อาจจะเกดิ ข้นึ
4. ขัน้ ดำเนนิ งานเปน็ ขนั้ ท่ีปฏบิ ัตติ ามขั้นตอนท่ีวางแผนไว้
การเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรมในแหล่งชุมชน เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มี
โอกาสเรยี นรูแ้ ละเขา้ ใจบรบิ ท ความเปน็ อยู่ในท้องถ่ินหรือชุมชนของตนเอง ผ่านกิจกรรมที่ถอื เปน็ กจิ วตั รของผู้คน
ในชุมชนโดยมีปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ นับว่าเป็นรูปแบบการเรียนรู้ไม่จำกัดเวลา สถานที่ และ
ความรู้ที่ได้รับยังเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้เรียน กิจกรรมการสอนให้ผู้เรียนเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวนา รวมถึง
กระบวนการปลูกข้าว เป็นหนึ่งบทเรียนสำคัญที่ต้องเรียนรู้ผ่านแหล่งการเรียนรู้ในชุมชน ที่ต้องใช้นาข้าวเป็น
ห้องเรียนธรรมชาติ ถอื เป็นกจิ กรรมในท้องถิ่นท่ีควรถ่ายทอดต่อผเู้ รยี นท่เี ปน็ เดก็ และเยาวชนยคุ ใหม่เปน็ อย่างยงิ่
รายงานการประเมินตนเอง ระดับการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 64
3. ก า ร เ ร ี ย น แ บ บ ก า ร ส อ น แ บ บ เ ร ี ย น ร ู ้ ผ ่ า น ก า ร ล ง ม ื อ ท ำ ( Learning by doing )
สำหรับแนวคิดการเรียนแบบการสอนแบบ เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เป็นแนวคิดที่มาจาก จอห์น ดิวอี้
(John Dewey) นักปรัชญาชาวอเมริกัน ที่เชื่อว่า “มนุษย์จะต้องปรับตัวเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด” สิ่งแวดล้อมเป็น
เรื่องสำคัญและจะ ต้องนำไปใช้เป็นแนวคิดของการจดั การศึกษา ที่ต้องเน้นฝึกให้มนุษย์แก้ปัญหา เพื่อให้เกิดการ
เรียนรู้จากการกระทำ นอกจากนต้ี ้องไดฝ้ กึ ปฏบิ ตั ิ ฝกึ คดิ ฝึกลงมอื ทำ ฝกึ ทักษะกระบวนการตา่ ง ๆ
ประสบการณ์ที่มนษุ ยพ์ บหรอื เผชิญ มอี ยู่ 2 ประเภท ดังนี้
- ข้นั ปฐมภมู ิ เปน็ ประสบการณ์ทไ่ี มเ่ ปน็ ความรู้ หรอื ยังไม่ไดค้ ดิ แบบไตรต่ รอง
- ขัน้ ทตุ ิยภูมคิ อื ทเี่ ปน็ ความรูไ้ ดผ้ า่ นการคดิ ไตรต่ รองประสบการณ์ขัน้ แรกจะเป็นรากฐานของข้นั ทตุ ภิ ูมิ
ลกั ษณะหลักการทฤษฎีเรยี นผา่ นการลงมอื ทำ
ลักษณะสำคญั ของหลกั ทฤษฎี Learning by doing น้ันก็แปลไดต้ รงตวั ตามช่ือ คอื การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง
โดยการเรียนรู้ดว้ ยตนเองน้ีคอื การทผ่ี ู้เรยี นไดล้ งมอื ปฏบิ ัติ เกิดความสัมพันธ์โดยตรงกับสงิ่ ทต่ี ้องการเรียนรู้ โดย
ผูเ้ รยี นจะเกดิ ความร้ขู ึ้นได้เม่อื ได้ลงมอื ทำ และทัง้ หมดนเ้ี ปน็ หลักการปรัชญาแบบ John Dewey ซึง่ สรุปได้วา่
คนเราจะสามารถเรยี นรไู้ ดด้ ีทสี่ ดุ จากการทไ่ี ดล้ งมอื ทำส่ิงตา่ งๆ ด้วยตนเอง
วธิ ีการสรา้ งองคค์ วามรดู้ ว้ ยตนเองได้ แบง่ เป็น 4 ขนั้ ตอน
1. Explore การสำรวจ: เร่ิมจากสำรวจตวั เองกอ่ นวา่ สนใจส่ิงใด ชอบส่งิ ไหน สำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัววา่ มี
อะไรเกดิ ข้ึนเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันบา้ ง สิ่งตา่ งๆ รอบตัวทำงานอย่างไร มีสว่ นประกอบอะไรบา้ ง
2. Experiment การทดลอง: เมอื่ ไดส้ ำรวจส่งิ ตา่ งๆ แล้วข้ันตอนต่อมาก็คือการทดลองวา่ ส่ิงเหลา่ นั้น
ทำงานอยา่ งไร เราสามารถตอ่ ยอดทำอะไรไดบ้ า้ ง เพ่ือใหเ้ กดิ การลองลองผิดลองถูก และเรียนร้จู ากความผดิ พลาด
ทีเ่ กิดขน้ึ เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณใ์ นการเรยี นรู้ การทดลองจะทำใหผ้ เู้ รยี นได้ซึมซบั และทำความเข้าใจกบั
ขนั้ ตอนในการเรียนรู้
3. Learning by doing เรียนรจู้ ากการกระทำ: เม่อื สำรวจ ทดลอง ก็ถงึ เวลาที่ได้ลงมือปฏบิ ัตเิ พือ่ ให้เกิด
การเรยี นรู้ โดยเป็นการปฏบิ ัตเิ พือ่ สร้างองค์ความร้ขู ้นึ มาจากการรวบรวมข้อมูลทีไ่ ดจ้ ากการสำรวจ และการ
ทดลอง
4. Doing by learning การกระทำเพอ่ื ให้เกิดการเรยี นรู:้ เป็นการตอ่ ยอดจากเรยี นรู้ทงั้ หมด โดยการ
กระทำสิ่งต่างๆ ทีส่ ัมพันธ์กับการเรียนรู้ การกระทำทีไ่ ดม้ าจากการไดส้ ำรวจ ทดลอง และเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง
ประโยชน์ของการเรยี นแบบลงมือทำทมี่ ตี ่อเดก็
สำหรับประโยชน์ทีเ่ ด็กๆ จะไดร้ ับจากการเรียนรผู้ า่ นการลงมอื ทำส่ิงต่างๆ ดว้ ยตนเอง คอื การทีเ่ ด็กๆ จะ
ได้เรียนรจู้ ากการกระทำของตนเอง ไดล้ องผดิ ลองถกู เพื่อให้เกิดองค์ความรทู้ ่มี แี ต่ตวั เด็กๆ เองทา่ น้ันทีจ่ ะสามารถ
เข้าใจได้ เปน็ การสรา้ งเสริมประสบการณแ์ บบทผี่ ูใ้ หญไ่ มส่ ามารถหยบิ ยืน่ ให้ได้ อกี หนง่ึ ประโยชน์ท่สี ำคญั คอื เม่ือ
เดก็ ๆ ได้เรียนรดู้ ้วยตนเอง อีกสิง่ หน่งึ ที่ได้เพิม่ มาคอื การไดส้ รา้ งความมน่ั ใจจากการลงมือทำส่งิ ตา่ งๆ โดยความ
มัน่ ใจนเี้ ป็นอกี หนง่ึ ส่งิ สำคญั ทจี่ ะสง่ ผลดตี อ่ การเรยี นร้ใู นระยะยาวของตวั เด็กเอง
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หน้า 65
การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำเป็นการเรียนที่ส่งผลให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากสิ่งที่ได้
เรียน เพราะผู้เรียนมีโอกาสได้คิด ฝึก ทำ ด้วยตัวเอง เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง อันจะนำมาซ่ึง
ความรู้ที่คงทนที่ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งถือเป็นรูปแบบการเรียนการสอนทีโ่ รงเรียนปรารถนา
จะให้เกิดขึ้น เช่น การสอนให้ผู้เรียนได้ฝกึ การเป็นชาวนาโดยเรยี นรู้ทุกขั้นตอนของการทำนา และได้ลงมือปฏบิ ัติ
ด้วยตนเอง มีแหล่งเรียนรู้ในชุมชนเป็นสื่อ จะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ได้เรียนและนำไปใช้
ประโยชน์ได้อยา่ งมากมาย
3. วิธีการดำเนนิ งาน
1. เปา้ หมาย
1.1 เชงิ ปริมาณ
- ผู้เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 4-6 รอ้ ยละ 75 มคี ุณลักษณะอันพงึ ประสงคต์ ามทส่ี ถานศึกษา
กำหนด
1.2 เชงิ คณุ ภาพ
- ผเู้ รยี นมีความภูมใิ จในทอ้ งถ่นิ และเหน็ ความสำคัญของแหลง่ เรียนรูภ้ ายในชุมชน
- ผู้เรียนมคี วามรู้ ทกั ษะพน้ื ฐานและเจตคตทิ ีด่ ีตอ่ งานอาชพี
- ผูเ้ รยี นสามารถเรียนรู้และยอมรบั ทีจ่ ะอยูร่ ว่ มกนั บนความแตกต่างและหลากหลาย
- ผู้เรียนมสี ุขภาวะทางรา่ งกายและจิตสงั คม
2. ขน้ั ตอนการดำเนินงาน
2.1 ประชุม/วางแผนคณะครูและผู้เกยี่ วข้อง ดำเนนิ การติดต่อประสานงานกบั แหล่งเรยี นรู้และปราชญ์
ชาวบา้ นในชมุ ชน พรอ้ มมอบหมายงานใหผ้ ู้รบั ผิดชอบ
2.2 ผรู้ ับผดิ ชอบจัดทำตารางกิจกรรมนดั หมายนักเรยี นไปศึกษาแหลง่ เรยี นรู้
2.3 ดำเนนิ การตามกจิ กรรมแต่ละครง้ั
- กิจกรรมอบรมใหค้ วามรูเ้ รื่องความสำคัญของข้าวและอาชพี ชาวนา ประเภทของข้าว ข้ันตอนวิธกี ารทำ
นาแตล่ ะข้ันตอน
- การถอนต้นกล้า
- การดำนา
- การดแู ลต้นข้าว
- การกำจัดศัตรพู ืชในนาขา้ ว
- การเก็บเกี่ยวขา้ ว
- กิจกรรมสรปุ ความรู้
2.4 ตดิ ตาม/ควบคมุ การดำเนินงาน/สรุปผล/รายงานผล
2.5 นำผลการดำเนินงานมาวเิ คราะห์/ปรับปรงุ แก้ไข วางเปา้ หมายในครงั้ ต่อไป
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หนา้ 66
4. ผลทเ่ี กดิ ขนึ้
1. ผ้เู รยี นไดเ้ รียนรูผ้ า่ นการลงมอื ปฏิบตั ิ เกดิ ประสบการณ์ตรง
2. ผู้เรียนไดเ้ รียนรวู้ ิถีชีวติ ของผู้คนในท้องถิ่น และเกิดความภูมใิ จในท้องถิ่นของตนเอง
3. ผูเ้ รียนสามารถพง่ึ ตนเองดา้ นอาหารได้
4. ผเู้ รียนเห็นความสำคญั ของขา้ วและอาชีพชาวนา
5. การเผยแพร่ผลงาน
1. ทาง Facebook โรงเรยี นบ้านปาโจ สพป.ยล 1
2. ทาง Line กลุ่มผู้ปกครองโรงเรียนบา้ นปาโจ
3. ทางจดหมายขา่ วประชาสมั พันธ์โรงเรยี นบ้านปาโจ
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หนา้ 67
ดา้ นกระบวนการบริหารและการจดั การ
1.ชอื่ วธิ ีการปฏิบตั ทิ ่ีด/ี นวตั กรรม
รูปแบบการนเิ ทศม่งุ ทกี่ ระบวนการเพอื่ แก้ปญั หา 5 ประการโดยใช้แนวคดิ ของกลิคแมน (Glickman)
2.สภาพความจำเปน็ ในการแก้ปญั หา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2545 และ
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ได้บัญญัติถึงมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาไว้ในหมวด 6 มาตรา 47 ว่าให้มี
ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับประกอบด้วยระบบการ
ประกันคุณภาพภายในและระบบการประกันคุณภาพภายนอกระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพ
การศึกษาให้เป็นไปตามที่กำหนดในกระทรวง ในมาตรา 48 ระบุว่าให้หน่วยงานตน้ สังกัดและสถานศกึ ษาจัดให้มี
ระบบการประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษาที่ต้องดำเนินการอยา่ งต่อเนื่องโดยมีการจัดทำรายงานประจำปีเสนอ
ต่อหน่วยงานต้นสังกัดหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยสาธารณชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและ
มาตรฐานการศึกษา นอกจากนี้เกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประกัน
คุณภาพการศึกษา(สมศ.) ยังได้กำหนดให้มีการนิเทศภายในเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การประเมินด้วยเพื่อให้
ผบู้ ริหารสถานศกึ ษาไดต้ ระหนกั เห็นความสำคัญและนำไปปฏบิ ตั ิในโรงเรยี นให้มีประสิทธภิ าพ และไดผ้ ลอย่างเป็น
รปู ธรรม (กรองทอง จริ เดชากลุ , 2550, น.1)
การนิเทศการศึกษาของโรงเรียนบ้านปาโจ ที่ผ่านมาจนปัจจุบันนี้ยังคงต้องการพัฒนาศักยภาพของครู
เหมือนเดิมไม่ผิด แผกจากในอดีต ซึ่งเจตนาเบื้องต้นในการนิเทศคือ ช่วยให้ครูเห็นและเข้าใจถ่องแท้ใน
วัตถุประสงค์ของการศึกษา และหน้าที่โดยเฉพาะของครูในโรงเรียนที่จะดำเนินไปสู่วัตถุประสงค์ของการศึกษา
ช่วยใหค้ รูได้เหน็ และเข้าใจในความต้องการและปัญหาตา่ งๆของนกั เรยี น ตลอดจนชว่ ยแกไ้ ขและป้องกันปัญหาอัน
จะพึงมีแก่ นกั เรยี น ม่งุ หวังในการช่วยสร้างครใู ห้มคี ณุ ลักษณะความเป็นผู้นำท่ดี ี โดยการชว่ ยปรับปรุงโรงเรียนท้ัง
ดา้ นบริหารและด้านวชิ าการช่วยสรา้ งเสริมความสามคั คี และรู้จกั ทำงานรว่ มกนั รวมถงึ ช่วยส่งเสรมิ ครูใหก้ า้ วหน้า
ใน โดยมุง่ พฒั นาการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนของครใู ห้มีประสิทธภิ าพสสู่ มรรถนะหลกั ตามมาตรฐาน
รปู แบบการนิเทศมหี ลายรูปแบบ แต่รูปแบบตามแนวคิดของกลิคแมน (Glickman, 2007 อ้างถึงใน สุนัน
ทา สบายวรรณ, 2555, น.5) กล่าวถึงการนิเทศมุ่งที่กระบวนการเพื่อแก้ปัญหา 5 ประการ คือ1) การพัฒนาให้
ความช่วยเหลือครูโดยตรง (Direct Assistance) 2) การพัฒนาทักษะการทำงานกลุ่ม(GroupDevelopment)
รายงานการประเมินตนเอง ระดับการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 68
3) การเสริมสรา้ งประสบการณ์ทางวิชาชพี ( Professional Development) 4) การพฒั นาหลักสตู ร(Curriculum
Development)และ 5) การวจิ ัยเชงิ ปฏิบัติการในชั้นเรียน(ActionResearch)
เมื่อพิจารณาความเหมาะสมและสอดคล้องกับการนิเทศภายในสถานศึกษาแล้ว ซึ่งคาดว่าสามารถ
นำมาใช้ในการพัฒนาระบบการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนในโรงเรียนให้ประสบผลสำเร็จตามมาตรฐาน
วิชาชพี สามารถยกระดับคณุ ภาพการเรียนรูข้ องนักเรยี นผา่ นการปฏิบัตงิ านของครไู ด้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
3.วิธีการดำเนินงาน
ผศู้ ึกษาไดน้ ำหลักแนวคิดและรูปแบบนิเทศตามแนวคิดของกลิคแมน (Glickman) ทกี่ ล่าวถึงการนิเทศมุ่ง
ทีก่ ระบวนการเพ่อื แกป้ ัญหา 5 ประการ ดำเนนิ การดังนี้
3.1 ตั้งวัตถุประสงคข์ องการนเิ ทศ ดงั น้ี
(1) เพ่ือให้การสง่ เสรมิ แนะนำและใหก้ ารช่วยเหลือครู
(2) เพื่อใหค้ รจู ัดการเรียนการสอนตามแนวปฏิรปู การเรียนรทู้ ีเ่ นน้ ผู้เรยี น เปน็ สำคัญ
การบูรณาการ เนน้ ทกั ษะกระบวนการคดิ
(3) เพอ่ื ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการ วิธีจดั การเรยี นรู้ของครกู ารจดั กจิ กรรมเสริม
การเรียนรใู้ ช้ส่ือและแหลง่ เรียนรู้ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
(4) เพื่อให้ครสู ามารถการวเิ คราะห์ ปรบั ปรุงหลักสตู รสถานศกึ ษาและในกลุ่มสาระ
การเรียนรทู้ ่ไี ดร้ บั มอบหมาย
(5) เพื่อพัฒนาครใู ห้สามารถวิจัยในชัน้ เรยี นได้
(6) เพือ่ ให้พฒั นาความสามารถของครูในการวดั และประเมินผลตามสภาพจรงิ และ
ปรับปรุงกระบวนการวดั และประเมินผลให้มีประสทิ ธภิ าพสงู ข้ึน
3.2 วางแผนรปู แบบ และกระบวนการนเิ ทศภายในสถานศกึ ษา
3.2.1 รปู แบบการนเิ ทศ รปู แบบการนเิ ทศของโรงเรยี นบ้านปาโจเป็น การนเิ ทศมงุ่ ท่ี
กระบวนการเพอื่ แก้ปัญหา 5 ประการโดยใชแ้ นวคดิ ของกลคิ แมน (Glickman)
(Glickman,2007 อา้ งถึงใน สุนันทา สบายวรรณ, 2555, น.5)
(1) ด้านการให้ความชว่ ยเหลือแกค่ รูโดยตรง
(2) ด้านการพฒั นาทกั ษะการทำงานกลุ่ม
(3) ดา้ นการเสริมสรา้ งประสบการณ์ทางวชิ าชพี
(4) ดา้ นการพฒั นาหลักสตู ร
(5) ด้านการวจิ ยั เชิงปฏบิ ัติการในชน้ั เรยี น
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หนา้ 69
3.2.2 วธิ ีกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านปาโจ
ในการดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านปาโจ มีความจำเป็นต้องจัดทำ แผนการ
นิเทศภายในโรงเรียนทุกปีการศึกษา เพื่อให้การนิเทศภายในโรงเรียนบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมี
ประสิทธิภาพ และสามารถดำเนินการตามกระบวนการนิเทศภายใน ได้อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์
ทกุ ขน้ั ตอน ทางโรงเรยี นบา้ นปาโจ ไดเ้ ตรียมการนิเทศภายในโรงเรยี นดังน้ี
3.2.2.1 สร้างความเข้าใจร่วมกัน หากครูทุกคนมีความเข้าใจถูกต้อง ตรงกัน
เกี่ยวกับการนิเทศภายในโรงเรียน จะทำให้ครูคลายความวิตกกังวลและพร้อมที่จะให้ความ
รว่ มมอื กบั ผนู้ เิ ทศ โดยมเี รอื่ งทต่ี อ้ งสรา้ งความเขา้ ใจกบั ครทู กุ คน คอื เรอ่ื ง ความสำคญั และความ
จำเป็นของการจัดการนิเทศภายในโรงเรียน การนิเทศนั้นมีจุดมุ่งหมายหรือ เป้าหมายและตัว
กระบวนการนิเทศเป็นอย่างไรอธิบายให้เห็นถึงตัวบ่งช้ีความสำเร็จของการนิเทศภายในโรงเรียน
เปน็ อยา่ งไร
3.2.2.2 แต่งตัง้ คณะกรรมการนิเทศภายใน โดยให้บคุ ลากรในหนว่ ยงานมีส่วน
ร่วมในการเสนอรายช่อื เพ่อื ชว่ ยแก้ปญั หาการไม่ยอมรับผ้นู เิ ทศ โดยคณะกรรมการประกอบดว้ ย
ผ้บู รหิ ารโรงเรียน ประธาน ครวู ิชาการโรงเรียน หรือผู้ที่ไดร้ ับการคดั เลอื กจากคณะครู
3.2.2.3 ทำความเขา้ ใจรว่ มกนั เกี่ยวกบั บทบาทและหนา้ ทขี่ องผ้นู ิเทศ และผู้
เขา้ รับการนิเทศรวมท้ัง ผทู้ ่ีเกี่ยวขอ้ ง จะทำใหผ้ ู้นเิ ทศสามารถปฏบิ ตั งิ านดว้ ยความสบายใจ ไม่
อดึ อดั ขณะเดยี วกันกช็ ว่ ยขจัดความรสู้ ึก ขดั แยง้ ของผ้รู บั การนิเทศท่มี ีต่อผู้นเิ ทศไดด้ ้วย
3.2.2.4 กำหนดบทบาทหน้าทข่ี องคณะกรรมการนเิ ทศภายในโรงเรียน โดย
การออกคำส่ังและแนะนำแนวปฏิบตั กิ ารนิเทศ
3.2.2.5 กำหนดเปา้ หมายของการนิเทศภายในโรงเรียน ดังนี้
(1.) สง่ เสรมิ การปฏบิ ตั งิ านและความรว่ มมอื ในการทำงานเป็นหมู่
คณะ โดยใช้กระบวนการกลุ่มในการปฏิบัติงาน
(2) ส่งเสรมิ ให้ครรู กั งานวชิ าการ ทำงานวชิ าการอย่างสมำ่ เสมอ
เคารพ ในหลักการและเหตผุ ลของการปรบั ปรงุ คณุ ภาพของงาน
(3) ช่วยเหลอื ให้ครปู ฏิบัตงิ านด้วยความสะดวก มีโอกาสเพิม่ พูน
ความรู้ ทกั ษะตา่ ง ๆ ที่เอประโยชนใ์ นการปฏบิ ตั งิ านในหน้าทอ่ี ย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
(4) สง่ เสรมิ ใหค้ รมู คี วามรคู้ วามเขา้ ใจ เกีย่ วกบั การนเิ ทศภายใน
โรงเรียน และเรื่องอ่ืน ๆ ทีเ่ ปน็ ประโยชนใ์ นการปฏิบตั ิงานในหน้าท่ีของครู
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หนา้ 70
(5) กระตนุ้ ให้ครูเกิดการพัฒนาตนเองอย่างเสมอ ในการ แจ้งขา่ วสาร
ความเคลอื่ นไหวทางวชิ าการ การไปเย่ียมชมนิทรรศการของหน่วยงานต่าง ๆ
ส่งเสรมิ ใหอ้ า่ นวารสารทางวิชาการ และการเขียนบทความ การเขา้ รบั การอบ
บรมต่าง ๆ
(6) รว่ มมอื กบั คณะครดู ำเนินงานตามขัน้ ตอนของกระบวนการนเิ ทศ
ภายในสถานศกึ ษา
(7) สรา้ งขวัญและกำลงั ใจให้แก่ผปู้ ฏบิ ตั ิงาน ดว้ ยวธิ ีการตา่ ง ๆ เช่น ยก
ยอ่ ง ชมเชยในทป่ี ระชมุ นำผลสำเรจ็ ของการปฏิบัตงิ านมาแสดงใหป้ รากฏแก่
บุคคลอน่ื แต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตามความถนดั และเปิดโอกาสใหแ้ สดง
ความสามารถอย่างเตม็ ที่
(8) ตดิ ตามประเมนิ ผลและพฒั นาการดำเนินการนเิ ทศภายใน
กำหนดบทบาทหนา้ ที่ของผูร้ บั การนเิ ทศ ดงั นี้
(1) ใหย้ อมรบั บทบาทหน้าท่ขี องผู้นิเทศโดยรบั ฟงั ความคดิ เห็น
ขอ้ เสนอแนะ และให้ความรว่ มมอื ปรบั เปลีย่ นตามข้อเสนอแนะ
(2) รว่ มมือกับผู้นเิ ทศในการวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดแนวทางการ
แกป้ ัญหา
(3) ปฏิบัติงานตามที่ได้รับการมอบหมายด้วยความจริงใจ และใช้
แนวทาง ทไี่ ด้รับการนเิ ทศในการแก้ปญั หาหรอื พฒั นางาน
3.2.2.6 ซกั ซ้อมความเขา้ ใจเกีย่ วกับการปฏิบตั ิการนเิ ทศใหแ้ ก่
คณะกรรมการดำเนนิ การนเิ ทศ ภายใน เพ่อื ป้องกนั ข้อผดิ พลาดและความขดั แยง้ ในการ
นิเทศ ตลอดจนป้องกันมิให้ผู้รับการนิเทศ เกิดความสับสนและอาจไม่ศรัทธาผู้นิเทศ
และการนิเทศ
3.2.2.7 ดำเนนิ การตามรปู แบบการนิเทศของโรงเรียนบ้านปาโจเป็น การนิเทศ
มุง่ ที่กระบวนการเพอื่ แกป้ ัญหา 5 ประการโดยใช้แนวคดิ ของกลิคแมน (Glickman)
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 71
รูปแบบการดำเนนิ การ
ผู้ศึกษาไดน้ ำหลักแนวคิดและรปู แบบนิเทศตามแนวคดิ ของกลิคแมน (Glickman) ทก่ี ล่าวถงึ การนิเทศมุ่ง
ทก่ี ระบวนการเพื่อแกป้ ัญหา 5 ประการ โดยมรี ปู แบบการดำเนนิ การตามข้ันตอนดงั นี้
2.4.1 ขนั้ เตรยี มการ
ประชุมบุคลากรเพ่ือเสนอ แตง่ ตั้งคณะกรรมการตามวธิ ีกระบวนการนเิ ทศภายในโรงเรียนบา้ นปาโจ ชีแ้ จง
ทำความเขา้ ใจมอบหมายงานทีร่ ับผดิ ชอบ จดั ทำแผนงานและปฏิทินปฏบิ ัตงิ านการนิเทศ.กำกับตดิ ตาม ตรวจสอบ
ประเมินผล โครงการและกจิ กรรมตา่ ง ๆ ในแต่ละด้านของรปู แบบการนิเทศมงุ่ ทก่ี ระบวนการเพือ่ แกป้ ญั หา 5
ประการโดยใช้แนวคดิ ของกลคิ แมน (Glickman) ดงั นี้
(1) ด้านการให้ความช่วยเหลอื แก่ครโู ดยตรง ไดแ้ ก่ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาได้ให้คำปรึกษา แนะนำในการจดั
กจิ กรรมการเรยี นการ สอนโดยชว่ ยให้ครูไดร้ ับข้อมลู ย้อนกลบั เปิดโอกาสให้ครูไดม้ สี ว่ นร่วมในการวางแผนการ
นเิ ทศ โดยมีการประชุมรว่ มกนั มีการสำรวจปญั หาและความตอ้ งการของครูเพอ่ื เปน็ แนวทางในการวางแผน
ปรบั ปรุงการสอน ทั้งรูปแบบที่เปน็ ทางการและไมเ่ ป็นทางการ เพอื่ ให้การชว่ ยเหลือครแู ละสรา้ งสมั พนั ธท์ ่ดี ี
ระหว่างครกู ับผูบ้ รหิ าร
(2) ด้านการพัฒนาทักษะการทำงานกลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ได้นำพาในการส่งเสริมให้ครูมีการ
พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยการทำงานเป็นทีม ซึ่งจะมีการจัดประชุมเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์
ร่วมกัน และร่วมกันแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนของครู โดยผู้บริหารจะต้องบ่งชี้ให้เห็นถึงความพร้อมของ
สมาชิก แต่ละคน เพื่อส่งเสรมิ ให้สมาชิกมีการพัฒนาตนเอง เขา้ ใจถึงบทบาทของตนเอง มีความสามคั คีและรับ ฟัง
ความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่ม ยอมรับ กฎเกณฑ์ ผู้บริหารสามารถขจัดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ของสมาชิก
และลดข้อขัดแยง้ ภายในกลมุ่ ได้
(3) ด้านการเสริมสร้างประสบการณ์ทางวิชาชีพ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา นำพาในการสร้างความ
ตระหนกั ถงึ ความจำเปน็ เพ่ือใหค้ รมู ี การพัฒนาทางวิชาชพี ตามความตอ้ งการของครู สนับสนุนให้ครพู ัฒนาความรู้
ในสาขาท่ีสอน ในรูปแบบของการประชุม อบรม สัมมนา ส่งเสริมใหค้ รูได้ศกึ ษาต่อ และรวมถึงการสาธิตการสอน
การแนะแนว การปฐมนิเทศครูใหม่ เพื่อให้ครูมีความเข้าใจในหลักการจัดการเรียนการสอน เน้นให้ครูมีความ
เข้าใจในตวั นกั เรียนแต่ละคน ส่งเสริมให้ครจู ดั การเรียนรทู้ ห่ี ลากหลายและมีการประเมินตามสภาพจริง
(4) ดา้ นการพัฒนาหลักสตู ร ไดแ้ ก่ ผบู้ ริหารสถานศึกษา ได้นำพา ในการให้ความสำคญั ในการพัฒนาครู
ให้มคี วามรดู้ า้ นหลักสตู ร ต้ังแตจ่ ดุ มุง่ หมายของหลักสตู ร เน้อื หาของหลกั สตู ร การจดั การหลกั สตู รและสามารถนำ
หลักสตู รไปใชใ้ น
(5) ดา้ นการวจิ ยั เชิงปฏบิ ัติการในชั้นเรยี น ได้แก่ ผ้บู ริหารสถานศึกษาไดน้ ำพาศกึ ษาเก่ยี วกบั สภาพ
ปญั หาทเี่ กดิ ขนึ้ ในชน้ั เรยี น เพ่ือกำหนดแนวทางพฒั นาการเรียนการสอนผา่ นกระบวนการวิจัย และสรา้ งความ
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน ปีการศกึ ษา 2564 หนา้ 72
ตระหนักให้ครเู หน็ ความสำคัญของการวิจยั ในชน้ั เรียน ส่งเสรมิ ให้ครูอ่านบทความวจิ ยั เพื่อให้เกดิ องค์ความรู้ใหม่
ส่งเสริมใหค้ รูได้มีการพฒั นาตนเอง เพื่อใหค้ รูมีความรคู้ วามสามารถในการทางวจิ ัย นำสอื่ และนวัตกรรมใหม่ๆ มา
ใช้ในการพฒั นาการจดั การเรยี นการสอน
2.4.2 ขน้ั ดำเนินการ
ปฏบิ ัตติ ามปฏิทนิ ทว่ี างไว้ประกอบกับดำเนินโครงการและกจิ กรรมตามแผนปฏิบตั งิ านประจำปี
ท่ีวางไวด้ ังน้ี
2.4.2.1 ดา้ นการใหค้ วามชว่ ยเหลือแกค่ รูโดยตรง คือจัดกรรมดงั ต่อไปนี้
(1) ประชมุ รว่ มกัน มีการสำรวจปญั หาและความตอ้ งการของครูเพอ่ื เปน็
แนวทางในการวางแผน ปรบั ปรงุ การสอน
(2) จดั กจิ กรรม PLC ในตารางคาบวา่ งของแต่ละคนทีต่ รงกนั
(3) จัดกจิ กรรมแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ทกุ สัปดาห์ ๆ ละ หน่ึงชวั่ โมง
(4) เขียนจดหมายขา่ วสน้ั สือ่ สารขอ้ สงสยั ระหวา่ งเพื่อนครแู ละผ้บู ริหาร
(5) บคุ ลากรทุกคนแจง้ ความคืบหน้าการปฏิบตั ิงานทีไ่ ดร้ บั มอบหมายทุกวนั ใน
ชอ่ งทางสอื่ สาร ไลนก์ ลมุ่ โรงเรยี นบ้านปาโจ
2.4.2.2 ดา้ นการพฒั นาทกั ษะการทำงานกลุ่ม คอื การจัดกจิ กรรมการเรยี นการ
สอน โดยการทำงานเปน็ ทีม
(1) กจิ กรรมการเรยี นการสอนลกู เสือออนไลน์
(2) กิจกรรมอาสาพฒั นา
(3) กจิ กรรมสมั พันธ์ชมุ ชน
(4) กิจกรรมค่ายวิชาการออนไลน์
2.4.2.3 ดา้ นการเสรมิ สรา้ งประสบการณ์ทางวชิ าชีพ การพฒั นาทางวิชาชพี
ตามความตอ้ งการของครู สนับสนุนให้ครูพัฒนาความรใู้ นสาขาทส่ี อน
(1) ให้ครจู ัดทำแผนพัฒนาตนเอง
(2) จัดอบรมพฒั นาครตู ามความตอ้ งการในโรงเรยี น
2.4.2.4 ดา้ นการพฒั นาหลกั สตู ร พฒั นาครูใหม้ คี วามรดู้ า้ นหลกั สตู ร ต้ังแต่
จดุ มุง่ หมายของหลักสูตร เนือ้ หาของหลกั สตู ร การจดั การหลกั สตู รและสามารถนำหลักสูตรไปใช้
(1) ประชุมบุคลากรเพอื่ ออกแบบเครื่องมอื ประเมนิ การใช้หลกั สตู รสถานศึกษา
(2) แต่งต้งั บุคลากรทกุ คนเปน็ ผู้ประเมนิ การใช้หลกั สตู รสถานศกึ ษา
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศึกษาข้ันพนื้ ฐาน ปีการศึกษา 2564 หน้า 73
(3) นำผลที่ได้จากการประเมินการใชห้ ลักสูตรมาพฒั นาหลักสตู รสถานศึกษา
ใหส้ อดคล้องกบั นโยบายความต้องการของผู้รับบรกิ าร
2.4.2.5 ดา้ นการวจิ ัยเชงิ ปฏบิ ัติการในชนั้ เรยี น กำหนดแนวทางพัฒนาการเรยี น
การสอนผา่ นกระบวนการวจิ ัย
(1) จดั อบบรมการทำวจิ ยั ในชั้นเรียน
(2) บุคลากรทกุ คนดำเนนิ การวจิ ัยในช้ันเรยี นในสาระวิชาท่สี นใจ
(3) นำเสนอผลวิจัยในทปี่ ระชุมเพอ่ื แลกเปลยี่ นเรียนรู้
2.4.3 ข้ันติดตาม ตรวจสอบ
2.4.3.1 ประชมุ บคุ ลากรเพอ่ื แต่งตั้งคณะกรรมการรับผดิ ชอบกิจกรรมเพ่ือออกแบบ
เคร่ืองมอื ประเมินผลตามวัตถปุ ระสงคข์ องกจิ กรรม
2.4.3.2 คณะกรรมการดำเนนิ การจัดกจิ กรรมตามขน้ั ตอน
2.4.3.3 คณะกรรมการดำเนินการจัดกิจกรรม ประเมินผลตามวัตถุประสงค์และนำผลที่
ได้จากนำเสนอในทปี่ ระชุมเพอื่ พฒั นางานต่อไป
2.5. ประเมนิ ผลและรายงานผล
กำกับ ตดิ ตาม การนเิ ทศภายในของผ้บู รหิ ารสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นปาโจ ไดด้ ำเนินการ
ตามลำดบั ดังนี้
2.5.1. ประชุมบุคลากรเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการ กำกบั ติดตาม และนิเทศ
2.5.2. ประชากรทีศ่ กึ ษา
ประชากรทใี่ ชใ้ นการศกึ ษาครัง้ นี้ ไดแ้ ก่ ครูผูส้ อนโรงเรยี นบา้ นปาโจ จำนวน 15 คน ซ่งึ เปน็
บุคลากรท่ีทำหนา้ ที่สอนประจำวชิ า และรับผดิ ชอบงานอน่ื ๆท่ีไดร้ บั มอบหมาย
2.5.3. เคร่อื งมือในการประเมนิ ผล
2.5.3.1 เครื่องมอื ฉบับท่ี 1 เปน็ แบบประเมนิ ผลการปฏิบัตงิ านของครู
(1) ร่วมประชมุ ศกึ ษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎที เี่ กยี่ วข้อง จากเอกสารท่ี
เกยี่ วข้องกับการดาเนินงานการนิเทศภายในตามแนวคดิ ของกลคิ แมน (Glickman)
เพอ่ื กำหนดขอบเขตและกรอบแนวทางในการสรา้ งแบบประเมิน
(2.) สร้างแบบประเมนิ ตามกรอบแนวคดิ และวัตถุประสงคข์ องการศกึ ษา
(3.) นำแบบประเมนิ ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของเนอื้ หา ในที่ประชมุ
คณะกรรมการปรับปรุงให้สมบรู ณ์ก่อนนำไปใชจ้ รงิ
2.5.3.2 เครอ่ื งมือฉบบั ที่ 2 ชนิดใหผ้ ้ตู อบตอบเอง เพื่อสอบถาม ประชากรท่ศี ึกษา
จำแนกได้ 2 ตอน ตอนท่ี 1 แบบสอบถามเก่ียวกบั สถานภาพผตู้ อบแบบสอบถาม และ
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน ปีการศึกษา 2564 หน้า 74
ตอนที่ 2 แบบสอบถามทศั นะเก่ียวกับระดบั บทบาทการนิเทศมุ่งที่กระบวนการเพื่อ
แก้ปัญหา 5 ประการโดยใช้แนวคิด ของกลคิ แมน (Glickman)
(1) รว่ มประชุม ศกึ ษาหลักการ แนวคดิ ทฤษฎที เ่ี กี่ยวขอ้ ง จากเอกสารที่
เก่ยี วขอ้ งกบั การดาเนนิ งานการนเิ ทศภายในตามแนวคดิ ของกลคิ แมน (Glickman) เพอื่
กำหนดขอบเขตและกรอบแนวทางในการสรา้ งแบบสอบถาม
(2.) สร้างแบบสอถามตามกรอบแนวคิด และวตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา
(3.) นำแบบสอบถามตรวจสอบความถูกตอ้ งของเนื้อหา ในทป่ี ระชุม
คณะกรรมการปรับปรุงใหส้ มบรู ณก์ ่อนนำไปใช้จริง
2.5.4. การเก็บรวบรวมข้อมูล
2.5.4.1 เครื่องมอื ฉบับท่ี 1
(1) คณะกรรมการนำแบบประเมินผลระดับการปฏิบตั ิงานก่อนและหลงั การ
ดำเนินการนเิ ทศมุ่งท่ีกระบวนการเพื่อแกป้ ัญหา 5 ประการ โดยใช้แนวคดิ ของกลคิ
แมน (Glickman)
(2) นำขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากแบบประเมนิ สรุปผลเพือ่ นาเสนอเป็นผลการพฒั นา
ตอ่ ไป
2.5.5. การวิเคราะหข์ ้อมูลและสถติ ทิ ใ่ี ช้
. คณะกรรมการนำแบบประเมนิ มาตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของข้อมูล แลว้ นำ
วิเคราะห์ โดยใช้โปรแกรมวิเคราะหข์ ้อมลู ทางสถิติ ดังน้ี
(1) นำแบบประเมินตอนที่ 1 สถานภาพของครผู รู้ ับการประเมิน ซง่ึ
ประกอบด้วย ประสบการณ์ในการทำงาน สาระวิชาที่สอน และงานอืน่ ๆ ทไี่ ดร้ ับ
มอบหมาย วเิ คราะห์โดยหาค่าความถ่ี (Frequency) และหาคา่ รอ้ ยละ (Percentage)
(2) นำแบบประเมนิ ตอนท่ี 2 ผลการปฏบิ ตั งิ านกอ่ นและหลัง ดำเนนิ การนเิ ทศ
มุง่ ท่กี ระบวนการเพ่ือแกป้ ัญหา 5 ประการโดยใชแ้ นวคิด ของกลิคแมน (Glickman)
วเิ คราะหโ์ ดยหาคา่ เฉลย่ี เลขคณิต (Mean) และคา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation)
(3) การแปลผลการประเมนิ สาหรับการวิเคราะหแ์ ละแปลผลคะแนน
คณะกรรมการประเมินแปลผลระดบั ปฏบิ ัติงาน โดยการนำผลรวมของคะแนนมาหา
คา่ เฉลีย่ และจดั ระดบั ค่าเฉลี่ย เปรียบเทียบกบั ระดับเกณฑก์ ารตดั สนิ 5 ระดบั
1 หมายถงึ ผลการปฏิบตั ิงานอยใู่ นระดับ ปรับปรุง (คะแนนเฉลีย่ 0.0 - 2.0)
2 หมายถึง ผลการปฏบิ ตั ิงานอย่ใู นระดับ พอใช้ (คะแนนเฉลย่ี 2.1 - 4.0)
3 หมายถึง ผลการปฏบิ ัติงานอยู่ในระดับ ดี (คะแนนเฉลีย่ 4.1 - 6.0)
4 หมายถึง ผลการปฏบิ ัตงิ านอยใู่ นระดบั ดมี าก (คะแนนเฉลี่ย 6.1 - 8.0)
5 หมายถึง ผลการปฏบิ ตั งิ านอยใู่ นระดบั ดีเยีย่ ม (คะแนนเฉลีย่ 8.1 – 10.0)
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หน้า 75
2.5.3.1 เคร่ืองมอื ฉบับที่ 2
(1) คณะกรรมการนำแบบสอบถามระดับบทบาทการนเิ ทศม่งุ ทีก่ ระบวนการ
เพอ่ื แกป้ ัญหา 5 ประการโดยใชแ้ นวคดิ ของกลคิ แมน (Glickman)
(2) นำข้อมลู ที่ได้จากแบบสอบถาม สรุปผลเพ่อื นาเสนอเปน็ ผลการพัฒนา
ตอ่ ไป
(3) การวิเคราะหข์ อ้ มูลและสถติ ิท่ีใช้
. คณะกรรมการนำแบบสอถามมาตรวจสอบความสมบรู ณค์ รบถว้ นของขอ้ มลู แลว้ นำ
วเิ คราะห์ โดยใชโ้ ปรแกรมวิเคราะหข์ อ้ มูลทางสถิติ ดังน้ี
นำแบบสอบถามตอนที่ 1 สถานภาพของครูผู้ตอบแบบสอบถาม ซงึ่
ประกอบด้วย ประสบการณใ์ นการทำงาน ตำแหน่ง วิเคราะห์โดยหาค่าความถี่
(Frequency) และหาคา่ ร้อยละ (Percentage)
นำแบบสอบถามตอนท่ี 2 ระดับบทบาทการนเิ ทศมุ่งท่ีกระบวนการเพอ่ื
แก้ปญั หา 5 ประการโดยใชแ้ นวคิด ของกลิคแมน (Glickman) วิเคราะหโ์ ดยหา
คา่ เฉลยี่ เลขคณิต (Mean) และค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
การแปลผลแบบสอบถาม สำหรับการวิเคราะห์และแปลผลคะแนน
คณะกรรมการประเมนิ แปลผลแบบสอบถาม โดยการนำผลรวมของคะแนน หาคา่ เฉล่ยี
และจัดระดบั ค่าเฉล่ยี เปรียบเทียบกับระดับเกณฑก์ ารตัดสิน ระดับ
1 หมายถึง ผลการปฏิบตั งิ านอยใู่ นระดบั ปรบั ปรงุ (คะแนนเฉล่ยี 0.0 - 2.0)
2 หมายถึง ผลการปฏบิ ัตงิ านอย่ใู นระดับ พอใช้ (คะแนนเฉลี่ย 2.1 - 4.0)
3 หมายถึง ผลการปฏิบตั งิ านอยู่ในระดับ ดี (คะแนนเฉลย่ี 4.1 - 6.0)
4 หมายถงึ ผลการปฏิบัตงิ านอยู่ในระดบั ดมี าก (คะแนนเฉล่ยี 6.1 - 8.0)
5 หมายถึง ผลการปฏิบตั ิงานอยู่ในระดับ ดีเย่ียม(คะแนนเฉลย่ี 8.1 – 10.0)
4.ผลที่เกิดข้นึ
ผลการดำเนินการตามรปู แบบนเิ ทศตามแนวคดิ ของกลคิ แมน (Glickman) ท่ีกล่าวถงึ การนิเทศ
มงุ่ ทีก่ ระบวนการเพ่อื แกป้ ญั หา 5 ประการ สรุปได้ดังน่ี
4.1 ผลเชงิ ปริมาณ
(1) ดา้ นการให้ความชว่ ยเหลอื แก่ครโู ดยตรงโดยรวมอยู่ใน ระดบั มากทสี่ ดุ (µ = 4.61, σ= 0.58)
(2) ดา้ นการพฒั นาทกั ษะการทางานกลุม่ โดยรวมอยู่ในระดบั มากทส่ี ดุ ( µ=4.86, σ =0.36)
(3) ดา้ นการเสรมิ สร้างประสบการณท์ างวิชาชพี โดยรวมอยใู่ นระดับมากทสี่ ุด ( =4.79, σ=0.43)
(4) ด้านการพัฒนาหลกั สตู รโดยรวมอยใู่ นระดับมากที่สุด (µ = 4.43, σ = 0.76)
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 76
(5) ด้านการวจิ ัยเชิงปฏิบตั กิ ารในชนั้ เรียนโดยรวมอยใู่ นระดับมากท่สี ดุ ( µ=4.71, σ =0.61)
4.2 ผลเชงิ คุณภาพ
4.2.1 ผลทเี่ กดิ ข้นึ กบั ครู
(1) เกดิ การพฒั นาในการปฏบิ ัตงิ านในหนา้ ทก่ี ารสอนและงานอื่น ๆ ทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
(2) มกี ารพัฒนาความก้าวหน้าทางวชิ าชพี ของครู ด้วยการทำผลงานทางวชิ า
(3) ครูได้รับการให้การชว่ ยเหลือสนบั สนนุ ในการพัฒนาการจดั การเรียนรู้
(4) ครมู โี อกาสศกึ ษาตอ่ อบรมสมั มนา ศกึ ษาดงู านเพ่ือเพ่ิมพูนความรู้ ประสบการณแ์ ละ
นำมาใช้ในการพฒั นางาน
4.2.2 ผลท่เี กิดขน้ึ กับผบู้ รหิ าร
(1) ผบู้ ริหารมกี ารสำรวจความตอ้ งการของครผู สู้ อนในการพัฒนาการจดั การเรียน
ให้การชว่ ยเหลอื สนับสนุนครูในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ท้ังรูปแบบท่เี ป็นทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ
และผู้บรหิ ารดาเนินการสำรวจเพอ่ื ให้ทราบปัญหาในการจัดการเรียนรูข้ องครู
(2) ผู้บรหิ ารสง่ เสริมใหค้ รูพัฒนาตนเอง เพื่อใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพในการปฏบิ ัตงิ านในหนา้ ทีท่ ่ี
รบั ผิดชอบ ผูบ้ ริหารสามารถดำเนนิ การประชมุ ได้บรรลุตามวตั ถุประสงคแ์ ละสอ่ื สารใหส้ มาชกิ มีความ
เขา้ ใจตรงกนั และปฏิบัตงิ านได้ และผู้บริหารดำเนนิ การแกป้ ญั หาและลดขอ้ ขดั แย้งในการปฏบิ ัตงิ านดว้ ย
วธิ กี ารท่เี หมาะสม
(3) ผู้บรหิ ารสง่ เสรมิ ใหค้ รูมีโอกาสศกึ ษาตอ่ อบรมสมั มนา ศกึ ษาดงู านเพอ่ื เพ่มิ พูนความรู้
ประสบการณ์และนำมาใช้ในการพฒั นางาน ผูบ้ รหิ ารสำรวจความต้องการในการพฒั นาทางวิชาชีพของ
ครูเพื่อเป็นขอ้ มูลในการวางแผนพัฒนาครู และผ้บู ริหารจดั ทำแผน/ โครงการ/ กจิ กรรมท่ีส่งเสรมิ การ
พฒั นาวิชาชพี ของครู
(4) ผบู้ รหิ ารสง่ เสรมิ ครผู ูส้ อนจดั ทำแผนการจดั การเรยี นรู้ กำหนดเนือ้ หา กจิ กรรมการเรยี นรู้
และการวดั ผลประเมินผลทส่ี อดคล้องกบั หลักสตู รสถานศกึ ษา ตลอดจนสง่ เสรมิ ให้ครูผสู้ อนมีบทบาทใน
การพิจารณาจดั ประสบการณ์ รปู แบบการจัดการเรียนรู้ในแตล่ ะกลุ่มสาระการเรยี นรู้ พฒั นาครใู ห้มี
ความรู้ ความเขา้ ใจเกีย่ วกับจุดหมายและแนวทางของหลักสูตร
(5) ผู้บริหารสำรวจปญั หาการจดั การเรยี นรแู้ ละปัญหาในการปฏิบตั งิ านเพ่ือเปน็ ขอ้ มูลกำหนด
แผนงาน ผู้บริหารดาเนินการรวบรวมข้อมูลสารสนเทศเก่ยี วกับการจัดการเรยี นรู้อย่างเปน็ ระบบ เพื่อ
สง่ เสรมิ ใหค้ รนู านวัตกรรมใหมๆ่ มาใชใ้ นการจัดการ เรยี นรแู้ ละแกป้ ญั หา พฒั นาการจดั การเรียนรดู้ ้วย
กระบวนการวิจัย
4.2.3. การนำผลไปใช้
(1) ผ้บู ริหารสถานศกึ ษานำผลไปพฒั นาการนเิ ทศภายในสถานศกึ ษา ให้มศี กั ยภาพมากข้นึ อัน
จะสง่ ผลใหผ้ ูเ้ รียนได้รบั การพัฒนาอย่างตอ่ เน่อื ง
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หน้า 77
(2) ครูนำผลไปใช้ในการปรบั ปรงุ แก้ไข พฒั นาการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน
เพื่อให้นักเรยี นและโรงเรียนมปี ระสิทธภิ าพตามเป้าหมายของการศกึ ษา
(3.) ผู้เรยี นไดร้ ับการจดั การเรยี นรเู้ ตม็ ศกั ยภาพสง่ ผลให้มีผลการเรียนเปน็ ไปตามมาตรฐาน
5.การเผยแพร่
5.1.เผยแพร่ในการจดั ประชมุ ผปู้ กครองและคIะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานโรงเรียนบา้ น
ปาโจ
5.2. เผยแพร่ในกลมุ่ ไลนผ์ ูป้ กครองโรงเรยี นบา้ นปาโจ
5.3. เผยแพร่ในเฟสบุค๊ โรงเรียนบ้านปาโจ
5.4. เผยแพร่ในเว๊ปไซตข์ องโรงเรียนบ้านปาโจ
5.5.เผยแพรใ่ นเว๊ปไซตข์ องสำนักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลาเขต 1
5.6. เผยแพร่ในงานมหกรรมวชิ าการ(open house)โรงเรยี นบา้ นปาโจ
5.7.เผยแพรใ่ นงานวชิ าการศนู ย์เครอื ขา่ ยมติ รภาพ
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน ปีการศกึ ษา 2564 หน้า 78
ดา้ นกระบวนการจดั การเรยี นการสอนทเี่ น้นผเู้ รยี นเป็นสำคญั
1.ชื่อวธิ ีการปฏบิ ตั ิที่ดี/นวตั กรรม
“แม่พมิ พ์คณุ ธรรม”
2.สภาพความจำเปน็ ในการแกป้ ัญหา
ปัจจุบันจะเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ได้บัญญัติเกี่ยวกับจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไว้
ประกอบกับเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึง วิสัยทัศน์ พันธกิจ
เป้าประสงค์ และยุทธศาสตร์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานที่กำหนดให้มีการ เสริมสร้าง
คุณธรรมนำความรู้แก่ข้าราชการตลอดจนจากการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการทุจริต ประพฤติมิชอบของ
ข้าราชการในสังกัด พบว่า ข้าราชการยังขาดจิตสำนึก ประพฤติไม่เหมาะสม ขาด คุณธรรมและจริยธรรม ในการ
ปฏิบัติงานและประพฤติตน
ด้วยเหตุผลดังกล่าวทางโรงเรียนบ้านปาโจจึงได้จัดทำกิจกรรมขึ้นเพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึก ในการ
ประพฤตชิ อบ ให้ยึดมั่นในหลักคุณธรรม จรยิ ธรรม ซอ่ื ตรง เทีย่ งธรรม เป็นกลางไม่เลอื กปฏิบตั ิ รวมทั้งการปฏิบัติ
ราชการอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ประสทิ ธิผล ถกู ต้อง ตอบสนองความต้องการของ ประชาชน และมคี วามรับผิดชอบ
ต่อสังคม จึงต้องจดั ให้มีการอบรมเพื่อเสริมสรา้ งคุณธรรม จริยธรรม แก่ข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา
ในโรงเรียนบ้านปาโจปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าท่ี อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลประพฤติปฏิบัติตน
เป็นแบบอยา่ งทีด่ ี และเปน็ สมาชกิ ท่ดี ีของ สถานศกึ ษา
วตั ถปุ ระสงค์
1.เพือ่ เพิม่ ประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาโรงเรียนบา้ นปาโจ
และเกดิ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลต่องาน ในหน้าท่ี
2.เพอ่ื ปอ้ งกันการกระทำผดิ วนิ ัย และเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรม จริยธรรมให้เกดิ ขึ้น แกข่ า้ ราชการครแู ละ
บคุ ลากรทางการศึกษาโรงเรียนบา้ นปาโจ
3.เพือ่ ใหข้ ้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านปาโจมคี วามรคู้ วามเข้าใจต่อการนำหลัก
คณุ ธรรม จรยิ ธรรม มาใช้ในการปฏบิ ตั ิงานใหอ้ ยใู่ นระเบยี บวินยั ตลอดจนเป็นแบบอยา่ งที่ดี และ ถกู ตอ้ งต่อสงั คม
หลกั การ/แนวคดิ /ทฤษฎี
ความหมายของคุณธรรม (Morality/Virtue)
พอร์ทเตอ ( 1980 : 233) กล่าวว่า คุณธรรมเป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคม การ
ดำรงชวี ิตอยูใ่ นสังคมไมเ่ พยี งแตใ่ ห้มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เท่านัน้ ต้องมกี ารประเมนิ และเลอื กสรรวิถีชีวิตของแต่ละคน
ที่สังคมเห็นว่าดีหรือควรจะดี ปัจจัยในการเลือกนั้นเกี่ยวข้องกับระบบคุณธรรมของบุคคลในสังคม ซึ่งคุณธรรม
ของแตล่ ะบุคคลในสังคมหนึ่งอาจไมจ่ ำเป็นต้องเหมือนกบั บคุ คลในอกี สังคมหนงึ่
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หนา้ 79
สตัมพ์ (1997 : 3) ได้ให้ความหมายของคุณธรรมในเชงิ ปรัชญาว่า คุณธรรมเป็นการประพฤติปฏิบัติ
เก่ยี วขอ้ งกับสง่ิ ที่เรียกว่าถกู หรือผดิ ดีหรอื เลว พงึ ประสงคห์ รือไมพ่ งึ ประสงค์ มคี ณุ คา่ หรอื ไรค้ ุณค่า
กู๊ด (2014 :1) คุณธรรม คือ คุณภาพที่บุคคลได้กระทำตามความคิดและมาตรฐานของสังคมซึ่ง
เกี่ยวข้องกับความประพฤติและศีลธรรม และพระเทพวิสุทธิเมธี ได้อธิบายความหมายของคุณธรรมโดยแยก
อธบิ ายความหมายเป็น 2 คำ คือคำวา่ “คณุ ” หมายถึง คา่ ทีม่ อี ย่ใู นแต่ละสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยดึ ถอื ซึ่งเป็นไป
ไดท้ ง้ั ทางดแี ละทางร้าย
พุทธทาสภิกขุ (2529 : 89-90) อธิบายคำว่า “ธรรม” มีความหมายคือ ธรรมชาติ เรามีหน้าที่ต้อง
เกี่ยวขอ้ ง ต้องเรียนรู้ ตอ้ งปฏิบตั ิ และตอ้ งมหี น้าทต่ี ้องปฏิบัติ
คุณธรรมมาจากคำว่า “คุณ” และ “ธรรม” มารวมกันเป็นคุณธรรม จึงมีความหมายถึง ธรรมที่เป็น
คณุ สมบัติฝ่ายดี เปน็ ทต่ี ้ังหรอื เป็นประโยชน์แก่สันติสุข คุณธรรมเปน็ ส่วนทต่ี ้องอบรมหรอื ทำให้เกิดขึน้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2553 :1) คุณธรรม หมายถึง สภาพคุณงามความดี ความ
ประพฤติที่ดี การทำให้เกิดคุณงามความดี อุปนิสัยอันดีงามซึ่งเป็นคุณสมบัติที่อยู่ภายในจิตใจของบุคคล ได้แก่
ความเมตตากรุณา ความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อ ความกตัญญู ความพากเพียร ความเห็นอก
เห็นใจ ความละอายต่อความชั่วและความมุ่งมัน่ กล้าหาญที่จะกระทำความดีทัง้ กายและใจเพือ่ ใหเ้ กดิ ความสขุ แก่
ตนเองและผู้ร่วมงาน
ราชบัณฑิตสถาน (2554 : 187) กล่าวถึง “คุณธรรม” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พทุ ธศักราช 2542 ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ “สภาพคณุ งามความดี”
จากนิยามดงั กล่าว สรปุ ไดว้ ่า คุณธรรม หมายถึง หลักธรรมจรยิ าทส่ี รา้ งความรสู้ กึ ชอบชัว่ ดีภายในจติ ใจท่ี
เตม็ เปยี่ มด้วยความสุขทำใหป้ ระพฤตปิ ฏบิ ัติตนอยใู่ นกรอบอนั ดีงาม
ทฤษฎแี ละแนวคิดการพฒั นาคุณธรรม
การพัฒนาคุณธรรมของมนุษย์มีการพฒั นาเป็นลำดับจากวัยทารกจนถึงตลอดชีวิตต้นกำเนิดของแหลง่ ท่ี
ก่อให้เกิดการพัฒนาทางคุณธรรมมาจากอิทธิพลของสังคมและพันธุกรรมคำว่า สังคม ในที่นี้คือ สิ่งแวดล้อม
รอบตัวเด็กทง้ั ทเี่ ป็นบุคคล และสภาพแวดล้อมตามธรรมชาตอิ ่ืนๆ ส่วนพนั ธกุ รรม ได้แก่ ความสามารถในการรู้คิด
และพัฒนาข้ึนตามลำดับข้ันอายุ วุฒิภาวะหรอื ประสบการณท์ ่ีผ้นู ั้นประสบอยู่ การพัฒนามีลักษณะทฤษฎีที่สำคัญ
แบง่ เปน็ 3 แนวทางใหญ่คือ (ประภาศรี สหี อำไพ. 2543 : 29-37)
1. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory) ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของฟรอยด์ (Freud)
เชื่อว่า คุณธรรมกับมโนธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มนุษย์อยู่ในสังคมกลุ่มใดก็จะเรียนรู้ความผิดชอบชั่วดีจาก
สิ่งแวดล้อมในสังคมนั้น จนมีลักษณะพิเศษของแต่ละสังคมที่เรียกว่าเอกลักษณ์ เป็นกฎเกณฑ์ให้ประพฤติปฏิบัติ
ตามข้อกำหนดโดยอตั โนมัติ คนทท่ี ำชว่ั แล้วรู้สึกสำนกึ เกดิ หิริโอตตัปปะละอายใจตนเองถอื วา่ ไดร้ ับการลงโทษด้วย
ตนเอง เมือ่ สำนกึ แล้วพึงละเว้นไม่ปฏิบัตอิ ีกโดยไม่ต้องมีส่ิงควบคุมจากภายนอก เป็นการสรา้ งมโนธรรมขึ้นมาโดย
ไม่จำเป็นต้องสนใจองค์ประกอบของลำดับขั้นพัฒนาการทางคุณธรรมในลักษณะทฤษฎีเช่นนี้บทบาทของ
การศึกษาคือ การพัฒนาทางดา้ นจิตใจเพื่อเสริมสร้างกำลังคนทีม่ ีคุณภาพและประสิทธิภาพตามท่ีระบบเศรษฐกิจ
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศึกษาขน้ั พื้นฐาน ปีการศึกษา 2564 หนา้ 80
และสังคมต้องการ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการศึกษาเพื่ออบรมฝึกฝนการนำสติปัญญาไปใช้เป็นประโยชน์แก่กล้า
ยิ่งขึ้น พยายามแสวงหาจุดมุ่งหมายเพื่ออบรมฝึกฝนการนำสติปัญญาไปใช้เป็นประโยชน์แก่กล้ายิ่งขึ้น พยายาม
แสวงหาจุดมุ่งหมายให้แก่ชีวิต คือ ความเป็นอยู่อย่างดีท่ีสุด หรือการมีอิสรภาพ กรศึกษาจึงเป็นกจิ กรรมของชีวิต
โดยชีวิต เพื่อชีวิต เป็นความสามารถเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และรู้จักเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน (พระราชวร
มนุ ี. 2518 : 71)
2. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) เป็นกระบวนการสังคมประกิต โดยการซึม
ซาบ กฎ เกณฑ์ต่างๆ จากสังคมทีเ่ ติบโตมา รับเอาหลักการเรียนรูเ้ ชื่อมโยงกับหลกั การเสริมแรง และการทดแทน
สิ่งเร้า รับแนวคิดของทฤษฎีจิตวิเคราะห์เป็นรูปแบบ โดยยึดถือว่าการเรียนรู้ คือ การสังเกตเลียนแบบจากผู้
ใกล้ชิดเพื่อแรงจูงใจ คือ เป็นที่รักที่ยอมรับในกลุ่มพวกเดียวกับกลุ่มต้นแบบเพื่อเป็นพวกเดียวกันในลักษณะเช่น
สถาบันหรือกลุ่มสังคมมีอิทธิพลต่อการปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือโรงเรียน จะได้รับ
ความคาดหวังจากสังคมอยา่ งมากในการเปน็ สถาบันท่ีปลกู ฝังรูปแบบและเสรมิ สรา้ งการเลยี นแบบจากตัวอย่างใน
สังคมให้แก่นักเรียนพึงระมัดระวังในการสอน เพราะถ้าขาดความสามารถในการอธิบายเหตุผลให้เด็กเลียนแบบ
ใช้อารมณ์และวางอำนาจแทน จะทำให้เด็กรู้สึกเป็นศัตรูต่อผู้ควบคุมพฤติกรรมทุกระดับ ตั้งแต่บิดามารดา ครูไป
จนถึงตำรวจ พึงอบรมให้เด็กรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้สึกละอายที่ทำชั่ว ความคิดเหตุผลและความสม่ำเสมอในการ
ลงโทษและให้รางวัลเด็ก เป็นที่ยอมรับว่าโรงเรียนเป็นสถานศึกษาที่อบรมกล่อมเกลาให้นักเรียนมีคุณธรรมเป็น
พลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมและประเทศชาติจึงมีหน้าที่ต้องจัดและพัฒนาสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้
เอ้อื อำนวยต่อการปลกู ฝงั และเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรม (ชำเลอื ง วุฒจิ ันทร์. 2524: 140-142)
3. ทฤษฎพี ัฒนาการทางสติปญั ญา (Cognitive Theory) แนวคิดของนกั จิตวิทยากลุม่ น้เี ห็นวา่ คณุ ธรรม
เกิดจากแรงจูงใจในการปฏิบัติตนสัมพันธ์กับสังคม การพัฒนาคุณธรรมจงึ ต้องมีการพิจารณาเหตุผลเชิงคุณธรรม
ตามระดับสติปัญญาของแต่ละบุคคล ซึ่งมีวุฒิภาวะสูงขึ้นการรับรู้คุณธรรมก็พัฒนาขึ้นตามลำดับนักจิตวิทยาที่
สนใจศึกษาในแนวทฤษฎีพฒั นาการทางสตปิ ัญญาคือ เพียเจต์ และโคลเบอร์ก
ทฤษฎพี ฒั นาการทางคณุ ธรรมเพียเจต์
เพียเจต์ (Piaget. 1932 อ้างอิงใน ประภาศรี สีหอำไพ. 2543 : 30-35) เป็นผู้เริ่มศึกษาพัฒนาการทาง
คุณธรรมของเด็ก และมีความคิดว่าพัฒนาการทางคุณธรรมของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับความฉลาดในการที่จะรับรู้
เกณฑแ์ ละลกั ษณะต่างๆ ทางสังคม ดังน้นั พฒั นาการทางคณุ ธรรมของบุคคลจึงขึ้นอยูก่ ับพฒั นาการทางสติปัญญา
ของบคุ คลน้นั ๆ และได้แบ่งช้นั ของมนษุ ย์ออกเปน็ 3 ข้นั คอื
1. ขน้ั ก่อนคณุ ธรรม (ต้ังแต่แรกเกิดจนถงึ 2 ปี) ยงั ไมเกิดคุณธรรม แต่สามารถเรียนรู้จากประสาทสมั ผสั
และมีพฒั นาการทางสตปิ ญั ญาในขั้นต้น
2. ขนั้ เชื่อฟังคำส่งั (อายุ 2-8 ปี) เชอ่ื ฟงั และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของผใู้ หญ่ มีการคิดก่อนปฏิบตั กิ ารตาม
คำสั่ง ซึง่ ในขณะแรกเร่มิ จะไมค่ ำนึงถงึ เหตผุ ลของคำสัง่ นน้ั
3. ขน้ั ยึดหลกั แหง่ ตน (อายุ 8-10 ปี) เกดิ หลักความคิดพฒั นาการทางสตปิ ญั ญาสูงขน้ึ ตามประสบการณ์
ทางสงั คม คลายความเกรงกลวั อำนาจภายนอก เรมิ่ มคี วามคดิ เป็นตวั ของตวั เองมากขนึ้
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน ปีการศึกษา 2564 หนา้ 81
จุดประสงค์หลักของเพียเจต์ คอื การสำรวจธรรมชาติในการตัดสินคุณธรรมของเด็กได้ทำวจิ ยั ในเจนวี าโดยศกึ ษา
เด็กเปน็ รายบุคคลในเรื่อง ต่อไปนี้
1. เจตคตขิ องเด็กทม่ี ตี อ่ กฎ
2. การตดั สนิ ของเด็กเก่ียวกับความถกู ต้องและความผดิ
3. การประเมนิ ค่าความยุตธิ รรมในการตดั สิน
เพียจ์ เริ่มกำหนดวา่ ความงอกงามในการตัดสินดา้ นคุณธรรมมีลำดับพัฒนาการเป็นระยะๆ โดยขึ้นอย่กู บั
การวางรูปแบบในความก้าวหน้าในการเรียนรู้ มากกว่าการเรียนรู้กฎโดยการให้รางวัลและการลงโทษ คือการ
ลอกเลียนแบบอย่างเทา่ น้ัน และไดก้ ลา่ วอีกวา่ คุณธรรมประกอบขึน้ ดว้ ยระบบของกฎและการคงอยู่ของคุณธรรม
จะค้นหาได้จากความเช่ือถือ ซึ่งแต่ละรายบคุ คลพยายามทรี่ ับกฎเหล่าน้ัน
ทฤษฎีของโคลเบอร์ก (Kohlberg’s Theory)
โคลเบอร์ก (Kohlberg. 1981 อ้างอิงใน ประภาศรี สีหอำไพ. 2543 : 30-31) เป็นนักการศึกษาด้าน
คุณธรรมที่มีชื่อเสียงมาก เป็นผู้นำทฤษฎีจริยศึกษาที่สังเคราะห์เอาขอบเขตความรู้ทางปรัชญา จิตวิทยา สังคม
วิทยา และศึกษาศาสตร์มาประกอบกันขึ้นเป็นทฤษฎีบูรณาการ (Integrated Theory) และนำเอามาใช้ในการ
จดั การด้านจริยศกึ ษา (Moral Education)
จอห์น ดวิ อี้ (John Dewey)
ดิวอ้ี (Dewey.1975 อ้างองิ ใน ประภาศรี สหี อำไพ. 2543 : 35-36) เสนอประเดน็ ที่ว่า หลักคุณธรรมจะ
ไม่แยกออกจากชีวิตในสังคมของมนษุ ย์ ตราบใดที่ยังมกี ารสมาคมรว่ มกนั อยู่ดงั นั้นโรงเรียนจึงเป็นรูปแบบของชีวิต
ในสังคม มิใช่เป็นการเตรียมตัวสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะคุณธรรมคือ หลักความประพฤติที่มีการ
ฝึกอบรมให้เป็นความประพฤติของพลเมืองดี โดยเน้นที่รายบุคคลเท่ากับที่ตระหนักถึงผลทางสังคมที่จะดำรง
รูปแบบของสังคมนั้น ดังนั้นหลักคุณธรรมจึงไม่มีใครคนใดคนหนึ่งผูกขาดการตัดสิน ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชา ติไม่
สรา้ งรูปแบบเฉพาะภูมภิ าคหรอื วิถชี ีวิตเพยี งใดอยา่ งหนึ่ง การแปลความหมายคณุ ธรรมในชีวิตสังคมซึ่งเต็มไปด้วย
การเร่งรุดหน้าที่จะสร้างลักษณะนิสัยของบุคคลโดยเน้นความสำคัญในด้านจิตวิทยาในการจัดจริยศึกษาอุปกรณ์
การให้ความรู้ทางคุณธรรมมีความรู้สึกรับผิดชอบเป็นส่วนช่วยได้มาก ผลงานของโรงเรียนตัดสินได้จาก
ความสำเร็จในการพัฒนาความสามารถในการตัดสินคุณธรรมของแต่ละบุคคลได้ นักการศึกษาจะต้องจัดกิจกรรม
นักเรียนโดยการเสรมิ สรา้ งพลงั ในการดำเนินกจิ กรรมด้วยตัวนักเรยี นเอง ใช้สตปิ ญั ญาโดยไมล่ ะทิ้งหลักคุณธรรมที่
นำมาประยกุ ต์ใช้ด้วยตนเองอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
จอห์น วิลสัน (John Wilson)
วิลสัน (Wilson. 1985 อ้างอิงใน ประภาศรี สีหอำไพ. 2543 : 37) ได้เสนอหลักการใช้เหตุผลอย่างมี
ระบบว่า คุณธรรม คือ ระดบั ในการกำหนดคณุ สมบัติของคนในสงั คมตามความร้สู ึก ความสนใจท่วี ัดได้จากคนอ่ืน
ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนาและอารมณ์ของมนุษย์ได้แก่ เจตคติ ความเชื่อถือ และ
ความคิดทางคุณธรรม ซึ่งตรงกับความสนใจของผู้อื่นหลักคุณธรรมสามารถจำกัดความเหมือนคำว่า คำนิยม
(Values) เข็มทิศที่เป็นตัวชี้บอกคุณค่า คือ ความเชื่อ ความเห็น เจตคติ ความสนใจ หรือการปฏิบัติที่บุคคลทำ
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศึกษาข้ันพนื้ ฐาน ปีการศึกษา 2564 หน้า 82
อยา่ งแยกตวั เป็นอสิ ระออกมาให้ผ้อู ่ืนได้ร้วู า่ กำลังดำเนินการวางรูปแบบของค่านยิ มข้ึนมา คา่ นิยมเป็นผลผลิตของ
ประสบการณส์ ว่ นตัวดว้ ยอยา่ งหนงึ่
จากทฤษฎีและแนวคิดต่างๆ ที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางคุณธรรม สรุปได้ว่าพัฒนาการทางคุณธรรมของ
บุคคลได้รับอิทธิพลมาจากสังคมเป็นส่วนใหญ่ บุคคลที่เกิดมาในแต่ละสังคมจะต้องเรียนรู้และยอมรับกฎเกณฑ์
จารีตประเพณใี นสงั คมของตน จะกอ่ ให้เกิดความสขุ และเป็นทย่ี อมรับของสงั คม
แนวทางการจดั กจิ กรรมส่งเสริมคุณธรรมสำหรับครู
เมอื่ สงั คมคาดหวังให้ครเู ป็นผูป้ ระพฤตดิ ี ประพฤติชอบ มสี ติสัมปชญั ญะ มีคุณธรรม ดังนน้ั จึงจำเปน็ ที่
ครูจะตอ้ งหาวธิ สี ง่ เสริมคุณธรรมให้กับตนเอง เพือ่ เปน็ แนวทางในการพฒั นาคุณธรรมของตนให้ได้เหมาะสมกับที่
ไดช้ ื่อว่าเปน็ ครู ดงั น้ี
กจิ กรรมท่ี 1 การเลียนแบบจากตัวแบบทด่ี ี เพอื่ โนม้ น้าวใหค้ รมู คี วามกระตือรอื รน้ ทีจ่ ะปฏิบตั ิงาน
กิจกรรมที่ 2 การรวมพลังกลุ่ม กลุ่มครูที่มีแนวคิดและวางแผนปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ด้วยดี จะมี
อิทธิพลต่อครูคนอื่น สามารถนำกลุ่มชักนำใหค้ รอู ื่นๆ ประพฤตติ าม เช่น ครูกลุ่มหนึง่ วางแผนกนั ประหยดั เพื่อ
เก็บเงินสำหรับอนาคตและเพื่อพัฒนาตนเองหรือลดความฟุ่มเฟือยต่างๆ เพื่อประหยัดทรัพย์สิน
ส่วนตัว ทรัพย์สินของทางราชการ และสาธารณสมบัติ อาทิ ตั้งโครงการประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ โครงการ
ซอ่ มบำรุงเครอื่ งมือเครอ่ื งใชภ้ ายในหนว่ ยงานด้วยตนเอง เปน็ ตน้
กจิ กรรมท่ี 3 การเพ่มิ สมรรถภาพทางจิต ด้วยวธิ ี
1.1 ฝึกการควบคมุ อารมณข์ องตนเองใหม้ ีความยบั ย้งั ช่ังใจทจี่ ะไม่แสดงปฏิกิรยิ าตอบสนองในทางลบ แต่
ใหใ้ ช้วิธีไตร่ตรอง ศกึ ษาสาเหตทุ ีแ่ ทจ้ รงิ ของพฤตกิ รรมนน้ั
เสียก่อน
1.2 พยายามเอาชนะอุปสรรคด้วยการสร้างคำมั่นสัญญา และบันทึกผลการปฏิบัติของตนเองไว้ วิธีน้ี
อาจใหเ้ พอ่ื นครูหรือผูใ้ กล้ชดิ เป็นผูป้ ระเมนิ ความกา้ วหนา้ ให้
1.3 การฝึกสมาธิ เพื่อให้มีจิตใจที่สงบไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยวิธีนี้จะช่วยให้ครูมีความแจ่มใสใน
อารมณ์ สามารถที่จะเพิ่มสมรรถภาพทางจิตให้กับตนเองได้เป็นอย่างดี ในเวลาเดียวกันจะช่วยให้ครูตระหนัก
และมองเห็นคณุ ค่าของสมาธิ มีเหตผุ ลทจี่ ะประพฤติปฏิบตั ิสมาธิอย่างต่อเนอื่ งตลอดไปจนกลายเป็นกิจนิสยั ทดี่ ี
จากทฤษฎีและแนวคิดต่างๆ ที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางคุณธรรม สรุปได้ว่าพัฒนาการทางคุณธรรมของ
บุคคลได้รับอิทธิพลมาจากสังคมเป็นส่วนใหญ่ บุคคลที่เกิดมาในแต่ละสังคมจะต้องเรียนรู้และยอมรับกฎเกณฑ์
จารีตประเพณใี นสงั คมของตน จะกอ่ ใหเ้ กดิ ความสุข และเป็นทีย่ อมรบั ของสงั คม
3. วิธกี ารดำเนินงาน
1. เป้าหมาย
1.1 เชิงปรมิ าณ
1. ครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาโรงเรียนบา้ นปาโจรอ้ ยละ 95 ครตู ง้ั ใจปฏบิ ตั หิ น้าท่ี ดว้ ยความ
เตม็ ใจและปฏบิ ัติ
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 83
1.2 เชงิ คุณภาพ
1. ข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาโรงเรยี นบา้ นปาโจไดพ้ ัฒนาตนเองในเร่อื งคณุ ธรรม
จรยิ ธรรม เพื่อ ป้องกนั การกระทำผดิ วินยั
2.ข้าราชการครทู ่ีผา่ นการอบรม มีคณุ ธรรม จริยธรรม ในการประพฤตติ นและปฏบิ ตั ิราชการ ได้
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ เกดิ ประสทิ ธิผล และประพฤตปิ ฏิบัติตนเป็นแบบอย่างทด่ี ีตอ่ สังคม ได้
2. ข้นั ตอนการดำเนนิ งาน
2.1 ประชมุ /วางแผน การดำเนนิ การแม่พมิ พ์ “ครคู ุณธรรม”
2.2 จัดทำแผนการทำ ID Plan ของครูแตล่ ะคน
2.3 ดำเนนิ การตามกจิ กรรม
2.3.1 กิจกรรมส่งเสริมใหค้ รปู ฏบิ ัตติ นตามวินยั จรรยาบรรณ
- การปฏิบตั ิหน้าทด่ี ว้ ยการซอื่ สตั ว์ สจุ ริต
- การมคี วามรบั ผิดชอบตอ่ งานทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย
- การรบั ผิดชอบงานในหน้าท่ี ไม่ลา ไม่สาย ไมข่ าดสอน
- การมบี คุ ลิกภาพเหมาะสมกับความ เปน็ ครู มจี ติ ใจรา่ เริงแจ่มใส ดำรงตนเป็นผู้นำและ
ผ้ตู ามท่ี
2.3.2 กจิ กรรมส่งเสรมิ ใหค้ รเู ปน็ แบบอย่างด้าน คณุ ธรรมจริยธรรม
- การปฏบิ ตั ิตน เหมาะสมกบั การเป็นครู เปน็ แบบอยา่ งทดี่ ีแก่เพือ่ นร่วมงานและนักเรยี น
- การแตง่ กายในวนั สำคญั ตา่ งๆ
- การปฏิบัติศาสนกจิ เช่น การละหมาด การถอื ศลี อด
- การทำความสะอาดเขตบรกิ ารเปน็ ตัวอยา่ งให้กับนักเรีย
2.4 ตดิ ตาม/ควบคุมการดำเนนิ งาน/สรปุ ผล/รายงานผล
2.5 นำผลการดำเนินงานมาวเิ คราะห/์ ปรบั ปรงุ แก้ไข วางเปา้ หมายในคร้งั ต่อไป
4. ผลทีเ่ กดิ ข้ึน
ผลที่ไดร้ ับจากการจดั กจิ กรรม
1. ขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาโรงเรยี นบ้านปาโจความรคู้ วามเขา้ ใจเก่ยี วกบั เรอ่ื งคุณธรรม
จริยธรรม ข้าราชการมากขนึ้
2. ข้าราชการครทู างการศกึ ษาโรงเรยี นบ้านปาโจมีคณุ ธรรม จริยธรรมในการประพฤตติ นและการ
ปฏบิ ตั ริ าชการ
3. จำนวนเรอื่ งร้องเรียน กล่าวหาขา้ ราชการครใู นสงั กดั มีจำนวนลดลง
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศึกษาข้นั พื้นฐาน ปีการศกึ ษา 2564 หนา้ 84
5. การเผยแพรผ่ ลงาน
เผยแพร่ผลงานทาง Facebook โรงเรียนบ้านปาโจ สพป.ยล 1
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน ปีการศกึ ษา 2564 หนา้ 85
สว่ นที่ 4
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
คำสัง่ แต่งตง้ั คณะกรรมการดำเนนิ งาน
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 86
คำสงั่ โรงเรียนบ้านปาโจ
ท่ี 32/ 2564
เรอื่ ง แตง่ ตัง้ คณะกรรมการดำเนนิ งานประกนั คุณภาพการศึกษาระดบั ปฐมวัยและระดบั การศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน
ปกี ารศกึ ษา 2564
...................................................................................
ตามพระราชบัญญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และทีแ่ กไ้ ขเพมิ่ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 9
(3) ได้กำหนดการจัดระบบโครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษาให้ยึดหลักที่สำคัญข้อหนึ่งคือมีการกำหนด
มาตรฐานการศกึ ษาและจัดระบบการประกนั คณุ ภาพการศึกษาทุกระดับและทุกประเภทการศึกษาโดยมาตรา 31
ให้กระทรวงมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐาน
การศึกษาและมาตรา 48 ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
และให้ถือว่าการประกนั คณุ ภาพภายในเป็นสว่ นหนง่ึ ของการบริหารการศึกษาท่ตี ้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดย
มีการจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเปิดเผยต่อสาธารณชน เพ่ือ
นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาเพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอก ฉะนั้น อาศัยอำนาจตาม
ความในมาตรา 5 มาตรา 9 (3) และมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
กระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศให้ใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในของ
สถานศึกษา ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ที่สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรปู การศึกษาในทศวรรษที่สอง เพื่อ
เป็นการพัฒนา ส่งเสริม สนบั สนนุ กำกบั ดูแล และตดิ ตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของโรงเรยี นบา้ นปาโจ ให้
ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ โรงเรียนบ้านปาโจจึงได้แต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา เปน็ คณะกรรมการดำเนนิ การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ดงั น้ี
1. คณะกรรมการฝ่ายอำนวยการ มีหน้าที่ อำนวยความสะดวก วางแผนการดำเนินงานประเมินคุณภาพ
ภายในสถานศึกษา ประจำปีการศึกษา 2564 ให้คำปรึกษา ส่งเสริม สนับสนุน กำกับดูแลและติดตาม ตรวจสอบ
การดำเนินงานตามระบบการประกันคณุ ภายในสถานศกึ ษา ประกอบด้วย
1) คณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน ทป่ี รกึ ษา
2) นายไพบลู ย์ ดำสมุทร ประธานกรรมการ
3) นายแสนสุข สะนี หวั หน้างานบริหารทวั่ ไป กรรมการ
4) นางขวัญใจ สุขาเขนิ หวั หนา้ งานบรหิ ารบุคคล กรรมการ
5) นางสาวสรนี ่า ฤทธโ์ิ ต หวั หนา้ งานบริหารงบประมาณ กรรมการ
6) นางสาวมรู ยี านี เจะแซ หวั หน้างานบรหิ ารวิชาการ กรรมการและ
เลขานกุ าร
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หนา้ 87
2. คณะกรรมการฝ่ายดำเนินงาน มีหน้าท่ี ศกึ ษามาตรฐาน และ ตวั บงชีท้ ไ่ี ดร้ บั มอบหมายจดั ทำ
เครื่องมอื สำหรบั ประเมิน จดั เตรียมขอ้ มลู เอกสาร และจดั ทำรายงานประจำปีการศึกษา 2564 ประสานงานกับ
ครูและบคุ ลากรท่ีเกี่ยวขอ้ งเพื่อเก็บรวบรวมขอ้ มูล ท่ีสัมพันธ์และสอดคลอ้ งกับมาตรฐานและตัวบงช้ี
ประกอบดว้ ย
2.1 มาตรฐานการศกึ ษาปฐมวัย
2.1.1 นางสาวกรชนิ ี นราสมโภชกจิ
2.1.2 นางสาวนูรไลลาวาตี อาลี
2.1.3 นางสาวอามเี นา๊ ะ มลู ะซอ
2.2 มาตรฐานการจดั การศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน
2.2.1) มาตรฐานท่ี 1 คุณภาพของผู้เรียน
1) นางสาวสรีน่า ฤทธโ์ิ ต
2) นางรฮู นั นี อีแมดอสะ
3) นางสาวนรู ซารรี าห์ สะมะแอ
4) นางสาวเบญญา ซาติ
5) นางสาวมาริสา หมดั จิ
6) นางสาวอารีนี บานา
2.2.2) มาตรฐานท่ี 2 กระบวนการบริหารและการจัดการของผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา
1) นายแสนสุข สะนี
2) นางสาวนรู มา อาลี
3) นางสาวสุไรณี เซะบิง
4) นายแวดาวดุ แวดอื ราแม
2.2.3) มาตรฐานท่ี 3 การจดั การเรียนการสอนทเ่ี นน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ
1) นางขวญั ใจ สุขาเขิน
2) นางสาวมรู ียานี เจะแซ
3) นายศวษิ ฐ์ แก้วปลอด
3. คณะกรรมการตดิ ตามผล/ตรวจสอบและประเมนิ ผล มหี นา้ ท่ี ตดิ ตามและตรวจสอบการดำเนินงาน
ระบบระบบประกันคณุ ภาพภายใน รวมท้งั ตดิ ตามและตรวจสอบคณุ ภาพการศกึ ษาของสถานศึกษา แลว้ สง่
ขอ้ มลู การตดิ ตามตรวจสอบให้คณะกรรมการอำนวยการ และสง่ รายงานประจำปีการศึกษา 2564 ประกอบดว้ ย
1) นางสาวมรู ียานี เจะแซ ประธานกรรมการ
2) นางสาวสรนี า่ ฤทธิโ์ ต กรรมการ
3) นายแสนสขุ สะนี กรรมการ
4) นางสาวนรู ซารรี าห์ สะมะแอ กรรมการและเลขานกุ าร
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน ปีการศึกษา 2564 หน้า 88
ท้งั น้ี ให้ผทู้ ่ีได้รบั การแตง่ ตัง้ ปฏิบัติหน้าทีต่ ามทไี่ ด้รับมอบหมายดว้ ยความเอาใจใส่ ด้วยความรบั ผิดชอบ
คำนึงถึงประโยชน์ของโรงเรียนและนักเรียนเป็นสำคัญ หากมีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ในการปฏิบัติงานที่ไม่
สามารถปฏิบตั ิได้ โปรดแจ้งผอู้ ำนวยการโรงเรียนทราบ เพอ่ื พจิ ารณาส่งั การตอ่ ไป
ส่งั ณ วันที่ 1 เดือน กรกฎาคม พ.ศ.2564
(นายไพบลู ย์ ดำสมทุ ร)
ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นบา้ นปาโจ
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน ปีการศึกษา 2564 หนา้ 89
ภาคผนวก ข
ประกาศมาตรฐาน ประกาศคา่ เปา้ หมาย
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดับการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 90
ประกาศโรงเรยี นบ้านปาโจ
เรือ่ ง ใหใ้ ช้มาตรฐานการศกึ ษา ระดบั ปฐมวัยและระดบั การศึกษาขั้นพน้ื ฐาน ปีการศกึ ษา 2564
..................................................
โดยที่มีประกาศใช้กฎกระทรวง การประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 มีนโยบายให้ปฏิรูประบบ
การประเมินและการประกันคุณภาพทั้งภายในและภายนอกของทุกระดับก่อนจะมีการประเมินคุณภาพในรอบ
ต่อไป และประกาศกระทรวงศึกษาธกิ ารเร่ือง ใหใ้ ชม้ าตรฐานการศึกษา ระดบั ปฐมวยั ระดับการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน
และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานศูนย์การศึกษาพิเศษ เม่ือวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561 จำเป็นต้องปรับปรุง
มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานตามประกาศของกฏกระทรวง
และสอดคล้องกับบรบิ ทของสถานศกึ ษา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 9 (3)
ได้กำหนดการจัดระบบ โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษาให้ยึดหลักที่สำคัญข้อหนึ่ง คือ มีการกำหนด
มาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภท และมาตรา 48 ให้สถานศึกษา
จัดให้มีระบบประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษา และใหถ้ ือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหน่ึงของการบริหาร
การศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้อง และเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับการประกัน
คุณภาพภายนอก
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 (3) มาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 กฎกระทรวงการประกนั คณุ ภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 และ
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ให้ใช้มาตรฐานการศึกษาระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับ
การศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ ประกอบกบั มติคณะกรรมการสถานศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน โรงเรียนบ้าน
ปาโจ ในการประชมุ คร้ังท่ี 2 เม่ือวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2564 โรงเรียนบา้ นปาโจ จึงประกาศใหใ้ ช้มาตรฐาน
การศึกษาระดับปฐมวัยและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2564 เพื่อใช้เป็นหลักในการเทียบเคียง
สำหรับการส่งเสริมและกำกับดแู ลในการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา การตรวจสอบการประเมินผลและการประกัน
คณุ ภาพทางการศึกษา
ประกาศ ณ วนั ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2564
( นายไพบูลย์ ดำสมทุ ร )
ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นบา้ นปาโจ
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศึกษาข้นั พื้นฐาน ปกี ารศกึ ษา 2564 หน้า 91
มาตรฐานการศกึ ษา คำอธิบายและการให้ระดบั คุณภาพ
แนบท้ายประกาศโรงเรยี นบ้านปาโจ
เรื่อง ให้ใชม้ าตรฐานการศึกษาระดบั ปฐมวัยและระดับการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน
ฉบบั ลงวนั ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2564
------------------------------------------
มาตรฐานการศึกษา ระดบั ปฐมวัย พ.ศ.2564 มจี ำนวน 3 มาตรฐาน ได้แก่
มาตรฐานที่ 1 คณุ ภาพของเดก็
มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบรหิ ารและการจัดการ
มาตรฐานท่ี 3 การจดั ประสบการณ์ทีเ่ น้นเด็กเปน็ สำคัญ
แตล่ ะมาตรฐาน มรี ายละเอียด ดังน้ี
มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของเด็ก
1.1 มพี ฒั นาการด้านร่างกาย แข็งแรง มีสขุ นิสัยท่ดี ีและดูแลความปลอดภัยของตนเองได้
1.2 มพี ัฒนาการด้านอารมณ์ จติ ใจควบคุมและแสดงออกทางอารมณ์ได้
1.3 มีพัฒนาการดา้ นสงั คม ช่วยเหลอื ตนเองในการปฏิบตั กิ จิ วตั รประจำวนั มีวินยั และเปน็
สมาชิกทด่ี ีของสงั คม
1.4 มีพัฒนาการด้านสตปิ ัญญา สอ่ื สารได้ มที กั ษะการคดิ พน้ื ฐานและแสวงหาความร้ไู ด้
มาตรฐานท่ี 2 กระบวนการบรหิ ารและการจดั การ
2.1 มหี ลกั สูตรครอบคลมุ พัฒนาการท้ัง 4 ดา้ น สอดคล้องกบั บรบิ ทของทอ้ งถ่ิน
2.2 จดั ครูใหเ้ พียงพอกับชน้ั เรยี น
2.3 สง่ เสรมิ ให้ครมู คี วามเชี่ยวชาญดา้ นการจดั ประสบการณ์
2.4 จัดสภาพแวดล้อมและสือ่ เพอ่ื การเรยี นรู้ อยา่ งปลอดภัย และเพยี งพอ
2.5 ให้บริการส่ือเทคโนโลยสี ารสนเทศและส่ือการเรยี นรเู้ พอ่ื สนบั สนุนการจดั ประสบการณ์
2.6 มีระบบบรหิ ารคณุ ภาพทเี่ ปิดโอกาสให้ผูเ้ กย่ี วข้องทกุ ฝ่ายมสี ่วนรว่ ม
มาตรฐานที่ 3 การจัดประสบการณท์ เ่ี นน้ เดก็ เป็นสำคญั
3.1 จดั ประสบการณ์ทส่ี ง่ เสรมิ ให้เด็กมพี ฒั นาการทกุ ด้านอยา่ งสมดุลเตม็ ศกั ยภาพ
3.2 สรา้ งโอกาสใหเ้ ด็กทกุ คนไดร้ บั ประสบการณต์ รง เลน่ และลงมอื ปฏบิ ัติอย่างมคี วามสุข
3.3 จดั บรรยากาศทเ่ี อื้อต่อการเรียนรู้ ใชส้ ่อื และเทคโนโลยที ่ีเหมาะสมกบั วยั ของเด็ก
3.4 ประเมินพัฒนาการเดก็ ตามสภาพจริงและนำผลการประเมินพัฒนาการเด็กไปปรบั ปรงุ
การจดั ประสบการณแ์ ละพฒั นาเดก็
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน ปีการศึกษา 2564 หนา้ 92
มาตรฐานการศึกษา
ระดับการศึกษาข้นึ พืน้ ฐาน พ.ศ. 2564 มีจำนวน 3 มาตรฐาน ได้แก่
มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน
1.1 ผลสัมฤทธิ์ทางวชิ าการของผูเ้ รยี น
1.2 คุณลักษณะท่พี งึ ประสงค์ของผู้เรียน
มาตรฐานท่ี 2 กระบวนการบรหิ ารและการจัดการ
มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนทเ่ี น้นผู้เรยี นเปน็ สำคญั
แตล่ ะมาตรฐาน มรี ายละเอยี ด ดังนี้
มาตรฐานท่ี 1 คณุ ภาพผเู้ รยี น
1.1 ผลสัมฤทธท์ิ างวิชาการของผู้เรยี น
1) มีความสามารถในการอา่ น การเขียน การส่ือสาร และการคดิ คำนวณ
2) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณ อภปิ รายแลกเปลี่ยน
ความคดิ เหน็ และแกป้ ญั หา
3) มีความสามารถในการสรา้ งนวตั กรรมท่ีสอดคล้องกบั วิถีชวี ติ ของชมุ ชน
4) มคี วามสามารถในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร
5) มีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา
6) มคี วามรู้ทักษะพ้ืนฐานและเจตคตทิ ่ีดีตอ่ งานอาชพี
1.2 คุณลักษณะทพ่ี งึ ประสงคข์ องผ้เู รยี น
1) การมีคณุ ลักษณะและค่านยิ มทดี่ ีตามท่ีสถานศกึ ษากำหนด
2) ความภมู ใิ จในทอ้ งถน่ิ และความเป็นไทย
3) การยอมรบั ทจ่ี ะอยรู่ ว่ มกันบนความแตกตา่ งและหลากหลาย
4) สุขภาวะทางร่างกายและจติ สังคม
มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ
2.1 มเี ป้าหมายวิสยั ทัศนแ์ ละพันธกิจท่สี ถานศึกษากำหนดชดั เจน
2.2 มรี ะบบบริหารจดั การคณุ ภาพของสถานศกึ ษา
2.3 ดำเนินงานพัฒนาวิชาการท่ีเนน้ คุณภาพผเู้ รยี นรอบดา้ นตามหลกั สตู รสถานศึกษา
และทุกกลุ่มเป้าหมาย
2.4 พฒั นาครแู ละบุคลากรใหม้ คี วามเช่ียวชาญทางวิชาชพี
2.5 จัดสภาพแวดลอ้ มทางกายภาพและสงั คมทเี่ อ้ือตอ่ การจดั การเรียนรู้อยา่ งมคี ณุ ภาพ
2.6 จดั ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ สนบั สนนุ การบริหารจดั การและการจดั การเรยี นรู้
รายงานการประเมินตนเอง ระดบั การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ปกี ารศึกษา 2564 หนา้ 93
มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรยี นการสอนที่เนน้ ผู้เรยี นเปน็ สำคัญ
3.1 จดั การเรียนรผู้ ่านกระบวนการคดิ และปฏิบตั ิจรงิ และสามารถนำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ิตได้
3.2 ใชส้ อ่ื เทคโนโลยีสารสนเทศและแหลง่ เรยี นรทู้ เี่ อ้ือต่อการเรียนรู้
3.3 มีการบรหิ ารจัดการช้นั เรยี นเชิงบวก
3.4 ตรวจสอบและประเมินผเู้ รียนอย่างเป็นระบบและนำผลมาพัฒนาผเู้ รยี น
3.5 มกี ารแลกเปลี่ยนเรียนรแู้ ละใหข้ อ้ มลู สะท้อนกลับเพื่อพฒั นาและปรับปรงุ
การจดั การเรียนรู้
รายงานการประเมนิ ตนเอง ระดบั การศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน ปีการศึกษา 2564 หน้า 94
คำอธบิ าย
มาตรฐานการศึกษาระดบั การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน ปกี ารศึกษา 2564
มาตรฐานท่ี 1 คณุ ภาพของผู้เรียน
ผลการเรียนรู้ท่ีเป็นคุณภาพของผู้เรียนทัง้ ด้านผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ ประกอบด้วยความสามารถใน
การอ่าน การเขียน การสื่อสาร การคิดคำนวณ การคิดประเภทต่าง ๆ การสร้างนวัตกรรม การใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรการมีความรู้ ทักษะพื้นฐานและเจตคติที่ดีต่อ
วชิ าชีพ และดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ทเ่ี ปน็ คา่ นยิ มที่ดตี ามที่สถานศึกษากำหนด ความภูมิใจในท้องถิ่นและ
ความเป็นไทยการยอมรับที่จะอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างและหลากหลาย รวมทั้งสุขภาวะทางร่างกายและ จิต
สังคม
1.1 ผลสมั ฤทธ์ิทางวิชาการของผูเ้ รียน
1) มคี วามสามารถในการอ่าน การเขยี น การสอ่ื สาร และการคิดคำนวณ
ผู้เรียนมีทักษะในการอ่าน การเขียน การสื่อสาร และการคิดคำนวณตามเกณฑ์ที่
สถานศึกษา กำหนดในแต่ละระดับชั้น
2) มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ อภิปรายแลกเปลี่ยนความ
คิดเหน็ และแกป้ ัญหา
ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดจำแนกแยกแยะ ใคร่ครวญไตร่ตรอง พิจารณาอย่าง
รอบคอบ โดยใช้เหตผุ ลประกอบการตดั สนิ ใจ มีการอภปิ รายแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ และแกป้ ญั หาอยา่ งมีเหตผุ ล
3) มคี วามสามารถในการสร้างนวตั กรรม
ผู้เรียนมีความสามารถในการรวบรวมความรู้ได้ทั้งด้วยตัวเองและการทำงานเป็นทีม
เชื่อมโยง องค์ความรู้ และประสบการณม์ าใช้ในการสร้างสรรค์สิง่ ใหมๆ่ อาจเป็นแนวความคดิ โครงการ โครงงาน
ชน้ิ งาน ผลผลิต
4) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร
ผู้เรียนมีความสามารถในใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการพฒั นาตนเองและ
สังคมในด้านการเรยี นรู้ การสอ่ื สาร การทำงาน อยา่ งสร้างสรรค์ และมคี ณุ ธรรม
5) มีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นตามหลักสูตรสถานศกึ ษา
ผู้เรียนบรรลุและมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษาจากพื้นฐานเดิมใน
ด้านความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ กระบวนการต่าง ๆ รวมทั้งมีความก้าวหน้าในผลการทดสอบระดับชาติ หรือผล
การทดสอบอน่ื ๆ
6) มีความรู้ ทักษะพื้นฐาน และเจตคตทิ ี่ดตี ่องานอาชพี
ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะพื้นฐานในการจัดการ เจตคติที่ดีพร้อมที่จะศึกษาต่อในระดับชั้นท่ี
สงู ข้ึน การทำงานหรืองานอาชพี มรี ายได้ระหว่างเรยี น