The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Zall Fa Fa, 2023-02-08 20:01:52

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดย ฟาตีหะฮ์ดอคอ รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ระดับปริญญาตรีหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2


ชื่อวิจัย การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ผู้วิจัย ฟาตีหะฮ์ ดอคอ สาขา วิชาภาษาไทย คณะกรรมการที่ปรึกษา ...................................................................กรรมการ (อาจารย์ซัลมา รัตนเยี่ยม) อาจารย์นิเทศประจำหลักสูตร ...................................................................กรรมการ (ครูรัตนาภรณ์ เอียดเหตุ) ครูพี่เลี้ยง รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ระดับปริญญาตรี หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 256


ก ชื่อวิจัย การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ชื่อผู้วิจัย ฟาตีหะฮ์ ดอคอ สาขาวิชา ภาษาไทย ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยในชั้นเรียนเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการ เขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัด ยะลา (2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนในการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของ นักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ประชากร/กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กนักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 8 - 9 ปี ที่กำลังศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 60 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 17 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มาจำนวน 1 ห้อง โดยใช้วิธีการเลือกแบบจำเพาะเจาะจง ( Purposive sampling ) เนื่องจากนักเรียนมีพัฒนาการที่ คล้ายกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ผลการใช้ชุดแบบฝึกทักษะการคัดลายมือ แบบทดสอบ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม จำนวน 3 กิจกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การทดอสอบก่อนและหลังเรียน วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้และการทำกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัด ยะลา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ก่อนเรียนนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 5.05 คะแนน มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.03 หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 10.42 คะแนน มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.39 มีค่าการทดสอบที (t - test) เท่ากับ 13.22 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการสอนใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.60 , S.D. = 0.27)


ข Title Developing the ability to use fine motor skills in writing of grade 2 students using skills exercises together with creative arts activities Municipal 3 School (Wat Phutthapoom), Muang District, Yala Province Author Fatiha Dokho Degree Thai language Academic Year 2565 Abstract This classroom research aims to (1) to develop the ability to use small muscles of students with learning difficulties in writing using skill exercises together with creative arts activities Municipal 3 School (Wat Phutthapoom), Yala Province ( 2 ) To assess students' satisfaction in developing their ability to use small muscles. of students with learning difficulties in writing using skill exercises together with creative arts activities Municipal 3 School (Wat Phutthapoom), Muang District, Yala Province The population/samples used in this research were male and female students aged between 8 - 9 years. The students were studying in grade 2, Municipality 3 School (Wat Phutthapoom), Muang District, Yala Province, in the first semester of the academic year 2022, of 60 people. The sample group consisted of 17 people. Prathomsuksa 2 students came to 1 room by using the selection method. Specific (purposive sampling) because students have similar developments. Research tools are: Learning management plan for using the calligraphy skill set Quiz before and after 3 activities The statistic used in the data analysis was to compare the test achievement before and after studying. Analyze thestudents' satisfaction with the learning management plan. and activities The results showed that Developing the ability to use fine motor skills in writing of grade 2 students using skills exercises together with creative arts activities Municipal School 3 (Wat Phutthapoom), Muang District, Yala Province, after school is higher than before. Before studying, students had an average score of 5.05 with a standard deviation It was 1.03 after studying with an average score of 10.42 points, a standard deviation of 1.39, a t-test value of 13.22 and a statistical significance at the .05 level, and the students were satisfied with teaching as a whole. At a high level (= 4.60, S.D. = 0.27)


ค กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความอนุเคราะห์ก ช่วยเหลือ แนะนำ และให้คำปรึกษาเป็นอย่าง ดียิ่งจาก ครูพี่เลี้ยง ผู้เชี่ยวชาญ และคณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญ ครูรัตนาภรณ์ เอียดเหตุ ครูอารีย์ สัจจาพันธ์และอาจารย์ซัลมา รัตนเยี่ยม ที่กรุณาตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย ช่วยแก้ไขข้อบกพร่องและให้คำแนะนำในการสร้าง เครื่องมือ ให้ถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมทั้งบุคคลที่ ผู้วิจัยได้อ้างอิงทางวิชาการตามที่ปรากฏในบรรณานุกรม ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ที่ให้ความ อนุเคราะห์และอำนวยความสะดวกในการเก็บข้อมูลวิจัย และขอขอบใจนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ที่ให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูลวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ ครูผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) และอาจารย์ ประจำ หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา สำหรับความอนุเคราะห์และความ สะดวกในการเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัย ตลอดจนให้กำลังใจและคำปรึกษาที่มีประโยชน์ยิ่งในการทำวิจัย ขอขอบคุณ กัลยาณมิตรทุกท่านสำหรับคำแนะนำ ความช่วยเหลือ และกำลังใจในการทำวิจัยฉบับนี้ จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ให้ความร่วมมือช่วยเหลืออีกหลายท่าน ซึ่งผู้วิจัยไม่สามารถกล่าวนาม ณ ที่นี้ได้หมด จึงขอขอบคุณทุกท่านเหล่านั้นไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ผู้วิจัยขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่มอบทุนอุดหนุนในการทำวิจัยฉบับนี้ คุณค่า ทั้งหลายที่ได้รับจากวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทีแก่บิดามารดาและบูรพาจารย์ที่เคยอบรมสั่ง สอนตลอดจนผู้มีพระคุณทุกท่าน ฟาตีหะฮ์ ดอคอ ตุลาคม 2565


ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย…………………………………………………………………………….............. ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ…………………………………………………………………………………... ข กิตติกรรมประกาศ……………………………..……………………………..…………………........... ค สารบัญ………………………………………………………………………………………………………... ง สารบัญตาราง……………………………………………………………………………………………….. ฉ บทที่ 1 บทนำ......................................................................................................... ... 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา…………………………………………………. 1 วัตถุประสงค์วิจัย............................................................................................. 3 ขอบเขตการวิจัย............................................................................................. 3 ประโยชน์ของการวิจัย.................................................................................... 4 นิยามศัพท์เฉพาะ............................................................................................ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..................................................................... 6 เอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย................................................................................... 8 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก............................... 14 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเขียน...................................................................... 21 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้แบบฝึกทักษะ.................................................... 28 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์......................... 36 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง......................................................................................... 44


จ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย.......................................................................................... 52 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง............................................................................. 52 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................. 52 การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................... 55 การวิเคราะห์ข้อมูล......................................................................................... 56 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................... 56 บทที่ 4 ผลการวิจัย.................................................................................................... 59 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................... 59 บทที่ 5 อภิปลายผล และข้อเสนอแนะ...................................................................... 62 สรุปผลการวิจัย............................................................................................... 64 อภิปรายผลการวิจัย........................................................................................ 64 ข้อเสนอแนะ................................................................................................... 66 บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………............ 67 ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………….....… ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ……………………………... 70 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย………………………………………………...... 72 ภาคผนวก ค คุณภาพของเครื่องมือวิจัย…………………………………………………. 75 ภาคผนวก ง แผนการจัดการเรียนรู้................................................................ 78 ภาคผนวก จ แบบประเมินความสอดคล้อง…………………………………............ 110 ภาคผนวก ฉ ภาพแสดงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้....................................... 120 ประวัติผู้วิจัย........................................................................................................ ...... 125


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง 9 2. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการปั้นเพื่อพัฒนากล้าม เนื้อมัดเล็กสำหรับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการสอนโดยใช้ หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเขียนคัดลายมือ 59 3. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การสอนการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 60 4. แบบประเมินหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขียนคัดลายมือ 72 5. แบบประเมินการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบและ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 73 6. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการสอน 76 7. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินประเมินความพึงพอใจ 77 8. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินผลการเรียนรู้การพัฒนาความสามรถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 78 9. แบบประเมินหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขียนคัดลายมือ 112 10. แบบประเมินการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบและ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 113


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา กล้ามเนื้อมัดเล็ก เป็นอวัยวะที่สำคัญหนึ่งในการใช้ประกอบกิจวัตรประจำวันด้วย ตนเอง การใส่ถอด กระดุมหลุด ซิป การแปรงฟัน ผูกเชือกรองเท้า งานศิลปะต่าง ๆ รวมทั้งการขีดเขียนถ้าเด็กใช้กล้ามเนื้อเล็กได้ คล่องแคล่ว จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ด้านสติปัญญาให้ดีขึ้น เพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กมีส่วนทำให้ เด็กได้ใช้มือสำรวจ สังเกตจากการสัมผัสจับต้องในทุก ๆ กิจกรรม (อธิษฐาน พูลศิลป์,ศักดิ์กุล. 2556: 111) ซึ่ง การใช้มือเพื่อที่จะจับของเล่นและเรียนรู้ทักษะ ในการช่วยเหลือตนเองเช่นการกินอาหารและแต่งตัว (สมศรี เมฆ ไพบูลย์วัฒนา.2551: 22; อ้างอิงจาก อแวร์เนส. 2003: Online) เป็นการฝึกความพร้อมด้านกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือให้แข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และการฝึกความสัมพันธ์ระหว่างตากับมือจะช่วยให้เด็กออกก าลัง และพร้อมที่จะใช้ในการเขียน (พูนสุขบุณย์สวัสดิ์.2554: 41) เด็กจะสามารถเขียนสิ่งใดก็ต่อเมื่อมีความสมารถ ในการใช้กล้ามเนื้อมือและสายตาประสานสัมพันธ์กันได้ดี (เยาวพา เดชะคุปต์.2558:123) ซึ่งจะท ำให้การ ควบคุมและการประสานงานกันของกล้ามเนื้อมัดเล็กกับสายตามีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของการรับรู้ และ สติปัญญาของเด็กปฐมวัย (กุลยา ตันติผลาชีวะ.2552:64) กล้ามเนื้อมัดเล็กมีความสำคัญและมีความเกี่ยวข้องในการทำกิจวัตรประจำวัน ดังนั้น กิจกรรมที่ ส่งเสริมการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมให้การทำงานของกล้ามเนื้อมือและตาให้ ทำงานสัมพันธ์กันได้ดี ความชำนาญในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กในการหยิบจับสิ่งของ การเล่น ตุ๊กตา เครื่องเล่นต่างๆ นั้นจะส่งผลดีต่อทักษะต่างๆมากมายที่คุณพ่อ คุณแม่ อาจคาดไม่ถึง ในแต่ละครอบครัว นั้น อาจจะมีวิธีการดูแลบุตรหลานของตน ตามแบบฉบับเฉพาะเพื่อมุ่งให้บุตรหลานนั้นได้มีทักษะที่ดีเยี่ยมและ มีความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่รั่วโรงเรียน แต่ทักษะอย่างหนึ่งที่สำคัญต่อเด็กปฐมวัย เพื่อให้พวกเขามีความพร้อม ในการเรียนนั้น คือ การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine-Motor Skills) ซึ่งกล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับเด็กปฐมวัย คือ กล้ามเนื้อนิ้วมือ และกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อทั้ง 2 ส่วนจะช่วยส่งเสริมในเรื่องของการเขียนและการเรียน ของพวกเขา ซึ่งทักษะนี้จะเกิดจากการที่บุตรหลานได้ทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง เช่น การ ติดกระดุม การผูกเชือกรองเท้า การแปรงฟัน การจับช้อนและส้อม การอาบน้ำ กิจกรรมเหล่านี้จะส่งเสริมให้ สายตา และ มือ ทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้ดีนั้นถือเป็นต้นทุนที่ดีใน การเรียนรู้ และการสำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการให้เด็กเล็กทำกิจกรรมเชิงวิชาการ เช่น การ จดจำตัวอักษร ตัวเลข ถือเป็นกิจกรรมที่ยังไม่สู้จะเป็นประโยชน์นัก เมื่อเทียบกับกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัด เล็ก ที่ประสานการทำงานระหว่างกล้ามเนื้อตา และมือ เพราะในทางกลับกันทักษะดังกล่าวจะช่วยเตรียมตัวให้ พวกเขาพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในชั้นเรียนได้ดีในเวลา ต่อไปภายหลัง เช่น แทนที่จะฝึกให้พวกเขาเขียนและ วาด ทันที ควรได้ฝึกฝนให้พวกเขามีกล้ามเนื้อข้อมือที่แข็งแรงก่อน เพื่อให้พร้อมและรู้สึกสนุกกับการเขียน และถือดินสอเขียนและวาดภาพได้ดีขึ้น


2 กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้หลายด้าน เพราะธรรมชาติของ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออกทางความคิดและจินตนาการอย่างอิสระเปิดโอกาสให้เด็ก เป็นผู้ริเริ่ม มีการยืดหยุ่นได้ตามความต้องการและความสนใจของเด็ก โดยการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัย ครูเป็นผู้มีบทบบาทสำคัญในการออกแบบการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดพัฒนาการ อย่างเต็มศักยภาพ ควรเน้นให้มีสื่อของจริงให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง มีโอกาสสังเกต สำรวจ ค้นคว้า ทดลอง แก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้กำกับดูแลกระตุ้นให้แรงเสริม ดังนั้น การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จึงเป็น อีกวิธีหนึ่งที่จะพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งการเรียนรู้เหล่านี้ของเด็กจะพัฒนาให้เด็กดำเนินชีวิตในสังคมได้ อย่างมีความสุข ส่งเสริมให้เด็กได้เข้าใจตนเองและผู้อื่น มีความคิดอิสระ รู้จักที่จะให้การช่วยเหลือ การแบ่งปัน ความร่วมมือ และเรียนรู้ที่จะคิดและตัดสินใจ (รุ่งรวี กนกวิบูลย์ศรี. 2555: 199) จะเห็นได้ว่าการส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยสามารถทำได้หลายวิธี เช่น กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ การเล่นตามมุม กิจกรรมเกมการศึกษา และกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การฉีก ตัด ปะ การประดิษฐ์เศษวัสดุ เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับ รุ่งรวี กนก วิบูลย์ตรี (2555: 199) ที่กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เช่น การปั้นดินน้ำมัน หรือแป้งโดมาปั้นเล่น จัดหา กระดาษ พู่กัน สีเทียน สีไม้ เพื่อวาดภาพ ระบายสี หรืออาจเปลี่ยนกิจกรรมการวาดภาพในกระดาษมาเป็นการ ใช้ไม้วาดบนพื้นดิน พื้นทรายในสนามหน้าบ้านก็ได้ หรือกิจกรรมการร้อยดอกไม้ด้วยก้านมะพร้าว ซึ่งเด็กต้องมี สมาธิ นิ้วมือต้องจับให้มั่น ต้องใช้สายตาในการเสียบดอกไม้ หรือการหาเครื่องเล่นประเภทเสียบต่อ เช่น พลาสติกสร้างสรรค์ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือและสายตาได้เหมือนกัน ลักษณะของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัยนั้นจะบูรณาการในช่วงของกิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ ประสาทสัมผัสในการรับรู้ และการเคลื่อนไหวร่างกายในการควบคุมลำตัว แขน นิ้วมือให้ประลานสัมพันธ์กัน กับการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานตามความต้องการของตนเอง (สรวงพร กุศลส่ง. 2553: 114) ด้วยความสำคัญและปัญหาข้างต้น ผู้วิจัย ได้เห็นถึงปัญหาในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนที่มี ปัญหาทางการเรียนรู้ และผู้วิจัยต้องการพัฒนาความสามรถของนักเรียนในการเขียนพยัญชนะไทย ของเด็ก นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ที่ยังขาด ทักษะด้านการเขียนพยัญชนะไทย มีการเขียนตัวพยัญชนะที่ไม่ค่อยชัดเจน ไม่มีหัว สลับรูปแบบการเขียน และ ขาดความถูกต้องในการเขียน เกิดจากสาเหตุ คือ การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนยังไม่แข็งแรง อีกทั้งยังมี ปัญหาทางการเรียนรู้ จากสภาพปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนในการเขียนพยัญชนะไทย โดยพบว่าการใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์มาใช้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนที่มีที่มี ความปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการเขียนให้มีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น จะทำให้เด็กนักเรียนมีการพัฒนาความสา รถในการเขียนพยัญชนะที่ดียิ่งขึ้นพัฒนาทักษะการเขียน กล้าที่จะเขียน และในภายภาคหน้าจะมีการพัฒนาขึ้น หรือไม่ อย่างไร โดยการประเมินตามสภาพจริงเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจในเรื่องนี้ได้นำรูปแบบการจัด


3 กิจกรรมการเรียนการสอนไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก นักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการ เขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา 2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนในการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของ นักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นเด็กนักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 8 - 9 ปี ที่ กำลังศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 60 คน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นเด็กนักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 8 - 9 ปี ที่กำลังศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 17 คน เลือกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มาจำนวน 1 ห้อง โดยใช้ วิธีการเลือกแบบจำเพาะเจาะจง ( Purposive sampling ) เนื่องจากนักเรียนมีพัฒนาการที่คล้ายกัน 2. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยเป็นไปตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา พุทธศักราช 2551 สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราว ในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ รหัสตัวชี้วัด ท 2.1 ป.2/1 ตัวชี้วัดที่ 1 คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด สาระการเรียนรู้ แกนกลาง การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด ตามรูปแบบการเขียนอักษรไทย 3. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา 3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนที่มี ความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการเขียน


4 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ใช้ เวลาในการทดลอง 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 1 ชั่งโมง ใช้เวลาทั้งหมด 6 ชั่วโมง 5. สถานที่ที่ใช้ในการวิจัย โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ประโยชน์ของการวิจัย 1. เพื่อเป็นแนวทางให้ครูและบุคคลที่สนใจในการพัฒนาความสามารถกล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน และทักษะการเขียนของนักเรียน โดยการใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 2. นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนได้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะ ในการพัฒนา และได้เรียนรู้จากการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อช่วยในการพัฒนาความสามารถได้ดียิ่งขึ้น 3. นักเรียนมีพัฒนาการด้านการเขียนพยัญชนะไทยที่ถูกต้องตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย และ เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาทางการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นิยามศัพท์เฉพาะ จากการเขียนวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนที่มีความ บกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลาทำให้ได้ศัพท์เฉพาะ ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้หมายถึง แผนการจัดการเรียนการสอนที่ผู้สอนจัดทำขึ้นจากคู่มือครูเพื่อใช้ใน การพัฒนาความสารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียน ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการเขียน ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา มีจำนวนทั้งหมด 3 กิจกรรม ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้1 คือ เรื่อง หลักการคัดลายมือ แผนการจัดการเรียนรู้2 คือ เรื่อง หลักการคัดพยัญชนะไทย แผนการจัดการเรียนรู้3 คือ เรื่อง การคัดลายมือตามรูปแบบตัวอักษรไทย ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถในการควบคุม การทำงานของกล้ามเนื้อมือและตาให้ทำงานอย่างประสานสัมพันธ์ที่ดี ได้แก่ กิจกรรมที่เด็กได้หยิบจับสิ่งของ ตุ๊กตา เครื่องเล่น ตลอดจนการช่วยตนเองในการแต่งตัว การทำความสะอาดร่างกาย การรับประทานอาหาร ตลอดจนกิจกรรมศิลปะต่างๆที่เด็กได้ทำที่โรงเรียนเพื่อการพัฒนาของกล้ามเนื้อเล็ก ซึ่งหมายถึงการ เปลี่ยนแปลงความสามารถในการควบคุมและการทำงานประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาใน การทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้มือและตาในการบังคับควบคุม เช่น การหยิบจับสิ่งของ การหิ้วหรือถือของ การ


5 ร้อยพวงมาลัย การจับดินสอหรือสีในการวาดรูปหรือขีดเขียนในเด็กปฐมวัยการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการ ด้านกล้ามเนื้อเล็กมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือ ตา เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของร่างกายได้อย่างประสานสัมพันธ์กัน และเพื่อวางรากฐาน ในการใช้มือที่ถนัดและเตรียมความพร้อมที่จะเขียนและอ่านต่อไป แต่ครูและผู้ปกครองส่วนมากมักผลักดันให้ เด็กฝึกการเขียนในขณะที่เด็กยังไม่พร้อม กล้ามเนื้อเล็กยังไม่พัฒนา ทำให้เด็กเกิดความเครียดและไม่มีความสุข ในการเขียน และอาจมีผลในเชิงลบต่อการเรียนรู้ทักษะทางภาษาในอนาคตต่อไปด้วย การเขียน หมายถึง การขีดเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือสัญลักษณ์ ตามหลักและรูปแบบการเขียน พยัญชนะไทยให้ถูกต้อง เช่น การเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และ ตัวเลข จนนำไปสู่การแต่งประโยค เพื่อ เป็นการเพิ่มพูนทักษะการเขียนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ในการสื่อสารและความเข้าใจกับผู้ที่ต้องการสื่อสาร และพัฒนาเป็นการสื่อสารด้านความรู้ ความคิด ทัศนคติอารมณ์ ดังนั้นผู้เขียนจำเป็นต้องมีความรู้ด้าน หลักการ วิธีการ หลักเกณฑ์ทางภาษา เพื่อให้มีความถูกต้องและสละสลวย แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการสอนที่จัดทำขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกปฏิบัติจนเกิดทักษะ และเพื่อพัฒนา ความสามารถและทักษะของนักเรียน เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ทำให้นักเรียนเกิดความชำชาญ ในเรื่องนั้น ๆ และสามารถนำไปพัฒนาความสามารถของตัวเองได้ในที่สุด แบบฝึกทักษะ หมายถึง อุปกรณ์ หรือสื่อการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ให้ นักเรียนได้ใช้เพื่อฝึกทักษะ หรือเสริมทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นการทบทวนเนื้อหาให้ผู้เรียน มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เรียนและเพื่อตรวจสอบความรู้ของนักเรียนใน เรื่องนั้น ๆ ว่ามีพัฒนาการ และความสามารถนำความรู้นั้นไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด ๆ ซึ่งผู้วิจัยได้จัดทำ แบบฝึกหัดเพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการ เขียน ดังนี้ 1. แบบฝึกคัดลายมือ 2. แบบฝึกคัดลายมือตามรอยประ 3. แบบฝึกคัดลายมือเป็นประโยค 4. แบบฝึกคัดลายมือจากบทร้องเล่น กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์หมายถึง การฝึกรู้จักการทำงานด้วยตนเอง เพื่อให้กล้ามเนื้อมัดเล็กในส่วน ต่าง ๆ นั้นมีความสัมพันธ์กัน ทั้งการเคลื่อนไหวร่างกาย และการบริหารสายตาไปพร้อม ๆ กัน และการฝึก แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ทั้งความคิดและการกระทำ ซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะและ นําไปสู่การเรียน การเขียนอย่างสร้างสรรค์ต่อไป ศิลปะสร้างสรรค์ ได้แก่ การปั้นดินน้ำมัน ตามจินตนาการของเด็ก การวาด ภาพระบายสี ด้วยสีเทียนหรือสีไม้ โดยในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็กของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จำนวน 2 ด้าน ได้แก่การปั้น และการวาดภาพระบายสี


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2 โดย ใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษค้นคว้าจากหนังสือเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา ตามลำดับ ดังต่อไปนี้ต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.1 ความสำคัญ 1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.3 ตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2.1 ความหมายของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2.2 ความสำคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2.3 ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2.4 พัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2.5 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเขียน 3.1 ความหมายของการเขียน 3.2 ความสำคัญของการเขียน 3.2 จุดมุ่งหมายของการเขียน 3.4 ปัญหาของการเขียน 4. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการใช้แบบฝึกทักษะ 4.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทักษะ 4.2 หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ 4.3 รูปแบบการฝึกทักษะ 4.4 ลักษณะของแบบฝึกทักษะ 4.5 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ 5. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 5.1 ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 5.2 ความสำคัญของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 5.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์


7 6. วิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์


8 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.1 ความสำคัญ ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้าง ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระการงานและดำเนินชีวิตร่วมกัน ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จาก แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และ สร้างสรรค์ให้ทันต่อการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิ ปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณีและสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป 1.2 การเรียนรู้ในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การ เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง สาระที่ 1 การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิด ต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อ นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน สาระที่ 2 การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและ รูปแบบต่าง ๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียน ตามจินตนาการ วิเคราะห์ วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความ คิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็น ทางการและ ไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโนมน้าวใจ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ ถูกต้อง เหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของ ภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิดคุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บท ร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยมขนบธรรมเนียม ประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิด ความชาบซึ้งและภูมิใจ ในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน


9 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้มาตรฐาน สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ และรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึกในโอกาสต่าง ย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของ ภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่าง เห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 1.4 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางตามมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ใน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีรายละเอียด ดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง 2. อธิบายความหมายของคำ และข้อความที่อ่าน ⚫ การอ่านออกเสียงและการบอกความหมายของคำ พื้นฐานไม่น้อยกว่า ๘๐๐ คำ โดยเพิ่มจาก ป.๑ ดังนี้ - คำที่มีตัวการันต์ - คำที่มี รร - คำที่มีพยัญชนะและสระ ที่ไม่ออกเสียง


10 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 3. ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน 4. ระบุใจความสำคัญและรายละเอียด จากเรื่องที่อ่าน 5. แสดงความคิดเห็นและคาดคะเน เหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน ⚫ การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - นิทาน - ข้อเขียนเชิงอธิบายหรือข้อแนะนำ - วรรณคดีและวรรณกรรมในหนังสือเรียน - บทเรียนจากกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ 6. อ่านหนังสือตามความสนใจ อย่างสม่ำเสมอและนำเสนอ เรื่องที่อ่าน ⚫ การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือทีนักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน 7. อ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติ ตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ ⚫ การอ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตามคำสั่ง หรือข้อแนะนำ - การใช้สถานที่สาธารณะ - คำแนะนำการใช้เครื่องใช้ที่จำเป็นในบ้านและใน โรงเรียน 8. มีมารยาทในการอ่าน ⚫ มารยาทในการอ่าน เช่น - ไม่อ่านเสียงดังรบกวนผู้อื่น - ไม่เล่นกันขณะที่อ่าน - ไม่ทำลายหนังสือ - ไม่ควรแย่งอ่าน หรือชะโงกหน้าไปอ่านขณะที่ผู้อื่น กำลังอ่านอยู่ สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวใน รูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด ⚫ คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด ตามรูปแบบการ เขียนอักษรไทย 2. เขียนเรื่องสั้น ๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ 3. เขียนเรื่องสั้น ๆ ตามจินตนาการ ⚫ เขียนเรื่องสั้น ๆ ⚫ เขียนสะกดคำพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๘๐๐ คำ


11 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 4. มีมารยาทในการเขียน ⚫ มารยาทในการเขียน เช่น - เขียนให้อ่านง่าย สะอาด ไม่ขีดฆ่า - ไม่ขีดเขียนในที่สาธารณะ - ใช้ภาษาเขียนเหมาะสมกับเวลาสถานที่ และบุคคล -ไม่เขียนล้อเลียนผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ความคิด ความรู้สึกในโอกาสต่าง ย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. ฟังคำแนะนำและคำสั่งที่ซับซ้อนและปฏิบัติตาม ⚫ การฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำคำสั่งที่ซับซ้อน 2. เล่าเรื่องที่ฟังและดูทั้งที่เป็นความรู้และความ บันเทิง 3. บอกสาระสำคัญของเรื่องที่ฟังเรื่องที่ฟังและดู 4. ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับ 5. พูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกจากเรื่องที่ฟัง และดู ⚫ การจับใจความและพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก จากเรื่องที่ฟังและดู ทั้งที่เป็นความรู้และ ความบันเทิง เช่น - รายการสำหรับเด็ก - เพลง 6. พูดสื่อสารได้ชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์ ⚫ การพูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น - การขอความช่วยเหลือ - การกล่าวคำขอบคุณ / คำขอโทษ - การเล่าประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน 7. มีมารยาทในการฟัง การดูและการพูด ⚫ มารยาทในการฟัง เช่น - ตั้งใจฟัง ตามองผู้พูด - ไม่รบกวนผู้อื่นขณะที่ฟัง - ไม่ควรนำอาหาร หรือเครื่องดื่ม ไปรับประทาน ขณะที่ฟัง - ไม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟัง ⚫ มารยาทในการดู เช่น - ตั้งใจดู - ไม่ส่งเสียงดัง หรือแสดงอาการรบกวนสมาธิของ ผู้อื่น


12 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ⚫ มารยาทในการพูด เช่น - ใช้ถ้อยคำและกิริยาที่สุภาพเหมาะสมกับกาลเทศะ - ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล - ไม่พูดสอดแทรกในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูด - ไม่พูดล้อเลียนให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย หรือ เสียหาย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลัง ของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. บอกและเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และเลข ไทย ⚫ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ⚫ เลขไทย 2. เขียนสะกดคำและบอกความหมายของคำ ⚫ ทบทวนหลักการใช้ภาษาไทย ชั้น ป.๑ และเรียนรู้ เพิ่มเติมเรื่องต่อไปนี้ - หลักการผันอักษร - หลักการอ่านและเขียนคำที่มีตัวการันต์ - หลักการอ่านและเขียนคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ - หลักการอ่านและเขียนคำที่มีอักษรนำ - หลักการอ่านและเขียนคำที่มี รร - คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน 3. เรียบเรียงคำเป็นประโยคได้ตรงตามเจตนาของ การสื่อสาร ⚫ หลักการแต่งประโยค 4. บอกลักษณะคำคล้องจอง ⚫ คำคล้องจอง 5. เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้ เหมาะสมกับกาลเทศะ ⚫ ภาษาไทยมาตรฐาน ⚫ ภาษาถิ่น


13 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. ระบข้อคิดที่ได้จากการอ่านหรือการฟัง วรรณกรรมสำหรับเด็กเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 2. ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น 3. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อย กรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ ⚫ วรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรองสำหรับเด็ก เช่น - นิทาน - เรื่องสั้น ๆ - ปริศนาคำทาย - บทอาขยาน - บทร้องเล่นที่มีคุณค่า - วรรณคดีและวรรณกรรม ในบทเรียน จากหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย สรุปได้ว่า ภาษาไทยนั้นมีความสำคัญตอการดำรงชีวิต ใน ทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องของการสื่อสาร การเข้าใจความหมายต่าง ๆ เนื่องจากภาษาไทยเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ดังนั้น คนไทยจะตองศึกษาหลักเกณฑทางภาษา และฝกฝนทักษะจนเกิดความชำนาญ โดยเฉพาะทักษะการ เขียน เพื่อใหผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะและนำทักษะนั้นไปใช้ในชีวิตประจำวัน และเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มี ความสามารถในการนำทักษะการเขียนไปต่อยอดกับทักษะอื่น ๆ ร่วม เช่น ทักษะ การอ่าน การฟังการดู และ การพูด โดยนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นั้นควรมีทักษะการเขียนที่ดี เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้เลือกเนื้อหาในสาระการเรียนรู้แกนกลางเกี่ยวกับการเขียน ซึ่งมีความ สอดคล้องกับตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรู้ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียน รายงานข้อมูลสารสนทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ท 2.1 ป.2/1 คัดลายมือตัว บรรจงเต็มบรรทัด เพื่อให้ผู้เรียนได้มีพัฒนาทางด้านทักษะ และนำทักษะการเขียนไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ ต่อไปในรายวิชาที่ผู้เรียนต้องการศึกษา


14 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2.1 ความหมายของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง ความสามารถในการบังคับใช้กล้ามเนื้อมือนิ้วมือและตากับมือ โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้าน 1. ความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึงความชำนาญในการใช้มือ และนิ้วได้อย่างคล่องแคล่วในการปฏิบัติกิจกรรมเช่นการหยิบการจับการถือการร้อยเป็นต้น 2. ความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหมายถึงความสามารถในการเคลื่อนไหวนิ้วและมือได้เต็ม ขีดจากัดของการเคลื่อนไหวนั้นๆเช่นการคีบการกดการบีบการหมุนการเขย่าเป็นต้น 3. ความสามารถในการควบคุมในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึงความสามารถควบคุมการใช้ กล้ามเนื้อนิ้วและมือได้โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่กำหนดให้หรือการปฏิบัติกิจกรรมเช่นการระบายสีการตัด การเขียนโดยไม่ให้ออกนอกเส้นที่กำหนด 4. การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา หมายถึง การใช้นิ้วมือและมือปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันกับ การมองเห็น กระทรวงศึกษาธิการ (2560 : 41) ได้กล่าวถึงการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ว่าเป็น การพัฒนาความ แข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ การประสานสัมพันธ์ระหว่าง กล้ามเนื้อมือและระบบ ประสาทตามือได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน โดยจัดกิจกรรมให้ เด็กได้แล่นเครื่องเล่นสัมผัสเล่น เกมการศึกษา ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย หยิบจับช้อนส้อม และใช้วัสดุอุปกรณ์ศิลปะ เช่น สีเทียน กรรไกรพู่กัน ดินเหนียว ฯลฯ จากการศึกษาความหมายของการพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก รัชนี วัตนา (2533: 7 ) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง ความสามารถใน การทำงานประสานสัมพันธ์กันดีระหว่างกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ ทำให้สามารถกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างถนัดและมีประสิทธิภาพ นกเนตร ธรรมบวร (2540: 73) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นความสามารถ ในการบังคับกล้ามเนื้อเล็กส่วนต่างๆให้ทำงานประสานกัน เช่น ตากับมือ นิ้วมือ ได้แก่ การวาดภาพ การ ลากเส้น การตัดกระดาษ การร้อยลูกบัด และการลากเส้นตามรอยปะ เป็นต้น กรรณิการ์ วิจิตรสุคนธ์ (2529: 42) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก คือ การใช้ กล้ามเนื้อมือ เป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการประสานงานระหว่างมือกับตา ซึ่งแสดงออก ให้เห็นทางความสามารถในการใช้มือของเด็ก จากข้อความข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง การใช้ กล้ามเนื้อมือมัดเล็ก ในการควบคุมฝ่ามือ ข้อต่อ และนิ้วมือ เพื่อใช้ในการ หยิบจับสิ่งของต่าง ๆ การเขียน หนังสือ การเล่น โดยไม่ต้องใช้ร่างกาย และเป็นการทำกิจกรรมให้กล้ามเนื้อมือ และ ตา ประสานสัมพันธ์กัน ร่วมถึงการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้อย่าง คล่องแคล่ว


15 2.2 ความสำคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอวัยวะที่สำคัญหนึ่งในการประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่น การใส่ - ถอดกระดุม รูดซิป การแปรงฟัน ผูกเชือกรองเท้า งานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน ถ้าเด็กใช้ กล้ามเนื้อเล็กได้คล่องแคล่ว จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ เช่น ด้านสติปัญญาให้ดีขึ้น เพราะกล้ามเนื้อ มัดเล็กมีส่วนทำให้เด็กได้ใช้มือสำรวจสังเกตจากการสัมผัสจับต้องในทุก ๆ กิจกรรม เกียรติวรรณ อมาตยกุล (2559:9) กล่าวถึง ความสำคัญของความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ไว้ดังนี้ มือของคนเราคือฐานของสมองผู้ที่ได้รับการบริหารมือมาตั้งแต่เด็กๆ จะเป็น ผู้ที่มีสมองดี มีความคิดฉับ ไว การฝึกฝนความคล่องแคล่ว ว่องไวของการใช้กล้ามเนื้อนิ้วมือมี ความสัมพันธ์อย่างมากกับความคิดอันฉับไว ของเด็ก ในทางตรงกันข้ามเด็กที่ไม่มีความสามารถ เคลื่อนไหวนิ้วมือได้คล่องแคล่วมักจะคิดอะไรช้าไปด้วย กุลยา ตันติผลาชีวะ (2547: 100) กล่าวว่า กาวส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นการพัฒนา กล้ามเนื้อนิ้วมือที่มีความสำคัญต่อเด็กมาก เพราะเด็กต้องใช้มือในการทำกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การเขียน หนังสือ การจัดกระทำหยิบจับ ปั้นแต่งสิ่งต่าง ๆ อธิษฐาน พูลศิลป์ศักดิ์กุล (2556 : 111) กล่าวว่า กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอวัยวะที่สำคัญ หนึ่งในการ ประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่น การติดกระดุม การรูดซิป แปรงฟัน ผูกเชือก รองเท้า งานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน ถ้าเด็กใช้กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างคล่องแคล่ว จะช่วยส่งเสริม พัฒนาการด้านต่างๆ เช่น ด้าน สติปัญญาให้ดีขึ้นเพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กมีส่วนทำให้เด็กได้ใช้มือสำรวจ สังเกต จากการสัมผัสจับต้องในทุก ๆ กิจกรรม อธิษฐาน พูลศิลป์ศักดิ์กุล (2546: 111) ซึ่งการใช้มือเพื่อที่จะจับของเล่นและเรียนรู้ทักษะใน การช่วยเหลือตนเอง เช่น การกินอาหารและแต่งตัว (สมศรี เมฆไพบูลย์วัฒนา. 2551: 22 :) เป็นการฝึกความพร้อมด้านกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือให้แข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และการฝึกความสัมพันธ์ ระหว่างตากัปมือจะช่วยให้เด็กได้ออกกำลังและพร้อมที่จะใช้ในการเขียน พูนสุข บุณย์สวัสดิ์ (2544: 41) เด็กจะสามารถเขียนสิ่งใดได้ ก็ต่อเมื่อมีความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมือและสายตาทำงานประสานสัมพันธ์กันได้ดี (เยาวพา เดซะคปต์ 2528: 123) ซึ่งจะทำให้การ ควบคุมและการประสานงานกันของกล้ามเนื้อมัดเล็กกับสายตามีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของการรับรู้ และ สติปัญญาของเด็กปฐมวัยด้วย (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2542: 64) ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2521: 101 - 102) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็ก ไว้ว่ามิได้หมายถึงเพียงการเขียนตัวอักษรตามความหมายของผู้ใหญ่ แต่การเขียนของเด็กอนุบาลเพียง การขีดเขียนไปมาก็เป็นการเขียนในขั้นเริ่มต้นแล้ว ซึ่งประโยชน์ของการเขียนก็เพื่อสื่อความและแสดงออกซึ่ง ความคิดเห็นเป็นสื่อในการแสดงออกที่ตามองเห็น โดยต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างตากับมือในการบังคับ ควบคุมการทำงาน จรัล คำาภารัตน์ (254 1: 14) กล่าวถึง ความสำคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ไว้ ดังนี้คือ ในขณะที่เด็กกำลังลากเส้นในลักษณะขีดเขี่ยไปมานั้นสมองของเด็กได้จินตนาการที่ไร้ขอบเขต และทำ ให้กล้ามเนื้อและประสาทตามีความสัมพันธ์กัน


16 พัฒนา ชัชพงศ์ (2541: 122) กล่าวถึง ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ไว้คือ การพัฒนา กล้ามเนื้อนิ้วมือให้แข็งแรงเด็กก็พร้อมที่จะลากลีลามือ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเขียน สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2536:2 กล่าวว่า ความสำคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา การฝึกประสาทสัมผัส และความคล่องแคล่วซึ่งจะนำไปสู่การอ่านและการ เขียนของเด็ก จากข้อความที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมีความสำคัญต่อพัฒนาของ เด็ก คือ กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอวัยวะที่สำคัญ ในการเคลื่อนไหว เป็นการใช้กล้ามเนื้อกล้ามเนื้อตา มือ นิ้วมือ ข้อต่อของแขน ให้ทำงานมีความสัมพันธ์จะทำให้เด็กมีความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น อาบน้ำ แต่งตัว ใส่เสื้อผ้า การใส่กระดุม และการแปรงฟัน ซึ่งจะทำให้เด็กมีความว่องไวและคล่องแคล่ว กล้ามเนื้อมัด เล็กจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของเด็ก เพื่อพัฒนาประสาทสัมผัสการรับรู้ และการส่งผลต่อ สติปัญญาได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นพื้นฐานด้านความสามารถในการเขียนของเด็กต่อไป 2.3 ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กคือความสามารถในการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อมัดเล็กของมือนิ้วหัวแม่มือ และนิ้วอื่น ๆ เพื่อให้เคลื่อนไหวได้ละเอียดและแม่นยำ ทักษะเหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำกิจกรรมที่ ละเอียดอ่อน เช่น การจับสิ่งของ การกินอาหาร การวาดภาพ การเขียน และการติดกระดุมเสื้อผ้า การจับคว้า สิ่งของระหว่างนิ้วชี้และนิ้วโป้ง หรือ การกวาดนิ้วเท้าบนผืนทราย การฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก เหล่านี้ ไม่ใช่แค่ขยับ นิ้วมือหรือนิ้วเท้าเท่านั้น ยังรวมไปถึง การใช้ริมฝีปากและลิ้นในการชิมรส และ รับรู้ลักษณะรูปทรงสิ่งของ ซึ่ง เรียกได้ว่าเป็นการบริหารกล้ามเนื้อเล็กเช่นกัน โดยปกติแล้วทักษะการ เคลื่อนไหวทั้งสองชนิดจะพัฒนาไป พร้อม ๆ กัน การพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมีประโยชน์ดังนี้ ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กจำเป็นสำหรับการเรียนรู้วิธีการหยิบจับและจัดการกับวัตถุซึ่งเป็นส่วนสำคัญใน พัฒนาการของเด็ก และช่วยให้เด็กได้เรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น ดินสอ ดินสอสี ชอล์ก และอุปกรณ์ การเขียนอื่น ๆ การพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กจะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างตา มือและประสาทสัมผัสต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น ช่วยให้มีสมาธิในการทำงาน ดังนั้นทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กจึง เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทักษะการเขียนและการฝึกความสามารถในทำ กิจกรรมพื้นฐาน เช่น การแปรง ฟัน รับประทานอาหาร และการแต่งตัว การเล่น จะสามารถช่วยให้เด็กสร้างความมั่นใจในตนเองและพัฒนา ทักษะด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กของถูกพัฒนาขึ้น เด็กก็สามารถได้ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นอิสระมากขึ้น


17 2.4 พัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก อธิษฐาน พลศิลปัศักดิ์กุล (2546: 111) กล่าวถึง พัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาตามวุฒิภาวะของสมองที่เป็นไปตามวัย โดยการพัฒนาจากต้นแขนไปสู่ปลาย แขนหรือจากต้นไปสู่ปลาย ดังนี้ อายุ 1 ปี สามารถใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ได้แต่ยังไม่คล่อง จึงกำสิ่งของทั้งมือ และ ลากเส้นเป็นแนวตั้งจากบนลงล่างขึ้นๆลงๆได้ อายุ2 ปีขึ้นไป สามารถเขียนโดยลากเส้นต่อเนื่องกัน ก่อนจะรู้จักลากเส้นตาม แนวนอนสลับซ้ายขวา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2552, น.24) กล่าวถึง พัฒนาการความสามารถ ในการ ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กดังนี้ อายุ 3 ปี 1. ใช้มือจับดินสอหรืออุปกรณ์อื่นอย่างถูกวิธีในการขีดเขียน 2. วาดวงกลมตามวิธีที่มีผู้ทำให้ดู 3. วาดรูปวงกลมตามรูปตัวอย่าง 4. วาดรูปคนที่มีส่วนประกอบอย่างน้อยสามส่วน 5. จับและใช้กรรไกรเล็กที่ปลายมนตัดกระดาษได้ 6. ปักหมุดในช่อง ขนาดหมุดใหญ่ 1 - 2 ได้ 7. ร้อยลูกปัดขนาดเล็ก ประมาณเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม. สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯสหประชาชาติ (2529: 23 -27) กล่าวถึงพัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยโดยแบ่งตามความสามารถตามช่วง วัยแรกเกิดถึง 6 ขวบ สำหรับวัย 2-6 ขวบ ดังนี้ อายุ2- 3 ขวบ รู้จักแต่งตัวและเลือกเสื้อผ้าได้เอง เขียนรูปหัวและตัวหรืออาจจะ ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย สามารถทำงานง่าย ๆ ได้ อายุ 4 -5 ขวบ เขียนรูปมีหัว มีตัว มีส่วนต่าง 1 ของร่างกายที่สำคัญ ๆ ได้เขียนรูป สี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมตามแบบได้ อายุ 6 ขวบ สามารถรับลูกบอลที่โยนมาให้จากระยะไกล 1 เมตร เขียนรูปหัว มีตัว มีขา แขนและมือได้ อำไพพรรณ ปัญญาโรจน์ (2545 1 32 - 323) กล่าวถึง ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็ก ดังนี้ อายุ1 ปี หยิบ จับสิ่งของด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ จับดินสอด้วยนิ้วหัวแม่มือ แล้วขีดเขียนไปมา อายุ2 ปี ขอบเล่นของเล่นที่ออกแรงมากขึ้น เช่น ตี หรือตอกด้วยค้อน ดึงออก หรือสวมใส่ของสองสิ่งที่มีรูปร่างเหมาะมือและมีสีสะดุดตา


18 อายุ3 ปี กล้ามเนื้อแข็งแรง ใช้มือหยิบจับอาหาร ตลอดจนใช้ช้อนตักอาหารเข้า ปากได้ช่วยตัวเอง ในการแต่งกาย เช่น ถอดและใส่กระดุมเสื้อได้เอง แต่ยังต้องการให้ผู้ใหญ่ ช่วยเหลืออยู่สามารถจับดินสอขีดเขียนได้ อายุ 4 ปี วัยนี้สามารถช่วยตัวเองในการแต่งตัว ล้างมือ แปรงฟัน ได้มากขึ้น อายุ5 - 6 ปี เด็กวัยนี้สามารถใช้กรรไกรตัดกระดาษตามรูปได้ดี ปั้นดินน้ำมัน เย็บผ้าด้วยเข็มเล่มโต วาดเขียนด้วยดินสอและสีน้ำได้ จันทร์เพ็ญ ศรีมันตะ (2531: 70 - 81) กล่าวถึง พัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็กไว้ดังนี้ อายุ3 ปี สามารถหยิบเศษผงโดยปิดตาข้างหนึ่ง ตัดกระดาษด้วยกรรไกรได้ วางบล็อก 3 ชิ้น เป็นสะพานได้ ควบคุมดินสอให้อยู่ระหว่างหัวแม่มือและนิ้วมืออีกสองนิ้วได้ เขียนวงกลมทับ ตามแบบและอักษรได้ วาดรูปคน โดยมีศีรษะและอาจมีส่วนอื่นของร่างกายอีกสักสองอย่าง อายุ 4 ปี สามารถปิดตาข้างเดียวหยิบและวางเศษผงหรือวัสดุเล็ก ๆ ไว้ที่เดิมได้ ร้อย ลูกปัดได้ แต่ยังร้อยรูเข็มไม่ได้ ต่อบล็อกเป็นหอคอยสูง 10 ขั้นได้ จัดบล็อก 6 อันเรียงเป็นบันไดได้ กด หัวแม่มือลงบนนิ้วแต่ละนิ้วได้ตามตัวอย่าง จับดินสอได้อย่างเด็กโต เขียนทับกากบาทและเขียน ตัวหนังสือที่ง่าย ๆ บางตัวเช่น ง บ ป ได้ วาดรูปคนมีศีรษะและขาอาจจะมีแขนและลำตัวด้วย อายุ 5 ปี สามารถร้อยรูเข็มได้ นำบล็อกมาเรียงเป็นขั้นบันได 3 - 4 ขั้น เขียนทับรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัส (ต่อมารูปสี่เหลี่ยม) และตัวอักษวบางตัวได้ อักษงบางตัวเขียนได้โดยไม่ต้องมีคนบอก วาดรูปคนโดยเริ่มต้นที่ลำตัวก่อนแล้วจึงวาดศีรษะ แขน ขาและหน้าตา และยังวาดบ้านพร้อมหลังคามี หน้าต่าง ประตู ปล่องไฟได้ด้วย ระบายสีภาพด้วยความระมัดระวัง อายุ 6 ปี เขียนทับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสได้อย่างถูกต้อง เขียนทับรูปบันไดได้เรียบร้อย พยายามจะวาดรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน วาดรูปสามเหลี่ยมได้ถูกต้องกว่าเมื่ออายุ 5 ปี รุ่งรวี กนกวิบูลย์ศรี (2555, น.190) กล่าวถึง การส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้าม เนื้อมัดเล็ก นอกจากกิจกรรมการระบายสียังมีกิจกรรมอีกหลายรูปแบบที่สามารถพัฒนากล้ามเนื้อมือ และตา เช่น กิจกรรมปั้น กิจกรรมการร้อยลูกปัด ร้อยหลอดกาแฟ กิจกรรมการเล่นเครื่องเล่น พลาสติกสร้างสรรค์ที่ ต้องมีไม้เสียบต่อ ส่งเสริมการช่วยเหลือตนเองเริ่มตั้งแต่การแต่งตัว ใช้มือจับ ช้อนส้อมกินอาหาร หรือแม้แต่ การทำงานบ้าน เช่น การใช้ไม้หนีบหนีบผ้าที่ตาก การพับผ้า การกรอก น้ำใส่ขวด การซักผ้า บิดผ้า การ ทำอาหาร เด็ดผัก หั่นผักด้วยมีดพลาสติก ปอกไข่ต้ม หรือปั้นขนมบัว ลอย ฯลฯ เป็นต้น จากที่กล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า พัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มีพัฒนาการ เป็นลำดับขั้นตอน โดยมีพัฒนาตามช่วงวัยของอายุ ในการเติบโต และพัฒนาด้านร่างกายควบคู่กัน โดยมีการ พัฒนาจากกล้ามเนื้อมือ ตา และค่อย ๆ พัฒนาไปยังแขน และมีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อร่างกายเจริญเติบโต


19 2.5 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก กีเซล (ประมวญ ติดคินสัน. 2524: 178 - 179 : อ้างอิงมาจาก Gesell, 1947) ซึ่งเป็น นักจิตวิทยาพัฒนาการ กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กสามารถแบ่งออกเป็นระยะ และมีขั้นตอนพัฒนาการ โดยเริ่มจากชั้นแรก คือ การใช้มือตะปบ ขั้นต่อมาจับของด้วยนิ้ว 4 นิ้วติดกันกับฝ่า มือ โดยเริ่มใช้ฝ่ามือตอนใกล้ๆสันมือ ต่อมาเลื่อนไปใช้ใจกลางมือ จากนั้นหัวแม่มือจึงค่อยเคลื่อนมาช่วยจับขั้น สุดท้ายคือการหยิบของด้วยหัวแม่มือกับปลายนิ้ว ซึ่งทั้งหมดเป็นกล้ามเนื้อเล็กที่มีความสำคัญแก่ชีวิต เพราะ เป็นรากฐานของบุคคล เมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่พฤติกรรมของบุคคลจะมีอิทธิพลมาจากสภาพความพร้อม ทางร่างกายได้แก่ กล้ามเนื้อต่อกระดูกและประสาทต่างสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงส่วนประกอบของการ เปลี่ยนแปลง โดยที่กีเซล ได้แบ่งพัฒนาการเด็กออกเป็น 4 ประเภท 1. พฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหว (Motor Behavior) เป็นความสามารถของร่างกาย ที่ครอบคลุมถึงการบังคับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายและความสัมพันธ์ทางด้านการเคลื่อนไหวทั้งหมด 2. พฤติกรรมด้านการปรับตัว (Adaptive Behavior) เป็นความสามารถในการประสานงาน ระหว่างระบบการเคลื่อนไหวกับระบบความรู้สึก (Motor Sensory Coordination) เช่น ประสานงานระหว่าง ตากับมือ (Eye-Hand Coordination) ซึ่งดูได้จากความสามารถในการใช้มือของเด็ก (Manipulation) เช่น ใน การตอบสนองต่อสิ่งที่เป็นลูกบาศก็ การสั่นกระดิ่ง การแกว่งกำไล ฯลฯ ฉะนั้นพฤติกรรมด้านการปรับตัวจึง สัมพันธ์กับพฤติกรรมทางการเคลื่อนไหว 3. พฤติกรรมทางด้านภาษา (Language Behavior) ประกอบด้วยวิธีสื่อสารทุกชนิดเช่น ท่าทางการเคลื่อนไหวท่าทางของร่างกาย ความสามารถในการเปล่งเสียง 4. พฤติกรรมทางด้านนิยมส่วนตัวและสังคม (PersonalSocial Behavior) เป็นความสามารถ ในการปรับตัวของเด็กระหว่างบุคคลและบุคคลกับกลุ่มภายใต้ภาวะแวดล้อม และสภาพความเป็นจริงนับเป็น การปรับตัวที่ต้องอาศัยความเจริญของสมอง และระบบการเคลื่อนไหวประกอบ ในส่วนที่เกี่ยวกับ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก กีเซลพบว่าก่อนที่คนเราจะทำอะไรง่าย ๆ เช่น หยิบอาหารใส่ปากได้ นั้น มีการเรียนรู้หลายชั้น ชั้นแรกทารกใช้มือตะปบ ขั้นต่อมาจับของด้วยมือ 4 นิ้วติดกันฝ่ามือ โดยเริ่มใช้ฝ่ามือ ใกล้สันมือ ต่อมาจะเลื่อนไปใช้ใจกลางมือ ครั้นแล้วใช้หัวแม่มือค่อย ๆ เลื่อนมาจับ ขั้นสุดท้าย คือ การหยิบของ ด้วยนิ้วหัวแม่มือกับปลายนิ้ว ยิ่งไปกว่านั้น กีเซลได้ตั้งข้อสังเกตว่าการควบคุมปฏิบัติการแห่งกล้ามเนื้อของ คนเรามีพัฒนาการเริ่มจากศีรษะจรดเท้าเรียกว่า Cephal. - Caudal Sequence คือหันศีรษะได้ก่อนสันคอ แล้วจึงคว่ำ คืบ นั่ง คลาน ยืน เดินและวิ่งตามลำดับ ส่วนพัฒนาการการควบคุมปฏิบัติตามกล้ามเนื้อ เริ่มจาก ใกล้ลำตัวก่อนเรียกว่า Proximcistal Sequence ที่แขนขา ทารก ย่อมบังคับการเคลื่อนไหว แกว่งแขนขาได้ ก่อนมือ และเท้าเด็กใช้แขนคล่อง ก่อนมือ และใช้มือคล่องก่อนนิ้ว ดังนั้นเด็กเล็ก เมื่อต้องการจับอะไรก็ผวาไป ทั้งตัว ต่อมาจึงยื่นออกไปเฉพาะแขน แล้วจึงใช้มือและนิ้วดังกล่าว ถ้าจะให้เด็กเล็ก ๆ เขียนหนังสือมักจะได้หัว โต เพราะกล้ามเนื้อมือยังใช้ไม่คล่อง ได้แต่วาดแขนไปกว้าง ต่อมาเมื่อการบังคับกล้ามเนื้อบรรลุวุฒิภาวะแล้ว ทำให้เขียนตัวเล็ก ๆ ได้ เพราะสามารถบังคับกล้ามเนื้อมือและนิ้วได้


20 อิริคสัน (สิมา ภิญโญอนันตพงษ์. 2545: 47 ; อ้างอิงมาจาก Spinthall. 1998) กล่าวถึง พัฒนาการ ของเด็กวัย 2 - 3 ปี ขั้นการควบคุมด้วยตนเองหรือสงสัย โดยเด็กเริ่มเรียนรู้ที่จะช่วยตนเอง สามารถควบคุม ตนเธงและทำงานง่าย ๆ ได้เหมาะสมกับวัย เช่น การหยิบอาหารเข้าปากซึ่งถ้ามีการบังคับหรือเข้มงวดมาก เกินไปเด็กอาจรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถทำได้จะส่งผลให้เด็กเกิดการ เคปฮาร์ท (โทมัส, อาร์. เมอเร. 2535: 427 - 433 ; อ้างอิงจาก Kephart. 1971) ได้กล่าวถึง พัฒนาการเป็นลำดับชั้นของเด็ก คือ เริ่มจากการรับข่าวสารข้อมูลของเด็ก (Information processingstage) เรียกว่า innate หรือ stimulus - responde refex period (ระยะที่มีอยู่เดิมแต่กำเนิดหรือระยะของปฏิกิริยา การกระตุ้น - ตอบสนองโดยอัตโนมัติ) ระยะนี้เด็กจะมองกระพริบตาสะดุ้ง หมุนตัว และทำอะไรตาม แบบ อัตโนมัติ ระบบประสาทและกล้ามเนื้อจะค่อย ๆเจริญเติบโตขึ้นมาทีละน้อย ปฏิกิริยาอัตโนมัติบางอย่างจะมี การปรับให้เข้าตามสถานการณ์จากนั้นขั้นการรับรู้(perceptual stage) จะเชื่อมโยงหรือปรับให้เด็กแยกภาพ และพื้นได้ โดยอาศัยประสบการณ์ของเด็ก เมื่อเด็กมีกิจกรรม จะต้องอาศัยการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การ จับวัตถุเล็กๆ เด็กจะกระตุ้นนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ให้บีบเข้ามาในทิศทางตรงข้ามเพียงอย่างเดียว โดยไม่ออกแรง กระตุ้นส่วนอื่น ๆ เมื่อเด็กเรียนรู้บรรลุการควบคุม จะทำให้เด็กสามารถบังคับมือให้เขียนหนังสือแยกมุมมอง และเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อไปสู่สิ่งนั้นได้ และเริ่มพัฒนาไปสู่การค้นหาโดยอาศัยตา และประสาทสัมผัสต่าง ๆ เพื่อให้เรียนรู้และสัมพันธ์กับการใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวอย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว กรมสุขภาพจิตร กระทรวงสาธารณสุข (2552) อ้างอิงจาก ราศี ทองสวัสดิ์ 2533.103-104) พัฒนาการด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือของเด็ก เกี่ยวกับความสามารถในการขีดเขียน และวาค ภาพของเด็ก โดยจะเริ่มใช้มือขีดเขียนเป็นเส้นยุ่ง ๆ ก่อน ยังไม่สามารถขีด หรือเขียนเส้นตามความต้องการได้ เส้นจึงไม่ค่อยปะติดปะต่อกัน ลักษณะการจับคืนสอยังไม่สามารถจับแบบ 3 นิ้วได้ แต่จะจับในลักษณะกำไว้ หมดทั้ง 5 นิ้ว และบังดับมือยัง ไม่ดีเหมือนเด็กอายุ2 ปี เส้นยังไม่สม่ำเสมอ การบังคับมือ และภาพก็ยังไม่มี ความหมาย แต่ต่อมา ระยะปลายปีที่ 3 หรือต้นปีที่ 3 จึงสามารถขีดเส้นให้มีความหนักเบาสม่ำเสมอ สามารถ บังดับมือไปทิศทางที่ต้องการได้ดีขึ้น แต่ภาพก็ยังไม่มีความหมายนัก ในระยะปลายปีที่ 3 หรือต้นปีที่ 4 จึงเริ่ม บังคับมือได้เส้นมีความหนักเบา สม่ำเสมอกัน และการวาดภาพมีความหมายมากขึ้น ฉะนั้นเด็กที่มีความ บกพร่องทางสติปัญญาจะมีระดับสติปัญญาต่ำ มีความสามารถทางด้านการเรียนรู้ด้านวิชาการน้อย จึงทำให้ เกิดความล่าช้าทางทักษะมือและตา (Deayed Psychomoior Developmen) เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กปกติ ดังนี้ - 2 ขวบ ยังจับดินสอไม่ได้ - 3 - 4 ขวบ ยังเรียงบอกซ้อนกัน 5 - 6 ชิ้นไม่ได้ - 5 - 6 ขวบ ยังวาครูปวงกลมไม่ได้ - เด็กปกติ 3 ขวบ วาดสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ไม่ได้ - 8 ขวบ ยังเขียนชื่อตัวเองไม่ได้ (วารี ระจิตร. 2537 : 119-120) จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก คือ ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมือ ตา ค่อยๆ พัฒนาการไปตามลำดับขั้นตอน และมีความเกี่ยวข้องกับสติปัญญาของเด็กด้วย


21 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเขียน 3.1 ความหมายของการเขียน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2555 ( 2556, หน้า 212) ให้ความหมายของการเขียนว่า “เขียน เป็นคำกริยา หมายถึง ขีดให้เป็นตัวอักษรหรือตัวเลข ขีดให้เป็นเส้นหรือรูปต่าง ๆ แต่งหนังสือ การสอน เขียนในระดับขั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีทักษะในการเขียน เขียนได้ถูกต้องสวยงาม สื่อ ความหมายได้ สามารถคิดสำตับเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เขียน มีนิสัยที่ดีในการเขียน รักการเขียน และนำการ เขียนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2550 : ภาคผนวก 2/8) ได้ให้ความหมายการเขียนว่าหมายถึง การสื่อสารด้วยตัวอักษรเพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ ข่าวสาร และจิตนา การ โดยการใช้ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักการใช้ภาษา และตรงตามเจตนาของผู้เขียน วรรณี โสมประยูร (2544 : 139) ให้ความหมายของการเขียนว่าเป็นเครื่องมือการถ่ายทอดความรู้สึก นึกคิด และความต้องการของบุคคลออกมาเป็นสัญลักษณ์หรือตัวอักษร เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นได้เข้าใจได้ เพราะการเขียนเป็นทักษะการส่งออกตามหลักของภาษาศิลป์ จากความหมายของการเขียนดังกล่าว ทำให้ มองเห็นความสำคัญชองการเขียนว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น นักเรียนใช้การ เขียนบันทึกความรู้ ทำแบบฝึกหัดและตอบข้อสอบบุคคลทั่วไป ใช้การเขียนเพื่อเขียนจดหมาย ทำสัญญา พินัยกรรม การค้ำประกัน เป็นตัน นงเยาว์ เสี่ยมขุนทด (2547 : 22) ได้ให้ความหมายของการเขียน คือกระบวนการคิดที่ถ่ายทอออกมา เป็นลายลักษณ์อักษรและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษาสามารถสื่อสารกันได้ การเขียนสะกดคำมี ความสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และความเป็นอยู่ของบุคคลในปัจจุบัน เพราะการเขียนสะกตคำที่ถูกจะ ช่วยให้ผู้เขียน อ่านและเขียนหนังสือไต้ถูกต้อง สื่อความหมายไต้แจ่มชัด และมีความมั่นใจในการเขียนทำให้ผล งานที่เขียนมีคุณเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังอาจจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพการศึกษาของบุคคลนั้นอีกด้วย กองเทพ เคลือบพณิชกุล (2542) “การเขียน คือทักษะการใช้ภาษาชนิดหนึ่ง เป็นการถ่ายทอดความรู้ ความคิด จินตนาการ ประสบการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งอารมณ์และความรู้สึกกับข่าวสาร เป็นการสื่อสารหรือสื่อ ความหมายโดยมีตัวหนังสือตลอดจนเครื่องหมายต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์แทนถ้อยคาในภาษาพูด เพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ตามความมุ่งหมายของผู้เขียน การเขียนจึงเป็นทักษะที่มีหลักฐานถาวรปรากฏอยู่นาน และการเขียน จะเกิดผลดีหรือผลเสียนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเนื้อหาและกลวิธีการเขียนของผู้เขียน” วิจิตรา แสงพลสิทธิ์ และคณะ ( 2522, หน้า 135 – 136 ) ให้ความหมายของการเขียนว่า การเขียน คือการแสดงออกเพื่อการสื่อสารอย่างหนึ่งของมนุษย์ โดยอาศัยภาษา ตัวอักษร และอุปกรณ์อื่น ๆ เป็นสื่อ เพื่อ ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ความต้องการและความเข้าใจทุกอย่างให้ผู้อื่นได้ทราบ กล่าวโดยสรุปได้ว่า การเขียน เป็นการสื่อสารของมนุษย์ซึ่งอาศัยภาษาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นสื่อ เพื่อถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ สู่ผู้อ่าน สรุปได้ว่า การเขียนหมายถึง การขีดหรือเขียน ตามสัญลักษณ์ เป็นการถ่ายทอดผ่านความรู้สึกนึกคิด ภายใน ออกมาสู้ภายนอก เป็นการสื่อสารโดยตัวหนังสือ ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การเขียนของภาษาไทย


22 3.2 ความสำคัญของการเขียน การเขียนเป็นทักษะทางภาษาที่สำคัญที่สุดทักษะหนึ่งในบรรดาทักษะต่าง ๆ แม้การเขียนจะมี คุณประโยชน์มีความสำคัญทางภาษามากมายเพียงใด แต่ถ้านำไปใช้ไม่ถูกต้อง เขียนไม่ถูกต้องก็ให้โทษได้ เช่นกัน ความสำคัญของการเขียนมีดังนี้ 1. เป็นเครื่องมือใช้สื่อสาร ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด ความรู้ ระหว่างบุคคลและกลุ่มบุคคลต่าง ๆ 2. เป็นการสืบทอดมรดกทางปัญญาของมนุษย์จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนรุ่นต่อ ๆ ไป 3. เป็นเครื่องมือใช้บันทักหลักฐานทางธุรกิจการค้า กฎหมาย และมรดกทรัพย์สินได้อย่างถูกต้องตาม กติกาของแต่ละสังคม 4. เป็นเครื่องมือใช้ประกอบอาชีพ การเขียนนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสื่อสาร และสื่อความหมายอย่างหนึ่ง ของมนุษย์ซึ่งมีนักการศึกษาได้ให้ความสำคัญของการเขียนไว้ดังนี้ กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์ (2551) ได้กล่าวถึง ความสำคัญและทักษะการเขียน ดังนี้ ทักษะการเขียนเป็น ทักษะการสื่อสารที่มีบทบาทเพื่อการส่งสารเป็นหลัก มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้โดยทั่วไป ตั้งแต่ ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษา นักเรียน นักศึกษาจะต้องได้รับการพัฒนา ความสามารถทางด้านการเขียนจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า มีทักษะในการเขียน อย่างจริงจัง สม่ำเสมอและต่อเนื่อง กระบวนการเรียนการสอนผู้เรียนจะได้รับมอบหมายงานอันเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนจาก อาจารย์ผู้สอนในแต่ละรายวิชา ซึ่งล้วนต้องใช้ความรู้ความสามารถในทางการเขียนมากมาย อาทิ การเขียน ตอบคำถามต่าง ๆ ท้ายคาบเรียนหรือเป็นการบ้าน การเขียนตอบแบบทดสอบอัตนัย การเขียนเรียงความ การ เขียนบทความ บันทึกการเรียนรู้ ย่อความ สรุปความ ขยายความ งานเขียนประเภทอื่น ๆ ตามลักษณะเฉพาะ ของแต่ละสาขาวิชา รวมทั้งที่ขาดไม่ได้ คือ การเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการซึ่งเป็นงานประจำ ภาคเรียนของแทบทุกรายวิชาที่เรียกว่าภาคนิพนธ์ (Term Paper) เป็นต้น นอกจากนี้แล้วการเขียนยังใช้เป็น แบบฝึกหัด แบบทดสอบ เพื่อการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน อีกด้วย ในอดีต การเขียนเป็นการเรียนวิธีการใช้ภาษาเขียนที่สละสลวย เพื่อใช้ในการจูงใจผู้อ่าน การเขียนจึง มุ่งเน้นที่งานเขียนในด้านความถูกต้องในการใช้ถ้อยคำภาษาและการเรียบเรียงเนื้อหาอย่างถูกต้องละเมียด ละไม แต่ภายหลังมีแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการเขียนเพิ่มขึ้นเช่นแนวความคิดที่ว่า การเขียนมิใช่เป็นเพียงการ บันทึกคำพูดเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนความคิดในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งอยู่ภายในของแต่ละ บุคคลแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร แนวความคิดนี้มุ่งเน้นที่จุดมุ่งหมายของการเขียน ซึ่งได้แก่การ สื่อความคิดความเห็นของผู้เขียนให้ผู้อื่นทราบ และแนวความคิดว่าการเขียนมิได้เป็นเพียงวิธีการสื่อสารเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความคิดสติปัญญา ทั้งในด้านการคิดค้นเรื่องราวที่จะนำมาเขียนและกาจัดรูปแบบ การนำเสนองานเขียนนั้น แนวความคิดเกี่ยวกับการเขียนจึงเปลี่ยนไปเป็นการมุ่งเน้นที่กระบวนการเขียน การฝึกฝนให้เกิดพัฒนาการด้านการเขียนได้นั้น นักศึกษาควรมีความรู้ ความเข้าใจตลอดจนความตระหนักถึง ความรู้ต่าง ๆ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเขียนเสียก่อนเพราะจะทาให้การพัฒนาการเขียนเป็นไปได้ด้วยดีมี ประสิทธิภาพ สุทธิชัย ปัญญาโรจน์ (2555) ได้กล่าวถึงความสำคัญและประโยชน์ของงานเขียนไว้ว่างานเขียนที่ ผู้เขียน เขียนออกมา โดยมีเนื้อหาที่ถูกต้อง มีความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด ก็ย่อมมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน อีกทั้งยังมีความสำคัญ ต่อประเทศชาติและตนเอง ความสำคัญของงานเขียนมีดังนี้


23 1. งานเขียนมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ 1.1 ช่วยให้มีหนังสือประเภทต่าง ๆ ออกมาขายและอยู่ในห้องสมุดตามสถาบันต่าง ๆ กัน อย่างมากมาย อีกทั้ง หนังสือบางเล่มยังสามารถใช้เป็นแหล่งที่มาในการอ้างอิงในการทำผลงานทางวิชาการ การทำรายงาน การค้นคว้าของนักเรียน นิสิต นักศึกษา อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นหนังสือประกอบการเรียนการ สอนตามสถาบันต่าง ๆ 1.2 ช่วยให้ประเทศชาติเจริญ ประเทศใดมีหนังสือมาก คนในประเทศนั้นมักเป็นคนที่มี ความรู้ มีการศึกษา แต่ตรงกันข้าม ประเทศที่ไม่พัฒนา ล้าหลัง มักมีหนังสือเป็นจำนวนที่น้อยมาก ทำให้ ประชาชนขาดอาหารสมองในการบริโภค เมื่อคนไม่มีความคิด สติปัญญา ความฉลาด ก็ส่งผลไปยังเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมประเทศนั้น 2. งานเขียนมีประโยชน์ต่อตนเอง 2.1 ช่วยเป็นเครื่องมือในการทดสอบความสามารถ ความคิดของตนเอง งานเขียนเป็นงานที่ ต้องใช้ความคิด ความรู้ หากขาดซึ่งความคิด ความรู้ ถึงแม้จะมีข้อมูลมากสักเพียงใด ผู้เขียนก็คงไม่สามารถ ผลิตผลงานให้เป็นที่ยอมรับแก่ผู้อ่านได้ การผลิตงานเขียน ออกมาจึงเป็นการวัดความรู้ ความสามารถ และ ความคิดของผู้เขียนเอง จึงอาจกล่าวได้ว่า งานเขียนยังเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้เขียนเกิดความรู้ ในเรื่องที่เขียน มากขึ้นไปด้วยเช่นกัน 2.2 ช่วยเป็นอนุสาวรีย์หรือเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจของผู้เขียน งานเขียนที่ผู้เขียน เขียนออกมา มักเป็นสิ่งที่คงอยู่แม้ตัวผู้เขียนจะไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้ว แต่ผลงานเขียนก็ยังคงเป็นอนุสาวรีย์หรือเป็นสิ่งที่ ภาคภูมิใจ และเป็นหลักฐานอย่างดี เมื่อลูกหลานได้มีโอกาสเห็นก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยินดี 2.3 ช่วยในการเป็นรายได้หาเลี้ยงชีพ งานเขียนยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถเลี้ยงชีพตนเอง และครอบครัวได้ โดยการขายหนังสือ บางคนมีรายได้จากการขายหนังสือจนร่ำรวย ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับหลาย ปัจจัยในการที่จะร่ำรวยได้จากงานเขียน เช่น การตลาดดี ผลงานเขียนดีนักเขียนเป็นคนมีชื่อเสียง ฯลฯ 2.4 ช่วยในการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ไม่ว่าเราจะทำงานอาชีพอะไร หากว่า ท่านมีความสามารถในการเขียน ท่านก็จะได้รับความก้าวหน้า เช่น เป็นครู เป็นอาจารย์ ก็มักจะต้องเขียน หนังสือ เขียนเอกสาร เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ หรือ เป็นพนักงานบริษัท หากมีความสามารถทางด้านการ เขียน ก็จะถูกเจ้านายเรียกใช้เพื่อให้เขียนรายงาน เขียนโครงการต่าง ๆ เป็นต้น 2.5 ช่วยให้เป็นคนมีชื่อเสียง คนดัง และทำให้คนอยากรู้จัก หากว่างานเขียนของท่านเป็นที่ ยอมรับของผู้อ่าน ท่านก็จะมีคนอยากจะรู้จักท่านมากขึ้น สื่อมวลชนบางแห่งก็อาจจะนำท่านไปสัมภาษณ์ออก สื่อต่าง ๆ 2.6 ช่วยในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ หลายๆ ท่านใช้เวลาหรือเสียเวลาไปกับสิ่งต่าง ๆ แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด การเขียนเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ได้ เพราะมีนักเขียนดังๆ เขียน ต้นฉบับ ขณะรอรับประทานอาหาร แล้วนำมารวบรวมเรียบเรียงจนเป็นผลงานหนังสือออกมาได้เป็นเล่ม ๆ เรวดี อาษานาม (2537 : 151) ได้สรุปความสำคัญของการเขียนไว้ ดังนี้ คือเด็กที่มีสามารถในการอ่าน และประสบความสำเร็จในการเขียนมาก จะมีจินตนาการในการเขียน เพราะได้มีโอกาสเรียนรู้แนวทางการใช้ คำต่าง ๆ จากสำนวนภาษาในหนังสือต่าง ๆที่อ่านพบ โดยปกติครูมักสอนให้เด็กอ่านได้ก่อนจึงให้เขียนคำที่ตน อ่านได้แต่ทักษะในการเขียนเป็นทักษะที่สลับชับซ้อนกว่าทักษะอื่น เด็กจึงจำเป็นต้องมีความพร้อมโดยฝึก ทักษะการฟัง การพูด และการอ่านได้ก่อนแล้วจึงเริ่ม ทักษะการเขียน ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2


24 มุ่งเน้นทักษะพื้นฐานในการเขียนและยั่วยุให้เขียนด้วยความสนุกสนาน ไม่เบื่อโดยจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้ฝึกจาก ง่ายไปหายาก และให้สัมพันธ์กับการพูดและอ่าน จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า การเขียนมีความสำคัญกับการใช้ชีวิต และมีความเกี่ยวข้องในการ ดำเนินชีวิตประจำวัน คือ การใช้ภาษาในการสื่อสาร ทั้งภาษาพูดและเขียน การเขียนใช้ประกอบอาชีพได้ ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นความสำคัญของการเขียน เพราะจะทำให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะของตนเอง จนสามารถนำไป ประกอบอาชีพ หรือใช้ในกระบวนการเรียนรู้แก่ตัวนักเรียนเอง รวมไปถึงการใช้ภาษษเขียนในการสื่อสารกับ สังคม และพัฒนาทักษะการเขียนเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 3.2 จุดมุ่งหมายของการเขียน จุดมุ่งหมายของการเขียน วรรณี โสมประยูร (วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. 2549 : 103) ได้อธิบาย จุดมุ่งหมายการ สอนภาษาไทย ดังนี้ 1. เพื่อคัดลายมือหรือเขียนให้ถูกต้องตามลักษณะตัวอักษรให้เป็นระเบียบชัดเจนหรือ เข้าใจง่าย 2. เพื่อเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้พัฒนางอกงามขึ้นตามควรแก่วัย 3. เพื่อให้การเขียนสะกดคำถูกต้องตามอักขรวิธี เขียนวรรคตอนถูกต้อง 4.เพื่อให้รู้จักภาษาเขียนที่ดี มีคุณภาพเหมาะสมกับบุคคลและโอกาส 5. เพื่อให้สามารถรวบรวมและลำดับความคิด แล้วจดบันทึก สรุปและย่อใจความเรื่องที่อ่านหรือฟังได้ 6. เพื่อให้สามารถสังเกตจดจำและเลือกเนถ้อยคำหรือสำนวนโวหารให้ถูกต้อง 7. เพื่อให้มีทักษะการเขียนประเภทต่าง ๆ 8. เพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 9. เพื่อให้เห็นความสำคัญและคุณค่าของการเขียนว่ามีประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพการศึกษาหา ความรู้และอื่น ๆ คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (2551, หน้า 179 – 181 ) ได้กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของการเขียนดังต่อไปนี้ 1. การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง คือ การนำเหตุการณ์เรื่องราวที่อาจเกิดขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเป็น เรื่องที่ผู้เขียนได้ประสบมา มาถ่ายทอดอย่างเป็นลำดับ ส่วนใหญ่เป็นการเขียนเล่าประวัติ เล่าเหตุการณ์ เล่าประสบการณ์ สิ่งที่ควรคำนึง คือ ต้องคำนึงถึงความถูกต้องตรงตามความจริง 2. การเขียนเพื่ออธิบาย คือ การเขียนเพื่อชี้แจง อธิบาย เช่น อธิบายวิธีใช้ อธิบายวิธีทำ อธิบายขั้นตอน เช่น วิธีการออกกำลังกาย วิธีการทำอาหาร การเขียนวิธีนี้ต้องระมัดระวังให้เขียนเป็นไปตาม ขั้นตอน ใช้ภาษากระชับ สั้น เข้าใจง่าย 3. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น เป็นการเขียนเพื่อวิเคราะห์ วิจารณ์ แนะนำ หรือแสดงความ คิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจเป็นการเขียนแสดงความคิดเห็นอย่างเดียวหรืออาจมี ข้อเสนอแนะด้วย ผู้เขียนต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ ความถูกต้องและความมีเหตุมีผล เช่น การเขียนบทความ การเขียนบทวิจารณ์ การเขียนบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ เป็นต้น


25 4. การเขียนเพื่อสร้างจินตนาการ เป็นการเขียนที่มุ่งให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ มีอารมณ์คล้อยตาม ต้องใช้ถ้อยคำภาษา บางครั้งต้องใช้ถ้อยคำที่มีความหมายแฝง มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ หรือมีความหมาย เชิงเปรียบเทียบ งานเขียนประเภทนี้มักพบในการเขียนประเภทบันเทิงคดี 5. การเขียนเพื่อโน้มน้าวใจ มีวัตถุประสงค์ในการเขียนเพื่อจูงใจ เช่น เขียนคำขวัญ โฆษณา ภาษาที่ใช้ ต้องสั้น กระชับ รัดกุม 6. การเขียนเพื่อล้อเลียนหรือเสียดสี มีจุดประสงค์ในการเขียนเพื่อตำหนิสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจเป็นบุคคล หรือสถานการณ์ ภาษาที่ใช้ต้องสุภาพ นุ่มนวล อาจแทรกอารมณ์ขันได้ 7. การเขียนเพื่อกิจธุระ เป็นการเขียนเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ภาษาที่ใช้ต้อง เหมาะสมกับประเภทของงานเขียน 8. การเขียนเพื่อบอกให้ทราบข้อเท็จจริง เป็นงานเขียนของทางราชการเป็นส่วนใหญ่ เช่น การเขียนประกาศ คำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ภาษาที่ใช้ต้องเป็นภาษาราชการ สิทธา พินิจภูวดล และคณะ (การเขียน. 2522.1) กล่าวถึงการเขียนว่าสำหรับจุดมุ่งหมายของการ เขียนหลัก ๆ นั้นก็เพื่อการสื่อสารหรือสื่อความหมายซึ่งมีความหมายที่แตกต่างกันไป การเขียนหนึ่ง ๆ อาจทำ ขึ้นเพื่อจุดมุ่งหมายมากกว่าหนึ่งจุดมุ่งหมายซึ่งสามารถจำแนกออกได้ ดังนี้ 1. การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง คือ การกำหนดการหรือเรื่องราวที่เป็นลำดับอยู่แล้ว มาถ่ายทอดเป็น ข้อเขียน ทั้งนี้ผู้เขียนจะต้องใช้วิธีการเล่าเรื่องที่ชวนให้อ่านและเห็นภาพของเหตุการณ์ ทำให้ผู้อ่านติดตามอ่าน โดยตลอดเรื่อง ซึ่งต้องใช้กลวิธีเฉพาะประเภท เช่น สร้างจุดสนใจเมื่อเริ่มต้นเล่าเรื่อง และลำดับตามเหตุการณ์ ก่อนหลัง แล้วจึงให้ภาพตามลำดับ หรือไม่ก็เสนอข้อเท็จจริงตามเวลา และสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ เป็นต้น ซึ่งการเขียนเพื่อเล่าเรื่องนี้ มักใช้สำหรับงานเขียนประเภทสารคดี 2. การเขียนเพื่ออธิบาย ใช้กับข้อเขียนประเภทตำราหรือวิชาการ หรือเรื่องราวที่มีเนื้อหาที่ยากแก่การ เข้าใจหรือจดจำ เป็นการอธิบายแจกแจงข้อเท็จจริง ความรู้ อธิบายวิธีใช้ แก้ไขปัญหา เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจการ เขียนประเภทนี้ต้องคำนึงถึงภาษาให้กระชับรัดกุมแต่มีความแจ่มชัด มีการลำดับขั้นตอนก่อนหลังของเรื่องที่ ต้องการอธิบายเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายไม่สับสน เช่น ลำดับจากเหตุไปสู่ผลจากใกล้ไปสู่ไกล จากง่ายไปสู่ยาก เป็นต้น ถ้าหากอธิบายเป็นขั้นตอนโดยแยกหัวข้อเป็น 1, 2, 3,...ได้ก็จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น 3. การเขียนเพื่อโฆษณาจูงใจ ผู้เขียนจะใช้ภาษาเพื่อโฆษณาจูงใจให้คนอ่านสนใจ ดังนั้นจึงต้องใช้ภาษาที่จดจำง่าย คล้องจองและสั้น กะทัดรัด แต่ต้องสะดุดตาสะดุดใจผู้อ่าน เช่น ใช้ภาษาที่แปลกใหม่ สร้างความฉงนสนเท่ให้ขบคิดหรือรู้สึก ขบขัน เช่น “ความสุขที่คุณดื่มได้” “เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้” “ตบทีเดียวเอาอยู่” ฯลฯ การเขียนเพื่อ จุดมุ่งหมายดังกล่าวนี้มักใช้ในงานโฆษณาเพื่อต้องการขายสินค้า หรือในงานประชาสัมพันธ์ที่ต้องการสร้าง ภาพลักษณ์(image)ให้แก่บุคคลหรือหน่วยงานนอกจากนี้ ยังมีคำกล่าวสำหรับงานโฆษณา (หรืองาน ประชาสัมพันธ์) ที่ว่าคำกล่าวทั้งหมดที่อยู่ในการโฆษณา(หรือในการประชาสัมพันธ์)ล้วนเป็นความจริง แต่ความจริงทั้งหมดไม่ได้อยู่ในการโฆษณา (หรือการประชาสัมพันธ์) กล่าวคือ การเขียนเพื่อการ โฆษณา(หรือเพื่อการประชาสัมพันธ์) นั้นจะคัดเลือกเฉพาะข้อความหรือข้อเท็จจริงที่ส่งผลดีต่อการโฆษณา


26 สินค้าหรือส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของบุคคลหรือหน่วยงานเท่านั้นมาบรรจุลงในข้อเขียน ส่วนข้อเท็จจริงที่อาจ ส่งผลร้ายต่อการโฆษณาสินค้าหรือต่อภาพลักษณ์ของบุคคลหรือหน่วยงาน จะไม่มีการนำมาบรรจุลงใน ข้อเขียน ซึ่งอันที่จริแล้วก็เป็นเจตนาโดยตรงของผู้เขียนที่จะต้องระลึกถึงประเด็นนี้ไว้ก่อนเสมอ 4. การเขียนเพื่อปลุกใจ เป็นการเขียนเพื่อให้คนเกิดความเข้มแข็ง พร้อมเพรียงเพื่อให้คนเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เกิด ความฮึกเหิม เช่น บทความปลุกใจให้รักชาติ บทความปลุกใจให้เกิดสำนึกที่ดี เกิดการรู้รักสามัคคีของคนใชาติ ลักษณะงานเขียนเพื่อจุดมุ่งหมายดังกล่าวนี้จะต้องใช้ประโยคสั้น ๆ ใช้คำหนักแน่นที่ทำให้เห็นภาพหรือ จินตนาการด้วยตนเอง อาจมีการเน้นย้ำและยกตัวอย่างประกอบ 5. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ หรือแนะนำ เช่น บทความ บทวิเคราะห์ บท วิจารณ์ที่เป็นการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เช่น ต่อการทำงานของรัฐบาล การเขียนเพื่อจุดมุ่งหมายนี้ต้อง คำนึงถึงข้อเท็จจริง แสดงให้เห็นชัดเจน การใช้วิจารณญาณที่ถูกต้อง ยุติธรรม ไร้อคติ มีหลักเกณฑ์ในกรณีที่ แจกแจงผลดี ผลเสีย ซึ่งควรจำแนกและใช้เหตุผลที่ดำเนินอยู่บนหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องเป็นจริงอยู่เสมอ ดังนั้น ข้อเขียนประเภทนี้จะใช้ภาษาที่เรียบง่าย กะทัดรัด 6. การเขียนเพื่อสร้างจินตนาการ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการคล้อยตาม หรือเห็นสิ่งนั้น ๆ ด้วย จึงต้องใช้ วิธีการสร้างภาพพจน์เพื่อจูงใจ และเพื่อสร้างภาพให้ผู้อ่านอ่านแล้วเกิดจินตนาการได้เป็นอย่างดี เช่น การใช้ อุปมาอุปไมย เปรียบเทียบ ใช้ภาษาที่สละสลวย 7. การเขียนเพื่อต้องการเสียดสียั่วล้อ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนต้องการหยิบยกสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่อาจเป็นส่วนบกพร่องในสังคมมากล่าวตำหนิ แต่ใช้วิธีการพูดเชิงทีเล่นทีจริงไม่รุนแรง เข้าลักษณะหยิกแกมหยก ซึ่งบางทีคนอ่านไม่เห็นสิ่งที่แฝงอยู่ในการ เสียดสียั่วล้อเลยก็อาจเป็นได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการเขียนหรือกล่าวถึงสิ่งที่จะเสียดสีในทำนองตลก ประชด ประชัน มากกว่าจะมุ่งว่าหรือตำหนิโดยตรง ซึ่งส่วนนี้อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือมีปัญหาระหว่างผู้ที่ เขียนเสียดสียั่วล้อ กับผู้ที่ถูกเสียดสียั่วล้อมากกว่าที่จะเกิดการแก้ไขข้อบกพร่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีการเขียน เพื่อจุดมุ่งหมายอื่น ๆ ที่แยกย่อยเฉพาะออกไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็สามารถที่จะจัดรวมอยู่ในจุดมุ่งหมายของการ เขียนหลัก ๆ ทั้ง 7 ข้อดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เช่น การเขียนเพื่อระบายอารมณ์ หรือสนองความต้องการ ส่วนตัว เป็นต้น จากจุดมุ่งหมายของการเขียน สรุปได้ว่า การเขียนมีความสำคัญต่อบุคคลมาก ดังนั้น การเขียนจึงมี จุดมุ่งหมายต่าง ๆ หลายประการ การเขียนเล่าเรื่อง การเขียนเพื่ออธิบาย และจะเห็นได้ว่าการเขียนเรื่องตาม จินตนาการเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะพัฒนาทักษะการเขียน ไปสู่กระบวนการเรียนรู้ได้ และสามารถต่อ ยอด ปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เช่น 1) เพื่อคัดลายมือ 2) เพื่อฝึกทักษะ 3) เพื่อสะกดคำถูกต้อง


27 4) เพื่อให้รู้จักเลือกภาษา ในการเขียนที่เหมาะสมกับบุคคลและโอกาส 5) เพื่อให้สามารถรวบรวมและลำดับความคิด แล้วจดบันทึก สรุปและย่อใจความเรื่องที่อ่านหรือฟังได้ 6) เพื่อถ่ายทอดให้มีจินตนาการ ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และความรู้สึกนึกคิดที่ดี 7) เพื่อให้สังเกต จดจำและเลือกเฟ้นถ้อยคำ สำนวนโวหารให้ถูกต้องตามหลักภาษาและสื่อความให้ ตรงตามที่ต้องการ 8) เพื่อให้มีทักษะการเขียนประเภทต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 9) เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 10) เพื่อให้เห็นความสำคัญและคุณค่าของการเขียนว่ามีประโยชน์ อย่างแท้จริง 3.4 ปัญหาของการเขียน กรรณิการ์ พวงเกษม (2533 : 31-33) ได้อธิบายถึงปัญหาในการสอนเขียนมีหลายลักษณะดังนี้ 1. การเขียนพยัญชนะ สระ และคำไม่ได้ มักเป็นนักเรียนที่เริ่มต้นเรียน ได้แก่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2. การสะกดคำผิด เช่น วางวรรณยุกต์ไม่ถูกที่ คำพ้องเสียง เขียนคำที่ใช้ตัวสะกดไม่ตรง มาตราตัวสะกดผิด เขียนคำที่มีตัวการันต์ผิด คำที่สระเสียงสั้น และเสียงยาวเขียนสลับกัน เขียนคำควบกล้ำผิด เขียนพยัญชนะบางตัวในคำเบียดกัน บางตัวห่างออกไป และเขียนคำที่มาจากภาษาต่างประเทศผิด 3. เว้นวรรคตอนย่อหน้าไม่ถูกต้อง 4. ใช้คำไม่เหมาะสม นำภาษาพูดมาใช้เป็นภาษาเขียน 5. เขียนคำที่ใช้อักษรย่อไม่ถูกต้อง 6. ลำดับความคิดในการเขียนไม่ได้ 7, ลายมืออ่านยาก 8. ไม่มีความคิดในการเขียน เซน (Shane. 1961 : 71) ให้ความเห็นว่าสาเหตุการเขียนสะกดคำผิด มีปัญหาหลายทาง และแบ่งได้ เป็น 2 สาเหตุ คือ ปัญหาโดยทั่วไป ซึ่งเกี่ยวกับนักเรียนไม่ พัฒนาความสามารถของตนเอง มีความสนใจน้อย และปัญหาเฉพาะบุคคลนั้นเกี่ยวกับความบกพร่องทางสายตา ความสามารถในการอ่านออกเสียง ความสามารถทางสมอง และใช้ภาษา 2 ภาษาในขณะเดียวกัน พิทซ์ เจรัลด์ (Fitzgerald. 1964 : 245) กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้นักเรียนมีปัญหาในการเขียนสะกด คำผิดว่า มีสาเหตุมาจากนักเรียนไม่สนใจต่อการสะกดคำและวิธีสอนของครูไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ครูไม่ เตรียมการสอน นักเรียนไม่ได้รับการสอนสะกดคำที่ถูกต้อง ไม่รู้วิธีการสะกดคำ กรรณิการ์ พวงเกษม (2533) กล่าวถึง ปัญหาการเขียน ปัญหาในการสอนเขียนมีหลายลักษณะดังนี้ 1. เขียนไม่เป็นรูปร่าง คือ อ่านไม่ออกว่าเขียนพยัญชนะอะไรและสระอะไร 2. เขียนพยัญชนะ หรือคำกลับ เช่น ถ. เป็น ว. ขน เป็น นข 3. เขียนพยัญชนะ และสระไม่มีหัว เช่น คำ ปวดศีรษะ เป็น ปาดศีรษะ 4. เขียนพยัญชนะไม่อยู่บนเส้นบรรทัด เขียนลอยเหนือเส้นบรรทัดหรือลงมาล่างเส้นบรรทัด


28 การสอนเขียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 2 เป็นการเน้นให้เด็กเขียนรูปร่างของ ตัวอักษรให้ถูกต้องเพื่อช่วยฝึกการเขียน ดังนี้ 1. การลากตามรอยอักษร 2. การเขียนลอกแบบ ตามแบบตัวอักษร หรือลอกตามในหนังสือคู่มือและอื่น ๆ 3. การฝึกจังหวะ ตามจังหวะของดนตรี หรือคำกลอนต่าง ๆ 4. ให้แบบฝึกหัดประเภทเขียนเส้นตรง เส้นเฉียง เส้นโค้ง เส้นหยัก วงกลม เมื่อเด็กจำ รูปลักษณะของคำได้แล้วอาจสอนเขียนไปพร้อมกับการอ่าน เขียนคำและประโยค ตามที่อ่านโดยฝึกคัดจาก แบบก่อน จากเป็นคำและข้อความง่าย ๆ สั้น ๆ โดยจะต้องฝึกเขียนตัวอักษรให้ถูกวิธีควบคู่ไปด้วย การสอนคัดไทยหรือคัดลายมือ เป็นการเขียนเพื่อเลียนแบบข้อความที่กำหนดให้ ฝึกให้ นักเรียนมีนิสัยในการทำงานเป็นระเบียบรักษาความสะอาด มีความประณีต มีสมาธิในการทำงานยาวนาน และ มุ่งให้นักเรียนเขียนได้ถูกต้องสวยงามและเขียนตามกฎเกณฑ์ ดังนี้ - เริ่มเขียนตัวอักษรจากหัวตัวอักษรไปเป็นตัวอักษรที่ต้องการโดยไม่ต้องยกมือ - ลักษณะของตัวอักษรต้องตั้งตรง - ขนาดของตัวอักษร มีขนาดความกว้างพอดี ขนาดความกว้างเป็น 2 ใน 3 ของส่วนสูง โดยประมาณ - กวดขันการวางและเขียนสระ วรรณยุกต์ให้ถูกที่ - การเว้นระยะช่องไฟระหว่างตัวอักษรเท่า ๆ กันหรือสม่ำเสมอไม่ให้ตัวเบียดกันหรือห่างกัน จนเกินไป ซึ่งสามารถใช้สายตาคะเนดูและเมื่อเด็กคัดตัวเต็มบรรทัดได้ดีแล้วควรสอนให้คัดตัวครึ่งบรรทัดในเด็ก ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นต้นไป จากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ปัญหาที่สำคัญของการเขียนขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนเอง ที่ยังไม่มีทักษะความรู้ความสมารถในการเขียน และวิธีการสอนเขียน ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควรตระหนักถึง ปัญหาเหล่านั้นเป็นสำคัญ การเขียนจึงเป็นปัญหาที่สำคัญของนักเรียนในการเรียนภาษาไทยเป็นอย่างมาก และ จากการศึกษา ผู้วิจัยพบว่า ปัญหาของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ยังขาดทักษะ ความรู้ และความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝน ความสามารถด้านการเขียนให้มีความชำชาญ จากสภาพปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาการจัดการ เรียนรู้และกิจกรรมเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการและความสามารถทางด้านทักษะการเขียนให้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น 4. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการใช้แบบฝึกทักษะ 4.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทักษะ การฝึกทักษะเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ครูผู้สอนในรายวิชา สร้างแบบฝึกทักษะขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์ ในการฝึกฝนความสามารถของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพ เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ในการเรียนการสอน ดังนั้น การฝึกโดยการใช้แบบฝึกเป็นการ จัดบรรยากาศการเรียนรู้และเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ผู้ฝึก ได้ปฏิบัติงาน ที่ได้รับมอบหมาย จากการศึกษาความหมายของแบบฝึกทักษะ ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้


29 วรสุดา บุญยไวโรจน์ (2536) กล่าว่า แบบฝึกหัดเป็นสื่อการสอนที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษา ทำ ความเข้าใจ ฝึกฝนจนเกิดแนวคิดที่ถูกต้อง และเกิดทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนอกจากนั้นแบบฝึกหัดยังเป็น เครื่องบ่งชี้ให้ครูทราบว่าผู้เรียนหรือผู้ใช้แบบฝึกหัดมีความรู้ความเข้าใจในบทเรียนและลามารถนำความรู้นั้นไป ใช้ได้มากน้อยเพียงใด ผู้เรียนมีจุดเด่นที่ควรส่งเสริมหรือจุดด้อยที่ควรปรับปรุง แก้ไขตรงไหน อย่างไร แบบฝึกหัดจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ครูทุกคนใช้ในการตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะของ นักเรียนในวิชาต่าง ๆ สนอง คำศรี (2537) กล่าวว่า แบบฝึกหัดเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนการ สอน ดังนั้น แบบฝึกหัดจะมีลักษณะที่ก่อให้เกิดความสนุกสนาน ความพอใจในการเรียนให้กับนักเรียน ขจีรัตน์ หงส์ประสงค์ (2534) กล่าวว่า แบบฝึกเป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างหนึ่งที่ครูใช้ฝึก ทักษะ หลังจากที่นักเรียนได้เรียนเนื้อหาจากบทเรียนแล้ว โดยสร้างขึ้นเพื่อเสริมทักษะให้แก่นักเรียน มีลักษณะ เป็นแบบฝึกหัดที่มีกิจกรรมให้นักเรียนกระทำ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียน สุกิจ ศรีพรหม (2541) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ชุดการฝึก หมายถึง การนำสื่อประสมที่สอดคล้องกับ เนื้อหาและจุดประสงค์ของวิชามาใช้ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพ ราชบัณฑิตยสถาน (2540) แบบฝึก หมายถึง แบบฝึกหัดหรือชุดการสอนที่เป็นแบบฝึกหัดที่ใช้เป็น ตัวอย่างปัญหาหรือคำสั่งที่ตั้งขึ้นให้นักเรียนตอบ สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์(2540) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง การ จัดประสบการณ์ฝึกหัดเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองและสามารถแก้ปัญหาได้ถูกต้องอย่าง หลากหลายและแปลกใหม่ สุพรรณี ไชยเทพ (2544) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง เอกสารหรือแบบฝึกหัดที่ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ เป็นการช่วยเสริมให้ นักเรียนมีทักษะสูงยิ่งขึ้น พินิจ จันทร์ชัาย (2546) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะหมายถึงงานกิจกรรม หรือประสบการณ์ที่ผู้สอนจัดให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเพื่อทบทวนความรู้ที่เรียนมาแล้วให้สามารถนำความรู้ที่ได้ ไปประยุกตีใช้ในชีวิตประจำวัน อำนวย เลื่อมใส (2546) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า หมายถึงแบบตัวอย่างปัญหาหรือ คำสั่งให้ผู้เรียนรู้มาแล้ว เพื่อความรู้ความเข้าใจ และเป็นการเพิ่มทักษะความชำนาญให้แก่ผู้เรียน ทำให้การ เรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไพบูลย์ มูลดี (2546) ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นชุดการเรียนรู้ที่ครู จัดทำขึ้นให้ผู้เรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแล้วเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจจะช่วยเพิ่มทักษะความชำนาญ และช่วยฝึกทักษะการคิดให้มากขึ้นทั้งยังมีประโยชน์ในการลดภาระให้กับครู อีกทั้งพัฒนาความสามารถของ ผู้เรียนทำให้ผู้เรียนมองเห็นความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของตนเองได้


30 ถวัลย์ มาศจรัส (2548) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า เป็นกิจกรรม พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมมีความหลากหลายและปริมาณเพียงพอที่สามารถตรวจสอบและ พัฒนาทักษะ กระบวนความคิด กระบวนการเรียนรู้ สามารถนำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและ หลักการสำคัญของสาระการเรียนรู้รวมทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจบทเรียนด้วยตนเองได้ ปริศนา พลหาร (2549) ได้ไห้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึก หรือแบบฝึกหัด หรือแบบ เสริมทักษะหมายถึงการจัดประสบการณ์ฝึกโดยใช้ตัวอย่างปัญหาหรือคำสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือ ปฏิบัติกิจกรรมเองและเกิดความรู้ความเข้าใจและมีทักษะเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการในการเรียนรู้ และสามารถนำความรู้ความสารมารถไปใช้แก้ปัญหา นักเรียนเรียนรู้อย่างสนุกสนาน ปราณี จิณฤทธิ์ (2552) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึก หมายถึง งานที่ครูมอบหมาย ให้นักเรียนทำด้วยตนเองภายหลังจากได้เรียนบทเรียน เพื่อเป็นการทบทวน และฝึกทักษะในเรื่องที่เรียนผ่าน มาแล้ว ประภาพร ถิ่นอ่อง (2553) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการ เรียนการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยกิจกรรมที่ ได้ปฏิบัติในแบบฝึกนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ทำให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้น เพราะมี รูปแบบหรือลักษณะที่หลากหลาย คณิศร ศรีประไพ (2555 ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึก แบบฝึกหัด หรือชุดการฝึก เป็นคำที่ความหมายคล้ายคลึงกัน คืองานหรือกิจกรรมที่ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนกระทำเพื่อฝึกทักษะและ ทบทวนความรู้ ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความชำนาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถนำความรู้ไปแก้ปัญหาได้ โดยอัตโนมัติ บุญนำ เกษี(2556) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอนที่สร้าง ขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นโดยกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในแบบฝึก นั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ทำให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้น และทำให้ผู้เรียนมองเห็น ความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของตนเองได้ จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า แบบฝึกหัดเป็นสื่อที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนท้ายบทเรียน ซึ่ง ผู้สอนจัดทำขึ้นเพื่อฝึกฝนทักษะ ให้เกิดความชำนาญ และฝึกความสามารถของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติ ตามงานที่ได้รับมอบหมาย และเพื่อทบทวนให้นักเรียนเกิดความรู้และสร้างความเข้าใจต่อบทเรียนมากยิ่งขึ้น 4.2 หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ หลักการสร้างแบบฝึกทักษะนั้น หลักสำคัญที่เราควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรก คือ หลักการ ขั้นตอนการ สร้างแบบฝึกทักษะ เนื้อหาที่คัดเลือกมาจากบทเรียน การวัดและจุดประสงค์ตรงกัน และสามารถสังเกต พฤติกรรมการเรียนรู้ได้จริง และต้องรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ดังนักวิชาการกล่าวไว้ ดังนี้ กรรณิการ์ พวงเกษม (2540) ได้กล่าวถึงการสร้างแบบฝึกหัดเพื่อใช้ฝึกทักษะอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องสร้างโดยคำนึงถึงหลักทางจิตวิทยา ดังนี้


31 1. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference) ต้องคำนึงอยู่เสมอว่านักเรียนแต่ละคนมี ความรู้ ความถนัด ความสามารถ ความสนใจแตกต่างกัน ในการสร้างแบบฝึกหัดจึงควรพิจารณาให้เหมาะสม ไม่ง่ายเกินไปสำหรับเด็กที่เก่ง และไม่แยกกลุ่ม ควรให้เด็กเก่งคละกับเด็กอ่อน เพื่อให้เด็กเก่งช่วยเหลือเด็กอ่อน 2. การเรียนรู้โดยการฝึกฝน (Law of Exercise) ธอร์นไดด์ (Thorndike) ได้กล่าวว่า การเรียนรู้จะ เกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อได้มีการฝึกฝนหรือการกระทำซ้ำๆ ฉะนั้นในการสร้างแบบฝึกหัดจึงควรสร้างแบบฝึกหัด เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนเรื่องหนึ่งๆ ซ้ำๆกันหลายครั้ง โดยแบบฝึกหัดมีลักษะหลายรูปแบบ เพื่อไม่ให้นักเรียน เกิดความเบื่อหน่าย อันจะส่งผลทำให้ความสนใจในการฝึกลดลงและจะไม่เกิดการเรียนรู้เท่าที่ควร 3. กฎแห่งผล (Law of Effect) เมื่อนักเรียนได้เรียนไปแล้ว นักเรียนย่อมต้องการทราบผลการเรียน ของตนเองว่าเป็นอย่างไร เมื่อให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดหรือให้ทำงานใด ๆ จึงควรเฉลยหรือตรวจ เพื่อให้ นักเรียนทราบผสโดยเร็ว หรือลามารถตรวจคำตอบได้เองเพื่อจะได้รู้ข้อบกพร่องของตนเอง 4. แรงจูงใจ (Motivation) เพื่อให้เด็กอยากทำแบบฝึกหัดต่อไป แบบฝึกหัดควรเป็นแบบสั้น ๆ เพื่อ ไม่ให้นักเรียนเบื่อหน่าย ควรมีแบบฝึกหัดหลายรูปแบบไม่ซ้ำชาก เช่นอาจจัดแบบฝึกหัดในลักษณะของเกม กิจกรรมในสถานการณ์ที่ต่าง ๆ แปลกใหม่ น่าสนใจ และสนุกสนานเหมาะสมกับวัยและความต้องการของเด็ก ถวัลย์ มาศจรัส (2546) ได้กล่าวถึงการสร้างและจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1) ศึกษาเนื้อหาลาระสำหรับการจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ 2) วิเคราะห์เนื้อหาสาระโดยละเอียด เพื่อกำหนดจุดประสงค์ในการจัดทำ 3) ออกแบบการจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะตามจุดประสงค์ 4) สร้างแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น แบบทดสอบ ก่อนฝึก บัตรคำสั่ง ขั้นตอนกิจกรรมที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติ แบบทดสอบหลังเรียน 5) นำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ปรับปรุงพัฒนาให้สมบูรณ์ สมพร ตอยยีบี (2554) ได้กล่าวไว้ว่า การสร้างแบบฝึกทักษะต้องมีหลักการและแนวทางต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นการกำหนดแบบฝึกที่ชัดเจน แน่นอน และภาษาที่เข้าใจง่ายเหมาะสมกับวัย ควรมีความยากง่าย แตกต่าง และต้องมีหลายรูปแบบ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสในการใช้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ และแบบฝึกนั้นมี ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมากไม่ว่าจะเป็นด้านผู้เรียนทำให้เด็กเกิดความเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น และ ในด้านครูผู้สอนเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่สอนและกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น คณิศร ศรีประไพ (2555) ได้กล่าวไว้ว่าหลักในการสร้างแบบฝึกควรสร้างให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ ต้องการฝึกมีความเหมาะสมต่อพัฒนาการของผู้เรียน สนองความสนใจและคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคล จัดทำให้จบเป็นเรื่องๆ การประเมินผลแจ้งผลความก้าวหน้าในการฝึกให้ผู้เรียนทราบทันทีทุกครั้ง บุญนำ เกษี(2556) ได้กล่าวไว้ว่า การสร้างแบบฝึกต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล แบบฝึก ต้องมีหลาย ๆ รูปแบบ ควรมีเนื้อหาที่สรุปไว้มีลักษณะย่อๆ สร้างเริ่มจากง่ายไปหายากและจะต้องถูกต้อง ดำ สั่งในแบบฝึกต้องสั้นกะทัดรัดและเข้าใจง่ายควร มีการสอดแทรกทักษะด้านอื่น ๆ เข้าไปด้วย


32 ฮาเรส (Haress อ้างถึงใน อังสุมาลิน เพิ่มผล, 2542) ได้กล่าวถึงหลักการสร้างแบบฝึกว่า แบบฝึก จะต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้เรียน และควรสร้างโดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการแก้ปัญหาและการตอบสนอง ไว้ดังนี้ 1. สร้างแบบฝึกหลาย ๆ ชนิด เพื่อเร้าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ 2. แบบฝึกที่สร้างขึ้นนั้นจะต้องให้ผู้เรียนลามารถพิจารณาได้ว่าต้องการให้ผู้เรียนทำอะไร 3. ให้ผู้เรียนได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากการเรียนมาตอบในแบบฝึกให้ตรงตามเป้าหมาย 4. ให้ผู้เรียนตอบสนองสิ่งเร้าด้วยการแสดงความสามารถและความเข้าใจในการฝึก 5. กำหนดให้ชัดเจนว่าจะให้ผู้เรียนตอบแบบฝึกแต่ละชนิดแต่ละรูปแบบ ด้วยวิธีการตอบอย่างไร บ็อค (Bock อ้างถึงใน อังสุมาลิน เพิ่มผล, 2542) ได้เสนอหลักในการสร้างแบบฝึกดังนี้ 1. ก่อนที่จะสร้างแบบฝึกจะต้องกำหนดโครงร่างคร่าว ๆ ก่อนว่าจะเขียน แบบฝึกเกี่ยวกับเรื่องอะไร มีจุดประสงค์อย่างไร 2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะใช้สร้างแบบฝึก 3. เขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเนื้อหาให้สอดคล้องกัน 4. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมออกเป็นกิจกรรมย่อย โดยคำนึงถึงความ เหมาะสมของผู้เรียน และเรียงกิจกรรมหรืองานที่นักเรียนต้องปฏิบัติจากง่ายไปหายาก 5. กำหนดอุปกรณ์ที่จะใช้ในแต่ละตอนให้เหมาะสมกับแบบฝึก 6. กำหนดเวลาที่จะใช้ในแบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสม 7. ควรประเมินผลก่อนและหลัง จากหลักการสร้างแบบฝึกทักษะข้างต้น สรุปได้ว่าการสร้างแบบฝึกทักาะนั้นควรคำนึงถึงหลักการ สร้าง ขั้นตอนการสร้าง ความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน และมีจุดประสงค์ในการสร้างที่ชัดเจน ให้มีความ สอดคล้องกับพฤติกรรมและเนื้อหา เมื่อสร้างแบบฝึกแล้ว ผู้เรียนจะต้องเข้าใจแบบฝึกทักษะได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และตีความได้ และที่สำคัญต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ควรกำหนดให้มีความยากง่ายที่แตกต่าง กัน เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้แบบฝึกได้ตามความสามารถของตนเอง และควรสร้างแบบฝึกทักษะที่หลากหลาย เช่น การโยงเส้น การเติมคำ เพื่อให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการทำแบบฝึกทักษะ 4.3 รูปแบบการฝึกทักษะ สมเดช สีแสง, สุนันทา สุนทรประเสริฐ(2543 อ้างถึงใน กุศยา แสงเดช, 2545)กล่าวว่ารูปแบบของ แบบฝึกควรมีความหลากหลายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากทำ และได้เสนอรูปแบบของ แบบฝึกไว้ดังนี้ 1. แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกที่เป็นประโยดบอกเล่าให้ผู้เรียนอ่านแล้วเลือกไส่ เครื่องหมายถูกหรือผิดตามดุลยพินิจของผู้เรียน


33 2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกที่ประกอบด้วยคำถามหรือตัวปัญหาซึ่งเป็นตัวยืนไว้ในสดมภ์ซ้ายมือ โดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อ เพื่อให้ผู้เรียนเลือกหาดำตอบที่กำหนดไว้ในสดมภ์ขวามือมาจับคู่กับคำถามให้สอกล้องกัน โดยใช้หมายเลขดำตอบไปวางไว้ที่ว่างหน้าข้อคำถาม หรือจะใช้โยงเส้น 3. แบบเดิมคำหรือแบบเดิมข้อความ เป็นแบบฝึกที่มีข้อความไว้ให้ แต่ช่องว่างไว้ให้ผู้เรียน เติมดำหรือข้อความที่ขาดหายไป ซึ่งดำที่นำมาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระหรือกำหนดตัวเลือกให้เติมก็ได้ 4. แบบหลายตัวเลือก เป็นแบบฝึกเชิงแบบทดสอบ โดยมี 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นคำถาม ซึ่ง จะต้องเป็นประโยดคำถามที่สมบูรณ์ชัดเจน ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลือก คือคำตอบซึ่งอาจมี 34 ตัวเลือกก็ได้ ตัวเลือกทั้งหมดจะมีตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุดเพียงตัวเดียวส่วนที่เหลือเป็นตัวลวง 5. แบบอัตนัย คือความเรียงเป็นแบบฝึกที่มีตัวคำถาม ผู้เรียนเขียนบรรยายตอบอย่างเสรี ไม่ จำกัดคำตอบ แต่จำากัดในเรื่องเวลา อาจใช้ในรูปคำถามทั่วไปหรือเป็นคำสั่งไห้เขียนเรื่องราวต่าง ๆ กำหนดเวลาที่จะใช้ในแบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสมก็ได้ 4.4 ลักษณะของแบบฝึกทักษะ กุลยา แสงเดช (2545) ได้กล่าวแนะนำผู้สร้างแบบฝึกให้ยึดลักษณะแบบฝึกที่ดีดังนี้ 1. แบบฝึกที่ดีควรความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ ดำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำที่ใช้ไม่ควร ยากเกินไป เพราะจะทำความเข้าใจยาก ควรปรับให้ง่ายและเหมาะสมกับผู้ใช้ เพื่อนักเรียนลามารถเรียนด้วย ตนเองได้ 2. แบบฝึกที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดหมายของการฝึกลงทุนน้อย ใช้ได้นาน ทันสมัย 3. ภาษาและกาพที่ใช้ในแบบฝึกเหมาะกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน 4. แบบฝึกที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่องๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมีกิจกรรมหลาย แบบเพื่อเร้าความสนใจ และไม่เบื่อในการทำและฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนชำนาญ 5. แบบฝึกที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบในแบบและให้ตอบโดยเสรี การเลือกใช้คำ ข้อความ รูปภาพในแบบฝึก ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความสนใจของนักเรียน ก่อให้เกิดความ เพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ว่านักเรียนจะเรียนได้เร็ว ในการกระทำที่ทำให้เกิดความ พึงพอใจ 6. แบบฝึกที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองให้รู้จักคันคว้ารวบรวมสิ่งที่พบเห็น บ่อย ๆ หรือที่ตัวเองเคยใช้ จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องนั้นๆ มากยิ่งขึ้น และรู้จักนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่ได้ฝึกนั้นมีความหมายต่อเขาตลอดไป 7. แบบฝึกที่ดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ในหลาย ๆ ด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญาและประสบการณ์ เป็นต้น ฉะนั้น การทำแบบฝึกแต่ละเรื่องควรจัดทำให้มากพอและมีทุกระดับตั้งแต่ ง่าย ปานกลาง จนถึงระดับค่อนข้างยาก เพื่อว่าทั้งนักเรียนเก่ง ป่านกลาง และอ่อน จะได้เลือกทำได้ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้ ประสบตวามสำเร็จในการทำแบบฝึก


34 8. แบบฝึกที่จัดทำเป็นรูปเล่ม นักเรียนสามารถเก็บรักษาไว้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วย ตนเองต่อไป จากการที่นักเรียนได้ทำแบบฝึก ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนได้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้ทันทวงที 9. ควรเป็นแบบฝึกที่สามารถประเมิน และจำแนกความเจริญงอกงามของผู้เรียนได้อีกด้วย 10. แบบฝึกที่ขัดขึ้น นอกจากมีในหนังสือเรียนแล้วจะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่ 11. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะช่วยให้ครูประหยัดแรงงานและเวลาในการที่จะต้อง เตรียมแบบฝึกอยู่เสมอ ในต้านผู้เรียนไม่ต้องเสียเวลาในการลอกแบบฝึกจากตำราเรียนหรือกระตานดำ ทำให้มี เวลาและโอกาสได้ฝึกฝนทักษะต่างๆได้มากขึ้น 12. แบบฝึกช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะการพิมพ์เป็นรูปเล่มที่แน่นอนลงทุนต่ำแทนที่จะใช้ พิมพ์ลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการที่ผู้เรียนสามารถบันทึกและมองเห็น ความก้าวหน้าของตนได้อย่างมีระบบและมีระเบียบ สุพรรณี ไชยเทพ (2544) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ดังนี้ 1. ต้องมีความชัดเจน ทั้งคำชี้แจง คำสั่ง ง่ายต่อการเข้าใจ 2. ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการวัด 3. มีภาษาและรูปภาพที่ดึงดูดความสนใจของนักเรียนและเหมาะสมกับวัยของ 4. แบบฝึกแต่ละเรื่องไม่ควรยาวมากจนเกินไป 5. ควรมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบทำให้นักเรียนไม่เบื่อ 6. ควรตอบสนองความต้องการและดวามสนใจของผู้เรียน สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลิน ขณะทำแบบฝึก 7. มีคำตอบที่ชัดเจน 8. แบบฝึกที่ดีสามารถประเมินความก้าวหน้า และความรู้ของนักเรียนได้ พินิจ จันทร์ซ้าย (2546) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดี ประกอบด้วยเนื้อหาต้องชัดเจน มีรูปแบบ เร้าความสนใจ ตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียน และทำให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียนผู้เรียน จริยภรณ์ รุจิโมระ (2548) ได้เสนอหลักเกณฑ์การฝึกทักษะรูปได้คือแบบฝึกทักษะควรกำหนดนิยาม ของแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ แจกแจงทักษะใหญ่ออกเป็นทักษะย่อยโดยละเอียด นักเรียนจะต้องฝึกทักษะในขั้นย่อย ๆ เหล่านั้นทีละขั้นจนเกิดทักษะแล้ว จึงฝึกทักษะที่ยากขึ้น ให้นักเรียนฝึก ทักษะที่แจกแจงเป็นทักษะย่อยแล้วหลายครั้งจนมีความชำนาญ เน้นการฝึกซ้ำ ๆ มีการวัดและประเมินผล หรือสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินว่าเด็กมีทักษะเกิดขึ้นแล้ว ปราณี จิณฤทธิ์ (2552) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดีต้องสร้างให้เกี่ยวข้องกับบทเรียนที่ เป็นแบบฝึกสำหรับเด็กเก่งและใช้ซ่อมเสริมเด็กอ่อนได้หลากหลายในแบบฝึกชุดนั้น ๆ มีคำสั่งที่ชัดเจนเปิด โอกาสให้ผู้ฝึกได้คิดท้าทายความสามารถ มีความเหมาะสมกับวัย ใช้เวลาฝึกไม่นาน ผู้ฝึกลามารถนำประโยชน์ จากการทำแบบฝึกไปประยุกต์ปรับเปลี่ยนนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้


35 ประภาพร ถิ่นอ่อง (2553) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดีต้องมีจุดหมายที่แน่นอนจะทำ การฝึกทักษะด้านใด ควรใช้ภาษาง่าย ๆ และมีความมน่าสนใจเรียงลำดับจากง่ายไปหายากให้เหมาะสมกับวัย และความสามารถของผู้เรียน มีเนื้อหาตรง จัดกิจกรรมให้หลากหลายเพื่อดึงดูดความสนใจและเกิด ประสิทธิภาพในการเรียน คณิตร ศรีประไพ (2555) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรเป็นแบบฝึกสั้น ๆ ฝึกหลาย ๆ ครั้ง มีรูปแบบการฝึกควรฝึกเฉพาะเรื่องเดียว และควรเป็นสิ่งที่ผู้เรียนพบเห็นอยู่แล้ว คำชี้แจงสั้น ๆ ใช้เวลา เหมาะสม เป็นเรื่องที่ทำทายให้แสดงความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้ฝึกแล้วก็สามารถพัฒนาตนเองได้ดีจึงจะนับว่า เป็นแบบฝึกที่ดีและมีประโยชน์ บุญนำ เกษี (2556) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรสร้างเพื่อฝึกทักษะเฉพาะอย่าง คำนึงถึง ความเหมาะสมกับวัย ความสามารถและพัฒนาการของผู้เรียน โดยใช้ ภาษาที่ง่ายชัดเจน มีกิจกรรมหลายรูปแบบเพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียน มีภาพประกอบ ฝึกจากง่ายไปหายาก ใช้เวลาฝึกพอสมควรและมีการประเมินผลใช้แบบฝึกผู้เรียนได้ประเมินความลามารถของตนเอง บิลโลว์ (Billow อ้างถึงใน เตือนใจ ตรีเนตร,2544) กล่าวถึง ลักษณะของแบบฝึกที่ดีนั้นจะต้องดึงดูด ความสนใจและสมาธิของผู้เรียน เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกเฉพาะอย่าง ใช้ภาษา เหมาะสมกับวัย วัฒนธรรมประเพณี ภูมิหลังทางภาษาของผู้เรียน แบบฝึกที่ดีควรจะเป็นแบบฝึกสำหรับผู้เรียน ที่เรียนเก่ง และซ่อมเสริมสำหรับผู้เรียนที่เรียนอ่อนในขณะเดียวกัน นอกจากนี้แล้วควรใช้หลายลักษณะและมี ความหมายต่อผู้ฝึกอีกด้วย จากที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรเป็นแบบฝึกที่ฝึกจากง่ายไปหายาก และฝึกใน รูปแบบที่มีความหลากหลาย และสร้างแบบฝึกมาเฉพาะเด็กมีการเรียนเก่ง และสร้างแบบฝึกสำหรับเด็กที่มี การเรียนค่อนข้างอ่อน เพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่าย ควรสร้างแบบฝึกที่มีความสั้น ๆ และมีคำชี้แจงย่อ ๆ เพื่อ แสดงถึงความเข้าใจช่วยให้ผู้เรียนทำแบบฝึกได้ง่ายขึ้น แบบฝึกที่ดีไม่ควรมีความซับซ้อน และควรฝึกเฉพาะ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีการใช้เวลาในการฝึกที่เหมาะสมตามวัย ไม่ง่ายและไม่ยากจนเกินไป ดังนั้นผู้วิจัยจึงเลือกใช้ เกณฑ์และหลักการสร้างแบบฝึกที่ดี เพื่อสามารถพัฒนาผู้เรียนได้ดี และเป็นประโยชน์ต่อไปในการเรียน 4.5 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ ปาริชาติ สุพรรณกลาง (2550) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนที่ช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และทักษะทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระครูผู้สอนซึ่งประโยชน์ของแบบฝึกทำให้นักเรียนเข้าใจ บทเรียนได้มากขึ้น มีความเชื่อมั่นฝึกทำงานด้วยตนเอง ทำให้มีความรับผิดชอบ และทำให้ครูทราบปัญหาและ ข้อบกพร่องของนักเรียนในเรื่องที่เรียนทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันที นอกจากนี้แบบฝึกยังเปิดโอกาสให้เด็ก ฝึกทักษะอย่างเต็มที่อีกทั้งช่วยให้คงอยู่ได้นาน และเป็นเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากจบ บทเรียนแต่ละครั้งอีกด้วย อุษณีย์ เสือจันทร์ (2553) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกช่วยในการฝึกเสริมเพิ่มทักษะ ทำให้จดจำเนื้อหาได้คงทน มีเจตคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน สามารถนำมาแก้ปัญหาเป็นรายบุคคลและรายกลุ่มได้ดี


36 ผู้เรียนสามารถนำมาทบทวนเนื้อหาได้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตน เป็นเครื่องมือที่ ครูผู้สอนใช้ประเมินผลการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีว่านักเรียนเข้าใจมากน้อยเพียงใด ยุพา ยิ้มพงษ์(อ้างใน สุนันทา สุนทรประเสริฐ, 2544 ) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้หลายข้อ ด้วยกัน ดังต่อไปนี้ 1. เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลด ภาระครูได้มาก เพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบและมีระเบียบ 2. ช่วยเสริมทักษะแบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือที่ช่วยเด็กในการฝึกทักษะ แต่ทั้งนี้จะต้องอาศัย การส่งเสริมและความเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย 3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกต่าง กัน การให้เด็กทำแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบผลสำเร็จในด้านจิตใจ มากขึ้น ดังนั้นแบบฝึกหัดจึงไม่ใช่สมุดฝึกที่ครูจะให้เด็กลงมือทำหน้าต่อหน้า แต่เป็นแหล่งประสบการณ์เฉพาะ สำหรับเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษและเป็นเครื่องมือช่วยที่มีค่าของครูที่จะสนองความต้องการเป็น รายบุคคลในชั้นเรียน 4. แบบฝึกช่วยเสริมทักษะให้คงทน ลักษณะการฝึกเพื่อช่วยให้เกิดผลดังกล่าวนั้น ได้แก่ ฝึกทันทีหลังจากที่เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้ง เน้นเฉพาะในเรื่องที่ผิด ไพบูลย์ มูลดี (2546) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น 2. ช่วยให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน 3. ทำให้เกิดความสนุกสนานขณะเรียน 4. ทำให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง 5. ผู้เรียนสามารถทบทวนความรู้ได้ด้วยตนเอง 6. แบบฝึกทักษะสามารถนำมาวัดผลการเรียนที่เรียนแล้ว 7. ช่วยให้ครูทราบข้อบกพร่องของผู้เรียนและนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที 5. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 5.1 ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2536 : 13) ให้ความหมายกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ว่า กิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ การตัดกระดาษ การลาก โยงเส้นการวาดภาพ ระบายสี การร้อยลูกปัด และวัสดุต่าง ๆ ที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ การรับรู้เกี่ยวกับความงามและ ส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกตามความรู้สึก และความสามารถของตนเอง พรเพ็ญ บัวทอง. (2555: 3) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ได้หลายด้าน เพราะธรรมชาติของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออก ทางความคิด และ จินตนาการอย่างอิสระ เปิดโอกาสให้เด็กเป็นผู้ริเริ่ม มีการยืดหยุ่นได้ตามความ ต้องการและความสนใจของเด็ก


37 เป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดกระบวนการกลุ่ม ส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรม ที่เหมาะสม เมื่อเด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กัน โดยการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยครูเป็น ผู้มีบทบาทสำคัญในการออกแบบการจัด กิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดพัฒนาการอย่างเต็มศักยภาพ ควรเน้นให้มีสื่อของจริงให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง มีโอกาสสังเกต สำรวจ ค้นคว้า ทดลองแก้ปัญหา ด้วยตนเอง สรวงพร กุศลส่ง (2559: 114) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกระบวนการ ถ่ายทอดความคิด สร้างสรรค์ จินตนาการธรรมชาติ ประสบการณ์ อารมณ์ ความรู้สึก เพื่อสื่อสารและ แสดงออกผ่านสื่อวัสดุให้ ผู้อื่นเข้าใจเกิดเป็นผลงานที่ออกมา ซึ่งการจัดกิจกรรมศิลปะจะไม่มีการบังคับ ให้เด็กทำ แต่เป็นกิจกรรมเสรีที่ ให้เด็กทุกคนสามารถจะทำได้เมื่อตัวเองเกิดความต้องการพอใจและ สนใจ โดยใช้ศิลปะหรือวิธีการต่าง ๆ เป็น เครื่องมือในการจัดกิจกรรม เช่น การวาดภาพ ระบายสี พิมพ์ภาพ ปั้น ฉีก ตัดปะ การประดิษฐ์ ฯลฯ โดยเด็ก จะใช้ประสาทสัมผัสในการรับรู้ และการ เคลื่อนไหวร่างกายในการควบคุมลำตัว แขน นิ้วมือให้ประสาน สัมพันธ์กันกับการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อสร้างผลงานทางศิลปะตามความต้องการของตนเอง ฉวีวรรณ จันทร์อ่อน (2562: 3) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้กับเด็ก ปฐมวัย หมายถึง การจัดกิจกรรมศิลปะให้กับเด็กปฐมวัยในแต่ละวัน นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับเด็กปฐมวัย นอกจากจะ ได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ ระหว่างมือกับสายตาแล้ว กิจกรรมศิลปะยัง สอดคล้องกับแบบแผนการเรียนรู้ของสมอง หรือที่เรียกว่า Brain Base Learning (BBL) อีกด้วย เด็กจะได้ฝึก ปฏิบัติจริง มีประสบการณ์ตรง เรียนรู้ผ่านการ สังเกตและฝึกกิจกรรมอย่างหลากหลายเพื่อพัฒนาจุดเชื่อมต่อ ของใยประสาทภายใต้สภาพแวดล้อ มที่ ผ่อนคลาย มีอิสระทางความคิด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็น กิจกรรมที่สามารถพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก ได้เป็นอย่างดีและยังเชื่อมโยงพัฒนาการของอวัยวะหลายส่วน ทำให้ เกิดจุดเชื่อมต่อของใยประสาทที่ สามารถพัฒนาไปสู่แบบแผนการเรียนรู้ของสมอง ในการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ ครูควรส่งเสริม จัดกิจกรรมให้เด็กมีประสบการณ์ตรงและฝึกปฏิบัติอย่างหลากหลาย กิจกรรมเพื่อ กระตุ้นให้เด็กเกิดพัฒนาการอย่างเต็มศักยภาพ ควรเน้นให้มีสื่อของจริงให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง มีโอกาส สังเกต สำรวจ ค้นคว้า ทดลองแก้ปัญหา ด้วยตนเอง ศรีแพร จันทราภิรมย์(2550: 28) กล่าวว่า ศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง ห้าในการรับรู้โดยอาศัยประสบการณ์ สิ่งแวดล้อมจนเกิดความเข้าใจ ทำให้เกิดความคิดจินตนาการ และมีการ แสดงอออกโดยใช้การถ่ายทอดผลงานแสดงความรู้สึกต่าง ๆ ที่ตนเองได้เรียนรู้ซึ่งแสดงออกทั้งความคิด ความรู้สึก ปัญญา อารมณ์และทำให้ศักยภาพที่อยู่ในตัวบุคคล ให้มีการพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ พร้อม ทั้งเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านให้มีความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพต่อไป สมศรีเมฆไพบูลย์วัฒนา (2551: 8 – 9) กล่าววา่ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ หมายถึง การถ่ายทอด ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ ธรรมชาติประสบการณ์อารมณ์ ความรู้สึก เพื่อสื่อสารและแสดงออกผ่านสื่อ วัสดุให้ผู้อื่นเข้าใจ เกิดเป็นผลงานออกมา ซึ่งการจัดกิจกรรมจะไม่มีการบังคับให้เด็กทำ แต่เป็นกิจกรรมเสรีที่ เด็กทุกคนสามารถจะทำได้เมื่อตนเองเกิดความต้องการพอใจ และสนใจ โดยใช้ศิลปะ หรือวิธีการต่าง ๆ เป็น เครื่องมือในการจัดกิจกรรม เช่น การวาดภาพระบายสีพิมพ์ภาพ ปั้น ฉีก ตัดปะ การประดิษฐ์ฯลฯ โดยเด็กจะ ใช้ประสาทสัมผัสในการรับรู้และการเคลื่อนไหวร่างกายในการควบคุมลำตัว แขน นิ้วมือให้ประสานสัมพันธ์กัน


38 กับการใช้เครื่องมือต่าง ๆ และกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ร้อยดอกไม้ เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญ กิจกรรม หนึ่งในการสร้างงานศิลปะสร้างสรรค์ ปีเตอร์สัน (ปริษา บุญมาศ. 2551: 20; อ้างอิงจาก Peterson. 1958: 101) กล่าวว่า เด็กทุกคน ต้องการที่จะแสดงออกทางด้านความคิด และความรู้สึกต่าง ๆ ศิลปะเป็นแนวทางที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ แสดงออก อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดความรู้ความรู้สึก และความเข้าใจรวมทั้ง บุคลิกภาพ และความเป็นอิสระ ของเด็กออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดประสบการณ์และจินตนาการของเด็กแต่ละคนออกมา กรมวิชาการ (2554: 2) กล่าวว่า ลักษณะธรรมชาติของศิลปะเป็นการเรียนรู้เทคนิควิธีการทำงาน ตลอดจนการเปิดโอกาสให้แสดงออกอย่างอิสระ ทำให้ผู้เรียนได้รับส่งเสริม สนับสนุนให้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ ดัดแปลง จินตนาการ มีสุนทรียภาพ และเห็นคุณค่าของศิลปะวัฒนธรรมไทยและสากล จากความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สรุปได้ว่า กิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ หมายถึง กิจกรรม ที่ใช้ศิลปะด้วยวิธีการที่หลากหลาย ทังการขีดเขียน วาดรูประบายสี ภาพพิมพ์ การปั้น การตัดแปะ และการฉีก การใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จะเปิดโอกาสทางความคิดให้กับผู้เรียนได้ใช้ความคิดที่หลากหลาย และ กว้างขวาง การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้กับเด็กจึงทำให้เกิดการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กอีกด้วย ศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง ห้าในการรับรู้โดยอาศัยประสบการณ์สิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่สำคัญ ทำให้เกิดความคิดจินตนาการ จนเกิดความเข้าใจ และนำไปใช้ในการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กในด้านการเขียนต่อไป 5.2 ความสำคัญของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กทำอย่างเสรี ซึ่งจะช่วยพัฒนาเด็กทั้ง ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยครูพึงระลึกเสมอว่าศิลปะสำหรับเด็กมิได้เน้น ให้เด็กทำได้สวยหรือ เหมือนจริง แต่เพื่อให้เด็กได้พัฒนาครบทุกด้านจากกิจกรรมนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา แห่งชาติ) เยาวพา เดชะคุปต์(2542: 107) มีทัศนะที่สอดคล้องกันว่า ศิลปะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เด็ก ได้แสดงความสามารถ และความรู้สึกนึกคิดของตนออกมาในรูปภาพหรือสิ่งของที่เด็กจะสามารถแลเห็นได้เด็ก จะใช้ศิลปะเพื่อเป็นสื่ออธิบายสิ่งที่เขาทำ เห็น รู้สึก และคิดออกมาเป็นผลงาน การจัดประสบการณ์ทางศิลปะ ให้แก่เด็กช่วยให้เด็กมีโอกาสค้นคว้า ทดลอง และสื่อสาร ความคิดความรู้สึกของตน ให้ผู้อื่นและโลกที่อยู่ รอบตัวเขาได้เข้าใจได้นอกจากนั้นยังได้มีโอกาสพัฒนาความสามารถในการคิด และการใช้จินตนาการ การ สังเกต และเพิ่มพูนการรับรู้ที่มีต่อตนเอง และผู้อื่นแลพัฒนาความเชื่อมั่นเกี่ยวกับตนเอง ในการเลือกใช้วัสดุ ต่าง ๆ ส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมือความสัมพันธ์ระหว่างมือกับ ตา เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ รูปร่าง สีและมีโอกาสพัฒนา ทักษะพื้นฐานในการอ่าน พัฒนาทักษะทางสังคมจากการแบ่งปันอุปกรณ์ที่ใช้ แบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลทำความสะอาดอุปกรณ์เหล่านั้น


39 พีระพงษ์ กุลพิศาล (2545 : 36) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ให้ สอดคล้องกับการทำงานตามธรรมชาติของเด็ก และการเรียนรู้โลกภายนอกด้วยประสาทสัมผัส (Senses perception) เป็นธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กอยู่แล้ว กิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ฝึกให้เด็กรู้จักนำเอา ธรรมชาติของตนเองที่มีอยู่ มาใช้เก็บเกี่ยวความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัว โดยเฉพาะความรู้ทางอ้อมที่ได้จากงาน ศิลปะ ได้แก่ ประสบการณ์ สังคม ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และ สังคมเด็ก ควงพร พิทักษ์วงศ์ (2546 : 32) ได้กล่าวว่า การสอนศิลปะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก อนุบาล ซึ่งต้องการโอกาลที่จะช่วยให้เด็กมีความสุข ความพอใจ และเกิดความนับถือตนเอง โดยผู้สอน จำเป็นต้องเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ก่อน จึงจะทำให้การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีความคิด สร้างสรรค์ ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมาย ณัฐชุดา สาครเจริญ (2548 : 37) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็ก ปฐมวัยว่าสามารถช่วยส่งเสริมสร้างบุคลิกภาพที่เหมาะสมให้กับเด็ก เพราะศิลปะสามารถพัฒนาเด็กได้หลาย ด้าน เช่น ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา พัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวา ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้เด็กได้แสดงความสามารถ และความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมา ผล สะท้อนจากการทำงานศิลปะทำให้ทราบถึงการเจริญเติบโตของเด็กได้ สุวรรณา ก้อนทอง (2547 : 9) ได้กล่าวว่า ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อ เด็กปฐมวัย แสดงออกถึงความสนใจ ความต้องการ และประสบการณ์เดิมของเด็กจะได้แสดงออกผ่านงาน ศิลปะ ซึ่งส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์อย่างเสรี มีความกล้าคิด กล้าทำ มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม มีความรับผิดชอบรู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งการมีจิตใจที่อ่อนโยน ขณะที่เด็กทำกิจกรรม เด็กต้องใช้สมาธิอารมณ์ และจิตขณะนั้นจึงมีความสงบ กิจกรรมศิลปะสำหรับเด็ก มิได้ มีจุดมุ่งหมายให้เด็กทำงานเพื่อความสวยงามเหมือนจริง แต่เป็นการช่วยพัฒนาความคิด และจินตนาการให้มี ความพร้อมในการเรียนในชั้นต่อไป วลัยภรณ์ สิงห์น้อย (2556: 13) กล่าวว่า ศิลปะช่วยฝึกการใช้จินตนาการอย่างอิสระ ซึ่ง จะมีผลให้ เด็กเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ทำให้เด็กได้แสดงออกในสิ่งที่ตนคิดและรู้สึก โดยเฉพาะในเด็ก เล็กที่ยังไม่สามารถสื่อสารทางตัวอักษรได้ดี ทำให้เด็กรักการทำงานและมีความ ภาคภูมิใจในตนเองเมื่อการ สร้างสรรค์งานศิลปะของเด็กแต่ละชิ้นเสร็จสิ้นลง งานศิลปะช่วยฝึกความ ประณีตและอารมณ์เพราะในขณะที่ เด็กพยายามควบคุมมือให้สามารถวาด ระบายสีหรือประดิษฐ์สิ่ง หนึ่งสิ่งใดให้สำเร็จนั้นต้องใช้ความตั้งใจ ความ พยายามและใช้อารมณ์ที่สงบนิ่ง ทำให้เด็กเป็นคนมี สุนทรียภาพ มีความละเอียดอ่อนในจิตใจ รู้คุณค่าใน ธรรมชาติ ศิลปะ วัตถุหรือรูปแบบความคิด ประนัดดา รัตนไตรมาส (2557: 11) กล่าวว่า การทำงานศิลปะ จะทำให้เด็กแสดงออกถึงจินตนาการ อารมณ์ ความเพลิดเพลิน ความรู้สึกนึกคิดเพื่อเกิดการเรียนรู้และค้นพบสิ่งต่าง ๆ จากการสำรวจ ทดลอง กับ สื่ออุปกรณ์ทางศิลปะด้วยตัวของเด็กเอง


40 รวิพร ผาด่าน (2557: 3) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์นั้นเป็นกิจกรรมที่พัฒนาความสามารถ ของเด็กในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ เกิดประโยชน์กับตัวเด็กทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการคิด จินตนาการที่จะสร้างผลงาน ของตนเอง ถ่ายทอดความรู้สึก ผ่อนคลายความเครียดทางอารมณ์ ลดความกดดัน ความคับข้องใจและ ลดความก้าวร้าว เคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนต่าง ๆ มีทักษะในการทำงานร่วมกับเพื่อนโดยการแบ่งปัน สิ่งของให้กับเพื่อน และมอบหมายหน้าที่ต่าง ๆ ในด้านการดูแลความสะอาดอุปกรณ์ นอกจากนั้น กิจกรรมศิลปะจะช่วยฝึกในด้านการคิดแล้วยังเป็นกิจกรรมที่ เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง จากการศึกษาความสำคัญของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สรุปได้ว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มี ความสำคัญอย่างยิ่งต่อเด็ก ช่วยพัฒนาการด้านความคิด สติปัญญา อารมณ์ ความรู้สึก เด็กสารมารถคิดได้ อย่างเสรี ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบของความคิดเดิม ๆ ได้เรียนรู้ถึงสิ่งรอบตัวที่เป็นสิ่งใหม่ ๆ กิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ที่หลากหลายจึงช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่หลากหลาย รวมไปถึงพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ช่วย ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อนิ้วมือ แข็งแรงขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาด้านการเขียนและ ด้านอื่น ๆ ได้ 5.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับ ต้องคำนึงถึงขั้นพัฒนาการความสามารถตามวัยเป็นหลัก และต้อง คำนึงถึงพัฒนาการทางศิลปะของเด็กด้วย และต้องมีแนวคิดทฤษฎีการจัดการเรียนรู้ให้มีความสอดคล้องควบคู่ กัน จากการศึกษามีผู้กล่าวถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับศิลปะสร้างสรรค์ไว้ดังนี้ โลเวนเฟลด์ (Lowenfeld, 1954 อ้างถึงใน พัชรี ผลโยธิน และวรนาท รักสกุลไทย 2557: 16) ได้แบ่ง ลำดับขั้นของพัฒนาการทางศิลปะเด็กพร้อมกับกำหนดช่วงอายุในแต่ละขั้นไว้ ดังนี้ 1. ขั้นการขีดเขี่ย (Scribbling Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วงอายปุระมาณ 2-4 ปี โดยช่วงต้น พฤติกรรมของเด็กแสดงออกในลักษณะการขีดเขี่ยอย่างเปะปะ ไม่สามารถ บังคับทิศทาง ได้ เมื่อเด็กสามารถ บังคับกล้ามเนื้อใหญ่ได้ดี ลักษณะเส้นจะยาวมากขึ้น มีทิศทาง ใกล้เคียงกัน เส้น ซ้ำ ๆ วน ๆ อาจดูยุ่ง ๆ แต่ก็ มองเห็นได้ว่าแตกต่างจากช่วงต้น เมื่อเด็กผ่านขั้นขีดเขี่ยที่ควบคุมได้เด็ก จะมีพฤติกรรมที่ควบคู่กับการขีดเขี่ย คือ การเล่าเรื่อง การพดูสิ่งที่ทำ บางครั้งภาพที่เด็กวาดดูไม่รู้เรื่อง ไม่สามารถเข้าใจได้ จะเข้าใจก็ต่อเมื่อได้ฟัง จากการเล่าของเด็ก ในช่วงนี้เด็กจะมีจินตนาการสูง 2. ขั้นก่อนสัญลักษณ์ (Pre - Symbolic Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วงอายุ ประมาณ 4 – 7 ปี เป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากขั้นสุดท้ายของการขีดเขี่ยที่เด็กสามารถควบคุม กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น เด็กจะสามารถ ขีดเขียนเป็นรูปร่างตามความคิดของตน เช่น รูปวงกลมแสดงแทน ศีรษะ ความสำเร็จในขั้นนี้สำคัญมาก เพราะ จะตอบสนองต่อความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก


41 3. ขั้นสัญลักษณ์ (Symbolic Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วงอายปุระมาณ 7-9 ปี ในขั้นนี้เด็กจะ แสดงออกมาเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งสัญลักษณ์เหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงความคิดรวบยอดของ คนและสิ่งแวดล้อม ผลงานศิลปะของเด็กในขั้นนี้จะแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ไม่แตกต่างกันใน ชนิดของสัญลักษณ์ 4. ขั้นเริ่มต้นเหมือนจริง (Inceptive Realism Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วง อายุ 9 – 11 ปี การแสดงออกทางศิลปะในขั้นนี้ เริ่มมีแนวโน้มที่จะไปสู่การมองเห็นสภาพแวดล้อมที่ เป็นจริง และเป็น ธรรมชาติมากขึ้น เด็กจะพยายามถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ตามที่ตาเห็น ถ่ายทอดความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ตามการ รับรู้ 5. ขั้นเหมือนจริงเชิงวิเคราะห์ (Analytical Realism Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ ในช่วงอายุระหว่าง 11 - 13 ปี การทำงานศิลปะในขั้นนี้เริ่มพัฒนาสู่การเขียนแบบเหมือนจริงมากขึ้น การใช้สี รูปร่าง ช่องไฟ พื้นผิว จะพิถีพิถันมากขึ้นจนเป็นข้อสังเกตในการเปลี่ยนแปลงจากขั้นก่อนจน เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น มีการ สร้างบรรยากาศมัวสลัว แจ่มใส 6. ขั้นเหมือนจริง (Realism Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วงอายุ 13 - 15 ปี เด็กวัยนี้รู้จักวิจารณ์ วิเคราะห์ตัวเอง เด็กสามารถดูงานศิลปะออก ดูผลงานศิลปินได้เข้าใจมากขึ้น แสดงออกได้ดีถ่ายทอดได้ตาม ความต้องการ 7. ขั้นค้นพบตัวเอง (Recoverable Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วงอายุ 15 ปี เป็นต้นไป ในขั้นนี้ เด็กได้รวบรวมเอาปัญหาอุปสรรคและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่พบในขั้นที่หกเป็น ฐานนำไปสู่การค้นพบตัวเอง เคลล็อก (Kellogg 1967, อ้างถึงใน Olive R. Francks. 1979: 15) ได้ศึกษางานด้าน การขีด การ เขียนของเด็ก และได้ให้ความคิดเห็นว่าเด็กทั่วโลกมีระบบของกระบวนการในด้านการ พัฒนางานศิลปะเป็นขั้น เป็นตอนที่มีความเหมือนกัน โดยมีวงจรของการพัฒนาจะเริ่มต้นจาก อายุ 3 ขวบหรืออายุก่อน 2 ขวบเล็กน้อย จนไปถึงอายุ 4-5 ขวบและได้จำแนกออกเป็น 4 ขั้นตอน ทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของผลงานการขีด การ เขียน ทางด้านศิลปะที่มีต่อเติมการพัฒนาการในการ ใช้ชีวิตของเด็กไว้ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นการขีดเขี่ย (pracement stage) ซึ่งเป็นของการทดลองให้เด็กอายุ 2 - 3 ขวบ ได้มีการขีด การเขียน ตามจินตนาการและตามธรรมชาติของเด็ก ซึ่งเด็กมักที่จะขีดเขี่ยเป็น เส้น ๆ ลักษณะต่าง ๆ เช่น เส้นตรง เส้นโค้ง เส้นซิกแซก และวงกลม ฯลฯ ลงบนกระดาษพื้นผิวของ วัสดุอื่น ๆ ตามอิสระ ขั้นที่ 2 ขั้นเขียนเป็นรูปร่างต่าง ๆ (shape stage) ซึ่งการทดลองนี้ได้ทำการทดลองกับ เด็กอายุ 3 หรือ 4 ขวบ ซึ่งจะพบได้ว่ามีการขีด การเขียน ของเด็กที่มีการเริ่มเป็นรูปร่างขึ้น ขั้นที่ 3 ขั้นรู้จักการออกแบบ (design stage) ซึ่งขั้นตอนนี้เด็กเริ่มที่จะมีความสามารถที่ มีความ หลากหลายรวมกันของการขีด การเขียน ที่เป็นรูปร่างที่หลากหลายเข้าด้วยกันและทำให้ เกิดขึ้นเป็นรูป โครงสร้างหรือเค้าโครงได้


42 ขั้นที่ 4 ขั้นของการวาดแสดงออกมาเป็นภาพ (pictorial stage) อันนี้เป็นลักษณะของ การขีด การ เขียน ของเด็กที่มีอายุ 4 หรือ 5 ขวบ ซึ่งเริ่มที่จะแยกแยะวัตถุที่มีความเหมือนกันตาม มาตรฐานของผู้ใหญ่ได้ ดังนั้นจะอธิบายได้ว่ารายละเอียดในแต่ละขั้นดังนี้ ขั้นขีดเขี่ย (pracement stage) เด็กอายุ 2 ขวบ เริ่มมีการขีด การเขียน จากเส้นที่ไม่ได้ตั้งใจมากนัก หลังจากนั้นเด็กจะมีการพัฒนา อย่างค่อยเป็นค่อยไปจนสามารถควบคุมการขีด การเขียน ตามจินตนาการและความ ต้องการของตนเองมาก ขึ้น จนกระทั่งมีความสามารถขีดเขียนร่องรอยต่าง ๆ ได้ถึง 20 ชนิด งานศิลปะในขั้นนี้มักอาจกระทำได้โดย วิธีการให้เด็กขีดเขียนลงบนกระดาษ ปั้นดินเหนียว ละเลงสีด้วย นิ้วมือ หรือใช้เครื่องมือที่ช่วยในการเขียนลง บนวัตถุอื่น ๆ เช่น ใช้ดินสอ พู่กัน สีเทียน หรือแม้แต่นิ้วมือสามารถขีดเขียนลงบนกระดาษ ไม้ ทราย ผ้า ดิน เหนียวหรือวัตถุอื่น ๆ ที่พอจะหาได้ จะทำให้ เห็นพัฒนาการการแสดงปฏิกิริยาของเด็ก ซึ่งสามารถจะสังเกต และวิเคราะห์ได้ง่าย เด็กวัยเล็ก ๆ มักที่จะสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะที่ไม่สามารถเห็นได้หรือจับต้องได้ด้วยการวาดภาพ ในน้ำหรือวาดในอากาศ งานศิลปะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อกระบวนการทาง ความคิดของเด็ก ซึ่งมีความ ต้องการความเข้าใจในวัตถุประสงค์และความหมายของงานศิลป์ของเด็ก ซึ่งจะเห็นได้อยู่บ่อย ๆ ว่า เด็กทารก หรือเด็กที่กำลังเดินเตาะแตะแกว่งไม้หรือดินสอไปมาในอากาศ สิ่งที่เด็กกำลังกระทำนี้เป็นขั้นตอนแรกของการ ขีดเขี่ย เด็ก ๆ จะทำงานโดยไม่ต้องมีใครมากระตุ้น ด้วยความพยายามที่จะทำความคิดของเขาออกมาเป็น รูปร่างโดยผ่านงานศิลป์ งานศิลป์ของเด็กแต่ละ คนมีความหมายสำหรับตัวเอง ถึงแม้จะไม่ได้รับการยอมรับ จากผู้ใหญ่ก็ตาม เด็กอายุเพียง 2 หรือ 3 ขวบบางคนก็จะมีความสามารถและมีแนวโน้มจะเป็นนักศิลปะ เด็ก จะสัมผัสและมีความสุขกับกิจกรรมต่าง ๆ อย่างยิ่ง เด็กจะมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวเองเป็นภาพ ของงาน ศิลปะแม้กระทั่งร่างกายของตนเองเขายังสามารถสร้างศิลปะได้ทุกสถานที่เมื่อเขามีโอกาส ถ้าอยู่ในเมืองก็จะ ขีดๆ เขียนๆ ลงบนพื้นคอนกรีต ผนังอาคาร เฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่บนเสื้อผ้า ในวัยนี้ ความคิดของเด็ก ๆ จะ เป็นไปอย่างอิสระและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นวิถีทางที่เด็กแสดงการเป็นตัวเอง ออกมาต่อโลก เด็ก ๆ จะแสดงความรู้สึกนึกคิดที่ตนเอง โลกของเขานั้นมักมีการขีดๆ เขียนๆ และเป็น พื้นฐานการ พัฒนาตนเองของเด็ก งานศิลปะของเด็กเป็นการแสดงความคิด ความรู้สึกอันเป็น เอกลักษณ์ในแต่ละขั้นตอน ของการพัฒนาของชีวิต ในความหมายนี้คือ งานของศิลป์โดยการขีดๆ เขียนๆ เป็นการแสดงออกของเด็กแต่ละ คนอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาเอง ผู้ใหญ่ควรจะมีความเป็นอิสระในการสังเกต และให้ความเป็นธรรมแก่ศิลปะประเภทขีดๆ เขียนๆ ของ เด็ก จิตรกรและนักค้นคว้าหลายท่านได้ค้นพบว่า งานศิลป์ของเด็กนั้นมีความสวยงามมาก หรือจะกล่าวได้ว่า งานออกแบบในสมัยปัจจุบันได้มาจากงานศิลป์ขีดๆเขียนๆของเด็ก ปิคาสโซ (Picasso อ้างถึงใน Kellogg และ odel 1967: 22) กล่าวว่า ผู้ใหญ่ไม่ควรสอนเด็กในการวาดรูป แต่ ควรเรียนจากเด็กและจิตรกรที่ทำงาน Abstract Art หลายคนได้กลับไปศึกษาศิลปะของเด็ก ๆ เพื่องานศิลป์ของตนเอง


Click to View FlipBook Version