The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Zall Fa Fa, 2023-02-08 20:01:52

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน

43 การศึกษาถึงรูปแบบต่าง ๆ ของการวางตำแหน่งของภาพของเด็ก ยกตัวอย่างเช่น เด็ก อาจจะขีด เขียนลงบนกระดาษด้านซ้าย ด้านขวา หรือตรงกลางของกระดาษ เคลล็อก (Kellogg, อ้างถึงใน Olive R. Francks. 1979: 16) ได้จำแนกตำแหน่งของการขีดๆเขียนๆของเด็กออกเป็น 17 ตำแหน่ง และยังได้รับการ ยืนยันจากนักค้นคว้าอื่น ๆ ว่าเด็กจะใช้รูปแบบของการวางตำแหน่ง เหล่านี้ในการฝึกฝนในขั้นแรก ในแต่ละ รูปแบบก็จะพบในแต่ละขั้นของการพัฒนาเด็ก เมื่อเด็กพบ วิธีการขีดๆเขียนๆ เด็กก็จะพัฒนาตำแหน่งของภาพ ด้วย ซึ่งก็กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สะสมอยู่ในตัวเด็ก ตลอดเวลาของการพัฒนาด้านศิลปะจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ ขั้นเขียนเป็นรูปร่าง (shape stage) หลังจากผ่านขั้นที่ 1 ไปไม่นาน เด็กอายุ 3 หรือ 4 ขวบ เริ่มจะมีการขีด การเขียน ที่เป็น รูปร่างขึ้นมา และถ้าสังเกตเด็กอย่างใกล้ชิดจะพบว่าเด็กจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากการขีดเขียนไปมา เป็นเส้นไปเป็นแบบที่ เป็นรูปร่าง โดยขั้นแรกเด็กจะขีดๆ เขียนๆ โดยผ่านการลากเส้นไปมาหลายๆครั้ง ด้วยสีเทียน ดินสอ หรือพู่กัน รูปร่างของภาพมักจะมีความหมายและค่อยๆ ชัดเจนขึ้น แต่ไม่มีเส้น ของความชัดเจน หลังจากนั้นเด็กจะ ค่อยๆ ค้นพบรูปร่างแบบต่าง ๆ ในขณะเดียวกันเส้นที่แสดง ออกมาของเด็กในขอบเขตของรูปร่างก็ชัดเจนขึ้น เด็กจะวาดรูปร่างต่าง ๆ ที่มีความคุ้นเคยได้ เช่น วงกลม วงรี สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า สามเหลี่ยม รูป กากบาท ฯลฯ รูปแต่ละรูปจะเป็นการเรียนรู้ด้วยวิธีของตนเองหรือจากการฝึกฝน การขีด การเขียนตลอดเวลา ผู้ใหญ่ไม่ควรที่จะสอน รูปทรงหรือให้แบบกับเด็กแต่ควรปล่อยให้เด็กได้ค้นพบเอง เพราะจะเป็นขั้นตอนของ การพัฒนาสู่การ เป็นนักศิลปะ ขั้นรู้จักออกแบบ (design stage) ในช่วงนี้เด็กมักจะเริ่มมีการนำรูปร่างต่าง ๆ มารวบรวมกันให้เกิดเป็นโครงสร้างที่คุ้นเคย เช่น การ นำเอากากบาทลงในสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือการนำเอาวงกลมเล็กใส่ในวงกลมใหญ่ เมื่อเด็ก นำเอารูปร่างแบบต่าง ๆ มารวมกันเช่นนี้ก็จะแสดงได้ว่าเด็กเริ่มที่จะเข้าสู่ขั้นตอนที่เรียกว่า ขั้นรู้จักออกแบบ เด็กสามารถเรียนรู้ว่า รูปร่างแบบต่าง ๆ เหล่านั้นจะสามารถขยับตำแหน่งได้ เช่น วางติดกัน วางใกล้ๆ กัน หรือวางห่างกัน หรือ นำเอารูปที่ 2 หรือ 3 หรือมากกว่านำมารวมกันเข้าเป็นแบบ นอกจากนี้เด็กสามารถรวบรวมวัตถุรูปทรงแบบ ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน มีความสามารถ และรู้ว่าวัตถุต่าง ๆ ที่มีสี รูปร่าง น้ำหนัก คุณภาพ และมีชื่อเรียก การที่เด็ก เอากากบาทใส่ลงไปใน สี่เหลี่ยมผืนผ้านั้น หรือการเอาวงกลมเล็กใส่ลงไปในวงกลมใหญ่นั้น เด็กก็เริ่มที่จะได้ เพิ่มประสบการณ์ ทางด้านความคิดในการเห็นและแสดงออกถ่ายทอดออกมาเพิ่มการมีไหวพริบมากขึ้น ขั้นการวาดแสดงเป็นภาพ (pictorial stage) ในขั้นนี้ เด็กอายุ 4 ถึง 5 ขวบ มักที่จะเริ่มเขียนรูปแบบที่ให้มีภาพที่มีความชัดเจนพอที่ผู้ใหญ่จะรู้ได้ ในขั้นนี้เป็นการแสดงถึงความเป็นเด็กที่โตขึ้นและการมีจินตนาการ เด็กจะสามารถ รวบรวมขั้นตอนต่าง ๆ ที่ ผ่านมาข้างต้นทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ดีขึ้น เพื่อมุ่งนำไปสู่ผลงานที่เป็นจริง และ แสดงออกถึงพัฒนาการผลงาน ศิลปะด้วย ในขั้นนี้ เด็กมักที่จะวาดภาพตามความคิดสร้างสรรค์ ตามจินตนาการ วาดภาพตามความต้องการ


44 และสิ่งที่เด็กคิด สิ่งที่เด็กเห็นที่ทำให้เกิดความพึงพอใจและความสนุกสนานเพลิดเพลิน มากกว่าการที่ผู้ใหญ่ กำหนดภาพให้ อย่างไรก็ตามต้องมีการคำนึงถึงว่ามีงานค้นคว้ามากมายเกี่ยวกับ งานการขีด การเขียน ของเด็ก แต่ก็จะมีสิ่งที่จะต้องศึกษาอีกมากมาย โดยเฉพาะในรูปของศิลป์และ ความคิดของเด็ก ๆ เด็กในขั้นนี้ชื่นชอบที่ จะขีดๆ เขียนๆ ภาพตามความคิดของเขา มากกว่าทำตามสิ่ง ที่ผู้ใหญ่กำหนดให้ เพราะเด็กยังไม่เข้าใจถึงขั้น ของการพัฒนางานศิลปะ และยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ เป็นจริงอย่างที่ผู้ใหญ่มีความเข้าใจ เช่น การวาดรูปบ้าน เด็ก อายุ 5 ขวบมักจะวาดเส้นคดเคี้ยวหรือ เป็นวงเพิ่มลงไปรอบภาพอันเป็นภาพของสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความหมาย เกิดขึ้นในใจของเด็กเองมากกว่า ความเป็นจริง ถ้าถามเด็กว่าวาดรูปอะไร เด็กก็อาจจะสั่นศีรษะแล้วตอบว่า ไม่ ทราบ โลกของเด็กเต็ม ไปด้วยวัตถุที่สามารถเปลี่ยนรูป และแบบได้ทุกขณะ การวาดภาพจริงเหมือนการปั้นรูป ต่าง ๆ ด้วย ดินเหนียว ค่อยๆ แต่งเติมไปเรื่อย ๆ ค่อยๆเปลี่ยนแปลงจนกว่าจะเป็นไปในสิ่งที่ต้องการให้เป็น งานเขียนรูปของเด็ก ๆ เป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามลำดับ ซึ่งเกิดจากการฝึกฝน การขีดๆเขียนๆ หรือการ ร่างรูปทรงอยู่เสมอ จนถึงจุดที่เด็กสามารถประกอบสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และการสร้างรูปร่างหรือภาพเข้า ด้วยกันเหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่ทำกัน เราเรียกกิจกรรมการประกอบเข้า ด้วยกันของสิ่งเหล่านี้ว่า ความสัมพันธ์ ของภาพและเส้นพื้นฐาน หรือความกลมกลืนระหว่างรูปร่าง ต่างๆและสภาพแวดล้อมเหมือนกับการรู้จักใช้คำ ที่ถูกต้องเพื่ออธิบายความหมายของเรื่องที่เขียน 6. วิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มณฑา ไร่ทิม (2544) ได้ทำวิจัยเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการวาคภาพระบายสีโดยใช้ กิจกรรมที่ฝึกประสาทสัมผัสทั้งห้าของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยการสอนแบบกระบวนการ กลุ่มสัมพันธ์กับการสอนตามแนวคิดของ เบอร์ไนซ์แมกคาซี่ 4 แม็ท แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการวาคภาพระบายสีจากวัสดุสัมผัสแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ณัฐวรรณ ขนชัยภูมิ (2546) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้กิจกรรมฝึกประสาท สัมผัสทั้งห้าในการภาพกับการปั้นที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนวัดสระบัว เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พบว่า 1) นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นหลังจากได้รับ การฝึกโดยใช้กิจกรรมฝึกประสาทสัมผัสทั้งห้า ในการวาดภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นหลังจากได้รับการฝึกโดยใช้กิจกรรมฝึกประสาท สัมผัสทั้งห้าในการปั้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 ที่ได้รับการฝึกโดย ใช้กิจกรรมฝึกประสาทสัมผัสทั้งห้าในการวาดภาพนักเรียนที่ได้รับการฝึกโดยใช้กิจกรรมฝึกประสาทสัมผัสทั้ง ห้าในการปั้น มีความคิดสร้างสรรค์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .01 หทัยรัตน์ สงสม.(2556: บทความ) ผลการใช้ชุดการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนา กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) ผลการวิจัยพบว่า


45 1. ชุดการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนครยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ปีการศึกษา 2556 มี ประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ที่กำหนด 80/80 กล่าวคือ ชุดการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก มี ประสิทธิภาพ 91.53/93.71 2. เด็กที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนา กล้ามเนื้อมัดเล็กมี การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กแตกต่างจาก่อนการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดการจัดกิจกรรม สร้างสรรค์ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เชลเด็น (อ้างถึงใน รวิพร ผาด่าน, 2557, น.21) ได้ศึกษาถึงความแม่นยำในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็ก และการสังเกตพฤติกรรมการทำงานระหว่างกล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนที่เป็น อัมพาตไม่สามารถเดิน ได้กับเด็กปกติโดยนักเรียนที่เป็นอัมพาตไม่สามารถเดินได้ต้องประสบกับ ความยากลำบากมากกว่านักเรียนที่ มีร่างกาย และสภาพแวดล้อมทางการศึกษาปกติเช่น มีข้อจำกัด ด้านการเขียนการทำกิจกรรมในห้องเรียน ทั้งนี้ได้มีมาตรฐานในการทดสอบทักษะต่าง ๆ ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเพื่อหาระดับมาตรฐานของ สติปัญญาที่เด็กต้องเกิดทักษะในการเรียนรู้ที่จำเป็น สำหรับเด็กการวิเคราะห์ผลด้านการทำงานของกล้ามเนื้อ มัดเล็กโดยทำการวัดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ผลปรากฏว่าการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก และพฤติกรรมในการ ทำงานทั้งกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ.05 ผกากานต์ น้อยเนียม. (2556, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กของเด็กอายุ 4-5 ปี ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัย คือ เด็ก ปฐมวัยชาย - หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียน ที่ 1 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนศรีสำโรงวิทยา อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาเอกชน จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มมา 1 ห้องเรียน จาก 5 ห้องเรียน จากนั้นผู้วิจัยทำการทดสอบความสามารถ ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้แบบทดสอบเชิงปฏิบัติที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้น แล้วเลือกเด็กที่ได้คะแนนต่ำ จำนวน 15 คน เพื่อรับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ด้วยดิน ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 40 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ด้วยดิน และแบบทดสอบวัด ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็ก ซึ่งแบบทดสอบมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างพัฒนาการกับ จุดประสงค์ (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ.88 การวิจัยครั้ง นี้ใช้แผนการ วิจัยแบบ One–Group Pretest-Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ t–test แบบ Dependent Sample จุฬาลักษณ์ สุดระ (2550, บทคัดย่อ) ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมประสาทสัมผัสที่มีผลต่อ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเด็กวัยเตาะแตะ ผลการวิจัยพบว่า เด็กวัยเตาะแตะ กิจกรรมและ ระหว่างการจัดกิจกรรมประสาทสัมผัส ในแต่ละช่วงสัปดาห์ เฉลี่ย ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยเฉลี่ยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงระหว่างช่วง สัปดาห์ พบว่าคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กโดยเฉลี่ยรวมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


46 สาธิตา จักรบุตร (2550) ผลของการใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ที่มีต่อความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กการประสานงานระหว่างมือ และตาและความสามารถด้านการเขียนลีลาเส้น : กรณีศึกษาเด็กออทิสติก ระดับอนุบาลโรงเรียนเทศบาลบ้านหนองแวง จังหวัดขอนแก่น ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความสามารถในการ ประสานงานระหว่างตากับมือ ของนักเรียนหลังได้รับการฝึกสูงกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 และคะแนนความสามารถในการเขียนลีลาเส้นของนักเรียนหลังได้รับการฝึกสูงกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 รัตนา นิสภกุล (2550, น. 74) ศึกษาการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ เคยรับการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ด้วยน้ำตาลซิ่ง พบว่า การคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยหลังการทำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วย น้ำตาลไอซึ่งสูงกว่าก่อนทำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยน้ำตาลไอซึ่งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วลิญา ปรีชากุล (2550) ได้ศึกษาการใช้กิจกรรมศิลปะวาคภาพที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ชั้นอนุบาลพบว่า หลังการทคลองทำกิจกรรมศิลปะวาคภาพกลุ่มตัวอย่างมีคะแนบความคิดสร้างสรรค์ทั้ง โดยรวมและรายค้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 สมศรี เมฆไพบูลย์วัฒนา (2551, บทคัดย่อ) ศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ร้อยดอกไม้ ผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ร้อยดอกไม้สูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับกิจกรร มศิลปะ สร้างสรรค์ปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 สุชนม์ ปียพงศ์โกวิท (2552) ได้ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์ที่มีต่อทักษะการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์ ก่อนการทคลอง มีคำเฉี่ยของคะแนนทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเท่ากับ 5.43 ค่าเยี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 1.547 และ หลังการทดลอง เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์มีค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการใช้กล้ามเนื้อ มัดเด็กเท่ากับ 8.43 ค่าเยี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 1.165 และคะแนนทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ เด็กปฐมวัยก่อนการทคลองและหลังการทคลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ปานิตา กุดกรุง (2553, บทตัดข่อ) ศึกษาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ พบว่า เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สูงขึ้นกว่า ก่อนได้รับการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ โดยทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ในภาพรวมสูงกว่าก่อนการท คลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กิตติขา แก้วขอมดี และสุกัญญา จันทรมาศ (2559) รายงานการวิจัยการจัดกิจกรรมการปั้นแป้งโดว เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 1/2 โรงเรียนเกษมพิทยา สรุป ผลการวิจัยว่าเด็กปฐมวัยที่ ได้รับกิจกรรมการปั้นเพื่อพัฒนาความสามารถของกล้ามเนื้อมือหลังการทดลองทำ กิจกรรมการปั้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 Hilgard E.R. (1962) ได้ศึกษาคันคว้าเรื่องความพร้อมในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก พบว่า เด็กมีอายุ มากกว่า มีวุฒิภาวะมากกว่า จะเขียนรูปได้เร็ว และง่ายกว่าเด็กที่มีอายุน้อย จากการทดลองกับเด็กกลุ่มหนึ่ง อายุประมาณ 2-3 ขวบ โดยการฝึกให้ติดกระคุม ปีนบันได และการใช้กรรไกรเป็นเวลา 12 อาทิตย์


47 เปรียบเทียบกับเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการฝึกทำกิจกรรมต่าง ๆ ดังกลุ่มทดลอง เด็กกลุ่ม นี้มีอายุแก่กว่าเด็กกลุ่มแรก 3 เดือน ผลปรากฏว่าหลังการฝึกหัด 12 อาทิตย์ เด็กกลุ่มในทคลองสามารถทำ กิจกรรมเหล่านี้ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม หลังจากนั้นกลุ่มควบคุมได้รับการแนะนำให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ดังข้างต้น ภายในเวลา 1 อาทิตย์ ผลปรากฎว่าเด็กกลุ่มนี้ทำได้ดีเท่ากับกลุ่มทดลอง ซึ่งได้รับการฝึกหัดมาเป็นเวลา 3 เดือน ผลจากการทคลองนี้สรุปได้ว่า เด็กอายุมากกว่าใช้เวลาในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก น้อยกว่าเด็กที่มีอายุ น้อย จากผลการวิจัยข้างต้นจะเห็นได้ว่า ชุดกิจกรรมเป็นสื่อที่สร้างขึ้นอย่างแบบมีหลักการ และเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้บรรลุตามเป้าประสงค์ การใช้กิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ในการจัดการเรียนรู้นั้นทำให้นักเรียนได้สนุกเพลิดเพลินกับการเรียนการสอนอีกด้วย และจาก การศึกษาทฤษฎีผู้วิจัยสรุปได้ว่า เด็กที่มีอายุเยอะกว่าในกลุ่มเดียวกันสามารถมีพัฒนาที่ดีกว่า ทำกิจกรรม ได้ ดีกว่าเด็กที่มีอายุน้อยกว่า และการใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง กับเด็กที่ยังขาด พัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เพราะหากเด็กได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี กิจกรรมที่เหมาะสม จะ ทำให้เด็กเกิดการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กได้ดีอีกด้วย 6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ศิลปะสร้างสรรค์ยังส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิด รู้จักทำและรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีความประณีต และความเป็นระเบียบ สิ่งที่สำคัญในการจัดกิจกรรมศิลปะให้กับเด็ก คือ การคำนึงถึงตัวเด็กและการเลือก กิจกรรมให้เหมาะสมต่อความถนัด ความสนใจตามธรรมชาติกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน กิจกรรมต้อง สามารถยืดหยุ่นได้ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดตามจินตนาการและได้ทำงานอย่างอิสระ ควรเน้น การทำงานเป็นกระบวนการมากกว่าผลผลิต เช่น เวลาที่เด็กได้วาด ได้เขียน และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ เพื่อน ๆ อย่างมีความสุขสนุกสนาน จะมีความสำคัญมากกว่าผลงานที่คุณครูหรือผู้ปกครองคาดหวังว่าจะต้อง สวยงาม เรียบร้อยตามแบบอย่าง เพราะการสร้างสรรค์ผลงานของเด็กเป็นการลองผิดลองถูก และเรียนรู้การ แก้ปัญหาตลอดเวลา ส่วนการแก้ปัญหาของเด็กนั้นอาจมีถูกมีผิดบ้าง ตามแต่ความสามารถในการสร้างสรรค์ที่ มีอยู่ในตัวเด็ก ซึ่งจะช่วยให้เด็กค่อย ๆ พัฒนางานสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นในระดับสูงต่อไป ทฤษฎีพัฒนาการของอิริคสัน (Erik Erikson) กล่าวว่าเด็กอายุ 3-6 ขวบ เป็นระยะที่เด็ก มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Originality) ถ้าเด็กได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการคิด และทำกิจกรรม ต่างๆ อย่างเสรีจะทำให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเด็กถูกจำกัด ควบคุมการคิด และกระทำโคยการห้ามปรามหรือถูกตำหนิติเตียนเมื่อทำไม่ถูกใจผู้ใหญ่เด็กจะรู้สึกผิดและไม่กล้าที่จะคิดทำสิ่ง ต่างๆด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีผลเสียต่อพัฒนาการในขั้นต่อ ๆ ไป (เพียงจิต โรจน์ศุภรัตน์, 2531, 3 อ้างจาก Richard and Nornan, 1977, p.99) การสอนศิลปะตามแนวคิดใหม่ที่ส่งเสริมการแสดงออกทางความคิดและจินตนาการเพื่อ ส่งเสริมให้เด็กพัฒนาทั้งสติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ และสังคม ครูจำเป็นต้องส่งเสริมให้เด็กทุกคนแสดงออก อย่างเสรี มีโอกาสคันคว้ากับวัสดุนานาชนิดอย่างกว้างขวางมากที่สุด โดยไม่มีการใช้อำนาจใด ๆ บังคับ มิฉะนั้นแล้วความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ย่อมไม่เกิดขึ้น (เลิศ อานันทนะ, 2535, 41)


48 พร พันธ์โอสถ (2543 น. 16) กล่าวว่า ศิลปะจะสามารถพัฒนาเด็กได้ดี ก็ต่อเมื่อสอดคล้อง กับความต้องการและขั้นตอนการพัฒนาการตามวัยของเด็ก ศิลปะของสำหรับเด็กเล็กจึงมีวิธีการเรียนการสอน ที่ต่างจากศิลปะของเด็กโตและผู้ใหญ่ โคยปกติภาพวาคของเด็กเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหว มีชีวิตชีวา ไม่หยุดนึง และ เด็กไส่ใจกับภาพที่เกิดขึ้นภายในใจคนมากกว่าภาพที่ปรากฎในกระดาบตรงหน้า ด้วยภายในใจเป็นภาพที่เกิด จากพลังจินตนาการและมีความงคงามที่สุดเทียบเท่ากับสิ่งที่เด็กกำลังคิดอยู่ เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เด็ก วาคภาพจึงเป็นการที่เด็กใช้พลังจินตนาการของตนสร้างสรรค์งานขึ้นมา สัตยา สายเชื้อ (2541: 39-40) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ไว้ดังนี้ 1. เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระ เพื่อเสริมสร้างความฉับไว้ด้าน การรับรู้ ครูไม่ควรบีบบังคับให้เด็กทำในสิ่งที่ครูต้องการ ครูควรยั่วยุให้เด็กได้ขัดเขียนหรือ แสดงออกอย่างอิสระตาม ความพอใจ ถึงแม้ว่าจะเพียงชั่วระยะสั้น ๆ ก็ตาม 2. ส่งเสริมปลูกฝังทักษะประสาทสัมผัสและทัศนะด้านการเห็น และปลูกฝังความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์รักสวยรักงาม มองเห็นความงามตามธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ต้นหญ้า ดอกหญ้า ผีเสื้อ แมลง ท้องฟ้า พื้นน้ำ ลำธาร 3. ให้เด็กรู้จักสังเกตและพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ในด้านศิลปะ ถ้าไม่สามารถนำเด็ก ออกไปข้างนอกสถานที่ได้ ครูควรหาภาพนิ่ง สไลด์และวีดีทัศน์ นำมาให้เด็กดูเพื่อที่เด็กจะได้ สังเกตและพูดคุย กัน นอกจากนี้ ครูอาจให้สังเกต ต้นไม้บ้าน รถยนต์รถไฟ ดอกบัว ใบบัว ใบตอง กล้วย ใบ และผลไม้อื่น ๆ 4. ฝึกให้เด็กได้มีโอกาสใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายให้แข็งแรง และมีความ พร้อม เช่นการปั้นดิน ปั้นแป้ง ขย้ำกระดาษ การสังเกตของเด็กจะทำให้เด็กอยากสร้าง กิจกรรมเพื่อฝึก กล้ามเนื้อมือและตาให้สัมพันธ์กัน 5. ให้เด็กรู้จักใช้เครื่องมือเครื่องใช้ประกอบการเรียนการสอน เช่น พู่กัน จานสี แก้ว น้ำแป้งเปียก กาว และกระดาษ รู้จักใช้เก็บรักษาความสะอาด 6. ให้เด็กรู้จักชนิดและจำนวนของสีทั้งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติและสีที่มนุษย์ สร้างขึ้น เช่น สีจากพืช ดอกไม้ และดิน วัสดุมีสี และสีวิทยาศาสตร์ เช่น สีเทียน สีน้ำ ฯลฯ 7. ฝึกทักษะในการแสดงออกทางศิลปะ ซึ่งอาจจะไม่ใช่กิจกรรมทางการวาด อย่าง เดียวอาจจะเป็น ตัด ฉีก ปะ เขียนภาพด้วยนิ้วมือ หรือพับกระดาษ พิมพ์สีทดลองสี พ่นสี เป่าสี เทสีหยดสี หลาย ๆ กิจกรรม 8. ฝึกให้เด็กรู้จักทำงานที่มีระเบียบและเก็บกวาดล้าง รักษาความสะอาดเพื่อ ความมีวินัยในตนเอง โลเวนเฟลด์ (Lowenfeld, 1954 อ้างถึงใน พัชรี ผลโยธิน และวรนาท รักสกุลไทย 2557:16) ได้แบ่งลำดับขั้นของพัฒนาการทางศิลปะเด็กพร้อมกับกำหนดช่วงอายุในแต่ละ ขั้นไว้ดังนี้ 1. ขั้นการขีดเขี่ย (Scribbling Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วงอายปุระมาณ 2-4 ปี โดยช่วงต้น พฤติกรรมของเด็กแสดงออกในลักษณะการขีดเขี่ยอย่างเปะปะ ไม่สามารถ บังคับ ทิศทางได้ เมื่อเด็กสามารถบังคับกล้ามเนื้อใหญ่ได้ดี ลักษณะเส้นจะยาวมากขึ้น มีทิศทาง ใกล้เคียงกัน


49 เส้นซ้ำ ๆ วน ๆ อาจดูยุ่ง ๆ แต่ก็มองเห็นได้ว่าแตกต่างจากช่วงต้น เมื่อเด็กผ่านขั้นขีด เขี่ยที่ควบคุมได้เด็กจะมี พฤติกรรมที่ควบคู่กับการขีดเขี่ยคือ การเล่าเรื่อง การพดูสิ่งที่ท า บางครั้ง ภาพที่เด็กวาดดูไม่รู้เรื่อง ไม่สามารถ เข้าใจได้ จะเข้าใจก็ต่อเมื่อได้ฟังจากการเล่าของเด็ก ในช่วงนี้ เด็กจะมีจินตนาการสูง 2. ขั้นก่อนสัญลักษณ์ (Pre - Symbolic Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วงอายุ ประมาณ 4 - 7 ปี เป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากขั้นสุดท้ายของการขีดเขี่ยที่เด็กสามารถควบคุม กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น เด็กจะสามารถ ขีดเขียนเป็นรูปร่างตามความคิดของตน เช่น รูปวงกลมแสดง แทนศีรษะ ความสำเร็จในขั้นนี้สำคัญมาก เพราะ จะตอบสนองต่อความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก 3. ขั้นสัญลักษณ์ (Symbolic Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วงอายปุระมาณ 7 - 9 ปีในขั้นนี้เด็ก จะแสดงออกมาเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งสัญลักษณ์เหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงความคิด รวบยอดของคน และสิ่งแวดลอ้ม ผลงานศิลปะของเด็กในขั้นนี้จะแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ไม่แตกต่างกันในชนิดของสัญลักษณ์ 4. ขั้นเริ่มต้นเหมือนจริง (Inceptive Realism Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วง อายุ9 - 11 ปี การแสดงออกทางศิลปะในขั้นนี้ เริ่มมีแนวโน้มที่จะไปสู่การมองเห็น สภาพแวดล้อมที่เป็นจริง และเป็น ธรรมชาติมากขึ้น เด็กจะพยายามถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ตามที่ตาเห็น ถ่ายทอดความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ตามการ รับรู้ 5. ขั้นเหมือนจริงเชิงวิเคราะห์ (Analytical Realism Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ ในช่วงอายุระหว่าง 11-13 ปี การทำงานศิลปะในขั้นนี้เริ่มพัฒนาสู่การเขียนแบบเหมือนจริงมาก ขึ้นการใช้สี รูปร่าง ช่องไฟ พื้นผิว จะพิถีพิถันมากขึ้นจนเป็นข้อสังเกตในการเปลี่ยนแปลงจาก ขั้นก่อนจนเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น มีการสร้าง บรรยากาศมัวสลัว แจ่มใส 6. ขั้นเหมือนจริง (Realism Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วงอาย ุ13-15 ปี เด็กวัยนี้รู้จักวิจารณ์ วิเคราะห์ตัวเอง เด็กสามารถดูงานศิลปะออก ดูผลงานศิลปินได้เข้าใจมากขึ้นแสดงออกได้ดีถ่ายทอดได้ตาม ความต้องการ 7. ขั้นค้นพบตัวเอง (Recoverable Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วงอายุ15 ปี เป็นต้นไป ในขั้นนี้ เด็กได้รวบรวมเอาปัญหาอุปสรรคและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่พบในขั้นที่หกเป็นฐานนำไปสู่การค้นพบตัวเอง สันติ คุณประเสริฐ (2557: 63-64) ยังได้แบ่งลำดับขั้นพัฒนาการใน การเรียนรู้ศิลปะ ทั้งในลักษณะ การเรียนรู้ด้านการแสดงออกและด้านการรับรู้เป็น 3ขั้นดังนี้ 1. ขั้นไร้เดียงสา เป็นขั้นที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับศิลปะด้วยความกล้า ปราศจาก อิทธิพลของ ความรู้หรือลักษณะต่าง ๆ ในสังคม สิ่งต่าง ๆ เกิดจากความเข้าใจหรือความต้องการภายในของเด็กโดยมิได้ คำนึงถึงความต้องการของคนภายนอก ความกล้านั้นถ่ายทอดออกมาได้ หลายรูปแบบ เช่น ทางคำพูด การ สร้างงานศิลปะ 2. ขั้นตามสังคม เมื่อเด็กโตขึ้นอีกระยะหนึ่งจะเกิดการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในสังคม มากมาย เด็กจะสร้างความคิดรวบยอดจากสามัญส านึก จากลักษณะที่เป็นที่ยอมรับของสังคม ลักษณะงานศิลปะจะ เป็นระเบียบ สะอาดเรียบร้อย


50 3. ขั้นการกล่อมเกลา เป็นขั้นที่เปลี่ยนสภาพจากการรับรู้จากสามัญสำนึกมา เป็นการศึกษา ด้วยความคิดจากความรู้และเหตุผล ศุภระกาญจน์ 2554: 26) กล่าวว่า เด็กทุกคนมีขีดความสามารถของการสร้างสรรค์ในด้านศิลปะ แตกต่างกัน แต่เด็กแต่ละคน ก็สามารถปรับปรุงและพัฒนาขึ้นได้ภายในขอบเขต และความสามารถของตน เช่นเดียวกัน นอกจากนี้เด็กเล็กๆ มีการสร้างสรรค์และต้องการแสดงออกทั้งทางด้านความคิด และความรู้สึก ต่าง ๆ ศิลปะเป็นแนวทางหนึ่งในการแสดงออกของเด็ก ซึ่งเด็กต้องการโอกาสได้แสดงออกทั้งยัง สามารถ ถ่ายทอดความรู้ ความรู้สึก และความเข้าใจรวมทั้งบุคลิกภาพ และความเป็นอิสระของเด็ก ออกมาได้ สิ่ง เหล่านี้ถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ และจินตนาการของเด็กแต่ละคน สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2556: 15-16) ได้ระบุถึง บทบาทของ ครูในการจัดกิจกรรมศิลปะไว้ดังนี้ 1. ขั้นก่อนดำเนินกิจกรรม 1.1 ครูต้องศึกษาพัฒนาการด้านศิลปะของเด็กและควรรู้ประสบการณ์ของเด็กแต่ละคน 1.2 ร่วมวางแผนการปฏิบัติกิจกรรมนอกสถานที่กับเด็กและสำรวจสถานที่ก่อนพาเด็กออกไป 1.3 จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์เอาไว้ล้วงหน้า ควรพยายามหาวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น มาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก และวัสดุที่จะนำมาใช้ต้องเหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็ก 1.4 การจัดวางวัสดุ ควรวางไว้ในที่ที่เด็กสามารถมองเห็นและหยิบได้เอง ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ เด็กอยากทำกิจกรรมและรู้สึกมีอิสระในการทำ 1.5 ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ช่วยเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น ช่วยผสมสี นวดดินน้ำมัน 1.6 ก่อนทำกิจกรรมครูต้องอธิบายวิธีใช้วัสดุที่ถูกต้องให้เด็กทราบ พร้อม ทั้งสาธิตให้จน เข้าใจ เช่น การใช้พู่กันหรือกาว จะต้องปาดพู่กันหรือกาวนั้นกับภาชนะที่ใส่ เพื่อไม่ให้กาว และสีเลอะเทอะ 1.7 จัดกิจกรรมไว้หลาย ๆ กิจกรรม เพื่อให้เด็กมีอิสระในการเลือกทำใน สิ่งที่ตนพอใจ 2. ขั้นดำเนินกิจกรรม 2.1 จัดกิจกรรมภายใต้บรรยากาศของความรัก ความอบอุ่น และเป็นกันเอง จะทำให้เด็กเกิด ความรู้สึกปลอดภัย ได้รับการคุ้มครองป้องกันและส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง และกล้าแสดงออกใน ที่สุด 2.2 ดูแลเด็กให้สร้างสรรค์ผลงานด้วยความพยายามของตนเอง กล้าคิด และ กล้าตัดสินใจที่ จะทำ 2.3 ควรกระตุ้นให้เด็กรู้จักคิดเมื่อพบปัญญา เช่น พบว่าเด็กวาดภาพรถยนต์ ไม่มีล้อ แทนที่ ครูจะบอกให้เด็กเติมล้อ ครูอาจใช้คำถามว่า “รถคันนี้แล่นได้อย่างไร” เพราะการ ถามเช่นนี้จะทำให้เด็กคิด และเกิดความเชื่อมั่นที่พบคำตอบเอง


51 3. ขั้นหลังดำเนินกิจกรรม 3.1 ครูเก็บผลงานทุกครั้งไว้ในกล่องเก็บผลงานของเด็กแต่ละคน เขียนชื่อ นักเรียนผู้เป็น เจ้าของให้มีขนาดอักษรสูงประมาณ 1 เซนติเมตร (ไม่ต้องเขียนนามสกุล) ในระยะแรกต้องมีเครื่องหมาย ประจำตัวเด็กติดคู่กันด้วย 3.2 เมื่อถึงวันสุดสัปดาห์หรือสองสัปดาห์หรือสิ้นเดือน ครูควรฝากผลงาน กระดาษไปให้ ผู้ปกครองดูบ้าง เพื่อทราบพัฒนาการของบุตรหลาน ส่วนผลงานอื่น ๆ เช่น การประดิษฐ์เศษวัสดุ การร้อย อาจให้เด็กนำกลับในวันที่สะดวก 3.3 ครูควรประเมินผลตัวผู้เรียน โดยสังเกตสิ่งต่อไปนี้ 1) การควบคุมกล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเนื้อใหญ่ และการประสานสัมพันธ์ ระหว่างมือกับตา 2) ความแปลกใหม่กว่าผลงานเดิม ไม่ลอกเลียนแบบผู้อื่น 3) ภาพวาดของเด็กเหมาะสมกับวัยหรือไม่ 4) ความมั่นใจในตนเองและความมีคุณธรรม เช่น ความรับผิดชอบ การแบ่งปันการรอคอย จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ลำดับขั้นของพัฒนาการ และการเรียนรู้ทางการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นั้น ครูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ควรทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมี 2 ขั้นซึ่งได้แก่ ก่อนสัญลักษณ์ เพราะเด็กอยู่ ในช่วงวัยอายุระหว่าง 4-7 ขวบ หรือระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยได้ทำการศึกษา นอกจากนี้ เด็กในวัย นี้สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ดีแล้ว สามารถวาดรูปและสร้างสรรค์งานศิลปะตามวัยของตนเอง แต่เด็กยังขาด พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเป็นส่วนมาก ทำให้การขีดเขียนไม่ค่อยมีความสมดุล และบางครั้งอาจเขียนยังไม่ ถูกต้องตามแบบลักษณะของพยัญชนะได้ และเมื่อเด็กได้รับการพัฒนาความสามารถจะทำให้เด็ก เขียนได้ดี มากยิ่งขึ้น และพัฒนาการเป็นลำดับขั้นตอนต่อไป และควรให้เด็กได้รับพัฒนาการ โดยการจัดกิจกรรม เพื่อ ส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก คือ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ให้เกิดความมั่นใจในตนเอง เพื่อเป็นพื้นฐาน สำคัญในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ต่อไป


52 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัด ยะลา โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการ เขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา 2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนในการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของ นักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ดังนี้ 1. ขอบเขตการวิจัย 2. เครื่องมือและวิธีสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ขอบเขตการวิจัย 1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นเด็กนักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 8 - 9 ปี ที่ กำลังศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 17 คน เลือกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มาจำนวน 1 ห้อง โดยใช้วิธีการเลือกแบบจำเพาะ เจาะจง ( Purposive sampling ) เนื่องจากนักเรียนมีพัฒนาการที่คล้ายกัน 1.2 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาใน การทดลอง 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 1 ชั่งโมง ใช้เวลาทั้งหมด 6 ชั่วโมง 1.3 สถานที่ที่ใช้ในการวิจัย โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและวิธีสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย จากการดำเนินการศึกษาผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้


53 2.2 เครื่องมือการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แผนการจัดการเรียนรู้ผลการใช้ชุดแบบฝึก ทักษะการคัดลายมือ แบบทดสอบ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 3 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 เรื่อง หลักการคัดลายมือ กิจกรรมที่ 2 เรื่อง หลักการคัดพยัญชนะไทย กิจกรรมที่ 3 เรื่อง การคัดลายมือตามรูปแบบตัวอักษรไทย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลการเรียนรู้ คือ แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-Test) และหลัง เรียน (Post-Test) เป็นแบบเติมคำจากภาพ และแบบโยงเส้นภาพจากพยัญชนะ จำนวน 20 ข้อ 3. เครืองมือที่ใช้สะท้อนผลการเรียนรู้คือ แบบสอบถามความพึงพอใจ เป็นแบบมาตรฐาน ส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับคือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด โดยมีเกณฑ์การให้ คะแนน และเกณฑ์การตัดสินคุณภาพ 2.3 วิธีการสร้างเครื่องมือ ผลการดำเนินการศึกษาผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ผู้วิจัยได้ดำเนินสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ตามลำดับขั้นตอน โดยมีรายละเอียดดังนี้ ดำเนินการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการ เขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียน เทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 1. ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องโดยผู้วิจัยได้ศึกษาหลักสูตรแกนกลางหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 และหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เกี่ยวกับหลักการ โครงสร้าง แนวการดำเนินการ การวัดผลและประเมินผล 2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร และโครงสร้างของรายวิชา 2.1 สาระและมาตรฐาน ตัวชี้วัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.2 คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.3 ผังมโนทัศน์และสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.4 วิเคราะห์เนื้อหาและกำหนดเนื้อหาสาระในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2


54 3. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ขึ้นเพื่อพัฒนาความสามารถ ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และทักษะการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ซึ่ง ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นอย่างมีลำดับขั้นตอนโดยเรียงลำดับเนื้อหาการฝึกจากง่ายไปหายาก เพื่อใช้สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) มีจำนวนทั้งหมด 3 กิจกรรม ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 เรื่อง หลักการคัดลายมือ กิจกรรมที่ 2 เรื่อง หลักการคัดพยัญชนะไทย กิจกรรมที่ 3 เรื่อง การคัดลายมือตามรูปแบบตัวอักษรไทย 4. กำหนดกรอบแนวคิดการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โดยวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด เพื่อกำหนดเนื้อหากิจกรรมในการพัฒนาความรู้ (K) ทักษะ และการปฏิบัติ (P) และเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน การเรียนรู้ในการสอนกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 5. ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้ ให้ผู้เชี่ยวชาญเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาเพื่อ ตรวจสอบความถูกต้องและให้คำแนะนำที่บกพร่อง ภาษาที่ใช้ให้คลอบคลุมเนื้อหา ความสอดคล้องกับการวัด และประเมินผล การใช้สื่อและเหล่งเรียนรู้ และกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะให้ปรับ การใช้ภาษาให้ชัดเจน ประโยคคำสั่งและรูปแบบเว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง ปรับปรุงขั้นตอนการจัดกิจกรรมให้มี ลำดับที่ชัดเจน ผู้วิจัยนำข้อบกพร่องต่าง ๆ มาแก้ไข ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดการ เรียนรู้ จำนวน 3 ท่าน ได้แก่ 1. ครูรัตนาภรณ์ เอียดเหตุ ครูพี่เลี้ยง ครูวิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียน เทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 2. ครูอารีย์ สัจจาพันธ์ ครูวิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 3. อาจารย์ซัลมา รัตนเยี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา ภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ประเมินความเหมาะสมของ องค์ประกอบ โดยใช้แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแนวคิดของบุญชม ศรีสะอาด (2545 : 165-166) มีการให้คะแนนระดับความเหมาะสม ดังนี้ ระดับคุณภาพ คะแนน น้อยที่สุด 1 น้อย 2 ปานกลาง 3 มาก 4 มากที่สุด 5


55 นำคะแนนการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละข้อมารวมกัน หารด้วยจำนวนข้อจึงได้ค่าเฉลี่ย แล้ว นำมาเทียบกับเกณฑ์ ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย หมายถึง 1.00 – 1.50 น้อยที่สุด 1.51 – 2.50 น้อย 2.51 – 3.50 ปานกลาง 3.51 – 4.50 มาก 4.51 – 5.00 มากที่สุด จากนั้นจึงนำคะแนนเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ มาวิเคราะห์เพื่อ นำไปพัฒนา และปรับปรุงคุณภาพของเครื่องมือ 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ด้านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การคัดลายมือ 2. ประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การคัดลายมือ โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาความเหมาะสมของแผน 3. ให้นักเรียนทดสอบวัดความรู้ก่อนเรียน (pre-test) ทดสอบทักษะการเขียนก่อนเรียน 4. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถและให้ ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการคัดลายมือตามรูปแบบการเขียนพยัญชนะไทย พร้อมกับใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับ แผนการสอน 5. ผู้สอนทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดความรู้ชุดเดียวกับที่ใช้ใน การทดสอบก่อนเรียนทดสอบการเขียนหลังเรียน เพื่อวัดความสามารถด้านความรู้และความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก เรื่องการคัดลายมือของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อประเมินว่าการใช้แบบฝึกทักษะ ทำให้นักเรียน บรรลุจุดประสงค์หรือไม่ 6. สอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการคัดลายมือ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2


56 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากกการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ไปวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ วิเคราะห์ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ดังนี้ 1. ผู้วิจัยนำคะแนนจากแบบประเมินในแต่ละข้อมารวมกัน หารด้วยจำนวนข้อจึงได้ค่าเฉลี่ย แล้วนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์คุณภาพที่กำหนดไว้ จากนั้นจึงนำคะแนนเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน มา วิเคราะห์เป็นรายประเด็น 1.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนา ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ก่อน และหลัง 1.3 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการ เรียนรู้ที่ 2 เรื่องการคัดลายมือ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอ เมือง จังหวัดยะลา 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 5.1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ก่อน และหลัง 1) การหาค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยคำนวณจากสูตร (Mean) โดยใช้สูตร ดังนี้ พิศณุ ฟองศรี (2549 : 272) สูตร ̅ = ̅ เมื่อ ̅ แทน คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ̅ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนข้อมูล


57 2) การหาค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยคำนวณจากสูตร (Mean) โดยใช้สูตร ดังนี้ พิศณุ ฟองศรี (2549 : 272) สูตร ̅ = ̅ เมื่อ ̅ แทน คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ̅ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนข้อมูล 3) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (S.D.) ของคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยใช้สูตร ดังนี้ พิศณุ ฟองศรี (2549 : 274-275) สูตร SD = √^2 − (∑)^2 ( −1) เมื่อ SD แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ̅2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง (̅ ) 2 แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง N แทน จำนวนข้อมูล 4) หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้โดยคำนวณจากสูตร ดังนี้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2540: 117) สูตร IOC = R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษณะ พฤติกรรม R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ทั้งหมด แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ


58 5.2 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง หลักการคัดลายมือ ด้วยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยมีเกณฑ์ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ค่าเฉลี่ย หมายถึง การมีระดับความพึงพอใจ 4.50 - 5.00 มากที่สุด 3.50 – 4.49 มาก 2.50 – 3.49 ปานกลาง 1.50 – 2.49 น้อย 1.00 – 1.49 น้อยที่สุด 1) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean) โดยคำนวณจากสูตร ดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2543: 351) สูตร = R เมื่อ แทน คะแนนเฉลี่ย แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด แทน จำนวนข้อมูล 2) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตร ดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2543: 352) สูตร SD = √^2 − (∑)^2 ( −1) เมื่อ SD แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ̅2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง (̅ ) 2 แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง N แทน จำนวนข้อมูล


59 บทที่ 4 ผลการวิจัย การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนประถมศึกษาปี ที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในหน่วยการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง หลักการคัดลายมือ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา จังหวัดยะลา ตอนที่ 2 การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนพัฒนาความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สัญลักษณ์ทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล n แทน จำนวนนักเรียน แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย S.D. แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัย ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการปั้นเพื่อ พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์80/80 ปรากฏดังตาราง ตารางที่ 4.1 ประสิทธิภาพของ ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการปั้นเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก สำหรับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการสอนโดยใช้หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเขียนคัดลายมือ การทดสอบ จำนวน นักเรียน N คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) t ก่อนเรียน หลังเรียน 17 17 20 20 11 16.89 1.05 1.52 13.05* ** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


60 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางที่ 4.1 พบว่า ผลการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กทางการเรียนกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในหน่วยการเรียนรู้เรื่อง เรื่อง การเขียนคัดลายมือ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา จังหวัดยะลา หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน โดยก่อนเรียนนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 5.05 คะแนน มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.03 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 16.89 คะแนน มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.57 มีค่าการทดสอบที (t - test) เท่ากับ 13.02 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตอนที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนพัฒนา ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ปรากฏดังตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนการ พัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ ที่ รายการประเมิน S.D. ระดับความ พึงพอใจ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 4.33 0.34 มากที่สุด 1 เนื้อหามีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับระดับความสามารถของ นักเรียน 4.52 0.67 มากที่สุด 2 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นลำดับขั้นตอน 4.70 0.53 มากที่สุด 3 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างสนุกสนานไม่น่าเบื่อ 4.67 0.54 มากที่สุด 4 มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถาม อย่างเต็มที่ 4.70 0.47 มากที่สุด 5 ผู้สอนสามารถสอนนักเรียนให้เรียนรู้และปฏิบัติในการพัฒนาทักษะ การเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ 4.48 0.71 มากที่สุด การพัฒนาความสามารถของผู้เรียน 4.36 0.32 มากที่สุด 6 นักเรียนได้พัฒนาทักษะการเขียนได้ดีมากขึ้น 4.58 0.66 มากที่สุด 7 นักเรียนมีทักษะการเขียนตามลำดับขั้นตอนและเขียนเป็นเรื่องราวได้ 4.48 0.71 มากที่สุด 8 นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเต็มความสามารถและทั่วถึง 4.55 0.67 มากที่สุด 9 นักเรียนสามารถนำทักษะการเขียนไปฝึกฝนกับตนเอง 4.76 0.44 มากที่สุด 10 นักเรียนได้ใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการฝึกทักษะการออกเสียงด้วยการทำ กิจกรรมต่าง ๆ เช่น แสดงบทบาทสมมติ หรือ ปฏิบัติจริง 4.61 0.61 มากที่สุด ค่าเฉลี่ยรวม 4.60 0.27 มากที่สุด


61 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในตารางที่ 4.2 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการสอนพัฒนาความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก ( = 4.60 , S.D. = 0.27) และเมื่อพิจารณาด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า นักเรียนมี ความพึงพอใจในระดับมากที่สุดทุกรายการ และมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.33 สำหรับด้านการพัฒนาความสามารถ ของผู้เรียน นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดทุกรายการเช่นเดียวกันและมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.36


62 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ผลการวิจัย การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียนของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2 โดย ใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เป็นวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้น การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และนำแบบฝึก ทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้นักเรียนเกิดการพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมือ เมื่อ เกิดทักษะที่ชำนาญทำให้นักเรียน พัฒนาทักษะการคัดลายมือของตนเอง และกระตุ้นส่งเสริมให้เกิดความคิด สร้างสรรค์ได้ดีมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการ เขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา 2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนในการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของ นักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) 2. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) โดยการสุ่ม กลุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) จำนวน 1 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 17 คน เครื่องมือการวิจัย เครื่องมือการวิจัยครั้งนี้มีดังนี้ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง หลักการคัดลายมือ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลการเรียนรู้ ได้แก่ แบบประเมินผลงานของนักเรียน และแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน 3. เครื่องมือที่ใช้สะท้อนผลการเรียนรู้ ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน และแบบ ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้แบบประเมินความพึงพอใจต่อแผนการจัดการเรียนรู้


63 การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยเพื่อพัฒนาการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็กด้านการเขียนของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา ตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. พัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ โดยนำแผนการจัดการเรียนการสอน เรื่อง หลักการคัดลายมือ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 มาเป็นเครื่องมือในการวิจัย 2. ให้ผู้เรียนทราบถึงการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้การวัดและประเมินผล และข้อตกลงในการเรียน 3. ให้ผู้เรียนทำการทดสอบวัดความรู้ก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบจำนวน 20 ข้อ 4. ใช้แผนการจัดการเรียนรู้พัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบ ฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยดำเนินการดังนี้ 4.1 ผู้สอนอธิบายการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยบอกวัตถุประสงค์ของการ เรียนรู้และบทบาทของผู้เรียนในการปฏิบัติกิจกรรมแต่ละกิจกรรม 4.2 ดำเนินการตามกระบวนการที่ได้วางไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้โดยผู้สอนเป็นเพียง ผู้แนะนำ และจัดกระบวนการเรียนรู้ 4.3 ผู้สอนทำการสังเกตพฤติกรรมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อันได้แก่ 1. ความมีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 4. มีจิตอาสาธารณะ 4. หลังจากที่ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สิ้นสุดลงแล้ว ผู้สอนทำ การทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยการใช้แบบทดสอบชุดเดิม 5. ให้นักเรียนประเมินในแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้การ พัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ 6. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง หลักการคัดลายมือ ก่อนเรียน (Pre-test) และหลังการ เรียน (Post-test) เพื่อนำไปวิเคราะห์ผลทางสถิติต่อไป 4. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์


64 วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ (รุ้งลาวัลย์ จันทรัดนา, 2561) 1. วิเคราะห์ความเหมาะสมและสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยนำคะแนนที่ได้มา โดยใช้ สถิติค่าร้อยละค่าเฉลี่ย (ˉx) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มาคำนวณ หาค่าเฉสี่ยแล้วนำมาเทียบกับ เกณฑ์คุณภาพที่กำหนดไว้ จากนั้นจึงนำคะแนนค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน มาวิเคราะห์แยกเป็นราย ด้านและนำเสนอในรูปแบบความเรียง 2. เปรียบเทียบคะแนนจากแบบทตสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่อง หลักการคัด ลายมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้กาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ทั้งก่อนเรียน และหลังเรียน 3. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้เรื่อง หลักการ คัดลายมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยการสังเคราะห์จัดหมวดหมู่ของคำตอบนำมาสรุปเป็นรายด้าน และนำเสนอในรูปแบบตาราง และเชิงพรรณนา สรุปผลการวิจัย 1. การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน เรื่อง หลักการคัดลายมือ โดยใช้ แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนเรื่อง หลักการคัดลายมือ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ในภาพรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด อภิปรายผลการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยเพื่อพัฒนาการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็กด้านการเขียนของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา อภิปรายผลได้ ดังนี้ 1. การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้านการเขียน โดยการแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง หลักการคัดลายมือ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยก่อนเรียนนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 5.05 คะแนน มีส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน เท่ากับ 1.03 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 10.42 คะแนน มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.39 มี ค่าการทดสอบที (t - test) เท่ากับ 13.22 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องจากผู้วิจัยได้ศึกษา แนวทางในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้และได้วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อ ใช้ในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง หลักการคัดลายมือ และกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ที่ช่วยส่งเสริมให้ เด็กรู้จัก รูปร่าง ลักษณะ สี ขนาด จำนวน และการนำไปใช้ในการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ซึ่งทำให้เด็กได้สังเกต รู้จัก การเปรียบเทียบประโยชน์ของเศษวัสดุที่ใช้ ความเหมือน ความต่าง ของเศษวัสดุเมื่อนำประดิษฐ์เป็นขึ้นงาน ใหม่ ซึ่งในขณะที่เด็กทำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมือและการทำงานที่ประสานสัมพันธ์ กันระหว่างมือกับตา ซึ่งสอดคล้องกับเพียเจต์ ที่กล่าวว่า เด็กเรียนรู้จากการกระทำกับสื่อวัสดุด้วยตนเอง และ


65 ใช้ทุกส่วนของร่างกายในการทำกิจกรรม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พัฒนา ชัชพงศ์(2541: 122) กล่าวว่า การพัฒนากล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง เด็กก็พร้อมที่จะลากเส้นลีลามือ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเขียน และ สอดคล้องกับ เต็มสิริ เนาวรัตน์ (2544: คำนำ ) ที่กล่าวว่าการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ กิจกรรมต่างๆทำให้ เกิดการเรียนรู้โดยง่ายและสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กการเรียนในระดับปฐมวัยเป็นการเรียนเพื่อเสริมสร้าง ความสามารถของเด็กโดยเฉพาะ ความสามารถในการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือ และนิ้วมือในการทำ กิจกรรมต่างๆโดยสัมพันธ์กับการใช้สาย ตา ซึ่งยังสอดคล้องกับ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2547: 100) ที่กล่าวว่า การส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วมือที่มีความสำคัญต่อเด็กมาก เพราะเด็ก ต้องใช้มือในการทำกิจกรรมที่สำคัญได้แก่ การเขียนหนังสือ การจัดกระทำหยิบจับ ปั้นแต่งสิ่งต่าง ๆ และยัง สอดคล้องกับคำกล่าวของ เกียรติวรรณ อมาตยกุล (2539: 9) ซึ่งกล่าวถึง ความสำคัญของความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ไว้ดังนี้ มือของคนเราคือฐานของสมองผู้ที่ได้รับการบริหารมือมาตั้งแต่เด็กๆจะเป็นผู้ที่มี สมองดีมีความคิดฉับไว การฝึกฝนความคล่องแคล่วว่องไว้ของการใช้กล้ามเนื้อนิ้วมือมีความสัมพันธ์ อย่างมาก กับความคิดอันฉับไวของเด็กและในทางตรงกันข้ามเด็กที่ไม่มีความสามารถเคลื่อนไหวนิ้วมือได้คล่องแคล่ว มักจะคิดอะไรช้าไปด้วย ธมลวรรณ เชื้อบ่อคา (2563) ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กโดยรวมของกลุ่มเป้าหมาย มีคะแนนเฉลี่ยหลัง การวิจัยสูงกว่าก่อนการวิจัย คิด เป็นร้อยละ 50 โดยก่อนการทดลองมีคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กร้อยละ 34 และ หลังการทดลองจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เด็กปฐมวัยมีคะแนนความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อมัด เล็กร้อยละ 84 กฤษณา รักนุช (2560) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาชุดกิจกรรม สร้างสรรค์ตามแนวคิดของ Gesel มีประสิทธิภาพ คือ มีค่า IOC = 0.66 - 1.00 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 2) นักเรียนทุกคนมีความในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดของ Gesel! มีคะแนน รวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เรื่อง หลักการคัดลายมือ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.60 , S.D. = 0.27) และเมื่อพิจารณาด้านการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดทุกรายการ และมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24.60 สำหรับด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดทุกรายการ เช่นเดียวกันและมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.33 เนื่องจากการนำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ และ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เรื่อง หลักการคัดลายมือ ใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถ เชื่อมโยงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวนักเรียนซึ่งเป็นเรื่องที่นักเรียนคุ้นชินและรู้จักดีนำไปสู่การพัฒนาทักษะความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ที่มีความสอดคล้องกับผู้เรียน ดังพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่กำหนดไว้ว่า ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง กระทรวงศึกษาธิการ (2551) จึงแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนการ สอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน เพื่อทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียน โดยใช้แบบ ฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกสนานในการจัดการเรียนการสอน และนำความรู้ที่ได้มาใช้พัฒนาพัฒนาทักษะของตนเองให้เกิดประโยชน์ในการชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง


66 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ประโยชน์ 1.1 ก่อนนำแผนการจัดกิจกรรมไปใช้ครูผู้สอนควรศึกษาแผนการจัดกิจกรรมโดยละเอียด เพื่อที่จะได้นำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการเตรียมสื่อประกอบการจัดประสบการณ์ไว้ ล่วงหน้า ซึ่งจะ ส่งผลให้การจัดประสบการณ์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 1.2 ครูผู้สอนควรมีการปรับเวลาในการจัดกิจกรรมให้มีความยืดหยุ่น เนื่องจาก กิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ใช้เวลาค่อนข้างมาก เป็นกิจกรรมที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง จำเป็นต้องให้นักเรียนทุกคนมี ส่วนร่วมมากที่สุดจึงต้องคำนึงถึงเรื่องเวลาเป็นสำคัญ 1.3 ครูผู้สอนสามารถนำกิจกรรมไปจัดเสริมประสบการณ์กับนักเรียนทั่วไปได้โดยอาจจะ แบ่งกลุ่มและให้ตัวแทนแสดงความคิดเห็น และอาจปรับแบบประเมินพัฒนาทักษะหรือเพิ่ม แบบทดสอบมาวัด การพัฒนาทักษะการเขียนของผู้เรียนก็ได้ 1.4 ครูผู้สอนที่สนใจพัฒนาความสามรถทางด้านการเขียนของนักเรียน ควรศึกษาและทำ ความเข้าใจวิธีการพัฒนาทักษะและส่งเสริมความสามารถทางด้านการเขียนด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อที่จะนำมาใช้ ให้มีความสนุกสนาน สร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียน และส่งเสริมความสามารถด้านภาษาได้อย่างมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 1.5 ครูควรบันทึกเพื่อเก็บข้อมูลในการจัดกิจกรรมของนักเรียนแต่ละครั้งอย่างละเอียด เพราะจะทำให้ครูรู้จักข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวครู สามารถ นำไปใช้ในการปรับบทบาทของครู บทบาทของนักเรียนและปรับกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อจะได้ช่วยเหลือ แก้ไข และพัฒนานักเรียนได้อย่างทันท่วงที 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาวิธีการใช้แบบฝึกทักษะ และผลของการจัดกิจกรรมโดยใช้สื่อการสอน เรื่องอื่น ๆ ที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนและส่งเสริมพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนได้ โดยมีการใช่กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ร่วมกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ 2.3 ควรมีผลการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติและความคงทน ในการ เรียนรู้ระหว่างนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่มีต่อการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็กด้านทักษะทางการเขียนกับนักเรียนที่เรียนด้วยสื่อต่าง ๆ


67 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ.(2551).หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: กระทรงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ.(๒๕๕๒).หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ กรุงเทพมหานคร: คุรุสภาลาดพร้าว. กองเทพ เคลือบพณิชกุล.(2542). การใช้ภาษาไทย.กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. กรรณิการ์ พวงเกษม.(2533). ปัญหาและกลวิธีการสอนภาษาไทยในโรงเรียนประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. กรมวิชาการ. (2544).เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2554 คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: องค์การรับส่งสินค้า และพัสดุภัณฑ์. กรมวิชาการ.(2534). ความคิดสร้างสรรค์ หลักการทฤษฎีการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล. กรุงเทพมหานคร : คุรุสภาลาดพร้าว. กอบกาญจนั วงศ์วิสิทธิ์.(2551). ทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์ กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา.(2539). นวัตกรรมด้านกระบวนการเรียนรู้ สารพัฒนาหลักสูตร.กรุงเทพฯ: ม.ป.ท. กฤษณา รักนุช.(2560). การพัฒนาชุดกิจกรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดของ Gesall เพื่อพัฒนาความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนระดับปฐมวัย. วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต คณะกรรมการวิชากาษาไทยเพื่อการสื่อสาร.(2550). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. คณาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, (2550). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยรังสิต. ดณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (2551), ภาษากับการสื่อสาร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. จิรวัฒน์ เพชรรัตน์และอัมพร ทองใบ. (2556). การอ่านและการเขียนทางวิชาการ. กรุงเทพ:โอเดียนสโตร์. ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (2533). การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์.กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนา วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนคร ดวงใจ หล้าโฉม. (2556). การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1โดยใช้การ จัดประสบการณ์ประกอบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์. ปริญญา ค.ม. (หลักสูตรและการเรียนการสอน). มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม. ถวัลย์ มาศจรัส.(2545).การเขียนเชิงสร้างสรรค์เพื่อการศึกษาและอาชีพ. สำนักพิมพ์ธารอักษร. ทิศนา แขมมณี. (2556). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 17. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทิศนา แขมมณี. (2545). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


68 ธมลวรรณ เชื้อบ่อคา.(2563). การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยโดยใช้ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค. รายงานการวิจัยในชั้นเรียน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. นววรรณ พันธุเมธา.(2527. ไวยากรณ์ไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์ บุญชม ศรีสะอาด. (2545).การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 7). สุวิริยาสาส์ บุญเลี้ยง ทุมทอง.(2556). ทฤษฎีและการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้. กรุงเทพฯ : เอส.พริ้นติ้ง ไทย แฟคตอรี่. บุญธรรม โสภา. (2556). การใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กล้ามเนื้อ มือกับตาเด็กปฐมวัยชั้นนอนุบาลปีที่1.การศึกษาค้นคว้าอิสระ. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ปรารถนา กุศลโกมล,สุรสา จันทนา. (2565). การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก ปฐมวัยด้วยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์. วารสารพุทธสังคมวิทยาปริทรรศน์ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน 2565). ผกากานต์น้อยเนียม. (2556). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กอาย 4-5 ปีที่ได้รับการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผดุง อารยะวิญญู.(2544).เด็กที่มีปัญญาในการเรียนรู้พิมครั้งที่ 2.กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์แว่นแก้ว. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ : แนวคิดวิธีและเทคนิคการสอน กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ้ฟแมนเนจเม้นท์. พิสณุ ฟองศรี. (2549). วิจัยทางการศึกษา "แนวคิดทฤษฎี". พิมพ์ครั้งที่ 2. เทียมฝ่าการพิมพ์. กทม. ราชบัณฑิตยสถาน.(2562).พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพมหานคร: นานมีบุ๊คส์ ราชบัณฑิตยสถาน.(2555).พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์. รุ้งลาวัลย์ จันทรัตนา.(2561). วิจัยทางการศึกษา.พิมพลักษณ์ (Imprint), ยะลา. ศูนย์การส่งเสริมการทำ ผลงานวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, 2561. รวิพร ผ่าดาน. (2557). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะ สรางสรรค์การฉีก ตัด ปะเศษวัสดุ.ปริญญานิพนธ์. กศม. (การศึกษาปฐมวัย). กรงเทพฯ : บัณฑิต วิทยาลัยมหาวทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วิจิตรา แสงพลสิทธิ์.(2522).การใช้ภาษาไทยตรงตามหลักสูตรของ สภาฝึกหัดครู พุทธศักราช 2519. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.


69 วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์.(2549).นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้.ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสารคาม วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์.(2549). นวัตกรรมตามแนวคดิ Backward Design. ภาควิชาหลักสูตรและ การสอนคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วรรณี โสมประยรู.(2544). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2544. เยาวพา เดชะคุปต์. (2542). การจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: แม็ค. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2552). แนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพชุมนุม สหกรณ การเกษตรแหงประเทศไทย จํากัด. สุจริต เพียรชอบ.(2540). สอนให้สนุก เป็นสุขกับการเรียน (หนังสือชุดความรู้กาษาไทยอันดับ10). กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. สิทธา พินิจภูวดล และคณะ.(2516). การเขียน. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง. สุทธิชัย ปัญญโรจน์.(2555). ครบเครื่องเรื่องนักบริหาร. กรุงเทพฯ : ส.เอเชียเพรส (1989) สาธิตา จักรบุตร. (2550) ผลการใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ที่มีต่อความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก การประสานงานระหว่างมือและตา และความสามารถด้านการเขียนลีลาเส้น :กรณีศึกษาเด็กออทิสติก ระดับอนุบาล โรงเรียนเทศบาลบ้านหนองแวง จังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (จิตวิทยาการศึกษา) มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สมพร มันคอุตร.(2525). การเขียนสร้างสรรค์. กรุงเทพ: ศูนย์หนังสือธรรมศาสตร์. สมศักดิ์ ภูวิภาคาวรรธน์ เทคนิคการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์พิมพ์ครั้งที่ 6 กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด 2544. สมศรี เมฆไพบูลย์วัฒนา.(2551). ความสามารถในการใชกลามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับกิจกรรมศิลปะ สรางสรรคร้อยดอกไม้. ปริญญานิพนธ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อัจฉรา ชีวพันธ์. (2553). ภาษาพาสอน เรื่อง น่ารู้สำหรับครูภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : แอคทีฟพริ้นท์ จำกัด เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์.(2545). การคิดเชิงสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ : ซัคเซสมีเดีย. เรวดี อาบานาม.(2537. พฤติกรรมการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. มหาสารคาม: ภาควิชา หลักสูตรและการสอนสถาบันราชภัฏมหาสารคาม.


70 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ


71 รายนามผู้เชี่ยวชาญ รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา จำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย 1. คุณครูรัตนาภรณ์ เอียดเหตุ ตำแหน่ง ครูพี่เลี้ยง ครูวิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัด ยะลา 2. ครูอารีย์ สัจจาพันธ์ ตำแหน่ง ครูวิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียน เทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 3. อาจารย์ซัลมา รัตนเยี่ยม ตำแหน่ง อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา


72 ภาคผนวก ข การหาคุณภาพเครื่องมือ


73 ตารางที่ 1 แบบประเมินหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขียนคัดลายมือ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ที่ รายการประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคนที่ การแปลผล 1 2 3 1 มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดหรือผลการ เรียนรู้สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและมี ความเชื่อมโยงกันอย่างเหมาะสม 5 4 5 4.67 มากที่สุด 2 กิจกรรมการเรียนรู้มีความครอบคลุมในการ พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ/ กระบวนการ สมรรถนะผู้เรียนและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4 5 4 4.33 มาก 3 ความเหมาะสมต่อการพัฒนาความสามารถ ของผู้เรียน 5 4 3 4.00 มาก 4 ระยะเวลาการจัดการเรียนการสอนในหน่วย การเรียนรู้มีความเหมาะสม 5 5 4 4.67 มากที่สุด 5 สื่อการเรียนรู้ในแต่ละกิจกรรมมีความ เหมาะสมและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง 4 5 4 4.33 มาก 6 แผนการจัดการเรียนรู้สามารถทำให้ผู้เรียน นำไปสู่การปฏิบัติได้ 5 4 4 4.33 มาก 7 กิจกรรมการเรียนการสอนเหมาะสมกับ เนื้อหาและวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม และ ความสามารถของผู้เรียน 4 5 5 4.67 มากที่สุด 8 การวัดผลและการประเมินผลการเรียนรู้ 4 5 5 4.67 มากที่สุด 9 กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสม สามารถนำ ผู้เรียนไปสู่การสร้างชิ้นงาน 5 4 5 4.67 มากที่สุด 10 สื่อการเรียนรู้ในแต่ละกิจกรรมมีความ เหมาะสมและนา ไปประยุกต์ใช้ได้จริง 4 5 5 4.67 มากที่สุด ค่าเฉลี่ยรวม 4.50 มากที่สุด


74 ตารางที่ 2 แบบประเมินการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา ที่ รายการประเมิน ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ IOC สรุปผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 1 เนื้อหามีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับความสามารถของนักเรียน +1 +1 +1 3 ใช้ได้ 2 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นลำดับ ขั้นตอน +1 0 +1 2 ใช้ได้ 3 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่าง สนุกสนานไม่น่าเบื่อ +1 +1 +1 3 ใช้ได้ 4 มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิด โอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถามอย่างเต็มที่ +1 +1 +1 3 ใช้ได้ 5 ผู้สอนสามารถสอนนักเรียนให้เรียนรู้และ ปฏิบัติในการพัฒนาทักษะการเขียนอย่างมี ประสิทธิภาพ +1 +1 +1 3 ใช้ได้ การพัฒนาความสามารถของผู้เรียน 6 นักเรียนได้พัฒนาทักษะการเขียนได้ดีมากขึ้น +1 0 +1 2 ใช้ได้ 7 นักเรียนมีทักษะการเขียนตามลำดับขั้นตอน และเขียนเป็นเรื่องราวได้ +1 +1 +1 3 ใช้ได้ 8 นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเต็ม ความสามารถและทั่วถึง +1 +1 +1 3 ใช้ได้ 9 นักเรียนสามารถนำทักษะการเขียนไปฝึกฝน กับตนเอง +1 +1 +1 3 ใช้ได้ 10 นักเรียนได้ใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการฝึกทักษะ การออกเสียงด้วยการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น แสดงบทบาทสมมติ หรือ ปฏิบัติจริง +1 +1 +1 0 ใช้ได้


75 ภาคผนวก ค การวิเคราะห์ข้อมูล


76 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อน และหลังการสอนโดยใช้หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเขียนคัดลายมือ การทดสอบ จำนวน นักเรียน N คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน(S.D.) t ก่อนเรียน หลังเรียน 17 17 20 20 11 16.89 1.05 1.52 13.055* ** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนากล้ามเนื้อมัด เล็กของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ รายการประเมิน S.D. ระดับความพึง พอใจ ด้านการจัดการเรียนรู้ 1. นักเรียนมีความสนใจในการจัดการเรียนรู้ 4.52 0.67 มากที่สุด 2. จำนวนชั่วโมงในการสอนมีความเหมาะสม 4.70 0.53 มากที่สุด 3. เนื้อหาที่ใช้สอนมีความเข้าใจง่าย 4.67 0.54 มากที่สุด ด้านสื่อการจัดการเรียนรู้ 4. สื่อที่ใช้มีความน่าสนใจ 4.48 0.71 มากที่สุด 5. แบบฝึกหัด แบบทดสอบ มีความเหมาะสม 4.70 0.47 มากที่สุด 6. แบบฝึกหัดมีสีสัน ภาพและอักษรมีความชัดเจน 4.58 0.66 มากที่สุด ด้านเจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ 7. นักเรียนชอบกิจกรรมที่จัดขึ้นในในแผนการเรียนรู้ 4.48 0.71 มากที่สุด 8. กิจกรรมที่จัดขึ้นมีประโยชน์ต่อนักเรียน 4.55 0.67 มากที่สุด ด้านการพัฒนาความสามารถของนักเรียน 9. นักเรียนได้พัฒนาความสามารถด้านการคัดลายมือ 4.76 0.44 มากที่สุด 10. กิจกรรมที่จัดขึ้นช่วยให้นักเรียนพัฒนาลายมือได้ดีขึ้น 4.61 0.61 มากที่สุด ค่าเฉลี่ยรวม 4.60 0.27 มากที่สุด


77 ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินผลการเรียนรู้การพัฒนาความสามรถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ร่วมกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นักเรียน (คนที่) คะแนนก่อนเรียน (Pre-test) คะแนนหลังเรียน (Post-test) คะแนนผลต่าง (D) 1 12 18 6 2 13 15 2 3 16 18 2 4 11 14 3 5 15 17 2 6 12 17 5 7 9 15 6 8 10 18 8 9 16 19 3 10 7 14 7 11 9 17 8 12 16 19 3 13 5 13 8 14 10 17 7 15 16 19 3 16 8 16 8 17 12 18 6 คะแนนทดสอบก่อนเรียน (20 คะแนน) คะแนนทดสอบหลังเรียน (20 คะแนน) คะแนนรวมผลต่าง คะแนนรวม 197 284 105 คะแนนเฉลี่ย 39.40 56.80 17.85 ร้อยละ 7.88 9.65 3.03


78 ภาคผนวก ง แผนการจัดการเรียนรู้


79 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง ประสมคำหนูทำได้ เวลาเรียน ๒๐ ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง หลักการคัดลายมือ เวลาเรียน ๑ ชั่วโมง สอนวันที่ ๒๓ เดือน มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ เวลา ๑๓.๔๐ - ๑๔.๔๐ น. ********************************************************************************************* สาระที่ ๑ การเขียน มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงาน การศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ป ๒/๑ คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด สาระสำคัญ การคัดลายมือ จะต้องฝึกปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการคัดลายมือ สาระการเรียนรู้ / ค่านิยมหลักของคนไทยฯ ๑. ความรู้ การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย ๒. ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด - การสังเกต - การเปรียบเทียบ - การประเมิน ๓. คุณลักษณะ/โตไปไม่โกง - มีวินัย - ความรับผิดชอบ - ใฝ่เรียนรู้ สมรรถนะสำคัญ/จุดเน้น ๑. ความสามารถในการสื่อสาร ๒. ความสามารถในการคิด ๑) ทักษะการสังเกต ๒) ทักษะการเปรียบเทียบ ๓) ทักษะการประเมิน


80 จุดประสงค์การเรียนรู้ - คัดลายมือได้ถูกต้องตามหลักการคัดลายมือ กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ๑. ครูเขียนข้อความสั้น ๆ บนกระดาน จากนั้นให้นักเรียนคัดลอกข้อความนั้นลงใน กระดาษที่ครูแจกให้ ด้วยวิธีการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เสร็จแล้วนำส่งครู ๒. ครูคัดแยกผลงานนักเรียน ออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ - กลุ่มที่ ๑ นักเรียนที่คัดลายมือสวย - กลุ่มที่ ๒ นักเรียนที่คัดลายมือพอใช้ - กลุ่มที่ ๓ นักเรียนที่คัดลายมือที่ต้องปรับปรุง ๓. ครูนำผลงานทั้ง ๓ กลุ่ม ไปติดไว้บนกระดาน แล้วให้นักเรียนร่วมกันสังเกตและ แสดงความคิดเห็นว่า ลายมือของแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร และลายมือของกลุ่มที่ ๓ ควรปรับปรุงอย่างไร ๔. ครูแจ้งให้นักเรียนทราบว่า ครูจะให้นักเรียนฝึกคัดลายมือ ตัวบรรจงเต็มบรรทัด ๕. นักเรียนศึกษาความรู้เรื่อง การคัดลายมือ จากหนังสือเรียน ขั้นสอน ๑. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน ๒. ครูให้นักเรียนร่วมกันอธิบายหลักการคัดลายมือ หลังจากที่ได้ศึกษาความรู้จบแล้ว ๓. ครูสาธิตวิธีการคัดลายมือที่ถูกต้องโดยใช้กระดาษฝึกคัดลายมือ และอธิบาย ประกอบการสาธิต ดังนี้ ๑) การนั่ง การวางกระดาษ การจับดินสอ ๒) การเขียนตัวอักษรตามแบบคัดลายมือ ๓) การเว้นระยะช่องไฟ ๔) การวางพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ๔. นักเรียนสรุปขั้นตอนและวิธีการคัดลายมือที่ถูกต้อง โดยใช้กระดาษฝึกคัดลายมือ ๕. นักเรียนฝึกปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนตามตัวอย่างที่ครูสาธิต ดังนี้ ๑) การนั่ง การวางกระดาษ การจับดินสอ ๒) การเขียนตัวอักษรตามแบบคัดลายมือ ๓) การเว้นระยะช่องไฟ ๔) การวางพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ๖. ครูสังเกตการคัดลายมือของนักเรียนเป็นรายบุคคล ถ้านักเรียนคนใดทำไม่ถูกต้องให้ เสนอแนะเพื่อแก้ไขให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง


81 ขั้นสรุป ๑. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปหลักการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด ตามวิธีการ คัด ลายมือที่ถูกต้อง ๒. นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด (นักเรียนคิดว่าการคัดลายมือให้ถูกต้องตาม หลักการคัดลายมือมีประโยชน์อย่างไร) สื่อการเรียนรู้ ๑) หนังสือเรียน ภาษาไทย : หลักภาษาและการใช้ภาษา ป.๒ แหล่งเรียนรู้ - การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดผล และประเมินผล เครื่องมือการวัดผล และประเมินผล เกณฑ์การวัดผล และประเมินผล ๑. คัดลายมือได้ถูกต้องตาม หลักการคัดลายมือ - ร้อยละ ๖๐ ผ่านเกณฑ์


82 กิจกรรม/ข้อเสนอแนะ .............................................................................................................................................................................. ...................................................................................................................................................... ...................... ลงชื่อ.......................................................ครูผู้สอน (นางสาวฟาตีหะฮ์ ดอคอ) วันที่.............เดือน.............................พ.ศ................ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ลงชื่อ...............................................ครูพี่เลี้ยง (นางรัตนาภรณ์ เอียดเหตุ) วันที่.............เดือน.............................พ.ศ................ ลงชื่อ.............................................หน.กลุ่มสาระภาษาไทย (นางฐิติรัตน์ โกศล) วันที่.............เดือน.............................พ.ศ................ ลงชื่อ...............................................หัวหน้าวิชาการ (นางสินีนาฏ มะลิลา) วันที่.............เดือน.............................พ.ศ................ ลงชื่อ.........................................ผู้อำนวยการสถานศึกษา (นางนุชนภางค์ ลิ้มสุชาติ) วันที่.............เดือน.............................พ.ศ................


83 บันทึกหลังสอน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง หลักการคัดลายมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ วันที่ ๒๓ เดือน มิถุยนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ผลการเรียนรู้ ๑. ผู้เรียนที่ผ่านตัวชี้วัด (จุดประสงค์การเรียนรู้) ป.๒/๑ จำนวน...............................................คน คิดเป็นร้อยละ................................................... ป.๒/๒จำนวน................................................คน คิดเป็นร้อยละ.................................................. ๒. ผู้เรียนที่ไม่ผ่านตัวชี้วัด (จุดประสงค์การเรียนรู้) จำนวน...........คน คิดเป็นร้อยละ................................ ๑. ................................................................สาเหตุ........................................................ ๒. ................................................................สาเหตุ........................................................ ๓. ................................................................สาเหตุ......................................................... ปัญหา/อุปสรรค .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 6 แนวทางแก้ไข/ข้อเสนอแนะ .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... ลงชื่อ.............................................ครูผู้สอน ลงชื่อ........................................... ครูพี่เลี้ยง (นางสาวฟาตีหะฮ์ ดอคอ) (นางรัตนาภรณ์ เอียดเหตุ) วันที่.............เดือน.........................พ.ศ.............. วันที่.............เดือน......................พ.ศ.............. ลงชื่อ...........................................หน.กลุ่มสาระภาษาไทย ลงชื่อ...........................................หัวหน้าวิชาการ (นางฐิติรัตน์ โกศล) (นางสินีนาฏ มะลิลา) วันที่.............เดือน..........................พ.ศ.............. วันที่.............เดือน.........................พ.ศ............ ลงชื่อ......................................ผู้อำนวยการสถานศึกษา (นางนุชนภางค์ ลิ้มสุชาติ) วันที่.............เดือน...........................พ.ศ..............


84 แบบประเมินความสามารถในการเขียนพยัญชนะ ผู้รับการประเมิน (เด็กชาย/เด็กหญิง)...............................................นามสกุล......................................... อายุ..............ปี...............เดือน กำลังศึกษาในระดับประถมศึกษาปีที่ 2 วัน...........เดือน..........ปี...............ที่ประเมิน ข้อ ลักษณะพฤติกรรม คะแนนข้อละ 1 คะแนน (รวม 10 คะแนน) หมายเหตุ 1. ลากเส้นได้ถูกต้องตามทิศทางไม่สลับ ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง บนล่าง 2. เว้นระยะตัวพยัญชนะได้ถูกต้องและเหมาะสม สม่ำเสมอ 3. เขียนพยัญชนไม่โย้ไปข้างหน้าหรือเอนไปข้างหลัง 4. เขียนพยัญชนะไม่เล็กหรือไม่โต กว่าบรรทัด 5. ขนาดของพยัญชนะได้สัดส่วนสมดุลทั้งความสูงและความกว้าง 6. เขียนพยัญชนะแต่ละตัวไม่ใช้เวลามากจนเกินไป 7. เขียนพยัญชนะได้ตรงตามแนวเส้นบรรทัด 8. เขียนพยัญชนะในลักษณะเดียวกันหรือถูกต้องตามรูปแบบการ เขียนพยัญชนะไทย 9. ลายเส้นสม่ำเสมอ คมชัด ไม่หนัก เบา หรือเข้มจนเกินไป 10. ความสะอาด เรียบร้อยในการเขียน ลงชื่อ.................................................ผู้ประเมิน (......................................................) วันที่..............................................


85 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง ประสมคำหนูทำได้ เวลาเรียน ๒๐ ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง หลักการคัดพยัญชนะไทย เวลาเรียน ๑ ชั่วโมง สอนวันที่ ๒๕ เดือน มิถุยนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ เวลา ๐๘.๓๐ - ๐๙.๓๐ น. ********************************************************************************************* สาระที่ ๑ การเขียน มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และ เขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษา ค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ป ๒/๑ คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด สาระสำคัญ การคัดพยัญชนะไทย จะต้องฝึกคัดลายมือให้ถูกต้องตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย สาระการเรียนรู้ / ค่านิยมหลักของคนไทยฯ ๑. ความรู้ การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย ๒. ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด - การสังเกต - การเปรียบเทียบ - การประเมิน ๓. คุณลักษณะ/โตไปไม่โกง - มีวินัย - ความรับผิดชอบ - ใฝ่เรียนรู้ สมรรถนะสำคัญ/จุดเน้น ๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๒ ความสามารถในการคิด ๑) ทักษะการสังเกต ๒) ทักษะการเปรียบเทียบ ๓) ทักษะการประเมิน


86 จุดประสงค์การเรียนรู้ - คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดพยัญชนะไทยตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทยได้ กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ๑. ครูนำแบบตัวอักษรที่ใช้ฝึกคัดลายมือแบบต่างๆ มาแสดงให้นักเรียนดูหน้าชั้น เรียน ๒. ครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า การคัดลายมือตามรูปแบบตัวอักษรไทย มีหลาย รูปแบบ แต่มีหลัก และวิธีการคัดลายมือเหมือนกัน ขั้นสอน ๑. ครูอธิบายหลักปฏิบัติในการเขียนตัวอักษรที่ถูกต้อง จากนั้นเขียนเป็นตัวอย่าง บนกระดานให้นักเรียนดูอย่างช้าๆ พร้อมอธิบายประกอบ ๒. ครูให้นักเรียนสังเกตวิธีการเขียนตัวอักษร เพื่อให้นักเรียนจำหลักการคัดลายมือ ที่ถูกต้องและนำไปใช้ในการเขียนอย่างถูกวิธี ๓. ครูแจกกระดาษฝึกคัดลายมือ แล้วให้นักเรียนฝึกคัดพยัญชนะไทย จากหนังสือ เรียน ๔. นักเรียนฝึกปฏิบัติการคัดลายมือที่ถูกต้องลงในกระดาษฝึกคัดลายมือที่ครูแจก ๕. ครูสังเกตการคัดลายมือของนักเรียนเป็นรายบุคคล ๖. ครูให้นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของผลงานการคัดลายมือ ตามประเด็นที่ ครูกำหนด ดังนี้ ๑. สัดส่วนของตัวอักษร ๒. การเว้นระยะช่องไฟ ๓. การวางพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ๗. นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด (เพราะเหตุใด นักเรียนจึงต้องฝึกคัด ลายมือ ตอบ เพราะเป็นการฝึกการคัดลายมือให้สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย) ๘. ครูแจกกระดาษฝึกคัดลายมือให้นักเรียนคัดพยัญชนะไทย ทั้ง ๔๔ ตัว โดยไม่ ต้องดูแบบ ๙. นักเรียนตรวจสอบความถูกต้อง และความสวยงามของตัวอักษร ตามหลักการ คัดลายมือ ดังนี้ ๑) สัดส่วนของตัวอักษร ๒) การเว้นระยะช่องไฟ ๓) การวางพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ๑๐. นักเรียนแลกเปลี่ยนผลงานการคัดลายมือกับเพื่อนที่นั่งข้างๆ เพื่อติชมหรือ เสนอแนะอย่างสร้างสรรค์


87 ขั้นสรุป ๑. ครูและนักเรียนสนทนาเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติในการคัดลายมือ เพื่อให้นักเรียน ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ๒. นักเรียนแต่ละคนทำใบงาน เรื่อง การคัดลายมือ เสร็จแล้วให้ตรวจสอบความ เรียบร้อยก่อนนำส่งครูตรวจ ๓. ครูคัดเลือกใบงานเรื่อง การคัดลายมือ ที่คัดลายมือได้ถูกต้องและสวยงาม ๓ ผลงาน มาให้ดูเป็นตัวอย่าง พร้อมอธิบายให้นักเรียนเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ พิจารณาผลงานการคัดลายมือของนักเรียนจากใบงานดังกล่าว ๔. นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด (การฝึกคัดลายมือ จะช่วยลดปัญหาการเขียน ลายมือไม่สวยได้หรือไม่ เพราะเหตุใด) สื่อการเรียนรู้ 1) หนังสือเรียน ภาษาไทย : หลักภาษาและการใช้ภาษา ป.๒ 2) กระดาษฝึกคัดลายมือ 3) ใบงาน เรื่อง การคัดลายมือ แหล่งเรียนรู้ - การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดผล และประเมินผล เครื่องมือการวัดผล และประเมินผล เกณฑ์การวัดผล และประเมินผล ๑. คัดลายมือตัวบรรจงเต็ม บรรทัดพยัญชนะไทยตาม รูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย ได้ ตรวจใบงาน - ใบงาน การคัด ลายมือ - ใบงาน การคัด ลายมือตามรอยประ - ร้อยละ ๖๐ ผ่านเกณฑ์


88 แบบฝึกคัดลายมือ ค าชี้แจง : ให้นักเรียนลากเส้นตามรอยประพยัญชนะไทย ก - ฮ ก - ฮ ชื่อ.........................................สกุล...................................เลขที่...................ชั้น....................


89 แบบฝึกคัดลายมือตามรอยประ เสื้อผ้า เ ื้ ้า เ ื้ ้า เสื้อผ้า กระเป๋า ะเ ๋า ะเ ๋า นาฬิกา า ิ า า ิ า มะม่วง ะ ่ ะ ่ ่า แ ั ะเ า า ้ โ ้ ่า ู า า ะ ะ า ชื่อ.....................................................สกุล....................................ชั้น....................เลขที่................ สิงโต ิ โ ิ โ สัปปะรด ั ะ ั ะ


90 แบบประเมินการเขียน คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน บันทึกคะแนนการเขียนคำศัพท์และบอกความหมายของคำ ลงในว่าง ลำดับ ที่ ชื่อ-สกุล ของผู้รับการประเมิน เขียน ถูกต้อง 10 คะแนน ตัวบรรจง เต็มบรรทัด 10 คะแนน สะอาด 10 คะแนน คะแนนเต็ม 30 คะแนน คะแนน เต็ม 10 (3 หาร) 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17. ลงชื่อ....................................................ผู้ประเมิน ................ /................ /................


91 แบบประเมินความสามารถในการเขียนพยัญชนะ ผู้รับการประเมิน (เด็กชาย/เด็กหญิง)...............................................นามสกุล......................................... อายุ..............ปี...............เดือน กำลังศึกษาในระดับประถมศึกษาปีที่ 2 วัน...........เดือน..........ปี...............ที่ประเมิน ข้อ ลักษณะพฤติกรรม คะแนนข้อละ 1 คะแนน (รวม 10 คะแนน) หมาย เหตุ 1. ลากเส้นได้ถูกต้องตามทิศทางไม่สลับ ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง บนล่าง 2. เว้นระยะตัวพยัญชนะได้ถูกต้องและเหมาะสม สม่ำเสมอ 3. เขียนพยัญชนไม่โย้ไปข้างหน้าหรือเอนไปข้างหลัง 4. เขียนพยัญชนะไม่เล็กหรือไม่โต กว่าบรรทัด 5. ขนาดของพยัญชนะได้สัดส่วนสมดุลทั้งความสูงและความกว้าง 6. เขียนพยัญชนะแต่ละตัวไม่ใช้เวลามากจนเกินไป 7. เขียนพยัญชนะได้ตรงตามแนวเส้นบรรทัด 8. เขียนพยัญชนะในลักษณะเดียวกันหรือถูกต้องตามรูปแบบการ เขียนพยัญชนะไทย 9. ลายเส้นสม่ำเสมอ คมชัด ไม่หนัก เบา หรือเข้มจนเกินไป 10. ความสะอาด เรียบร้อยในการเขียน ลงชื่อ.................................................ผู้ประเมิน (......................................................) วันที่..............................................


92 กิจกรรม/ข้อเสนอแนะ .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ ลงชื่อ.......................................................ครูผู้สอน (นางสาวฟาตีหะฮ์ ดอคอ) วันที่.............เดือน.............................พ.ศ................ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ลงชื่อ...............................................ครูพี่เลี้ยง (นางรัตนาภรณ์ เอียดเหตุ) วันที่.............เดือน.............................พ.ศ................ ลงชื่อ.............................................หน.กลุ่มสาระภาษาไทย (นางฐิติรัตน์ โกศล) วันที่.............เดือน.............................พ.ศ................ ลงชื่อ...............................................หัวหน้าวิชาการ (นางสินีนาฏ มะลิลา) วันที่.............เดือน.............................พ.ศ................ ลงชื่อ.......................................ผู้อำนวยการสถานศึกษา (นางนุชนภางค์ ลิ้มสุชาติ) วันที่.............เดือน.............................พ.ศ................


Click to View FlipBook Version