คำนำ
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนทุกคน
ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขในสังคม เป็นกระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือ
นักเรียน ที่มีขั้นตอนชัดเจน พร้อมทั้งมีวิธีการและเครื่องมือที่มีมาตรฐาน คุณภาพ และมีมาตรฐานการทำงาน
ที่ตรวจสอบได้โดยมีครูประจำชั้นเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงานและบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งในและนอกสถานศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาเต็มตามศักยภาพ
เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ที่มีขั้นตอน วิธีการและเครื่องมือ
การทำงานที่ชัดเจนมีครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงานดังกล่าว โดยการมีส่วน
รว่ มของบุคลากร และเครือข่ายที่เก่ียวข้องท้ังภายในและภายนอกสถานศึกษา อาทิ คณะกรรมการสถานศึกษา
ขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร ครูทุกคน ฯลฯ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
จึงกำหนดนโยบายให้สถานศึกษาทุกแห่ง จัดให้มีระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรียน และดำเนินการอย่างจริงจงั
ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ส่งผลให้นักเรียนทุกคนได้รับการดูแล ช่วยเหลือ พิทักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง
อย่างรอบด้านด้วยกระบวนการที่ถูกต้อง เหมาะสม ทันสถานการณ์ ได้รับการพัฒนาในทุกมิติ เพื่อให้เป็นคนดี
มคี วามสขุ และปลอดภัยในสภาพสังคมปัจจุบัน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 จึงได้จัดทำคู่มือดำเนินงาน
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นแนวทางขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติที่มีผลให้เด็กนักเรียนได้รับการดูแล
ช่วยเหลือคุ้มครองและเยียวยาได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เกี่ยวข้องจะได้ใช้
เปน็ ประโยชนต์ อ่ ไป
นายชาญกฤต น้ำใจดี
ผอู้ ำนวยการสำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 4
สำรบัญ หน้ำ
คำนำ 1-2
บทที่ 1 บทนำ 2-3
3
- ความเป็นมาและความสาคัญ 3
- วัตถุประสงค์ของระบบการดูแลช่วยเหลอื นกั เรียน 3
- ขอบข่ายการดาเนนิ งานระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรียน
- กระบวนการและขัน้ ตอนของระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนกั เรียน 3-4
- ปัจจัยสาคัญที่มผี ลต่อประสิทธิภาพของการดาเนินงาน 4-5
ตามระบบการดแู ลช่วยเหลือนกั เรียน 6
- ประโยชนแ์ ละคุณค่าของระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรยี น 6-9
- แนวทางการพฒั นาและขับเคลอ่ื นระบบการดแู ลช่วยเหลือนกั เรยี น 10-12
- ปฏิทินการดาเนินงานระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียน
- คานยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 13-16
บทท่ี 2 เอกสำรและกฎหมำยท่เี ก่ียวข้อง
บทท่ี 3 กำรดำเนินงำนระบบกำรดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรยี นและบทบำทหนำ้ ที่ผูเ้ กย่ี วข้องฯ 17-18
- แนวทางการดาเนินงานระบบดแู ลช่วยเหลือนกั เรยี น
19-23
ของสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน 24
- แนวทางการบรหิ ารระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรยี นในสถานศกึ ษา
25-66
ของสานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 4
- บทบาทหน้าทผ่ี เู้ ก่ยี วข้องในระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
- บทบาทหน้าทข่ี องหน่วยงานท่เี กี่ยวข้องกบั การดูแลช่วยเหลือนกั เรยี น
- แนวทางการคมุ้ ครองและช่วยเหลอื เดก็ นักเรียน
ภำคผนวก
บทท่ี 1
บทนำ
ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญ
สภาพสังคมในยุคโลกาภิวัฒน์มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงจาเป็นอย่างยิ่งที่นักเรียน ครู
และบุคลากรทางการศึกษาต้องปรับตัวให้สามารถดารงชีวิตอยู่ได้อย่างรู้เท่าทันต่อการเปล่ียนแปลงนี้
โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในยุคปัจจุบันจานวนไม่น้อยท่ีได้รับผลกระทบจากปัญหาและสภาพแวดล้อม
ท่ีไม่สร้างสรรค์ ในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงน้ี ที่ทาให้เด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมแตกต่างไปจากในอดีต
แม้ว่าผู้ปกครอง ครู หรือผู้มีส่วนเก่ียวข้องจะใช้ความรัก ความปรารถนาดีอย่างมากมายเพียงใดก็ตามก็ไม่อาจ
พิทักษ์ ปกป้องและคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้ปลอดภัยหรือมีพฤติกรรมตามท่ีสังคมคาดหวังได้
จึงเป็นอุปสรรคในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศในช่วงของแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) และยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ท่ีสามารถ
ตอบสนองต่อเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างย่ิงยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนา
และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่เน้นการวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็น
ทรพั ยากรมนุษยท์ ่ดี เี กง่ และมคี ุณภาพ พรอ้ มขบั เคลือ่ นการพฒั นาประเทศไปขา้ งหนา้ ไดอ้ ยา่ งเตม็ ศักยภาพ
การศึกษาเป็นกลไกสาคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ และมีผลต่อพฤติกรรม
ของเด็กนักเรียนและเยาวชนในสงั คมไทย ดังนนั้ สถานศึกษาในฐานะที่เป็นสถานที่ท่ีเด็กนักเรียนมีความใกล้ชิด
มากที่สุดรองลงมาจากครอบครัว ซ่ึงเป็นสถานที่ที่ผู้ปกครองยอมรับและคาดหวังว่านักเรียนจะได้รับความรู้
การอบรมส่ังสอน การดูแลและการเอาใจใส่ด้วยดีจากสถานศึกษา จึงจาเป็นอย่างยิ่งท่ีสถานศึกษา
จะต้องดาเนินงานโดยคานึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กนักเรียนเป็นหลัก ให้เด็กนักเรียนได้อยู่ใน
สภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่มีความปลอดภัย การจัดการเรียนการสอนต้องครอบคลุม ท้ังด้านความรู้ ทักษะ
สมรรถนะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รวมทั้งสอนทักษะชีวิตท่ีจาเป็นสาหรับการใช้ชีวิตที่ปลอดภัย
และมีคุณภาพ ตรงตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) คือ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความรู้ คู่คุณธรรม มีศักยภาพ
ในการศกึ ษาต่อและประกอบอาชีพ นั่นคอื เดก็ นักเรียนได้รับการพัฒนาให้เปน็ “คนดี เก่ง และมคี วามสขุ ”
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นกระบวนการหน่ึงในการบริหารจัดการของสถานศึกษา
ท่ีจะดาเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีข้ันตอน วิธีการและเครื่องมือที่ชัดเจน มีครูประจาช้ัน
หรือครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดาเนินงาน โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากรและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
ท้ังภายในและภายนอกสถานศึกษา อาทิ คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร
ครูทุกคน ฯลฯ สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 จึงกาหนดนโยบายสาคัญ
ให้สถานศึกษาในสังกัดทุกแห่งจัดให้มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และดาเนินการอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง
เพื่อให้เกิดความยั่งยืนนักเรียนทุกคนจะต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือ พิทักษ์ ปกป้อง คุ้มครองอย่างรอบด้าน
1
ด้วยกระบวนการที่ถูกต้อง เหมาะสมและทันการณ์ ได้รับการพัฒนาในทุกมิติ เพื่อให้เป็นคนดี มีความสุ ข
และปลอดภัยในสภาพสังคมปัจจุบัน นอกจากนี้ ครูต้องบูรณาการเน้ือหาความรู้ และพัฒนาคุณภาพ
เด็กนักเรียนให้มีความพร้อมอย่างเป็นองค์รวม โดยการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตเด็กนักเรียน และแก้วิกฤติ
ทางสังคม สถานศึกษาต้องจัดระบบงาน กิจกรรมท่ีส่งเสริมความประพฤติให้เหมาะสม ความรับผิดชอบ
ต่อสังคม และความปลอดภัยให้กับเด็กนักเรียน นาระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียนพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของเด็กนักเรียน โดยการนากระบวนการของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 ข้ันตอน ได้แก่
การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมและพัฒนา การป้องกันและแก้ไขปัญหา
และการสง่ ต่อ ไปใชไ้ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม
การสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กนักเรียน เป็นบทบาทหน้าที่ที่สาคัญที่สุดท่ีสถานศึกษา
จะต้องดาเนินการ โดยจัดให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา มีผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากร
ทางการศึกษาเป็นผู้ขับเคล่ือนการคุ้มครองและดูแลเด็กนักเรียน เน่ืองจากสถานศึกษาเป็นสถานที่
ท่ีมีความใกล้ชิดกับเด็กนักเรียน ดังน้ัน ในการสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กนักเรียนจึงต้องอาศัยความร่วมมือ
จากหลาย ๆ ฝ่าย เพ่อื ให้เกิดความปลอดภัยกับเดก็ นักเรียนอย่างแท้จริง สถานศกึ ษาต้องส่งเสริมและพัฒนาให้
เด็กนักเรียนเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ด้วยการสร้างความปลอดภัยในชีวิตของเด็กนักเรียน รวมท้ังการปกป้อง
คุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียนจากอันตรายต่าง ๆ ท้ังทางด้านร่างกายและจิตใจ การสร้างความปลอดภัย
ให้กับเด็กนักเรยี นยอ่ มส่งผลต่อคุณภาพการเรยี นของเด็กนักเรียน สามารถดารงชีวิตอยู่ในสงั คมได้อย่างเป็นสุข
ซ่ึงจะนาไปสกู่ ารพฒั นาชวี ิตท่ดี ี และเป็นกาลังสาคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 4 ตระหนักถึงความสาคัญของระบบ
การดูแลช่วยเหลือนักเรียน การคุ้มครอง และการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเป็นแนวทางที่ทาให้เด็กและเยาวชนมีความสมบูรณ์พร้อมอย่างเป็นองค์รวมท้ังด้านร่างกาย สติปัญญา
ความรู้ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนให้มีทักษะในการดารงชีวิตและทักษะชีวิต สานักงานเขต
พ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 จึงได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง จัดทาคู่มือ
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 ข้ึน โดยมุ่งให้
โร ง เรี ย น ใน สั งกั ด ใน ฐ า น ะ ท่ี เป็ น ห น่ ว ย งา น ห ลั ก ที่ ต้ อ งรั บ ผิ ด ช อ บ ใน ก าร ส ร้ า งเส ริ ม คุ ณ ภ าพ ชี วิ ต ผู้ เรี ย น
และแก้วิกฤตสังคม นาไปประยุกต์ใช้และพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียนได้อย่างเหมาะสม
สอดคลอ้ งสมั พนั ธ์กันอย่างเปน็ ระบบและเกิดประโยชนส์ งู สดุ แกผ่ ูเ้ รียน
วัตถุประสงค์ของระบบกำรดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียน
1. เพื่อให้การดาเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดเป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ
และเปน็ ไปในทิศทางเดยี วกัน
2. เพื่อให้นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาเต็มตามศักยภาพ เป็นคนท่ีสมบูรณ์
ทั้งด้านร่างกายอารมณ์ สังคม และสตปิ ัญญา
2
3. เพื่อส่งเสริมให้ครูประจาช้ัน/ครูท่ีปรึกษา บุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงาน
และองค์กรภายนอกมีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยผ่านกระบวนการทางานท่ีชัดเจน มีร่องรอย
หลักฐานการปฏิบัตงิ าน สามารถ ตรวจสอบและประเมนิ ผลได้
ขอบขำ่ ยกำรดำเนนิ งำนระบบกำรดแู ลช่วยเหลือนักเรยี น
1. นกั เรยี นทกุ คนไดร้ บั การดูแลชว่ ยเหลอื
2. ดาเนนิ การทัง้ ส่งเสริม พฒั นา ป้องกนั และแก้ไข
3. การมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกคนภายในและนอกสถานศึกษาโรงเรียนท้ังผู้บริหาร ครูผู้สอน
คณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน ผู้ปกครอง ชุมชน หนว่ ยงานและองคก์ รท่เี กย่ี วขอ้ ง
กระบวนกำรและขนั้ ตอนของระบบกำรดแู ลช่วยเหลือนักเรียน มอี งค์ประกอบ 5 ประกำร ไดแ้ ก่
1. การรูจ้ ักนักเรียนเป็นรายบุคคล
2. การคดั กรองนกั เรียน
3. การป้องกันและแก้ไขปัญหา
4. การพัฒนาและสง่ เสริมนกั เรยี น
5. การส่งตอ่
ปจั จยั สำคัญที่มีผลต่อประสทิ ธิภำพของกำรดำเนินงำนตำมระบบกำรดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรียน
1. ผบู้ ริหารโรงเรียน รวมทั้งผชู้ ่วยผบู้ ริหารโรงเรยี นทุกฝ่าย ตระหนักถึงความสาคัญของระบบการดูแล
ช่วยเหลือนักเรียน และใหก้ ารสนับสนุนการดาเนนิ งาน หรือรว่ มกิจกรรมตามความเหมาะสมอย่างสม่าเสมอ
2. ครูทุกคนและผู้เก่ียวข้องจาเป็นต้องมีความตระหนัก ในความสาคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือ
นักเรยี น และมที ัศนคตทิ ีด่ ตี ่อนักเรยี น
3. คณะกรรมการหรือคณะทางานทุกคณะ ต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และมีการประชุม
ในแตล่ ะคณะอยา่ งสม่าเสมอตามท่ีกาหนด
4. ครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักสาคัญในการดาเนินงานโดยต้องได้รับความร่วมมือจากครูทุกคน
ในโรงเรียน รวมทัง้ การสนบั สนุนในเรือ่ งต่าง ๆ จากโรงเรียน
5. การอบรมให้ความรู้และทักษะ รวมท้ังการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้แก่ครูท่ีปรึกษา/ครูประจาชั้น
ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นส่ิงจาเป็น โดยเฉพาะเร่ืองทักษะการปรึกษา
เบื้องต้น และแนวทางการการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียน โรงเรียนควรดาเนินการอย่างต่อเน่ือง
และสมา่ เสมอ
ประโยชน์และคุณค่ำของระบบกำรดแู ลชว่ ยเหลือนกั เรยี น
1. นักเรยี นไดร้ ับการดแู ลชว่ ยเหลอื อย่างทั่วถึงและตรงตามสภาพปญั หา
2. สมั พันธภาพระหวา่ งครูกบั นักเรยี นเปน็ ไปดว้ ยดีและอบอุ่น
3
3. นักเรียนรู้จักตนเอง ควบคุมตนเองได้ มีการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ซ่ึงจะเป็นรากฐาน
ในการพัฒนาความเก่ง (IQ) คุณธรรม จริยธรรม (MQ) และความมงุ่ ม่ันทีจ่ ะเอาชนะอุปสรรค (AQ)
4. นกั เรียน เรยี นรอู้ ยา่ งมีความสขุ และไดร้ บั การส่งเสริมพัฒนาเต็มตามศักยภาพอยา่ งรอบด้าน
5. ผู้เกยี่ วข้องมีสว่ นในการพฒั นาคุณภาพนกั เรียนอยา่ งเข้มแข็งจริงจงั ด้วยความเสียสละ ด้วยเอาใจใส่
กระบวนการและขนั้ ตอนของระบบการดูแลช่วยเหลือนกั เรียน
แนวทำงกำรพฒั นำและขับเคลือ่ นระบบกำรดแู ลช่วยเหลือนกั เรยี น
กำรพฒั นำและขบั เคลือ่ น แนวทำงกำรดำเนินงำน
ระบบกำรดแู ลช่วยเหลือ
- ศึกษาและทาความเข้าใจนโยบายกระทรวงศึกษาธกิ าร สานักงานคณะกรรมการ
นักเรียน การศึกษาข้นั พน้ื ฐานทเี่ กยี่ วข้องกบั การดแู ลช่วยเหลอื นกั เรียน
1. ศึกษาสภาพ - ศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหาและศักยภาพของสถานศึกษา ในการจัดทา
และทศิ ทางการดาเนินงาน ระบบการดูชว่ ยเหลือนักเรยี น
- ศึกษาและวิเคราะหบ์ ริบทของชมุ ชน
2. วางแผนการดาเนินงาน - สรา้ งทมี งานและสรา้ งความตระหนักเจตคติทด่ี ีในการทางานแก่ทีมงาน
จัดระบบการดูแลช่วยเหลือ - กาหนดกลยทุ ธก์ ารดาเนินงานจัดระบบการดูแลช่วยเหลอื นกั เรยี น
นักเรียน - กาหนดมาตรฐานการดาเนินงานระบบการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียน
- จัด ท าแ ผน งาน /ป ฏิ ทิ น ป ฏิ บั ติงาน ต ลอ ดปี การศึก ษ าให้ ค ลอ บ ค ลุ ม
3. ดาเนนิ การตามแผน ทั้ งก ารด าเนิ น ก ารบ ริห ารจั ด ก ารระ บ บ ก ารดู แ ล ช่ ว ย เห ลื อ นั ก เรีย น
ท่ีกาหนด และสร้างกระบวน การดูแล ช่วยเห ลือนั กเรีย นของครูป ระจาชั้ น /ครูท่ี ป รึกษ า
ทั้ง 5 กระบวนการ คือ 1.การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2.การคัดกรองนักเรียน
3.การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน 4.การป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน
5.การสง่ ต่อ
- จัดทาสื่อ/นวัตกรรม สนับสนุนการดาเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือ
นักเรียน
ดาเนินงานตามแผนการที่จดั ทาข้ึนให้ครอบคลุมกจิ กรรมต่อไปนี้
- พัฒนาบุคลากรใหม้ เี จตคติ ความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถใน
การดาเนินงานตามกระบวนการดูแลช่วยเหลอื นักเรยี น
- สนับสนุนให้ครูท่ีปรึกษาและบุคลากรที่เก่ียวข้องดาเนินการดูแลช่วยเหลือ
นกั เรยี นครอบคลมุ ทงั้ 5 กระบวนการ
- ผลิตหรือจดั หาส่ือ/นวัตกรรมให้การสนับสนุนการกดาเนินงานของครูประจาช้ัน/
ครูทีป่ รกึ ษาและบุคลากรท่ีเก่ยี วข้อง
4
กำรพฒั นำและขบั เคลอ่ื น แนวทำงกำรดำเนนิ งำน
ระบบกำรดูแลชว่ ยเหลือ
ดาเนินการนิเทศ กากับ และติดตาม การดาเนินงานตามระยะเวลาที่เหมาะสม
นกั เรยี น
4. นเิ ทศ กากบั ตดิ ตาม และครอบคลุมกิจกรรมตอ่ ไปน้ี
5. ประเมินเพ่ือทบทวน - ประชุมแลกเปล่ียนเรียนรู้ประสบการณ์และประสานความร่วมมือในการดูแล
(ประเมนิ ภายใน)
ช่วยเหลือนกั เรยี นของครปู ระจาชัน้ /ครทู ป่ี รึกษาและบุคลากรที่เก่ียวข้อง
6. สรปุ รายงาน/
ประชาสัมพันธ์ - นาเสนอข้อมูล ความรู้ หรือเทคนิควิธีการท่ีเป็นประโยชน์ต่อการดูแลช่วยเหลือ
นกั เรียน
- ติดตามผลการดาเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูประจาชั้น/ครูท่ีปรึกษา
และบุคลากรท่ีเกย่ี วข้อง
- จัดประเมินการดาเนินงานตามกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรยี นของครูประจาช้ัน
/ครทู ป่ี รึกษา และบุคลากรท่เี ก่ียวขอ้ งด้วยวธิ กี ารที่หลากหลายอยา่ งนอ้ ยปีละ 1ครั้ง
- เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาไม่ใช่การจบั ผิดตัวบคุ คล
- ประเมินด้วยบรรยากาศแบบกลั ยาณมิตร
- นาผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงส่วนท่ีเป็นจุดอ่อนและพัฒนาในส่วนท่ีดี
เป็นท่ียอมรบั ให้ก้าวหนา้ ยง่ิ ข้นึ เพ่อื ใหม้ คี วามเข้มแข็งมั่นคงตลอดไป
จัดทาหลกั ฐานการสรปุ รายงานประชาสัมพนั ธท์ ่ีครอบคลมุ ประเด็น ตอ่ ไปนี้
- จุดประสงค์ - เป้าหมาย
- วิธีดาเนนิ งาน - ผลการดาเนนิ งาน
- ปัญหา อุปสรรค - ข้อเสนอแนะ/แนวทางการพฒั นา
- การรายงาน เผยแพร่ ประชาสมั พนั ธ์
ผลงานดเี ด่น Best Practices ครู/บุคลากรดีเด่น
นกั เรยี นทีม่ ีส่วนร่วม/YC ดีเดน่
ผปู้ กครอง/ชุมชนท่ีให้ความร่วมมอื ชว่ ยเหลอื สนบั สนุนดเี ด่น
5
ปฏทิ นิ กำรดำเนนิ งำนระบบกำรดแู ลช่วยเหลือนกั เรียน หมำยเหตุ
รำยกำร
ระยะเวลำ
เดอื น พ.ค. ประชุมครู / ผู้ปกครองนักเรียน
เดอื น พ.ค. ครทู ี่ปรกึ ษาพบนักเรียน
เดือน พ.ค. ครูทปี่ รึกษาทาการคดั กรองนักเรียนโดยใช้เครอ่ื งมอื / แบบประเมิน
เดอื น พ.ค. 1. ครทู ป่ี รกึ ษาส่งแบบรายงานผลการจดั ประชมุ ผู้ปกครองชั้นเรยี น
2. สรปุ ผลการประชุมผ้ปู กครองนักเรยี น
เดือน ม.ิ ย. ครทู ีป่ รึกษาดาเนินการคดั กรองนักเรียนและสรปุ ผลการคดั กรอง
นักเรียน
เดือน ม.ิ ย. ครทู ีป่ รกึ ษาดาเนินการช่วยเหลอื สง่ เสรมิ และแกไ้ ขพฤติกรรมที่
เดือน ก.ค. ไมพ่ ึงประสงค์ของนกั เรียน
เดอื น ก.ค. ครูท่ปี รึกษาสรปุ ผลการตดิ ตามดแู ลนกั เรยี น
เดอื น ก.ค. ครูท่ีปรกึ ษาส่งต่อนักเรียนท่ีมีปญั หารุนแรงใหฝ้ า่ ยทเ่ี กี่ยวข้อง
เดอื น ส.ค. ฝา่ ยท่เี ก่ยี วข้องสรุปรายงานผลการชว่ ยเหลอื นักเรียน เพ่ือนาเสนอ
เดอื น ก.ย. ผู้บริหารพิจารณาการส่งตอ่ ภายนอก กรณีทีน่ ักเรยี นมปี ัญหาทร่ี ุนแรง
ส่งตอ่ นกั เรียนแก่หนว่ ยงานภายนอก กรณนี ักเรยี นท่ีมปี ญั หารนุ แรง
ครูที่ปรกึ ษาส่งสรุปผลการดาเนินงานระบบการดูแลชว่ ยเหลอื
นกั เรียน
** วนั เวลำ และวธิ ีกำรดำเนนิ กำรสำมำรถปรบั เปล่ยี นไดต้ ำมควำมเหมำะสมของบริบทโรงเรยี น **
คำนิยำมศัพทเ์ ฉพำะ
กำรดูแลช่วยเหลือนักเรียน คือ การส่งเสริมพัฒนา การป้องกันและการแก้ไขปัญหาให้แก่นักเรียน
เพ่ือให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีทักษะในการดารงชีวิต
และรอดพ้นจากสภาวะวิกฤตตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งปลอดภยั
ระบบกำรดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึง กระบวนการดาเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน
อย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน มีครูท่ีปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดาเนินงาน โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากร
ทกุ ฝ่ายทเ่ี กีย่ วข้องทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารและครูทุกคน คณะกรรมการสถานศึกษา
ขั้นพ้ืนฐาน ผู้ปกครอง ชุมชน มีวิธีการและเครื่องมือท่ีชัดเจน มีมาตรฐานคุณภาพและมีหลักฐานการทางาน
ทต่ี รวจสอบได้
กำรคุ้มครอง หมายถึง การดูแลช่วยเหลือเด็กนักเรียนท่ีเสี่ยง หรือต้องสงสัยว่าถูกกระทารุนแรง
หรือล่วงละเมิด เด็กนักเรียนที่ถูกกระทารุนแรง หรือถูกล่วงละเมิด และเด็กนักเรียนที่กระทารุนแรง
6
หรือล่วงละเมิดต่อบุคคลอ่ืน โดยมีระบบและขั้นตอนการปฏิบัติท่ีคานึงถึงประโยชน์สูงสุดท่ีเกิดขึ้นกับ
เดก็ นกั เรียนเป็นหลักสอดคล้องกับหลกั ปฏบิ ัตติ ามกฎหมายและหลักปฏบิ ตั ทิ มี่ ีมาตรฐาน
กำรช่วยเหลือ หมายถึง การส่งเสริม พัฒนา การป้องกัน และแก้ไขปัญหา เพ่ือให้เด็กนักเรียน
ได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ มีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจท่ีเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตท่ีดี
มที ักษะการดารงชวี ติ และรอดพน้ จากวิกฤตทง้ั ปวง
กำรคุ้มครองและช่วยเหลือเด็ก หมายถึง การดาเนินงานในการดูแล ตรวจตรา/เฝ้าระวัง ช่วยเหลือ
และคุ้มครองเด็กให้ปลอดภัยจากอันตรายด้านบุคคล โดยเด็กท่ีควรได้รับการช่วยเหลือและคุ้มครอง ได้แก่
เด็กท่ีเสี่ยงจะได้รับอันตราย เด็กท่ีมีปัญหาด้านสติปัญญา เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสม เด็กท่ีมีโรค
ทางสมอง (สมาธิสั้น มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ออทิสติก) เด็กท่ีมีความพิการทางร่างกาย เด็กท่ีมีปัญหา
ด้านอารมณ์จิตใจ เด็กที่ขาดทักษะสังคมเด็กท่ีมีปัญหาครอบครัว รวมถึงเด็กท่ีถูกทาร้ายรังแกจากผู้ใหญ่
และจากเด็กดว้ ยกนั
อันตรำย หมายถึง สิ่งซ่ึงอาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อสุขภาพและความปลอดภัย
ภายใตเ้ งอ่ื นไขหรอื สภาวการณ์หนึง่
กำรป้องกันภัยจำกส่ิงแวดล้อม/อุบัติเหตุ/ภัยพิบัติ/โรคภัยไข้เจ็บ/ส่ือ หมายถึง การจัด
สภาพแวดล้อมและการวางกฎเกณฑ์ให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บที่คาดไม่ถึง รวมไปถึงโรคภัย
ไข้เจ็บและภัยจากสื่อต่าง ๆ เช่น การสร้างและจัดวางสนามเด็กเล่นท่ีปลอดภัย การวางระบบไฟฟ้า
และมาตรการตรวจตราระบบไฟฟ้าอย่างสม่าเสมอ การติดตั้งระบบความปลอดภยั จากการใช้อินเทอร์เน็ต ฯลฯ
นอกจากนี้ยังหมายความรวมไปถึงเร่ืองกิจกรรมการดาเนินงานที่จะส่งเสริมความปลอดภัย เช่น กิจกรรม
เดินสารวจจุดเสีย่ ง กจิ กรรมซอ้ มหนไี ฟ น้าทว่ ม แผ่นดนิ ไหว ฯลฯ
กำรป้องกันอันตรำยจำกบุคคล หมายถึง การจัดสภาพแวดล้อมและการวางกฎเกณฑ์ให้ปลอดภัย
จากบุคคล โดยคานึงถึงสวสั ดภิ าพของเดก็ ต้ังแต่เริ่มเดินเขา้ สู่ประตูโรงเรียนจนกระทั่งออกจากโรงเรียนถึงบ้าน
รวมท้ังการจัดกิจกรรมเสริมทักษะการดูแลป้องกันภัยตัวเองให้ปลอดภัย ทั้งนี้เพ่ือป้องกันไม่ให้เกิดกรณี
ผู้ใหญ่ทารา้ ยเดก็ และเดก็ ทาร้ายกนั เอง
ควำมเส่ยี ง หมายถงึ ผลของความนา่ จะเกดิ อนั ตรายและผลจากอนั ตราย
ควำมปลอดภยั หมายถงึ สภาวะท่คี วามเสยี่ งอยู่ในระดับทีย่ อมรับได้
ควำมปลอดภัยในโรงเรียน หมายถึง ส่วนหน่ึงของระบบการจัดการของโรงเรียน เพื่อใชใ้ นการกาหนด
นโยบาย โครงการและกิจกรรมที่นาไปปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของนักเรียน บุคลากร
ภายในโรงเรียนและผู้มสี ว่ นได้สว่ นเสยี
กำรจัดสภำพแวดล้อมให้ปลอดภัย หมายถึง การวิเคราะห์อันตรายที่อาจเกิดข้ึนจากสภาพแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็นการจัดสภาพแวดล้อมทางอาคารสถานท่ี เครื่องใช้ เครื่องกีฬา วตั ถุอันตราย แลว้ จดั สภาพแวดล้อม
เหล่านั้นให้เหมาะสมเกิดความปลอดภยั เชน่ ตดิ ต้ังอปุ กรณเ์ คร่ืองใช้เคร่ืองปอ้ งกนั อันตราย ตรวจส่ิงชารุดจดั หา
7
ของเล่นที่ปลอดภัยทาด้วยวัสดุและสีท่ีไม่เป็นอันตราย เป็นต้น หากไม่ได้คาดการณ์ความเสี่ยงไว้หรือประเมิน
สถานการณ์ผดิ พลาดอาจทาให้เด็กไดร้ บั อันตรายถึงขนั้ เสียชวี ติ ได้
กำรกำหนดบริเวณที่ปลอดภัย หมายถึง การที่ผู้ใหญ่จะต้องกาหนดและจัดให้เด็กไปอยู่ในบริเวณท่ีมี
ความปลอดภัย เช่น บริเวณที่เด็กไปอยู่ต้องไม่เป็นที่ลับตาคน ไม่มีความเส่ียงท่ีจะเกิดอันตราย อยู่ไม่ไกลเกิน
กว่าที่จะได้ยินเสียง มีการกาหนดบริเวณที่จะไป กาหนดเป็นบริเวณสาหรับเด็กเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นห้องพัก
ทากิจกรรม การเล่น ห้องน้าห้องส้วมเป็นสัดส่วนแยกจากผู้ใหญ่ การกาหนดวิธีการเดินทางท่ีปลอดภัย
หากมีการนัดหมายให้เด็กไปทากิจกรรมนอกโรงเรียน ผู้ใหญ่ควรจะรู้ว่าไปท่ีไหน ด้วยวิธีการอย่างไร
และตรวจสอบได้เปน็ ระยะ ทงั้ นจ้ี ะต้องให้เหมาะสมกบั เด็กในแต่ละช่วงวัย
กฎเกณฑ์แห่งควำมปลอดภัย หมายถึง กฎเกณฑ์ที่ผู้ใหญ่จะต้องกาหนดและให้เด็กได้เรียนรู้
ถึงกฎเกณฑ์ของความปลอดภัย เพ่ือป้องกันความเสี่ยงและอันตรายที่จะเกิดขึ้น เช่น กฎจราจร กฎระเบียบ
ขอ้ บังคบั ความปลอดภยั ของสถานท่ีต่าง ๆ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับตัวบุคคล โดยการกาหนดตวั บุคคลท่ีเด็กไปด้วยได้
การไปเป็นกลุ่มกับเพ่ือนต้องรู้ว่าไปกับใคร การคบคนแปลกหน้า การปฏิบัติตนต่อเพศตรงข้าม การหลีกเลี่ยง
และการเผชญิ ต่อเหตุการณอ์ ันตราย เป็นต้น
เดก็ หมายถึง บคุ คลซึง่ มอี ายุตา่ กวา่ สิบแปดปบี รบิ ูรณ์ แต่ไมร่ วมถงึ ผทู้ บี่ รรลนุ ิตภิ าวะดว้ ยการสมรส
นักเรียน หมายถึง เด็กซึ่งกาลังรับการศึกษาท่ีอยู่ในความดูแลของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน
เด็กนักเรียน หมายถึง บุคคลซ่ึงมีอายุต่ากว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะ
ด้วยการสมรส และเป็นเด็กนักเรียนซ่ึงกาลังรับการศึกษาท่ีอยู่ในความดูแลของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพน้ื ฐาน
บดิ ำมำรดำ หมายถึง บดิ ามารดาของเด็กนักเรยี นไม่ว่าจะสมรสกนั หรอื ไม่
ผู้ปกครอง หมายถึง บิดา มารดา ผู้อนุบาล ผู้รับบุตรบุญธรรม และผู้ปกครอง ตามประมวลกฎหมาย
แพง่ และพาณิชย์ และให้หมายความรวมถึง พ่อเลยี้ ง แม่เลี้ยง ผู้ปกครองสวัสดภิ าพ นายจ้าง ตลอดจนบคุ คลอ่ืน
ซึง่ รับเดก็ นกั เรียนไว้ในความอปุ การะเล้ียงดหู รือซึง่ เด็กนกั เรียนอาศยั อย่ดู ว้ ย
พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ หมายถึง ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการคุ้มครองเด็ก
พ.ศ. 2546
ผู้บริหำรสถำนศึกษำ หมายถึง บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษาแต่ละแห่ง
ท้งั ของรัฐและเอกชน ผ้บู รหิ ารระดับจังหวดั สงั กัด
สพฐ. หมายถึง ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา/ ผู้อานวยการสานักงาน
เข ต พื้ น ที่ ก า ร ศึ ก ษ า มั ธ ย ม ศึ ก ษ า / ผู้ อ า น ว ย ก า ร ศู น ย์ ก า ร ศึ ก ษ า พิ เศ ษ จั ง ห วั ด / ผู้ อ า น ว ย ก า ร ส า นั ก ง า น
สง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยจังหวดั
ฉก.ชน.สพฐ. หมายถึง ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน
8
ฉก.ชน.สพป.นครปฐม เขต 2 หมายถึง ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สานักงาน
เขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาประถมศกึ ษานครปฐม เขต 2
สถำนศึกษำ หมายถึง สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรยี นศูนยก์ ารเรยี น วิทยาลยั สถาบัน มหาวิทยาลัย
หน่วยงานทางการศึกษา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือเอกชนท่ีมีอานาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในการจัด
การศกึ ษา
อำนำจปกครองของครู หมายถึง นักเรียนท่ีอยู่ในโรงเรียน ในช่วงเวลาท่ีจัดการเรียนการสอน
ถือเป็นช่วงเวลาท่ีครูใช้อานาจปกครองต่อนักเรียน การดาเนินการใด ๆ ต่อนักเรียนจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
ระเบยี บและแนวทางปฏิบัติ
ทีมสหวิชำชีพ หมายถึง กลุ่มบุคคลที่ทางานประสานความร่วมมือจากหลายสาขาวิชาชีพ
เพื่อมุ่งแก้ปัญหาอย่างมีระบบ เป็นกระบวนการอยู่บนพ้ืนฐานท่ีมีจุดประสงค์ และเป้าหมายเดียวกัน
ในการปฏิบัติงาน โดยมีการติดต่อส่ือสารระหว่างกันอย่างต่อเน่ือง เพื่อการประเมินสภาพการณ์ของปัญหา
และมีความรับผิดชอบร่วมกันท้ังกระบวนการ เช่น ศูนย์ช่วยเหลือสังคม (OSCC) มูลนิธิต่าง ๆ นักจิตวิทยา
นกั สงั คมสงเคราะห์ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าพนักงานส่วนท้องถ่ิน พนักงานเจ้าหนา้ ทต่ี ารวจ
องคก์ รเพือ่ การกศุ ล บ้านพักเดก็ และ ครอบครัว สานกั งานพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ย์ เปน็ ตน้
พสน. (พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีส่งเสริมควำมประพฤตินักเรียนนักศึกษำ) หมายถึง ข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษาหรือบุคคลอื่น ท่ีผ่านการอบรมหลักสูตรพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤติ
นักเรียนและนักศึกษา มีบัตรประจาตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา
เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามีอานาจหน้าที่ดาเนินการตามหมวด 7 ตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองเดก็ พ.ศ.2546
ศูนย์ช่วยเหลือสังคม (OSCC) หมายถึง ศูนย์ช่วยเหลือสังคมภายใต้ชื่อ OSCC (One Stop Crisis
Center) เป็นศูนย์บริการประชาชน ผู้ประสบปัญหาท่ีมีลักษณะบูรณาการและครบวงจร โดยมีหน้าท่ี
รับแจ้งเหตุ เบาะแส ประสาน ส่งต่อ และติดตามการใช้ความช่วยเหลือเก่ียวกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อม
การคา้ มนษุ ย์ การใชแ้ รงงานเด็ก การกระทาความรนุ แรงตอ่ เด็กสตรี ผู้สงู อายุ และคนพกิ าร
9
บทท่ี 2
เอกสำรและกฎหมำยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
เอกสำรที่เกีย่ วขอ้ ง
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นกระบวนการหนึ่งในการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียน
ท่ีจะดาเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีขั้นตอน วิธีการและเคร่ืองมือการทางานท่ีชัดเจน มีครูประจาชั้น
หรือครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดาเนินงาน โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากรและเครือข่ายท่ีเกี่ยวข้อง
ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน อาทิ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร
ครูทุกคน ฯลฯ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (สพฐ.) จึงกาหนดนโยบายสาคัญให้โรงเรียน
ในสังกัดทุกแห่ง จัดให้มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และดาเนินการอย่างจริงจัง ต่อเน่ือง เพื่อให้เกิด
ความย่ังยืน นักเรียนทุกคนจะต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือ พิทักษ์ ปกป้อง คุ้มครองอย่างรอบด้าน
ด้วยกระบวนการที่ถูกต้อง เหมาะสมและทันการณ์ ได้รับการพัฒนาในทุกมิติ เพ่ือให้เป็นคนดี มีความสุข
และปลอดภัยในสภาพสงั คมปัจจุบนั
กฎหมำยทเี่ ก่ียวขอ้ ง
รฐั ธรรมนูญแห่งรำชอำณำจกั รไทย พ.ศ. 2560
มาตรา 54 รัฐต้องดาเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปีต้ังแต่ก่อนวัยเรียน
จนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รัฐต้องดาเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแล
และพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามวรรคหนึ่ง เพ่ือพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
ให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วม
ในการดาเนินการด้วย รัฐต้องดาเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่าง ๆ
รวมท้ังส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดาเนินการ กากับ ส่งเสริม และสนับสนุน
ใหก้ ารจดั การศึกษา ดังกลา่ วมีคุณภาพและไดม้ าตรฐานสากล
ท้ังน้ี ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติซึ่งอย่างน้อย ต้องมีบทบัญญัติเก่ียวกับการจัดทาแผน
การศกึ ษาแห่งชาติ และการดาเนินการและตรวจสอบการดาเนินการ ให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาตดิ ้วย
การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเช่ียวชาญได้ ตามความถนัด
ของตน และมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ ครอบครวั ชุมชน สงั คม และประเทศชาติ
พระรำชบญั ญตั ิกำรศกึ ษำแห่งชำติ พ.ศ.2542 แกไ้ ขเพิ่มเตมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ.2553
หมวด 1 มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ทั้งร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ไดอ้ ยา่ งมีความสุข
10
หมวด 4 มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า นักเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้
และพัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนมีความสาคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้นักเรียน
สามารถพฒั นาตนเองตามธรรมชาติและเต็มศกั ยภาพ
มาตรา 26 ให้โรงเรียนจัดการประเมินนักเรียน โด ยพิจารณาจากพัฒนาการของนักเรียน
ความประพฤติ การสงั เกต พฤตกิ รรมการเรยี น การร่วมกจิ กรรม และการทดสอบควบค่ไู ปกับกระบวนการเรียน
การสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศกึ ษา
พระรำชบัญญัติคุ้มครองเดก็ พ.ศ. 2546
พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเป้าหมายในการดูแลช่วยเหลือเด็กและครอบครัวให้อยู่ในสภาพที่มีมาตรฐาน
ในการดารงชีวิตที่ดี ได้รับการดูแลให้มีพัฒนาการตามวัย และเด็กทุกคนต้องมีหลักประกันความปลอดภัย
ไดร้ ับความคุ้มครองจากผ้เู กย่ี วขอ้ ง ท้งั เดก็ ทปี่ ระสบปัญหาและเดก็ ทีไ่ ม่ประสบปญั หาซ่ึงระบุไว้ ดังนี้
หมวด 2 มาตรา 22 การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใดให้คานึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสาคัญ
และไมใ่ หม้ ีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
พระราชบัญญัติระเบียบขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 แก้ไขเพ่มิ เตมิ (ฉบบั ที่ 2)
พ.ศ.2551 และ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ.2553
มาตรา 42 กาหนดให้ ก.ค.ศ. กาหนดมาตรฐานตาแหน่งครู สายงานการสอน การปฏิบัติหน้าที่หลัก
เก่ียวกับการจัดการเรียนการสอน การส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนานักเรียน ปฏิบัติงานทางวิชาการของโรงเรียน
พัฒนาตนเอง และพัฒนาวิชาชีพ โดยกาหนดให้ลักษณะงานเกี่ยวกับการจัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
เป็นภาระงานหนึ่งในมาตรฐานตาแหนง่ ครู
พระรำชบญั ญัตกิ ำรป้องกนั และแกไ้ ขปัญหำกำรต้งั ครรภใ์ นวัยรุน่ พ.ศ. 2559
การต้ังครรภ์ในวัยรุ่นของประเทศมีจานวนเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่องซ่ึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของบุคคล
ครอบครัว ชุมชน สังคมและเศรษฐกิจในภาพรวม ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของประเทศมีความซับซ้อน
และไม่อาจแก้ไขได้ด้วยอานาจหน้าท่ีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องท้ังหน่วยงายของรัฐ หน่วยงานของเอกชน
และประชาสังคม เพ่ือบูรณาการให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัย รุ่นเป็นรูปธรรม
มีความเป็นเอกภาพและมีประสิทธภิ าพยง่ิ ขน้ึ โดยมมี าตราทเ่ี กย่ี วข้องกับโรงเรียนระบุไว้ ดังน้ี
มาตรา 6 ใหโ้ รงเรียนดาเนนิ การปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาการตั้งครรภ์ในวยั รุ่น ดงั ต่อไปน้ี
(1) จัดให้มีการเรียนการสอนเร่ืองเพศวิถีศึกษาให้เหมาะสมกับช่วยวัยของนักเรียน
หรอื นกั ศึกษา
(2) จัดหาและพัฒนาผู้สอนให้สามารถสอนเพศวิถีศึกษาและให้คาปรึกษาในเร่ืองการป้องกัน
และแกไ้ ขปญั หาการต้ังครรภใ์ นวัยรุ่นแกน่ ักเรียนหรือนกั ศกึ ษา
11
(3) จัดให้มีระบบการดูแลช่วยเหลือและคุ้มครองนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์
ให้ได้รับการศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมและต่อเนื่อง รวมท้ังจัดให้มีระบบการส่งต่อให้ได้รับบริการอนามัย
การเจรญิ พนั ธ์แุ ละการจดั สวสั ดิการสังคมอยา่ งเหมาะสม
การก าห น ด ป ระเภ ท ของโรงเรีย น แล ะการด าเนิ น ก ารขอ งโรงเรียน แต่ ละป ระเภ ท ให้ เป็ น ไป ต าม
หลักเกณฑ์วธิ กี าร และเง่อื นไขท่ีกาหนดในกฎกระทรวง
12
บทที่ 3
กำรดำเนนิ งำนระบบกำรดูแลช่วยเหลอื นกั เรียนและบทบำทหน้ำท่ผี เู้ กีย่ วข้องฯ
แนวทำงกำรดำเนินงำนระบบดแู ลช่วยเหลือนกั เรียนของสำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้ันพนื้ ฐำน
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานกาหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ มาตรการ และจุดเน้น
ในการพัฒนาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยมอบหมายให้ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครอง
และช่วยเหลือนักเรียน (ฉก.ชน.สพฐ.) ดาเนินการขับเคลื่อนการดาเนินงานโดยคานึงถึงสิทธิของนักเรียน
ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาและโรงเรียนให้มีความรู้ความสามารถในการดาเนิน งานระบบการดูแลช่วยเหลือ
นักเรียน ซึ่งระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นกระบวนการหนึ่งในเชิงการบริหารที่สาคัญ โรงเรียนทุกแห่ง
ต้องดาเนินงานอยา่ งเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมีขั้นตอนสาคัญ 5 ขน้ั ตอน ดังนี้
(1) กำรรู้จกั นักเรยี นเป็นรำยบคุ คล ดว้ ยความหลากหลายของนักเรยี นและนักเรียนแต่ละคน
ซึ่งมีพ้ืนฐานความเป็นมาของชีวิตท่ีแตกต่างกัน ผ่านการหล่อหลอมให้เกิดพฤติกรรมในหลายลักษณะ
ทั้งด้านบวกและด้านลบ ดังนั้น การรู้ข้อมูลที่จาเป็นเก่ียวกับตัวนักเรียนจึงเป็นส่ิงสาคัญท่ีจะช่วยให้ครู
มีความเข้าใจนักเรียนมากข้ึนสามารถนาข้อมูลมาวิเคราะห์เพ่ือ การคัดกรองนักเรียนและนาไปใช้ประโยชน์
ในการส่งเสริมและพัฒนาการป้องกันและแก้ไขปัญหาของนักเรียนได้ อย่างถูกทางซ่ึงเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์
ที่ได้จากเคร่ืองมือและวิธีการที่หลากหลาย ตามหลักวิชาการ มิใช่การใช้ความรู้สึกหรือการคาดเดา
โดยเฉพาะในการแก้ไขปญั หานกั เรียน ซงึ่ จะทาให้ไมเ่ กดิ ขอ้ ผดิ พลาดต่อการชว่ ยเหลอื นักเรยี น
(2) กำรคัดกรองนักเรียน เป็นการพิจารณาข้อมูลเก่ียวกับนักเรียนเพ่ือการจัดกลุ่มนักเรียน
ซ่ึงจะเป็นประโยชน์อย่างย่ิง ในการหาวิธีการที่เหมาะสมในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ตรงกับสภาพปัญหา
และความต้องการจาเป็นด้วยความรวดเร็วและถูกต้องแม่นยา ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอาจจัดกลุ่ม
นักเรียนตามผลการคัดกรองเป็น 2 กลุ่ม, 3 กลุ่ม หรือ 4 กลุ่มก็ได้ ตามขอบข่ายข่ายและเกณฑ์การคัดกรอง
ที่โรงเรยี น กาหนด ในกรณที ่ีแบ่งนกั เรยี นเป็น 4 กลมุ่ อาจนิยามกลุ่มได้ดงั น้ี
- กลุ่มปกติ คือ นักเรียนท่ีได้รับการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ตามเกณฑ์การคัดกรอง
ของโรงเรยี นอยใู่ น เกณฑข์ องกลุม่ ปกติ ซงึ่ ควรได้รบั การสรา้ งเสรมิ ภมู คิ ้มุ กันและการส่งเสริมพัฒนา
- กลุ่มเสี่ยง คือ นักเรียนท่ีอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มเสี่ยงตามเกณฑ์การคัดกรองของโรงเรียน
ซึ่งโรงเรียน ตอ้ งใหก้ ารปอ้ งกนั และแก้ไขตามกรณี
- กลุ่มมปี ัญหา คือ นักเรียนท่ีจดั อยู่ในเกณฑข์ องกลุ่มมีปัญหาตามเกณฑ์การคัดกรอง
ของโรงเรียน ซ่งึ โรงเรยี นต้องชว่ ยเหลือและแกป้ ัญหาโดยเรง่ ดว่ น
- กลุ่มพิเศษ คือ นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ มีความเป็นอัจฉริยะแสดงออก
ซ่ึงความสามารถอัน โดดเด่นด้านใดด้านหน่ึงหรือหลายด้านอย่างเป็นท่ีประจักษ์เม่ือเทียบกับผู้มีอายุ
13
ในระดับเดียวกันภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน ซึ่งโรงเรียนต้องให้การส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพ
ความสามารถพิเศษนน้ั จนถงึ ขนั้ สูงสุด
(3) กำรสง่ เสริมและพฒั นำนกั เรียน เปน็ การสนับสนนุ ให้นักเรียนทุกคนไม่ว่าจะเป็นนกั เรยี น
กลุ่มปกติหรือ กลุ่มเส่ียง/มีปัญหา กลุ่มความสามารถพิเศษให้มีคุณภาพมากข้ึนได้พัฒนาเต็มศักยภาพ
มีความภาคภูมิใจในตนเองในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มปกติและกลุ่มพิเศษ
กลายเป็นนักเรียนกลุ่มเส่ียง/มี ปัญหา และเป็นการช่วยให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยง/มีปัญหากลับมาเป็นนักเรียน
กลุ่มปกติ และมีคุณภาพตามาตรฐานที่โรงเรียนหรือชุมชนคาดหวังต่อไป การส่งเสริมและพัฒนานักเรียนมี
หลายวธิ ีที่โรงเรยี นสามารถพิจารณาดาเนินการได้ แต่มีกจิ กรรมหลกั สาคญั ทโ่ี รงเรียนต้องดาเนินการ คอื
1. การจัดกจิ กรรมโฮมรูม
2. การเย่ียมบ้าน
3. การจัดประชมุ ผปู้ กครองช้ันเรียน (Classroom Meeting)
4. การจดั กจิ กรรมเสริมสรา้ งทกั ษะการดารงชวี ิตและกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน
(4) กำรป้องกันและแก้ไขปัญหำนักเรียน ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูควร
ใหค้ วามเอาใจใส่กับนักเรียนทุกคนอย่างเทา่ เทียมกัน แต่สาหรับนักเรียนกลุ่มเส่ียง/มปี ัญหานั้นจาเป็นอย่างมาก
ที่ต้องให้ความดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด และหาวิธีการช่วยเหลือ ท้ังการป้องกันและการแก้ไขปัญหา
โดยไม่ปล่อยปละละเลยนักเรียนจนกลายเป็นปัญหาของสังคม การสร้างภูมิคุ้มกัน การป้องและแก้ไขปัญหา
ของนักเรียน จึงเป็นภาระงานที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าอย่างมากในการพัฒนา ให้นักเรียนเติบโตเป็นบุคคล
ท่ีมีคุณภาพของสังคมต่อไป การป้องกันและการแก้ไขปัญหาให้กับนักเรียนนั้นมีหลายเทคนิควิ ธีการ
แตส่ ่ิงท่ีครทู ป่ี รึกษาจาเป็นต้องดาเนินการมอี ย่างนอ้ ย 2 ประการ คอื
1. การให้คาปรกึ ษาเบื้องตน้
2. การจัดกจิ กรรมเพ่ือปอ้ งกันและแก้ไขปัญหา
(5) กำรส่งต่อ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาของนักเรียนโดยครูท่ีปรึกษา อาจมีกรณี
บางปัญหามีความยากต่อการช่วยเหลอื หรอื ช่วยเหลอื แล้วนกั เรียนมีพฤติกรรมไมด่ ีข้นึ กค็ วรดาเนินการสง่ ต่อไป
ยังผู้เช่ียวชาญเฉพาะด้าน ต่อไปเพ่ือให้ปัญหาของนักเรียนได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกทางและรวดเร็วขึ้น
หากปล่อยให้เป็นบทบาทหน้าท่ี ของครูที่ปรึกษาหรือครูคนใดคนหน่ึงเพียงลาพังความยุ่งยากของปัญหา
อาจมีมากข้ึน หรือลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โตจนยากต่อการแก้ไข ซ่ึงครูที่ปรึกษาสามารถดาเนินการได้
ต้ังแต่กระบวนการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลหรือการคัดกรองนักเรียนก็ได้ ท้ังน้ี ข้ึนอยู่กับลักษณะปัญหา
ของนักเรยี นในแต่ละกรณี การสง่ ตอ่ แบ่งเป็น 2 แบบ คอื
1. การส่งตอ่ ภายใน ครูท่ีปรึกษาสง่ ต่อไปยังครทู ส่ี ามารถให้การชว่ ยเหลอื นักเรยี นได้
ทั้งนอี้ ยู่กับลักษณะปัญหา เช่น ส่งตอ่ ครูแนะแนว ครพู ยาบาล ครูประจาวชิ า หรอื ฝา่ ยปกครอง
14
2. การส่งต่อภายนอก ครูแนะแนวหรือฝ่ายปกครองเป็นผู้ดาเนินการส่งต่อไปยัง
ผู้เชี่ยวชาญภายนอก หากพิจารณาเห็นว่าเป็นกรณีปัญหาที่มีความยากเกินกว่าศักยภาพของโรงเรียนจะดูแล
ช่วยเหลอื ได้
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานได้ดาเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
และกาหนดจุดเนน้ เพ่ือการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างต่อเน่ือง เพื่อเป็นแนวทางสู่การปฏิบัติ
ดงั นี้
ปี พ.ศ. 2550 - 2552 เป็นปแี ห่งการชว่ ยเหลอื นักเรยี น
ปี พ.ศ. 2553 - 2554 เปน็ ปแี ห่งการดูแลช่วยเหลอื นกั เรียนอยา่ งรอบดา้ น
ปี พ.ศ. 2555 - 2556 เป็นปแี ห่งการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียนใหพ้ น้ ภยั ยาเสพตดิ
ปี พ.ศ. 2557 - 2558 เปน็ ปแี ห่งการดแู ลชว่ ยเหลอื และคุ้มครองนักเรยี น
ปี พ.ศ. 2559 - 2561 เปน็ ปีแห่งการรักและเหน็ คุณค่าในตนเองและผูอ้ ื่น
ปี พ.ศ. 2562 เปน็ ปีแหง่ การรู้จัก รัก เข้าใจ หว่ งใย ไม่ท้ิงใครไว้ข้างหลงั
ปี พ.ศ. 2563 เปน็ ปีแห่งการหว่ งใย ไม่ทิ้งใครไว้ขา้ งหลัง ดแู ลช่วยเหลอื นกั เรียน
และความปลอดภัยในโรงเรียน
ปี พ.ศ. 2564 เป็นปีแห่งการรกั เขา้ ใจ หว่ งใย ปลอดภยั และใหโ้ อกาส
15
16
แนวทำงกำรบริหำรระบบกำรดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถำนศึกษำ ของสำนักงำนเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำ
ประถมศกึ ษำขอนแก่น เขต 4
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 4 ได้ดาเนินการบริหารระบบการดูแล
ช่วยเหลือนักเรียน ทั้งด้านการส่งเสริมพัฒนาการป้องกันและการแก้ไขปัญหาให้แก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียน
มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ มีคุณภาพชีวิตท่ีดีมีทักษะในการดารงชีวิตรอดพ้นจากสภาวะ
วิกฤติตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งปลอดภยั
การขบั เคลือ่ นนโยบายไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ ในการบรหิ ารจดั การระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียน สานกั งาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 ได้กาหนดเป็นนโยบายของสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ให้ทุกโรงเรียนพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนให้สอดคล้องกับนโยบายของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ต้ังแต่ในส่วนของข้อมูลสารสนเทศการเฝ้าระวัง การประสานงาน
การติดตามและประเมินผล ให้เกิดความครอบคลุมตอ่ เนื่อง โดยส่งเสรมิ ให้ผู้บริหาร ครู นกั เรยี น คณะกรรมการ
สถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน สรา้ งองค์ความรู้ในการพัฒนาระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน
ให้เกิดความเข้มแข็ง สามารถขับเคลื่อน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนักเรียนทุกคนได้รับดูแล ช่วยเหลือ
ส่งเสริม พัฒนา ป้องกัน และแก้ไขเต็มตามศักยภาพ มีคุณภาพชีวิตท่ีดีเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะชีวิตที่ดี
สามารถดารงชีวิตได้อย่างมีความสุข สอดคล้องกับบริบท ของพ้ืนท่ีนั้น ๆ โดยสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 4 ได้มกี ระบวนการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรียน ดงั นี้
17
18
บทบำทหนำ้ ทผี่ ูเ้ ก่ียวข้องในระบบกำรดแู ลช่วยเหลือนักเรียน
ความสาเร็จด้านการเรียนและด้านการดารงชีวิตของนักเรียน คือ ความสาเร็จที่แท้จริงของผู้บริหาร
ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา แต่การจะสร้างความสาเร็จดังกล่าวได้จะต้องอาศัยพลังความร่วมมือ
จากทุกฝ่ายในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน รวมท้ังการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้สามารถก้าวข้ามปัญหา
อุปสรรคและจุดที่ยากลาบากที่สุดในชีวิตของนักเรียนแต่ละคนไปสู่เป้าหมายปลายทาง ตามความมุ่งหวัง
ของ ตัวนักเรียนเอง และความคาดหวังของสังคมในการดาเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
จงึ ต้องมีผู้รับผิดชอบดาเนินงานตามบทบาท หน้าที่ ตามขน้ั ตอนและกระบวนการที่ถูกต้องอย่างมีประสทิ ธภิ าพ
จึงจะช่วยให้นักเรียนทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลือตามเจตนารมณ์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขนั้ พน้ื ฐาน
บทบำทหนำ้ ทขี่ องสถำนศึกษำ
สถานศึกษา เป็นสถาบันที่ประกอบด้วยบุคคลต่าง ๆ ท่ีจะทาให้การดาเนินงานตามระบบการดูแล
ช่วยเหลือนักเรียนท่ีประสบผลสาเร็จ ซ่ึงประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน คณะกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน และบุคลากรอื่น ๆ ผู้บริหารสถานศึกษา ในฐานะท่ีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้นาสูงสุด
ในสถานศึกษาสามารถบริหารจัดการและให้ความสาคัญ ในการดาเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ให้ประสบผลสาเรจ็ จึงควรมีบทบาทหนา้ ทแ่ี ละแนวทางดาเนนิ งาน ดงั น้ี
1. บริหารจัดการให้มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาให้ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ
โดยมีแนวทางการดาเนินงาน ดงั น้ี
- กาหนดนโยบาย วตั ถปุ ระสงค์การดาเนินงาน ตามระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรียน
- สร้างความตะหนักให้ครูทุกคนและบุคคลท่ีเกี่ยวข้องเห็นคุณค่าและความจาเป็นของระบบ
การดูแลช่วยเหลือนักเรียน กาหนดโครงสร้างการบริหาร ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เหมาะสม
กับสถานศึกษา
- แตง่ ตั้งคณะกรรมการในการดาเนนิ งานตามความเหมาะสม
- ประชมุ คณะกรรมการและกาหนดเกณฑ์ จาแนกกลุ่มนักเรยี น
- ส่งเสริมให้ครูทุกคนและบุคคลที่เก่ียวข้อง ได้รับความรู้เพิ่มเติม มีทักษะเก่ียวกับระบบการดูแล
ชว่ ยเหลือนกั เรียน อย่างต่อเน่ือง
2. ประสานงานระหว่างสถานศึกษา กับหน่วยงานและบุคคลภายนอก เช่น ผู้ปกครอง เครือข่าย
ผู้ปกครอง องค์กรต่าง ๆ สาธารณสุข โรงพยาบาล สถานีตารวจ ฯลฯ โดยมแี นวทางการดาเนินงาน ดังน้ี
- เชญิ ร่วมเปน็ กรรมการและเครือขา่ ยในการชว่ ยเหลอื นักเรียน
- ประชมุ ปรกึ ษาหารือและขอความร่วมมอื
19
3. ดูแล กากับ ติดตาม ประเมินผล สนับสนุนและให้ขวัญกาลังใจในการดาเนินงาน โดยมีแนวทาง
การดาเนนิ งาน ดงั น้ี
- กาหนดปฏทิ ินการดาเนนิ งาน
- นิเทศ กากับ ติดตาม ประเมนิ ผล
- ยกย่องให้รางวลั เผยแพร่ผลงานการดาเนนิ งานในโอกาสตา่ ง ๆ
บทบำทหน้ำท่ีของคณะกรรมกำรในระบบกำรดูแลช่วยเหลือนักเรียน
1. คณะกรรมกำรอำนวยกำร (ทีมนำ)
คณะกรรมการอานวยการ (ทีมนา) ประกอบด้วย ผู้อานวยการโรงเรียน เป็นประธานกรรมการ
มีกรรมการตาแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ รองผู้อานวยการทุกฝ่าย หัวหน้าระดับ หัวหน้างานแผนงาน หัวหน้างาน
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชน และหัวหน้างานแนะแนว เป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการอานวยการ (ทีมนา) มีบทบาทหนา้ ท่ี ดังต่อไปนี้
1.1 ส่งเสรมิ สนับสนนุ การขบั เคลื่อนและผดงุ รกั ษาระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน
1.2 สรา้ งขวัญกาลงั ใจและพฒั นาบุคลากร
1.3 เปน็ ผ้นู าในการผนึกผสานบูรณาการภารกิจโดยรวมของสถานศึกษา
1.4 ประสานความสัมพันธแ์ ละสร้างความเข้มแข็งให้ทีมประสาน ทีมนา และเครือข่ายการดาเนินงาน
จากทกุ ภาคสว่ น
1.5 นเิ ทศ กากับ ตดิ ตาม และประเมินผล
2. คณะกรรมกำรประสำนงำน (ทมี ประสำน)
คณะกรรมการประสาน (ทีมประสาน) ประกอบด้วย รองผู้อานวยการที่ผู้บริหารมอบหมาย
เป็นประธาน มีกรรมการตามตาแหน่งและหน้าที่ต่าง ๆ ได้แก่ หัวหน้าระดับทุกระดับ หัวหน้างานกิจกรรม
พัฒนาผู้เรียน หัวหน้างานอนามัย ครูพยาบาล และหน้างานแนะแนว เป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการประสานงาน (ทมี ประสาน) มีบทบาทหน้าที่ ดงั ตอ่ ไปนี้
2.1 ปฏิบัติงานในฐานะบคุ ลากรหลักในการดาเนนิ งานระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรยี น
2.2 ประสานงานระหว่างคณะกรรมการอานวยการ (ทีมนา) และคณะกรรมการดาเนินงาน (ทีมทา)
และหน่วยงานอนื่ ๆ ที่เกยี่ วขอ้ งกบั การดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น
2.3 จัดทาเคร่ืองมือสื่ออุปกรณ์ที่จาเป็นในการพัฒนาดาเนินงานและรับผิดชอบในก ารชี้แจง
สร้างความรู้ ความเข้าใจ แก่ผู้ปฏิบัติงานจัดการประชุมคณะกรรมการทุกฝ่ายอย่างต่อเน่ืองสม่าเสมอ
เพือ่ แสวงหาแนวทางในการดแู ลช่วยเหลอื นักเรยี น
2.4 สรุปรายงานผลการดาเนินงานและดาเนินการอ่ืนใด เพื่อให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรีย น
เปน็ ไปอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
20
3. คณะกรรมกำรดำเนนิ งำน (ทมี ทำ)
คณะกรรมการดาเนินงาน (ทีมทา) ประกอบด้วย หัวหน้าระดบั ชน้ั เปน็ ประธานกรรมการ มกี รรมการ
ตามตาแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ได้แก่ รองหัวหน้าระดับ ครูที่ปรึกษา ครูผู้สอน และครูแนะแนว เป็นกรรมการ
และเลขานกุ าร คณะกรรมการดาเนนิ งาน (ทมี ทา) มบี ทบาทหน้าที่ ดงั ตอ่ ไปน้ี
3.1 ประสานงานกบั ผู้เกย่ี วขอ้ งและดาเนินการประชมุ ชแี้ จง
3.2 บันทึกหลักฐานการปฏิบัติงานประเมนิ ผลและจดั ทารายงานตามระดับชัน้
3.3 ศึกษาข้อมูลเก่ียวกับความต้องการของครูท่ีปรึกษาและนักเรียนเพ่ือประโยชน์ต่อการดูแล
ช่วยเหลือนักเรียน
3.4 ประชมุ คณะกรรมการอย่างตอ่ เนอ่ื ง สมา่ เสมอ
3.5 ดาเนินการดูแลให้ความช่วยเหลือนักเรียนตามข้ันตอนและกระบวนการของระบบการดูแล
ช่วยเหลอื นักเรยี น
บทบำทหนำ้ ท่ีของบุคลำกรในคณะกรรมกำรดำเนนิ งำน (ทีมทำ)
1. หัวหนำ้ ระดับ/รองหวั หน้ำระดบั
1.1 ตดิ ตาม กากับการดแู ลช่วยเหลอื นกั เรยี นของครูที่ปรึกษา
1.2 ประสานงานกบั ผเู้ ก่ียวขอ้ งในการดแู ลช่วยเหลือนกั เรียน
1.3 จดั ประชุมครใู นระดับเพื่อพัฒนาประสิทธภิ าพในการดแู ลช่วยเหลือนักเรยี น
1.4 จัดประชุมกลุม่ เพ่อื ปรกึ ษาปญั หารายกรณี (Case Conference)
1.5 บันทึกหลักฐานการปฏิบัติงานและจัดทารายงานประเมินผลระดับ ส่งผู้บริหารโดยผ่านทีม
ประสาน
2. ครทู ป่ี รกึ ษำ/ครูประจำช้ัน
2.1 ดาเนินการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามแนวทางท่ีกาหนด ดังน้ี การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล
โดยการรวบรวมข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล จัดทาข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล จัดทาข้อมูลให้เป็นระบบ
และเป็นปัจจุบัน การคัดกรองนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูล จาแนกจัดกลุ่มนักเรียน เช่น กลุ่มเด็กที่มี
ความสามารถพิเศษ กล่มุ ปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มมีปัญหาต้องการช่วยเหลือโดยเร่งดว่ น
ส่งเสริมและพัฒนานักเรียน โดยจัดกิจกรรม โครงการ โครงงาน ส่งเสริมพัฒนานักเรียนให้รู้จักตนเอง
รักและเห็นคุณค่าในตนเอง มีทกั ษะในการดารงชวี ิต
การป้องกันและแก้ไขปัญหา ดูแลช่วยเหลือให้คาปรึกษา กรณีปัญหาที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน
ท้งั รายบคุ คลและเปน็ กลมุ่
การส่งต่อ กรณีปัญหาของนักเรียนซับซ้อน ให้ส่งต่อไปยังครูแนะแนว ฝ่ายปกครอง หรือผู้มีทักษะ
ความสามารถตรงกับลักษณะปญั หา
21
2.2 พัฒนาตนเองด้านองค์ความรู้ทางจิตวทิ ยาการแนะแนวและการให้คาปรึกษา
2.3 รว่ มประชมุ กล่มุ ปรึกษาปญั หารายกรณี
2.4 บันทกึ หลกั ฐานการปฏิบตั ิงานและประเมนิ ผล รายงานส่งหวั หนา้ ระดบั
3. ครแู นะแนว
3.1 นิเทศ (Supervising) สนับสนุนและเป็นแกนหลักแก่ครูที่ปรึกษาและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ให้ความรู้
เทคนิค วิธีการ และกระบวนการตามหลักจิตวิทยาและการแนะแนวเพื่อใช้ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ในประเดน็ สาคัญ ต่อไปน้ี
- เทคนิค วิธีการ และเครื่องมือ เพ่ือการรู้จักและเข้าใจนักเรียน รวมท้ังการคัดกรอง จัดกลุ่มนักเรียน
การให้คาปรกึ ษาเบ้อื งต้น เช่น การใช้ระเบียบสะสม แบบทดสอบ การสังเกต การสมั ภาษณ์
- เสนอแนะแนวทางการจัดกิจกรรมโฮมรูม การประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน และกิจกรรมสาหรับ
นกั เรียนทกุ กลุ่มคดั กรอง
- ให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับธรรมชาติและลักษณะของนักเรียนกลุ่มพิเศษประเภทต่าง ๆ
และเสนอแนะแนวทางในการดแู ลช่วยเหลือส่งเสรมิ และการพัฒนานักเรียน
3 .2 ให้ ค า ป รึ ก ษ า (Counseling) แ ก่ นั ก เรีย น (ใน ก ร ณี ที่ ค รู ป รึก ษ าไม่ ส าม า รถ แ ก้ ไข
หรือยากตอ่ การช่วยเหลือ) ผู้ปกครองและผ้ขู อรบั บรกิ ารทัว่ ไป
3.3 ประสาน (Co-ordinating) กับผู้เก่ียวข้องท้ังในและนอกสถานศึกษา เป็นระบบ “เครือข่าย”
ในการดาเนินงานแนะแนวและการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น
3.4 จดั กจิ กรรมพัฒนานกั เรยี นในคาบแนะแนว
3.5 ให้บริการต่าง ๆ หรือจัดทาโครงการ กิจกรรมกลุ่มต่าง ๆ ให้นักเรียน ซ่ึงเป็นการสนับสนุน
ระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรยี น
3.6 ร่วมประชุมกลุม่ ปรึกษาปัญหารายกรณี
3.7 ในกรณีท่ีนักเรียนมีปัญหายากต่อการช่วยเหลือของครูแนะแนว ให้ส่งต่อผู้เช่ียวชาญ ภายนอก
และติดตามผลการชว่ ยเหลอื น้ัน
3.8 บันทกึ หลกั ฐานการปฏบิ ตั ิงานและประเมินผลรายงานสง่ ผู้บรหิ ารหรอื หวั หน้าระดับ
4. ครผู ู้สอนประจำวิชำและครูท่เี กี่ยวข้อง
4.1 ศึกษาข้อมูลของนกั เรียนเป็นรายบุคคล เพ่อื รู้จักและเขา้ ใจนกั เรียนอยา่ งแทจ้ ริง
4.2 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียนแก่ครูที่ปรึกษา และให้ความร่วมมือกับครูท่ีปรึกษา และผู้เกี่ยวข้อง
ในการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรยี น
4.3 ให้ข้อมูลการรู้จักและเข้าใจผู้เรียนในการจัดกระบวนการเรียนรู้กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
และบริการตา่ ง ๆ ใหผ้ ู้เรียนไดพ้ ัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศกั ยภาพ
22
4.4 ให้ ค าป รึก ษ าเบ้ื องต้ น ใน รายวิช าที่ สอ น ใน ด้าน ก ารศึ ก ษ าต่ อก ารป ระก อบ อ าชี พ
ทักษะการดารงชีวิต และบุคลกิ ภาพท่พี งึ ประสงค์
4.5 พั ฒ นาตนเองด้านองค์ความ รู้ทางจิตวิทยาและการแนะแนวและนามาบูรณ าการ
ในการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรใู้ ห้แก่ผู้เรียน
4.6 ร่วมประชุมกลุ่มปรึกษาปัญหารายกรณี ในกรณีที่เก่ียวข้องกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
4.7 บันทกึ หลักฐานการปฏบิ ัติงาน สรุปผล และรายงานสง่ หัวหนา้ ระดบั
5. ผแู้ ทนนักเรยี น
5.1 เรียนรทู้ าความเข้าใจกรอบแนวคดิ ของระบบการดแู ลช่วยเหลือนกั เรียน
5.2 ประสานงานในการรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับสภ าพปัญ หาและความต้องก ารจาเป็น
ของเพ่ือน นกั เรียน
5.3 มสี ่วนร่วมในการกาหนดแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม
5.4 เป็ นแกนน าใน การดูแลช่วยเห ลือเพ่ื อนนักเรียนให้ ได้รับ ประสบการณ์ การเรีย น รู้
และการเสรมิ สรา้ งทักษะการดารงชวี ิตอย่างเตม็ ตามศักยภาพ
การพัฒนาความเข้มแข็งให้แก่ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
จัดทาขึ้นตามแนวคิดการบริหารเชิงระบบท่ีมีโครงสร้างสาคัญ 3 องค์ประกอบ คือ ปัจจัย (Input)
กระบวนการ (Process) และผลผลิต (Output) โดยแต่ละองค์ประกอบ มีรายละเอียดและมีปฏิสัมพันธ์กัน
สามารถใหข้ อ้ มลู ย้อนกลับเพ่ือปรับปรุงและพัฒนาระบบให้มปี ระสิทธภิ าพมากขึ้น ดังแผนภูมติ อ่ ไปนี้
23
บทบำทหนำ้ ทข่ี องหนว่ ยงำนท่เี กยี่ วข้องกบั กำรดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น
การดาเนินงานการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ครอบคลุ มทุกกลุ่มเป้าหมายและบรรลุผล
จาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกคนในสังคม และเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติงาน
ให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอยา่ งมคี ุณภาพ การประสานงานและการสร้างความร่วมมือร่วมใจในการดูแล
ช่วยเหลือนักเรียน จึงเป็นส่ิงสาคัญ ซึ่งสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา สถานศึกษา ควรประสานความร่วมมือ
ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมสุขภาพจิต ศูนย์อนามัยเขตฯ สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอาเภอ
โรงพยาบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น การปกครองพิเศษ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม
กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม สื่อมวลชน สานักงานตารวจแห่งชาติองค์กรเอกชน องค์กรอิสระ
ซึ่งมีความสามารถใหก้ ารสนบั สนุนและใหค้ วามร่วมมอื ไดด้ ังนี้
1 .ให้คาปรกึ ษาแนะนาเก่ยี วกบั พฤตกิ รรมและพฒั นาการของเด็กวยั ตา่ ง ๆ
2. สอดส่องดูแลให้ความช่วยเหลือเดก็ และเยาวชนท้ังดา้ นความปลอดภยั และการแกป้ ัญหาพฤติกรรม
3. รว่ มมอื กับสถานศกึ ษาจดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ นกั เรยี นใหไ้ ดร้ บั การพัฒนาตามศกั ยภาพของแตล่ ะบุคคล
4. เป็นแหล่งการเรียนรู้และฝึกงาน และเพ่ิมพูนประสบการณ์แก่นักเรียนตามความรู้ความสามารถ
ความสนใจ และความถนดั
5. ติดตามผล สะท้อนปัญหา และแสดงความคิดเห็นท่ีเป็นประโยชน์ต่อการดาเนินการดูแล
ช่วยเหลอื นักเรยี น
6. ให้ความร่วมมือและแลกเปล่ียนเรียนรู้เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศที่เป็นประโยชน์
และนา่ สนใจ
7. ให้การสนับสนุนและเป็นเครือข่ายในการพัฒนาและขยายผลการดาเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน
อยา่ งต่อเนอ่ื ง
24
แนวทำงกำรคมุ้ ครองและชว่ ยเหลือเด็กนักเรยี น
สถานการณ์เด็กนักเรียนในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ตามการเปล่ียนแปลงของโลกปัจจุบัน
ในยุคโลกาภิวัฒน์รอบด้าน ส่งผลต่อพฤติกรรมและความปลอดภัยของเด็กนักเรียน ดังน้ันจึงได้จัดทา
แนวทางการค้มุ ครองและชว่ ยเหลอื เด็กนักเรียนในกรณตี า่ ง ๆ ดงั นี้
25
กรณีล่วงละเมิดทำงเพศ
การล่วงละเมิดทางเพศ เป็นปัญหาท่ีเกิดขึ้นเสมอ ๆ ในสังคม ท้ังการล่วงละเมิดด้วยคาพูด การสัมผัส
การแอบดู รวมถึงการกระทารุนแรงทางเพศ เด็กนักเรียนจึงควรรู้วิธีป้องกัน และหาทางออกเม่ือต้องเผชิญกับ
เหตุการณ์ รวมทั้งการขอความช่วยเหลอื จากบคุ คลหรอื หน่วยงานทเี่ กีย่ วขอ้ ง
การล่วงละเมิดทางเพศ หมายถึง การกระทาท่ีมีผลทาให้ผู้ถูกกระทาได้รับความเสียหายเก่ียวข้องกับ
เรื่องเพศ ได้แก่ กระทาชาเรา อนาจาร เป็นต้น ผู้ท่ีถูกล่วงละเมิดทางเพศจะได้รับผลกระทบท้ังทางร่างกาย
และจติ ใจ
มำตรกำรปอ้ งกัน
1. ให้ความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักแกค่ รู เดก็ นกั เรยี น และผ้ปู กครอง ในการปอ้ งกัน หาทางออก
เมือ่ ต้องเผชญิ กับเหตกุ ารณก์ ารล่วงละเมิด และสรา้ งกลไกการป้องกันเดก็ นกั เรยี นจากการถกู ล่วงละเมิด
2. ใช้กระบวนการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูท่ีปรึกษาเอาใจใส่เด็กนักเรียนอย่างใกล้ชิด
และตอ้ งทางานเปน็ ทมี
3. ให้สถานศึกษาดูแลพิทักษ์ ปกป้อง และคุ้มครองเด็กนักเรียนไม่ให้ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคล
ทง้ั ทอ่ี ยภู่ ายในและภายนอกสถานศกึ ษา
4. จัดสถานที่ภายในสถานศึกษาให้เหมาะสม เช่น มีกล้องวงจรปิด มีการจัดตั้งเวรยามตรวจตราพื้นท่ี
จดุ เส่ยี ง เพื่อไม่ใหเ้ กดิ การล่วงละเมดิ ระหวา่ งครกู ับเด็กนักเรียน เดก็ นกั เรยี นกบั เดก็ นกั เรียน และจากบุคคลอ่นื
5. สถานศึกษาสอนเร่ืองเพศศึกษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยเฉพาะการดูแล
ปอ้ งกันตนเองของเดก็ นักเรยี นให้ปลอดภัยจากการถกู ล่วงละเมิดทางเพศ
6. กาหนดโทษและมาตรการที่เข้มแข็งต่อผูก้ ระทาผดิ รนุ แรง
แนวทำงกำรชว่ ยเหลือ
1. ผู้บริหารสถานศึกษา หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายตรวจสอบข้อเท็จจริง และปรึกษากับผู้เกี่ยวข้อง
ในสถานศกึ ษา สพป.นครปฐม เขต 2 หรือ สพฐ.ทันที
2. ตรวจสอบขอ้ มูลประวัติเด็กนักเรยี นโดยใช้กระบวนการระบบการดูแลช่วยเหลือนกั เรียน การบันทึก
ข้อมลู และจัดเก็บข้อมลู ตามแบบรายงาน ฉก.01
3. ประสานทีมสหวิชาชีพ และหน่วยงานที่เก่ียวข้อง เช่น สพป./สพม. สานักงานพัฒนาสังคม
และความม่ันคงของมนุษย์ บ้านพักเด็กและครอบครวั สถานีตารวจ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และผู้มีหน้าที่
คุ้มครองสวสั ดิภาพเดก็ ตามพระราชบัญญตั ิค้มุ ครองพ.ศ. 2546 เป็นต้น
4. เชิญผู้ปกครองเด็กนักเรียนทั้งสองฝ่าย/หรือผู้ที่เด็กนักเรียนไว้วางใจ/หรือผู้ที่เด็กนักเรียนร้องขอมา
พูดคุย/รบั ทราบเหตุการณ์ และใหค้ าปรึกษา
26
5. ประสานศูนย์ช่วยเหลือสังคม (OSCC) สถานพยาบาลในพื้นที่ เพ่ือนาเด็กนักเรียนเข้ารับการตรวจ
รกั ษาด้านรา่ งกายและจติ ใจภายใน 24 ชัว่ โมง
6. แจ้งผูป้ กครองเดก็ นักเรียนหาแนวทาง และวธิ กี ารรว่ มกันในการปรับพฤตกิ รรมเด็กนกั เรียน
7. ดาเนนิ การโดยเกบ็ ขอ้ มูลเปน็ ความลับ พทิ ักษส์ ิทธผิ ูถ้ กู กระทาและผ้กู ระทา
8. กรณีเด็กนักเรียนกับครูหรือบุคลากรทางการศึกษา ตรวจสอบประวัติครู ให้เชิญคณะกรรมการ
สถานศึกษามาปรึกษา สถานศึกษาแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในสถานศึกษา และรายงาน
ผูบ้ ังคับบัญชาทราบทันที
9. กรณีข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษาท่ีกระทาการละเมิด ให้ดาเนินการทางวินัย
สรุปและจดั ทารายงานเสนอผบู้ ริหารสถานศึกษาทราบ
10. ติดตามผล/เยยี่ มบา้ นเด็กนักเรยี นเปน็ ระยะ ใหค้ าปรกึ ษา/ให้กาลังใจ
11. จัดทาเป็นกรณีศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลและแนวทางในการปกป้อง คุ้มครอง และดูแลช่วยเหลือ
เด็กนักเรียนตอ่ ไป
27
กรณคี วำมรนุ แรง
ความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนเกิดข้ึนบ่อยคร้ังทั่วทุกพ้ืนที่ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา
ในระดับอนบุ าล ระดับประถมศกึ ษา ระดับมัธยมศึกษา ไปจนถึงระดบั อดุ มศึกษา ไม่ว่าในสถานศึกษาขนาดเล็ก
ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ไม่ว่าสถานศึกษาจะอยู่ในภาคไหนในประเทศไทยใ นบริบทสังคม
อย่างไรก็ตามความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนที่เกิดขึ้นหลายแห่ง อาจมีรูปแบบคล้ายคลึงหรือแตกต่างกันบ้าง
ตามสถานการณ์ ส่วนสาเหตุบ่มเพาะ และเอื้อต่อการเกิดความรุนแรงเหล่าน้ัน มีทั้งเหมือนและแตกต่างกัน
ออกไป
ความรุนแรงเป็นพฤติกรรมหรือการกระทาใด ๆ ก็ตามท่ีละเมิดสิทธิส่วนบุคคลท้ังทางร่างกาย วาจา
จิตใจหรือทางเพศ และนามาซ่ึงอันตรายหรือความทุกข์ทรมานต่อผู้ถูกกระทาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
ในทน่ี ้ไี ด้แบง่ ความรุนแรง ออกเปน็ 3 ประเภท ได้แก่
1. ความรุนแรงทางด้านร่างกาย เช่น การทุบตีทาร้ายร่างกาย ตบ เตะ ต่อย การใช้อาวุธ
และการลงโทษเดก็ นกั เรียนทีเ่ กนิ กว่าเหตใุ นสถานศึกษาและครอบครวั เป็นต้น
2. ความรุนแรงทางด้านจติ ใจ เช่น การใช้คาพูด กิริยา หรือการกระทาท่ีเป็นการดูถูกดูหมน่ิ เหยียดหยาม
ดา่ วา่ ให้อบั อาย การกล่ันแกล้ง ทรมานให้เจบ็ ช้านา้ ใจ การบังคบั ขม่ ขู่ กักขัง ควบคุม ไม่ให้แสดงความคิดเห็น
28
การหึงหวง การเลือกปฏิบัติ การเอารัดเอาเปรียบ การตักตวงผลประโยชน์ การถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการเอาใจใส่
เลีย้ งดู เปน็ ตน้
3. ความรุนแรงทางเพศ เช่น การถูกละเมิดทางเพศ การพูดเรื่องลามกอนาจาร การแอบดู การจบั ต้อง
ของสงวน การบงั คับให้เปลอื้ งผา้ การบงั คบั ให้มเี พศสัมพันธ์ เป็นต้น
ดังน้ันเพ่ือลดปัญหาความรุนแรง ส่วนหนึ่งจึงต้องมุ่งท่ีการปรับเปลี่ยนเจตคติหรือความเชื่อเดิม
เพื่อให้ทุกคนเกิดความตระหนกั ว่า ความรุนแรงสามารถเกดิ ข้ึนได้ และมีผลกระทบมาก ยอมรับว่าปัญหาความ
รุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตวั ที่ตอ้ งอบั อายหรอื ปกปดิ แต่ต้องแสวงหาวธิ ีการป้องกันไม่ให้เกิดขนึ้ เมื่อเกดิ ข้ึนแล้วตอ้ ง
หาทางแกไ้ ข ตลอดจนแสวงหาข้อมูล แนวทางการป้องกนั การแกไ้ ขปัญหา และแหลง่ ช่วยเหลือตา่ ง ๆ
มำตรกำรป้องกนั
การป้องกันการใช้ความรุนแรงในเด็กนักเรียนน้ัน ไม่ควรทาเพียงเพื่อเพราะต้องการเร่ง
หาทางออกแบบช่ัวคราวในเวลาที่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นจากนั้นก็เงียบหายไป ซึ่งจะไม่สามารถป้องกัน
แกไ้ ขปญั หาพฤติกรรมก้าวรา้ ว และรุนแรงในระยะยาวได้อย่างแท้จริง ดังน้ันการคมุ้ ครองชว่ ยเหลือเด็กนักเรยี น
จึงเป็นการป้องกัน และปกป้องเด็กนักเรียนจากความรุนแรง การแสวงหาประโยชน์ การละเล ยทอดทิ้ง
หรือรูปแบบการกระทาต่าง ๆ ท่ีอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อร่างกาย จิตใจ พัฒนาการ และศักด์ิศรี
ของเด็กนักเรียน ดงั นี้
1. สพฐ. และ สพป./สพม. ควรกาหนดเป็นนโยบายให้ทุกสถานศึกษาจัดทาโครงการ เพ่ือเสนอ
แนวทางแก้ไขป้องกันอย่างชัดเจน เป็นขั้นตอน จัดทาแผนยุทธศาสตร์ระยะส้ัน และพัฒนาครใู ห้เป็นแบบอย่าง
สามารถแก้ไขความรุนแรงที่เกิดข้ึน จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ให้เด็กนักเรียนเห็นคุณค่า ศักยภาพของตัวเอง
โดยสอดแทรกค่านยิ ม ร้แู พ้ ร้ชู นะ รอู้ ภยั เน้นการใชเ้ หตผุ ลมากกว่าอารมณ์
2. หน่วยงานที่เก่ียวข้องมีบทบาทสาคัญ คือ การแก้ไขและป้องกันการใช้ความรุนแรงให้เป็นไป
อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนกระตุ้นให้ส่อื ตา่ ง ๆ นาเสนอเนือ้ หาและผลงานท่ีสร้างสรรค์
3. จัดให้มีช่องทางการส่ือสารระหวา่ งสถานศกึ ษา ผู้ปกครอง ภาคีเครือข่าย และหน่วยงานทเี่ กี่ยวข้อง
เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงท่ีเกิดกับเด็กนักเรียนได้ทันต่อสถานการณ์ เช่น สายด่วน Facebook
Twitter Instagram LINE และเวบ็ ไซต์ แจ้งขา่ วกรณเี ด็กนักเรียนขาดเรยี น/กิจกรรมของสถานศึกษา เปน็ ตน้
4. ครูจัดการเรียนการสอนโดยบูรณาการคุณธรรมจริยธรรม สร้างความตระหนักในคุณค่าแห่งตน
การมงุ่ อนาคตและความสาเร็จ การคดิ วิเคราะห์ การยบั ยั้งชั่งใจ ทักษะการควบคมุ อารมณ์ เป็นต้น
5. ครูเวรประจาวัน คณะกรรมการนักเรียน สารวัตรนักเรียน ยามรักษาความปลอดภัย ดูแลรักษา
ความปลอดภัยแก่เด็กนักเรียนทุกอาคารบริเวณจุดอับและจุดเสี่ยง ตลอดจนดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดไว้
ทวั่ บริเวณสถานศึกษา หากมีส่งิ บอกเหตุว่าจะเกิดความรนุ แรง ใหเ้ ร่งรบี ดาเนินการแจ้งผู้เก่ยี วขอ้ งเพือ่ แก้ปัญหา
ทันที เช่น มคี นแปลกหน้ามาบรเิ วณหนา้ สถานศกึ ษา พกพาอาวธุ ขบั ข่ีจกั รยานยนต์ เป็นตน้
29
6. พอ่ แม่ ผู้ปกครอง หรือคนในครอบครวั เปน็ ผู้ใกลช้ ดิ มบี ทบาทสาคัญในการลดแรงกระตนุ้ พฤติกรรม
ก้าวร้าวและความรุนแรงในเด็กนักเรียน โดยการขัดเกลาพฤติกรรมลูกตั้งแต่ปฐมวัย เช่น การเป็นแบบอย่างที่ดี
แก่ลูก ให้เวลากับลูกอย่างเพียงพอ ไม่ปล่อยปละละเลยลูก ในการรับสื่อหรือการคบเพ่ือน และเอาใจใส่ในเรื่อง
ต่าง ๆ เมื่อพบเห็นลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวไม่ควรเพิกเฉย แต่ควรเรียกมาพูดคุยสื่อสารกับลูกด้วยความรัก
และมเี หตมุ ผี ลเปน็ หลักว่าสิ่งใดทาได้ ส่ิงใดทาไม่ได้ เพราะเหตุใด และผลทีจ่ ะเกิดตามมานัน้ คืออะไร
7. ครูลงโทษเด็กนักเรียนเกินกว่าเหตุ เด็กนักเรียนได้รับผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจอย่างรุนแรง
มีข้อร้องเรียนและเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ ให้ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา/ผู้อานวยการสานัก
การศึกษาพิเศษ หรือผู้ท่ีมีอานาจส่ังให้ครูมาปฏิบัติงานท่ีสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา/สานักบริหารงาน
การศึกษาพิเศษโดยไม่ชกั ช้า และเรง่ ดาเนินการแตง่ ต้ังคณะกรรมการให้ได้ข้อเทจ็ จรงิ โดยเร็ว
8. เด็กนักเรียนถูกกระทาด้วยอาวุธปืน มีด และของมีคมอื่นใด ถูกแขวนคอ ถูกกรอกยาพิษ ถูกกักขัง
บริเวณ จากเด็กนักเรียนด้วยกันเองหรือจากบุคลากรทางการศึกษา ท่ีส่งผลให้เด็กนักเรยี นได้รับบาดเจ็บสาหัส
หรือสูญเสียชีวิตในสถานศึกษา อันเนื่องจากผู้อานวยการสถานศึกษาปล่อยปละ ละเลย ในการกากับ ดูแล
ตรวจตรา มีขอ้ ร้องเรียนและมีการเผยแพรผ่ ่านส่ือสาธารณะอย่างกว้างขวาง ใหผ้ ู้อานวยการสานกั งานเขตพืน้ ท่ี
การศึกษา/ผู้อานวยการสานักการศึกษาพิเศษ หรือผู้ที่มีอานาจสั่งให้ครูมาปฏิบัติงานที่สานักงานเขตพื้นที่
การศึกษา/สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยไม่ชักช้า และเร่งดาเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการ
ให้ไดข้ ้อเทจ็ จรงิ โดยเร็ว
9. สถานศึกษาต้องดาเนินการระงบั เหตภุ ยนั ตรายจากบคุ คลภายนอกจากการใชค้ วามรุนแรง
10. หากมีการลงโทษเด็กนักเรยี นที่รุนแรงเกินกวา่ เหตดุ ้วยวิธีการที่ไมเ่ หมาะสม จะถือว่าผู้อานวยการ
โรงเรียน/ผู้อานวยการเขตพ้ืนที่การศึกษา/ผู้อานวยการการศึกษาพิเศษ ขาดความเอาใจใส่ในการปฏิบัติหน้าท่ี
และอาจถกู ดาเนนิ การทางวินัยตามสมควร
11. กรณีครูลงโทษเด็กนักเรียนด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม ให้ผู้อานวยการโรงเรียนเข้าไปตรวจดู
รายงานต้นสังกัด ตามลาดับ และใหค้ วามคุม้ ครองชว่ ยเหลอื เยียวยาแกเ่ ด็กนักเรียนตามสมควร
แนวทำงกำรชว่ ยเหลือ
1. กรณีเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาหรือบริเวณใกล้เคียง ครูผู้ประสบเหตุพิจารณาว่า
เหตุการณ์นั้น ๆ รุนแรงเพียงใด สามารถหยุดพฤติกรรมของเด็กนักเรียนได้ด้วยตนเองหรือไม่เพียงใด
หากเกินกาลัง ให้หาคนช่วยเหลือในการระงับเหตุแล้วแจ้งให้ครูที่ปรึกษา ผู้เกีย่ วข้อง และผู้บริหารสถานศึกษา
ทราบทนั ที
2. ครูที่ปรึกษา/ครูผู้ประสบเหตุ พูดคุย ให้กาลังใจ สร้างความไว้วางใจแก่เด็กนักเรียน รอจนเด็ก
นักเรียนผ่อนคลายลง ประสานเชิญผู้ปกครองมาพบเด็กนักเรียนที่สถานศึกษา เพื่อรับทราบข้อเท็จจริง
30
จากคาบอกเล่าของเด็กนักเรียนด้วยตนเองแล้ว ร่วมกันแสวงหาแนวทางช่วยเหลือเด็กนักเรียนไม่ให้กลับไป
กระทาพฤติกรรมความรนุ แรงขนึ้ อีก
3. หากคู่กรณีอยู่ในสถานศึกษาเดียวกันให้หลีกเล่ียงการเผชิญหน้ากัน และเม่ือความขัดแย้งลดลง
ครูฝ่ายปกครองจึงจัดใหท้ ั้งสองฝา่ ยไดพ้ บเพื่อปรับความเขา้ ใจ และสรา้ งความรกั ความสามัคคกี นั
4. หากคู่กรณีเป็นบุคคลภายนอกสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษามอบหมายบุคลากรที่เหมาะสม
เปน็ ผูด้ าเนนิ การในการแก้ไขปัญหา
5. จัดให้มีเด็กนักเรียนเพ่ือนที่ปรึกษาสาหรับเด็กนักเรียนที่อยู่ระหว่างปรับพฤติกรรม คอยช่วยเหลือ
แนะนาและใหค้ าปรึกษา
6. ประสานทีมสหวิชาชีพ ในกรณีตอ้ งสง่ ต่อภายนอก
7. กรณีเหตุการณ์รุนแรง ให้รายงานข้อมูลรายละเอียดเบ้ืองต้นอย่างเป็นทางการภายใน 24 ช่ัวโมง
ถึง ฉก.ชน.สพป./สพม.
8. เม่ือเด็กนักเรียนถกู เจ้าหน้าท่ีตารวจควบคมุ ตวั หรอื มอบตัว ทางสถานศึกษาตอ้ งออกหนงั สือรับรอง
การเปน็ เด็กนักเรยี นให้
9. กรณีตอ้ งการประกันตวั นกั เรยี น สามารถใชต้ าแหนง่ หน้าที่ของขา้ ราชการในการประกนั ตัวได้
31
กรณีไมไ่ ดร้ บั ควำมเป็นธรรมจำกระบบกำรศกึ ษำ
การไม่ได้รับความเป็นธรรม หมายถึง การที่เด็กนักเรียน บิดา มารดา หรือผู้ปกครองไม่ได้รับสิทธิ
ตาม ท่ีกฎหมายกาหนดให้ไดร้ บั การปฏิบตั ิอย่างเท่าเทียมกัน โดยไดร้ บั การปฏิบตั ิหรือถูกละเว้นจากสถานศึกษา
อยา่ งไม่เปน็ ธรรม ขาดความเสมอภาค ซ่ึงเป็นผลให้เสียโอกาสในการเข้าถงึ การศึกษาท่มี คี ุณภาพ
มำตรกำรป้องกนั
1. สถานศึกษาต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2562 กฎกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของสพฐ.
ตามลาดับสถานศึกษากาหนด ระเบียบ แนวปฏิบัติ ตลอดจนมาตรการในการป้องกันการไม่ได้รับ
ความเป็นธรรมจากระบบการศึกษา
2. แต่งตัง้ คณะกรรมการสอบสวนขอ้ เทจ็ จรงิ
32
3. สถานศึกษาให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเร่ืองสิทธิ ระเบียบ แนวปฏิบัติ ตลอดจนกฎหมาย
ท่ีเก่ียวข้องกับ ระบบการศึกษาแก่เด็กนักเรียน ครู บิดา มารดา ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา
ข้นั พ้ืนฐาน และผเู้ กย่ี วขอ้ ง
4. ผ้บู ริหารสถานศึกษาตดิ ตาม และตรวจสอบการปฏบิ ตั งิ านของบุคลากรในสถานศึกษา
5. สถานศกึ ษาเปดิ ชอ่ งทางการส่ือสารระหวา่ งบดิ า มารดา ผู้ปกครอง และเด็กนกั เรียน เพ่อื มีส่วนร่วม
ในการแสดงความคิดเห็น
6. ตามนโยบายของสพฐ. ปีงบประมาณ 2563 นโยบายท่ี 4 ด้านการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการ
ทางการศึกษาที่มีคุณภาพ มมี าตรฐาน และลดการเหล่ือมล้าทางการศกึ ษา แบ่งเป็น
6.1 สร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองระดับท้องถ่ิน ภาคเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในการจัดการศึกษาใหส้ อดคลอ้ งกบั บรบิ ทกบั พื้นที่
6.2 การยกระดับสถานศึกษาในสังกัดทุกระดับและทุกประเภท ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน
ตามบรบิ ทของพ้นื ที่
6.3 จัดสรรงบประมาณสนับสนุนผู้เรียนทุกกลุ่ม และสถานศึกษาทุกประเภทอย่างเหมาะสม
และเพียงพอ
6.4 การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีดจิ ิทลั เปน็ เครือ่ งมือในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรยี น
แนวทำงกำรชว่ ยเหลือ
การเรยี กเก็บเงินจากเด็กนักเรยี นตามระเบยี บกฎหมายทเี่ กยี่ วข้อง
1. ผ้บู ริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนรบั เร่ืองรอ้ งเรียนและตรวจสอบข้อเทจ็ จริงเบื้องต้น
2. เชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าสู่กระบวนการเจรจา และสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันเพ่ือให้ได้ข้อยุติ
โดยเรว็
3. หากการดาเนนิ การยงั ไมไ่ ดข้ อ้ ยุติ ใหร้ ายงานผู้บังคบั บญั ชาตามลาดับช้ัน
4. สถานศึกษาติดตามความคืบหนา้ เพ่ือหาทางกาหนดมาตรการในการป้องกัน และให้ความช่วยเหลือ
ตอ่ ไป
33
เด็กนักเรยี นออกกลำงคนั
การออกเรียนกลางคัน หมายถึง การท่ีเด็กนักเรียนหายไปจากระบบสถานศึกษา ขาดการติดต่อ
กับครูท่ีปรึกษาหรือครูผู้สอน จนพ้นสภาพการเป็นนักเรียนก่อนเรียนจบหลักสูตรที่กาหนดไว้ โดยมีสาเหตุ
มาจากตัวเดก็ นกั เรยี น ครอบครัว สถานศึกษา หลกั สูตร สภาพแวดล้อมและสงั คม (นพิ นธ์ แก้วเกดิ : 2555)
มำตรกำรปอ้ งกนั
1. สถานศกึ ษาปฏิบัตติ ามนโยบายของสพฐ. และกระทวงศกึ ษาธิการ
2. สถานศึกษากาหนดระเบยี บ แนวปฏบิ ตั ิ ตลอดจนมาตรการในการป้องกันเดก็ นกั เรยี นออกกลางคนั
3. สถานศึกษาให้ความรู้ ความเข้าใจแก่เด็กนักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้เก่ียวข้อง
เก่ียวกับพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 และแนวทางดาเนินการในการช่วยเหลือและติดตาม
เดก็ นักเรยี นมาเรียน
4. สถานศึกษาดาเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและเครือข่ายผู้ปกครอง เพื่อหาทางช่วยเหลือ
เดก็ นกั เรียนที่ประสบปัญหาและอาจออกเรียนกลางคัน
5. สถานศกึ ษาตดิ ตามผลการดาเนินงานชว่ ยเหลอื นกั เรียนทีอ่ อกเรียนกลางคนั
แนวทำงกำรช่วยเหลือ
1. สารวจขอ้ มูลเดก็ นักเรียนทีม่ ีแนวโน้มออกเรียนกลางคัน และเดก็ นกั เรียนทีอ่ อกเรียนกลางคนั
2. สังเคราะห์และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแยกปัญหาและร่วมหาทางช่วยเหลือเด็กนักเรียน
ท่มี ปี ัญหาแตล่ ะดา้ น
34
3. ให้ความช่วยเหลือตามสภาพปัญหา และประสานเครือข่าย ผู้นา/แกนนาชุมชน เพ่ือติดตาม
เดก็ นกั เรยี นให้กลบั เข้าสู่ระบบการศกึ ษา
4. ตดิ ตาม และสรุปผลการช่วยเหลอื เดก็ นกั เรียนออกเรยี นกลางคัน
เดก็ นกั เรียนติด 0 ร และ มส.
มำตรกำรป้องกนั
1. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนศึกษาระเบียบ แนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินผล
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 (แก้ไข เพม่ิ เติม ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545
2. ประชุมครูผู้สอนเพ่ือช้ีแจงซักซ้อมความเข้าใจให้ ทราบถึงแนวปฏิบัติท่ีเก่ียวข้องกับ
การวดั และประเมนิ ผลการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน
3. ครูผู้สอนแจ้งระเบียบแนวปฏิบัติเก่ียวกับการวัดและประเมินผลการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
ใหเ้ ด็กนกั เรยี นทราบ
4. จดั ให้มกี ารสอนปรับพน้ื ฐานความรู้ สอนซอ่ มเสรมิ และสอบซอ่ มใหก้ ับเด็กนักเรยี นกลมุ่ เสยี่ ง
35
แนวทำงกำรช่วยเหลือ
1. ครูฝ่ายทะเบียนวัดผลสารวจจัดทาข้อมูลเด็กนักเรียนท่ีติด 0 ร และ มส. และแจ้งผู้ปกครอง
ให้รบั ทราบผลการเรียนของเด็กนกั เรยี น
2. ประชมุ วิเคราะหห์ าสาเหตุ และวางแผนหาแนวทางการแกป้ ัญหาเด็กนกั เรยี นติด0รและมส.
3. ดาเนินการแก้ปัญหาเด็กนักเรียนติด 0 ร และ มส. ตามระเบียบว่าด้วยการวัดผลและประเมินผล
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พ.ศ. 2551
4. กากับ ตดิ ตาม ดแู ลช่วยเหลอื เด็กนกั เรยี นติด 0 ร และ มส.
36
ต้ังครรภใ์ นวัยเรยี น
ตั้งครรภ์ในวัยเรียน หมายถึง เด็กนักเรียนท่ีตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ ไม่ได้มีการวางแผน
จะให้เกิด โดยมีสาเหตุจากการไม่มีความรู้หรือความเข้าใจท่ีถูกต้องเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และการคุมกาเนิด
การถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์ ตลอดจนความไม่พร้อมในด้านภาวะต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจ สังคม การไม่รับผิดชอบ
ของบิดาเดก็ ในครรภ์ เป็นต้น
มำตรกำรปอ้ งกัน
1. ใช้กระบวนการระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น ครูท่ีปรึกษา ครผู สู้ อน และผู้ปกครอง เอาใจใส่เด็ก
นักเรียนอย่างใกลช้ ิด และต้องทางานเปน็ ทีม
2. สถานศึกษาสร้างความตระหนัก ความรู้ความเข้าใจแก่ครู และบุคลากรที่เก่ียวข้องทุกคน
ถึงแนวปฏิบัติของสถานศึกษาในการป้องกันแก้ไข ให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่มีเพศสัมพันธ์เบื้องต้น
และต้ังครรภใ์ นวัยเรยี น
37
3. จัดทาฐานข้อมูลเด็กนักเรียนทุกคนตามกระบวนการคัดกรองระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
รวมทั้งมีรายช่ือเด็กนักเรียนที่มีแนวโน้มว่าจะออกกลางคันหรืออยู่ในภาวะเสี่ยงด้านต่าง ๆ โดยแจ้งผู้ปกครอง
หรือผู้เกี่ยวข้องให้ทราบ และเฝ้าระวังชว่ ยเหลือเด็กนักเรยี นที่มปี ัญหา โดยการจัดการศึกษาด้วยรูปแบบวิธกี าร
ท่ีเหมาะสม หากไม่สามารถให้ความชว่ ยเหลอื ได้ ใหส้ ง่ ตอ่ จะเปน็ ภายในหรือภายนอกแล้วแต่กรณี
4. จัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ให้กับเด็กนักเรียนเร่ืองเพศศึกษาตามความเหมาะสมกับช่วงวัย
ของเดก็ นักเรยี น
5. ให้สถานศึกษากาหนดมาตรการในการเฝ้าระวังเด็กนักเรียนหญิงและเด็กนักเรียนชายกลุ่มเส่ียง
ท่ีอาจจะมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร โดยเน้นการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเชิงลึก และวิธีการท่ีหลากหลาย
ทนั สมัย
แนวทำงกำรชว่ ยเหลอื
1. ตรวจสอบขอ้ มูลเดก็ นกั เรียนโดยใช้กระบวนการระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียน
2. ครใู ห้การแนะนาและช่วยเหลอื เดก็ นกั เรยี นในเบอื้ งต้นทงั้ สองฝา่ ย และบนั ทึกข้อมูลตามแบบรายงานฉก.01
3. พาเดก็ นักเรยี นตรวจร่างกาย
4. เชิญผู้ปกครองของคู่กรณหี รอื ผู้ท่ีเด็กนักเรียนไว้วางใจ ผู้ท่ีเด็กนักเรียนร้องขอมาพูดคุยรับทราบเหตกุ ารณ์
และให้คาปรึกษา
5. จัดผทู้ ไี่ ดร้ ับมอบหมายดาเนินการเกยี่ วข้องกบั เด็กนักเรียนตง้ั แต่ตน้ จนจบกระบวนการ
6. ประสานหน่วยงานที่เก่ียวข้องเพ่ือวางแผนการช่วยเหลือ และทีมสหวิชาชีพ เช่น สพท. สานักงาน
พฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บ้านพกั เดก็ และครอบครวั โรงพยาบาล เปน็ ตน้
7. ให้คาปรึกษา ช่วยเหลือ ให้กาลังใจ หรอื จัดการศึกษาทางเลือก หรือแนวทางในการประกอบอาชีพ
สาหรับเด็กกา้ วพลาด
8. สถานศึกษาต้องไม่ผลักดันให้เด็กนักเรียนออกจากสถานศึกษา หาทางช่วยเหลือเด็กนักเรียน
ตามความเหมาะสม รวดเร็ว และปลอดภยั ทง้ั ประสานทีมสหวิชาชพี ในการชว่ ยเหลอื /สง่ ตอ่
9. สรปุ รายงานผู้บริหารสถานศกึ ษา
38
ภำวะจิตเวช
ปัญ หาสุขภ าพ จิต จิตเวช ฆ่าตัวตาย ส่งผลกระทบต่อสังคม และมีแนวโน้มจะเพิ่ มข้ึน
เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจสังคมที่เปล่ียนไป รวมถึงภัยพิบัติต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ
ท้ังต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ถ้าขาดการจัดการดูแลที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดการเจ็บป่วย การฆ่าตัวตาย
ทาใหเ้ กิดการสญู เสียทรพั ยากรของประเทศ
ภาวะทางจิตเวช หมายถึง ผู้ที่มีการแสดงออกท่ีเปลี่ยนแปลงไปในด้านอารมณ์ความคิดหรือพฤติกรรม
ซงึ่ ผ้นู ั้น ต้องไดร้ ับการช่วยเหลอื เพราะถา้ ปล่อยไวอ้ าจเกดิ อนั ตรายตอ่ ตนเองและผู้อ่นื ได้
39
มำตรกำรป้องกนั
1. ใช้กระบวนการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ให้ครูที่ปรึกษาดูแลเอาใจใส่เด็กนักเรียนอย่างใกล้ชิด
จะทาให้มโี อกาสรับรู้ปญั หา
2. ผู้บริหารสถานศึกษาย้าให้ครูที่ปรึกษา/ครูผู้สอนประเมิน และสังเกตเด็กนักเรียนในทุกคร้ัง
ก่อนการสอนหรอื ทากิจกรรม
3. จัดกิจกรรมทักษะชีวิตในสถานศกึ ษา
4. พัฒนาครทู ่ีปรึกษาใหเ้ ปน็ ครแู นะแนว และนักจติ วทิ ยาประจาชั้นเรียน
5. การใช้เคร่ืองมือประเมิน/วัดสุขภ าพจิ ตของนักเรียนอย่างน้อยภ าคเรียนละ 2 คร้ัง
หรือตามความเหมาะสม
แนวทำงกำรชว่ ยเหลือ
1. ครูตรวจสอบข้อมูลประวัติเด็กนักเรียนโดยใช้กระบวนการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
การบนั ทึกขอ้ มูล และการจัดเก็บข้อมูลตามแบบรายงาน ฉก.01
2. รายงานผู้บังคบั บญั ชา รว่ มปรึกษาหารือกับผเู้ กย่ี วข้องในสถานศึกษา
3. ผู้ที่ไดร้ ับมอบหมายดาเนินการเก่ียวข้องกบั เดก็ นักเรยี นตั้งแต่ตน้ จนจบกระบวนการ
4. เชิญผู้ปกครอง/หรอื ผ้ทู ี่เดก็ นกั เรยี นไว้วางใจ เด็กนกั เรียนร้องขอมาพดู คุย และใหค้ าปรึกษา
5. กรณีเด็กนักเรียนที่มีปัญหาสุขภาพจิต จิตเวช ก้าวร้าว ความรุนแรง เส่ียงต่อการทาร้ายผู้อื่น
ทาร้ายตนเอง หรอื ได้รบั อนั ตราย ประสานทมี สหวิชาชพี เพ่ือชว่ ยเหลือ/สง่ ต่อเดก็ นักเรียน
6. สรุปรายงานผลการดาเนนิ การแก่ผู้บริหาร
7. บันทกึ ในสมุดหมายเหตุประจาวันของสถานศกึ ษา
8. จดั ทาเปน็ กรณีศกึ ษา เพ่อื เปน็ ขอ้ มลู และแนวทางในการปกป้อง คุ้มครอง ช่วยเหลอื เด็กนักเรยี น
ขอ้ สังเกต
ในการประเมิน ถ้าพบอาการที่อาจเกิดอันตรายแก่ตัวเด็กนักเรียนหรือผู้อื่นได้ จะต้องให้การดูแล
อย่างใกลช้ ดิ และเร่งด่วนใหป้ ระสานการสง่ ต่อ คอื
1. ระดบั ความรูส้ กึ ตัว สับสน งนุ งง ไมค่ อ่ ยรสู้ ึกตวั หรือไม่รสู้ ึกตัว
2. ลักษณะที่ปรากฏ มีพฤติกรรมรุนแรง เช่น เอะอะ ก้าวร้าว หรือไม่เป็นมิตร พกอาวุธ แสดงท่าทาง
ตอ่ สู้ หรอื มีการเคลอื่ นไหวตลอดเวลา หรือเกือบตลอดเวลา ระมัดระวังตัวมาก หวาดระแวง หรือหวาดกลวั
3. มีอารมณ์ซึมเศร้าอย่างรุนแรง (โดยจะร่วมกับความคิด หรือความพยายามฆ่าตัวตายหรือไม่ก็ตาม)
อารมณโ์ กรธ โดยเฉพาะอารมณโ์ กรธทเี่ ดก็ นักเรียนควบคุมไม่ได้
4. ความคิด มีความคิดจะฆ่าตนเองหรือฆ่าผู้อื่น หวาดระแวงว่าจะมีคนมาทาร้าย ความรู้สึก ผิด
ความคิดว่าตนเองไรค้ า่ หมดหวัง ขาดท่ีพง่ึ และโดดเดีย่ ว
40
5. การรับรู้ (perception) มีประสาทหลอนทางหูเป็นเสียง ตาหนิ เสียงด่า เสียงสาปแช่ง
เสียงขู่จะทาร้าย หรือเสียงส่ังให้กระทาพฤติกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะให้ทาร้ายตนเองหรือผู้อ่ืน เห็นภาพหลอน
เช่น ภาพปีศาจมาหลอกหลอน หรือภาพคนถืออาวุธจะทาร้าย รวมทั้งการแปลส่ิงเร้าผิด เช่น เห็นกิ่งไม้ใกล้ ๆ
ตวั เปน็ งพู ิษกาลงั จะกดั ตน เปน็ ต้น
41
42
เด็กนกั เรียนติดเกม/อินเทอร์เน็ตสื่อออนไลน์ท่ไี มพ่ ึงประสงคใ์ นระบบเครอื ขำ่ ยอินเตอร์เนต็ /เล่นพนัน
เดก็ นักเรียนตดิ เกม (สื่อออนไลน์ที่ไม่พึงประสงค์ในระบบเครือขา่ ยอินเตอร์เน็ต) หมายถงึ เดก็ นักเรียน
ที่หมกมุ่นกับการเล่นเกม/หมกมุ่นในการใช้ส่ือลามกอนาจาร ภาพยนตร์ท่ีห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร
หรือหมกมุ่นในกิจกรรมคาราโอเกะผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จนไม่สา มารถควบคุมตนเอง
ในเวลาที่กาหนด ถ้าไม่ได้เล่นจะกระวนกระวายใจมาก บางคนเล่นข้ามวันข้ามคืน จนส่งผลกระทบต่อ
ตัวเด็กนักเรียนท้ังด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต ด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ด้านคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์
และสง่ ผลกระทบต่อคณุ ภาพชีวิตของพลเมืองในสังคม
เด็กนักเรียนเล่นพนัน หมายถึง เด็กนักเรียนที่มีพฤติกรรมเล่นการพนัน จัดให้มีการเล่นการพนัน
หรือมั่วสุมในวงการพนัน ประพฤติตนไม่สมควรกับสภาพการเป็นเด็กนักเรียน มีพฤติกรรมการเล่นเอาเงิน
และส่ิงของมีค่าด้วยการเสี่ยงโชค หรือใช้ความสามารถโดยคาดเดาผลท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคต ความชานาญ
เล่ห์เหลี่ยม ไหวพริบ และฝีมือ รวมท้ังเส่ียงโชค ถ้าเด็กนักเรียนมีพฤติกรรมเล่นการพนันจนติดเป็นนิสัย
จะสง่ ผลใหเ้ ด็กนกั เรียนขาดความซือ่ สัตย์ ขาดความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง ครอบครัว และสังคม
43
มำตรกำรปอ้ งกนั
1. สถานศึกษากาหนดมาตรการป้องกันโดยจัดทาระเบียบสถานศึกษา ว่าด้วยความประพฤติ
เด็กนกั เรยี น เพอ่ื ใหเ้ ป็นไปตามกฎกระทรวงที่กาหนดความประพฤติของนกั เรียนและนกั ศกึ ษา พ.ศ. 2548
2. สถานศึกษากาหนดมาตรการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันกลุ่มเสี่ยง ให้ความรู้ ความเข้าใจ
ทราบถึงประโยชน์ และโทษของการเล่นเกม การใช้ส่ือออนไลน์ท่ีไม่พึงประสงค์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
โดยส่งเสริม การจดั อบรม จัดกิจกรรมเสรมิ สรา้ งความฉลาดทางอารมณ์และสงั คม จัดคา่ ยกิจกรรม จัดโครงการ
หยุดการพนัน เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้ค้นพบ และแสดงศักยภาพเชิงบวก กิจกรรมจิตอาสา สร้างพ้ืนที่
สร้างสรรค์ ให้เด็กนักเรียนได้ทากิจกรรมตามความถนัด และความสนใจสนใจ เป็นการป้องกันมิให้เกิด
นักพนันหน้าใหม่ และส่งเสริมให้กิจกรรมต่าง ๆ เป็นตัวสร้างให้เด็กนักเรียนห่างไกลการพนัน ห่างไกลการติด
เกมเปน็ ต้น
3. สถานศึกษากาหนดมาตรการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยการสร้างความเข้มแข็งให้ระบบการดูแลช่วยเหลือ
นักเรียน กาหนดบทบาทหน้าท่ีของบุคลากรท่ีเก่ียวข้องในระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน พร้อมเรง่ รัดพัฒนา
ครูประจาช้ัน ให้สามารถทาหน้าที่ได้ท้ังครูปกครองและครูแนะแนว เพ่ือช่วยเหลือ สร้างเจตคติท่ีดี
ในการปรับพฤติกรรมของเด็กนักเรียนในการใช้เครือข่ายอินเตอร์เพ่ือการสืบค้นข้อมูลทางด้านวิชาการ
อาจมอบหมายงานให้เด็กนักเรียนได้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้
ที่ทา้ ทาย เสริมสรา้ งความรสู้ ึกมีคณุ ค่าในตนเอง รวมถึงการสรา้ งสมั พันธภาพท่ีดใี นโรงเรียน
4. สถานศึกษากาหนดมาตรการเฝ้าระวัง ขอความร่วมมือจากผู้ปกครองช่วยดูแลเด็กนักเรียน
เรื่องการเล่นเกม/ส่ือออนไลน์ที่ไม่พึงประสงค์/เล่นพนัน สร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองในการกากับ ดูแล
ติดตามพฤติกรรมของเด็ก นักเรียนขณะใช้ชีวิตอยู่ท่ีบ้านในการใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพ่ือการสืบค้นข้อมูล
ทางดา้ นวิชาการ
5. มาตรการเฝ้าระวังโดยสถานศึกษาสร้างภาคีเครือข่ายในรูปแบบสหวิชาชีพในระดับสถานศึกษา
ร่วมกับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เช่น สถานีตารวจ โรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในการร่วมกัน
เฝ้าระวัง และขอความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายช่วยดูแลเด็กนักเรียนในด้านการพัฒนาทักษะชีวิต วิชาชีพ
การสืบค้นข้อมูลในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และการดูกีฬาผ่านเครือข่ายออนไลน์ เพื่อป้องกัน
การเลน่ การพนนั ในระบบกฬี า เปน็ ตน้
แนวทำงกำรช่วยเหลอื
1. เร่งรัดพัฒนานักจิตวิทยาประจาสถานศึกษา ให้ความรู้ครูท่ีปรึกษา/ครูแนะแนว ในการเป็นผู้ให้
คาแนะนา คาปรึกษาวิธีการใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ในด้านการศึกษาหาแหล่งเรียนรู้ โดยให้สืบค้นข้อมูล
จากอนิ เทอร์เน็ตมานาเสนอ เพือ่ ใหเ้ ด็กนกั เรียนมคี วามรู้ความสนในด้านอน่ื ๆ เพอื่ ไมม่ งุ่ เลน่ เกมเพียงอยา่ งเดยี ว
44
2. เน้นการประชุมเครือข่ายผู้ปกครองพบปะพูดคุย เพื่อร่วมมือแก้ไขปัญหาหรือใช้วิธีการเย่ียมบ้าน
เพ่ือสืบเสาะหาข้อเท็จจริง หาแนวทางการแก้ไข เพื่อสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง
และสถานศึกษา ปรับพฤติกรรม ส่งเสริมการจัดกิจกรรม สร้างแรงจูงใจ การเสริมแรงอย่างเหมาะสม
และตอ่ เนอ่ื ง
3. กาหนดรปู แบบและวธิ ีการในระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา โดยเน้นการปรับพฤติกรรม
แบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างสม่าเสมอ และมีการติดตามประเมินผลพฤติกรรมเป็นระยะ หากพบว่าเด็กนักเรียน
ยังมีพฤติกรรมติดเกม/ติดส่ือออนไลน์ที่ไม่พึงประสงค์ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต/เล่นพนัน ให้สถานศึกษา
ประสานความร่วมมือกับทมี สหวชิ าชีพใหค้ วามชว่ ยเหลอื ตอ่ ไป
4. สถานศึกษาจัดทาระเบียบสถานศึกษาวา่ ด้วยความประพฤตินักเรียนเพอ่ื ใหเ้ ป็นไปตามกฎกระทรวง
ท่ีกาหนด ความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 เพื่อการเน้นภารกิจ เช่น หากพบว่าเด็กนักเรียน
ยังไม่ปรับพฤติกรรมติดเกม/ติดส่ือออนไลน์ที่ไม่พึงประสงค์/เล่นพนัน ให้สถานศึกษาประสานทีมสหวิชาชีพให้
ความชว่ ยเหลอื ตอ่ ไป
5. เร่งรัดจัดต้ังศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียนระดับสถานศึกษา โดยผู้อานวยการ
สถานศึกษา กาหนดนโยบาย ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนให้มีกรอบทิศทางการดาเนินงาน
เปน็ แนวทางเดยี วกัน
45
46
เดก็ นกั เรียนถูกปลอ่ ยปละ ละเลย ทอดท้ิง
จากสภ าพสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเล้ียงดูบุตร
และท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจสังคมที่มุ่งพัฒนาบ้านเมือง ทาให้ขาดการดูแลส่งผลกระทบต่อปัญหาที่เกิดข้ึน
ในครอบครัว และสังคม ทาให้ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลบุตรหลาน เด็กนักเรียนถูกทอดทิ้งหรือปล่อยปละละเลย
ปล่อยให้คนแก่หรือเครือญาติคอยดูแล รวมไปถึงเด็กนักเรียนทีถ่ ูกปล่อยท้ิงให้มีชีวติ อยู่ตามลาพงั หรือบุคคลอื่น
โดยไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่ให้ความสาคัญ เพิกเฉย ไม่สนใจ ก่อให้เกิดปัญหากับเด็กนักเรียน
ปัญ หาของสังคม เด็กนักเรียนมีสภาพชีวิตอยู่ท่ามกลางความสับสน กลายเป็นการทารุณ กรรม
ทน่ี าไปส่กู ารทารณุ ในรปู แบบอื่นไดอ้ ีก เช่น การลักพาตัวเดก็ การใช้แรงงานเด็ก การคา้ ประเวณี เป็นตน้
ดังน้ัน ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กนักเรียนจาเป็นต้องมีผู้เก่ียวข้องหลายฝ่าย เช่น ผู้ปกครอง
และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลและช่วยเหลือ ครูรู้จักเด็กนักเรียนเป็นรายบุคคลโดยการเย่ียมบ้าน
การคัดกรอง การป้องกัน การแก้ปัญหา การให้คาปรึกษา และการส่งเสริมพัฒนาเด็กนักเรียนด้านความสามารถ
และทักษะ ตลอดจนคุณลักษณะท่ีจะช่วยเสริมสร้างให้เด็กนักเรียนมีคุณภาพและมีภูมิคุ้มกัน การดาเนินชีวิต
ของเด็กนักเรียนจะต้องมีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางสังคม การเปล่ียนแปลง
การตัดสินใจที่เหมาะสม และสามารถอยู่ในสังคมอย่างปลอดภัย รวมทั้งหน่วยงานของรัฐให้ความสาคัญของ
ปัญหาและรว่ มมือกันแกป้ ญั หาอยา่ งจรงิ จัง
มำตรกำรปอ้ งกนั
1. ครูรู้จักเด็กนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยการเย่ียมบ้าน การคัดกรอง การป้องกัน การแก้ปัญหา
และการให้คาปรกึ ษา
2. ผู้บริหารสถานศึกษานิเทศ กากับ และติดตาม ให้ครูที่ปรึกษา ครูผู้สอน หม่ันสังเกตพฤติกรรม
และสภาพรา่ งกายเดก็ นกั เรียนทุกครัง้ ก่อนทาการสอน
3. การส่งเสริมพัฒนาเด็กนักเรียนด้านความสามารถตามความถนัด ความสนใจ และความต้องการ
ของเด็กนักเรียน ตลอดจนคุณลักษณะที่จะช่วยเสริมสร้างให้เด็กนักเรียนมีคุณภาพ มีภูมิคุ้มกันในการดาเนิน
ชีวิตมีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางสังคมท่ีเปลี่ยนแปลง มีการตัดสินใจที่เหมาะสม
และสามารถอย่ใู นสังคมอย่างปลอดภัย
4. หนว่ ยงานของรัฐใหค้ วามสาคญั กับปัญหา และรว่ มมอื กนั แกป้ ัญหาอย่างจรงิ จงั
แนวทำงกำรช่วยเหลอื
1. ผู้บริหารสถานศึกษารับแจ้งเหตุหรือประสบเหตุ นาเด็กนักเรียนมาบันทึกข้อเท็จจริง สอบถาม
ขอ้ เทจ็ จริง และบนั ทกึ ขอ้ มลู โดยละเอยี ด
2. จัดทาบันทึกรบั แจ้งเหตพุ รอ้ มประวตั ิและภาพถ่ายเด็กนกั เรียน
47