The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มโครงงานรวม V2 อุปกรณ์ทำงานในระบบนิวเมติกส์ @ TATC 17/102564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suvichak2546, 2021-10-17 04:20:09

เล่มโครงงานรวม V3 : อุปกรณ์ทำงานในระบบนิวเมติกส์

เล่มโครงงานรวม V2 อุปกรณ์ทำงานในระบบนิวเมติกส์ @ TATC 17/102564

บทเรยี นสําเร็จรูปแบบออนไลน รายวชิ า ระบบควบคมุ การขับเคลอ่ื นเบอ้ื งตน
Online Program Instructional of Basic Drive Control System Subject

นายรงั สมิ ันตุ จติ ระยนต รหัส 62201270074
นายวริ ทิ ธิ์พล ทบั ขนั รหสั 62201270078
นายสวุ จิ กั ขณ เจริญสนั ตสิ ขุ รหสั 62201270088

โครงการน้ีเปน สว นหน่ึงของการศกึ ษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพ (ปวช.) พ.ศ. 2562
สาขางานเมคคาทรอนิกส สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส
วิทยาลัยเทคนคิ สัตหบี
ปก ารศกึ ษา 2563

ใบรบั รองโครงการ
สาขาวิชาเมคคาทรอนกิ ส วทิ ยาลัยเทคนคิ สัตหบี

ช่ือโครงการ บทเรียนสําเรจ็ รูปแบบออนไลน รายวชิ า ระบบควบคุมการขับเคลอื่ นเบื้องตน
โดย
นายรงั สมิ ันตุ จติ ระยนต
นายวริ ทิ ธพล ทับขัน
นายสวุ จิ กั ขณ เจริญสนั ติสขุ

ไดรับอนุมัติใหนบั เปน สว นหนึ่งของการศึกษาตามหลักสตู รประกาศนยี บัตรวิชาชีพ (ปวช.)
พ.ศ 2562 สาขาวิชาเมคคาทรอนกิ ส วิทยาลัยเทคนิคสตั หีบ

…………………………………………………หัวหนาสาขาวิชาเมคคาทรอนิกส
(นายสมบตั ิ อินยิน)

วนั ท่ี 22 เดอื น ตลุ าคม พ.ศ 2564

คณะกรรมการสอบโครงการ
…………………………………………………ประธานกรรมการ
(นายสมบัติ อินยิน)

…………………………………………………ครูทป่ี รกึ ษาที่ 1 …………………………………………………ครทู ป่ี รกึ ษาท่ี 2
(นางสาวศริ ิวรรณา ฐาปนะดิลก) (นางสาวณฐั สุดา เกยี รติธิวัฒน)

…………………………………………………กรรมการ …………………………………………………กรรมการ
(นายสมบัติ ฆองสง เสยี ง) (นางสาวพชิ ญช นก อ่ิมพิทกั ษ)

…………………………………………………กรรมการ
(นางสาวศศิกานต จันทรส มปอง)

โครงการ ข
โดย
บทเรียนสาํ เรจ็ รปู แบบออนไลน รายวิชา ระบบควบคมุ การขบั เคลอ่ื นเบื้องตน
สาขาวชิ า นายรังสมิ ันตุ จิตระยนต
สาขางาน นายวริ ิทธ์พิ ล ทบั ขนั
ครทู ่ปี รกึ ษา นายสวุ จิ ักขณ เจรญิ สันตสิ ุข
ครูทีป่ รึกษารวม เมคคาทรอนิกส
จํานวนหนา เมคคาทรอนิกส
ปก ารศกึ ษา อาจารยศริ วิ รรณา ฐาปนะดิลก
อาจารยณฐั สุดา เกยี รติธิวัฒน
74 หนา
2564

บทคัดยอ

เนื่องจากปจจุบันวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบไดเล็งเห็นถึงศักยภาพดานการพัฒนาสมรรถนะภาพ
ของนักเรียน นักศกึ ษาจากการเรียนในสว นวิชาระบบการควบคุมการขับเคลื่อนเบ้ืองตน ซงึ่ เปน สว นหนึ่ง
ของสาขาวิชา ชา งเมคคาทรอนิกสท่ีทางวิทยาลัยเทคนิคสัตหบี ไดใหความสําคัญ จงึ สนบั สนุนใหนักเรียน
นักศึกษาเรียนรู เกยี่ วกบั ระบบควบคุมการขับเคลื่อนโดยการศึกษาผาน บทเรยี นสําเร็จรูปแบบออนไลน
เพื่อฝกทักษะให เรียนรูระบบการเคลื่อนที่และใหเกิดประโยชนสูงสุดตอผูเรียนและการศึกษาที่ผานมา
นน้ั สาขาวิชาชา งเมคคาทรอนกิ สยงั มไิ ดมบี ทเรียนสาํ เร็จรูปแบบออนไลนเพอื่ ใชในการศึกษา

1

กิตติกรรมประกาศ

โครงงานฉบับนี้สําเร็จลุลวงดวยดีเนื่องจากความรวมมือรวมใจของสมาชิกภายในกลุม ทุก
ทาน คณะผูจัดทาํ ขอขอบพระคุณอาจารยศิรวิ รรณา ฐาปนะดิลก อาจารยณัฐสดุ า เกียรตธิ ิวัฒนซงึ่ เปน
อาจารยที่ปรึกษาที่ไดใหคําแนะนํา แนวคิด ตลอดจนแกไขขอบกพรองมาโดยตลอด และอาจารย
ประจําแผนกวิชาชางเมคคาทรอนิกสเปนอยางยิ่ง ที่ไดใหคําแนะนํา ปรึกษาในการแกไขปญหาตางๆ
ตลอดจนถงึ ขอ มูลทเ่ี ปนประโยชนตอ การสรา งชนิ้ งาน

ขอบพระคุณบิดา มารดา และผูมีพระคุณสําหรับการใหความสนับสนุนทุกสิ่งอยาง ดาน
การศึกษามาตลอดจนถึงปจจบุ นั รวมทงั้ เปนกําลงั ใจที่ดีเสมอ และสดุ ทา ยตอ งขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่ให
กําลังใจมาโดยตลอดจนโครงการฉบับน้สี ําเรจ็ ลลุ ว งไปไดดว ยดี

คณะผูจัดทํา

สารบญั ง

เรอ่ื ง หนา
ใบรบั รองโครงการ ก
บทคัดยอ ข
กิตติกรรมประกาศ ค
สารบญั ง
สารบัญ(ตอ ) จ
สารบัญรปู ภาพ ฉ
สารบญั รปู ภาพ(ตอ) ช
สารบัญตาราง ญ
บทท่ี 1 บทนํา 1
1
1.1 ทมี่ าและความสําคัญ 1
1.2 วตั ถุประสงค 1
1.3 ขอบเขตของโครงงาน 2
1.4 ประโยชนท่คี าดวาจะไดร ับ 3
บทท่ี 2 ทฤษฏีท่ีและเอกสารทเ่ี กีย่ วของ 3
2.1 การสรางเวบ็ เพจดว ย Google Sites 7
2.2 บทเรียนสาํ เรจ็ รูป 8
2.3 บทเรยี นสําเรจ็ รูปออนไลน 15
2.4 การขบั เคล่ือนดว ยระบบนวิ เมติกส 39
2.5 งานวิจยั ท่ีเกี่ยวของ 40
บทท่ี 3 วิธกี ารดาํ เนินงาน 41
3.1 การศกึ ษาขอมูลตา งๆ 45
3.2 อุปกรณทํางานชนดิ ตา งๆ ในระบบนิวเมตกิ ส 49
3.3 การออกแบบโครงสรา งในแตล ะสว นของเวป็ ไซต 52
บทท่ี 4 ผลการดาํ เนนิ งาน 52
4.1 ขัน้ ตอนการเตรยี มแบบทดสอบกอนเรยี นและหลังเรียน 52
4.2 ขั้นตอนการทดสอบ

สารบัญ (ตอ) จ

เร่ือง หนา
4.3 ผลการทดสอบของโครงงาน 53
4.4 ผลการทดสอบกอ นเรยี นและหลงั เรยี น 53
4.5 สอื่ การเรียนการสอนออนไลน 54
55
บทที่ 5 การสรปุ ผลและขอ เสนอแนะ 55
5.1 สรปุ ผลการดาํ เนนิ การ 55
5.2 อภปิ รายปญหา 56
5.3 ขอเสนอแนะ 57
58
เอกสารอางอิง 59
ภาคผนวก 62
67
ภาคผนวก ก 71
ภาคผนวก ข 75
ภาคผนวก ค 76
ภาคผนวก ง
คณุ ลักษณะผลงานโครงงานวิทยาลยั เทคนิคสตั หีบ
แบบรบั รองการนาํ ผลงานประดษิ ฐไปใชง านจริง



สารบัญรปู หนา
3
เรือ่ ง 4
รูปท่ี 2.1 Google Sites 4
รูปที่ 2.2 การเขา ถงึ Drive 5
รูปที่ 2.3 การสรางเว็ปไซต 5
รปู ท่ี 2.4 การปอนช่ือเว็บและปรับขนาดตวั อักษร 6
รูปท่ี 2.5 การแชรเ ว็ปไซต 6
รปู ท่ี 2.6 การฝงจากเวป็ 7
รูปท่ี 2.7 หนาเวบ็ ไซต 8
รูปที่ 2.8 บทเรยี นสําเรจ็ รูปแบบเสน ตรง Linear (Program) 15
รูปท่ี 2.9 บทเรยี นแบบสาขา (Branching Program) 16
รปู ที่ 2.10 อปุ กรณท าํ งานในระบบนิวเมตกิ ส 16
รปู ที่ 2.11 ลกั ษณะโครงสราง 17
รปู ท่ี 2.12 การทาํ งานของกระบอกสบู ทางเดียว 17
รปู ท่ี 2.13 ลักษณะการใชงาน 18
รปู ท่ี 2.14 รูปรางอุปกรณ 19
รูปที่ 2.15 ลกั ษณะโครงสราง 19
รปู ท่ี 2.16 การทํางานของกระบอกสบู ทาํ งาน 2 ทิศทาง 20
รูปที่ 2.17 ลักษณะการใชงานของกระบอกสูบทาํ งาน 2 ทิศทาง 20
รูปที่ 2.18 รูปรางของอุปกรณของกระบอกสบู ทาํ งาน 2 ทิศทาง 21
รปู ที่ 2.19 ลักษณะโครงสรา งกระบอกสบู ทาํ งาน 2 ทศิ ทางแบบมเี บาะลมกนั กระแทก 21
รูปที่ 2.20 การทาํ งาน 22
รูปท่ี 2.21 รูปรางของอุปกรณ 22
รปู ท่ี 2.22 ลกั ษณะโครงสรา งของกระบอกสบู ทาํ งานสองทางแบบกา นสบู สองขาง 23
รูปท่ี 2.23 การทาํ งานของกระบอกสบู ทํางานสองทางแบบกานสูบสองขาง 23
รูปท่ี 2.24 ลกั ษณะการใชงาน 24
รปู ที่ 2.25 รปู รา งของอุปกรณ
รูปที่ 2.26 ลักษณะโครงสราง



สารบญั รปู (ตอ ) หนา
24
เร่ือง 25
รปู ท่ี 2.27 การทาํ งาน 25
รูปที่ 2.28 รูปรางของอุปกรณ 26
รูปที่ 2.29 ลกั ษณะโครงสรา ง 26
รปู ที่ 2.30 การทาํ งาน 27
รปู ท่ี 2.31 ลกั ษณะการใชงาน 27
รปู ที่ 2.32 รปู รา งของอุปกรณ 28
รูปท่ี 2.33 ลักษณะโครงสรา ง 28
รูปท่ี 2.34 การทํางาน 29
รปู ที่ 2.35 ลักษณะการใชง าน 29
รปู ท่ี 2.36 รูปรา งของอุปกรณ 30
รปู ที่ 2.37 ลกั ษณะโครงสราง 30
รปู ท่ี 2.38 การทํางาน 31
รปู ท่ี 2.39 ลกั ษณะการใชง าน 31
รูปท่ี 2.40 รปู รา งของอุปกรณ 32
รูปท่ี 2.41 ลักษณะโครงสรา ง 32
รปู ท่ี 2.42 การทํางาน 33
รปู ที่ 2.43 รปู รางของอุปกรณ 33
รปู ที่ 2.44 สัญลกั ษณท่ัวไป 35
รปู ที่ 2.45 สญั ลักษณแบบพิเศษ
รูปที่ 2.46 การหาคาแรงของกระบอกสบู ท่ีคดิ คาแรงตานเนอ่ื งจากความเสียดทาน 36
37
10% ของแรงทางทฤษฎี 38
รูปที่ 2.47 อุปกรณท ี่ทาํ งานในลกั ษณะของการหมุนแกวง (Rotary Cylinder) 38
รปู ท่ี 2.48 อปุ กรณห มุนแกวงแบบใบพดั เลือ่ น
รปู ท่ี 2.49 มอเตอรลมแบบลูกสบู
รปู ท่ี 2.50 มอเตอรล มแบบใบพดั เลื่อน



สารบญั รูป (ตอ) หนา
40
เรือ่ ง 41
รูปท่ี 3.1 ข้ันตอนการดาํ เนนิ การการจัดทาํ สื่อการเรยี นการสอนออนไลน 42
รปู ท่ี 3.1 ข้นั ตอนการดําเนนิ การการจัดทําส่ือการเรยี นการสอนออนไลน (ตอ) 42
รปู ท่ี 3.2 ขั้นตอนการสรางเว็บ 43
รปู ท่ี 3.3 ขน้ั ตอนการตง้ั ชอ่ื เว็บไซต 43
รูปท่ี 3.4 สรางเมนเู พจ 44
รูปที่ 3.5 การออกแบบเอกสาร 44
รปู ท่ี 3.6 การสรางลิงคในเว็บไซต 44
รปู ท่ี 3.7 การเชอื่ มขอ มูลจากไดรฟ 45
รปู ที่ 3.8 ขน้ั ตอนการเผยแพรเว็บไซต 46
รปู ที่ 3.9 อุปกรณทาํ งานในระบบนิวเมตกิ ส 46
รูปท่ี 3.10 Vacuum Gripper 48
รูปท่ี 3.11 Gripper 49
รปู ท่ี 3.12 สัญลกั ษณแบบท่ัวไป 50
รปู ท่ี 3.13 สญั ลักษณแบบพิเศษ 50
รูปท่ี 3.14 หนา Home 51
รูปท่ี 3.15 หนา Linear Actuator 52
รปู ที่ 3.16 หนา Special Actuator 54
รูปที่ 4.1 ข้นั ตอนการเตรียมแบบทดสอบกอ นเรียนและหลงั เรยี น 60
รูปที่ 4.2 สอื่ การเรยี นการสอนออนไลน 60
รูปที่ ก.1 สืบคนขอมูลเก่ยี วกับหัวขอที่ไดร บั 60
รปู ที่ ก.2 คน หาวธิ กี ารใช Google Sites 61
รปู ท่ี ก.3 ออกแบบหนาเว็บ Google Sites 61
รปู ที่ ก.4 นาํ เนอื้ หาทหี่ าไดมาใสใ น Google Sites 61
รปู ที่ ก.5 จัดลาํ ดบั เนือ้ หา 63
รปู ท่ี ก.6 ไดบ ทเรียนสาํ เร็จรูปออนไลน รายวิชา ระบบควบคมุ การขบั เคล่ือนเบ้อื งตน
รูปที่ ข.1 โปรแกรมทใ่ี ชใ นการสรา งเว็ปไซต

สารบัญรปู (ตอ) ฌ

เรื่อง หนา
รูปที่ ข.2 โปรแกรมทใี่ ชในการสรา งเว็ปไซต 63
รูปที่ ข.3 โปรแกรมทีใ่ ชในการสรางเวป็ ไซต 64
รูปที่ ข.4 โปรแกรมท่ีใชในการสรา งเว็ปไซต 64
รปู ท่ี ข.5 โปรแกรมทใ่ี ชในการสรา งแบบทดสอบ 65
รปู ท่ี ข.6 โปรแกรมท่ีใชใ นการสรางแบบทดสอบ 65
รูปที่ ข.7 โปรแกรมท่ใี ชในการสรางแบบทดสอบ 66
รปู ท่ี ค.1 โปรแกรมทใ่ี ชใ นการสรา งเว็ปไซต 68
รปู ที่ ค.2 ไดหนาเว็ปไซตแ ละเนื้อหาตามกาํ หนด 68
รูปที่ ค.3 การทดสอบเวป็ ไซต 69
รูปที่ ค.4 โปรแกรมท่ีใชงานการสรางแบบทดสอบ 69
รูปท่ี ค.5 การเตรียมแบบทดสอบ 70
รปู ท่ี ค.6 การทดสอบการใชงานแบบทดสอบ 70

สารบัญตาราง ญ

เรอ่ื ง หนา
ตารางที่ 4.1 ผลการทดสอบกอนเรยี นและหลงั เรียน 53
ตารางท่ี 4.1 ผลการทดสอบกอนเรยี นและหลังเรียน(ตอ) 54

1

บทที่ 1

บทนาํ

1.1 ท่มี าและความสําคัญ
เน่ืองจากปจจุบันวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบไดเล็งเห็นถึงศักยภาพดานการพัฒนาสมรรถนะภาพ

ของนักเรียน นักศึกษาจากการเรียนในสวนวิชาระบบการควบคุมการขับเคลื่อนเบื้องตน ซึ่งเปนสวน
หนึ่งของสาขาวิชา ชางเมคคาทรอนิกสที่ทางวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบไดใหความสําคัญ จึงสนับสนุนให
นักเรียนนักศึกษาเรียนรู เกี่ยวกับระบบควบคุมการขับเคลื่อนโดยการศึกษาผาน บทเรียนสําเร็จรูป
แบบออนไลน เพื่อฝกทักษะให เรียนรูระบบการเคลื่อนที่และใหเกิดประโยชนสูงสุดตอผูเรียนและ
การศึกษาทผ่ี านมาน้ันสาขาวิชาชา ง เมคคาทรอนิกสย ังมิไดมีบทเรยี นสําเรจ็ รูปแบบออนไลนเพื่อใชใน
การศึกษา

คณะผูจัดทําจึงไดเล็งเห็นปญหาที่เกิดขึ้นจึงเกิดแนวคิดในการแกปญหาโดยสราง "บทเรียน
สําเร็จรปู แบบออนไลน รายวชิ า ระบบควบคุมการขบั เคล่ือนเบ้ืองตน " โดยประยุกตใช Google Sites
เพือ่ ใหมกี ารศกึ ษาและนําความรูไปประยุกตใชง านไดจรงิ ในวทิ ยาลยั เทคนิคสตั หีบ

1.2 วตั ถปุ ระสงค
1.2.1 เพื่อศกึ ษาการทํางานและการควบคุมระบบการขับเคล่ือนเบอื้ งตน
1.2.2 เพอ่ื สรางสือ่ บทเรยี นสาํ เรจ็ รูปแบบออนไลน รายวชิ า ระบบควบคมุ การขบั เคลือ่ นเบื้องตน
1.2.3 เพ่ือใชเปนสอื่ การเรยี นการสอนใหนักเรียนศึกษามีความสนใจในวชิ าระบบการควบคุมการ

ขับเคลอ่ื นเบอื้ งตน

1.3 ขอบเขตของโครงงาน
1.3.1 สรางสื่อการสอนบทเรียนสําเร็จรูปแบบออนไลน รายวิชา ระบบควบคุมการขับเคลื่อน

เบื้องตน
1.3.2 ใช Google Sites ในการสรางสอื่
1.3.3 มเี นื้อหาเกีย่ วกับระบบควบคมุ การขับเคลือ่ นเบื้องตน

2

1.4 ประโยชนท ่คี าดวา จะไดรบั
1.4.1 นักเรียนนักศกึ ษาไดม ีความเขา ใจเกย่ี วกับระบบควบคุมการขับเคลื่อนเบือ้ งตน
1.4.2 นักเรียนนักศกึ ษาสามารถนําความรูที่ไดจากบทเรียนไปตอยอดได
1.4.3 บทเรียนสําเร็จรูปแบบออนไลน รายวิชา ระบบควบคุมการขับเคลื่อนเบื้องตนมีเนื้อหา

ถกู ตอ งและสามารถนาํ มาใชเ ปนสื่อการสอนได
1.4.4 นักเรียนนักศึกษามีความสามัคคีรวมมือรวมใจในการทํางานและศึกษาชิ้นงาน ปฏิบัติ

หนา ท่ีทตี่ นเองไดรับมอบหมายได

3

บทที่ 2
ทฤษฎแี ละเอกสารทเี่ กี่ยวของ

ในการศกึ ษาทาํ บทเรยี นสาํ เร็จในรปู แบบออนไลนเรื่องอุปกรณทํางานในระบบนวิ เมติกส
ผศู กึ ษาไดศกึ ษาทฤษฎแี ละเอกสารท่เี ก่ยี วของจาํ แนกออก ดงั นี้

2.1 การสรางเวบ็ เพจ ดว ย Google Site
2.2 บทเรยี นสาํ เร็จรปู
2.3 บทเรียนออนไลน
2.4 ระบบการขบั เคล่ือนดวยระบบนวิ เมตกิ ส
2.5 งานวิจยั ทีเ่ กี่ยวขอ ง
2.1 การสรา งเว็บเพจดว ย Google Sites
2.1.1 Google Sites
Google Sites คือ เว็บไซตข อง Google ท่ีใหบริการสรา งเวบ็ ไซตฟรี สามารถสราง
เว็บไซตไดงาย ปรับแตงรปู ลกั ษณไดอยา งอสิ ระ และสามารถรวบรวมความหลากหลายของขอ มลู
ไวใ นที่เดยี ว เชน วิดีโอ, ปฏิทนิ , เอกสาร อนื่ ๆ สามารถนํามาแทรกในหนา เว็บเพจได เปนการเพ่มิ

รปู ท่ี 2.1 Google Sites

4
2.1.2 การสรางเว็บเพจดว ย Google Sites

2.1.2.1 การเขา ถึง Drive สามารถเขา ถงึ ไดจากhttp://sites.google.com หรอื เม่ือ
login อยใู นระบบแลว ไปที่เมนGู oogle Apps เลอื ก Sites"

รูปที่ 2.2 การเขาถึง Drive
2.1.2.2 การสรางเว็บไซต คลิกเลอื ก“วา ง" (ในกรอบสฟี า) เพ่ือสรางเว็บไซต

รูปท่ี 2.3 การสรา งเว็บไซต

5
2.1.2.3 คลกิ ที่ปอ นช่ือเวบ็ และปรบั ขนาดตัวอักษรเพื่อเตมิ หนา เวบ็ เพจ

รูปท่ี 2.4 การปอนช่ือเวบ็ และปรบั ขนาดตวั อกั ษร
2.1.2.4 แชรเ ว็บไซตโดยการคลกิ ทป่ี มุ “เผยแพร"

รปู ท่ี 2.5 การแชรเ วบ็ ไซต

6
2.1.2.5 กดฝง ท่ีหมายเลข 1 และใส Code ท่ีหมายเลข2 "การใชCode HTMLเรา
สามารถใสh tml สาํ หรับติดเวบ็ ไซต เพ่ือเเสดงรายการตา งๆ

รูปท่ี 2.6 การฝง จากเวบ็
2.1.2.6 การเขาชมเวบ็ ไซตโ ดยเปดหนา Browser ใหมแลวเขา ชมเวบ็ ไซตไดจาก
URL ทร่ี ะบุเปนการเสร็จสิ้นข้ันตอนการสรา งเวบ็ ไซต

รูปที่ 2.7 หนาเว็บไซต

7

2.2 บทเรยี นสาํ เรจ็ รปู
บทเรียนสําเร็จรูป หมายถึง บทเรยี นทผี่ ูสอนจัดทาํ เพ่ือใชเ ปนเคร่ืองมือในการจัดกิจกรรการ

เรียนรูใหนักเรียนนักศึกษาเรียนรูดวยตนเอง แตละสาระการเรียนรูวิชาขับเคลื่อนเบื้องตนแตละ
บทเรียน โดยเริ่มจาก เนื้อหาสาระท่ีงาย ๆ ไปสูเนื้อหาที่ยากข้ึนไปตามลําดับ เปนบทเรยี น ที่สรางขน้ึ
โดยกําหนดวัตถุประสงคเนื้อหาวิธีการ และ สื่อการเรียนการสอนไวลวงหนา ผูเรียน สามารถศึกษา
คนควา และประเมินผลการเรียนดว ยตนเองตามขนั้ ตอนทีก่ ําหนดไว

2.2.1 ลักษณะของบทเรียนสําเร็จรูป
ลักษณะสําคัญของบทเรียนสําเร็จรูป คือ การออกแบบการบรรจุเนื้อหาและสาระ

การเรียนรูออกเปน กรอบ (Frame) ซึ่งเนื้อหาและสาระการเรียนรูดังกลาวนั้นจะนํามาจัดทํา เปน
หนวยการเรียนรูยอย ๆ แลวบรรจุเนื้อหาสาระการเรียนรูหนวยยอย ๆ ดังกลาวลงไปในกรอบ แตละ
กรอบใหมีความสมั พันธและเรยี งลาํ ดับเน้ือหาจากงายไปยาก

2.2.2 ประเภทและองคป ระกอบของบทเรยี นสาํ เรจ็ รูป
2.2.2.1 บทเรียนเชงิ เสน (Linear Program or Constructed Response Type)

Skinner เปนผูคิดขึ้นโดยอาศัยผลการวิจัยการเรียนรูของสัตว สรุปวาการเรียนรูควรแบงเปนชั้นยอย
แตตอนทายของแตละชั้น ผูเรียนจะตองแสดงใหเห็นสงิ่ ที่เขาไดเรยี นรูดวยการตอบคําถามซึง่ นิยมใช
เปนแบบถูกผิดหรือเติมคํา และทราบคําตอบทันทีลกั ษณะที่สําคัญของบทเรยี นประเภทนี้ คือ ผูเรียน
จะตอ งเรียนตามลาํ ดบั ทีละกรอบตอเน่ืองกันไปเร่ือยๆ ตงั้ แตก รอบแรกจนกรอบสุดทาย จะขามกรอบ
ใดกรอบหนงึ่ ไมได องคป ระกอบเปนแผนภาพดังน้ี

รูปท่ี 2.8 บทเรยี นสาํ เรจ็ รูปแบบเสนตรง Linear (Program)

8

2.2.2.2 บทเรียนแบบสาขา (Branching Program) นอรแมนเอคราวเดอร องคการ
อุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาเปนผูคิดขึ้น โดยแบงเนื้อหาออกเปนขั้นยอย ๆ ที่สมบูรณตามดวย
คําถามที่มีคําตอบใหเลือก เมื่อผูเรียนเลือกคําตอบผิดจะมีคําอธิบายสาเหตุที่ผิดผูเรียนตองเลือกใหม
จนกวา จะถกู

รปู ท่ี 2.9 บทเรยี นแบบสาขา (Branching Program)
2.3 บทเรยี นสาํ เร็จรูปแบบออนไลน

2.3.1 ความหมายของเวบ็ เพจ
วิทยา เรืองพรวิสทุ ธ์ิ กลาววา เว็บเพจ หมายถึง ไฟลข อ เอชทีเอม็ แอลมูล (HTML)หรอื

เปนขอมูลในระบบเวิลดไวดเว็บ (WWW) ซึ่งประกอบดวยคําหรือวลีพิเศษตางๆที่เรียกวา
“ไฮเปอรเท็กซ”หรือเปนการเชื่อมโยงแบบไฮเปอรลิงคเปนการเชื่อมโยงเพื่อติดตอไปยังเวิลดไวดเว็บ
เซริ ฟ เวอรแ หลง ขอ มูลตา ง ๆ ทถี่ ูกกาํ หนดไวบ นเวิลด ไวดเว็บเพจน้นั

เจนวิทย เหลืองอราม กลาววาเว็บเพจ คือหนากระดาษอิเล็กทรอนิกสใน
เวิลดไวดเว็บ เรียกวา เว็บเพจ ซึ่งมีหนาตาคลายกับหนากระดาษของหนังสือพิมพหรือนิตยสารมาก
โดยมีทั้งตัวอักษรขอความ และภาพนิ่งนอกจากนี้ยังสามารถใสเสียงและวีดีทัศนในหนาเว็บเพจได
สาํ หรับเว็บเพจหนา แรกเราเรียกวา “โฮมเพจ” โดยปกติแลว เราสามารถใชคําเว็บเพจ เรยี กแทนคําวา
โฮมเพจ หรือ เว็บไซต ก็ได

9

จากขอมูลขางตนสรุปไดวาเว็บเพจ คือ เอกสาร (Hyper Text Markup Language) ที่มี
ขอมูลโดยประกอบดวย ขอมูล ภาพกราฟก ภาพเคลื่อนไหว สามารถเชื่อมโยงไปยังหนาเอกสาร
HTMLหรอื หนาเว็บเพจอื่นๆ ได

2.3.2 องคประกอบของเว็บเพจ
2.2.2.1 โฮมเพจ

วทิ ยา เรอื งพร ไดก ลา วงถึงองคประกอบสวนท่ีเปน โฮมเพจวาลักษณะโดยทว่ั ไป โฮมเพจ
นั้นมีความคลายคลึงกันมากอาจตางกันที่เทคนิคและวิธีการนําเสนอ ดังนั้น องคประกอบหลัก ของ
โฮมเพจจงึ แบงออกได ดงั นี้

1. สวนรูปภาพหรือโลโก (Logo) แสดงความเปนเจาของโฮมเพจ เปนรูปที่มีขนาด
ไมใ หญมากนัก เพอื่ งายตอการโอนยายขอมลู บนครือขายคอมพิวเตอร

2. สวนหัวเร่ืองของขอมูล เปนหัวขอของขาวสาร บริษัท องคกรหรือสถานบันที่เปน
เจาของโฮมเพจ

3. สวนเนื้อหาขอมูล และการเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่น ๆ ที่เกี่ยวของเปนสวนของ
ขาวสารที่เปนเนื้อความแสดงถึงรายละเอียดหรือเนื้อหาขอความแบบคัดยอที่สามารถเชื่อมโยงไปยัง
ขอ มูลแบบแสดงรายละเอียดของโฮมเพจทีเ่ กย่ี วของโดยผานไฮเปอรเท็กซ

2.3.2.2 เวบ็ เพจทเี่ ปน ขอ มลู
กิตติ ภักดีวัฒนะกุล กลาววา เว็บเพจที่เปนขอมูลเปนสวนที่เสนอรายละเอียดของ
หัวขอ ทอ่ี ยใู นหนาโฮมเพจ โดยท่ัวไปเวบ็ เพจมอี งคป ระกอบ ดงั น้ี
1. Text เปนขอ ความปกตสิ ามารถตกแตง มรี ปู แบบการทํางาน Word Processing
2. Graphic มีรปู ภาพ ลายเสน พนื้ หลงั ตาง ๆ มากมายข้ึนอยกู บั ผูออกแบบเลือก
3. Multimedia ภาพเคลอื่ นไหวและเสยี งประกอบ
4. Counter ใชสาํ หรบั นบั จํานวนผทู ่เี ขา เย่ียมชมเว็บเพจ
5. Link ใชเชือ่ มตอไปยงั เวบ็ เพจอน่ื ๆ
6. Form เปนแบบฟอรมใชส าํ หรบั ผูใชกรอกขอ มลู
7. Frame การแบง จอภาพเปนสว น ๆ แตละจะแสดงขอมูลทแ่ี ตกตา งกนั ออกไป
8. Image Map รูปภาพขนาดใหญท ่ีและสามารถเช่อื มโยงไปยงั เวบ็ เพจอนื่ ๆ
9. Java Applet โปรแกรมสําเรจ็ รูปที่ใชในเวบ็ เพจ เพื่อการใชงานท่ีมปี ระสิทธิภาพ
2.3.3 กฎพน้ื ฐานของการออกแบบเวบ็ เพจ (Web Pages)
2.3.3.1 กฎแหงความแปลกแตกตาง (Contrast) การออกแบบสื่อการเรียนการสอน
ทางอินเทอรเน็ตตองมีความโดดเดนหลีกเลี่ยงการใชองคประกอบบนจอภาพที่ดูคลายกันแตถา 10

10

องคประกอบของเนื้อหาไมใชสิ่งเดียวกัน ควรสรางใหมีความแตกตางกันอยางชัดเจน สิ่งที่มี
ความหมายหรือตองการเนนใหเหน็ ชดั เจนตอ งมีลกั ษณะทน่ี า สนใจ เชน การเนนขนาด สี ของัวอกั ษร

2.3.3.2 กฎการยา้ํ ซ้ํา (Repetition) ในการออกแบบสอื่ การเรียนทางอนิ เทอรเ น็ตควร
มีรูปแบบที่เปนแบบแผนซึ่งจะประกอบดวย พื้นหลัง รูปภาพ สี ความสัมพันธของระยะหาง ระหวาง
ตัวอกั ษร เสนและขนาดท่สี อดคลองกนั ท้ังหมด วิธีการสรา งสอ่ื การเรียนการสอนทางออนไลน แบบย้ํา
ชว ยเสรมิ สรางใหเกิดความเปนหนง่ึ เดียว (Unity) แมว า ในการออกแบบเว็บเพจจะมผี จู ัดทํา หลายคน
แตจ ะตองมีรปู แบบเดยี วกัน

2.3.3.3 กฎการจัดแถววางแนว (Alignment) การจัดวางองคประกอบตองมีแถว มี
แนวตองมองวัตถุที่อยูขางหนาเสมอ เชน ตัวอักษร หรือรูปแบบที่อยูตอนลางไมควรลํ้าแนว
องคประกอบที่ อยูดานบน หากอยูขวาก็ดูสิ่งที่อยูซายมือที่มากอน การวางแถวจะทําใหเว็บเพจ ดู
สะอาดและเปนไปในลักษณะไมขัดกับความรสู กึ ของผูอา น

2.3.3.4 ความเกี่ยวเนื่องของสิ่งที่อยูใกลเคียงกัน (Proximity) การจัดวางวัตถุตาง ๆ
ที่อยูบนสื่อการเรียนอินเตอรเน็ตตองมีความเปนระเบียบ โดยจัดใหม องเห็นไดงา ย ไมกระจัดกระจาย
การรวมกลุมเปนวิธีการลดความยุงเหยิงและสรางความเปนระเบียบการใชไฟลภาพหรือกราฟก ที่ มี
ความหลากหลายแตซํ้ากันในสวนตาง ๆ ของแตละหนาเอกสาร ยังชวยใหการเปดเว็บไซด เปนไป
อยางรวดเร็วและนาสนใจ เมื่อโปรแกรมเว็บบราวเซอรจะอานไฟลภาพหรือกราฟกนั้น แลวเก็บไวใน
หนวยความจําของเครื่องคอมพิวเตอรที่ใช เมื่อมีการใชงานไฟลภาพนั้นอีก ก็จะปรากฏ ไดอยาง
รวดเร็ว เพราะโปรแกรมเว็บบราวเซอรจ ะนาํ มาจากหนวยความจําแคชของเครื่อง

2.3.4 โครงสรางของเว็บ
นักออกแบบเว็บสวนใหญจะมีรูปแบบการสรางที่แตกตางกันออกไป โดยทั่วไป จะ

ขึ้นอยูกับความถนัด และความพอใจของตนเองเปนหลัก โดยคํานึงถึงหลักการออกแบบที่ถูกตอง
เทาที่ควร ลินช และฮอรตัน จึงไดเสนอแนวคิดสําหรับออกแบบเว็บไซตวาการออกแบบเว็บไซตที่ดี
ควรจะตองวางโครงสรางใหส มดุล มกี ารเชื่อมตอสัมพันธกันระหวางรายการ (Menu) หรือโฮมเพจกับ
หนาเนื้อหาอื่น ๆ รวมถึงการเชื่อมโยงไปสูภาพและขอความตาง ๆ โดยตองวางแผนโครงสรางใหดี
เพื่อปองกันอุปสรรคที่จะเกิดตอผูใช เชน การหลงทางของผูใชในขณะเขาสูเนื้อหาในจุดรวม (Node)
ตา ง ๆ เปนตน

แยงก และมอร ไดแบงลักษณะโครงสรางของสื่อหลายมิติ (Hypermedia) 3 แบบ เพื่อ
การจดั เก็บและเรยี งขอ มลู ทตี่ อ งการข้นึ มาดังน้ี

1. สื่อหลายมิติแบบไมมีโครงสราง (Unstructured) เปนแบบที่ไมมีโครงสราง ความรู
ผูเรียนตองเปดเขาไปโดยมีการเชื่อมโยงระหวางหนาจอแตละเรื่อง มีความยืดหยุนสูงสุดของ การจัด
รวบรวมเปน การใหผ ูเรียนไดก าํ หนดความกา วหนา และตอบสนองความสําเร็จดวยตนเอง

11

2. สื่อหลายมิติแบบลําดับขั้น (Hierarchical) เปนการกําหนดวิธีการจัดเก็บความรู เปน
ลําดับขั้นมีโครงสรางเปนลําดบั ขั้นตนไม โดยผูเรียนไดศึกษาคนควาไปทีละขั้น โดยสํารวจไดจาก บน
ลงลา งและจากลา งขึ้นบน โดยระบบขอมลู และรายการคอยบอก

3. สื่อหลายมิติแบบเครือขาย (Network) เปนการเชื่อมโยงกันระหวางจุดรวมของ
ฐานขอมูล ความรูตางๆ ที่เกี่ยวของสัมพันธกัน ความซับซอนของเครือขายพึ่งพาความสัมพันธ
ระหวา งจุดรว มตา ง ๆ

2.3.5 การออกแบบเว็บเพจทดี่ ี
2.3.5.1 มีรายการแสดงรายละเอียดของเว็บเพจนั้น เราควรแสดงรายการทั้งหมด ท่ี

เว็บมีอยูใหผูใชทราบ โดยอาจทําในรูปของสารบัญการสรางสารบัญนี้จะชวยใหผูใชสามารถคาหา
ขอมลู ภายในเว็บอยา งรวดเร็ว

2.3.5.2 เชื่อมโยงขอมูลไปยังเปาหมายโดยตรงตามความตองการมากที่สุด การสราง
Link จะสรางในรูปแบบของตัวอักษร หรือรูปภาพก็ได แตควรที่จะแสดงจุดเชื่อมโยง โดยการใหผูใช
ทราบไดงายนอกจากน้ใี นแตละเพจควรมจี ุดเชอ่ื มโยงกลับมายังหนา แรกของโฮมเพจ

2.3.5.3 มีเนื้อหากระชับ สั้น และทันสมัย ถาเปนโครงสรางโฮมเพจหนาแรก ไมควร
ที่ จะยาวเกินไป ขนาดที่ดี คือ กําหนดใหแตละเว็บเพจแสดงผลไดเพียงอยางเดียวถาไมสามารถ
แสดงผลทงั้ หมดในหนา เดยี วตอ งพยายามสรางใหแ สดงผลในจาํ นวนหนา นอ ยท่ีสุดเทา ทจี่ ะทาํ ได

2.3.5.4 สามารถโตตอบกับผูใชไดทันที ควรมีจุดแสดงความคิดเห็น หรือคําแนะนํา
กับเราได เชน ใส E-mail ลงในเพจตําแหนงที่เขียนควรอยูสวนลางสุด หรือบนสุดของเว็บนั้น ๆ ไม
ควรท่ีจะเขยี นแทรกไวใ นตําแหนง ใดๆ ของจอภาพ

2.3.5.5 มีรูปภาพประกอบการนําเสนอท่ีดีแตไ มควรมีรูปภาพมากเกินไป โดยใช ภาพ
แทนคําพูด เชน นํารูปบานมาแทนคําวา กลับไปจุดเริ่มตน หรือ Home และควรใชรูปใหตรง กับ
ความหมาย

2.3.5.6 เขาสูกลุมเปาหมายไดถูกตอง โดยคํานึงถึงกลุมเปาหมายมากที่สุด เพราะ
การกําหนดกลุมเปาหมายจะทําใหสามารถกําหนดเนื้อหา และเรื่องราวเพื่อใหตรงกับความตองการ
ของผใู ชไ ดม ากกวา

2.3.5.7 ใชงานงาย ทําอยางไรจึงจะสรางเว็บเพจใหใชงานไดงาย สิ่งเหลานี้ขึ้นอยูกบั
เทคนิคและประสบการณของผูสรางแตละคนบางสิ่งคนหนึ่งอาจบอกจะวางาย แตบางคนอาจกลับ
กลายเปน ยาก

2.3.5.8 การกําหนดเปาหมายขอมูลตามมาตรฐานเดียวกัน โดยจะตองมีการแบง
ขอมูลออกเปนสวน ๆ ขอมูลชุดใดที่สามารถจัดเปนกลุม เปนหมวดหมูไดก็ควรจัดทํา จะทําใหขอมูล
ทุกอยา งเปนระเบยี บในการนาํ มาใชง าน

12

2.3.6 เครือ่ งมือในการสรางเวบ็ เพจ
เคร่อื งมือท่ีใชใ นการสรางและพฒั นาเว็บเพจนัน้ มมี ากมาย ซึ่งขึน้ อยกู บั ผทู มี่ หี นาท่ี ใน

การสรา งและพัฒนาเว็บเพจ หรอื เว็บมาสเตอร จะเลือกใชงานเครื่องมือท่เี ก่ยี วของกับการสรางเว็บ มี
จํานวนมาก ซึ่งรวมถึงโปรแกรมสรางไฟลเอกสาร HTML โปรแกรมสรางเว็บเพจ มีจํานวนมาก ซ่ึง
รวมถงึ โปรแกรมปรบั เปลี่ยนไฟลท ีเ่ กย่ี วของกบั เวบ็ เพจ

2.3.7 ข้ันตอนการพัฒนาเว็บเพจ
หลักการและขั้นตอนการพัฒนาบทเรียนออนไลนสําเร็จรูป ในลักษณะรูปแบบของ

Intreactive Multimedia Computer Instruction Package : IMMCIP โดยเริ่มจากวิธีการกําหนด
เปาหมาย กําหนดวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรมและกลุมเปาหมายผูใชบทเรียน โดยในการพัฒนา จะ
ประกอบไปดว ย 5 ขนั้ ตอนหลัก ๆ ดังนี้

2.3.7.1 ข้นั ตอนการวิเคราะหเน้ือหา (Analysis) แบง เปน 3 ขน้ั ตอนดงั น้ี
1. สรางแผนภูมิระดมสมอง (Brainstorm Chart Drafting) เปนการคนหาหัวเรื่อง

ทัง้ หมดอันเปนเปาหมายขององคความรูแ ละความเก่ียวของของหัวเรื่องที่จะทาํ ใหเหน็ ภาพบทเรียน วา
ควรจะมเี นื้อหาโดยรวมเชนไร

2. สรางแผนภูมิหัวเรื่องสัมพันธ (Concept Chart Drafting) เปนขั้นตอนของการ
วิเคราะหหัวเร่ืองโดยละเอียดจากแผนภูมิการระดมสมอง เพอ่ื คัดเลือกหัวเรอ่ื งตาง ๆ

3. สรางแผนภูมิโครงขายเนื้อหา (Concept Network Analysis Chart Drafting)
เปนการสรางแผนภูมิจากการวิเคราะหความสัมพันธของเนื้อหาในลักษณะของขายงานการนําเสนอ
เปน การแสดงใหเห็นภาพของความเก่ียวของสัมพันธกันของการนําเสนอวาเน้ือหาสวนใดควรนําเสนอ
กอนหลงั หรอื พรอ มกนั ได

2.3.7.2 ข้นั ตอนการออกแบบการเรียนการสอน (Design) แบง เปน 2 ขั้นตอนดงั นี้
1. กําหนดการนําเสนอ (Strategic Presentation Plan & Behavior Objectives)

เปนการกําหนดกลวิธีการนําเสนอพรอมกับจดลําดับแผนการการนําเสนอเปนแผนภูมิบทเรียน
(Course Flow Chart Drafting) และกาํ หนดวตั ถปุ ระสงคเ ชงิ พฤติกรรมใหสอดคลองกับหวั ขอท่ตี งั้ ไว

2. สรางแผนภูมิการนําเสนอแตละโมดูล (Module Presentation Chart Drafting)
เปน การสรางแผนภูมิการนําเสนอในแตล ะโมดูล เพอ่ื แสดงถงึ ความตอ เนื่อง และกาํ หนดมาตรฐานของ
เวลาการนาํ เสนอในแตล ะโมดูลนัน้ ๆ

13

2.3.7.3 ขัน้ ตอนการออกแบบกรอบเนอื้ หา (Development) แบง 4 ข้นั ตอนดงั น้ี
1. เขยี นรายละเอยี ดเนอื้ หา (Script Development) โดยการนาํ มาเขยี นลงใน กรอบ

ตามแผนการนําเสนอ ซึ่งจะเปนการสรางตนแบบการนําเสนอ กอนการนําเสนอจริงแตละเฟรม จะ
กาํ หนดเน้อื หาลงในกรอบเปนการกําหนดทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลอื่ นไหว เสียงและภาพวดี ีทัศน

2. การจดั ทาํ ลําดับเน้ือหา (Storyboard Development) โดยเม่อื กาํ หนดเนื้อหา ลง
ในกรอบเสร็จแลวนําเฟรมทีไ่ ดม าจดั เรียงลําดบั การนาํ เสนอตามท่ีไดทาํ การวางแผนและออกแบบไว

3. การตรวจความถูกตองของเนื้อหา (Content Correctness Examination) คือ
ข้ันตอนของการตรวจสอบความถูกตอ ง ความเหมาะสม และความสมบูรณข องลาํ ดบั เนื้อหาทจ่ี ัดทําลง
บนกรอบเนอ้ื หา

4. การสรางแบบทดสอบ (Test Item Check-up) ขั้นตอนการสรางแบบทดสอบ ใน
บทเรียน เพอ่ื วัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นของผเู รียนวา ไดร ับการพฒั นาจากการเรยี นมากนอย เพียงใด
ซงึ่ จะตองนําแบบทดสอบเหลา น้ีไปทดสอบกบั กลุมตัวอยางท่ีมคี วามรูค วามสามารถเกย่ี วกบั เน้ือหาใน
บทเรยี น

2.3.7.4 ขนั้ ตอนการสรางบทเรยี น (Implementation) แบง เปน 3 ข้นั ตอนดงั น้ี
1. การเลอื กโปรแกรมในการจัดทําบทเรียน เปนวธิ ีการเลอื กโปรแกรมท่ีเหมาะสม ใน

การที่จะสนองตอบตอความตองการ ของบทเรียนที่ไดกําหนดไวท ัง้ น้ีในการจัดทําบทเรียน จะมีหลาย
สวนที่อาจดําเนินการจากหลายโปรแกรม เพราะวิธีการใชโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่ง ในการ
ดําเนินการจดั ทําจะไมสะดวก

2. การเตรียมสวนประกอบมัลติมีเดีย การจัดเตรียมสวนประกอบของมัลติมีเดีย ท่ี
เปน ตัวอกั ษรธรรมดา ภาพนงิ่ ภาพเคลื่อนไหว เสยี งและรูปแบของวีดีทศั นทีจ่ ะใชประกอบ

3. การจัดทําโปรแกรมบทเรียน เปนขั้นตอนการนําบทเรียนที่ไดวางแผนการมา
จดั เตรียมดาํ เนนิ การเปนโปรแกรมกรนําเสนอโดยคอมพวิ เตอรส มบูรณ

2.3.7.5 ขัน้ ตอนตรวจสอบคณุ ภาพบทเรียน (Evaluation) แบง เปน 4 ขั้นตอนดงั นี้
1. การตรวจสอบคุณภาพ (Quality Evolution)
2. ทาํ การทดลองกลุมยอย (Small Group Rehearsal)
3. ทดสอบประสทิ ธภิ าพของบทเรียนและประสิทธิผลทางการเรยี น
4. จัดทาํ คมู อื การใช Package (User Manual)

14

2.3.8 คณุ ลักษณะของเวบ็ ไซต
การนําระบบอินเทอรเน็ต เพื่อนํามาทําเปนสื่อสําหรับการเรียนการสอนในรูปของ เว็บชวย
สอนหรือจะเรียกวาเปนโฮมเพจ เพื่อการศึกษาหรือจะเปนการออกแบบติดตั้งระบบการเรียน การ
สอนรายวิชาใด ๆ บนเว็บผูเขยี นจะตองตัดสนิ ใจดวยตนเอง
2.3.9 ประเภทของเวบ็ ชว ยสอน

พารส นั (Parson) ไดแบงประเภทของเวบ็ ชว ยสอนออกเปน 3 ลักษณะ คอื
1. เว็บชวยสอนแบบรายวชิ าอยา งเดียว (Stand – Alone Courses) คอื รายวิชา ท่ีมี
เครื่องมือและแหลงที่มาไปถึงและเขาหาไดโดยผานระบบอินเตอรเน็ต อยางมากที่สุดถาไมมีการ
สื่อสารก็สามารถท่ีจะไปผานระบบคอมพวิ เตอรส อ่ื สารได
2. เว็บไซตชวยสอนแบบเว็บเพจสนับสนุนรายวิชา (Web Supported Courses)
เปนรายวิชาที่มีลักษณะเปนรูปธรรมมีการพบปะครูกับนักศึกษา เชน การกําหนดงานที่ใหทําเว็บไซต
การกาํ หนดใหอา น การสื่อสารผา นระบบคอมพวิ เตอร
3. เว็บไซตชวยสอนแบบเว็บศูนยการศึกษา (Web Pedagogical Resources) คือ
ประเภทของเว็บไซตที่มีวัตถุดิบและเครื่องมือ ซึ่งสามารถรวบรวมวิชาขนาดใหญเขาไวดวยกัน หรือ
เปน แหลง สนับสนุนกิจกรรมทางการศกึ ษา
2.3.10 โครงสรางเวบ็ ไซตท างการศึกษา
การสรางเว็บไซตเพื่อใชในทางการศึกษามีลักษณะโครงสรางที่หลากหลายรูปแบบ
แบง ตามประโยชนใชง านตามแนวคิดของ เจมสสามารถแบง ได 3 รูปแบบใหญ คอื
1. โครงสรางแบบการคนหา (Electric Structures) ลักษณะของโครงสรางเว็บไซต
เปนแหลงของเว็บไซตที่ใชในการคนหามีการกําหนดขนาดและรูปแบบ ไมมีโครงสรางที่ผูเรียนตองมี
เว็บลักษณะของเว็บไซตแบบนจี้ ะมีแตก ารใหใชเคร่ืองมือในการสืบคนหรือ เพ่ือบางสงิ่ ทตี่ องการคนหา
หรือผูเ ขียนเว็บไซตตอ งการ โครงสรา งแบบนจี้ ะเปน แบบเปดใหผ เู รียนไดเขามาคน ควา เน้ือหาในบริบท
โดยไมมโี ครงสรา งขอ มลู เฉพาะใหไดเลือก
2. โครงสรางแบบสารานุกรม (Encyclopedia Structures) การควบคุมการสราง
ของเว็บไซตที่เราสรางขึ้นเองได ก็จะใชโครงสรางขอมูลในแบบตนไมในการเขาสูขอมูล ซึ่งเหมือนกบั
หนังสือที่มีเนื้อหาและมีการจัดเปนบทตอน จะกําหนดใหผูใชไดผานเขาไปคนหาขอมูลและเครื่องมือ
ที่อยูพื้นที่ของเว็บหรืออยูภายนอกเว็บไซตจํานวนมาก มีโครงสรางในลักษณะดังกลาวนี้ โดยเฉพาะ
เวบ็ ไซตท างการศึกษาที่ไมไดกําหนดทางการคาองคกร แตในเวบ็ ไซตทางการศกึ ษาตองรบั ผดิ ชอบ ตอ
การเรียนของผูเ รียน
3. โครงสรางแบบการเรียนการสอน (Pedagogic Structures) มีการจัดทํารูปแบบ
โครงสรางหลายอยางในการนาํ มาสนองความตองการ ทั้งหมดเปน ท่รี ูจักดีในบทบาทของการออกแบบ

15

ทางการศึกษา สําหรับคอมพิวเตอรชวยสอน หรือเครื่องมือมัลติมีเดีย ซึ่งความจริงมหี ลักการแตกตาง
ระหวางคอมพิวเตอรช วยสอนกบั เวบ็ ชว ยสอน นน้ั คอื ความสามารถของ HTML ในการท่ีจะจัดทํา ใน
แบบ ไฮเปอรเ ท็กซ กับการเขาถงึ ขอมลู หนาจอโดยผา นระบบอนิ เตอรเ นต็
2.4 การขับเคลื่อนดว ยระบบนิวเมติกส

2.4.1 ความหมายของระบบนิวเมติกส
ทําหนาที่เปลี่ยนพลังงานลมอัดเปนพลังงานกลแลวนําไปขับเคลื่อน หรือควบคุม

เครื่องจักรและอุปกรณตางๆแบงไดตามลักษณะการทํางาน คือ อุปกรณที่ทําใหเกิดการเคลื่อนที่ใน
แนวเสน ตรง, อปุ กรณท ที่ าํ ใหเ กดิ การเคล่ือนทีใ่ นแนวเสนรอบวง และอุปกรณก ารทํางานแบบพิเศษ

รูปที่ 2.10 อปุ กรณทาํ งานในระบบนวิ เมตกิ ส

2.4.2 อุปกรณทาํ งานในแนวเสนตรง
อุปกรณเคลื่อนที่เปนเสนตรง ในระบบนิวเมติกสจะนิยมใชกระบอกสูบลม

(Pneumatic- Cylinder) เพราะใชงานงาย โครงสรางไมซับซอน กระบอกสูบสามารถแบงได 2 ชนิด
ไดแ ก

- กระบอกสบู ทํางานทางเดียว
กระบอกสูบทํางานทางเดียว จะปอนลมอัดเขาทางดานลูกสูบและดันใหกานสูบ

เคลื่อนที่ออก เมื่อปลอยลมทิ้งดานลูกสูบ จะทําใหลูกสูบเคลื่อนที่กลับเองดวยแรงสปริงที่อยูภายใน
กระบอกสูบ หรือถาไมมีสปริง จะตองใชแรงภายนอกมากระทําที่กานสูบ ลูกสูบจึงเคลื่อนที่กลับ
โดยทวั่ ไประยะชกั ของกระบอกสูบประเภทนี้จะยาวสุดระหวาง 80-100mm ลกั ษณะการใชงานคือจะ
นําไปใชดนั หรอื ดึงเพยี งทศิ ทางเดียวเทานั้น

16

- ลกั ษณะโครงสรา ง
1. กระบอกสูบ (Cylinder Barrel)
2. ลกู สูบ (Piston)
3. กานสูบ (Piston Rod)
4. สปริงดนั กลบั (Return Spring)
5. ซลี (Seal)
6. บชู กา นสบู (Bush Bearing)
7. รจู า ยลม (Working Port)
8. รูระบายลม (Exhaust Port)

รูปท่ี 2.11 ลักษณะโครงสรา ง
- หลกั การทํางานของกระบอกสูบทางเดยี ว

- จงั หวะการเคลือ่ นที่ออก
กา นสบู เคลอื่ นท่อี อกไดโดยแรงดนั ของลมที่เขาไปดนั หวั ลูกสูบ โดย

จะตองเอาชนะแรงตานของสปริงและความฝด ภายในกระบอกสบู
- จังหวะการเคล่ือนท่ีเขา
กานสูบเคลอ่ื นทก่ี ลบั ดวยแรงสปรงิ

รปู ท่ี 2.12 การทาํ งานของกระบอกสบู ทางเดียว

17

- ลักษณะการใชง านของกระบอกสูบทางเดยี ว
ใชกับงานที่ออกแรงทํางานในทิศทางเดียว และในจังหวะกลับไมควรจะรับ

แรงใดๆ รวมถงึ งานทีม่ ีระยะชักส้นั ๆ ตวั อยางเชน งานจบั ยดึ ช้นิ งาน งานยกของ งานปอ นทศิ ทางเดยี ว

รูปที่ 2.13 ลักษณะการใชงาน
- รปู รางอุปกรณของกระบอกสบู ทางเดยี ว

1. จะสังเกตเห็นรูปอนลมเพียง 1 รู
2. เมอ่ื ดึงกานสบู ออก หรอื ดันเขาแลว ปลอยมือ ลูกสบู จะเคลื่อนที่กลบั ดวย
สปริง
3. มรี ะยะชกั สนั้ ๆไมเ กิน 100 mm.

รปู ท่ี 2.14 รูปรางอุปกรณ

18

- กระบอกสูบทาํ งาน 2 ทศิ ทาง
กระบอกสูบทํางานสองทาง ลมเขาดานลูกสูบและลมออกดานกานสูบ ทําใหไดแรง

ท้ัง 2 ทิศทาง กระบอกสูบชนิดน้ี จะมหี ลายชนิด เชน กระบอกสบู ทํางาน 2 ทศิ ทางแบบไมมีเบาะลมกัน
กระแทก, กระบอกสูบทาํ งาน 2 ทศิ ทางแบบมเี บาะลมกันกระแทก, กระบอกสบู ทาํ งาน 2 ทศิ ทางแบบมีกาน
สูบ 2 ขาง, กระบอกสูบทํางาน 2 ทิศทางแบบ 2 ตอน, กระบอกสูบทํางาน 2 ทิศทางแบบชวงชักหลาย
ตําแหนง, กระบอกสูบทํางาน 2 ทิศทางแบบกระแทก, กระบอกสูบทํางาน 2 ทิศทางแบบไมมีกานสูบ,
กระบอกสูบทํางาน 2 ทศิ ทางแบบแกนคู

- กระบอกสบู ทาํ งาน 2 ทศิ ทางแบบไมมีเบาะลมกนั กระแทก
กระบอกสูบชนดิ นี้ มีราคาถูก เหมาะกับงานที่ใชค วามเรว็ ในการเคลือ่ นทีท่ ่ีไมม ากนัก

ถา นําไปใชกบั งานเคลือ่ นท่ีเรว็ จะทําใหกระบอกสบู เสียหายได
- ลกั ษณะโครงสรางของกระบอกสูบทํางาน 2 ทศิ ทาง
ประกอบดวย ลูกสบู และกานสูบ ซึ่งเคลอื่ นที่ไปมาอยภู ายในกระบอกสบู ท่ี

ปดหัวทา ย โดยใชล มอดั ไปอดั เพื่อใหท ําใหเ กิดการเคลอื่ นที่
1. รูปอ นลม (Working Port)
2. ฝาสูบหวั ทา ย (Base & Bearing Cap)
3. ลกู สูบ (Piston)
4. กา นสูบ (Piston Rod)
5. กระบอกสูบ (Cylinder)
6. ซลี (Seal)

รูปที่ 2.15 ลกั ษณะโครงสรา ง

19

- การทาํ งานของกระบอกสูบทาํ งาน 2 ทิศทาง
จังหวะการเคลื่อนท่ีออก - กานสบู เคลื่อนที่ออกไดโดยแรงดันของลมท่เี ขา

ไปดนั หัวลูกสูบ
จังหวะการเคลื่อนที่เขา - กานสูบเคลื่อนที่กลับดวยแรงดันของลมที่เขาไป

ดันลกู สูบดานกานสบู

รูปที่ 2.16 การทาํ งานของกระบอกสูบทาํ งาน 2 ทศิ ทาง
- ลกั ษณะการใชงานของกระบอกสบู ทาํ งาน 2 ทิศทาง

ใชกบั งานทต่ี องการใชแรงทั้งจงั หวะเลอ่ื นเขา และออก และงานทีต่ อ งการ
ชวงชักยาวเชน

1. งานเปด -ปด ประตู
2. งานปอนเจาะ
3. งานเลอื่ นชิน้ งาน

รปู ท่ี 2.17 ลักษณะการใชงานของกระบอกสบู ทาํ งาน 2 ทิศทาง

20

- รปู รา งของอุปกรณการใชง านของกระบอกสบู ทํางาน 2 ทิศทาง
1. จะสงั เกตเห็นรปู อนลม 2 รู
2. มีสญั ลกั ษณบอกชนดิ ของลกู สูบ

รปู ที่ 2.18 รปู รางของอุปกรณข องกระบอกสบู ทํางาน 2 ทศิ ทาง

- กระบอกสูบทาํ งาน 2 ทศิ ทางแบบมีเบาะลมกันกันกระแทก
กระบอกสบู ชนดิ น้ี จะลดความเรว็ หรือลดอตั ราหนวงของลกู สูบเม่ือสุดระยะชัก ปรับ

สกรูกันกระแทกที่หัวทายของกระบอกสูบ ลมที่ถูกระบายทิ้งจะตองผานทางสกรูปรับกันกระแทกได
ทางเดียวเทานั้น ทําใหเกิดความดันตานกลับ ในตําแหนงนี้ลูกสูบจะเคลื่อนที่ชาลง และมีระยะกัน
กระแทกอยทู ่ปี ระมาณ 10-30mm

- ลกั ษณะโครงสรา งกระบอกสบู ทํางาน 2 ทิศทางแบบมเี บาะลมกนั กันกระแทก
1. กระบอกสูบ (Cylinder Barrel)
2. ฝาสบู หัวทา ย (Base & Bearing Cap)
3. ลกู สูบ (Piston)
4. ลูกสบู กันกระแทก (Cushion Piston)
5. สกรูปรบั (Adjustable Screw)

รปู ที่ 2.19 ลักษณะโครงสรางกระบอกสูบทํางาน 2 ทศิ ทางแบบมีเบาะลมกันกระแทก

21

- การทํางานกระบอกสูบทํางาน 2 ทศิ ทางแบบมเี บาะลมกนั กันกระแทก
ในจังหวะแรกท่กี านสูบเร่มิ เคลื่อนที่ ลมระบายดา นตรงขา มจะไหลออกไดส ะดวก ทาํ

ใหกา นสูบเคล่ือนท่ีเรว็ เม่อื กานสบู เคลื่อนที่ออกไปจนเกือบสดุ ระยะชกั ลกู สบู กันกระแทกจะปดชอง
ระบายลมออก ลมสว นทีเ่ หลือจะระบายออกโดยผา นทางแคบทสี่ กรปู รับทาํ ใหกา นสบู เคลื่อนทช่ี า ลง

แรงกระแทกระหวางลูกสบู กับฝาสูบกล็ ดลง

รูปที่ 2.20 การทาํ งาน

กบั ฝาสูบ - ลกั ษณะการใชงาน
ใชก ับงานท่ีกานสบู ตองเคลอื่ นที่ดวยความเรว็ สงู เพ่ือลดแรงกระแทกระหวางลกู สูบ

- รปู รา งของอปุ กรณ
1. จะสังเกตเห็นรปู อ นลม 2 รู
2. มีสญั ลักษณบ อกชนดิ ของลกู สูบ

รปู ที่ 2.21 รูปรางของอุปกรณ

22

- กระบอกสูบทํางานสองทางแบบกานสูบสองขาง
กระบอกสูบชนิดนี้เคลื่อนที่ไปและกลับ แรงที่ไดทั้ง 2 ขางจะมีคาเทากัน เนื่องจาก

พื้นที่หนาตัดทั้ง 2 ขางมีขนาดเทากัน และที่ปลายสุดจุดรองรับของการสูบทั้ง 2 ขางจะมีแบริ่ง
(ลกู ปน ) รองรบั กานสูบอยู

- ลกั ษณะโครงสรา งของกระบอกสบู ทาํ งานสองทางแบบกา นสูบสองขา ง
ลักษณะโครงสรางเหมือนกบั กระบอกสบู ชนดิ ทาํ งานสองทางแบบทั่วไป แต

จะตา งกนั ตรงที่มีกา นสบู ทีส่ ามารถใชง านได 2 ขา ง

รปู ที่ 2.22 ลักษณะโครงสรา งของกระบอกสบู ทํางานสองทางแบบกานสูบสองขาง
- การทํางานของกระบอกสบู ทํางานสองทางแบบกา นสบู สองขาง

ลักษณะการทํางานเหมือนกับลูกสูบชนิดทํางานสองทางแบบปกติ แตจะตางกัน
ตรงท่มี กี านสูบทสี่ ามารถใชง านได 2 ขาง

รูปท่ี 2.23 การทํางานของกระบอกสูบทาํ งานสองทางแบบกา นสบู สองขาง

23

- ลกั ษณะการใชง านของกระบอกสูบทาํ งานสองทางแบบกานสูบสองขา ง
ใชก บั งานท่ตี องการใชกา นสูบท้ังสองขาง เชน การผลักชิน้ งาน 2 ฝง

รูปที่ 2.24 ลักษณะการใชง าน
- รปู รา งของอุปกรณกระบอกสบู ทํางานสองทางแบบกานสูบสองขา ง

1. สังเกตเห็นรูปอ นลม 2 รู
2. มกี านสูบโผลอ อกมาจากกระบอกสูบทัง้ 2 ดา น

รปู ที่ 2.25 รูปรา งของอปุ กรณ
- กระบอกสูบทาํ งานสองทางแบบ 2 ตอน

กระบอกสูบชนิดนี้ถูกออกมาเพื่อแกปญหาการมีเนื้อที่ในการติดตั้งกระบอกสูบท่ี
จํากัด แตแรงที่กระบอกสูบจะตองกระทํานั้นมีมากกวาที่กระบอกชนิด 2 ทิศทางจะกระทําได
เนื่องจากมีเสนผานศูนยกลางเล็กเกินไป ถาจะเพิ่มเสนผานศูนยใหกระบอกสูบชนิด 2 ทิศทางใหมี
ขนาดโตขึ้น กจ็ ะมีปญ หาเรือ่ งเนื้อท่ีในการตดิ ต้ัง จึงจําเปนตองใชก ระบอกสูบชนิด 2 ทางแบบ 2 ตอน
มาใชแทน

24
- ลักษณะโครงสรางของกระบอกสบู ทํางานสองทางแบบ 2 ตอน

ลักษณะโครงสรางเหมือนกับกระบอกสูบชนิดทํางานสองทางแบบทั่วไป
แตจะเปนการนํากระบอกสูบชนิดทํางานสองทางมาตอกัน 2 กระบอกสูบ โดยจะใชกานสูบอัน
เดยี วกัน

รปู ท่ี 2.26 ลกั ษณะโครงสรา ง
- การทาํ งานของกระบอกสบู ทาํ งานสองทางแบบ 2 ตอน

ลักษณะการทํางานเหมือนกับลูกสูบชนิดทํางานสองทางแบบปกติ
แตจ ะตองจายลมใหทง้ั สองชวงของกระบอกสูบ กานสบู จึงจะเคลื่อนท่ี

รูปท่ี 2.27 การทาํ งาน

25

- ลกั ษณะการใชง าน
ใชกับงานทต่ี องการแรงมาก แตใชระยะตดิ ตัง้ ที่นอย

- รูปรางของอุปกรณ
1. สังเกตเหน็ รปู อนลม 4 รู
2. ลกั ษณะเหมือนกระบอกสูบ 2 อนั นาํ มาตอกัน

รปู ท่ี 2.28 รปู รา งของอปุ กรณ
- กระบอกสูบทํางานสองทางแบบชวงชกั หลายตําแหนง

เปนกระบอกสบู ท่สี ามารถหยุดกา นสบู ไดห ลายตาํ แหนง โดยเปนการนาํ กระบอกสูบ
ชนดิ 2 ทาง 2 กระบอก มาประบกอบรวมกนั เปน กระบอกเดยี ว

- ลกั ษณะโครงสราง
ลกั ษณะโครงสรา งเหมือนกบั กระบอกสูบชนดิ ทาํ งานสองทางแบบท่วั ไป แต

จะเปน เหมือนกระบอกสบู 2 ทาง 2 กระบอกมาตอกัน

รูปที่ 2.29 ลกั ษณะโครงสรา ง

26
- การทาํ งาน

ใหปอนลมเขากระบอกสูบตามลูกศร ซึ่งจะไดระยะตามรูปที่แสดงไว มี 4
ตาํ แหนง ดวยกัน

รูปที่ 2.30 การทาํ งาน
- ลกั ษณะการใชง าน

ใชก ับงานทต่ี องการใหกระบอกสบู กระบอกเดียวกนั หยุดไดหลายตาํ แหนง

รปู ท่ี 2.31 ลักษณะการใชง าน

27

- รปู รา งของอุปกรณ
1. สงั เกตเหน็ รปู อนลม 4 รู
2. มีกา นสบู โผลอ อกจากกระบอกสบู ออกท้งั 2 ดาน

รูปท่ี 2.32 รูปรา งของอุปกรณ

- กระบอกสูบทํางานสองทางแบบกระแทก
กระบอกสูบชนิดนี้เหมาะกับงานประเภท ตัดชิ้นงาน งานขึ้นรูปชิ้น และงานยํ้าหมดุ

ซึ่งงานเหลานี้ตองใชแรงกระแทกในการทํางาน ความเร็วของกานสูบชนิดนี้อยูระหวาง 7.5-10 m/s
(เมตรตอ วินาท)ี สวนระยะชวงชักของการกระแทกจะมีระยะสน้ั ๆ

- ลกั ษณะโครงสราง
ลักษณะโครงสรา งเหมือนกบั กระบอกสบู ชนดิ ทํางานสองทางแบบทว่ั ไป

รปู ท่ี 2.33 ลกั ษณะโครงสรา ง

28
- การทาํ งาน

ลักษณะการทํางานเหมือนกับลูกสบู ชนดิ ทํางานสองทางแบบปกติ

รูปที่ 2.34 การทํางาน
- ลกั ษณะการใชง าน

ใชก บั งานทต่ี องการแรงกระแทก เชน งานตดั ช้นิ งาน, งานขึน้ รปู ชนิ้ งาน,
และงานยาํ้ หมุด

รูปที่ 2.35 ลกั ษณะการใชง าน

29

- รปู รางของอุปกรณ
1. สังเกตรปู อ นลม 2 รู
2. ลกั ษณะคลายกับกระบอกสบู แบบ 2 ทิศทางแบบปกติ

รูปที่ 2.36 รูปรางของอปุ กรณ
- กระบอกสูบทาํ งานสองทางแบบไมมกี า นสูบ

กระบอกสูบชนิดนี้ตัวกานสูบจะอยูกับที่ สวนตัวลูกสูบจะเคลื่อนที่ เหมาะกับงานที่
ตองการชวงชังยาวซึ่งมีระยะชักสูงสุด 5,000 mm (500 cm) ความเร็วเคลื่อนที่สูงสุด 400 mm/s
(มิลลิเมตรตอวินาที) การทํางานของกระบอกสูบชนิดนี้จะใชลมอัดไปดันใหแมเหล็กเคลื่อน และตัว
แมเหล็กนี้จะดึงใหลูกสูบเคลื่อนตามไปดวย ตัวอยางงานที่ใชกระบอกสูบชนิดนี้ เชน งานประเภท
เคลอ่ื นยา ยของจากจุดหนง่ึ ไปอีกจุดหนึง่

- ลักษณะโครงสรา ง
1. รปู อนลมเขา-ออก (Working Port)
2. แทนลูกสบู (Piston Base)
3. ลกู สบู (Piston)

รูปท่ี 2.37 ลกั ษณะโครงสราง

30

- การทํางาน
กระบอกสบู ชนดิ นี้ จะมีลักษณะการทาํ งานเหมือนกระบอกสบู สองทางแบบ

ทั่วไป โดยภายในกานสูบจะมีแมเหล็กติดอยูกับลูกสูบที่เคลื่อนที่ได เมื่อมีแรงดันลมดันใหแมเหล็ก
เคลอื่ นที่ เสนแรงแมเหล็กจะดงึ ใหล กู สบู ภายนอกเคลอื่ นทต่ี ามไปดว ย

รปู ที่ 2.38 การทํางาน
- ลักษณะการใชงาน

ใชก บั งานทีต่ อ งการชว งชักยาว ซึ่งมรี ะยะชักสูงสดุ ถงึ 5 เมตร และความเร็ว
ในการเคลื่อนที่สูงสดุ 40cm/s (เซนติเมตรตอวินาที) เชน งานประเภทเคลื่อนยายของจากจดุ หนึ่งไป
อีกจดุ หนึ่ง

รปู ที่ 2.39 ลกั ษณะการใชงาน

31

- รปู รางของอปุ กรณ
1. จะมีกานสบู อยูกับท่ี
2. มรี ูลมใชง าน 2 รู

รปู ที่ 2.40 รูปรา งของอปุ กรณ

- กระบอกสบู ทาํ งานสองทางแบบกานสบู คู
กระบอกลมแบบแกนคู เปนกระบอกคอมแพ็คประเภทหนึ่ง ที่ลักษณะตัวจะแบน

ราบมี 2 แกน ปลายแกนมีไกดชวยประคองกันและกันอยู จึงทําใหแกนของกระบอกไมหมุนขณะ
เคลอื่ นท่ี และเนอ่ื งจากกระบอกสบู ชนิดน้ี ระยะ Stroke ไมยาวจึงมคี วามแมนยาํ สูง ในการยนื่ ไปจบั
งาน

- ลกั ษณะโครงสรา ง
จะมีลักษณะเหมือนกระบอกสูบแบบ 2 ทิศทางแบบทั่วไป แตจะมีกาน

สบู 2 กา นยึดติดกัน

รปู ที่ 2.41 ลักษณะโครงสราง

32

- การทาํ งาน
กระบอกสูบชนิดน้ี จะมลี ักษณะการทํางานเหมอื นกระบอกสบู สองทางแบบ

ท่วั ไป

รูปท่ี 2.42 การทํางาน
- ลกั ษณะการใชง าน

ใชกับงานทต่ี องการแรง และความแมน ยาํ สูง ประหยดั เนื้อทใี่ นการติดตง้ั
เน่ืองจากมีกานสบู 2 อันจึงทําใหไดแรงมากกวา กระบอกสูบแบบกานสูบเดียวถงึ 2 เทา

- รปู รางของอปุ กรณ
1. จะมกี า นสูบ 2 อันยดึ ตดิ กัน
2. มรี ลู มใชงาน 2 รู

รปู ท่ี 2.43 รปู รา งของอปุ กรณ

33

- สญั ลักษณท ว่ั ไปและแบบพเิ ศษของกระบอกสบู ตา งๆ
- สัญลกั ษณแ บบทว่ั ไป

รปู ที่ 2.44 สญั ลกั ษณท่วั ไป
- สัญลกั ษณแบบพเิ ศษ

รูปที่ 2.45 สญั ลักษณแ บบพิเศษ

34

- การคาํ นวณหาคาแรงของกระบอกสบู
- การคาํ นวณคาแรงของกระบอกสบู
การเลือกชนิดและขนาดของกระบอกสูบมีหลักการพิจารณา เชน นํ้าหนัก

ของงาน หรือแรงที่กระบอกสูบจะตองไปกระทํา รวมทั้งความยาวของชวงของกานสูบที่จะรับแรง
ในทางทฤษฎี แรงของกระบอกสูบคาํ นวณไดจ ากความดันลมอัด ขนาดพ้นื ทีห่ นาตัด กระบอกสบู และ
แรงเสียดทานของกระบอกสูบ ดังสมการตอ ไปน้ี Fth = A x P

เมื่อ Fth คือแรงท่ีคํานวณจากทฤษฎี (Theoretical Piston Force) มหี นว ยเปน นวิ ตนั
(N)

A คอื พื้นทห่ี นาตัดของกระบอกสูบ มีหนว ยเปน ตารางเมตร (m)

P คือความดนั ลมอดั มหี นว ยเปนบาร (bar)

ในทางปฏิบตั ิ แรงทเ่ี กดิ ข้ึนจรงิ จะนอ ยกวาแรงที่คาํ นวณทางทฤษฎี เน่อื งจากเกิดการ
สูญเสียจากแรงเสียดทานที่ความดัน 4-8 บาร ซึ่งคาแรงเสียดทานมีคา 3-20 เปอรเซ็นต ของแรงท่ี
คาํ นวณไดทางทฤษฎี และตอ งนาํ คา นไ้ี ปใชคาํ นวณดว ย ดังนี้

1. กระบอกสบู ทาํ งานทางเดยี วแรงท่เี กดิ ขึ้นจริงเทา กบั
Fn = A x P – (FR + FF)

2. กระบอกสูบทาํ งาน 2 ทาง
แรงท่ีเกิดขึน้ จรงิ ในจงั หวะลกู สบู เคลือ่ นท่ีออกเทา กับ
Fn = A x P – FR
แรงทเ่ี กิดข้ึนจรงิ ในจงั หวะลกู สูบเคลอ่ื นท่ีกลบั เทา กับ
Fn = A’ x P – FR

เม่ือ A' (พ้นื ท่ีหนาตัดวงแหวน) = พน้ื ที่หนาตัดของลูกสบู – พ้ืนทห่ี นาตัดของกานสูบ
′ = 2 − 2

′ = 2 − 2
4 4

′ = ( 2 − 2)
4

เมื่อ P คือความดนั ใชง าน มหี นวยเปน บารห รอื นวิ ตนั

35

Fth คอื แรงที่คํานวณจากทฤษฎี (Theoretical Piston Force) มีหนว ยเปนนวิ ตนั
(N)

FN คอื แรงที่เกิดขนึ้ จรงิ (Effective Piston Force) มีหนวยเปน นวิ ตนั (N)
FR คอื แรงเสียดทาน (Frictional Force) มหี นว ยเปน นิวตนั (N) มีคา 3 – 20
เปอรเซ็นตข องแรงที่คํานวณทางทฤษฎี
FF คอื แรงตานของสปริง (Force of Return Spring) มีหนวยเปน นิวตัน (N)
A คอื พืน้ ทห่ี นา ตัดของลูกสูบ มหี นว ยเปนตารางเมตร (m) a คอื พืน้ ทีห่ นา ตดั ของ
กานลูกสบู มีหนวยเปน ตารางเมตร (m)
A ’คือพ้ืนท่หี นา ตดั วงแหวน มหี นวยเปน ตารางเมตร (m)
D คอื เสน ผา นศูนยก ลางลูกสูบ มีหนวยเปน เมตร (m)
d คอื เสนผา นศูนยกลางกา นสูบ มีหนว ยเปนเมตร (m)
- การหาคาแรงของกระบอกสบู ท่ีคิดคาแรงตานเน่ืองจากความเสียดทาน 10% ของแรงทาง
ทฤษฎี

รูปที่ 2.46 การหาคาแรงของกระบอกสูบที่คิดคาแรงตา นเน่ืองจากความเสียดทาน 10% ของแรงทางทฤษฎี

36

2.4.3 อปุ กรณก ารทาํ งานที่เคลอ่ื นที่เปนเสนรอบวง
อุปกรณที่เคลื่อนที่เปนเสนรอบวง (Rotary Motion) แบงเปน 2 ประเภทตาม

ลักษณะการทํางาน ไดแก อุปกรณทํางานในลักษณะของการหมุนแกวง (Oscillation Motion) ,
อุปกรณท ํางานในลกั ษณะหมุนรอบ(Rotary Motion)

- อปุ กรณท ํางานในลักษณะของการหมุนแกวง (Oscillation Motion)
- อุปกรณหมุนแกวง แบบลูกสูบหมนุ (ROTARY CYLINDER)
- หลกั การทาํ งานและลักษณะโครงสรา ง
เมือ่ มลี มดันเขาไปในกระบอกสบู จะทําใหกานสูบท่ีมีเฟอง

สะพานเลื่อน ทําใหเฟองหมุนซึ่งจํานวนรอบที่เฟองหมุนไปและกลับขึ้นอยูกับความยาวของกานสูบ
โดยคามุมท่ีหมุนสามารถปรับไดโดยการต้งั ชวงสกรู โดยลักษณะโครงสรา งของลูกสูบหมุนจะประกอบ
ไปดวย กระบอกสบู ,ฝาสบู หัวทาย,ลบู สบู ,กา นสบู ,เฟอ ง,เฟองสะพาน

- ลักษณะการใชงาน
ใชกับงานที่ตองการการเคลือ่ นที่ในแนวหมุนแบบไมครบรอบ เชน

การหมนุ ชนิ้ งาน งานดัดทอ งานควบคุมวาลวเล่อื นแบบตางๆ เปนตน

รูปที่ 2.47 อปุ กรณทท่ี ํางานในลักษณะของการหมุนแกวง (Rotary Cylinder)

- อปุ กรณห มุนแกวงแบบใบพัดเลื่อน (SEMI-ROTARY DRIVE)
- หลกั การทาํ งานและลักษณะโครงสราง
เมื่อปอนลมเขาทางดานหมายเลข 2 แรงดันลมจะดันใหใบพัด

เคลื่อนที่ทวนเข็มนาิกาผลอันนี้จะทําใหเพลาของมอเตอรแบบแกวงนี้เคลื่อนที่ตามไปดวยสวนรู 1
จะเปนรูระบายลมในทิศทางตามเข็มนาิกาจะตองปอนลมเขา 1 สวน รู 2 จะเปนรูระบายลม โดยมี
ลกั ษณะโครงสรา งของลกู สบู หมนุ ประกอบไปดวย ใบพัด,รูลมเขา-ออก

37

- ลักษณะการใชงาน
ใชกับงานทตี่ อ งการการเคล่ือนทีใ่ นแนวหมุนแบบไมครบรอบแตใช

ลมอัดเขาไปโดยไมตองใชสะพานเฟองในการชวยหมุน เชน การหมุนชิ้นงาน การโยกยายชิ้นงานใน
แนวแกนหมนุ ของแตละรุนทีจ่ ะสามารถไดห มุนไปไดแ คไหน เปน ตน

รปู ที่ 2.48 อปุ กรณห มุนแกวง แบบใบพัดเล่ือน

- อุปกรณท ํางานในลักษณะหมุนรอบ(Rotary Motion)
- มอเตอรลมแบบลกู สูบ (Piston Motor)
- หลกั การทาํ งานและลักษณะโครงสราง
การจายลมหมุนเวียนตามลําดับเพื่อไปดันใหลูกสูบ

เคลื่อนที่แลวกานสูบจะไปผลักใหขอเหวี่ยงทําใหเพลาหมุนแบบตอเนื่อง กําลังของมอเตอรขึ้นอยูกับ
ความดันของลมอัดและขนาดของลูกสูบ โดยมีลักษณะโครงสรางคือลูกสูบจะวางอยูในแนวรัศมีของ
เพลาโดยกา นสูบจะผลักขอ เหวีย่ งทาํ ใหเ พลาเกิดการเคลื่อนทตี่ ามลักษณะโครงสรา ง

- ลกั ษณะการใชง าน
ใชก บั งานทต่ี องการแรงบดิ สูง เชน ใชทาํ กวา นยกข้ึน-ลง

ในโรงงาน

38

รูปที่ 2.49 มอเตอรลมแบบลูกสบู
-มอเตอรลมแบบใบพัดเล่อื น (Sliding Vane Motor)

-หลกั การทาํ งานและลักษณะโครงสราง
เมื่อปอนลมเขา 1 แรงดันลมจะดันใบพัด ใหเคลื่อนที่ในแนวหมุน

เปนผลทําใหเพลาที่ติดอยู เคลื่อนที่ในแนวหมุนได และจะหมุนในทิศทาง ตามเข็มนาิกา รู 3 ของ
มอเตอรจะเปนรูระบายและในทํานองเดียวกัน หากตองการใหมอเตอรลมหมุนในทิศทางทวนเข็ม
นาิกาก็จะตองปอนลมเขาทางดาน 2 สวน รู 3 เปนรูระบาย โดยมีลักษณะโครงสรางคอื มอเตอรลม
ชนดิ นี้จะประกอบดว ย แผนใบพัด,เลอ่ื นโดยรอบ,แผน ใบพดั นจี้ ะเปน ตวั รับแรงดนั เพ่ือใหเกิดแรงขับให
มอเตอรหมนุ ได

รปู ท่ี 2.50 มอเตอรลมแบบใบพัดเลอ่ื น

39

2.5 งานวจิ ัยที่เกี่ยวของ
ตูเก็บของอัตโนมัติโดยใชร ะบบนิวแมติกส
ระบบจัดเก็บอุปกรณเขาตูเก็บของโดยระบบอัตโนมัติประกอบไปดวยระบบควบคมุ

ตําแหนงของบอลสกรูดวย เซอรโวมอเตอรโดยมีแกนตั้งและแกนนอน และระบบนิวแมติกสการ
ควบคุมการทํางานดวยพีแอลซีทําหนาที่ควบคุมโดยใชอุปกรณหมุนแกวงแบบลูกสูบหมุน(ROTARY
CYLINDER) สามารถควบคุมการทํางานไดทั้งระบบอัตโนมัติและระบบสั่งงานดวยมือ นอกจากนั้นยัง
สามารแสดงผลและควบคุมการ ทํางานไดดวยระบบจอสัมผัส จากผลการทดลองพบวา ระบบตูเก็บ
ของอัตโนมัติสามารถจัดเก็บชิ้นงานในชองเก็บของตาง ๆ ไดอยางแมนยํา และ สามารถสั่งจับชิน้ งาน
จากชั้นเก็บของมาวางไวที่ฐานวางชิ้นงานได มีการแสดงผลการทํางานทางระบบจอสัมผัสไดถูกตอง
เมอื่ การทํางานเกดิ ความผิดพลาดระบบจะทาํ การสง สัญญาณเตือนและแกไขการทํางานทันทีจากการ
ทํางานที่กลาวมาจะทําใหผูที่ ศึกษาสามารถนําความรูที่ไดรับไปปรับประยุกตใชกับการทํางานใน
ระบบอุตสาหกรรมได


Click to View FlipBook Version