The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย+อนุบาล3ห้อง3+ครูรุ่งเรือง (1) (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by weruwan.kindergarten, 2022-05-20 06:42:09

วิจัย+อนุบาล3ห้อง3+ครูรุ่งเรือง (1) (1)

วิจัย+อนุบาล3ห้อง3+ครูรุ่งเรือง (1) (1)

วิจยั ในช้นั เรียนระดบั ปฐมวัย
เร่อื ง

การพฒั นาทกั ษะการอา่ นสะกดคา โดยใช้ชุดส่อื การฝึกอา่ น
ของนักเรียนชั้นอนุบาลปที ่ี 3/3 โรงเรยี นวัดเวฬวุ นั (สารภีชนานกุ ูล)

โดย

นางรุ่งเรอื ง ถน่ิ คา
ครชู านาญการพเิ ศษ
ครูประจาชั้นอนุบาลปีท่ี 3/3

โรงเรยี นวดั เวฬวุ นั (สารภชี นานุกูล)
ตาบลยางเนิ้ง อาเภอสารภี จังหวดั เชียงใหม่
โรงเรียนอนุบาลประจาเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาเชยี งใหม่ เขต 4
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน

กระทรวงศึกษาธกิ าร
2564

วิจยั ในช้นั เรียนระดบั ปฐมวัย
เร่อื ง

การพฒั นาทกั ษะการอา่ นสะกดคา โดยใช้ชุดส่อื การฝึกอา่ น
ของนักเรียนชั้นอนุบาลปที ่ี 3/3 โรงเรยี นวัดเวฬวุ นั (สารภีชนานกุ ูล)

โดย

นางรุ่งเรอื ง ถน่ิ คา
ครชู านาญการพเิ ศษ
ครูประจาชั้นอนุบาลปีท่ี 3/3

โรงเรยี นวดั เวฬวุ นั (สารภชี นานุกูล)
ตาบลยางเนิ้ง อาเภอสารภี จังหวดั เชียงใหม่
โรงเรียนอนุบาลประจาเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาเชยี งใหม่ เขต 4
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน

กระทรวงศึกษาธกิ าร
2564



หวั ขอ้ รายงานวจิ ัย การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชุดสื่อการฝึกอ่าน ของนักเรียน
ชนั้ อนุบาลปีท่ี 3/3 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนวดั เวฬวุ นั
ผู้วิจัย นางร่งุ เรือง ถนิ่ คา
ปีการศกึ ษา 2564

บทคดั ย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือเปรียบเทียบผลการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ก่อนและหลังการใช้ชุดสื่อการฝึกอ่านของนักเรียนชั้นอนุบาลปีท่ี 3/3 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา
2564 โรงเรียนวัดเวฬุวัน กลุ่มประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี คือ นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3/3
โรงเรียนวัดเวฬุวัน ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 24 คน นักเรยี นชาย 13 คน นักเรียนหญิง 11
คน รูปแบบการวิจัยเป็นการวัดก่อนและหลังใช้นวัตกรรม (The One Group Comparison Pre-test,
Posttest Design) เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) ด้านเคร่ืองมือท่ีเป็นนวัตกรรม คือ ชุดสื่อ
การฝึกอ่านสะกดคา มีจานวน 28 ชุด (2) ด้านเคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบ
ก่อนและหลังจากจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา Pre-test และ Posttest สาหรับ
เด็กปฐมวัย อายุ 5-6 ปี จานวน 28 คา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตรวจสอบเคร่ืองมือ ใช้สถิติ

การหาค่าเฉล่ียของกลุ่มประชากร (µ) สถิติส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของประชากร (σ) และ สถิติค่า
ร้อยละ (Percentage)

ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชุดสื่อการฝึกอ่าน (Pre–test)

มีค่าเฉลี่ยประชากร (µ) เท่ากับ 11.58 และคะแนนผลหลังการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชุด

ส่ือการฝึกอ่าน (Posttest) มีค่าเฉลี่ยประชากร (µ) เท่ากับ 22.38 ซ่ึงมีพัฒนาการโดยคิดค่าความต่างการ
พัฒนาความก้าวหน้าระหว่างก่อนเรียนรู้และหลังเรียนรู้ เป็นคะแนนรวมร้อยละ 38.54 นับว่ามีพัฒนาการ
ทส่ี ูงขนึ้ ทกุ คน



กติ ตกิ รรมประกาศ

งานวจิ ัยฉบับน้ีสาเรจ็ ลลุ ่วงได้ด้วยความช่วยเหลอื อย่างดียง่ิ ของ คุณครูวาสนา ต๊ะกาบโค วิชาการสายช้ัน
ปฐมวัย ที่ได้ให้คาแนะนาระเบียบวิธีการวิจัย ให้คาปรึกษา ตรวจทาน แก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ และดูแลอย่าง
ใกลช้ ดิ จนทาให้งานวจิ ัยในครง้ั นสี้ าเร็จอย่างสมบูรณ์ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเปน็ อย่างสงู

ขอกราบขอบพระคณุ นายจรัล ถาวร ผ้อู านวยการโรงเรียนวัดเวฬุวัน คณะผ้บู ริหารโรงเรียน
วัดเวฬุวัน และ นักเรียนชั้นอนุบาลปีท่ี 3/3 โรงเรียนวัดเวฬุวันทุกคนที่ให้ความร่วมมือ และ
ทากิจกรรมอยา่ งมีความสขุ

ขอกราบขอบพระคุณ บิดา มารดา ผู้เป็นกาลังใจให้แก่ผู้วิจัยเสมอมา คุณค่า และประโยชน์
อันเกิดจากการวจิ ยั ฉบบั น้ี คณะผจู้ ัดทาวจิ ัยขอบูชาพระคุณบดิ า มารดา ตลอดจนผู้มีพระคณุ ทุกท่านท่ี
มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ และขอน้อมบูชาท่านบูรพะอาจารย์ทุกท่านท่ีได้ประสิทธ์ิประสาทความรู้
ด้วยความรกั และเมตตา

ผู้วิจยั
กุมภาพันธ์ 2565

สารบัญ ค

บทคัดย่อ หน้า
กิตติกรรมประกาศ ก
สารบัญ ข
สารบญั ตาราง ค
สารบญั แผนภมู ิ จ
บทที่ 1 บทนา ฉ
1
ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา 1
วัตถุประสงค์ของการวิจยั 3
สมมตฐิ าน 3
ขอบเขตของการวจิ ยั 3
ตัวแปรในงานวจิ ัย 3
กรอบแนวคิดการวิจัย 4
นยิ ามศพั ท์เฉพาะ 5
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยท่เี ก่ียวข้อง 6
เอกสารทเ่ี ก่ยี วข้องกับค่มู ือและหลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2560 7
แนวคดิ เกยี่ วกบั การจัดการเรียนรู้ท่สี อดคล้องกบั การทางานของสมอง 7
ปรัชญาการศกึ ษาปฐมวัย 8
มาตรฐานคณุ ลักษณะที่พงึ ประสงค์ 9
การประเมนิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวยั 10
เอกสารท่ีเกย่ี วข้องกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย 12
พัฒนาการทางภาษาของเดก็ ปฐมวัย 12
ทฤษฎีเก่ียวกับพฒั นาการทางภาษา 15
เอกสารทีเ่ กีย่ วข้องกับทกั ษะการอา่ น 16
ความหมายของทกั ษะการอา่ น และการอ่านสะกดคา 16
ความสาคญั ของทกั ษะการอา่ น และการอา่ นสะกดคา 18
ประโยชน์ของทักษะการอ่าน 20
องค์ประกอบของทักษะการอ่าน 23
การอ่านแจกลกู สะกดคา 26



สารบัญ (ตอ่ )

หน้า

เอกสารทีเ่ ก่ียวข้องกับชดุ สื่อ 27

แนวคดิ เกย่ี วกบั ส่ือ เทคโนโลยี และสภาพแวดลอ้ มท่ีเอ้อื ต่อการเรยี นรู้ 27

ความหมายของชดุ สอื่ 28

ประโยชน์ของชุดสอ่ื 29

งานวิจยั ทเ่ี ก่ียวข้อง 30

บทที่ 3 วิธีดาเนนิ การวิจยั 35

แบบแผนการวจิ ยั 35
ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง 35
ตัวแปรในการวิจยั 35

เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการวจิ ัย 37
การสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพของเครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั 38
วธิ ีการดาเนินการวจิ ัย 39

การวเิ คราะห์ข้อมูลและสถติ ิท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู 43
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44
44
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู

บทที่ 5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 46
สรปุ ผลการวจิ ัย 46
อภปิ รายผล 46

ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ัย 48
บรรณานกุ รม 49

ภาคผนวก 52

ภาคผนวก ก เครือ่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลแบบทดสอบการอา่ นสะกดคา
ก่อนและหลังการจัดกจิ กรรมการพฒั นาทกั ษะการอา่ นสะกดคา โดยใช้

ชดุ ส่ือการฝึกอา่ น สาหรบั เด็กปฐมวยั อายุ 5-6 ปี (Pre-test Posttest) 53

ภาคผนวก ข ตารางแสดงผลคะแนนกอ่ นและหลังการพัฒนาทักษะการอา่ นสะกดคา 58
โดยใช้ชุดส่อื การฝึกอ่าน (Pre-test - Posttest) เป็นรายบุคคล

ภาคผนวก ค ตวั อย่างแผนการจดั การจดั กจิ กรรมเสริมประสบการณ์ 60

ภาคผนวก ง สือ่ การจดั กจิ กรรมการพัฒนาทกั ษะการอ่านสะกดคา โดยใชช้ ุดส่ือการฝกึ อ่าน 67

ภาคผนวก จ คู่มอื การใช้ชุดสื่อการฝึกอา่ น 70

ภาคผนวก ฉ ภาพการจดั กิจกรรมการพฒั นาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใชช้ ุดสอ่ื การฝกึ อา่ น 77

สารบญั ตาราง จ

ตารางที่ หน้า
3.1 แสดงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 40
4.1 ตารางแสดงผลคะแนนก่อนและหลงั การพฒั นาทกั ษะการอ่านสะกดคา 44
โดยใชช้ ุดสอื่ การฝกึ อา่ น (Pre-test - Posttest) ของนักเรยี นชน้ั อนบุ าลปที ี่ 3/3
โรงเรียนวัดเวฬวุ ัน



สารบัญแผนภมู ิ

แผนภูมิที่ หน้า
4.1 แสดงค่าเฉลย่ี ประชากร (μ) ของคะแนนการเรียนรกู้ อ่ นและหลัง 45
ผลการพฒั นาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชดุ ส่ือการฝึกอ่าน (Pre–test - Posttest)
ของนักเรยี นช้นั อนุบาลปที ี่ 3/3 โรงเรียนวดั เวฬวุ นั

บทที่ 1
บทนา

ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้กล่าวว่า การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนา

เด็กตั้งแต่แรกเกิด ถึง 6 ปีบริบูรณ์ อย่างเป็นองค์รวม บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริม
กระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มศักยภาพ
ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมท่ีเด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอ้ืออาทร และความเข้าใจของ
ทุกคน เพื่อสร้างรากฐาน คุณภาพชีวิต ให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อ
ตนเอง ครอบครวั สังคม และประเทศชาติ (หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560, 2560, 2)

การพัฒนาภาษาไทยให้แก่เด็กปฐมวัย ต้องเน้นให้บูรณาการโดยมีความมุ่งหมายหลักในการ
พัฒนาทักษะต่าง ๆ สอดแทรกเข้าไปในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ให้แก่เด็ก โดยให้เด็กได้พัฒนา
ทักษะในการฟัง การดู การพูด การอ่านและการเขียน รู้หลักเกณฑ์ทางภาษา เกิดค่านิยมโดยเห็น
ความสาคัญ ความงดงาม ซาบซ้ึง รักการอ่าน รู้จักการแสวงหา และมีความสามารถในการจัดการท่จี ะ
นาความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ (อรชา ตุลานันท์, 2547) ดังน้ัน ภาษาจึงมีความสาคัญ สาหรับเด็ก
ปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเคร่ืองมือในการ ถ่ายทอดความคิด ความต้องการ และความเป็นตัวตนของ
เด็ก ทาให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอ่ืน และตอบสนองต่อความต้องการในการอยากเรียนรู้ของเด็ก
ภาษาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่าง ๆ ของเด็กปฐมวัย เด็กสามารถใช้ภาษาในการควบคุมพฤติกรรม
ของผู้อ่ืน ใช้ในการสืบค้นข้อมูลและ แลกเปล่ียนประสบการณ์ ครูปฐมวัยควรจัดให้มีกิจกรรมท่ีมีการ
พัฒนาการทางภาษาของเด็กตามวัย และส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ภาษาอย่างถูกต้อง ทั้งการฟัง การพูด
การอา่ น และการเขยี น การสรา้ งบรรยากาศทีด่ ีในการเรียนร้เู รื่องของภาษา และการใชภ้ าษา การเปิด
โอกาสให้เด็กได้ใช้ภาษาอยา่ งสมา่ เสมอ รวมท้งั สรา้ งเจตคติทด่ี ตี อ่ ภาษาตา่ ง ๆ

การอ่านมีความสาคัญต่อชีวิตมนุษย์ต้ังแต่เกิดจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่และจนกระทั่งถึงวัยชรา
ปัจจุบันการอ่านเป็นส่ิงท่ีขาดไม่ได้ การอ่านถือเป็นปัจจัยที่ 5 นอกจากปัจจัย 4 คือ อาหาร
เครื่องนุ่งหม่ ที่อยู่อาศยั และยารักษาโรค (ฉวีวรรณ คูหาภินันทน์, 2545) การอา่ นเป็นเครอื่ งมือท่ีทรง
พลังอย่างย่ิงในการพัฒนาระดับสติปัญญาของสังคมมนุษย์ การศึกษาที่เกิดจากสังคม การอ่านโดย
พื้นฐานจะมีระดับสติปัญญาเฉลี่ยมากกว่าสังคมโดยทั่วไปท่ีไม่อ่านหนังสือและการอ่านยังทาให้เกิด
การถ่ายทอดแลกเปล่ียนเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ทาให้สมรรถนะในการเรียนรู้พัฒนาขึ้น ซ่ึงจะสามารถ
รองรับการเปลีย่ นแปลงและมีความเขม้ แขง็ ต่อสภาวการณแ์ ขง่ ขนั อย่างรุนแรงในปจั จุบัน การอ่านเป็น
พื้นฐานสาคัญของเด็ก เพราะการอ่านช่วยพัฒนาความรู้ สติปัญญาและความคิด นอกจากนี้การอ่าน
ยังเป็นเคร่ืองมอื แสวงหาความรู้ เปน็ ปจั จยั สาคญั ที่ช่วยให้ผเู้ รียนกา้ วหนา้ ประสบผลสาเร็จในการเรยี น

2

ท่ีจะช่วยพัฒนาความสามารถในการคิด และการอ่าน ตลอดชีวิตของคนเรา หากผู้ใดอ่านมากผู้นั้น
ย่อมมีประสบการณ์กว้างขวาง และประสบการณ์จะนาความรู้จากการอ่านไปพัฒนาทักษะทางภาษา
การฟัง การพูด การอา่ น และการเขยี น (บนั ลือ พฤกษะวนั , 2532)

การอ่านแจกลูกและการสะกดคาเป็นกระบวนการขั้นพื้นฐานของการนาเสียงพยัญชนะต้น
สระ วรรณยุกต์และตัวสะกดมาประสมเสียงกัน ทาให้ออกเสียงคาต่าง ๆ ท่ีมีความหมายในภาษาไทย
การแจกลูกและการสะกดคาบางครั้งรวมเรียกว่าการแจกลูก สะกดคาจะดาเนินไปด้วยกันอย่าง
ประสมกลมกลืน เพ่ือให้นักเรียนได้หลักเกณฑ์ทางภาษาท้ังการอ่านและการเขียนไปพร้อมกัน และยัง
ได้กล่าวถึงความสาคัญของการแจกลูกสะกดคาเป็นเรื่องที่จาเป็นมากสาหรับผู้เริ่มเรียน หากครูไม่ได้
สอนการแจกลูกสะกดคาแก่นักเรียนในระยะเร่ิมเรยี นการอ่าน นักเรียนจะขาดหลักเกณฑ์ การประสม
คา ทาให้เม่ืออ่านหนังสือมากขึ้นจะสับสน อ่านหนังสือไม่ออกเขียนหนังสือผิดซ่ึงเป็นปัญหามากของ
เด็กนักเรียนไทยในปัจจบุ ัน ผลจากการอา่ นไม่ออก เขยี นไม่ได้ย่อมส่งผลกระทบตอ่ การเรียนวชิ าอื่น ๆ
ด้วย (กรมวชิ าการ, 2546)

ผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงการสร้างรอยเช่ือมต่อระหว่างการศึกษาปฐ มวัยกับระดับประถมศึกษา
ปีที่ 1 มีความสาคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการศึกษาปฐมวัยเน้นการจัดประสบการณ์ให้เด็กมีทักษะ และ
มีองค์ความรู้ต่าง ๆ ผ่านการจัดกิจกรรม 6 กิจกรรม อันได้แก่ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรม
เคล่ือนไหวและจังหวะ กิจกรรมกลางแจ้ง กจิ กรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเกมการศกึ ษา และกิจกรรม
เสรี ซงึ่ จะเน้นใหเ้ ด็กเรียนรูผ้ ่านการเล่นและไม่เร่งเขยี นอ่าน โดยจะใชก้ ารสงั เกตเปน็ การประเมินหลัก
ในขณะที่ประถมศึกษา จะเริ่มเข้าสู่การเรียนเป็นวิชาหรือตามกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนมี
ทักษะความรู้พื้นฐานและสามารถอ่านออกเขียนได้ โดยมีการวัดประเมินผลด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย
มากข้ึนเป็นรายภาคเรียน ดว้ ยความแตกตา่ งกันในจดุ มุ่งหมายของการพัฒนาการศึกษา ทาให้เมื่อเด็ก
ปฐมวัยก้าวไปสู่ในระดับประถมศึกษา บางส่วนมักจะประสบปัญหาในด้านการเรียนรู้ เพราะไม่อาจ
เช่อื มต่อการเรยี นรู้จากระดบั ปฐมวัยสูร่ ะดบั ประถมศกึ ษาได้ ซ่ึงสงิ่ ทเี่ ห็นไดช้ ัดคือเร่ืองของการอา่ นและ
การเขียน เพราะในระดับปฐมวัยน้ัน การอ่านออกเขียนได้นั้นไม่ใช่จุดเน้นสาคัญ เม่ือเทียบกับการ
เตรียมความพร้อมและการเสริมสร้างพัฒนาการ เด็กอาจจะเขียนและอ่านได้ แต่ไม่จาเป็นต้องเร่งให้
เด็กเขียนอ่านได้โดยเร็ว ซึ่งแตกต่างจากระดับช้ันประถมศึกษาที่เน้นในเร่ืองการเขียนและการอ่าน
อย่างเป็นระบบเพ่ือให้สามารถเรียนรู้ในช้ันสูงขึ้นได้ ส่ิงนี้ทาให้เด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ผ่านการฝึกด้านการ
เขียนและการอา่ นมาก่อน ประสบปัญหาในดา้ นการเรยี นในระดับช้ันประถมศึกษา (นรรัชต์ ฝันเชียร,
2562)

จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว ผ้วู ิจัยจงึ ต้องการท่จี ะพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้
ชุดสือ่ การฝึกอ่าน เพ่อื เป็นพื้นฐานแก่เดก็ ปฐมวยั เพ่อื ให้สามารถเรยี นรู้ในข้นั ท่ีสงู ขึ้นไปได้ อันจะสง่ ผล
ใหก้ ารอา่ นสะกดคาสาหรบั เดก็ ปฐมวัยสูงขน้ึ และมปี ระสิทธภิ าพ

3

วัตถุประสงคข์ องการวิจยั
เพ่ือพฒั นาทักษะการอา่ นสะกดคา ก่อนและหลงั การใชช้ ุดสือ่ การฝกึ อ่าน

สมมติฐาน
เด็กปฐมวัยมีทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชุดสื่อการฝึกอ่าน มีผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้สูงกว่า

ก่อนการจัดกิจกรรม

ขอบเขตของการวจิ ัย
ประชากรท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
ประชากร นักเรียนระดับช้ันอนุบาลปีท่ี 3/3 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564
โรงเรียนวัดเวฬวุ นั จานวน 24 คน นกั เรียนชาย 13 คน นักเรยี นหญิง 11 คน
ขอบเขตดา้ นเนือ้ หาท่ีใช้ในการวิจัย
งานวิจัยคร้ังน้ีมุ่งศึกษาเก่ียวกับการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชุดสื่อการฝึกอ่าน

เนน้ ให้เดก็ เรียนรไู้ ปพรอ้ มกับการเลน่

ตวั แปรในงานวิจยั
ตวั แปรตน้ ไดแ้ ก่ ชดุ ส่ือการฝึกอ่าน
ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ทักษะการอ่านสะกดคา

4

กรอบแนวคดิ การวจิ ยั

Intput
1. การอ่านสะกดคา เป็นการอ่านโดยนาเสียงพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์และตัวสะกดมา
ประสมเป็นคาอ่าน การอ่านสะกดคามาประสมเป็นคาอ่าน การอ่านสะกดคาจะต้องให้
นกั เรียนสังเกตรูปคาพร้อมกับการอ่าน การสะกดคาจะเป็นเครื่องมือการอ่านคาใหม่โดยเร่ิม
จากคาง่าย ๆ แล้วบอกทิศทางการออกเสียงแล้วแจกคาโดยเปล่ียนพยัญชนะต้น ซ่งึ การอ่าน
จะช่วยเสริมสร้างการเรียนร้แู ละประสบการณ์ใหม่ ๆ อีกท้งั ยงั ทาให้เดก็ ได้มีทักษะพื้นฐานใน
การใช้ภาษาในระดับที่สงู ข้นึ ต่อไป

Process
1. พฒั นานวัตกรรมชุดสื่อการฝึกอ่าน เพอ่ื พัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชุดส่ือการ
ฝึกอ่าน
2. ดาเนินการประเมินก่อนการเรียนรู้ (Pre-test) การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดย
ใชช้ ุดสือ่ การฝึกอา่ น
3. ดาเนินการใชน้ วัตกรรมและเก็บรวบรวมขอ้ มลู
4. ดาเนินการประเมินหลังการเรียนรู้ (Posttest) การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดย
ใชช้ ดุ สื่อการฝกึ อา่ น

Output
1. เด็กปฐมวัยท่ีผ่านการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดส่ือการฝึกอ่าน มีพัฒนาทักษะการอ่านสะกด
คาสงู ขน้ึ
2. นกั วิจัยได้พฒั นาการทาวิจยั และพัฒนาตนเองในการทาวิจยั ในช้นั เรยี น
3. โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยเก่ียวกับการพัฒนาทักษะการอ่าน
สะกดคา โดยใช้ชุดส่ือการฝกึ อ่าน เพือ่ บรกิ ารวชิ าการแกส่ งั คม

5

นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
1. การพัฒนา หมายถึง การสง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ มีทักษะการอ่านสะกดคาสงู ข้นึ
2. การอ่านสะกดคา หมายถึง การอ่านสะกดคาแจกลูกสระในภาษาไทยโดยไม่มีตัวสะกด

ของนกั เรียนชัน้ อนบุ าลปีที่ 3/3 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรยี นวดั เวฬุวนั
3. ชุดส่ือการฝึกอ่าน หมายถึง ชุดส่ือการฝึกอ่านสะกดคาหลายชนิด ประกอบไปด้วย วงล้อ

ฝึกอ่าน ไม้บรรทัดฝึกอ่าน ป๊อปอัพฝึกอ่าน และ จ๊ิกซอว์ฝึกอ่าน เพื่อพัฒนาการอ่านสะกดคาของ
นักเรียนชัน้ อนุบาลปีท่ี 3/3 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวดั เวฬุวนั

4. นักเรียนชนั้ อนบุ าลปีที่ 3/4 หมายถึง นกั เรียนทเี่ รียนในชั้นอนุบาลปที ี่ 3 ท่ีมีอายุ 5-6 ปี
ภาเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 ของโรงเรียนวดั เวฬุวนั

บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง

ในการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชุดสื่อการฝึกอ่าน ผู้วิจัยได้ศึกษา
งานวิจัยที่เก่ยี วขอ้ งตามลาดับต่อไปนี้
1. เอกสารที่เก่ยี วข้องกบั คมู่ ือและหลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560

1.1 แนวคดิ เกยี่ วกบั การจัดการเรยี นรูท้ ส่ี อดคลอ้ งกบั การทางานของสมอง
1.2 ปรัชญาการศกึ ษาปฐมวัย
1.3 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
1.4 การประเมนิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวยั
2. เอกสารทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับพฒั นาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย
2.1 พฒั นาการทางภาษาของเดก็ ปฐมวัย
2.2 ทฤษฎีเกยี่ วกับพัฒนาการทางภาษา
3. เอกสารท่ีเก่ยี วขอ้ งกบั ทกั ษะการอ่าน
3.1 ความหมายของทกั ษะการอา่ น และการอา่ นสะกดคา
3.2 ความสาคญั ของทักษะการอา่ น และการอา่ นสะกดคา
3.3 ประโยชน์ของทักษะการอ่าน
3.4 องคป์ ระกอบของทักษะการอา่ น
3.5 การอา่ นแจกลกู สะกดคา
4. เอกสารท่ีเกีย่ วข้องกบั ชดุ สอื่
4.1 แนวคิดเกย่ี วกบั สอื่ เทคโนโลยี และสภาพแวดลอ้ มทเ่ี อ้อื ต่อการเรยี นรู้
4.2 ความหมายของชดุ ส่ือ
4.3 ประโยชนข์ องชดุ สื่อ
5. งานวจิ ัยที่เกีย่ วข้อง

7

1. เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับค่มู ือและหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช 2560
1.1 แนวคิดเกีย่ วกับการจัดการเรยี นรูท้ ส่ี อดคล้องกบั การทางานของสมอง
คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (2560: 3-4) ได้ระบุไว้ว่า สมองของเด็ก

เปน็ สมองท่ีสร้างสรรค์ และมีการเรียนรู้ทเ่ี กิดขน้ึ สัมพันธ์กับอารมณ์ สมองเป็นอวัยวะที่สาคัญมากที่สุด
และมีการพฒั นาต้งั แต่อย่ใู นครรภม์ ารดา โดยในช่วงนเ้ี ซลล์สมองจะมีการพัฒนาเชื่อมต่อและทาหน้าท่ี
ในการควบคุมการทางานพื้นฐานของร่างกาย สาหรับในช่วงแรกเกิดถึงอายุ 3 ปี จะเป็นช่วงท่ีเซลล์
สมองเจริญเติบโตและขยายเครือข่ายใยสมองอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยในการพัฒนาของสมอง
ประกอบด้วย พนั ธกุ รรม โภชนาการ และสิ่งแวดล้อม สมองจะมีพฒั นาการท่ีสาคัญในการควบคุมและ
มีผลต่อการเรียนรู้ ความคิด จินตนาการ ความฉลาด และพัฒนาการทุกด้าน การพัฒนาของสมองทา
ให้เด็กปฐมวัยสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าวัยใด สาหรับแนวคิดการจัดการเรียนรู้
ที่สอดคล้องกับการทางานของสมอง (Brain - based Learning) เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้
ที่สัมพันธ์และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง โครงสร้างและการทางานของสมองที่มีการพัฒนา
อย่างเป็นลาดับขั้นตามช่วงวัย และมีความยืดหยุ่นทาให้การพัฒนาสมองเกิดข้ึนได้ตลอดชีวิต
การเช่ือมโยงต่อกันของเซลล์สมองที่เป็นเครือข่ายซับซ้อนและหนาแน่นจะเกิดขึ้นก่อนอายุ 5 ปี ซึ่ง
เม่ือเซลล์สมองและจุดเชื่อมตอ่ เหล่าน้ีไดร้ ับการกระตุ้นมากขึ้นเท่าใด ยิ่งทาให้สมองมีความสามารถใน
การเรียนรู้อย่างรวดเร็วและจดจาได้มากข้ึนแต่หากไม่ได้รับการกระตุ้นจากประสบการณ์ท่ีเด็กได้รับ
อย่างหลากหลายจะไม่เกิดการเช่ือมต่อ โดยการกระตุ้นจุดเชื่อมต่อเหล่านั้นเกิดจากการท่ีเด็กได้รับ
ประสบการณ์ตรงจากการลงมอื ทา ปฏิบัติด้วยตนเองผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทงั้ ห้าเกยี่ วข้องสมั พันธ์
กับชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับพัฒนาการทางสมอง เป็นการเรียนรู้จากของจริงไปหา
สัญลักษณ์ จากง่ายไปหายาก จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม โดยคานึงถึงความสามารถตามวัยและ
พัฒนาการ อย่างไรก็ตามเมื่อสมองเจริญเติบโตในช่วงวัยต่าง ๆ และเริ่มมีความสามารถในการ
ทาหน้าท่ีในช่วงเวลาท่ีต่างกันจะเห็นวา่ การเรียนรู้และทักษะบางอย่างจะเกิดข้ึนได้ดีที่สุดในช่วงเวลา
หนึ่งที่เรียกว่า “หน้าต่างโอกาสของการเรียนรู้” ซ่ึงเมอื่ ผ่านช่วงเวลานั้น ในแต่ละช่วงวัยถ้าสมองไม่ได้
รบั การกระตุ้นหรือได้รับประสบการณท์ ี่เหมาะสม โอกาสท่ีจะฝึกอาจยากหรือทาไม่ได้เลย ผู้สอนหรือ
ผู้เกี่ยวข้องจึงเป็นคนสาคัญที่จะต้องคอยสังเกตและใช้โอกาสนี้ช่วยเด็กเพื่อก้าวไปสู่ความสามารถ
เฉพาะดา้ นในแตล่ ะชว่ งวยั

สาหรับช่วงปฐมวัยเป็นช่วงโอกาสที่สาคัญในการพัฒนาทักษะสมอง หรือ EF (Executive
Function) ซ่ึงเป็นกระบวนการทางความคิดของสมองส่วนหน้า ทาหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคิด
ความรสู้ ึก และการกระทา โดยสมองสว่ นน้กี าลังพัฒนามากทสี่ ดุ เป็นชว่ งของการพฒั นาความสามารถ
ในการคิด การจัดระเบียบตนเอง ซ่ึงส่งผลต่อการยับยั้งช่ังใจ การคิดไตร่ตรอง การควบคุมอารมณ์
การยืดหยุ่นทางความคิด การใส่ใจจดจ่อ การวางแผน การตั้งเป้าหมาย ความมุ่งมั่น การจดจา

8

การเรียกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดลาดับความสาคัญของเรื่องต่าง ๆ และการลงมือทา
อย่างเป็นขั้นตอนจนสาเร็จ ทักษะสมอง (EF) จงึ เป็นทกั ษะที่ต้องได้รบั การฝึกฝนในชีวิตประจาวันของ
เด็กผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ หลากหลายที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ลงมือทาเพ่ือให้เกิดความพร้อม
และมีทกั ษะทสี่ าคญั ตอ่ ชีวติ ในอนาคต

นอกจากน้ี สมองยังเป็นอวัยวะสาคัญสาหรับการเรียนรู้ภาษาและการส่ือสาร การเรียนรู้
ภาษาแม่ของเดก็ จะเกดิ ข้ึนอยา่ งเป็นธรรมชาติ จากการปฏิสมั พันธ์กับพ่อแม่และผ้สู อนหรือผเู้ ก่ยี วข้อง
ในชีวิตประจาวันและสถานการณ์รอบตัว สมองมีตาแหน่งรับรู้ต่าง ๆ กัน ไดแ้ ก่ สวนรับภาพ สวนรับ
เสียง สวนรบั สัมผัสและรบั รู การเคลือ่ นไหวสวนต่าง ๆ ของร่างกาย สมองสวนตา่ ง ๆ เหลานี้พัฒนาขึ้น
มาได้ช้าหรอื เร็ว ขึ้นอยู่กับการกระตุ้นของส่ิงแวดลอมภายนอกโดยสมองเด็กมีความจำผ่านการฟง
ตองการรับรูขอมูลเสียงพรอมเห็นภาพ เร่ิมรูจักเสียง ที่เหมอื นและแตกต่าง และสามารถเรยี นรู
จังหวะของคาได้จากการฟงซ้า ๆ สมองของเด็กที่เขาใจเก่ียวกับภาพ เสียง และสมั ผสั แบบต่าง ๆ
มีความสำคัญมาก เพราะขอมลู จากภาพ เสียง และสัมผัสเหลานี้จะกอรูปข้ึนเป็น เรื่องราวทจี่ ะรับรู
และเขาใจซับซอนขน้ึ เรื่อย ๆ ได้ในทสี่ ุด สมองสวนหนาน้ันมีหนาทคี่ ิด ตัดสินใจ เช่ือมโยงการรับรู้
ไปสู่การกระทาที่เป็นลาดับขั้นตอน สมองเด็กท่ีสามารถเรียนรูภาษาได้ดีตองอยู่ในสิ่งแวดลอมของ
ภาษาท่เี รียนรู้อย่างเหมาะสมจงึ จะเรียนรูไดด้ ี

สรุป แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับการทางานของสมอง ได้ว่า เม่ือสมอง
ได้รับการกระตุ้นท่ีเหมาะสมกับช่วงวัย จะทาให้เด็กมีการเรียนรู้ท่ีดี และทาให้มีประสบการณ์ท่ี
หลากหลาย อีกท้ังการเรียนรู้ภาษาและการส่ือสารนั้น สมองยังเป็นอวัยวะสาคัญในการเรียนรู้
ถา้ ส่งิ แวดลอ้ มดเี ด็กจะสามารถมีพัฒนาการของสมองทีด่ ีได้อกี ดว้ ย

1.2 ปรัชญาการศึกษาปฐมวยั
กระทรวงศกึ ษาธิการ (2546) ได้ระบุไว้ว่า การศกึ ษาปฐมวัยเปน็ การพัฒนาเด็กต้ังแต่แรกเกิด
ถึง 5 ปี บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ท่ีสนองต่อธรรมชาติและ
พฒั นาการของเด็กแต่ละคน ตามศักยภาพภายใต้บริบทสังคม วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ดว้ ยความรัก
ความเอ้ืออาทร และความเข้าใจของทุกคนเพ่ือสร้างรากฐาน คุณภาพชี้วัดให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็น
มนุษย์ทสี่ มบูรณ์ เกดิ คณุ ค่าตอ่ ตนเองและสงั คม
ค่มู อื หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัย พทุ ธศักราช 2560 (2560: 11) ไดร้ ะบไุ ว้วา่ การศึกษาปฐมวยั
เป็นการพัฒนาเด็กต้ังแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบรบิ ูรณ์อย่างเป็นองค์รวม บนพน้ื ฐานการอบรม เลย้ี งดูและ
การสง่ เสริมกระบวนการเรียนรู้ท่ีสนองตอ่ ธรรมชาติ และพัฒนาการตามวยั ของเด็ก แต่ละคนให้
เต็มตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร
และความเข้าใจของทุกคน เพ่ือสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เดก็ พัฒนาไปสู่ความเปน็ มนษุ ย์ทส่ี มบูรณ์
เกิดคุณคา่ ตอ่ ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

9

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (2560: 2) ได้ระบุไวว้ ่า การศึกษาปฐมวยั เป็น
การพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์อย่างเป็นองค์รวม บนพื้นฐานการอบรมเล้ียงดู และ
การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็ม
ตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และ
ความเข้าใจของทุกคน เพ่ือสรา้ งรากฐานคุณภาพชวี ิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษยท์ ี่สมบรู ณ์ เกิด
คณุ ค่าต่อตนเอง ครอบครวั ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

สรุป ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย ได้ว่า การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง
6 ปีบริบูรณ์ ส่งเสริมการเรียนรู้ตามธรรมชาติ และพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตาม
ศักยภาพ เพอื่ เพือ่ สร้างรากฐานคณุ ภาพชวี ติ ให้เด็กพฒั นาไปส่คู วามเปน็ มนุษยท์ ี่สมบรู ณ์

1.3 มาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (2560: 26) ได้กาหนดมาตรฐานคุณลักษณะ
ทพี่ งึ ประสงค์จานวน 12 มาตรฐาน ประกอบด้วย
1. พัฒนาการดา้ นรา่ งกาย ประกอบดว้ ย 2 มาตรฐาน คือ

มาตรฐานท่ี 1 รา่ งกายเจรญิ เติบโตตามวยั และมสี ุขนสิ ัยทีด่ ี
มาตรฐานที่ 2 กลา้ มเนื้อใหญแ่ ละกล้ามเน้อื เลก็ แขง็ แรง ใชไ้ ดอ้ ย่างคล่องแคลว่ และ
ประสานสัมพนั ธ์กัน
2. พัฒนาการดา้ นอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คอื
มาตรฐานที่ 3 มสี ุขภาพจิตดีและมีความสขุ
มาตรฐานท่ี 4 ชนื่ ชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคลอื่ นไหว
มาตรฐานที่ 5 มีคณุ ธรรม จริยธรรม และมีจติ ใจทดี่ งี าม
3. พัฒนาการด้านสงั คม ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏบิ ตั ิตนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาตรฐานท่ี 7 รกั ธรรมชาติ สิง่ แวดลอ้ ม วฒั นธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของ
สังคมในระบอบประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
4. พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย 4 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ 9 ใชภ้ าษาสอ่ื สารไดเ้ หมาะสมกบั วัย
มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เปน็ พน้ื ฐานในการเรยี นรู้
มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคดิ สร้างสรรค์

10

มาตรฐานที่ 12 มเี จตคตทิ ่ีดีตอ่ การเรียนรู้ และมคี วามสามารถในการแสวงหาความรู้

ได้เหมาะสมกับวยั

สรุป มาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ได้ว่า การจัดประสบการณ์และการประเมิน
พัฒนาการเด็ก ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ เพ่ือให้เด็กมีพฤติกรรมหรือ
ความสามารถตามวยั ทค่ี าดหวงั ใหเ้ กดิ ขน้ึ กับเด็ก

1.4 การประเมินพฒั นาการเด็กปฐมวยั
คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (2560: 114-115) ระบุว่า การประเมิน
พัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ
สติปัญญาของเด็ก ถือเป็นส่วนหน่ึงของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตร
ประจาวันเป็นความรับผิดชอบของผู้สอนท่ีต้องดาเนินการต่อเน่ือง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้อง
มีส่วนร่วมวิธีการประเมินที่เหมาะสม ได้แก่ การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนาหรือ
สัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก และสรุปผลการประเมิน เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าเด็กบรรลุ
ตามมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพท่ีพึงประสงค์ หรือไม่เพียงใด ผู้สอนควร
วางแผนและพัฒนาการจัดประสบการณ์อย่างไรต่อไป การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยควรยึด
หลกั การ ดงั น้ี
1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเปน็ ระบบ การวางแผนการประเมินพฒั นาการอย่าง
เปน็ ระบบ เปน็ ภารกจิ หน่งึ ของผู้สอนโดยเรมิ่ ต้นจาก

1.1 นาหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยไปสู่การปฏิบัติด้วยการออกแบบ และ
จดั ทาหนว่ ยการจดั ประสบการณ์และแผนการจัดประสบการณ์

1.2 กาหนดสิ่งที่จะประเมนิ วธิ ีการและเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการประเมิน
1.3 เก็บรวบรวมข้อมูล ซ่ึงผู้สอนจะต้องวางแผนและออกแบบว่าในแต่ละวัน แต่ละ
กิจกรรมจะสังเกตพฤติกรรมใด สังเกตเด็กคนใดบ้าง และนาข้อมูลที่ได้ไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูล และ
การแปลผลต่อไป
2. ประเมินพฒั นาการเดก็ ครบทุกด้าน การประเมนิ พฒั นาการเด็กครบทกุ ดา้ นตามหลักการนี้
คือ การประเมินพัฒนาการเด็ก ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งต้องสอดคล้อง
และครอบคลุมมาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี และสภาพท่ีพึงประสงค์แต่ละวัยที่กาหนด
ไว้ในหลกั สูตรสถานศึกษาปฐมวยั และสอดคล้องกับวิสยั ทัศน์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั ท่ีมุ่งเน้น
พัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพ
และต่อเนอ่ื งนั่นเอง
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเปน็ รายบุคคลอย่างสม่าเสมอตอ่ เน่ืองตลอดปี จุดมุ่งหมายของการ
ประเมินพัฒนาการเด็ก เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลให้เต็มตามศักยภาพ ทั้งนี้
ความน่าเช่ือถือของผลการประเมินจึงเป็นสิ่งที่สาคัญ ผู้สอนต้องสังเกตพฤติกรรมหรือการปฏิบัติตน
ของเด็กเป็นระยะ ๆ ตลอดปีการศึกษา มีจานวนคร้ังในการสังเกตพฤติกรรมอย่างเหมาะสม และ
เพียงพอกอ่ นจะสรปุ หรอื ให้ระดับคุณภาพของพฤติกรรมตามสภาพที่พึงประสงคใ์ นแตล่ ะวัย

11

4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจาวันด้วยเครื่องมือและวิธีการ
ที่หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ เน่ืองจากแนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัยให้ความสาคัญกับ
ตัวเด็ก ทั้งการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมและการปฏิบัติท่ีเหมาะสมกับพัฒนาการ การอบรมเล้ียงดูและ
ให้การศึกษา การเล่นและการเรียนรู้ของเด็กภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ดังนั้น
การประเมินพัฒนาการตามสภาพจริง จากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ หรือการปฏิบัติกิจวัตร
ประจาวัน ด้วยวิธีการสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล
จากผลงานเด็ก จึงเป็นวิธีการประเมินท่ีเหมาะสมและสอดคล้องกับเด็กวัยน้ีผู้สอนจึงไม่ควรใช้
แบบทดสอบที่ใชก้ ระดาษและดินสอในการเขยี นตอบเพ่ือประเมนิ พัฒนาการเด็กวัยน้ี

5. สรุปผลการประเมิน จัดทาข้อมูลและนาผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก ข้อมูลท่ีได้จาก
การสังเกตพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนตามสภาพท่ีพึงประสงค์ ที่รวบรวมได้จากการจัดประสบการณ์
การเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์และการปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน ผู้สอนต้องนาไปเทียบ
เกณฑ์การให้ระดับคุณภาพในแต่ละสภาพท่ีพึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และมาตรฐานคุณลักษณะ
ทีพ่ งึ ประสงค์ พร้อมจดั ทาเป็นข้อมลู สารสนเทศในระดับห้องเรียน ว่า เด็กแต่ละคนมพี ัฒนาการใดบ้าง
เป็นจุดเด่นหรือควรได้รับการส่งเสริม และนาไปใช้ในการพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลและใช้เป็นข้อมูล
สือ่ สารกบั ผูป้ กครองในการเสริมศักยภาพเดก็ เป็นรายบุคคลต่อไป

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (2560: 44) ได้ระบุไว้ว่า การประเมิน
พัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ
สติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเน่ือง และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติท่ีจัดให้เด็กใน
แต่ละวัน ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็ก ต้องนามาจัดทาสารนิทัศน์ หรือจัดทาข้อมูลหลักฐาน
หรือเอกสารอย่างเปน็ ระบบ ดว้ ยการรวบรวมผลงานสาหรับเด็กเปน็ รายบุคคลท่ีสามารถบอกเรอื่ งราว
หรือ ประสบการณ์ท่ีเด็กได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใด ท้ังนี้ ให้นาข้อมูลผล
การประเมนิ พัฒนาการเดก็ มาพิจารณาปรับปรุง วางแผนการจดั กิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคน
ได้รบั การพัฒนาตามจดุ หมายของหลกั สูตรอย่างต่อเนอื่ ง การประเมินพฒั นาการควรยึดหลัก ดังนี้

1. วางแผนการประเมนิ พัฒนาการอยา่ งเปน็ ระบบ
2. ประเมนิ พัฒนาการเดก็ ครบทุกดา้ น
3. ประเมนิ พฒั นาการเด็กเป็นรายบคุ คลอย่างสม่าเสมอ ต่อเน่ืองตลอดปี
4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจาวัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการท่ี
หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ
5. สรุปผลการประเมิน จัดทาข้อมูลและนาผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็กสาหรับวิธีการ
ประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเดก็ อายุ 3-6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนา
กับเดก็ การสมั ภาษณ์ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู จากผลงานเดก็ ที่เกบ็ อยา่ งมรี ะบบ
สรุป การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ได้ว่า เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ของเด็กเป็นกระบวนการตอ่ เนื่อง และเป็นส่วนหน่ึงของกิจกรรม
ปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน ผลท่ีได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็กต้องเก็บรวบรวมเป็นรายบุคคล
เพ่ือนาขอ้ มูลมาประเมนิ และส่งเสริมให้เดก็ แต่ละคนมีพัฒนาการตามจุดหมาย

12

2. เอกสารทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับพฒั นาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย
2.1 พัฒนาการทางภาษาของเดก็ ปฐมวัย
สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2529) กล่าวว่า พัฒนาการทางภาษา

เด็ก 5 ขวบเป็นระยะที่มีพัฒนาการด้านภาษาอย่างรวดเร็ว จะสามารถพูดได้เป็นประโยคท่ีชัดเจน
แม้คนไม่คุ้นเคยกส็ ามารถเข้าใจได้ รูจ้ ักคาพูดมากและเลอื กใชค้ าไดเ้ หมาะสมรู้จักฟังเข้าใจและทาตาม
คาสั่งได้ สนใจในการฝึกอ่าน และชอบเล่าเรื่อง โดยลาดับมีการเร่ิมต้นไปจนจบพัฒนาการทางภาษา
เหมือนกับพัฒนาการด้านอ่ืน ๆ คือมีความเจริญงอกงามที่ต่อเนื่องกันไป พัฒนาการทางภาษา
จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว เด็กแต่ละคนจะมีแบบแผนของการพัฒนาภาษาไม่แตกต่างกันและจะมีลาดับ
ขั้นตอนของความเจริญงอกงามเหมือนกัน แต่อัตราและประสิทธิภาพของพัฒนาการนั้นอาจแตกต่าง
กันไปท้ังนก้ี ็ขึน้ อย่กู บั ปัจจัยหลายอยา่ ง เชน่ พนั ธกุ รรม สงิ่ แวดล้อม การอบรมเลย้ี งดู ฯลฯ

เดนิส เนสเซล (2532) ได้กล่าวถึง พัฒนาการทางภาษาของเด็กว่าประกอบด้วยขั้นตอน
ตอ่ ไปนี้ คอื

1. ขั้นแรกเร่ิม (Pre language) เด็กอายุหน่ึงเดือนถงึ สิบเดือน จะมคี วามสามารถจาแนกเสยี ง
ต่าง ๆ ได้ แต่ยังไม่มีความสามารถควบคุมการออกเสียง เด็กจะทาเสียงอ้อแอ้หรือเสียงแสดงอารมณ์
ต่าง ๆ เด็กจะพัฒนาการออกเสียงข้ึนเรื่อย ๆ จนใกล้เคียงกับเสียงในภาษาจริง ๆ มากขึ้นตามลาดับ
เรียกว่าเป็นคาพูดเทียม (Pseudowore) พ่อแม่ท่ีต้ังใจฟังและพูดตอบจะทาให้เด็กเพ่ิมความสามารถ
ในการส่ือสารมากยงิ่ ขึน้

2. ข้ันที่ 1 (10 – 18 เดือน) เด็กจะควบคุมการออกเสียงคาที่จาได้ สามารถเรียนรู้คาศัพท์

ในการสื่อสารถึง 50 คา คาเหล่าน้ีจะเก่ียวข้องกับคน สัตว์ ส่ิงของ หรือเรื่องราวในส่ิงแวดล้อม การ
ท่ีเด็กออกเสียงคาหนึ่งหรือสองคา อาจมีความหมายรวมถึงประโยคหรือวลีทั้งหมด การพูดชนิดนี้
มีชอ่ื เรียกว่า Holphrastic Speech

3. ข้ันที่ 2 (18 – 24 เดือน) การพูดขั้นนี้จะเป็นการออกเสียงคาสองคาและวลีสั้น ๆ มีช่ือ

เรียกว่า Telegraphic Speech คล้าย ๆ กับโทรเลข คือมีเฉพาะคาสาหรับส่ือความหมาย เด็กเรียนรู้
คาศัพท์มากข้ึนถึง 300 คา รวมทั้งคากิริยาและคาปฏิเสธ เด็กจะสนุกสนานกับการพูดคนเดียว
ในขณะท่ที ดลองพูดคาและโครงสร้างหลาย ๆ รปู แบบ

4. ขน้ั ที่ 3 (24 – 30 เดือน) เด็กจะเรียนรู้ศัพท์เพิ่มขึ้นถึง 450 คา วลีจะยาวข้ึนพูดประโยค

ความเดยี วส้นั ๆ มคี าคณุ ศัพท์รวมอย่ใู นประโยค
5. ข้ันที่ 4 (30 – 36 เดือน) คาศัพท์จะเพิ่มมากขึ้นถึง 1,000 คา ประโยคเริ่มซับซ้อนขึ้น

เด็กท่ีอยู่ในส่ิงแวดล้อมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา จะแสดงให้เห็นถึงความเจริญงอกงามทางด้าน
จานวนศัพท์และรูปแบบของประโยคอย่างชัดเจน

6. ข้ันท่ี 5 (36 – 50 เดือน) เด็กสามารถส่ือสารอย่างมีประสิทธิภาพในครอบครัวและผู้คน
รอบข้าง จานวนคาศัพท์ท่ีเด็กรู้มีประมาณ 2,000 คา เด็กใช้โครงสร้างของประโยคหลายรูปแบบ
เดก็ จะพฒั นาพ้นื ฐานการสอื่ สารดว้ ยวาจาอย่างมน่ั คง และเรมิ่ ต้นเรยี นรู้ภาษาเขยี น

13

เยาวพา เดชะคุปต์ (2528) ได้แบ่งข้ันตอนของพัฒนาการทางภาษาของเด็กเป็น 7 ระยะ
ดังน้ี

1. ระยะเปะปะ (Randon Stage หรือ Prelinguistic Stage) อายุแรกเกิด ถึง 6 เดือน ใน
ระยะน้ีเป็นระยะท่ีเด็กจะเปล่งเสียงดัง ๆ ที่ยังไม่มีความหมาย การเปล่งเสียงของเด็กก็เพ่ือบอก
ความต้องการของเขาและเม่ือได้รับการตอบสนอง เขาจะรู้สึกพอใจ ตัวอย่างเช่น เด็กจะร้องเมื่อถูก
ปล่อยให้อยู่คนเดียว เมื่อรู้สึกหิว ฯลฯ หรือเพราะรู้สึกเป็นสุขที่ได้ส่งเสียงออกมา เม่ือเด็กอายุได้
6 เดือน จะเร่ิมออกเสียง อ้อ – แอ้ และเร่ิมเปล่งเสียงต่าง ๆ ซึ่งไม่มีผู้ใดเข้าใจหรือแยกแยะได้
นอกจากนกั ภาษาศาสตร์ ในชว่ งนีจ้ ะเป็นช่วงท่ีดขี องการสนับสนุนให้เดก็ มีพฒั นาการทางการพูด และ
เดก็ ที่มสี ุขภาพดีทงั้ กายและใจจะมโี อกาสพฒั นาทางภาษาไดด้ กี ว่าเด็กที่ไมส่ บาย เจ็บปว่ ย รอ้ งให้โยเย

2. ระยะแยกแยะ (Jergon Stage) อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี หลังจาก 6 เดือนข้ึนไป เด็กจะเร่ิม
เขา้ สูร่ ะยะที่ 2 ซ่ึงเด็กจะสามารถแยกแยะเสยี งต่าง ๆ ท่ีเขาไดย้ ิน และเด็กจะรู้สึกพอใจทีจ่ ะได้ส่งเสียง
และถ้าเสียงใดที่เขาเปล่งออกมาได้รับการตอบสนองในทางบวก เขาก็จะเปล่งเสียงนั้นซ้าอีก ใน
บางคร้ังเด็กจะเลยี นเสยี งสูง ๆ ต่า ๆ ที่มคี นพูดคยุ กบั เขา

3. ระยะเลียนแบบ (Imitation Stage) อายุ 1 – 2 ปี ในระยะน้ีเด็กจะเร่ิมเลียนเสียงต่าง ๆ
ที่เขาได้ยิน เช่น เสียงของพ่อแม่ ผู้ใหญ่ท่ีใกล้ชิด เสียงท่ีเปล่งออกมาอย่างไม่มีความหมายจะค่อย ๆ
หายไป และเด็กจะเริ่มรับฟังเสียงท่ีได้รับการตอบสนองซึ่งนับว่าพัฒนาการทางภาษาจะเร่ิมต้นอย่าง
แทจ้ รงิ ที่ระยะน้ี

4. ระยะขยาย (The Stage of Expansion) อายุ 2 – 4 ปี ในระยะน้ีเด็กจะหัดพูด โดยจะ
เริ่มจากการหัดเรยี กช่ือ คน สตั ว์ และสง่ิ ของที่อยใู่ กล้ตัว เขาจะเริ่มเข้าใจถงึ การใช้สญั ลักษณ์ในการส่ือ
ความหมาย ซ่ึงเป็นการสื่อความหมายในโลกของผู้ใหญ่ การพูดของเด็กในระยะแรก ๆ จะเป็นการ
ออกเสียงคานามตา่ ง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง นก แมว หมา ฯลฯ และคาคุณศพั ท์ตา่ ง ๆ
ทีเ่ ขาเห็น รสู้ ึกและได้ยิน ซ่ึงในวยั ตา่ ง ๆ เขาจะสามารถพดู ไดด้ ังน้ี

- อายุ 2 ปี เดก็ จะเรม่ิ พูดเป็นคา โดยจะสามารถใช้คานามไดป้ ระมาณ 20 เปอรเ์ ซ็นต์
- อายุ 3 ปี เดก็ จะเรม่ิ พูดเปน็ ประโยคได้
- อายุ 4 ปี เด็กจะเริ่มใช้คาศัพท์ต่าง ๆ และรู้จักการใช้คาเติมหน้าและลงท้ายอย่างที่ผู้ใหญ่
ใชก้ นั
5. ระยะโครงสรา้ ง (Structure Stage) อายุ 4 – 5 ปี ระยะนเ้ี ดก็ จะเริม่ พัฒนา
ความสามารถในการรบั รู้และการสังเกต เด็กจะเริ่มเล่นสนุกกบั คาและรู้จกั คิดคาและประโยค
ของตนเอง โดยอาศัยการสร้างจากคา วลี ประโยคท่ีเขาได้ยินคนอ่ืน ๆ พูด เด็กจะเริ่มคิดกฎเกณฑ์
ในการประสมคา และหาความหมายของคาและวลี ซึ่งเดก็ จะเริม่ รูส้ ึกสนุกกบั การเปลง่ เสียงโดยเขาจะ
เลน่ เป็นเกมกับเพ่อื น ๆ หรอื สมาชิกในครอบครัว

14

6. ระยะตอบสนอง (Responding Stage) อายุ 5 – 6 ปี ในระยะนี้เด็กจะมีความสามารถ
ในการคิดและพัฒนาการทางภาษาสูงข้ึน เขาจะเร่ิมพัฒนาภาษาไปสู่ภาษาท่ีเป็นแบบแผนมากข้ึน
และใช้ภาษาเหล่าน้ันกับส่ิงต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว การพัฒนาทางภาษาของเด็กในวัยน้ี จะเริ่มต้นเมื่อ
เขาเขา้ เรียนในชั้นอนุบาลโดยเด็กจะเร่ิมใช้ไวยากรณ์อย่างง่าย ๆ ได้รู้จักใช้คาท่ีเกี่ยวข้องกับบ้าน และ
โรงเรยี น ภาษาที่เดก็ ใช้ในการสอ่ื ความหมายในระยะนี้ จะเกดิ จากสง่ิ ท่ีเขามองเห็นและรับรู้

7. ระยะสร้างสรรค์ (Creative Stage) อายุ 6 ปีขึ้นไป ในระยะน้ีได้แก่ ระยะท่ีเด็กเริ่มเข้า
โรงเรียน เด็กจะเล่นสนุกกับคาและหาวิธีสอื่ ความหมายด้วยตัวเลข เด็กในระยะนี้จะพัฒนา วเิ คราะห์
และสร้างสรรค์ทักษะในการสื่อความหมาย โดยใช้ถ้อยคาสานวนการเปรียบเทียบและภาษาพูดที่เป็น
นามธรรมมากขนึ้ และเขาจะรสู้ ึกสนกุ กบั การแสดงความคดิ เหน็ โดยการพดู และการเขยี น

พราวพรรณ เหลืองสุวรรณ (2537) ได้กล่าวถึงพัฒนาการทางภาษาและการพูดของเด็ก
ปฐมวัยไว้ ดงั นี้

1. อายุแรกเกิดถงึ 2 ขวบ เดก็ แรกเกิดมักแสดงอากปั กิริยาดว้ ยวธิ ีอนื่ ๆ ที่ไม่ใช้ภาษาพูด เช่น
การร้องไห้ การทาท่าทางต่าง ๆ เม่ือทารกเปล่งเสียงมาเป็นคาพูด คาส่วนใหญ่จะเป็นคาง่าย ๆ
เบื้องต้น เกี่ยวกับคานามที่มุ่งถึงส่ิงของและบุคคลต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมและคากิริยาที่แสดงอาการ
ท่าทาง เด็กอายุ 18 เดือน สามารถพูดได้ประมาณ 10 คา และเพิ่มข้ึนเรื่อย ๆ ประมาณ 30 คา เมื่อ
อายุประมาณ 2 ขวบ การเรยี นรู้คาศัพท์มากน้อยเพียงใดนั้นเป็นเรื่องที่เก่ียวข้องกับสติปัญญาของเด็ก
ตลอดจน การสง่ เสริมและโอกาสทีจ่ ะไดเ้ รียนรู้ เด็กหลายคนในวัยนี้จดจาคาตลาดและคาสบถจากคน
ใกล้ชิด แต่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง เด็กวัยน้ีมีความเจริญทางภาษามากข้ึนมักจะตั้งคาถามว่า
“อะไร ทาไม”

2. อายุ 3 ขวบ สามารถเข้าใจภาษาพูดของผู้ใหญ่ ภาษาง่าย ๆ เบ้ืองต้น ยังไม่เข้าใจในส่ิงท่ี
มองเห็นยังไม่เข้าใจจากความหมายหรือคาสั่งหรือคาขอร้องจากผู้ใหญ่ เนื่องจากพัฒนาการทางภาษา
ในวยั นเี้ จริญเร็วมาก สามารถตั้งคาศัพท์ใหม่ ๆ หรอื เรียกช่ือใหม่ในสง่ิ ท่ีตนเองไม่ทราบหรือไม่เคยรู้จัก
มาก่อน

3. อายุ 4 ขวบ ให้ความสนในภาษาพูดของผู้ใหญ่โดยเฉพาะคาแสลง หรือคาอุทานเด็กเริ่มมี
คาถามที่มเี หตผุ ลมากข้นึ หรอื ฟงั นิทานเป็นสิ่งที่เด็กชอบมาก

4. อายุ 5 ขวบ เริ่มมีพัฒนาการทางด้านภาษามากขึ้น สามารถเข้าใจคาพูด ข้อความยาว ๆ
ของผู้ใหญ่ได้ดี พยายามพูดยาว ๆ โดยเลียนแบบผู้ใหญ่ในการสร้างประโยค ชอบฟังนิทานประเภท
เทพนยิ าย

5. อายุ 6 ขวบ เด็กส่วนใหญ่จะสนใจในการพูด เด็กจะชอบสนทนากับเพ่ือน ๆ หรือผู้ใหญ่
มากกว่าการเล่นสิ่งของและมีความสุขเม่ือได้สนทนากับผู้อ่ืน ชอบฟังเรื่องราวเก่ียวกับธรรมชาติ และ
สนใจในการอ่านเทพนิยายที่มีภาพประกอบ

15

หรรษา นิลวิเชียร (2535) ได้กล่าวถึงพัฒนาการทางภาษาระดับพื้นฐานของเด็กไว้ 6 ระดับ
ดังนี้

1. ระบบเสียง (Phonology) เด็กทารกพยายามเรียนรู้ระบบเสียงในภาษาของตนโดยการ
ออกเสยี งหลาย ๆ ลักษณะ และเร่ิมนาเสยี งมาเชือ่ มต่อกนั เพื่อให้มคี วามหมาย

2. ลักษณะคาพูด (Morphology) เดก็ เรมิ่ เรยี นรู้ว่าการผสมกนั ของเสยี งทาให้เกดิ ความหมาย
เด็กเร่ิมเรียนรู้คาศัพท์ใหม่ ๆ จนกระท่ังถึงวัยเด็กปฐมวัย เด็กเริ่มเข้าใจกฎของคา แต่พยายาม
เลียนแบบทา่ ทาง นิสัยใจคอจากบุคคล ตามเสียงทไี่ ด้ยนิ ดว้ ย

3. การเลียนแบบพฤติกรรมตอบสนองพร้อมกับสิ่งเร้าหลาย ๆ ตัว (Multiple Response
Learning) เป็นพฤติกรรมตอบสนองสิ่งเร้าที่เด็กพยายามทาตาม โดยลองใช้อวัยวะการเปล่งเสียง
ต่าง ๆ นั้นทางานร่วมกัน ได้แก่ ส่วนสมองที่รับรู้ มองเห็น ได้ยิน สะสมความจา ควบคุมริมฝีปาก
สหี น้า ทา่ ทาง

4. การเรียนรู้ด้านสัมพันธ์ (Associative Learning) เด็กจะเรียนรู้คาและความหมาย โดย
อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างเสียงและสิ่งของหรือพฤติกรรม เช่น เด็กเรียนรู้คาว่า “ตุ๊กตา” เม่ือแม่ย่ืน
ตุ๊กตาให้แลว้ บอกวา่ “ตกุ๊ ตา” เด็กเรยี นรไู้ ดจ้ ากการเชอ่ื มโยงกบั สง่ิ ของ

5. การลองผิดลองถูก (Trial and Error) ช่วงน้ีเป็นช่วงลองปฏิบัติ อาจจะถูกบ้างผิดบ้าง
การเรา้ ใจชมเชยเมื่อเดก็ ออกเสยี งไดถ้ ูกตอ้ ง จะทาให้เดก็ มัน่ ใจและช่วยใหภ้ าษาพัฒนาได้รวดเร็วยงิ่ ขึ้น

6. การถ่ายทอดการเรียนรู้ (Transfer of Learning) การเรียนรู้สิง่ ใหม่ ๆ จะงา่ ยขน้ึ ถา้ ผู้เรยี น
มคี วามรเู้ กย่ี วพนั กนั มากอ่ น เชน่ การรู้จักไก่ แล้วสอนให้รู้จกั เป็ด โดยชี้ใหเ้ ห็นความแตกต่างเด็กจะจา
ได้เร็ว

สรุปได้ว่า พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยในระยะเริ่มแรกจะมีความสามารถในด้าน
การฟงั สามารถแยกแยะเสยี งตา่ งๆ ทไี่ ดย้ ิน และต่อมาจะมกี ารเลยี นแบบเสียงทีไ่ ด้ยินและสามารถพูด
เลียนแบบเสียงท่ีคนุ้ เคยได้ เม่อื อายุ 4-5 ปี สามารถพูดเป็นประโยคง่ายๆได้สามารถส่ือสารไดแ้ ละเม่ือ
ยา่ งเข้าปที ี่ท่ี 6 จะพฒั นาไปสู่พ้ืนฐานการเขยี น

2.2 ทฤษฎเี กี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา
ทฤษฎีเกย่ี วกบั พัฒนาการทางภาษามีหลายทฤษฎี ดังนี้
ศรียา นยิ มธรรม และ ประภัสสร นิยมธรรม (2519) กลา่ วถงึ ทฤษฎีเกีย่ วกับพัฒนาการทาง
ภาษา ไว้ดงั นี้
1. ทฤษฎีความพึงพอใจแห่งตน (The Autism Theory หรือ Austistic Theory) ทฤษฎีน้ี
ถือว่า การเรียนรู้การพูดของเด็กเกิดจากการเลียนเสียงอันเน่ืองจากความพึงพอใจที่ได้กระทาเช่นนั้น
โมว์เรอร์ (Mower) เช่ือว่า ความสามารถในการฟัง และความเพลิดเพลินกับการได้ยินเสียงของผู้อ่ืน
และตนเองเปน็ ส่งิ สาคัญตอ่ พฒั นาการทางภาษา

16

2. ทฤษฎีการเลียนแบบ (The Imitation Theory) เลวิส (Lawis) ได้ศึกษาและเชื่อว่า
พัฒนาการทางภาษานั้นเกิดจากการเลียนแบบ ซึ่งอาจเกิดจากการมองเห็นหรือการได้ยินเสียง
การเลยี นแบบของเดก็ เกิดจากความพอใจ และความสนใจของตัวเด็กเอง ปกตชิ ่วงความสนใจของเด็ก
นัน้ ส้ันมาก เพ่ือท่ีจะชดเชยเด็กจึงต้องมีสิ่งเร้าซ้า ๆ กนั การศึกษากระบวนการในการเลียนแบบภาษา
พดู ของเด็ก พบว่า จุดเร่ิมต้นเกิดข้นึ เม่ือพ่อแมเ่ ลียนแบบเสียงของเดก็ ในระยะเล่นเสียงหรือในระยะที่
เดก็ กาลงั เรียนรู้การออกเสียง

3. ทฤษฎีเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีนี้อาศัยจากหลักทฤษฎีการเรียนรู้ซ่ึง
ถือว่าพฤติกรรมทั้งหลายถูกสร้างข้ึน โดยอาศัยการวางเง่ือนไข ไรน์โกลต์ (Rhiengold) และคณะได้
ศกึ ษาพบว่าเดก็ จะพดู มากข้ึนเม่อื ได้รางวัล หรือได้รับการเสริมแรง

4. ทฤษฎีการรับรู้ (Motor Theory of Perception) ลิเบอร์แมน (Liberman) ต้งั สมมตฐิ าน
ไว้ว่า การรับรู้ทางการฟงั ขน้ึ อย่กู ับการเปล่งเสียง จึงเห็นได้ว่า เดก็ มักจอ้ งหน้าเวลาเราพูดด้วย การทา
เช่นนี้อาจเป็นเพราะเด็กฟัง และพูดซ้ากับตัวเอง หรอื หัดเปล่งเสียงโดยอาศัยการอา่ นริมฝีปาก แล้วจึง
เรียนรคู้ า

5. ทฤษฎีความบังเอิญจากการเล่นเสียง (Babble Buck) ซึ่งธอร์นไดค์ (Thorndike) เป็น
ผ้คู ิดโดยอธิบายว่า เมื่อเดก็ กาลงั เล่นเสียงอยู่นั้น เผอิญมีเสียงบางเสียงไปคล้ายกบั เสียงที่มีความหมาย
ในภาษาพูดของพ่อแม่ พ่อแม่จงึ ใหก้ ารเสรมิ แรงทันที ดว้ ยวธิ ีนจ้ี ึงทาใหเ้ ดก็ เกิดพฒั นาการทางภาษา

6. ทฤษฎีชีววิทยา (Biological Theory) เล็นเบิร์ก (Lenneberg) เชื่อว่า พัฒนาการทาง
ภาษามีพื้นฐานทางชีววิทยาเป็นสาคัญ กระบวนการท่ีคนพูดได้ข้ึนอยู่กับอวัยวะในการเปล่งเสียง
เด็กจะเริม่ ส่งเสยี งออ้ แอ้ และพูดได้ตามลาดบั

7. ทฤษฎีการให้รางวัลของพ่อแม่ (Mother Reward Theory) ดอลลาร์ด (Dollard) และ
มิลเลอร์ (Miller) เป็นผู้คิดทฤษฎีน้ี โดยย้าเกี่ยวกับบทบาทของแม่ในการพัฒนาภาษาของเด็กว่า
ภาษาท่แี ม่ใชใ้ นการเลี้ยงดเู พอ่ื เสนอความต้องการของลูกนน้ั เป็นอทิ ธพิ ลที่ทาใหเ้ กิดภาษาพดู แก่ลกู

สรุป ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา ได้ว่า การเรียนรู้ของเด็กเกิดจากการเลียนแบบ
เสียงของผู้อื่น เด็กมีความสามารถในการฟงั เสียง และเมอื่ เด็กได้รับการเสริมแรง การชมเชย จะทาให้
เด็กมีพัฒนาการที่ดีข้ึน สามารถเร่ิมเปล่งเสียงท่ีไม่มีความหมายออกมาได้ และถ้าสภาพแวดล้อม
ของเดก็ ดี จะทาใหเ้ ดก็ มพี ฒั นาการทางภาษาทด่ี ี

3. เอกสารทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับทักษะการอา่ น
3.1 ความหมายของทักษะการอ่าน และการอ่านสะกดคา

ทักษะการอ่าน และการสะกดคา เป็นกระบวนการที่ผู้อ่านรับรู้สารซึ่งเป็นความรู้ ความคิด
ความรู้สกึ และ ความคิดเหน็ ที่ผเู้ ขียนถ่ายทอดออกมาเป็นลายลกั ษณอ์ ักษร ซึง่ มีนกั การศกึ ษาใหน้ ยิ าม
ไว้หลายทา่ น ดงั น้ี

อมรรัตน์ ชานาญรักษา (2555) กล่าวว่า การอ่าน คือ การแปลความหมายของตัวอักษรที่

อ่านออกมาเป็นความรู้ความคิด และเกิดความเข้าใจเรื่องราวที่อ่านตรงกับเรื่อราวท่ีผู้เขียน ผู้อ่าน
สามารถนาความรู้ ความคิด หรือสาระจากเรื่องราวท่อี า่ นไปใชใ้ ห้เกิดประโยชนไ์ ด้

17

ไมตรี พงศาปาน (2554) กล่าวว่า การอ่าน คือ การเสาะแสวงหาความรู้ การอ่านทาให้เป็น
บคุ คลมีวิสยั ทศั น์กวา้ งไกลทาใหเ้ กดิ กระบวนการและทักษะในการดาเนินชีวติ

ราชบัณฑิตยสถาน (2546) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า หมายถึง การอ่านตาม
ตัวหนังสือ การออกเสียงตามตัวหนังสือ การดูหรือเข้าใจความจากหนังสือ สังเกตหรือพิจารณาดู
เพื่อใหเ้ ขา้ ใจ การคิด การนับ

ฉวีลักษณ์ บุญยะกาญจน (2547) ไดใ้ ห้ความหมายของการอ่าน คือ การบริโภคคาท่ีถูกเขียน
ออกมาเป็นตัวหนังสือหรือสัญลักษณ์ โดยมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เริ่มจาก “แสง” ท่ีถูก
สะท้อนมาจากตัวหนังสือ ผ่านเลนส์นัยน์ตาและประสาทตา เข้าสู่เซลล์สมองไปเป็นความคิด (Idea)
ความรับรู้ (Perception) และความจา ท้งั ระยะสั้นและระยะยาว

จรัสกร เล็กตระกูล (2553) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการทางความคิดการทา
ความเข้าใจภาษาเขียน เพื่อสื่อสารกันระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารผู้อ่านจะใช้การสังเกตการจารูปคา
และประสบการณ์เดิมท่ีสาคัญ จะต้องเข้าใจความหมายของคา เพ่ือถ่ายทอดเรื่องราวตา่ ง ๆ จากเร่ือง
ทอ่ี า่ น ผู้อา่ นต้องมีความสามารถในการจัดระบบขอ้ มลู ความรตู้ ่าง ๆ เพื่อช่วยในการตคี วามเร่ืองท่ีอา่ น
ซ่ึงทาให้ผู้อา่ นไดร้ บั ความรู้เจตคติและทกั ษะ ท้ังน้ีแล้วแตจ่ ดุ ประสงค์ของการอา่ นแตล่ ะคน

สวรรญา โพธ์ิคานิช (2556) กล่าวว่า การอ่าน คือ การอ่านเป็นพฤติกรรมการรบั สารท่ีสาคัญ
ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการ ฟัง ปัจจุบันมีผู้รู้นักวิชาการและนักเขียนนาเสนอความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและ
งานสร้างสรรค์ ตีพิมพ์ ในหนังสือและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ มาก นอกจากน้ีแล้วข่าวสารสาคัญ ๆ หลังจาก
นาเสนอด้วยการพดู หรืออ่านให้ฟังผ่านสอื่ ต่าง ๆ สว่ นใหญ่จะตีพิมพ์รักษาไว้เป็นหลักฐานแก่ผูอ้ ่านใน
ช้ันหลัง ๆ ความสามารถในการอ่านจึงสาคัญและจาเป็นยิ่งต่อการเป็นพลเมืองท่ีมีคุณภาพในสังคม
ปัจจบุ ัน

ปยิ รัตน์ กลอนดอน (2559) ได้กล่าวว่า การอ่านคือ การสร้างความหมายจากภาพสัญลักษณ์
โดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์เดิมของผู้อา่ น และสงิ่ ชี้แนะในการคาดคะเนและตรวจสอบความหมาย
ทีอ่ ่าน

พันธุ์ทิพา หลาบเลิศบุญ และ คณะ (2539) กล่าวว่า การอ่าน คือ การแปลความหมายของ
ตัวอักษรออกมาเป็นความคิด และนาความคิดไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ดังน้ันหัวใจของการอ่านอยู่ท่ี
การเขา้ ใจความหมายของคา

ศรีสุดา จริยากุล (2545) ให้ความหมายของการอ่านไว้ใน “ความเข้าใจท่ัวไปเกี่ยวกับการ
อ่าน” ว่า “การอ่าน คือ การรับรู้ความหมายของสารจากลายลักษณ์อักษร ซึ่งอาจจะเป็นการอ่าน
ในลกั ษณะการอา่ นออกเสยี ง หรอื การอา่ นในใจก็ได้”

ประทีป วาทิกทินกร และ สมพันธุ์ เลขะพันธุ์ (2534) ให้ความหมายไว้ว่า “การอ่าน คือ
การรบั รู้ข้อความในข้อเขียนของตนเอง หรือของผู้อ่ืน รวมท้ังการรับรู้เคร่ืองหมายส่ือสารต่าง ๆ” เช่น
เครอื่ งหมายจราจร และเครือ่ งหมายที่แสดงในแผนภมู ิ เปน็ ต้น

18

ทพิ ย์สุเนตร อนัมบุตร (2551) ให้คาจากดั ความว่า การอ่าน คือ การรับสารในการใช้ภาษาไม่
ว่าจะเป็นภาษาใด ย่อมประกอบด้วย 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายส่ง > สาร > ฝ่ายรับ ฝ่ายส่งสารย่อมส่งโดย
การพดู หรือการเขียน ฝา่ ยรบั สารจงึ รับได้โดยการฟังหรอื การอ่าน

อจั ฉรา นาคทรัพย์ (2559) ได้กล่าวถงึ ความหมายของการอา่ นไวว้ ่า การอา่ นเปน็ กระบวนการ
ทางสมองที่มีการแปลความหมายของตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่มองเห็นโดยผ่านกระบวนการคิด
เกิดความเข้าใจและถา่ ยทอดออกมาเป็นถ้อยคาท่ีมีความหมาย สอื่ ได้ตรงกนั ระหว่างผ้อู ่านและผูเ้ ขยี น

สานักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (2540) ระบุไวว้ ่าหมายถึง การอา่ นออกเสียง
พยัญชนะ สระวรรณยุกต์ ตัวสะกด แต่ เน้นออกเสียง เฉพาะคา ๆ หน่ึงและเน้นการเขียนให้ถูกต้อง
เช่น เรอื น เรอื -เอือ - นอ – เรอื น บา้ น บาน - โท - บ้าน

กรมวิชาการ (2554) ได้กล่าวไว้ว่า การสะกดคา หมายถึง การอ่านโดยนาเสียงพยัญชนะต้น
สระ วรรณยกุ ต์ และตัวสะกดมาประสมเปน็ คาอ่าน การอ่านสะกดคาจะตอ้ งให้นักเรยี นสงั เกตรปู แบบ
คาพร้อม ๆ กับการอ่าน และสอนอ่านสะกดคาพร้อมกับการเขียน ครูจะต้องให้อ่านสะกดคา แล้ว
เขยี นคาพรอ้ ม ๆ กัน กบั การสอนสะกดสะกดคา จะนาคาท่ีมคี วามหมายมาสอน เม่ือสะกดคาจนจาได้
แล้วต่อไปจะต้องไม่ใช้วิธีการสะกดคา เพราะการสะกดคาจะเป็นเครื่องมือการอ่านคาใหม่ จึงให้อ่าน
เป็นคาโดยไม่สะกดคา มฉิ ะน้นั นกั เรียนจะอา่ นจับใจความไมไ่ ด้แลว้ อา่ นได้ช้า

สรุปความหมายของการอ่าน และการอ่านสะกดคา ได้ว่า การอ่านเป็นความเข้าใจ
ความหมายของคา ประโยค การรับรู้ข้อมูล และแลกเปล่ียนขอมูลผานกระบวนการคิดจนเกิดการ
เรียนรูความหมายได้อย่างถูกตอง การอ่านนี้เป็นผลมาจากการฝึกสมองขณะท่ีอ่าน ทาให้เกิด
พัฒนาการทางความคิด ผู้ท่ีอ่านหนังสือมากจึงมักเป็นปราชญ์หรือนักคิด การอ่านหนังสือจึงทาให้
ผอู้ า่ นไดพ้ ัฒนาการใชจ้ นิ ตนาการ

3.2 ความสาคญั ของทกั ษะการอ่าน และการอ่านสะกดคา
ความสาคัญของทักษะการอ่าน และการอ่านสะกดคา เป็นเร่ืองท่ีจาเป็นมากสาหรับผู้เรียน
เพราะเป็นการเร่ิมต้นฝึกอ่าน ผู้เรียนจาเป็นต้องมีทักษะการอ่านเพ่ือหาความรู้และพัฒนาตนเอง
อยู่เสมอซ่ึงมีนักการศึกษาให้นิยามไว้หลายท่าน ดังนี้
วรรณี โสมประยูร (2560) ได้อธิบายถึงความสาคัญของการอ่านหนังสือมีผลต่อผู้อ่าน 2
ประการ คือ ประการแรก อ่านแล้วได้ “อรรถ” ประการท่ีสอง อ่านแล้วได้ “รส” ถ้าผู้อ่านสานึกอยู่
ตลอดเวลาถึงผลสาคัญของสองประการนี้ ย่อมจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มท่ีจากหนังสือตรงตาม
เจตนารมณ์ของผู้เขียนเสมอ การอ่านมีความสาคัญต่อทุกคนทุกเพศทุกวัยและทุกสาขาอาชีพ ซึ่งพอ
สรปุ ไดด้ ังนี้

19

1. การอ่านเป็นเครื่องมือที่สาคัญย่ิงในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับ ผู้เรียนจาเป็นต้องอาศัย
ทักษะการอ่านทาความเข้าใจเน้ือหาสาระของวิชาการต่าง ๆ เพื่อให้ตนเองได้รับความรู้และ
ประสบการณต์ ามทีต่ อ้ งการ

2. ในชีวิตประจาวันโดยทั่วไป คนเราต้องอาศัยการอ่านติดต่อสื่อสาร เพ่ือทาความเข้าใจกับ
บุคคลอ่ืนร่วมไปกับทักษะการฟัง การพูด การเขียน ทั้งในด้านภารกิจส่วนตัวและการประกอบอาชีพ
การงานต่าง ๆ ในสงั คม

3. การอ่านสามารถช่วยให้บุคคลสามารถนาความรู้และประสบการณ์จากสิ่งท่ีอ่านไป
ปรับปรงุ และพัฒนาอาชีพหรือธรุ กจิ ท่ีตัวเองกระทาอยู่ใหเ้ จรญิ ก้าวหน้า และประสบความสาเรจ็ ได้ใน
ทส่ี ดุ

4. การอ่านสามารถสนองความต้องการพื้นฐานของบุคคลในด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น
ช่วยให้ความม่ันคงปลอดภัย ช่วยให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ ช่วยให้เป็นท่ียอมรับของสังคม ช่วยให้มี
เกียรตยิ ศและชอ่ื เสยี ง ฯลฯ

5. การอ่านทั้งหลายจะส่งเสริมให้บุคคลได้ขยายความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้นอย่างลึกซึ้ง
และกว้างขวาง ทาให้เป็นผู้รอบรู้ เกิดความม่ันใจในการพูดปราศรัย การบรรยายหรืออภิปรายปัญหา
ต่าง ๆ นบั ว่าเป็นการเพมิ่ บุคลิกภาพและความน่าเชอ่ื ถือใหแ้ ก่ตวั เอง

6. การอ่านหนังสือหรือส่ิงพิมพ์หลายชนิดนับว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการที่น่าสนใจมาก เช่น
อ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร นวนิยาย การ์ตูน ฯลฯ เป็นการช่วยให้บุคคลรู้จักใช้เวลาว่างให้
เกิดประโยชน์ และเกดิ ความเพลดิ เพลนิ สนกุ สนานได้เปน็ อย่างดี

อมรรัตน์ ชานาญรกั ษา (2555) ไดอ้ ธบิ ายความสาคัญของการอา่ นว่า
1. การอ่านเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะผู้ท่ีอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน
จาเปน็ ต้องอา่ นหนังสอื เพ่ือการศึกษาหาความรู้ด้านต่าง ๆ
2. การอ่านเป็นเครื่องมือช่วยให้ประสบความสาเร็จในการประกอบอาชีพ เพราะสามารถนา
ความรทู้ ่ไี ด้จากการอา่ นไปพัฒนางานของตนได้
3. การอ่านเป็นเครอื่ งมอื สืบทอดทางวัฒนธรรมของคนรนุ่ ตอ่ ๆ ไป
4. การอ่านเป็นวิธีการส่งเสริมให้คนมีความคิดอ่านและฉลาดรอบรู้ เพราะประสบการณ์ที่ได้
จากการอ่านเมื่อเก็บสะสมเพ่ิมพูนนานวันเข้า ก็จะทาให้เกิดความคิด เกิดสติปัญญา เป็นคนฉลาด
รอบรู้ได้
5. การอ่านเป็นกิจกรรมท่ีก่อให้เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ เป็นวิธีหน่ึงในการแสวงหา
ความสุขใหก้ ับตนเองท่ีง่ายท่ีสุด และไดป้ ระโยชน์คมุ้ ค่าท่ีสุด
6. การอ่านเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทาให้เป็นคนที่สมบูรณ์ท้ังด้านจิตใจและบุคลิกภาพ
เพราะเมอ่ื อา่ นมากยอ่ มรู้มาก สามารถนาความรู้ไปใช่ในการดารงชีวติ ได้อยา่ งมคี วามสขุ

20

7. การอ่านเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาระบบการเมือง การปกครอง ศาสนา ประวัติศาสตร์
และสงั คม

8. การอ่านเป็นวิธีการหนึ่งในการพัฒนาระบบการสื่อสารและการใช้เคร่ืองมือทาง
อเิ ล็กทรอนิกสต์ า่ ง ๆ

สวรรญา โพธิ์คานิช (2556) กล่าวว่า ความสาคัญของการอ่านในสมัยโบราณท่ียังไม่มี
ตวั หนังสือใช้ มนุษย์ได้ใช้วิธีเขียนบันทึกความทรงจาและเรื่องราวต่าง ๆ เป็นรูปภาพไว้ตามฝาผนังใน
ถา้ เพื่อเป็นทางออกของอารมณ์ เพื่อเตือนความจาหรอื เพือ่ บอกเลา่ ให้ผู้อน่ื ไดร้ ับรดู้ ้วย แสดงถึงความ
พยายามและความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษย์ ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเป็นสัญลักษณ์
ที่คงทนตอ่ กาลเวลาจากภาพเขยี นตาม ผนงั ถ้า ไดว้ วิ ฒั นาการมาเปน็ ภาษาเขียนและหนงั สอื ปัจจบุ ันนี้
หนงั สือกลายเป็นส่ิงทสี่ าคญั ย่ิงตอ่ มนษุ ยจ์ นอาจกล่าวได้ว่าเป็น ปัจจัยอนั หน่ึงในการดารงชีวิตคนที่ไม่รู้
หนังสือแม้จะดารงชีวิตอยู่ได้ก็เป็นชีวิตท่ีไม่สมบูรณ์ ไม่มีความเจริญ ไม่สามารถประสบความสาเร็จ
ใด ๆ ในสังคมไดห้ นังสือและการอ่านหนงั สือจงึ มีความสาคญั อย่างยิ่ง

กรมวิชาการ (2546) ได้กล่าวถึง ความสาคัญของการอ่านสะกดคา ว่า เป็นเร่ืองที่จาเป็นมาก
สาหรับผู้เร่ิมเรยี น หากครไู ม่ไดส้ อนการแจกลกู สะกดคาแกน่ ักเรยี นในระยะเรมิ่ เรยี นการอ่าน นักเรียน
จะขาดหลักเกณฑ์การประสมคา ทาให้เมื่ออ่านหนังสือมากขึ้นจะสับสน อ่านหนังสือไม่ออก
เขียนหนังสือผิดซ่ึงเป็นปัญหามากของเด็กนักเรียนไทยในปัจจุบัน ผลจากการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนวิชาอ่ืน ๆ ด้วย

อัมพร สุขเกษม (2542) ได้กล่าวถึง การอ่านหนังสือว่า มีความสาคัญต่อการพัฒนา
คุณภาพชีวิตมนุษย์ และมีความสาคัญต่อการพัฒนาประเทศด้วย เพราะการอ่านหนังสือช่วยให้
ผู้อ่านรู้จักวิธีบารุงรักษาสุขภาพของตน รู้จักวิธีการใหม่ ๆ สาหรับใช้พัฒนาอาชีพ ช่วยผ่อนคลาย
ความเครียด มีความเพลิดเพลิน เกิดความคิดสร้างสรรค์ เข้าใจความเคลื่อนไหวทางการเมือง
เศรษฐกจิ และสังคม สามารถรับรแู้ ละปรบั ตัวให้เข้ากับความกา้ วหน้าทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ซงึ่ ลว้ นแต่เปน็ ประโยชน์ทัง้ ส้ิน

สรปุ ความสาคัญของการอา่ น ได้ว่า ทาให้ผูอ้ ่านมคี วามรู้อยา่ งกว้างขวาง และเป็นเครอ่ื งมือที่
สาคัญย่ิงในการแสวงหาความรู้ การเรียนรู้ และพัฒนาสติปัญญาของคนในสังคม พัฒนาไปสู่สิ่งที่ดี
ทส่ี ุดในชวี ติ

3.3 ประโยชน์ของทักษะการอ่าน
ประโยชน์ของทกั ษะการอ่านมีหลายประการ ดังน้ี
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และ คณะ (2546) กลา่ วถึงประโยชน์ของการอ่าน ดังน้ี
1. ทาให้มีความรใู้ นวิชาการด้านต่าง ๆ อาจเปน็ ความรู้ทวั่ ไป หรือความรูเ้ ฉพาะดา้ นกไ็ ด้

21

2. ทาให้รอบรู้ทันโลก ทันเหตุการณ์ ซ่ึงนอกจากจะทาให้รู้ทันข่าวสารบ้านเมืองและ
สภาพการณ์ต่าง ๆ ในสมัยสังคมท้ังภายในและภายนอกประเทศแล้ว ยังจะได้ทราบข่าวกีฬา
ขา่ วบันเทิง บทความวิจารณ์ ตลอดจนการโฆษณาสินค้าต่าง ๆ อีกดว้ ย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อยา่ งย่ิง
ในการปรับความเปน็ อย่ใู หเ้ หมาะสม สอดคล้องกบั สภาพสังคมของตนในขณะนน้ั

3. ทาให้ค้นหาคาตอบท่ีต้องการได้ การอ่านหนังสือจะช่วยตอบคาถามท่ีเราข้องใจ สงสัย
ต้องการรู้ได้ เช่น อ่านพจนานุกรม เพ่ือหาความหมายของคา อ่านหนังสือกฎหมาย เพ่ือต้องการรู้
ขอ้ ปฏิบัติ เปน็ ต้น

4. ทาให้เราเกิดความเพลิดเพลิน การอ่านหนังสือท่ีมีเน้ือหาดี น่าอ่าน น่าสนใจ ย่อมทาให้
ผู้อ่านมีความสุขความเพลิดเพลิน เกิดอารมณ์คล้องตามอารมณ์ของเร่ืองน้ัน ๆ ผ่อนคลายความตึง
เครียด ได้ข้อคิดและยงั เปน็ การยกระดับจิตใจผ้อู า่ นใหส้ ูงข้ึนได้อกี ด้วย

5. ทาให้เกิดทักษะและพัฒนาการในการอ่าน ผู้ท่ีอ่านหนังสือสม่าเสมอ ย่อมเกิดความ
ชานาญในการอ่าน สามารถอ่านได้เร็ว เข้าใจเร่ืองราวที่อ่านได้ง่าย จังใจความได้ถูกต้อง เข้าใจ
ประเดน็ สาคัญของเรอ่ื ง และสามารถประเมนิ คุณค่าเร่ืองที่อา่ นได้อย่างสมเหตสุ มผล

6. ทาให้ชีวิตมีพัฒนาการเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ ผู้ท่ีอ่านมากย่อมรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากเกิด
ความรู้ความคิดท่ีหลากหลายกว้างไกล สามารถนามาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนให้ชีวิตมี
คุณคา่ และมีระเบยี บแบบแผนที่ดีย่งิ ขึ้น

7. ทาให้เป็นผ้มู ีมนุษยสัมพันธ์ดแี ละเสริมสร้างบุคลกิ ภาพ ผ้อู ่านมากย่อมรอบรู้มาก มีข้อมูล
ต่าง ๆ สั่งสมไว้มาก เม่ือสนทนากับผู้อื่นย่อมมีความมั่นใจไม่ขัดเขิน เพราะมีภูมิรู้ สามารถถ่ายทอด
ความรู้ ให้คาแนะนาแก่ผู้อื่นในทางท่ีก่อให้เกิดประโยชน์ได้ ผู้รอบรู้จึงมกั ได้รับการยอมรับ และเป็น
ท่เี ชือ่ ถอื จากผอู้ ่ืน

สอบครู ดอท คอม (2564) กลา่ วถึงประโยชนก์ ารอ่าน ไวด้ งั นี้
1. ช่วยกระตุ้นการทางานของสมอง สมองก็ต้องการการออกกาลังเพื่อให้แข็งแรงและมี
สขุ ภาพดอี ยู่เสมอเช่นเดียวกับร่างกาย การอ่านหนังสือเป็นเหมือนกับการออกกาลังสมอง ทาให้สมอง
ของเราได้คิดและได้ทางานตลอดเวลา ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การกระตุ้นการทางานของสมอง
(Mental Stimulation) อย่างสม่าเสมอจะช่วยชะลอและป้องกันการเป็นโรคอัลไซเมอร์และช่วย
พัฒนาเร่ืองการจดจาได้ เช่น เม่ือคุณอ่านหนังสือ คุณก็ต้องจดจาตัวละคร ความเป็นมาของเร่ืองราว
และรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ซ่ึงทุกคร้ังท่ีมีความทรงจาใหม่ ๆ สมองก็จะเก็บข้อมูลเหล่าน้ันไว้
และเรียกกลับมาเมื่อเราตอ้ งการใชง้ าน ย่ิงอ่านหนังสือมาก สมองที่ทาหน้าท่ีเก่ยี วกบั การจดจากจ็ ะได้
ทางานมาก

22

2. ความเครียดลดลงและจิตใจสงบมากขึ้น เม่ือไหร่ก็ตามที่คุณจมอยู่กับการอ่านหนังสือดี ๆ
สักเล่ม ความเครียดจากงาน หรือปัญหาส่วนตัวต่าง ๆ ที่คุณเจอมาจะถูกลืมไปทันที การอ่านนิยาย
สนุก ๆ จะพาให้คุณได้เข้าไปอยู่ในโลกอีกโลกหน่ึง ขณะท่ีการได้อ่านบทความดี ๆ สักบทความ ก็จะ
ทาให้คุณจดจ่ออยู่กับเวลาในขณะน้ันและลืมความกังวลต่าง ๆ ไป นอกจากจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อน
คลายแล้ว การไดอ้ ่านหนงั สอื เกีย่ วกับศาสนา สามารถชว่ ยให้คณุ รู้สกึ สงบอีกด้วย

3. ได้รับความรู้ ทุกอย่างที่คุณอ่านจะเปน็ การเพิม่ เตมิ ความรใู้ หก้ ับคุณทั้งส้ิน ซงึ่ คณุ ไม่มีทางรู้
ได้เลยว่าคุณอาจจะต้องนาความรู้เหล่านัน้ ออกมาใช้เมื่อไหร่ ยิ่งคุณมีความรู้มากแค่ไหน ก็จะยิ่งทาให้
คุณได้เปรียบมากข้ึน เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ สิ่งของหรือเงินทอง อาจถูก
ขโมยไปได้ แต่ความรู้เปน็ ส่ิงทไ่ี ม่มใี ครสามารถเอาไปจากคณุ ได้

4. มีคลังคาศัพท์ที่มากข้ึน มีทักษะการส่ือสารท่ีดีขึ้น ยิ่งคุณอ่านหนังสือมากเท่าไหร่ คุณก็จะ
ย่ิงมีคลังคาศัพท์เพิ่มมากเท่านั้น และคาศัพท์เหล่าน้ันก็จะถูกนามาใช้ในชีวิตประจาวันอย่างหลีกเล่ียง
ไม่ได้ งานเขียนดี ๆ จะส่งผลต่อการเขียนของคนที่ได้อ่าน การได้ซึมซับวิธีและสไตล์การเขียนของ
นกั เขยี นคนอื่น ๆ จะช่วยให้คุณพฒั นาทักษะการเขียนของคุณเองในการทางาน คนที่มีความสามาถใน
การอ่านและพูด และมีความรู้ที่หลากหลาย มีความเป็นไปได้ที่จะเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน
มากกว่าคนท่ีไม่ค่อยรู้จักคาศัพท์และมีความรอบรู้ในเร่ืองต่าง ๆ น้อย นอกจากน้ันการอ่านหนังสือ
ภาษาตา่ งประเทศยังช่วยในการเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ อีกด้วย เพราะคุณจะได้คาศพั ท์ใหม่ ๆ ซ่งึ จะทาให้
พูดและเขยี นภาษานนั้ ได้คลอ่ งขึ้น

5. มีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ คุณเคยอ่านหนังสือนิยายแนวสืบสวนสอบสวน แล้วคิด
แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตวั เองก่อนทจ่ี ะอ่านหนังสอื จบหรือไม่ การเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ในเรอื่ งแล้ว
วิเคราะห์เรอื่ งราวต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้น หรือหาตัวคนร้ายได้ เป็นตัวอย่างหน่ึงของการใช้ทักษะด้านการคิด
เชิงวิเคราะห์ การวิจารณ์นิยายในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวพล็อตเรื่อง คาแร็คเตอร์ตัวละคร ความ
ล่ืนไหลของเน้ือเร่ือง รวมถึงการแสดงความคิดเห็นกับคนอื่น ๆ เกี่ยวกับหนังสือเล่นนั้น ๆ ก็เป็น
การชว่ ยพฒั นาทักษะการคดิ เชิงวเิ คราะห์ไดเ้ ช่นกัน

6. มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้มากข้ึน ในโลกท่ีอินเทอร์เน็ตเข้ามามีส่วนสาคัญใน
ชวี ิตประจาวันของเราแบบทุกวันน้ี มีเรื่องต่าง ๆ มากมายที่ดึงดูดความสนใจของเราพร้อมกันในเวลา
เดียว หลายคนสามารถทางาน เช็กอีเมล แชทกับเพ่ือน อ่านสเตตัส ดูโทรศัพท์มือถือ และพูดคุยกับ
เพื่อนร่วมงานได้ภายในเวลาเพียงแค่ 5 นาที ซ่ึงการทาพฤติกรรมแบบนี้ จะทาใหค้ วามสามารถในการ
ทางานของเราลดลง และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดได้ แต่เมื่อคุณได้อ่านหนังสือ คุณก็จะให้
ความสนใจและโฟกสั ไปทเ่ี รื่องราวในหนงั สือเท่านน้ั ก่อนเริ่มทางานลองหาเวลาอ่านหนังสือสกั 15-20
นาที แล้วคณุ จะพบวา่ มันสามารถชว่ ยใหค้ ุณมีสมาธิมากขน้ึ เม่ือถึงเวลาทางาน

23

7. ให้ความบันเทิง การอ่านหนังสือเป็นวิธีสร้างความบันเทิงให้กับตัวเองวิธีหน่ึง หลายคนมี
ความสุขกับการได้ซื้อหนังสือ แต่บางคนน้ันการไปยืมหนังสือมาจากห้องสมุดเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
เพราะหอ้ งสมุดมีหนังสอื มากมายหลากหลายประเภทให้คณุ ไดเ้ ลอื กอา่ นโดยไม่ต้องเสยี เงินจานวนมาก
ในการซื้อ และห้องสมดุ มักจะนาหนงั สอื ใหม่ ๆ เข้ามาเสมอ อยา่ งไรกต็ าม หากคณุ ไม่สะดวกในการที่
จะไปห้องสมุด คุณก็สามารถอ่านหนังสือผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้ เพราะทุกวันน้ี
หนังสอื หลายเล่มมกี ารทาออกมาในรปู แบบของ e-book หรือ PDF ทส่ี ามารถดาวน์โหลดได้ฟรี

เทือก กุสุมา ณ อยุธยา (2511 : 47) กล่าววา่ การอ่านหนังสือ มีประโยชน์ ดงั นี้
1. ประโยชนใ์ นฐานท่ีเป็นวรรณคดี คือ ผู้อา่ นได้รบั ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เกิดอารมณ์
สะเทอื นใจ และความนึกฝนั ไปตามทอ้ งเรือ่ ง
2. ประโยชนอ์ ันเกิดแก่ผู้เขียนเอง ไดแ้ ก่ การระบายอารมณ์ การแสดงความคิด การให้ทศั นะ
หลักเกณฑ์ชวี ติ แกผ่ อู้ า่ น
3. ประโยชน์ในฐานที่เป็นเคร่ืองบันเทิง ท้ังยังมีการประยุกต์เป็นละครวิทยุ ละครโทรทัศน์
ภาพยนตร์ เป็นตน้
4. ประโยชน์ในด้านความรู้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ ภูมิฐานสง่าของบ้านเมือง วัฒนธรรม
ฯลฯ หรอื เปน็ ส่ิงสะท้อนให้เหน็ สภาพชีวิตในเรอื่ งท่ีแต่งกไ็ ด้ เช่น เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ จะทา
ใหผ้ ู้อา่ นทราบรายลเอยี ดของชวี ิตได้ดีกวา่ หนงั สอื ประวตั ศิ าสตร์
5. ประโยชน์ในด้านภาษา ผู้อ่านจะได้รับรสไพเราะทางภาษา ท่ีร้อยกรองไว้อย่างประณีต
บรรจงแลว้
6. ประโยชน์ทางด้านคติธรรม เป็นเคร่ืองชาระจิตใจผู้อ่าน ยกระดับจิตใจให้สูงข้ึน ถ้าเป็น
วรรณคดีทีด่ ี
7. ประโยชน์ทางการเมือง อาจทาใหก้ ารเมืองผันแปรได้ โดยผูแ้ ต่งใช้นวนิยายเป็นสือ่ คัดคา้ น
ความอยตุ ิธรรม และทาใหผ้ อู้ า่ นเห็นด้วยได้
สรุป ประโยชน์การอ่าน ได้ว่า การอ่านสามารถทาให้รอบรู้ทันโลก ทันเหตุการณ์ ช่วยให้มี
ทักษะการอ่านท่ีดี และยังช่วยให้สมองได้ทางานเพ่ือป้องกันการเป็นโรคอัลไซเมอร์ สามารถลด
ความเครียด ความกังวลจากสิ่งต่าง ๆ ได้ ทาให้รู้สึกผ่อนคลายและมีสุขภาพจิตที่ดี ทาให้มีทักษะการ
สอื่ สารทด่ี ีอีกด้วย

3.4 องค์ประกอบของทกั ษะการอ่าน
การอ่านของเด็กข้นึ อยูก่ ับองคป์ ระกอบหลายอย่าง ดงั น้ี
มยุรี กนั ทะลือ (2556) กล่าวไว้ ดงั น้ี
1. ความรู้ทางภาษา (linguistic Knowledge) โดยในระยะแรกผู้อ่านจะเรียนรู้ความสัมพันธ์
เกี่ยวกับตัวอักษรและความหมายของคา ต่อมาเม่ือผู้อ่านมีประสบการณ์ในการอ่านมากขึ้นก็จะ
สามารถอ่านเพ่ือความเขา้ ใจได้มากขนึ้

24

2. ประสบการณ์และความรู้เก่ียวกับสิ่งที่อ่าน (Schema) ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาและ
ความรเู้ ดมิ ทีผ่ ูอ้ า่ นมอี ยู่

3. ความสมบูรณ์ของเนื้อเร่ือง หรืองานเขียนน้ัน ผู้อ่านจะไม่เขา้ ใจสง่ิ ที่อ่าน หากเนอ้ื เรื่องนนั้ มี
เนอื้ ความทีย่ ังไมส่ มบรู ณย์ กเวน้ ในกรณีท่ีมคี วามรู้พืน้ ฐานเก่ียวกับเน้ือเรือ่ งท่ีอ่านมาก่อน

4. ความสามารถในการวิเคราะห์โครงสร้างของงานเขียนน้ัน (Text Schema) งานเขียน
แต่ละช้ินมลี ักษณะและโครงสร้างท่ีแตกต่างกัน และยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อตลอดจนวัฒนธรรม
ของผู้เขียนด้วย ดังนน้ั หากงานเขียนเสนอเรื่องราวท่ีแตกตา่ งไปจากวัฒนธรรมและประสบการณ์เดิม
ของผอู้ ่าน การอา่ นกจ็ ะไม่ประสบผลสาเรจ็

ศรรี ตั น์ เจงิ กลนิ่ จนั ทร์ (2556: 38) ไดก้ ล่าวถึง องคป์ ระกอบของการอ่านไว้ดงั นี้
การจาแนกความแตกต่าง และความเหมือนด้วยตา หมายถึง การท่ีเด็กจาเป็นต้องรู้จัก
การสังเกตเห็นความเหมือน และความแตกต่างกันของรูปทรงของวัตถุ รูปภาพ คาท่ีเขียนเป็น
สัญลักษณ์ ความสามารถในการอ่านข้ึนอยู่กับความสามารถในการเห็น ความแตกต่างระหว่างคาท่ี
อ่านกับคาอ่ืน ๆ เด็กจะสามารถเห็นภาพความแตกต่างของคาได้ดีกว่าเห็นความเหมือน ควบคู่กับ
การเหน็ ภาพของคาน้นั ๆ ดว้ ย
การจาแนกเสยี งท่ีคล้ายคลงึ กันจากการฟัง หมายถึง ความสามารถในการจาแนกเสยี งช่วยให้
การอ่านเป็นไปอย่างถูกต้อง และสามารถในการจาแนกเสียงนั้น สามารถพัฒนาได้โดยการฝึกฝน
สงิ่ สาคัญคือมิใช่ฝึกฝน โดยการให้เด็กฟังแต่เสียงอย่างเดียว ควรให้เด็กได้ฟงั เสียงควบคู่กันกับการเห็น
ภาพของคาน้นั ๆ ดว้ ยความสามารถในการฟังเรือ่ งราวตา่ ง ๆ หมายถึง การฝึกให้เดก็ รจู้ กั คดิ หาเหตผุ ล
โดยครูตั้งคาถามประเภททาไม รู้สึกอย่างไร อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หรือเรื่องนี้ให้ความร้ขู ้อคิด
อะไรแกเ่ ราบา้ ง
การเรยี นรู้คาศัพท์ หมายถึง การเรยี นร้คู าศพั ทท์ ใ่ี ชก้ ันอยูท่ ่วั ไป จะช่วยให้เดก็ มีความพร้อมใน
การอ่านมากข้ึน และถ้าต้องการให้การอ่านประสบความสาเรจ็ ด้วยดี และนาความคิดจากการอ่านไป
ใช้ให้เด็กเข้าใจความหมายของคาศัพท์ใหม่ ๆ ให้มากการสร้างความสนใจในการอ่าน หมายถึง
การสร้างความสนใจเป็นสิ่งท่ีจะต้องทาต้ังแต่อยู่บ้าน และต่อเนื่องมาถึงโรงเรียน เช่น การอ่าน
การวาดภาพ การเลา่ นิทาน เป็นตน้
การสร้างความคิดรวบยอด หมายถึง เด็กเรียนรู้ในการความคิดรวบยอดจากประสบการณ์
และลึกซ้งึ กว้างขวางของประสบการณ์ มีการสร้างความสามารถในการคิดถึงคาน้ัน ๆ ในลักษณะของ
นามธรรมเป็นพัฒนาการในการเข้าใจความสามารถในขั้นแรก เด็กสามารถจาแนกสิ่งของอย่างหน่ึง
ออกจากสิ่งของอื่นได้ เม่ือเด็กมีความชานาญมากข้ึน เด็กจะมีการรับรู้เฉียบคมกว้างขวางและมีความ
ซับซ้อนย่ิงข้ึน เด็กสามารถเข้าใจลักษณะท่ีสาคัญและไม่สาคัญของสิ่งต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมของตน

25

เด็กจะสามารถใช้ประสบการณ์ของตน ในการสร้างความคิดรวบยอดซ่ึงเร่ิมด้วยการเข้าใจส่ิงที่เป็น

นามธรรม จนกระท่งั สามารถจดั กลมุ่ ของส่ิงตา่ ง ๆ ได้ และในท่ีสดุ สามารถจาแนกประเภทได้

การเขียน หมายถงึ การใชส้ ายตามองตัวอกั ษรจากซา้ ยไปขวา บนลงล่างตามลาดับฉะน้ันการ
ฝกึ ความสามารถทางการเขียนจึงเก่ียวกับการอ่าน การฝกึ การเขียนตัวอักษรทาให้เพ่มิ ทักษะการอ่าน
ได้เรว็ ขน้ึ เน่อื งจากเดก็ ได้เห็นความแตกตา่ งของตัวอกั ษร แต่ละตวั ไดอ้ ยา่ งชัดเจน

พนสั สุขหนองบึง (2557: 32) ได้เสนอองค์ประกอบในการอ่าน ดังน้ี
1. ความสามารถในการแยกส่ิงท่ีได้ยินเป็นการเข้าใจและสามารถใช้ภาษาพูดได้อย่างถูกต้อง
แยกคาพดู ที่แตกตา่ งกนั ได้สามารถแยกดว้ ยคา และออกเสียงในการอ่านปากเปลา่ ได้
2. ความสามารถทางความคิดและความจาความสามารถในการใช้ และเข้าใจเหตุผล รู้จัก
เชื่อมโยงความคิดใหม้ ีความหมาย เข้าใจความหมายของประโยคและรูปรา่ งของคาได้
3. ความสามารถทางสายตาความสามารถในการแยกคาท่ีคล้ายคลึงกัน และมองเห็นความ
แตกต่างของคานัน้ ๆ ความสนใจความสามารถทน่ี ั่งนงิ่ จบั สายตาไปตามสิ่งท่ีอา่ น เคล่ือนไหวสายตาได้
ตามสมควร จงึ มีสมาธใิ นการอา่ น การฟัง และการทาตามคาสั่งได้
สนทิ ฉมิ เลก็ (2557) ไดส้ รปุ องค์ประกอบทางการอ่านของเด็กไดด้ ังนี้
1. องค์ประกอบทางด้านร่างกาย

1.1 สายตา
1.2 ปาก
1.3 หู
2. องคป์ ระกอบทางด้านจิตใจ
2.1 ความตอ้ งการ
2.2 ความสนใจ
2.3 ความศรัทธา
3. องคป์ ระกอบทางด้านสตปิ ัญญา
3.1 ความสามารถในการรับรู้
3.2 ความสามารถในการนาประสบการณเ์ ดมิ ไปใช้
3.3 ความสามารถในการใช้ภาษาใหถ้ ูกต้อง
3.4 ความสามารถในการเรยี น
4. องคป์ ระกอบทางประสบการณพ์ นื้ ฐาน
5. องคป์ ระกอบทางวุฒภิ าวะ อารมณ์ แรงจูงใจและบคุ ลกิ ภาพ
6. องคป์ ระกอบทางสงิ่ แวดลอ้ ม

สรุปได้ว่า องค์ประกอบของการอ่านประกอบดว้ ยการจาแนกความแตกต่างการสงั เกตด้วยตา

และจาแนกเสียงจากการฟงั การเรียนรคู้ าศัพท์ต่าง ๆ ท่คี ุ้นเคยจนเข้าใจความหมายของคาจากน้ันเด็ก

จะสร้างความคิดรวบยอดจากประสบการณ์ที่เรียนรู้ เพ่ือเกิดความเข้าใจยิ่งข้ึนในลักษณะของ

นามธรรม หรือการแปลความหมายของคาออกจากสัญลกั ษณ์ได้

26

3.5 การอา่ นแจกลกู สะกดคา
การอ่านแจกลกู สะกดคา มนี ักวิชาการไดก้ ล่าวไว้ ดงั นี้
กรมวิชาการ (2546) ได้อธิบายการอ่านแจกลกู สะกดคา ว่า เป็นกระบวนการขั้นพ้ืนฐานของ
การนาเสยี งพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกตแ์ ละตัวสะกดมาประสมเสียงกนั ทาให้ออกเสียงคาตา่ ง ๆ ที่มี
ความหมายในภาษาไทย การแจกลูกและสะกดคาบางคร้ังรวมเรียกว่าการแจกลูกสะกดคา จะดาเนิน
ไปด้วยกันอย่างประสมกลมกลืน เพื่อให้นักเรียนได้หลักเกณฑ์ทางภาษาท้ังการอ่านและการเขียนไป
พรอ้ มกนั
เรวดี อาษานาม (2537) ไดอ้ ธิบายถึงการอา่ นสาหรับเด็กท่ยี ังไมเ่ รียนหนังสือ ให้สามารถอา่ น
และถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดหรือคาพูดออกมาเป็นตัวหนังสือ นับต้ังแต่เริ่มมีการสอนหนังสือไทย
จนถึงปัจจุบัน ได้กล่าวถึง การอ่านแบบแจกลูกสะกดคา ดังน้ี คือการสอนท่ีถือว่าคาประกอบด้วยรูป
และเสียงของพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกด ฯลฯ เวลาสอนอ่านแทนท่ีจะอ่านเป็นคา ๆ มี
ความหมายเลยทเี่ ดยี ว ก็ต้องไลพ่ ยญั ชนะสระ ฯลฯ ให้ออกเสียงได้ถูกต้องเป็นคา ๆ อกี ทหี น่ึง เป็นการ
ช่วยให้อ่านคาได้ เพราะผู้อ่านรู้จัก พยัญชนะ สระ ตัวสะกด แล้วช่วยพาไป เช่น จาน นักเรียนสะกด
คาว่า จอ -า - จา - จา - นอ – จาน หรอื จ -า - น – จานบ้าน นกั เรียนสะกดคาว่า บ -า - บาบา - น
– บาน วธิ ีน้ชี ่วยใหเ้ ด็กรูจ้ ักหลกั เกณฑ์ของการเรยี งลาดับตวั อักษรภายในคาหนง่ึ ๆ เพอ่ื จะไดอ้ อกเสยี ง
ไดช้ ดั เจน และเขยี นคานั้นได้ถูกตอ้ ง
วมิ ลรตั น์ สุนทรโรจน์ (2549) ไดอ้ ธิบายความหมายของการแจกลกู มีความหมาย 2 นยั ดงั น้ี
นัยแรก หมายถึง การแจกลูกในมาตราตัวสะกดแม่ ก กา กง กน กม เกย เกอว กก กด และ
กบ การแจกลกู จะเริ่มต้นการสอนให้จา และออกเสียงพยัญชนะและสระให้ได้กอ่ น จากนั้นจะเร่ิมแจก
ลกู ในมาตราแม่ ก กา จะใช้การสะกดคาไปทลี ะคาไล่ไปตามลาดบั ของสระ แล้วจึงอา่ นโดยไม่สะกดคา
จึงเรียกว่าแจกลูกสะกดคา แล้วอ่านคาในมาตราตัวสะกดทุกมาตราจนคล่องจากนั้นจะอ่านเป็นเรื่อง
เพอื่ ประยกุ ต์หลกั การอา่ นนาไปสู่การอ่านคาท่เี ป็นเรือ่ งอย่างหลากหลาย
นัยสอง หมายถึง การเทียบเสียง เป็นการแจกลูกวิธีหนึ่ง เมื่อนักเรียนอ่านคาได้แล้วให้นารูป
คามาแจกลูกโดยการเปล่ียนพยัญชนะต้นหรือพยัญชนะท้าย เช่น บ้าน สูตรของคา คือ ให้เปล่ียน
พยัญชนะต้น เชน่ ก้าน ป้าน รา้ น ล้าน ค้าน เปน็ ต้น หลกั การเทยี บเสียง มดี ังน้ี
1. อ่านสระเสยี งยาวกอ่ นสระเสียงสั้น
2. นาคาที่มคี วามหมายมาสอนกอ่ น
3 .เปลีย่ นพยัญชนะที่เป็นพยญั ชนะตน้ และพยญั ชนะเสยี งทา้ ย
4. นาคาที่อ่านมาจัดทาแผนภูมิการอ่าน เช่นกา มา พา ลา ยา ค้า ม้า ช้า ล้า น้า บ้าน ก้าน
ป้าน ร้าน ค้าน วิธีอ่านจะไม่สะกดคาให้อ่านเป็นคาตามสูตรของคา เช่น อ่าน กา สูตรของคา คือ -า
นาพยัญชนะมาเตมิ และอ่านเป็นคา เช่น ยา ทา หา นา ตา อา

27

สรุป การอ่านแจกลูกสะกดคา ได้ว่า การอา่ นสะกดคาเปน็ การนาเสียงของพยัญชนะและสระ
มาประสมกันเพ่อื ให้เกิดเสียง คา ที่มีความหมาย และทาใหผ้ เู้ รียนมีทักษะการอา่ นและการเขียนควบคู่
กลมกลืนไปดว้ ยกนั

4. เอกสารท่เี กี่ยวข้องกับชดุ สอื่
4.1 แนวคิดเก่ยี วกบั สอ่ื เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมทเ่ี อือ้ ต่อการเรยี นรู้
คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (2560: 8-9) ได้ระบุไว้ว่า ผู้สอนสามารถ

นาสอ่ื เทคโนโลยี และการจัดสภาพแวดล้อมทเ่ี อ้ือต่อ การเรียนรู้มาสนับสนุน และเสริมสร้างการเรียนรู้
ของเด็กปฐมวัยได้โดยสื่อเป็นตัวกลางและเครื่องมือเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่วางไว้
ส่อื สาหรับเดก็ ปฐมวัยนั้นสามารถเป็นบคุ คล วัสดุ อปุ กรณ์ ของเล่น ตลอดจนเทคนิควิธีการ ท่ีกาหนด
ไว้ได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ทาให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรูปธรรม เกิดการเรียนรู้และ
ค้นพบด้วยตนเอง การใช้ส่ือการเรียนรู้ต้องปลอดภัยต่อตัวเด็กและเหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความ
แตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจ ความชอบ และความต้องการของเด็กท่ีหลากหลาย ควรมีสื่อที่
เป็นส่ือของจริง ส่ือธรรมชาติ ส่ือที่อยูใกล้ตัวเด็ก สื่อสะท้อนวัฒนธรรม ส่ือภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่ือ
เพื่อพัฒนาเด็กในด้านต่าง ๆ ให้ครบทุกด้าน ท้ังนี้ สื่อต้องเอ้ือให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า
และส่งเสริมการลงมือปฏิบัติจริงของเด็ก โดยการจัดสื่อสาหรับเด็กปฐมวัยต้องเริ่มต้นจากสื่อของจริง
ของจาลอง (3 มิติ) ภาพถ่าย ภาพโครงร่าง (2 มิติ) และสัญลักษณ์จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม
ตามลาดบั

สาหรับเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการดารงชีวิตเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อการตอบสนอง
ความต้องการและการแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน เทคโนโลยีสาหรับเด็กปฐมวัยสามารถเป็นอุปกรณ์
เคร่ืองมอื เครอื่ งใช้ในชวี ิตประจาวัน ของเล่นเดก็ และวิธกี ารใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน
การใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสมต้องเป็นการเลือกใช้อย่างมีจุดมุ่งหมาย เคร่ืองมือประเภทดิจิตอลและ
อิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อ การใช้กับเด็ก อายุต่ากว่า 3 ปี สาหรับเด็กอายุต้ังแต่ 3 ปี
ขึ้นไป ควรใช้กับเด็กอย่างมีจุดมุ่งหมายและใช้เป็นสื่อปฏิสัมพันธ์ จากัดช่วงเวลาในการใช้ และ
มีข้อตกลงในการใช้อย่างเหมาะสมกับวัย โดยใช้เป็นทางเลือกไม่บังคับใช้ และไม่ใช้เทคโนโลยีเพื่อ
เสรมิ สื่อหลกั

ส่วนการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้เป็นการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมทั้งทาง
กายภาพ และทางจิตภาพ ทั้งภายในและภายนอกหอ้ งเรียนเพ่อื เสริมสร้างประสบการณแ์ ละสนับสนุน
การเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งการส่งเสริมบรรยากาศท่ีดีสาหรับการเรียนรู้ โดยมุ่งให้ผู้สอนและเด็กมี
ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สภาพแวดล้อมท่ีดีควรสะอาด ปลอดภัย อากาศสดช่ืน ผ่อนคลาย ไม่เครียด
เดก็ มโี อกาสเรียนรู้เกีย่ วกับตวั เองและพัฒนาการอยรู่ ว่ มกับผ้อู นื่ ในสังคม

28

สรุป แนวคิดเกี่ยวกับส่ือ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ได้ว่า สื่อ
เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยได้โดยมี
สื่อเป็นตัวกลางและเครื่องมือเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ ซึ่งการจัด
สภาพแวดล้อมที่ดีจะส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรยี นรู้และมีพัฒนาการทด่ี ขี ึ้น

4.2 ความหมายของชุดสื่อ
บญุ ชม ศรีสะอาด (2541) กล่าววา่ ชุดการสอน (Instructional Package) คือ ส่อื การเรียน
หลายอย่างประกอบกันจัดเข้าไว้ด้วยกันเป็นชุด (Package) รียกว่าสื่อประสม (Multi Media) เพื่อ
มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ มีชื่อเรียกหลายอย่างเช่น Learning Package,
Intruction Package หรือ Intructional Kits นอกจากจะใช้สาหรับผู้เรียนเรียนเป็นรายบุคคลแล้ว
ยงั ใชป้ ระกอบการสอนแบบอนื่ เช่น ประกอบการบรรยาย ใช้สาหรบั การเรียนเป็นกล่มุ ย่อย การใชช้ ุด
การสอนสาหรับการเรียนเป็นกลุ่มย่อยจะจัดในรูปแบบศูนย์การเรียนรู้ (Learning Center) ใน
ห้องเรียนจะจัดออกเป็นศูนย์หลายศูนย์ แต่ละศูนย์อาจมีชุดการสอนย่อยประจาศูนย์น้ัน ๆ เพ่ือให้
ผเู้ รียนหมนุ เวยี นกันเรียนเป็นกล่มุ
สุดารัตน์ ไผ่พงศาวงศ์ (2543) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมหรือชุดการเรียนหรือชุดการสอน
หมายถึง สื่อการสอนที่ครูสร้างประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์หลายชนิด และองค์ประกอบอื่น เพื่อให้
ผู้เรียนศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยครูเป็นผู้ให้คาแนะนา
ช่วยเหลือ และมีการนาหลักทางจิตวิทยามาใช้ประกอบการเรียนเพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับ
ความสาเร็จ
ปยิ พงษ์ สรุ ิยพรหม (2546) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง รูปแบบการเรียนการสอนท่ีใช้สื่อ
ต่าง ๆ หลายชนิดเป็นองค์ประกอบ เพ่ือก่อให้เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง ลักษณะของชุดฝึกหรือชุด
การสอนจะแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของการสร้าง เพื่อให้ผู้ใช้บรรลุเป้าหมายการเรียนท่ีวางไว้
อย่างมีประสิทธิภาพ
บุญเกื้อ ควรหาเวช (2542) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง สื่อการสอนชนิดหนึ่ง ซ่ึงเป็น
ชดุ ของสอ่ื ผสม (Multi Media) ซง่ึ หมายถงึ การใช้สื่อการสอนตั้งแต่ 2 ชนิดข้นึ ไปร่วมกัน เพ่อื ใหผ้ เู้ รยี น
ได้รับความรู้ตามท่ีต้องการ สื่อที่นามาใช้ร่วมกันนี้จะช่วยเสริมประสบการณ์ซ่ึงกันและกันตามลาดับ
ขั้นที่จัดไว้สาหรับหน่วยการเรียนตามหัวข้อเน้ือหา และประสบการณ์ในแต่ละหน่วยท่ีต้องการจะให้
ผเู้ รียนได้รับ

29

สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2545) ได้อธิบายความหมายของชุดกิจกรรมไว้ว่า เป็นสื่อประเภท
หน่ึงซึ่งมีจุดมุ่งหมายเฉพาะเร่ืองที่จะสอนเท่าน้ัน ชุดกิจกรรมจึงเป็นนวัตกรรมการใช้ส่ือการสอนแบบ
ประสมโดยอาศัยระบบบูรณาการสื่อหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม
เป้าหมายอย่างมปี ระสิทธภิ าพ

วชิ ัย วงษ์ใหญ่ (2525) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมเป็นระบบการผลิตและการนาสื่อการเรียนหลาย
อย่างมาสัมพันธ์กันและมีคณุ ค่าส่งเสริมซงึ่ กันและกัน ส่ือการเรยี นอย่างหน่ึงอาจใช้เพ่ือความเร้าความ
สนใจในขณะทอี่ ีกอย่างใช้เพื่ออธบิ ายข้อเทจ็ จริงของเนอื้ หา และอีกอยา่ งหนึ่งอาจใช้เพื่อกอ่ ให้เกิดการ
เสาะแสวงหา อันจะนาไปสู่ความเข้าใจลึกซึง้ และปอ้ งกนั การเข้าใจความหมายผิด ส่ือการเรียนเหล่าน้ี
เรียกอีกประการหนึ่งว่าสื่อประสม ท่ีเรานามาใช้ให้สอดคล้องกับเน้ือหาวิชาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีการ
เปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมการเรยี นรใู้ ห้เปน็ ไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพยิ่งขึ้น

ประทีป ยอดเกตุ (2550) ได้ให้ความหมายของชุดกิจกรรมว่า หมายถึง ส่ือการเรียนหลาย
อย่างท่ีมาประกอบเข้าด้วยกัน มีความสัมพันธ์กัน และมีคุณค่าเสริมซึ่งกัน และกันอย่างมีระบบ
ส่ือการสอนอย่างหน่ึงอาจสอนเพื่อเร้าความสนใจ ในขณะท่ีสื่ออีกอย่างหนึ่งเพื่ออธิบายข้อเท็จจริง
ทุกอย่างจะต้องสอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์ ซ่ึงจัดไว้ด้วยกัน อย่างเป็นชุด เป็นเคร่ืองมือ
ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ให้แกผ่ เู้ รียนได้ดาเนินไปอยา่ งมคี ุณภาพ

สรุปความหมายของชุดส่ือได้ว่า เป็นนวัตกรรมการสอนในลักษณะของส่ือประสมที่ครูสร้าง
ขึ้น เพ่ือใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนตามความถนัด และความสนใจ
ของตนเอง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ และผู้เรียนเกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
การเรียน โดยได้จากประสบการณ์ หรือการฝึกหัดโดยให้สอดคล้องกับเนื้อหา จุดประสงค์ และ
ประสบการณ์ตา่ ง ๆ

4.3 ประโยชน์ของชดุ ส่อื
กุศยา แสงเดช (2545) ได้สรุปถึงประโยชน์ของชุดการสอนไว้ดังน้ี ชุดการสอนจะช่วยให้
กระบวนการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ เพราะชุดการสอนผลิตโดยผู้ท่ีมคี วามชานาญ อาทิเช่นผู้เช่ียวชาญ
ในสาขาวิชานั้น ๆ นักโสตทัศนศึกษา ท่ีร่วมกันผลิตและทดลองช้าจนแน่ใจว่ามีผลดีจึงนามาเผยแพร่
ชดุ การสอนจะช่วยลดภาระของครูผ้สู อน เพราะผสู้ อนจะดาเนินการสอนตามคาแนะนาท่ีกาหนดไวใ้ น
ชุดการสอนตามลาดับข้ัน แต่ละข้ันจะมีอุปกรณ์ กิจกรรม ตลอดจน ข้อเสนอแนะไว้ให้พร้อมสามารถ
นาไปใช้ได้ทันที ครูผสู้ อนไม่จาเป็นต้องทาใหม่ ชุดการสอนช่วยให้ผู้สอนมีความรู้ในแนวเดียวกัน เดิม
การสอนที่ผู้สอนหลายคนในวิชาเดียวกัน อาจเกิดความแตกต่างกันในด้านประสิทธิภาพของการสอน
ชดุ การสอนชว่ ยให้แกป้ ัญหาในเร่ืองน้ไี ด้ชุดการสอนมีจดุ มุ่งหมายท่ีชัดเจนมีข้อแนะนาการฝึกกิจกรรม
การใช้สื่อการสอนและขอ้ ทดสอบเพื่อประเมินผลพฤติกรรมผเู้ รยี นได้อยา่ งพร้อมมูล

30

ผู้เรียนสามารถทดสอบความรู้ด้วยตนเองหลังจากท่ีเรียนด้วยชุดการสอนนั้นๆผู้เรียนจะ
ทดสอบผลสาเร็จของตนว่าบรรลุจุดมุ่งหมายท่ีต้ังไว้หรือไม่ โดยการทาแบบทดสอบหลังเรียนแบ่ง
ออกเป็น 2 ประเภท คอื

1. แบบทดสอบทผ่ี ู้เรียนสามารถตรวจสอบคาตอบดว้ ยตนเอง
2. แบบทดสอบที่ครูเป็นผตู้ รวจตาตอบ
อภญิ ญา เคนบุปผา (2546) กล่าววา่ ชุดกิจกรรมจะช่วยเพ่ิมประสทิ ธภิ าพในการสอนของครู
และส่งเสริมการเรียนของนักเรียนให้เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ โดยเปิดโอกาสให้
ผู้เรียนศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมจากชุดกิจกรรมด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการเรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ
ผู้เรียนจะมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสามารถของแต่ละบุคคล ทาให้นักเรียน
ไม่เบ่ือหน่ายท่ีจะเรียน แต่มีความกระตือรือร้นที่จะค้นคว้าหาคาตอบด้วยตัวเอง ทาให้นักเรียนมี
โอกาสในการฝึกทักษะปฏิบัติในดา้ นต่าง ๆ ไดด้ ว้ ย
บุญเกอื้ ควรหาเวช (2543) สรปุ ประโยชน์ของชุดการสอนทมี่ ตี ่อการเรยี นการสอนไวด้ ังน้ี

1. ชว่ ยเพิม่ ประสิทธภิ าพในการเรยี นรู้
2. ขจัดปญั หาการขาดแคลนครู ช่วยลดภาระของครผู ู้สอน
3. ช่วยให้ผู้เรยี นจานวนมากไดร้ ับความรู้แนวเดียวกัน
4. ชว่ ยให้ครสู ามารถดาเนนิ การสอนได้ตรงตามวัตถุประสงค์ดว้ ยความมั่นใจ
5. ชว่ ยใหก้ จิ กรรมการเรยี นมีประสทิ ธิภาพ
6. ช่วยใหค้ รูวดั ผลเด็กได้ตามวัตถุประสงค์
7. เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนใช้ความสามารถของตนเองไดอ้ ย่างเต็มที่
8. ช่วยสรา้ งเสรมิ การเรียนอย่างต่อเนื่อง
9. ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นรจู้ ักเคารพ นบั ถือ ความคดิ เห็นของผอู้ ่นื
สรุปประโยชน์ของชุดส่ือ ได้ว่า ช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้เรียนทาให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้อย่างรวดเร็ว และยังชว่ ยแก้ปัญหาในการเรียนการสอนอันเน่อื งมาจากครูแลความสามารถ
ของนกั เรียนแตล่ ะคน และยงั ชว่ ยเพมิ่ ประสิทธภิ าพการเรยี นการสอนใหเ้ ปน็ มาตรฐานเดียวกนั

4. งานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง
จากผู้วิจัยได้ทาเรอื่ งการพัฒนาทักษะการอา่ นสะกดคา โดยใช้ชุดสื่อการฝึกอา่ น ของนักเรียน

ชนั้ อนบุ าลปที ี่ 3/4 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรยี นวัดเวฬุวัน อาเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
ผูว้ ิจยั ไดท้ าการศกึ ษาค้นควา้ เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กย่ี วขอ้ ง ดังนี้

31

ประภาพันธ์ นิลอรณุ (2530) ได้ศึกษาโดยวิธีสอนมุ่งประสบการณท์ างภาษาและวิธีสอนตาม
แผนการจัดประสบการณ์ชั้นเด็กเล็ก ปรากฏว่า เด็กอนุบาลที่ใช้วิธีสอนมุ่งประสบการณ์ทางภาษามี
ความพร้อมทางการเรียนภาษาไทยสูงกวา่ เดก็ อนุบาลท่ีเรียนโดยวิธีสอนตามแผนการจัดประสบการณ์
ชั้นเด็กเล็ก โดยมีความสามารถในการจาแนกภาพ ความสามารถในการจาแนกเสียงความสามารถใน
การรคู้ าศพั ท์ ความเขา้ ในใจการฟัง ความสามารถในการใช้สายตาและกล้ามเนอ้ื มือและความสามารถ
ในการหาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งภาพกับสญั ลักษณ์

นฤนาถ ลาพงษ์เหนือ (2537) ได้ศึกษาเร่ืองการสร้างชุดการสอนเพื่อพัฒนาความพร้อม
ทางด้านการอ่านภาษาไทยสาหรับเด็กก่อนวัยเรียน เพื่อสร้างชุดการสอนข้ึนมาใช้ในการพัฒนาความ
พร้อมทางด้านการอ่านภาษาไทย สาหรับเด็กก่อนวัยเรียนและเพ่ือหาคุณภาพของชุดการสอนโดย
ครอบคลุมองค์ประกอบของความพร้อมในการอ่านอยู่ 3 ด้าน คือ การจาแนกความต่างของภาพการ
จาแนกความต่างของเสียง การจาแนกความตา่ งของตัวอกั ษร ผลปรากฏว่า มีผู้เรยี นจานวนร้อยละ 80
สามารถทาแบบประเมินความพร้อมทางด้านการอา่ นภาษาไทย ไดค้ ะแนนเฉลย่ี ไมน่ อ้ ยกว่าร้อยละ 80

ดวงกมล พลคร (2553) ศึกษาการพัฒนาแบบประเมินทักษะทางภายสาหรับเด็กปฐมวัย
จานวน 4 ฉบับ ได้แก่ ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน พบว่าแบบประเมินทักษะทาง
ภาษาสาหรับเด็กปฐมวัย มีค่าความเช่ือมั่นสูงสามารถนาไปพัฒนาแบบประเมินทักษะทางภาษา
สาหรบั เด็กปฐมวยั ได้

มยุรี กันทะลอื (2543) ไดศ้ ึกษาผลของการจัดกิจกรรมการอ่านตามแนวการสอนภาษาแบบ
ธรรมชาติต่อพัฒนาการด้านการอ่านภาษาไทยของเด็กปฐมวัยที่พูดภาษาถิ่นอายุระหว่าง 5-6 ปี
จานวน 10 คน ผลการวิจยั พบวา่ หลงั การทดลอง เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการดา้ นการอ่านภาษาไทยสงู ข้ึน
อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05

จไุ ร พรหมวาทย์ (2547) ได้ทาการศกึ ษาบทบาทของผูป้ กครองในการพฒั นาการอ่านของเด็ก
ตามการรับรู้และความต้องการของผู้ปกครอง โดยทาการศึกษาจากผู้ปกครองของนักเรียนชั้น
อนุบาล 1 อนุบาล 2 อนุบาล 3 จานวน 192 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองมีส่วนช่วยให้เด็ก
มีพัฒนาการทางการอ่านดีย่ิงข้ึนโดยส่วนมากจะปฏิบตั ิโดยการฟังเด็กอา่ นมากกว่าจะอ่านออกเสียงให้
เด็กทั้ง ๆ ที่การอ่านออกเสียงให้เด็กฟังนั้น เป็นวิธีการสาคัญในการพัฒนาการด้านการอ่านของเด็ก
ผู้ปกครองมีความเห็นว่าตนเองมีอิทธิพลต่อการอ่านของเด็ก แต่ก็ยังเชื่อว่ามีอิทธิพลน้อยกว่าทาง
โรงเรียนโดยเฉพาะครผู ูส้ อน

32

จีรวรรณ นนทะชัย (2555) ได้ศึกษาเก่ียวกับความสามารถทางด้านการพูดของเด็กปฐมวัย
ที่ได้รับการจัดประสบการณ์เล่านิทานประกอบการวาดภาพ ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลองระดับ
ความสามารถทางด้านการพูดของเด็กปฐมวยั ท่ีได้รับการจดั กิจกรรมการแสดงประกอบการเล่านิทาน
โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับดที ้ังสามด้าน ได้แก่ ด้านการพูดคาศัพท์การพูดประโยค และการพูด
เรอื่ งราว มีค่าสงู กว่ากอ่ นจดั กิจกรรมอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติ .01

สุนีย์ ทองศิริประภา (2535) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความพร้อมในการอ่านภาษาไทยของ
นักเรียนอนุบาล ซ่ึงได้รับประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับการอ่านแตกต่างกัน พบว่าเด็กท่ีได้รับการจัด
ประสบการณ์สมั พนั ธ์กับการอ่านมาก จะมีความพร้อมในการอ่านภาษาไทยมากกว่าเดก็ ที่ได้รับการจัด
ประสบการณ์สัมพันธ์การอ่านน้อย ซ่ึงการจัดประสบการณ์สัมพันธ์กับการอ่าน คือ การจัดกิจกรรม
สง่ เสริมการอา่ น รวมท้ังการจัดส่ิงแวดล้อมท่สี ่งเสรมิ ประสบการณ์ให้แก่เด็ก ทาให้เด็กเกดิ ความสนใจ
การอ่าน เช่น การเล่านิทาน เล่าเรื่องจากภาพ เล่นเกม แสดงหุ่น จัดมุมหนังสือ การหัดสะกดคาจาก
ปา้ ยชื่อหา้ งรา้ น ป้ายโฆษณา การไปทศั นศกึ ษา การเลน่ บทบาทสมมติ

การ์เซีย (2541) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการอ่านเขียนสะกดคาจากรูปแบบการ
สอนสะกดคา 2 รปู แบบ คือ การสอนสะกดคาแบบให้นกั เรยี นฝึกเองกับการสะกดคาตามหนงั สือ โดย
ครูแต่ละกลุ่มจะสอนโดยใช้โปรแกรมการสอนอ่านเหมือนกัน และการสอนเขียนทุกวันตามเวลาท่ี
กาหนดไว้ การสอบใช้การสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการศึกษาพบว่า การสอนสะกดคาแบบให้
นกั เรียนฝึกเองมีผลดีกว่าการสอนสะกดคาตามตาราในด้านการอ่านคาศัพท์และการวิเคราะห์คาศัพท์
นักเรียนท้ังสองกลุ่มมคี วามแตกต่างกันในเรื่องจานวนคาศัพท์ท่ีใช้ในระดับที่สูงกวา่ ประถมหนึ่ง ความ
ยาวของประโยคและจานวนหน่วยคานอกจากน้ีนักเรียนสะกดคาโดยนักเรียนคิดเอง มีการอ่าน
ทบทวน การเขียนคา วิเคราะห์คาท่ีใช้ ตลอดจนมีการช่วยเหลือหรือซักถามเพื่อน เพื่อช่วยในการ
สะกดคาบ่อยคร้ังมากกว่านักเรียนอีกกลุ่มหน่ึง และนักเรียนที่เรียนสะกดคาจากตาราใช้พจนานุกรม
บ่อยคร้งั มากกว่านกั เรียนอีกกล่มุ

ชชั ฎาภรณ์ ขาลเพราะ (2558) ได้ศึกษาการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 1
โดยใช้แบบทดสอบนักเรียนสามารถอ่าน และทาแบบสะกดค่าไดค้ ่อนข้างสูง คิดค่าเฉลยี่ ไว้เป็นร้อยละ
81.33

พิมพ์นิภา จันทร์บุตร (2559) ได้ทาการศึกษาใช้แบบฝึกอ่าน และแบบสะกดคาของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1/4 นักเรียนสามารถอา่ น และทาแบบสะกดคาได้ค่อนข้างสูง คิดค่าเฉลี่ยไว้เป็น
ร้อยละ 70.90

อาพร เงินโต (2559) ได้ทาการศึกษาพบว่านักเรียนมีพัฒนาการอ่านดีขึ้น การแก้ปัญหาคือ
ต้องฝึกอ่านซ้าคาเดิมบ่อย ๆ เด็กจะเกิดทักษะการอ่านการจดจา และ ท่ีสาคัญหากเด็ก ๆ ได้รับการ
ส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของการอ่าน มีนิสัยรักหนังสือและรักการอ่าน โดยผ่านการพัฒนาอย่างถูกต้อง
เปน็ ระบบตอ่ เนื่อง เดก็ ๆ ก็เติบโตขน้ึ เป็นผู้ใหญ่ ที่มีคณุ ภาพของสังคม ใฝร่ ู้ คดิ เป็น และร้จู ักใช้ปญั ญา
แกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ ได้

33

ศุทธิรัตน์ แก้วเล็ก (2547) ได้ศึกษาผลการจัดประสบการณ์การอ่านร่วมกันที่มีต่อ

ความสามารถในการอ่านสื่อความหมายของเด็กปฐมวัยในช้ันเรียนคละอายุ โรงเรียนบ้านคลอง

สมบรู ณ์ จงั หวัดสมุทรสงคราม กลุ่มตัวอยา่ งเป็นเด็กปฐมวยั อายุ 4-6 ปีท่ีศึกษาอยู่ในชนั้ เรยี นคละอายุ

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 โรงเรียนบ้านคลองสมบูรณ์ จังหวัดสมุทรสงครามจานวน 30 คน

ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ไดร้ ับการจัดประสบการณ์การอ่านร่วมกัน มีความสามารถในการอ่าน

สอ่ื ความหมายสงู ข้นึ อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ.01

ประวีณา เอ็นดู (2547) ได้ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย เร่ือง การอ่าน
และการเขียนสะกดคา โดยใช้แบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนบ้านน้อย จังหวัด
นครราชสีมา ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่าน
และการเขียนสะกดคา โดยใชแ้ บบฝึกทักษะ มปี ระสิทธิภาพ 86.11/83.33

เกษร สุทธิปัญโญ (2556) ได้ศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่าน และการเขียน
แจกลกู สะกดคา กลุ่ม สาระการเรียนรภู้ าษาไทยของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ประสิทธิภาพตาม
เกณฑ์ 80/80 ประการที่สอง ศึกษาดัชนปี ระสิทธิผลของ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนแจกลูก
สะกดคา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประการที่สาม เปรียบเทียบ ทักษะ
การอ่านและการเขียนแจกลูกสะกดคา ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนท่ีเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ
การอ่านและการเขียน แจกลุกสะกดคา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ
ประการท่ีส่ี ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก
ทักษะการอ่านและการเขียนแจกลูกสะกดคา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนนาคาเจริญวิทย์ อาเภอธวัชบุรี สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จานวน 8 คน ผลการวิจัย พบว่า (1)
แบบฝกึ ทักษะการอ่านและการเขียนแจกลูกสะกดคา กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ชนั้ ประถมศึกษา
ปีท่ี 1 มีประสิทธิภาพ 84.50/82.50 (2) แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนแจกลูกสะกดคา กลุ่ม
สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 มคี า่ ดชั นี ประสิทธิผล 0.5821 (3) นักเรยี นมที กั ษะ
การอ่านและการเขียนแจกลูกสะกดคา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 1 หลักสูง
กวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .01 (4) นกั เรียนมีความพงึ พอใจตอ่ การเรียนด้วยแบบ
ฝกึ ทักษะการอ่านและการเขียนแจกลูกสะกดคา กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี
1 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนแจกลูกสะกดคา มี ค่าเฉล่ีย 2.65 อยู่ในเกณฑ์ระดับมาก
ทีร่ ะดับ 0.01

วรรณิษา หาคูณ (2559) ได้ศึกษาพฤติกรรมการอ่านของเด็กปฐมวัยเด็กปฐมวัยที่ได้รับ
กิจกรรมหนังสือนิทาน ก่อนการทดลองระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง มีค่าคะแนน
เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าเปลี่ยนแปลงเพ่ิมข้ึนก่อนการทดลอง
การสังเกต ครั้งที่ 1, 2, 3 และการสังเกตครั้งท่ี 4 มีค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 5.35, 11.10, 13.75,
14.75 และ 15.65 ตามลาดบั

34

สรุปงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ได้ว่า การอ่านทาให้ผู้อ่านได้พัฒนาความคิด เน่ืองจากการอ่านเป็น
พฤติกรรมการรับสารท่ีมีความคิดเป็นแกนกลาง ขณะท่ีอ่านผู้อ่านจะต้องใช้สมองขบคิด พิจารณา
ค้นหาความหมาย และทาความเข้าใจข้อความที่อ่านไปตามระดับความสามารถ การอ่านน้ีเป็นผลมา
จากการฝึกสมองขณะที่อ่าน ทาให้เกิดพัฒนาการทางความคิด ผู้ที่อ่านหนังสือมากจึงมักเป็นปราชญ์
หรือนักคดิ การอ่านหนังสือจึงทาให้ผู้อ่านได้พฒั นาการใชจ้ ินตนาการ เพราะการอ่านทาให้ผู้อา่ นได้ใช้
ความคิดอย่างอิสระสามารถสร้างภาพในใจของตนเองโดยการตีความจากภาษาของผู้เขียน การท่ีเด็ก
จะมีพฒั นาการด้านการอ่านท่ีดไี ดน้ ั้น เด็กตอ้ งไดร้ ับการจดั ประสบการณ์ทเี่ หมาะสมกบั วยั

บทที่ 3
วิธีดาเนนิ การวจิ ัย

ในการศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชุดสื่อการฝึกอ่านคร้ังนี้ ผู้ศึกษา
มวี ธิ ีดาเนินการตามลาดบั หวั ข้อ ต่อไปน้ี

1. แบบแผนการวจิ ยั
2. ประชากรกลุ่มตัวอยา่ ง
3. ตัวแปรในการวจิ ัย
4. เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจัย
5. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมอื ที่ใช้ในการวิจัย
6. วิธดี าเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
7. การวิเคราะห์ขอ้ มูลและสถิตทิ ่ใี ช้

1. แบบแผนการวิจยั การพัฒนาทักษะการอา่ นสะกดคา โดยใชช้ ดุ สอ่ื การฝกึ อ่าน
การศกึ ษาคร้ังนีเ้ ป็นการศึกษาแบบการวิจัยก่อนทาการทดลอง (Pre Experimental Design)

แบบหนึ่งกลุ่ม วัดก่อนและหลัง (The One – Group Pretest Posttest Design) (Babbie, 1989 :
222 – 227 อา้ งถงึ ในศรพี รรณ สทิ ธพิ งศ์ 2542: 55 - 56)

Pretest Treatment Posttest
O1 X O2

เมือ่ O1 แทน คะแนนการอ่านสะกดคากอ่ นการจดั กิจกรรม
X แทน การจดั กจิ กรรมการพฒั นาทกั ษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชุดส่อื การฝกึ อา่ น
O2 แทน คะแนนการอ่านสะกดคาหลงั การจดั กจิ กรรม

2. ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง
ประชากร คือ นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียน

วดั เวฬวุ ัน จานวน 24 คน เป็น นกั เรยี นชาย 13 คน นกั เรยี นหญิง 11 คน

3. ตวั แปรในการวจิ ัย
3.1 ตัวแปรตน้ ได้แก่ ชดุ ส่อื การฝกึ อา่ น

3.2 ตวั แปรตาม ได้แก่ ทักษะการอ่านสะกดคา

36

4. เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจยั
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ประกอบด้วย เครื่องมอื ทีเ่ ป็นนวัตกรรม และเคร่ืองมือที่ใช้ใน

การเก็บรวบรวมขอ้ มลู มรี ายละเอียด ดังน้ี
4.1 เคร่ืองมอื ท่เี ป็นนวัตกรรม
เครอ่ื งมือที่เปน็ นวัตกรรม ประกอบไปดว้ ย
1. ชุดสื่อการฝึกอ่านสะกดคา เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา มีจานวน 28 ชุด
ดังนี้
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 1 “วงลอ้ ฝกึ อา่ น สระอา” ใช้จานวน 1 คร้งั
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ท่ี 2 “ไม้บรรทดั ฝกึ อ่าน สระอี” ใช้จานวน 1 คร้งั
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 3 “ป๊อปอพั ฝึกอา่ น สระอือ” ใช้จานวน 1 คร้ัง
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ท่ี 4 “จ๊กิ ซอว์ฝึกอา่ น สระอู” ใชจ้ านวน 1 คร้ัง
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 5 “วงลอ้ ฝึกอ่าน สระเอ” ใชจ้ านวน 1 ครัง้
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ท่ี 6 “ไม้บรรทดั ฝึกอ่าน สระแอ” ใชจ้ านวน 1 ครั้ง
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 7 “ป๊อปอพั ฝึกอ่าน สระโอ” ใชจ้ านวน 1 คร้ัง
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 8 “จ๊กิ ซอว์ฝึกอ่าน สระออ” ใชจ้ านวน 1 ครงั้
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 9 “วงลอ้ ฝึกอ่าน สระอวั ” ใช้จานวน 1 ครัง้
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 10 “ไม้บรรทดั ฝกึ อ่าน สระเอีย” ใช้จานวน 1 ครงั้
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 11 “ปอ๊ ปอัพฝึกอ่าน สระเออื ” ใชจ้ านวน 1 ครง้ั
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 12 “จ๊ิกซอว์ฝกึ อา่ น สระเออ” ใช้จานวน 1 คร้งั
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 13 “วงล้อฝกึ อา่ น สระอะ” ใชจ้ านวน 1 ครั้ง
แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 14 “ไมบ้ รรทดั ฝกึ อ่าน สระอ”ิ ใชจ้ านวน 1 คร้งั

37

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 15 “ป๊อปอัพฝึกอ่าน สระอ”ึ ใช้จานวน 1 ครั้ง

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ท่ี 16 “จิ๊กซอว์ฝกึ อ่าน สระอุ” ใช้จานวน 1 คร้งั

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 17 “วงล้อฝึกอา่ น สระเอะ” ใชจ้ านวน 1 ครั้ง

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ท่ี 18 “ไมบ้ รรทดั ฝึกอา่ น สระแอะ” ใชจ้ านวน 1 ครง้ั

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 19 “ปอ๊ ปอัพฝึกอ่าน สระโอะ” ใช้จานวน 1 ครัง้

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 20 “จ๊ิกซอว์ฝึกอ่าน สระเอาะ” ใชจ้ านวน 1 คร้ัง

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 21 “วงล้อฝกึ อา่ น สระอวั ะ” ใชจ้ านวน 1 ครั้ง

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ท่ี 22 “ไม้บรรทัดฝึกอา่ น สระเอียะ” ใช้จานวน 1 ครัง้

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ท่ี 23 “ป๊อปอพั ฝึกอ่าน สระเอือะ” ใช้จานวน 1 ครง้ั

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ท่ี 24 “จิ๊กซอว์ฝึกอ่าน สระเออะ” ใชจ้ านวน 1 ครั้ง

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดสื่อการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ท่ี 25 “วงลอ้ ฝกึ อ่าน สระอา” ใช้จานวน 1 ครง้ั

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 26 “ไมบ้ รรทดั ฝึกอ่าน สระไอ” ใช้จานวน 1 คร้งั

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ที่ 27 “ปอ๊ บอพั ฝกึ อ่าน สระใอ” ใชจ้ านวน 1 คร้งั

แผนการจัดกิจกรรม และ ชุดส่ือการฝึกอ่าน เพ่ือการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา
ท่ี 28 “จก๊ิ ซอว์ฝึกอา่ น สระเอา” ใชจ้ านวน 1 คร้ัง

โดยใช้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล การพฒั นาทักษะการอ่านสะกดคา กับนักเรียน
16 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 คร้ัง รวม 16 คร้ัง คร้ังละ 20 นาที ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2564 ต้งั แต่วันท่ี 6 ธันวาคม 2564 – 31 ธันวาคม 2564

4.2 เครือ่ งมอื ทใี่ ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
แบบทดสอบก่อนและหลังจากจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านสะกด Pre-test และ

Posttest สาหรบั เดก็ ปฐมวยั อายุ 5-6 ปี จานวน 28 คา

38

5. การสรา้ งและหาประสทิ ธิภาพของเครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
ผู้วิจัยได้ดาเนินการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1 เครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม

และเครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล มีรายละเอียด ดงั นี้
5.1 การสร้างและหาประสทิ ธภิ าพของเครื่องมอื ท่เี ปน็ นวตั กรรม
ผวู้ ิจัยได้ดาเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพของเคร่ืองมือทเ่ี ป็นนวัตกรรมการพัฒนาทักษะ

การ อา่ นสะกดคา โดยใชช้ ดุ สอื่ การฝกึ อา่ น ดังนี้
5.1.1 ศึกษาเอกสารการวิจยั ทเ่ี ก่ียวข้องกับการพัฒนาทักษะการอา่ นสะกดคา โดยใช้

ชุดสื่อการฝึกอ่าน ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านสะกดคาภาษาไทย, การวิจัยการ
พัฒนาความสามารถการอ่านสะกดคาภาษาไทยโดยใช้บทเรียนส่ือประสมร่วมกับแนวคิดพหุสัมผัส
สาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน, คู่มือพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยการอ่าน
หนังสือฝึกอ่านตามระดับความสามารถและหนังสือภาพสาหรับเด็ก และหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช 2560

5.1.2 ออกแบบกิจกรรมการพัฒนาทกั ษะการอา่ นสะกดคา โดยใช้ชุดสื่อการฝกึ อ่าน
28 กจิ กรรม

5.1.3 จัดพิมพ์เครื่องมือท่ีเป็นนวัตกรรม ประกอบด้วย แผนการพัฒนาทักษะ
การอ่านสะกดคา โดยใช้ชดุ สือ่ การฝึกอ่าน ก่อนนาไปใชแ้ ละเก็บข้อมลู

5.2 การสรา้ งและหาประสิทธภิ าพของเคร่อื งมือทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผู้วิจัยได้ดาเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เพอ่ื ส่งเสริมทักษะทางภาษาในการคิดวิเคราะห์ ดงั นี้

5.2.1 ศึกษาเอกสารการวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการอา่ นสะกดคา โดยใช้
ชุดสื่อการฝึกอ่าน ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านสะกดคาภาษาไทย, การวิจัยการ
พัฒนาความสามารถการอ่านสะกดคาภาษาไทยโดยใช้บทเรียนส่ือประสมร่วมกับแนวคิดพหุสัมผัส
สาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน, คู่มือพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยการอ่าน
หนังสือฝึกอ่านตามระดับความสามารถและหนังสือภาพสาหรับเด็ก, หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พทุ ธศกั ราช 2560 และศกึ ษาชดุ สอ่ื ที่ช่วยสง่ เสรมิ การอา่ นของเดก็ ปฐมวยั

5.2.2 แบบทดสอบก่อนและหลงั จากจัดกจิ กรรมการพฒั นาทกั ษะการอา่ นสะกดคา
โดยใชช้ ุดส่อื การฝกึ อ่าน Pre-test และ Posttest จานวน 28 คา

5.2.3 นาแบบทดสอบก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านสะกด
คาท่สี ร้างข้ึน ตรวจทานความถกู ต้อง

5.2.4 จัดพิมพ์แบบทดสอบก่อนและหลังจากจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่าน
สะกดคา โดยใช้ชุดสอื่ การฝกึ อ่าน Pre-test และ Posttest ให้เท่ากับจานวนเด็กก่อนนาไปใช้กับกลุ่ม
ประชากรต่อไป

39

6. วธิ ีการดาเนนิ การวิจัย และการเก็บรวบรวมข้อมลู
6.1 ศึกษาเอกสารและการวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการพฒั นาทกั ษะการอ่านสะกดคา และนาเสนอ

หัวขอ้ วิจยั การพฒั นาทักษะการอา่ นสะกดคา โดยใช้ชุดส่ือการฝกึ อ่าน ตลอดจนจัดทาโครงรา่ งวจิ ยั
6.2 สร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยเคร่ืองมือที่เป็นที่

เป็นนวัตกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชุดสื่อการฝึกอ่าน และเคร่ืองมือที่ใช้ในการ
เกบ็ รวบรวมข้อมูล ก่อนนาไปจดั กจิ กรรมจริง

6.3 สร้างความคุน้ เคยและความสนทิ สนมกับเด็กปฐมวยั ที่เปน็ กลุ่มประชากรในการวิจัย
6.4 ดาเนินการวัดผลการเรียนรู้ก่อนการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใช้ชุดส่ือการฝึก
อา่ น (Pre-test) แลว้ บนั ทกึ ผลการประเมนิ กอ่ นการจดั กจิ กรรมไว้
6.5 ดาเนินการเก็บข้อมลู การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคา โดยใชช้ ุดสื่อการฝึกอ่าน กับเด็ก
และทาการประเมินแบบประเมินพฤติกรรมนักเรียน ในระยะเวลา 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 คร้ัง รวม
16 คร้ัง คร้ังละ 20 นาที ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2564 - 31
ธันวาคม 2565 ดงั แสดงในตารางท่ี 3.1

40

ตารางท่ี 3.1 แสดงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู

สัปดาห์ เครือ่ งมือวจิ ยั วนั /เดือน/ปี กจิ กรรมการเรยี นรู้
1 1. แบบประเมนิ เพื่อวดั การ 25 พ.ย. 2564 1. สร้างความค้นุ เคยและความสนทิ สนม
เรยี นรู้กอ่ นการพัฒนาทักษะ กบั เดก็ ทโ่ี รงเรียนวดั เวฬุวัน ระดับชนั้
การอ่านสะกดคา โดยใช้ชดุ ส่ือ 6 ธ.ค. 2564 อนุบาลป่ีท่ี 3
การฝึกอ่าน (Pre-test) 7 ธ.ค. 2564 2. ชแี้ จงแนวการจัดกิจกรรมการเรียนร้ใู ห้
9 ธ.ค. 2564 เดก็ ได้รับทราบ
วันท่ี 1 กิจกรรมที่ 1 10 ธ.ค. 2564 3. ดาเนินการประเมนิ เพ่ือวัดการเรียนรู้
“วงล้อฝึกอ่าน สระอา” และ ก่อนการพฒั นาทกั ษะการอ่านสะกดคา
กิจกรรมที่ 2 “ไม้บรรทัด โดยใชช้ ดุ สื่อการฝกึ อา่ น (Pre-test) แลว้
ฝกึ อา่ น สระอี” บนั ทึกผลการทดสอบก่อนการจดั กิจกรรม
(หนว่ ย วันพอ่ ) ไว้
วนั ท่ี 2 กิจกรรมท่ี 3 1. ดาเนนิ การจัดกจิ กรรมท่ี 1
“ป๊อปอัพฝึกอ่าน สระอือ” “วงลอ้ ฝกึ อ่าน สระอา” และ
และ กิจกรรมท่ี 4 “จิก๊ ซอว์ กิจกรรมที่ 2 “ไม้บรรทดั ฝกึ อ่าน สระอี”
ฝึกอา่ น สระอู” 2. ดาเนนิ การสงั เกตพฤติกรรมของเด็ก
(หนว่ ย เศรษฐกิจพอเพยี ง)
วันที่ 3 กจิ กรรมที่ 5 1. ดาเนินการจดั กจิ กรรมท่ี 3
“วงลอ้ ฝึกอ่าน สระเอ” และ “ป๊อปอพั ฝึกอา่ น สระอือ” และ กิจกรรม
กิจกรรมท่ี 6 “ไม้บรรทดั ฝึก ท่ี 4 “จ๊ิกซอวฝ์ ึกอ่าน สระอู”
อา่ น สระแอ” 2. ดาเนินการสังเกตพฤติกรรมของเดก็
(หน่วย เศรษฐกจิ พอเพยี ง)
วันท่ี 4 กจิ กรรมที่ 7 1. ดาเนินการจดั กจิ กรรมที่ 5
“ป๊อปอัพฝึกอา่ น สระโอ” “วงล้อฝึกอ่าน สระเอ” และ
(หนว่ ย เศรษฐกจิ พอเพียง) กจิ กรรมที่ 6 “ไมบ้ รรทัดฝึกอ่าน สระแอ”
2. ดาเนนิ การสงั เกตพฤติกรรมของเดก็

1. ดาเนนิ การจัดกจิ กรรมท่ี 7
“ปอ๊ ปอัพฝึกอ่าน สระโอ”
2. ดาเนนิ การสงั เกตพฤติกรรมของเด็ก

2 วันท่ี 5 กจิ กรรมที่ 8 13 ธ.ค. 2564 1. ดาเนนิ การจดั ที่ 8
“จิก๊ ซอว์ฝกึ อ่าน สระออ” “จก๊ิ ซอว์ฝึกอา่ น สระออ” และ กจิ กรรม
และ กจิ กรรมที่ 9 “วงล้อ ท่ี 9 “วงลอ้ ฝึกอ่าน สระอัว”
ฝกึ อา่ นสระอวั ” 2. ดาเนนิ การสงั เกตพฤติกรรมของเด็ก
(หนว่ ย เศรษฐกจิ พอเพียง)

ตารางท่ี 3.1 แสดงต่อในหนา้ ถดั ไป

41

ตารางที่ 3.1 แสดงระยะเวลาในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล (ตอ่ )

สัปดาห์ เครื่องมอื วิจัย วัน/เดือน/ปี กจิ กรรมการเรียนรู้

2 วันที่ 6 กิจกรรมที่ 10 14 ธ.ค. 2564 1. ดาเนินการจดั กิจกรรมท่ี 10

(ตอ่ ) “ไม้บรรทัดฝึกอ่าน สระเอยี ” “ไม้บรรทัดฝกึ อ่าน สระเอยี ”

(หน่วย เศรษฐกิจพอเพยี ง) 2. ดาเนนิ การสังเกตพฤติกรรมของเดก็

วนั ท่ี 7 กจิ กรรมที่ 11 16 ธ.ค. 2564 1. ดาเนนิ การจดั กจิ กรรมที่ 11
“ป๊อปอัพฝึกอ่าน สระเอือ”
และ กิจกรรมที่ 12 “ปอ๊ ปอพั ฝึกอา่ น สระเอือ” และกิจกรรม
“จกิ๊ ซอว์ฝกึ อ่าน สระเออ”
(หน่วย เทคโนโลยี และ ท่ี 12 “จ๊กิ ซอว์ฝกึ อ่าน สระเออ”
การสื่อสาร)
2. ดาเนินการสงั เกตพฤติกรรมของเด็ก
วนั ท่ี 8 กิจกรรมท่ี 13
“วงล้อฝกึ อ่าน สระอะ” และ 17 ธ.ค. 2564 1. ดาเนินการจัดกจิ กรรมที่ 13
กิจกรรมท่ี 14 “วงลอ้ ฝึกอ่าน สระอะ” และ กิจกรรมท่ี
“ไม้บรรทัดฝึกอ่าน สระอิ” 14 “ไม้บรรทดั ฝึกอา่ น สระอิ”
(หน่วย เทคโนโลยี และ 2. ดาเนินการสงั เกตพฤติกรรมของเดก็
การส่อื สาร)

3 วนั ที่ 9 กิจกรรมท่ี 15 20 ธ.ค. 2564 1. ดาเนนิ การจัดกจิ กรรมท่ี 15
“ปอ๊ ปอัพฝึกอ่าน สระอึ” “ปอ๊ ปอพั ฝึกอ่าน สระอึ” และกิจกรรม
และ กจิ กรรมท่ี 16 ท่ี 16 “จิ๊กซอวฝ์ กึ อา่ น สระอุ”
“จก๊ิ ซอว์ฝึกอ่าน สระอุ” 2. ดาเนินการสงั เกตพฤติกรรมของเด็ก
(หน่วย เทคโนโลยี และ
การสื่อสาร)

วันท่ี 10 กจิ กรรมที่ 17 21 ธ.ค. 2564 1. ดาเนนิ การจัดกิจกรรมท่ี 17
“วงลอ้ ฝึกอ่าน สระเอะ” “วงลอ้ ฝกึ อ่าน สระเอะ” และ กจิ กรรม
และ กจิ กรรมที่ 18 ท่ี 18 “ไม้บรรทัดฝึกอ่าน สระแอะ”
“ไม้บรรทัดฝกึ อ่าน สระแอะ” 2. ดาเนินการสังเกตพฤตกิ รรมของเด็ก
(หน่วย เทคโนโลยี และ
การส่ือสาร) 23 ธ.ค. 2564 1. ดาเนนิ การจดั กิจกรรมที่ 19
“ป๊ อ ป อั พ ฝึ ก อ่ า น ส ร ะ โ อ ะ ” แ ล ะ
วนั ท่ี 11 กิจกรรมท่ี 19 กิ จ ก ร ร ม ที่ 2 0 “จ๊ิ ก ซ อ ว์ ฝึ ก อ่ า น
“ป๊อปอัพฝึกอา่ น สระโอะ” สระเอาะ”
และ กิจกรรมท่ี 20 2. ดาเนนิ การสังเกตพฤติกรรมของเดก็
“จกิ๊ ซอว์ฝกึ อ่าน สระเอาะ”
(หน่วย วันขึน้ ปใี หม่) ตารางท่ี 3.1 แสดงต่อในหนา้ ถดั ไป


Click to View FlipBook Version