เอกสารประกอบการสอน
วชิ า การนาเสนอสาหรบั เลขงานุการ 30203-2105
เรยี บเรยี งโดย
คณุ ครูปรยี า ปนั ธยิ ะ
วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาลาปาง
สงั กดั คณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
กระทรวงศึกษาธกิ าร
รหสั วิชา 30203-2105 วชิ า การนาเสนองานสาหรบั เลขานุการ 2-2-3
(Work Presentation for Secretaries)
ชัน้ สบล. 63.1 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2563
จดุ ประสงคร์ ายวิชา เพ่อื ให้
1. เขา้ ใจเกี่ยวกับหลกั การนาเสนองานเลขานุการ
2. สามารถนาเสนองานถูกต้องตามรปู แบบ
3. มเี จตคติ กจิ นิสัยท่ีดีและความรับผิดชอบ มรี ะเบยี บวินยั และตรงต่อเวลา
สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงความรู้ เกย่ี วกับหลักการนาเสนองาน
2. นาเสนองานตามลักษณะงาน
คาอธิบายรายวชิ า
ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการนาเสนองาน การเลือกใช้สื่อในการนาเสนอ การจัดเตรียมวัสดุ
อุปกรณ์ วิธกี ารนาเสนอ เทคนิคการนาเสนอ และบุคลิกภาพของผูน้ าเสนอ
บทที่ 1
ความรเู้ บือ้ งตน้ เกีย่ วกบั การนาเสนอ
บทนา
ในปจั จุบันการนาเสนอนั้นไดเ้ ข้ามามีบทบาทกับมนุษย์หลายด้าน ทง้ั ในการเรียน การทาธุรกิจการค้า
ต่าง ๆ การเรียนรู้เทคนิคในการนาเสนอ จึงมีความจาเป็นอย่างย่ิง ในการนาไปใช้ช่วยในเรื่องการนาเสนอให้
ประสบความสาเรจ็ มากยิง่ ขึน้
ความหมายของการนาเสนอ
การนา หมายความว่า พาไป, ไปขา้ งหน้า, พาไปขา้ งหน้า
เสนอ หมายความว่า การย่นื เร่อื งราว, ความเห็น, ญตั ติ เพือ่ ใหท้ ราบ ใหพ้ ิจารณา หรือส่ังการ
การนาเสนอ เป็นศาสตร์ (วิธีการ) ของการสื่อสาร (Communication) ซึ่งเป็นกระบวนการถ่ายทอด
สาร(message) จากฝ่ายหน่ึงที่เรียกว่าผู้ส่งสาร (sender) ไปสู่อีกฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่า ผู้รับสาร (receiver) โดย
ผา่ นชอ่ งทานของ สื่อ (channel)
การนาเสนอ คือ กระบวนการ วธิ ีการ เพ่ือใหร้ ู้ ให้ทราบ ให้เขา้ ใจ ในกิจกรรมขององค์กรของสถาบัน
ของหนว่ ยงานไดอ้ ย่างชัดเจน
การนาเสนอ คือ การถ่ายทอดเนื้อหาสาระท่ีผสมผสานกันระหว่าง ศิลปะการพูดกับการแสดงข้อมูล
ในรปู แบบต่าง ๆ ผ่านสือ่ และอปุ กรณ์ไดอ้ ย่างเหมาะสม
การนาเสนอข้อมูล หมายถึง การส่ือสารเพ่ือเสนอข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็น หรือ ความต้องการ
ไปสู่ผู้รับสาร โดยใชเ้ ทคนิค หรือวธิ ีการตา่ ง ๆ อันจะทาใหบ้ รรลุผลสาเร็จตามจุดมงุ่ หมายของการนาเสนอ
ความสาคัญของการนาเสนอ
ในปัจจุบันน้ี การนาเสนอเข้ามามีบทบาทสาคัญในองค์กรทางธุรกิจ ทางการเมือง ทางการศึกษา
หรอื แมแ้ ตห่ นว่ ยงานของรฐั ทุกแหง่ กต็ ้องอาศัยวธิ ีการนาเสนอเพอื่ ส่ือสารข้อมลู เสนอความเหน็ เสนอขออนุมัติ
หรือเสนอข้อสรุปผลการดาเนินงานต่าง ๆ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ การแนะนาเพ่ือการเยี่ยมชม
การฝึกอบรม การประชุม หรือผู้ทเ่ี ปน็ หวั หนา้ งานทุกระดับจะต้องร้จู ักวธิ ีการนาเสนอ เพอื่ นาไปใช้ใหเ้ หมาะสม
กับงานตา่ ง ๆ และเพื่อผลสาเร็จของการพฒั นางานของตน หรอื ขององค์กรและหนว่ ยงานต่าง ๆ กล่าวโดยสรุป
การนาเสนอมีความสาคัญ ต่อการปฏิบัติงานทุกประเภท เพราะช่วยในการตัดสินใจในการดาเนินงาน ใช้ใน
การพฒั นางาน ตลอดจนเผยแพรค่ วามก้าวหนา้ ของงานตอ่ ผูบ้ งั คบั บญั ชา และบคุ คลผูท้ ส่ี นใจ
จุดมุ่งหมายในการนาเสนอ
1. เพ่อื ใหผ้ ูร้ ับสารรับทราบความคิดเห็นหรือความต้องการ เชน่ ในการประชุมคณะ กรรมการต่าง ๆ
ประธานในท่ีประชุมจะต้องชแ้ี จงวาระการประชุมให้ทป่ี ระชมุ รับทราบ ทมี่ กั เรียกกันว่าเรื่องท่ีประธานจะแจ้งให้
ทราบ
2. เพื่อให้ผู้รับสารพิจารณาเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง เช่น ในการประชุมคณะกรรมการแต่ละครั้ง
คณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ จะต้องช้ีแจงข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นให้ท่ีประชุมรับได้ทราบ เพ่ือประกอบการ
พิจารณาวินิจฉยั หรือลงมติที่ประชุม
3. เพ่ือให้ผู้รับสารได้รับความรู้จากข้อมูลท่ีนาเสนอ เช่น ในการฝึกอบรมหรือการสัมมนา วิทยากร
หรอื ผเู้ ช่ยี วชาญจะต้องนาเสนอข้อมูลทเ่ี ปน็ ข้อความรู้ และขอ้ เท็จจริงต่าง ๆ ให้แกผ่ ู้เข้าฝึกอบรม หรอื ใช้ในการ
บรรยายสรุปผลการดาเนินงานต่าง ๆ เพ่ือให้ผู้มาเย่ียมชมกิจการ หรือผู้บังคับบัญชาที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมได้
รับทราบ
4. เพ่ือให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เช่น การชี้แจงระเบียบหรือวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ ให้แก่
ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจ โดยเฉพาะเม่ือมีการออกระเบียบใหม่หรือเปลี่ยนแนวทางในการปฏิบัติก็จาเป็นต้องช้ีแจง
เพ่ือให้เกดิ ความเข้าใจทต่ี รงกันและปฏิบัติไดอ้ ย่างถูกต้อง
ขอ้ ดีของการนาเสนอคอื
1. เป็นการสื่อสารสองทาง (Two ways communication) ระหว่างผู้นาเสนอกับผู้ฟังทาให้ผู้นา
เสนอสามารถเห็นปฏกิ ริ ยิ าของผูม้ ีอานาจตดั สินใจได้อยา่ งทนั ทที นั ใด
2. สามารถดึงดูดความสนใจ และสร้างผลกระทบต่อผู้ฟัง รวมท้ังสร้างความจดจาได้ดีกว่าการ
นาเสนอดว้ ยการเขยี น (Written Presentation)
3. สามารถปรบั เนื้อหาหรือเรือ่ งราวท่ีกาลังพูดให้เหมาะสมกบั ผู้ฟังได้อย่างทนั ทว่ งที เชน่ เมอื่ เหน็ ว่า
ผู้ฟังแสดงท่าทางไม่เข้าใจเน้ือหาที่นาเสนอ ผู้นาเสนอก็สามารถปรับปรุงวิธีการนาเสนอ เพ่ือให้ผู้ฟังได้เข้าใจ
เนอื้ หาได้ดขี ึน้
ประเภทของการนาเสนอ
1. การนาเสนอเฉพาะกลุ่ม เป็นการนาเสนอข้อมูลต่าง ๆ ต่อผู้ที่มีหน้าท่ีเกี่ยวข้องหรือผู้ที่ได้รับเชิญ
ใหเ้ ขา้ รว่ มรบั ทราบขอ้ มูล ในการนาเสนอ
2. การนาเสนอทั่วไปในที่สาธารณะ เป็นการนาเสนอข้อมูลต่าง ๆ ท่ีเปิดโอกาสให้บุคคลท่ัวไปเข้า
ร่วมฟังการนาเสนอได้มีการเปิดโอกาสใหผ้ ฟู้ งั ไดซ้ ักถามเพ่ิมเติมหรอื แสดงความคดิ เห็นได้อีกดว้ ย
ลักษณะของขอ้ มลู ทนี่ าเสนอ
ในการนาเสนอแต่ละคร้ังน้ัน สามารถนาข้อมูลที่มีลักษณะแตกต่างกันน้ันมา ร่วมนาเสนอด้วยกันได้
ขึ้นอยกู่ บั จดุ ประสงคข์ องผู้นาเสนอ ขอ้ มูลท่จี ะนาเสนอแบง่ ออกตามลักษณะของข้อมูล ไดแ้ ก่
1. ข้อเท็จจริง หมายถึงข้อความท่ีเก่ียวข้องกับเหตุการณ์ เรื่องราวเป็นมาหรือเป็นอยู่ตามความจริง
อาจเป็นความรู้ท่ีได้จากการทดสอบหรือทดลองทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ สามารถนามาใช้เป็นหลักฐานข้ออ้างอิง
สาหรับกล่าวอา้ งถึงในการพิสจู น์สิง่ ใดสงิ่ หน่งึ
2. ข้อคิดเห็น เป็นความเห็นอันเกิดจากประเด็นหรือเรื่องราวที่ชวนให้คิดอาจเป็นความรู้สึก ความ
เช่ือถือ หรือแนวคิดที่ผู้นาเสนอมีต่อสิ่งใดส่ิงหน่ึงความเห็นของแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้ ท้ังนี้ก็ข้ึนอยู่กับ
พนื้ ฐาน และประสบการณข์ องแตล่ ะบุคคล ข้อคดิ เห็นต่างจากข้อเทจ็ จริง ข้อคิดเห็นมลี ักษณะต่าง ๆ กัน ดังนี้
2.1 ข้อคิดเห็นเชิงเหตุผล เป็นข้อคิดเห็นที่อ้างถึงเหตุผล อ้างถึงข้อเปรียบเทียบท่ีเช่ือถือได้
และความมีเหตุผลต่อกัน โดยช้ีให้ผู้ฟังเห็นว่าควรทาอย่างนี้เพราะเหตุเช่นนี้ แต่ถ้าไม่ทาอย่างท่ีกล่าวก็จะมีผล
ตามมาเป็นอยา่ งไร โดยท้งั หมดน้เี ป็นเหตผุ ลของผู้แสดงความคดิ เห็นเทา่ น้ัน
2.2 ขอ้ คิดเห็นเชิงแนะนา เปน็ ข้อคดิ เห็นท่ีบอกกล่าวให้ผ้รู ับฟังทราบว่าสิง่ ใดควรปฏิบัติ และ
ผลของการปฏบิ ัตแิ ละไมป่ ฏบิ ตั ิ จะเปน็ อยา่ งไรบางคร้ังอาจมีการแนะนาวิธีการปฏิบัตคิ วบคู่กนั ไปดว้ ยกไ็ ด้
2.3 ข้อคิดเห็นเชิงวิจารณ์ เป็นข้อคิดเห็นท่ีกล่าวถึงเรื่องใดเร่ืองหน่ึงด้วยการเปรียบเทียบ
ระหว่างส่วนดีกับส่วนบกพร่องหรือข้อดีข้อเสียหรือค้นหาข้อบกพร่องจากเร่ืองน้ัน ๆ แล้วนามาเสนอแนะใน
แง่มมุ ท่ีดกี วา่ หรือควรนามาปรับปรุงใหม่
การเตรียมการนาเสนอ
การนาเสนอเร่ืองในลักษณะใดก็ตาม ถ้าไม่มีการเตรียมพร้อมก็อาจจะก่อใหเ้ กิดความผิดพลาดได้ง่าย
หรอื ไมเ่ ปน็ ไปดังทตี่ งั้ จุดหมายไว้ ฉะนั้นแลว้ ถา้ ตอ้ งการใหก้ ารนาเสนอข้อมูลเปน็ ไปดว้ ยความราบร่ืน และบรรลุ
จุดมุ่งหมายตามที่ต้องการ ผู้นาเสนอควรจะต้องเตรียมการให้พร้อมก่อนท่ีจะทาการนาเสนอทุกคร้ัง และการ
เตรยี มการเพอ่ื นาเสนอขอ้ มูลมีข้นั ตอนดังนี้
1. การศกึ ษาข้อมูล ผูท้ ่จี ะนาเสนอจะตอ้ งศกึ ษาข้อมลู ตา่ ง ๆ ดังนี้
1.1 ศึกษาเร่ืองที่จะนาเสนอ เพื่อรวบรวมและจัดหมวดหมู่ข้อมูลที่จะนาเสนอนั้นให้ถูกต้อง
สมบูรณ์ท่สี ดุ
1.2 ศกึ ษาวเิ คราะหผ์ ู้รับการนาเสนอหรือผู้ฟัง เพอ่ื ทจ่ี ะได้วางแผนการใช้เทคนิค และวิธีการ
นาเสนอ
1.3 ศึกษาวเิ คราะห์นาเสนอ ตลอดจนการใช้ถ้อยคาภาษาท่เี หมาะสม
1.4 ศึกษาวเิ คราะห์จดุ มงุ่ หมายท่ีจะนาไปเสนอเพอ่ื ใหส้ อดคล้องสัมพันธ์กบั ผ้รู บั การนาเสนอ
1.5 ศกึ ษาโอกาสเวลาและสถานทีท่ ี่จะนาเสนอ เพอ่ื จะได้กาหนดเคา้ โครง และเน้ือหาพร้อม
ท้งั จดั เตรียมวัสดุอปุ กรณท์ ่จี ะนาเสนอ
2. การวางแผนการนาเสนอนั้น จะช่วยให้การนาเสนอเป็นไปตามลาดับ ข้อมูลไม่สับสนครบถ้วน
สมบรู ณเ์ หมาะสมกับเวลา การนาเสนอทีบ่ รรลจุ ุดมุ่งหมายทตี่ ง้ั ไว้ ควรมีการวางแผนทจ่ี ะนาเสนอดงั น้ี
2.1 รูปแบบวิธีการนาเสนอ โดยมีหลักในการวางรูปแบบวิธีการนาเสนอแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็น
2 แบบคอื
1. การนาเสนอแบบที่เป็นทางการ
2. การนาเสนอแบบท่ไี ม่เป็นทางการ
2.2 วางแนวทางในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ปัญหาและอุปสรรคในการนาเสนอ อาจจะ
เกดิ ข้ึนได้ในหลาย ๆ กรณถี ้าเราคาดเดาปญั หาไวก้ ่อนล่วงหน้า โดยการศึกษาข้อมลู ก่อนทจี่ ะนาเสนอให้ถ่องแท้
ก็ยังสามารถช่วยใหม้ องแนวทางในการแกป้ ัญหา
2.3 วางเค้าโครงการนาเสนอ ทาได้โดยการนาหัวข้อที่จะนาเสนอมาแบ่งหมวดหมู่ หรือเรียง
ตามลาดับ แล้วเขียนเป็นลาดบั ขน้ั คอนของแผนการนาเสนอ
2.4 วางแนวทางในการนาเสนอ เป็นการกาหนดแนวทางที่จะใช้ในการนาเสนอ จัดทาข้ึน
หลังจากทไ่ี ดว้ างเค้าโครงแลว้ การวาง แนวทางในการเสนอจะช่วยให้ผู้นาเสนอเกิดความพร้อม ดังน้ี
1. กาหนดวิธีการนาเสนอ
2. กาหนดสถานทีท่ ีพ่ ร้อมและเหมาะสมในการนาเสนอ
3. กาหนดวสั ดอุ ุปกรณ์ท่จี ะใช้ประกอบการนาเสนอ
4. กาหนดบคุ คลผ้เู กี่ยวขอ้ ง
5. กาหนดช่วงเวลาทเ่ี หมาะสมในการนาเสนอ
2.5 วางกาหนดข้ันตอนการนาเสนอ เม่ือได้วางแนวทางการนาเสนอข้ันต่าง ๆ มาแล้ว ข้ัน
สดุ ท้ายก็จะตอ้ งกาหนดขน้ั ตอนการนาเสนอใหส้ มั พันธ์กบั วธิ ีการ
3. การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ การบรรยายเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่อาจดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้
ตลอดเวลา ฉะนั้นจึงต้องใช้วัสดุหรอื เครอื่ งมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ท่ีเรียกว่าโสตทัศนูปกรณ์เข้ามาใช้ประกอบเพ่ือให้
ผู้ฟงั เกดิ ความสนใจแต่ที่นิยมใช้กันมีดงั นี้
3.1 อุปกรณท์ ี่ใชป้ ระกอบการบรรยาย
1. เคร่อื งฉายแผน่ ใส หรอื เครอ่ื งฉายภาพข้ามศีรษะ
2. วดี ีทศั น์ ภาพยนตร์ ภาพนิ่ง แผ่นใส
3. แบบจาลอง
3.2 อุปกรณท์ ใ่ี ช้เสรมิ การบรรยาย แผ่นพบั หนงั สือ รูปภาพ เอกสารประกอบ
4. การจดั เตรียมความพร้อมของสถานท่ี ในการนาเสนอนอกจากจะต้องตระเตรียมวัสดุอุปกรณ์เพ่ือ
นามาประกอบการนาเสนอแล้ว การเตรียมความพร้อมของสถานท่ีก็มีส่วนสาคัญท่ีจะทาให้การนาเสนอเป็นไป
ไดด้ ้วยดี
4.1 การจัดห้องสาหรับการนาเสนอ ควรเลือกให้เหมาะสมกับจานวนผู้ฟังเช่น ห้องประชุม
ขนาดเลก็ หอ้ งประชมุ ขนาดใหญ่
4.2 การจัดทน่ี ั่งและแท่นสาหรบั การนาเสนอ จะตอ้ งเตรียมให้พร้อม
1. แทน่ สาหรับบรรยายใช้ในกรณที ี่ยืนพูด
2. โตะ๊ สาหรบั บรรยายใชก้ รณที ่ีน่ังพูด
3. โต๊ะวางอปุ กรณ์ช่วยประกอบการบรรยาย
4.3 ระบบระบายอากาศ จะตอ้ งอย่ใู นสภาพที่ใช้งานไดด้ ี
4.4 ระบบเสียง ควรมีการทดสอบก่อนการใช้งาน เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใชง้ านได้ดี มีความ
ดงั ชัดเจน
4.5 ระบบแสดงสว่างภายในห้อง จะต้องให้เหมาะสมกับสายตาของผู้ฟัง และพอเหมาะกับ
การใชง้ าน
4.6 การประดับตกแต่งสถานท่ี เป็นการใช้สิ่งประดับตกแต่งห้อง หรือบริเวณที่จะใช้ในการ
นาเสนอท้ังส้ิน สิง่ ที่นามาตกแตง่
สรุป
การนาเสนอ คือ การถ่ายทอดเน้ือหาสาระท่ีผสมผสานกันระหว่าง ศิลปะการพูดกับการแสดงข้อมูล
ในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านส่ือและอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม ความสาคัญของการนาเสนอการนาเสนองานเข้ามามี
บทบาทสาคัญในองค์กรธุรกิจ ทางการเมอื ง ทางการศึกษา หรือหนว่ ยงานของรัฐ ทีย่ ังตอ้ งอาศัยวธิ ีการนาเสนอ
สอ่ื สารข้อมลู เสนอความคดิ เหน็ เสนอขออนุมัติ หรือเสนอข้อสรุปการดาเนนิ งานตา่ ง ๆ ผทู้ ่มี หี น้าท่เี กี่ยวกับการ
ประชาสมั พนั ธ์ การแนะนาเพือ่ เยี่ยมชม การฝึกอบรม การประชุม การนาเสนอความรตู้ ่าง ๆ จงึ จาเปน็ ต้องรู้จัก
วธิ ีการนาเสนองาน เพอื่ นาไปใช้ให้เหมาะสมกับงานต่าง ๆ จุดมุ่งหมายในการนาเสนอ เพ่อื ให้ผู้รบั สารรับทราบ
ความคิดเห็นหรือความต้องการ เพ่ือให้ผู้รับสารพิจารณาเรื่องใดเร่ืองหนง่ึ หรือเพ่ือให้ผู้รับสารได้รับความรู้จาก
ข้อมูลที่นาเสนอ เพ่ือให้ผู้รับสารน้ันเกิดความเข้าใจท่ีถูกต้อง ข้อดีของการนาเสนอคือ เป็นการสื่อสารสองทาง
(Two ways communication) สามารถดึงดดู ความสนใจ และสรา้ งผลกระทบตอ่ ผฟู้ งั รวมทงั้ สรา้ งความจดจา
ได้ดีกว่าการนาเสนอด้วยการเขียน (Written Presentation) สามารถปรับเน้ือหา หรือปรับเรื่องราวที่กาลังพูด
ใหเ้ หมาะสมกับผู้ฟงั ได้อย่างทันทว่ งที ประเภทของการนาเสนอ การนาเสนอเฉพาะกลุ่ม การนาเสนอทัว่ ไปในท่ี
สาธารณะ ลักษณะของข้อมูลที่นาเสนอน้ันจะต้องพิจารณาในเร่ืองของข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น เป็นหลักสาคัญ
การเตรียมการนาเสนอ การศึกษาข้อมูล ผู้ที่จะนาเสนอจะต้องศึกษาข้อมูลต่าง ๆ การวางแผนการนาเสนอ จะ
ช่วยให้การนาเสนอเปน็ ไปตามลาดับ การจดั เตรยี มวสั ดอุ ุปกรณ์ การจัดเตรยี มความพรอ้ มของสถานที่
รปู ที่1.1 การนาเสนอ
อา้ งอิง
sites.google.com/site/karnasenx/assignments. ความหมายของการนาเสนอ. [ระบบออนไลน์].
แหลง่ ที่มา https://sites.google.com/site/karnasenx/assignments (18 กนั ยายน 2563)
oagtoiixa.blogspot.com/p/blog-page.html. สอ่ื การสอนการนาเสนอข้อมลู . [ระบบออนไลน์].
แหล่งท่ีมา http://oagtoiixa.blogspot.com/p/blog-page.html (18 กนั ยายน 2563)
krisada-nts.blogspot.com/. บทสรุปข้อมลู การนาเสนอเพ่ืองานธรุ กิจ. [ระบบออนไลน์].
แหล่งทม่ี า http://krisada-nts.blogspot.com/ (18 กันยายน 2563)
tistr.or.th/tistrblog/?p. เทคนคิ การนาเสนองานอยา่ งมีประสิทธิภาพ. [ระบบออนไลน์].
แหล่งทีม่ า https://www.tistr.or.th/tistrblog/?p=2357 (18 กันยายน 2563)
บทที่ 2
หลกั ในการนาเสนออยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
บทนา
ในการนาเสนอเพื่อวัตถุประสงค์ใดๆก็ตาม ผนู้ าเสนอจะตอ้ งพิจารณาถึงหลักการทจ่ี ะใช้เป็นข้อยึดถือ
คือใหม้ คี วามถกู ต้องเหมาะสม มฉิ ะน้ันอาจจะทาให้เกดิ ผลเสยี ต่อผู้นาเสนอเองและหนว่ ยงานของผ้นู าเสนอด้วย
เพราะการนาเสนอน้ันจะส่งผลโดยตรง และโดยทางอ้อมต่อภาพลักษณ์ของบุคคล และองค์กรที่จัดนาได้ดังน้ัน
จึงต้องคานึงถึงหลักการในการกาหนดจุดมุ่งหมายการนาเสนอ การวางโครงสร้างการนาเสนอ และการเตรียม
เนื้อหาท่ีจะนาเสนอ
รูปแบบการนาเสนอ
การจดั รูปแบบนาเสนออาจแบ่งไดเ้ ปน็ 3 รูปแบบ ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. แบบหลกั เหตุและผล เปน็ การนาเสนอในรูปแบบของการให้หลักการแบบมีเหตุยอ่ ม มีผล
โดยท่ีเหตุและผลจะต้องมีความสอดคล้องกัน แต่ไม่ใช่ลักษณะของการถามและตอบเป็นข้อ ๆ แบบข้อสอบ ซึ่ง
ไม่ถือวา่ เปน็ รูปแบบการนาเสนอ และผิดกบั วัตถุประสงค์การนาเสนอท่ีต้องการจูงใจผู้รับฟังการนาเสนอให้เกิด
ความสนใจในเนอ้ื หาสาระท่ีนาเสนอ การนาเสนอในรูปแบบการนาเสนอท่ตี ้องการจะเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุ
เปน็ ผลกนั
2. แบบเรื่องราว อาจเป็นประสบการณ์ของผู้นาเสนอเอง หรือเป็นเร่ืองราวท่ีได้มาจากการ
ค้นคว้า โดยปกติบุคคลแต่ละคนมักจะชอบฟังเรื่องราวที่สนุกสนาน ต่ืนเต้นและชวนให้ติดตาม ดังนั้น ถ้าหาก
ผู้นาเสนอต้องการที่จะให้เร่ืองราวที่นามาเล่าน้ัน เกิดความน่าสนใจ จาเป็นต้องมีองค์ประกอบ คือ เน้ือหาใน
เร่ืองดี มีความสามารถในการเล่าดี และเร่ืองราวท่ีเล่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่นาเสนอจึงจะทาให้การเล่า
เร่ืองนน้ั ประสบความสาเรจ็
3. แบบเป็นทางการ เป็นรูปแบบการนาเสนอที่นิยมใช้กันมากท่ีสุดนั้น จะประกอบไปด้วย
องค์ประกอบ 3 ส่วน คือ การบอกเล่าถึงส่ิงที่ต้องการนาเสนอ การนาเสนอ การทบทวนส่ิงท่ีได้นาเสนอไป
แล้วแต่อย่างไรก็ตามในการเลือกรูปแบบที่นาเสนอ ผู้นาเสนอควรจะเลือกรูปแบบที่มีความเหมาะสมโดยที่
พิจารณาจากองค์ประกอบหลายด้าน ได้แก่ ประเภทของผู้เข้ารับฟังการนาเสนอ ช่ือเรื่องที่นาเสนอ สถานที่
เป็นต้น
ลักษณะและรปู แบบการนาเสนอ
เป็นที่ทราบกันดีว่ามนุษย์เราสามารถรับรู้สาระ เร่ืองราวได้ดีท่ีสุดผ่านระบบประสาททางตา (75%)
รองลงมาก็คือ ทางการได้ยินผ่านหู (13%) แต่คนเราน้ันจะจาได้เพียง 20% ของส่ิงที่ได้เห็น และจาเพียง 30%
ของส่ิงท่ีได้ยิน แต่ถ้าหากต้ังใจรับท้ังการได้ยินและประทับใจส่ิงที่ได้เห็น มนุษย์จะจาได้สูงถึง 70% เลยทีเดียว
ดังน้ัน หากเราสามารถสร้างสรรค์กระบวนการนาเสนอที่ดี ผ่านการรับรู้ด้วยตาและหู (Audio & Visual) ก็ถือ
เป็นกระบวนการการถ่ายทอดหรอื การสือ่ สารผ่านพลังของการนาเสนอทมี่ ีประสทิ ธิภาพ
รูปแบบของการนาเสนอในปัจจุบัน พอสรุป โดยภาพรวมจะมี 3 วิธีการ คือ
1. มผี ูน้ าเสนอเปน็ หลัก ลักษณะการถ่ายทอดจะอยู่ที่ตวั คนหรือผูน้ าเสนอ (พูด) เปน็ สาคัญ
รปู แบบมักจะเป็นการปาฐกถา การกลา่ วเปดิ ประชมุ การบรรยายก่อนการประชมุ สมั มนา เป็นตน้ การนาเสนอ
อาจจะมีการใชเ้ อกสารประกอบ (Handout) เป็นส่วนรว่ มในการนาเสนอดว้ ยกไ็ ด้
2. มผี นู้ าเสนอและใชส้ ือ่ อปุ กรณ์ การถ่ายทอดรปู แบบนี้แม้จะใช้คนเป็นผนู้ าเสนอเป็นหลกั
เช่นแบบแรก แต่มีการผสมผสานด้วยสื่อกลาง ท่เี ป็นภาพนิ่งหรือมัลติมเี ดียผา่ นอปุ กรณ์ เครือ่ งมือ เป็นการ
นาเสนอทเ่ี พ่มิ มุมมอง ความน่าสนใจ นอกจากน้ีอาจจะมี เอกสารประกอบ (Handout) การบรรยายหรอื การ
นาเสนอด้วย
3. นาเสนอในรูปของนิทรรศการ การนาเสนอแบบน้ีตัว Display จะเป็นสื่อหลักในการ
ถ่ายทอดสาระความรู้ หากนทิ รรศการมีความต่อเนื่องอาจใช้เส้นนาทาง หรอื ชอ่ งทางบังคบั เป็นส่วนพาผ้ชู มได้
เรียนร้เู น้อื หาไปตามลาดับ โดยการนาเสนอเชน่ น้ีอาจจะมี การบรรยายเพ่ิมเติมดว้ ยวทิ ยากร หรือการใหข้ ้อมูล
ผ่านเสยี ง หรือผ่านการแสดง หรอื ผา่ นส่ือประกอบอ่นื ๆ ร่วม อาทิ สือ่ เสมือนจริง ของจริง ส่อื วดิ ีทัศน์ หรอื
เอกสารประกอบ
องคป์ ระกอบของการนาเสนอ
ในการนาเสนอมอี งคป์ ระกอบ ดังนี้
1. องคป์ ระกอบในการนาเสนองานแบ่งออกเปน็ 5 องค์ประกอบ ดังน้ี
1.1 ผู้นาเสนอ เป็นผู้ที่มีบทบาทสาคัญที่สุดในการนาเสนอ ผู้นาเสนอที่ดีจะต้องวิเคราะห์
ผู้รับข้อมูล ศึกษางานหรือข้อมูลนั้น ตลอดจนสร้างหรือเอกใช้ส่ือและโพรโตคอลท่ีมีคุณภาพ เพ่ือท่ีจะให้การ
นาเสนองานน้ันบรรลุวัตถุประสงค์ท่กี าหนดไว้
1.2 ผู้รับข้อมูล เป็นผู้รับข้อมูลจากผู้นาเสนอ ถ้ามีการนาเสนอที่ดีผู้รับข้อมูลจะมีพฤติกรรม
เปลีย่ นแปลงไปในทิศทางทีผ่ นู้ าเสนอต้องการ
1.3 งาน เปน็ สิ่งทผ่ี ู้นาเสนอตอ้ งการถา่ ยทอดให้แก่ผู้รบั ข้อมูลผ่านสอ่ื และโพรโตคอลตา่ ง ๆ
1.4 ส่ือ เป็นเครื่องมือสาคัญที่จะนาข้อมูลต่าง ๆ ไปยังผู้รับข้อมูล สื่อพ้ืนฐานในการนาเสนอ
งาน คือ อากาศ เช่น การนาเสนอสินค้าของพนักงานด้วยการพูดคุยกับผู้ซ้ือสินค้น ปัจจุบันนี้ส่ือที่ใช้ในการ
นาเสนอนั้นได้มี พัฒนาการมากขึ้นด้วยการนาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วย เช่น การนาเสนอสินค้าผ่านทาง
ข้อความในโทรศพั ทเ์ คล่ือนที่
1.5 โพรโตคอล เป็นวิธีการท่ีผู้นาเสนอใช้ถ่ายทอดงานให้แก่ผู้รับข้อมูล โพรโตคอล นั้นมีท้ัง
แบบเฉพาะเจาะจง คือ ผู้รับข้อมูลจะรับข้อมูลจากการนาเสนองานน้ันโดยตรง เช่น การเข้าร่วมสัมมนา การ
อบรม การใช้เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา และโพโตคอล แบบไม่เฉพาะเจาะจง คือ โพรโตคอลที่ผู้นาเสนอแฝง
ข้อมูลท่ีต้องการนาเสนอไว้ในสื่ออ่ืน ๆ และผู้รับข้อมูลไม่ต้ังใจที่จะรับข้อมูลน้ัน แต่ถูกผู้นาเสนอโน้มน้าวให้เกดิ
ตามวตั ถุประสงคข์ องการนาเสนองานนั้น เชน่ การโฆษณาสินคา้ ในรูปแบบตา่ ง ๆ
หลักการนาเสนอทมี่ ปี ระสิทธิภาพ
หลักในการนาเสนอทด่ี ี เพอ่ื ใหก้ ารนาเสนอมีประสิทธภิ าพ มหี ลกั การที่สาคญั ดงั ตอ่ ไปนี้
1. การกาหนดวัตถปุ ระสงค์
วัตถุประสงค์ คือ รายละเอียดของแผนงานท่ีผู้นาเสนอจาเป็นต้องกาหนดขึ้นมา เพื่อท่ีจะนาไปสู่
เป้าหมายตามท่กี าหนดไว้ โดยอาจแบง่ วตั ถปุ ระสงค์ในการนาเสนอเป็น 4 ขอ้ ดังน้ี
1.1 เพ่ือให้ความรู้ หรอื ขา่ วสารข้อมูลใหม่ ๆ ซ่งึ ความร้หู รือข่าวสารข้อมูลใหม่ ๆ นนั้ อาจเป็น
แนวความคิดใหม่ ๆ การแสดงให้เห็นถึงเทคนิคใหม่ ๆ ซ่ึงผู้รับฟังการนาเสนอนั้น อาจจะยังไม่เคยได้รับทราบ
ความร้ทู ี่ใหม่ทีน่ ามาเสนอเป็นประโยชน์ตอ่ ผู้รบั ฟงั การนาเสนอ
1.2 เพื่อชักจูงใจ เป็นการจูงใจหรือชกั จูงใจใหผ้ ู้รบั ฟังการนาเสนอเกิดความคล้อยตามการจูง
ใจเป็นการพยายามชักจูงให้ผู้รับฟังการนาเสนอเปล่ียนทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยมไปจากเดิม เช่น การนาเสนอ
ขายสินค้าของพนกั งานขายตอ่ ลูกค้า
1.3 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เป็นรูปแบบการนาเสนอสาหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น
กลุ่มอาชพี กลุ่มศาสนา กล่มุ การเมือง หรอื กล่มุ เชอื้ ชาติตา่ ง ๆ โดยมีวัตถปุ ระสงค์คือเพ่ือสรา้ งความมุ่งม่ันอย่าง
เหนยี วแนน่ ตอ่ ความเชอ่ื อย่างใดอยา่ งหนึง่ หรอื เพอื่ ให้มคี วามศรัทธายึดมั่นในคา่ นิยมเกา่ ๆ ทีเ่ คยปฏิบัติกันมา
1.4 เพือ่ กระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้น วัตถุประสงค์ข้อน้เี ป็นประโยชน์สาหรับการกระตุ้น
พนักงานในบริษัทให้มีความกระตือรือร้นในการทางาน เพราะการทางานในหน้าท่ีของพนักงานน้ันเม่ือทางาน
ในหน้าที่เดิม ๆ เป็นระยะเวลานานจะทาให้พนักงานเกิดความเบื่อหน่าย ทาให้ประสิทธิภาพการทางานลดลง
จึงจาเปน็ ต้องมีการประชมุ สัมมนากันอยูเ่ พ่ือกระตุ้นให้พนักงานเกิดความกระตอื รือรน้ ในการทางาน
เพราะฉะนน้ั ในการนาเสนอแตล่ ะครั้งผู้นาเสนอจาเป็นต้องกาหนดวัตถุประสงค์ทจ่ี ะนาเสนอเพ่ือให้มี
ความเหมาะสม และสอดคลอ้ งกับเปา้ หมายทีต่ อ้ งการเพื่อให้การนาเสนอในแต่ละครงั้ ประสบความสาเร็จ
2. การเตรยี มความพร้อมพืน้ ฐานในด้านขอ้ มูลความรู้
หลกั ในการนาเสนออย่างมปี ระสิทธิภาพอีกประการหน่ึง คอื ผ้นู าเสนอจะต้องการความพร้อม
พ้นื ฐานในการนาเสนอ ซ่ึงมอี งคป์ ระกอบ ดงั ต่อไปน้ี
2.1 ข้อมูล ความรู้ เป็นสิ่งสาคัญท่ีต้องนามาใช้โดยเป็นเน้ือหาสาหรับการนาเสนอ ผู้นาเสนอ
จะต้องเป็นผูท้ ี่มีความรเู้ ก่ียวกบั เรอ่ื งทีน่ ามานาเสนอ ถงึ แม้ว่าผู้นาเสนอจะเป็นผทู้ ี่มีความรู้ ความสามารถในด้าน
น้ันอยู่แล้ว แต่ก็จาเป็นท่ีจะต้องมีการรวบรวม ค้นคว้า และวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม โดยแหล่งข้อมูลความรู้ท่ี
สาคัญที่สามารถหาได้ ได้แก่ ผู้เช่ียวชาญ เพ่ือนร่วมงาน หนังสือ นิตยสาร บทความ หนังสือพิมพ์ งานวิจัยท่ี
เกีย่ วขอ้ ง ขอ้ มูลจากส่อื สารสนเทศ ได้แก่ อนิ เทอร์เนต็
2.2 ทกั ษะการนาเสนอ การนาเสนอเปน็ ทั้งศาสตร์และศลิ ปใ์ นการนาเสนอ เพ่อื ทาให้ผู้รับฟัง
การนาเสนอมีความเขา้ ใจในเรื่องที่นาเสนอได้อย่างแทจ้ ริง
- การนาเสนอเปน็ ศาสตร์ ซง่ึ ตอ้ งมีการจดั ระบบขน้ั ตอนในการนาเสนอ
- การนาเสนอเป็นศิลป์ ซึ่งเกิดจากการพัฒนาความชานาญในการนาเสนอด้วยวิธีการ
ต่าง ๆ หลายแบบ หลายวิธี ซึ่งอาจเรียกว่า “ทักษะ” ซ่ึงสามารถฝึกฝนได้ เช่น การฝึกทักษะในการพูด ทักษะ
ในการใช้เครื่องมือส่ือสารต่าง ๆ การใช้โสตทัศนูปกรณ์ และทักษะในการเขียนเอกสารประกอบการนาเสนอ
รวมท้ังทักษะในการดัดแปลงข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติ แนวความคิดต่าง ๆ เพื่อนาเสนอออกไปใน
รูปแบบส่อื เปน็ ต้น
ดังน้ัน ในการนาเสนอผู้เสนอจึงจาเป็นต้องมีทักษะต่าง ๆ ท่ีมีความสาคัญและที่เกี่ยวข้องกับการ
นาเสนอซึ่งจะเปน็ ประโยชน์ต่อผ้นู าเสนอเองในการนามาใช้ชว่ ยการนาเสนอ
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา/ตอบคาถาม
ในการนาเสนอผู้นาเสนอมักจะพบกับปัญหา เหตุการณ์หรือคาถามที่ไม่ได้เตรียมตัวเพ่ือแก้ไข
ปัญหา สถานการณ์ หรือคาตอบเอาไว้ล่วงหน้า ผู้นาเสนอจึงต้องมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา และ
สถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงผู้นาเสนอต้องมีการเตรียมพร้อมในการตอบคาถาม โดยอาจคาดเดาคาถามเอาไว้
ลว่ งหน้า และเตรียมพรอ้ มโดยการค้นควา้ หาขอ้ มูล
4. การวางแผนและการเตรียมการนาเสนอ
การนาเสนอที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีการวางแผนและเตรียมการนาเสนอเป็นอย่างดีตามหลัก
ของการนาเสนอ ซง่ึ มีดงั ต่อไปนี้
4.1 เขียนแผนการนาเสนอ โดยต้องครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์ในการนาเสนอ ชื่อเรื่องที่จะ
นาเสนอ หัวข้อเรอ่ื ง แนวความคิดตา่ ง ๆ วตั ถปุ ระสงค์เชงิ พฤติกรรม กิจกรรมทีน่ ามาสอดแทรกในการนาเสนอ
สื่ออปุ กรณแ์ ละเครื่องมือการนาเสนอ ตลอดจนการเขยี นแผนการสาหรับการประเมินผลการนาเสนอ
4.2 รวบรวมข้อมูล เป็นเน้ือหาสาระ สถิติตามหัวข้อเรื่องที่จะนาเสนอ ผู้นาเสนอควรจะเร่ิม
รวบรวมข้อมูลในทนั ทที ี่ทราบช่ือเร่ือง และรายละเอียดของเรื่องทจ่ี ะนาเสนอเพราะข้อมูลท่ีใชเ้ วลารวบรวมเป็น
ระยะเวลานานจะมีเนื้อหาสาระของข้อมูลมากกว่าข้อมูลที่ใช้เวลาในการรวบรวมเพียงไม่นาน อีกท้ังยังทาให้
ผู้นาเสนอมีเวลาเหลอื สาหรับการนาข้อมูลท่ีรวบรวมมาได้ มาคัดเลือก จัดสรร วิเคราะห์ และหาข้อมูลเพิ่มเติม
ไดจ้ งึ ทาให้เนอื้ หาสาระทไี่ ดม้ าน้นั มคี ณุ ภาพ และมีความสมบูรณ์มากยง่ิ ข้ึน
4.3 ผลิตส่ือและโสตทัศนูปกรณ์ประกอบการนาเสนอ การนาเสนอโดยการใช้เสียงของ ผู้นา
เสนอเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้รับฟังการนาเสนอได้ตลอดเวลา เน่ืองจากผู้รับ
ฟังการนาเสนออาจเกิดความรู้สึกเบ่ือหน่าย และไม่เข้าใจในเนื้อหาสาระที่นาเสนอ ผู้นาเสนอจึงจาเป็นต้องนา
อุปกรณ์ หรือโสตทัศนูปกรณ์เข้ามาช่วยในการนาเสนอ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้รับฟังการนาเสนอ ช่วยให้
ผรู้ บั ฟงั สามารถเขา้ ใจในเนื้อหาสาระง่ายมากยงิ่ ข้ึน รวมถึงอาจช่วยให้ผู้รับฟงั การนาเสนอเกิดความร้สู กึ พึงพอใจ
ในการนาเสนอดว้ ย
4.4 ทดสอบ โดยการซ้อมการนาเสนอ ซ่ึงจะมีประโยชน์ต่อผู้นาเสนอเอง คือ ช่วยลดความ
ต่ืนเต้นลง ช่วยพัฒนาทักษะในการนาเสนอ ช่วยให้สามารถควบคุมและปรับปรุงเวลาท่ีใช้ในการนาเสนอได้
ช่วยให้ผ้นู าเสนอสามารถปรบั ปรงุ เนอ้ื หาท่นี าเสนอใหม้ ีความเหมาะสมมากยิ่งข้นึ
5. หลักการใช้จิตวทิ ยา
หลักการนาเสนอเพ่ือให้ผู้รับฟังเกิดความสนใจ และพึงพอใจอย่างเป็นไปตามความคาดหวัง
ของผู้นาเสนอได้นั้น จาเป็นต้องนาเอาหลักการทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการสร้างสภาพแวดล้อมเพ่ือให้
เหมาะสม และเอ้ืออานวยตอ่ การนาเสนอ ซึ่งจะทาใหก้ ารนาเสนอในครง้ั นน้ั มปี ระสทิ ธภิ าพมากยิง่ ข้ึน
6. การประเมินผล ตดิ ตาม และปรบั ปรงุ เทคนิคการนาเสนอ
6.1 การประเมินผลการนาเสนอ สามารถทาได้ทั้งในระหว่างที่ยังมีการนาเสนออยู่และ
หลังจากที่จบการนาเสนอแลว้
- ในระหว่างท่ีกาลังนาเสนอผนู้ าเสนอสามารถใช้วิธีการสงั เกตกิรยิ าทา่ ทางการรับรู้
ปฏิกิริยาโต้ตอบของผู้ฟัง หรืออาจใช้วิธีการต้ังคาถาม เพื่อตรวจดูว่าการนาเสนอข้อมูล ผู้รับฟัง รู้ เข้าใจ สนใจ
เพียงใด ถ้าผู้ฟังสนใจแต่ยังไม่เข้าใจในเน้ือหาท่ีนาเสนอผู้นาเสนอสามารถปรับแผนการใหม่ในขณะน้ันได้ทันที
โดยการพดู หรืออธิบายเพม่ิ เตมิ ส่วนเรือ่ งใดทีผ่ ู้นาเสนอเข้าใจดีอยู่แล้ว ก็อาจพดู ให้ส้ันลงจากแผนทไ่ี ด้วางไว้
- การตรวจสอบโดยวิธกี ารพดู คุยกับผฟู้ ังระหว่างหยดุ พัก ในกรณที ีเ่ ปน็ การนาเสนอ
ท่ีใช้เวลามาก เช่น การบรรยาย ปาฐกถา หรือการเสนอโครงการต่อคณะกรรมการ ซึ่งต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมงขน้ึ
ไป หรือใช้หลาย ๆ วัน ผู้นาเสนอสามารถตรวจสอบผลการนาเสนอจากการคุยกับผู้ฟังในระหว่างพัก
รบั ประทานอาหารว่าง หรืออาหารกลางวนั หรอื ช่วงรบั ประทานอาหารกลางวัน อาหารเยน็ เพื่อดูว่าผู้ฟงั สนใจ
ประเด็นไหนมากกว่ากัน เพื่อผู้นาเสนอจะได้ปรับแผนทัน เหมาะสมกับเวลาท่ีมีอยู่เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ท่ี
กาหนดไว้
- หลังจากจบการนาเสนอแลว้ ผนู้ าเสนอสามารถตรวจสอบผลการประเมินผลได้ทั้ง
จากช่วงทา้ ยรายการที่เปิดโอกาสใหม้ ีการถามคาถาม หรืออาจใชว้ ธิ แี จกแบบฟอรม์ การประเมนิ ผลให้ผู้ฟงั เขียน
ตามแบบฟอร์มน้ัน และนากลบั มารวบรวมวเิ คราะหใ์ นภายหลงั
6.2 การติดตามผล เป็นการตรวจสอบผลที่ได้จากการนาเสนอว่าบรรลุวัตถุประสงค์ท่ีวางไว้
หรอื ไม่ อยา่ งไร
6.3 การปรับปรุงการนาเสนอ สามารถทาได้โดยการรวบรวมข้อมูลท่ีได้จากการประเมินผล
การนาเสนอของผ้รู ับฟังการนาเสนอมาใชเ้ พ่ือปรับปรุงการนาเสนอในคร้งั ต่อไป การปรบั ปรุงการนาเสนอจะทา
ให้การนาเสนอในคร้ังต่อ ๆ ไป ของผู้นาเสนอมปี ระสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ข้นึ
ขนั้ ตอนการเตรียมการเพือ่ นาเสนอ
1. การคน้ ควา้ หาข้อมูล เปน็ ขน้ั ตอนการเตรยี มการนาเสนออันดับแรก หลังจากทีผ่ ู้นาเสนอทราบถึง
ช่อื เรื่อง หวั เรอ่ื งทีจ่ ะนาเสนอแลว้ ก็จาเป็นต้องมกี ารคน้ คว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ จากการคน้ คว้าหาข้อมูล
จะทาใหผ้ ูน้ าเสนอมีความร้มู ากยง่ิ ข้นึ และย่ิงมคี วามรู้มากขึน้ ก็จะทาใหม้ ีความมนั่ ใจมากขนึ้ ดว้ ย
2. การเตรียมขอ้ มลู สถานท่ี อปุ กรณ์ เมอ่ื มีการค้นคว้าหาข้อมลู แล้ว ผู้นาเสนอจาเปน็ ทีจ่ ะต้องมีการ
คัดเลือกข้อมูล เมื่อผู้นาเสนอได้รับข้อมูลท่ีเพียงพอต่อความต้องการแล้ว ก็ต้องมีการจัดโครงการในเร่ืองของ
การนาเสนอ การวิเคราะหข์ อ้ มลู เน่ืองจากข้อมลู ที่ไดม้ าน้ัน ได้มาจากแหล่งท่ีแตกต่างกัน ขอ้ มลู ชือ่ เรือ่ งเดียวกัน
ก็อาจมเี น้อื หาที่แตกต่างกัน จึงจาเป็นต้องเรยี บเรียงข้อมูลใหม่ โดยคานึงถึงความเขา้ ใจของผู้รับฟงั การนาเสนอ
เป็นหลัก นอกจากเตรียมข้อมูลแลว้ การเตรียมพร้อมทางด้านสถานที่ อุปกรณ์ และโสตทศั นปู กรณ์นัน้ กเ็ ป็นส่ิง
ที่สาคัญอย่างหนึ่ง เพราะปัจจัยทั้งสองน้ีย่อมมีผลต่อความสาเร็จ และความล้มเหลวในการนาเสนอ ส่ิงที่ต้อง
คานึงถึงสาหรบั ปัจจัยด้านสถานที่ คอื สถานทน่ี ั้นเปน็ สถานท่ีอะไร ขนาดของสถานที่ ระบบเสยี ง และความดัง
ของเสยี ง ส่งิ รบกวนการนาเสนอ ระบบการระบายอากาศ ระบบแสง เฟอร์นเิ จอร์ท่ใี ช้
3. การลาดับเนื้อหาก่อน-หลัง เป็นเทคนิคท่ีต้องใช้ในการนาเสนอประการหน่ึง เน่ืองจากการลาดับ
เน้ือหาก่อนหลังหรือการเรียงลาดับเหตุการณ์ จะช่วยให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจในเหตุการณ์ อดีต ปัจจุบันและ
อนาคตไดง้ า่ ยขน้ึ การลาดับเนอ้ื หานีม้ กั จะใชส้ าหรับการอธบิ ายถึงความเป็นมาของสถานการณต์ ่าง ๆ การใช้ใน
กรณีอา้ งอิงประวัตศิ าสตร์ เปน็ ตน้ ซ่ึงทาให้ผรู้ บั ฟงั การนาเสนอสามารถมองเห็นภาพไดอ้ ย่างเป็นลาดบั ขั้นตอน
4. การสรา้ งรายการข้อมลู สว่ นตัว เป็นการเตรียมเน้ือหา ลาดับ ขนั้ ตอนตา่ ง ๆ สาหรับผู้นาเสนอ ซ่งึ
เปน็ ประโยชน์แก่ผูน้ าเสนอในการนาเสนอในการบันทกึ ลาดบั ขนั้ ตอนทีน่ าเสนอ เนอ้ื หาอาจสับสน หรือจาไม่ได้
ในการสร้างรายการข้อมลู ส่วนตวั ของผนู้ าเสนอจะมคี วามแตกต่างกนั ไปตามเอกลักษณข์ องแตล่ ะบุคคล เพ่อื ให้
เข้าใจง่ายท่ีสุดผู้นาเสนอไม่ควรให้บุคคลอ่ืนสร้างรายการข้อมูลส่วนตัวให้ เพราะอาจทาให้เกิดความสับสน ไม่
เข้าใจ ทาให้การนาเสนอเกิดความผิดพลาดได้
5. การร่างข้อความสาหรับการแนะนาตัวและเปิดการนาเสนอน้ันถือว่าเป็นขั้นตอนแรกในการ
นาเสนอ ผู้นาเสนอจาเป็นต้องร่างข้อความสาหรับการแนะนาตัว และการเปิดการนาเสนอไว้ เพราะการ
เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าจะทาให้ผู้นาเสนอสามารถปรับเปล่ียนบทพูดให้มีความเหมาะสม ถูกต้อง และมีความ
พรอ้ ม หากผู้นาเสนอไมก่ ารเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อน เมือ่ ถึงเวลาในการนาเสนออาจทาให้ผู้นาเสนอลาดับเนื้อหา
ของการเปดิ การนาเสนอผดิ พลาด ทาใหก้ ารนาเสนอล้มเหลวต้งั แต่เริม่ ต้น
6. การร่างข้อมูล เน้ือหาที่ใช้ในการนาเสนอ ในการนาเสนอนน้ั ผู้นาเสนออาจเป็นผูท้ ่ีมีความชานาญ
เป็นพิเศษสาหรับหัวข้อ เน้ือเรื่องท่ีนาเสนอ หรืออาจมีบางเร่ืองท่ีผู้นาเสนอไม่ถนัด จาลาดับข้อมูลที่จะนาเสนอ
ไมไ่ ด้ การรา่ งจงึ เป็นประโยชน์ต่อผ้นู าเสนอ
7. การร่างข้อความกล่าวสรุปประเด็น เป็นการร่างข้อความสาหรับการกล่าวสรุปหลงั จากที่ได้มีการ
นาเสนอเก่ียวกับเนื้อหาไปแล้ว เพ่ือเป็นการกล่าวสรุปก่อนส้ินสุดการนาเสนอ ซึ่งมีความสาคัญเชน่ เดียวกับการ
เปิดการนาเสนอ ผู้นาเสนอจาเป็นตอ้ งมีการร่างข้อความกล่าวสรุปไวเ้ พ่ือเตรยี มกลา่ วสรปุ การกล่าวสรุปหากผู้
นาเสนอไม่เตรียมพร้อมน้ัน จะทาให้ผู้กล่าวสรุปไม่สามารถสรุปเนื้อหาได้ถูกต้อง ทาให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิด
ความสับสน ไม่เข้าใจการกล่าวสรุปประเด็น จึงมีส่วนช่วยให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิดความเข้าใจในเนื้อหาท่ี
นาเสนอมากย่ิงข้ึน ผู้นาเสนอจาเป็นต้องมีการร่างข้อความกล่าวสรุปประเด็นไว้ล่วงหน้าเพื่อที่จะได้สรุป เรียบ
เรียง และคดั เลอื กขอ้ ความสรุปทีม่ เี นอ้ื หาที่ถกู ต้อง และเหมาะสมท่สี ุด
8. การจัดสรรเวลา ในการนาเสนอจะมีกาหนดเวลาที่แนน่ อนในการนาเสนอ ปัจจัยทางด้านเวลาจงึ
เปน็ ส่งิ สาคัญทีผ่ ู้นาเสนอจะต้องนามาพิจารณาในการกาหนดเน้ือหาที่จะนาเสนอดว้ ย เพ่ือให้การนาเสนอต้ังแต่
เรมิ่ ต้นจนถึงส้ินสุดาการนาเสนออยู่ในช่วงระยะเวลาที่ได้กาหนดไว้ การจัด สรรเวลาจงึ เป็นสิ่งท่ีมี ความสาคัญ
อีกประการหน่ึงในการนาเสนอ ผูน้ าเสนอสามารถจดั สรรเวลาให้มีความเหมาะสมได้ 2 วธิ ี ดังตอ่ ไปน้ี
8.1 การคาดคะเน เป็นวิธีการท่ีนาเสนอจัดสรรเวลาโดยประมาณระยะเวลาในแต่ละข้ันตอน
ที่จะใชใ้ นการนาเสนอ โดยพิจารณาเน้อื หาทจี่ ะนาเสนอวา่ มากน้อยเพยี งใด ตอ้ งใชเ้ วลาเท่าใด โดยหากเนอื้ หามี
มากก็อาจต้องใช้เวลาในการนาเสนอมากทาให้เกินระยะเวลาในที่กาหนดไว้ผู้นาเสนอก็ต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหา
ให้สั้นลง แต่ในการจัดสรรเวลาโดยวิธีการคาดคะเนมีข้อเสีย คือ ผู้นาเสนออาจคาดคะเนผิดพลาดทาให้การใช้
เวลาในการนาเสนอไมเ่ หมาะสมตามความตอ้ งการ
8.2 การซ้อมการนาเสนอ เปน็ วธิ กี ารจัดสรรเวลาท่ีนอกจากจะมปี ระโยชน์ในการจดั สรรเวลา
แลว้ ยงั มปี ระโยชน์ในการชว่ ยฝึกซอ้ มการนาเสนอให้กบั ผู้นาเสนอได้พฒั นาความสามารถในการนาเสนอของตน
ด้วย การซ้อมนาเสนอจะชว่ ยใหผ้ ู้นาเสนอทราบเวลาทแี่ น่นอน ทจี่ ะใชใ้ นการนาเสนอนั้น ทาให้ผ้นู าเสนอทราบ
เวลาท่ีใช้ในการนาเสนอว่ามากน้อยเพยี งใด สามารถปรบั เปลี่ยนเนอ้ื หา หรอื จดั สรรเวลาในการนาเสนอได้อย่าง
ถูกตอ้ งมากยิ่งข้นึ แต่ในการจัดสรรเวลาตามวธิ นี ี้ก็อาจเกิดความผิดพลาดซึ่งเกิดจากตวั ผนู้ าเสนอเอง คือ เมอื่ ถึง
เวลาการนาเสนอจริง ผู้นาเสนออาจจะรู้สึกต่ืนเต้นจนทาให้ พูดเร็ว พูดผิด ๆ ถูก ๆ จนทาให้ระยะเวลาที่ใช้ใน
การนาเสนอจริง กับระยะเวลาทีใ่ ชใ้ นการซอ้ มแตกต่างกนั
9. การเลือกสื่อในการนาเสนอใหเ้ หมาะสม ส่ือหรือโสตทศั นปู กรณ์ทนี่ ามาใช้ช่วยในการนาเสนอมีอยู่
หลายชนิด ผู้นาเสนอจึงควรจะคานึงถึงปัจจัยด้านความเหมาะสมในการเลือกใช้สื่อที่จะนามาช่วยในการ
นาเสนอดว้ ย ซง่ึ มปี ัจจยั ตา่ ง ๆ ดังต่อไปนี้
- เนอ้ื หาท่ีนาเสนอ
- สถานทีท่ นี่ าเสนอ
- ระยะเวลาที่ใชใ้ นการนาเสนอ
- งบประมาณในการนาเสนอ
- ประเภทของผ้รู ับฟังการนาเสนอ
- ความสามารถในการใช้ส่ือของผนู้ าเสนอ
การเลือกใช้ส่ือทเ่ี หมาะสมจะทาให้การนาเสนอมีความน่าสนใจมากย่งิ ขึ้น ชว่ ยใหผ้ รู้ บั ฟงั การนาเสนอ
มคี วามเข้าใจในเนอ้ื หาทีน่ าเสนอมากย่งิ ขึ้น
10. การประเมินการนาเสนอ ปัจจุบันนิยมใช้การประเมินโดยการใช้แบบสอบถาม ซึ่งเป็นวิธีการท่ี
ทาให้สามารถวัดผล เปรียบเทียมได้อย่างแน่นอน มีตัวเลขประเมินชัดเจน การประเมินผลการนาเสนอช่วยผู้
นาเสนอทราบผลการนาเสนอของตนเองวา่ มีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ประสบความสาเร็จหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็น
ประโยชน์ต่อผู้นาเสนอเองในการนาขอ้ มูลที่ได้จากการประเมินผลไปใชใ้ นการปรับปรงุ การนาเสนอในครง้ั ต่อไป
ขนั้ ตอนและวธิ ีการนาเสนอ
1. การเปิดการนาเสนอ เป็นข้ันตอนแรกใจการนาเสนอ การกล่าวนาเสนอหรือการเกริ่นนาเป็น
ขั้นตอนในการดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังก่อนที่จะเข้าไปสู่เน้ือหาของการนาเสนอ ผู้นาเสนอควรใช้เทคนิคใน
การเรียกร้องความสนใจของผู้นาเสนอด้วยการทาให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจ กระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความอยากรู้อยาก
เหน็ วิธีการในการเปดิ การนาเสนอได้ ดงั นี้
1.1 การกล่าวถึงเร่ืองท่ีจะนาเสนออย่างคร่าว ๆ เป็นวิธีการท่ีนิยมใช้กันมากท่ีสุดในปัจจุบัน
เพราะเปน็ การกลา่ วนาเสนอที่มุ่งท่ีวัตถปุ ระสงค์ในการนาเสนอโดยตรง ผนู้ าเสนอควรกล่าวถึงเน้ือหาพอสังเขป
ไมย่ าวเกนิ ไป และควรใชว้ ิธีการกลา่ วเกริน่ นาท่ชี ่วยกระตุ้นใหผ้ ้ฟู งั เกิดความสนใจในเรือ่ งทจี่ ะนาเสนอ
1.2 อธิบายถึงประสบการณ์ส่วนบุคคล โดยจะต้องเน้นถึงประสบการณ์ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
กับเรื่องท่ีนาเสนอ เพราะจะทาให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือในตัวผู้นาเสนอว่าเป็นผู้ท่ีมีประสบการณ์และมีความ
ชานาญ
1.3 การถามคาถาม เพ่ือให้ผู้ฟังให้ความร่วมมือกับผู้นาเสนอในการยกมือ หรือตอบคาถาม
ในบางครง้ั ผนู้ าเสนออาจพูดเกริ่นนาในเชงิ คาพูด ถามคาถามหรือคาถามเชงิ โวหาร คือ การถามแบบไม่ต้องการ
คาตอบ แต่เป็นการเรียกร้องความสนใจเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความสงสัย กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกสนใจอยากทราบ
คาตอบ
1.4 การต้ังประโยคชวนคิดหรือการสมมติ เป็นการเกร่ินนาโดยการชักชวนให้ผู้ฟังได้สร้าง
สถานการณ์สมมติ เพ่ือใหผ้ ู้ฟังได้มีความร้สู ึกหรืออารมณร์ ่วมดว้ ย การใชว้ ธิ นี ้ใี นการเกริน่ นาผู้นาเสนอจะต้องใช้
สถานการณ์สมมติท่ีสามารถตีความได้หลายดา้ น สามารถหาเหตุผลมาใช้ประกอบได้หลายทาง เพ่ือให้ผู้ฟังเกิด
ความร้สู กึ สนใจตอ้ งการคาตอบหรอื ข้อสรุป
1.5 การอธิบายถึงสิ่งใหม่ ๆ อาจพูดถึงสิ่งที่ผู้นาเสนอเองมีความรู้ ความชานาญในด้านน้ัน
อย่างลึกซ้ึง ซึ่งผู้ฟังอาจไม่เคยรู้มาก่อนหรืออาจพูดถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เพ่ิงจะเกิดข้ึนเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
เพ่ือให้ผฟู้ งั เกิดความรสู้ กึ ตื่นเตน้ สนใจ
1.6 การใช้โสตทัศนูปกรณ์ เป็นการเร่ิมต้นเปิดการนาเสนอ ได้แก่ โปรเจคเตอร์ วิดีทัศน์
สไลด์ เป็นต้น วิธีการน้ีเป็นวิธีการที่สะดวกสาหรับผู้นาเสนอ เพราะไม่จาเป็นต้องเตรียมตัวสาหรับการเกริน่ นา
อาจมีการแนะนาตัวเพยี งเล็กน้อย แตผ่ ้นู าเสนอนั้นจะตอ้ งเตรยี มพร้อมสาหรบั ส่ือโสตทัศนูปกรณ์ท่นี ามาใช้ การ
ออกแบบภาพประกอบหรือเนื้อหาท่จี ะใช้ให้ดสู วยงาม นา่ สนใจ และสอดคล้องกับเรื่องที่นาเสนอ
1.7 การแสดงความเหมือนซ่ึงกันและกัน เป็นการสร้างความรู้สึกให้แก่ผู้ฟังว่าผู้นาเสนอ ก็
เป็นผทู้ เี่ หมอื นกบั ผฟู้ ัง ไมม่ คี วามแตกต่างอะไรกัน เพ่ือใหผ้ ูฟ้ ังเกิดความประทับใจและสร้างบรรยากาศทมี่ ีความ
เปน็ กันเอง
1.8 การเล่าเรอื่ งตลกขาขนั เปน็ วิธีการดงึ ดูดความสนใจผู้ฟัง ชว่ ยสร้างบรรยากาศสนุกสนาน
เรื่องท่ีจะนามาใช้เล่าน้ันจะต้องไม่ยาวเกินไป และมีความสอดคล้องกับเร่ืองท่ีนาเสนอหรืออาจต้องอาศัยความ
ชานาญ เทคนคิ ของผนู้ าเสนอในการเชอ่ื มโยงเรือ่ งราวที่เล่ากับเร่ืองทนี่ าเสนอ
เน้อื หาในการนาเสนอ
เป็นข้ันตอนท่ีมีความสาคัญมากที่สุด เพราะเน้ือหา คือ สิ่งท่ีผู้นาเสนอต้องการจะนาเสนอให้กับผู้ฟัง
ได้ทราบ ผู้นาเสนอควรเตรียมความพรอ้ มสาหรับเนือ้ หาที่นาเสนอ โดยการแบ่งแยกรายละเอียดออกเป็นข้อ ๆ
เพ่ือให้ผู้ฟังทาความเข้าใจได้งา่ ยขึ้น แต่ก็ไม่ควรที่จะมีจานวนข้อมากเกินไป เพราะจะทาให้ผู้ฟังมคี วามรู้สึกเบ่อื
หน่ายไดก้ ารแบ่งเนอ้ื หาเป็นหัวข้อย่อยไมค่ วรจะแบง่ ย่อยเกินไป จนทาใหผ้ ู้ฟังและผูน้ าเสนอเองรู้สกึ สบั สน
เน้ือหาหรอื เนอ้ื เรือ่ ง ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบหลัก 3 ส่วน คือ
1. ประเด็นเร่ือง คือ ส่วนของเนื้อหาหรือเนื้อเรื่องท่ีมีความสาคัญที่ผู้นาเสนต้องการเสนอ
ให้แก่ผู้ฟัง การนาเสนอประเด็นต่าง ๆ ในปัจจุบันผู้นาเสนอมักจะนาสื่อหรือโสตทัศนูปกรณ์มาใช้ช่วยในการ
นาเสนอใหม้ คี วามนา่ สนใจและงา่ ยต่อการทาความเข้าใจ
2. ตวั อย่างประกอบ เพื่อให้ผู้ฟังไดเ้ ขา้ ใจประเด็นต่าง ๆ ทีน่ าเสนอได้ง่ายมากขึน้ มีความน่า
ตดิ ตาม การยกตวั อย่างประกอบสามารถทาได้ ดังน้ี
2.1 การเล่าเร่ือง เป็นการเล่าความคิด ถ่ายทอดประสบการณ์ ความร้ตู า่ ง ๆ เพ่อื ให้
ผู้ฟังไดค้ ิด และจดจาไปใชเ้ ปน็ แบบอย่าง
2.2 การเล่าเร่ืองขาขัน เป็นสง่ิ ทชี่ ่วยดึงความสนใจจากผู้ฟัง การแตง่ เรอ่ื งขาขนั ไม่ใช่
สิ่งท่ีตอ้ งอาศัยความชานาญของผู้พูดเพียงอย่างเดียวเท่าน้ัน แตจ่ าเปน็ ตอ้ งอาศัยทักษะในการสอดแทรกเน้ือหา
แตเ่ พ่อื เชือ่ มโยงไปสเู่ นอ้ื เรอ่ื งที่นาเสนอ
2.3 การใช้ตัวเลขประกอบ โดยมากมักใช้ตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ สถิติมา
ประกอบการนาเสนอ เนื้อเร่อื งทน่ี าเสนอนั้นบางอยา่ งจาเปน็ ต้องใชต้ ัวเลขเข้ามาชว่ ย เพ่ือแสดงให้ผฟู้ ังเขา้ ใจใน
ตัวเลขสถิติ แต่ผู้นาเสนอควรระมัดระวังในการนาตัวเลขมาใช้ ตัวเลขที่มีมากเกินไป ยุ่งเหยิง จะทาให้ผู้ฟังเกิด
ความสบั สนและเบอื่ หน่าย
3. การเช่ือมโยงไปสู่ประเด็นใหม่ คือ คาพูดหรือประโยคท่ีผู้นาเสนอนามาใช้ในการ
เช่ือมโยงจากประเดน็ เดิมที่พดู จบแลว้ ไปสู่ประเด็นใหม่
การกลา่ วสรุปมวี ิธกี ารดังนี้
1. การทบทวนสรุปเนื้อหา เป็นวธิ กี ารกลา่ วสรุปการนาเสนอแบบเปน็ ทางการ ผูน้ าเสนอควรจะสรุป
เน้นความสาคัญของเน้ือเรอ่ื งที่นาเสนอ จึงต้องใช้ความสามารถในการสรุปหลังจากที่สรุปย่อแล้วทาใหผ้ ู้ฟังเกดิ
ความเข้าใจ
2. การชักจูงให้ต้องลงมือปฏิบัติ เป็นการกล่าวสรุปเพื่อโน้มน้าว จูงใจให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกอยากจะ
ไปปฏบิ ัติจรงิ
3. การตั้งคาถาม เป็นการตั้งคาถามเชิงโวหาร หรือแบบมีวาทศิลป์ ซ่ึงอาจไม่ต้องการได้รับคาตอบ
แตต่ อ้ งการให้ผ้ฟู งั นั้นไดค้ ิด เช่นเดียวกับวิธีการกลา่ วเปิดการนาเสนอ ถงึ แมว้ ่าผ้นู าเสนอจะตง้ั คาถามไปแลว้ แต่
ในขั้นตอนการสรปุ ก็สามารถต้งั คาถามได้อีก
4. การให้คาแนะนา มักจะเกิดข้ึนสาหรับการนาเสนอขายสินค้า หลังจากท่ีขายสินค้าได้ผู้นาเสนอก็
จะให้คาแนะนาเกี่ยวกับสินค้า หรือการให้คาแนะนาของผู้นาเสนอ ซ่ึงเป็นบุคคลที่มีความน่าเช่ือถือในการให้
คาแนะนากับบคุ คลทั่วไป
5. การให้คาสัญญา ผู้ท่ีให้คาม่ันสัญญา ควรเป็นบุคคลที่ใส่ใจให้ความสาคัญและรักษาคาพูด หากผู้
นาเสนอให้คามั่นสัญญาแลว้ ไม่ทาตามกจ็ ะทาให้ความนา่ เชอื่ ถอื หมดไป
6. การให้คาคม เปน็ การกลา่ วถ้อยคาที่เฉยี บแหลม คมคาย จนทาใหผ้ ู้ฟงั รูส้ กึ กินใจ เร้าใจ และอยาก
จดจาเพอื่ นาไปประยุกตใ์ ชเ้ ป็นคตปิ ระจาตวั
การนาเสนอท่ดี ี
นอกจากการเลือกรูปแบบของการนาเสนอให้ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว การนาเสนอที่มีคุณภาพสูง
สุดแล้ว จะต้องคานึงถึงลักษณะของการนาเสนอ ที่จะช่วยให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการนาเสนอด้วย
โดยทั่วไปลักษณะของการนาเสนอที่ดี ควรมีองคป์ ระกอบที่สาคัญดงั ต่อไปนี้
1. มีวัตถุประสงค์ท่ีชัดเจน ผู้รับฟัง รับรู้ในส่ิงที่คาดหวัง หรือในสิ่งท่ีต้องการ ดังนั้นผู้นาเสนอจะตอ้ ง
ดาเนินการศึกษาวัตถุประสงค์ในการนาเสนอ ซึ่งจะช่วยให้ทราบได้ว่า ควรเตรียมเนื้อหาเรื่องราวไปในทิศทาง
ไหน ด้วยกระบวนการนาเสนอใดจะช่วยทาให้การนาเสนอกระชับ ตรงประเด็น ไม่ทาให้ผู้รับฟังรู้สึกเสียเวลา
และราคาญ หรือรู้สึกว่าผนู้ าเสนอพดู ออกนอกประเด็น
2. มกี ารวางโครงสร้าง (โครงเรือ่ ง) เนือ้ หาและสื่ออย่างเปน็ ระบบ ก่อนการดาเนินการนาเสนอต้องมี
การวางกรอบของเน้ือหาสาระ และกาหนดการใช้สื่อสนับสนุนในการนาเสนอ เพ่ือการสร้าง Story line และ
สอ่ื นาเสนอสาหรับใช้ในการนาเสนอใหน้ ่าสนใจ
3. มรี ูปแบบการนาเสนอเหมาะสม เร่อื งราวและส่ือทใี่ ช้ในการนาเสนอน้นั จะต้องมีความกะทัดรัดได้
ใจความ เรยี งลาดบั ไม่สบั สน ใช้ภาษาในการนาเสนอทเ่ี ข้าใจงา่ ย ใช้สอ่ื หลัก และสื่อสนับสนุนอื่น ๆ นามาขยาย
ความตามความจาเป็น และท่สี าคัญควรเตรยี มเนอื้ หาให้เหมาะสมกับเวลาที่ไดร้ ับ และเผอ่ื เวลาไว้ให้สาหรับการ
ตอบคาถาม
4. มีเน้ือหาสาระดี ข้อมูลเป็นปัจจุบัน น่าเชื่อถือ ถูกต้อง เน้ือหามีความสมบูรณ์ ตรงตามความ
ต้องการของผู้รับฟัง เปน็ เน้อื หาท่ีไม่กล่าวให้ร้าย หรือเสียดสีใคร (แม้จะเปน็ เรอ่ื งจรงิ )
5. มีข้อเสนอหรือแนวคิดท่ีดี ส่วนสุดท้ายของกระบวนการนาเสนอ ผู้นาเสนอควรให้แนวคิดหรือ
ข้อเสนอทเ่ี ป็นจริง มแี นวทางปฏบิ ัตหิ รือขอ้ เปรยี บเทียบทชี่ ัดเจนแกผ่ ้รู บั ฟัง
สรุป
หลักการนาเสนอข้อมูลและสร้างส่ือนาเสนอ ส่ือนาเสนอน้ันก็เปรียบเสมือนสะพานเช่ือมเนื้อหาของ
ผู้บรรยายไปยังผู้ฟังและผู้ชม ดังน้ันส่ือจึงมีบทบาทสาคัญอย่างมาก ส่ือที่ดี จะช่วยให้การถ่ายทอดเน้ือหาสาระ
ทาไดอ้ ย่างรวดเร็วย่ิงข้ึน ผู้ฟงั และผ้ชู มก็จะสามารถ จดจาเน้อื หาสาระได้นานและเข้าใจในเน้ือหาได้ดีมากยิ่งข้ึน
ความหมายการนาเสนอ การนาเสนอข้อมูล หมายถึง การสื่อสารเพื่อเสนอข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็น หรือ
ความต้องการไปสผู่ ู้ชม ผู้ฟงั โดยใช้เทคนคิ หรอื วิธีการตา่ ง ๆ อันจะทาใหบ้ รรลุ ผลสาเรจ็ ตามจุดมงุ่ หมายของการ
นาเสนอ
รปู ท่ี 2.1 การนาเสนอท่ดี ี
รูปท่ี 2.2 หลักการนาเสนอ
อา้ งองิ
sites.google.com/site/karnasenx/contact-me. หลกั การนาเสนอและการตอบคาถาม. [ระบบออนไลน์]
แหล่งทมี่ า https://sites.google.com/site/karnasenx/contact-me (18 กันยายน 2563)
presentationben. คลังความรกู้ อ่ นการนาเสนอ. [ระบบออนไลน์]
แหล่งทมี่ า https://presentationben.com/2016/01/19 (18 กนั ยายน 2563)
elements-present. คลงั บทความองคป์ ระกอบในการนาเสนอ. [ระบบออนไลน์]
แหลง่ ทีม่ า http://elements-present.blogspot.com/ (18 กนั ยายน 2563)
sites.google.com [ระบบออนไลน์]
แหล่งทีม่ า https://sites.google.com/a/surinpakdee.ac.th/ (18 กนั ยายน 2563)
บทที่ 3
จิตวิทยาในการนาเสนอ
บทนา
การนาเสนอที่จะประสพความสาเรจ็ ต่อเม่ือผู้รับการนาเสนอเกิดการยอมรับ และพึงพอใจจึงต้องใช้
จิตวทิ ยาอนั เปน็ วิชาทีเ่ ก่ยี วข้องกับ พฤตกิ รรมหรือการกระทาของมนษุ ย์มาช่วยในการสื่อสารเพื่อทาความเข้าใจ
และป้องกันการขัดขวางลาพังการนาเสนอข้อเท็จจริง ข้อมูล และสารสนเทศต่อผู้รับการนาเสนอยังไม่เพียงพอ
เพราะผู้รับการนาเสนอเป็นมนุษย์ปุถุชนมีความรู้สึกและอารมณ์ จึงต้องนาเสนอให้สนองตอบต่ออารมณ์ ของ
ผูร้ บั การเสนอด้วย
เราจาเป็นต้องวิเคราะห์ผู้รับการนาเสนอ เพ่ือให้รู้ถึงความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ทัศนคติ ค่านิยม
และ รสนิยม ตลอดจนความคาดหวังของผู้รับการนาเสนอ เป็นการทาความรู้จักอันจะช่วยให้สามารถสนอง
ความต้องการ ถา้ หากผู้รบั การนาเสนอ เป็นบุคคลเดียว หรอื คณะบุคคลกลุ่มเล็ก ๆ กส็ ามารถวิเคราะห์ลักษณะ
ของผู้รับการนาเสนอได้สะดวก ถ้าหากผู้รับการนาเสนอจานวนมากเป็นกลุ่มใหญ่นับสิบนับร้อยคนข้ึนไป การ
วิเคราะหผ์ ูร้ ับการนาเสนอยอ่ มกระทาได้ยากขึน้ ซ่ึงจะตอ้ งวเิ คราะห์ลักษณะของสว่ นใหญโ่ ดยรวม
ในดา้ นจติ วิทยา เราตอ้ งศึกษาถึงพฤติกรรมของผรู้ ับการนาเสนอ และ มีการตระเตรียมการนาเสนอ
การสรา้ งความน่าเชอ่ื ถือ ความน่าไวว้ างใจ การสรา้ งความพงึ พอใจต่อผู้รับการนาเสนอ
ลักษณะของการนาเสนอ
การนาเสนอเป็นหนึ่งในทักษะท่ีทุก ๆ คนจะต้องฝึกฝนเพื่อให้เกิดขึ้นแก่ตน เพราะเป็นทางนามาซึ่ง
ความสาเร็จในการนาผลงาน แผนงาน โครงการและความคิดต่าง ๆ เสนอเพื่อให้มีการรับรอง หรือ การอนุมัติ
นับวา่ เป็นสงิ สาคญั อยา่ งยิง่ ในการทางานและการดาเนินชวี ิต
นอกจากการเลอื กรปู แบบของการนาเสนอ ให้ถกู ตอ้ งและเหมาะสมแล้ว จะต้องคานงึ ถึงลักษณะของ
การนาเสนอ ท่ีจะช่วยให้บรรลุผลตามวตั ถุประสงค์ของการนาเสนอด้วย โดยทั่วไปลักษณะของการนาเสนอทีด่ ี
ควรมีดังตอ่ ไปนี้
1. มีวัตถปุ ระสงคท์ ชี่ ัดเจน กลา่ วคือ มคี วามต้องการทแ่ี นช่ ัดวา่ เสนอเพื่ออะไร โดยไมต่ ้อง
ใหผ้ รู้ บั รับการนาเสนอต้องถามวา่ ตอ้ งการให้พิจารณาอะไร
2. มรี ูปแบบการนาเสนอเหมาะสม กล่าวคอื มคี วามกะทัดรัดไดใ้ จความ เรยี งลาดบั โดยไม่
สับสนใช้ภาษาเข้าใจง่าย ใชต้ าราง แผนภูมิ แผนภาพ ชว่ ยให้พจิ ารณาข้อมูลไดส้ ะดวก
3. เนื้อหาสาระดี กลา่ วคือ มคี วามนา่ เชือ่ ถอื เที่ยงตรง ถูกต้อง และสมบูรณ์ครบถ้วนตรง
ตามความต้องการ มขี ้อมูลที่เปน็ ปัจจบุ ันทนั สมัย และมีเนื้อหาเพยี งพอแกก่ ารพิจารณา
4. มขี ้อเสนอทด่ี ี กลา่ วคอื มีขอ้ เสนอท่ีสมเหตสู มผล มีขอ้ พิจารณาเปรียบเทยี บทางเลือกที่
เหน็ ได้ชัด เสนอแนะแนวทางปฏิบตั ทิ ี่ชัดเจน
หลักการใชจ้ ิตวิทยา
หลักการนาเสนอเพ่ือใหผ้ ้รู ับฟงั เกิดความสนใจ พงึ พอใจอย่างเปน็ ไปตามความคาดหวังของผนู้ าเสนอ
ได้น้ัน จาเป็นต้องนาเอาหลักการทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม และยัง
เอื้ออานวยต่อการนาเสนอ ซึ่งจะทาใหก้ ารนาเสนอในครง้ั น้นั มีประสิทธภิ าพมากย่งิ ข้ึน
1. หลักความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะบุคคลแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกนั เน่ืองด้วยปัจจัย
ทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ดังน้ัน ผู้นาเสนอต้องพิจารณาถึงกลุ่มบุคคลท่ีเข้ารับฟังการนาเสนอว่า เป็นคน
ระดับใด มีพ้ืนฐานความรู้ การศึกษา เพศ อายุ ตาแหน่ง หน้าท่ีการทางานอย่างไร และทุกคนในกลุ่มผู้รับฟัง
การนาเสนอน้ันมีพื้นฐาน ประสบการณ์เหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร เพ่ือนาข้อมูลความแตกต่างระหว่าง
บุคคลมาใชเ้ ป็นประโยชน์ในการวางแผนสาหรบั การนาเสนอ
2. หลักการเร้าความสนใจ เป็นหลักการสาคัญท่ีจะทาให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิดความสนใจ และ
ต้ังใจในการรับฟังมากย่ิงขึ้น หลักการทางจิตวิทยาที่ควรนามาใช้ในการเร้าความสนใจของผู้รับฟังการนาเสนอ
ไดแ้ ก่ จติ วิทยาความสนใจและความตั้งใจทมี่ ตี ่อการฟงั ปจั จัยแหง่ ความสนใจ เป็นตน้
3. หลักการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม การนาเสนอเป็นหลักการที่ประยุกต์จากจิตวิทยาการ
เรียนร้ทู ่กี ล่าววา่ การเรียนรู้ของบุคคลเกิดจากปัจจยั ดังตอ่ ไปน้ี
3.1 การพบปัญหา และจาเป็นต้องแกป้ ญั หานนั้ เพ่อื ความอยูร่ อด
3.2 เมื่อไดล้ งมอื ปฏบิ ัติ เพอ่ื สร้างทักษะการแก้ปญั หาในอนาคต
3.3 อยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมกับการเรียนรู้ ด้วยการฝึกปฏิบัติควบคู่ไปกับการใช้ส่ือ
และเครื่องมือหรอื กิจกรรมการนาเสนอการให้ทุกคนมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรม การนาเสนอนั้นมปี ระโยชน์ คอื ช่วย
ใหผ้ ูร้ ่วมทากิจกรรมหรือผ้รู ับฟงั การนาเสนอสามารถเรียนรูล้ ะเข้าใจในเนื้อหาสาระ ของการนาเสนอได้จากการ
เรียนรู้จากกิจกรรม เพราะการนาเสนอในบางเรื่อง การพูด หรือการใช้สื่อโสตทัศนูปกรณ์ หรือการที่นาเอา
กิจกรรมมาช่วย เช่น เกมส์ เป็นต้น
3.4 หลักการได้รับผลย้อนกลับทันท่วงที หรือ Feedback เป็นการประยุกต์จากทฤษฎี การ
รับรู้ของบุคคลมาใช้เพื่อให้ผู้รับฟังมีการตอบสนองต่อการนาเสนอ โดยทฤษฎีนี้ได้แสดงถึงการตอบสนองต่อสิ่ง
เร้าของบุคคลโดยจะมีกระบวนการเป็นสองทาง เช่น มีคาถามมากขึ้น มีข้อสงสัย เพื่อให้ทราบผลการนาเสนอ
ของผ้นู าเสนอว่าถกู หรอื ผดิ อย่างไร หรอื ได้รับความสนใจมากน้อยแคไ่ หน มอี ะไรบ้างทตี่ ้องแก้ไข
จิตวิทยาเกีย่ วกบั ความสนใจและความตัง้ ใจที่มตี ่อการพูด
ช่วงความสนใจของมนุษยอ์ ยู่ระหว่าง 3-24 วินาที และความสนใจดีเย่ียมระหว่างชว่ ง 5-8 วินาที ถ้า
จัดขอ้ ความหรือจังหวะการออกเสียงให้ถูกต้องกับชว่ งความสนใจแลว้ คนฟงั จะจบั ใจความท่ีพูดหรือเนื้อหาของ
ข้อความนาเสนอได้ดีข้ึน ฉะน้ันการนาเสนอท่ีดีจึงควรใช้ข้อความง่าย ๆ และไม่ยุ่งยากซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นการ
พูด หรือการนาเสนอด้วยเอกสารซ่ึงไม่ควรยาวต่อเนื่องกันมากเกินไป การพูดซ้า ๆ และเน้นจึงควรให้ผลดีกว่า
การพูดเร็ว ๆ หรือรีบ ๆ พูด การใช้ข้อความเนื้อหาในแต่ละหน้าโดยเน้นหัวข้อใหญ่ ๆ จะได้ผลดีกว่าการให้
ขอ้ ความอธิบายยาว ๆ เชน่ กนั ขอบเขตความสนใจ การทดลองทางจิตวิทยาพบว่า มนุษยม์ ีขอบเขตความสนใจ
ด้วยหู ประมาณ 5-8 รายการ ด้วยตาประมาณ 4-5 รายการ ฉะนั้น การแยกหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย ในการพูด
และในเอกสารการนาเสนอจึงควรให้อยู่ในขอบเขตความสนใจด้วย คือ ไม่เกิน 8 ข้อ แต่จะให้ได้ผลดียิ่งข้ึนไม่
ควรเกนิ 5 ข้อ
จิตวทิ ยาเกีย่ วกบั ความสนใจและความตงั้ ใจท่ีมีตอ่ การฟัง
ปัจจัยความสนใจท่มี ีตอ่ การฟงั เรียงลาดับความสาคญั ดังต่อไปน้ี
1. ภาษาท่ีงา่ ยและชัดเจน
2. หัวขอ้ ใหญ่
3. การจดั ระเบียบทด่ี ี
4. อาการที่แสดงในการพดู
5. บุคลิกภาพของผู้พูด
6. การถกเถยี งแสดงเหตผุ ล
7. การใหข้ ้อมลู ความรู้
ปจั จัยแหง่ ความต้งั ใจ คลา้ ยคลึงกบั ปัจจยั แห่งความสนใจ ความต้ังใจเม่ือเกดิ ขึน้ จะทาใหต้ ัง้ ใจฟงั
อยา่ งจรงิ จังต่อไปจนจบเชน่ เดยี วกบั ความสนใจ ปจั จัยท่ีสาคญั ของความตั้งใจที่จะมตี ่อการพูดเพ่ือนาเสนอ อาจ
แบ่งพิจารณาได้ดงั ต่อไปนี้
1. สว่ นที่เกีย่ วกบั เสียงและกริ ิยาอาการ เสยี งทช่ี วนให้ตัง้ ใจฟัง ได้แก่ เสียงทดี่ ังพอชัดเจน สงู
ๆ ตา่ ๆ ช้า ๆ เร็ว ๆ สลบั กนั ไป เป็นต้น กิรยิ าอาการทช่ี วนให้เกิดความตั้งใจ ได้แก่ การใชม้ อื ไมท้ ่าทางสลับกัน
ไปมาไมจ่ าเจ หรือซ้าซาก ปัจจัยประเภทความแปลกใหม่ ความเปลยี่ นแปลงหรืออ่ืน ๆ อาจทาได้โดยการใช้
กระดาน แผนภูมิ หรือแบบจาลองก็ได้
2. ส่วนทเี่ กย่ี วกับเนื้อหาทพ่ี ูด เน้อื หาหรือถ้อยคาทใ่ี ช้พดู จะเกดิ ความตั้งใจฟงั ไดถ้ ้ามลี ักษณะ
ดงั นี้
2.1 ความเขม้ ข้น คาพดู ท่ีเป็นภาพพจนห์ รือเคล่อื นไหวได้ยอ่ มชวนให้ตงั้ ใจไดด้ กี วา่
2.2 ความแปลกใหม่ ท่ีทาให้รู้สกึ ตื่นเต้น จะทาใหส้ ามารถเรียกร้องความตงั้ ใจได้ เช่น
การนาเสนอดว้ ยภาพ วดี โี อ แทนการพูดหรือการใช้ตัวอักษรในการนาเสนอเพียงอยา่ งเดียว
2.3 ความเคลื่อนไหว ความเปล่ียนแปลง ความต้ังใจสูงข้ึนในการฟังที่ใช้อุปกรณ์ส่ือ
ตา่ ง ๆ การพดู อย่างมที กั ษะและมจี ังหวะเข้ากับเนื้อหาท่นี าเสนอได้ดี
ปัจจัยแหง่ ความสนใจ
1. อัตตา อะไรก็ตามท่ีเก่ียวกับตัวผู้ฟังย่อมเรียกร้องความสนใจได้ดีท่ีสุด ผู้ฟังแต่ละคนเป็น
เสมือนศูนย์กลางจักรวาลแห่งตนเองที่มีทุกส่ิงทุกอย่างหมุนรอบอยู่ ประการแรกท่ีผู้นาเสนอจะต้องขวนขวาย
คือ เชื่อมโยงเรอ่ื งที่จะพูดให้เกี่ยวกับผู้ฟังโดยตรง ประการท่ีสอง ผู้นาเสนอจะต้องสร้างความต้องการให้เกิดขึ้น
แล้วตอบสอนงความตอ้ งการนนั้
2. ความใกล้ชิดและความคุ้นเคย คุณสมบัติในการสร้างความสนใจประเภทนี้ต่อเน่ือง มา
จากปัจจยั แรก ความใกล้ชดิ ประกอบดว้ ย เวลา สถานท่ี ผลประโยชน์ ความรู้สึก ผู้เสนอต้องพยายามหาทางดึง
เนื้อหาท่ีจะพูดให้ใกล้กับความปรารถนา ความต้องการ และประสบการณ์ของผู้นาเสนอให้มากที่สดุ ต่อมาเป็น
ส่วนของความคุ้นเคย การเลา่ เรื่องหรอื พดู เรอื่ งทเี่ กี่ยวกับความคุ้นเคยย่อมทาใหเ้ ห็นภาพพจน์ หรือรสชาติดีกวา่
สิ่งท่ีไม่มีความคุน้ เคย
3. ภาพพจน์ การพูดให้ผู้ฟังเห็นภาพ จะทาให้มีความน่าสนใจเหมือนกับการพาผู้ฟังชม
ภาพยนตร์ เรื่องน่าสนุก นา่ สนใจ คาพูดย่อมมีภาพของตัวเอง นกั พูดท่พี ดู น่าสนใจ คอื ผู้ทสี่ ามารถสรา้ งมโนภาพ
ให้เป็นภาพในความคดิ ของผฟู้ ังได้
4. ความสาคัญและความลึกลับ มนุษย์ทุกคนมีความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นคุณสมบัติ
ผลักดันให้ค้นคว้าและประดิษฐ์ต่าง ๆ เป็นทุนธรรมชาติ การพูดที่สนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้ฟังย่อม
ไดร้ บั ความสนใจมาก ซง่ึ องคป์ ระกอบสาคัญเก่ยี วกับการสร้างความสนใจ ความอยากรอู้ ยากเหน็ ของมนุษย์จะมี
ลกั ษณะสาคญั ดังน้ี
4.1 มีความสาคัญและมีลักษณะเด่น ยิ่งมีความสาคัญ ย่ิงมีลักษณะเด่นเท่าไรก็ย่ิง
เปน็ ทีส่ นใจมากข้ึนเทา่ น้นั ฉะนั้นเวลาจะพูดต้องเตรียมพร้อมกบั ข้อมลู เกี่ยวกบั บุคคล เหตกุ ารณ์เฉพาะที่สาคัญ
หรอื เดน่ ๆ เท่านั้น
4.2 ส่ิงที่ลึกลับน่าต้ืนเต้น หรือส่ิงที่คนเราไม่คุ้นเคย ได้แก่ เร่ืองแปลก ๆ ท่ีคนเรา
มักจะอยากทดลอบหรืออยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะในสิ่งท่ีตนไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นมาก่อน บุคคลหรือเหตุการณ์
เรื่องราวที่ได้รู้ไดเ้ ห็นหรอื รู้จักดีอย่แู ลว้ จะไมน่ ่าสนใจเหมือนที่รูจ้ กั ผวิ เผนิ
5. ความสนใจจริงจังของผู้พูด การพูดไม่เพียงแตป่ ระกอบอยู่ด้วยการสรรหาถ้อยคาไพเราะ
เพราะพร้ิง หรือน่าสนใจ แต่จะต้องออกมาจากหัวใจผู้นาเสนอ ท่าทางก็เหมือนกัน ผู้นาเสนอต้องทาท่าทางใน
ลักษณะของผู้ท่ีมีความรู้สึกแรงกล้า และเป็นผู้มีความกระตือรือร้น ใช้ท่าทางเน้นคาพูดให้จริงจัง ไม่ต้องเอาใจ
ใสว่ า่ จะเปน็ ทา่ ทางที่สวยงามพอหรือไม่ เพียงแต่ทาใหม้ คี วามขึงขงั เป็นธรรมชาติ
สรุป
ในสังคมปัจจุบันไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะภาพใดหรือประกอบอาชีพใด ต่างต้องมีการติดต่อ สื่อสาร
พบปะพูดคุย เพ่ือแลกเปล่ียนความคิดเห็น หรือเพ่ิมความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ดียิ่งข้ึน และหัวใจที่ทาให้เรา
ประสบความสาเร็จท้ังในหน้าที่การงาน,ในด้านครอบครัวเพ่ืออยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข ก็คือ การรู้เท่า
ทันความคิดของผู้อื่น การรู้เท่าทันผู้อื่น เพื่อเราจะได้ปรับพฤติกรรมของเรา ให้เข้ากับ พ่อ แม่ หรือสมาชิกใน
ครอบครัว,เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิด
ความขัดแย้ง
รปู ท่ี 3.1 หลักการใชจ้ ิตวทิ ยา
อา้ งอิง
sites.google.com/site/karsenxngan/my-forms. ลักษณะการนาเสนอทด่ี ี. [ระบบออนไลน์]. แหลง่ ท่ีมา
https://sites.google.com/site/karsenxngan/my-forms (18 กันยายน 2563)
บทที่ 4
ประเภทของการนาเสนอ
บทนา
การนาเสนอมีอยหู่ ลายประเภท ซึ่งสามารถแยกไดเ้ ป็น 2 กลุ่ม คือ การนาเสนอที่เก่ียวกับธุรกิจ และ
การนาเสนอเชิงวิชาการเก่ียวกับการศึกษา ดังน้ัน ในชีวิตของแต่ละคนจึงจาเป็นต้องมีความเก่ียวข้องกับการ
นาเสนอ ไม่ว่าจะในทางธุรกิจหรือการเรียน การศึกษา ซ่ึงในบทนี้จะเป็นเรื่องของประเภทของการนาเสนอ ซ่ึง
ประกอบดว้ ย
1. การฝกึ อบรม
2. การประชุม
3. สมั มนา
4. การเสนอโครงการ
การฝกึ อบรม
การฝกึ อบรมเปน็ กลยุทธ์ที่สาคญั ในการพฒั นาคุณภาพองค์การโดยเนน้ การพฒั นาทรัพยากรบุคคลให้
เกิดความรู้และประสบการณ์ เพ่ือให้เกิดความรู้และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังน้ันกิจกรรมในการ
ฝึกอบรมจึงเป็นหน้าท่ีสาคัญที่ทุกคน ทุกฝ่ายต้องเรียนรู้และมีส่วนร่วม อีกท้ังเห็นความสาคัญ ซึ่งผลท่ีเกิดแก่
องคก์ าร คอื บคุ ลากรและองคก์ ารมีคุณภาพ
ความหมายของการฝกึ อบรม
การฝึกอบรม หมายถึง “กระบวนการต่าง ๆ ทใี่ ช้เพื่อช่วยใหข้ ้าราชการมีความรู้ ทักษะ และ
ทศั นคติท่ีจาเป็นในการปฏบิ ัติงาน ในหน้าที่ และเพื่อให้เกิดความร่วมมือกนั ระหวา่ งข้าราชการในการปฏบิ ัติงาน
ร่วมกันในองค์การ” เมื่อมองการฝึกอบรมในฐานะท่ีเป็นแนวทางในการพัฒนาข้าราชการตามนโยบายของรัฐ
หากเป็นการเพ่ิมขดี ความสามารถในการปฏิบัตงิ านหรอื เพมิ่ ขดี ความสามารถในการจดั รปู ขององคก์ าร
การฝกึ อบรม หมายถึง “การถ่ายทอดความรูเ้ พื่อเพิ่มพูนทักษะ ความชานาญ ความสามารถ
และทัศนคติในทางท่ีถูกที่ควร เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานและภาระหน้าที่ต่าง ๆ ในปัจจุบันและอนาคตเป็นไป
อย่างมีประสิทธภิ าพมากขน้ึ ”
การฝึกอบรม หมายถึง “กระบวนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมอย่างมีระบบ เพื่อให้บุคคลมี
ความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถที่จาเป็น และมีทัศนคติที่ดีสาหรับการปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่งของ
หนว่ ยงานหรือองคก์ ารนน้ั ”
การฝึกอบรม หมายถึง “กระบวนการในอนั ท่ีจะทาใหผ้ เู้ ข้ารบั การฝึกอบรมเกิดความรู้ ความ
เขา้ ใจ ทศั นคติ และความชานาญ ในเรือ่ งหน่ึงเรื่องใด และเปลยี่ นพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้จะ
เห็นได้ว่าความหมายของการฝึกอบรมมีมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าจะพิจารณาจากแนวคิด (Approach) ใดที่
เก่ยี วกบั การฝึกอบรม
สรปุ การฝึกอบรม คือ กระบวนการท่ที าใหผ้ ู้เข้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู้ในรปู แบบหน่ึง
เพอ่ื เพิม่ พูน หรอื พัฒนาสมรรถภาพในด้านตา่ ง ๆ ตลอดจนการปรบั ปรุงพฤติกรรม อันนามาซ่ึงการแสดงออกที่
สอดคล้องกับวตั ถปุ ระสงคท์ ีต่ ้งั ไว้
วตั ถุประสงค์ของการฝกึ อบรม
1. เพื่อแก้ไขปัญหาที่เก่ียวข้องกับบุคลากรซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการจัดให้มีการฝึกอบรม
โดยทัว่ ๆ ไป
2. เพ่ือเตรยี มรับการเปล่ียนแปลงในอนาคต เช่น การเปล่ียนแปลงวธิ ีปฏิบัติงานหรือกรรมวิธี
ในการผลิตต่าง ๆ หรือการฝึกอบรมเพ่ือให้เรียนรู้เก่ียวกับเคร่ืองจักร เคร่ืองมือ หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของ
องค์การ
3. ต้องการเพ่ิมขีดความสามารถของบุคลากรที่มีอยู่ให้เข้าสู่ระดับมาตรฐานหรือระดับที่พึง
ประสงค์เพอ่ื ใหม้ ีความรู้ทันกบั เทคโนโลยตี า่ ง ๆ ท่ีกา้ วหน้าอย่างรวดเร็ว
4. เตรียมการรับมือกบั การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขน้ึ เพือ่ นาความรู้ต่าง ๆ มาเตรยี มพร้อม
พฒั นาตนเอง พฒั นาองค์การ หรืออาจจะสรปุ วัตถุประสงค์ในดา้ นตา่ ง ๆ ดังน้ี
(1) การเพ่ิมปริมาณผลผลิต
(2) การพัฒนาคณุ ภาพของผลผลติ
(3) การลดต้นทุนของงาน
(4) ลดอัตราการเกิดอบุ ัติเหตุอันจะสง่ ผลต่อการลดตน้ ทนุ ทเี่ กี่ยวข้อง
(5) การลดอตั ราการหมนุ เวยี นและการขาดงานของบุคลากร
ประโยชน์ของการฝึกอบรม
1. บุคลากรหรือกลุ่มบุคลากรสามารถพัฒนาขีดความสามารถของตนเองท่ีได้รับ
ประสบการณก์ ารเรียนรู้ สามารถนาความรูไ้ ปใชใ้ นการทางานให้ประสบผลสาเรจ็ หรือชว่ ยเพ่มิ ประสิทธิภาพใน
การทางาน
2.การได้ปรึกษาหารือกันในส่วนของผู้เก่ียวข้องในองค์การ เช่น ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
หัวหน้างาน ผู้บังคับบัญชา ผู้บริหารระดับสูงขององค์การ หรือผู้ท่ีเกี่ยวข้องทุกระดับ ร่วมกันหาแนวทางในการ
แกป้ ญั หาและการปรับปรงุ การทางาน
3. ผ้เู ขา้ ร่วมการฝกึ อบรมไดย้ กระดับความรู้และทกั ษะให้เกิดการปรบั ทัศนคติ
4. ช่วยลดระยะเวลาในการเรยี นรู้งาน
5. ชว่ ยลดภาระหนา้ ทข่ี องหวั หนา้ งาน
6. ชว่ ยกระตุน้ บคุ ลากรให้ปฏิบัตงิ านเพอ่ื ความกา้ วหนา้ ของตน
บทบาททีส่ าคัญของผู้รับผดิ ชอบจัดการฝกึ อบรม ข้อปฏบิ ตั ขิ องผ้รู บั ผดิ ชอบจัดการฝกึ อบรม
1. ต้องยอมรับความมีคุณค่าของผู้เข้าอบรมในแต่ละคน และจะต้องเคารพในความรู้สึกนึก
คดิ และความเห็น ตลอดจนประสบการณข์ องผเู้ ขา้ รว่ มดว้ ย
2. พยายามทาให้ผู้เข้ารับการอบรมตระหนักด้วยตนเองว่ามีความจาเป็นท่ีจะต้องปรับ
พฤติกรรม (ทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถ และทัศนคติ) โดยเฉพาะอย่างย่ิงด้วยการเรียนรู้หรอื การ
แก้ปญั หา
3. ควรจัดส่ิงแวดล้อมทางกายภาพให้สะดวกสบาย (เช่น ที่นั่ง อุณหภูมิ แสงสว่าง การ
ถา่ ยเทอากาศ ฯลฯ) ใหเ้ อือ้ ต่อการปฏิสัมพนั ธใ์ นกลุ่มผู้เข้ารว่ มอบรม
4. สร้างความสัมพันธ์อันดี ให้เกิดความรู้สึกไว้เน้ือเช่ือใจ และความช่วยเหลือเกื้อกูลซ่ึงกัน
และกัน สนับสนุนให้มีกิจกรรมท่ีต้องมีการให้ความร่วมมือร่วมใจกันและกัน ในขณะเดียวกันควรพยายาม
หลีกเลี่ยงการแขง่ ขนั
5. ควรเปดิ โอกาสให้ผู้ร่วมอบรมมีส่วนรว่ มในเรอ่ื ง ดงั ต่อไปนี้
(1) การกาหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ตามความต้องการของผู้ร่วมอบรมโดยให้
สอดคลอ้ งกับความต้องการขององค์การ ของผูด้ าเนินการอบรม และของเนอื้ หาวิชาดว้ ย
(2) การกาหนดกจิ กรรม รวมทัง้ การเลือกวัสดุอปุ กรณ์ และวธิ ีการอบรม
(3) การกาหนดมาตรการ เกณฑ์การอบรมซึ่งเป็นท่ียอมรับร่วมกัน รวมท้ังร่วมกัน
กาหนดเครอื่ งมือและวิธกี ารวดั ผลความก้าวหน้าเพอ่ื ให้บรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์
6. ช่วยผู้ร่วมอบรมให้รู้จักพัฒนาขั้นตอนและวิธีการในการประเมินตนเอง วิเคราะห์และ
ประเมนิ ผลโครงการฝกึ อบรมตามเกณฑ์ทีไ่ ด้กาหนดไว้แลว้
คณุ สมบัตขิ องผูร้ ับผิดชอบจัดการฝึกอบรม
1. มคี วามรู้
2. รูจ้ กั ปรับตัวใหเ้ หมาะสม
3. มีความจริงใจ
4. มีอารมณข์ นั
5. มีความสนใจ
6. การสอนทม่ี ีความชัดเจน
7. การใหค้ วามชว่ ยเหลอื ผเู้ ขา้ อบรมแต่ละคน
8. มีความกระตอื รอื ร้น
คุณสมบัติของผรู้ ับผดิ ชอบจัดการฝึกอบรม
1. การหาความจาเปน็ ในการฝึกอบรม
การหาความจาเป็นในการฝึกอบรม หมายถงึ การค้นหาปญั หาท่เี กดิ ขึ้นในองคก์ าร โดย
วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย จานวน และพฤติกรรมที่เกิดขึ้น โดยวิธีการสารวจ การสังเกต การทดสอบ หรืออื่น ๆ
เพื่อพิจารณาใหถ้ ่องแท้วา่ ปัญหาท่เี กิดข้ึนเพราะอะไร จาเปน็ ทีจ่ ะตอ้ งใหเ้ ทคนคิ การฝึกอบรมหรือไม่
2. การกาหนดวัตถปุ ระสงค์ในการฝกึ อบรม
การกาหนดวตั ถุประสงคข์ องการฝึกอบรมน้นั สามารถบอกผู้จัดโครงการฝึกอบรมให้รถู้ งึ
จุดหมายปลายทางของการฝึกอบรมน้ัน ๆ ว่าต้องการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านในใดบ้าง เช่น ด้านการเพ่ิมพูน
ความรู้ ด้านทกั ษะการทางาน หรือดา้ นทัศนคติ
3. การสรา้ งหลักสตู รฝึกอบรม
การสร้างหลกั สูตรฝกึ อบรมเปน็ การนาปัญหาทีค่ ้นพบมากาหนดเป็นหลักสูตรเพื่อทาการ
ฝึกอบรม ซึ่งหลกั สตู รประกอบด้วย
1) วตั ถปุ ระสงค์ของหลกั สตู ร
2) หมวดวิชา หวั ขอ้ วชิ า
3) วัตถุประสงคข์ องแตล่ ะหัวข้อวิชา
4) เนือ้ หา เทคนคิ /วิธกี าร ระยะเวลา การเรียงลาดับหัวขอ้ วิชา
4. การกาหนดโครงการฝกึ อบรม
การกาหนดโครงการฝึกอบรมเพ่ือให้ทราบกรอบการปฏิบัติงาน จากนั้นเสนอโครงการ
เพื่อขออนุมัติจากผูบ้ ริหาร เพอื่
1) ใหผ้ ู้บรหิ ารพจิ ารณาตรวจร่างโครงการกอ่ นทีจ่ ะนาไปฝกึ อบรม
2) ใหผ้ ู้บรหิ ารอนุมตั ิงบประมาณสาหรับใช้ในการดาเนินงาน
5. การบริหารโครงการฝึกอบรม
1) ความสาคญั ของการบริหารโครงการอยทู่ ผ่ี รู้ ับผิดชอบโครงการฝึกอบรม
2) การบรหิ ารโครงการมี 3 ระยะ คอื
2.1 ก่อนการดาเนนิ โครงการ
2.2 ระหวา่ งดาเนนิ โครงการ
2.3 หลงั การดาเนินโครงการ
6. การประเมนิ /ติดตามผลการฝึกอบรม
การประเมนิ /ติดตามผลการฝกึ อบรม มีประเดน็ ในการประเมนิ คอื
1) ทศั นคติทั่วไปของผ้เู ขา้ รบั การฝึกอบรม
2) ความคิดเห็นเกย่ี วกบั สถานท่ี ระยะเวลา และสิ่งท่ีอานวยความสะดวกต่าง ๆ
3) คุณสมบัติและวิธีการที่วิทยากรแตล่ ะคนใช้ในการฝกึ อบรม
4) ข้อดีและขอ้ เด่น หรือขอ้ บกพรอ่ งต่าง ๆ พรอ้ มข้อเสนอแนะ
กระบวนการฝึกอบรม
1. แบง่ โดยยึดช่วงเวลาในการทางาน มี 2 ประเภท คอื
1) ฝึกอบรมกอ่ นทางาน
2) ฝกึ อบรมระหว่างทางาน
2. แบง่ โดยยึดลักษณะวธิ ีการฝึกอบรม มี 3 ประเภท คือ
1) ฝึกปฏิบตั ิงานปกตใิ นทท่ี างาน
2) ฝกึ อบรมนอกสถานทท่ี างาน (ฝึกอบรมแบบห้องเรียน)
3) ฝึกอบรมแบบผสม
3. แบง่ ตามจานวนผเู้ ข้ารับการฝกึ อบรม มี 2 ประเภท คือ
1) ฝกึ อบรมเป็นรายบคุ คล
2) ฝึกอบรมเป็นคณะ
4. แบง่ ตามลักษณะของกลมุ่ เป้าหมาย มี 2 ประเภท คอื
1) ระดับแนวนอน ความรทู้ ัว่ ๆ ไปในแผนกเดียวกัน
2) ระดบั แนวตง้ั ความรเู้ ฉพาะงาน
5. แบ่งตามวัตถุประสงคก์ ารฝกึ อบรม มี 3 ประเภท คือ
1) เพ่ือแกไ้ ขปญั หาท่ีเกดิ ขึ้น (ขดั ข้อง)
2) เพอื่ ป้องกันปญั หาที่จะเกิดขน้ึ ในอนาคต (ปอ้ งกนั )
3) เพ่อื พัฒนาบุคลากรให้มศี กั ยภาพสูงข้นึ (พัฒนา)
การพัฒนาบุคลากรด้วยการจัดโครงการฝึกอบรมนั้นจะส่งผล และยังเอื้ออานวยประโยชน์
ใหก้ ับองค์การ หรอื หน่วยงานไดเ้ พียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถ และทศั นคติทมี่ ตี อ่ งานของบุคลากร
ผู้รับผิดชอบจัดการฝึกอบรมเป็นสาคัญ ถ้าหากจะให้สามารถปฏบิ ัติงานในด้านการบริหารงานฝึกอบรมได้อยา่ ง
มีประสิทธิภาพ นอกเหนือไปจากท่ีจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เก่ียวกับกระบวนการฝึกอบรม และหลักการ
บริหารงานฝึกอบรมแต่ละขั้นตอนแล้ว ผู้รับผิดชอบงานฝึกอบรมควรจะต้องมีความรู้พื้นฐานทางสังคมศาสตร์
และพฤติกรรมศาสตร์แขนงตา่ ง ๆ อย่างกว้างขวาง เช่น สงั คมวิทยา จติ วิทยา และศาสตร์การจัดการ ซง่ึ จะชว่ ย
เอื้ออานวยให้สามารถกาหนดหลักสูตร และโครงการในการฝึกอบรมได้ง่ายขึ้น มีความรู้เก่ียวกับหลักการของ
บริหารบุคคล และการพัฒนาบุคคลด้วยวิธีการอ่ืน ๆ นอกเหนือไปจากการฝึกอบรม มีความเข้าใจถึงหลักการ
เรียนรู้ของผู้ใหญ่ เพื่อให้สามารถปฏิบัติต่อผู้เข้าอบรมได้อย่างเหมาะสม ตลอดจน เข้าใจถึงหลักการวิจัยทาง
สงั คมศาสตร์อย่บู ้างพอท่ีจะทาการสารวจ เพอื่ รวบรวม และวเิ คราะห์ข้อมูลทีจ่ าเปน็ ในการบรหิ ารงานฝึกอบรม
ได้ นอกจากนน้ั แลว้ ผูด้ าเนินการฝึกอบรมยงั จาเป็นทจ่ี ะตอ้ งมีความสามารถในการสือ่ สาร ทัง้ ด้านการเขียนและ
การพูดในท่ีชุมนุมชน ตลอดจนมีมนุษย์สัมพันธ์ท่ีดีเพ่ือให้สามารถติดต่อส่ือสารกับกลุ่มผู้เข้าอบรมและ
ประสานงานกับผู้ทเ่ี กี่ยวข้องอื่น ๆ ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพดว้ ย
ประเภทการฝกึ อบรม
การฝึกอบรมเป็นกิจกรรมที่องค์การมอบหมายให้หน่วยงานหรือกลุ่ มบุคลากรรับผิดชอบ
ดาเนินการ อาทิ เช่น
1. การจัดฝกึ อบรมเองภายในองค์การ (In House Training)
การจัดฝึกอบรมภายในองคก์ ารเปน็ การจัดฝกึ อบรมใหบ้ คุ ลากรภายในองค์การได้เข้าอบรม
พร้อม ๆ กัน คร้ังละจานวนมาก (Class Room Training) โดยการดาเนินการตามขั้นตอนในการจัดโครงการ
ฝึกอบรมเพ่ือพัฒนาบคุ ลากร
2. การส่งบุคลากรไปอบรมภายนอกองคก์ าร
3. การจดั ประชมุ เชงิ ปฏิบัติการ (Workshop)
การจดั ประชุมเชงิ ปฏบิ ัติการมักเปน็ การยกปัญหาทม่ี อี ยมู่ าให้ศึกษาหรือทดลองปฏิบัติ และ
อาจใชเ้ ป็นแนวปฏบิ ตั หิ ลงั การประชุมฯ
4. การดงู าน
ดูงาน เปน็ การไปขอฟังคาบรรยายสรุปถึงลักษณะการจัดระบบงาน และวธิ กี ารปฏิบัติงาน
จริงของหนว่ ยงานอ่นื ๆ ทีส่ นใจศึกษา ณ ทต่ี ง้ั ของหน่วยงานน้ัน
5. การฝึกอบรมในขณะปฏบิ ตั งิ านจริง
การฝึกอบรมในขณะปฏบิ ัติงานจริงหรือที่เรียกว่า การฝึกอบรมในท่ีทาการปกติ (On the
Job Training) ได้แก่
1. การเสนอแนะหรอื การใหค้ าปรกึ ษา (Coaching/Counseling) หมายถงึ การท่ี
ผู้บังคับบัญชาควบคุมดูแลให้บคุ ลากรลงมือปฏบิ ัติงานจรงิ โดยให้คาปรกึ ษาแนะนาอย่างใกลช้ ดิ การเสนอแนะ
นี้อาจหมายความรวมถึงการเป็นพ่ีเล้ียง ซึ่งไม่จาเป็นจะสอนเฉพาะเร่ืองงานเท่าน้ัน อาจรวมทั้งเร่ืองเกี่ยวกับ
บุคคล หรือการวางตวั ในองคก์ ารดว้ ยก็ได้
2. การสอนงานหรอื นิเทศงาน (Job Instruction/Job Supervision) หมายถึง
การทผ่ี ูบ้ ังคบั บัญชาสอนงานให้แกผ่ ูป้ ฏิบัติงานในสังกดั โดยเนน้ ถึงการแบ่งงานออกเป็นข้นั ตอนที่ผู้บงั คับบัญชา
จะต้องสาธติ หรอื แสดงวิธีการปฏบิ ตั ิงานให้เข้าใจกอ่ น แล้วจึงควบคมุ ดูแลให้ปฏิบตั ิงานตามอย่างถกู ตอ้ ง
สาเหตุทที่ าใหก้ ารฝกึ อบรมไมป่ ระสบความสาเรจ็
1. ผู้บริหารระดับสูงหรือผู้ที่มีอานาจในการตัดสินใจไม่เห็นคุณค่าของการฝึกอบรมหรือมี
ความสนใจในลกั ษณะไฟไหมฟ้ าง ขาดความต่อเนื่องและขาดการสนบั สนุนอยา่ งแทจ้ รงิ เป็นลักษณะของการจัด
ให้เสร็จๆ ไป
2. ผู้บริหารไม่สนับสนุนให้มีการนาความรู้ ทักษะ และการจัดการที่ได้รับจากการฝึกอบรม
ไปใชใ้ นการทางานทาใหเ้ กดิ ความสญู เสยี ในการลงทุนค่าใช้จ่าย
3. การกาหนดเนื้อหาในหลักสูตรหรือระยะเวลายังไม่เหมาะสม ไม่ชัดเจน ไม่ครอบคลุม
เน้ือหาจะตอ้ งมกี ารวางแผนหรือกาหนดเปา้ หมายทชี่ ดั เจน
สาเหตุทท่ี าใหก้ ารฝึกอบรมประสบความสาเร็จ
1. การกาหนดเปา้ หมายทช่ี ัดเจน
2. จะต้องทาให้ผูเ้ ขา้ ร่วมการฝึกอบรมมีบรรยากาศของการฝกึ อบรมที่ไม่เครยี ด สนุกสนาน
เพลิดเพลินกับกิจกรรมท่ีวิทยากรถ่ายทอดและกระตุ้นให้อยากรู้ สร้างการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในห้องเรียนใน
บรรยากาศของความเปน็ กันเอง
3. วิทยากรจะต้องเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ในการทางาน มีความสามารถในการ
ถา่ ยทอด
4. มีการประเมินความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ความสามารถท้ังของวิทยากร
และผลสมั ฤทธิ์ในการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมและการบรรลเุ ป้าหมายของโครงการฝึกอบรมน้ันดว้ ย
การประชมุ
ความหมายของการประชมุ
การประชุม คือ กิจกรรมของบุคคลกลุ่มหน่ึงซึ่งได้มาพบปะกันตามกาหนดนัดหมาย โดยมี
วัตถุประสงค์ต่าง ๆ กัน เช่น เพื่อแลกเปล่ียนความรู้ ความคิด เพ่ือแก้ปัญหา เป็นต้น ผู้เข้าประชุมแต่ละคน
เป็นไดท้ ้ังผูร้ บั สารและผูส้ ่งสาร สว่ นความรู้ ขอ้ มูล ข้อเทจ็ จรงิ ขอ้ คิดเหน็ อารมณ์ ความรู้สกึ ทแ่ี สดงออกมาในที่
ประชุม คอื “สาร” นน่ั เอง
การประชุม หมายถึง การท่ีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาร่วมปรึกษาหารือเพ่ือร่วมกันคิด
อยา่ งมวี ตั ถุประสงค์มีระเบียบวิธแี ละเวลาที่กาหนดให้
องคป์ ระกอบทีส่ าคญั ตอ่ การจดั ห้องประชุม ประกอบด้วย
1. ประเภทของการประชุมและกิจกรรม
2. จานวนผเู้ ขา้ ร่วมประชุม
3. ลักษณะของหอ้ งประชุม
4. ความต้องการของผดู้ าเนนิ การประชมุ
รปู แบบการจดั หอ้ งประชุม
1. แบบห้องเรียน
2. แบบโรงภาพยนตห์ รอื แบบโรงละคร
3. แบบรูปตัวยู
4. แบบเกา้ อี้
5. แบบกลุ่มอภิปราย
5.1. แบบรูปสเ่ี หลยี่ มผนื ผ้า
5.2. แบบตวั ที
5.3. แบบวงกลม
5.4. แบบรปู ไข
ประเภทของการประชมุ
1) การประชุมเพื่อแจง้ ใหท้ ราบ
2) การประชุมเพ่อื ขอความคิดเหน็
3) การประชมุ เพ่อื หาข้อตกลงร่วมกัน
4) การประชมุ เพ่ือหาข้อยตุ หิ รอื เพ่ือแก้ปญั หา
1. การประชุมเพอื่ แจง้ ใหท้ ราบ
วัตถปุ ระสงค์
- เพื่อแจ้งคาสง่ั
- เพือ่ ชี้แจงนโยบาย วตั ถปุ ระสงค์วธิ ีปฏิบัติ
- เพื่อแถลงผลงาน หรือความกา้ วหนา้ ของงาน เช่นการปฐมนิเทศ
- ไม่มหี นา้ ทีแ่ สดงความคิดเหน็
- ถา้ เข้าใจแลว้ ถอื ว่ายุติ
ลกั ษณะสาคัญ
- ไมม่ กี ารลงคะแนนเสียง
2. การประชมุ เพ่อื ขอความคิดเหน็
วัตถุประสงค์
- เพอ่ื ฟงั ความคิดเห็นจากผูเ้ ข้าร่วมประชุม
- เพอื่ ประธาน หรอื ผูเ้ กี่ยวข้องจะนาไปประกอบการตัดสินใจ
เชน่ การสัมมนา
ลักษณะเฉพาะ
- ความเหน็ ของผ้เู ข้ารว่ มประชุมไม่มีผลผูกพันต่อการตัดสนิ ใจของประธาน
- ผู้เข้าร่วมประชุมมีหน้าท่ีให้ความคิดเห็น ความสามารถท่ีจาเป็น คือการ
พดู การฟัง และการใหเ้ หตผุ ล
จุดอ่อน
- ผู้เข้าร่วมประชุมบางคนไม่ยอมพูดในท่ีประชุมแต่กลับไปพูดนอกห้อง
ประชมุ
3. การประชุมเพ่อื หาขอ้ ตกลงร่วมกัน
วัตถปุ ระสงค์
- เพือ่ หาข้อตกลงรว่ มกนั ซึง่ ผูกพนั การกระทาของผู้เข้ารว่ มประชมุ
ลกั ษณะเฉพาะ
- ผู้เข้าร่วมประชมุ มสี ่วนไดส้ ว่ นเสีย
- บรรยากาศมกั เครง่ เครยี ด ต้องสร้างบรรยากาศเอง
- ความรว่ มมอื การสอ่ื สารทม่ี ปี ระสิทธิภาพ
- เมื่อมีการโต้แย้งจนเหลือคู่แข่ง 2-3 คน แล้วอาจมีผู้ขอให้ประธานเป็นผู้
ตดั สินใจประธาน
- อาจกาหนดเกณฑ์การตดั สนิ ใจดว้ ยว่าควรจะทาอย่างไร
ผู้เขา้ รว่ มประชุม
- ถ้าคนมีส่วนได้ส่วนเสียต้องเตรียมเหตุผล ที่จะสนับสนุนส่งท่ีตนเอง
ต้องการ และขณะเดียวกันต้องใจกว้างท่ีจะรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน
ดว้ ย
4. การประชมุ เพ่อื หาข้อยุติหรือเพอ่ื แกป้ ญั หา
ลักษณะสาคัญ
- ผ้เู ขา้ รว่ มประชุมมคี วามทัดเทยี มกนั ในการแสดงข้อคดิ เห็น เพอื่ หาข้อยุติ
หรอื หาทางแก้ไขปญั หา
ประธาน
- ในการประชุมเพ่ือหาข้อยุติร่วม ประธานต้องชี้ประเด็นหลักให้ท่ีประชุม
หาข้อยุติโดยนาเสนอข้อมูลพ้ืนฐานรวมท้ังประเด็นกฎหมายเพื่อ
ประกอบการพิจารณา และสรุปขอ้ ยตุ ริ ว่ มจากทปี่ ระชมุ
- ในการประชุมเพื่อแก้ปัญหา ประธานต้องชี้ให้ที่ประชุมเห็นว่าปัญหาคือ
อะไร ท่ีต้องให้เกิดขึ้นคืออะไร ขณะน้ีเบี่ยงเบนอย่างไร ก่อให้เกิดความ
เสียหายอย่างไร ขอให้ท่ีประชุมพิจารณาสาเหตุของปัญหาต่อไป ขอให้ท่ี
ประชุมพิจารณาหนทางแก้ปัญหา ซ่ึงมักมีหลาย ๆ ทาง ที่ประชุมควร
เลอื กแก้ปัญหาทางใด
การประชมุ ทม่ี ปี ระสิทธผิ ล
1. บรรลุวตั ถุประสงค์ของการประชมุ
2. มตขิ องทป่ี ระชมุ ต้องสามารถนาไปปฏบิ ัติใหเ้ กดิ ผล
3. ผู้เข้าร่วมประชมุ ส่วนใหญ่พึงพอใจในการประชมุ นน้ั
4. ใช้เวลาและงบประมาณอย่างประหยดั และเหมาะสมกับการประชมุ นนั้
ขั้นตอนการประชมุ
1. เตรียมการ
- รายงานการประชมุ (คร้ังก่อน)
- วาระการประชมุ (สมัยปจั จบุ ัน)
- กาหนดวัน-เวลา
- เตรียมสถานท/ี่ อุปกรณ์
2. นัดผเู้ ข้าร่วมประชมุ
3. ดาเนนิ การประชุม
4. ผลการประชมุ
5. นาผลการประชุมไปปฏิบตั ิ
ข้นั ตอนเตรียมการประชมุ
1. จัดทาปฏิทนิ การประชมุ
2. จัดทาหนังสอื เชิญประชมุ
3. จดั วาระการจดั เตรยี ม เอกสารประกอบการประชุม
4. จัดเตรยี มห้องประชุม พรอ้ มโสตทศั นูปกรณ์
5. ประชมุ และบันทึก รายงานการประชุม
6. จัดทารายงานการประชมุ และสรปุ มตขิ องคณะกรรมการฯ
7. จดั สง่ รายงานการประชุม
การเตรียมการของผูน้ าเสนอ
ผู้ท่ีมีหน้าท่ีในการนาเสนอ ควรทาหน้าท่ีในการเตรียมการเพ่ือการนาเสนอของตนเอง และ
เพอื่ ให้กลุ่มผเู้ ขา้ รว่ มประชุมไดม้ ีสว่ นรว่ ม ดังตอ่ ไปน้ี
1. การเลอื กหัวขอ้ เร่ืองหรอื ปญั หา หลักเกณฑใ์ นการเลือกหวั ขอ้ มดี ังนี้
1.1 หัวข้อเรอื่ งตอ้ งเหมาะสาหรับการอภปิ ราย คอื เป็นเร่อื งทม่ี ปี ระโยชน์ ไม่
เก่ียวขอ้ งกบั ใครเป็นการสว่ นตัว และเหมาะสมกับกาลเวลา
1.2 หวั ขอ้ เร่ืองต้องเหมาะสมกับกลุ่มทีจ่ ะร่วมประชุมอภปิ ราย คือ เหมาะสม
กับระดบั ภูมปิ ัญญา การศึกษาและประสบการณผ์ เู้ ขา้ ร่วมประชุม
1.3 หัวข้อเรื่อง ควรมีลักษณะเป็นปญั หาที่ตอ้ งพิจารณาและถกเถียงกัน เพ่ือ
พจิ ารณาทางเลอื กหรอื หาขอ้ สรปุ หลาย ๆ ทาง
1.4 เป็นเร่อื งทีห่ าทางแก้ไขได้ ควรหลกี เลี่ยงเกย่ี วกบั ความรสู้ ึก เพราะพิสูจน์
ขอ้ เท็จจริงได้ยากมีแตถ่ กเถียงกนั เท่านน้ั จะหาขอ้ ยตุ ไิ มไ่ ด้
1.5 หัวข้อเรอื่ งต้องเป็นปญั หาขอ้ เท็จจรงิ และเปน็ ที่นา่ สนใจท่จี ะนามาอภิปรายกนั ได้
2. การผกู หวั ข้อเร่อื ง มีหลกั เกณฑ์ประกอบการพิจารณา ดงั ตอ่ ไปน้ี
2.1 ควรผูกหัวข้อเรื่องไปในรูปที่เป็นคาถามอย่างเป็นกลาง ไม่ลาเอียงไป
ทางใดทางหน่ึง
2.2 ไม่ควรผูกหัวข้อเร่ืองท่ีมีลักษณะ หรือความหมายกว้างขวางเกินไปจน
ไมส่ ามารถอภิ ปรายกนั ไดภ้ ายในเวลาอันสั้น
3. การรวบรวมเนอื้ หา การประชุมหรอื การอภปิ รายท่ีดี และประสบความสาเรจ็
จริง ๆ ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนจะต้องเตรียมเนื้อหาและความคิดเห็นไว้ให้พร้อม ปกติการประชุมหรือการ
อภิปรายมักจะจัดขึน้ อย่างเป็นกันเองมากกวา่ การพูดต่อชุมนุมชน แตก่ ต็ อ้ มีเนื้อหาสาระครบถ้วนดว้ ย
4. การจัดลาดับวาระของเรือ่ งที่จะประชุม ในการประชุมท่ัวไปมักมีการเตรียมวาระ
การประชุม แจกใหผ้ ู้เข้าร่วมประชุมอภิปรายได้ทราบล่วงหน้า เพ่ือจะได้เตรียมตัวและพดู คุยในการประชุมตาม
วาระและเวลาท่ีกาหนดไว้
การจัดลาดับวาระการประชุมก่อนหลัง หมายถึง การจดั ลาดับว่าเรอื่ งใดจะเกิดข้ึน
ก่อนหรือสาคัญกว่าควรนามาพูดก่อน และเชื่อมโยงให้สอดคล้องกันตามลาดับแห่งกาลเวลา กระบวนการ
หลังจากนัน้ กาหนดความสาคญั ให้ชดั เจน โดยใช้หลักการในการจัดลาดับความสาคญั ของแตล่ ะเรอื่ ง ดังน้ี
1. เรอื่ งสาคญั มากมผี ลกระทบตอ่ ธุรกิจสูงในเชงิ การแข่งขนั ไปสู่ความสาเร็จ
2. เรอื่ งสาคัญมผี ลกระทบคอ่ นข้างมาก
3. เรือ่ งสาคัญพอใจ
5. กาหนดเวลาการประชุม ในการประชุมแต่ละครั้งจะต้องกาหนดวันที่ เวลา
เริ่มต้น และเวลาส้ินสุดไว้อย่างชัดเจน แต่ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจว่ามีการประชุมนั้น จะต้องพิจารณาว่าเมื่อไร
ควรจะมีการประชุมและควรใช้เวลามากน้อยเพียงใด มีนักจิตวิทยาซึ่งได้เคยทาการวิจัยทดสอบประสิทธิภาพ
ของผู้เขา้ ร่วมประชุม ได้กาหนดเวลาตา่ ง ๆ ไว้ ดังน้ี
- ผลิตภาพ (Productivity) ของกลุ่ม จะเร่ิมลดลงหลังจาก 1 ช่ัวโมงคร่ึง
ผ่านไปแลว้
- ผลิตภาพ (Productivity) ของกลุม่ จะเรม่ิ ลดลงอย่างฉบั พลันหลังจาก 2
ช่ัวโมงผ่านไปแลว้
- แต่ละตอน (Session) ไม่ควรเกิน 1 ช่ัวโมงคร่งึ
- การประชุมที่ยาวนานควรแบ่งเป็น 2 ช่วง และมีการหยุดพักระหว่าง
กลาง 10-15 นาที
การสมั มนา (Seminar)
ความหมายของการสัมมนา
การสัมมนาอาจ หมายถึงการชุมนุมของผู้คน เพื่อการอภิปรายหัวข้อที่จะบรรยาย การ
ชุมนุมดังกล่าวมักจะเป็นช่วงการโต้ตอบที่ผู้เข้าอบรมมีส่วนร่วมในการอภิปรายเก่ียวกับหัวข้อท่ีถูกบรรยาย ซ่ึง
มักจะผู้บรรยายหรือนาโดยหน่ึงและสองพิธีกรท่ีให้การบรรยาย เพื่อนาทางการสนทนาหรือการบรรยายตาม
เส้นทางทตี่ ้องการ
สมคิด แก้วสนธิ และสุนันท์ ปัทมาคม. (2545 หน้า 45) กล่าวว่า การสัมมนาเป็นการจัดใน
ลักษณะอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์ หรือ เป็นการระดมความคิดเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง ให้
เหมาะสาหรับกรณีที่ผู้เข้าร่วมสัมมนามีประสบการณ์ ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการแสดง
ความคิดเห็น ไม่มีวิทยากร มีแต่ผู้ประสานงาน หรือผู้จัดดาเนินการคอยอานวยความสะดวก และให้ผู้เข้าร่วม
สัมมนาจะเลือกผู้นากลุ่มการสัมมนาจากผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วยกัน เพื่อเป็นตัวแทนในการรายงานการอภิปราย
และดาเนนิ การสมั มนาไปตามตาราง ที่กาหนดไว้
สรปุ ไดว้ ่า การสัมมนา หมายถึง การประชุมเพื่อ แสวงหาความร้แู ลกเปล่ยี นเรียนรูแ้ ละความ
คดิ เห็น โดยมีวตั ถุประสงคห์ รือการศึกษาในเร่ืองเดียวกัน รวมท้งั ร่วมวิเคราะห์ปญั หา หาแนวทางแก้ไข และหา
ข้อสรุปร่วมกัน เพ่ือให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมร่วมกันดังนั้น การสอนวิชาสัมมนา เป็นกระบวนการหนึ่งของ
กิจกรรมการเรียนรู้ ศึกษา ค้นคว้า โดยวิธีการต่าง ๆ เป็นการฝึกทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์
ปัญหา และการเสนอแนวทางแก้ไขการแสดงออกโดยการพูด การสนทนา การอภิปรายที่เก่ียวกับเนื้อหาของ
เรอื่ งนั้น ๆ เพ่อื ให้ได้ข้อสรปุ ของแนวทางทมี่ คี วามเปน็ ไปได้ โดยวธิ กี ารปรึกษาหารือรว่ มกนั
ความสาคญั ของการสัมมนา
กระบวนการดาเนินงานที่ดี ควรจะมีการวางแผนก่อนการปฏิบัติงาน และการตัดสินใจท่ี
เหมาะสม โดยการคิดร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปที่ดีท่ีสุด แต่ละเร่ืองอาจใช้วิธีการประชุม การสนับสนุนจากผู้มสี ่วน
ได้ส่วนเสียและผู้ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง จงึ ถอื ว่าการประชุมมคี วามสาคัญ มีผู้ให้ความหมายไว้หลายทัศนะ ดังนี้
เกษกานดา สุภาพจน์ (2549 :1) กลา่ วว่า การประชุมสัมมนาเป็นเทคนคิ ของการให้ ไดม้ า
ซึง่ แนวคิด และประสบการณเ์ พื่อเปน็ แนวทางของการหาขอ้ สรปุ และนาไปใชแ้ ก้ไขหรือพฒั นาใหม้ ี
ประสิทธิภาพยิ่งขนึ้
ความสาคัญของการประชมุ สมั มนามีดงั น้ี
1. เป็นการติดต่อสื่อสารท่ีรวดเร็ว เม่ือบุคลากรได้มาพบปะพูดคุยแบบเผชิญหน้า ประชุม
โต้ตอบกนั ในทนั ทีทนั ใด ทาความเข้าใจกนั ได้ในเวลาอันสน้ั ไมต่ อ้ งเสยี เวลาในการส่ือสารมาก
2. เป็นการระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หาข้อสรุป หรือแนวทางที่ใช้ในการ
ตัดสินใจให้บรรลตุ ามวัตถปุ ระสงคท์ ีต่ ัง้ ไวเ้ ป็นอยา่ งดี
3. เปน็ สอ่ื กลางในการพบปะแลกเปลย่ี นข่าวสาร ความรู้ ฯลฯ ซึง่ ผู้เก่ยี วข้องจะมีโอกาสชี้แจง
และซักถามข้อสงสัยได้ ก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมแรงร่วมใจ มีความรู้สึกเป็นส่วนหนงึ่ ของหน่วยงานนั้น ๆ ทาให้
เกิดการเรียนรู้ถึงวิธีการปรับตนเองให้เข้ากับผู้อื่นและทราบข่าวสารเรื่องราวความเคลื่อนไหวในกิจการต่าง ๆ
ในสังคมทเี่ กย่ี วขอ้ ง
4. เป็นเทคนิคของการให้ได้มาซ่ึงความรู้ แนวคดิ และประสบการณ์ เพ่อื เป็นแนวทางของการ
หาข้อสรุปและนาไปใชแ้ กไ้ ขหรอื พัฒนาให้มีประสิทธภิ าพยิ่งข้นึ
5. เป็นเครื่องมือสาคัญในการปฏิบัติหน้าที่ เอ้ืออานวยในการปฏิบัติงานและการถ่ายทอด
ความรู้หรือข่าวสารต่าง ๆ เช่น การประชุมชี้แจงเก่ียวกับนโยบายต่าง ๆ ของหน่วยงาน หรือการประชุมทาง
วิชาการ
จดุ ประสงคข์ องการสัมมนา
การสัมมนาบางทอี าจมีจดุ ประสงคห์ ลายประการ หรือเพยี งแคจ่ ดุ ประสงคเ์ ดยี วก็ได้ ตัวอยา่ ง
การสัมมนาเพื่อการศึกษา เช่น การบรรยาย ซึ่งผู้เข้าสัมมนามีส่วนร่วมในการอภิปรายเก่ียวกับหัวข้อทาง
วิชาการ เพ่ือจุดประสงค์ในการทาความเข้าใจเรือ่ งน้ีมากขึ้น แน่นอนว่าการสัมมนาสามารถสร้างแรงบันดาลใจ
ได้ซ่ึงในกรณีน้จี ุดประสงค์คือการสร้างแรงบันดาลใจใหผ้ ู้เข้ารว่ มประชุมกลายเป็นคนดีข้ึนหรือเพ่ือพัฒนาทักษะ
ทพ่ี วกเขาอาจไดเ้ รียนรจู้ ากการสมั มนา
บางคร้ังการสัมมนาเป็นเพียงวิธีการสาหรับนักธุรกิจหรือบุคคลที่มีใจเดียวกัน เพ่ือสร้าง
เครือข่ายและพบผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่น ๆ ที่มีความสนใจคล้ายกัน นอกจากน้ี การสัมมนาทางการค้านาเสนอ
ส่วนต่าง ๆ ของชุมชนด้วยกันเช่นเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักธุรกิจและประชาชนทั่วไป การจัดสัมมนาดังกล่าวมัก
ประกอบด้วยการ workshop และการนาเสนอเอกสาร พวกเขามักจะถูกจัดขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการสร้าง
เครอื ขา่ ยกับผู้ขายรายต่าง ๆ และทาการเช่ือมต่อใหม่ ๆ การจดั สัมมนา มหี ลายจดุ ประสงค์แตกต่างกันไปตาม
หวั ขอ้ ของการสัมมนา เพื่อบรรยายให้ผู้ท่ีเขา้ รว่ มได้รับความรู้ ไมว่ ่าจะเสียค่าใชจ้ า่ ยหรือไม่ก็ตาม
วัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนา
1. เพ่ือเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์แก่ผ้เู ขา้ รว่ มสมั มนา
2. เพ่ือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้เข้าสัมมนาด้วยกัน และผู้เข้าสัมมนา
กับวทิ ยากร
3. เพอื่ คน้ หาวิธีการแก้ปญั หาหรอื แนวทางปฏบิ ตั ริ ่วมกัน
4. เพ่อื ให้ไดแ้ นวทางประกอบการตัดสินใจหรอื กาหนดนโยบายบางประการ
5. เพอื่ กระตุ้นให้ผู้รว่ มเข้าสมั มนานาหลกั วธิ ีการทไ่ี ดเ้ รียนรูไ้ ปใช้ใหเ้ ปน็ ประโยชน์
การสมั มนาแตล่ ะครัง้ จะบรรลวุ ัตถุประสงค์มากนอ้ ยเพียงใดนอกเหนือจากกระบวนการ
จัดสัมมนาและวิทยาการแล้วสมาชิกผู้เข้าร่วมสัมมนา มีความสาคัญมากเช่นเดียวกัน เพราะเป้าหมายที่เด่นชัด
ของการสัมมนาก็คือผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคนต้องทาหน้าท่ีเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ คือเป็นผู้ฟังความคิดเห็นจาก
ผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วยกัน และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้เสนอความคิดเห็นให้แก่กลุ่มด้วย ดังน้ันหัวใจของการ
สัมมนาจึงอยทู่ ี่วา่ สมาชกิ ทุกคนได้มีส่วนร่วม ได้แสดงความคิดเห็น และไดเ้ สนอแนวคดิ ให้แก่กลุ่มเปน็ ประการ
สาคญั
ประโยชนท์ ี่ได้รับจากการสมั มนา
1. เป็นการร่วมกันแก้ปัญหาจากคนหลายคนท่ีมาร่วมกันผนึกความคิดแลกเปลี่ยนความรู้
และประสบการณ์ย่อมได้ผลดีกว่าการคิดคนเดียว หรือแก้ปัญหาคนเดียว และยังเป็นการกระตุ้นให้คนส่วน
ใหญ่เข้ามามสี ่วนรว่ มรบั ผดิ ชอบดว้ ย
2. กอ่ ให้เกดิ ความรสู้ กึ รว่ มแรงร่วมใจ มคี วามรูส้ กึ เหมอื นกจิ การนั้น ๆ เพราะได้มีสว่ นเป็น
ผู้กาหนดและรบั รเู้ รือ่ งราวเกี่ยวกบั ความเคลอื่ นไหวในเร่อื งนน้ั ๆ ด้วย
3. เป็นการช่วยให้ผู้สัมมนาได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อันจะทาให้เกิดทัศนะ
คติกว้างขวางขึ้น และในบางกรณีอาจใช้การสัมมนาเป็นเคร่ืองมือหล่อหลอมความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มคนให้
เปน็ อนั หน่งึ อันเดียวกนั ได้
4. ก่อให้เกิดผลดีต่อการประสานงานระหว่างบุคคลและหน่วยงาน เพราะผู้เข้าสัมมนา
มักจะมาจากหลายสถานท่ี หลายหน่วยงาน ในระหว่างการสัมมนาจะช่วยให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
เกิดความเขใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้ผู้เข้าสัมมนามีโอกาสได้เปล่ียนความคิดเห็นในเร่ือง
สว่ นตวั และการทางาน ทาให้มคี วามรู้จกั สนิทสนมคุ้นเคยกนั ในเวลาเดยี วกัน
ลกั ษณะของการสัมมนาทดี่ ี
สมพร ปนั ตระสูตร (2525:3) ได้กล่าวถงึ ลกั ษณะของการสัมมานาทีด่ ีไว้ดงั น้ี
1. กาหนดจุดมุ่งหมายในการสัมมนาให้แน่ชัดว่าต้องการจะได้ผลอย่างไรในการ
สัมมนาครงั้ นี้
2. จัดการสัมมนาเพ่อื เสริมความรูแ้ ละประสบการณ์ใหมแ่ กส่ มั มนาสมาชกิ
3. จัดให้มีโอกาสสัมมนาสมาชิกไดแ้ ลกเปลยี่ นความรู้ความคิดเห็นและแลกเปลยี่ น
ประสบการณก์ นั อย่างกวา้ งขว้าง
4. ให้สมาชิกได้มีโอกาสร่วมกันแก้ปัญหาท่ีมีมาก่อนการสัมมนา หรือปัญหาที่
เกิดขนึ้ ระหวา่ งการสมั มนาใหม้ ากท่ีสุด
5. มีอุปกรณ์ในก่ีสัมมาเพียบพร้อม เช่น หนังสือ เอกสาร สถานที่ วิทยาการ
เครอ่ื งมอื โสตทัศนปู กรณ์ เคร่อื งเขยี นและอ่นื ๆ ที่จาเป็น
6. กาหนดช่วงเวลาในการสมั มนาให้เหมาะสมกบั หัวข้อปัญหาที่จดั สมั มนา
7. สมั มนาสมาชิกมบี คุ ลิกภาพทางประชาธปิ ไตยสงู กลา่ วคือสมาชกิ ต้องใจกว้างที่
จะรับฟังเหตแุ ละผลของผูเ้ ข้าร่วมสมั มนาอ่ืนอย่างกวา้ งขวาง แม้ไมต่ รงกับความคิดเหน็ ของตน
8. ผู้ดาเนินการจัดการสัมมนามีคุณภาพ มีความเป็นผู้นา และสันทัดจัดเจน ใน
การจัดการสัมมนา
9. ผลทีไ่ ด้รบั จากกาจัดการสัมมนาสามารถนาไปเป็นแนวทางทาประโยชน์ได้อย่าง
แท้จริง อยา่ งนอ้ ยก็ต้องสมารถคลค่ี ลายปัญหาทน่ี าเข้าส่กู ารสัมมนาได้
10. มีการเผยแพรผ่ ลลการสมั มนาสูส่ าธารณชนตามควรแกก่ รณี
นริ นั ดร์ จุลทรพั ย์ (2524 : 280 – 281) กล่าววา่ การสมั มนาที่ดคี วรมีลกั ษณะดงั น้ีคอื
1. มจี ุดมงุ่ หมายในการจัดสัมมนาอยา่ งชัดเจน และสมาชกิ ทุกคนทัง้
คณะกรรมการจดั สัมมนา ผูเ้ ข้าสมั มนา ตลอดจนวทิ ยาการ ควรจะไดร้ ับทราบจดุ ม่งุ หมายน้ีดว้ ย
2. มกี าจดั ทช่ี ว่ ยเสรมิ ความรใู้ หแ้ กผ่ ู้เข้าร่วมสัมมนาอยา่ งแทจ้ ริง
3. มีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าสัมมนาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้ซึ่งกัน
และกัน
4. มีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าสัมมนาได้ร่วมกันแก้ปัญหาท่ีมีการสอดคล้องกับ
จดุ ม่งุ หมายทีก่ าหนดให้
5. ผู้เข้าสัมมนามีความศรัทธาในวิธีการแห่งปัญญาเป็นเครื่องมือในการตัดสิน
ปัญหาต่าง ๆ (Intellectual Method)
6. ผู้เข้าสัมมนามีวิญญาณแห่งความเป็นประชาธิปไตย กล่าวคือ เคารพและ
ยอมรบั ฟงั ความคิดเหน็ ของผอู้ น่ื มีมารยาทในการพูดและการฟัง ปฏิบตั ิตามกติกาของการสัมมนา เป็นต้น
7. ผู้เข้าสัมมนาทุกคนมีความกระตือรือร้นที่จะทางานร่วมกัน เพ่ือให้บรรลุตาม
จดุ มุ่งหมายทว่ี างไว้
8. มีผู้นาที่ดที ั่งในการเตรียมการและการดาเนนิ การสมั มนา
9. มีการจัดการที่ดี คือ จัดผู้บรรยายหรือผู้อภิปรายท่ีน่าสนใจ ดาเนินรายการ
ต่าง ๆ เป็นไปตามกาหนดการอย่างต่อเนื่อง ไม่ติดขัด สับสน ผู้เข้าสัมมนาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น
ตลอดจนได้รับการประชาสัมพันธช์ ้ีแจงรายละเอยี ด กระบวนการตา่ ง ๆ ตลอดการสมั มนาอยา่ งชดั เจน
10. มีอุปกรณ์สาคัญสาหรับใช้ประกอบสัมมนา และอานวยความสะดวกต่อการ
สัมมนาอย่างครบถ้วน เช่น หนังสือหรือเอกสารต่าง ๆ อุปกรณ์การเขียน เคร่ืองมืออุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์
สถานท่ีห้องประชมุ ใหญ่ หอ้ งประชมกลมุ่ ยอ่ ย ห้องรับประทานอาหาร เปน็ ต้น
11. ผลที่ได้จาการสัมมนา สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ท้ังแก่ตัว
สมาชกิ เองและแกห่ นว่ ยงานหรอื สถาบันทเี่ กี่ยวข้อง
องคป์ ระกอบของการสมั มนา
นิรันดร์ จุลทรัพย์ (2547:271 - 280) ได้กล่าวไว้ว่าการจัดสัมมนาแต่ละคร้ังประกอบด้วย
องคป์ ระกอบทีส่ าคัญ 4 ประการดงั น้ี
1. องคป์ ระกอบดา้ นเนอ้ื หา ได้แก่
1) หัวข้อหรือเรอื่ งท่ีจดั สมั มนา
2) จุดมุ่งหมายสาคญั ของการสัมมนา
3) หวั ข้อใหค้ วามรู้ท่สี มั พันธก์ ับเรือ่ งทีจ่ ัดสมั มนาโดยวธิ กี ารบรรยายหรอื อภปิ ราย
4) กาหนดการสัมมนา
5) ผลท่ไี ด้จากการสัมมนา
2. องค์ประกอบด้านบุคลากร คือผู้ที่เกยี่ วขอ้ งกับการสัมมนา ซ่งึ ประกอบดว้ ย
1) ผู้จัดการสัมมนา ได้แก่ บุคคลหรือคณะกรรมการ ซึ่งมีหน้าท่ีจัดสัมมนาให้บรรลุ
ตามจดุ มุ่งหมายท่กี าหนดไว้ คณะกรรมการจดั สมั มนาอาจแบ่งออกเปน็ ฝา่ ย ๆ แตล่ ะฝา่ ยมหี นา้ ท่ีดังนี้
1.1 คณะกรรมการอานวยการประกอบด้วยผู้บริหารในหน่วยงานเป็นผู้ทา
หนา้ ท่อี านวยการจัดการสมั มนาใหแ้ ก่คณะกรรมการฝ่ายตา่ ง ๆ ดงั นี้
- กาหนดนโยบายจัดสมั มนา
- ตรวจสอบดแู ลการดาเนนิ งานใหเ้ ปน็ ไปตามนโยบายและแกป้ ัญหา
- ใหค้ าปรกึ ษาแกค่ ณะกรรมการดาเนนิ การฝ่ายต่าง ๆ
1.2 คณะกรรมการดาเนินการจัดสัมมนา เป็นคณะกรรมการทาหน้าท่ี
ปฏิบตั ิการจัดสมั มนาใหเ้ ปน็ ไปตามนโยบายซงึ่ ประกอบดว้ ยคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ดงั นี้
1.3 ประธานและรองประธานจัดสัมมนา เป็นผู้ทาหน้าท่ีดาเนินการจัด
สัมมนารว่ มกบั คณะกรรมการฝา่ ยตา่ ง ๆ ดังนี้
- วางแผนและดาเนนิ การจัดทาโครงการสมั มนา
- จดั หาคณะกรรมการและแบ่งคณะกรรมการเป็นฝ่ายต่าง ๆ
- ประสานงานกับคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ตลอดจนการจัดประชุม
คณะกรรมการฝ่ายตา่ ง ๆ
- ตัดสนิ ใจและแกป้ ัญหาการดาเนนิ การใหแ้ ก่คณะกรรมการฝา่ ยตา่ ง ๆ
รองประธานมีหนน้าท่ีช่วยเหลือตามที่ได้รับมอบหมาย หรือ ปฏิบัติหน้าที่แทน
ประธานในกรณีท่ีประธานไมส่ ามารถปฏิบัตหิ นา้ ท่ไี ด้หรือลาออก
1.2.2 คณะกรรมการฝ่ายเลขานุการ ประกอบด้วยประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานกุ าร มหี นา้ ที่ดงั นี้
- ดาเนินงานด้านธุรการทั่วไป
- เตรียมวาระการประชุมร่วมกับประธานในการจัดสัมมนาออก
หนังสือเชิญประชุมกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ในนามประธานจัด
สัมมนาและบันทึกการประชุมพร้อมทั้งอานวยความสะดวก
ให้แกผ่ ู้เข้าประชุม
- บันทึกการบันยายอภิปรายและรายงานผลการประชุมกลุ่มย่อย
ต่อท่ีประชุมใหญ่ ในขณะสัมมนาและส่งมอบให้แก่ฝ่ายเอกสาร
เพอ่ื จดั พิมพ์และเผยแพรต่ อ่ ไป
- อานวยความสะดวกตา่ ง ๆ ตลอดโครงการสัมมนา
- ติดต่อประสานงานกับคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ตามที่ประธาน
จดั สัมมนามอบหมาย
- จัดทาหนังสือเชิญวิทยากร หนังสือตอบขอบคุณและหนังสอื เชิญ
แขกผมู้ ีเกยี รติเขา้ ร่วมในพิธีเปดิ และปิดการสัมมนา
- จัดทาหนังสือกล่าวรายงานของประธานจัดสัมมนาต่อประธานใน
พิธีเปิดและปิดการสัมมนาและหนังสือคากล่าวเปิดและคากล่าว
ปิดของประธานในพธิ ี
1.2.3 คณะกรรมการฝ่ายทะเบียน ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ กรรมการและเลขานกุ าร มีหน้าทด่ี ังน้ี
- รวบรวมรายชอื่ และจานวนสมาชิกทจี่ ะเขา้ ร่วมสัมมนา
- เตรียมการลงทะเบียน จัดทารายช่ือและป้ายช่ือสมาชิกท่ีจะเข้า
สมั มนา
- รบั ลงทะเบียน
- สารวจจานวนของสมาชิกที่ลงทะเบียนจริง และแจกเอกสาร
สมั มนาโดยประธานงานกับฝา่ ยเอกสารฝ่ายเลขานุการ
- แบง่ กลมุ่ ยอ่ ยผูเ้ ขา้ สัมมนาในการประชมุ กลุม่ ย่อย
1.2.4 คณะกรรมการฝ่ายเอกสาร ประกอบด้วยประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานกุ ารมีหน้าทด่ี งั นี้
- จดั เตรียมเอกสาร และจดั ทาแฟม้ การสัมมนา
- ร่วมกับฝ่ายทะเบียน แจกเอกสารและแฟ้มแก่ผู้เข้าสัมมนาและ
แขกผ้มู ีเกยี รติ
- ประสานงานกับฝายเลขานุการ และฝ่ายทะเบียนเก่ียวกับ
เอกสารการสมั มนาที่จะตอ้ งนามาจดั พิมพ์
- จดั พมิ พ์เอกสารสรปุ ผลการสมั มนา และเผยแพร่
1.2.5 คณะกรรมการฝ่ายเหรัญญิก ประกอบด้วยประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการเลขานุการ มีหนา้ ทีด่ ังน้ี
- เตรียมเรื่องเกย่ี วกับงบประมาณและใบสาคญั ทางการเงนิ
- จัดเตรียมของที่ระลึกสาหรับวิทยากรและผู้มีอุปการระคุณหรือ
เงินค่าตอบแทนสาหรับวิทยากร
- ยมื เงนิ ทดรองจ่ายสมั มนาจากหน่วยงานเจ้าของโครงการ
- จดั ทาบญั ชเี บิกจา่ ยเงินและวสั ดุ ตลอดการสมั มนา
- ติดต่อและประสานงานกับคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ในเร่ือง
การเงินและวัสดุ
- ใหค้ าปรกึ ษาในเรอ่ื งการเงินและวสั ดแุ ก่คณะกรรมการฝ่าย
ตา่ ง ๆ
- รับเงินค่าลงทะเบียนจากผู้เข้าสัมมนา และเก็บรักษาเงินด้วย
ความรอบคอบ
- จัดทารายงานสรุปผลการใช้จ่ายเงิน เสนอต่อประธาน และที่
ประชมุ ตลอดจนการจดั เก็บหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับการเงนิ
1.2.6 คณะกรรมการฝ่ายพิธีการ ประกอบด้วยประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการเลขานกุ าร มีหนา้ ที่ดงั นี้
- ประสานงานกับฝ่ายสถานท่ี จัดโต๊ะหมู่บูชาและเครื่องพิธีต่าง ๆ
ในวนั เปดิ และปดิ การสัมมนา
- จัดเตรียมบุคคลจัดส่งเทียนชนวนให้ประธานในพิธีเปิด และเชิญ
พานแฟ้มกล่าวรายงานของประธานจัดสัมมนา และประธานใน
พธิ เี ปดิ และปดิ สมั มนา และเชญิ พานของทรี่ ะลึกในพธิ ีมอบของท่ี
ระลกึ แกว่ ทิ ยากร และผ้มู ีอุปการคุณ
- ทาหน้าท่ีเป็นพิธีกร เพื่อเป็นส่ือกลางสาหรับทุกฝ่ายตลอดการ
สมั มนา
- ตดิ ต่อขอประวัตลิ ะผลงานจากวทิ ยากร
- กากบั รายการใหเ้ ป็นไปตามกาหนดการสมั มนา
1.2.7 คณะกรรมการฝ่ายสถานที่ และวัสดุอุปกรณ์ประกอบด้วยประธาน
กรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มหี น้าท่ดี ังน้ี
- เตรยี มสถานท่ี และวัสดุอปุ กรณใ์ นการสัมมนา
- ประสานกับฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องในการจัดสถานท่ีรับลงทะเบียน ห้อง
ประชุมใหญ่ ห้องประชุมกลุ่มย่อย โต๊ะหมู่บูชา โต๊ะหรือแท่น
บรรยาย (podium) สาหรับประธานในพิธี ประธานกล่าว
รายงานและวิทยากร การจัดชุมรับแขก การจัดสถานที่
รับประทานอาหาร
- ควบคุมดา้ นแสงเสยี ง การบนั ทึกเสียง บันทกึ ภาพ
- จัดสถานท่ีพกั และอานวยความสะดวกต่าง ๆ แก่ผู้เขา้ สัมมนา
1.2.8 คณะกรรมการฝ่ายอาหารและเคร่ืองด่ืม ประกอบด้วยประธาน
กรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มหี นา้ ท่ดี ังน้ี
- ประสานงานกับฝ่ายเลขานุการ และฝ่ายทะเบียน เร่ืองจาวนผู้
เข้าสมั มนา วทิ ยากรและแขกผมู้ เี กยี รติ
- ประสานงานกับฝ่ายสถานท่ี เรื่องสถานที่สาหรับบริการอาหาร
และเคร่อื งด่ืม
- เตรียมรายการในเร่อื งอาหารและเครือ่ งด่มื
- จัดบริการอาหารและเครื่องด่ืม ให้แก่วิทยากร แขกผู้มีเกียรติ
และผู้เขา้ สมั มนา ตลอดการสมั มนา
1.2.9 คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ประกอบดว้ ย ประธานกรรมการ
รองประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานกุ าร มหี น้าท่ดี งั น้ี
- ประชาสมั พนั ธ์การสมั มนา โดยผ่านทางส่อื สารมวลชน โปสเตอร์
แผ่นผา้ โฆษณา หรอื สง่ เอกสารถงึ ผู้สนใจโดยตรง
- ประสานงานกับคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ เพ่ือนาข้อมูลมา
ประชาสมั พนั ธ์
- ประชาสัมพันธ์เร่ืองที่น่าสนใจ ให้ผู้เข้าสัมมนาทราบในช่วง
ระหว่างการสัมมนา
- จัดกิจกรรมสันทนาการหรือสังสรรค์ในระหว่างการสัมมนา
1.2.10 คณะกรรมการฝ่ายปฏิคม ประกอบด้วยประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ กรรม กรรมการและเลขานกุ าร มหี น้าที่ดังน้ี
- ต้อนรับประธานในพธิ ี แขกผูม้ ีเกยี รติ วิทยากร และผู้เข้าสมั มนา
- อานวยความสะดวกใหแ้ กป่ ระธานในพธิ ี แขกผู้มีเกยี รติ วทิ ยากร
และผเู้ ขา้ สัมมนา
- ประสานงานกับคณะกรรมการฝ่ายเลขานุการ ฝ่ายทะเบยี น ฝ่าย
สถานท่ี ฝ่ายยานพาหนะ ฝา่ ยอาหารและเครอ่ื งดืม่
1.2.11 คณะกรรมการฝ่ายยานพาหนะ ประกอบด้วย ประธานกรรมการ
รองประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่ดังน้ี
- จัดยานพาหนะและพนักงานขบั รถยนต์ เพ่ือใหบ้ ริการแก่ฝา่ ยต่าง
ๆ ตัง้ แต่ระยะเตรียมงานจนเสรจ็ ส้ินการสมั มนา
- จดั ใหม้ รี ถสารองไวเ้ ป็นประจาในภาวะฉุกเฉนิ ตลอดการสัมมนา
1.2.12 คณะกรรมการฝ่ายพยาบาล ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มีหนา้ ที่ดังนี้
- เตรียมวัสดุอุปกรณ์การปฐมพยาบาลและยาไว้บริการแก่ผู้เข้า
สมั มนา และผจู้ ัดการสัมมนาตลอดการจดั สมั มนา
- ประสานงานกบั ฝา่ ยยานพาหนะ และฝ่ายอ่ืน ๆ
1.2.13 คณะกรรมการฝ่ายประเมินผล ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานกุ าร มีหนา้ ทดี่ ังนี้
- ออกแบบประเมนิ ผล
- ดาเนินการรวบรวมข้อมูล
- นาข้อมลู มาวเิ คราะห์
- สรุปและรายงานผล ต่อคณะกรรมการดาเนินการและ
คณะกรรมการอานวยการสมั มนา
จานวนคณะกรรมการดาเนินการจัดสัมมนาแต่ละฝ่ายจะมีมากน้อยเพียงใดน้ันให้พิ จารณา
ตามความเหมาะสมของงาน และกาลังบคุ ลากรซ่ึงคณะกรรมการบางคนอาจทาหน้าทห่ี ลายฝา่ ยกย็ ่อมเปน็ ไปได้
ซึ่งการแต่งต้ังให้บุคลากรให้ปฏิบตั ิหน้าที่ในคณะกรรมการท้ังหมดจะต้องลงนามคาสั่งแต่งตั้งโดยผู้บรหิ ารสงู สดุ
ของหนว่ ยงานน้นั ๆ
2.2 วิทยากร ได้แก่ บุคคลผู้ท่ีมาให้ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้เข้าสัมมนา
โดยทั่วไปวิทยากรจะเปน็ ผู้ทรงคุณวุฒิท่ีมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในเร่ืองท่ีเกี่ยวข้องกับการสัมมนา และเป็นผู้ท่ี
มีทักษะทางการพูดหรือการบรรยาย ตลอดจนการใช้เทคนิคต่าง ๆ ในเรื่องนั้น ๆ อันจะทาให้ผู้เข้าสัมมนาเกิด
ความรู้ความเขา้ ใจ เจตคติ ความชานาญ จนสามารถทจ่ี ะเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมไปตามวัตถปุ ระสงค์ที่ต้องการ
ได้
ประเภทของวิทยากร
วิทยากรถือว่าเป็นผู้ท่ีมีบทบาทสาคัญต่อการสัมมนาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้
แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คอื
1) วิทยากรอาชีพ หมายถึง บุคลากรท่ีดารงตาแหน่งเป็นวิทยากรโดยตรง สังกัดอยู่
ในหน่วยงานฝึกอบรมหรืองานบุคคล วิทยากรอาชีพเหล่านี้จะมีความรู้ทางด้านการฝึกอบรม การสัมมนา และ
เน้ือหาท่ีจะบรรยายเป็นอย่างดี มักจะมีวุฒิทางการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป วิทยากรอาชีพน้ีจะเรียกอีก
อย่างหนึ่งว่า “วิทยากรภายใน” เพราะปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในหน่วยงานน้ัน ๆ ซ่ึงจะมีความรู้ความเข้าใจ
ตลอดจนเขา้ ใจถงึ ปัญหาต่าง ๆ ท่เี กดิ ข้ึนภายในองค์การเป็นอย่างดี และสามารถยกตัวอยา่ งในการประกอบการ
บรรยายได้อย่างชัดเจน แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องความเลื่อมใสศรัทธาในตัววิทยากรอยู่บ้าง ทั้งนี้เพราะผู้เข้า
สัมมนามักรู้จักวิทยากรหรือบางคนอาจมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ทาให้ทราบภูมิหลังของวิทยากร ดังน้ัน
วิทยากรภายในจงึ จาเป็นต้องรู้จักวางตัว ตลอดจนบุคลิกและความสามารถของวิทยากรแต่ละคนจะต้องปฏิบตั ิ
ให้ดีท่ีสุด
1.1 วิทยากรเฉพาะกิจ หมายถึง วิทยากรท่ีเป็นบุคลากรที่มีความชานาญ
งานด้านใดด้านหน่ึงที่มีตาแหน่งหน้าท่ีตามสายงานน้ัน ๆ เช่น ความชานาญทางด้านคอมพิวเตอร์ ด้าน
ตรวจสอบบญั ชี ดา้ นกฎหมาย ดา้ นสายการเงิน ด้านสุขภาพ เปน็ ต้น
ข้อดขี องวิทยากรเฉพาะกจิ คอื เปน็ ผูท้ ีม่ ีความรู้ความชานาญเฉพาะในเร่ืองที่
บรรยายเป็นอยา่ งดี และเขา้ ใจสภาพท่ีเป็นปญั หาต่าง ๆ ภายในองค์การได้ดี แตข่ อ้ เสียกม็ ีมากเช่นเดยี วกันก็คือ
อาจจะขาดทักษะบรรยายหรือการถ่ายทอดความรู้ และอาจทาให้งานประจาที่ทาอยู่เสียหายได้ เพราะต้องขาด
งานมาทาหน้าทว่ี ิทยากร นอกจากนี้การนาเสนอแนวคิดใหม่ ๆ อาจจะนอ้ ยหรือมองปัญหาในมุมแคบ คือจะมุง
นาเสนองานที่ตนปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจาวัน หรือบางท่านที่เป็นผู้บริหารระดับสูงหรือผู้อาวุโสของหน่วยงาน
มาบรรยายก็จะออกมาในรูปของคาสั่ง หรือคาสงั่ สอน หรือพูดถงึ ประวัตใิ นความสาเรจ็ ของตนมากเกินไป ทาให้
ผดิ วัตถุประสงคเ์ รอื่ งทีบ่ รรยาย
1.1.1 วิทยากรรับเชญิ หรือเรยี กวา่ “วิทยากรภายนอก” ซ่งึ แบ่งออกเป็น 2
ลกั ษณะคอื
1) วิทยากรอาชพี ท่ยี ึดอาชีพการเปน็ วิทยากรโดยตรงหลายท่านต้ัง
เป็นสานกั งานของตนเองขน้ึ มาอยา่ งเปน็ ทางการ
2) วิยากรท่ีมีงานประจาอาจสังกัดอยู่ในสถาบันการศึกษา หรือ
โรงพยาบาล สว่ นราชการต่าง ๆ บริษัทหา้ งรา้ นหรือประกอบธรุ กิจส่วนตัว ซ่งึ มตี าแหน่งหนา้ ท่ีการงานเป็นหลัก
อยูแ่ ลว้ แต่มคี วามรู้ความสามารถและประสบการณก์ ารเปน็ วทิ ยากรท่ีดี จงึ มักได้รับเชญิ ให้ไปเป็นวทิ ยากรให้แก่
หน่วยงานต่าง ๆ ตลลอดเวลา การตดิ ต่อกบั วิทยากรท่ีมีงานประจาทาอยนู่ ี้ อาจตามตัวได้ยากหรือมปี ัญหาเรื่อง
เวลาเพราะแต่ละท่านมีภารกิจต้องปฏิบัติหน้าที่ในงานประจาที่ตนทาอยู่ ซ่ึงการที่วิทยากรลักษณะน้ีจะออกไป
เป็นวิทยาให้แก่หน่วยงานภายนอก จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อน ถ้าผู้บังคับบัญชาเข้าใจ
และให้การสนับสนุนก็จะเป็นผลดีต่อสังคม โดยส่วนรวมแต่บางหน่วยงานผู้บังคับบัญชาไม่เห็นความสาคัญ
หรือไมอ่ นญุ าต วิทยากรเหล่านี้กไ็ มส่ ามารถออกไปรับใชส้ ังคมได้
การเชิญวิทยากรรับเชิญหรือวิทยากรภายนอกรว่ มให้ความรู้ในการ
สมั มนามขี ้อดขี ้อเสียหลายประการ ขอ้ ดคี ือมักจะได้รบั การยอมรับ เลอ่ื มใส ศรทั ธาจากผเู้ ขา้ สมั มนา โดยเฉพาะ
วิทยากรที่มีช่ือเสียงหรือมาจากสถานศึกษาหรือหน่วยงานระดับแนวหน้าก็จะได้รับการยอมรับ เช่ือถือศรัทธา
มากขน้ึ นอกจากนก้ี ารนาเสนอข้อคิดจากวทิ ยากรภายนอกจะมคี วามเป็นกลางไม่อคตติ ่อคนใดคนหน่ึงหรือฝ่าย
ใดฝ่ายหนง่ึ โดยเฉพาะภายในองค์กร สาหรบั ขอ้ เสียมหี ลายประการ เช่น วทิ ยากรอาจไมท่ ราบวัตถปุ ระสงค์ของ
การจดั สมั มนาในเรื่องนั้น ๆ อย่างแท้จรงิ ตัวอยา่ งไมช่ ดั เจนหรือไมต่ รงกบั ปัญหาที่แทจ้ ริง และบางครงั้ วิทยากร
อาจได้รับเชิญมาพูดในเร่ืองท่ีเขาไม่ถนัด แต่ที่ได้รับเชิญเพราะฝ่ายผู้จัดสัมมนาพิจารณาในแง่ความสามารถใน
การถา่ ยทอดความรแู้ ละมีช่อื เสียงโด่งดังของวิทยากรเทา่ นน้ั
วิทยากรท้งั 3 ประเภทตามทก่ี ล่าวมาขา้ งตน้ ต่างมีขอ้ ดีและข้อเสีย
แตกต่างกัน ดังน้ันผู้จัดการสัมมนาสามารถพิจารณาเปรียบกันได้ แต่ท่ีสาคัญสุดไม่ว่าจะเป็นวิทยากรที่อยู่ใน
ประเภทใด จาเป็นตอ้ งเปน็ ผมู้ คี ณุ ลกั ษณะทีด่ ี ดังต่อไปนี้
1) เป็นผู้ท่ีมีความรู้ความเช่ียวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการ
สมั มนาเป็นอยา่ งดี
2) เปน็ ผ้ทู ่ีมีความสามารถในการถา่ ยทอดความรใู้ ห้ผอู้ ่ืนเขา้ ใจได้ดี
3) เปน็ ผู้ที่มคี วามคดิ กา้ วไกล ทันสมยั และใจกวา้ ง
4) เปน็ ผทู้ ่มี ีเหตุผล มีความสามารถในการควบคมุ อารมณ์ได้ดี
5) เปน็ ผทู้ ี่มีมนษุ ย์สัมพนั ธท์ ด่ี ี
6) เป็นผู้ทม่ี ีชื่อเสยี งเป็นทีร่ ูจ้ กั กว้างขวางในสังคมหรอื แวดวงวิชาชีพ
2. สมาชิกผู้เข้าสัมมนา ผู้เข้าสัมมนาส่วนใหญ่มักเป็นบุคคลท่ีมีความสนใจ
รว่ มกัน ประสบปญั หารว่ มกัน หรือต้องการแสดงความคิดเห็นใหม่ร่วมกัน และท่ีประสงค์ที่จะแลกเปล่ียนความ
คิดเห็นถ่ายทอดความรู้ และหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน ผู้เข้าสัมมนาส่วนใหญ่มักเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ใน
หน่วยงานต่าง ๆ ดังน้ัน การกาหนดตัวบุคคลส่งเข้าร่วมสัมมนาหน่วยงานต่าง ๆ สามารถพิจารณาได้หลาย
รูปแบบ ดังน้ี
2.1.2 พิจารณาตามสายบังคับบัญชาเป็นการพิจารณาบุคคลที่ส่ง
เข้าร่วมการสัมมนาต้ังแต่ ระดับสายปฏิบัติการ ผู้บริหารระดับต้นหรือหัวหน้างาน ผู้บริหารระดับกลางหัวหน้า
ฝ่ายและผู้บริหารระดับสูงหรือผู้อานวยการข้ึนไป ซึ่งในแต่ละระดับควรจัดส่งให้เข้ารับการสัมมนาในแต่ละ
หลักสูตรอย่างทัว่ ถงึ
2.1.3 พิจารณาตามนโยบายและความเหมาะสมของบุคลากร
กาหนดตัวผู้เข้าร่วมสัมมนาลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของหน่วยงานเป็นสาคัญ ตลอดจนลักษณะงานท่ี
บุคลากรปฏบิ ัติอยู่ กล่าวคือถ้าหน่ายงานมีนโยบายขยายงานหรือพัฒนางานทางด้านคอมพิวเตอร์การกาหนด
ตัวผู้มคี วามเหมาะสมท่ปี ฏบิ ัตงิ านด้านนี้กจ็ ะถกู ส่งเข้าร่วมการสมั มนาในหลักสตู รทางด้านโดยเฉพาะ นอกจากนี้
การกาหนดตัวผู้ที่มีความเหมาะสมในงานเข้าร่วมสัมมนาอาจมองลึกลงไปถึงการท่ีส่งเข้าไปร่วมสัมมนาแล้ว
จะต้องกลับมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่บุคลากรอ่ืนท่ีไม่มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาได้ด้วย ค่า
พาหนะสาหรับวิทยากร ค่าอาหารและค่าเคร่ืองดื่ม ค่าจัดวัสดุจัดทาเอกสาร ค่าดอกไม้ธูปเทียนในพิธีเปิด-ปิด
การสัมมนาค่าฟลิ ม์ บนั ทึกภาพพร้อมค่าล้างอัดเปน็ ตน้
2.1.4 พิจารณาตามปญั หาท่ีสามารถแกไ้ ขได้ด้วยการสมั มนา ในกรณี
ภายในหน่วยงานเกิดปัญหาเก่ียวกับการบริหารภายใน เช่น การขาดความร่วมมือประสานงานกัน การขาด
ความเข้าใจซ่ึงกันและกันหรือเกิดปญั หาบางอย่างสามารถแก้ไขด้วยการสัมมนาก็จะกาหนดตัว ผู้เข้าสัมมนาใน
กลุ่มนน้ั ๆ เพอ่ื จะได้เปิดโอกาสให้นาข้อคดิ หรือเทคนิคตา่ ง ๆ ท่ีได้รับจากการสัมมนามาช่วยแก้ปัญหาน้ัน ๆ ให้
นอ้ ยลงหรือหมอส้นิ ไป
2.1.5 กาหนดโดยตัวผู้สนใจที่จะเข้ารวมการสัมมนา บางคร้ังการ
สัมมนาอาจจะมีหลักสูตรพิเศษท่ีทุกคนสามารถท่ีจะเข้าร่วมได้ เช่น หลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพการสร้าง
สัมพันธภาพในหน่วยงาน เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้การกาหนดตัวผู้เข้าสัมมนาจึงขึ้นอยู่กับความสนใจหรือความ
ปรารถนาสว่ นบคุ คลของแต่ละคนเปน็ สาคญั
3. องค์ประกอบด้านสถานที่อุปกรณ์และงบประมาณ สถานที่อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่
จาเป็นในการสัมมนาไดแ้ ก่
3.1. 1 ห้องประชุมใหญ่ หมายถึง ห้องประชุมรวมท่ีใช้พิธีเปิด-ปิดการ
สัมมนาและใช้การบรรยายหรอื ภิปรายรว่ มกัน ผู้จัดสัมมนาจะต้องกาหนดให้แน่นอนวา่ จะใชห้ ้องใดท่ีเหมาะสม
และเพยี งพอแกจ่ านวนผเู้ ขา้ สัมมนา
3.1.2 ห้องประชมุ กลมุ่ ย่อย สาหรบั ใชป้ ระชมุ กลมุ่ ยอ่ ยของผู้เข้าสมั มนาผู้จัด
สัมมนาจะต้องวัดไว้ให้เพยี งพอแก่จานวนกลุ่มย่อยที่จัดแบ่งไว้ และตอ้ งแจ้งห้องประชมุ ให้ผู้เข้าสัมมนาได้ทราบ
อยา่ งชดั เจน
3.1.3 อุปกรณ์ด้านโสตทัศนศึกษา ได้แก่ เครื่องขยายสียง ไมโครโฟน
ลาโพง เครือ่ งฉายภาพขา้ มศีรษะ เทปบนั ทึกเสยี ง วดี ีทศั น์ และอปุ กรณด์ า้ นแสง-เสียง อน่ื ๆ ท่จี าเป็นต้องใช้
3.1.4 เคร่ืองพิมพ์ดีด เครื่องโรเนียว หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่าย
เอกสาร และวสั ดทุ จ่ี าเปน็ ในการจัดทาเอกสารประกอบคาบรรยาย
3.1.5 อปุ กรณ์อน่ื ๆ เช่น ปากกาเขยี นแผน่ ใส ไวทบ์ อรด์ หรอื กระดานดา
3.1.6 เอกสารประกอบคาบรรยายของวิทยากร ซ่ึงโดยทั่วไปวิทยากรมักจะ
ส่งไปให้ผู้จัดสัมมนาล่วงหน้า หรืออาจจะนามาในวนั สัมมนา ซึ่งผู้จัดจะต้องถ่ายเอกสารแจกให้ผเู้ ข้าสัมมนา แต
ในกรณที ่วี ทิ ยากรไมไ่ ด้ส่งให้ล่วงหน้า หรอื ไมไ่ ดจ้ ดั เตรียมมาใหใ้ นวนั สัมมนา ฝา่ ยสมั มนาก็ควรทาเอกสารสรุปคา
บรรยายแจกใหผ้ ู้เข้าสัมมนาหลงั การบรรยายหรอื อภปิ รายเสรจ็ สิ้นลง
3.1.7 งบประมาณ ในการสัมมนาแต่ละโครงการต้องใช้งบประมาณมาก
พอสมควรทั้งน้ีมักข้ึนอยู่กับจานวนผู้เข้าร่วมสัมมนา ระยะเวลาและสถานที่จัดสัมมนาเป็นสาคัญท่ีมาของ
งบประมาณดาเนินการมักได้มาจากแหล่งต่าง ๆ 3 แหล่งด้วยกนั คอื คา่ ลงทะเบียนของสมาชิกเข้ารว่ มสัมมนา
เงินหนุนจากหน่วยงานต้นสังกัด และเงินอุดหนุนจากภายนอก เช่น บุคคล บริษัท ห้างร้านสมาคม มูลนิธิ เป็น
ต้นสาหรับค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนา โดยทั่วไปจะจ่ายเป็น ค่าตอบแทนวิทยากร ค่าพาหนะสาหรับวิทยากร
คา่ อาหารและเครอ่ื งดืม่ ค่าวัสดจุ ดั ทาเอกสาร ค่าดอกไม้ธปู เทียนในพธิ เี ปิด-ปิด การสัมมนา ค่าฟลิ ม์ บันทกึ ภาพ
พรอ้ มค่าล้างอัด เปน็ ตน้
4. องค์ประกอบด้านเวลา การกาหนดเวลาสาหรับการสัมมนาจะมากน้อยพียงใด
ขึ้นอยู่กับหัวข้อหรือเรื่องที่จัดสัมมนาเป็นสาคัญ บางเร่ืองมีขอบเขตกว้างขวางแต่ใช้เวลาน้อย ก็จะทาให้การ
อภิปรายแสดงความคิดเห็นไม่ครอบคลุมตามเร่ืองท่ีสัมมนาเท่าที่ควร หรือบางเรื่องมีขอบเขตแคบเป็นเร่ือง
เฉพาะเจาะจงด้านใดดา้ นหนึ่งโดยเฉพาะแต่ใช้เวลายาวนานก็จะทาให้ผู้เข้าสัมมนาเบ่ือหน่าย ไม่สนใจเท่าที่ควร
และส้ินเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่คุ้มกับสาระท่ีได้รับ และเมื่อมีเวลาเหลือมากอาจทาให้สมาชิกอภิปรายแสดง
ความคิดเห็นต่าง ๆ ขยายวงกว้างออกไปจนไม่สามารถควบคุมได้ หรือเร่ืองท่ีนามาอภิปรายไม่เก่ียวข้องกับ
เร่ืองทีน่ ามาสมั มนาเลย การสัมมนาโดยทัว่ ไปจะใชเ้ วลา 2-5 วัน ซ่ึงถือวา่ เป็นระยะเวลาท่ีเหมาะสม
นอกจากนี้ สมพร ปันตระสตู ร (2525 : 3-5) ไดก้ ลา่ วถงึ องค์ประกอบของการสัมมนาว่า
ในการจัดการสัมมนาแต่ละคร้ังนั้นจะต้องมีองค์ประกอบสาคัญเพื่อให้การสัมมนาเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
องค์ประกอบทสี่ าคญั มี 4 องคป์ ระกอบ ได้แก่
1. องค์ประกอบด้านเน้ือหา เป็นองค์ประกอบที่สาคัญอีกอย่างหน่ึงท่ีจะสามารถ
นามาสัมมนาบรรลผุ ลตามทต่ี ั้งเป้าหมายไว้ ส่วนประกอบสาคญั คือ
1.1 จดุ มุ่งหมายของการสัมมนา ซึง่ จะตอ้ งกาหนดให้แน่นอนว่าการสัมมนา
ครั้งนน้ั มีจุดมงุ่ หมายอยา่ งไร
- เพอ่ื แก้ปัญหาอย่างใดอยา่ งหนึง่
- เพื่อการเรียนรวู้ ธิ กี ารแกป้ ญั หาร่วมกัน
- เพ่ือหาแนวทางปฏิบัติ หรือ กาหนดนโยบายอย่างใดอย่างหน่ึง
1.2 หวั ข้อในรปู แบบการบรรยายหรอื การอภิปราย
1.3 หัวขอ้ ในการสมั มนา
1.4 กาหนดการต่าง ๆ ในการสัมมนา ตลอดจน ระบบ ระเบียบ วิธีการ
สัมมนา
1.5 ผลของการสมั มนา
2. องค์ประกอบด้านบุคลากร หมายถึง คณะบุคคลที่จะเป็นผู้ดาเนินการสัมมนา
ส่วนหนึ่ง และผเู้ ขา้ ร่วมสัมมนาอีกส่วนหนงึ่ ประกอบดว้ ย
2.1 คณะกรรมการเตรียมการและดาเนนิ การสมั มนา
2.2 คณะกรรมการจัดการสมั มนา (อาจจะเป็นชดุ เดยี วกบั 2.1 กไ็ ด)้
2.3 คณะวิทยากร ผใู้ ห้ความรู้เสรมิ ในการสัมมนา
2.4 สมาชกิ ผ้เู ขา้ รว่ มสมั มนา
2.5 เจ้าหน้าที่ที่จาเป็นนอกเหนือจากคณะกรรมการ เช่น ฝ่ายอาคาร
สถานที่ ฝ่ายธรุ การ ฝ่ายเอกสาร ฯลฯ
3. องค์ประกอบด้านอุปกรณ์ อุปกรณ์หลายอย่างเป็นความจาเป็นที่จะช่วยให้การ
สัมมนาบรรลุผลไดเ้ ปน็ อยา่ งดี อปุ กรณท์ ่ีจาเป็นควรประกอบด้วย
ขั้นตอนในการดาเนนิ การสมั มนา
การสัมมนาสว่ นมากมขี ้นตอนในการดาเนนิ งาน ดงั ต่อไปน้ี
1. พธิ เี ปิดการสมั มนา
2. การประชมุ ใหญเ่ พือ่ วตั ถปุ ระสงคด์ งั ต่อไปน้ี
2.1 ชี้แจงการจดั การสัมมนา
2.2 ชแ้ี จงข้อปฏิบัตติ า่ ง ๆ
2.3 เลือกต้ังคณะกรรมการดาเนินงานต่าง ๆ เช่น ประธาน เลขานุการ
เหรญั ญกิ ของสมาชิกทีเ่ ข้าร่วมสัมมนา
2.4 รวบรวมปัญหาซ่ึงจะนามาใช้เปน็ หวั ขอ้ สัมมนาแตล่ ะกลมุ่
3. การสง่ เสริมความรู้ ซง่ึ อาจจัดอย่ใู นรปู แบบอย่างใดอย่างหนง่ึ เชน่
3.1 การบรรยาย
3.2 ปาฐกถา
3.3. อภิปราย
4. การแบง่ กล่มุ สมั มนา เพื่อหาข้อมลู ในเรอ่ื งที่เป็นปัญหา
5. รายงานผลการสมั มนาตอ่ ที่ประชมุ ใหญ่
6. สรปุ และประเมนิ ผลการสมั มนา
7. พิธปี ิดการสัมมนา
เอกสารประกอบการสัมมนา
เอกสารประกอบการสัมมนา นับเป็นปัจจัยสาคัญท่ีช่วยส่งเสริมให้การสัมมนาดาเนินไป
ด้วยดีและบรรลุเป้าหมายได้สะดวกย่ิงขึ้น ในการจัดสัมมนาแต่ละครั้งจะต้องให้ความสาคัญแก่เอกสาร
ดังต่อไปน้ี
1. โครงการจัดการสัมมนา
2. กาหนดการสมั มนา
3. หัวข้อสาหรับประชมุ กลมุ่ สัมมนา
4. รายชอ่ื สมาชิกทั้งหมดทเ่ี ข้าสัมมนาและรายชอ่ื สมาชกิ ในแตล่ ะกลมุ่
5. การแสดงความคิดเห็นเป็นไปอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทุกเร่ืองที่เกี่ยวข้องไม่
จากดั อยู่ในวงแคบเฉพาะดา้ นใดดา้ นหนึ่ง
6. เนน้ ความสาคญั ของสมาชกิ แตล่ ะคน
7. สมาชิกในกลุ่มสามารถทางานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีมนุษย์สัมพันธ์ท่ีดี
ตอ่ กันและมีความรบั ผิดชอบสงู
8. ผลที่ไดร้ ับจากการสัมมนาบรรลุตามเปา้ หมายท่ีได้วางไว้
การนาเสนอโครงการ
โครงการ คือ การวางแผนล่วงหน้าท่ีจัดทาข้ึนอย่างมีระบบประกอบด้วยกิจกรรมย่อยหลาย
กิจกรรมท่ีต้องใช้ทรัพยากรในการดาเนินงาน และคาดหวังท่ีจะได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าแต่ละโครงการจะมี
เป้าหมายเพื่อการผลิตหรอื การให้บรกิ ารเพือ่ เพ่มิ พูนสมรรถนะของแผนงาน
โครงการ หมายถงึ กระบวนการทางานท่ีประกอบไปดว้ ยกจิ กรรมหลาย ๆ กิจกรรม ซ่งึ มกี าร
ทาโครงการเปน็ ไปตามลาดบั และการทางานจะตอ้ งเปน็ ไปตามวตั ถุประสงค์ทต่ี งั้ ไว้ เชน่ งานบรกิ าร โดยจะต้อง
มีการกาหนดระยะเวลาและงบประมาณท่ีจากัด การดาเนินงานโครงการจะต้องมีผู้ที่มีหน้าท่ีรับผิดชอบต่อ
โครงการ มหี นา้ ที่ทาการบริหารงาน กจิ กรรมตา่ ง ๆ ใหเ้ ปน็ ไปตามแผนงาน เหมาะสมกับเวลา และงบประมาณ
ท่ีตัง้ ไว้
ลักษณะงานของโครงการตอ้ งเปน็ งานท่ีดาเนินการตามมติของคณะกรรมการ หน่วยงานและ
เมอ่ื ดาเนนิ การเสร็จส้ิน อาจมกี จิ กรรมตอ่ เน่ืองเกิดข้นึ ได้ทั้งกจิ กรรมระยะสน้ั และกจิ กรรมระยะยาว
วตั ถปุ ระสงคใ์ นการเขยี นโครงการ
1. เพอ่ื อนมุ ัติจากผมู้ อี านาจ
2. เพอื่ ของบประมาณ
3. เพื่อให้สมาชกิ ที่เก่ียวข้องไดเ้ ขา้ ใจในโครงการ
4. เพือ่ เพิ่มศกั ยภาพในหน่วยงาน
5. เพื่อให้เป็นเขม็ ทิศ ชแ้ี นวทางในการพัฒนาระบบงาน
6. เพ่อื วิเคราะห์จดุ ออ่ น จุดแขง็ และโอกาสของภารกิจทจี่ ะตอ้ งปฏิบัติ
ข้นั ตอนการเขียนโครงการ
ผู้ที่จะจัดทาโครงการต้องมีความสามารถในการเขียนโครงการ โดยมีขั้นตอนและอาศัย
หลักเกณฑด์ งั น้ี
1. วิเคราะห์ปัญหาหรือความต้องการ การที่จะจัดทาโครงการใดต้องมีการ
วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดข้ึนให้ถูกต้องชัดเจน และเป็นทเี่ ช่ือถือได้เสียก่อน โดยศกึ ษาสภาพแวดล้อมทั้งภายในและ
ภายนอกหน่วยงานด้วยความรอบคอบอย่างเป็นระบบ แล้วกาหนดมาตรการหรือวิธีการในการแก้ไขปัญหาที่
เกดิ ข้ึนนัน้ อย่างมีขน้ั ตอนเพอ่ื ใหบ้ รรลุวัตถุประสงคห์ รอื เป้าหมายท่ีกาหนดไว้
2. ศึกษาโครงสร้างของโครงการ ผู้เขียนโครงการจะต้องรู้จักโครงสร้างของ
โครงการเสียก่อนวา่ มสี ว่ นประกอบทีส่ าคญั อะไรบ้าง เพ่ือจะไดเ้ ขียนโครงการได้อยา่ งถูกตอ้ ง ไดแ้ ก่
2.1 ช่ือโครงการ ต้องมีความชัดเจน เข้าใจง่ายและสามารถจินตนาการ
มองเห็นภาพได้อยา่ งแจม่ แจ้ง
2.2 ผู้เสนอโครงการ คือ ผู้ที่จะทาหน้าท่ีรับผิดชอบในการดาเนินโครงการ
น้ัน ๆ ใหส้ าเรจ็ ลลุ ่วงตามวตั ถุประสงค์ทว่ี างไว้
2.3 หลักการและเหตุผล คือ การกล่าวอ้างถึงเหตุผล ความจาเป็น และ
ความเป็นมาของโครงการทจ่ี ะจัดทา
2.4 วัตถปุ ระสงค์ เป็นการกาหนดจุดมุง่ หมายหรือเปา้ หมายให้ชัดเจน
2.5 วิธีดาเนินงาน เป็นการบอกรายละเอียดให้ทราบว่าจะดาเนินการ
โครงการน้ันอย่างไร ที่ไหน ใช้เวลามากน้อยเพียงใด มีการจัดกิจกรรมใดบ้าง ใครเป็นผรู้ บั ผดิ ชอบในกิจกรรมใด
ส่วนใหญจ่ ะแสดงในรูปของตารางการทางาน
2.6 ระยะเวลาและสถานท่ี เป็นการกาหนดให้ทราบระยะเวลาดาเนินงาน
และสถานท่ีจะใชใ้ นการดาเนนิ งานตามโครงการใหส้ าเร็จ
2.7 ผลท่ีคาดว่าจะได้รับ เป็นการคาดคะเนให้ทราบว่าจะได้รับผลอย่างไร
เม่ือเสร็จส้ินโครงการ
2.8 วิธีประเมิน เป็นการบอกให้ทราบว่าจะทาการประเมินผลโดยใคร ด้วย
วิธีใด อย่างไร ส่วนใหญ่จะใช้แบบสอบถามเพื่อการประเมินผลหลังการอบรมสัมมนา และทาการสรุปผลการ
ประเมนิ ให้สมาชิกทราบ
2.9 ปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข เป็นการทบทวนปัญหาท่ีอาจเกิดขึ้น
เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาไว้เพื่อแสดงให้เห็นความรอบคอบของผ้เู ขียนโครงการวา่ ได้มกี ารจัดเตรียม
สิง่ ตา่ ง ๆ ไว้ล่วงหน้า
2.10 งบประมาณ เป็นการบอกให้ทราบว่าจะต้องใช้จ่ายเงินเป็นค่า
อะไรบ้าง อยา่ งไร ไดง้ บประมาณจากแหล่งใด ใครให้การสนบั สนุนหรอื อุปการะโครงการ
3. ดาเนนิ การเขียนโครงการ
ในการเขียนโครงการจะต้องสามารถที่จะอธิบายคาถาม 6W 1H ได้ เพื่อช่วยให้
การเขยี นมรี ายละเอยี ดที่ครบถ้วนสมบรู ณ์ เกดิ ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
- WHAT = โครงการนี้จะทาอะไร
- WHY = โครงการนี้จะทาไปเพือ่ อะไร
- WHEN = โครงการนจ้ี ะดาเนนิ การเม่ือไร
- WHERE = โครงการน้จี ะดาเนนิ การที่ไหน
- WHO = ใครเปน็ ผู้รับผิดชอบ
- TO WHOM = ใครได้รบั ประโยชน์จากโครงการนี้
- WOW = จะดาเนนิ การโครงการนี้อย่างไร
4. การใชส้ านวนภาษาท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ
ผู้เขียนโครงการต้องทราบจุดประสงค์ในการเขียนโครงการเพ่ือนาเสนอ จึง
จาเป็นที่จะต้องเลือกใช้ถ้อยคาและสานวนโวหารต่าง ๆ ให้เหมาะกับกลุ่มผู้อ่านโดยทั่วไป การใช้ภาษาตอ้ งเปน็
ภาษาท่ีสุภาพ ลกั ษณะของข้อความเป็นภาษาเขียน มคี วามกะทัดรดั ละเอียดชดั เจนและเขา้ ใจง่าย
สรปุ
การฝึกอบรม หมายถึง “การถ่ายทอดความรู้เพื่อเพ่ิมพูนทักษะ ความชานาญ ความสามารถ และ
ทศั นคตใิ นทางทถ่ี กู ท่ีควร เพ่ือชว่ ยให้การปฏิบัติงานและภาระหน้าทีต่ ่าง ๆ ในปัจจบุ นั และอนาคตเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพมากข้ึน” การฝึกอบรม หมายถึง “กระบวนการต่าง ๆ ที่ใช้เพ่ือช่วยให้ข้าราชการมีความรู้ ทักษะ
และทัศนคติที่จาเป็นในการปฏิบัติงาน ในหน้าที่ และเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างข้าราชการในการ
ปฏิบัติงานร่วมกันในองค์การ” เม่ือมองการฝึกอบรมในฐานะท่ีเป็นแนวทางในการพัฒนาข้าราชการตาม
นโยบายของรัฐหากเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานหรือเพ่ิมขีดความสามารถในการจัดรูปของ
องค์การ การสัมมนา หมายถึง การประชุมเพ่ือ แสวงหาความรู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และความคิดเห็น โดยมี
วัตถุประสงค์หรือการศึกษาในเร่ืองเดียวกัน รวมท้ังร่วมวิเคราะห์ปัญหา หาแนวทางแก้ไข และหาข้อสรุป
ร่วมกัน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสว่ นรวมร่วมกันดังน้ัน การสอนวิชาสัมมนา เป็นกระบวนการหนึ่งของกิจกรรม
การเรียนรู้ ศกึ ษา คน้ ควา้ โดยวธิ ีการตา่ ง ๆ เปน็ การฝกึ ทักษะการคดิ อย่างเป็นระบบ การวเิ คราะห์ปัญหา และ
การเสนอแนวทางแก้ไขการแสดงออกโดยการพูด การสนทนา การอภิปรายท่ีเก่ียวกับเน้ือหาของเรื่องน้ัน ๆ
เพื่อใหไ้ ด้ข้อสรปุ ของแนวทางทีม่ ีความเปน็ ไปได้ โดยวธิ ีการปรึกษาหารือร่วมกนั
อา้ งอิง
sites.google.com. การบรหิ ารงานคุณภาพในองค์กร. [ระบบออนไลน์] แหลง่ ทม่ี า
https://sites.google.com/site/rtech603xx/unit-6 (18 กันยายน 2563)
www.aconnect.co.th. ความร้เู กี่ยวกบั การสมั มนา. [ระบบออนไลน์] แหลง่ ท่ีมา
https://www.aconnect.co.th/news_c/th/46 (18 กนั ยายน 2563)
sites.google.com/site/karsammna/khana/sarbay/. เอกสารการสัมมนา. [ระบบออนไลน์]
แหล่งทีม่ า https://sites.google.com/site/karsammna/khana/sarbay/ (18 กันยายน 2563)