บทท่ี 5
วิธกี ารจดั ทาการนาเสนอ
บทนา
การนาเสนอเป็นรูปแบบหน่ึงของการส่ือสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนแก่ผู้ฟังโดยการพูด
ประกอบสื่อในระยะเวลาส้ัน ๆ องค์ประกอบของการนาเสนอประกอบด้วย ผู้นาเสนอ (Presenter) เน้ือหา
(Content) ผู้ฟัง (Audlence) ผู้นาเสนอจะต้องมีบุคลิกภาพ ความเช่ือม่ัน ประสบการณ์ การเตรียมตัว ความรู้
ความสามารถ สไตลก์ ารนาเสนอ เนอ้ื หาการสาเสนอ จะต้องประกอบด้วย วตั ถปุ ระสงค์ รูปแบบ ขน้ั ตอน ความ
ยากง่าย ความน่าสนใจ ส่ือประกอบ โสตทัศนูปกรณ์ ผู้ฟัง (Audlence) จะต้องมีความสนใจ ความรู้ ความ
เขา้ ใจ ความเกีย่ วขอ้ ง ทัศนคติ การยอมรบั การเรยี นรู้
การนาเสนอท่ีดี จะต้องเรียนรู้จากข้อเท็จจริง เรียนรู้จากจานวนตัวเลข เรียนรู้จากรูปภาพและวีดีโอ
เรียนรู้จากคาอธิบาย เรียนรู้จากการแสดงการสาธิต เรียนรู้จากตัวอย่างหรือแบบจาลอง เรียนรู้จากการ
อภิปรายซกั ถาม เรียนรจู้ ากการวิเคราะหด์ ้วยตนเอง
ขน้ั ตอนการจัดระบบการนาเสนอ
การจัดระบบการนาเสนอ มขี ัน้ ตอนดงั นี้
1. การวิเคราะห์ระบบ คอื การวิเคราะหร์ ะบบการดาเนินการนาเสนอ ทเี่ คยทาในอดตี ทผ่ี ่าน
มาวา่ มขี อ้ ดี ข้อเสยี อยา่ งไร รวมทงั้ การวิเคราะห์วัตถปุ ระสงคใ์ นการนาเสนอ วิเคราะหส์ ่ือโสตทัศนูปกรณ์ท่ีใช้ใน
การนาเสนอ วเิ คราะหว์ ิธีการนาเสนอ และแนวทางในการปฏบิ ัติตา่ ง ๆ ตลอดจนการประเมิน
2. การสังเคราะห์ระบบ คือ การมองภาพรวมของระบบการนาเสนอตามแผนท่ีกาหนดขึ้น
ใหม่ ตั้งแต่เร่ิมต้นจนจบการนาเสนอ เร่ิมต้ังแต่การสารวจสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ กาหนดวัตถุประสงค์ วางแผน
ดาเนนิ งาน การประเมนิ ผล และการพิจารณาผลยอ้ นกลับเพ่ือการปรบั ปรุงคร้ังต่อไปโดยการมองภาพรวมต้ังแต่
ขน้ั ตอนแรกจนถึงขนั้ ตอนสุดทา้ ย โดยมขี ้นั ตอนการสังเคราะหร์ ะดับ ดังนี้
1) วิเคราะหผ์ ู้ฟัง เพือ่ ดูระดับและพน้ื ฐานความรูข้ องผู้ฟัง
2) วิเคราะหเ์ นอ้ื หา กาหนดเนื้อหาท่จี ะนาเสนอ โดยแยกออกเป็น
2.1 หนว่ ย หัวขอ้ เรื่อง
2.2 กาหนดภาพรวม หรอื แนวความคิดรวมของผลในการนาเสนอ
3. กาหนดวิธีการนาเสนอ เช่น การสัมมนากลุ่มย่อย การฝึกอบรมแบบปฏิบัติงานจริง การ
บรรยายประกอบสไลด์ เป็นต้น
4. วางแผนการนาเสนอ เขียนแผนนาเสนอโดยครอบคลุมประเด็นดงั ต่อไปนี้
4.1 ช่อื เรอื่ งท่จี ะนาเสนอ
4.2 ภาพรวม หรือแนวความคิดในการนาเสนอ
4.3 วัตถุประสงค์การนาเสนอ
4.4 กิจกรรมการนาเสนอ
4.5 สอื่ ท่ใี ช้ในการนาเสนอ
4.6 การประเมนิ
5. เตรียมกิจกรรมการนาเสนอ เกมส์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการให้ผู้ฟังได้มีส่วนร่วมด้วย
โดยการสอดแทรกเนื้อหาหรอื เช่ือมโยงไปยังเรอื่ งท่ีนาเสนอ
6. เตรียมสอ่ื การนาเสนอ
7. จดั ทาเครื่องมอื สอื่ และอุปกรณใ์ นการนาเสนอ
8. ดาเนนิ การนาเสนอ
9. การประเมินผล จัดทาเคร่ืองมือทีใ่ ช้ในการประเมนิ ผล
การสร้างแบบจาลอง
ตามข้ันตอนท่ีได้ทาการสงั เคราะห์ไว้ โดยระบุรายละเอียดเพิ่มเติมขั้นตอนย่อยลงไปอีก เชน่
ขน้ั ตอนท่ี 8 การดาเนนิ การนาเสนอ จะลาดับเรอ่ื งอย่างไร ใชส้ อื่ อะไรกอ่ นหลงั ชว่ งเวลาใดบ้าง
การสร้างแบบจาลองการนาเสนอ
1. วเิ คราะห์ผฟู้ ัง
2. วเิ คราะหเ์ นื้อหา
3. กาหนดวธิ ีการนาเสนอ
4. การวางแผนการนาเสนอ
4.1 กาหนดชื่อเรือ่ ง
4.2 กาหนดแนวทางความคดิ /ภาพรวม
4.3 กาหนดวัตถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
4.4 กาหนดกจิ กรรมการนาเสนอ
4.5 กาหนดสื่อการนาเสนอ
4.6 กาหนดวธิ กี ารประเมินผล
สรา้ งแบบจาลองระบบการนาเสนอ
คือ การเขียนแผนผังแสดงแบบจาลองขั้นตอนการนาเสนอตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นสุดท้าย
เปรียบเสมือน กับสถาปนิกที่นาแนวคิดและความต้องการของเจ้าของบ้านที่ได้บันทึกไว้เป็นตัวอักษรมาสร้าง
เป็นแบบบ้านในกระดาษ การสร้างแบบจาลองระบบการนาเสนอ จะทาให้ผู้นาเสนอทุกคนที่ไปดาเนินการ
นาเสนอในแต่ละครงั้ เข้าใจข้นั ตอนและรหู้ นา้ ท่ีของตนในการนาเสนออย่างแท้จรงิ
จาลองสถานการณ์เพอื่ ทดสอบระบบตามแผนผงั ท่วี างไว้
โดยจัดสถานที่ อุปกรณ์ เคร่ืองมอื และใหผ้ ูม้ หี นา้ ทจ่ี ัดอปุ กรณท์ างานจรงิ เช่น การเสนอขาย
แนวความคิดในการโฆษณาสินค้าใหม่ให้คณะกรรมการบริษัท ผู้นาเสนอจะเร่ิมต้นการแนะนาตัวบรรยายสรุป
และใช้ภาพสไลด์ และสื่อแบบอื่น ๆ ของช้ินงานโฆษณา ตลอดจนเปิดสปอตโฆษณาให้ฟังและฉายภาพสไลด์
สลบั กันไป ผู้นาเสนอซ่ึงเปน็ ผูบ้ รรยายและผ้คู วบคมุ อปุ กรณ์ เครื่องมอื ตา่ ง ๆ จะต้องรู้ลาดบั กอ่ นหลังเป็นอย่างดี
การจาลองสถานการณ์เป็นการซักซ้อมวิธีการพูดและการนาเสนอตามลาดับที่วางแผนไว้ เพ่ือสามารถปรับปรุง
แก้ไขได้
เทคนิคในการเตรยี มตัวนาเสนออยา่ งงา่ ย
ในกรณีท่ีผู้นาเสนอจาเป็นต้องนาเสนออย่างกะทันหันโดยไม่มีเวลาในการเตรยี มตัวลว่ งหน้า ได้อย่าง
เพียงพอ ผู้นาเสนอจึงต้องเตรยี มตัวเพือ่ การนาเสนออย่างง่าย ซึง่ มหี ลกั การง่าย ๆ โดยการต้ังคาถามสาหรับการ
นาเสนอในคร้งั นัน้ คอื 5W 1H คือ
1. ทาไมตอ้ งมกี ารนาเสนอ (Why)
2. เราจะนาเสนออะไร (What)
3. เราจะนาเสนอกับใคร (Who)
4. เราจะนาเสนอเมอ่ื ใด (When)
5. เราจะนาเสนองานทไี่ หน (Where)
6. เราจะนาเสนออยา่ งไร (How)
1. ทาไมต้องมกี ารนาเสนอ (Why) ในการนาเสนอทุกครั้งไมว่ ่าจะเป็นการนาเสนอประเภทใด ยอ่ มมี
จุดมุ่งหมายในการนาเสนอ ผู้นาเสนอควรต้ังคาถามให้กับตนเองว่าทาไมจึงต้องมีการนาเสนอในคร้ังน้ี และหา
คาตอบใหก้ บั คาถาม
คาถามนี้เป็นถามเก่ียวกับการกาหนดวัตถุประสงค์ในการนาเสนอ สามารถสรุปหลักการในการ
กาหนดวัตถุประสงค์ไดด้ ังนี้
1) กาหนดวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนที่สุดที่จะทาได้ รวมท้ังวัตถุประสงค์สารองด้วย นามา
เรียบเรียงเปน็ คาพดู และจดบนั ทกึ ไว้
2) ย้อนกลับไปยังวัตถุประสงค์ท่ีตั้งไว้อยู่เสมอ เม่ือสงสัยว่าจะเพิ่มหรือจะตัดทอนอะไรใน
การนาเสนอ
2. เราจะนาเสนออะไร (What) การระบุข้อมูล บันทึกข้อมูลทั้งหมดท่ีจะนาเสนอ ผู้นาเสนอจะต้อง
วางแผนวา่ จะนาเสนอในเรื่องใดบ้าง มีขอบเขตเนื้อหาอยา่ งไร รวมถงึ การเตรียมภาพประกอบการเตรียมพร้อม
สาหรบั ขอ้ โต้แย้งท่คี าดว่าอาจจะเกิดขึ้นท้ังก่อน ในระหวา่ งและหลังจากการนาเสนอ
3. เราจะนาเสนอกับใคร (Who) บุคคลท่ีผู้นาเสนอต้องการเสนอเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้รับทราบ
ปฏิบัติ หรือตัดสินใจในบางอย่างที่เป็นความต้องการของผู้นาเสนอ ผู้นาเสนอต้องให้ความสาคัญกับผู้ฟังอย่าง
มาก เพราะเป็นบุคคลท่ีมีผลต่อการนาเสนอมากท่ีสุด การ “รู้ใจเขา” จะเป็นข้อมูลสาคัญที่ผู้นาเสนอมาใช้เปน็
ปจั จัยส่วนหน่งึ ในการวางแผนการนาเสนอ สิง่ ท่ีผนู้ าเสนอจะตอ้ งทาคอื การขอขอ้ มูล ข้อเทจ็ จรงิ ต่าง ๆ เก่ียวกบั
ผู้ฟังใหม้ ากทส่ี ุด เช่น ผฟู้ งั มีจานวนกี่คน ช่ืออะไร ทางานอะไร มอี ายเุ ท่าไร มีการศกึ ษาอยา่ งไร เพราะสงิ่ นี้จะมี
ผลกระทบต่อการคัดค้างหรือโต้แย้งหรือสอบถามในระหว่างการนเสนอได้ ผู้นาเสนออาจหาข้อมูลได้โดยการ
พูดคุยกับผู้ฟังก่อนการนาเสนอช่วงที่กาลังลงทะเบียนผู้เข้ารับฟังการนาเสนอ ระหว่างรับประทานอาหาร การ
พูดคุยกับผู้ฟังนอกเวลาการนาเสนอ เป็นโอกาสสาคัญท่ีผู้นาเสนอจะทาความเข้าใจให้ดีข้ึน และยังเป็นการ
ทาลายกาแพงกน้ั ระหว่างบคุ คลท้ังสองฝ่าย ทาใหเ้ กิดความรู้สกึ ทัศนคติทดี่ ตี ่อกัน
4. เราจะนาเสนอเมื่อใด (When) เวลาท่ีต้องคานึงถึงในการนาเสนอประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
ชว่ งเวลา ระยะเวลา และจังหวะเวลา
1) ช่วงเวลาท่ีนาเสนอ เป็นช่วงเช้า กลางวัน กลางคืน ช่วงเวลาในวนั หยุด วันทางาน ซึ่งมีผล
ต่อการวางแผนการนาเสนอ เช่น หากนาเสนอในช่วงกลางคืนผู้นาเสนอต้องคานึงถึงแสงสว่างต้องเพียงพอ
ความเมื่อยลา้ ของผูฟ้ งั เปน็ ตน้
2) ระยะเวลาในการนาเสนอมีมากน้อยเพียงใด การนาเสนอบางประเภทมรี ะยะเวลาเพียงไม่
นาน ไม่เกิน 3 ช่ัวโมง บางประเภทกใ็ ชร้ ะยะเวลานานเกิน 3 ชัว่ โมง เชน่ การนาเสนอขายสนิ ค้าใช้ระยะเวลาไม่
นาน การฝกึ อบรม สัมมนาใช้ระยะเวลานาน เปน็ ตน้
3) จังหวะเวลาในการนาเสนอ มีความสาคัญต่อการนาเสนอในกรณีท่ีสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึนใน
การนาเสนออาจเป็นไปตามท่ีคาดหวังหรือไม่คาดหวัง ผู้นาเสนอไม่อาจทราบได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน
ระหวา่ งการนาเสนอ ในบางครง้ั ผฟู้ ังอาจเกิดความไม่พอใจ คัดค้าน โกรธ หรือโมโหผ้นู าเสนออยู่ ควรจะเปล่ียน
เรื่องหรือเปลี่ยนประเด็น เพ่ือคลายบรรยากาศความตึงเครียด และรอจังหวะในการนาเสนอหลังจากที่
บรรยากาศคลายความตงึ เครยี ด และผูฟ้ ังอยู่ในอารมณ์ที่พรอ้ มจะรบั ฟังจึงนาเสนอเรื่องน้ันใหม่อกี คร้ัง
5. เราจะนาเสนองานท่ีไหน (Where) สถานท่ีในการนาเสนออาจไม่สาคัญนักสาหรับการนาเสนอ
บางประเภท แต่ผู้เสนอก็ควรใหค้ วามสาคัญในการสารวจสถานที่ทีจ่ ะใช้ในการนาเสนอ เพ่ือไม่ให้เกิดอุปสรรค
ในการนาเสนอ เช่น หลอดไฟเสีย อุปกรณ์หรือสื่อโสตทัศนูปกรณ์เสีย เป็นต้น ซ่ึงส่ิงเหล่าน้ีเปน็ ส่ิงสาคัญซึ่งอาจ
ทาให้เกิดอุปสรรคหรือความล้มเหลวในการนาเสนอได้ นอกจากนี้ในการเลือกสถานท่ีผู้นาเสนอควรคานึงถึง
ปจั จยั ด้านจานวนผ้ฟู งั การถา่ ยเทอากาศ ส่ิงรบกวนต่าง ๆ ด้วย
6. เราจะนาเสนออย่างไร (How) เมื่อเตรียมพร้อมสาหรับคาถามว่า ทาไม อะไร ใคร เมื่อไร ที่ไหน
แล้ว ข้ันต่อไปคือ การวางแผนว่าจะนาเสนออย่างไรซึ่งเป็นขั้นตอนท่ีมีความสาคัญมากท่ีสุด ผู้นาเสนอต้อง
สมมติตัวเองเป็นคนฟัง ส่ิงที่จะนาเสนอจะช่วยผ่อนความหนักใจให้ผู้ฟังได้หรือไม่ จะสามารถช่วยให้ผู้ฟัง
ตดั สนิ ใจหรือเกดิ ความคิดทส่ี ร้างสรรคไ์ ด้อย่างไร ซง่ึ จะนาไปสกู่ ารแนะนาในส่งิ ทท่ี าใหผ้ ฟู้ ังตงั้ ใจฟังและคิดได้
หลงั จากท่เี รียบเรยี งลาดบั ข้อมูล และข้อเสนอตามลาดับเพ่ือใหผ้ ู้ฟงั ไดเ้ ข้าใจและโนม้ เอียงได้
มากที่สุด ต่อไปคือ การเลือกภาพประกอบที่จะนามาใช้ เลือกอุปกรณ์ ส่ือโสตทัศนูปกรณ์ที่เหมาะสม ให้ทา
บันทึกโดยการเขียนให้ชัดเจนและมีขนาดใหญ่พอลงในกระดาษ เพราะการเขียนสิ่งที่จะพูดนาเสนอเป็นวิธีท่ีดี
ทสี่ ุดในการหาข้อโต้แย้ง และเป็นการทบทวนเรยี งลาดับความสาคญั ของสิ่งท่ีต้องนาเสนอ ทัง้ ยังช่วยใหส้ ามารถ
หาคาพูดทเ่ี หมาะสมเสรมิ เข้าไปในแตล่ ะตอนได้ รวมท้ังสามารถคดิ วางแผนไวล้ ว่ งหน้าได้ดีกว่าการคดิ แก้ปัญหา
ขณะเสนองานถึงแม้วา่ จะไมไ่ ด้เตรียมการไวล้ ่วงหน้า แต่ก็ควรจะเตรยี มประโยคการกล่าวสรุปไว้สาหรับการปิด
การนาเสนอ
สุดท้าย ก่อนการนาเสนอจริงผู้นาเสนอควรลองฝึกซ้อมกับเพ่ือนร่วมงาน ผู้ฟังจาเป็นหรือ
ฝึกซ้อมเพียงคนเดียว การซ้อมหลาย ๆ คร้ังจะช่วยลดความต่ืนเต้น และช่วยให้มีทักษะในการนาเสนอมาก
ย่งิ ขึ้น
เทคนิคในการนาเสนออยา่ งมีประสิทธภิ าพ
1. การนาเสนอ การนาเสนองานที่ดีสามารถทาได้โดยการฝึกฝน เช่น การเข้าไปหลักสูตรหรือการ
ฝกึ กนั เปน็ กลุ่ม เพ่อื ใหผ้ ูร้ ว่ มการฝึกฝนวิจารณ์ดว้ ยข้อติชมในทางสร้างสรรค์ผู้นาเสนอสามารถเรยี นรูว้ ิธีการและ
เทคนิคการนาเสนอได้จากการดูความผิดพลาดของผู้อื่นนามาใช้เป็นบทเรียน และการพูดคุยเพื่อหาวิธีการ
สร้างสรรค์เทคนิค วิธีการเสนองานแต่ละคร้ังเทคนิคง่าย ๆ ท่ีสาคัญมาก คือ ความสามารถในการกาจัดสิ่งกีด
ขวางของผู้พูด เพราะคนส่วนมากพูดในหมู่เพื่อนหรือเพ่ือนร่วมงานได้ดี มีความเป็นกันเอง เทคนิคการพูดในท่ี
ประชุม ก็คือ การรักษาความสามารถนั้นไว้ให้ได้ เวลาท่ียืนต่อหน้าผู้ฟัง ซึ่งเป็นบุคคลท่ีเราไม่รู้จัก ถ้าผู้พูด
สามารถขจัดสิ่งกีดขวางออกไปได้ทาให้เราเป็นตัวของตัวเองเป็นบุคคลท่ีมีความเป็นมิตร มีกิริยาท่าทางเป็น
ธรรมชาติ จะชว่ ยให้ผู้ฟังมีทัศนคติท่ดี ี และให้การสนบั สนุนตั้งแตเ่ รม่ิ ตน้ การพูด
ในการนาเสนอมีขอ้ พึงระวัง ไดแ้ ก่
1.1 การพูดผิด ๆ ถูก ๆ ทาให้ผู้ฟังเกิดความสับสน ไม่เข้าใจ ผู้นาเสนอควรนึกถึงความรู้สึก
ของผู้พูด ปรับปรุงการพูดโดยการพูดให้ชา้ ลง และชดั เจนมากย่ิงข้นึ
1.2 ความลังเล การหยุดพูดบ่อย ๆ หรือแสดงอาการลังเลโดยการใช้คาว่า “เอ้อ อ้า” แสดง
ถึงความไมม่ ่นั ใจในตัวเอง หรอื ผนู้ าเสนออาจมีความรใู้ นเรื่องที่พดู ไม่ดีพอจนไม่สามารถพูดต่อได้ จึงควรฝกึ ซ้อม
บ่อย ๆ และเตรียมความพร้อมเกยี่ วกับขอ้ มลู ให้มากขึ้น
1.3 การพูดซ้าซาก คาพูดที่ผู้พูดมักพูดจนติดเป็นนิสัย เช่น คาว่า “คือว่า” “จุดสาคัญคือ”
เป็นต้น การพูดซ้าซากมีผลเสียต่อการนาเสนอ คือ เม่ือผู้นาเสนอพูดบ่อยจนเกินไป จะทาให้ผู้ฟังเกิดความ
ราคาญ หรืออาจเห็นเป็นเรื่องตลก ทาให้ผู้ฟังสนใจจับผิดซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเนื้อหาท่ี
นาเสนอ ผนู้ าเสนอจงึ ควรฝกึ พูดโดยพยายามไมพ่ ดู คา ๆ น้ัน
1.4 การแสดงออกทางสีหน้า สื่อความหมายถึงความคิด ความรู้สึกในใจ แต่ละคนมักจะ
แสดงออกแตกต่างกันไป ผนู้ าเสนอบางคนสามารถควบคุมสหี น้าของตนได้ดี จนไม่สามารถทราบไดว้ ่าเขากาลัง
มีความรสู้ ึกทแ่ี ทจ้ รงิ อย่างไร ซ่งึ อาจคดิ ไดว้ า่ เขาไมม่ คี วามเป็นธรรมชาติ ไม่มคี วามเป็นตวั ของตวั เอง การควบคุม
การแสดงออกทางสีหนา้ เป็นผลดีตอ่ การนาเสนอ เพราะหากผนู้ าเสนอมีความรู้สกึ ไมพ่ อใจผ้ฟู ังกจ็ ะไม่แสดงออก
อาการโกรธออกมาทางสหี นา้ ทาใหบ้ รรยากาศการนาเสนอไมต่ ึงเครยี ดไปดว้ ย
1.5 การวางสายตาไม่เหมาะสม ผู้นาเสนอควรใช้สายตาในการสบตากับผู้ฟัง แต่ละคนเพื่อ
ตรวจสอบดูว่าผู้ฟังมีความสนใจในการนาเสนออยู่หรือไม่ ไม่ควรจ้องมองผู้ฟังจนทาให้เขารู้สึกอึดอัด หรือการ
ละสายตาจากผฟู้ งั มองเพดานเปน็ ระยะเวลานาน
1.6 การแดสงกิริยาซ้าซาก ผู้นาเสนอบางคนอาจมีกิริยาบางอยา่ งท่ีมักทาซ้าซากโดยที่เขาไม่
รสู้ ึกตวั เช่น การสะบัดผม เคาะโตะ๊ ใช้มือเทา้ เอว เป็นตน้ ซ่งึ กริ ยิ าเหล่านี้ถ้าทาบ่อย ๆ ขณะที่กาลังนาเสนอจะ
ทาใหผ้ ้ฟู ังราคาญ และทาลายความสนใจของผ้ฟู งั จากเรอื่ งนาเสนออยู่
2. ภาษา กฎของการพูดภาษาไทย ที่สาคัญทส่ี ดุ คือ
2.1 ใหใ้ ชค้ าพดู และประโยคส้นั ๆ ง่าย
2.2 ใช้รปู ประโยคตรง ๆ และคาพดู ทีร่ ะบุชัดเจนมากกวา่ ประโยคยอกย้อนหรือพูดลอย ๆ
2.3 การพูดเรื่องท่ัว ๆ ไป ใหใ้ ช้วิธีการยกตัวอย่าง
2.4 หลกี เล่ียงการใชศ้ ัพท์เทคนิค นอกจากจะแน่ใจว่าคนฟังคุ้นเคยกับคาเหลา่ นี้ ถ้าเลีย่ งไม่ได้
ใหอ้ ธิบายเพิม่ เตมิ
2.5 เตรียมคาพดู ที่จะพดู มาให้มากที่สดุ แต่อยา่ อา่ นหรือทอ่ งเปน็ คา ๆ ให้คนฟัง
2.6 ใช้คาและภาษาของตัวเองแบบทใี่ ชใ้ นการสนทนาธรรมดา ไม่ใชภ่ าษาเขยี น
2.7 ขยายความกระจ่างของข้อความดว้ ยตัวอย่างที่เจาะจง
3. ภาพประกอบ แม้เป็นการนาเสนองานเล็ก ๆ อย่างน้อยผู้นาเสนอก็ควรจะเตรียมกระดาษขาว
แผ่นใหญ่และปากกา สาหรับใช้แสดงภาพหรือคานวณให้ผู้ฟังดู นอกจากนี้ควรเตรียมอุปกรณ์ ต่าง ๆ ที่จะใช้
ประกอบการพูดเพอ่ื ประโยชน์ 3 ขอ้ คอื
3.1 เพื่อใหง้ า่ ยตอ่ การเขา้ ใจ โดยการแปลงตวั เลขทางสถติ ิเปน็ รูปแผนภมู ิ และกราฟ
3.2 ใช้แผ่นภาพอธิบายคาพูดท่ีซับซ้อน หรือเพ่ือขยายความ เพื่อทาให้เข้าใจง่ายข้ึน ชัดเจน
ขนึ้ และสนั้ ข้ึน ด้วยการใชร้ ปู ภาพ ภาพวาด แผนภมู ิ หรอื สินคา้ ตวั อย่าง
3.3 ใช้แผ่นภาพเพ่ือชักจูงใจ และทาให้การนาเสนองานชวนตดิ ตาม เพราะใช้ภาพ ๆ เดียวมี
ค่ามากกว่าคาพูดนับพันคา และภาพยังสามารถติดตรึงอยู่ในสมองของคนดูไปได้นานแสนนาน หลังจากท่ีผู้
นาเสนอพูดจบแลว้ ดังน้นั การใช้ภาพนาเสนอประกอบคาพดู ยอ่ มเปน็ การชักจงู ใจท่ีดกี วา่
4. รายละเอียดในการนาเสนอ ปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอในการนาเสนองาน คือ ตัดสินใจเร่ืองการเสนอ
รายละเอยี ด โดยเฉพาะอย่างย่ิงในการเสนองานท่มี ีกลมุ่ ผู้ฟังเป็นผู้เช่ยี วชาญนั่งอยูร่ ว่ มกนั กับผฟู้ ังธรรมดา ทางที่
ดีควรหลีกเล่ียงการพูดถึงข้อมูลท่ีมีรายละเอียดมากเกินไป แต่ควรใช้วิธีเตรียมเป็นเอกสารไว้แจกผู้เข้าฟัง
ภายหลัง ผู้นาเสนอไม่ควรแจกก่อนเพราะจะทาให้ผู้ฟังบางกลุ่มสนใจแต่เอกสารท่ีแจก หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ ใช้
ผู้เช่ียวชาญเฉพาะด้านมาเป็นผู้บรรยายผู้เช่ียวชาญทางเทคนิค ที่มาเข้ารับฟังเป็นการเสริมพลัง เป็นการพูด
เสรมิ ให้เฉพาะกลมุ่ หรือจะเปิดโอกาสใหผ้ เู้ ชย่ี วชาญเปน็ ผู้ตอบปญั หาทางด้านเทคนิคหลังจากท่พี ูดจบแล้ว
5. ความรู้สึกนึกคิด ในการนาเสนอแต่ละคร้ังผู้นาเสนอทราบว่าจะนาเสนออะไร วัตถุประสงค์อะไร
ในการนาเสนอ แต่ผู้นาเสนอไม่สามารถทราบความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของผู้ฟังได้ ทาให้ไม่ทราบว่าจะ
นาเสนออย่างไรให้ตรงกับความต้องการของผู้ฟัง ผู้นาเสนอสามารถทราบความคิดของผู้ฟังได้ โดยหาเป็นผู้ฟัง
กลุ่มเล็ก ๆ ผู้นาเสนอสามารถสอบถามจากผู้ฟังได้ เช่น การถามว่า ปัจจุบันผู้ฟังใชว้ ิธีการดาเนินงานด้วยระบบ
ใดอยู่ เคยคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร คิดว่าอะไรมีความสาคัญมากน้อยกวา่ กันแค่ไหน สิ่งเหล่าน้ีนอกจากจะ
ชว่ ยให้ผูน้ าเสนอได้ทราบข้อมูลและแนวทางการพูด มคี ่าแล้ว ยงั ชว่ ยทาลายกาแพงกน้ั ทาให้คนฟังได้มีส่วนร่วม
ในการนาเสนอด้วย และการเปล่ียนแปลงลักษณะการพูดเป็นการบรรยายท่ีให้ผนู้ าเสนอมีหน้าท่ีพูด ส่วนผู้ฟังมี
หนา้ ท่ีฟงั เพียงอย่างเดยี ว เป็นการพดู คยุ แบบเป็นกนั เอง
6. การยอมรับ ไม่ว่าเร่ืองท่ีนาเสนอจะมีความเพียบพร้อม สมบูรณ์แบบแค่ไหนก็อาจมีขีดจากัดและ
ข้อเสียได้ ผู้นาเสนอจึงควรยอมรับข้อเสียท่ีเกิดขึ้น การยอมรับข้อเสียจะทาให้ผู้นาเสนอ รู้ขอผิดพลาดของ
ตนเอง พยายามหาสาเหตขุ องความผดิ พลาดหรอื เสียหายทีเ่ กดิ ขน้ึ เมือ่ ปรับปรุงการนาเสนอในครงั้ ตอ่ ไป
7. สรปุ ปิดท้าย ก่อนสิน้ สุดการนาเสนอเปน็ ชว่ งสาคัญเชน่ เดยี วกบั การเร่ิมตน้ การนาเสนอ ผนู้ าเสนอ
ควรให้ความสาคัญในการสรุปิดปิดท้าย ไม่ควรพูดสรุปการนาเสนอแบบเล่ือนลอย แต่ควรปิดฉากการนาเสนอ
งานให้ดีท่ีสุด พยายามทาให้ผู้ฟังมีความรู้สึกประทับใจ ไม่ควรพูดยาวหรือซับซ้อนจนเกินไป ผู้นาเสนอต้องมี
การเตรยี มความพร้อมลว่ งหนา้ เป็นอยา่ งดี
การเตรียมปิดฉากการนาเสนอ ผู้นาเสนอควรย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของการนาเสนอเพอ่ื
กาหนดบทสรุปที่จะใชก้ ลา่ วก่อนปิดการนาเสนอ โดยวิธกี ารปิดการเสนอ โดยส่วนใหญ่มีวิธีการดงั น้ี
7.1 การขอความเห็น
- ขอความคิดเหน็ เพ่อื ทดสอบขอ้ สมมติฐาน
- คาถามประเภทของความคิดเหน็ ชว่ ยลดชอ่ งวา่ ระหว่างผูน้ าเสนอและผู้ฟัง
ทาให้ผู้ฟังไดม้ สี ่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
7.2 การสรุปปิดฉาก
- สรุปขอ้ เทจ็ จริงและขอ้ โต้แย้งหลกั ๆ
- เสนอข้อแนะนาสิ่งต่าง ๆ ท่จี ะต้องทา
- ถ้าข้อเสนอนะได้รับความเห็นชอบ ให้เสนอขั้นตอนต่อไปว่าจะต้องทา
อย่างไรตอ่
- อธบิ ายรายละเอียดของเอกสารประกอบ
- การกลา่ วขอบคณุ ผฟู้ งั
- เปดิ โอกาสให้ผฟู้ ังไดซ้ ักถาม
8. คาถาม ถา้ ผฟู้ ังมจี านวนมากก็อาจไม่จาเป็นต้องเปิดโอกาสใหถ้ าม อาจจะกลา่ ววา่ เพราะมีคนเป็น
จานวนมากและแต่ละคนให้ความสนใจต่างกัน จึงขอตอบคาถามหลังจากจบการนาเสนอแล้ว หรือการเปิด
โอกาสให้ผู้ฟังถามโดยกาหนดให้ถามในจานวนจากัด แต่หากเป็นการนาเสนอในกลุ่ม เล็ก ๆ ผู้นาเสนอควรเปิด
โอกาสให้ถามได้ คาถามของผู้ฟังจะเป็นส่ิงท่ีแสดงถึงความสนใจของผู้ฟังคาถามบางอย่างก็อาจเป็นประเด็นทผี่ ู้
นาเสนอคาดไม่ถึง และเปน็ ขอ้ มูลในการนาเสนอครั้งต่อไป
9. ปฏิกิริยาต่อคาถามท่ียากลาบาก หรือคาถามประเภทกวนเมือง วิธีการท่ีดีท่ีสุดคือ การยับยั้งการ
ตอบคาถามโดยใช้อารมณ์ที่เกิดข้ึนในใจของผู้นาเสนอ ควรพยายามคิดพิจารณาคาถามนั้นใหม่ หรือจะขอให้ผู้
ถามอธิบายคาถามให้กระจ่างมากขึ้นเพ่ือทบทวนคาถาม และหาจังหวะเวลาเพอื่ แก้ไขสถานการณ์ต่อไป
10. ภายหลังการเสนองาน หลังจากเสรจ็ สน้ิ การนาเสนอแลว้ ผู้นาเสนอมักเกดิ ความรู้สึกมั่นใจ หรอื
ภูมิใจท่ีได้รับคาชม แต่ความรู้สึกด้านอารมณ์น้ีจะจางหายไป สิ่งท่ีควรคานึงถึง คือ ควรนาการนาเสนอข้ึนมา
พิจารณาใหม่อย่างเปิดกว้างให้มากข้ึน ด้วยเหตุน้ีจึงควรนาเพ่ือนร่วมงานไปร่วมในการนาเสนองาน เพื่อให้
ประเมินผลว่ามีส่วนใดดีหรือไม่ดีอย่างไร เป็นการวิเคราะห์ผลการนาเสนองานหลังจากท่ีได้นาเสนอไปแล้ว ซึ่ง
เป็นสิง่ ท่ีมคี วามสาคัญมากที่จะชว่ ยให้ผนู้ าเสนอสามารถพฒั นาเทคนคิ วธิ ีการนาเสนอใหก้ ้าวหน้ามากย่งิ ขน้ึ
กลยุทธส์ าหรบั การนาเสนอ
กลยุทธ์หรือยุทธวิธีสาหรับการนาเสนอ คือ แผนการ วิธีการ ท่ีนามาใช้ในการดาเนินการนาเสนอ
เพอื่ ให้ประสบความสาเรจ็ ประกอบด้วย 4 กลยทุ ธ์ ดงั น้ี
1. กลยทุ ธใ์ นการมัดใจผู้ฟัง
2. กลยทุ ธ์ในการระบุวตั ถุประสงค์
3. กลยุทธ์ในการเรยี กรอ้ งความสนใจจากผฟู้ งั
4. กลยทุ ธ์ในการสรา้ งความเชื่อถอื
1. กลยุทธ์ในการมัดใจผู้ฟัง เป็นวิธีการในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้นาเสนกับผู้รับฟังการ
นาเสนอ เพ่ือให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิดความรู้สึกท่ีดีต่อผู้นาเสนอ เม่ือผู้รับฟังการนาเสนอเกิดทัศนคติท่ีดีต่อผู้
นาเสนอจะช่วยให้ผู้รับฟังเกิดความสนใจ ตั้งใจฟังการนาเสนอ ผู้นาเสนอสามารถปฏิบัติตามกลยุทธ์เพ่ือมัดใจ
ผู้ฟังตามวิธกี ารตอ่ ไปน้ี
1.1 การแสดงความเป็นมิตร ผนู้ าเสนอจะตอ้ งปฏบิ ัติตนตามสบาย ไมเ่ กรง็ มากเกินไป เพราะ
การเกร็งจะทาให้ผนู้ าเสนอดเู คร่งขรึม ทาใหบ้ รรยากาศในการนาเสนอเคร่งเครียดตามไปด้วย ผู้นาเสนอจะต้อง
สร้างความรู้สึกให้ผู้ฟังรู้สึกว่ากาลังได้รับการถ่ายทอด แบ่งปันข้อมูลความรู้จากเพื่อน แสดงความเป็นมิตรกับ
ผ้ฟู ังทั้งทางใบหนา้ ทา่ ทาง น้าเสยี ง จะทาใหบ้ รรยากาศในการนาเสนออบอ่นุ และผอ่ นคลาย
1.2 การแสดงความเคารพ เป็นการแสดงความเอาใจใส่ต่อผู้ฟัง ให้โอกาสผู้ฟังในการถาม
คาถาม ตอบคาถาม และยอมรับคาวิจารณ์จากผู้ฟัง โดยไม่แสดงอาการโกรธเคืองต่อคาวิจารณ์ เพราะคา
วจิ ารณจ์ ากผูฟ้ งั จะเป็นประโยชน์ต่อผนู้ าเสนอในการปรับปรุงการนาเสนอในครัง้ ต่อไป
1.3 ไม่สร้างความอับอายให้แก่ผฟู้ ัง คาถามท่ีถูกถามบางข้ออาจเป็นคาถามท่ีทาให้ผู้นาเสนอ
รูส้ ึกว่าเป็นคาถามงา่ ย ๆ หรอื ง่ายมาก ๆ ท่ีบุคคลทั่วไปกค็ งจะทราบคาตอบ แต่ผนู้ าเสนอก็ไมค่ วรแสดงอาการดู
ถกู ตาหนิ หรืออาการอย่างใดอย่างหน่ึงทจ่ี ะทาให้ผู้ถามรู้สึกเสยี หนา้ และอบั อายใหแ้ ก่ผู้ฟงั ท่ีถามคาถาม จะทา
ใหเ้ กิดความรสู้ กึ อบั อาย และเกิดทศั นคตทิ ่ีไมด่ ตี อ่ ผูน้ าเสนอ ทาให้เขาไมก่ ลา้ และไม่ยอมให้ความร่วมมอื อกี
1.4 นาเสนออย่างใจเย็น ผู้นาเสนอไม่ควรจะรีบร้อนเกินไปในการนาเสนอ การรีบนาเสนอ
เกินไปจะทาให้ผู้นาเสนอสับสนจนลืมใจความสาคัญไป ทาให้ผู้รับฟังคดิ พิจารณาและวิเคราะห์ตามไม่ทัน ผู้นา
เสนอจึงควรนาเสนออยา่ งใจเย็น หยดุ เป็นระยะ บรรยายอย่างชัดเจน และเน้นใจความสาคญั
1.5 ไม่หลงตัวเอง โดยธรรมชาติของมนุษย์มักมีความพอใจในการได้รับคากล่าวชม เยินยอ
จากผู้อ่ืน และมักมีความรู้สึกไม่พอใจในบุคคลท่ีหลงตนเอง ชอบอวดอ้างความดีงามของตนเองในการนาเสนอ
บางประเภท ผู้นาเสนอต้องแนะนาตนเอง และกล่าวถึงคุณสมบัติหรือความสามารถบางประการที่เก่ียวข้องกบั
เนื้อหาการนาเสนอ แต่การพูดถึงมากเกินไปจะทาให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกท่ีไม่ดี เบ่ือหน่ายในการฟังได้ ดังนั้น ใน
การนาเสนอผนู้ าเสนอจงึ ควรให้ความสาคญั ในเร่อื งท่ีนาเสนอมากกว่าการอวดอ้างความดี ความสามารถของตน
2. กลยุทธ์ในการระบุวัตถุประสงค์ การนาเสนอแต่ละคร้ังผู้นาเสนอจะต้องมีวัตถุประสงค์ในการ
นาเสนอ แต่บางครั้งการนาเสนอก็ไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้กาหนดไว้ ทาให้ไม่สามารถบรรลุตาม
วัตถุประสงค์เดิมทีก่ าหนดไว้ได้ ผนู้ าเสนอจงึ ควรปฏบิ ัตดิ งั ต่อไปนี้
2.1 ยึดมั่นในวัตถุประสงค์ ผู้นาเสนอต้องทาความเข้าใจกับตนเองว่าจะดาเนินการนาเสนอ
เพอ่ื ใหบ้ รรลตุ ามวตั ถุประสงค์ และจะไม่หลงปฏิบตั ิในสิ่งท่นี อกเหนอื ไปจากวตั ถปุ ระสงค์ท่กี าหนดไว้
2.2 บอกวัตถุประสงค์ให้ผู้รับฟังได้ทราบ ผู้นาเสนอจะต้องบอกวัตถุประสงค์ให้ผู้รับได้ทราบ
เพื่อผฟู้ งั จะได้รบั ทราบความต้องการ หรอื จุดประสงคท์ ่ผี ู้นาเสนอต้องการจากผู้ฟังทาให้ผู้ฟังสามารถตอบสนอง
ตอ่ การนาเสนอไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง ซง่ึ ถือไดว้ ่าเป็นการสือ่ สารระหว่างผู้นาเสนอและผฟู้ ังอย่างถูกตอ้ ง สมบูรณ์
2.3 เปล่ียนมุมมองจากผนู้ าเสนอเป็นผู้ฟงั การเปน็ ผนู้ าเสนอเพียงฝา่ ยเดยี วกจ็ ะรับรู้แต่หน้าท่ี
ของตนที่เป็นฝ่ายที่นาเสนอ นาเสนอในสาระข้อมูล ความรู้ท่ีต้องการจะให้ผู้ฟังได้ทราบแต่ในบางครั้งข้อมูลที่
ส่งไปให้กับผู้ฟังอาจไม่ใช่ส่งิ ที่ผ้ฟู ังต้องการ ซึ่งความต้องการของผู้ฟังน้ีเป็นสงิ่ ที่ผ้นู าเสนอควรให้ความสนใจมาก
ที่สุด ผู้นาเสนอจึงควรพิจารณาในฐานะของผู้ฟังว่าหากเป็นตนผู้ฟังแล้วจะต้องการส่ิงใดจากผู้นาเสนอ เพื่อนา
แนวความคิดทไี่ ดม้ าใชใ้ นการนาเสนอและกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ใหถ้ ูกต้อง
3. กลยทุ ธ์ในการเรียกรอ้ งความสนใจจากผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นการนาเสนอในรูปแบบใด สถานท่ีใด หรอื
ด้วยวตั ถุประสงค์ใดกต็ าม สงิ่ ที่ผ้นู าเสนอต้องการทีส่ ุดก็คือ การบรรลตุ ามวัตถุประสงค์ ซง่ึ สามารถเปน็ ไปได้จาก
การตอบสนองของผู้ฟังทีเ่ ป็นเป้าหมายสาคัญในการนาเสนอ การใหค้ วามสนใจในการนาเสนอของผู้ฟังจึงนับได้
ว่าเป็นบันได้ขั้นสุดท้ายท่ีจะนาไปสู่จุดหมายปลายทาง ผู้นาเสนอจึงต้องมีทักษะในการเรียกร้องความสนใจ ซึ่ง
สามารถปฏิบตั ิไดด้ งั น้ี
3.1 เรียนรทู้ กั ษะในการเรยี กร้องความสนใจ ผ้นู าเสนอไมจ่ าเป็นตอ้ งเรียนรูท้ ักษะน้ีเฉพาะกับ
ผู้มีความเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถเฉพาะด้านเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเรียนรู้ได้จากการชมรายการ
โทรทัศน์ต่าง ๆ ที่มีการสร้างความตื่นเต้น น่าสนใจ และน่าติดตามให้แก่ผู้ชม ผู้นาเสนอสามารถนามา
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นการเรียกรอ้ งความสนใจจากผูฟ้ ังได้
3.2 เปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม การพูดโดยผู้นาเสนอเพียงอย่างเดียว และใช้เวลา นาน ๆ
อาจทาใหผ้ ู้รบั ฟังการนาเสนอรสู้ ึกเบอื่ หน่ายได้ ผ้นู าเสนอควรเปดิ โอกาสให้ผ้ฟู งั ไดม้ สี ่วนร่วมในการนาเสนอดว้ ย
3.3 การนาส่ือมาใช้ จะช่วยให้การนาเสนอน่าสนใจ และเข้าใจได้ง่ายมากย่ิงข้ึนแต่ผู้นาเสนอ
ควรจะเลือกส่ือท่ีมีความเหมาะสมกับเร่ืองที่นาเสนอ สถานที่ งบประมาณ ฯลฯ เพ่ือให้การนาเสนอมี
ประสิทธภิ าพมากท่ีสุด
3.4 การกลา่ วถงึ เรื่องท่ีอย่ใู นความสนใจ ผู้นาเสนอจะต้องพิจารณาว่าผู้ฟงั เป็นบคุ คลประเภท
ใด มีเพศ อายุ การศึกษา ทางานอะไร สิ่งเหล่านี้ลว้ นมีความสาคัญต่อการเลือกเนื้อหาที่จะนามาใช้เสริมในการ
นาเสนอ เพื่อใหผ้ ฟู้ ังเกิดความสนใจในการนาเสนอ เช่น ผู้ฟังเปน็ เพศชาย วยั รุ่น มกี ารศึกษาในระดบั ปริญญาตรี
ผู้นาเสนอจึงควรนาเร่ืองที่อยใู่ นความสนใจของบคุ คลประเภทน้มี าใช้ คือ เร่ืองกีฬา ดนตรี หรือหาผู้ฟังเป็นเดก็
เรอ่ื งท่ีนามาใชก้ ็ควรจะเป็นเรือ่ งเกี่ยวกับนทิ าน การต์ ูน เป็นตน้
4. กลยุทธ์ในการสร้างความเช่ือถือ ความเช่ือถือเป็นสิ่งสาคัญทางด้านจิตใจของมนุษย์ เพราะหาก
บุคคลไม่มีความเช่ือถือกันผู้ฟังไม่มีความเชื่อถือในตัวผู้นาเสนอจะพยายามโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังด้วยวิธีการใดก็
ตาม ก็ไมส่ ามารถทาใหผ้ นู้ าเสนอเกดิ ความสนใจในเร่ืองทน่ี าเสนอได้
ผู้นาเสนอจึงต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตนเอง เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเช่ือถือโดยการปฏิบัติตาม
ขัน้ ตอนต่อไปนี้
4.1 การแสดงความสามารถ ผู้นาเสนอต้องแสดงความสามารถของตนให้เรือ่ งท่ีจะทาให้ผูฟ้ งั
เกิดความเชื่อถือ แสดงความเชี่ยวชาญในด้านท่ีเกี่ยวกับเร่ืองนั้น ๆ ผู้ฟังจะมีความรู้สึกเช่ือม่ันในความสามารถ
ของผู้นาเสนอ
4.2 การแสดงถึงบุคลิกภาพที่ดี บุคลิกภาพ คือ ลักษณะพิเศษเฉพาะของแต่ละบุคคล อันทา
ให้บุคคลน้ันแตกต่างจากบุคคลอื่น ๆ บุคลิกภาพประกอบด้วย รูปสมบัติและคุณสมบัติบุคคลที่มีบคุ ลิกภาพทีด่ ี
ทง้ั รปู สมบตั ิแลคุณสมบัติยอ่ มส่งผลใหเ้ ป็นบุคคลท่มี ีความนา่ เชอ่ื ถอื
4.3 รักษาคาพดู ในการให้คาม่ันสญั ญาใด ๆ ผนู้ าเสนอตอ้ งใหค้ วามสาคัญ จดจาคามั่นสัญญา
ที่ตนได้ให้ไว้กับผู้นาเสนอ และทาตามคาสัญญา ซึ่งจะทาให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกว่าผู้นาเสนอมีความน่าเช่ือถือ
เพราะเปน็ คนรกั ษาสัจจะสัญญา ไมว่ า่ ผู้ฟังจะตกลงทาสัญญาใด ๆ กบั ผนู้ าเสนอกจ็ ะสามารถเชื่อได้วา่ ผู้นาเสนอ
จะทาตามสัญญาท่ไี ด้ให้ไว้
4.4 การตอบคาถาม การนาเสนอประเภทใดก็ตามผู้นาเสนอจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ
ความชานาญ และทักษะในเรื่องท่ีนาเสนอ เพ่ือท่ีจะได้สามารถถ่ายทอดข้อมูลท่ีมีให้กับผู้ฟังได้เข้าใจ ส่ิงใดที่ผู้
นาเสนอไม่มีความเข้าใจหรือเข้าใจเพียงเล็กน้อยก็ควรจะหาข้อมูลเพ่ิมเติมเพราะข้อมูลบางอย่างท่ีเก่ียวข้องกับ
เร่ืองท่ีนาเสนออาจอยู่ในความสนใจของผู้ฟัง หากผู้นาเสนอมีความรู้ ความเข้าใจเพียงเล็กน้อยก็ควรจะหา
ข้อมูลเพม่ิ เติม เพราะข้อมูลบางอย่างท่ีเกยี่ วช้องกับเรื่องที่นาเสนออาจอยู่ในความสนใจของผู้ฟัง หากผู้นาเสนอ
มีความรู้ ความเขา้ ใจในเร่ืองทีน่ าเสนอไมด่ ีพอ กอ็ าจทาใหผ้ ู้ฟังเกิดข้อโต้แย้งในข้อมูลท่นี าเสนอได้
บคุ ลกิ ภาพของผนู้ าเสนอ
คาวา่ "บุคลิกภาพ" (personality) ซ่ึงเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคล ทบี่ ่งบอก ความแตกตา่ งระหว่าง
บคุ คล ไดม้ ผี ูใ้ หค้ วามหมายไวต้ า่ ง ๆ กนั ดังต่อไปน้ี
เออร์เนส อาร์.ฮิลการ์ด (Hilgard 1962:447) กล่าวว่า บุคลิกภาพ เป็นลักษณะ ส่วนรวมของบุคคล
และการแสดงออกของพฤติกรรม ซ่ึงชี้ให้เห็นความเป็น ปัจเจกบุคคล ในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึง
ลกั ษณะท่สี ง่ ผลส่กู ารติดต่อ สัมพนั ธก์ บั ผูอ้ ื่น ได้แก่ ความร้สู กึ นบั ถอื ตนเอง ความสามารถ แรงจงู ใจ ปฏิกริ ยิ าใน
การเกิดอารมณ์ และลักษณะนิสยั ทสี่ ะสมจากประสบการณช์ ีวิต
ฟิลลปิ จี.ซิมบาร์โด และฟลอยด์ แอล.รชู (Zimbardo and Ruch 1980:292) อธิบายวา่ บุคลิกภาพ
เป็นผลรวมของลักษณะ เชิงจิตวิทยาของบุคคล แต่ละคน มีผลต่อการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมหลากหลายของ
บุคคลน้ัน ท้ังส่วนที่เป็นลักษณะภายนอก ท่ีสังเกตได้ง่าย และพฤติกรรมภายในท่ีสังเกตได้ยาก ลักษณะที่
หลากหลายดังกลา่ วส่งผลใหบ้ คุ คลแสดงออกต่างกันใน แตล่ ะสถานการณ์และช่วงเวลา
ริชาร์ด ซี.บุทซิน และคณะ (Bootzin and others 1991:502) ให้ความหมายว่า บุคลิกภาพเป็น
ลักษณะนสิ ัย และรปู แบบของความคิด ความรสู้ ึก และการประพฤตปิ ฏิบัตขิ องบุคคลแต่ละคน
อัลชลี แจ่มเจริญ (2530:163) ให้ความหมายว่า บุคลิกภาพ หมายถึงลักษณะส่วนรวมของบุคคล
ท้ังหมด ท่ีแสดงออกมาปรากฎ ให้คนอื่นได้รู้ได้เห็น ซึ่งแตกต่างกันเพราะภาวะสิ่งแวดล้อมท่ีสร้างตัวบุคคลน้ัน
แตกต่างกันประการหน่ึง และพันธุกรรม ท่ีแต่ละบุคคล ได้มาก็แตกต่างกัน ไปอีกประการหนึ่ง จากคาจากัด
ความและความหมายของ "บุคลิกภาพ" ท่ีกล่าวมา สรุปได้ว่า บุคลิกภาพ คือตัวบุคคลโดยส่วนรวม ท้ังลักษณะ
ทางกาย ซึ่งสังเกตได้ง่าย อันได้แก่รูปร่างหน้าตากิริยาท่าทาง น้าเสียง คาพูด ความสามารถทางสมอง ทักษะ
การทากิจกรรมต่าง ๆ และลักษณะทางจิต ซ่ึงสังเกตได้ค่อนข้างยาก ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิด เจตคติ ค่านิยม
ความสนใจ ความมุ่งหวัง อุดมคติ เป้าหมาย และความสามารถในการปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ลักษณะ
ดังกล่าวมีท่ีมาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมของแต่ละคน ส่งผลสู่ความสามารถในการปรับตัว ต่อสิ่งแวดล้อม
และความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
วธิ ีการนาเสนอ
ในการนาเสนอด้วยวาจา คุณสมบัติอันเป็นลักษณะประจาตัวของผู้นาเสนอ ถือได้ว่าเป็นส่วน
สาคัญของความสาเร็จในการนาเสนอ เพราะคุณสมบัติของผู้นาเสนอจะมีอิทธิพลต่อการโน้นน้าวชักจูงให้เกิด
ความสนใจ ความไว้วางใจ เชื่อถือ และการยอมรับได้มาก เท่ากับหรือมากกว่าเน้ือหาท่ีนาเสนอผู้นาเสนอที่
ประสพความสาเรจ็ ส่วนใหญ่ จะมคี ุณสมบัตดิ ังตอ่ ไปนี้
1. มีบุคลิกดี
2. มีความรู้อย่างถ่องแท้
3. มคี วามน่าเชอ่ื ถอื ไวว้ างใจ
4. มคี วามเช่ือมน่ั ในตนเอง
5. มภี าพลักษณ์ทดี่ ี
6. มนี า้ เสียงชดั เจน
7. มีจิตวิทยาโน้นนา้ วใจ
8. มีความสามารถในการใชโ้ สตทัศน์อปุ กรณ์
9. มคี วามชา่ งสังเกต
10. มไี หวพรบิ ปฏภิ าณในการคาถามดี
การนาเสนอเป็นหนึ่งใน ทักษะท่ีทุกคนจะต้องฝึกฝนให้เกิดขึ้นแก่ตน เพราะเป็นทางนามาซ่ึง
ความสาเร็จในการนาผลงาน แผนงาน โครงการและความคิดต่าง ๆ เสนอเพื่อให้มีการรับรอง หรือ อนุมัติ
นบั วา่ เป็นสงิ สาคญั อยา่ งยงิ่ ในการทางานและการดาเนนิ ชีวติ
ทักษะของผนู้ าเสนอ
ผู้นาเสนอจะต้องศึกษาและฝึกฝนตนเองให้มีทักษะหลายด้าน เพ่ือเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้
นาเสนอท่ีดี เพราะผู้นาเสนอเป็นปัจจัยสาคัญในความสาเร็จของการนาเสนอ โดยท่ัวไปผู้นาเสนอจะต้อง
เสรมิ สร้างทกั ษะดังตอ่ ไปนี้
1. ทักษะในการคิด (conceptual skill) ผู้นาเสนอจะต้องเรียนรู้ และ สร้างความชานาญ
ชัดเจนในการคิดแม้ว่าจะมีเน้ือหาสาระจากข้อมูลที่มีอยู่ ผู้นาเสนอก็จะต้องคิดพิจารณาเลือกใช้ข้อมูล และ
ลาดบั ความคดิ เพ่ือจะนาเสนอใหเ้ หมาะแกผ่ ู้รบั การนาเสนอ ระยะเวลา และโอกาส
2. ทกั ษะในการฟัง (listening skill) ผู้นาเสนอจะต้องสดับรับฟัง และส่งั สมปัญญาเป็นการ
รอบรู้จากการได้ฟัง ผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญในเรื่องท่ีจะนาเสนอเพื่อนามากลั่นกรอง เรียบเรียงเป็นเนื้อหาในการ
นาเสนอ
3. ทักษะในการพูด (speaking skill) ผ้นู าเสนอจะตอ้ งฝกึ ฝนการพดู เพอ่ื บอกเล่า
เน่ืองโน้นนา้ วจูงใจ ใหผ้ รู้ ับฟังการนาเสนอเหน็ ด้วย อนั จะเป็นทางทาให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการนาเสนอ
4. ทักษะการอ่าน (reading skill) ผู้นาเสนอจะตอ้ งเป็นนักอ่านทม่ี คี วามชานชิ านาญชัดเจน
ในการส่ังสมข้อมูล สามารถประมวลความรู้นามาใช้ในการนาเสนอได้เพียงพอแก่ความต้องการของผู้ รับการ
นาเสนอ
5. ทักษะในการเขียน (writing skill) ผู้นาเสนอจะตอ้ งเสริมสร้างทักษะการเขียนเพราะการ
เขียนเป็นการแสดงความคิด ความเช่ือ ความรู้ ความรู้สึก อารมณ์ และ ทัศนคติ ของผู้เขียนให้ผู้อ่านได้ทราบ
โดยใช้ตัวอักษร การนาเสนอด้วยการเขียนจึงต้องมีความประณีต พิถีพิถันในการเลือกใช้คาด้วยการรู้
ความหมายที่แทจ้ รงิ ของถอ้ ยคา และใช้ถ้อยคาให้ถูกต้องเหมาะสม
6. ทักษะในการถ่ายทอด (delivery skill) ผนู้ าเสนอจะต้องฝกึ ฝนการถา่ ยทอดเนื้อหาสาระ
ให้เกิดความเข้าใจถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ด้วยวิธีนาเสนอในรูปแบบท่ีเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และ
สถานการณใ์ นการนาเสนอ
บุคลิกภาพขณะนาเสนอ
บุคลิกภาพขณะนาเสนอ คือ สภาวะทุกอย่างของผู้นาเสนอ ทั้งสภาวะทางกายและจิตใจ ซง่ึ
มีอิทธิพลต่อการกระทาในระหวา่ งการนาเสนอ บุคลกิภาพท่ีดีเป็นส่งิ สาคัญทาให้เราม่ันใจในขณะพูดและทาให้
ผูฟ้ งั เกดิ ความ ร้สู กึ ประทบั ใจและสนใจติดตามฟัง โดยไมร่ สู้ กึ เบอ่ื หรอื งว่ งนอนก่อนทเ่ี ราจะพูดจบ
บคุ ลกิ ภาพท่ีดีในการนาเสนอนนั้ ประกอบดว้ ย
1. การแตง่ กาย
2. การใชภ้ าษา
3. การใชเ้ สียง/จังหวะการพดู
4. การแสดงออกทเี่ หมาะสม
การแต่งกาย(Dressing)
การแต่งกายเป็นจุดแรกที่ดึงดูดสายตาผู้คน เคร่ืองแต่งกายเป็นตัวบ่งบอกถึงบุคลิก นิสัย
ความเป็นมืออาชพี ทาใหผ้ ู้ฟังรู้สึกประทบั ใจก่อให้เกดิ ทัศนคติที่ดีอยากตดิ ตาม ฟัง
เทคนคิ การแต่งกาย
1. ผม - เล็บตัดสัน้ ใหเ้ ปน็ ระเบยี บเรยี บร้อย
2. เครื่องประดบั - ควรมแี ต่พอเหมาะ
3. เส้ือผ้า
- แตง่ กายให้สะอาด สภุ าพ เรยี บรอ้ ย สีเรียบ ไมฉ่ ดู ฉาด
- แตง่ กายใหเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะและสถานท่ี
- ไม่ควรใส่ กระโปรงยาวหรอื สั้นเกินไป (สาหรับสภุ าพสตรี)
การใช้ภาษา
- ใช้ภาษาใหเ้ หมาะกบั กลุ่ม ผูฟ้ งั
- ภาษาทใี่ ช้ตอ้ งมคี วามชดั เจน
- ใช้ภาษาที่สุภาพ อกั ขระถูกต้องและเข้าใจงา่ ย
- กะทดั รัดไดใ้ จความ ไมใ่ ช้คาฟุ่มเฟือย
การใช้เสยี ง/จงั หวะการพูด
- เปน็ ธรรมชาติไมท่ มุ่ หรอื แหลมจนเกนิ ไป
- พดู ด้วยความเรว็ ที่เหมาะสม ไม่เร็วหรือช้าจนเกนิ ไป
- พดู ใหด้ งั และชัดเจน ไม่ใชร้ ะดับเสียงเดยี ว
- รจู้ ักการใชเ้ สยี งสูง-ต่า ในการเนน้ ความหมายอย่างเหมาะสม
การแสดงออกทเ่ี หมาะสม
1. การใช้สายตา (Eye Contact)
2. ภาษากาย (Body Language)
- การนงั่ นาเสนอ
- การยืนนาเสนอ
- มือ/แขน
- ใบหนา้ /สีหนา้
อ้างองิ
rungnapa.blogspot.com. บุคลิกภาพในการนาเสนอ. [ระบบออนไลน์] แหล่งทีม่ า
http://54020271rungnapa.blogspot.com/2012/01/blog-post_43.html
(18 กนั ยายน2563)
sites.google.com. คุณสมบตั ิของผนู้ าเสนอและทักษะผนู้ าเสนอ. [ระบบออนไลน์] แหลง่ ที่มา
https://sites.google.com/site/karnasenx/extra-credit (18 กนั ยายน2563)
sites.google.com. บุคลกิ ภาพ. [ระบบออนไลน์] แหลง่ ท่ีมา
https://sites.google.com/site/personality009/bukhlikphaph (18 กันยายน2563)
บทท่ี 6
การจัดเตรียมวัสดุ อปุ กรณ์ ในการนาเสนองาน
บทนา
วัสดุ อปุ กรณด์ จิ ทิ ัลท่ีชว่ ยในการนาเสนอผลงาน
อุปกรณ์ดิจิทัลท่ีสามารถถ่ายทอดภาพและเสียงในงานนาเสนอเพ่ือให้งานนาเสนอมีคุณภาพ เข้าถึง
ผ้ชู มและผฟู้ ังไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ มดี งั นี้
1. เครื่องเสียงและเคร่ืองขยายเสียง ใช้ในการบันทึกเสียงหรือกระจายเสียง ในการ
นาเสนอรปู แบบของการบรรยายเพือ่ ให้ผ้รู บั ฟังได้ยินเสียงผู้บรรยายชัดเจนและนา่ สนใจ
2. เคร่ืองคอมพิวเตอร์ จัดเป็นเทคโนโลยีท่ีมีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง รวดเร็ว ซ่ึงสามารถ
นามาใช้ในการนาเสนอได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพสูง สามารถเช่ือมต่อ กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบ
คอมพิวเตอร์จึงสามารถนาเสนอข้อมูลได้ทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ซอฟต์แวร์ในการประมวล
ผล และนาเสนอผ่านอปุ กรณ์แสดงผลและอปุ กรณต์ อ่ พว่ งตา่ ง ๆ
3. โพรเจกเตอร์ (Projector) เป็นอุปกรณ์ฉายภาพที่ใช้ในการนาเสนอ โดยสามารถ
รองรับสัญญาณภาพจากคอมพวิ เตอร์ เครอื่ งเลน่ วซี ีดี เครอื่ งเล่นดวี ดี ี และเครอ่ื งกาเนิดภาพอ่นื ๆ แล้วแสดงผล
ขยายขนาดบนจอรับภาพช่วยให้มองเห็นได้ไกลขึ้น เหมาะสาหรับการนาเสนอข้อมูลในห้องประชุม เพื่อให้
ผู้เขา้ รว่ มประชุมสามารถมองเห็นภาพหรอื ขอ้ ความไดอ้ ย่างชดั เจน
4. วิชวลไลเซอร์ (Visualizer) เป็นอุปกรณ์ฉายภาพระบบดิจิทัลประเภทหนึ่ง ซึ่งพัฒนา
มาจากโอเวอร์เฮดหรือเคร่ืองฉายข้ามศีรษะ ใช้แสดงภาพวัตถุและเอกสารสู่จอรับภาพที่มีอยู่จริงได้เลย โดยไม่
ต้องดัดแปลง อุปกรณ์น้ีเหมาะสาหรับใช้ในการนาเสนองานต่าง ๆ โดยเฉพาะครู-อาจารย์ท่ีสอนหนังสือ และ
ใช้ได้ดีในการนาเสนอภาพนิ่งมากกว่าภาพเคล่อื นไหว แต่ภาพท่ีแสดงออกมานั้นก็ใหค้ วามคมชัด มีสีสดใส และ
มโี หมดของการแสดงภาพให้ปรบั การทางานดว้ ย การควบคุมการทางานสามารถทาได้โดยใชร้ ีโมต
5. กล้องถ่ายรูปดิจิทัล (Digital Camera) เป็นอุปกรณ์รับภาพท่ีเปลี่ยนจากฟิล์มมาเป็น
อปุ กรณอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์ ซง่ึ เมอื่ ถ่ายรปู ท่ีต้องการแล้ว รูปจะถกู เก็บลงในหนว่ ยความจา (memory) ทีอ่ ยใู่ นกล้อง
เมื่อต้องการดูรูปทาได้โดยการถ่ายข้อมูลจากหน่วยความจาลงบนเครื่องพิมพ์หรือเคร่ืองคอมพิวเตอร์ ภาพที่ได้
จะมีขนาดตามท่ีต้องการ สามารถย่อหรือขยาย ปรับแสงหรือเงาแล้วแต่ความพอใจหรือจะเพิ่มรูปแบบก็
สามารถทาได้ และเมื่อจะถา่ ยใหม่ กส็ ามารถใช้หนว่ ยความจาเดิมได้เลย โดยไมต่ อ้ งเสียเงนิ ซ้อื ฟลิ ม์
6. กล้องถ่ายวีดิทัศน์ดิจิทัล เป็นอุปกรณ์รับภาพท่ีบันทึกข้อมูล ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว
และเสียง เก็บไว้ในหน่วยความจาแบบแฟลชภายในกล้อง สามารถย่อหรือขยาย ปรับแสงเงาของภาพได้ และ
ในปัจจุบนั สามารถคดั ลอกขอ้ มลู ลงในแผ่นดวี ีดไี ด้เลย โดยไม่ตอ้ งโอนลงในเครอื่ งคอมพวิ เตอร์
7. คอมพิวเตอร์ต้ังโต๊ะและคอมพิวเตอร์ขนาดสมุดบันทึกหรือโน้ตบุ๊ก เป็นอุปกรณ์ที่ใช้
สร้างงานนาเสนอ เป็นส่ือกลางในการเช่ือมโยงอุปกรณ์อ่ืน ๆ เช่น โพรเจกเตอร์ เพื่อนาเสนองาน และใช้
นาเสนองานผา่ นจอภาพของเคร่อื งคอมพิวเตอร์
8. เคร่ืองเล่นเสียง หรือเคร่ืองเล่นเอ็มพีสาม (MP3) เป็นอุปกรณ์ซ่ึงบรรจุข้อมูลเสียงที่ใช้
เล่นในคอมพิวเตอร์และสามารถถ่ายโอนข้อมูลเข้าไปในคอมพิวเตอร์ได้ โดยข้อมูลเสียงน้ันใช้เทคโนโลยีบีบอัด
ให้มีขนาดเล็กลงมากกว่าข้อมูลเสียงปกติถึง 12 เท่า แม้ขนาดข้อมูลจะเล็กลง แต่คุณภาพเสียงไม่ได้เสียไป
อย่างไรก็ตาม หากเรานาข้อมูลเสียงจากเครื่องเล่น MP3 ไปเล่นในเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า จะได้เสียงใน
ลกั ษณะกระตกุ หรอื ใชก้ ารไม่ไดเ้ ลย
9. รีโมท (remote mouse) เป็นอุปกรณ์ท่ีช่วยควบคุมการนาเสนอข้อมูลในรูปแบบของ
อปุ กรณ์ไร้สาย โดยกดผ่านเมาสท์ เี่ ป็นรโี มทของเครอ่ื งฉายภาพแทนการกดท่ีเคร่อื งคอมพิวเตอร์
10. เมาส์ปากกา (mouse pen/tablet pen/graphic tablet) จัดเป็นอุปกรณ์นาเข้า
ข้อมูลในลักษณะปากกา ท่ีสามารถใช้เขียนหรือคลิกบนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เมาส์ปากกาสามารถลากวาดเส้นได้
อิสระกว่าเมาส์ธรรมดาทาใหเ้ หมาะสมกับการทางานด้านกราฟิกและยังสามารถใชง้ านร่วมกับระบบปฏิบตั ิการ
ได้หลายระบบปฏิบัติการ รวมถึงใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการใช้งานด้านกราฟิกอย่างเช่น Adobe โดย
อปุ กรณเ์ หล่านีส้ ามารถติดต้งั ได้ง่าย ผา่ นพอร์ต USB
11. เลเซอร์พอยต์เตอร์ (laser pointer) เป็นอุปกรณ์ช้ีตาแหนง่ ด้วยแสงเลเซอร์ไปยังงาน
นาเสนอ ทาให้การนาเสนองานมีความชัดเจนมากขึ้น สามารถช้ีสิ่งท่ีกาลังจะนาเสนอให้ผู้รับสารเห็นได้อย่าง
ชัดเจน โดยในปัจุบันเลเซอร์พอยต์เตอร์บางรุ่นบรรจุความสามารถของรีโมทในการเลื่อนหน้าจอ โดยสามารถ
ใช้ได้กับ Microsoft Word, Excel, PowerPoint, PDF, Internet Explorer, Mozilla Firefox และโปรแกรม
อนื่ ๆ อีกมากมาย
นอกจากอุปกรณ์ดิจิทัลที่ช่วยในการนาเสนอผลงานแล้ว ยังมีส่วนประกอบท่ีสาคัญในการนาเสนอ
งานคือ คาบรรยาย หรือบทพากย์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบด้านโสตหรือเสียงนั่นเอง โดยมีวิธีการและหลักในการ
พจิ ารณาดงั นี้
1. การบรรยายสด เหมาะสาหรับการประชมุ หรือสัมมนาทตี่ อ้ งการใหผ้ ชู้ มมสี ่วนร่วม เพราะ
ผู้บรรยายในกรณีน้ีเป็นผู้ท่ีรู้เร่ืองราวเก่ียวกับเนื้อหาเป็นอย่างดีรู้ว่าควรจะเน้นตรงจุดใดและปฏิกิริยาจากผู้ชม
ทาให้ผ้บู รรยายรู้ว่าผู้ชมสามารถติดตามทาความเขา้ ใจได้เพียงพอหรือไม่รวู้ ่าส่วนไหนจะต้องอธิบายขยายความ
มากน้อยเพยี งใด
2. การพากย์ เหมาะสาหรบั เนอื้ หาท่ีสามารถถา่ ยทอดได้โดยไม่ต้องอาศัยการมีส่วนรว่ มของ
ผู้ชม ข้อดีคือสามารถเลือกใช้เสียงพากย์ท่ีมีความไพเราะน่าฟัง และสามารถเลือกใช้ดนตรี หรือเสียงประกอบ
(Sound effect) เพื่อสรา้ งบรรยากาศ แตข่ อ้ เสียคือไมม่ คี วามยืดหยุน่ ไม่สามารถปรบั ใหเ้ หมาะสมกบั ความรู้สึก
ของผชู้ มในขณะนั้น
อ้างอิง
computer35blog.wordpress.com. การใช้เทคโนโลยีในการนาเสนองาน. [ระบบออนไลน์]
แหล่งที่มา https://computer35blog.wordpress.com. (18 กันยายน 2563)
sites.google.com. อุปกรณ์และเคร่อื งมือช่วยในการนาเสนองาน. [ระบบออนไลน์]
แหล่งท่ีมา https://sites.google.com/site/reiynrukhorngngankhxmphiwtexr/hnwy-kar-
reiyn-ru-thi2/xupkrn-laea-kheruxng-mux-chwy-ni-karna-senx-ngan-1 (18 กนั ยายน 2563)
บทที่ 7
การใช้โปรแกรมสาเรจ็ รปู ในการนาเสนองานสาหรับเลขานุการ
บทนา
ในอดีตมนุษย์ได้พยายามใช้เทคโนโลยีในยุคน้ันนาเสนอข้อมูล สารสนเทศ การเล่าเรื่อง เช่น การ
เขียนภาพในผนังถ้า ถือเป็นการใช้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเคร่ืองมือ ท่ีใช้เขียน สลัก ขูดขีดให้เป็นรอย หรือ
แม้แต่ดินสีที่ใช้เขียน การนาเสนอน้ันยังเป็นหลักฐานคงทนให้มนุษย์ปัจจุบันได้ศึกษา ได้ใช้เทคโนโลยีสารสน
สนเทศสร้างคุณภาพชีวติ คณุ ภาพทางการศกึ ษา คุณภาพสังคม และคุณภาพของธุรกจิ ในบรษิ ทั หรอื องค์กร
ความหมายของการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศนาเสนองาน
เทคโนโลยีสารสนเทศนาเสนองาน หมายถึง การถ่ายทอดความคิดในเรื่องใดเร่ืองหนึ่งท่ีมี
วัตถุประสงค์แน่ชัด ในกลุ่มเป้าหมายเข้าใจภายในเวลากาจัด โดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ
เปน็ สอ่ื กลางในการนาเสนองานไปส่กู ลมุ่ เปา้ หมาย เพ่อื ให้บรรลุตามวัตถุประสงคข์ องผู้นาเสนอ
วัตถปุ ระสงคใ์ นการนาเสนองาน
เพ่ือใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบสื่อเพ่ือการนาเสนองาน การใช้อุปกรณ์สารสนเทศท่ีสอดคล้อง
ระหว่างสอ่ื กับวัตถปุ ระสงค์ในการนาเสนอ โดยสามารถจาแนกวตั ถุประสงคใ์ นการนาเสนอ ไดด้ ังนี้
1. นาเสนอให้ทราบ เป็นการนาเสนอที่ต้องการบอกกล่าว บอกเล่าข้อเท็จจริง เพ่ือแก้ข้อ
ขัดแยง้ ท่มี อี ยู่เดิมหรือยนื ยัน และการนาเสนอขอ้ มูลใหม่ๆ เพือ่ ใหก้ ล่มุ เปา้ หมายได้รบั ทราบเพ่มิ เติม
2. นาเสนอเพ่ือการศึกษา เป็นการนาเสนอท่ีต้องการให้เกิดความรู้กับกลุ่มเป้าหมาย การ
นาเสนอข้อค้นพบในผลงานใหม่ เช่น ผลการทดลองโครงงาน ผลการทดสอบประสิทธิภาพของโปรแกรมที่
พฒั นา
3. การนาเสนอเพื่อความบันเทิง เป็นการนาเสนอที่ให้ความสนุกสนานการผ่อนคลายเป็น
หลกั โดยอาจจะเป็นการนาเสนอด้านเดียวจากผู้นาเสนอ เชน่ การรอ้ งเพลง การอ่านคากลอน
4. การนาเสนอเพ่ือโน้มน้าวใจ เป็นการนาเสนนอท่ีชักชวน ชวนเชื่อชักจูงใหก้ ลุ่มเป้าหมาย
คล้อยตาม ยอมรับและปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของผู้นาเสนอ ซ่ึงเป็นหัวใจขององค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมท่ี
ต้องการเพม่ิ ผลผลิตหรือกาไร
การนาเสนอน้ันอาจจะมีวัตถุประสงค์ของการนาเสนอมากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์ในการนาเสนอครั้ง
เดียวกัน เช่น การนาเสนอเพื่อการบันเทิงและเพื่อโน้มน้าวใจ ซ่ึงมีวัตถุประสงค์ของการนาเสนอน้ันอาจไม่
จาเป็นตอ้ งสอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงคข์ องผ้ไู ดร้ บั การนาเสนอก็ได้
ขน้ั ตอนการนาเสนองาน
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ นาเสนองาน มขี นั้ ตอนดังน้ี
1. ศึกษาวัตถุประสงค์ในการนาเสนอ เพ่ือให้นาเสนอได้ตรงประเด็น กระชับ และรูว่าต้องมี
ข้อมูลในกานนาเสนอมากน้อยเพยี งใด
2. วิเคราะห์และเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย เป็นการศึกษาเข้าใจธรรมชาติของกลุ่มเป้าหมายท่ี
เปน็ ผูร้ บั การนาเสนอ โดยมีแนวการศกึ ษากล่มุ เป้าหมายที่ไดร้ บั การนาเสนอ ดังนี้
1) กล่มุ เปา้ หมายคอื ใคร เกีย่ วข้องกับเรื่องทนี่ าเสนออย่างไร
2) แนวความคิดและประสบการณข์ องกลุ่มผฟู้ ัง
3) ความคาดหวังของกล่มุ ผูฟ้ ัง
4) ระดบั ความรู้ ความเขา้ ใจ และประสบการณใ์ นเนือ้ หาที่นาเสนอของกล่มุ ผูฟ้ ัง
5) ภูมิหลังหรือเร่ืองราวท่อี าจมีอทิ ธพิ ลต่อกลุ่มผฟู้ งั
6) ทศั นคติและสงิ่ ทผ่ี ฟู้ ังรบั รเู้ กีย่ วกับผูน้ าเสนอ
7) ข้อมูลอื่น ๆ เช่น จานวนผู้ฟัง ช่วงเวลาในการนาเสนอ ระยะเวลาที่ใช้ในการ
นาเสนอ ลาดับการนาเสนอ สถานทป่ี ระชุม
3. วางแผนการนาเสนอ เป็นการเตรียมเน้ือหาท่ีจะสื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับข้อมูลตาม
วตั ถปุ ระสงคท์ ี่วางไว้ และควรกาหนดขอบเขตเนื้อหาที่กลุ่มเปา้ หมายควรรู้
4. ผลิตส่ือประกอบการนาเสนอ จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นภาพรวมของข้อมูลและ
ตดิ ตามเนอ้ื หาไดท้ ัน
5. เตรียมบุคลิกภาพขณะนาเสนอ บุคลิกภาพท่ีดีเป็นส่ิงสาคัญที่ทาให้เกิดความม่ันใจ
ในขณะพดู ทาใหผ้ ้ฟู ังประทับใจ และสนใจติดตาม บุคลกิ ภาพขณะนาเสนอท่คี วรทามี ดงั นี้
1) ภาษาตอ้ งเหมาะสมกบั ระดบั วัย การศึกษาของกล่มุ เป้าหมาย ส่อื ความเข้าใจได้ดี
2) การใช้เสียง ควรใชเ้ สียงให้เป็นธรรมชาติ ระดบั เสยี งดังสมา่ เสมอ
3) การใช้สายตา เปน็ สิ่งทดี่ งึ ดดู สายตาผูค้ น และควรสบตาใหท้ วั่ ถึง
4) การแต่งกาย เป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาผู้คน สามารถบ่งบอกถึงบุคลิกภาพ นิสัย
และทาให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจและน่าเชอ่ื ถือ
จุดมุ่งหมายในการนาเสนอและส่อื สารขอ้ มลู สารสนเทศ
การประยุกตใ์ ช้โปรแกรมสาเร็จรูปในการนาเสนอและสื่อสารข้อมลู สารสนเทศตามลักษณะงานอาชีพ
มีจดุ มงุ่ หมายในการนาเสนอ ดงั น้ี
1. เพ่อื ให้ผ้ชู ม ผู้ฟังเขา้ ใจในสาระสาคญั ของการนาเสนอข้อมลู สารสนเทศ
2. ใหผ้ ้ชู ม ผ้ฟู ังเกดิ ความประทับใจและนาไปสู่ความเชอ่ื ถือในข้อมูลสารสนเทศที่นาเสนอ
3. หลักการพ้ืนฐานของการนาเสนอและสอ่ื สารขอ้ มูลสารสนเทศ
การพ้ืนฐานของการนาเสนอผลงาน มจี ดุ เนน้ สาคญั ดงั น้ี
1. การดงึ ดูดความสนใจ โดยการออกแบบให้สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาน้ันชวนมอง และมีความ
สบายตาสบายใจขึ้นเพ่อื ชมการนาเสนอ ดงั นั้น การเลอื กกลุ่มประกอบต่าง ๆ เช่น สีพื้น แบบ สี แบบขนาดของ
ตัวอักษร รปู ประกอบต้องเหมาะสมและสวยงาม
2. ความชัดเจนและความกระชับของเน้ือหา ส่วนท่ีเป็นข้อความต้องสั้นแต่ได้ใจความ
ชดั เจน สว่ นทีเ่ ป็นภาพประกอบต้องมีความสัมพันธ์อย่างสรา้ งสรรค์กบั ข้อความท่ีต้องการส่ือความหมาย การใช้
ภาพประกอบ มีประโยชน์มาก ดังคาพังเพยภาษาอังกฤษที่ว่า “A picture is worth a thousand words”
หรือ “ ภาพภาคหน่ึงนั้นมีค่าเทียบเท่ากับคาพูดหน่ึงพันคา” แต่ประโยคน้ีคงไม่เป็นจริงหากภาพนั้นไม่มี
ความสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับความหมายที่ต้องการสื่อ ดังน้ันก่อนท่ีจะตัดสินใจใช้ภาพใดประกอบ จึงควร
ตอบคาถามให้ได้เสียก่อนว่าต้องการใช้ภาพเพ่ือส่ือความหมายอะไร และภาพที่เลือกมานั้น สามารถทาหน้าที่
สื่อความหมายเช่นนั้นจริงหรือไม่
3. ความเหมาะสมกบั กลุ่มเป้าหมาย การสรา้ งจุดเน้นตามข้อ 1 และขอ้ 2 ข้างตน้ ตอ้ งคานึงถึง
กลมุ่ เปา้ หมายด้วย เช่น กลุ่มเปา้ หมายเปน็ เด็ก การใชส้ สี ด ๆ ภาพการ์ตูนมีความเหมาะสม แตถ่ ้ากลุ่มเป้าหมาย
เป็นผู้ใหญแ่ ละเน้ือหาทีน่ าเสนอเปน็ เรอ่ื งวิชาการหรือธรุ กจิ การใช้สสี ันมากเกนิ ไปและการใช้รูปการต์ ูนอาจทา
ให้ดูไมน่ า่ เชื่อถือเพราะขาดภาพลักษณ์ของการเอาจรงิ เอาจังไป
4. หลกั การเลือกใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู เพ่ือการนาเสนอและส่อื สารข้อมูลสารสนเทศ
หลักการเลือกใช้โปรแกรม และหลักการนาเสนอและสอ่ื สารขอ้ มูลสารสนเทศ โดยใชโ้ ปรแกรมดังน้ี
1. ความเขา้ ใจกับงานทตี่ ้องการนาเสนอก่อนการเลือกระบบสารสนเทศมาใชใ้ นการ
นาเสนองานน้ัน ต้องเข้าใจถึงลกั ษณะงานท่ตี ้องการนาเสนอก่อนว่าเปน็ งานลกั ษณะใด เชน่ เปน็ ข้อความ หรอื
มีการคานวณหรือเปน็ งานท่เี ก่ียวกับการค้น การเกบ็ รักษาข้อมลู เพื่อเปน็ แนวทางในการเลือกระบบสารสนเทศ
ทเี่ หมาะสมกบั งานนน้ั ๆ
2. เลอื กโปรแกรมสาเร็จรปู มาใชเ้ พอ่ื ทราบลกั ษณะของงานท่ตี อ้ งการนาเสนอแลว้ จะเลือก
ระบบสารสนเทศทเี่ หมาะสมกับการนาเสนองานนัน้ งานบางอย่างอาจใช้ระบบสารสนเทศในการนาเสนอได้
หลายอย่าง อาจต้องเลือกว่าจะใชร้ ะบบใด ผ้ใู ชต้ ้องมีความเข้าใจในความสามารถของระบบนั้น โดยเฉพาะใน
ส่วนของโปรแกรมว่าแตล่ ะโปรแกรมมีความสามารถใดบ้าง เราอาจจะต้องทาการประเมนิ ว่าโปรแกรมใดมีความ
เหมาะสมเพยี งใด แล้วจึงเรยี กโปรแกรมท่ีเห็นว่า เหมาะสมท่สี ุด
3. จดั หาเครื่องมือตามความตอ้ งการของโปรแกรม โปรแกรมแตล่ ะโปรแกรมมี
ความสามารถไมเ่ หมอื นกัน ขนาดของโปรแกรมกไ็ ม่เทา่ กนั ทาใหค้ วามต้องการของฮารด์ แวร์ในการทางานตาม
โปรแกรมน้ันแตกตา่ งกนั ในคู่มือการใชง้ านโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์น้นั จะบอกข้อกาหนดของฮาร์ดแวร์ที่
ตอ้ งการสาหรบั การใชง้ านไว้ว่าจะต้องมีสว่ นประกอบอะไรบ้าง จะตอ้ งจดั หาฮาร์ดแวร์ให้ไดต้ ามขอ้ กาหนดนนั้
ใหส้ ามารถใชง้ านซอฟต์แวร์ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ สาหรับระบบโปรแกรมสาเรจ็ รูปท่ีใช้กบั ไมโครคอมพวิ เตอร์
นัน้ สว่ นใหญ่สามารถนามาใช้กับไมโครคอมพวิ เตอร์มาตรฐานทข่ี ายท่ัวไปได้เลย ยกเวน้ อุปกรณ์ประเภท
เครื่องพิมพ์เลอื กตามความต้องการว่าเป็นเคร่ืองจีนสขี าว/ดา หรือหลายสี จอภาพจะใชข้ นาดใหญ่ก่นี ว้ิ หรือ
ฮาร์ดดสิ ก์ทีอ่ าจต้องดูขนาดความต้องการว่าซอฟตแ์ วรข์ นาดเท่าใด และฮาร์ดดสิ กจ์ ะพอใชห้ รอื ไม่ เพราะใน
ไมโครคอมพวิ เตอรห์ นึง่ เคร่ือง น้นั เรามกั จะบรรจุโปรแกรมหรอื ซอฟตแ์ วรไ์ ว้หลายชนดิ และปรมิ าณแฟ้มข้อมูล
ทีม่ ีอยเู่ ดิมอาจมากจนกระท่ังพืน้ ท่ีทเี่ หลือไม่เพยี งพอต่อการใช้งานโปรแกรมสาเร็จรปู ใหมน่ ั้น
4. การใช้งานโปรแกรมในการใช้งานน้ัน นอกจากผู้ชายจะต้องทาความเข้าใจการทางาน
ของฮาร์ดแวรว์ า่ ใชง้ านอย่างไรแล้ว รายละเอียดการใชง้ านซอฟต์แวร์ ก็เป็นสง่ิ สาคญั ท่ผี ู้ใชจ้ ะตอ้ งทาความเข้าใจ
ใหช้ ดั เจนกอ่ นการใชง้ าน ส่วนใหญ่จะศึกษาจากคู่มือของโปรแกรมสาเร็จรปู นั้นเพ่ือความเขา้ ใจในความสามารถ
ก่อน ปกติแล้วคู่มือการใช้งานมาจากเจ้าของผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ซ่ึงมักจะอธิบายถึงความสามารถตามฟังก์ชันที่มี
อยู่ แต่มักจะไม่ค่อยมีตัวอย่างการประยุกต์ใช้ผู้ใช้ต้องทดลองเองจึงได้มีผู้ท่ีมีความรู้ความสามารถในโปรแกรม
นั้น ๆ ทาคู่มือการใช้งานในลักษณะการประยุกต์ มีตัวอย่างของงานแสดงให้เห็น ทาให้สามารถเรียนรู้ได้อย่าง
เร็วขึ้นและในปัจจุบันน้ีมีการทาคู่มือการใช้งาน ในรูปของส่ือคอมพิวเตอร์ที่เข้าใจได้ง่ายย่ิงขึ้น เช่น ทาเป็นซีดี
การใช้งาน เป็นต้น ฉะน้ัน ผู้ใช้งานท่ียังไม่มีประสบการณ์จึงควรเรียนรู้จากคู่มือการใช้งาน ทาความเข้าใจให้
ชัดเจนกอ่ น แลว้ จึงลงมือปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเอง
5 รูปแบบการนาเสนอและส่ือสารข้อมูลสารสนเทศโดยใชค้ อมพิวเตอร์
รูปแบบการนาเสนอขอ้ มูลโดยใชค้ อมพวิ เตอร์ปจั จุบันทนี่ ิยมใชก้ ันมี 2 แบบคอื
1. การนาเสนอแบบ Web Page รูปแบบการนาเสนอท่ีใช้บนอินเตอร์เน็ต การนาเสนอ
แบบน้ีสามารถสร้างการเชื่อมโยงที่สลับซับซ้อนระหว่างส่วนต่าง ๆ ตลอดส่วนสามารถสร้างการเชื่อมโยง
เอกสารท่ีต่างรปู แบบนน้ั ได้ เราตอ้ งใช้เวลาในการจัดทามากกวา่ ผจู้ ดั ทาต้องมีความรู้ความชานาญในโปรแกรมท่ี
ใชส้ ร้างเวบ็ เพจ และโปรแกรมที่นยิ มใชม้ ากทส่ี ุดคือ โปรแกรม adobe dream weaver
2. การนาเสนอแบบ Slide Presentation เป็นการนาเสนอโดยใช้โปรแกรมนาเสนอ ซึ่ง
เปน็ โปรแกรมทีใ่ ช้งานง่ายมาก มีรูปแบบการนาเสนอให้เลือกใชห้ ลายแบบ สามารถเรยี กใชต้ าราง แผนภูมิ หรอื
รูปภาพประกอบ และตกแต่งด้วยสีสัน สีพ้ืน สีของอักษร รูปแบบของฟอนต์ของตัวอักษรได้ง่ายและสะดวก ใน
ปัจจุบันสื่อนาเสนอรูปแบบ Slide Presentation หรือสไลด์ ดิจิทัล มักจะสร้างด้วยโปรแกรมในกลุ่ม
Presentation เช่น microsoft powerpoint , OfficeTLE lm press เทคนิคการออกแบบสื่อนาเสนอ สื่อ
นาเสนอท่ดี ี ควรมีความโดดเดน่ น่าสนใจ จะเนน้ ความคดิ “หนงึ่ สไลด์ต่อหนึง่ ความคดิ ”
มกี ารสรุปประเดน็ มสี าระสาคัญโดยมแี นวทาง 3 ประการในการออกแบบ ไดแ้ ก่
1. ส่ือความหมายได้รวดเร็ว สื่อนาเสนอที่ดีต้องสามารถสื่อความหมายให้ผู้ฟัง ผู้ชมได้อย่าง
รวดเร็ว การออกแบบสีนาเสนอในประเด็นคู่ออกแบบจะต้องกลุ่มเป้าหมาย เนื้อหาสาระท่ีต้องการนาเสนอ
สถานท่แี ละเวลาท่ตี ้องการนาเสนอเพื่อการออกแบบส่ือ เชน่ กลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก สอื่ ควรให้ความสาคัญกับ
ผู้ฟงั มากกวา่ เน้ือหา สามารถนาเทคนิค หรอื Effect ตา่ ง ๆ โปรแกรมสร้างสอื่ มาใชไ้ ดอ้ ยา่ งเต็มที่ กลุ่มเปา้ หมาย
ทม่ี ลี ักษณะโต้ตอบ เชน่ การนาเสนอทางวชิ าการ การบรรยาย หรอื การฝึกอบรม ส่ือนาเสนอควรให้ความสาคัญ
กับเนื้อหา รวมท้ังยังสามารถนาเทคนิคหรือ Effect ต่าง ๆ โปรแกรมสร้างสื่อมาใช้ได้อย่างเต็มที่เช่นกัน
กลุ่มเป้าหมายเฉพาะกิจ เช่น ผู้บริหาร นักวิชาการ สื่อนาเสนอจะต้องให้ความสาคัญกับเนื้อหาและผู้นาเสนอ
เป็นสาคัญเน้ือหาความมุ่งเฉพาะเป้าหมายของการนาเสนอ ดังน้ัน ส่ือนาเสนอไม่ควรเน้น Effect แต่ควรให้
ความสาคญั กบั ขนาดอกั ษร สีตวั อักษร และลักษณะของพ้นื สไลด์
2. เน้ือหาเป็นลาดบั ส่ือนาเสนอท่ีดคี วรมกี ารจดั ลาดบั เนอื้ หาเป็นลาดบั มีระเบยี บ ดงู ่าย ไม่
ซบั ซ้อนสง่ิ ทจ่ี ะช่วยใหก้ ารออกแบบสื่อนาเสนอที่ตอ้ งการจัดลาดับเน้ือหาใหเ้ ป็นระเบียบและดูง่าย คือ
2.1 รูปแบบเนื้อหา ส่ือนาเสนอแต่ละสไลด์ ควรหลีกเล่ียงการนาเสนอแบบย่อหน้า
หากไม่สามารถหลีกเล่ียงได้ ควรใช้เทคนิคการเน้นแนวคิดหลัก ในแต่ละย่อหน้าด้วยสีที่โดดเด่น เช่น พื้นหลังสี
ขาว ตัวอกั ษรสดี า ควรเนน้ แนวคิดหลัก ด้วยสแี ดง เปน็ ต้น แตล่ ะสไลด์เนื้อหาไม่ควรเกิน 6-8 บรรทัด ควรสรุป
เนอ้ื หาใหเ้ ปน็ หัวเรื่องและหัวขอ้ หรือแนวคิดหลกั
2.2 แบบอักษรการควบคุมการแสดงข้อความในแต่ละสไลด์ ควรให้ความสาคัญของ
ขนาดตัวอกั ษรดงั น้ี
-หวั ข้อใหญ่กาหนดขนาดอักษรใหญ่กวา่ หัวขอ้ ยอ่ ย
-เลือกใชแ้ บบอักษรท่ีเหมาะสม
-เปลี่ยนลักษณะของตวั อกั ษรน้นั ใช้ตัวหนาในขอ้ ความทตี่ ้องการเนน้
-ใชช้ ่องว่างในการจัดกลุ่มของเน้อื หา
-ข้อความทีต่ ้องการใหอ้ า่ นก่อน ควรจัดไวท้ ี่ตาแหนง่ มุมซา้ ยบนของหนา้
-พิมพต์ ัวอักษรลงกรอบทีว่ างแบบไวแ้ ลว้
-เล่นหวั ข้อกอ่ นแล้วจึงอธิบายอยา่ งละเอยี ด
-ใช้สที แ่ี ตกตา่ งกันหรือตวั อักษรสสี ลับกัน
3. สื่อนาเสนอต้องระบุสายตาและน่าสนใจ ส่ือนาเสนอท่ีดีนั้นจะต้องมีจุดเด่นน่าสนใจ
สามารถดงึ ดดู สายตาของผู้ดู ผูฟ้ ังได้ ซงึ่ จดุ เด่นนไ้ี ด้มาจากขนาดของตวั อักษรทใ่ี หญ่ หรอื จากการใช้สีท่ีแตกต่าง
ออกไป รวมถึงการเลือกใช้ภาพ การใช้สี และการใช้ Effect ควบคุมการนาเสนอที่เหมาะสมประกอบการ
นาเสนอ
3.1 การใช้ภาพ เนื่องจากภาพจะช่วยให้ผู้ฟัง ผู้ชม สามารถจดจาได้นานกว่า
ตวั อักษร ดงั น้นั การแปลเนอ้ื หาให้เป็นรูปภาพหรือผังภาพกเ็ ป็นเทคนิคหนึ่งทีส่ ามารถสร้างความน่าสนใจให้กับ
สื่อท่ีนาเสนอ การเลือกใช้ภาพก็ควรเลือกใช้ภาพที่มีลักษณะท่ีเหมาะสมกันและกัน คือถ้าในสไลด์น้ันเลือกใช้
ภาพถ่ายก็ควรใช้ภาพถ่ายกับ ภาพทุกภาพในสไลด์ แต่ถ้าเลือกใช้ภาพวาด ก็ควรใช้ภาพวาดท้ังสไลด์เช่นกัน
ดังนน้ั จงึ ไม่ควรใช้ภาพวาดผสมกับภาพถ่าย ใสเ่ ทคนคิ ท่นี า่ สนใจให้กับภาพเพ่ือสร้างจุดเดน่ การเอียงภาพ การ
เว้นช่องว่างระหว่างภาพ การเปล่ียนสีภาพให้แตกต่างจากปกติ ควรระวังการเลือกใช้ภาพเป็นพ้ืนหลังสไลด์
เพราะอาจจะทาให้ผู้ชมสนใจพื้นสไลด์มากกวา่ น้ีหาที่ต้องการนาเสนอ หรอื อาจทาใหผ้ ูช้ มไม่สนใจมองสไลด์เลย
กไ็ ด้ เรือ่ งจากภาพทาให้ตัวอักษรไมโ่ ดดเดน่ ไม่น่ามองหรอื อาจยาก
3.2 การใช้สี การเลือกใช้สี ควรเลือกใช้สีท่ีตัดกันระหวา่ งสตี ัวอักษร สีวัตถุและสพี ืน้
เช่น เลือกใช้พื้นสไลด์สีขาวหรือสีอ่อน ๆ สีตัวอักษรก็ไม่ควรจะเป็นสีดา สีน้าเงินเข้มหรือสีแดงเลือดหมู กรณี
เลือกใช้สีในโทนรอ้ น เช่น สีแดงสด สีเหลืองสด สีเขียวสด สีวัตถุ สีแท่งกราฟหรือสีของตาราง ก็ควรเลือกใชใ้ ห้
เหมาะสมกับสีตัวอักษร และสีพื้น ด้วยการเลือกใช้สีใด ๆ ก็ควรเป็นสีในชุดเดียวกันสาหรับสไลด์ท้ังหมด ไม่
ควรใชห้ น่งึ สีสไลด์
3.3 การใช้ Effect ควบคุมการนาเสนอ ไม่ควรใส่ Effect มากเกินไป เพราะจะ
สง่ ผลให้ผูฟ้ ัง ผชู้ ม สนใจ Effect มากกว่าเนอื้ หาทน่ี าเสนอ หรอื อาจไม่สนใจการนาเสนอเลยกไ็ ด้ และ Effect พ่ี
มากนี้จะเปน็ การรบกวนการจดจา การอา่ นหรอื การชม เลอื กใช้ Effect ไม่ควรเกิน 3 แบบ แบบในแต่ละสไลด์
ควรเลือกใช้ Effect แสดงข้อความเลื่อนจากขอบซ้ายมาขอบขวาของจอ ธรรมชาติการอ่านของคนไทยอ่าน
ขอ้ ความจากบนลงลา่ งและอา่ นจากดา้ นซ้ายไปด้านขวา
การนาเสนอในรูปแบบเอกสาร
เรื่องการนาเสนอนจ้ี ะมหี ลายรปู แบบด้วยกนั คอื ใชโ้ ปรแกรม microsoft word, microsoft excel
และ microsoft powerpoint ขน้ึ อยู่กบั ลักษณะการนาเสนอแบบใดที่จะสะดวกและเข้าใจง่าย หรอื เหมาะสม
กบั สถานการณ์นัน้ ๆ ทัง้ นี้สามารถทีจ่ ะนาโปรแกรมดังกลา่ วมาประยุกต์ใช้ในการนาเสนอและสื่อสารข้อมูลตาม
ลักษณะงานอาชพี ไดเ้ ปน็ อยา่ งดีและมปี ระสิทธภิ าพ
โปรแกรมสาเร็จรปู ที่ใชใ้ นการนาเสนอและสื่อสารขอ้ มูลสารสนเทศตามลกั ษณะงานอาชพี
โปรแกรมสาเร็จรูปท่ีใช้ในการนาเสนอและสื่อสารข้อมูลสารสนเทศตามลักษณะงานอาชีพ มี
หลายโปรแกรมเชน่
1. โปรแกรมประมวลผลคา (microsoft word)
2. โปรแกรมตารางคานวณ (microsoft excel)
3. โปรแกรมนาเสนอ (microsoft powerpoint )
4. โปรแกรมฐานข้อมูล (microsoft access)
5. โปรแกรมการสรา้ งเวบ็ เพจ (adobe dreamweaver)
6. โปรแกรมการนาเสนอในรูปแบบส่ือประสม (adobe after effect)
รูปที่ 7.1 การนาเสนอแบบทัว่ ไป
อ้างองิ
sites.google.com. การประยุกตใ์ ช้โปรแกรมสาเร็จรปู ในการนาเสนอ. [ระบบออนไลน์].
แหล่งท่ีมา https://sites.google.com/site/somedayto1gomailcom/neuxha/hnwy-thi-5-
kar-prayukt-chi-porkaerm-sarecrup-ni-karna-senx-laea-suxsar-snthes-tam-laksna-ngan-
xachiph (18 กันยายน 2563)
บทท่ี 8
การนาเสนองานผา่ นสอื่ ออนไลน์และจรยิ ธรรมของผู้ใชส้ ือ่
บทนา
หลักการนาเสนอข้อมูลและสร้างส่ือนาเสนอ การนาเสนองานหรือผลงาน นั้นสื่อนาเสนอ
เปรียบเสมือนสะพานเชอื่ มเนอื้ หาของผู้บรรยายไปยังผฟู้ ังและผูช้ ม ดังน้ันส่ือจึงมีบทบาทสาคัญอย่างมาก ส่ือท่ี
ดี จะช่วยให้การถ่ายทอดเน้ือหาสาระทาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ฟังและผู้ชมจะสามารถ จดจาเนื้อหาสาระได้
นานและเขา้ ใจในเน้ือหาได้ดีมากขนึ้ ความหมายการนาเสนอ การนาเสนอข้อมูล หมายถึง การสอ่ื สารเพ่อื เสนอ
ข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็น หรือความต้องการไปสู่ผชู้ ม ผู้ฟังโดยใช้เทคนิคหรือวิธกี ารต่าง ๆ อันจะทาให้บรรลุ
ผลสาเร็จตามจดุ ม่งุ หมายของการนาเสนอ
ความก้าวหน้าของระบบอินเทอร์เนต็ คอมพวิ เตอรแ์ ละเทคโนโลยีการส่ือสารก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่
ทางสงั คม คอื เครือข่ายสังคมใหมท่ ่ีรู้กันอยา่ งแพรห่ ลายว่า “สงั คมออนไลน์” (Social Network) โดยเครือข่าย
สังคมออนไลน์น้ีเป็นพ้ืนท่ีสาธารณะท่ีสมาชิกซ่ึงก็คือคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติและศาสนา ทุกระดับ
การศึกษา ทุกสาขาอาชีพและทุกกลุ่มสังคมย่อยจากท่ัวโลกเป็นผู้สื่อสารหรือเขียนเล่าเน้ือหาเร่ืองราว
ประสบการณ์ บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่สมาชิกเขียนและทาข้ึนเอง หรือพบเจอจากสื่ออื่น ๆ แล้วนามา
แบ่งปันให้กับผู้อื่น ท่ีอยู่ในเครือข่ายของตนผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)
เครือข่ายสังคมออนไลน์ เติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ก่อให้เกิดวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีของสื่อสังคม
ออนไลน์หลากหลายประเภท (ทตั ธนันท์ พุม่ นชุ , 2553 )
ปัจจุบัน Social Media เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันมากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มนักเรียน
นักศึกษามีการใช้ติดต่อสื่อสารกันอย่างแพร่หลาย และยังมีบทบาทกับระบบการศึกษาด้วย ผู้สอนจะสามารถ
ประยุกต์ใช้ Social Media กับการศึกษา นามาเป็นช่องทางในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีระบบและมี
ประสิทธิภาพเพื่อให้ทันต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร จะทาให้นักเรียน นักศึกษาเหล่าน้ีสนใจกับการ
เรียนการสอนของผสู้ อนเพิม่ ข้นึ ได้อยา่ งไร มาทาความรู้จกั กบั สิ่งเหลา่ นี้กนั
จุดมุ่งหมายในการนาเสนอ
1. เพ่ือให้ผู้ชม ผฟู้ งั รบั เขา้ ใจสาระสาคัญของการนาเสนอข้อมูล
2. ใหผ้ ชู้ ม ผ้ฟู งั เกิดความประทับใจและนาไปสคู่ วามเชอื่ ถอื ในข้อมูลทนี่ าเสนอ
การนาเสนอผลงานโดยใชส้ ื่อโสตทัศนูปกรณ์ มีผลในทางจิตวิทยาการเรียนรู้ ซ่ึงได้มีการ ค้นพบจากการวิจัยว่า
การรับรู้ข้อมูลโดยผ่านทางประสาทสัมผัสสองอย่าง คือ ตา และหูพร้อมกันนั้น ทาให้เกิดการรับรู้ท่ีดีกว่าส่งผล
ในดา้ นความสามารถในการจดจาได้มากกว่าการรับรโู้ ดยผ่านตา หรือ หูอย่างใดอยา่ งหนึ่งเพียงอย่างเดียว จึงได้
มกี ารพัฒนาสือ่ โสตทศั นูปกรณ์รูปแบบต่าง ๆ ขนึ้ มาใช้งาน โดยเฉพาะส่อื ประสม
หลกั การพน้ื ฐานของการนาเสนอผลงาน มีจุดเน้นสาคญั ดังนี้
1) การดงึ ดูดความสนใจ
โดยการออกแบบให้สิ่งท่ีปรากฏต่อสายตานั้นชวนมอง และมีความสบายตาสบายใจข้ึน เมื่อ
ชมการนาเสนอ ดังน้ันการเลือกองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น สีพื้น แบบ สี และขนาดของตัวอักษร รูปประกอบ
ต้องเหมาะสม สวยงาม
2) ความชัดเจนและความกระชบั ของเนือ้ หา
ส่วนที่เป็นข้อความต้องส้ันแต่ได้ใจความชัดเจน ส่วนท่ีเป็นภาพประกอบต้องมีส่วนสัมพันธ์
อย่างสร้างสรรค์กับข้อความท่ีต้องการสื่อความหมาย การใช้ภาพประกอบ มีประโยชน์มาก ดังคาพังเพย
ภาษาอังกฤษท่ีว่า "A picture is worth a thousand words" หรือ "ภาพภาพหนึ่งนั้นมีค่าเทียบเท่ากับคาพูด
หน่ึงพันคา" แตป่ ระโยคนี้คงไม่เป็นจรงิ หากภาพนัน้ ไม่มีความสมั พนั ธ์ อย่างสร้างสรรคก์ บั ความหมายที่ต้องการ
ส่ือ ดังนั้นก่อนท่ีจะตัดสินใจใช้ภาพใดประกอบ จึงควรตอบคาถาม ให้ได้เสียก่อนว่าต้องการใช้ภาพเพ่ือสื่อ
ความหมายอะไรและภาพท่เี ลือกมานั้นสามารถทาหน้าท่ีสอ่ื ความหมายเช่นนั้นจริงหรือไม่
3) ความเหมาะสมกบั กลุม่ เป้าหมาย
การสร้างจุดเน้นตามข้อ 1 และ 2 ข้างต้นต้องคานึงถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย เช่น กลุ่มเป้าหมาย
เป็นเด็ก การใช้สีสด ๆ และภาพการ์ตูนมีความเหมาะสม แต่ถ้ากลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใหญ่และเนื้อหาท่ีนาเสนอ
เป็นเรื่องวิชาการหรือธุรกิจ การใช้สีสันมากเกินไปและการใช้รูปการ์ตูนอาจทาให้ดูไม่น่าเชื่อถือเพราะขาด
ภาพลักษณ์ของการเอาจรงิ เอาจงั ไป
หลักการเลือกใช้ซอฟตแ์ วรส์ าเร็จรูปเพ่ือการนาเสนองาน
พรพิมล อรัญเวศ ได้เสนอหลักการเลอื กซอฟต์แวร์ และหลักการนาเสนอผลงานโดยใช้ซอฟต์แวรไ์ ว้
ดงั น้ี
1) ทาความเขา้ ใจกับงานที่เราต้องการนาเสนอ
ก่อนการเลือกระบบสารสนเทศมาใช้ในการนาเสนองานนั้น เราต้องเข้าใจถึง
ลักษณะงานที่เราต้องการนาเสนอก่อนว่า เป็นงานในลักษณะใด เช่น เป็นข้อความ หรือมีการคานวณหรือเป็น
งานท่เี กี่ยวกบั การค้น การเก็บรักษาข้อมลู เพอื่ เป็นแนวทางในการเลือกระบบสารสนเทศที่เหมาะสมกบั งาน
2) เลอื กโปรแกรมสาเรจ็ รูปมาใช้
เม่ือทราบลักษณะของงานที่ต้องการนาเสนอแล้ว เราจะเลือกระบบสารสนเทศที่
เหมาะสมกบั การนาเสนองานนน้ั งานบางอยา่ งเราอาจใช้ระบบสารสนเทศในการนาเสนอไดห้ ลายอย่าง เราอาจ
ต้องเลือกว่าจะใช้ระบบใด ผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจในความสามารถของระบบน้ัน โดยเฉพาะในส่วนของ
ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมว่าแตล่ ะโปรแกรมมีความสามารถใดบ้าง เราอาจจะต้องทาการประเมนิ วา่ โปรแกรมใด
มคี วามเหมาะสมเพยี งใด แล้วจงึ เลอื กโปรแกรมทเี่ หน็ วา่ เหมาะสมทส่ี ดุ
3) จดั หาเคร่อื งมอื ตามความตอ้ งการของซอฟตแ์ วร์
ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมแต่ละโปรแกรมมีความสามารถไม่เหมือนกัน ขนาดของ
โปรแกรมก็ไม่เท่ากัน ทาให้ความต้องการของฮาร์ดแวร์ในการทางานตามโปรแกรมนั้นแตกต่างกัน ในคู่มือการ
ใช้งานโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์น้ันจะบอกข้อกาหนดของฮาร์ดแวร์ท่ีต้องการสาหรับการใช้งานไว้ว่าจะต้องมี
ส่วนประกอบอะไรบ้าง เราจะต้องจัดหาฮาร์ดแวร์ให้ได้ตามข้อกาหนดน้ันเพ่ือให้สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ ได้
อย่างมีประสิทธิภาพ สาหรับระบบโปรแกรมสาเร็จรูปที่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์นน้ั ส่วนใหญ่สามารถนามาใช้
กับไมโครคอมพิวเตอร์มาตรฐานทมี่ ีขายท่ัวไปไดเ้ ลย ยกเว้นอปุ กรณป์ ระเภทเคร่ืองพิมพ์ที่อาจเลือกไดต้ ามความ
ต้องการว่าเป็นเครื่องพิมพ์สขี าว/ดา หรือหลายสี จอภาพจะใช้ขนาดใหญก่ ี่นิ้ว หรือฮาร์ดดิสก์ท่ีอาจต้องดขู นาด
ความตอ้ งการว่าซอฟตแ์ วรม์ ีขนาดเทา่ ใด และฮารด์ ดิสก์จะพอใช้หรอื ไม่ เพราะในไมโครคอมพวิ เตอร์หนึง่ เครื่อง
นั้นเรามักจะบรรจุโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ไว้หลายชนิด และปริมาณแฟ้มข้อมูลที่มีอยู่เดิมอาจมากจนกระท่ัง
พื้นทท่ี เ่ี หลอื ไมเ่ พยี งพอตอ่ การใช้งานโปรแกรมสาเร็จรปู ใหม่นั้น
4 ) การใช้งานโปรแกรม
ในการใชง้ านน้ัน นอกาจากผ้ใู ชจ้ ะต้องทาความเขา้ ใจการทางานของฮาร์ดแวร์ว่าใช้
งานอยา่ งไรแล้ว รายละเอยี ดการใชง้ านซอฟต์แวร์ กเ็ ป็นสง่ิ สาคัญท่ีผ้ใู ช้จะต้องทาความเข้าใจใหช้ ัดเจนกอ่ นการ
ใช้งาน ส่วนใหญ่จะศึกษาจากคู่มือของโปรแกรมสาเร็จรูปน้ันเพ่ือความเข้าใจในความสามารถก่อน ปกติแล้ว
คู่มือการใช้งานมาจากเจ้าของผ้ผู ลิตซอฟต์แวร์ ซ่ึงมักจะอธิบายถึงความสามารถตามฟังก์ชัน่ ที่มีอยู่ แต่มักจะไม่
ค่อยมีตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ผู้ใช้ต้องทดลองเอง จึงได้มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถในโปรแกรมน้ัน ๆ ทาคู่มือ
การใช้งานในลักษณะการประยุกต์ มีตัวอย่างของงานแสดงให้เห็น ทาให้สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วขึ้นและใน
ปัจจุบันน้ีมีการทาคู่มือการใช้งานในรูปของสือ่ คอมพิวเตอร์ท่ีเข้าใจได้ง่ายย่ิงข้ึน เช่น ทาเป็นซีดีการใช้งาน เป็น
ต้น ฉะนั้นผู้ใช้งานท่ียังไม่มปี ระสบการณ์จึงควรเรียนรู้จากคู่มือการใช้งาน ทาความเข้าใจใหช้ ัดเจนก่อน แล้วจงึ
ลงมอื ปฏบิ ัติด้วยตนเอง
รปู แบบการนาเสนอข้อมลู โดยใช้คอมพวิ เตอร์ ปจั จุบนั ทน่ี ิยมใชก้ นั มี 2 รปู แบบ คือ
1. การนาเสนอแบบ Web page
เป็นรูปแบบการนาเสนอท่ีใช้บนอินเทอร์เน็ต การนาเสนอแบบน้ีสามารถสร้างการ
เชื่อมโยงท่ีสลับซับซ้อนระหว่างส่วนต่าง ๆ ตลอดจน สามารถสร้างการเช่ือมโยงเอกสารที่ต่างรูปแบบกันได้แต่
ต้องใช้เวลาในการจัดทามากกว่า รูปแบบอื่นและผู้จัดทาต้องมีความรู้ความชานาญในโปรแกรมที่ใช้สร้างเว็บ
เพจ
2. การนาเสนอแบบ Slide Presentation
เป็นการนาเสนอโดยใช้โปรแกรมนาเสนอ ซ่ึงเป็นโปรแกรม ท่ีใช้ง่ายมากมีรูปแบบ
การนาเสนอให้เลือกใช้หลายแบบ สามารถเรียกใช้ตาราง แผนภูมิ หรือรูปภาพประกอบ และตกแต่งด้วยสีสัน
ทั้งสีพ้ืน สีของตัวอักษร รูปแบบฟอนต์ ของตัวอักษรได้ง่ายและสะดวก ในปัจจุบันส่ือนาเสนอรูปแบบ Slide
Presentationหรอื สไลดด์ จิ ิทลั มกั จะสร้างด้วยโปรแกรมในกล่มุ Presentation เช่น Microsoft PowerPoint,
OfficeTLE Impress เทคนิคการออกแบบส่ือนาเสนอ ส่ือนาเสนอท่ีดี ความมีความโดดเด่น น่าสนใจ จะเน้น
ความคิด “ หน่ึงสไลด์ต่อ หน่ึงความคิด ” มีการสรุปประเด็น หรือสาระสาคัญโดยมีแนวทาง 3 ประการในการ
ออกแบบ ไดแ้ ก่
1) ส่ือความหมายได้รวดเร็ว ส่ือนาเสนอท่ีดีต้องสามารถสื่อความหมายให้ผู้ฟัง
ผูช้ มไดอ้ ย่างรวดเร็ว การออกแบบ ส่ือนาเสนอในประเดน็ นผ้ี ู้ออกแบบจะต้องทราบกลุ่มเป้าหมาย เนือ้ หาสาระ
ที่ตอ้ งการนาเสนอ สถานที่ และเวลาทตี่ ้องการนาเสนอเพื่อประกอบการออกแบบสื่อ เชน่ กลุ่มเป้าหมายขนาด
เล็ก ส่ือควรมีให้ความสาคัญกับผู้ฟังมากกว่าเนื้อหา สามารถนาเทคนคิ หรือ Effect ต่าง ๆ ของโปรแกรมสร้าง
สื่อมาใช้ได้อย่างเต็มที่ กลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะโต้ตอบ เช่นการนาเสนอทางวิชาการ การบรรยาย หรื อ
ฝึกอบรม ส่ือนาเสนอควรให้ ความสาคัญกับเนื้อหารวมทั้งยังสามารถนาเทคนิค หรือ Effect ต่าง ๆ ของ
โปรแกรมสร้างสื่อ มาใช้ได้อย่างเต็มท่ีเช่นกัน กลุ่มเป้าหมายเฉพาะกิจ เช่นผู้บริหาร นักวิชาการ สื่อนาเสนอ
จะต้องให้ความสาคัญกับเน้ือหาและตวั ผู้นาเสนอเป็นสาคัญเน้ือหาควรมุ่งเฉพาะเปา้ หมายของการนาเสนอ ไม่
เน้น Effect มากนัก กลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ การนาเสนอมักใช้ความสาคัญกับผู้บรรยายมากกว่าเนื้อหาที่
นาเสนอ ดังน้ัน สื่อนาเสนอไม่ควรเน้นที่ Effect แต่ควรให้ความสาคัญกับขนาดตัวอักษร สีตัวอักษร และ
ลักษณะของสีพ้ืนสไลด์
2) เนอื้ หาเปน็ ลาดับ สือ่ นาเสนอทดี่ ีควรมีการจัดลาดับเนื้อหาเป็นลาดับ มรี ะเบียบ
ดงู า่ ย ไมส่ ับสนส่ิงท่ี จะช่วยใหก้ ารออกแบบส่ือนาเสนอท่ีต้องการจัดลาดับเนอื้ หาให้เปน็ ระเบียบ และดงู ่าย คือ
2.1) รูปแบบเนื้อหา ส่ือนาเสนอแต่ละสไลด์ ควรหลีกเล่ียงการนาเสนอ
แบบยอ่ หน้า หากไม่สามารถหลีกเล่ียงได้ควรใช้ เทคนิคการเนน้ แนวคดิ หลัก( Main Idea) ในแตล่ ะยอ่ หน้าด้วย
สีท่ีโดดเด่น เช่น พื้นหลังสีขาว ตัวอักษรสีดา ควรเน้นแนวคิดหลัก ( Main Idea)ด้วยสีแดงเป็นต้น แต่ละสไลด์
เนื้อหาไม่ควรเกิน 6–8 บรรทัด ควรสรุปเนื้อหาให้เป็นหัวเร่ือง (Title) และหัวข้อ(Topic) หรือแนวคิดหลัก
(Main Idea)
2.2) แบบอักษร การควบคุมการแสดงข้อความในแต่ละสไลด์ ควรให้
ความสาคัญ กบั ขนาดตวั อักษร ดังน้ี
- หวั ขอ้ ใหญ่กาหนดขนาดตัวอกั ษรใหญก่ วา่ หัวข้อย่อย
- เลือกใช้แบบอักษรทเ่ี หมาะสม
- เปลี่ยนลักษณะของตัวอักษรน้ัน ใช้ตัวหนาในข้อความที่ต้องการ
เนน้
- ใช้ช่องว่างในการจัดกลมุ่ ของเนื้อหา
- ข้อความท่ีต้องการให้อ่านก่อน ควรจัดไว้ที่ตาแหน่งมุมซ้ายบน
ของหน้า
- พมิ พต์ วั อกั ษรลงกรอบที่วางแบบไวแ้ ลว้
- ขน้ึ หวั ขอ้ กอ่ นแลว้ จงึ อธิบายอยา่ งละเอียด
- ใชส้ ที ่แี ตกตา่ งกนั หรอื ตวั อักษรสีสลับกนั
3) ส่ือนาเสนอต้องสะดุดตาและน่าสนใจ สื่อนาเสนอที่ดีนั้นจะต้องมีจุดเด่น
นา่ สนใจ สามารถดงึ ดดู สายตาของผดู้ ู ผู้ฟังได้ ซ่ึงจุดเดน่ น้ีได้มาจากขนาดของตวั อักษรท่ีใหญ่ หรอื จากการใชส้ ีท่ี
แตกต่างออกไป รวมถงึ การเลอื กใชภ้ าพ การใชส้ ี และการใช้ Effect ควบคมุ การนาเสนอ ท่เี หมาะสมประกอบ
การนาเสนอ
3.1) การใช้ภาพ เน่ืองจากภาพจะช่วยให้ผู้ชม ผู้ฟัง สามารถจดจาได้นาน
กว่าตัวอักษร ดังนั้น การแปลงเน้ือหาให้เปน็ รูปภาพหรือผังภาพก็เป็นเทคนคิ หนงึ่ ท่ีสามารถสร้างความน่าสนใจ
ให้กับส่ือที่นาเสนอการเลือกใช้ภาพก็ควรเลือกใช้ภาพท่ีมีลักษณะท่ีเหมาะสมกันและกัน คือถ้าในสไลด์น้ัน
เลือกใช้ ภาพถา่ ยก็ควรใชภ้ าพถา่ ยกบั ภาพทุกภาพในสไลด์ แต่ถา้ เลอื กใชภ้ าพวาด ก็ควรเลือก ภาพวาดทงั้ สไลด์
เช่นกันดังนั้นจึงไม่ควรใช้ภาพวาดผสมกับภาพถ่าย ใส่เทคนิคท่ีน่าสนใจให้กับภาพเพ่ือสร้างจุดเด่น การเอียง
ภาพ การเว้นชอ่ งวา่ งรอบภาพ
การเปล่ยี นสภี าพใหแ้ ตกตา่ งจากปกติ ควรระวงั การเลอื กใช้ภาพเป็นพ้ืนหลังสไลด์ เพราะอาจจะทาใหผ้ ชู้ มสนใจ
พื้นสไลด์มากกว่าเน้ือหาที่ต้องการนาเสนอ หรืออาจทาให้ผู้ชมไม่สนใจมองสไลด์เลยก็ได้ เนื่องจากภาพทาให้
ตวั อกั ษรไม่โดดเด่น ไม่นา่ มอง หรืออา่ นยาก
3.2) การใช้สี การเลือกใช้สี ควรเลือกใช้สีท่ีตัดกันระหว่างสีตัวอักษร สี
วตั ถุ และสีพ้ืน เช่น เลอื กใชพ้ ื้นสไลดเ์ ปน็ สีขาวหรือสีอ่อน ๆ สตี วั อักษรกค็ วรจะเป็นสีดา สีนา้ เงนิ เข็มหรือสีแดง
เลือดหมู กรณีเลือกใช้พื้นสไลด์เป็นสีเข็ม ควรเลือกใช้สีตัวอักษรท่ีมองเห็นได้ชัด ในระยะไกลเช่น สีขาว สีฟ้า
ออ่ น ควรหลีกเลย่ี งการใช้สใี นโทนรอ้ น เช่น สีแดงสด สีเหลือกสด สเี ขยี วสด สวี ตั ถุ สแี ท่งกราฟหรอื สีของตาราง
ก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับสีตัวอักษร และสีพ้ืนด้วย การเลือกใช้สีใด ๆ ก็ควรเป็นสีในชุดเดียวกันสาหรับสไลด์
ทั้งหมด ไม่ควรใชห้ นึง่ สี หนึ่งไลด์
3.3) การใช้ Effect ควบคุมการนาเสนอ ไม่ควรใส่ Effect มากเกินไป
เพราะจะสง่ ผลให้ผชู้ ม ผฟู้ ัง สนใจ Effect มากกว่าเนอื้ หาทนี่ าเสนอ หรอื อาจไมส่ นใจการนาเสนอเลยก็ได้ และ
Effect ท่ีมากน้ีจะเป็น การรบกวนการจดจา การอ่าน หรือการชมอย่างรุนแรง เลือกใช้ Effect ไม่ควรเกิน 3
แบบ ในแต่ละสไลด์ควรเลือกใช้ Effectแสดงข้อความท่ีเลื่อนจากขอบ ซ้ายมาขอบขวา ของจอ เน่ืองจาก
ธรรมชาติการอา่ นของคนไทยจะอา่ นข้อความจากกรอบบนลงมา และอ่านจากด้านซา้ ยไปด้านขวา
สอ่ื สงั คมออนไลน์ Social Media
ความหมายของ Social Media
กานดา รุณนะพงศา สายแก้ว (ม.ป.ป.) อาจารย์ประจาภาควิชาวิศวกรร มคอมพิวเตอร์
มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ ไดก้ ล่าวว่า
มเี ดยี “Media” หมายถงึ สือ่ หรือเคร่อื งมือทใ่ี ชเ้ พื่อการส่ือสาร
โซเชยี ล “Social” หมายถึง สังคมในบรบิ ทของโซเชยี ลมีเดยี
โซเชียลหมายถึงการแบ่งปันในสังคม ซ่ึงอาจจะเป็นการแบ่งปันเนื้อหา (ไฟล์ รสนิยม ความคิดเห็น)
หรอื ปฏสิ มั พนั ธใ์ นสังคม (การรวมกนั เปน็ กลุ่ม)
Social Media หรือ ส่ือสังคมออนไลน์ หมายถึง สื่อดิจิทัลหรือซอฟแวร์ท่ีทางานอยู่บนพื้นฐานของ
ระบบเว็บหรือเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตท่ีเป็นเคร่ืองมือในการปฏิบัติการทางสังคม ที่มีผู้ส่ือสารจัดทาขึ้น โดยท่ี
ผู้เขียนจัดทาขึ้นเอง หรือพบเจอส่ิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว เหตุการณ์ บทความ ประสบการณ์ รูปภาพ
วิดีโอและเพลง แล้วนามาแบ่งปันเนื้อหา ข้อมูล ข่าวสาร ประสบการณ์และพูดคุยให้ผู้ใช้ในโลกออนไลน์ใน
เครอื ข่ายของตนไดร้ ับรู้ ทงั้ ขอ้ ความ ภาพนง่ิ ภาพเคลื่อนไหว เสยี ง กบั คนท่ีอยู่ในสังคมเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว
มีประสิทธิภาพรวมถึงการใช้ประโยชน์ร่วมกัน (Elizabeth, 2012; Jan 2011, อรวรรณ วงศ์แก้วโพธิ์ทอง,
2553)
โซเชยี ลมเี ดียมคี วามสัมพนั ธก์ บั เวบ็ อยา่ งไร
โซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่จะเป็นเว็บแอปพลิเคชัน 2.0 ซ่ึงจะมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และ
ผู้รับข้อมูล ทีวีและหนังสือพิมพ์ ท่ีเป็นกระดาษเป็นสื่อ แต่เป็นสื่อของการส่ือสารทางเดียว ผู้รับข้อมูลไม่
สามารถตอบกลับผู้ให้ข้อมูลทันทีทันใดได้ แต่โซเชียลมีเดียจะเป็นส่ือที่มีการส่ือสาร 2 ทาง กล่าวคือผู้รับข้อมูล
สามารถแสดงความคิดเห็น หรือตอบผู้ให้ข้อมูลได้ การให้ข้อคิดเห็นในบันทึก ในบล็อกหรือ ในวิดีโอการพูดคุย
ผา่ นโปรแกรมสนทนาออนไลน์ หรือเวบ็ บอร์ดการให้ข้อคดิ เหน็ และบันทึก
ขอบขา่ ยของสอื่ โซเชียลมเี ดยี ( Scope of Social Media )
Kommers ( 2011 : online ) อ้างถึงใน สุรศักดิ์ ปาเฮ ได้กล่าวถึงขอบข่ายของสื่อโซเชียลมีเดีย
(Social Media ) ไว้ดงั นี้
1. เปน็ สอ่ื สร้างปฏสิ ัมพนั ธเ์ ชิงสงั คม ( Media for Social Interaction ) ส่อื Social Media
กอ่ ใหเ้ กิด ปฏสิ ัมพนั ธ์ของสังคมมนษุ ย์ ผา่ นสื่อเทคโนโลยี ทเ่ี ห็นไดช้ ดั เจนในปัจจบุ นั ไดแ้ ก่ การสรา้ งสัมพันธภาพ
ความเป็นมติ รของกลุ่มเยาวชนวัยร่นุ และการสรา้ งเครือข่ายดา้ นอาชีพหรือการค้าพาณิชย์ซึ่งปฏสิ มั พันธข์ องส่ือ
Social Media ดังกล่าวได้มีพัฒนาการก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ยุคเว็บ 2.0 ( Web 2.0 ) ในปจั จบุ ัน
2. เป็นส่ือแห่งสังคมเครือข่าย ( Networked Communities ) ความนิยมของการใช้สื่อ
Social Media นัน้ คงสบื เนือ่ งมาจากประสิทธภิ าพของผู้ใช้เว็บทางคอมพิวเตอร์ทีส่ ่งผลต่อประสิทธภิ าพท่ีดีกว่า
รวดเรว็ กว่า และสรา้ งความเช่ือม่ันได้มากของสงั คม ไม่วา่ จะเปน็ ผู้เรียน ผเู้ ลน่ เกม นกั วชิ าชพี หรือแม้แตผ่ ใู้ ช้ท่ัว
ๆ ไป ที่พวกเขาสามารถทีจ่ ะสร้างความเชื่อมโยงเครือข่ายไปได้ ทกุ หนทกุ แห่งทง้ั กลมุ่ เพ่อื นสนิท กลุม่ เพอ่ื นบา้ น
คณะทางาน หรือเพื่อนร่วมชั้นเรียน/โรงเรียน ก่อให้เกิดสัมพันธภาพแห่งความเป็นมิตรท่ีแนบแน่นทางส่ือ
Social Media ดงั กล่าว
3. เปน็ ส่อื แหง่ การสรา้ งสัมพนั ธภาพข้ามมิติ ( Intercrossing Relationships ) สภาพการณ์
ทางสังคมในยุคปัจจุบันมีความแตกต่างหลากหลายในมิติต่าง ๆ ท้ังเชิงสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต คุณธรรม
จรยิ ธรรม โดยเฉพาะผลท่ีเกิดกับการศึกษาเรียนรู้ท่ตี ้องสร้างความเข้มแข็งและความพร้อมในทักษะความรู้ที่พึง
ประสงค์ให้เกิดกับผู้เรียน ซ่ึงส่ือ Social Media จะช่วยเสริมสร้างทักษะความรู้และโอกาสที่ดีเหล่านั้นได้หาก
กล่าวในเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ของสื่อ Social media ภายใต้ อิทธิพลของสื่อสังคมหรือ Social
Media เป็นส่ือที่มีแหล่งกาเนิดของการใช้ประโยชน์ในเบื้องต้นที่เกิดจากจุดมุ่งหมายของการสร้างเพื่อความ
บนั เทงิ การส่อื สารและการมีสว่ นร่วมในสังคมในรูปแบบของสื่อดิจติ อลประเภทต่าง ๆ เช่น การถา่ ยภาพ วดิ โี อ
การสง่ ขอ้ ความ ฯลฯ ซงึ่ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนเหล่านี้ได้ขยายวงกวา้ งในการสร้างประโยชน์ ใชส้ อย โดย
ผ่านทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ท่ีพัฒนาไปอย่างรวดเร็วในยุค Web 2.0 ในปัจจุบัน จนกลายเป็นการสร้าง
สังคมแห่งเครือข่าย ( Networking ) ซึ่งพัฒนาการเหล่าน้ีได้เริ่มวิวัฒน์ก้าวหน้ามาต้ังแต่ปี ค.ศ. 1990 เป็นต้น
มาจนถึงปจั จุบนั
อาจสรุปให้เห็นถึงโครงสร้างของขอบข่ายสื่อ Social Media ในยุค Web 2.0 ท่ีมีความ
เกยี่ วขอ้ งสมั พนั ธ์กัน ดงั แสดงให้เห็นจากภาพต่อไปน้ี
โซลเชียลมเี ดียเพอ่ื การศึกษา
Social Media ท่ีใช้งานกันในปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยสรุปเป็นประเภทใหญ่ ๆ ท่ี
สามารถนามาประยกุ ต์ใช้ในการจดั การเรยี นการสอน แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ไดแ้ ก่
1) Blog
2) Social Networking
3) Microblog
4) Media Sharing
5) Social News and Bookmaking
Blog
Blog มาจากคาเต็มว่า Weblog บางคร้ังอ่านว่า Weblog , Web Log ซ่ึง Blog ถือเป็นเคร่ืองมือ
สื่อสารท่ีใช้งานบนเว็บไซต์ มีลักษณะเหมือนกับเว็บบอร์ด ผู้ใช้ Blog สามารถเขียนบทความของตนเองและ
เผยแพร่ลงบนอินเทอร์เน็ตได้โดยง่าย Blog เปิดโอกาสให้บุคคลท่ีมีความสามารถในด้านต่างๆ เผยแพร่ความรู้
ด้วยการเขียนได้อย่างเสรี ตัวอย่างเว็บไซต์ท่ีเป็น Blog เช่น Learners, GotoKnow, wordpress, blogger
เป็นต้น
รปู ที่ 8.1 ตวั อยา่ ง Blog wordpress
ตัวอยา่ งการใช้บล็อกในการจดั การเรยี นการสอน
ในการนาบล็อกมาใชเ้ พื่อทากจิ กรรมการเรียนการสอน ไมไ่ ด้หมายความวา่ ตอ้ งใช้ทงั้ ภาคเรียนแต่อาจ
เลือกใช้ในบางกรณีเพ่ือทาให้การเรียนการสอนมีเทคนิควิธีการที่แปลกออกไป ผู้สอนสามารถนามาประยุกต์ใช้
ได้ ดงั น้ี
1. ผู้สอนกาหนดประเด็น การศึกษา โดยการกาหนดประเด็นของเรื่องที่จะให้ผู้เรียนเขียน
หรือบันทึกให้ชัดเจนว่าต้องการเขียนหรือบันทึกเร่ืองอะไร ส่ือสารเกี่ยวกับอะไร เช่น ผู้สอนต้ังโจทย์ให้ผู้เรียน
ร่วมกนั เขียนกจิ กรรมเขียนบล็อกเก่ียวกบั สงิ่ แวดลอ้ ม
2. ผู้เรียนเริ่มเขียนบันทึก โดยรูปแบบการเขียนมีหลากหลาย เช่น การเขียนแบบเล่าเร่ือง
เขียนบรรยายสิ่งทรี่ ู้ กิจกรรม ความประทับใจหรอื ประสบการณ์
3. เม่ือผู้เรียนเขียนบันทึกเสร็จแล้ว อาจมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนในห้อง ซ่ึง
การแลกเปลย่ี นเป็นส่ิงจาเป็น เพราะจะนาไปสู่การตอ่ ยอดความรู้
รูปท่ี 8.2 ตวั อย่างการใชบ้ ลอ็ กในการจดั การเรียนการสอนกลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย
Social Networking
Social Networking หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นรูปแบบของเว็บไซต์ในการสร้างเครือข่าย
สังคมในอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้ใช้เขียนและอธิบายความสนใจหรือกิจกรรมที่ทา เพื่อเช่ือมโยงความสนใจและ
กิจกรรมกับผู้อ่ืนในเครือข่ายสังคม ด้วยการสนทนาออนไลน์ การส่งข้อความ การส่งอีเมล์ การอัปโหลดวิดีโอ
เพลง รูปถ่าย เพื่อแบ่งปันกับสมาชิกในสังคมออนไลน์ เป็นต้น เครือข่ายสังคมท่ีเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เช่น
Facebook, Instagram และ Google เป็นต้น
ปัจจุบัน Facebook เป็นท่ีนิยมมากท่ีสุดในโลก ประเทศไทยเองก็มีผู้ใช้ Facebook ติดอับดับโลก
เช่นเดียวกัน จาก Zocialincเวบ็ ไซตท์ ี่ทาการสารวจและเปรียบเทยี บอัตราการเติบโตของประชากร Facebook
ท้ังของท่ัวโลก ได้เผยสถิติเกี่ยวกับประชากร Facebookท้ังในไทย และทุกประเทศในประชาคมอาเซียน (AEC)
ลา่ สดุ ณ 17 เมษายน 2558
Zocialinc ได้สรุปผลสารวจว่า ประเทศไทยมีประชากร facebook มากเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน
อยู่ที่ 35 ล้านบัญชี ซ่ึงเป็นรองจาก อินโดนีเซีย ท่ีมีมากถึง 74 ล้านบัญชี และ ฟิลิปปินส์ อยู่ท่ี 44 ล้านบัญชี
โดยประชากร Facebook ในประเทศไทยเติบโตขึ้น 34.62%ท้ังนี้ ไทยมียอดเติบโตของผู้ใช้ facebook มาก
เป็นอันดับ 5 ของอาเซียน ที่น่าสนใจคือ ประเทศพม่า มียอดผู้ใช้ facebook เติบโตสูงมากเกือบ 2 เท่า
เพราะกาลังเปน็ ทีจ่ ับตามองของนักลงทนุ และกล่มุ คน ท่หี วงั เขา้ ไปขยายธรุ กจิ ของตวั เอง
หากแยกเปน็ รายจังหวดั จังหวดั ทีม่ ีประชากร Facebook หนาแน่นมากทส่ี ุด ได้แก่
กรุงเทพมหานครฯ 20 ล้านบญั ชี
เชียงใหม่ 960,000 บัญชี
นครราชสีมา 780,000 บัญชี
นนทบุรี 600,000 บัญชี
ชลบรุ ี 540,000 บัญชี
หากแบ่งประชากร facebook เจาะลึกแบบแบง่ เปน็ ข้อมลู เพศชายหญงิ ละก็ มขี อ้ มูลท่ีนา่ สนใจคือ
ประชากร Facebook เพศชาย 17.11 ล้าน บัญชี
เปน็ โสด 3.3 ลา้ นบัญชี
กาลังคบหา 1.3 ลา้ นบัญชี
สนใจใน เพศตรงขา้ ม 3.3 ลา้ นบญั ชี
สนใจ ในเพศเดียวกนั 330,000 บญั ชี
ประชากร Facebook เพศหญิง 17.14 ล้าน บัญชี
เป็นโสด ทัง้ หมด 3.5 ล้านบญั ชี
กาลังคบหา 1.4 ลา้ นบัญชี
สนใจใน เพศตรงขา้ ม 2.2 ล้านบญั ชี
สนใจ ในเพศเดยี วกัน 662,040 บญั ชี
ตัวอย่างการใชF้ acebook ในการจัดการเรยี นการสอน
Facebook (เฟซบุ๊ค) คือ บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ท่ีผู้ใช้สามารถสร้างข้อมูลส่วนตัว
เพ่ิมรายชื่อผู้ใช้อ่ืน ในฐานะเพื่อนและแลกเปล่ียนข้อความ ติดต่อส่ือสาร รวมถึงต้ังประเด็นถามตอบในเร่ืองที่
สนใจโพสต์รูปภาพ โพสต์คลิปวิดีโอ เขียนบทความหรือบล็อก สนทนาแบบโต้ตอบทันที นอกจากน้ันผู้ใช้ยัง
สามารถร่วมกลุ่มความสนใจส่วนตัว จัดระบบตามสถานท่ีทางาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรืออ่ืน ๆ และ
สามารถทากิจกรรมต่าง ๆ ผ่านแอพลิเคช่ันเสริม (Applications) ที่มีอยู่มากมาย ซ่ึงแอพลิเคช่ันดังกล่าวได้ถูก
พัฒนาเพิ่มเติมขึ้นอย่างต่อเน่ือง การใช้งานเฟซบุ๊ค ผู้ใช้จะคอยอัพเดทแบ่งปันข้อมูลข่าวสารซ่ึงกันและกัน ทั้ง
กลุ่มท่ีอยู่ในเฟซบุ๊คหรือ แม้แต่ผู้ใช้เว็บไซต์อื่นที่เช่ือมต่อกับเฟซบุ๊ค ยังสามารถส่ือสาร ส่งต่อหรือแบ่งปันข้อมูล
ขา่ วสารต่าง ๆ ทาใหส้ งั คมออนไลน์บนเฟซบุ๊คเปน็ เครือข่ายที่กว้างขวางและเขม้ แข็งมาก
ในการนาเฟซบุค๊ มาใชเ้ พอื่ กิจกรรมการเรยี นการสอนน้นั สามารถนาเฟซบุ๊คมาใชก้ ารแบ่งปัน
เรือ่ งราว ความรู้ แง่คิด ประสบการณ์ ทาใหเ้ ราเรียนรเู้ รื่องราวชีวิตของผอู้ น่ื สามารถนาสิง่ ท่ไี ดม้ าปรับใชไ้ ด้ การ
เรียนรู้ร่วมกันผ่านเฟซบุ๊คทาได้โดยสร้างกลุ่มเพ่ือการเรยี นรู้เร่อื งที่สนใจร่วมกัน และสามารถนาเฟซบุ๊คไปใชใ้ น
การจัดการเรียนการสอน โดยใช้เป็นกิจกรรมหลัก หรือการเสริมบทเรียน โดยการสร้างเป็นกลุ่มเรียนแล้ว
นาเสนอสื่อการสอนในรูปแบบของเนื้อหา บทความ ส่ือมัลติมีเดีย การนา เสนองาน ผลงาน ฯลฯ ทาให้เกิด
ความน่าสนใจ เรียนรู้ได้ตลอดเวลา ครูและนักเรียนสามารถแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านการพูดคุย แสดง
ความคิดเห็น การสอบถาม การให้คาแนะนาและคาปรกึ ษา ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใชจ้ ่ายในการเดินทาง
การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้ท่ีมีโอกาสเรียนรู้มากย่อมได้เปรียบ จะเห็นได้ว่าเฟซบุ๊คสามารถสร้างประโยชน์
โดยเปน็ แหลง่ เรียนรู้ได้อีกชอ่ งทางหนง่ึ
รูปที่ 8.3 ตวั อย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรบู้ นเฟซบุ๊ก
นอกจากน้ี เฟซบุ๊กมซี อฟตแ์ วร์ประยุกต์ใช้ หรือ แอพพลเิ คชนั่ (Applications) เพื่อการศกึ ษาจานวน
มากท่ีจะช่วยอานวยความสะดวกให้แก่ผู้สอนในการเตรียมเน้ือหาการสอนและแลกเปล่ียนประสบการณ์ใหม่ ๆ
ยกตัวอย่างเช่น “ไฟล์ (Files)” สาหรับอัพโหลดแฟ้มข้อมูลให้กับผู้เรียน “เมกอะควิซ (Make a Quiz)”
สาหรับ สร้างคาถามออนไลน์เพ่ือทดสอบความรู้ของผู้เรียน “คาเลนเดอร์ (Calendar)” สาหรับสร้างปฏทิ นิ
แจ้งเตือน กาหนดการต่าง ๆ “คอร์ส (Course)” สาหรับจัดการเนื้อหาการเรียนการสอน นอกจากนี้ ยังมี
แอพพลิเคชั่นที่จะช่วยอานวยความสะดวก ในการเรียนและแบ่งปันเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้
สาหรับผู้เรียน ตัวอย่างเช่น “วีรีด (weRead)” สาหรับจัดการรายชื่อหนังสือให้ผู้สนใจร่วมแสดงความคิดเห็น
และ “คลาสโน้ตส์ (Class Notes)”สาหรับถ่ายภาพในขณะท่ีครูผู้สอนเขียนเน้ือหาบนกระดาน หรือคัดลอก
เนอื้ หาที่เรยี น แล้วนาไปโพสต่อเพื่อแบ่งปนั ผอู้ ืน่ ได้ (ศรีศกั ดิ์ จามรมาน, 2554)
Micro Blog
Micro Blog เปน็ รปู แบบหน่ึงของ Blog ทีจ่ ากัดขนาดของข้อความท่เี ขียน ผ้ใู ชส้ ามารถเขียนขอ้ ความ
ได้สั้นๆ ตัวอย่างของ Micro Blog เช่น Twitter, Pownce, Jaiku และ tumblr เป็นต้น โดย Twitter เป็น
Micro Blog ทม่ี ีผ้นู ิยมใช้มากทีส่ ุด กลา่ วคอื สามารถเขยี นข้อความแตล่ ะครั้งได้เพียง 140 ตวั อักษร โดยแรกเร่ิม
เดิมที ผู้ออกแบบ Twitter ต้องการให้ผู้ใช้ เขียนเรื่องราวว่าคุณกาลังทาอะไรอยู่ในขณะน้ี (What are you
doing?) แต่กิจการต่าง ๆ กลับนา Twitter ไปใช้ในทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการบอกต่อเพ่ิมยอดขาย
สรา้ ง Brandหรือเปน็ เคร่อื งมือสาหรบั การบริหารความสมั พนั ธล์ ูกคา้ (CRM)ทง้ั นี้เรายงั สามารถใช้เป็นเครื่องมือ
ในการประชาสัมพันธ์บทความใหม่ ๆ บน Blog ของเราได้ด้วย Twitter น้ันเป็นนิยมข้ึนมากอย่างรวดเร็ว จน
ทาให้เว็บไซต์ประเภท Social Network ต่าง ๆ เพ่ิม Feature ท่ีให้ผู้ใช้สามารถบอกได้ว่าตอนนี้กาลังทาอะไร
กันอยู่ นนั้ กค็ ือการนา Microblog เข้าไปเป็นส่วนหนึง่ ด้วยน้ันเอง
ตวั อย่างการใช้ Twitter ในการจัดการเรียนการสอน
Twitter (ทวิตเตอร์) คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการ blog สั้น หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Micro-Blog
ซึ่งสามารถให้ผใู้ ช้ส่งขอ้ ความของตนเองใหผ้ อู้ ่นื ที่ติดตามทวิตเตอรข์ องผู้เขยี นอย่นู ้ัน สามารถอ่านไดแ้ ละผ้เู ขียน
เองก็สามารถอ่านข้อความของเพื่อน หรือคนที่กาลังติดตามผู้เขียนอยู่ได้ ซ่ึงทวิตเตอร์ก็ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์
ประเภท social Media ด้วยเช่นกัน ในรูปแบบของทวิตเตอร์นี้ท่ีเรียกว่าเป็น blogส้ันก็เพราะว่าทวิตเตอร์ให้
เขียนข้อความได้ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษร ซ่ึงข้อความน้ี เมื่อเขียนแล้วจะไปแสดงอยู่ในหน้า Profile ของ
ผ้เู ขียน และจะทาการสง่ ขอ้ ความน้ีไปยังสมาชกิ ท่ตี ดิ ตามผ้เู ขียนคนนัน้ อยู่ (follower) โดยอตั โนมัติโดยสามารถ
ใช้ได้ทั้งจากคอมพวิ เตอรส์ ว่ นบคุ คลหรือจากโทรศัพท์มือถือ
ทวิตเตอรจ์ ัดอยูใ่ นกล่มุ ไมโครบลอ็ ก ซ่ึงลักษณะร่วมของไมโครบลอ็ ก มดี ังนี้
1. มีการจากัดความยาวของข้อความ กาหนดไว้ท่ี 140 ตวั อกั ษร
2. มีช่องทางการส่งข้อความและรับข้อความที่หลากหลาย เช่น โทรศัพท์มือถือ/เว็บไซต์โปรแกรมที่
เขยี นข้นึ มาพิเศษ (Client)โดยสามารถตดิ ตอ่ ผา่ น API
3. เผยแพร่ข้อมูลแบบกระจาย (Broadcasting) มีลักษณะคล้ายกับการส่งข้อความส้ัน (SMS) แต่
ข้อความไมไ่ ด้นาสง่ เฉพาะระหวา่ งผู้ส่งและผูร้ ับเพียงสองคนเท่านน้ั แตย่ ังสง่ ไปถงึ ผใู้ ช้งานท่ีตดิ ตามด้วย
4. มขี ้อมลู หลากหลายเนือ่ งจากมีผใู้ ชง้ านเป็นจานวนมาก
5. ข้อมูลมักถูกลา้ งออกไปจากระบบเมอ่ื ถงึ ระยะเวลาหน่ึง (Flooded) เนื่องจากมีการโพสต์ขอ้ ความ
มาก ข้อความใหมจ่ ะแทนท่ขี อ้ ความเก่า
6. มคี วามงา่ ยในการใชง้ าน ดว้ ยข้อจากดั ของจานวนอักขระ ทาใหข้ อ้ ความมีขนาดสั้นไม่เสียเวลาใน
การพิมพ์ข้อความ จึงเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ส่งข้อมูลเข้าไปในระบบได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ส่งผลให้
เกดิ การกระจายขอ้ มูลจากปากต่อปาก (Words of Mouth) ได้ง่าย
รปู ท่ี 8.4 ตวั อยา่ งการใช้ทวติ เตอร์
นอกจากน้ี Davis (2008) กลา่ ววา่ ทวิตเตอรส์ ามารถนามาใช้เป็นเครื่องมือสาหรับการเรียนการสอน
ดงั น้ี
1. สามารถใช้ได้ทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียนเพื่อการส่ือสารถึงกิจกรรมการเรียนการ
สอน
2. สามารถใช้เป็นเคร่ืองมือสาหรับการระดมความคิดเห็นและการสื่อสาร ด้วยข้อจากัดเพยี ง
140ตัวอกั ษร จึงเปน็ การฝกึ ทักษะในการสือ่ สารที่กระชับตรงประเดน็
3. สามารถเป็นช่องทางสาหรับการรับฟังความคิดเห็น โดยผู้เรียนสามารถส่งคาถาม ความ
คดิ เหน็ หรือข้อสังเกตเข้าไปในเครือข่ายเพื่อเรยี นรรู้ ่วมกันได้
4. สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการทางานร่วมกันระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย ประเทศท่ี
หา่ งกันได้
5. สามารถใช้เป็นเครอื่ งมือสาหรบั การประชมุ สัมมนา การนาเสนอความคดิ จากคนหมู่มาก
ท่ี สามารถอัพเดทขอ้ มลู ไดอ้ ย่างรวดเร็ว
6. สามารถใช้เปน็ ห้องเรียนเสมอื นสาหรบั การอภปิ รายแสดงออกทางความคดิ
7. สามารถใช้เป็นเคร่ืองมือสาหรับการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี เป็น
เคร่ืองมือการเพ่อื ค้นพบแหล่งความร้ใู หม่
8. สามารถใชเ้ ป็นเครอ่ื งมอื เพอ่ื สรา้ งเครือขา่ ยกลุ่มคนที่มคี วามสนใจรว่ มกัน
9. สามารถใชเ้ ปน็ เครื่องมอื สาหรับสะท้อนความคิดเหน็ ของผเู้ รยี นและผสู้ อน
10. สามารถให้ผลลัพธ์ทางด้านการอัพเดทข่าวสารได้มีประสิทธิภาพมากกว่าอาร์เอสเอ
สฟีด (RSSfeed) ง่ายต่อการรับและการส่งข้อมูล เพราะมีช่องทางในการใช้บริการที่
หลากหลาย
ในการนาทวิตเตอร์มาใช้เพื่อเป็นส่วนหน่ึงในการจัดกิจกรรมการเ รียนการสอนเพ่ือให้ผู้เรียนศึกษา
คน้ คว้าข้อมูลเพม่ิ เตมิ โดยผสู้ อนสามารถนามาประยกุ ต์ใช้ได้ ดงั นี้
1. แนะนาให้ผู้เรียนติดตามผู้เช่ียวชาญ ในหัวข้อท่ีเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนใน
เนอ้ื หาวชิ า
2. นาเสนอและติดตามหวั ข้อท่ีสนใจโดยการใชแ้ ท็กทข่ี ึ้นตน้ ด้วย (hash tag) ซงึ่ หากผู้ใช้ทวิต
เตอร์คลิกทแี่ ทก็ ดงั กลา่ วก็จะเห็นขอ้ ความทวีตทีม่ ีแท็กเหล่าน้นั
3. สรา้ งกลุม่ ท่สี นใจเร่ืองเดียวกัน หรือเข้าร่วมเรียนวชิ าเดียวกัน หรอื กจิ กรรมเดียวกัน โดย
การใช้แท็กท่ีข้ึนต้นด้วย ข้อความที่เกี่ยวข้องกับวิชานี้จะมีแท็กที่ข้ึนต้นด้วย xmlws นอกจากนี้ได้ใช้ฟังก์ชัน
รายชื่อ (list) ของทวิตเตอร์เพ่ือดูข้อความทวีตของผู้เรียนทุกคนในวิชาท่ีสอน ซ่ึงการใช้ฟังก์ชันรายช่ือนี้
เปรียบเสมอื นการสร้างกลุม่ ซ่ึงในท่ีนี้กค็ ือกล่มุ ของบญั ชีทวิตเตอรข์ องผเู้ รยี นทส่ี อน
Media Sharing
Media Sharing เป็นเว็บไซต์ท่ีให้ผู้ใช้สามารถอัพโหลดรูปภาพ แฟ้มข้อมูล เพลง หรือวิดีโอเพื่อ
แบ่งปันให้กับสมาชิก หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ตัวอย่างเว็บไซต์ท่ีเป็น Media Sharing เช่น Youtube,
Flickr และ 4shared เปน็ ตน้
ตัวอย่างการใช้ Youtube ในการจัดการเรียนการสอน
Youtube เป็นเว็บไซต์ท่ีมีลักษณะเปิด ให้ใครก็ได้นาคลิปวิดีโอท่ีตนมีอยู่ไปฝากไว้โดยใช้
ระบบการให้บริการโดยใช้โปรแกรมAdobe Flash เรียบเรียงเน้ือหาบนเว็บไซต์รวมไปถึงไฟล์วีดิโอต่าง ๆ และ
สามารถนา ฟังก์ชันตา่ ง ๆ ท่เี ว็บสร้างขึน้ มาไปชว่ ยในการเผยแพรค่ ลิปนน้ั ๆ โดยมเี คร่ืองมือท่ีสาคญั คือ Embed
Code ท่ีใช้ สาหรับแพร่กระจายคลิปต่าง ๆ ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ท่ัวโลก โดยผู้ใช้สามารถใส่ภาพวีดิโอเข้าไป
เปิดดูภาพวดี ิโอท่ีมีอย่แู ละแบง่ ปนั ภาพวีดโิ อให้ผู้อนื่ ดไู ด้
ใน YouTube จะมีข้อมูลเนื้อหารวมถึงคลิปภาพยนตร์ส้ัน ๆ และคลิปท่ีมาจากรายการ
โทรทัศน์มิวสิกวิดีโอ และวิดีโอบล็อกล้ิง (ซึ่งเป็นการสร้างบล็อกโดยมีส่วนของข้อมูลท่ีเป็นภาพ วิดีโอ เป็น
ส่วนประกอบด้วย โดยเฉพาะเป็นภาพวิดีโอที่เกิดจากมือสมัครเล่นถ่ายกันเอง) โดยไฟล์วีดิโอที่เผยแพร่อยู่บน
เว็บไซต์ส่วนใหญ่ เป็นเพียงไฟล์คลิปส้ัน ๆ เท่านั้น ความยาวเพียงไม่ก่ีนาที ทาให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าชมได้
ง่าย โดยมีการแบ่งประเภทและจัดอันดับไฟล์วีดิโอ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ล่าสุด ไฟล์ท่ีมีผู้ชมมากที่สุด ไฟล์ท่ีได้รับ
ความนิยมมากท่ีสุด เพื่อให้ผู้ชมสามารถเลือกชมได้อย่างสะดวก และยังมีบริการท่ีสามารถดูวีดิโอได้ทีละเฟรม
โดยเลอื กดูสว่ นใดของวดี โิ อก็ได้
รูปที่ 8.5 ตัวอยา่ ง Youtube
YouTube สาหรบั โรงเรยี น (Youtube for Schools)
ประโยชนข์ อง YouTube สาหรับโรงเรียน (Youtube for Schools)
1. กว้างขวางครอบคลุม YouTube สาหรับโรงเรียนเปิดโอกาสให้โรงเรียนต่าง ๆ เข้าถึง
วิดีโอเพ่ือการศึกษาฟรีนับแสนรายการจาก YouTube EDU วิดีโอเหล่าน้ีมาจากองค์กรท่ีมีช่ือเสียงต่าง ๆ เช่น
Stanford, PBS และ TED รวมท้ังจากพันธมิตรท่ีกาลังได้รับความนิยมของ YouTube ซึ่งมียอดผู้ชมนับล้าน ๆ
คน เชน่ Khan Academy, Steve Spangler Science และ Numberphile
2. ปรับแก้ได้ สามารถกาหนดค่าเน้ือหาที่ดูได้ในโรงเรียนของคุณ โรงเรียนทั้งหมดจะได้รับ
สิทธ์ิเข้าถึงเนื้อหา YouTube EDUท้ังหมด แต่ครูและผู้ดูแลระบบอาจสร้างเพลย์ลิสต์วิดีโอที่ดูได้เฉพาะใน
เครอื ขา่ ยของโรงเรียนเทา่ นัน้ ได้เชน่ กนั
3. เหมาะสมสาหรับโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนและครูสามารถลงช่ือเข้าใช้และดูวิดีโอใด ๆ
ก็ได้ แต่นักเรียนจะไม่สามารถลงชื่อเข้าใช้และจะดูได้เฉพาะวิดีโอ YouTube EDU และวิดีโอที่โรงเรียนได้เพ่ิม
เข้าไปเท่าน้ัน ความคิดเห็นและวิดีโอที่เก่ียวข้องทั้งหมดจะถูกปิดใช้งานและการค้นหาจะจากัดเฉพาะวิดีโอ
YouTube EDU เทา่ นัน้
4. เป็นมิตรกับครู YouTube.com/Teachers มีเพลย์ลิสต์วิดีโอนับร้อยรายการท่ีได้
มาตรฐานการศึกษาทั่วไป และจัดระเบียบตามหัวเรอ่ื งและระดบั ชัน้ เพลย์ลิสต์เหล่านี้สร้างขึ้นโดยครูเพ่ือเพื่อน
ครูดว้ ยกัน ดังน้ันคุณจงึ มีเวลาในการสอนมากขึน้ และใช้เวลาค้นหานอ้ ยลง
ในการนา Youtube มาประยกุ ต์ใช้ในการเรียนการสอน สามารถทาได้ดังน้ี
1. ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน เช่น สาธิตวิธีการทาอาหารเพื่อให้ผู้เรียนเห็นภาพ
จริงสามารถนาไปปฏบิ ัติได้ หรือสอนภาษาอังกฤษ เพ่ือดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และผู้เรียนสามารถนนาไป
ต่อยอดการเรยี นรไู้ ด้
2. ผู้สอนสร้างกลุ่มของผู้เรียนแต่ละกลุ่มจากน้ันใช้ Youtube ในการเผยแพร่ผลงานของ
ผู้เรยี น โดยใหผ้ ูเ้ รียน จัดทาผลงาน จากนั้นนาเสนอผลงานผ่านทาง Youtube จากนัน้ แบง่ ปนั ให้เพือ่ นสามารถ
เข้าไปดผู ลงานได้
3. ผู้เรยี นใชเ้ ปน็ แหลง่ สืบค้นข้อมลู ความรู้ ข่าวสาร เพม่ิ เติมจากในห้องเรยี น
Social News and Bookmarking
Social News and Bookmarking เป็นเว็บไซต์ท่เี ช่อื มโยงไปยังบทความ หรือเนื้อหาใน
อินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้เป็นผู้ส่งและสามารถให้คะแนนและเลือกบทความหรือเน้ือหาใดที่น่าสนใจท่ีสุดได้ ผู้ใช้
สามารถ Bookmarkเนื้อหาหรอื เว็บไซต์ที่ชื่นชอบได้ รวมทั้งยงั แบ่งปันให้กับผู้อนื่ ได้ด้วย
ตัวอย่างการใช้ Social News and Bookmarking ในการจัดการเรยี นการสอน
Social News เป็นเว็บไซต์กลุ่มข่าวสารที่ผใู้ ช้สามารถส่งข่าว โดยผสม social bookmarking บล็อก
และการเชื่อมโยงเน้ือหาเว็บเข้าด้วยกัน และมีการกรองคัดเลือกเน้ือหาในลักษณะการร่วมลงคะแนนที่ทุกคน
เท่าเทียมกัน เน้ือหาข่าวและเว็บไซต์จะถูกส่งเข้ามาโดยผู้ใช้จากน้ันจะถูกเลอื่ นให้ไปแสดงที่หนา้ แรกผา่ นระบบ
การจัดอันดับโดยผู้ใช้ ซ่ึงข่าวอาจอยู่ในรูปแบบของส่ิงพิมพ์การกระจายเสียง อินเทอร์เน็ต ในการใช้บอกเล่า
เรอื่ งราวของ บุคคลอน่ื หรือกลมุ่ คน Social Media ชนดิ นเี้ ป็นเครอ่ื งมือในการบอกตอ่ และสรา้ งจานวนคนเข้า
มายังท่เี วบ็ ไซต์ ตวั อย่างเวบ็ ไซต์ประเภทนี้ เชน่ Current TV , หนงั สือพมิ พ์ออนไลน์ เปน็ ต้น
Social Bookmarking เป็นบริการบนเว็บไซตส์ าหรับผใู้ ชอ้ ินเทอร์เน็ต โดยการแบง่ ปันการคั่นหนา้ ไว้
บนเว็บไซต์ผู้ให้บริการ เพื่อรวบรวม จัดเก็บ แบ่งหมวดหมู่ สืบค้น และโดยเฉพาะเพ่ือการแบ่งปันเว็บไซต์หรือ
เนอื้ หาบนเวบ็ ไซตแ์ กค่ นอ่ืน ๆ ทสี่ นใจ ซง่ึ เป็นสว่ นหนึง่ ของ Social News เชน่ Digg เปน็ ต้น
ในการนา Social News และ Social Bookmarking มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ผู้สอนอาจใช้เป็น
แหล่งคน้ ควา้ หาขอ้ มลู เพมิ่ เติมเนื้อหา หรือนาเนือ้ หาในข่าวมาเปน็ ประเด็นคาถาม ในการเรียนเพอ่ื ฝึกให้
ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ โดยอาจทาได้หลายวิธี เช่น ผู้สอนเป็นผู้นาข่าวมาเป็นประเด็นใหผ้ ู้เรียน
ตอบ ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันหาเน้ือหาแล้วนามาอภิปรายร่วมกัน หรือให้ผู้เรียนจัดกลุ่มแล้วช่วยกันเลือก
ประเด็นแล้วอภิปรายภายในกลุ่ม โดยใช้ Social Bookmarking เป็นแหล่งในการรวบรวมความรู้และจัดเก็บ
ขอ้ มลู จากการสืบค้นของกลมุ่ เพ่ือแบ่งปันใหเ้ พื่อนในห้อง เปน็ ต้น
รปู ท่ี 8.6 ตัวอย่าง Social News
รปู ที่ 8.7 ตัวอย่างเวบ็ ไซต์Social Bookmarking
แนวทางและความเป็นไปได้ในการแกไ้ ขปญั หา
การใชง้ านโซเชียลมเี ดยี ในเบ้ืองตน้ เป็นการใช้งานสว่ นบคุ คล ทสี่ ามารถใช้ไดอ้ ย่างเสรี แตเ่ มื่อนามา
เปน็ สว่ นหนง่ึ ในการเรยี นการสอนตอ้ งคานึงถึงความเหมาะสมในการสืบคน้ และนาเสนอข้อมลู เช่น การนาเสนอ
ข้อมูลจากเวบ็ ไซต์ต่าง ๆ โดยไมต่ รวจสอบความถกู ตอ้ งหรือความทันสมัยของข้อมลู การแชร์ขอ้ มูลจาก
แหลง่ ข้อมลู ทม่ี ีอคตหิ รือความลาเอยี ง หรือ การนาข้อความ เอกสาร ภาพ หรือ วดิ ีโอ มาใช้ โดยไม่อา้ งอิง
แหล่งท่ีมา (จารุวจั น์ สองเมอื ง, 2554; จุไรรัตน์ ทองคาชน่ื วิวฒั น์, 2552; Antony Mayfield, 2008)
หากครูยังไม่สามารถใชเ้ ทคโนโลยใี นการเรยี นการสอนไดอ้ ย่างเหมาะสมกบั รูปแบบหรอื กิจกรรมการ
เรียนการสอน และใชเ้ ทคโนโลยีท่มี อี ยู่ไม่คุ้มคา่ ตามงบประมาณท่ีรัฐบาลสนับสนนุ จะสง่ ผลให้นกั เรียนไม่
สามารถพฒั นาความรู้และทกั ษะทต่ี ้องการได้เต็มศักยภาพ จึงขอยกตวั อยา่ งแนวทางในการนาโซเชียลมเี ดียมา
ใชจ้ ัดการเรียนการสอนได้อยา่ งถกู ต้องและเหมาะสม ดงั น้ี
1) หากครูต้องการนาเสนอข้อมลู จากเว็บไซตต์ า่ ง ๆ ควรตรวจสอบความถูกตอ้ ง หรอื ความ
ทนั สมัยของข้อมูล โดยการตรวจสอบขอ้ มลู จากต้นฉบบั หรือหาแหล่งท่ีมาของผู้เผยแพรจ่ ากองค์การหรือบคุ ลท่ี
นา่ เช่ือถือ
2) ควรมกี ารไตรต่ รองในการแบ่งปนั (share) ขอ้ มูลจากแหล่งตา่ ง ๆ หรือควรสืบค้นข้อมลู
ข่าวสารจากหลากหลายที่มา
3) การนาข้อความ เอกสาร ภาพ หรือ วิดีโอ มาใช้ ควรมีการอา้ งองิ แหล่งทม่ี าอย่างชัดเจน
บทสรปุ
สอื่ สงั คม หรอื ส่ือ Social Media เป็นส่ือทางการศึกษาเรียนรใู้ นยคุ แห่งสังคมออนไลน์ที่กาลัง
กา้ วหน้าไปอย่างรวดเรว็ ในการปรบั ใช้ในวงการศึกษา ดงั นั้นผู้ท่ีมีสว่ นเกี่ยวขอ้ งทกุ ฝา่ ย ต้องตระหนักและ
มองเห็นความสาคัญต่อสอ่ื ดงั กลา่ วรวมทั้งการกาหนดแนวทางของการปรบั ใช้ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพการณ์ทาง
สังคมในปัจจบุ ัน ซ่ึง Social Media ในหลากหลายประเภททีก่ ลา่ วถึงในเบ้ืองตน้ นั้นคงเปน็ สอ่ื การศึกษาท่ีต้อง
เข้ามามีบทบาทสาคญั ต่อการศึกษาเรียนรู้ในสงั คมอย่างแน่นอนจงึ เป็นประเดน็ สาคญั ท่ีทุกฝา่ ยตอ้ งตระหนกั
และเตรียมรบั การเปล่ยี นแปลงท่ีเกดิ ข้ึน
Social Media มีอิทธพิ ลตอ่ ชีวติ ประจาวันของเด็กและเยาวชนมาก เปน็ เคร่อื งมอื สาคญั ทีใ่ ช้ในการ
ติดต่อสื่อสาร แหล่งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ผู้สอนสามารถนา Social Media มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน
เพื่อเป็นส่ิงดึงดูดใจของผู้เรียนได้เป็นอย่างดีเพราะปัจจุบัน Social Media เป็นเทคโนโลยีท่ีนับได้ว่าเป็นส่วน
หนึง่ ในชวี ติ ประจาวันของผเู้ รยี นไปแล้ว ซง่ึ ผ้เู รียนให้ความสนใจและเรียนรู้ไดเ้ ป็นอยา่ งมาก
รปู ที 8.8 Social Media
รูปที 8.9 Social Media
อ้างองิ
sites.google.com/site/. สอื่ สังคมออนไลน์ Social Media. [ระบบออนไลน์]. แหล่งท่มี า
https://sites.google.com/site/babest0007/sux-sangkhm-xxnlin-social-media
(18 กันยายน 2563)
จดั ทาโดย
นาขงสาวปรยี า ปันธิยะ
สาขาวิชาการจัดการสานักงาน