หนงั สอื ทร่ี ะลึกพธิ ีถวายผา้ พระกฐินพระราชทาน
มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ
พุทธศกั ราช ๒๕๖๓
ณ วดั มัชฌมิ าวาส
ตำ� บลหมากแข้ง อ�ำเภอเมืองอดุ รธานี จังหวัดอุดรธานี
วนั เสารท์ ี่ ๒๔ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๖๓
(ข้นึ ๘ คำ่� เดอื น ๑๒)
หนังสอื ท่ีระลึก
พธิ ถี วายผ้าพระกฐนิ พระราชทาน
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ
พุทธศกั ราช ๒๕๖๓
ณ วดั มัชฌมิ าวาส
ตำ� บลหมากแข้ง อำ� เภอเมืองอดุ รธานี จงั หวดั อดุ รธานี
วันเสารท์ ี่ ๒๔ ตุลาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓
ขึน้ ๘ ค�่ำ เดอื น ๑๒
จำ� นวนพมิ พ ์ ๑,๐๐๐ เลม่
ปีทีพ่ มิ พ์ พุทธศกั ราช ๒๕๖๓
พมิ พ์ท่ี
สนั ตศิ ิรกิ ารพิมพ์
๑๓๑๖ ซอยจรญั สนิทวงศ์ ๕๗ เขตบางพลัด กรงุ เทพฯ ๑๐๗๐๐
โทรศพั ท์ ๐-๒๔๒๔-๓๙๗๕ e-mail : [email protected]
สำ� นกึ ในพระมหากรณุ าธิคุณ
ในวโรกาสท่ีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐิน ให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อัญเชิญไปถวาย
แดพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์ผจู้ �ำพรรษากาล ณ วดั มชั ฌมิ าวาส ตำ� บลหมากแขง้ อำ� เภอเมืองอดุ รธานี จังหวัดอดุ รธานี ในวนั เสาร์
ท่ี ๒๔ ตลุ าคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ ปวงข้าพระพุทธเจ้ามคี วามปลาบปลื้มปีติ และส�ำนึกในพระมหากรุณาธคิ ุณลน้ เกล้า
ล้นกระหม่อม หาท่สี ุดมไิ ด้
โดยที่กฐินเป็นท้ังกาลทาน คือ ทานท่ีก�ำหนดด้วยกาล และสังฆทานที่ถวายแด่พระสงฆ์โดยท่ีมิได้จ�ำเพาะ
เจาะจง จึงเป็นทานที่สำ� คญั ยง่ิ ในพระพทุ ธศาสนา องค์สัมมาสัมพุทธเจา้ ทรงยกยอ่ งว่าเป็นทานทีม่ ผี ล มอี านิสงสส์ งู สดุ
ในการรับพระราชทานผ้าพระกฐินไปทอดถวายในครั้งน้ี จึงเป็นการบ�ำเพ็ญกิจอันเป็นมหากุศลอย่างยิ่ง
ไดพ้ รอ้ มใจกนั จดั ใหม้ พี ธิ บี ำ� เพญ็ กศุ ลสมโภชองคผ์ า้ พระกฐนิ พระราชทาน แลว้ จงึ อญั เชญิ ผา้ พระกฐนิ พระราชทานไปถวาย
แดพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์ ตอ่ จากนน้ั จะมกี ารมอบทนุ การศกึ ษา มอบหนงั สอื เพอื่ นอ้ มเกลา้ นอ้ มกระหมอ่ ม ถวายเปน็ พระราชกศุ ล
เฉลิมพระเกยี รติแหง่ ใต้ฝา่ ละอองธลุ พี ระบาท
ด้วยเกล้าด้วยกระหมอ่ ม ขอเดชะ
ข้าพระพทุ ธเจา้
มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ
สารบญุ กฐิน ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๖๓
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐินให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ไดน้ อ้ มนำ� อญั เชญิ ไปถวายแด่พระภิกษุสงฆท์ ่จี �ำพรรษา ณ วัดมชั ฌมิ าวาส ตำ� บลหมากแข้ง อำ� เภอเมืองอดุ รธานี จงั หวดั
อุดรธานี ในวนั เสาร์ ท่ี ๒๔ ตลุ าคม พุทธศักราช ๒๕๖๓
วัดมัชฌิมาวาส ได้รับพระราชทานบรมราชานุญาต สถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
ซึง่ พลตรี พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ขณะดำ� รงตำ� แหน่งเปน็ ขา้ หลวงใหญ่ เป็นผูส้ ำ� เร็จราชการ
หวั เมอื งลาวพวนในขณะนน้ั ไดท้ รงบรู ณะวดั โนนหมากแขง้ (ชอื่ เดมิ ของวดั มชั ฌมิ าวาส) ซง่ึ เคยเปน็ วดั รา้ ง แลว้ เปลยี่ นชอื่
วัดใหม่เป็นวัดมัชฌิมาวาส พร้อมกับการสร้างเมืองอุดรธานีข้ึน เมื่อราวพุทธศักราช ๒๔๓๖ มีพระพุทธรูปหินขาว
ปางนาคปรกหรอื หลวงปนู่ าค เปน็ พระพทุ ธรปู ทขี่ น้ึ ชอ่ื ในเรอื่ งของความศกั ดสิ์ ทิ ธค์ิ วู่ ดั มชั ฌมิ าวาสและคบู่ า้ นคเู่ มอื งอดุ รธานี
จนถึงปจั จบุ ัน
ในนามพระภิกษุสงฆ์ และพุทธบริษัทวัดมัชฌิมาวาส ขออนุโมทนาในจิตที่เป็นมหากุศลของมหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ ท่ีได้น้อมน�ำผ้าพระกฐินพระราชทานมาถวายพระภิกษุสงฆ์ที่จ�ำพรรษาครบถ้วนไตรมาส ณ อาวาสนี้
ขอผลานสิ งสแ์ หง่ การถวายผา้ พระกฐนิ พระราชทานของมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ รวมถงึ ศรทั ธาจากสาธชุ นทว่ั สารทศิ
จงมารวมกนั เปน็ มหากศุ ลนอ้ มถวายแดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รสี นิ ทรมหาวชริ าลงกรณ พระวชริ เกลา้
เจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี ตลอดพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และขอให้อธิการบดี ข้าราชการ พนักงานของ
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ และครอบครวั จงประสบแตค่ วามสขุ ความเจรญิ ประกอบด้วยจตุรพิธพรชยั ๔ ประการ
คอื อายุ วรรณะ สขุ ะ พละ สมความมุง่ มน่ั ปรารถนา ทกุ ประการเทอญ
พระธรรมวิมลมุนี ผศ.ดร.
เจ้าอาวาสวัดมัชฌมิ าวาส พระอารามหลวง
เจา้ คณะจงั หวดั อดุ รธานี
สารผวู้ ่าราชการจังหวัดอุดรธานี
พระกฐินพระราชทาน เป็นพระกฐินที่ถือว่าเป็นของหลวง เปิดโอกาสให้กระทรวง กรม หน่วยงานราชการ
ตลอดจนคณะบคุ คลทสี่ มควรขอรบั พระราชทานอญั เชญิ ไปถวายยงั พระอารามหลวงตา่ งๆ นอกจากพระอารามหลวงสำ� คญั
อีกท้งั ผู้ท่ไี ดร้ ับพระราชทานสามารถเพิม่ ไทยธรรมท่เี ป็นของส่วนตน และองค์กร โดยเสด็จพระราชกุศลดว้ ยก�ำลงั ศรทั ธา
ก็ได้ โดยผ้าพระกฐินและบริวารพระกฐินจากกองศาสนูปถัมภ์ กรมการศาสนา เพื่อน�ำไปทอด ณ พระอารามที่ขอรับ
พระราชทานไว้
มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ เป็นอีกหน่วยงานหน่งึ ท่ีรับสนองพระราชศรัทธา น�ำผา้ พระกฐินพระราชทาน
ทอดถวาย ณ พระอารามหลวงเปน็ ประจำ� ทกุ ปี สำ� หรบั พุทธศกั ราช ๒๕๖๓ ได้รบั พระราชทานผา้ พระกฐินไปถวายพระสงฆ์
ณ วัดมชั ฌมิ าวาส ต�ำบลหมากแขง้ อ�ำเภอเมืองอุดรธานี จงั หวดั อดุ รธานี ในวนั เสาร์ท่ี ๒๔ ตลุ าคม พทุ ธศักราช ๒๕๖๓
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและจังหวัดอุดรธานีขออนุโมทนาขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน
ทั้งส่วนราชการ ภาครัฐ และเอกชน ที่ได้มีส่วนร่วมโดยเสด็จพระราชกุศล ขออ�ำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย
และบุญกุศลที่ได้ร่วมกันบ�ำเพ็ญในคร้ังน้ี โปรดอ�ำนวยผลให้ท่านและครอบครัว จงประสบแต่สรรพสิ่งมงคล สมบูรณ์
พนู ผล ในสง่ิ อันพึงปรารถนา โดยทว่ั กัน
นายสยาม ศิริมงคล
ผวู้ า่ ราชการจังหวัดอุดรธานี
สารอธิการบดีมหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นเจ้าภาพถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในกฐินกาล
ณ วัดมชั ฌมิ าวาส ต�ำบลหมากแขง้ อำ� เภอเมืองอดุ รธานี จังหวดั อดุ รธานี
ด้วยความส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒท้ังปวง ผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร
นสิ ติ นกั เรยี น ผปู้ กครอง ตลอดจนประชาคมชาวมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ จงึ มจี ติ ศรทั ธา การมหากศุ ล รว่ มปวารณาตน
ต้ังมนั่ ในการสจุ รติ และประกอบกจิ ชอบ เพ่ือน้อมถวายพระพรให้พระองค์ ทรงมพี ระชนมายุย่งิ ยนื นาน
ขออานสิ งสแ์ หง่ กฐนิ กาล จงดลบนั ดาลใหท้ กุ ทา่ นทรี่ ว่ มกนั ถวายผา้ พระกฐนิ ดว้ ยจติ กศุ ล ไดซ้ มึ ซบั พระพทุ ธคณุ
พระธรรมคุณ พระสงั ฆคุณ ตลอดจนความดีงามทั้งปวง สง่ ผลไปสสู่ ังคมแหง่ สันติสุขสบื ไป
(รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สนั ติวฒั นกุล)
รักษาการแทนอธิการบดมี หาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ
สงิ หาคม ๒๕๖๓
สารจากประธานคณะกรรมการดำ� เนนิ งาน
ประเพณีทอดกฐินเป็นประเพณีส�ำคัญที่พุทธศาสนิกชนชาวไทย ยึดถือปฏิบัติสืบทอดมาอย่างยาวนาน
เพอื่ ทำ� นบุ ำ� รงุ สง่ เสรมิ พระพทุ ธศาสนาใหเ้ จรญิ รงุ่ เรอื งตามขนบธรรมเนยี มประเพณี โดยจดั ทำ� ขน้ึ ตงั้ แตว่ นั แรม ๑ คำ่� เดอื น
๑๑ ไปจนถึงวนั ข้นึ ๑๕ ค่�ำ เดอื น ๑๒ จะท�ำก่อนหรือหลงั จากน้ไี ม่ได้ และวดั หนึ่งๆจะรบั กฐนิ เพียง ๑ ครงั้ ในรอบปี
การถวายกฐินจัดเป็นสังฆทาน ถวายแด่พระสงฆ์ ไม่เฉพาะเจาะจงพระภิกษุรูปใดรูปหน่ึงและพิธีกรรมการทอดกฐินเป็น
มหากุศลส�ำหรบั ร่วมบญุ
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ไดส้ บื สานประเพณที อดกฐนิ ตอ่ เนอื่ งมาตลอดทกุ ปี โดยในพทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรา
ลงกรณ พระวชริ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ โปรดกระหมอ่ ม พระราชทานผา้ พระกฐนิ วดั มชั ฌมิ าวาส ตำ� บล
หมากแข้ง อ�ำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ในวันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ และมีการสมโภช
องค์ผ้าพระกฐนิ ในวันศกุ รท์ ่ี ๒๓ ตุลาคม พุทธศกั ราช ๒๕๖๓
ในนามของประธานด�ำเนินงานพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอกราบ
ขอบพระคณุ พระธรรมวมิ ลมนุ ี (สายพงศ์ อโนมปญโฺ ญ) เจา้ อาวาสวัดมชั ฌิมาวาส พระอารามหลวง และเจ้าคณะจงั หวัด
อดุ รธานี ทใี่ หก้ ารสนบั สนนุ ในการดำ� เนนิ งาน ทำ� ใหก้ ารเตรยี มงานเปน็ ไปดว้ ยความเรยี บรอ้ ย และขอขอบคณุ ผวู้ า่ ราชการ
จังหวัดอุดรธานี วัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี แขกผู้มีเกียรติ และประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานี พร้อมท้ังคณะผู้บริหาร
คณาจารย์ บคุ ลากร นสิ ติ ผู้ปกครองนักเรียน ของมหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ตลอดจนบริษทั ห้างร้าน ทีม่ ีสว่ นรว่ ม
ทำ� ใหง้ านพิธีถวายผา้ พระกฐินพระราชทาน ส�ำเร็จลลุ ว่ งไปด้วยดี
ขออ�ำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงดลบันดาลให้ท่าน และครอบครัว
ประสบแตค่ วามสุขความเจริญดว้ ยอายุ วรรณะ สขุ ะ พละ ปฏิภาณ และประสบสิ่งอนั พึงปรารถนาทกุ กาลเทอญ
ว่าที่รอ้ ยตรี
(ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.กิตตคิ ุณ รงุ่ เรอื ง)
ประธานดำ� เนนิ งาน
ที่ อว ๘๗๒๓.๓/๓๗๓ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ
สขุ มุ วิท ๒๓ เขตวฒั นา กรงุ เทพฯ ๑๐๑๑๐
๒๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒
เรื่อง ขอรบั พระราชทานผา้ พระกฐินพระราชทาน ประจำ� พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓
เรยี น อธิบดีกรมการศาสนา
ตามที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระ
กรณุ าโปรดเกลา้ โปรดกระหมอ่ มพระราชทานผา้ พระกฐนิ พระราชทานใหก้ ระทรวง กรม และหนว่ ยงานตา่ งๆ ทม่ี จี ติ ศรทั ธา
นำ� ไปถวายพระสงฆจ์ �ำพรรษา ณ พระอารามหลวง ท่วั ราชอาณาจกั รในกฐนิ กาลของทุกปนี น้ั
ในพุทธศักราช ๒๕๖๓ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความประสงค์ท่ีจะขอรับพระราชทาน
ผ้าพระกฐินพระราชทานไปถวายพระสงฆ์จ�ำพรรษา ณ วัดมัชฌิมาวาส ต�ำบลหมากแข้ง อ�ำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัด
อุดรธานี ทง้ั นี้ มหาวิทยาลยั ไดป้ ระสานงานกบั ทางวัดมัชฌมิ าวาส เรยี บรอ้ ยแลว้
จึงเรียนมาเพอ่ื โปรดทราบ ขอขอบพระคุณยงิ่
ขอแสดงความนับถือ
(รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล)
อธกิ ารบดีมหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
สถาบนั วฒั นธรรมและศลิ ปะ
โทร/โทรสาร. ๐ ๒๒๖๑ ๒๐๙๖
ท่ี วธ ๐๓๐๘/๓๓๑ กรมการศาสนา
๑๐ ถนนเทยี นรว่ มมติ ร
เขตห้วยขวาง กทม. ๑๐๓๑๐
๑๐ มกราคม ๒๕๖๓
เร่อื ง ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐิน ประจ�ำปี ๒๕๖๓
เรียน อธิการบดีมหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
อ้างถงึ หนังสอื มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ท่ี อว ๘๗๒๓.๓/๓๗๓ ลงวันท่ี ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒
ตามหนงั สอื ทอี่ า้ งถงึ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ มคี วามประสงคจ์ ะขอรบั พระราชทานผา้ พระกฐนิ เพอ่ื นำ�
ไปถวายพระสงฆจ์ �ำพรรษา ประจ�ำปี ๒๕๖๓ ณ วดั มัชฌิมาวาส ต�ำบลหมากแข้ง อำ� เภอเมอื งอดุ รธานี จงั หวัดอดุ รธานี
ความละเอียดแจง้ แลว้ น้นั
กรมการศาสนา จะไดด้ ำ� เนนิ การขอรบั พระราชทานผา้ พระกฐนิ ใหต้ ามความประสงค์ และขอใหต้ ดิ ตอ่ ประสาน
งานกับวัดมัชฌิมาวาส เพ่ือก�ำหนดวัน เวลา ในการถวายผ้าพระกฐิน ท้ังนี้ โปรดก�ำหนดวันถวายผ้าพระกฐินหลังจาก
วันเสารท์ ่ี ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ ตรงกบั แรม ๘ คำ�่ เดอื น ๑๑ ตอ่ ไป
จึงเรียนมาเพอื่ โปรดทราบ
ขอแสดงความนับถอื
(นางศรนี วล ลภั กติ โร)
รองอธบิ ดี ปฏบิ ัตริ าชการแทน
อธิบดีกรมการศาสนา
กองศาสนพธิ ี
โทรศัพท์ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๒
โทรสาร. ๐ ๒๒๐๒ ๙๖๓๒
ท่ี อว ๘๗๒๓.๓/๒๕๗ มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
สุขุมวทิ ๒๓ แขวงคลองเตยเหนือ
เขตวัฒนา กรงุ เทพมหานคร ๑๐๑๑๐
๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๓
เรอื่ ง พธิ เี ชญิ ผา้ พระกฐนิ พระราชทาน ประจำ� พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓
เรียน เจ้าอาวาสวัดมัชฌมิ าวาส
ตามที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระ
กรณุ าโปรดเกลา้ โปรดกระหมอ่ มพระราชทานผา้ พระกฐนิ พระราชทานใหก้ ระทรวง กรม และหนว่ ยงานตา่ งๆ ทม่ี จี ติ ศรทั ธา
นำ� ไปถวายพระสงฆจ์ �ำพรรษา ณ พระอารามหลวง ทวั่ ราชอาณาจักรในกฐนิ กาลของทุกปีน้นั
ในพทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓ มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ มคี วามประสงคจ์ ะเชิญผ้าพระกฐนิ พระราชทาน ไป
ถวายพระสงฆจ์ ำ� พรรษา ณ วัดมัชฌมิ าวาส ต�ำบลหมากแขง้ อ�ำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ทง้ั น้ี มหาวิทยาลยั
ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ได้ท�ำหนังสอื แจง้ กรมการศาสนาเรียบร้อยแล้ว และไดม้ อบใหอ้ าจารย์ ดร.ปรารถนา คงสำ� ราญ ผู้อำ� นวยการ
สถาบันวัฒนธรรมและศลิ ปะ โทร.๐๖ ๕๔๑๙ ๑๔๙๙ เปน็ ผูป้ ระสานงานกบั ทางวัดมัชฌิมาวาสในรายละเอยี ดอื่นๆ ต่อ
ไป
ขอกราบนมัสการมาเพอ่ื โปรดพิจารณา
กราบนมสั การดว้ ยความเคารพ
(รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สนั ติวัฒนกุล)
อธกิ ารบดมี หาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ
สถาบันวฒั นธรรมและศลิ ปะ
โทร/โทรสาร. ๐ ๒๒๖๑ ๒๐๙๖
ประวตั กิ ารถวายผา้ พระกฐินพระราชทาน มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ
ครงั้ ท่ี ๑ วันท่ี ๒๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ ณ วดั ชนิ วราราม อ�ำเภอเมือง จังหวดั ปทุมธานี
ครั้งท่ี ๒ พ.ศ. ๒๕๑๗ หลักฐานยงั ไม่แนช่ ัด
ครั้งที่ ๓ วันท่ี ๒๕ ตลุ าคม ๒๕๑๘ ณ วดั ตูม อำ� เภอพระนครศรีอยธุ ยา จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
ครั้งที่ ๔ วนั ท่ี ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๑๙ ณ วัดอัมพวันเจติยาราม อ�ำเภออัมพวา จังหวัดสมทุ รสงคราม
พ.ศ. ๒๕๒๐ ไม่ปรากฏหลักฐาน
คร้งั ท่ี ๕ วันที่ ๑๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๒๑ ณ วดั กลางมง่ิ เมือง อ�ำเภอเมือง จังหวัดรอ้ ยเอ็ด
คร้ังท่ี ๖ วันที่ ๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๒๒ ณ วดั มัชฌิมาวาส อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดสงขลา
ครั้งท่ี ๗ วนั ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๓ ณ วดั ปทุมวนาราม เขตปทุมวัน กรงุ เทพมหานคร
ครงั้ ท่ี ๘ วันท่ี ๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๒๔ ณ วัดกลางวรวิหาร อำ� เภอเมอื ง จังหวดั สมทุ รปราการ
ครั้งท่ี ๙ วนั ท่ี ๒๒ ตลุ าคม ๒๕๒๕ ณ วดั บรมนิวาส เขตปทมุ วัน กรุงเทพมหานคร
ครงั้ ที่ ๑๐ วันที่ ๕ พฤศจกิ ายน ๒๕๒๖ ณ วัดศาลาปูนวรวิหาร อำ� เภอพระนครศรอี ยธุ ยา
จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
คร้ังท่ี ๑๑ วนั ที่ ๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๒๗ ณ วัดมหาชัย อำ� เภอเมอื ง จังหวัดมหาสารคาม
คร้ังท่ี ๑๒ วันท่ี ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๒๘ ณ วดั พระบาทม่ิงเมืองวรวิหาร อ�ำเภอเมือง จังหวดั แพร่
ครงั้ ที่ ๑๓ วันท่ี ๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๙ ณ วัดคหู าสวรรค์ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั พทั ลงุ
คร้งั ท่ี ๑๔ วันที่ ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๓๐ ณ วัดเกตุการาม อำ� เภอบางคนที จงั หวัดสมุทรสงคราม
ครงั้ ที่ ๑๕ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ ณ วดั ชุมพลนกิ ายารามราชวรวิหาร อ�ำเภอบางปะอนิ
จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
ครัง้ ท่ี ๑๖ วนั ที่ ๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๒ ณ วัดศาลาปูนวรวิหาร อำ� เภอพระนครศรีอยุธยา
จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
คร้งั ที่ ๑๗ วันที่ ๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๓ ณ วัดมหาชัย อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดมหาสารคาม
ครง้ั ท่ี ๑๘ วนั ท่ี ๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๔ ณ วดั คหู าสวรรค์ อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดพัทลุง
คร้งั ที่ ๑๙ วนั ท่ี ๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๕ ณ วัดวชริ ธรรมสาธิต เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร
ครัง้ ที่ ๒๐ วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ณ วดั มัชฌิมาวาส อำ� เภอเมือง จังหวดั สงขลา
ครงั้ ที่ ๒๑ วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ ณ วดั มหาชัย อำ� เภอเมือง จงั หวดั มหาสารคาม
ครั้งท่ี ๒๒ วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๘ ณ วัดเพชรสมทุ รวรวิหาร อ�ำเภอเมือง จังหวดั สมทุ รสงคราม
ครง้ั ท่ี ๒๓ วันที่ ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๙ ณ วัดคูหาสวรรค์ อ�ำเภอเมอื ง จังหวดั พัทลุง
คร้ังที่ ๒๔ วันท่ี ๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๐ ณ วดั เขยี นเขต อำ� เภอธญั บรุ ี จงั หวัดปทมุ ธานี
ครง้ั ที่ ๒๕ วนั ที่ ๒๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๑ ณ วดั เสนาสนาราม อำ� เภอพระนครศรีอยธุ ยา
จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
คร้ังที่ ๒๖ วันท่ี ๕ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๒ ณ วัดเจษฎาราม อ�ำเภอเมือง จงั หวดั สมุทรสงคราม
ครง้ั ที่ ๒๗ วันที่ ๒๐ ตลุ าคม ๒๕๔๓ ณ วัดอดุ มธานี อำ� เภอเมือง จงั หวดั นครนายก
คร้ังที่ ๒๘ วนั ท่ี ๓๑ ตลุ าคม ๒๕๔๔ ณ วดั อาวุธวกิ สิตาราม เขตบางพลัด กรงุ เทพมหานคร
ครั้งท่ี ๒๙ วันท่ี ๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๕ ณ วัดรชั ฏาธษิ ฐานราชวหิ าร เขตตล่งิ ชัน กรงุ เทพมหานคร
ครงั้ ท่ี ๓๐ วันท่ี ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ณ วดั พระธาตุหรภิ ญุ ชยั วรมหาวิหาร อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ล�ำพูน
ครง้ั ท่ี ๓๑ วนั ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ ณ วัดไชโยวรวิหาร อำ� เภอไชโย จงั หวดั อ่างทอง
ครัง้ ท่ี ๓๒ วันที่ ๒๙ ตลุ าคม ๒๕๔๘ ณ วดั พระธาตุพนมวรมหาวหิ าร อำ� เภอธาตพุ นม จงั หวดั นครพนม
ครัง้ ที่ ๓๓ วนั ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๙ ณ วัดพระบรมธาตุไชยาวรวหิ าร อำ� เภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ครั้งท่ี ๓๔ วนั ท่ี ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เขตบางกอกน้อย
กรงุ เทพมหานคร
ครัง้ ท่ี ๓๕ วันท่ี ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ ณ วัดพระธาตุแชแ่ หง้ พระอารามหลวง อำ� เภอภเู พยี ง จงั หวดั นา่ น
คร้งั ที่ ๓๖ วนั ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ ณ วัดสระแกว้ อำ� เภอเมือง จังหวัดสระแกว้
คร้ังที่ ๓๗ วันท่ี ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓ ณ วดั พระบรมวงศอ์ ิศรวรารามวรวิหาร อำ� เภอพระนครศรอี ยธุ ยา
จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา
ครงั้ ท่ี ๓๘ วันท่ี ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๔ ณ วัดสุทธวิ าตวราราม อ�ำเภอเมือง จงั หวัดสมทุ รสาคร
ครัง้ ที่ ๓๙ วันท่ี ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ณ วัดมณบี รรพตวรวหิ าร อ�ำเภอเมือง จังหวัดตาก
คร้ังท่ี ๔๐ วนั ท่ี ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๖ ณ วดั ศรีโสดา อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดเชยี งใหม่
คร้ังที่ ๔๑ วันที่ ๑๘ ตลุ าคม ๒๕๕๗ ณ วดั พระธาตหุ ลวงเหนือ นครหลวงเวียงจนั ทน์
ประเทศสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
คร้งั ที่ ๔๒ วนั ท่ี ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ณ วัดชลประทานรงั สฤษด์ิ อ�ำเภอปากเกรด็ จังหวดั นนทบรุ ี
ครงั้ ที่ ๔๓ วันท่ี ๒๙ ตลุ าคม ๒๕๕๙ ณ วัดใหญ่สวุ รรณารามวรวิหาร อำ� เภอเมือง จังหวดั เพชรบุรี
ครัง้ ท่ี ๔๔ วนั ท่ี ๒๑ ตลุ าคม ๒๕๖๐ ณ วดั พระมหาธาตุวรมหาวหิ าร อำ� เภอเมือง จงั หวัดนครศรีธรรมราช
คร้งั ที่ ๔๕ วันท่ี ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ณ วดั พระแก้ว อ�ำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
คร้งั ท่ี ๔๖ วนั ท่ี ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๒ ณ วัดสปุ ัฏนารามวรวหิ าร อ�ำเภอเมือง จงั หวัดอบุ ลราชธานี
ครั้งที่ ๔๗ วนั ท่ี ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ ณ วัดมัชฌมิ าวาส อ�ำเภอเมอื ง จังหวดั อดุ รธานี
ก�ำหนดการ
พธิ สี มโภชองค์ผ้าพระกฐนิ พระราชทาน และพิธีถวายผ้าพระกฐนิ พระราชทาน
มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓
ณ วัดมชั ฌมิ าวาส ตำ� บลหมากแขง้ อ�ำเภอเมืองอุดรธานี จงั หวัดอดุ รธานี
วนั ศกุ ร์ท่ี ๒๓ ถึงวันเสาร์ท่ี ๒๔ ตุลาคม พทุ ธศักราช ๒๕๖๓
-----------------------------
พธิ ีสมโภชองค์ผ้าพระกฐินพระราชทาน
(ณ ศาลาบญุ สิงห์ วดั มชั ฌมิ าวาส ต�ำบลหมากแขง้ อ�ำเภอเมืองอดุ รธานี จงั หวดั อุดรธานี)
วนั ศุกร์ท่ี ๒๓ ตลุ าคม ๒๕๖๓ (วันขึ้น ๗ คำ่� เดอื น ๑๒)
เวลา ๐๙.๐๐ น. - พิธบี วงสรวง พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจกั ษศ์ ิลปาคม เจ้าเมืองอุดรธานี
ณ หนา้ พระอโุ บสถ วดั มชั ฌิมาวาส
เวลา ๑๒.๓๐ น. - ต้ังองค์ผา้ พระกฐนิ พระราชทาน ณ ศาลาบญุ สิงห์ วัดมชั ฌิมาวาส
เวลา ๑๖.๐๐ น. - ผู้บริหารมหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ คณาจารย์ ข้าราชการ ชมรมผ้สู ูงอายุ ผู้แทนจากหนว่ ยงาน
บุคลากร แขกรบั เชิญจากจงั หวัดอุดรธานี แขกผมู้ ีเกียรติ และผูร้ ว่ มงานพรอ้ มกนั บริเวณพธิ สี มโภช
องค์ผ้าพระกฐนิ พระราชทาน ณ ศาลาบญุ สิงห์ วดั มชั ฌิมาวาส
เวลา ๑๖.๓๐ น. - เจา้ อาวาสวัดมัชฌิมาวาส ตำ� บลหมากแข้ง อำ� เภอเมอื งอดุ รธานี จังหวดั อดุ รธานี พรอ้ มคณะสงฆ์
๑๐ รปู เดนิ ทางมาถงึ บริเวณพิธีสมโภชองคผ์ า้ พระกฐินพระราชทาน
- เจา้ หนา้ ทน่ี ิมนตพ์ ระสงฆ์ขนึ้ นง่ั บนอาสนสงฆ์ จ�ำนวน ๑๐ รปู
- อธกิ ารบดีจดุ ธูปเทยี นบชู าพระรัตนตรัย
- อธกิ ารบดถี วายความเคารพ เปดิ กรวยกระทงดอกไมห้ นา้ พระบรมฉายาลักษณ์
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดศี รสี ินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอย่หู ัว
ณ บรเิ วณทตี่ ้งั องคผ์ ้าพระกฐนิ พระราชทาน ถวายความเคารพ
- เจา้ หนา้ ที่กลา่ วน�ำบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศลี
- พระสงฆใ์ ห้ศีล
- เจ้าหน้าทอี่ าราธนาพระปริตร
- พระสงฆเ์ จรญิ พระพทุ ธมนต์ /อธกิ ารบดีจุดเทียนน�ำ้ มนต์
- อธกิ ารบดแี ละคณะผบู้ รหิ ารมหาวทิ ยาลยั ถวายจตปุ จั จยั ไทยธรรม พระสงฆอ์ นโุ มทนา กรวดนำ้� รบั พร
ประธานสงฆ์ประพรมน้�ำพระพุทธมนต์
- อธกิ ารบดกี ราบลาพระรตั นตรยั พระสงฆ์ และถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รสี นิ ทรมหาวชิราลงกรณ พระวชริ เกล้าเจ้าอยู่หวั
- อธกิ ารบดมี อบทุนการศกึ ษาใหก้ ับสถาบันการศึกษา ๓ โรงเรยี น
๑. โรงเรยี นพระปรยิ ัติธรรมแผนกสามญั ศกึ ษา วดั มัชฌิมาวาส
๒. โรงเรยี นพระปริยตั ธิ รรมแผนกสามญั ศึกษา วดั ศรนี คราราม
๓. โรงเรียนอุดรพิทยานุกลู
- อธกิ ารบดีมอบเงนิ สนับสนนุ วงดรุ ิยางค์ ๑ โรงเรยี น
๑. โรงเรียนอดุ รพทิ ยานุกูล
- อธิการบดีมอบหนังสอื ให้กับสถาบันการศกึ ษา ๒ โรงเรยี น
๑. โรงเรียนวัดสิรมิ งคล
๒. โรงเรียนประสาทคณานกุ จิ วิทยา วดั พทุ ธนิมิตร
- เสรจ็ พธิ สี มโภชองคผ์ ้าพระกฐนิ พระราชทาน
งานฉลององคผ์ า้ พระกฐินพระราชทาน
(ณ วัดมชั ฌมิ าวาส ตำ� บลหมากแขง้ อ�ำเภอเมอื งอุดรธานี จงั หวัดอุดรธานี)
เวลา ๑๘.๐๐ น. - การแสดงขบวนแห่แซ่ซ้องร้องเอิน้ ขวัญ โดย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
โรงเรยี นอดุ รพิทยานุกูล และชมรมโปงลางชัยพฤกษ์ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี
เวลา ๑๘.๑๐ น. - ผวู้ ่าราชการจงั หวดั อดุ รธานีกลา่ วตอ้ นรับ
เวลา ๑๘.๑๕ น. - รองอธกิ ารบดี มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ กลา่ วรายงานพธิ สี มโภชและงานฉลององคผ์ า้ พระกฐนิ
พระราชทาน
เวลา ๑๘.๒๐ น. - อธกิ ารบดีกล่าวเปิดงานฉลององค์ผา้ พระกฐนิ พระราชทาน
เวลา ๑๘.๒๕ น. - การแสดงชดุ ที่ ๑ ดวงมณนี ้อมศรทั ธา โดย คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
เวลา ๑๘.๓๕ น. - รบั ประทานอาหารเย็นรว่ มกัน พรอ้ มชมการแสดงทางศิลปวฒั นธรรม
- การแสดงชดุ ที่ ๒ ฟอ้ นพุทธบชู าลีลานาคราชพญาศรสี ทุ โทนาคราชค�ำชะโนดอำ� นวยพร
โดย ชมรมโปงลางชยั พฤกษ์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี
- การแสดงชดุ ที่ ๓ เปิดวงโปงลาง โดย โรงเรียนอดุ รพิทยานุกลู
- การแสดงชุดที่ ๔ ฟ้อนสเลเต โดย โรงเรียนอดุ รพทิ ยานุกลู
- การแสดงชุดที่ ๕ ราชพฤกษ์ศรนี ครินทร์ โดย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
- การแสดงชดุ ที่ ๖ ฟ้อนหอมกล่นิ เมอื งอดุ ร โดย ชมรมโปงลางชัยพฤกษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธานี
- การแสดงชุดที่ ๗ ล�ำเพลนิ โดย โรงเรยี นอุดรพิทยานุกลู
- การแสดงชดุ ที่ ๘ เตย้ ลา โดย โรงเรียนอดุ รพิทยานกุ ลู
- การแสดงชดุ ท่ี ๙ โดย โรงเรยี นสตรรี าชินูทศิ จังหวัดอุดรธานี
เวลา ๒๐.๐๐ น. - เสร็จงานฉลององค์ผา้ พระกฐินพระราชทาน
การแต่งกาย ผ้บู รหิ ารมหาวทิ ยาลยั กรรมการด�ำเนินงาน ผแู้ ทนจากหนว่ ยงาน ชมรมผูส้ ูงอายุ บุคลากร ผรู้ ่วมงาน
แต่งชดุ ไทย ผา้ ไทย ผ้าพ้นื เมืองหรือชุดสุภาพ
พธิ ถี วายผา้ พระกฐินพระราชทาน
(ณ วดั มัชฌมิ าวาส ตำ� บลหมากแข้ง อ�ำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี)
วนั เสารท์ ่ี ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ (วันขึ้น ๘ ค่ำ� เดอื น ๑๒)
เวลา ๐๘.๔๕ น. - ผู้บรหิ ารมหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ คณาจารย์ ข้าราชการ ชมรมผ้สู ูงอายุ ผแู้ ทนจากหนว่ ยงาน
บคุ ลากร แขกรับเชิญจากจงั หวัดอุดรธานี แขกผมู้ เี กียรติ และผรู้ ่วมงานพร้อมกนั บนพระอโุ บสถ
วัดมชั ฌิมาวาส
เวลา ๐๙.๐๐ น. - อญั เชญิ องค์ผ้าพระกฐนิ พระราชทานแห่เวยี นประทักษิณาวัตร (เวยี นขวา) รอบพระอุโบสถ ๓ รอบ
- อธกิ ารบดอี ญั เชิญผ้าพระกฐนิ พระราชทานวางบนโต๊ะหมู่บูชาหน้าพระบรมฉายาลกั ษณ์
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธบิ ดีศรีสินทรมหาวชริ าลงกรณ พระวชิรเกลา้ เจ้าอยู่หวั
ณ บรเิ วณหนา้ พระอโุ บสถ
- ผบู้ รหิ ารมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ คณาจารย์ ขา้ ราชการ ชมรมผสู้ งู อายุ ผู้แทนจากหน่วยงาน
บุคลากร แขกรับเชิญจากจังหวดั อดุ รธานี แขกผูม้ ีเกียรติ และผูร้ ่วมงาน พรอ้ มกนั ในพระอโุ บสถ
(ผู้บรหิ าร ข้าราชการ แต่งเครือ่ งแบบปกติขาว พนกั งานมหาวทิ ยาลยั แตง่ เคร่ืองแบบปกติขาว)
และบริเวณรอบพระอโุ บสถ แตง่ กายสภุ าพ
เวลา ๑๐.๐๙ น. - อธกิ ารบดมี หาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ผรู้ ับพระราชทานให้ถวายผ้าพระกฐนิ พระราชทาน
เปน็ ประธานในพิธเี ดินทางมาถึงบรเิ วณพธิ หี นา้ พระอุโบสถ (วงดรุ ิยางคบ์ รรเลงเพลงมหาฤกษ์)
- อธกิ ารบดีถวายความเคารพ เปิดกรวยกระทงดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธิบดีศรสี นิ ทรมหาวชิราลงกรณ พระวชริ เกล้าเจ้าอยหู่ ัว
- อธิการบดีรับผ้าบนพานแว่นฟ้าหน้าพระบรมฉายาลกั ษณพ์ ระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธบิ ดี
ศรีสินทรมหาวชริ าลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หวั และอุ้มประคองผา้ พระกฐนิ พระราชทานยืนตรง
ถวายความเคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (วงดรุ ิยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารม)ี
- อธกิ ารบดอี ญั เชญิ ผา้ พระกฐินพระราชทาน เดนิ เข้าสพู่ ระอโุ บสถ
- อธิการบดวี างผ้าพระกฐนิ พระราชทานบนพานแว่นฟ้าหน้าพระสงฆ์รปู ที่สอง
- อธิการบดจี ุดธปู เทียนบชู าพระประธานพระอุโบสถและกราบ ๓ คร้ัง
- อธกิ ารบดยี กผา้ พระกฐินพระราชทานขึ้นอมุ้ ประคอง ประนมมือ ผนิ หนา้ ไปทางพระประธาน
ในพระอุโบสถ กลา่ วค�ำนมสั การ นะโมฯ (๓ จบ)
- อธิการบดผี นิ หน้าไปทางพระสงฆก์ ลา่ วคำ� ถวายผ้าพระกฐนิ พระราชทาน
- อธกิ ารบดีวางผ้าพระกฐินพระราชทานบนพานแว่นฟา้ และยกท้งั พานประเคนพระสงฆร์ ูปท่ีสอง
- อธิการบดปี ระเคนพานเทยี นพระปาฏโิ มกข์ กลบั ไปนั่ง ณ เก้าอ้ีทจ่ี ดั ไว้
- พระสงฆท์ �ำพิธีอปโลกน์ และสวดญัตติทตุ ยิ กรรมวาจา
- พระสงฆ์รปู ทีไ่ ด้รบั ฉนั ทานมุ ตั ิใหเ้ ป็นองคค์ รองผา้ พระกฐนิ พระราชทาน
- อธกิ ารบดถี วายเครอ่ื งบริวารกฐนิ พระราชทานแกเ่ จ้าอาวาส (เครือ่ งกฐนิ พระราชทานท้ังหมด)
- ผู้วา่ ราชการจงั หวดั อุดรธานี ผ้บู ริหารมหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ถวายจตุปจั จยั ไทยธรรม
ที่มหาวิทยาลยั จดั หามาแดพ่ ระสงฆ์ท้งั หมด
- พิธกี รประกาศจำ� นวนเงินทีถ่ วายให้ทราบท่วั กนั
- อธกิ ารบดีถวายใบปวารณาจตปุ จั จยั ตามที่ประกาศแก่ประธานสงฆ์
- พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานสงฆถ์ วายอดิเรก
- อธิการบดี ผ้บู รหิ ารมหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ คณาจารย์ ขา้ ราชการ ชมรมผู้สูงอายุ ผ้แู ทนจาก
หนว่ ยงาน บุคลากร แขกรบั เชิญจากจังหวดั อุดรธานี แขกผู้มเี กยี รติ และผูร้ ว่ มงานกรวดน�ำ้ รบั พร
- อธกิ ารบดีกราบลาพระรัตนตรัย กราบลาพระสงฆ์
- ประธานสงฆม์ อบของทรี่ ะลกึ ใหแ้ กอ่ ธกิ ารบดแี ละผบู้ รหิ ารมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ผแู้ ทนจาก
หน่วยงาน คณาจารย์ ข้าราชการ ชมรมผสู้ ูงอายุ บคุ ลากร แขกรบั เชญิ จากจงั หวดั อุดรธานี
แขกผมู้ เี กียรตแิ ละผรู้ ว่ มงาน
- อธิการบดีออกจากพระอุโบสถ
- เสร็จพิธถี วายผ้าพระกฐินพระราชทาน
เวลา ๑๑.๐๐ น. - อธิการบดี ผู้บริหารมหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ ถวายภตั ตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ณ ศาลาบุญสิงห์
วัดมชั ฌมิ าวาส ตำ� บลหมากแข้ง อำ� เภอเมอื งอุดรธานี จังหวดั อดุ รธานี
เวลา ๑๑.๓๐ น. - อธิการบดี ผู้บริหารมหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ คณาจารย์ ข้าราชการ ชมรมผูส้ ูงอายุ ผ้แู ทนจาก
หนว่ ยงาน บคุ ลากร แขกรบั เชญิ จากจงั หวดั อดุ รธานี แขกผมู้ เี กยี รตแิ ละผรู้ ว่ มงานรบั ประทานอาหาร
กลางวันร่วมกัน ณ ศาลาบุญสิงห์
เวลา ๑๓.๐๐ น. - อธกิ ารบดี ผบู้ ริหารมหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ ผู้แทนจากหนว่ ยงาน คณาจารย์ ข้าราชการ
ชมรมผ้สู งู อายุ และบุคลากรเดินทางออกจากวัดมัชฌมิ าวาส ตำ� บลหมากแข้ง อำ� เภอเมอื งอุดรธานี
จงั หวัดอดุ รธานี
การแตง่ กาย ๑. ผบู้ ริหารมหาวิทยาลยั ข้าราชการ กรรมการด�ำเนนิ งาน ผแู้ ทนจากหนว่ ยงาน แต่งเคร่ืองแบบปกตขิ าว
พนกั งานมหาวทิ ยาลัยแตง่ กายชดุ พนักงานมหาวทิ ยาลัย แต่งกายชุดสากลนยิ ม หรอื ชดุ สุภาพ
๒. คณาจารย์ บุคลากรและแขกผู้มีเกยี รติ ทเี่ ดนิ ทางไปรว่ มพธิ ี แตง่ กายชดุ สากลนิยม หรือชดุ สภุ าพ
สารบัญ ๒๗
๓๐
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ๔๒
กฐิน ๔๗
การสร้างเมืองอุดรธานีและวัดมัชฌิมาวาส ๕๙
ประวตั ิวดั มัชฌิมาวาส ๖๓
พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงประจกั ษศ์ ิลปาคม
แหล่งท่องเทย่ี วทางวัฒนธรรม
18 หนังสือทรี่ ะลึกพธิ ถี วายผ้าพระกฐนิ พระราชทาน มศว ๒๕๖๓
วดั มัชฌิมาวาส จังหวัดอุดรธานี 19
20 หนังสอื ที่ระลึกพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน มศว ๒๕๖๓
วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๑๑ ค่�ำ เดือน ๑๒ ปีมะแม เวลา ๑๘.๓๐ น.
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เอกอัครศาสนูปถัมภก
พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จเยี่ยมวัดมัชฌิมาวาส
ทางวัดได้จัดการต้อนรับเสด็จ ณ ภายในพระอุโบสถ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวไดเ้ สด็จเขา้ ไปภายในพระอุโบสถ
ทรงจดุ ธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วทรงปฏสิ ันถารกบั พระธรรมวนิ ยานยุ ุตต์ (บญุ ปุญญฺ สริ ิมหาเถระ) เจา้ อาวาส
๔ ข้อ คือ ตรัสถามวา่ ๑. วัดนี้สรา้ งข้นึ แต่เม่อื ใด ๒. พระภกิ ษสุ ามเณรในวัดน้ีมีจำ� นวนเทา่ ไร ๓. ประชาชนมคี วาม
เล่ือมใสให้ความอุปถัมภ์มากหรือไม่ ๔. วัดนี้เป็นวัดมาแต่เดิมหรือสร้างข้ึนใหม่ พระธรรมวินยานุยุตต์ เจ้าอาวาส
ไดถ้ วายพระพรวสิ ัชนาใหท้ รงทราบ แลว้ ไดถ้ วายพระพุทธรปู ปางนาคปรก ขนาด ๕ นิว้ ๑ องค์ พระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยู่หัวถวายปวารณาบัตรบ�ำรุงวดั มีมูลคา่ ๑,๐๐๐ บาท แลว้ เสดจ็ ออกไปภายนอกพระอโุ บสถ ทรงประทบั ยนื
จุดธูปเทียนบูชาพระพทุ ธรปู นาคปรก ทีห่ น้ามขุ พระอโุ บสถ แลว้ เสด็จกลับ
วัดมชั ฌมิ าวาส จงั หวดั อดุ รธานี 21
วนั ท่ี ๒๘ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๐๗ ตรงกบั วนั พุธ แรม ๗ คำ�่ เดือน ๑๑ ปีมะโรง เวลา ๑๖.๓๐ น. สมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทรา
บรมราชชนนี ไดเ้ สดจ็ เยย่ี มวดั มชั ฌมิ าวาส ทางวดั ไดจ้ ดั ตอ้ นรบั ทภี่ ายในพระอโุ บสถ สมเดจ็ ไดเ้ สดจ็ เขา้ ไปภายในพระ
อุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วประทับที่พระเก้าอี้ตรัสปฏิสันถารกับพระเทพวิสุทธาจารย์
(บญุ ปญุ ญฺ สิริมหาเถระ) เจา้ อาวาสประมาณ ๕ นาที จึงเสดจ็ กลับ สมเดจ็ ไดถ้ วายกปั ปิยภณั ฑ์บ�ำรุงวดั เป็นมูลคา่
๑,๐๐๐ บาท และยาต�ำราหลวงชดุ ใหญ่ ๑๕๐ ชุด
22 หนังสอื ที่ระลกึ พิธถี วายผา้ พระกฐนิ พระราชทาน มศว ๒๕๖๓
วดั มชั ฌมิ าวาส จงั หวดั อดุ รธานี 23
พระธรรมวมิ ลมุนี (สายพงศ์ อโนมปญโฺ ญ)
24 หนงั สือท่รี ะลึกพธิ ถี วายผา้ พระกฐนิ พระราชทาน มศว ๒๕๖๓
พระอโุ บสถ
วดั มชั ฌมิ าวาส จงั หวัดอุดรธานี 25
หลวงพ่อนาค
26 หนงั สือท่รี ะลึกพธิ ถี วายผา้ พระกฐนิ พระราชทาน มศว ๒๕๖๓
หลวงปู่ดีเนาะ ภายในวหิ ารพระเทพวสิ ุทธาจารย์
มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ พฒั นาจาก โรงเรยี นฝกึ หัดครชู น้ั สูง และวิทยาลยั วชิ าการศกึ ษา โรงเรียน
ฝกึ หดั ครชู นั้ สงู สถาปนาเมอื่ พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๒ ยกฐานะเปน็ วทิ ยาลยั วชิ าการศกึ ษา เมอื่ พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๖ และสถาปนา
เปน็ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ เมือ่ พทุ ธศักราช ๒๕๑๗
โรงเรยี นฝึกหัดครูชน้ั สงู
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ถือก�ำเนิดข้ึนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒
ในกระแสสงั คมทเี่ รมิ่ คลค่ี ลายจากการตนื่ ตระหนกภยั สงคราม ปญั หาเศรษฐกจิ และสงั คม หลงั จากทอี่ งคก์ ารสหประชาชาติ
ไดก้ อ่ กำ� เนดิ ขน้ึ เพอ่ื มงุ่ เนน้ ความสมานฉนั ทแ์ ละผลกั ดนั ความรว่ มมอื ทางดา้ นตา่ งๆ รวมทง้ั การผลกั ดนั ทางดา้ นการศกึ ษา
เพอื่ ใหโ้ ลกใบนเี้ จรญิ กา้ วหนา้ และมสี ตปิ ญั ญามากขนึ้ “โรงเรยี นฝกึ หดั ครูชน้ั สงู ” ภายใตก้ ระทรวงศกึ ษาธกิ าร ไดส้ ถาปนา
ขึน้ เม่ือวนั ที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๒ ณ ถนนประสานมติ ร กรุงเทพมหานคร เพือ่ ผลกั ดนั การศึกษาทางดา้ น
วชิ าชพี ครู ในชว่ งเวลาทว่ี ชิ าชพี ครขู าดแคลนและไมส่ มดลุ กบั การขยายตวั ของสงั คม และศาสตรท์ างดา้ นการศกึ ษายงั ใหม่
ต่อสังคมในขณะนั้น เป็นการเริ่มต้นการศึกษาในระดับวุฒิประกาศนียบัตรครูประถมศึกษา และประกาศนียบัตร
ครมู ธั ยมศกึ ษา โรงเรยี นฝกึ หดั ครชู นั้ สงู ถอื กำ� เนดิ ขน้ึ จากการผลกั ดนั ของ ศาสตราจารย์ ม.ล.ปน่ิ มาลากลุ ซง่ึ เปน็ ปลดั กระทรวง
ศกึ ษาธกิ ารอยู่ในขณะนั้น และท่านก็ไดม้ บี ทบาททางดา้ นการศึกษาทงั้ ทโี่ รงเรียนฝกึ หดั ครูชั้นสูง วิทยาลยั วิชาการศึกษา
และสังคมไทย
เมอื่ โรงเรยี นฝกึ หดั ครชู น้ั สงู ไดถ้ อื กำ� เนดิ ขน้ึ แลว้ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดแ้ ตง่ ตงั้ ใหห้ ลวงสวสั ดสิ ารศาสตรพทุ ธิ
ดำ� รงตำ� แหน่งผู้อำ� นวยการโรงเรียนฝกึ หดั ครชู นั้ สูง ระหว่างพุทธศักราช ๒๔๙๒-๒๔๙๖ ท่านเปน็ ผ้นู ำ� และผู้วางรากฐาน
ระเบียบแบบแผนของการฝึกหัดครู เป็นผู้บุกเบิกงานวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ และเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น
แบบแผนของปูชนยี บคุ คลในวชิ าชพี ครอู ย่างสงู ยง่ิ
วิทยาลัยวิชาการศกึ ษา
เมื่อถึงพุทธศักราช ๒๔๙๖ ปัญหาการขาดแคลนครูและนักการศึกษาเป็นปัญหาที่รุนแรงยิ่งขึ้นในสังคมไทย
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทุกๆ ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี ผู้น�ำการศึกษาสมัยใหม่หรือผู้น�ำ
การศกึ ษาแบบพพิ ฒั นาการนยิ ม (Progressivism) ในสงั คมไทย ไดเ้ สนอตอ่ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารใหก้ อ่ ตงั้ วทิ ยาลยั วชิ าการ
ศึกษา (College of Education) ขึน้ เพื่อพัฒนาปรชั ญา แนวคดิ และความรู้ความสามารถทางดา้ นการศกึ ษาสมยั ใหม่
ให้สอดคล้องผสานสัมพันธ์กับสังคมประชาธิปไตย รวมทั้งการพัฒนาการศึกษาศาสตร์ให้เป็นวิชาชีพที่มีระบบแบบแผน
และมีความลุ่มลึกในสังคมไทย พร้อมกับการประสาทปริญญาทางด้านศึกษาศาสตร์ ทั้งในระดับบัณฑิต มหาบัณฑิต
และดษุ ฎบี ณั ฑติ เมอ่ื แรกเรม่ิ การสถาปนาวทิ ยาลยั วชิ าการศกึ ษาขนึ้ แทนโรงเรยี นฝกึ หดั ครชู นั้ สงู นน้ั (๑๖ กนั ยายน ๒๔๙๗)
28 หนังสือทร่ี ะลึกพธิ ีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน มศว ๒๕๖๓
ศาสตราจารย์ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ได้รับมอบหมายให้ด�ำรงต�ำแหน่งอธิการในระหว่างพุทธศักราช ๒๔๙๘-๒๔๙๙
ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี ด�ำรงตำ� แหน่งหัวหน้าคณะวิชาการศึกษา หลังจากน้นั จึงได้ดำ� รงตำ� แหนง่ อธิการวิทยาลยั
วิชาการศกึ ษา จนถงึ พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๑
วิทยาลัยวชิ าการศึกษา ไดเ้ ปน็ ผนู้ �ำในการจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมธั ยมศึกษา ภายใต้แนวคดิ
ระบบโรงเรียนสาธิต (Demonstration School) เพื่อให้โรงเรียนสาธิตเป็นแปลงทดลองค้นคว้า ในระบบการศึกษา
พื้นฐานสมัยใหม่ วิทยาลัยวิชาการศึกษาจัดระบบการศึกษาแบบวิทยาเขต โดยขยายวิทยาเขตปทุมวัน (๒๔๙๘)
วิทยาเขตบางแสน (๒๔๙๘) วิทยาเขตพิษณุโลก (๒๕๑๐) วิทยาเขตมหาสารคาม (๒๕๑๑) วทิ ยาเขตสงขลา (๒๕๑๑)
วทิ ยาเขตพระนคร (๒๕๑๒) และวทิ ยาเขตพลศกึ ษา (๒๕๑๓) โดยมวี ทิ ยาเขตประสานมติ รเปน็ ศนู ยก์ ลางการบริหาร
วิทยาลัยวิชาการศึกษา ภายใต้การน�ำของ ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี ในฐานะท่ีท่านเป็นนักวิชาการ
และนกั การศกึ ษาสมยั ใหม่ ไดพ้ ฒั นาแนวคดิ แบบพพิ ฒั นาการนยิ มและการเรยี นการสอนสมยั ใหมจ่ ากสงั คมตะวนั ตก นำ� มาวาง
หลักปักฐานไวใ้ นสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบห้องสมดุ ระบบคะแนน ระบบการวดั ผล รวมทงั้ วิชาการศกึ ษาสมัยใหมท่ ี่
กา้ วหนา้ ทส่ี ดุ ในสงั คมไทยขณะนนั้ นอกจากนนั้ แลว้ วทิ ยาลยั วชิ าการศกึ ษายงั ไดร้ บั การชว่ ยเหลอื ทง้ั ดา้ นบคุ ลากร หนงั สอื
และทุนการศึกษามากมาย จนอาจกล่าวได้ว่า วิทยาลัยวิชาการศึกษา มีระบบการศึกษาที่ก้าวหน้าท่ีสุดในช่วงเวลานั้น
ตราหรือเครื่องหมายของวิทยาลัยวิชาการศึกษา ซึ่งเป็นสมการทางด้านคณิตศาสตร์ y = ex (Exponential Curve)
เสน้ กราฟของการขยายเพม่ิ ขน้ึ มคี วามหมายสอดคลอ้ งปรชั ญาทวี่ า่ “การศกึ ษาคอื ความเจรญิ งอกงาม” หรอื “สกิ ขฺ า วริ ฬุ หฺ ิ
สมปฺ ตตฺ า” หรือ “Education is Growth” รวมทง้ั สอดคล้องกับ “สีเทา–แดง” ซ่ึงสเี ทา เปน็ สีของสมอง หมายถงึ “ความคดิ ”
และสแี ดงเปน็ สีของเลือด หมายถึง “ความกล้าหาญ” สีเทา – แดง จงึ หมายถงึ “คดิ อย่างกล้าหาญ”
มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ
พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๖ กอ่ นหนา้ เหตกุ ารณ์ ๑๔ ตลุ าคม ๒๕๑๖ ในชว่ งเวลาที่ ศาสตราจารย์ ดร.สดุ ใจ เหลา่ สนุ ทร
ดำ� รงตำ� แหนง่ อธิการวิทยาลัยวิชาการศกึ ษา คณาจารย์ นิสิต และขา้ ราชการ ไดร้ ่วมกนั เรยี กรอ้ งตอ่ รัฐบาลใหป้ รับฐานะ
วิทยาลัยวิชาการศึกษาเป็นมหาวิทยาลัย และย้ายสังกัดจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นกับทบวงมหาวิทยาลัย
ท่ามกลางการปกครองทเี่ ข้มงวดรนุ แรงของรฐั บาลทหารในขณะนน้ั เพ่อื ความคล่องตัวในการพัฒนาโครงสร้างการบริหาร
และการเรียนการสอนท่ีจ�ำกัด ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยและการขยายตัวที่มีความหลากหลายวิชาชีพ ท้ายท่ีสุด
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ “มหาวิทยาลัยท่ีเจริญเป็นศรีสง่าแก่มหานคร” ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นในปีถัดมา
(๒๙ มถิ ุนายน ๒๕๑๗) โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สุดใจ เหลา่ สนุ ทร เป็นอธกิ ารบดี (พุทธศักราช ๒๕๑๗-๒๕๒๑)
มหาวทิ ยาลยั มรี ะบบบรหิ ารจดั การในรปู แบบวทิ ยาเขตมาจนถงึ พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๓ รวมเวลา ๑๖ ปี วทิ ยาเขต
จงึ เรม่ิ แยกออกไปเปน็ มหาวทิ ยาลยั อสิ ระโดยมกี ารบรหิ ารจดั การและงบประมาณเปน็ ของตนเอง ดงั น้ี พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๓
วทิ ยาเขตบางแสน ยกฐานะเปน็ มหาวทิ ยาลยั บรู พา วทิ ยาเขตพษิ ณโุ ลก ยกฐานะเปน็ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๖
ยุบรวมวิทยาเขตปทมุ วนั บางเขน และประสานมิตรเข้าเป็นวิทยาเขตกลาง พุทธศกั ราช ๒๕๓๗ วิทยาเขตมหาสารคาม
ยกฐานะเปน็ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๙ วทิ ยาเขตสงขลายกฐานะเปน็ มหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ และมกี ารขยาย
พน้ื ทอ่ี อกไปทอี่ ำ� เภอองครกั ษ์ จังหวดั นครนายก ในพทุ ธศกั ราช ๒๕๓๕
จากอดตี (พุทธศกั ราช ๒๔๙๗-๒๕๑๘) ที่มีคณะศกึ ษาศาสตร์ สถาบนั วจิ ยั พฤตกิ รรมศาสตร์ ส�ำนกั ทดสอบ
ทางการศึกษาและจิตวิทยา ส�ำนักงานอธิการบดี ส�ำนักหอสมุดกลาง คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
คณะวทิ ยาศาสตร์ คณะพลศกึ ษา และบณั ฑติ วทิ ยาลยั ในชว่ งแผนพฒั นาการศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษา ระยะท่ี ๕ (พทุ ธศกั ราช
๒๕๒๕-๒๕๒๙) ไดจ้ ดั ตง้ั คณะแพทยศาสตร์ แผนพฒั นาการศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษา ระยะท่ี ๗ (พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๕-๒๕๓๙)
จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์* ส�ำนักคอมพิวเตอร์
วดั มัชฌมิ าวาส จงั หวัดอดุ รธานี 29
สถาบันพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม* ส�ำนักส่ือและเทคโนโลยีการศึกษา* คณะเภสัชศาสตร์
และแผนพฒั นาการศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษา ระยะท่ี ๘ (พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐-๒๕๔๘) จดั ตงั้ คณะพยาบาลศาสตร*์ สถาบนั สง่ิ แวดลอ้ ม
และทรัพยากร* สถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ* ศูนย์วิทยาศาสตร์ศึกษา* ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี** แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระยะที่ ๙ (พุทธศักราช ๒๕๔๕-๒๕๔๙) จัดต้ังวิทยาลัย
นานาชาตเิ พอ่ื ศกึ ษาความยงั่ ยนื * วทิ ยาลยั นวตั กรรมสอ่ื สารสงั คม* ศนู ยบ์ รกิ ารวชิ าการ*** สำ� นกั งานบรหิ ารกจิ การหอพกั
ศูนย์กีฬา มศว*** แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระยะที่ ๑๐ (พุทธศักราช ๒๕๕๐-๒๕๕๔) จัดต้ังวิทยาลัย
โพธิวชิ ชาลยั * อำ� เภอวฒั นานคร จังหวดั สระแกว้ และขยายบทบาทไปที่จังหวัดตาก เชยี งใหม่ น่าน เลย สุพรรณบุรี และสตลู
ซงึ่ โครงการดงั กลา่ วเปน็ โครงการตน้ แบบของมหาวทิ ยาลยั ชมุ ชนกระบวนทศั นห์ นง่ึ ทมี่ คี วามรว่ มมอื กบั ภาคตี า่ งๆ ในพน้ื ที่
เนน้ การผลิตบัณฑิตคนื ถ่ินบนฐานปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวเปน็ ประการส�ำคญั จดั ตั้ง
ส�ำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ* คณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร* และรับโอน
โรงพยาบาลชลประทาน (๗ ตลุ าคม ๒๕๕๐) สงั กดั กระทรวงสาธารณสขุ มาสงั กัดมหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ จดั ตั้ง
คณะวฒั นธรรมสง่ิ แวดลอ้ มและการทอ่ งเทย่ี วเชงิ นเิ วศ ซง่ึ เกดิ จากการรวมสถาบนั สงิ่ แวดลอ้ มและทรพั ยากร และสถาบนั
พัฒนาการท่องเที่ยวเพ่ืออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน จัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ จัดตั้งสถาบัน
ยทุ ธศาสตร์ทางปญั ญาและวิจัย และจัดตง้ั สำ� นักนวตั กรรมการเรยี นรู้ แผนพฒั นาการศึกษาระดับอดุ มศึกษา ระยะท่ี ๑๑
(พทุ ธศักราช ๒๕๕๕-๒๕๕๙) จดั ต้งั สถาบันวิจยั พัฒนาและสาธิตการศกึ ษา
พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๙ ผู้บริหารมหาวทิ ยาลยั มแี นวคดิ ในการพฒั นามหาวิทยาลยั ใหเ้ จรญิ ก้าวหนา้ ท้ังทางด้าน
คุณภาพมาตรฐานวิชาการท่ีเป็นเลิศด้านกายภาพ ด้านศักยภาพของคณาจารย์ บุคลากรและนิสิตตลอดจนเชื่อมโยงกับ
ชุมชนสังคม โดยเปิดพ้ืนที่มหาวิทยาลัยออกสู่ถนนอโศกมนตรีโดยจัดซื้อที่ดินจ�ำนวน ๓ แปลงคือ ท่ีดิน ๒ แปลง
พน้ื ท่ี ๖ ไร่ ๒ งาน ๒๘ ตารางวา ติดกับถนนอโศกมนตรีเพื่อกอ่ สรา้ งอาคารสูง ๑๗ ชัน้ (อาคารบริการ : ศาสตราจารย์หม่อมหลวง
ป่ิน มาลากุล) และอาคารสูง ๒๒ ช้นั (อาคารนวตั กรรม : ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี) ที่ดนิ แปลงท่ี ๓ พืน้ ท่ี ๑ ไร่
๒ งาน ริมคลองแสนแสบ
พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๙ มหาวทิ ยาลยั เกดิ ความเปลยี่ นแปลงทส่ี ำ� คญั คอื การเปน็ มหาวทิ ยาลยั ในกำ� กบั ของรฐั บาล
มจี ดุ ประสงคเ์ พอื่ การบรหิ ารงานทคี่ ลอ่ งตวั มากขนึ้ มกี ารเปลยี่ นแปลงโครงสรา้ งของหนว่ ยงานภายในมหาวทิ ยาลยั โดยให้
ศูนย์กีฬา มศว อยู่ภายใต้การดูแลของคณะพลศึกษา ศูนย์วิทยาศาสตร์ศึกษาอยู่ภายใต้การดูแลของคณะวิทยาศาสตร์
สถาบันวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษอยู่ภายใต้การดูแลของคณะศึกษาศาสตร์ ศูนย์บริการวิชาการและส�ำนักบริหาร
กจิ การหอพกั ทไี่ ดเ้ ปลย่ี นชอ่ื เปน็ ศนู ยบ์ รหิ ารกจิ การหอพกั เปน็ หนว่ ยงานภายในสำ� นกั งานอธกิ ารบดี เปลย่ี นชอื่ หนว่ ยงาน
บางแห่ง คือ คณะสหเวชศาสตร์เป็นคณะกายภาพบ�ำบัด ส�ำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะเป็น
คณะเศรษฐศาสตร์ เพอื่ ใหส้ อดรบั กับแผนพฒั นาเศรษฐกิจแห่งชาตฉิ บบั ท่ี ๑๒ (๒๕๖๐-๒๕๖๔) ทย่ี ึดหลัก “ปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง” “การพฒั นาทยี่ งั่ ยนื ” และ “คนเปน็ ศนู ยก์ ลางการพฒั นา” ทต่ี อ่ เนอ่ื งจากแผนพฒั นาฯ ฉบบั ที่ ๙-๑๑
และยึดหลักการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล�้ำและขับเคล่ือนการเจริญเติบโตจากการเพ่ิมผลิตภาพ
การผลิตบนฐานการใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยจึงได้จัดต้ังคณะข้ึนมาอีก ๒ แห่ง คือ วิทยาลัยอุตสาหกรรม
สร้างสรรค์ และคณะบรหิ ารธุรกิจเพื่อสงั คม เพ่ือการเปน็ มหาวทิ ยาลยั รับใชส้ งั คมท่ยี ่งั ยืนตลอดไป
หมายเหตุ * เป็นส่วนงานในกำ� กับของมหาวทิ ยาลยั โดยมติสภามหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
** เป็นหน่วยงานสังกัดคณะแพทยศาสตร์
*** เปน็ หนว่ ยงานทจี่ ดั ตงั้ โดยมมี ตสิ ภามหาวทิ ยาลยั ใหม้ กี ารบรหิ ารจดั การทตี่ า่ งไปจากสว่ นงานในกำ� กบั ฐานะ
ไมเ่ ทียบเท่าคณะ สถาบนั ส�ำนัก
กฐิน
๑. ความหมาย
๑.๑ ค�ำว่ากฐนิ มีความหมายเกย่ี วข้องกนั ถงึ ๔ ประการ คอื
เปน็ ชอ่ื ของกรอบไม้ อนั เป็นแม่แบบส�ำหรับทำ� จวี ร ซ่งึ อาจเรยี กวา่ สะดงึ กไ็ ด้
เป็นชือ่ ของผา้ ท่ีถวายแดพ่ ระสงฆ์เพ่อื ท�ำจวี รตามแบบกรอบหรือไม้นน้ั
เป็นชอื่ ของบุญกริ ยิ า คอื การทำ� บุญ ในการถวายผ้ากฐนิ เพ่อื ใหส้ งฆท์ ำ� เป็นจวี ร
เปน็ ชอ่ื ของสงั ฆกรรม คอื กจิ กรรมของสงฆท์ จ่ี ะตอ้ งมกี ารสวดประกาศขอรบั ความเหน็ ชอบจากทปี่ ระชมุ
ของสงฆ์ ในการมอบผา้ กฐินใหแ้ ก่ภกิ ษรุ ปู ใดรูปหน่ึง
กฐินทีเ่ ป็นชื่อของกรอบไม้
หมายถึง กรอบไม้แม่แบบส�ำหรับท�ำจวี ร ซงึ่ อาจเรยี กว่าสะดงึ กไ็ ด้ เนือ่ งจากในครั้งพทุ ธกาล การทำ� จีวรให้มี
รปู ลกั ษณะตามทกี่ ำ� หนดกระทำ� ไดโ้ ดยยาก จงึ ตอ้ งทำ� กรอบไมส้ ำ� เรจ็ รปู ไว้ เพอื่ เปน็ อปุ กรณส์ ำ� คญั ในการทำ� เปน็ ผา้ นงุ่ หรอื
ผา้ หม่ หรือผ้าหม่ ซอ้ นท่เี รียกว่าจีวรเป็นสว่ นรวม ผนื ใดผนื หน่งึ กไ็ ด้ ในภาษาไทยนิยมเรยี กผา้ น่งุ ว่า สบง ผา้ หม่ ว่า จวี ร และ
ผ้าห่มซ้อนว่า สังฆาฏิ การท�ำผ้าโดยอาศัยแม่แบบเช่นน้ี คือทาบผ้าลงไปกับแม่แบบแล้วตัดเย็บย้อมท�ำให้เสร็จในวันนั้น
ดว้ ยความสามัคคขี องสงฆ์ เปน็ การร่วมใจกนั ท�ำกจิ ท่ีเกดิ ขึน้ และเมอ่ื ท�ำเสรจ็ หรอื พน้ ก�ำหนดกาลแลว้ แม่แบบหรอื กฐิน
น้ันก็รอ้ื เก็บไว้ใชใ้ นการทำ� ผ้าเชน่ น้ันอกี ในปตี ่อๆ ไป การรอื้ แบบไม้นีเ้ รียกว่า เดาะ ฉะน้นั ค�ำวา่ กฐินเดาะ หรือ เดาะกฐิน
จงึ หมายถงึ การรื้อไมแ้ ม่แบบเพ่อื เกบ็ ไวใ้ ชใ้ นโอกาสหน้า
กฐนิ ท่เี ปน็ ชือ่ ของผา้
หมายถึง ผ้าทถี่ วายใหเ้ ปน็ กฐนิ ภายในก�ำหนดกาล ๑ เดือน นับตัง้ แตว่ ันแรม ๑ คำ�่ เดือน ๑๑ ถงึ วนั ข้นึ ๑๕ ค่ำ�
เดอื น ๑๒ ผา้ ท่ีจะถวายนน้ั จะเป็นผ้าใหม่ หรือผา้ เทียมใหม่ เชน่ ผา้ ฟอกสะอาด หรอื ผา้ เก่า หรอื ผา้ บงั สุกลุ คอื ผา้ ทเี่ ขาท้งิ แลว้
และเป็นผ้าเปื้อนฝุ่นหรือผ้าตกตามร้านก็ได้ ผู้ถวายจะเป็นคฤหัสถ์ก็ได้ เป็นภิกษุหรือสามเณรก็ได้ ถวายแก่สงฆ์แล้ว
ก็เปน็ อนั ใชไ้ ด้
กฐินทีเ่ ปน็ ชอ่ื ของบุญกริ ิยา คือการทำ� บญุ
หมายถึง การถวายผ้ากฐินเป็นทานแก่พระสงฆ์ผู้จ�ำพรรษาอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งครบ ๓ เดือน เพื่อสงเคราะห์
ผู้ประพฤตปิ ฏิบตั ิชอบให้มผี ้าน่งุ หรอื ผ้าหม่ ใหม่ จะไดใ้ ชผ้ ลัดเปลีย่ นของเกา่ ท่จี ะขาด หรือช�ำรุด การทำ� บุญถวายผ้ากฐิน
หรือที่เรียกว่า ทอดกฐิน คือทอดหรือวางผ้าลงไปแล้วกล่าวค�ำว่าถวายในท่ามกลางสงฆ์เรียกได้ว่าเป็นกาลทาน
คือ การถวายกอ่ นหน้านั้น หรอื หลงั จากนนั้ ไมเ่ ปน็ กฐิน ท่านจงึ ถือโอกาสท�ำได้ยาก
กฐนิ ทเี่ ปน็ ชอ่ื ของสงั ฆกรรม
หมายถึง กิจกรรมของสงฆ์ก็จะต้องมีการสวดประกาศขอรับความเห็นชอบจากท่ีประชุมสงฆ์ ในการมอบ
ผ้ากฐินใหแ้ ก่ภิกษรุ ูปใดรูปหนง่ึ เมื่อทำ� จวี รส�ำเรจ็ แล้วด้วยความร่วมมือของภกิ ษทุ ง้ั หลาย ก็จะได้เป็นโอกาสให้ไดช้ ่วยกัน
วัดมชั ฌิมาวาส จงั หวดั อดุ รธานี 31
ท�ำจีวรของภิกษุรูปอื่น ขยายเวลาท�ำจีวรได้อีก ๔ เดือน ท้ังน้ีเพราะในสมัยพุทธกาล การหาผ้าทำ� จีวรท�ำได้โดยยาก
ไม่ทรงอนุญาตให้เก็บสะสมผ้าไว้เกิน ๑๐ วัน แต่เมื่อได้ช่วยกันท�ำสังฆกรรมเรื่องกฐินแล้วอนุญาตให้แสวงหาผ้า
และเก็บผ้าไวท้ �ำเป็นจีวรได้จนตลอดฤดหู นาวคอื จนถงึ วันขึน้ ๑๕ ค่ำ� เดือน ๔
จากความหมายข้างต้นจะเห็นว่า มีความเกี่ยวข้องกัน ๔ ประการ เมื่อสงฆ์ท�ำสังฆกรรมเร่ืองกฐินเสร็จแล้ว
และประชมุ กัน อนโุ มทนากฐิน คอื แสดงความพอใจว่าได้กรานกฐินเสรจ็ แล้วก็เป็นอนั เสร็จพิธี
๑.๒ คำ� วา่ กรานกฐนิ คอื การลาดผา้ หรอื ทาบผา้ ลงไปกบั กรอบไมแ้ มแ่ บบเพอ่ื ตดั เยบ็ ยอ้ ม ทำ� เปน็ จวี รผนื ใด
ผนื หนึง่
๑.๓ คำ� วา่ การจองกฐนิ คอื การแสดงความจำ� นงเปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร หรอื ดว้ ยวาจาตอ่ ทางวดั วา่ จะนำ� กฐนิ
มาถวายเมอ่ื นั้น แลว้ แตจ่ ะตกลงกัน แต่จะต้องภายในเขตเวลา ๑ เดือน ตามท่ีกำ� หนดในพระวนิ ัย (นับต้งั แตว่ นั แรม ๑ ค�ำ่
เดือน ๑๑ ถึงวันขึน้ ๑๕ ค�ำ่ เดอื น ๑๒)
๑.๔ ค�ำว่า อปโลกน์กฐิน คือการท่ีภิกษุรูปใดรูปหน่ึงเสนอข้ึนในที่ประชุมสงฆ์ถามความเห็นชอบว่าควรมี
การกรานกฐนิ หรอื ไม่ เมื่อเหน็ ชอบร่วมกันแลว้ จงึ หารอื กันตอ่ ไปว่าผา้ ที่ทำ� ส�ำเรจ็ แลว้ ควรถวายแก่ภกิ ษรุ ูปใด การปรกึ ษา
หารอื การเสนอความเห็นเชน่ นเ้ี รียกวา่ อปโลกน์ (อา่ นว่า อะ-ปะ-โหลก) หมายถงึ การช่วยกันมองดวู ่าจะสมควรอยา่ งไร
เพยี งเท่านี้ยงั ใช้ไมไ่ ด้ เม่ืออปโลกนเ์ สร็จแล้วจงึ ต้องสวดประกาศเป็นการสงฆ์ จึงนบั ว่าเปน็ สงั ฆกรรมเรอื่ งกฐินดังกล่าวไว้
แลว้ ในตอนตน้
ในปัจจุบนั มีผูถ้ วายผา้ มากข้นึ มีผสู้ ามารถตดั เย็บย้อมผา้ ทที่ �ำเปน็ จีวรไดแ้ พรห่ ลายขึ้น การใช้ไม้แมแ่ บบอย่าง
เก่าจึงเลิกไป เพียงแต่รักษาชื่อและประเพณีไว้โดยไม่ต้องใช้กรอบไม้แม่แบบ เพียงถวายผ้าขาวให้ตัดเย็บย้อมให้เสร็จ
ในวนั นนั้ หรอื อกี อยา่ งหนง่ึ นำ� ผา้ สำ� เรจ็ รปู มาถวายกเ็ รยี กวา่ ถวายผา้ กฐนิ เหมอื นกนั และเนอื่ งจากยงั มปี ระเพณนี ยิ มถวาย
ผ้ากฐินกันแพร่หลายไปท่ัวประเทศไทย จึงนับว่าเป็นประเพณีนิยมในการบ�ำเพ็ญกุศล เรื่องกฐินน้ียังขึ้นหน้าข้ึนตา
เปน็ สาธารณประโยชน์ รว่ มกบั การบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามไปในขณะเดียวกนั
๒. ตำ� นาน
ครงั้ พทุ ธกาล มเี รอื่ งเลา่ ไวใ้ นคมั ภรี พ์ ระวนิ ยั ปฎิ กกฐนิ ขนั ธกะวา่ ครง้ั หนงึ่ ภกิ ษชุ าวเมอื งปาฐาประมาณ ๓๐ รปู
ซง่ึ ถือธดุ งควัตรอยา่ งยง่ิ ยวด มีความประสงคจ์ ะเฝา้ พระพุทธเจ้าซ่งึ ขณะน้ันประทับอยู่ กรุงสาวัตถี แควน้ โกศล จึงพากัน
เดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองน้ัน พอถึงเมืองสาเกตซึ่งอยู่ห่างจากกรุงสาวัตถีประมาณ ๖ โยชน์ ก็เป็นวันเข้าพรรษาพอดี
เดนิ ทางตอ่ ไปมไิ ดต้ อ้ งจำ� พรรษาอยทู่ เ่ี มอื งสาเกต ตามพระวนิ ยั บญั ญตั ิ ขณะทจ่ี ำ� พรรษาอยู่ ณ เมอื งสาเกต เกดิ ความรอ้ นรน
อยากเฝา้ พระพทุ ธเจา้ เปน็ กำ� ลงั ดงั นนั้ พอออกพรรษาปวารณาแลว้ กร็ บี เดนิ ทาง แตร่ ะยะนนั้ ยงั มฝี นตกมากหนทางทเี่ ดนิ
ชุ่มไปดว้ ยน้�ำเปน็ โคลนเป็นตม ต้องบกุ ต้องลยุ มาจนกระทั่งถงึ กรงุ สาวัตถีไดเ้ ขา้ เฝ้าสมความประสงค์
พระพุทธเจ้าจึงมีปฏิสันถารกับภิกษุเหล่าน้ันถึงเร่ืองการจ�ำพรรษาอยู่ ณ เมืองสาเกต และการเดินทางภิกษุ
เหล่าน้ัน จึงกราบทูลถึงความตั้งใจความร้อนรนกระวนกระวายและการเดนิ ทางทล่ี ำ� บากใหท้ รงทราบทกุ ประการ
พระพทุ ธเจ้าทรงทราบและเหน็ ความลำ� บากของภิกษุ จึงทรงยกเป็นเหตุและมพี ระพุทธานุญาต ให้พระภิกษุ
ผจู้ �ำพรรษาครบถว้ นแล้วกรานกฐนิ ได้ และเมือ่ กรานกฐนิ แลว้ จะได้รับอานสิ งสบ์ างขอ้ ตามพระวินัยตอ่ ไป
๓. ข้อกำ� หนดเกย่ี วกับกฐิน
ข้อกำ� หนดเก่ียวกบั กฐินมีดงั ต่อไปน้ี
๓.๑ จ�ำนวนพระสงฆ์ในวัดท่ีจะทอดกฐินได้ ถ้าจะกล่าวตามหลักฐานในพระไตรปิฎก (เล่ม ๕ หน้า ๒๕๘)
ซงึ่ เปน็ พระพุทธสภุ าษิตกลา่ วว่า สงฆ์ ๔ รปู ท�ำกรรมได้ทุกอยา่ งเวน้ การปวารณา คือ การอนุญาตใหว้ า่ กลา่ วตกั เตอื นได้
32 หนงั สือที่ระลึกพิธถี วายผ้าพระกฐินพระราชทาน มศว ๒๕๖๓
การอปุ สมบทและการสวดถอนจากอาบัติบางประการ (อพั ภาน) จึงหมายถงึ วา่ จำ� นวนพระสงฆ์ในวดั ทีท่ อดกฐนิ ไดจ้ ะตอ้ งมี
ต้ังแต่ ๔ รปู ขึน้ ไป แตห่ นังสืออธบิ ายขั้นหลงั ทีเ่ รยี กวา่ อรรถกถากล่าววา่ จะตอ้ ง ๕ รูปขนึ้ ไป เมอื่ หนังสืออธบิ ายขัน้ หลัง
ขัดแย้งพระไตรปิฎก จงึ ตอ้ งถือพระไตรปิฎกเป็นส�ำคญั
๓.๒ คุณสมบัติของพระสงฆ์ที่มสี ิทธิรับกฐิน คอื พระสงฆ์ท่ีจ�ำพรรษาในวดั นัน้ ครบ ๓ เดอื น ปัญหาที่เกดิ ข้นึ
มีอยู่ว่าจะน�ำพระสงฆ์วัดอื่นมาสมทบ จะใช้ได้หรือไม่ ตอบว่าถ้าพระสงฆ์วัดท่ีจะทอดกฐินนั้น มีจ�ำนวนครบ ๔ รูปแล้ว
จะนำ� พระสงฆ์ท่วี ดั อืน่ มาสมทบก็ได้ แตจ่ ะอ้างสิทธไิ ม่ได้ ผมู้ ีสิทธเิ ฉพาะผจู้ ำ� พรรษาครบ ๓ เดือนเท่านั้น การนำ� พระภกิ ษมุ า
จากวดั อ่ืน สทิ ธิเฉพาะท่ีทายกจะถวายอะไรเป็นพิเศษเท่าน้ัน ไม่มสี ทิ ธใิ นการออกเสยี งเร่ืองจะถวายผา้ แก่ภิกษรุ ปู นั้นรปู นี้
๓.๓ กำ� หนดกาลท่จี ะทอดกฐิน การทอดกฐินน้นั ท�ำไดภ้ ายในเวลาก�ำหนด คือ ต้ังแต่วันแรม ๑ คำ่� เดอื น ๑๑
จนถึงวันขน้ึ ๑๕ ค่ำ� เดอื น ๑๒ ก่อนหรือหลังจากน้นั ไม่นบั เปน็ กฐนิ
๓.๔ ข้อควรทราบเกี่ยวกับกฐินไม่เป็นอันทอดหรือเป็นโมฆะ เรื่องน้ีส�ำคัญมาก ควรทราบท้ังผู้ทอด
และทงั้ ฝ่ายพระสงฆ์ผู้รบั เพราะเปน็ เรื่องทางพระวินัย (วินยั ปิฎกเล่ม ๕ หนา้ ๑๓๗) คือมกั จะมพี ระในวดั เท่ยี วขอโดยตรง
หรอื โดยอ้อม ด้วยวาจาบ้าง ด้วยหนงั สอื บ้าง เชิญชวนให้ไปทอดกฐนิ ในวัดของตน การทำ� เชน่ นั้นผดิ พระวนิ ัย กฐินไมเ่ ปน็ อนั
กรานนบั เปน็ โมฆะ การทอดก็ไม่เป็นอนั ทอด พระผู้รบั ก็ไม่ได้อานสิ งส์ จึงควรระมัดระวังท�ำใหถ้ ูกต้องและแนะนำ� ผ้เู ข้าใจผดิ
ปฏบิ ัติผดิ ทำ� ใหถ้ ูกตอ้ งเรยี บร้อย
๔. ประเภทของกฐิน
การทอดกฐนิ ทปี่ ฏบิ ตั กิ นั มาในประเทศไทยตง้ั แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั แยกเปน็ ประเภทใหญๆ่ ได้ ๒ ประเภท คอื
- กฐินหลวง
- กฐนิ ราษฎร์
กฐนิ หลวง
มีประวัตวิ ่า เมือ่ พระพทุ ธศาสนาไดแ้ พรห่ ลายเข้ามาประดษิ ฐานในประเทศไทย และประชาชน คนไทยที่ตัง้
หลักแหล่งอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ได้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาประจ�ำชาติแล้ว การทอดกฐินได้กลาย
เป็นประเพณีของบ้านเมืองโดยล�ำดับ พระเจ้าแผ่นดินผู้ปกครองบ้านเมือง ได้ทรงรับเรื่องกฐินนี้ขึ้นมาเป็นพระราชพิธี
อยา่ งหนงึ่ ซง่ึ ทรงบำ� เพญ็ เปน็ การประจำ� เมอ่ื ถงึ เทศกาลทอดกฐนิ การทพ่ี ระเจา้ แผน่ ดนิ ทรงบำ� เพญ็ พระราชกศุ ลเกยี่ วกบั กฐนิ
เปน็ พระราชพิธดี งั กล่าวนี้ เป็นเหตุให้เรยี กกนั วา่ กฐินหลวง วัดใดกต็ ามไมว่ า่ จะเปน็ วัดหลวงหรอื วัดราษฎร์ หากพระเจา้
แผน่ ดนิ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ไปถวายผา้ พระกฐนิ แลว้ เรยี กวา่ กฐนิ หลวง ทง้ั สนิ้ มใิ ชก่ ำ� หนดวา่ ทอดทวี่ ดั หลวงเทา่ นนั้ จงึ จะ
เรยี กวา่ กฐินหลวง
ในสมัยรัตนโกสินทร์ ราชประเพณีของหลวงนั้นพระมหากษัตริย์จะเริ่มเสด็จพระราชด�ำเนินไปถวาย
ผ้าพระกฐินตามพระอารามหลวงในวันแรม ๖ ค�่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันแรม ๙ ค่�ำ เดือน ๑๑ โดยเสด็จ ทั้งทางบก
และทางเรอื หากเสดจ็ ทางเรอื จะมกี ระบวนพยหุ ยาตราชลมารค พระมหากษตั รยิ ป์ ระทบั ในเรอื พระทนี่ งั่ สพุ รรณหงส์ ตอ่ มา
เมื่อบา้ นเมืองเจริญมากขนึ้ จึงเปลย่ี นเป็นเสดจ็ พระราชด�ำเนินโดยรถมา้ พระท่ีนง่ั และรถยนตพ์ ระที่น่งั
และสมัยต่อมา เรือ่ งของกฐินหลวงได้เปล่ยี นไปตามสภาวการณ์ของบ้านเมือง เชน่ ประชาชนมศี รัทธาเจรญิ
รอยตามพระราชศรทั ธาของพระเจา้ แผน่ ดนิ ไดร้ บั พระมหากรณุ าธคิ ณุ ใหถ้ วายผา้ พระกฐนิ ไดต้ ามสมควรแกฐ่ านะ เปน็ ตน้
เป็นเหตุใหแ้ บง่ แยกกฐนิ หลวงออกเปน็ ประเภทๆ ดังท่ีปรากฏในปจั จุบัน ดังนี้
วดั มัชฌิมาวาส จังหวดั อดุ รธานี 33
๑. กฐินทีก่ ำ� หนดเป็นพระราชพิธี
กฐนิ ดงั กลา่ วพระเจา้ แผน่ ดนิ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ไปถวายผา้ พระกฐนิ ดว้ ยพระองคเ์ องเปน็ ประจำ� ณ วดั สำ� คญั ๆ
ซงึ่ ทางราชการกำ� หนดขนึ้ มหี มายกำ� หนดการเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ไวอ้ ยา่ งเรยี บรอ้ ย ปจั จบุ นั พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
เสดจ็ พระราชดำ� เนินไปถวายผา้ พระกฐนิ ณ วัดต่างๆ ทง้ั ในกรุงเทพมหานครและสว่ นภมู ิภาค ๑๖ วัด คือ
๑. วดั พระเชตพุ นวิมลมังคลาราม กรงุ เทพมหานคร (มพี ระบรมราชสรีรางคารรัชกาลท่ี ๑)
๒. วัดมหาธาตยุ ุวราชรังสฤษฎิ์ กรงุ เทพมหานคร (เปน็ วัดคพู่ ระบรมราชวงศ์จกั ร)ี
๓. วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร (มีพระบรมราชสรรี างคารรชั กาลที่ ๘)
๔. วดั บวรนเิ วศวหิ าร กรุงเทพมหานคร (มพี ระบรมราชสรรี างคารรชั กาลท่ี ๖)
๕. วดั เบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม กรงุ เทพมหานคร (มีพระบรมราชสรรี างคารรัชกาลที่ ๕)
๖. วดั ราชบพธิ สถติ มหาสมี าราม กรุงเทพมหานคร (มีพระบรมราชสรีรางคารรัชกาลที่ ๗)
๗. วดั ราชประดิษฐส์ ถติ มหาสีมาราม กรงุ เทพมหานคร (มพี ระบรมราชสรรี างคารรชั กาลท่ี ๔)
๘. วดั เทพศิรนิ ทราวาส กรุงเทพมหานคร (รชั กาลที่ ๕ ทรงสร้างอทุ ศิ ถวายพระบรมราชชนนี)
๙. วัดราชาธวิ าส กรงุ เทพมหานคร (มีพระบรมราชสรีรางคารสมเดจ็ พระศรีพัชรนิ ทราบรมราชนิ ีนาถและ
พระบรมราชสรรี างคารสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพนั วัสสาอยั ยิกาเจา้ )
๑๐. วัดมกฎุ กษตั รยิ าราม กรงุ เทพมหานคร (มีพระบรมราชานสุ รณ์รชั กาลท่ี ๔)
๑๑. วดั อรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร (มพี ระบรมราชสรีรางคารรัชกาลท่ี ๒)
๑๒. วัดราชโอรสาราม กรงุ เทพมหานคร (มพี ระบรมราชสรีรางคารรชั กาลท่ี ๓)
๑๓. วดั พระปฐมเจดีย์ จงั หวัดนครปฐม (มีพระบรมราชสรีรางคารรัชกาลท่ี ๖)
๑๔. วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เป็นวัดที่สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก สร้างข้ึนไว้
ณ นิวาสสถานเดมิ )
๑๕. วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เป็นวัดท่ีรัชกาลท่ี ๕ ทรงพระราชด�ำริให้สร้างเป็น
วัดประจำ� พระราชวงั บางปะอนิ )
๑๖. วดั พระศรีรตั นมหาธาตุ จงั หวดั พษิ ณโุ ลก (เปน็ วดั ในประวัตศิ าสตรท์ มี่ คี วามสำ� คญั ถอื เปน็ ราชประเพณี
เมือ่ พระมหากษตั ริย์เสวยราชยบ์ รมราชาภิเษกแลว้ จะต้องเสดจ็ ฯ ไปถวายสักการะพระพุทธชนิ ราช)
วดั หลวงทง้ั หมดน้ี พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั จะเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ไปถวายผา้ พระกฐนิ ดว้ ยพระองคเ์ อง
เพียงปีละ ๘-๙ วัดเท่านัน้ นอกนัน้ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้พระบรมวงศานวุ งศ์ หรอื องคมนตรี หรือผทู้ ท่ี รงเหน็
สมควรเป็นผู้แทนพระองค์ไปถวาย
กฐนิ ทก่ี ำ� หนดเปน็ พระราชพธิ นี ท้ี รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ำ� นกั พระราชวงั ออกหมายกำ� หนดการเปน็ ประจำ�
ทุกปี จงึ ไม่มกี ารจองล่วงหน้า
แนวปฏบิ ตั ิ
การเฝ้าฯ รับเสด็จฯ งานถวายผ้าพระกฐินหลวงประจ�ำปีที่ส�ำนักพระราชวังออกเป็นหมายก�ำหนดการ
และก�ำหนดการแต่งกายเฝ้าฯ รบั เสด็จฯ
ผู้ทเี่ ฝา้ ฯ รบั เสด็จฯ ตามหมายกำ� หนดการ เจ้าหน้าท่ีส�ำนักพระราชวงั จะได้รับรองเชญิ ให้น่ังพัก ณ ท่ซี ง่ึ จัดไว้
นอกพระอุโบสถตามล�ำดบั ช้นั ยศ และต�ำแหน่ง
34 หนังสือทีร่ ะลกึ พธิ ถี วายผ้าพระกฐนิ พระราชทาน มศว ๒๕๖๓
งานเสดจ็ ฯ ถวายผา้ พระกฐนิ ตามราชประเพณปี ระจำ� ปที สี่ ำ� นกั พระราชวงั ออกเปน็ หมายกำ� หนดการแตง่ เครอ่ื ง
แบบเตม็ ยศ จะมกี องเกยี รตยิ ศทหารมหาดเลก็ รกั ษาพระองค์ พรอ้ มทงั้ แตรวงประจำ� กองและทหารมหาดเลก็ รกั ษาพระองค์
ตั้งแถวรับเสด็จฯ
เมือ่ ใกลเ้ วลาเสด็จฯ ประมาณ ๕ หรอื ๑๐ นาที เจา้ หน้าท่ีผู้รบั รองของส�ำนักพระราชวังจะได้เชิญขา้ ราชการ
ผู้มีเกียรติท่ีมาเฝ้าฯ ไปยืนเรียงแถวรอรับเสด็จฯ ตามแนวทางลาดพระบาท (ถ้าสถานที่มีไม่พอจะเข้าแถว ก็คงรอเฝ้าฯ
ณ ทซ่ี ึ่งจัดไว้นัน้ )
ได้เวลาเสด็จฯ มีแตรวงกองทหารเกียรติยศบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ผู้เฝ้าฯ ที่นั่งพักยืนถวาย
ความเคารพ ผู้มาเฝ้าฯ ท่ีเข้าแถวรับเสด็จฯ ถ้าสวมหมวกท�ำวันทยหัตถ์ จนสุดเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีและถวาย
ความเคารพเมื่อเสดจ็ ฯ ผ่าน
เสด็จฯ เข้าสู่พระอุโบสถ เจ้าหน้าที่ส�ำนักพระราชวังจะได้เชิญและน�ำเฉพาะข้าราชการผู้ใหญ่ เข้าไปเฝ้าฯ
ในพระอโุ บสถ เมอื่ เขา้ ไปจะตอ้ งถวายคำ� นบั แลว้ ยนื อยู่ ณ เกา้ อที้ นี่ ง่ั เฝา้ ฯ ตามยศและตำ� แหนง่ เมอื่ ทรงปฏบิ ตั ใิ นการถวาย
พระกฐนิ ประทับพระราชอาสน์ ผู้เฝ้าฯ ถวายคำ� นบั แลว้ นง่ั ได้ เม่อื เสดจ็ ฯ กลบั กป็ ฏิบตั ิในทำ� นองเดียวกบั เมื่อเสด็จฯ มาถึง
ราชประเพณีเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐิน ถ้าพระอารามหลวงหรือวัดใดที่มีโรงเรียนต้ังอยู่ย่อมจัดลูกเสือหรือ
นกั เรียนต้งั แถวรบั เสดจ็ ฯ ถ้ามีแตรวงลกู เสือดว้ ยใหบ้ รรเลงเพลงสรรเสรญิ พระบารมี เมือ่ เสด็จฯ ถงึ และเสด็จฯ กลับ
โรงเรยี นทจ่ี ดั ลกู เสอื นกั เรยี นรบั เสดจ็ ฯ ตามระเบยี บจะตอ้ งจดั ตง้ั โตะ๊ หมบู่ ชู า ประดษิ ฐานพระบรมฉายาลกั ษณ์
แทนพระพุทธรูป มีแจกัน พานดอกไม้ธูปเทียนพร้อม แต่ไม่ต้องจุดเทียนหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ควรมีธูปเทียนแพ
กระทงดอกไมใ้ ส่พานตงั้ ไว้ เป็นการถวายความเคารพสกั การะ ในการรับเสด็จฯ
ผู้อำ� นวยการ/อาจารย์ใหญ่/ครูใหญ่ ยืนท่ีข้างๆ โต๊ะหมู่หน้าแถวนักเรยี นและลกู เสอื เมื่อเสดจ็ ฯ ถงึ ณ ท่นี นั้
ผู้อ�ำนวยการ/อาจารย์ใหญ่หรือครูใหญ่ก้าวออกมาถวายความเคารพ (ถ้าเป็นครูชายสวมหมวก ท�ำวันทยหัตถ์ ถ้าเป็น
ครหู ญงิ ถวายความเคารพดว้ ยการถอนสายบวั ) แลว้ กราบบงั คมทลู รายงานจำ� นวนอาจารย์ ครู นกั เรยี น จบแลว้ ถอยออก
ไปถวายคำ� นบั ก่อนท่ีจะกลบั ไปยนื เฝ้าฯ ณ ทเ่ี ดมิ
๒. กฐินต้น
กฐนิ ดังกล่าวเกิดข้นึ เพราะพระเจ้าแผน่ ดินเสด็จพระราชด�ำเนนิ ไปถวายผ้าพระกฐนิ ณ วดั ที่มิใชว่ ดั หลวงและ
มไิ ดเ้ สดจ็ ไปอยา่ งเปน็ ทางการหรอื อยา่ งเปน็ พระราชพธิ ี แตเ่ ปน็ การบำ� เพญ็ พระราชกศุ ล สว่ นพระองคอ์ กี ดว้ ย พลตรหี มอ่ ม
ทววี งศถ์ วลั ยศกั ดิ์ (ม.ร.ว.เฉลมิ ลาภ ทววี งศ)์ ไดเ้ ลา่ ประวตั เิ รอื่ งการเกดิ ขนึ้ ของกฐนิ ตน้ นไ้ี วว้ า่ “กฐนิ สว่ นพระองคน์ ้ี ในสมยั
กอ่ นรชั กาลที่ ๕ จะเรยี กวา่ อย่างไรนั้น ยงั ไม่พบหลกั ฐาน มาเรยี กกันว่ากฐนิ ตน้ ในรัชกาลที่ ๕ ภายหลงั ท่ีได้มีการเสดจ็
ประพาสหวั เมืองต่างๆ เม่อื พ.ศ.๒๔๔๗ การเสด็จประพาสครัง้ น้ัน โปรดใหจ้ ัดใหง้ ่ายกวา่ การเสด็จประพาสเพ่อื ส�ำราญ
พระราชอริ ิยาบถอย่างสามัญ คอื โปรดไม่ใหม้ ที ้องตราสัง่ หัวเมอื งใหจ้ ดั ทำ� ที่ประทบั แรม ณ ทใ่ี ดๆ พอพระราชหฤทยั จะ
ประทับที่ไหน ก็ประทับท่ีนั่น บางคราวก็ทรงเรือเล็กหรือเสด็จรถไฟไปโดยมิให้ใครรู้ การเสด็จประพาสครั้งนั้นเรียกว่า
เสดจ็ ประพาสตน้ เหตทุ เ่ี รยี กวา่ ประพาสตน้ กเ็ พราะเมอ่ื วนั ท่ี ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๗ เสดจ็ ทรงเรอื มาด ๔ แจว ประพาส
ในแม่น�้ำอ้อม ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อเรือมาด ๔ แจว เพ่ิมข้ึนอีกหนึ่งล�ำ ส�ำหรับแจวตาม
เรือพระที่น่ังเวลามีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จพระราชด�ำเนิน โดยมิให้ใครรู้จักพระองค์ เม่ือซื้อเรือมาดได้ดัง
พระราชประสงค์แล้วก็พระราชทานชื่อเรือล�ำนน้ั ว่า "เรือตน้ " ในวนั นนั้ กวา่ จะเสดจ็ พระราชดำ� เนินกลับถงึ ท่ีประทบั แรมท่ี
เมืองราชบุรเี กอื บ ๓ ทุม่ เพราะนำ้� เชย่ี วผู้คนในขบวนเสด็จฯ เหน่อื ยหอบตามกัน จงึ เป็นมลู เหตใุ ห้เรียกการเสดจ็ ประพาส
อย่างในวันน้ีว่า ประพาสตน้ และยังเป็นมูลเหตใุ ห้เรียกการเสดจ็ พระราชด�ำเนนิ ถวายผา้ พระกฐนิ เปน็ การส่วนพระองค์วา่
พระกฐนิ ต้น เรียกแบบเรือนไทยทที่ รงสร้างส�ำหรบั ประทับอย่างชาวบ้านว่า เรือนต้น กันตอ่ มา
วดั มัชฌมิ าวาส จงั หวดั อุดรธานี 35
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงด�ำเนินตามรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเสด็จพระราชด�ำเนินไปทรงบ�ำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินต้นเป็นประจ�ำทุกปี
การจะเสด็จฯ ไปถวายผา้ พระกฐนิ ต้นทีว่ ดั ใดมหี ลักเกณฑ์ ดงั น้ี
๑. เปน็ วดั ทีย่ ังไม่เคยเสด็จพระราชดำ� เนินถวายผา้ พระกฐินมากอ่ น
๒. ประชาชนมคี วามเลื่อมใสในวัดนน้ั มาก
๓. ประชาชนในท้องถิ่นนั้นไม่ค่อยมีโอกาสได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เมื่อเสด็จพระราชด�ำเนินไปจะได้มี
โอกาสเข้าเฝา้ ทลู ละอองธลุ ีพระบาทอย่างใกล้ชดิ ดว้ ย
แนวปฏิบัติ
ในกรณีท่ีเสด็จฯ ไปถวายผ้าพระกฐินเป็นการส่วนพระองค์เรียกกันว่า พระกฐินต้น ส่วนมากจะเป็นวัดใน
ต่างจงั หวัด สำ� นักพระราชวงั จะออกเป็นหมายรับส่ัง ส่วนมากจะแตง่ เครอื่ งแบบปกตขิ าวเฉพาะเจา้ หนา้ ทผ่ี มู้ หี นา้ ท่ีเฝ้าฯ
เจ้าหน้าท่ี นอกน้นั หรือข้าราชการในท้องถ่ิน แตง่ กายเครื่องแบบปกติ กากคี อตง้ั แบบข้าราชการ หรอื กากคี อพบั ผกู ผ้าผกู คอ
การเฝ้าฯ รับเสด็จ เจ้าหน้าท่ีส�ำนักพระราชวังจะรับรองข้าราชการและผู้มีเกียรติรอเฝ้าฯ ณ ท่ีซึ่งจัดไว้นอก
พระอุโบสถ
การเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินในต่างจังหวัดน้ัน ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องจัดข้าราชการเข้าแถวรับเสด็จฯ
ณ ที่ซึ่งรถยนต์พระท่ีนั่งเทียบ เมื่อเสด็จฯ ลงจากรถยนต์พระท่ีน่ัง ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเข้าไปเฝ้าฯ ถวายค�ำนับ
(ถ้าสวมหมวกทำ� วันทยหัตถ)์ แล้วกราบบงั คมทลู รายงานตนเองและเบิกขา้ ราชการผใู้ หญ่ทเ่ี ฝ้าฯ เชน่ ขอเดชะฝ่าละออง
ธลุ พี ระบาทปกเกลา้ ปกกระหมอ่ มขา้ พระพทุ ธเจา้ ............ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ............ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส
เบกิ ผเู้ ฝา้ ทลู ละอองธลุ พี ระบาท (ในกรณที ภ่ี รยิ าเฝา้ ฯ อยดู่ ว้ ย) นาง............ ภรยิ าขา้ พระพทุ ธเจา้ (จะทลู เกลา้ ถวายดอกไม้
ดว้ ยกไ็ ด)้ แลว้ ตอ่ ไป ควรจะกราบบงั คมทลู เฉพาะขา้ ราชการผใู้ หญร่ ะดบั สงู เชน่ รองผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ผพู้ พิ ากษา หวั หนา้
ศาลจังหวัด นายอ�ำเภอของท้องทที่ ีเ่ สดจ็ ฯ เท่านั้น
๓. กฐินพระราชทาน
เป็นกฐินท่ีพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานผ้าของหลวง แก่ผู้ที่กราบบังคมทูลขอพระราชทานเพ่ือไปถวายยัง
วดั หลวง นอกจากวัดสำ� คัญทีท่ รงกำ� หนดไวว้ ่าจะเสด็จพระราชดำ� เนินด้วยพระองค์เอง (๑๖ วัด ดังที่กล่าวมาแลว้ ) เหตุที่
เกิดกฐินพระราชทานเพราะว่าปัจจุบันวัดหลวงมีจ�ำนวนมาก จึงเปิดโอกาสให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ตลอดจน
คณะบุคคลหรอื บคุ ลากรท่ีสมควรรบั พระราชทานผ้าพระกฐินไปถวายได้ และผ้ทู ไ่ี ดร้ บั พระราชทานจะเพิ่มไทยธรรมเป็น
ส่วนตวั โดยเสด็จพระราชกุศลตามก�ำลังศรัทธากไ็ ด้
ปัจจุบันกระทรวง ทบวง กรม คณะบุคคลหรือบุคคลใดมีความประสงค์จะรับพระราชทานผ้ากฐินไปถวาย
ณ วัดหลวงวดั ใดกต็ ดิ ต่อไปยังกรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรมตามระเบยี บซง่ึ เท่ากับเปน็ การจองกฐนิ ไว้ก่อนนัน่ เอง
แนวปฏบิ ัติ
ข้นั ตอนของกฐนิ พระราชทานมดี ังนี้
๑. เมอ่ื ได้รบั ผา้ พระกฐนิ พระราชทานจากกรมการศาสนาแล้ว ควรถวายหลงั วนั แรม ๖ ค�่ำ เดอื น ๑๑ หรือ
เมอ่ื พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวเสด็จพระราชด�ำเนินทอดพระกฐินวันแรกแลว้
๒. ใหต้ ดิ ต่อกับวัดโดยตรง เพอ่ื แจ้งวัน เวลา และขอให้เจ้าอาวาสส่งั ไวยาวัจกรเตรยี มสถานทแี่ ละสิง่ จ�ำเปน็ ที่
มีบูชาพระรัตนตรัยมีเครื่องบูชาพร้อมอาสนสงฆ์ส�ำหรับพระสงฆ์อนุโมทนาพระกฐิน โต๊ะขนาดกว้างพอสมควรส�ำหรับ
36 หนงั สอื ที่ระลึกพธิ ีถวายผา้ พระกฐนิ พระราชทาน มศว ๒๕๖๓
วางพานแวน่ ฟา้ ผา้ ไตรพระกฐินและพานเทยี นพระปาตโิ มกข์ โต๊ะวางเครอ่ื งบริขารพระกฐนิ และเครอ่ื งไทยธรรม โต๊ะเก้าอี้
ส�ำหรับผ้เู ปน็ ประธานและผไู้ ปรว่ มพธิ ี ตามสมควร
๓. เมื่อถึงวันก�ำหนด ก่อนผู้เป็นประธานจะไปถึงหรือก่อนเริ่มพิธี ให้เจ้าหน้าที่เชิญเคร่ืองพระกฐินจัดไว้
บนโต๊ะ วางเทียนปาติโมกข์ไว้บนพาน และให้มีเจ้าหน้าที่แต่งเคร่ืองแบบ หรือแต่งสากลนิยมคอยส่งให้ผู้เป็นประธาน
ท่เี ชิงบันไดหรอื ประตเู ข้าสถานทปี่ ระกอบพิธี
๔. ประธานรับผ้าพระกฐินจากเจ้าหน้าท่ีที่เชิงบันไดพระอุโบสถ อุ้มประคองยืนตรง ถวายความเคารพ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ขณะดนตรบี รรเลงเพลงสรรเสรญิ พระบารมี แลว้ จงึ เขา้ สพู่ ระอโุ บสถตรงไปวางไวท้ พี่ านแวน่ ฟา้
ซงึ่ ตง้ั อยหู่ นา้ อาสนสงฆ์ (ถา้ มปี พ่ี าทยห์ รอื เครอ่ื งดนตรใี หบ้ รรเลงเพลงสรรเสรญิ พระบารมี ขณะผเู้ ปน็ ประธานรบั ผา้ ไตรจาก
เจ้าหน้าที่หรือรับที่โต๊ะหมู่ในกรณีท่ีจัดไว้ ต่อจากนั้นจึงบรรเลงเพลงช้า ขณะประธานเข้าสู่สถานที่ประกอบพิธีจนถึงเวลา
จดุ ธปู เทยี นบชู าพระรตั นตรยั แลว้ จงึ สง่ เทยี นชนวนคนื ใหห้ ยดุ บรรเลงทนั ทแี มจ้ ะยงั ไมจ่ บเพลงกต็ าม และควรมเี จา้ หนา้ ที่
คอยให้สญั ญาณเวลาใหเ้ ร่มิ เพลงหรอื ให้หยดุ บรรเลง)
๕. เมอื่ วางผ้าพระกฐินแลว้ จดุ ธูปเทยี นเคร่ืองสกั การะบชู าพระรัตนตรัย แลว้ กราบ ๓ หน
๖. เมอ่ื กราบพระรตั นตรยั แลว้ ไปทพี่ านแวน่ ฟา้ หยบิ ผา้ หม่ พระประธานสง่ ใหเ้ จา้ หนา้ ทนี่ ำ� ไปมอบแกไ่ วยาวจั กร
แล้วยกผ้าพระกฐินข้ึนประคอง พนมมือหันไปทางพระประธานว่านะโม ๓ จบ ต่อจากนั้นหันหน้าไปทางพระสงฆ์ว่าค�ำ
ถวายพระกฐนิ ดังนี้
“ผ้าพระกฐินทานกับทั้งผ้าอานิสงส์บริวารทั้งปวงนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร
มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐกอปรด้วยพระราชศรัทธา โปรดเกล้าฯ
ใหข้ า้ พเจา้ *นอ้ มนำ� มาถวายแดพ่ ระสงฆ์ ซงึ่ จำ� พรรษากาลดว้ ยไตรมาสในอาวาสวหิ ารน้ี ขอพระสงฆจ์ งรบั ผา้ พระกฐนิ ทาน
น้ี กระทำ� กฐินัตถารกิจ ตามพระบรมพุทธานญุ าตนนั้ เทอญ” (* ถา้ เปน็ กระทรวง ทบวง กรม องคก์ ร สมาคม บรษิ ทั
ห้างร้าน ให้เปลีย่ นคำ� ว่า ข้าพเจา้ เปน็ ช่อื หนว่ ยงานนั้นๆ ท่ีทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ พระราชทาน)
กลา่ วถวายพระกฐนิ ทานจบแลว้ ประเคนพรอ้ มดว้ ยเทยี นพระปาตโิ มกข์ เสรจ็ แลว้ เขา้ นง่ั ณ ทซี่ งึ่ จดั ไวใ้ นระหวา่ ง
ที่ผ้เู ป็นประธานเข้าสสู่ ถานทป่ี ระกอบพิธี ผอู้ ยูใ่ นพธิ ีท้ังหมดยืนแสดงความเคารพจนกว่าประธานจะนัง่ ลง จงึ นง่ั ลงพรอ้ มกนั
๑. พระสงฆท์ ำ� พธิ กี รรม
๒. เมื่อพระสงฆท์ ำ� พธิ กี รรมเสรจ็ ออกไปครองผา้ (ป่พี าทยบ์ รรเลงเพลงสาธุการ ถ้าม)ี ครองผา้ เสร็จกลับเข้า
น่ังยังอาสนสงฆ์ (ปี่พาทย์หยุดบรรเลง) ผู้เป็นประธานและผู้ไปร่วมพิธีถวายเครื่องพระกฐินแกอ่ งค์ครอง เริ่มตั้งแต่บาตร
เปน็ ต้นไปจนถงึ เครื่องมอื ก่อสรา้ ง ถา้ จัดเคร่ืองไทยธรรมถวายเพิม่ เตมิ ควรถวายภายหลังเครื่องพระกฐินหลวง
๓. ถา้ มผี บู้ รจิ าครว่ มโดยเสดจ็ พระราชกุศล ควรประกาศให้ทีป่ ระชมุ ทราบ
๔. พอพระสงฆ์อนุโมทนา ผู้เป็นประธานกรวดน�้ำแล้วพระสงฆ์ถวายอดิเรกจบ ประธานกราบพระรัตนตรัย
เปน็ อนั เสรจ็ พธิ ี (ปพ่ี าทยบ์ รรเลงเพลงกราวรำ� ถา้ ม)ี
๕. กรมการศาสนาเปน็ ผจู้ ดั สรรและดำ� เนนิ การขอพระราชทาน จงึ ขอใหร้ ายงานถวายผา้ พระกฐนิ พระราชทาน
และยอดเงนิ โดยเสดจ็ พระราชกศุ ลไปยงั กรมการศาสนา หลงั จากการถวายผา้ พระกฐนิ เสรจ็ แลว้ เพอื่ จะไดร้ วบรวมดำ� เนนิ
การกราบบงั คมทลู พระกรณุ า ขอพระราชทานถวายพระราชกศุ ลโดยพร้อมเพรยี งกัน
กฐนิ ราษฎร์
กฐินราษฎร์ เป็นกฐินที่ประชาชนหรือราษฎรที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีก�ำลังศรัทธาน�ำผ้ากฐิน
ของตนเองไปทอดถวาย ณ วัดตา่ งๆ (เว้นไวแ้ ตว่ ัดหลวงท่ีกล่าวมาแล้วในกฐนิ หลวง) การทอดกฐินของราษฎรต้งั แตอ่ ดตี
วดั มชั ฌิมาวาส จังหวดั อุดรธานี 37
ถงึ ปจั จุบันมกี ารเรยี กชื่อแตกต่างกนั ออกไปตามลกั ษณะวิธกี ารทอดถึง ๔ รูปแบบคือ
กฐนิ หรอื มหากฐิน
จุลกฐิน หรอื กฐินแล่น
กฐินสามคั คี
กฐินตกคา้ ง
กฐนิ หรอื มหากฐิน
เปน็ กฐนิ ทรี่ าษฎรนำ� ไปทอด ณ วดั ใดวดั หนง่ึ ซง่ึ ตนมศี รทั ธาเปน็ การเฉพาะ กลา่ วคอื ทา่ นผใู้ ดมศี รทั ธาจะทอดกฐนิ
ณ วดั ใด กใ็ หท้ ำ� ใบปวารณาจองกฐนิ ตดิ ใบบอกไว้ ณ เขตวดั นน้ั ๆ เมอื่ ถงึ เวลากำ� หนดกน็ ำ� ผา้ กฐนิ บางครงั้ เรยี กวา่ ผา้ ทเ่ี ปน็
องค์กฐิน ซ่งึ จะเป็นผนื เดียวกไ็ ด้ หลายผืนก็ได้ เป็นผ้าขาว ซึง่ ยังมไิ ด้ตัด ก็ตัดออกเป็นชนิ้ ๆ พอทจ่ี ะประกอบเขา้ เป็นจีวร
ผนื ใดผนื หนง่ึ กไ็ ด้ ทำ� เสรจ็ แลว้ ยงั มไิ ดย้ อ้ มหรอื ยอ้ มแลว้ กไ็ ดอ้ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ จดั เปน็ องคก์ ฐนิ นำ� ไปทอด ณ วดั ทไ่ี ดจ้ องไวน้ นั้
นอกจากองค์กฐินแล้ว เจ้าภาพบางรายอาจศรัทธาถวายของอื่นๆ ไปพร้อมกับองค์กฐินเรียกว่า บริวารกฐิน
ตามท่ีนยิ มกันประกอบด้วยปัจจัย ๔ คือ
๑. เครอ่ื งอาศยั ของพระภกิ ษุสามเณร มี ไตร จวี ร บรขิ ารอนื่ ๆ ทจี่ �ำเป็น
๒. เครอ่ื งใช้ประจ�ำปี มมี งุ้ หมอน กลด เตยี ง ตั่ง โต๊ะ เก้าอ้ี โอ่งน้ำ� กระถาง กระทะ กระโถน เตา ภาชนะ
ส�ำหรับใสอ่ าหารคาวหวาน
๓. เครอ่ื งซ่อมเสนาสนะ มี มดี ขวาน ส่ิว เลื่อย ไม้กวาด จอบ เสยี ม
๔. เคร่อื งคิลานเภสชั มียารักษาโรค ยาสฟี นั แปรงสีฟัน อุปกรณ์ซักลา้ ง เป็นต้น
หรือจะมีอย่างอ่ืนนอกจากท่ีกล่าวมาน้ีก็ได้ ขอให้เป็นของที่สมควรแก่พระภิกษุ สามเณร จะใช้อุปโภคบริโภคเท่าน้ัน
หากจะมขี องทรี่ ะลกึ สำ� หรบั แจกจา่ ยแกค่ นทอี่ ยใู่ นวดั หรอื คนทมี่ ารว่ มงานกฐนิ ดว้ ยกไ็ ด้ สดุ แตก่ ำ� ลงั ศรทั ธา และอธั ยาศยั ไมตรี
ของเจ้าภาพ
นอกจากนน้ั ยงั มธี รรมเนยี มทเี่ จา้ ภาพผทู้ อดกฐนิ จะตอ้ งมผี า้ หม่ พระประธานอกี หนง่ึ ผนื เทยี นสำ� หรบั จดุ ในเวลา
ท่ีพระภกิ ษุสวดปาตโิ มกข์ ทีเ่ รยี กส้ันๆ ว่า เทียนปาติโมกข์ จ�ำนวน ๒๔ เล่ม และมีธงผ้าขาวเขียนรูปจระเข้ หรอื สตั ว์นำ�้
อย่างอื่น เช่น ปลา นางเงือก ส�ำหรับปักหน้าวัดที่อยู่ตามริมน�้ำ เม่ือทอดกฐินเสร็จแล้ว (ถ้าเป็นวัดท่ีอยู่ไกลแม่น้�ำให้มี
ธงผ้าขาวเขียนรูปตะขาบปักไว้หน้าวัดแทนรูปสัตว์น�้ำ) การปักธงน้ีเป็นเครื่องหมายให้ทราบว่าวัดนั้นๆ ได้รับกฐินแล้ว
และอนุโมทนาร่วมกุศลด้วยได้ ปัญหาที่ว่าเพราะเหตุไรจึงมีธงจระเข้ยกข้ึนในวัดท่ีทอดกฐินแล้ว ยังไม่ปรากฏหลักฐาน
และขอ้ วิจารณอ์ นั สมบูรณโ์ ดยมติ ้องสงสัย เท่าท่รี ู้กันมี ๒ มติ คอื
๑. ในโบราณสมยั การจะเดนิ ทางตอ้ งอาศยั ดาวชว่ ยประกอบเหมอื นเชน่ การยกทพั เคลอื่ นขบวนจะตอ้ งอาศยั
ดาวจระเข้ทข่ี น้ึ ในตอนจวนจะสวา่ ง การทอดกฐนิ บางทตี ้องไปทอด ณ วดั ซงึ่ อยูไ่ กลบา้ น ฉะนั้น การดูเวลาจึงต้องอาศัย
ดาวจระเข้ พอดาวจระเขข้ ึน้ ก็เคลอื่ นองคก์ ฐนิ ไปสว่างเอาท่วี ดั พอดี และตอ่ มากค็ งมคี ดิ ท�ำธงในงานกฐนิ ในช้ันต้น กค็ งท�ำ
ธงทิวประดับประดาให้สวยงาม ท้ังท่ีองค์กฐิน ท้ังท่ีบริเวณวัด และภายหลังคงหวังจะให้เป็นเครื่องหมาย เนื่องด้วย
การกฐิน ดงั น้ัน จึงคิดทำ� ธงรูปจระเข้ เสมอื นประกาศใหร้ วู้ ่าทอดกฐินแลว้
๒. อกี มติ หิ นง่ึ เลา่ เปน็ นทิ านโบราณวา่ ในการแหก่ ฐนิ ในทางเรอื ของอบุ าสกผหู้ นงึ่ มจี ระเขต้ วั หนง่ึ อยากไดบ้ ญุ
จึงอตุ สา่ หว์ า่ ยตามเรอื ไปดว้ ย แตย่ งั ไมท่ ันถงึ วัดกห็ มดก�ำลัง ว่ายตามตอ่ ไปอกี ไม่ไหว จงึ ร้องบอกอบุ าสกว่าเหนื่อยนักแลว้
ไมส่ ามารถจะวา่ ยตามไปรว่ มกองการกุศล วานทา่ นเมตตาช่วยเขยี นรูปข้าพเจา้ เพอ่ื เป็นสกั ขพี ยานว่าได้ไปรว่ มการกุศล
ดว้ ยเถิด อบุ าสกผู้นน้ั จึงได้เขยี นรปู จระเขย้ กเปน็ ธงขน้ึ ในวัดเปน็ ปฐม และสบื เน่อื งมาจนบัดน้ี
38 หนงั สอื ท่รี ะลกึ พธิ ีถวายผา้ พระกฐนิ พระราชทาน มศว ๒๕๖๓
นอกจากนแี้ ลว้ ยงั มปี ระเพณนี ยิ มอกี อยา่ งหนงึ่ ทเี่ กยี่ วกบั เวลาของการทอดกฐนิ ถา้ เปน็ เวลาเชา้ จะมกี ารทำ� บญุ
ถวายอาหารเพลแดพ่ ระภกิ ษุ สามเณร ในวดั ด้วย
กฐินทีร่ าษฎรเป็นเจา้ ภาพน�ำองค์กฐินและบริวารกฐนิ ไปทอดยังวัดต่างๆ น้เี รยี กวา่ กฐนิ หรอื มหากฐนิ เหตทุ ่ี
เรยี กว่ามหากฐินอาจเป็นเพราะจะให้เหน็ ความแตกต่างจากกฐินอกี ชนดิ หน่ึงคือ จุลกฐนิ กไ็ ด้
จุลกฐนิ หรือ กฐินแล่น
เปน็ กฐนิ ทตี่ อ้ งอาศยั ความรว่ มมอื ของคนหมมู่ าก ตอ้ งเรง่ รบี ทำ� ใหเ้ สรจ็ เลยเรยี กวา่ กฐนิ แลน่ (ความหมายคอื
เร่งรบี ฟ้าว ต้องแลน่ (วงิ่ ) จงึ จะเสร็จทนั กาล) เป็นงานทมี่ ีพธิ ีมาก ถือกนั มาแต่โบราณ ว่ามีอานสิ งสม์ ากยิง่ นัก วิธที ำ� กค็ ือ
เก็บฝ้ายมากรอเปน็ ด้าย แล้วทอใหเ้ สร็จเปน็ ผนื ผา้ ในวันเดียวกัน และน�ำไปทอดในวันนนั้ กฐินชนดิ นี้ ตอ้ งท�ำแขง่ กบั เวลา
มผี ทู้ �ำหลายท่านแบง่ หน้าท่ไี ป ปัจจบุ ันไมค่ ่อยนิยมท�ำกนั แล้ว
เมื่อพระสงฆ์รับผ้าน้ันแล้ว มอบแก่พระภิกษุผู้เป็นองค์ครอง ซึ่งพระภิกษุองค์ครองจะจัดการต่อไปตาม
พระวินยั หลังจากนัน้ ผู้ทอดต้องชว่ ยทำ� ตอ่ คือ นำ� ผา้ น้ันมาขยำ� ทบุ ซกั แล้วไปตากใหแ้ ห้ง น�ำมาตดั เป็นจวี รผืนใดผืนหนง่ึ
แล้วเย็บ ย้อม ตากแห้ง พับ ทบั รีด เสรจ็ เรียบรอ้ ยนำ� ไปถวายพระภิกษุองคค์ รองอีกคร้งั หน่งึ เพื่อให้ทา่ นทำ� พนิ ทุอธษิ ฐาน
เสรจ็ การพนิ ทุอธษิ ฐานแล้วจะมีการประชุมสงฆ์ แจง้ ให้ทราบ พระภกิ ษสุ งฆ์ทัง้ หมดจะอนุโมทนาเป็นเสร็จพธิ ีจลุ กฐนิ
แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม ในกรณที ีผ่ ู้ทอดกฐนิ ไมม่ กี �ำลงั มากพอ จะตัดวิธีการในตอนตน้ ๆ ออกเสียก็ได้ โดยเรมิ่ ด้วย
การน�ำเอาผ้าขาวผืนใหญ่มากะประมาณให้พอท่ีจะตัดเป็นจีวรผืนใดผืนหน่ึงแล้วน�ำไปทอด เม่ือพระภิกษุสงฆ์ท่านน�ำไป
ด�ำเนินการตามพระวนิ ยั แลว้ ก็ชว่ ยทำ� ต่อจากทา่ น คือ ซัก กะ ตดั เย็บ ย้อม ให้เสร็จ แลว้ น�ำกลบั ไปถวายพระภิกษอุ งค์
ครองเพื่อพนิ ทอุ ธิษฐานตอ่ ไปเหมือนวิธที ำ� ทีก่ ล่าวมาแล้วในการทำ� จุลกฐนิ เต็มรูปแบบ
สว่ นบรวิ ารของจลุ กฐนิ ผา้ ห่มพระประธาน และเทียนปาตโิ มกข์ ตลอดจนธงจระเข้ ธงตะขาบ กค็ งเปน็ เช่นท่ี
กล่าวมาในเรอื่ งของกฐินหรือมหากฐนิ นัน่ เอง
กฐนิ สามัคคี
เป็นกฐินที่มีเจ้าภาพหลายคนร่วมกัน จะบริจาคมากน้อยอย่างไรไม่ก�ำหนด เพ่ือไม่ให้เกิดความยุ่งยากในการ
ดำ� เนินการกม็ ักจะต้ังคณะท�ำงานขน้ึ มาคณะหนึ่งเป็นผูด้ ำ� เนินการ ตั้งแต่มีหนังสือบอกบุญไปยังผู้อืน่ เมอ่ื ได้ปจั จัยมากน็ �ำ
มาจดั หาผา้ อนั เปน็ องคก์ ฐนิ รวมทงั้ บรวิ ารตา่ งๆ เมอ่ื มปี จั จยั เหลอื กน็ ำ� ถวายวดั เพอื่ ชว่ ยเปน็ คา่ ใชจ้ า่ ยในการบรู ณปฏสิ งั ขรณ์
กุฏิ โบสถ์ เจดยี ์ เปน็ ตน้ กฐินสามัคคนี ้มี กั จะนำ� ไปทอดยงั วดั ท่ีก�ำลังมีการกอ่ สร้างหรอื ปฏิสงั ขรณ์ เพอื่ เป็นการสมทบทนุ
ให้สิง่ อันพึงประสงค์ของวดั ใหส้ �ำเรจ็ เสร็จสิน้ ไปโดยเร็ว
เรอื่ งของกฐนิ สามคั คเี ปน็ ทน่ี ยิ มแพรห่ ลายกนั มาก เพราะนอกจากจะถอื กนั วา่ เปน็ บญุ เปน็ กศุ ลแลว้ ยงั เปน็ การ
ชว่ ยทำ� นบุ ำ� รงุ วดั ตลอดจนเปน็ การสรา้ งความสมานสามคั คขี องชมุ ชน ใหม้ คี วามรกั มนั่ กลมเกลยี ว อนั เนอื่ งมาจากอานสิ งส์
ของกฐนิ สามัคคนี นั่ เอง
กฐนิ ตกค้าง
กฐินประเภทนี้มีช่ือเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า กฐินตก กฐินโจร ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน ได้กล่าวถึง
เหตุผลที่เกดิ กฐินชนิดนต้ี ลอดจนช่ือเรยี กที่ต่างกันออกไปว่า (จากเร่อื งเทศกาลออกพรรษา) “...แตท่ ีท่ ำ� กันเช่นน้ี ท�ำกัน
อยู่ในท้องถ่ินท่ีมีวัดตกค้างไม่มีใครทอดก็ได้ จึงมักมีผู้ศรัทธาไปสืบเสาะหาวัดอย่างน้ีเพื่อทอดกฐินตามปกติในวันใกล้ๆ
จะส้ินหน้าทอดกฐินหรือในวันสุดท้ายของกาลกฐิน (คือวันก่อนวันแรม ๑ ค่�ำ เดือน ๑๒) การทอดกฐินอย่างนี้เรียกว่า
กฐินตกค้าง หรือเรียกว่า กฐินตก บางถิ่นก็เรียก กฐินโจร เพราะกิริยาอาการท่ีไปทอดอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว จู่ๆ ก็ไปทอด
วดั มชั ฌมิ าวาส จงั หวดั อุดรธานี 39
ไมบ่ อกกลา่ วเลา่ สิบลว่ งหนา้ ใหว้ ัดรเู้ พือ่ เตรียมตัวกันไดพ้ รอ้ มและเรียบรอ้ ย การทอดกฐินตกถือว่าได้บญุ อานิสงสแ์ รงกวา่
ทอดกฐินตามธรรมดา บางคนเตรียมข้าวของไปทอดกฐินหลายๆ วัด แต่ได้ทอดน้อยวัด เครื่องไทยธรรมท่ีตระเตรียม
เอาไปทอดยังมเี หลืออยู่ หรอื บางวดั ทอดไม่ได้ (อาจเปน็ ที่ไมค่ รบองคส์ งฆ)์ ก็เอาเครือ่ งไทยธรรมเหล่าน้นั จัดทำ� เปน็ ผา้ ป่า
เรียกกนั วา่ ผา้ ป่าแถมกฐนิ กฐินประเภทนี้ เรอ่ื งองค์กฐิน บริวารกฐิน ยังคงเปน็ เชน่ ทก่ี ลา่ วมาแลว้ สว่ นข้อแตกตา่ งท่ีชัดเจน
คือ ไม่มีการจองวัดล่วงหน้า การทอดก็ทอดได้เฉพาะวัดท่ียังไม่มีใครทอด และเจ้าภาพเดียวอาจจะทอดหลายวัดก็ได้
ตลอดจนสามารถนำ� เอาของไทยธรรมท่ีเหลอื ทำ� เปน็ การบญุ ชนดิ หนงึ่ ทเี่ รยี กวา่ ผา้ ป่าแถมกฐินไดอ้ ีก
ขอ้ ปฏิบัติเกี่ยวกบั กฐิน
เมอ่ื งานบุญกฐินเป็นงานมหากศุ ลทีพ่ ทุ ธศาสนกิ ชนเล่อื มใสศรัทธา การปฏบิ ัติเกี่ยวกบั การจัดงานบญุ ประเพณนี ้ี
ตอ้ งทำ� ให้ถูกพระธรรมวินัยจึงจะได้อานสิ งส์ ข้อปฏิบัตทิ น่ี า่ สนใจมดี ังนี้
๑. การจองกฐนิ
การจองกฐิน ก็คือ การแจ้งล่วงหน้าให้ทางวัดและประชาชนได้ทราบว่าวัดน้ันๆ มีผู้ศรัทธาทอดกฐินกันเป็น
จ�ำนวนมาก ถ้าไม่จองไว้ก่อนอาจไม่มีโอกาส จึงเกิดเป็นธรรมเนียมขึ้นว่าจะทอดกฐินต้องจองล่วงหน้าเพื่อให้มีโอกาส
และเพื่อไม่ให้เกิดการทอดซ้�ำ วัดหน่ึงวัดปีหน่ึงทอดกฐินได้ครั้งเดียว และในเวลาจ�ำกัด คือหลังจากออกพรรษาแล้วเพียง
เดือนเดียวดังได้กลา่ วมาแลว้
แตอ่ ย่างไรกต็ าม กฐินหลวงไม่มกี ารจองล่วงหนา้ เวน้ แต่กฐินพระราชทาน ผูป้ ระสงคจ์ ะขอรบั พระราชทาน
กฐินไปทอดต้องจองล่วงหน้า โดยแจ้งไปยงั กรมการศาสนา กระทรวงศกึ ษาธกิ ารดงั กล่าวมาแล้ว
๒. การทอดกฐนิ
เม่ือได้ตระเตรียมพร้อมแล้ว ถึงก�ำหนดก็น�ำผ้ากฐินกับบริวารไปยังวัดท่ีจองไว้ การน�ำไปน้ัน จะไปเงียบๆ หรือ
จะแห่แหนกันไปก็ได้ เมื่อไปถงึ แลว้ พกั อยู่ ณ ท่ใี ดทีห่ นง่ึ ที่สะดวก เช่น ท่ศี าลาท่านำ้� ศาลาโรงธรรม โรงอโุ บสถ หรือ
ทใี่ ดทหี่ นงึ่ ซงึ่ ทางวดั จดั ไว้ เมอื่ พระสงฆพ์ รอ้ มแลว้ กอ่ นถวายกฐนิ อาราธนาศลี รบั ศลี เมอ่ื รบั แลว้ ทายกประกาศใหร้ พู้ รอ้ มกนั
หัวหน้าผู้ทอดกฐินหันหน้าไปทางพระพุทธรูป ต้ังนะโม ๓ จบ แล้วหันหน้ามาทางพระสงฆ์กล่าวถวายเป็นภาษาบาลี
ภาษาไทย หรอื ทง้ั สองภาษากไ็ ด้ วา่ คนเดยี วหรอื วา่ นำ� แลว้ คนทง้ั หลายวา่ ตามพรอ้ มกนั กไ็ ด้ การกลา่ วคำ� ถวายจะกลา่ วเปน็ คำ� ๆ
หรอื จะกลา่ วรวมกนั เปน็ วรรคๆ แล้วแต่ความสะดวกของผู้กลา่ วนำ� และผ้กู ล่าวตาม
อานสิ งส์หรอื ผลดขี องการทอดกฐิน
๑. ผลดีฝ่ายผทู้ อดและคณะ อานิสงสห์ รอื ผลดีของฝ่ายผ้ทู อดและคณะมดี ังน้ี
(๑) ช่อื ว่าได้ถวายทานภายในกาลเวลากำ� หนดทเ่ี รียกวา่ กาลทาน คือในปหี นึ่งถวายได้เพียงในระยะเวลา
๑ เดือนเท่านั้น ในข้อถวายทานตามกาลนี้มีพุทธภาษิตว่าผู้ให้ทานตามกาลความต้องการท่ีเกิดข้ึนตามกาลของผู้น้ัน
ยอ่ มสำ� เร็จได้
(๒) ชื่อว่าได้สงเคราะห์พระสงฆ์ผู้จ�ำพรรษาให้ได้ผลัดเปล่ียนผ้านุ่งห่มใหม่ แม้ผ้ากฐินน้ันจะตกแก่ภิกษุ
รูปใดรปู หนึ่งกช็ ื่อวา่ ไดถ้ วายแก่สงฆ์เปน็ สว่ นรวม มีพระพุทธภาษติ ว่าผ้ใู หผ้ ้าชอื่ ว่าใหผ้ วิ พรรณ
(๓) ชื่อว่าได้ท�ำนุบ�ำรุงพระพุทธศาสนา ส่งเสริมผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบให้เป็นหลัก เป็นตัวอย่างแห่ง
คณุ งามความดขี องประชาชนสบื ไป
(๔) จติ ใจของผทู้ อดกฐนิ ทง้ั ๓ กาล คอื กอ่ นทอด กำ� ลงั ทอดและทอดแลว้ ทเี่ ลอื่ มใสศรทั ธา และปรารถนา
ดนี ัน้ จดั เป็นกศุ ลจติ คนท่ีจิตเป็นกุศลย่อมไดร้ บั ความสขุ ความเจรญิ
40 หนังสอื ทรี่ ะลึกพธิ ถี วายผ้าพระกฐินพระราชทาน มศว ๒๕๖๓
(๕) การทอดกฐินท�ำให้เกิดสามัคคีธรรม คือการร่วมมือกันท�ำคุณงามความดี และถ้าการถวายกฐินน้ัน
มีส่วนไดบ้ ูรณปฏสิ งั ขรณว์ ดั วาอารามดว้ ย ก็เป็นการร่วมสามคั คี เพอื่ รักษาศาสนวตั ถุ ศาสนสถานใหย้ ง่ั ยืนสถาพรสบื ไป
๒. ผลดฝี า่ ยพระสงฆผ์ รู้ ับและกรานกฐิน อานสิ งสห์ รือผลดขี องฝา่ ยพระสงฆ์ผูร้ บั และกรานกฐนิ มดี งั น้ี
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ (ในวินัยปิฎก เล่ม ๕ หน้า ๑๓๖) ว่าภิกษุผู้กรานกฐินแล้วย่อมได้รับประโยชน์
๕ ประการ
(๑) รบั นมิ นตฉ์ นั ไวแ้ ลว้ ไปไหนไมต่ อ้ งบอกลาภกิ ษใุ นวดั ตามความในสกิ ขาบทท่ี ๖ แหง่ อเจลกวรรคปาจติ ตยี ์
(๒) ไปไหนไม่ต้องน�ำไตรจวี รไปครบส�ำรับ
(๓) เกบ็ ผา้ ท่เี กดิ ขนึ้ เป็นพเิ ศษไวไ้ ด้ตามปรารถนา
(๔) จีวรอันเกิดในท่ีนัน้ เปน็ สทิ ธขิ องภิกษเุ หลา่ นน้ั
(๕) ขยายเขตแห่งการทำ� จวี ร หรอื การเก็บจวี รไวไ้ ด้จนถึงสิน้ ฤดหู นาว (คือจนถงึ วนั ขนึ้ ๑๕ คำ่� เดอื น ๔
เปน็ วันสดุ ทา้ ย)
ลักษณะอันเปน็ ประชาธปิ ไตยของพธิ ีกรรมกฐนิ
ไดก้ ลา่ วแลว้ วา่ เรอื่ งของกฐนิ เปน็ สงั ฆกรรม คอื การกระทำ� ทเี่ ปน็ การสงฆ์ คอื พระสงฆท์ ง้ั วดั ตอ้ งรบั รู้ รบั ผดิ ชอบ
ร่วมกันในการช่วยกันท�ำจีวรให้ส�ำเร็จ ในการประชุมกันหารือว่า จะควรมอบผ้ากฐินให้ภิกษรุ ูปใดรูปหนึ่ง และแม้เพียง
การปรึกษาหารอื กย็ ังใชไ้ มไ่ ด้ต้องมีการสวดประกาศเปน็ การสงฆ์ เสนอญตั ติวา่ จะมอบผา้ กฐนิ แก่ภิกษุรปู นนั้ รปู นี้ แล้วสวด
ประกาศ จบแลว้ ไม่มผี ูค้ ดั ค้าน จึงจะถวายผา้ นัน้ แกอ่ งคค์ รอง คอื ภิกษุผู้รับมตจิ ากท่ปี ระชมุ ให้เป็นผรู้ บั ผ้านั้นในนามของ
สงฆ์ได้ ลักษณะเช่นน้ีเป็นการสอนให้ถือมติที่ประชุมสงฆ์เป็นใหญ่ ไม่ท�ำอะไรตามอ�ำเภอใจเป็นหลักในการปกครอง
คณะสงฆ์ ซงึ่ เปน็ ตัวอย่างแก่การปกครองทางโลกดว้ ย
ข้อเสนอแนะ
๑. พุทธศาสนิกชนควรทอดกฐินใหถ้ กู ต้องตามความมงุ่ หมายของกฐิน ได้แก่ การบำ� เพ็ญกศุ ลด้วยการถวาย
ผ้ากฐินแก่ภิกษุซ่ึงอยู่จ�ำพรรษาครบสามเดือนตามพระพุทธานุญาต (ในข้อนี้โปรดดูข้อความเร่ืองการแก้ปัญหาเร่ืองกฐิน
ตกคา้ ง)
๒. การรวบรวมทนุ ทมี่ ผี บู้ รจิ าคเพอ่ื บำ� รงุ วดั หรอื สถานศกึ ษาในวดั ควรใหเ้ ปน็ ไปตามความศรทั ธาของผบู้ รจิ าค
โดยมีเหตุผลอันสมควร เช่น ชว่ ยปฏิสงั ขรณว์ ัดทท่ี รุดโทรมให้มน่ั คงถาวรสืบไป
๓. ในการเดนิ ทางไปทอดกฐนิ ณ วัดท่อี ย่หู า่ งไกลซ่งึ ผู้จดั มักจะพว่ งวตั ถปุ ระสงค์ของการท่องเท่ียวไว้ดว้ ยนนั้
ควรมมี าตรการรกั ษาความปลอดภยั ของผ้ทู จ่ี ะเดินทางไปเปน็ หมู่คณะ ทั้งน้ีเพอื่ ความไมป่ ระมาท
๔. ควรงดเวน้ การเลยี้ งสรุ าเมรยั ในระหวา่ งเดนิ ทางหรอื ระหวา่ งทม่ี งี านกฐนิ ทง้ั นเ้ี พอื่ ให้การบำ� เพญ็ กุศลเปน็
ไปด้วยความมีระเบยี บเรียบรอ้ ย
๕. ควรงดการใชจ้ ่ายในส่งิ ที่ฟุ่มเฟือยและไมจ่ ำ� เป็น โดยยึดถือการจดั ให้ประหยดั เป็นหลกั ส�ำคญั
๖. การฉลองหรอื สมโภชกฐนิ กอ่ นทอดนน้ั ควรทำ� เพยี งเพอื่ ประโยชนข์ องการนดั หมายใหพ้ รอ้ มเพรยี งกนั และ
เพื่อเปน็ การสง่ เสริมศรทั ธาของผู้มารว่ มงานเทา่ นั้น ไม่ควรม่งุ ความสนุกสนาน อนั มใิ ช่วัตถุประสงคข์ องการทอดกฐิน
ถ้ามีขบวนแห่เชิญผ้าพระกฐินไป ผู้เข้าขบวนควรแต่งกายให้เรียบร้อย ถ้ามีขบวนฟ้อนร�ำควร เลือกการ
แตง่ กายสภุ าพ ชดุ สภุ าพ เพราะเปน็ งานทางศาสนา
วัดมัชฌมิ าวาส จงั หวดั อดุ รธานี 41
๗. การพิมพ์หนังสือแจกในงานกฐินน้ัน จะมีหรือไม่ก็ได้ไม่เป็นการบังคับแต่ถ้ามีควรเลือกพิมพ์หนังสือที่มี
สาระประโยชน์
๘. ไม่ควรทอดกฐินในวดั ทพ่ี ระภิกษอุ ยู่ในวดั นั้นบอกกลา่ วโดยตรงหรอื โดยออ้ มใหไ้ ปทอด เพราะเปน็ การผดิ
พระวินัย และกฐินท่ีทอดก็ไม่เป็นกฐิน ถือเป็นโมฆะ (พระไตรปิฎกเล่ม ๕ หน้า ๑๓๘) แต่พระภิกษุผู้อยู่ในวัดหนึ่ง
อาจแนะนำ� ใหไ้ ปทอดในวดั อืน่ ได้
๙. ในการพิมพ์ใบบอกบุญหรือฎีกาเพ่ือเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธามาร่วมท�ำบุญนั้น ไม่ควรพิมพ์ ชื่อบุคคลเป็น
กรรมการโดยไมไ่ ด้รบั อนุญาตจากเจา้ ของกอ่ น
การสร้างเมอื งอุดรธานแี ละวดั มชั ฌิมาวาส
หากจะกล่าวถงึ ประวัตวิ ัดมัชฌิมาวาสนั้น จะหลีกเลี่ยงการกลา่ วถึงประวตั ิเมืองอดุ รธานไี ปเสยี มิได้ เน่ืองจาก
การสร้างวัดน้ันเกิดข้ึนพร้อมกับการสร้างเมือง วัดมัชฌิมาวาสจึงถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองอุดรธานี การเกิดเมืองอุดรธานี
เกดิ ขึน้ จากเหตกุ ารณ์ ร.ศ.๑๑๒ ตามสัญญาขอ้ ๓ ห้ามไม่ใหไ้ ทยมีกองทหารตง้ั อย่ภู ายในรศั มี ๒๕ ก.ม. จากฝ่งั แมน่ �ำ้ โขง
ซงึ่ ในสมยั นน้ั ไทยมกี องทหารตงั้ อยทู่ เ่ี มอื งหนองคาย จงึ จำ� เปน็ ทจี่ ะตอ้ งยา้ ยกองทหารออกจากเมอื งหนองคายภายในเวลา
๑ เดอื น บรรดาป้อมคา่ ยคกู ็จะต้องรื้อถอนเสยี ใหส้ นิ้ เชงิ เม่ือมีสัตยาบนั กันแล้ว พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหมน่ื ประจักษ์
ศิลปาคม ขา้ หลวงใหญ่ส�ำเรจ็ ราชการหวั เมอื งลาวพวนซงึ่ ตัง้ กองรักษาการณ์อยู่เมืองหนองคาย จงึ ได้ยา้ ยกองบญั ชาการ
ออกจากเมอื งหนองคาย การขนย้ายนน้ั คนเฒา่ คนแก่เล่าว่า ต้องใช้เกวียนประมาณ ๒๐๐ เลม่ เปน็ พาหนะ ไดอ้ อกเดนิ
ทางรอนแรมมาโดยล�ำดับจนถึงลำ� น้�ำซวย (ซวย หมายถึง ปลาชนดิ หนงึ่ ปจั จบุ ันเรยี กนำ�้ สวย) เสด็จในกรมได้ตรวจดพู ้ืนที่
เพอ่ื จะได้ตง้ั กองบัญชาการแต่เมื่อไดต้ รวจโดยถ่ถี ้วนแลว้ เห็นว่ามพี ืน้ ทไ่ี มส่ ม�่ำเสมอสูงๆ ตำ�่ ๆ ไม่เหมาะสมท่จี ะสรา้ งเป็น
เมอื งใหญ่ในโอกาสขา้ งหนา้ และอย่หู า่ งจากฝัง่ แม่น้�ำโขง ประมาณ ๒๐ ก.ม. เท่าน้ัน พระองค์จึงไดอ้ พยพรอนแรมลงมา
ทางทศิ ใตโ้ ดยล�ำดบั ห่างจากน�้ำซวยนน้ั ประมาณ ๓๐ ก.ม. จนถึงบ้านเด่ือ จึงไดพ้ ักกองเกวยี นอย่ใู กลต้ น้ โพธ์ิใหญข่ ้างวดั
มชั ฌมิ าวาส ในบรเิ วณใกลเ้ คยี งทางทศิ ตะวนั ออกมหี นองบวั กลอง หนองเหลก็ ทางทศิ ใตม้ หี นองขอนขวา้ ทางทศิ ตะวนั ตก
มีหนองนาเกลือ หนองวัวข้อง หนองสวรรค์ และทางทิศเหนอื มหี นองสำ� โรง หนองแด และมีห้วยหมากแข้ง ซึง่ มีต้นน้�ำ
จากภเู ขาพาน มนี ำ�้ ใสสะอาด มปี า่ ไผป่ กคลมุ มปี ลา เตา่ จระเข้ ชกุ ชมุ มาก ลำ� นำ้� นไี้ หลผา่ นจากทศิ ใตส้ ทู่ ศิ เหนอื ลงลำ� หว้ ยหลวง
เสด็จในกรมจึงตกลงพระทัยให้ต้ังกองบัญชาการสร้างบ้านแปลงเมืองลง ณ พื้นที่ดังกล่าวนี้ โดยพระองค์ได้สร้างวัง
ประทับอยู่ใกล้ต้นโพธิ์ใหญ่ตรงข้ามวัดมัชฌิมาวาสในปัจจุบันน้ี และได้สร้างสถานที่ราชการมีศาลากลางจังหวัด
เปน็ ตน้ โดยมากหนั หนา้ ไปทางทศิ เหนอื แทบทกุ แหง่ มคี ำ� เลา่ กนั ตอ่ มาวา่ ทเ่ี ปน็ เชน่ นนั้ เนอื่ งจากเสดจ็ ในกรมทรงตง้ั พระทยั
หวังจะตั้งรับสู้ฝร่ังเศสผู้รุกราน และอาจจะทรงหวังว่า ในวันหน่ึงข้างหน้าพ่ีน้องฝั่งซ้ายแม่น�้ำโขงจะกลับมารวมเป็นทอง
แผน่ เดยี วกันอกี
เสดจ็ ในกรมทรงเขา้ พระทยั เปน็ อนั ดวี า่ ราชอาณาจกั รกบั พทุ ธจกั รเปน็ ของคกู่ นั พรอ้ มกบั การสรา้ งเมอื งนนั่ เอง
พระองคท์ รงเหน็ วา่ ควรจะสรา้ งหลกั ใจควบคกู่ นั ไปดว้ ย ณ บรเิ วณใกลเ้ คยี งกบั ทส่ี รา้ งวงั ประทบั นนั้ มโี นนอยแู่ หง่ หนงึ่ ชาว
บา้ นเรยี กวา่ “โนนหมากแขง้ ” มเี จดยี ศ์ ลิ าแลง มสี ณั ฐานดงั กรงนกเขาตง้ั อยทู่ โ่ี นนนนั้ เลา่ สบื กนั มาวา่ เปน็ เจดยี ก์ อ่ ครอ่ ม
ตอหมากแขง้ ใหญ่ นยั วา่ มตี น้ หมากแขง้ ขนาดใหญต่ น้ หนง่ึ พระเจา้ แผน่ ดนิ กรงุ ลา้ นชา้ งรม่ ขาวไดใ้ หม้ าโคน่ ไปทำ� กลอง และ
ท�ำเป็นกลองขนาดใหญ่ได้ถงึ ๓ ใบ ใบที่หน่ึงเอาไปไว้ท่ีนครเวยี งจนั ทน์ ใชต้ เี ป็นสัญญาณบอกเหตุในเม่ือมขี ้าศกึ ศตั รูมา
ราวี เมอ่ื ตกี ลองใบนพี้ ญานาคจะขนึ้ มาชว่ ยรบขา้ ศกึ ศตั รใู หพ้ า่ ยแพ้ แตภ่ ายหลงั ถกู เชยี งเมยี่ งไปหลอกใหท้ ำ� ลายกลองใบน้ี
เสีย ชาวเวียงจันทน์จึงไม่มีพญานาคมาช่วยดุจในอดีต ใบท่ีสองนำ� ไปไว้ในนครหลวงพระบาง ส่วนใบที่สามเป็นใบที่เล็ก
กว่า ๒ ใบน้นั ได้นำ� ไปไว้ทว่ี ัดหนองบวั (วัดเก่าตั้งอยู่ติดกบั ถนนสายอุดร-สกลนคร หา่ งจากทางรถไฟประมาณ ๕ เสน้ ยงั
มีเจดียป์ รากฏอยู่ในปจั จุบัน) เพราะมกี ลองหมากแข้งอยู่ทีว่ ดั ซ่ึงอยรู่ มิ ฝ่ังหนองบวั จึงเรียกวา่ หนองบัวกลอง แต่ปัจจุบัน
วัดมชั ฌิมาวาส จังหวัดอดุ รธานี 43
ค�ำวา่ กลอง หายไป คงเหลอื แต่ หนองบัว เทา่ น้ัน ต้นหมากแขง้ ต้นนี้ คนในสมัยกอ่ นไมม่ คี วามช�ำนาญในมาตราวดั จงึ
เลา่ บอกขนาดไวว้ ่า “ตอหมากแขง้ นนั้ ภกิ ษุ ๘ รปู นง่ั ฉนั จงั หันไดอ้ ยา่ งสะดวกสบาย” แสดงใหเ้ หน็ ว่าตน้ หมากแข้งนนั้
ใหญ่โตมากเอาการทเี ดยี ว แตค่ งไมไ่ ด้หมายความว่า ภกิ ษุทั้ง ๘ รปู นั้นนัง่ บนตอหมากแขง้ เหน็ จะหมายความวา่ ภกิ ษุ ๘
รูปนั่งล้อมรอบตอหมากแข้งโดยใช้ตอหมากแข้งเป็นโต๊ะ หรือโตกส�ำหรับวางอาหาร แต่ถึงกระน้ัน ก็ยังมองเห็นว่าเป็น
ตอหมากแขง้ ทใ่ี หญม่ ากทเี ดียว
เรือ่ งต้นหมากแขง้ น้ี ท่านเจา้ ปู่ พระเทพวิสทุ ธาจารย์ (บญุ ปญุ ญฺ สิริมหาเถระ) เจา้ อาวาสรปู ที่ ๓ ซึ่งไดม้ าอยู่
วัดมัชฌมิ าวาส เมอื่ พ.ศ. ๒๔๔๐ คอื หลงั จากสร้างวดั เพยี ง ๔ ปี ได้เล่าวา่ ทโ่ี นนหมากแขง้ นนั้ มีต้นหมากแขง้ ขนาดเล็ก
อยูม่ ากมาย และมตี น้ หมากแขง้ ขนาดใหญ่เท่าต้นมะพรา้ วขนาดเขื่องอย่ตู น้ หน่งึ แตม่ ีล�ำตน้ ไมส่ ูง เปน็ พุม่ มีก่ิงกา้ นสาขา
แผอ่ อกอย่างไพศาล ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๒ มีแบ้ (แพะ) ของพระวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ วฒั นานวุ งศจ์ ำ� นวนมาก ไดม้ า
กนิ ใบกนิ กงิ่ กา้ นของมนั มนั จงึ ตาย เขา้ ใจวา่ ตน้ หมากแขง้ ตน้ นเี้ หน็ จะเปน็ หลานหรอื เหลนของตน้ หมากแขง้ ทเี่ จา้ เมอื งลา้ น
ช้างร่มขาวเอาไปทำ� กลองเพลน้นั แน่ เจดยี ศ์ ลิ าแลงนนั้ ต้งั อยู่ตรงกลางพระอุโบสถวดั มชั ฌิมาวาสปัจจุบันนี้
นอกจากมีเจดีย์ก่อคร่อมตอหมากแข้งขนาดใหญ่ดังกล่าวแล้วนั้น ยังมีพระพุทธรูปหินขาวปางนาคปรกเป็น
หินขาวเปน็ แท่ง เปน็ ทอ่ นๆ ช่างน�ำมาติดต่อประกอบเขา้ เป็นองค์ ชาวบ้านใกล้เคียงมีบ้านเดอ่ื หมากแข้ง เปน็ ต้น นับถอื
วา่ เปน็ พระพทุ ธรปู ทศ่ี กั ดส์ิ ทิ ธม์ิ ากไดพ้ รอ้ มกนั ปลกู สรา้ งศาลาขนาดเลก็ มงุ ดว้ ยหญา้ คา เปน็ ทป่ี ระดษิ ฐานไดท้ ำ� บญุ สรงนำ้�
ในเทศกาลสงกรานต์ และทำ� บญุ บง้ั ไฟบูชาเป็นประจ�ำทุกปี เชื่อถอื กันว่าเป็นพระพุทธรปู ท่สี ามารถจะอ�ำนวยความผาสกุ
บำ� บดั ปัดเปา่ ความชั่วรา้ ยใหห้ ายสญู
เสด็จในกรมจงึ โปรดฯ ให้สรา้ งวัดขึ้นทีบ่ ริเวณวัดรา้ งโนนหมากแขง้ นแ้ี ละทรงต้ังช่ือว่า “วัดมัชฌมิ าวาส” จัด
เป็นวัดคู่เมืองอุดรธานี ในเบอื้ งแรกก็ใหส้ รา้ งกฏุ ิหลงั เลก็ ๆ เพยี ง ๒-๓ หลงั เทา่ น้ัน พอให้เป็นท่พี ักอาศยั ของภิกษสุ ามเณร
นายช่างที่ควบคุมการก่อสรา้ งในสมยั นั้น คอื หลวงวุฒวิ ัฒกีกรรม (เชย ไชยสิทธิ์) แล้วพระองค์ได้อาราธนา ท่านพระครู
ธรรมวนิ ยานุยุตต์ (เฟอื้ ย) ใหเ้ ป็นเจ้าอาวาสรปู แรก เข้าใจว่า ท่านพระครธู รรมวนิ ยานุยุตต์ ไดอ้ พยพตดิ ตามมาพรอ้ มกับ
ขบวนของเสดจ็ ในกรม เหมอื นอยา่ งชาวบา้ นในปจั จบุ นั นี้ ไดอ้ พยพยา้ ยครอบครวั ไปสรา้ งบา้ นใหม่ กม็ กั จะมภี กิ ษสุ ามเณร
ลกู หลานอพยพติดตามไปดว้ ย และไดไ้ ปสร้างวัดข้ึนในทไ่ี ปอยนู่ ัน้
เมื่อเสด็จในกรมทรงสร้างวัดมัชฌิมาวาสขึ้นแล้วได้สั่งให้หัวเมืองต่างๆ ในการปกครอง คัดเลือกภิกษุมาจ�ำ
พรรษาอยู่ท่ีวัด เพื่อจะได้ศึกษาและฝึกหัดอบรมระเบียบแบบแผนต่างๆ พระองค์มีความสนพระทัยในกิจการพระพุทธ
ศาสนาเปน็ อยา่ งยงิ่ ทรงเอาเป็นธุระฝึกหดั อบรมระเบียบ แบบแผน ขนบธรรมเนยี ม จารตี ประเพณี ตลอดถงึ การซ้อม
สวดมนต์ ซ้อมเทศน์ ก็ทรงเอาเป็นธุระด้วยพระองค์เอง การพระศาสนาในระยะนั้นก็ด�ำเนินไปด้วยความเรียบร้อยทุก
ประการ เมอื งและวดั ตา่ งกอ็ ยใู่ นขนั้ กอ่ รา่ งสรา้ งตวั เหมอื นกนั มคี วามสามคั คกี ลมเกลยี วเปน็ อนั ดี เมอื งชว่ ยวดั วดั ชว่ ยดดั
ผลดั กนั ชว่ ยทกุ วนั คนื เสดจ็ ในกรมทรงพยายามจะสรา้ งวดั มชั ฌมิ าวาสใหส้ มบรู ณต์ ามแบบฉบบั แหง่ วดั ในพระพทุ ธศาสนา
จึงโปรดให้สร้างอุโบสถขึน้ ๑ หลัง ทโี่ นนหมากแข้ง ถัดจากเจดียไ์ ปทางทศิ เหนอื ประมาณ ๘ เมตร ทำ� ดว้ ยไม้ หลังคามุง
ดว้ ยกระเบอื้ งไม้ตะเคียนทอง แล้วอาราธนาพระพุทธรปู นาคปรกหนิ ขาว เข้าประดิษฐานเปน็ พระประธานในอโุ บสถนนั้
เพื่อให้พระสงฆ์มีท่ีท�ำสังฆกรรมถูกต้องตามพระวินัย ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานวิสุงคามสีมา และได้รับพระบรม
ราชานุญาต เม่อื วันท่ี ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๙ ปรากฏตามส�ำเนาหนงั สืออนุญาต ดงั ต่อไปนี้
44 หนังสอื ทรี่ ะลกึ พธิ ีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน มศว ๒๕๖๓
(สำ� เนา)
ที่ ๕๖/๒๑๔
มพี ระบรมราชโองการ ประกาศไวแ้ กช่ นทง้ั ปวงวา่ ทเี่ ขตพระอโุ บสถวดั มชั ฌมิ าวาส แขวงเมอื งหนองคาย โดย
ยาว ๒๑ วา กวา้ ง ๑๑ วา พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหมน่ื ประจกั ษศ์ ลิ ปาคม ไดก้ ราบบงั คมทลู พระกรณุ า ขอเปน็ วสิ งุ คามสมี า
พระเจ้าแผ่นดนิ สยามไดท้ รงยินดอี นุโมทนาอนญุ าตแล้ว โปรดให้ กรมการ ปกั ก�ำหนดให้ตามประสงค์ ทรงพระราชอุทศิ
ท่นี ั้นใหเ้ ปน็ ทีว่ ิสุงคามสมี ายกเปน็ แผนกหนึ่งตา่ งจากพระราชอาณาเขต เป็นทว่ี เิ สสส�ำหรับพระสงฆม์ าแต่จาตุทิศทัง้ สี่ ท�ำ
สงั ฆกรรมมีอุโบสถกรรม เป็นตน้
พระราชทานต้ังแต่ ณ วนั ท่ี ๒๗ มกราคม รตั นโกสินทรศก ๑๑๕ พระพทุ ธศาสนกาล ๒๔๓๙ พรรษา เป็นวนั
ท่ี ๑๐๓๐๕ ในรัชกาลปรตั ยุบันนี้
อทิ ํ มยา รญฺญา ปรมนิ ทมหาจุฬาลงกฺ รณ สยามวชิ ิเด รชฺชกํ ารยตา
เสดจ็ ในกรมไดท้ ะนุบำ� รุงวัดมชั ฌิมาวาส ตลอดระยะเวลาท่ปี ระทบั อยู่ค่ายหมากแขง้ เปน็ เวลาหลายปี จนถึง
วันที่ ๑๑ กนั ยายน ร.ศ. ๑๑๘ พ.ศ. ๒๔๔๒ ปกี ุน จงึ มีพระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯ ใหก้ ลับกรงุ เทพมหานครและได้
รบั แตง่ ตง้ั ใหด้ ำ� รงตำ� แหนง่ เสนาบดกี ระทรวงกลาโหม และรง้ั หนา้ ทผ่ี บู้ ญั ชาการทหารเรอื อกี ตำ� แหนง่ หนงึ่ และในปเี ดยี วกนั
น้ีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ (เม่ือครั้งยังเป็นหม่อมเจ้า) ข้าหลวงรองเป็น
เทศาภิบาลมณฑลฝ่ายเหนือ
ในส่วนของประวัติเมืองอุดรนั้น พ.ศ. ๒๔๔๒ ปีกุน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรม
ราชโองการใหเ้ ปลยี่ นชือ่ มณฑลดงั ตอ่ ไปนี้
๑. เมอื งเชยี งใหม่ ล�ำพูน น่าน เถนิ แพร่ และเมอื งขึน้ ของเมืองเหลา่ น้ี ซ่ึงรวมเรียกว่ามณฑลลาวเฉียงต่อนี้
สืบไปใหเ้ รียกวา่ มณฑลฝา่ ยตะวนั ตกเฉยี งเหนอื
๒. เมืองหนองคาย หนองหาร ขอนแก่น ชนบท หลม่ ศักดิ์ กมุทาสัย สกลนคร ชัยบรุ ี โพนพสิ ยั ท่าอุเทน
นครพนม มุกดาหาร รวม ๑๒ หัวเมอื ง และเมอื งขึน้ ของเมอื งเหลา่ นี้ ซึ่งรวมเรียกว่า มณฑลลาวพวนนนั้ ตอ่ นี้สืบไปให้
เรยี กวา่ มณฑลฝา่ ยเหนือ
๓. เมอื งจ�ำปาศกั ดิ์ อบุ ลราชธานี ศรีสะเกษ และเมืองอ่ืนๆ ซ่งึ รวมเรยี กวา่ มณฑลลาวกาวน้นั ตอ่ น้สี บื ไปให้
เรยี กวา่ มณฑลตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
๔. เมอื งพระตะบอง เสยี มราฐ ศรีโสภณ พนมศก และเมืองข้ึนของเมืองเหล่านี้ ซงึ่ รวมเรยี กว่า มณฑลเขมร
ตอ่ น้สี ืบไปใหเ้ รยี กว่า มณฑลตะวันออก
๕. หวั เมอื งในมณฑลนครราชสมี า ซึง่ แบ่งเปน็ ๓ บริเวณ คอื นครราชสมี า พมิ าย ปักธงชยั และจันทึก ซง่ึ
รวมเรียกว่า บรเิ วณนครราชสมี านัน้ ต่อนี้ไปใหร้ วมเรียกวา่ เมอื งนครราชสีมา
๖. เมืองนางรอง บุรีรัมย์ ประโคนชยั พุทไธสง และรัตนบรุ ี ซ่ึงรวมเรยี กวา่ บริเวณนางรองนั้น ตอ่ นสี้ บื ไปให้
รวมเรยี กวา่ เมืองนางรอง ยกเป็นเมืองจัตวาเมอื งหนึ่ง
๗. เมอื งชยั ภมู ิ ภเู ขยี ว เกษตรสมบรู ณ์ จตั รุ สั และบำ� เหนจ็ ณรงค์ ซง่ึ รวมเรยี กวา่ บรเิ วณชยั ภมู นิ น้ั ตอ่ นสี้ บื ไป
ใหร้ วมเรียกว่า เมอื งชัยภูมิ ยกเปน็ เมืองจัตวาเมอื งหนง่ึ
วัดมัชฌมิ าวาส จงั หวดั อดุ รธานี 45
พ.ศ.๒๔๕๐ ปีมะแม มกี ารเปลีย่ นชื่อมณฑล ๔ มณฑล คือ เปลย่ี นชอ่ื มณฑลตะวนั ออกเฉียงเหนือเป็นมณฑล
อีสาน ช่ือมณฑลฝ่ายเหนือเป็นมณฑลอุดร ช่ือมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นมณฑลพายัพ และบริเวณเมือง
นครราชสมี า เมืองนางรอง เมอื งชยั ภมู ิ รวมเป็นมณฑลนครราชสีมา
มณฑลอุดร
มณฑลอุดร พระยาศรสี ุรยิ ราชวรานวุ ตั ร (โพธ)์ิ เปน็ สมุหเทศาภิบาลแบ่งเขตปกครองออกเปน็ ๕ บรเิ วณ คอื
๑. บรเิ วณหมากแขง้ พระรงั สรรค์สรกิจ (เลื่อน) เปน็ ขา้ หลวงบริเวณ ต้ังทท่ี ำ� การอยูท่ เ่ี มืองหนองคาย มี
เมืองปกครองเพยี งเมืองเดียว และมี ๘ อ�ำเภอ คือ
เมอื งหนองคาย พระยาประทมุ เทวาภบิ าล (เสอื ) เปน็ ผวู้ า่ ราชการเมอื ง พระอนรุ กั ษป์ ระชาราษฎรเ์ ปน็ ผชู้ ว่ ย
ผู้วา่ ราชการเมือง มอี ำ� เภอในสังกัด ๘ อ�ำเภอ คอื
๑. อ�ำเภอหมากแขง้
๒. อ�ำเภอหนองคาย
๓. อ�ำเภอทา่ บอ่
๔. อำ� เภอหนองหาร
๕. อำ� เภอกมุทาสัย (ปจั จุบนั น้ีคอื อ�ำเภอหนองบัวลำ� ภ)ู
๖. อ�ำเภอโพนพิสยั
๗. อ�ำเภอรัตนวาปี (ปจั จบุ นั นเ้ี ปน็ ต�ำบลในอำ� เภอโพนพิสัย)
๘. อำ� เภอกุมภวาปี
๒. บริเวณธาตุพนม พระสุนทรเทพกิจจารักษ์ (เลยี่ ง ภมู ริ ัตน์) เป็นขา้ หลวงบริเวณ มเี มืองปกครองเพียง
เมืองเดียวคือ เมืองนครพนม พระยาพนมนครานรุ กั ษ์ (กา พรหมประกาย ณ นครพนม) เป็นผู้วา่ ราชการเมอื ง มอี ำ� เภอ
ในสงั กดั ๑๑ อ�ำเภอ คือ
๑. อ�ำเภอนครพนม
๒. อำ� เภอมุกดาหาร
๓. อ�ำเภอเมืองหนองสูง (ปัจจุบันนเี้ ป็นต�ำบลในอำ� เภอคำ� ชะอี)
๔. อ�ำเภอชยั บรุ ี (ปัจจบุ นั นี้เป็นต�ำบลในอ�ำเภอท่าอเุ ทน)
๕. อ�ำเภอเมอื งทา่ อุเทน
๖. อำ� เภอเมืองเรณนู คร
๗. อ�ำเภอเมอื งอาจสามารถ (ปัจจบุ ันน้ีเป็นต�ำบลในอ�ำเภอเมอื งนครพนม)
๘. อ�ำเภอเมอื งอากาศอำ� นวย
๙. อ�ำเภอเมืองกุสุมาลย์มณฑล
๑๐. อ�ำเภอเมืองโพไพศาล
๑๑. อำ� เภอรามราช
๓. บรเิ วณสกลนคร หลวงวสิ ยั สทิ ธกิ รรม (จนี ) เปน็ ขา้ หลวงบรเิ วณ มเี มอื งปกครองเพยี งเมอื งเดยี วคอื เมอื ง
สกลนคร มพี ระยาประจนั ประเทศธานี (โหงน่ คำ� ) เปน็ ผวู้ า่ ราชการเมอื ง พระอนบุ าลสกลเขต (เมฆ) เปน็ ปลดั เมอื ง มอี ำ� เภอ
ในสังกดั ๕ อ�ำเภอ คือ
46 หนงั สอื ที่ระลึกพิธถี วายผา้ พระกฐินพระราชทาน มศว ๒๕๖๓
๑. อำ� เภอเมืองสกลนคร
๒. อำ� เภอเมอื งพรรณนา (ปัจจบุ นั น้เี รียกวา่ อ�ำเภอพรรณานิคม)
๓. อำ� เภอวาริชภูมิ
๔. อ�ำเภอวานรนวิ าส
๕. อำ� เภอจ�ำปาชนบท (บดั น้ีเปน็ อ�ำเภอพงั โคน)
๔. บริเวณภาชี ขนุ ผดุงแคน้ ประจนั ต์ (ชว่ ง) เปน็ ข้าหลวงบริเวณ มีเมอื งปกครองเพยี งเมืองเดยี ว คอื เมอื ง
ขอนแก่น ผู้ว่าราชการวา่ ง มีอำ� เภอในสังกัด ๔ อำ� เภอ คอื
๑. อำ� เภอเมอื งขอนแก่น
๒. อ�ำเภอเมืองมญั จาคีรี
๓. อ�ำเภอชนบท
๔. อำ� เภอภเู วียง
๕. บรเิ วณนำ้� เหอื ง พระรามฤทธี (สอน) วา่ ทข่ี า้ หลวงบรเิ วณ ตง้ั ทที่ ำ� การกลางเมอื งเลย มเี มอื งในสงั กดั เพยี ง
เมอื งเดยี วคอื เมอื งเลย พระศรีสงคราม (ทา้ ววรบตุ รมณเี หมาภา) เป็นผูว้ ่าราชการเมอื ง มอี �ำเภอในสังกดั ๓ อ�ำเภอ คือ
๑. อำ� เภอเมอื งเลย
๒. อ�ำเภอทา่ ลี่
๓. อ�ำเภออาฮี
ประวตั ิวัดมชั ฌมิ าวาส
พลตรี พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงประจกั ษศ์ ลิ ปาคม สมยั ดำ� รงตำ� แหนง่ เปน็ ขา้ หลวงใหญส่ ำ� เรจ็ ขา้ ราชการ
หวั เมอื งลาวพวน ทรงสร้างโนนหมากแขง้ ขึน้ เป็นวัดมชั ฌมิ าวาส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ พร้อมกับสร้างเมอื งอดุ รธานี สถาน
ทตี่ ัง้ แหง่ วดั มัชฌมิ าวาสเปน็ วดั รา้ งมากอ่ น จะร้างมาแตเ่ มื่อใด และมีชอื่ วา่ อะไร ไมอ่ าจจะทราบได้ แตม่ หี ลกั ฐานทราบวา่
เปน็ วัดรา้ งอยู่ ๒ อย่าง คือ มีเจดีย์ศลิ าแลงตง้ั อยู่ที่โนน (เนิน) และพระพุทธรปู หินขาวปางนาคปรก
การยกฐานะเปน็ พระอารามหลวง
วดั มชั ฌมิ าวาสไดร้ บั พระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานพระบรมราชานญุ าต ใหย้ กเปน็ พระอารามหลวงชนั้ ตรี
ชนิดสามัญ เมือ่ วนั ท่ี ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๗ ดงั สำ� เนาแจ้งความกระทรวงศึกษาธกิ าร ดังต่อไปน้ี
(ส�ำเนา)
แจ้งความกระทรวงศกึ ษา
เรอ่ื ง ยกวัดมัชฌมิ าวาส เปน็ พระอารามหลวง
ดว้ ยทรงพระกรณุ าโปรดพระราชทานพระบรมราชานญุ าตให้ยกวดั มชั ฌิมาวาส
ในเขตเทศบาลเมืองอดุ รธานี อำ� เภอเมอื ง จังหวดั อุดรธานี
เป็นพระอารามหลวงชน้ั ตรี ชนดิ สามัญ
ตั้งแตว่ นั ท่ี ๗ พฤษภาคม ๒๕๐๗ เปน็ ตน้ ไป
แจง้ ความ ณ วันท่ี ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๐๗
หมอ่ มหลวงป่นิ มาลากลุ
รัฐมนตรีการกระทรวงศกึ ษาธิการ
การจัดการศกึ ษา
ในระยะแรก มีการเรียนสวดมนต์ ท่องจ�ำปาติโมกข์ เรียนมูลกัจจายนปกรณ์ แปลปาติโมกข์และคัมภีร์
สมนั ตปาสาทกิ า อาจารยส์ อนประจำ� สำ� นกั คอื พระครธู รรมวนิ ยานยุ ตุ ต์ (เฟอ้ื ย) และอาจารยส์ ขุ สรรพอาษา เพราะในสมยั นน้ั
การศึกษาแผนกนักธรรมและบาลยี งั ไมแ่ พร่ออกมายังหัวเมือง ครนั้ ถงึ พ.ศ. ๒๔๖๖ ทางวัดจึงไดต้ ้ังโรงเรียนนักธรรมขน้ึ
และได้เปดิ สอบเฉพาะนักธรรมช้ันตรี มพี ระสงฆ์เรียนเพยี ง ๑๐ กว่ารูปเท่านั้น เมื่อลูกศิษย์มวี ิทยฐานะมากขนึ้ จงึ ไดเ้ ปดิ
สอนตามลำ� ดบั ดังน้ี
พ.ศ. ๒๔๗๗ เปิดสอนนกั ธรรมนกั โท
พ.ศ. ๒๔๘๓ เปดิ สอนนักธรรมช้ันเอก
พ.ศ. ๒๔๘๔ เปดิ สอนแผนกบาลี
การศกึ ษาท้ังแผนกธรรมและแผนกบาลไี ด้เจรญิ รุดหน้ามาโดยล�ำดบั
48 หนังสอื ท่ีระลกึ พิธถี วายผ้าพระกฐนิ พระราชทาน มศว ๒๕๖๓
การอปุ ถมั ภ์
วดั มชั ฌมิ าวาส เปน็ วดั ของประชาชนทวั่ ไป ไมไ่ ดจ้ ำ� เพาะเจาะจงวา่ เปน็ วดั ของตระกลู นนั้ ของหมบู่ า้ นนน้ั หรอื
ของผู้น้นั แมว้ ัดน้ี พลตรี พระเจา้ น้องยาเธอ กรมหลวงประจกั ษศ์ ลิ ปาคม จะได้ทรงสรา้ งขนึ้ ก็ไม่มีชือ่ ของพระองค์ติดอยู่
ในชื่อวัดเลย ได้ทรงตั้งชื่อว่า “วัดมัชฌิมาวาส” ซ่ึงหมายความว่า เป็นศูนย์กลาง เป็นย่านกลางแห่งการสร้างความดี
ค�ำว่า “กลาง” กห็ มายความวา่ “เป็นของทุกคน” เชน่ ค�ำว่า “ของกลาง” โดยท่ีเสด็จในกรมทรงมอบให้เปน็ สมบตั ขิ อง
ประชาชนทุกคนไม่ได้จ�ำเพาะเจาะจงเหมือนบางวัด ถึงกระนั้นก็ยังทรงมีพระทัยเป็นห่วงอยู่ เหมือนมารดาบิดาได้มอบ
ทรพั ยม์ รดกใหแ้ กบ่ ตุ รธดิ าแลว้ กย็ งั เปน็ หว่ ง คอยเอาใจใสส่ อดสอ่ งดแู ลสมำ�่ เสมอ เพอ่ื แสดงออกซงึ่ นำ�้ พระทยั เสดจ็ ในกรม
ได้ส่งฉายาลักษณ์ (รูปถ่าย) ขนาด ๒๔ นิ้ว แต่งตัวแบบอุบาสก นั่งเก้าอ้ีเต็มองค์ มาไว้ที่วัดมัชฌิมาวาส เมื่อวันที่
๒๙ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๖๖ ทางวดั ไดต้ ง้ั ประดษิ ฐานไวภ้ ายในพระอโุ บสถ ประชาชนทง้ั หลายไดต้ อบสนองความตง้ั พระทยั
แห่งเสด็จในกรมด้วยดี โดยให้การทะนุบ�ำรุงอุดหนุนค้�ำจุนด้วยปัจจัยส่ี และให้ความร่วมมือร่วมใจตลอดมา คร้ันได้รับ
พระบรมราชานญุ าตใหย้ กเปน็ พระอารามหลวงแล้ว ประชาชนก็ยิ่งใหค้ วามอุปถัมภม์ ากขึ้น
ประวัตเิ จ้าอาวาส
เจ้าอาวาสรูปท่ี ๑ พระครูธรรมวินยานุยุตต์ นามเดิม เฟื้อย ประชาชนนิยมเรียกว่า หลักค�ำเฟื้อย หรือ
สงั ฆราชเฟือ้ ย ท่านมีภูมิล�ำเนาเดมิ อยู่อำ� เภอยโสธร จงั หวดั อุบลราชธานี (ภายหลังเป็นจังหวัดยโสธร) ก่อนหนา้ ทจ่ี ะได้
มาครองวัดมชั ฌมิ าวาสน้นั ได้เปน็ เจา้ อาวาสวัดศรสี ะเกษ เมอื งหนองคาย มคี วามสนทิ สนมกับเสด็จในกรมสมยั ประทับที่
เมืองหนองคาย เม่ือได้ทรงสร้างวัดมัชฌิมาวาสขึ้นแล้ว จึงได้อาราธนาให้เป็นเจ้าอาวาส ท่านพระครูธรรมวินยานุยุตต์
มคี วามรแู้ ตกฉานในคมั ภรี พ์ ระปาตโิ มกขท์ งั้ บาลแี ละคำ� แปล ทา่ นไดป้ ระจำ� อยทู่ ว่ี ดั จนถงึ ตน้ พ.ศ. ๒๔๔๒ จงึ ไดท้ ลู ลากลบั
ไปอยเู่ มอื งยโสธร อนั เป็นถ่ินมาตุภูมิ เพ่อื สงเคราะหญ์ าตติ อ่ ไป
เจา้ อาวาสรูปที่ ๒ เม่ือทา่ นพระครธู รรมวินยานุยตุ ต์ (เฟอ้ื ย) ทูลลากลับเมืองยโสธรแล้ว ทางราชการจงึ ได้
อาราธนาพระอาจารย์หนู วดั เมืองหนอง เมอื งหนองคาย (วัดศรีเมอื งในปจั จบุ นั ) ใหม้ าเป็นเจ้าอาวาส ตอ่ มาอาจารยห์ นู
ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูธรรมวินยานุยุตต์ สุทธิศักด์ิคณาภิบาล สังฆปาโมกข์” ต�ำแหน่งเจ้าคณะ
เมอื งอดุ รธานี (เจา้ คณะจงั หวดั ) ทา่ นพระครธู รรมวนิ ยานยุ ตุ ต์ (หน)ู นโี้ ยมมารดาของทา่ นเปน็ ชาวจงั หวดั แพร่ ไดล้ งไปทำ�
ราชการอยู่ในส�ำนักพระราชวังกรุงเทพฯ ภายหลังได้กลับขึ้นไปเมืองแพร่ ส่วนโยมบิดาเป็นคนชาวเมืองหนองคายได้ไป
คา้ ขายทางภาคเหนอื จงึ ได้พบกนั และไดแ้ ต่งงานกัน แล้วกลับมาตัง้ รกรากอยู่ค้มุ วัดเมอื งหนอง เมอื งหนองคาย เมอ่ื ท่าน
ไดอ้ ุปสมบทแลว้ ก็จ�ำพรรษาท่ีวัดเมอื งหนองจนเป็นเถระผู้ใหญ่ คร้นั ถึง พ.ศ. ๒๔๔๒ ปีกนุ วดั มัชฌิมาวาสว่างเจา้ อาวาส
ทางราชการจึงได้อาราธนาให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัด ประชาชนนิยมเรียกท่านว่า “หลวงพ่อเมืองหนอง” ตามชื่อวัดเดิม
หรือ “หลวงพ่อพุทธก้าด” เพราะท่านชอบบ้ังไฟ ประกอบกับท่านชอบระเบียบ เม่ือศิษยานุศิษย์หรือญาติโยมท�ำผิด
แบบแผน ก็มักจะถกู สงั่ สอนอย่างหนกั เลยทเี ดยี ว
พ.ศ. ๒๔๔๙ ปีมะเมีย มหาอ�ำมาตย์ตรี พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ์) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร
ได้สร้างข้ึนทางทิศตะวันตกของเมืองอีกวัดหน่ึง ต่อมาพระวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
วัดราชบพิธ กรงุ เทพฯ ทรงประทานช่อื ว่า “วัดโพธิสมภรณ”์ เพ่ือเปน็ อนุสรณแ์ ก่พระยาศรสี รุ ิยราชวราวตั ร ผูส้ ร้าง
พ.ศ. ๒๔๕๐ ปีมะแม ประมาณเดือนพฤษภาคม ทางราชการได้อาราธนาทา่ นพระครูธรรมวินยานุยตุ ต์ (หน)ู
ให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ โดยจัดเป็นขบวนแห่อย่างครึกคร้ืน ท่านพระครูวินยานุยุตต์ ประจ�ำอยู่ที่วัดโพธิ
สมภรณจ์ นถงึ พ.ศ. ๒๔๗๖ ปรี ะกา จงึ ได้กลับไปอย่วู ดั เมืองหนอง จงั หวดั หนองคาย อันเป็นถนิ่ ปติ ภุ มู ิเน่ืองจากตาท้ัง ๒ ข้าง
พิการมองไม่เหน็ และประกอบกับใน พ.ศ. ๒๔๖๖ ปีกนุ พระยามุขมนตรีศรีสมุหพระนครบาล สมุหเทศาภิบาลมณฑล
วัดมัชฌมิ าวาส จังหวดั อุดรธานี 49
เจ้าอาวาสรปู ที่ ๒ พระครธู รรมวินยานุยตุ ต์ (หนู)
ถา่ ยเม่ือวันท่ี ๔ สงิ หาคม ๒๔๗๕ มรณภาพ เมือ่ พ.ศ.๒๔๗๙ อายุ ๙๓ ปี
อุดร มีความประสงค์จะให้วัดโพธิสมภรณ์ เป็นวัดฝ่ายธรรมยุตินิกาย จึงได้เข้าไปปรึกษาพระเทพเมธี (ติสสเถระ อ้วน)
วดั บรมนวิ าส และพระศาสนโสภณ วดั เทพศริ นิ ทราวาสแลว้ นำ� ความคดิ ขน้ึ กราบทลู พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหลวงชนิ วรสริ วิ ฒั น์
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าจึงมอบให้เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสคัดเลือก
พระเปรยี ญรปู หนง่ึ เพอ่ื สง่ ขนึ้ ไปอยทู่ วี่ ดั โพธสิ มภรณ์ เจา้ อาวาสวดั เทพศริ นิ ทราวาสคดั เลอื กไดพ้ ระครสู งั ฆวฒุ กิ ร (จมู พนธฺ โุ ล
ป.ธ.๓ น.ธ.โท) แลว้ สง่ ขนึ้ ไปประจำ� ทวี่ ดั โพธสิ มภรณ์ ทา่ นพระครธู รรมวนิ ยานยุ ตุ ต์ แมจ้ ะยา้ ยไปอยทู่ ว่ี ดั เมอื งหนอง จงั หวดั
หนองคายแล้วก็ยังคงด�ำรงต�ำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานีอยู่ตามเดิม ทางราชการหาได้ถอดถอนแต่ประการใดไม่
ส่วนงานในหน้าท่ีเจ้าคณะจังหวัดนั้น ท่านพระครูพุทธพจนประกาศ (บุญ ปุญฺญสิริมหาเถระ) รองเจ้าคณะจังหวัดเป็น
ผู้ทำ� แทนทุกอยา่ ง และไดม้ รณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ อายุ ๙๓ ปที ีว่ ัดเมืองหนอง จงั หวัดหนองคาย
เจา้ อาวาสรูปท่ี ๓ พ.ศ. ๒๔๕๐ เม่ือทา่ นพระครูธรรมวนิ ยานุยตุ ต์ (หนู) ไปเป็นเจา้ อาวาสวัดโพธิสมภรณแ์ ลว้
ทางวัดมัชฌิมาวาสก็ว่างจากเจ้าอาวาส ในสมัยนั้นที่วัดมัชฌิมาวาสมีพระเถระผู้ใหญ่อยู่หลายรูป เรียงตามล�ำดับอาวุโส
ดังน้ี ๑. พระสีบุญเรือง ๒. พระสิมมา ๓. พระหนู ๔. พระบุญ ๕. พระแจ่ม ๖. พระอ่อน ๗. พระผา ๘. พระแก้ว
พระเถระทงั้ ๘ รูปน้ี มอี ายพุ รรษาไล่เล่ยี กนั พระสบี ุญเรอื งมีอาวโุ สกวา่ ทกุ รูป จงึ ท�ำหน้าทรี่ กั ษาการเจา้ อาวาสในพรรษาน้ัน
ราวเดือนพฤศจิกายน เกดิ โรคอหิวาตข์ ึ้นท่ี อำ� เภอทา่ บ่อ จงั หวดั หนองคาย มรี าษฎรไปติดเช้อื โรคมา เช้อื โรคไดล้ ุกลามไป
อยา่ งรวดเรว็ มปี ระชาชนเสยี ชวี ติ หลายคน และลกุ ลามเขา้ มาถงึ ในวดั มชั ฌมิ าวาส พระภกิ ษสุ ามเณรในวดั กพ็ ลอยตดิ เชอื้
โรคไปด้วย พระสบี ญุ เรอื งและพระสิมมา ได้ถงึ มรณภาพเพราะโรคอหวิ าต์น้ัน ในเดอื น ๑๒ ปีมะแม นพศก พ.ศ. ๒๔๕๐
พระบุญก็ติดเช้ือโรคเหมือนกัน แต่ก็ไม่ร้ายแรงเท่าใดนัก รักษาอยู่ท่ีวัดจ�ำปา บ้านนาพู่ อ�ำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี
เป็นเวลาเดอื นเศษ ครนั้ ลุ พ.ศ. ๒๔๕๑ ปีวอก ทางราชการจงึ ได้แตง่ ตง้ั ให้ พระบุญ ปุญญฺ สริ เิ ป็นเจ้าอาวาสวดั มัชฌิมาวาส
นับเป็นเจ้าอาวาสรปู ทสี่ าม
พระบุญ ฉายา ปญุ ญฺ สิริ ปลดั กอง โยมบดิ าช่อื ทา ปลดั กอง โยมมารดาชื่อ ปาน ปลดั กอง เกิดที่บ้านดู่ ตำ� บล
บ้านดอน อำ� เภอปักธงชัย จังหวดั นครราชสมี า เมื่ออายไุ ด้ ๑๙ ปี ได้อพยพตดิ ตามผูป้ กครองข้นึ มาตัง้ หลักฐานอยูท่ ่บี า้ น
ท่งุ แร่ ต�ำบลหมมู ่น อ�ำเภอบ้านหมากแข้ง จังหวดั อดุ รธานี
50 หนงั สอื ทีร่ ะลกึ พธิ ถี วายผ้าพระกฐนิ พระราชทาน มศว ๒๕๖๓
เจ้าอาวาสรปู ที่ ๓ พระเทพวิสุทธาจารย์
มรณภาพ ๑๐ มนี าคม พ.ศ.๒๕๑๓ อายุ ๙๖ ปี พรรษา ๗๓
ทม่ี า https://pantip.com/topic/๓๐๖๖๒๓๓๙
พ.ศ. ๒๔๓๗ อายุ ๒๒ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรท่วี ัดโนนสว่าง บา้ นทุง่ แร่ และ พ.ศ. ๒๔๓๘ อายุ ๒๓ ปี
อุปสมบทเป็นภิกษุ ท่ีวัดบ้านบ่อน้อย ต�ำบลเชียงยืน อ�ำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี พระอธิการกันยา วัดสระบัว
บา้ นสร้างแป้น ตำ� บลเชยี งเพ็ง อำ� เภอหมากแขง้ จงั หวัดอดุ รธานี เป็นพระอปุ ัชฌาย์ บรรพชาอปุ สมบทแลว้ อยูจ่ ำ� พรรษา
ท่วี ดั โนนสวา่ ง บา้ นทงุ่ แร่ ๓ พรรษา
พ.ศ. ๒๔๔๐ ปีระกา ยา้ ยส�ำนักเขา้ มาอยวู่ ดั มชั ฌมิ าวาส สมัยพระครธู รรมวนิ ยานยุ ตุ ต์ (เฟอ้ื ย) เปน็ เจา้ อาวาส
ไดร้ บั แตง่ ตง้ั ใหด้ ำ� รงตำ� แหนง่ เจา้ อาวาสวดั มชั ฌมิ าวาส รองเจา้ คณะแขวงบา้ นหมากแขง้ เจา้ คณะแขวงอำ� เภอบา้ นหมาก
แขง้ รองเจา้ คณะเมอื งอดุ รธานแี ละเจา้ คณะจงั หวดั อดุ รธานตี ามลำ� ดบั และไดร้ บั แตง่ ตง้ั เปน็ พระปลดั ฐานานกุ รมของทา่ น
พระครูธรรมวินยานุยุตต์ (หนู) และได้รับพระราชทานสมณศักด์ิ เป็นพระครูพุทธพจนประกาศ เป็นพระราชาคณะ
(เจา้ คุณ) ชั้นสามัญ ราชทินนามว่า “พระธรรมวนิ ยานุยุตต์ สทุ ธิศักด์ิคณาภิบาล สงั ฆปาโมกข”์ และได้รบั พระราชทาน
เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชในนามเดิม คร้ังสุดท้ายได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ
ช้ันเทพ มีราชทินนามว่า “พระเทพวิสุทธาจารย์ สาธุอุทานธรรมวาที ปูชนียฐานประยุต เชษฐวุฒอิสานคณาธิกร
มหาคณิสสร บวรสงั ฆาราม คามวาสี” โดยล�ำดบั
ท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธาจารย์ ได้สร้างสรรค์วัดมัชฌิมาวาสให้เจริญม่ันคงมาตามล�ำดับ ถาวรวัตถุ
และเสนาสนะภายในวัดมีพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ โรงเรยี นปรยิ ัติธรรม และกุฏจิ ำ� นวนมาก ลว้ นแตเ่ กิดข้นึ ในสมยั ที่
พระคุณท่านเป็นเจ้าอาวาสท้ังสิ้น นอกจากจะได้สร้างถาวรวัตถุและปริยัติธรรม สอบนักธรรมช้ันตรี จนถึงชั้น ป.ธ.๖
มนี กั เรยี นส่งเข้าสอบถึงประโยค ป.ธ.๙ จดั วา่ เปน็ สำ� นักเรยี นธรรมและบาลีท่ีใหญ่ท่ีสดุ ในจงั หวดั อดุ รธานี
ทา่ นเจา้ คณุ เทพวสิ ทุ ธาจารยม์ อี ทุ านวาจาวา่ “ดเี นาะ” และวา่ “สำ� คญั เนาะ” และเรยี กคนทว่ั ไปทงั้ พระภกิ ษุ
สามเณรและคฤหสั ถ์วา่ “หลวง” แม้จะเป็นเรอ่ื งเลวร้ายขนาดใดก็ตาม กย็ งั คงใชค้ ำ� พดู วา่ “ดีเนาะ” เช่นเดมิ เชน่ เรือ่ ง
ความตาย คนในครอบครัวตาย เป็นตน้ โดยธรรมดาชาวโลกถือว่าเป็นเรือ่ งเลวร้ายทส่ี ดุ แตพ่ ระคณุ ท่านก็ยังมองเหน็ เป็น
เรอื่ งทดี่ ี จงึ ไดส้ มญานามจากประชาชนว่า “หลวงปูด่ ีเนาะ” แม้แตร่ าชทินนามก็มีค�ำวา่ “สาธอุ ทุ านธรรมวาที” กห็ มายถึง
ค�ำว่า “ดเี นาะ” นน่ั เอง