The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นายสุริศักดิ์ นะโพธิ์ รหัส ๑๐๒ บันทึกการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by surisayawattanasiriyanon, 2021-05-02 23:38:20

นายสุริศักดิ์ นะโพธิ์ รหัส ๑๐๒ บันทึกการเรียนรู้

นายสุริศักดิ์ นะโพธิ์ รหัส ๑๐๒ บันทึกการเรียนรู้

สมุด การวจิ ยั เพอื่ พฒั นาการเรยี นรู้

บนั ทกึ นายสรุ ศิ กั ด์ิ นะโพธิ์

การเรยี นรู้ รหสั นกั ศกึ ษา ๖๑๑๐๑๒๐๑๑๐๒
นักศกึ ษาสาขาวชิ าการสอนภาษาไทย ชนั้ ปีที่ ๓

เสนอ
รองศาสตราจารย์ ดร.สาราญ กาจดั ภยั



คานา

รายงานฉบบั น้เี ป็นสว่ นหนึ่งของรายวชิ าการเรียนรายวชิ าการวจิ ยั เพ่ือ
พัฒนาการเรยี นรู้ รหสั วชิ า ๒๑๐๔๔๐๑๐ เพอ่ื ประกอบการศึกษาความรู้เกี่ยวกบั วิจยั
ประเภทตา่ ง ๆ

ผูจ้ ดั ทาหวงั เป็นอยา่ งยง่ิ วา่ รายงานฉบับน้จี ะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ผสู้ นใจทกุ คน
หากมีขอ้ ผิดพลาดประการใด ผูจ้ ดั ทาขอนอ้ มรับและขออภยั มา ณ ทน่ี ีด้ ้วย

ผู้จัดทา
นายสรุ ศิ กั ด์ิ นะโพธิ์
รหสั นกั ศกึ ษา ๖๑๑๐๑๒๐๑๑๐๒
นักศกึ ษาสาขาวชิ าการสอนภาษาไทย ชั้นปที ่ี ๓

สารบัญ ข

เร่ือง หนา้
คานา ก
สารบัญ ข
ประวัติผู้วจิ ัย ค
สัปดาห์ที่ ๑ ปฐมนิเทศ, แนวคดิ เก่ยี วกับการเรยี นรู้ ๑
สัปดาห์ท่ี ๒ ความรูเ้ บือ้ งต้นเกี่ยวกับการวิจัย, ตวั แปรและประเภทของตัวแปร ๕
สปั ดาหท์ ี่ ๓ ตวั แปรและประเภทของตวั แปร(เพิม่ เติม), ข้อมูลและประเภทของตวั แปร ๙
สปั ดาหท์ ่ี ๔ ประชาการและกล่มุ ตัวอยา่ ง ๑๓
สปั ดาห์ที่ ๕ สมมตฐิ านการวจิ ยั และสมมตฐิ านทางสถติ ิ ๑๗
สปั ดาห์ท่ี ๖ เครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ๒๑
สัปดาหท์ ี่ ๗ วธิ ตี รวจคณุ ภาพเคร่อื งมือวิจยั ๒๕
สัปดาหท์ ่ี ๘ แบบฟอรม์ บทที่ ๑ ๒๙
สัปดาห์ที่ ๙ แบบฟอร์มบทท่ี ๒ ๓๓
สปั ดาหท์ ี่ ๑๐ แบบฟอร์มบทที่ ๓ ๓๗
สัปดาหท์ ี่ ๑๑ แบบฟอร์มบทท่ี ๔ ๔๑
สปั ดาห์ที่ ๑๒ แบบฟอรม์ บทที่ ๕ ๔๕
สปั ดาห์ที่ ๑๓ การวิจัยปฏบิ ัติการในชั้นเรียน ๔๙
สัปดาห์ท่ี ๑๔ การวิเคราะหค์ ุณภาพของแบบทดสอบ ๕๓
สัปดาห์ที่ ๑๕การวิจยั ปฏิบัตกิ ารในช้นั เรียน(เพิ่มเตมิ ) ๕๗
ใบสญั ญาการเรียน ,บนั ทกึ ผลการร่วมกิจกรรมในชัน้ เรยี น ง
ความรู้สึกในรายวชิ า จ



ประวตั ผิ ้จู ดั ทา

● ชอ่ื -สกลุ นายสรุ ศิ กั ด์ิ นะโพธิ์
● วัน เดือน ปเี กดิ ๑ มิถนุ ายน ๒๕๔๒
● สถานทอ่ี ย่ปู ัจจุบัน ๑๐๔ หมู่ ๖ ตาบลชยั พร
อาเภอเมอื งบงึ กาฬ จงั หวัดบงึ กาฬ ๓๘๐๐๐
● ตาแหนง่ ปัจจบุ ัน นักศกึ ษาชนั้ ปที ่ี ๓ สาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร
● สถานที่ศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร ตาบลธาตเุ ชิงชมุ อาเภอเมือง
จังหวัดสกลนคร
● ประวัติการศกึ ษา
พ.ศ. ๒๕๕๔ จบการศึกษาระดบั ประถมศึกษา
จากโรงเรียนบา้ นนาต้อง ตาบลชัยพร
อาเภอเมืองบึงกาฬ จังหวดั บึงกาฬ

พ.ศ. ๒๕๖๐ จบการศึกษาระดบั มัธยมศึกษา จากโรงเรียนบึงกาฬ
ตาบลวศิ ษิ ฐ์ อาเภอเมอื งบงึ กาฬ จงั หวัดบงึ กาฬ

พ.ศ. ๒๕๖๑-ปัจจุบนั นกั ศกึ ษาชัน้ ปีที่ ๓ สาขาวชิ าการสอนภาษาไทย
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร
ตาบลธาตุเชงิ ชุม อาเภอเมอื งสกลนคร จงั หวัดสกลนคร



สปั ดาห์ที่

เรื่อง ปฐมนิเทศรายวชิ า
เรอ่ื ง แนวคิดเก่ยี วกบั การเรยี นรู้



ใบสญั ญาการเรียน บนั ทึกผลการรว่ มกิจกรรมในช้นั เรยี น

คิวอาร์โคด้ ใบความรู้

เรื่อง แนวคิดเกย่ี วกับการเรียนรู้

คาอธบิ ายรายวชิ า การออกแบบการวจิ ัย ๓
การสร้างเครอ่ื งมอื และนวตั กรรมทาง
การศกึ ษา การเก็บรวมรวบขอ้ มูล ข้อตกลงสัญญาการเรยี น เขยี นรายงานการวิจัย
วัตถปุ ระสงค์เพือ่ พฒั นาทกั ษะ ถา้ ไม่มาเรยี นในคาบ ให้ทา สรปุ
การใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รูปและ แผนภาพในคาบนน้ั มาส่ง แผนภาพ
สบื ค้นวิจยั ลา (ต้องมใี บลา) วนั นเี้ รยี นในหัวข้ออะไร
วชิ าการวิจัยเพื่อพฒั นาการเรียนรู้ ตอ้ งมากอ่ นอาจารย์เช็คชื่อ
๒๑๐๔๔๐๑๐ บนั ทึกการเรียนรู้
ชี้แจงแนวปฏบิ ตั ใิ นชัน้ เรียน
อธบิ าย มคอ ๓ มอบหมายงานในเทอมนี้
ปฐมนเิ ทศ

สัปดาหท์ ี่ ๑

ใบความรทู้ ี่ ๑ แนวคดิ เกีย่ วกับการเรียนรู้

ความหมายของการเรียนรู้ พฤตกิ รรมด้านพุทธิพิสัย พฤตกิ รรมดา้ นจิตพิสัย พฤติกรรมด้านพุทธิทักษะพิสัย
พฤตกิ รรมท่ีเกี่ยวข้องกับ ความสามารถของบุคคลในการใชอ้ วัยวะ
การเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมที่ เกดิ จากพลังความสามารถทาง ความร้สู กึ ความเช่ือ เจตคติ คา่ นยิ ม ต่าง ๆ ของร่างกายประสานสัมพันธ์กนั
ค่อนข้างถาวรอนั เน่ืองมาจาก สมอง ซง่ึ ไปมีปฏิสมั พันธก์ ับ
การไดร้ บั ประสบการณ์ สง่ิ แวดลอ้ ม ๑. ขน้ั รบั รู้ ๑. รบั รู้และเลียนแบบ
๒. ขั้นตอบสนอง ๒. ลงมือปฏิบตั ิและทาตามได้
การได้เหน็ ๑. ความรู้ ๓. ขนั้ เห็นคณุ ค่า ๓. ลดความผิดพลาดจนทาถูกตอ้ ง
การได้ยิน ๒. ความเข้าใจ ๔. ขัน้ จัดระบบค่านิยม ๔. ปฏบิ ตั ไิ ด้ชัดเจนและตอ่ เนือ่ ง
๓. การนาไปใช้ ๕. ข้นั สรา้ งลักษณะนสิ ยั ๕. ปฏบิ ตั ิได้อย่างเปน็ ธรรม
การไดก้ ล่ิน ๔. การวิเคราะห์ จากคา่ นยิ ม

การไดล้ ้ิมรส ๕. การสงั เคราะห์
การไดส้ มั ผสั ดว้ ยผิวกาย



ปฐมนเิ ทศ

-อธบิ าย มคอ ๓
วชิ าการวจิ ัยเพ่อื พฒั นาการเรยี นรู้ ๒๑๐๔๔๐๑๐ วตั ถุประสงคเ์ พ่ือพัฒนาทักษะการใช้โปรแกรม
สาเร็จรูปและสบื ค้นวจิ ยั คาอธิบายรายวชิ า การออกแบบการวจิ ยั การสร้างเครือ่ งมอื และ
นวัตกรรมทางการศกึ ษา การเก็บรวมรวบขอ้ มูล
-ชี้แจงแนวปฏบิ ตั ใิ นชนั้ เรียน
ถา้ ไม่มาเรียนในคาบ ให้ทาแผนภาพในคาบนนั้ มาส่งลา (ต้องมีใบลา) ต้องมาก่อนอาจารยเ์ ชค็ ชอ่ื
-มอบหมายงานในเทอมน้ี
บนั ทึกการเรยี นรู้ เขยี นรายงานการวจิ ยั

ใบความรทู้ ี่ ๑ แนวคิดเก่ยี วกับการเรยี นรู้
-ความหมายของการเรียนรู้
การเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมทคี่ อ่ นขา้ งถาวรอันเนื่องมาจากการไดร้ ับประสบการณ์
-พฤตกิ รรมดา้ นพุทธพิ ิสยั
เกิดจากพลงั ความสามารถทางสมอง ซ่ึงไปมีปฏสิ มั พันธ์กบั สิง่ แวดล้อม
-พฤตกิ รรมดา้ นจติ พสิ ยั
พฤติกรรมท่ีเกี่ยวขอ้ งกับความรู้สึก ความเช่ือ เจตคติ คา่ นิยม
-พฤตกิ รรมด้านพทุ ธิทกั ษะพสิ ยั
ความสามารถของบคุ คลในการใชอ้ วยั วะตา่ ง ๆ ของรา่ งกายประสานสัมพนั ธ์กัน



สปั ดาหท์ ี่

เร่ือง ความรเู้ บ้ืองต้นเกี่ยวกบั การวจิ ยั
เร่ือง ตัวแปรและประเภทของตวั แปร



ควิ อารโ์ คด้ ใบความรู้

เร่อื ง ความรู้เบ้อื งตน้ เก่ยี วกับการวิจยั เร่ือง ตวั แปรและประเภทของตัวแปร

ความรู้ เป้าหมายเพ่ือควบคมุ จรรยาบรรณของนักวจิ ัย กกกกาาาารรรรววววิจิจิจจิ ยััยัยัยเเเศชชชกึิงิงงิ ษสสทาหาดยรสลอ้วมัอนจพงหันาสธา์ เหตุ ๗
(กาหนดวิธตี า่ ง ๆในการควบคุม) มี ๙ ขอ้ แบ่งตามความตอ้ งการขอ้ สรุป
ศาสตร์ ระเบยี บวธิ ี เป้าหมายเพ่ือทานาย
(จะมีอะไรเกดิ ข้นึ หรือมีแนวโนม้ อย่างไร) จรรยาบรรณ การวิจยั ปฏบิ ัติ
ศพั ทเ์ ฉพาะ เป้าหมายเพื่ออธิบาย หลักความประพฤตคิ ณุ ธรรม การวจิ ยั ประยุกต์
(สิ่งใดท่ีเปน็ สาเหตทุ าให้เกิด) จริยธรรมของสาขาวิชาศาสตร์ การวิจัยพืน้ ฐาน
การวิจยั (Research) เปน็ การ เป้าหมายเพือ่ บรรยายหรอื พรรณนา แบ่งตามประโยชนก์ ารนาไปใช้
คน้ หาความจริง ในประเดน็ ที่ (ปัญหาทเ่ี กิดขึ้นมีลักษณะอยา่ งไร) นักวจิ ัย การวิจัยเชงิ คุณภาพ
สนใจศึกษา โดยใช้วิธกี ารทีเ่ ป็น หวั ใจของการวจิ ยั คอื จดุ มงุ่ หมาย ผู้ทดี่ าเนินการค้นควา้ หาความรู้ การวิจยั เชิงปรมิ าณ
ระบบ อย่างเปน็ ระบบ แบ่งตามลักษณะข้อมลู ทีไ่ ด้มา
เป้าหมายของการวจิ ัย
ความหมายของการวิจยั จรรยาบรรณของนกั วิจยั การจดั ประเภทของการวจิ ัย

ใบความรู้ที่ ๒
ความร้เู บ้อื งต้นเก่ียวกับการวจิ ยั

สปั ดาหท์ ่ี ๒

ใบความรทู้ ่ี ๓
ตวั แปรและประเภทของตัวแปร

ความหมายของตัวแปร ประเภทของตัวแปร

คุณลักษณะของส่ิงต่าง ๆ ท่ี แบง่ ตามลกั ษณะของขอ้ มูล แบง่ ตามความเป็นเหตเุ ป็นผลตอ่ กัน
สามารถแปรเปลีย่ นค่าไดต้ ั้งแตส่ อง ตัวแปรเชงิ ปรมิ าณ (สามารถนาเลขมาคา่ หาได้) ตวั แปรตน้ / ตวั แปรอิสระ (ตวั แปรสาเหต)ุ
คา่ ข้ึนไป ไม่ว่าจะเปน็ ค่าที่อย่ใู นรปู
ของปรมิ าณ หรอื คณุ ภาพ ตัวแปรเชงิ คณุ ภาพ (ไม่สามารถนาตวั เลขหาค่าได้) ตัวแปรตาม (ตัวแปรผล)
แบ่งตามประเภทของการวจิ ยั (การวิจยั เชงิ ทดลอง)
แบ่งตามระดบั วดั ข้อมูล
ตวั แปรนามบัญญัติ (คณุ ภาพ เปรยี บเทยี บไม่ได้) ตวั แปรจัดกระทา (ตัวแปรตน้ ,วิธสี อน)
ตัวแปรเรียงอันดับ (คณุ ภาพ เปรียบเทยี บได้ ) ตวั แปรแทรกซ้อน (ตัวแปรควบคุม ,เพศ,อาจารย์)
ตัวแปรอันตรภาค (ปรมิ าณ ,อณุ หภมู )ิ ตัวแปรสอดแทรก (ตัวแปรควบคมุ ไม่ได้ ,เหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ)
ตวั แปรอัตราส่วน (ปริมาณ มี ๐ แท้ , อายุ) ตัวแปรตาม (ตัวแปรผล ,ผลสมั ฤทธ)ิ์
ตัวแปรกลาง (การศกึ ษารว่ ม)



ใบความรทู้ ี่ ๒
ความรู้เบอื้ งตน้ เกยี่ วกบั การวจิ ัย

-ความหมายของการวจิ ยั
เปน็ การคน้ หาความจรงิ ในประเดน็ ท่สี นใจศกึ ษา โดยใชว้ ิธกี ารท่ีเปน็ ระบบ
-เป้าหมายของการวจิ ยั
เพือ่ บรรยายหรอื พรรณนา เพอ่ื อธิบาย เพือ่ ทานาย เพอื่ ควบคุม
-จรรยาบรรณของนกั วจิ ยั
จรรยาบรรณ หลักความประพฤติคณุ ธรรมจริยธรรมของสาขาวชิ าศาสตร์
-การจดั ประเภทของการวจิ ยั
แบง่ ตามลกั ษณะข้อมูลท่ีไดม้ า แบง่ ตามประโยชน์การนาไปใช้ แบ่งตามความต้องการข้อสรุป

ใบความรูท้ ่ี ๓
ตัวแปรและประเภทของตวั แปร
-ความหมายของตวั แปร
คณุ ลกั ษณะของสิง่ ตา่ ง ๆ ท่ีสามารถแปรเปลีย่ นคา่ ได้ตงั้ แต่สองคา่ ขึน้ ไป ไมว่ ่าจะเปน็ ค่าทอ่ี ยูใ่ นรูปของ
ปริมาณ หรือคุณภาพ
-ประเภทของตวั แปร
แบ่งตามลกั ษณะของขอ้ มลู
แบง่ ตามระดบั วดั ขอ้ มลู
แบง่ ตามความเปน็ เหตเุ ป็นผลต่อกนั
แบง่ ตามประเภทของการวิจัย (การวิจัยเชงิ ทดลอง)



สัปดาห์ที่

เร่อื ง ตวั แปรและประเภทของตวั แปร (เพิม่ เตมิ )
เรอ่ื ง ข้อมูลและประเภทของตัวแปร



ควิ อารโ์ คด้ ใบความรู้

เรื่อง ตวั แปรและประเภทของตัวแปร (เพม่ิ เตมิ ) เรอ่ื ง ข้อมูลและประเภทของตัวแปร

ขอ้ มูล คอื ขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื รายละเอยี ดของ ข้อมลู ทตุ ยิ ภมู ิ เป็นข้อมูลที่ผวู้ ิจยั ไมไ่ ด้เกบ็ รวบรวม ขอ้ มูลระดับอัตราสว่ น (เชน่ อัตราการขบั ร๑ถ๑)
สิ่งต่าง ๆ ทเี่ กบ็ รวบรวมมาจากการนบั จากแหล่งกาเนดิ โดยตรง
การวดั ดว้ ยแบบทดสอบหรอื แบบสอบถาม ขอ้ มูลปฐมภมู ิ เปน็ ข้อมูลทีไ่ ดม้ าโดยผ้วู ิจยั เกบ็ รวบรวมด้วย ข้อมูลระดบั อนั ตรภาค (เชน่ คะแนนสอบ)
การสังเกต ฯลฯ ซ่ึงอาจเป็นตัวเลขหรือไมใ่ ช่ ตนเอง
ตัวเลข ทส่ี ามารถนามาวเิ คราะห์เพอ่ื หาคาตอบ แบ่งตามแหล่งท่มี าของขอ้ มลู หรอื วิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ข้อมูลระดบั เรยี งอันดับ
ในสง่ิ ท่ผี ูว้ จิ ัยต้องการศึกษา (อะไรกไ็ ด้ท่สี ามารถเปรยี บเทยี บกันได้)
ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมลู ทไี่ ม่สามารถระบไุ ดว้ ่ามากหรอื น้อย ขอ้ มลู ระดบั นามบัญญัติ
(อะไรทร่ี ะบุเป็นตัวเลขไม่ได้ เชน่ เพศ)
ข้อมลู เชิงปรมิ าณ เปน็ ข้อมลู ทีว่ ัดคา่ ออกมาเป็นตวั เลข แบง่ ตามระดับของการวัด

แบง่ ตามลักษณะขอ้ มลู

ความหมายของข้อมูล ประเภทของข้อมลู

ใบความรู้ท่ี ๔
ขอ้ มูลและประเภทของขอ้ มลู

สปั ดาห์ที่ ๓

ใบความรู้ที่ ๕

ประชากร หมายถึง กลุ่มตัวอยา่ ง ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง กลุม่ ตวั อย่างทด่ี ี ข้ันตอนการเลอื กกลุ่มตวั อย่าง

ทง้ั หมดของทกุ หนว่ ยของ ส่วนหนงึ่ ของประชากรทีถ่ ูกเลือกขึน้ มาด้วย เปน็ ตัวแทนทดี่ ขี องประชากร ให้คาจากดั ความของประชากร
สง่ิ ท่ีเราสนใจศึกษา ซง่ึ หน่วยตา่ ง ๆ
อาจเปน็ บุคคล องค์กร สัตว์ สิง่ ของ เทคนคิ การเลอื กกลุ่มตวั อย่างท่เี หมาะสม สาหรับ ควรไดม้ าโดยใช้หลักการความนา่ จะเปน็ และกาหนดขอบเขต
ฯลฯ
ใชใ้ นการศกึ ษาแทนประชากร แล้วน า (สุ่ม) ประมาณขนาดของลุ่มตัวอยา่ ง

ผลสรปุ ท่ีได้บรรยายหรอื สรุปอ้างองิ ถึง ขนาดพอเหมาะ กาหนดเทคนิคการเลอื กกลมุ่
ลกั ษณะประชากรท่ตี ้องการศกึ ษา ตัวอย่าง

ลงมอื ปฏบิ ัตเิ ลือก

กลุ่มตัวอย่าง

๑๒

ใบความรทู้ ่ี ๔

ขอ้ มูลและประเภทของข้อมลู

-ความหมายของขอ้ มลู

ขอ้ มลู คอื ขอ้ เทจ็ จริงหรือรายละเอียดของส่งิ ต่าง ๆ ทเ่ี ก็บรวบรวมมาจากการนบั

การวดั ดว้ ยแบบทดสอบหรอื แบบสอบถาม การสังเกต ฯลฯ ซ่ึงอาจเป็นตวั เลขหรือไม่ใช่

ตัวเลข ทีส่ ามารถนามาวิเคราะห์เพื่อหาคาตอบในสิง่ ทผี่ ู้วจิ ัยตอ้ งการศกึ ษา

-ประเภทของขอ้ มลู

แบ่งตามลกั ษณะขอ้ มลู แบง่ ตามแหล่งที่มาของขอ้ มลู หรือวิธกี ารเก็บรวบรวมข้อมลู

แบง่ ตามระดับของการวดั

ใบความรทู้ ี่ ๕

ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง

-ประชากร หมายถงึ

ทง้ั หมดของทุกหน่วยของส่งิ ท่เี ราสนใจศกึ ษา ซ่งึ หน่วยตา่ ง ๆ อาจเป็น บุคคล องค์กร สัตว์

สิ่งของ ฯลฯ

-กลมุ่ ตวั อยา่ ง

สว่ นหนงึ่ ของประชากรท่ถี ูกเลอื กขนึ้ มาด้วย

เทคนคิ การเลอื กกลุ่มตวั อยา่ งทีเ่ หมาะสม สาหรับใช้ในการศกึ ษาแทนประชากร แล้วน า

ผลสรปุ ทีไ่ ดบ้ รรยายหรือสรุปอ้างอิงถึงลกั ษณะประชากรท่ีตอ้ งการศึกษา

-กล่มุ ตวั อยา่ งทดี่ ี

เป็นตวั แทนที่ดขี องประชากร ควรไดม้ าโดยใชห้ ลกั การความน่าจะเป็น (สมุ่ ) ขนาดพอเหมาะ

-ขน้ั ตอนการเลอื กกลมุ่ ตวั อยา่ ง

ใหค้ าจากดั ความของประชากร ประมาณขนาดของลุม่ ตวั อยา่ ง

กาหนดเทคนิคการเลอื กกลมุ่ ตวั อย่าง ลงมอื ปฏิบตั เิ ลือกกลุ่มตัวอยา่ ง



สปั ดาหท์ ี่

เร่อื ง ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง

๑๔

คิวอารโ์ คด้ ใบความรู้

เรอ่ื ง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

เปน็ การเลอื กตวั อยา่ ง เป็นการเลอื กตัวอยา่ งที่มกี ารจดั ประชากร เปน็ การเลือกตัวอยา่ งแบบท่ี การเลือกตวั อยา่ งโดย๑๕
ออกเป็นพวกหรอื ช้นั โดยยึดหลกั วา่ ภายใน ประชากรอยูร่ วมกนั เปน็ กลมุ่ ๆ
จากหนว่ ยประชากรทม่ี ี ชัน้ เดยี วกันจะตอ้ งมีคณุ ลักษณะท่ตี ้องการ โดยทภ่ี ายในของแตล่ ะกล่มุ มี ใชก้ ารสมุ่ แบบกลุ่มทม่ี ี
เปน็ การเลอื กตวั อย่างทใี่ ห้แต่ คณุ ลกั ษณะของสิง่ ที่ ศกึ ษาเหมือน ๆ กันแตร่ ะหว่างชั้นต้องมคี วาม คุณลกั ษณะท่ีผู้วจิ ัยสนใจ หลายขั้นตอน หรอื ใช้
ละหน่วยในประชากรมีโอกาส ผวู้ จิ ัยสนใจศกึ ษาเหมอื น ๆ แตกตา่ งกันมากทีส่ ดุ การสุ่มแบบแบง่ ชนั้ ทีมี
ถกู เลือกเทา่ ๆ กันแจกแจง กัน หรอื ใกล้เคียงกนั แบบ ศึกษาครบทกุ ลักษณะ และทกุ หลายข้นั ตอน หรือใช้
รายชอื่ ได้ ครบทุกหนว่ ย สุ่มเป็นช่วง ๆ การเลือกตัวอย่างโดยการสมุ่ แบบแบ่งช้ัน กลมุ่ มีคุณลักษณะต่าง ๆ การสมุ่ แบบผสมผสาน

ประชากร และแตล่ ะหน่วยมี การเลือกตัวอยา่ งโดยการสมุ่ เปน็ ระบบ เหล่าน้เี หมือน ๆ กนั ระหวา่ งแบบกลุ่มกบั
คุณลักษณะที่สนใจศึกษา การเลอื กตวั อยา่ งโดยการสมุ่ แบบกลุม่ แบบแบง่ ชั้น

เหมือน ๆ กัน หรอื ใกลเ้ คียงกัน การเลือกตัวอย่างโดยการสุม่ แบบ

การเลือกตวั อย่างโดยการส่มุ อยา่ งง่าย หลายขนั้ ตอน

การเลือกกลุ่มตวั อยา่ งโดยใช้หลักความนา่ จะเปน็

สัปดาหท์ ่ี ๔

การเลอื กตวั อย่างแบบตามสะดวก เลือกตวั อยา่ งโดยไมใ่ ชห้ ลกั ความน่าจะเป็น การเลือกตวั อยา่ งแบบลูกโซ่

เปน็ วธิ ีการเลอื กตัวอยา่ งท่ไี ม่มี การเลอื กตวั อยา่ งแบบโควตา การเลอื กตวั อย่างแบบเจาะจง วธิ ีการเลอื กตัวอย่างน้ี จะ
หลกั เกณฑ์น่นั คอื เลือกใครหรอื หน่วย เริม่ ตน้ จากการค้นหาหนว่ ย
ตวั อย่างใดกไ็ ดจ้ ากแหล่งท่ีเปน็ ศนู ย์ นักวจิ ยั จะทาการจาแนกประชากร เปน็ การเลือกตวั อยา่ งโดยใช้ ตวั อยา่ งมาบางสว่ น (อาจมีเพียง
รวมของขอ้ มูลทผี่ วู้ ิจยั คาดวา่ น่าจะมี ออกเปน็ ส่วนย่อย ๆ หรอื เป็นช้นั ดุลพินิจและการตดั สินใจของนกั วจิ ัย 1 หรอื 2 หน่วยกไ็ ด้) และจะใช้
ผ้ใู หข้ อ้ มลู ในสิ่งทส่ี นใจศกึ ษาได้ ก่อน โดยตวั แปรท่ีใชใ้ นการจาแนกน้นั เปน็ หลกั ในการพจิ ารณาเลือก หนว่ ยตัวอย่างนน้ี าทางไปสู่การหา
ควรจะมีความสัมพันธก์ ับตวั แปร ตัวอยา่ งว่า มลี ักษณะสอดคล้องหรือ หน่วยตัวอย่างต่อไปในลักษณะ
อิสระที่สนใจศกึ ษา เปน็ ตัวแทนที่ดีของประชากรทก่ี าหนด ต่อกันเป็นทอด ๆ
เชน่ เพศ อายุ ระดับการศกึ ษา อาชีพ และเปน็ ไปตามจดุ ม่งุ หมายของการ
เปน็ ตน้ วจิ ัยหรอื ไม่

๑๖

การเลอื กกลมุ่ ตวั อยา่ งโดยใชห้ ลกั ความนา่ จะเปน็

-การเลอื กตวั อยา่ งโดยการสมุ่ อยา่ งงา่ ย เลอื กตวั อย่างท่ใี หแ้ ต่ละหนว่ ยในประชากรมโี อกาสถูกเลือกเทา่ ๆ กันแจกแจง
รายชอ่ื ได้ ครบทกุ หน่วยประชากร และแตล่ ะหน่วยมีคุณลกั ษณะทส่ี นใจศึกษาเหมือน ๆ กัน หรือใกล้เคยี งกัน
-การเลอื กตวั อยา่ งโดยการสมุ่ เปน็ ระบบ เปน็ การเลอื กตัวอย่างจากหนว่ ยประชากรท่ีมีคุณลกั ษณะของส่งิ ที่ผูว้ ิจัย
สนใจศกึ ษาเหมือน ๆ กัน หรือใกลเ้ คยี งกนั แบบสมุ่ เป็นช่วง ๆ
-การเลอื กตวั อยา่ งโดยการสุ่มแบบแบง่ ชนั้ เปน็ การเลือกตวั อย่างท่มี กี ารจัดประชากรออกเปน็ พวกหรือชัน้ โดยยึด
หลกั ว่าภายในชัน้ เดยี วกันจะต้องมีคณุ ลกั ษณะทีต่ ้องการศกึ ษาเหมอื น ๆ กนั แต่ระหว่างชั้นต้องมคี วามแตกต่างกัน
มากท่สี ดุ
-การเลอื กตวั อยา่ งโดยการสุ่มแบบกลมุ่ เปน็ การเลือกตวั อยา่ งแบบที่ประชากรอย่รู วมกนั เป็นกลุม่ ๆ โดยทีภ่ ายในของ
แตล่ ะกลุ่มมคี ุณลกั ษณะที่ผู้วจิ ยั สนใจศึกษาครบทกุ ลักษณะ และทุกกลมุ่ มีคุณลักษณะตา่ ง ๆ เหลา่ น้ีเหมือน ๆ กนั
-การเลอื กตวั อยา่ งโดยการสมุ่ แบบหลายขน้ั ตอน การเลอื กตวั อย่างโดยใชก้ ารสุม่ แบบกล่มุ ท่ีมหี ลายขัน้ ตอน หรือใช้
การสมุ่ แบบแบง่ ช้ันทมี ีหลายขน้ั ตอน หรอื ใชก้ ารสุ่มแบบผสมผสานระหว่างแบบกลุ่มกบั แบบแบง่ ชน้ั

เลอื กตวั อยา่ งโดยไมใ่ ช้หลกั ความนา่ จะเปน็
-การเลอื กตวั อยา่ งแบบลกู โซ่ วธิ ีการเลือกตวั อย่างน้ี จะเรมิ่ ตน้ จากการค้นหาหนว่ ยตวั อย่างมาบางส่วน (อาจมเี พยี ง
1 หรอื 2 หนว่ ยกไ็ ด้) และจะใช้หนว่ ยตวั อยา่ งน้ีนาทางไปสู่การหาหน่วยตัวอย่างต่อไปในลักษณะต่อกันเปน็ ทอด ๆ
-การเลอื กตวั อยา่ งแบบเจาะจงเป็นการเลือกตวั อย่างโดยใชด้ ุลพินิจและการตัดสินใจของนักวจิ ัยเป็นหลักในการ
พจิ ารณาเลือกตวั อย่างวา่ มลี กั ษณะสอดคล้องหรือเป็นตัวแทนทดี่ ีของประชากรท่ีกาหนด
-การเลอื กตวั อยา่ งแบบโควตานกั วิจัยจะทาการจาแนกประชากรออกเป็นสว่ นย่อย ๆ หรอื เป็นชน้ั กอ่ น โดยตัวแปรท่ีใช้
ในการจาแนกนนั้ ควรจะมคี วามสัมพนั ธ์กบั ตวั แปรอิสระทีส่ นใจศกึ ษา เชน่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ เป็นต้น
-การเลอื กตวั อยา่ งแบบตามสะดวก เปน็ วิธีการเลอื กตัวอยา่ งทไี่ ม่มหี ลักเกณฑน์ นั่ คือเลอื กใครหรอื หน่วยตัวอยา่ งใด
ก็ได้จากแหล่งที่เปน็ ศนู ย์รวมของข้อมลู ที่ผวู้ ิจัยคาดว่านา่ จะมผี ใู้ ห้ข้อมลู ในส่ิงท่ีสนใจศึกษาได้



สปั ดาหท์ ่ี

เรื่อง สมมตฐิ านการวิจยั และสมมตฐิ านทางสถติ ิ

๑๘

ควิ อารโ์ คด้ ใบความรู้

เร่ือง สมมติฐานการวจิ ัย และสมมตฐิ านทางสถิติ

แบบไม่มีทิศทาง เปน็ การเขียนทไี่ ม่ไดร้ ะบุทศิ ทาง ๑๙
ของความสมั พนั ธข์ องตัวแปร
หรอื ทศิ ทางของความแตกตา่ งเพียงแต่ระบวุ ่ามี แบบมีทศิ ทาง เปน็ การเขยี นโดยระบทุ ศิ ทางของความสัมพนั ธ์
ความสัมพนั ธ์กนั หรือแตกตา่ งกนั เท่าน้ัน ของตวั แปรวา่ สัมพนั ธใ์ นทางใด (สมั พันธก์ นั ทางบวก หรือ
ทางลบ) หรือถ้าเป็นการเปรียบเทียบก็สามารถ ระบุถงึ ทศิ ทาง
ของความแตกต่างไดว้ ่ามากกว่าหรือนอ้ ยกวา่

สมมตฐิ านทางการวจิ ัย (Research hypothesis) เป็นข้อความท่เี ขียนขนึ้ เพ่อื
แสดงคาตอบของปญั หาการวิจัยทีผ่ ้วู ิจยั คาดคะเนไว้ล่วงหน้าอยา่ งมเี หตุผล ซึง่ ใน
การเขยี นสมมติฐานทางการวจิ ัยสามารถเขียนไดอ้ ยา่ งใดอยา่ งหน่ึงใน 2 แบบ คือ

สมมติฐานทางการวจิ ยั

สปั ดาห์ที่ ๕

สมมติฐานทางการวจิ ัย และสมมตฐิ านทางสถิติ

สมมตฐิ านทางสถติ ิ
สมมติฐานทางสถิติ (Statistical hypothesis) เป็นสมมุติฐานทผ่ี วู้ ิจยั กาหนดขน้ึ
สาหรบั ใช้เพ่อื การทดสอบตามกระบวนการทางสถิติ ซึ่งในการกาหนดนนั้ จะต้อง
กาหนดควบคู่กันทง้ั สองประเภท คือ (1) สมมุติฐานกลาง (Null hypothesis) เขียนแทน
ด้วย H0 และ (2) สมมุตฐิ านทางเลอื ก (Alternative hypothesis) เขยี นแทนด้วย H1

ยอมรับ H0 ซึง่ กรณที ี่ผลการทดสอบสมมตฐิ านพบว่า ความ ปฏิเสธ H0 แลว้ ไปยอมรับ H1 แทน ซง่ึ กรณนี ี้ตอ้ งมคี วามผิดพลาดอนั
ผดิ พลาดอนั เน่ืองมาจากปฏเิ สธ H0 ทง้ั ๆ ที่ H0 ถกู ตอ้ งอยแู่ ล้ว เนอื่ งมาจากปฏเิ สธ H0 ทั้ง ๆ ท่คี วามเป็นจรงิ H0 ถกู ต้องอย่แู ลว้ (Type I
มคี า่ มากกวา่ ระดบั นยั สาคญั error) ไมเ่ กินระดบั นยั สาคัญทางสถิติ

๒๐

สมมตฐิ านทางการวจิ ยั และสมมตฐิ านทางสถติ ิ

-สมมตฐิ านทางการวจิ ยั
สมมติฐานทางการวิจัย (Research hypothesis) เปน็ ข้อความท่เี ขยี นข้นึ เพ่ือ
แสดงคาตอบของปัญหาการวจิ ยั ที่ผู้วิจยั คาดคะเนไว้ลว่ งหน้าอยา่ งมเี หตุผล ซงึ่ ในการเขียนสมมตฐิ านทางการ
วิจัยสามารถเขยี นไดอ้ ย่างใดอย่างหนงึ่ ใน 2 แบบ คอื

แบบไม่มีทศิ ทาง เปน็ การเขยี นที่ไม่ไดร้ ะบทุ ศิ ทางของความสัมพนั ธ์ของตวั แปร
หรือทิศทางของความแตกต่างเพยี งแต่ระบุวา่ มคี วามสมั พนั ธ์กนั หรอื แตกต่างกันเทา่ นั้น

แบบมที ิศทาง เปน็ การเขียนโดยระบุทิศทางของความสัมพันธ์ของตัวแปรว่าสมั พนั ธใ์ นทางใด
(สัมพนั ธ์กันทางบวก หรือทางลบ) หรือถ้าเปน็ การเปรียบเทยี บก็สามารถ ระบถุ งึ ทศิ ทางของความแตกต่างได้ว่า
มากกว่าหรอื นอ้ ยกวา่
-สมมตฐิ านทางสถติ ิ
สมมติฐานทางสถิติ (Statistical hypothesis) เปน็ สมมตุ ฐิ านทผี่ วู้ ิจัยกาหนดขนึ้
สาหรับใชเ้ พอ่ื การทดสอบตามกระบวนการทางสถิติ ซึ่งในการกาหนดนน้ั จะต้องกาหนดควบค่กู ันท้งั สอง
ประเภท คอื (1) สมมตุ ิฐานกลาง (Null hypothesis) เขยี นแทนดว้ ย H0 และ (2) สมมุติฐานทางเลอื ก (Alternative
hypothesis) เขยี นแทนดว้ ย H1



สัปดาห์ที่

เรื่อง เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู

๒๒

ควิ อารโ์ คด้ ใบความรู้

เรอื่ ง เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล

ลกั ษณะข้อมลู ท่ีเหมาะกับการใช้ เป็นการสนทนาอยา่ งมี การสมั ภาษณ์นิยมใช้กับ เปน็ ชดุ ของขอ้ คาถามทส่ี ร้าง ๒๓

การสงั เกตเป็นข้อมูลจากแหล่ง จุดมุ่งหมายระหว่าง ขอ้ มลู เก่ยี วกบั ความรสู้ ึก ข้นึ ในรปู ของเอกสารทง้ั ใน
ปฐมภมู ิและสว่ นใหญ่มักเป็น ผสู้ มั ภาษณ์ (ผู้เก็บรวบรวม ความสนใจ ความคดิ เห็น ลักษณะท่ีกาหนดและไม่ได้
ข้อมลู เชงิ คณุ ภาพ ถ้าหน่วยทถี่ ูก ข้อมูล) กับผู้ถกู สมั ภาษณ์ และทศั นคติในเรื่องต่าง ๆ ซง่ึ กาหนดคาตอบ เพ่อื ให้ผตู้ อบได้
สังเกตเปน็ บคุ คลหรอื กลุม่ บคุ คล อา่ นแล้วตัดสนิ ใจเลอื กหรอื
เครอื่ งมือชนดิ น้ีใช้ตัว มักเป็นขอ้ มูลทผ่ี ูถ้ กู สังเกตไมเ่ ตม็ (ผใู้ ห้ข้อมลู ) เกี่ยวกบั เร่อื งท่ี เปน็ ข้อมูลดา้ นจติ อารมณ์ เขยี นคาตอบตามคาชแ้ี จงที่ระบุ
บคุ คล (ผ้สู ังเกต) ทาหนา้ ท่ี ใจทีจ่ ะเลา่ ออกมาเปน็ คาพูด อาจ ต้องการศึกษา และมกี าร (Effective domain) และบาง ไว้ ซึง่ ในการวิจยั โดยทัว่ ไป
ในการวัดโดยใช้ประสาท เพราะไมแ่ น่ใจข้อเท็จจริง บันทกึ ข้อมูลต่าง ๆ จากการ โอกาสก็อาจใช้กบั ข้อมลู ทาง มักจะเป็นการสอบถามบุคคลท่ี
สมั ผัสทางการได้เห็น และ สัมภาษณ์ อาจดว้ ยวธิ กี าร ด้านพทุ ธปิ ญั ญา (Cognitive เปน็ กลุ่มตัวอยา่ ง
ได้ยนิ เป็นสาคญั ในการ การสังเกต จดบันทกึ หรืออัดเทปกไ็ ด้ domain) ได้ด้วย
ติดตามเฝา้ ดู การแสดง
พฤตกิ รรมของบุคคล การสัมภาษณ์ ลักษณะข้อมูลทเี่ หมาะกับการใช้
กลุ่มคน ปรากฏการณ์ แบบสอบถาม เปน็ ขอ้ มูลเกี่ยวกับ
ต่าง ๆ แล้วทาการบันทกึ
ส่งิ ทส่ี ังเกตไดต้ ามความ ความคิดเหน็ ความร้สู ึก ความเชอ่ื
เปน็ จรงิ ลงในแบบบันทกึ
สปั ดาห์ที่ ๖ แบบสอบถาม ความต้องการ ความสนใจ ความพงึ
พอใจตอ่ สิง่ ใดสงิ่ หน่งึ หรอื ขอ้ มูล

เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ส่วนตวั ตา่ ง ๆ ของผตู้ อบ

การสังเกต

โดยท่วั ไปแบบทดสอบ (Test) แบบทดสอบ การประเมนิ จากการปฏบิ ัติ โดยทวั่ ไปมกั เปน็ ทกั ษะตา่ ง ๆ
จะใชว้ ดั ความสามารถของ

บุคคลในด้านสตปิ ญั ญา แบบทดสอบมีหลายประเภท เปน็ กระบวนการเก็บรวบรวม ทง้ั ทักษะการปฏบิ ัติ (Practical
(Cognitive) โดยสรํา้ งเป็นชดุ ขึ้นอยกู่ บั เกณฑ์ทีใ่ ชใ้ นการ ข้อมลู เก่ียวกบั พฤติกรรมการเรยี นรู้ skills) และทักษะทางสมองหรือทาง
ของข้อคาถามต่าง ๆ เกีย่ วกับ จาแนก ซึ่งโดยทั่วไปใน ของผเู้ รยี น ผา่ นการลงมอื ปฏบิ ตั ิ สติปญั ญา (Cognitive skills)
ตวั แปรท่ีต้องการศกึ ษา เพ่ือ การวจิ ยั ทางการศกึ ษา จริงตามภาระงานทไ่ี ด้ออกแบบไว้ แล้ว และบางงานทีป่ ฏบิ ัตอิ าจประเมนิ
กระต้นุ ให้กลุม่ ตวั อย่างหรอื โดยเฉพาะทางหลกั สตู รและ นาข้อมูลทไ่ี ดม้ าวิเคราะห์ให้ได้ รวมไปถงึ คุณลักษณะนิสยั ในการ
ผสู้ อบแสดงพฤตกิ รรม การสอน นิยมแบ่งประเภท สารสนเทศสาหรบั พฒั นาผเู้ รียน หรือ ทางาน ซึ่งการประเมนิ
ตอบสนองอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ของแบบทดสอบ ตัดสินคุณภาพการเรยี นรู้ การปฏบิ ตั ิมลี กั ษณะสาคัญ
ทสี่ ามารถวดั และสงั เกตได้ วดั พฤติกรรมดา้ นสติปัญญา

๒๔

เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู

-การสงั เกต
ลักษณะข้อมลู ทเ่ี หมาะกับการใช้การสังเกตเป็นขอ้ มูลจากแหล่งปฐมภมู ิและส่วนใหญ่มักเปน็ ข้อมูลเชิงคณุ ภาพ ถา้
หน่วยทถี่ กู สงั เกตเปน็ บุคคลหรอื กลุม่ บคุ คล มักเปน็ ข้อมูลทผ่ี ถู้ ูกสงั เกตไมเ่ ต็มใจทจี่ ะเลา่ ออกมาเป็นคาพูด อาจ
เพราะไมแ่ น่ใจขอ้ เทจ็ จริง
-การสมั ภาษณ์
เป็นการสนทนาอยา่ งมีจุดมุง่ หมายระหว่าง
ผสู้ ัมภาษณ์ (ผู้เก็บรวบรวมขอ้ มูล) กบั ผถู้ กู สมั ภาษณ์ (ผู้ใหข้ อ้ มลู ) เกย่ี วกบั เรือ่ งทต่ี อ้ งการศกึ ษา และมีการ
บันทึกข้อมูลตา่ ง ๆ จากการสมั ภาษณ์ อาจด้วยวิธกี ารจดบนั ทกึ หรืออดั เทปกไ็ ด้
-แบบสอบถาม
เปน็ ชุดของข้อคาถามท่สี รา้ งขน้ึ ในรปู ของเอกสารทัง้ ใน
ลักษณะทกี่ าหนดและไมไ่ ดก้ าหนดคาตอบ เพ่อื ให้ผูต้ อบไดอ้ ่านแล้วตัดสินใจเลือกหรือเขยี นคาตอบตามคาช้ีแจงท่ี
ระบไุ ว้ ซง่ึ ในการวิจยั โดยทัว่ ไป มกั จะเป็นการสอบถามบคุ คลทีเ่ ปน็ กลมุ่ ตัวอย่าง
-การประเมนิ จากการปฏบิ ตั ิ
เปน็ กระบวนการเก็บรวบรวม
ขอ้ มูลเก่ียวกับพฤติกรรมการเรียนร้ขู องผเู้ รยี น ผ่านการลงมอื ปฏิบตั จิ รงิ ตามภาระงานทีไ่ ดอ้ อกแบบไว้ แลว้ นา
ขอ้ มลู ท่ีไดม้ าวเิ คราะห์ให้ได้สารสนเทศสาหรบั พัฒนาผ้เู รยี น หรอื ตดั สินคุณภาพการเรยี นรู้
-แบบทดสอบ
แบบทดสอบมีหลายประเภท ข้นึ อยกู่ ับเกณฑ์ท่ใี ชใ้ นการจาแนก ซ่ึงโดยทัว่ ไปใน
การวิจัยทางการศึกษา โดยเฉพาะทางหลกั สูตรและการสอน นยิ มแบง่ ประเภทของแบบทดสอบ
วดั พฤติกรรมดา้ นสตปิ ัญญา



สปั ดาหท์ ่ี

เรื่อง วิธตี รวจสอบคณุ ภาพเครื่องมอื วจิ ยั

๒๖

คิวอารโ์ คด้ ใบความรู้

เร่อื ง วธิ ีตรวจสอบคุณภาพเครื่องมอื วจิ ัย

มกี ารแปลความหมายของ ๒๗
คะแนน
มีการตรวจให้คะแนน มี ตรงตามพยากรณ์ (ข้อสอบวัดแววความเปน็ คร)ู
ความคงเส้นคงวา ตรงตามสภาพ (คนมสี ภาพอยา่ งไรผลกเ็ ป็นอย่างนัน้ )
ความชดั เจนของคาถาม ความตรงตามเกณฑส์ ัมพนั ธ์ (การเอาไปสัมพันธก์ บั เกณฑต์ วั ใดตวั หนงึ่ )
ความตรงตามโครงสร้าง พูดถงึ ตัวแปรทางจติ วิทยา
ความเปน็ ปรนัยท้ังแบบสัมภาษณ์ ความตรงตามเนือ้ หา ตรงตามจดุ ประสงค์ ตรงตามตัวช้วี ดั
และแบบสอบถาม เครือ่ งมือวจิ ัยทุกประเภทความเทีย่ งตรงถือวา่ สาคญั ท่ีสดุ

ความเทีย่ งตรง

สัปดาหท์ ี่ ๗

ความเชื่อมนั่ วธิ ตี รวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจยั และสถิติทีใ่ ช้ อานาจจาแนก R

ความคงที่ในการวดั กลา่ วคือ ไมว่ า่ จะวัดก่คี รัง้ ๆ ก็ ความยาก P ข้อคาถามของเครื่องมอื วิจยั ต้องมีอานาจจาแนก
ตามจะไดผ้ ลคงทีเ่ สมอ อปุ มาเหมือนตาชัง่ ที่ ๐.๒๐ – ๐.๘๐
สามารถบอกนา้ หนักของวตั ถกุ ้อนหน่งึ เทา่ เดมิ ไม่ เข้าใกล้ ๑ = ง่าย จะแยกออกเป็นกลุ่มชัดเจน
ว่าจะเอาวตั ถกุ อ้ นน้นั มาชง่ั ก่ีครั้งก็ตาม ตาช่ังน้นั ก็ เข้าใกล้ ๐ = ยาก (คนเก่งต้องตอบถกู คนไม่เกง่ ตอบไม่ถูก)
จะมคี วามเชอื่ ม่นั สูง โดยค่าความเช่ือมนั่ ของ เข้าใกล้ ๐.๕ =ดมี าก ต้องมีคา่ ต้งั แต่ ๐.๒๐ ขึ้นไป มากเท่าไหรย่ ิ่งดี
แบบทดสอบใดๆ มคี ่าอยู่ระหวา่ ง ๐.๐๐ ถึง ๑.๐๐ ใกล้ ๑ ยิ่งดี

ใกล้ ๐ ไม่ดี

๒๘

วิธตี รวจสอบคณุ ภาพเครอ่ื งมอื วจิ ยั และสถติ ทิ ใ่ี ช้

-ความเป็นปรนยั ทั้งแบบสมั ภาษณแ์ ละแบบสอบถาม
ความชัดเจนของคาถาม มกี ารตรวจใหค้ ะแนน มีความคงเสน้ คงวา มีการแปลความหมายของ
คะแนน
-ความเที่ยงตรง (เคร่อื งมือวิจัยทกุ ประเภทความเทยี่ งตรงถือวา่ สาคญั ที่สุด)
ความตรงตามเนอ้ื หา ตรงตามจุดประสงค์ ตรงตามตวั ชีว้ ดั
ความตรงตามโครงสรา้ ง พดู ถึงตวั แปรทางจติ วิทยา
ความตรงตามเกณฑ์สมั พนั ธ์ (การเอาไปสัมพนั ธก์ ับเกณฑต์ ัวใดตวั หนงึ่ )
-อานาจจาแนก R
ขอ้ คาถามของเครอื่ งมอื วิจยั ตอ้ งมีอานาจจาแนก
จะแยกออกเป็นกลุ่มชัดเจน
ตอ้ งมคี า่ ตงั้ แต่ ๐.๒๐ ขนึ้ ไป มากเทา่ ไหร่ยิ่งดี
ใกล้ ๑ ยิ่งดี
ใกล้ ๐ ไม่ดี
-ความยาก P
๐.๒๐ – ๐.๘๐
เขา้ ใกล้ ๑ = ง่าย
เข้าใกล้ ๐ = ยาก
เขา้ ใกล้ ๐.๕ =ดีมาก
-ความเชื่อมนั่
ความคงที่ในการวัด กล่าวคือ ไมว่ า่ จะวดั กี่คร้งั ๆ กต็ ามจะไดผ้ ลคงทเ่ี สมอ อุปมาเหมือนตาช่งั ท่ี
สามารถบอกนา้ หนกั ของวตั ถุก้อนหนง่ึ เท่าเดิม ไมว่ า่ จะเอาวัตถุกอ้ นน้ันมาช่งั ก่ีครัง้ กต็ าม ตาช่ังน้นั
กจ็ ะมีความเชือ่ ม่ันสงู โดยค่าความเช่อื มน่ั ของแบบทดสอบใดๆ มคี า่ อยรู่ ะหวา่ ง ๐.๐๐ ถงึ ๑.๐๐



สัปดาหท์ ่ี

เรอ่ื ง โครงร่างวิจัย
เรื่อง แบบฟอรม์ บทที่ ๑

๓๐

ควิ อารโ์ คด้ ใบความรู้

เรื่อง โครงร่างวจิ ยั เร่อื ง แบบฟอร์มบทท่ี ๑

๓๑

การวิจัยคร้ังนี้ ผ้วู ิจยั ได้กาหนดคาถามของการ การวิจยั คร้ังนผ้ี ้วู จิ ยั ไดก้ าหนดความ
วจิ ยั ไว้ดังนี้
สว่ นสาคญั ของงานวจิ ยั เพราะเป็น ๑......นวตั กรรม).................มปี ระสทิ ธิภาพตาม มุ่งหมายของการวิจยั ไว้ ดังนี้
ส่วนที่นาผู้อ่านให้เข้าใจและเหน็ เกณฑ์.......................หรือไม่
ความสาคญั ของการทาวจิ ัยในเร่ือง อยา่ งไร ๑.เพอ่ื พฒั นาและหาประสิทธภิ าพ
น้ี ภูมิหลังเปน็ สว่ นเร่ิมตน้ ของเค้า ๒......นวัตกรรม).........มปี ระสิทธผิ ลตามเกณฑ์
โครงงานวจิ ยั เพอื่ ขอทุนสนับสนุน ..............................หรือไม่ อยา่ งไร ของ........................ตามเกณฑ์...................
หรือขออนุมัติทาวิทยานิพนธ์ และจะ
ปรากฏในงานวิจัยฉบบั สมบูรณ์ ๒.เพือ่ หาประสทิ ธผิ ลของ..............ตาม
ด้วย
เกณฑ์................................................. การวจิ ยั คร้ังนี้ มีความสาคัญตาม

ประเด็นตา่ ง ๆ ดงั น้ี

คาถามการวจิ ัย ความมุ่งหมายของการวจิ ัย ๑.ได้.........................ทีม่ ปี ระสิทธิภาพและ
ประสทิ ธผิ ลสามารถนาไปใช้................

ภูมหิ ลัง ๒.เป็นแนวทาง................................

นิยามศัพทเ์ ฉพาะ สัปดาห์ที่ ๘ ความสาคญั ของการวจิ ัย
การวิจัยคร้งั นี้ ผู้วจิ ัยได้ สมมติฐานของการวจิ ยั
บทท่ี ๑

นยิ ามศัพท์เฉพาะ ดังนี้ กรอบแนวคิดของการวจิ ัย ขอบเขตการวิจยั การวจิ ยั ครงั้ น้ี ผู้วจิ ัยไดก้ าหนดสมมติฐานของ
1.......................หมายถึง..................... การวจิ ยั ดังนี้
2.......................หมายถึง................... การวจิ ัยครัง้ น้ี ผู้วจิ ยั ได้กาหนดกรอบแนวคิด ๑. ขอบเขตด้านประชากรและกลมุ่ ๑............มีประสทิ ธภิ าพ.......เกณฑท์ ีต่ ัง้ ไวท้ ่ี.......
(นวัตกรรม, ตวั แปรทกุ ตวั , ของการวิจัย ดงั นี้ ตัวอย่าง ๒............มีประสิทธผิ ลตามเกณฑท์ ่ตี ง้ั ไวท้ ่ี..........
............และอน่ื ๆ ทจี่ าเป็น) ............................................................................................................ ๒. ขอบเขตด้านตัวแปร
(เขียนใหเ้ ห็นความเกี่ยวขอ้ งสัมพนั ธก์ ันระหวา่ ง ๓. ขอบเขตดา้ นเนื้อหา
ประเดน็ หรือตวั แปรตา่ ง ๆ ท่ีสนใจศกึ ษา) ๔. ขอบเขตดา้ นระยะเวลาในการ
ทดลองใช้

๓๒

แบบฟอร์มบทท่ี ๑

-ภูมิหลัง สว่ นสาคัญของงานวจิ ัย เพราะเปน็ ส่วนทนี่ าผู้อ่านใหเ้ ข้าใจและเห็นความสาคญั ของการทาวิจยั ในเรอ่ื งนี้
-คาถามการวจิ ยั
๑......นวัตกรรม).................มีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์.......................หรือไม่
อยา่ งไร
๒......นวัตกรรม).........มีประสิทธผิ ลตามเกณฑ์..............................หรอื ไม่ อยา่ งไร
-ความม่งุ หมายของการวจิ ยั
๑.เพ่ือพัฒนาและหาประสทิ ธิภาพของ........................ตามเกณฑ์...................
๒.เพื่อหาประสิทธิผลของ..............ตามเกณฑ์.................................................
-ความสาคญั ของการวจิ ยั
๑.ได้.........................ท่มี ีประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ลสามารถนาไปใช้................
๒.เป็นแนวทาง................................
-สมมตฐิ านของการวจิ ยั
๑............มปี ระสทิ ธภิ าพ.......เกณฑท์ ต่ี ้ังไว้ท.่ี ......
๒............มีประสทิ ธิผลตามเกณฑ์ทีต่ ้งั ไว้ที่..........
-ขอบเขตการวิจยั
๑. ขอบเขตดา้ นประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
๒. ขอบเขตด้านตัวแปร
๓. ขอบเขตด้านเนอื้ หา
๔. ขอบเขตด้านระยะเวลาในการทดลองใช้
-กรอบแนวคิดของการวจิ ัย(เขยี นใหเ้ หน็ ความเกย่ี วขอ้ งสมั พันธ์กนั ระหว่างประเด็นหรือตวั แปรตา่ ง ๆ ทส่ี นใจศกึ ษา)
-นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ (นวัตกรรม, ตัวแปรทกุ ตวั , ............และอืน่ ๆ ที่จาเป็น)



สัปดาหท์ ี่

เร่อื ง บทท่ี ๒
เร่อื ง แบบฟอร์มบทท่ี ๒

๓๔

ควิ อารโ์ คด้ ใบความรู้

เร่อื ง บทท่ี ๒ เรือ่ ง แบบฟอรม์ บทท่ี ๒

๑.หนังสอื หรอื ตารา ๓๕
๒.รายงานการวิจัย /วิทยานพิ นธห์ รอื ปรญิ ญานิพนธ์
เปน็ การศกึ ษาเอกสารทางวิชาการ และงานวิจยั ของ ๓. บทคัดยอ่ งานวจิ ยั /วทิ ยานพิ นธ์
นกั วิจยั คนอ่ืน ๆ ที่จดั ทาขึ้น ทงั้ ในอดตี และปจั จบุ นั ท่ีมเี นือ้ หา ๔. บทความทางวชิ าการ/บทความวจิ ัย จากวารสารต่างๆ
เกย่ี วข้องหรอื สัมพนั ธ์กบั ชือ่ เรื่องตัวแปรทสี่ นใจศึกษา แนวคดิ / ๕. สารานกุ รม/พจนานุกรม/อื่น ๆ
ทฤษฎีตา่ ง ๆ ท่ีนาใชใ้ นงานวจิ ยั สารสนเทศที่ไดจ้ ากการศกึ ษา ๖. รายงานประจาปีของหนว่ ยงานตา่ ง ๆ
คน้ คว้าดังกลา่ ว จะเปน็ แนวทางในการกาหนดแผนของการวจิ ยั ๗. คมู่ ือ
ทผ่ี วู้ ิจยั จะทาตอ่ ไป ๘. การสืบค้นจากฐานข้อมลู /อนิ เตอรเ์ นต็
๙. อื่น ๆ

การศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทีเ่ กยี่ วขอ้ ง ประเภทของการศกึ ษาเอกสารทเ่ี กี่ยวข้อง

สปั ดาห์ท่ี ๙
บทท่ี ๒

หลกั การนาเสนอเอกสารและงานวิจยั ที่เกีย่ วขอ้ ง ประโยชนข์ องการศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยท่เี กย่ี วข้อง

๑. นาเสนอสาระทีส่ อดคลอ้ งกับชอื่ เร่อื ง และความม่งุ หมายของการวจิ ยั ๑. ทาให้ผู้วจิ ยั ไดท้ ราบข้อเท็จจริง ทฤษฎี หลกั การ และได้ความรตู้ ่าง ๆ ทเ่ี ก่ยี วข้อง
๒. จัดลาดบั หวั ขอ้ ใหเ้ ขา้ ใจงา่ ย หวั ขอ้ หลกั หวั ขอ้ ย่อย โดยคานึงถึงเหตผุ ลว่า กบั งานวจิ ยั ทก่ี าลงั ทาอยู่
สว่ นใดตอ้ งรู้กอ่ นหลัง ภายใตห้ ัวข้อใดน้นั ๆ และนาเสนอให้ตรงประเดน็ ๒. ทาให้สามารถนิยามปัญหาท่ีตนจะทาได้อย่างชดั เจนย่ิงข้ึน
๓. เขยี นเชอ่ื มโยงเน้อื หาตา่ ง ๆ ใหส้ ละสลวย ๓. ทาให้สามารถเลือกใชต้ ัวแปรในการวจิ ยั ได้เหมาะสม
๔. มกี ารสรปุ ประเด็นสาคัญ และการวิเคราะห์เพิ่มเตมิ ในแตล่ ะหวั ขอ้ ๔. ทาให้เกดิ ความคิดตลอดจนหาทางควบคุมตวั แปรแทรกซ้อนได้อยา่ งรัดกุม
๕. ลาดับเรอื่ งตามเวลาจากเกา่ มาใหม่ ๕. ทาให้สามารถตง้ั สมมตฐิ านในการวจิ ยั ได้อย่างเหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั เอกสาร
๖. ใชภ้ าษาเขยี นทถ่ี กู ต้องและสอื่ ความไดช้ ดั เจน ทฤษฎี และหลกั การต่าง ๆ ไดอ้ ย่างน่าเช่อื ถอื
๖. ทาให้สามารถกาหนดกลมุ่ ตัวอย่างและวิธกี ารส่มุ ตัวอยา่ งที่จะเปน็ ตัวแทนของมวล
ประชากรไดอ้ ย่างเหมาะสม

ฯลฯ

๓๖

แบบฟอร์มบทที่ ๒

-การศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง

เปน็ การศกึ ษาเอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยของนกั วจิ ยั คนอ่นื ๆ ที่จัดทาขึ้น ท้งั ในอดีตและปัจจุบัน ที่มเี น้ือหา

เก่ียวข้องหรือสมั พนั ธ์กบั ชื่อเร่อื งตัวแปรทส่ี นใจศึกษา

-ประเภทของการศกึ ษาเอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

๑.หนังสือ หรือตารา ๒.รายงานการวจิ ัย /วิทยานพิ นธ์หรอื ปรญิ ญานพิ นธ์

๓. บทคัดยอ่ งานวจิ ยั /วทิ ยานพิ นธ์ ๔. บทความทางวิชาการ/บทความวิจยั จากวารสารต่างๆ

๕. สารานกุ รม/พจนานกุ รม/อื่น ๆ ๖. รายงานประจาปีของหนว่ ยงานต่าง ๆ

๗. คูม่ ือ ๘. การสบื คน้ จากฐานข้อมลู /อินเตอรเ์ นต็

-ประโยชนข์ องการศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง

๑. ทาให้ผวู้ ิจัยได้ทราบขอ้ เทจ็ จรงิ ทฤษฎี หลกั การ และได้ความรตู้ า่ ง ๆ ท่เี กีย่ วขอ้ งกบั งานวจิ ยั ทีก่ าลังทาอยู่

๒. ทาให้สามารถนยิ ามปัญหาที่ตนจะทาได้อย่างชดั เจนย่งิ ข้นึ

๓. ทาใหส้ ามารถเลอื กใชต้ ัวแปรในการวิจยั ได้เหมาะสม

๔. ทาให้เกิดความคิดตลอดจนหาทางควบคุมตัวแปรแทรกซอ้ นได้อย่างรดั กุม

๕. ทาให้สามารถตั้งสมมตฐิ านในการวจิ ยั ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและสอดคล้องกบั เอกสารทฤษฎี

๖. ทาให้สามารถกาหนดกลมุ่ ตวั อย่างและวธิ ีการสุ่มตวั อยา่ งทจี่ ะเป็นตวั แทนของมวลประชากรได้อย่างเหมาะสม

-ลกั การนาเสนอเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง

๑. นาเสนอสาระที่สอดคลอ้ งกับชือ่ เรอ่ื ง และความมงุ่ หมาย ๒. จดั ลาดบั หวั ข้อให้เข้าใจงา่ ย

๓. เขียนเชอ่ื มโยงเนื้อหาต่าง ๆ ให้สละสลวย ๔. มกี ารสรปุ ประเด็นสาคัญ

๕. ลาดับเร่อื งตามเวลาจากเกา่ มาใหม่ ๖. ใชภ้ าษาเขยี นท่ีถูกต้องและสื่อความไดช้ ดั เจน

๑๐

สปั ดาห์ท่ี

เรอ่ื ง แบบฟอรม์ บทที่ ๓

๓๘

ควิ อารโ์ คด้ ใบความรู้

เร่อื ง แบบฟอรม์ บทที่ ๓

๓๙

๑. ประชากร คือ นักเรียนชัน้ ......โรงเรียน.......สานักงาน........ภาคเรียนท.ี่ .. ปี ๑. เครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นการวิจัย
การศึกษา ..... จานวน .... หอ้ งเรยี น รวมท้ังสนิ้ ...คน ๒. การสร้างและหาคุณภาพเครอื่ งมือวจิ ยั
๒. กลุ่มตัวอยา่ ง คอื นกั เรยี นชน้ั ........โรงเรียน.......สานักงาน.......ภาคเรียนท.่ี ... ปี
การศกึ ษา ..... จานวน .... หอ้ งเรียน รวมทัง้ ส้นิ .....คน ๒.๑ แผนการจดั การเรยี นรูว้ ชิ าภาษาไทย
ซง่ึ ไดม้ าโดยการ..................... ๒.๒ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
๒.๓ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวเิ คราะห์
๒.๔ แบบสอบถามความพึงพอใจตอ่ การเรยี น

การกาหนดประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง การสรา้ งและหาคุณภาพเครื่องมอื วิจัย

สถิติที่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู สัปดาหท์ ่ี ๑๐ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
บทที่ ๓

๑. สถติ พิ นื้ ฐาน การวเิ คราะหข์ อ้ มูล ๑. แบบแผนการทดลอง
สถติ ิพน้ื ฐาน ไดแ้ ก่ ค่าเฉลี่ย รอ้ ยละและสว่ น ๒. ขั้นตอนดาเนินการทดลอง
เบย่ี งเบนมาตรฐาน ๑.วิเคราะห์หาประสทิ ธภิ าพของกิจกรรมการเรยี นรู้
๒. สถติ ิตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมอื วิจัย ๒.วเิ คราะห์หาประสิทธผิ ลของกจิ กรรมการเรยี นรู้ ๒.๑ กอ่ นการทดลองทดสอบก่อนเรยี น
๓. สถติ ติ รวจสอบสมมตฐิ าน ๓. วเิ คราะห์เปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน ๒.๒ ดาเนนิ การทดลองจัดกจิ กรรมการ
เรยี นการสอนตามแผนการจดั การเรยี นรู้
ระหว่างก่อนเรยี นและหลังเรยี น ๒.๓ หลงั การทดลองทดสอบหลงั เรียน
๔.วเิ คราะห์เปรยี บเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ๒.๔ สอบถามความพึงพอใจของนกั เรียน
๕.วิเคราะห์ความพึงพอใจตอ่ การเรยี นดว้ ยกิจกรรม ทม่ี ีตอ่ การเรยี นดว้ ยกิจกรรม
การเรียนรู้ที่สรา้ งข้ึน

๔๐

แบบฟอรม์ บทที่ ๓

-การกาหนดประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง

๑. ประชากร คือ นักเรียนช้นั ......โรงเรียน.......สานักงาน........ภาคเรียนท่ี... ปกี ารศึกษา ..... จานวน .... หอ้ งเรียน

รวมท้ังสนิ้ ...คน

๒. กลุม่ ตวั อยา่ ง คอื นักเรียนชัน้ ........โรงเรยี น.......สานักงาน.......ภาคเรียนท่ี.... ปกี ารศกึ ษา ..... จานวน ....

ห้องเรยี น รวมทงั้ สนิ้ .....คน

ซึง่ ไดม้ าโดยการ.....................

-การสรา้ งและหาคณุ ภาพเครอ่ื งมอื วจิ ยั

๑. เครื่องมือทีใ่ ช้ในการวิจัย

๒. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจยั

๒.๑ แผนการจดั การเรยี นรู้วชิ าภาษาไทย ๒.๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น

๒.๓ แบบทดสอบวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ ๒.๔ แบบสอบถามความพงึ พอใจต่อการเรยี น

-การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู

๑. แบบแผนการทดลอง

๒. ขั้นตอนดาเนนิ การทดลอง

๒.๑ กอ่ นการทดลองทดสอบกอ่ นเรียน ๒.๒ ดาเนนิ การทดลองจัดกจิ กรรม

๒.๓ หลังการทดลองทดสอบหลังเรียน ๒.๔ สอบถามความพึงพอใจของนกั เรยี น

-การวเิ คราะหข์ อ้ มูล

๑.วเิ คราะหห์ าประสทิ ธิภาพของกิจกรรมการเรยี นรู้ ๒.วเิ คราะหห์ าประสทิ ธิผลของกิจกรรมการเรยี นรู้

๓. วเิ คราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ๔.วเิ คราะหเ์ ปรียบเทียบความสามารถในการคดิ วิเคราะห์

๕.วเิ คราะหค์ วามพึงพอใจ

-สถิติทใี่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู

๑. สถติ พิ ้นื ฐาน ๒. สถติ ติ รวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งมอื วิจยั ๓. สถติ ิตรวจสอบสมมติฐาน

๑๑

สปั ดาห์ที่

เรื่อง แบบฟอร์มบทท่ี ๔

๔๒

ควิ อารโ์ คด้ ใบความรู้

เร่ือง แบบฟอรม์ บทที่ ๔

ผลการวเิ คราะห์ประสทิ ธภิ าพของ.......(นวตั กรรม)...ตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๔๓
ตาราง ผลการวิเคราะหป์ ระสิทธภิ าพของ.......(นวตั กรรม)...ตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐

ตอนที่ ๒ ผลการวิเคราะห์ประสทิ ธภิ าพของ....(นวัตกรรม)...

ผลการประเมนิ ความเหมาะสมของ.......(นวัตกรรม)...โดยผ้เู ช่ยี วชาญ ผลการวิเคราะห์ประสิทธิผลของ.......(นวตั กรรม)...ตามเกณฑ์ดชั นี
จานวน ๕ ทา่ น ประสิทธผิ ลต้งั แตร่ อ้ ยละ ๕๐

ตาราง 1ผลการประเมินความเหมาะสมของ...(นวัตกรรม)...โดยผูเ้ ช่ยี วชาญ ผลการวิเคราะหป์ ระสทิ ธผิ ลของ.......(นวัตกรรม)...ตามเกณฑ์ดชั นี
จานวน ๕ ทา่ น ประสิทธผิ ล ต้ังแต่รอ้ ยละ ๕๐

ตอนท่ี ๑ ผลการประเมินความเหมาะสมของ.......(นวตั กรรม)..โดยผู้เชี่ยวชาญ ตอนท่ี ๓ ผลการวเิ คราะหป์ ระสทิ ธผิ ลของ....(นวัตกรรม)...

สปั ดาหท์ ่ี ๑๑
บทที่ ๔

ตอนที่ ๕ ผลการวเิ คราะหค์ วามพึงพอใจของ ตอนท่ี ๔ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของ
นกั เรียนทม่ี ีต่อการเรียนดว้ ย.....(นวัตกรรม).. นักเรยี นระหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลงั เรียนด้วย....(นวัตกรรม)..

ผลการวเิ คราะห์ความพึงพอใจของนกั เรียนทมี่ ตี อ่ การเรียนด้วย ผลการวิเคราะหเ์ ปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของนกั เรียน
.....(นวตั กรรม).. ระหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นด้วย....(นวตั กรรม)..

ผลการวเิ คราะห์ความพงึ พอใจของนกั เรียนทม่ี ีตอ่ การเรียนด้วย ผลการวเิ คราะห์เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นของนักเรียน
....(นวัตกรรม).. ระหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลังเรียนดว้ ย....(นวัตกรรม)..

๔๔

แบบฟอร์มบทที่ ๔

ตอนที่ ๑ ผลการประเมินความเหมาะสมของ.......(นวัตกรรม)..โดยผเู้ ชย่ี วชาญ
ตอนท่ี ๒ ผลการวิเคราะห์ประสทิ ธภิ าพของ....(นวตั กรรม)...
ตอนท่ี ๓ ผลการวิเคราะห์ประสิทธผิ ลของ....(นวัตกรรม)...
ตอนที่ ๔ ผลการวิเคราะหเ์ ปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรียนระหว่าง

ก่อนเรียนและหลงั เรียนดว้ ย....(นวตั กรรม)..
ตอนที่ ๕ ผลการวเิ คราะหค์ วามพึงพอใจของนกั เรียนท่มี ีต่อการเรียนด้วย.....(นวัตกรรม)..

๑๒

สปั ดาห์ท่ี

เรื่อง แบบฟอรม์ บทที่ ๕

๔๖

ควิ อารโ์ คด้ ใบความรู้

เร่ือง แบบฟอรม์ บทที่ ๕


Click to View FlipBook Version