ประวัวัติติ ติ ขติ ของบุบุ บุ ค บุ คคลสำสำสำสำ สำสำคัคัญ คั ญ คั ในประวัวัติติ ติศติาสตร์ร์ ร์ร์
พระบาทสมเด็จ ด็ พระมหาภูมิ ภู มิ พล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
พระราชประวัติพระบาทสมเด็จ ด็ พระมหาภูมิ ภู มิ พล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ฯ เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กใน สมเด็จเจ้าฟ้าฟ้มหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลย เดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินีและพระ เชษฐา คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฟ้กัลยาณิวัฒนา กับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหา อานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ สหรัฐอเมริกา เมื่อพระชนมายุได้ 5 พรรษา ทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมา แตร์เดอี กรุงเทพมหานคร ต่อจากนั้นทรงเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เสด็จขึ้นครองราชย์ ในพ.ศ. 2477 พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ต่อมาในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตโดยกะทันหัน สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฟ้ภูมิพลอดุลยเดช จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกัน แต่ เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องทรงอำ ลาประชาชนชาวไทย เสด็จ พระราชดำ เนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง ระหว่างทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ ทรงขับรถยนต์ไปทรงร่วมงานที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ได้ทรงพบและมีพระราช หฤทัยสนิทเสน่หาในหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากร ในปีเดียวกันนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรงทรงบาดเจ็บที่พระพักตร์พระเนตรขวา และพระเศียรทรง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมอร์เซส์ โปรดฯ ให้หม่อมเจ้าราชวงศ์สิริกิติ์มาเฝ้าฯ ถวายการดูแล อย่างใกล้ชิดพระสัมพันธภาพจึงแน่นแฟ้นฟ้ขึ้น และต่อมาได้ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราช ดำ เนินกลับประเทศไทย โปรดเกล้าให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ต่อมาทรงประกอบพิธีราชาภิเษกสมรส กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร และได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระ ราชินีสิริกิติ์ หลังจากนั้น ได้เสด็จไปประทับพักผ่อน ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ทั้งสองพระองค์มีพระราชธิดา และพระราชโอรส 4 พระองค์ดังนี้ 1.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฟ้อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี 2.สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าฟ้มหาวชิราลงกรณ สยามมกุฏราชกุมาร 3.สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้าฟ้มหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราช กุมารี 4.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฟ้จุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระบรมราชาภิเษก ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงประกอบพระราช พิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระมหาราชวัง เฉลิมพระปรมาภิไธยตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร" และได้ พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการเป็นสัจวาจาว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อ ประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระมหา กษัตริย์ผู้เสวยราชย์นานที่สุดในโลกที่มีพระชนมชีพอยู่ และยาวนานที่สุดในประเทศไทย สิริรวม 70 ปี พระราชประวัติ วัติ พระบาทสมเด็จ ด็ พระมหาภูมิ ภู มิ พล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ทรงพระผนวช ในปีพ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะทรงผนวช จึงได้ เสด็จออกทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เสร็จการ พระราชพิธีทรงผนวชแล้ว เสด็จพระราชดำ เนินไปประทับ ณ พระตำ หนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศ วิหาร โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้ สำ เร็จราชการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ตลอดเวลา 15 วันที่ทรงผนวชอยู่ และ จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำ แหน่งผู้ สำ เร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในปีเดียวกันนั่นเอง พระราชประวัติ วัติ พระบาทสมเด็จ ด็ พระมหาภูมิ ภู มิ พล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จนิวัตพระนครเมื่อ วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ต่อมาได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดย สมบูรณ์ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ในพระราชพิธีดังกล่าวพระองค์ทรงมีพระ ปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาว สยาม” พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สำ คัญๆ เพื่อประโยชน์แก่ พสกนิกรของ พระองค์อย่างมากมาย ซึ่งในที่นี้จะขอยกมาเพียงบางตัวอย่าง ด้านการศึกษา ทรงเห็นความสำ คัญของการศึกษาที่จะทำ ให้เกิดการพัฒนาประชาชนชาวไทยให้เป็น ควานความคิด ความประพฤติ และคุณ รร รับพัฒนา ประเทศชาติ จึงได้ทรงส่งเข็มและ พระราชทานเกื้อหนุนทาง านการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน ตั้งแต่ระดับ ประถมศึกษาไปจนถึงระดับอุดมศึกษา นอกจากนี้ พระองค์ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ตั้ง “ทุนภูมิพล” ขึ้นเพื่อพระราชทาน แก่ผู้มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โปรด เกล้าฯ ให้ ฟื้นฟื้ ฟูพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงคิงสกอลาชิป (King's Scholarship) ขึ้นมา ใหม่ และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วน พระองค์ก่อตั้ง “ขุนยานันทมหิดล" เพื่อสนับสนุน ให้ผู้ที่มีความ สามารถทางวิชาการยอดเยี่ยมและมีคุณธรรมสูงได้มีโอกาส ศึกษาต่อไป ด้านศิลปวัฒนธรรม ทรงส่งเสริมสนับสนุนศิลปวัฒนธรรม ทุกแขนงรวมทั้งภาษาไทยอันเป็นภาษาประจำ ชาติ ทรงมีรับสั่ง เตือนสติอยู่เสมอให้คนไทยช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟื้ ฟูจารีตประเพณี และวัฒนธรรม อันดีงามของชาติ ทรงฟื้นฟื้ ฟูวัฒนธรรมไทยให้ ดำ รงอยู่ต่อไป เช่น ทรงฟื้นฟื้ ฟูพระราชทรี จากพระนังคัลแรก นาขวัญเพื่อบำ รุงขวัญและกำ ลังใจแก่เกษตรกรไทยซึ่งเป็น คนส่วน ใหญ่ของประเทศ ทรงฟื้นฟื้ ฟูพระราชพิธีเสด็จพระราชดำ เนิน โดยกระบวนพยุหยาตราทาง ชลมารคเพื่อถวายผ้าพระกฐินแก่ พระอารามหลวง และทรงฟื้นฟื้ ฟูพระราชพิธีเสด็จ พระราชดำ เนิน ทางสถลมารคอีกด้วย นับเป็นการส่งเสริมและฟื้นฟื้ ฟูศิลป วัฒนธรรมไทยที่ สำ คัญของไทย ให้สูญสิ้นไป จากการศึก ให้เกษตร ยังประกาศ โครงการ THS. SS3TNIMALS จังหวัดน ในเมืองป ซึ่งหัวมัน บำ รุงแล
ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั ด้านศาสนา ทรงยึดมั่นในทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด จนเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ปวงชนชาวไทย ทรง ผนวชในบวรพุทธ ศาสนาและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของพระพุทธศาสนา อีกด้วย พระองค์ได้เสด็จพระราชดำ เนินไปบำ เพ็ญพระราชกุศล ในวันสำ คัญทางพุทธศาสนาอย่าง สม่ำ เสมอ นอกจากนี้ พระองค์ ให้ดีขึ้น โครง เที่ยว ยังทรงมีพระราชูปถัมภ์ศาสนาอื่นๆ ใน ประเทศไทย เสด็จพระราชดำ เนินไปเยี่ยมเยียน ษฎรที่นับถือศาสนา อื่น ๆ และทรงพระราชทาน ทรัพย์บำ รุงศาสนสถานของศาสนาต่างๆ อย่างทั่วถึง ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน พระองค์ทรงมีพระราชหฤทักมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ รถรา ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำ ริขึ้นจำ นวนและการพัฒนา ในด้านต่างๆ ซึ่งล้วนมีจุดมุ่ง หมายเพื่อให้ราษฎรมีความผาสุกอย่างแท้จริง 11 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำ ริใน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่นับว่าเป็นโครงการพัฒนา ชนบทโครงการแรกเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่บ้านห้วยมงคล ตำ บลหินเหล็กไฟ อำ เภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตัด “ถนนสายห้วยมงคล” ออกสู่ตลาด หัวหิน เพื่อให้เกษตรกรได้มีถนน เพื่อนำ ผลิตผลเกษตรออกไปสู่ตลาด ถนนสายนี้ถือเป็น “ถนนมงคล” สายแรกเริ่ม เป็นเส้นทางปาดทุกข์บำ รุงสุขแก่ราณาประชาราษฎร์ ทอดไปสู่ “โครงการอันเนื่องมาจากการ อื่นๆ ทั่วท มิทในเวลาต่อ ใน นับตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบันมี โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำ ริมากกว่า ๔. โครงการ ในหลาย สาขา ที่อยู่ในความรับผิด ชอบของสำ นักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำ ริ (สำ นักงาน กปร.) จำ นวนกว่า ๑,๕๐๐ โครงการ แยกเป็นประเภทต่างๆ
พระบาทสมเด็จ ด็ พระวชิรเกล้า ล้ เจ้าอยู่หั ยู่ หั ว
พระราชประวัติ วัติ พระบาทสมเด็จ ด็ พระวชิรเกล้า ล้ เจ้าอยู่หั ยู่ หั ว พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรม ราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 28 ก.ค.2495 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฟ้วชิราลง กรณ ทรงมีพระเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฟ้อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนา พรรณวดี และพระขนิษฐา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้าฟ้มหาจักรีสิ รินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฟ้จุฬาภ รณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอ รสาธิราช เจ้าฟ้าฟ้มหาวิชราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2515 ขณะนั้น ทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา นับเป็นกระบวนการสืบราชสันตติวงศ์ที่ชัดเจนตามกฎ มณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ.2467 การศึกษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเริ่มการศึกษาที่ โรงเรียนจิตรลดา แล้วเสด็จพระราชดำ เนินไปทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียน คิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลฟิด์ แคว้นซอมเมอร์ เซท สหราชอาณาจักรหลังจากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงสำ เร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ ด้านการ ทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย หลังจากทรงสำ เร็จการศึกษาได้ เสด็จฯ นิวัติประเทศไทย ทรงศึกษาต่อสาขาวิชานิติศาสตร์รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ทรงผนวช วันที่ 6 พ.ย.2521 ทรงผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ พระอุโบสถวัดพระ ศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถร วัดราชบพิธ เป็นพระราชอุปัธ ยาจารย์ ถวายพระสมณนามว่า วชิราลงฺกรโณ ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครบ 15 วัน ทรงลาผนวช
ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั ด้านการศาสนา ทรงเข้าพระราชพิธีประกาศพระองค์เป็น พุทธมามกะ ทรงอุปถัมภ์พระอารามต่างๆ เช่น วัดวชิรธรรม สาธิตวรวิหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ทรงรับวัดวชิราลงกรณวราราม วรวิหาร เป็นวัดประจำ พระองค์ รวมถึงทรงแต่งตั้งสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อัมพโร) วัด ราชบพิธสถิต มหาสีมาราม เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก องค์ที่ ๒๐ เป็นต้น ด้านการแพทย์ สาธารณสุข และจิตอาสา ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์และทรงเปิดโรงพยาบาลสมเด็จ พระยุพราชด้วยพระองค์ เองทุกแห่ง ทรงให้ตั้งศูนย์สุขภาพชุมชนขึ้นที่จังหวัดยะลาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ รวมถึง พระราชทานสิ่งของบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติเมื่อครั้งเกิดพายุไซโคลนนาร์กิสใน พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้น นอกจากนี้ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ หน่วยงานราชการ ประชาชนที่มีจิตอาสาเข้าร่วมโครงการจิตอาสา พระราชทาน "เราทำ ความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทำ กิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ทั่ว ประเทศโดยต่อเนื่อง เป็นต้น ด้านการเกษตร พระองค์เสด็จพระราชดำ เนินไปในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ทรงรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ไว้ในพระราชานุเคราะห์ เพื่อให้บริการทางการเกษตร แก่เกษตรกร เป็นต้น ด้านการกีฬา ทรงให้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “ปั่นเพื่อแม่” (Bike For Mom) เพื่อปลุกกระแส สำ นึก ความรักแม่ และความสามัคคีของคนในชาติ ทรงเป็นประธานเปิดกิจกรรมปั่น จักรยานเฉลิมพระเกียรติ "ปั่นเพื่อพ่อ" (Bike For Dad) รวมถึงพระราชทานลายพระหัตถ์ ข้อคิด ๓ ประการ เพื่อความสำ เร็จ ความสุข และความปลอดภัยในการปั่นจักรยานด้วย ด้านภาษา วรรณศิลป์ และศิลปวัฒนธรรม เช่น พระราชนิพนธ์ บทเพลง "อาลัยครวญ" ร่วมกับ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปี หลวง ทรงรับล ไว้ในพระราชูปถัมภ์ วงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพฯ เมอ พ.ศ. ๒๕od:
สมเด็จ ด็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
พระราชประวัติ วัติ สมเด็จ ด็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ และเจ้าจอมมารดาแพ ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๕ แรม ๗ ค่ำ ปีวอก จ.ศ. ๑๒๒๑ ตรงกับวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๓ เมื่อวัน ประสูติ นั้นฝนตกใหญ่ พระบรมชนกนาถจึงทรงถือเป็นมงคลนิมิตพระราชทานนามว่า พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ หลังจากประสูติได้เพียงปีเดียว เจ้าจอมมารดาของพระองค์ก็ถึงแก่กรรมพระองค์จึง ทรงอยู่ในความเลี้ยงดูของกรมหลวงวรเสฐสุดา (พระองค์เจ้าบุตรี พระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งเป็นพระญาติ ทรงเรียกว่าเสด็จป้า มาตั้งแต่ ทรงพระเยาว์ ต่อมา ทรงย้ายมา อยู่กับท้าวทรงกันดาร (ศรี) ผู้เป็นยาย เมื่อพระชนมายุ ๘ พรรษา ทรงเริ่มศึกษาภาษาบาลี ทรงศึกษาอยู่จนสามารถแปล ธรรมบทได้ก่อนที่จะทรงผนวชเป็นสามเณร และทรงเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษกับครูฝรั่งเมื่อ พระชนมายุ ๑๒ พรรษา นอกจากนี้ ยังทรงศึกษาโหราศาสตร์กับครูที่เชี่ยวชาญทาง โหราศาสตร์มาแต่พระชนม์ยังน้อย ทรงผนวช เมื่อพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ทรงผนวชเป็นสามเณรตามราชประเพณี ณ วัดพระ ศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับเจ้านายอื่นอีก ๒ พระองค์ สมเด็จพระยาปวเรศวริยาลง กรณ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์หม่อมเจ้าพระธรรมุณหิศธาดา (พระนามเดิม ศิขเรศ) เป็น ประทานสรณะและศีล เมื่อทรงผนวชแล้ว มาประทับ ณ วัด บวรนิเวศวิหาร ทรงผนวช เป็นสามเณรอยู่ ๒ เดือนเศษ จึงทรงลาผนวช ครั้น พระชนมายุ ๒๐ พรรษา ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๒๒ สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นพระ อุปัชฌาย์พระจันทรโคจรคุณ (ยิ้ม จันทรังสี) วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นพระกรรมวาจา จารย์ ทรงผนวชแล้วเสด็จมาอยู่จำ พรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ถึงหน้าเข้าพรรษาของปี นั้นเอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาทรงถวายพุ่มพรรษา ณ วัด บวรนิเวศวิหาร ตามราชประเพณี และในคราวนั้น ได้เสด็จฯ ไปถวายพุ่มพรรษาแด่พระเจ้า น้องยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ซึ่งเพิ่งทรงผนวชใหม่ถึงกุฏิที่ประทับ พร้อมทั้ง ทรงกราบด้วยพระอาการเคารพ อันเป็นพระอาการที่ไม่เคยทรงปฏิบัติต่อพระเจ้าน้องยา เธอพระองค์อื่นที่ทรงผนวช เป็นเหตุให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้นทรงตัดสิน พระทัยไม่ทรงลาผนวชแต่วันนั้น
ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั ด้านการศึกษา ทรงได้รับโปรดเกล้าฯจากพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงเป็นผู้รับผิดชอบการจัดการ ศึกษาของชาติในหัวเมือง โดยให้แยกออกจาก กรมศึกษาธิการ ทรงแต่งตั้งพระราชาคณะไป เป็นผู้อำ นวยการออกไปตรวจสอบการดำ เนินงานของคณะสงฆ์ พร้อมทั้งแนะนำ พระสงฆ์และ ราวาดให้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นใหม่ในตำ บลต่างๆ เท่าที่สามารถจะทำ ได้ ทำ ให้ การจัดการศึกษาใน หัวเมืองมีความเจริญก้าวหน้ามาก ด้านการศึกษา ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จ ด้านประวัติศาสตร์ พระองค์ได้ทรงศึกษาค้นคว้าวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ ดังจะเห็นได้จาก พระนิพนธ์ ประวัติศาสตร์ที่ปรากฏออกมาอย่างแพร่หลาย เช่น พงศาวดารสยาม ตำ นาน ประเทศไทย หัวข้อในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า หมายเหตุพระราชพงศาวดาร กรุงเก่า เป็นต้น และยังมี งานพระนิพนธ์แปลจากหนังสือต่างประเทศ อีกหลายเล่ม นิพนธ์ทางด้านประวัติศาสตร์ไทย ของพระองค์ในยุค ไทยกำ ลังเผชิญกับการ "ราณนานิคมของชาติตะวันตก ขณะนั้นได้กระตุ้น ให้คนไทยได้รู้จักความเป็น ชนชาติไทยและเกิดความหวงแหนประเทศชาติ มากยิ่งขึ้น 122
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท
พระราชประวัติ วัติ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พระนามเดิม พระองค์เจ้านวม เป็นพระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประสูติแต่เจ้าจอมมารดาปรางใหญ่ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2351 พระองค์เจ้านวมทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้นจาก เจ้านายสตรีในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงโสกันต์แล้วได้ทรงผนวชเป็นสามเณรในวัด พระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระองค์เจ้านวมทรงศึกษาวรรณคดี ศาสนา โบราณราชประเพณี และทรงศึกษาวิชาทาง แพทย์แบบดั้งเดิมจากพระมารดาและขรัวตาขรัวยายซึ่งเป็นแพทย์แผนโบราณแห่งตำ บลบาง ช้าง เมืองสมุทรสงคราม ทั้งยังทรงศึกษาเพิ่มเติมจากหมอหลวงและตำ ราต่าง ๆ จนทรงมี ความรู้ทางแพทย์แผนโบราณเป็นอย่างดี ในพ.ศ. 2371 ทรงเริ่มศึกษาความรู้ตามแบบตะวัน ตกจากคณะมิชชันนารี ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษและความรู้อื่น ๆ โดยเฉพาะวิชาการแพทย์ ในพ.ศ. 2373 ได้ทรงศึกษาจากนายแพทย์แดนบีช บรัดเล (หมอบรัดเล) และคณะ ซึ่งเป็นมิช ชันนารีคณะต่อมา พระองค์เจ้านวมได้ทรงพยายามประยุกต์ความรู้ทางการแพทย์ตะวันตกเข้า กับการแพทย์ ดั้งเดิมของไทยในการรักษาโรคต่าง ๆ พ.ศ. 2385 ตำ แหน่งเจ้ากรมหมอหลวงว่างลง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้พระองค์เจ้านวมเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวงศา ธิราชสนิท ดำ รงตำ แหน่งเจ้ากรมหมอหลวง ต่อมาพ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงมีบทบาทสำ คัญในการทำ ให้การแพทย์แผนใหม่เป็นที่รู้จักและ ยอมรับมากขึ้น นอกจากราชการกรมหมอหลวงแล้วยังทรงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการ ในกรมอื่น ๆ ด้วย เช่น ทรงกำ กับราชการกรมมหาดไทยและพระคลังสินค้า ทรงเป็นแม่ทัพ หลวงในสงครามเชียงตุง ทรงเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และเป็นพระอาจารย์ในพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมหลวงวงศาธิราชสนิทสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2414 พระชนมายุได้ 64 ปี ทรง เป็นต้นราชสกุลสนิทวงศ์ ในพ.ศ. 2551 เนื่องในวาระฉลองวันประสูติครบ 200 ปี องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณให้กรมหล วงวงศาธิราชสนิททรงเป็นบุคคลสำ คัญของโลก สาขาปราชญ์และกวี
ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั ด้านการแพทย์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงพระปรีชาสามารถในเรื่องยาไทย และแพทย์แผนไทย อีกทั้งยังได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์ฝรั่งจนมีความรู้ความสามารถ จนทรง ได้รับการรับรองจาก มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา พระองค์ได้รับพระบรมราชโองการแต่ง ตั้งให้ทรงว่าราชการกรมหมอ และทรงเป็น นายแพทย์ประจำ ราชสำ นักมาตั้งแต่สมัยรัชกาล ที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 ด้านการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในสมัยที่ประเทศไทยกำ ลังเผชิญกับการแสวงหาอาณานิคม ของมหาอำ นาจตะวันตก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงมีบทบาทสำ คัญในการเจรจา matt เพื่อ ท่านสัญญากับตะวันตก ทรงได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในกรรมการเจรจา เพื่อทำ สนธิสัญญาทางไมตรีและการพาณิชย์กับราชทูตอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส จนเกิดผลดีต่อประเทศชาติอย่างมาก ล็อคอัตโนมัติ ด้านภาษาและวรรณกรรม ทรงมีความสามารถในด้านโคลง กลอน และฉันท์ โดยได้พระนิพนธ์วรรณกรรมไว้หลาย เรื่อง เช่น เพลงยาวสามชาย ตำ ราเพลงยาวกลบทสิงโตเล่นหาง โคลงนิราศพระประธม โคลงและสุภาษิต จินดามณี เป็นต้น
สมเด็จ ด็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ
พระราชประวัติ วัติ สมเด็จ ด็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ พระนามเดิม พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัวประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเปี่ยม พระสนมเอก (ภายหลังทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระ ปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา) พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ทรงศึกษาวิชาการแผนใหม่ตามที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มไว้ ทรงเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสอน ภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง และสนพระทัยภาษาอังกฤษตลอดมา ทำ ให้ทรงเชี่ยวชาญ ภาษาอังกฤษแม้มิได้เสด็จไปทรงศึกษาในต่างประเทศ พ.ศ. 2424 ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเท วะวงศ์วโรปการ ต่อมาพ.ศ. 2429 เป็นพระเจ้าน้องยาเธกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ ต่อมาในรัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2454 ทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระเทวะ วงศ์วโรปการ และในพ.ศ. 2459 เป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโร ปการ สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้รับราชการใน ตำ แหน่งต่าง ๆ เช่น ทรงเป็นราชเลขานุการหรือไปรเวตสิเกรตารีหลวง ทรงปฏิบัติหน้าที่ ในกรมพระคลังมหาสมบัติ ทรงดำ รงตำ แหน่งเสนาบดีว่าการต่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 สืบเนื่องมาจนถึงในสมัยรัชกาลที่ 6 และได้ทรงดำ รงตำ แหน่งหน้าที่สำ คัญอีกมาก เช่น สภา นายกแห่งสภาการคลัง ทรงเป็นผู้รักษาราชการพระนครเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ ประทับในพระนคร ทรงเป็นนายกกรรมการตรวจแก้ร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทรงเป็นสมุหมนตรี และนายกองตรีในกองเสือป่า เป็นต้น สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการมิได้ทรงเชี่ยวชาญแต่เฉพาะภาษาอังกฤษและการ ดำ เนินวิเทโศบายด้านการต่างประเทศเท่านั้น แต่ทรงรอบรู้วิชาภาษาไทยและวรรณคดีไทยด้วย ดังจะเห็นได้จากพระนิพนธ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 ยังได้ทรงสนับสนุนการ ออกหนังสือ “ดรุโณวาท” ในพ.ศ. 2417 ได้ทรงร่วมมือกับเจ้านายรวม 11 พระองค์ ทรง ช่วยกันทำ หนังสือ COURT ข่าวราชการ ตีพิมพ์ระหว่าง พ.ศ. 2418 – 2419 และยังทรง ชำ นาญการคำ นวณปฏิทินโหราศาสตร์ ทรงคิดทำ ปฏิทินไทยใช้ตามสุริยคติ เรียกว่า “เทวะ ประติทิน” ทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่พ.ศ. 2432 และได้ใช้เป็นปฏิทินหลวงมาจน ปัจจุบันด้วย
ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั ด้านการต่างประเทศ ในขณะที่ทรงดำ รงตำ แหน่งเป็นเสนาบดี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้นไทยกำ ลัง ประสบปัญหาการแพร่อิทธิพลเข้ามาของชาติมหาอำ นาจรัฐบาล จึงต้องใช้วิธีการเจรจา ผ่อนสั้นผ่อนยาวกันมหาอำ นาจตะวันโดยเฉพาะกับประเทศฝรั่งเศส จนกระทั่ง เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ประเทศฝรั่งเศสพยายามบีบบังคับเพื่อผนวกดินแดนของไทยเป็นอาณานิคม แต่ ประเทศไทย รอดพ้นจากการเบินจาณานิคมของฝรั่งเศสมาได้ด้วยการอาศัยนโยบาย ทางการทูต ผู้ที่มี บทบาทสำ คัญในการเจรจากับฝรั่งเศส คือ สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์ วโรปการ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำ คัญในการเจรจาแก้ไขปัญหาระหว่างไทยกับ อังกฤษจนประสบความสำ เร็จ ทำ ให้ประเทศสยาม สามารถคลี่คลายสถานการณ์ที่มีผลกระ ทบต่อความมั่นคงของชาติมาได้ ด้านการเมืองการปกครอง ื ในช่วงปฏิรูปประเทศสู่ความทันสมัย สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยา พระวงศ์วโร ปการ ทรงเข้ารับราชการแผ่นดินเป็นครั้งแรกขณะที่ยังทรงดำ รงฐานะเป็นพระองค์เจ้าเทวัญ อุทัยวงศ์ โดยทรงได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวให้ทรง เป็นพนักงาน ในสำ นักงาน “ออดีต ออฟฟิศฟิ ” (Audit Office) ซึ่งมีหน้าที่ตรวจบัญชีของ กระทรวงต่างๆ แต่เนื่องจากทรง เป็นผู้รอบรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดีจึงทรงได้รับหน้าที่ เกี่ยวกับต่างประเทศมาตั้งแต่แรกเข้ารับงาน ต่อมา สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ทรงดำ รงตำ แหน่งราชเลขาธิการ รวมทั้งทรงเป็นปลัดบัญชี การในหอรัษฎากรพิพัฒน์ด้วย จากนั้นได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำ รงตำ แหน่ง เสนาบดี กรมทำ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ที่ภายหลังเรียกว่า “เสนาบดีผู้ว่าการต่างประเทศ ก่อนหน้าที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งเสนาบดี สภาตามแบบสมัยใหม่ ใน พ.ศ. ๒๕๓๕ สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ได้ทรงมีบทบาทในการดำ เนินงาน ทดลองระบบคณะเสนาบดีเพื่อปูพื้นฐาน โดยได้ทดลองจัดการประชุมผู้ที่ได้รับการวางตัว สำ หรับตำ แหน่งเสนาบดี มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๒ โดยสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ทรงเป็นประธานในที่ประชุมเสนาบดีสภา ซึ่งในการประชุมดังกล่าวมีผลงานที่สำ คัญคือ การ ร่างกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในการบริหารราชการ แผ่นดิน ทรงเป็นผู้ร่างกฤษฎีกาว่า ด้วยเสนาบดีสภาด้วยพระองค์เอง รวมทั้งร่างประกาศตั้งตำ แหน่งเสนาบดี ตามกระแส รับสั่ง ซึ่งได้ประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕ นอกจากนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ยังทรงมีบทบาทสำ คัญในการจัดตั้งสภาที่ปรึกษา กฎหมาย (Legislative Council) ในสมัยนั้นเรียกว่า “รัฐมนตรีสภา” ซึ่งเกิดขึ้นตอนปลาย รัชกาลที่ ๕ อีกด้วย
สมเด็จ ด็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ
พระราชประวัติ สมเด็จ ด็ พระเจ้าบรมงงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาชุ่ม ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2405 ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร พระองค์ทรงมีบทบาท สำ คัญยิ่งในการก่อตั้งและปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครองภายในประเทศ และการบริหา ราชการของกระทรวงมหาดไทย ทรงเป็นองค์ปฐมเสนาบดีแห่งกระทรวงมหาดไทย ได้รับการ ถวายสมัญญานามว่าพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย และเป็นคนไทยคนแรก ที่องค์การยูเนส โกแห่งสหประชาชาติ ได้ถวายสดุดีให้เป็นบุคคลสำ คัญของโลก ทรงได้รับการศึกษาขั้นต้นโดยศึกษาภาษาไทยจากคุณแสงเสมียนและคุณปาน ธิดาของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ศึกษาภาษาบาลีในสำ นักพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และหลวงธรรมานุวัติจำ นง (จุ้ย) ศึกษาภาษาอังกฤษในโรงเรียนหลวงโดยมีนายฟรานซิส ยอร์ช แพตเตอร์สันเป็นพระอาจารย์ พ.ศ.2433 ทรงโปรดเกล้าให้ดำ รงตำ แหน่งอธิบดีกรมศึกษาธิการและกำ กับการธรรมการและ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดินใน พ.ศ.2435 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และมี บทบาทอย่างสำ คัญในทางการปกครองและทรงการบังคมทูลลาออกจากตำ แหน่งใน พ.ศ.2458 เนื่องจากปัญหาสุขภาพและปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายใน[3] พ.ศ.2466 ทรงได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร กรรมการสภาการ คลัง กรรมการองคมนตรีตรวจจัดงบประมาณแผ่นดิน พ.ซ.2468 ทรงได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นอภิรัฐมนตรีสภา ทรงได้รับการสถาปนาเลื่อนขึ้นเป็นกรมหลวงดำ รงราชานุภาพใน พ.ศ.2442 เป็นกรมพระใน พ.ศ.2454และเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพใน พ.ศ.2472
การบริหารราชการแผ่นดิน พระองค์ทรงมีบทบาทสำ คัญยิ่งในการก่อตั้งและปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครองภายใน ประเทศ และการบริหาราชการของกระทรวงมหาดไทยกล่าวคือ 1. ทรงจัดการบังคับบัญชางานภายในกระทรวง ให้มีรูปแบบเป็นระบบราชการชัดเจนขึ้น มี ลำ ดับขั้นการบังคับบัญชา มีการแบ่งงานและเลือกสรรผู้มีความสามารถเข้ารับราชการ โดยการ จัดสอบคัดเลือก ตลอดจนออกระเบียบวินัยต่างๆ เช่น เลิกประเพณีให้ข้าราชการทำ งานอยู่ที่ บ้าน กำ หนดให้มีการประชุมข้าราชการทุกวัน กำ หนดเวลาการทำ งานตลอดจนจัดระเบียบส่ง ร่าง เขียน และเก็บหนังสือราชการ เป็นต้น 2. ทรงจัดระบบการปกครองส่วนภูมิภาค ซึ่งเรียกว่า "ระบบเทศาภิบาล" ได้เป็นผลสำ เร็จ และ นับว่าเป็นผลงานสำ คัญที่สุดของพระองค์ โดยทรงรวมหัวเมืองต่างๆ จัดเข้าเป็น "มณฑล"และมี "ข้าหลวงเทศาภิบาล" เป็นผู้บังคับบัญชา อยู่ในอำ นาจของเสนาบดีกระทรวง มหาดไทยอีกชั้นหนึ่ง สำ หรับการแบ่งเขตย่อยลงไปเป็น จังหวัด อำ เภอ ตำ บล และหมู่บ้านนั้น ใน พ.ศ.2440 ได้ออก "พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่"บังคับใช้พระราช อาณาจักร 3.พระราชกรณียกิจด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นที่สำ คัญอีกประการหนึ่ง คือ ทรงริเริ่มจัด ตั้ง "การสุขาภิบาลหัวเมือง" ใน พ.ศ. 2448 โดยริเริ่มจัดตั้ง "การสุขาภิบาลหัวเมืองที่ตำ บลท่า ฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร เป็นแห่งแรก และนับเป็นการปูพื้นฐานการปกครองส่วนท้องถิ่น ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั
ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั งานวรรณกรรม ผลงานนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ[4] 1.ชุมนุมพระนิพนธ์ 60 เรื่อง 2.พระนิพนธ์ตำ นาน 46 เรื่อง 3.พระนิพนธ์ประวัติศาสตร์และท่องเที่ยว 47 เรื่อง 4.พระนิพนธ์ชีวประวัติ 120 เรื่อง 5.นิทานโบราณคดี 21 เรื่อง 6.สาส์นสมเด็จ 55 เรื่อง 7.พระกวีนิพนธ์ 92 เรื่อง 8.บทความภาษาต่างประเทศ 5 เรื่อง 9.พระนิพนธ์คำ นำ และอธิบาย 595 เรื่อง ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุ ภาพ กราบถวายบังคมลาไปประทับที่เกาะปีนังในปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2476และทรง เสด็จพระราชดำ เนินกลับประเทศไทยถึงวังวรดิศในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2485 และทรง สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 ที่วังวรดิศ พระชนม์มายุได้ 81 พรรษา พ.ศ.2505 องค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติ ได้จัดงานเฉลิมฉลองถวายพระเกียรติแด่ พระองค์ท่าน โดยถวายสดุดีให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ เป็นคนไทยคนแรกที่เป็น บุคคลสำ คัญของโลก
สมเด็จ ด็ พระเจ้าวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฟ้ กรมพระยานริศรานุวัด วั ติวงศ์
พระราชประวัติ สมเด็จ ด็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฟ้ กรมพระยานริศรานุวัด วั ติวงศื พระนามเดิม พระองค์เจ้าจิตรเจริญ พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่หม่อมเจ้าพรรณราย (ต่อมาเป็นพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย) ใน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2428 ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฟ้กรมขุนนริศรานุวัติวงศ์ และพ.ศ. 2448 เป็นสมเด็จ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฟ้กรมหลวงนริศรานุวัติวงศ์ ได้ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ กระทรวงพระคลัง และกระทรวงกลาโหม ตลอดจนกระทรวงวัง นอกจากนั้นยังทรงพระปรีชา เป็นพิเศษในทางการช่างและศิลปะทุกสาขารวมทั้งวรรณศิลป์ ดนตรีและการละคร แม้พระ สุขภาพจะอ่อนแอจนต้องกราบถวายบังคมลาออกจากราชการในพ.ศ.2452 ก็ยังทรงงานช่าง และศิลปะถวายในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยตลอด ต่อมาพ.ศ. 2456 ทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฟ้กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ในรัชกาลที่ 7 ได้ทรงเป็นอภิรัฐมนตรีและผู้สำ เร็จราชการในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปรักษาพระองค์ในต่างประเทศ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง สละราชสมบัติ ทรงรับเป็นผู้สำ เร็จราชการในช่วงต้นของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอา นันทมหิดลอีกระยะหนึ่ง ต่อมาพ.ศ. 2488 ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฟ้กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในช่วงปลายพระชนม์ชีพ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฟ้กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ยังคงสนพระทัย ค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณคดีและศิลปะร่วมสมัยกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพและพระยาอนุมานราชธนเป็นอาทิ ดังเห็นได้จากพระหัตถเลขาที่ รวมอยู่ในหนังสือชุดสาส์นสมเด็จ และบันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ทางวิชาการ อย่างยิ่ง ในด้านละครทรงร่วมมือกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) ในการ จัดแสดงละครดึกดำ บรรพ์ คือทรงช่วยในการแต่งและปรุงบท ออกแบบฉาก และควบคุมด้าน ศิลป์ทั่วไป โดยประสานกับพระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) ในทางดนตรี หลวงเสนาะดุริยางค์ (ทองดี) ในทางขับร้อง และหม่อมเข็มในเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ในทางคิดท่ารำ และแต่ง หน้าตัวละคร เป็นต้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฟ้กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2490 พระชนมายุได้ 84 ปี ทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์
ผลงานที่สำที่ สำ คัญ ด้านการเมืองการปกครอง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จฯเจ้าฟ้าฟ้กรมพระยานริศรา นุวัดติ วงศ์ทรงเป็นอภิรัฐมนตรีที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๕ ทรงเป็นผู้สำ เร็จราชการเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับ นอกกรุงเทพฯ และนอกประเทศ ด้านศิลปะและวัฒนธรรม สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฟ้กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระปรีชาสามารถทางด้าน การช่างและ ศิลปะจนได้รับการยกย่องให้เป็นบรมครูในการช่างและศิลปะ จนกระทั่งองค์การศึกษาวิทยา ศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศเกียรติคุณของพระองค์ใน ฐานะเป็นผู้มีผลงานดีเด่น ทางวัฒนธรรมระดับโลกประจำ ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ผลงานทางด้าน ศิลปะและวัฒนธรรมที่สำ คัญของพระองค์ ได้แก่ การออกแบบสถาปัตยกรรมที่งดงาม เช่น พระอุโบสถวัดราชาธิวาส พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาน เป็นต้น ด้านดุริยางคศิลป์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฟ้กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงรอในเรื่อง ดุริยางคศิลป์ และ ทรงสามารถ ทรงดนตรีได้หลายอย่าง เช่น ขลุ่ย ระนาด เป็นต้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีผลงานด้าน การ นิพนธ์เพลง เช่น เพลงเขมรไทรโยค เพลงมาลัย เป็นต้น ด้านจิตรกรรม ทรงเป็นงานทางด้านจิตรกรรมคุณค่าจานวนมาก เช่น ภาพมัจฉาชาดกที่หอพระคันธาร ราษฎร์ ในวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม ภาพสีน้ำ มันพระสุริโยทัยขาดคอช้างประกอบ โคลง ภาพพระราชพงศาวดารอยุธยา เป็นต้น
สมเด็จ ด็ พระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสวัสาอัยยิกาเจ้า
พระราชประวัติ สมเด็จ ด็ พระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสวัสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัวสา พระนามเดิม ว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๕ เป็น พระราชธิดา ลําดับที่ ๖๐ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และลํา ดับที่ ๔ ในสมเด็จ พระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) ได้เข้ารับ ราชการสนองพระเดชพระคุณเป็น พระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีพระราชโอรสธิดารวม ๘ พระองค์ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงเป็นต้นแบบของกุลสตรีไทยที่ทรงไว้ซึ่งคุณงาม ความดี ทรงดํารงพระชนม์ชีพอย่างเรียบง่าย ในขณะเดียวกัน พระองค์ยังสนพระราช หฤทัยในวิทยาการ ด้านต่างๆ ทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์สุขแก่ ประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งทางด้านการศึกษา อันเป็นรากฐานในการ พัฒนาคนให้มีคุณภาพ ทรงสนับสนุนให้สตรีมี โอกาสเล่าเรียนในระดับสูง และ พระราชทานพระราชทรัพย์บํารุงกิจการโรงเรียนทั้งในพระนคร อาทิ โรงเรียนราชินี โรงเรียนราชินีบน และในภูมิภาค อาทิ โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา และ โรง เรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม พระนามเดมิ วา่ พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจ้า สว่างวัฒนา ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๕ เป็นพระราชธิดา ลํา ดับที่ ๖๐ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และลําดับที่ ๔ ในสมเด็จ พระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) ได้เข้ารับราชการสนองพระเดช พระคุณเป็น พระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มี พระราชโอรสธิดารวม ๘ พระองค์ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงเป็นต้นแบบของกุลสตรีไทยที่ทรงไว้ซึ่งคุณงาม ความดี ทรงดํารงพระชนม์ชีพอย่างเรียบง่าย ในขณะเดียวกัน พระองค์ยังสนพระราช หฤทัยในวิทยาการ ด้านต่างๆ ทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์สุขแก่ ประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งทางด้านการศึกษา อันเป็นรากฐานในการ พัฒนาคนให้มีคุณภาพ ทรงสนับสนุนให้สตรีมี โอกาสเล่าเรียนในระดับสูง และ พระราชทานพระราชทรัพย์บํารุงกิจการโรงเรียนทั้งในพระนคร อาทิ โรงเรียนราชินี โรงเรียนราชินีบน และในภูมิภาค อาทิ โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา และ โรง เรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม
ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั ด้านสาธารณสุข ทรงจัดสร้างโรงพยาบาลสมเด็จ (ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา) ทรงริเริ่มหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้การรักษาแก่ประชาชนที่อยู่ห่างไกล และได้พระราชทาน ทุน ส่งแพทย์พยาบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อพัฒนาวงการ แพทย์ไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังทรงดำ รงตำ แหน่งสภานายิกาสภาอุณาโลม แดงองค์ที่ ๒ ต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สภานายิกาพระองค์แรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ เป็นระยะเวลายาวนานถึง ๓๕ ปี และได้พระราชทานทรัพย์ ส่ง นักเรียนไปเรียนต่างประเทศ เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์อย่างพอเพียง ด้านการศึกษา ทรงส่งเสริมการศึกษาทุกระดับ ทรงสนับสนุนสตรี โท ได้ กษาเราเรียนในระดับสูง ทรงเน้นให้ศึกษารอบด้านไม่เพียงแต่ ความรู้ในห้องเรียน อบรมให้เป็นคนมีเหตุผลมี กิริยามารยาท และการวางตัวที่เหมาะสม ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ เพื่อบำ รุง โรงเรียนต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เช่น โรงเรียนราชินี โรงเรียนนารีเฉลิม สงขลา เป็นต้น
เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)
ออกญาโกษาธิบดี มีชื่อเดิมว่า ป่าน เป็นบุตรของเจ้าแม่วัดดุสิต พระนมของ สมเด็จพระนารายณ์กษัตริย์องค์ที่ 27 ของอยุธยา และเป็นน้องชายของออกญา โกษาธิบดี (เหล็ก) ซึ่งดำ รงตำ แหน่งพระคลังระหว่างปี พ.ศ. 2200-2226 ต่อมาได้ เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระวิสุทธสุนทร (ป่าน) ในสมัยที่โกษาปานดำ รงตำ แหน่งเป็นพระ วิสูตรสุนทรได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตออกไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ในสมัยดัง กล่าวฝรั่งเศสมีอิทธิพลในราชสำ นักของพระนารายณ์มาก จุดประสงค์ของฝรั่งเศส คือ การเผยแพร่คริสต์ศาสนา และพยายามให้พระนารายณ์เข้ารีตเป็นคริสต์ชนด้วย รวมทั้ง ยังพยายามมีอำ นาจทางการเมืองในอยุธยา ด้วยการเจรจาขอตั้งกำ ลังทหารของตนที่ เมืองบางกอกและเมืองมะริด พระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นชายหนุ่มที่มีรูปงาม กิริยามารยาทเรียบร้อย มีไหวพริบดีรู้จักโต้ตอบ ได้ถูกเรื่องราวและกาลเทศะ ไม่มีอาการประหม่าสะทกสะเทิ้นเขิน อาย เป็นคนช่างสังเกตจดจำ สิ่งที่พบเห็นได้ทุกอย่างเมื่อเปลี่ยนแผ่นดินเป็นสมเด็จพระ เพทราชานั้น พระยาโกษาธิบดี (ปาน) นั้นได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี แต่ด้วย เหตุที่เป็นคนซื่อสัตย์ต่อสมเด็จพระนารายณ์ฯ ดังนั้นเมื่อเห็นว่าสมเด็จพระเพทราชา กระทำ การไม่สมควรกรณี แต่งตั้งทั้งพระมเหสีและพระขนิษฐาของสมเด็จพระนารายณ์ เป็นพระมเหสี จึงทำ ให้สมเด็จพระเพทราชานั้นทรงกริ้วเป็นอันมาก จึงหาเหตุให้ต้องพระ ราชอาญา เมื่อ พ.ศ. 2243 ภรรยาตลอดจนทรัพย์สมบัติของท่านก็ถูกริบหมด และมี โทษโบยด้วยเชือกจนสลบ เล่ากันว่าหลังนั้นไม่มีเนื้อดีจนมีการกล่าวกันว่า เจ้าพระยาโกษ าธิบดี (ปาน) นั้นมีความเกรงกลัวพระราชอาญาเสียจนไม่กล้าที่จะกราบทูลเรื่องสำ คัญๆ จนในที่สุดถึงแก่อสัญกรรม ด้วยความโทมนัสที่ถูกพระราชอาญาและต้องโทษโบยอยู่ เสมอ ส่วนครอบครัวของท่านก็ได้แตกฉานซ่านเซ็นไปอยู่คนละทิศละทาง เมื่อกรุง ศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งสุดท้าย คุณทองดีซึ่งเป็นหลานปู่ของโกษาปานได้อพยพไปอยู่ กับเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ต่อมาเมื่อเหตุการณ์สงบได้มาตั้งนิวาสสถานอยู่ ณ ตำ บลสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี ท่านผู้นี้ปรากฏว่าเป็นบิดาของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฟ้ จุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ออกญาโกษาธิบดี (ปาน) ได้รับการยกย่องสรรเสริญในเรื่องความสามารถทำ ให้ไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่าง ชาติ และจากบุคลิกของท่านที่เฉลียวฉลาด มีมารยาทเรียบร้อย ช่างสังเกต ช่างจดจำ พูดจาหลักแหลมคมคาย ทำ ให้ท่านประสบความสำ เร็จในการประกาศชื่อเสียง และ เกียรติคุณของประเทศชาติ จากผลงาน การเป็นหัวหน้าคณะราชทูตไทยไปเจริญ สัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศสจนประสบผลสำ เร็จของออกญาโกษาธิบดี (ปาน) ทำ ให้ ไทยรอดพ้นจากการคุกคามของฮอลันดา ประวัติเจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน)
ออกพระวิสุทธิ์สุนทร (ป่าน) ออกเดินทางไปฝรั่งเศส เมื่อธันวาคม พ.ศ. 2228 ได้ เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อ 1 กันยายน พ.ศ. 2229 และเดินทางกลับเมื่อ 27 กันยายน พ.ศ. 2230 รวมเดินทางไปกลับอยุธยาฝรั่งเศสทั้งหมด 1 ปี 9 เดือน โกษา ปานเป็นนักการทูตที่สุขุม ไม่พูดมาก ละเอียดลออในการจดบันทึกที่ได้พบเห็นในการเดิน ทางครั้งนั้น สำ หรับการเข้าเฝ้าในครั้งนี้ ออกพระวิสุทธิ์สุนทร (ปาน) ได้กระทำ หน้าที่เป็นผู้ แทนของราชสำ นักอยุธยาอย่างถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีการเข้าเฝ้า จนชาว ฝรั่งเศสได้กล่าวยกย่องชื่นชมคณะทูตไทย ซึ่งถือว่าการไปเจริญสัมพันธไมตรีครั้งนี้ ประสบความสำ เร็จเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำ ให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส แน่นแฟ้นฟ้ยิ่งขึ้น การเจริญสัมพันธไมตรีของพระวิสุทธิ์สุนทร (ป่าน) และคณะราชทูตใน ครั้งนั้นได้สร้างชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในทวีปยุโรป เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระเจ้าแผ่น ดินทางด้านตะวันออกแต่งคณะราชทูตไปยังสำ นักฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ทรงจัดการ รับรองคณะราชทูตจากกรุงศรีอยุธยาอย่างสมเกียรติยศ และโปรดให้จัดทำ เหรียญที่ ระลึก และมีการเขียนรูปราชทูตไทยเข้าเฝ้า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสเป็นที่ระลึก ด้วย ในปลายสมัยของพระนารายณ์มีความรู้สึกต่อต้านชาวต่างชาติ (โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งฝรั่งเศส) ในหมู่ขุนนางไทยและพระสงฆ์ พระเพทราชา เจ้ากรมช้าง (ซึ่งต่อมาเป็น กษัตริย์องค์ที่ 28 ของอยุธยา) ทรงเป็นผู้นำ ในการต่อต้านครั้งนี้ โกษาปานได้เข้าเป็น ฝ่ายของพระเพทราชา เมื่อพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ โกษาปานได้รับ มอบหมายให้เป็นผู้เจรจากับนายพลฝรั่งเศสที่คุมป้อมอยู่ที่เมืองบางกอกให้ถอนทหาร ออกไปจากอาณาจักรไทยได้สำ เร็จ ผลงานที่สำที่สำ คัญ
หม่อมราโชทัย ทั หรือหม่อมราชวงศ์กระต่า ต่ ยอิศรางกูร กู
ประวัติของหม่อมราโชทัย หม่อมราโชทัย นามเดิม หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร เป็นบุตรหม่อมเจ้าชอุ่ม (ต่อ มาคือพระวงศ์เธอ กรมหมื่นเทวานุรักษ์ โอรสสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฟ้กรมขุน อิศรานุรักษ์ (ต้นราชสกุลอิศรางกูร)) กับหม่อมนก เกิดเมื่อ พ.ศ. 2362 ม.ร.ว.กระต่ายได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงเดิมมาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวทรงผนวชในรัชกาลที่ 3 และได้เรียนภาษาอังกฤษกับหมอบลัดเลย์ เมื่อพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ม.ร.ว.กระต่ายจึงได้เข้ารับราชการเป็น ราชเลขานุการ ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นหม่อมราโชทัย ราวก่อนหรือต้น พ.ศ. 2398 พ.ศ. 2400 หม่อมราโชทัยได้ทำ หน้าที่เป็นล่ามร่วมคณะทูตที่พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นหัวหน้าเดินทางไปเจริญทางพระไมตรีกับประเทศอังกฤษ เมื่อกลับมา ได้รับพระราชทานพานทองเล็กเป็นบำ เหน็จความชอบในราชการ แล้วได้เป็นอธิบดีผู้ พิพากษาศาลต่างประเทศคนแรก และทำ หน้าที่ช่วยราชการติดต่อกับอังกฤษในเรื่องต่าง ๆ เช่นต้อนรับลอร์ดเฮย์ (Lord John Hay) ผู้บัญชาการทัพเรืออังกฤษที่เข้ามา กรุงเทพฯ ในพ.ศ. 2404 เป็นต้น นอกจากได้เขียนจดหมายเหตุเป็นรายงานไว้แล้ว หม่อมราโชทัยได้นำ เนื้อความจดหมายเหตุมาแต่งขยายเป็นกลอน เรียกชื่อว่านิราศ ลอนดอน* ขายกรรมสิทธิ์การพิมพ์ครั้งแรกให้หมอบรัดเลย์เป็นเงิน 400 บาทเมื่อพ.ศ. 2404 ภายหลังเมื่อพ.ศ. 2408 มีประกาศขายหนังสือใน บางกอกรีคอเดอร์โดยระบุว่า “เจ้าของหนังสือนิราศลอนดอนนั้นอยู่ที่แพริมปากคลอง ขุดตพานหัน ชื่อนายจ่ารง” หม่อมราโชทัยถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2410 อายุได้ 48 ปี
ด้านการต่างประเทศ หม่อมราโชทัยได้ดำ รงตำ แหน่ง หม่อมราโชทัย ล่ามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ล่ามหลวงประจำ คณะทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ก่อให้เกิดผลดีต่อการต่างประเทศ และด้วยความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ ของหม่อมราโชทัย ทำ ให้สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษทรงสนพระทัย จนถึงกับรับสั่งถาม หม่อมราโชทัยว่าเรียนภาษาอังกฤษมาจากที่ใด จึงสามารถใช้ ภาษาอังกฤษได้ดีเช่นนี้ ด้านการศาล ภายหลังจากที่หม่อมราโชทัยได้ไปราชการต่างประเทศในตำ แหน่งล่ามประจำ คณะทูตไทย ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้หม่อมราโชทัยได้ ดำ รงตำ แหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลต่าง ประเทศ อันเกี่ยวข้องกับคดีความของชาวต่างประเทศเป็นคนแรก ใน พ.ศ. ๒๕๐๑ ซึ่งนับได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อศาลสถิตยุติธรรมโดยเฉพาะศาลการต่างประเทศของไทย ด้านวรรณกรรม หลังจากหม่อมราโชทัยได้เดินทางกลับจากอังกฤษแล้ว ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย บันทึกความ ทรงจำ เกี่ยวกับการเดินทางไปกับคณะทูตแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว หรือที่เรียกว่า “จดหมายเหตุเรื่อง ราชทูตไทยไปลอนดอน” และได้แต่ง บทกวีนิพนธ์เรื่อง “นิราศลอนดอน” ซึ่งมีเนื้อความเดียวกับจดหมายเหตุ แต่สามารถ เล่ารายละเอียดได้ตามความต้องการมากกว่า เพราะมีลักษณะเป็น งานส่วนตัวจึง เขียนได้อย่างอิสระ นิราศลอนดอนตีพิมพ์ใน พ.ศ. ๒๕๐๒ และใน พ.ศ. ๒๕๐๔ หมอบ รัดเลย์ได้ซื้อกรรมสิทธิ์หนังสือนิราศ ลอนดอนจากหม่อมราโชทัย นับเป็นการขาย กรรมสิทธิ์หรือ ผลงานที่สำที่สำ คัญ
สมเด็จ ด็ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
ประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นบุตรคนใหญ่ของสมเด็จพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) และท่านผู้หญิงจัน เกิดในตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฟ้จุฬาโลก มหาราช เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๕๑ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม ๙ คน บรรพบุรุษ ของตระกูลบุนนาคเป็นเสนาบดีคนสำ คัญมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และได้รับราชการแผ่นดินสืบทอดต่อ กันมา สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้รับการศึกษาและฝึกฝนวิชาการต่าง ๆ เป็นอย่างดี เนื่องจากบิดาของท่านเป็นเจ้าพระยาพระคลังเสนาบดีที่ว่าการต่างประเทศและว่าการปกครองหัว เมืองชายฝั่งทะเลมาก่อน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์มีความสนใจในภาษาอังกฤษ สามารถ พูด และอ่านตำ ราภาษาอังกฤษในสมัยนั้นได้อย่างคล่องแคล่ว ท่านได้คบหากับชาวตะวันตก ที่เข้ามา ในประเทศไทยในสมัยนั้น โดยเฉพาะหมอบรัดเลย์ ท่านยังเป็นบุคคลสำ คัญในการเจรจาและ ทำ สัญญากับชาติตะวันตก ที่เข้ามาติดต่อกับไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ โดยตลอด นอกจากนี้ยังมีความสามารถ ในการต่อเรือแบบฝรั่ง จนสามารถต่อเรือกำ ปั่นขนาดใหญ่เป็นจำ นวน หลายลำ ท่านยังมีความสนใจในความรู้อื่น ๆ เช่น วรรณคดี การค้าการปกครอง เป็นต้น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ในสมัยรัชกาลที่ ๒ และรับ ราชการมาโดยตลอดจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ มีตำ แหน่ง ราชกาลในระดับสูงคือ อัครมหาเสนาบดีที่ สมุหกลาโหม ในสมัยรัชกาลที่ ๔ และดำ รงตำ แหน่งผู้สำ เร็จราชการ แผ่นดินเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ ยัง ทรงพระเยาว์ ภายหลังจากที่ลาออกจากราชกาลในบั้นปลายชีวิต ท่านยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา ราชการแผ่นดินจนถึงแก่พิราลัย นับเป็นมหาบุรุษคนสำ คัญ ของประเทศชาติที่ประกอบคุณงามความ ดีจนเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง ดังบันทึกของ เซอร์จอห์น เบาวริ่ง ทูตอังกฤษที่เข้ามาติดต่อกับ ไทยในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งกล่าวไว้ว่า “เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์คนนี้ ถ้าไม่เป็นคนเจ้ามารยา หรือคนรัก บ้านเมืองของตนก็ตาม ต้องยอมรับว่าฉลาดล่วงรู้การล้ำ คนทั้งหลายที่เราได้พบในที่นี้ ทั้งมีกริยา อัชฌาสัย อย่างผู้ดี และรู้จักพูดจาเหมาะแก่การ” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง ตระหนักพระทัย และ ยกย่องเกียรติคุณของท่านว่า “ครั้นถึงราชกาลปัจจุบัน ได้รับตำ แหน่งผู้สำ เร็จ ราชการแผ่นดิน ฉลองพระเดชพระคุณโดยอัธยาศัย เที่ยงธรรม ซื่อตรงมิได้แลเกรงผู้ใด จะว่ากล่าว ตัดสินการสิ่งใดจะเป็นคุณประโยชน์โดยทั่วกัน และเป็นแบบอย่างต่อไปภายหน้า สิ้นกาลนาน” สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์สมรสกับท่านผู้หญิงกลิ่น มีบุตรและธิดารวมกัน ๔ คน ในบั้นปลายชีวิต ของท่านมักจะพักอยู่ที่เมืองราชบุรี และถึงแก่พิราลัยด้วยโรคลมบนเรือที่ปากคลอง กระทุ่มแบน ราชบุรี รวมอายุ ๗๔ ปี เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๔๒๕ สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จ เจ้าพระยาจึงได้จัดพิธีรำ ลึกถึงท่านในวันที่ ๑๙ มกราคม ของทุกปี เรียกว่า วันคล้ายวันพิราลัย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ จึงเป็นศูนย์รวมของทุกคนในสถาบันแห่งนี้ที่จะประกอบคุณ ความดีทั้งปวง และมีความสามัคคีต่อกันเพื่อเทิดทูนเกียรติของท่านตลอดไป
ด้านการเมืองการปกครอง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้เข้ารับราชการแผ่นดินตั้งแต่ในสมัย รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ ได้มีบทบาทสำ คัญทางการเมืองการปกครอง เช่น ในขณะเป็นพระยาศรีสุริยวงศ์ ในปลายรัชกาลที่ ๓ ได้มีความเห็นร่วมกับเจ้าพระยา พระคลัง (ดิศ) และเสนาบดีกรมมหาดไทย พระยา ราชสุภาวดี และขุนนางคนอื่น ๆ ว่า สมเด็จเจ้าฟ้าฟ้มงกุฎสมควรเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบต่อจากรัชกาลที่ 9 ยิ่งกว่าเจ้านาย พระองค์อื่นๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก่อนพระองค์จะเสด็จ สวรรคต ได้ทรงมอบหน้าที่ รักษาแผ่นดินให้แก่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ และเมื่อรัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้เชิญ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ขุนนางผู้ใหญ่ และ พระราชาคณะผู้ใหญ่มาประชุมอัญเชิญเจ้าฟ้าฟ้จุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิต ประชานารถ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ขณะที่ มี พระชนมายุเพียง ๑๔ พรรษาเศษ โดยที่ประชุมเห็นสมควรแต่งตั้งให้เจ้าพระยาศรี สุริยวงศ์เป็นผู้สำ เร็จราชการ แผ่นดินไปจนกว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวจะทรงมีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา ซึ่งเจ้าพระยา ศรีสุริยวงศ์ได้ดำ รงตำ แหน่ง เป็นผู้สำ เร็จราชการแผ่นดินด้วยความจงรักภักดี ภายหลังที่พ้นจากตำ แหน่ง ผู้สำ เร็จ ราชการแผ่นดินไปแล้ว ก็ทรงโปรดเกล้าฯ เลื่อนให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าพระยา บรมมหาศรีสุริยวงศ์ ด้านกฎหมาย ในช่วงสมัยที่เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ดำ รงตำ แหน่งผู้สำ เร็จราชการแผ่นดิน ได้ มีผลงาน สำ คัญในการตรากฎหมายลดอัตราดอกเบี้ย พ.ศ. ๒๕๑๑ จากเดิมซึ่งคิดเป็น ร้อยละ ๓๐ - ๔๐ หรือร้อยละ ๕๐-๖๐ ต่อปี ลดลงเหลือไม่เกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี ซึ่งเป็น กฎหมายสำ คัญที่ช่วยสกัดกั้นมิให้คนต้องกลาย เป็นทาสและมีการออกกฎหมายพยาน พ.ศ. ๒๕๑๓ เพื่อป้องกันมิให้ถ่วงคดี เป็นต้น ด้านการต่างประเทศ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์มีส่วนร่วมในการเจรจาทำ สัญญาการค้าและ ไมตรีกับประเทศมหาอำ นาจตะวันตกเป็นผลสำ เร็จ แม้จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามไปบ้างใน ยุคล่าอาณานิคม แต่ไทยก็สามารถรักษาเอกราชไว้ได้ และในปีต่อมาทูตอเมริกันและ ฝรั่งเศสก็ได้เข้ามาทำ หนังสือสัญญาการค้า โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ มีส่วนร่วมทำ สัญญาด้วยโดยมิให้คนไทยเสียเปรียบแก่ต่างชาติ ผลงานที่สำที่สำ คัญ
ด้านการพัฒนาประเทศ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้ทำ นุบำ รุงประเทศชาติให้มีความ เจริญ รุ่งเรืองหลายด้าน เช่น เป็นผู้อำ นวยการสร้างวังที่เมืองเพชรบุรี ได้สั่งให้รื้อบ้านรก รุงรังติดกำ แพง พระบรมมหาราชวังทั้งด้านในและด้านริมน้ำ ออกจนหมด ขยายถนน รอบกำ แพงเมือง สร้างตึกแถวและตลาดท่าเตียน ขยายถนนบำ รุงเมือง เฟื่อฟื่งนคร สั่ง ให้ขุด คลองนครเนื่องเขตต์ และอำ นวยการขุดคลองเปรมประชากร เป็นต้น ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้ริเริ่มประเพณีการทำ บุญ วันเกิดเป็น ครั้งแรก ซึ่งต่อมาประเพณีนี้ได้แพร่หลาย ไปในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนาง และ สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (นั่งกลาง) และคณะขุนนางฝ่ายไทยที่ร่วมลงนามใน สนธิสัญญากับท่านกราฟ ออยเลนบูร์ก ทูตประเทศปรัสเซีย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕
ลาลูแบร์
ลาลูแบร์" มีชื่อเต็มว่า "ซีมง เดอ ลา ลูแบร์"(21 เมษายน พ.ศ. 2185-26 มีนาคม พ.ศ. 2272) เป็นราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ได้เดินทางมาประเทศไทยในรัช สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย โดยเดินทางมาที่กรุง ศรีอยุธยาพร้อมกับเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และทหารของฝรั่งเศสประมาณ 600 คน เดอ ลาลูแบร์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะทูตฝรั่งเศสร่วมกับโกลด เซเบอแร ดูว์ บูแล (Claude Céberet du Boullay) เดินทางมาอยุธยาเพื่อเจรจาเรื่องศาสนา และการค้าของฝรั่งเศสในอาณาจักรอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2230 ในการเจรจานั้นอยุธยาไม่สู้ จักยินยอมรับข้อเสนอของฝรั่งเศส ทำ ให้เสียเวลาในการเจรจาหลายสัปดาห์ ในที่สุดฝ่าย ไทยก็ยินยอมรับข้อเสนอตามความประสงค์ของฝรั่งเศสและทั้งสองฝ่ายได้ลงนามใน สัญญาการค้าที่เมืองลพบุรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม นอกจากจะเป็นหัวหน้าคณะทูตจากฝรั่งเศสแล้ว เดอ ลา ลูแบร์ ยังได้รับคำ สั่งให้สังเกต เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับอาณาจักรอยุธยาและบันทึกข้อสังเกตทั้งหลายเหล่านั้นกลับไป รายงานให้ราชสำ นักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้รับทราบด้วย จดหมายเหตุเหล่านี้ได้กลาย เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าต่อแวดวงวิชาประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยา เพราะกล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่ สังคม ประเพณี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หลายสิ่ง หลายอย่างของคนในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงนับได้ว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มี จารึกเป็นลายลักษณ์อักษร ประวัติ วัติ ลาลูแบร์
ด้านการค้า ในการเจรจากับอยุธยาเพื่อการค้าของฝรั่งเศส ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสัญญาการ ค้าที่เมืองลพบุรี เมื่อวันที่๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๓๐ ผู้แทนฝ่ายไทยที่ลงนาม คือ ออกญา พระ เสด็จผู้รักษาการตำ แหน่งเจ้าพระยาพระคลัง และพระศรีพิพัฒน์รัตนราช สำ หรับผู้แทนฝรั่งเศส คือ ลาลูแบร์ และเซเบเรต์ ลาลูแบร์กลับถึงฝรั่งเศสในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๒๓๑ ฝรั่งเศส พอใจสัญญาฉบับนี้มาก แต่มิได้มีโอกาส บท ปฏิบัติตามสัญญา เพราะอยุธยาได้เกิดการกวาด ล้างอำ นาจและอิทธิพลของฝรั่งเศสเสียก่อน ลาลูแบร์ผู้นี้นอกจากจะเป็นหัวหน้าคณะทูตจาก ฝรั่งเศสแล้วเขายังได้รับคำ สั่งให้สังเกตเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับอาณาจักรอยุธยาที่ได้พบเห็น และบันทึกข้อสังเกตทั้งหลายเหล่านั้นเพื่อกลับไปรายงานให้ราชสำ นัก ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสได้ทรงทราบบันทึกเหล่านี้ได้กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่มีคุณค่าต่อ การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยาเป็น อย่างมากซึ่งได้มีการตีพิมพ์ออกมาเป็นภาษา ฝรั่งเศส และมี การแปลออกมาเป็นภาษาไทยที่มีชื่อเรียกว่า “จดหมายเหตุ ลาลูแบร์ (Du Royaume de Siam) จดหมายเหตุลาลูแบร์ในประเทศไทยมีอยู่ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระ องค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงพระนิพนธ์แปล โดยทรงแปลมาจาก ฉบับภาษาอังกฤษ และฉบับแปลของสันต์ ท.โกมลบุตร จากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส ความมุ่งหมายในการเขียน เพ่งเล็งในด้านอาณาเขต ความอุดมสมบูรณ์ คุณภาพ ของดินในการกสิกรรม ภูมิอากาศเป็นประการแรก ต่อมาเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีโดยทั่ว ๆ ไป รวมถึงคำ ศัพท์หรือสรรพนามเรียกขานบุคคลต่าง ๆ ที่ผู้คนในกรุงสยามใช้กันในขณะนั้น ด้วย โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ และเฉพาะเรื่องเฉพาะรายละเรื่องเกี่ยวกับรัฐบาลและ ศาสนาจะกล่าวในตอนท้าย และได้รวบรวมบันทึกความทรงจำ เกี่ยวกับประเทศนี้ที่เจ้าตัวได้นำ ติดตัวมาด้วยไปผนวกไว้ตอนท้าย และเพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักชาวสยามโดยแจ่มชัด จึงได้เอาความ รู้เกี่ยวกับอินเดียและจีนหลายประการมาประกอบด้วย นอกจากนั้นยังได้แถลงว่าจะต้องสืบเสาะ ให้รู้เรื่องราว พิจารณาสอบถาม ศึกษาให้ถึงแก่นเท่าที่จะทำ ได้ ก่อนเดินทางไปถึงประเทศสยาม ได้อ่านจดหมายเหตุทั้งเก่าและใหม่ บรรดาที่มีผู้เขียนขึ้นไว้เกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ ในภาคพื้น ตะวันออก ถ้าไม่มีสิ่งดังกล่าว ลาลูแบร์อาจใช้เวลาสักสามปี ก็คงไม่ได้ข้อสังเกตและรู้จัก ประเทศสยามดี ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั
บาทหลวงปาลเลอกัว กัซ์
ประวัติบาทหลวงปาลเลอกัวซ์ พระสังฆราชปัลเลอกัวซ์เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2348 ที่ เมืองโกตดอร์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อท่านอายุได้ 23 ปี ท่านก็ได้ตัดสินใจบวชเป็นบาทหลวง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2371 ที่เซมินารีของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส จากนั้นท่าน ก็ได้รับหน้าที่ให้ไปเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ณ ประเทศไทย และท่านได้ออกเดินทางเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2371 ถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2372 ในปี พ.ศ. 2381 ท่านได้รับตำ แหน่งอธิการโบสถ์คอนเซ็ปชัญ ท่านได้ปรับปรุงโบสถ์แห่งนี้ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2217 ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แล้วจากถูกทิ้งร้างมานานแล้วย้ายไปอยู่ที่ โบสถ์อัสสัมชัญในปี พ.ศ. 2381 จนปี พ.ศ. 2378 มุขนายก ฌ็อง-ปอล-อีแลร์-มีแชล กูร์เวอซี (Jean-PaulHilaire-Michel Courvezy) ประมุขมิสซังสยามในขณะนั้นได้แต่งตั้งท่านเป็นอุปมุขนายก (vicar general) แล้วให้ดูแลดินแดนสยามในช่วงที่ท่านไปดูแลมิสซังที่สิงคโปร์ เมื่อกลับ มาก็ได้รับอนุญาตจากสันตะสำ นักให้อภิเษกท่านปาเลอกัวเป็นมุขนายกรองประจำ มิสซัง สยาม (Coadjutor Vicar Apostolic of Siam) ในปี พ.ศ. 2381 พร้อมทั้งดำ รง ตำ แหน่งมุขนายกเกียรตินามแห่งมาลลอส เมื่อมีการแบ่งมิสซังสยามออกเป็นสองมิสซัง ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประมุขมิสซังสยามตะวันออกเป็นท่านแรก ในวันที่ 10 ก.ย. พ.ศ. 2384
ด้านอักษรศาสตร์ บาทหลวงปาลเลอกัวซ์ศึกษาภาษาไทยและบาลีจนมีความรู้แตกฉานและได้ทำ พจนานุกรม ภาษาไทยขึ้น โดยมีวชิรญาณเถระ ได้ทรงช่วยจัดทำ ด้วย และบาทหลวงปาลเลอกัวซ์ได้ถวาย การสอนภาษาละตินให้พระองค์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำ คัญที่ทำ ให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงทราบความรู้และความคิดของชาวตะวันตกนอกจากนี้ บาทหลวงปาลเลอกัวซ์ได้ เขียนพจนานุกรมสี่ภาษา คือ ภาษาไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ หรือสัพพะ พะจะนะ พาสาไท พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2397 เขียนหนังสือไวยากรณ์ภาษาไทยเป็นภาษาฝรั่งเศส และแต่งหนังสือ เรื่อง "เล่าเรื่องเมืองสยาม" ทำ ให้ชาวยุโรปรู้จักเมืองไทยดียิ่งขึ้น ด้านวิทยาการตะวันตก บาทหลวงปาลเลอกัวซ์มีความรู้ในด้านภูมิศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะดาราศาสตร์ ฟิสิฟิ สิกส์ และเคมี และมีความรู้ความชำ นาญทางด้านวิชาการถ่ายรูป รวมทั้งเป็นผู้นำ วิทยาการ ถ่ายรูปเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2388 โดยสั่งซื้อกล้องถ่ายรูปมาจากฝรั่งเศส และมี ฝีมือในการชุบโลหะ ซึ่งบุตรหลานข้าราชการบางคนได้เรียนรู้วิชาเหล่านี้จากท่าน นอกจากนี้ บาทหลวงปาลเลอกัวซ์ได้สร้างโรงพิมพ์ภายในวัดคอนเซ็ปชัญและจัดพิมพ์หนังสือสวดมนต์ ด้านศาสนา บาทหลวงปาลเลอกัวซ์ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่คริสตศาสนจักรคาทอลิกใน ประเทศไทย เช่น สร้างสำ นักพระสังฆราชเพื่อเผยแผ่คริสต์ศาสนาที่วัดอัสสัมชัญบางรัก และ ได้ย้ายจากวัดคอนเซ็ปชัญไปอยู่ที่วัดอัสสัมชัญจนกระทั่งมรณภาพ ผลงานที่สำที่ สำ คัญ
หมอบรัดเลย์ (ดร.แดน บีช บรัดเลย์)
ประวัติ วัติ หมอบรัดเลย์ (ดร.แดน บีช บรัดเลย์) แดเนียล บีช บรัดเลย์ เป็นชาวเมืองมาร์เซลลัส (Marcellus) เกิดเมื่อ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2347 บุตรคนที่ห้าของนายแดน บรัดเลย์และนางยูนิช บีช บรัดเลย์ สำ เร็จการแพทย์จาก มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สมรสกับภรรยาคนแรก เอมิลี รอยส์ บรัด เลย์ และภรรยาคนที่สอง ซาราห์ แบลคลี บรัดเลย์ แดเนียล บีช บรัดเลย์ ถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2378 ซึ่งตรงกับ วันเกิดปีที่ 31 พอดี โดยมาถึงพร้อมภรรยา เอมิลี เข้ามาทำ งานในคณะกรรมธิการพันธ กิจคริสตจักรโพ้นทะเล (American Board of Commissioners for Foreign Missions) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2379 ในสมัยรัชกาลที่ 3 พักอาศัยอยู่แถววัด เกาะสำ เพ็ง (วัดสัมพันธวงศ์) โดยอาศัยพักรวมกับครอบครัวของศาสนาจารย์สตีเฟน จอห์นสัน หมอบรัดเลย์เปิดโอสถศาลาขึ้นเป็นที่แรกในสยาม เพื่อทำ การรักษา จ่ายยาและ หนังสือเกี่ยวกับศาสนาให้กับคนไข้ แต่เนื่องจากในย่านนั้นมีชาวจีนอาศัยอยู่ กิจการนี้จึง ถูกเพ่งเล็งว่าอาจทำ ให้ชาวจีนกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลสยามได้ จึงกดดันให้เจ้าของ ที่ดินคือนายกลิ่น ไม่ให้มิชชันนารีเช่าอีกต่อไป ต่อมาจึงย้ายไปอยู่แถวกุฎีจีน ที่เป็นย่าน ของชาวโปรตุเกส เช่าบ้านที่ปลูกให้ฝรั่งเช่าของเจ้าพระยาพระคลัง ซึ่งต่อมาคือสมเด็จ พระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) บริเวณหน้าวัดประยุรวงศาวาส โดยหมอบรัด เลย์และคณะมิชชันนารีดัดแปลงบ้านเช่าที่พักแห่งใหม่นี้เป็น โอสถศาลา เปิดทำ การเมื่อ 30 ตุลาคม 2378 ที่บ้านพักแห่งใหม่นี้ หมอบรัดเลย์ได้ทำ การผ่าตัดครั้งสำ คัญในประวัติศาสตร์การ แพทย์ของไทย โดยตัดแขนให้แก่พระภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2380 พระ ภิกษุรูปนั้นประสบอุบัติเหตุจากกระบอกบรรจุดินดำ ทำ พลุแตก ในงานฉลองที่วัดประยุร วงศ์ ซึ่งประสบความสำ เร็จดีจนเป็นที่เลื่องลือ เพราะแต่ก่อนคนไทยยังไม่รู้วิธีผ่าตัด ร่างกายมนุษย์แล้วยังมีชีวิตอยู่ดี เมื่อ พ.ศ. 2395 จึงมาเช่าที่หลวง ตั้งโรงพิมพ์อยู่บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ข้างป้อมวิชัยประสิทธิ์ ติดกับพระราชวังเดิม พักอาศัยอยู่ที่นั่นจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2416 อายุ 69 ปี
ด้านการพิมพ์ หมอบรัดเลย์ได้จัดตั้งโรงพิมพ์หนังสือไทย เป็นคนแรก รวมทั้งคิดสร้างเครื่องพิมพ์ ด้วยไม้ ใน พ.ศ. ๒๓๙๖ ต่อมารัชกาลที่ ๓ ได้โปรดเกล้าฯ ให้จ้างโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ พิมพ์หมายประกาศห้ามสูบฝิ่นจำ นวน 6,000 ฉบับ ซึ่งนับ เป็นหนังสือราชการชิ้นแรกที่ใช้ วิธีการพิมพ์ ต่อมาหมอบรัดเลย์ ได้คิดหล่อตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๔ นอกจากนี้ยังได้ออกหนังสือพิมพ์รายเดือนชื่อ “บางกอก รีคอร์เดอร์” (Bangkok Recorder) โดยตัวท่านเองเป็นบรรณาธิการ นับเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย ด้านการแพทย์ หมอบรัดเลย์เป็นผู้นำ วิชาการแพทย์แผนใหม่มาเผยแพร่ในประเทศไทยเป็นคนแรก โดย ได้เริ่มผ่าตัดครั้งแรกในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้นำ วิธีรักษาโรคแผนใหม่ด้วยการฉีด วัคซีนป้องกัน ไข้ทรพิษมาใช้ในเมืองไทย รวมถึงเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และ ดาราศาสตร์เบื้องต้นอีกด้วย ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี หมอบรัดเลย์เป็นผู้เผยแพร่ประวัติศาสตร์ไทย ตำ นานไทย ขนบธรรมเนียม พระ ไทย ความรู้ในภาษาไทย รวมถึงศาสนา และประเพณีไทยให้ชาวต่างประเทศได้รู้จักอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกัน ก็เป็นผู้นำ ขนบธรรมเนียมประเพณีแบบตะวันตกมาเผยแพร่ให้ เป็นที่รู้จักใน หมู่เจ้านายและขุนนางไทย ทำ ให้เกิดความเข้าใจ ในจน รรมเนียมประเพณียงกันและกัน อันมี ส่วนช่วยให้การ ติดต่อระหว่างกันจะดวกยิ่งขึ้น ผลงานที่สำที่สำ คัญ
พระยารัษฎานุประดิษฐ์ม ฐ์ หิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง)
ประวัติพระยารัษฎานุประดิษฐ์ม ฐ์ หิศรภักดี พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้) เกิดที่จังหวัดระนอง เมื่อวันพุธ เดือน 5 ปีมะเส็ง พ.ศ. 2400 เป็นบุตรชายคน สุดท้องของ พระยารัตนเศรษฐี (คอซูเจียง) จีนฮกเกี้ยน ที่ได้ รับบรรดาศักดิ์เลื่อนฐานะจากพ่อค้าเป็นขุนนาง พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ มีมารดาเป็นชาวนา ชื่อกิ้ม มีพี่ชายต่างมารดา 5 คนดังนี้ 1. คอซิมเจ่ง (หลวงศรีโลหภูมิพิทักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองระนอง) 2. คอซิมก๊อง (พระยาดำ รงสุจริตมหิศรภักดี สมุหเทศาภิบาลมณฑลชุมพร) 3. คอซิมจั๋ว (หลวงศักดิ์ศรีสมบัติ ผู้ช่วยราชการเมืองระนอง) 4. คอซิมขิม (พระยาอัษฎงคตทิศรักษา ผู้ช่วยราชการเมืองกระบุรี) 5. คอซิมเต๊ก (พระยาจรูญราชโภคากรณ์ ผู้ช่วยราชการเมืองหลังสวน) พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เริ่มรับราชการในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวเมื่อ พ.ศ. 2425 โดยพี่ชายคือ พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) เจ้าเมืองระนองขณะนั้น เป็นผู้นำ ตัว ไปถวายเป็นมหาดเล็ก และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ หลวงบริรักษ์ โลหะวิไสย ผู้ช่วยเมืองระนอง แล้วเลื่อนเป็นที่ พระวัษฎงคตทิศรักษา เจ้าเมืองกระบุรี เมื่อพ.ศ. 2428 ได้แสดง ความสามารถ สร้างบ้านบำ รุงเมืองให้เป็นที่ปรากฎ จึงได้รับพระ มหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เจ้าเมืองตรังในปี พ.ศ. 2433 และในปี พ.ศ. 2455 โปรดเกล้าให้เป็น สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต