1. ด้านการปกครอง กุศโลบายหลักในการปกครองของท่านคือ หลักพ่อปกครองลูก ทำ นองเดียวกับที่ใช้ในยุค สุโขทัย นอกจากจะยึดหลักพ่อปกครองลูกแล้ว ยังยึดหลักในการแบ่งงาน และความรับผิดชอบแก่ผู้ ใต้บังคับบัญชา ดังจะเห็นได้จาก การริเริ่มจัดตั้งที่ว่าการกำ นันขึ้นเป็นแห่งแรก ที่มณฑลภูเก็ต และได้ จัดระเบียบการประชุมผู้ใหญ่บ้าน กำ นัน นายอำ เภอให้เป็นที่แน่นอน 2. ด้านการส่งเสริมอาชีพราษฎร อาจจะเป็นเพราะพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เกิดในตระกูลพ่อค้า ท่านจึงมีโลกทรรศน์ ต่างจาก ขุนนางอื่น ๆ คือ มีอุปนิสัยบำ รุงการค้า เมื่อเป็นเจ้าเมืองตรังได้ย้ายจากตำ บลควนธานีไปอยู่ตำ บล กันตังด้วยเหตุผลที่ว่า มีทำ เลการค้าที่ดีกว่า เรือกลไฟ เรือสินค้าใหญ่ สามารถเข้าถึงได้สะดวก เหล่า นี้เป็นต้น 3. ด้านการคมนาคม พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯให้ความสำ คัญเป็นที่สุด โดยเฉพาะการสร้างถนน 4. ด้านการรักษาความสงบและปราบปรามโจรผู้ร้าย พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ได้สร้างความคิดใหม่ขึ้นในหมู่ราษฎร กล่าวคือ ราษฎรทุกคนต้องถือ เป็นหน้าที่โดยเพื่อนบ้าน และเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามโจรผู้ร้ายจะทอดธุระให้แก่เจ้าพนักงาน บ้าน เมืองฝ่ายเดียวไม่ได้ 5. ด้านการศึกษา แม้พระยารัษฎานุประดิษฐ์จะเขียนหนังสือไม่ได้ แต่ท่านก็ประจักษ์ในคุณประโยชน์ของการ ศึกษา ได้พยายามสนับสนุนในทุกทาง เริ่มแรกให้ใช้วัดเป็นโรงเรียน จัดหาครูไปสอน บางครั้งก็นิมนต์ พระสงฆ์ไปสอน นอกจากนี้ ยังได้คัดเลือกบุตรหลานข้าราชการ ผู้ดีมีสกุลในจังหวัดต่าง ๆ ไปเรียน ภาษาอังกฤษที่ปีนัง เป็นต้น 6. ด้านการสาธารณสุข นอกจากพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ จะรณรงค์เรื่องความสะอาด บังคับให้ราษฎรดูแลบ้านเรือน ให้สะอาดเรียบร้อย ผลงานของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ นับได้ว่าเป็นเลิศกว่านักปกครองคนอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน ท่านได้รับการยกย่อง แม้ในหมู่ชาวต่างประเทศและตลอดแหลมมลายูยุคนั้นว่า เป็นผู้มีความสามารถ สูง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นทั้งนักปกครอง และนักพัฒนาในเวลาเดียวกัน เพื่อเป็นการแสดงกตัญญูต่อพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ราษฎรและข้าราชการ จังหวัดตรังจึงได้สละ ทรัพย์สมทบ สร้างอนุสาวรีย์ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีขึ้นที่ตำ บลทับเที่ยง อำ เภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ในวันที่ 10 เมษายน ของทุก ๆ ปีซึ่งเรียกกันว่า "วันพระยารัษฎานุประดิษฐ์" จะมีการวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ ผลงานสำ คัญ
พระยากัลยาณไมตรี
พระราชประวัติ พระยากัล กั ยาณไมตรี (ดร.ฟรานซอสบี. แชร์) พระยากัลยาณไมตรี มีนามเดิมว่า ฟรานซิส บี.แซร์ เกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2428 เป็นชาวอเมริกันโดยกำ เนิด เป็นบุตรของนายโรเบิร์ต แซร์ และนางมาร์ธา เนวิน บ้านเกิดอยู่ ทางตอนใต้ของเมืองเซาท์เบทเลเฮม รัฐเพนซิลเวเนีย ในชั้นต้นได้รับการศึกษาที่วิทยาลัยวิล เลียมส์ จากนั้นเข้าศึกษาและสำ เร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และต่อมาก็ได้สำ เร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต เป็นดร.ทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัย เดียวกัน ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ ได้เริ่มทำ งานในสายวิชาการ โดยดำ รงตำ แหน่งผู้ช่วยอธิการบดีวิทยา ลัยวิลเลียมส์ ระหว่าง พ.ศ. 2457 ถึง 2460 อธิการบดีมหาวิทยาลัย Princeton ระหว่าง พ.ศ. 2456 ถึง 2464 นอกจากนี้ในเวลาที่ดำ รงตำ แหน่งบริหารนี้ท่านยังคงเป็นผู้บรรยาย วิชาการปกครองและศาสตราจารย์ทางกฎหมายด้วย ด้านชีวิตครอบครัว ดร.แซร์ เข้าพิธี สมรสกับนางสาวเจสซี วูดโรว์ วิลสัน บุตรีของ ฯพณฯ วูดโรว์ วิลสัน ประธานาธิบดีแห่ง สหรัฐอเมริกา ที่ทำ เนียบขาว เมื่อพุทธศักราช 2456 กระทั่งพุทธศักราช 2466 รัฐบาลสยามในเวลานั้นได้ทาบทามไปยังสหรัฐอเมริกาผ่านทาง มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ต้องการหานักกฎหมายชาวต่างประเทศที่มีความรู้ความสามารถเข้ามา เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ท่านได้ปรึกษากับมิชชันนารีที่เคยเข้ามาเผยแผ่ศาสนาใน ประเทศไทยว่าสภาพสังคมบ้านเมืองและความเป็นอยู่เป็นอย่างไร แล้วในที่สุด ท่านก็ได้ตัดสิน ใจเดินทางมารับตำ แหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในประเทศไทย เมื่อท่านเข้ามารับตำ แหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินนั้น ประเทศสยามเพิ่งเสร็จจากการส่ง ทหารไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ไทยเรียกร้องที่จะยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ ผูกพันไทยไว้ตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม สำ หรับประเทศคู่สัญญาที่เป็นประเทศฝ่ายแพ้สงคราม สนธิสัญญาที่ไทยเสียเปรียบทั้งหลายนั้นก็เป็นอันเลิกไป หากแต่สำ หรับประเทศฝ่าย สัมพันธมิตรซึ่งเป็นฝ่ายชนะสงครามด้วยกัน การเจรจาเพื่อยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม กำ ลังเป็นปัญหาสำ คัญ เพราะนอกจากสหรัฐอเมริกาซึ่งยอมยกเลิกสนธิสัญญาโดยง่ายแล้ว ประเทศอื่น ๆ ที่เป็นฝ่ายชนะสงครามด้วยกัน ต่างก็ยังหวงผลประโยชน์ของตนที่ได้จากสนธิ สัญญาเดิมอยู่การเจรจาขอยกเลิกสนธิสัญญาจึงเป็นไปอย่างยากลำ บาก
ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั ด้านการต่างประเทศ ได้ดำ เนินการแก้ไขข้อผูกพันที่ไทย มีต่อประเทศต่างๆ ตามสนธิสัญญาที่ทำ ไว้ในสมัย รัชกาลที่ 5 เรื่องที่คนในบังคับต่างชาติไม่ต้องขึ้นศาลไทยและไทยจะเก็บภาษีขาเข้าจากต่าง ประเทศได้ไม่เกินร้อยละ ๓ ทำ ให้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ยินยอมยกเลิกข้อกำ หนด อัตราภาษีและสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ภายหลังที่ไทยประกาศและบังคับใช้ประมวล กฎหมายที่ได้แก้ไขตามมาตรฐานตะวันตกแล้ว ๕ ปี นอกจากนี้ท่านได้เป็นผู้แทนรัฐบาลไทย ไปเจรจากับประเทศต่างๆ ในยุโรป เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ทำ ให้ ประเทศยุโรปต่างๆ จำ นวน ๑๐ ประเทศ ต่างตกลงยินยอมลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรีและการพาณิชย์ ฉบับใหม่กับ ไทยตามแบบอย่างที่ไทยทำ กับสหรัฐอเมริกา ด้านการเมืองการปกครอง ได้เป็นผู้ทูลเกล้าฯ ถวายคำ แนะนำ เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองไทย เสนอเกี่ยวกับ ปัญหาหลังอำ นาจรัฐมนตรี การนิสภานิติบัญญัติ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มี ๑๒ มาตรา สําหรับการบริหารประเทศแด่พระบาทสมเด็จ พระราจ้า เป็นต้น
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
พระราชประวัติ วัติ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ชาวอิตาลีสัญชาติไทย เป็นประติมากรจาก เมืองฟลอเรนซ์ที่เข้ามารับราชการในประเทศไทยตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว โดยถือเป็นปูชนียบุคคลคนหนึ่งของไทยที่ได้สร้างคุณูปการในทางศิลปะและมีผล งานที่เป็นที่กล่าวขานจนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งและอาจารย์สอนวิชาศิลปะ ที่โที่รงเรียนประณีตศิลปกรรม ซึ่งภายหลังได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยศาสตราจารย์ศิลป์ได้ดำ รงตำ แหน่งอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัย มีความรักใคร่ ห่วงใยและปรารถนาดีต่อลูกศิษย์อยู่ตลอดจนเป็นที่รักและนับถือทั้งในหมู่ศิษย์และอาจารย์ ด้วยกัน ศาสตราจารย์ศิลป์ยังเป็นผู้วางรากฐานที่เข้มแข็งให้แก่วงการศิลปะไทยสมัยใหม่จากการ ที่ได้พร่ำ สอนและผลักดันลูกศิษย์ให้ได้มีความรู้ความสามารถในวิชาศิลปะทั้งงานจิตรกรรม และงานช่าง มีจุดประสงค์ให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจในศิลปะและสามารถสร้างสรรค์งาน ศิลปะได้ด้วยความสามารถของบุคลากรของตนเอง การก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรจึง เปรียบเสมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้แก่คนไทยเพื่อที่จะออกไปสร้างศิลปะเพื่อแผ่นดินของ ตน และถึงแม้จะริเริ่มรากฐานของความรู้ด้านศิลปะตะวันตกในประเทศไทย แต่ในขณะ เดียวกันศาสตรจารย์ศิลป์ก็ได้ศึกษาศิลปะไทยอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากต้องการให้คนไทย รักษาความงามของศิลปะไทยเอาไว้ จึงได้เกิดการสร้างลูกศิษย์ที่มีความรู้ทั้งงานศิลปะ ตะวันตกและศิลปะไทยออกไปเป็นกำ ลังสำ คัญให้แก่วงการศิลปะไทยเป็นจำ นวนมาก และ เกิดรูปแบบงานศิลปะไทยสมัยใหม่ในที่สุด ด้วยคุณูปการนี้ศาสตราจารย์ศิลป์จึงได้รับการยกย่องให้เป็นปูชนียบุคคลของ มหาวิทยาลัยศิลปากรและของประเทศไทย โดยเฉพาะในงานประติมากรรมที่ได้มีผลงานที่ โดดเด่นมากมายที่สร้างไว้แก่ประเทศไทย ได้แก่ พระพุทธรูปประธานที่พุทธมณฑล, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ,มิอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และรวมไปถึง พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่วงเวียนใหญ่,ญ่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร มหาราช, อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และพระบรมราชานุสาวรีย์ของกษัตริย์ไทยอีกหลาย พระองค์ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ศาสตรจารย์ศิลป์จงได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะ สมัยใหม่ของไทยและเป็นบิดาแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยในวันที่ 15 กันยายน ของทุกปี จะถือเป็นวันศิลป์ พีระศรี ซึ่งมหาวิทยาลัยจะจัดงานรำ ลึกขึ้นทุกปีเพื่อระลึกถึงคุณงาม ความดีของศาสตราจารย์ศิลป์ที่มีต่อมหาวิทยาลัยและประเทศไทยหลายประการ
ผลงานที่สำที่สำ คัญ คั ด้านศิลปกรรม ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี เข้าเป็น ข้าราชการในตำ แหน่งช่างปั้น กรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้ดำ รงตำ แหน่งเป็นอาจารย์ ช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา แล้วย้าย มาเป็นช่างปั้นสังกัดอยู่ใน กองประณีตศิลปกรรม กรมศิลปากร กระทรวงธรรมการ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านได้เป็น ผู้วางหลักสูตรการศึกษาด้านศิลปะของไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียม กับโรงเรียนศิลปะในยุโรป โดยได้เริ่มวางหลังพุทธวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้น โดยในคณะอื่นใช้ชื่อ “โรงเรียน ประณีตศิลปกรรม” ทำ การสอนให้กับผู้สนใจทั้งที่เป็นข้าราชการและคนไทยทั่วไป ซึ่งต่อมาได้ เปลี่ยน ชื่อเป็น "โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง” ใน พ.ศ. ๒๔๘๐ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้ยก ฐานะเป็นมหาวิทยาลัย ศิลปากร ตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟ โรจี ได้ขอโอนสัญชาติจากสัญชาติอิตาเลียน มาเป็นสัญชาติไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น “นาย ศิลป์ พีระศรี ท่านได้ใช้ชีวิตเป็นอาจารย์สอนลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร