คู่มือประกอบการเรียน
วชิ า
PHA 6889 การศึกษาอสิ ระทางด้านบริหารสาธารณสุข
(Independent Study in Public Health Administration)
3 (0-0-12) หน่วยกติ
หลกั สูตร
สาธารณสุขศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าบริหารสาธารณสุข
คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
โดย
รองศาสตราจารย์ ดร. สุรเดช สาราญจิตต์
และคณะ
คาอธิบายรายวชิ า (Course description)
ศึกษาค้นคว้า จดั ทาโครงการริเร่ิม หรือวิจยั เกยี่ วกับงานบริหารสาธารณสุข
ภายใต้การแนะนาของอาจารย์ท่ปี รึกษา
Study in conjunction with projects or research on a topic relating to
public health administration under the guidance of advisors.
หนา้ ที่ 1 PHA 6889
คานา
เอกสารน้ี เรียบเรียงข้ึนเพ่ือใช้สาหรับการเรียนกระบวนวิชา PHA 6889 การศึกษาอิสระ
ทางด้านบริหารสาธารณสุข (Independent Study in Public Health Administration) ซ่ึงเป็ น
กระบวนวิชาบงั คบั แผน ข หลกั สูตร สาธารณสุขศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาบริหารสาธารณสุข
(ส.ม.บริหารสาธารณสุข) คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลยั รามคาแหง
ขอบเขตเน้ือหาของกระบวนวิชาน้ีคือศึกษาคน้ ควา้ จดั ทาโครงการริเริ่ม หรือวิจยั เก่ียวกบั
งานบริหารสาธารณสุข ภายใต้การแนะนาของอาจารยท์ ี่ปรึกษา (Study in conjunction with
projects or research on a topic relating to public health administration under the
guidance of advisors) โดยมุ่งเน้นให้มีความรู้ความสามารถเก่ียวกบั การทาวิจยั ทางดา้ นบริหาร
สาธารณสุข ภายใตก้ ารแนะนาของอาจารยท์ ่ีปรึกษา นอกจากน้ียงั เนน้ การนาประโยชน์จากแนวคิดท่ี
ไดป้ ระยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ การทางานตอ่ ไป
ผเู้ ขียนหวงั วา่ เอกสารเล่มน้ีคงเป็ นประโยชน์สาหรับนักศึกษาและผสู้ นใจทวั่ ไป ขอขอบคุณ
ท่านเจา้ ของหนงั สือที่นามาใชอ้ า้ งอิงประกอบในการเขียน คุณค่าและประโยชน์อนั พึงมีพึงได้ จาก
หนงั สือเลม่ น้ีขอกราบบชู าบูรพาจารยน์ บั แตบ่ ิดา มารดา เป็นตน้ มา
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรเดช สาราญจติ ต์
รองศาสตราจารย์ ดร.จันทร์จารี เกตมุ าโร
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษม ชูรัตน์
อาจารย์ ดร.สาโรจน์ นาคจู
อาจารย์ ดร.มิ่งขวญั ศิริโชติ
หนา้ ที่ 2 PHA 6889
บณั ฑติ ศึกษา
สาขาวชิ าบริหารสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลยั รามคาแหง
ภาคเรียนท่ี.....ปี การศึกษา ........
รหัสวิชา PHA 6889 การศึกษาอิสระทางดา้ นบริหารสาธารณสุข 3 (0-0-12)
ชื่อกระบวนวิชา (Independent Study in Public Health Administration)
วนั เวลาสถานที่เรียน SAT– SUN 08.00 – 17.00 มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง ส่วนกลาง
และสาขาวทิ ยบริการเฉลิมพระเกียรติอื่น ๆ
ผ้สู อน รองศาสตราจารย์ ดร. สุรเดช สาราญจิตต์ และคณะ
คาอธิบายรายวิชา (Course description)
ศึกษาคน้ ควา้ จดั ทาโครงการริเร่ิม หรือวิจยั เกี่ยวกบั งานบริหารสาธารณสุขภายใตก้ ารแนะนา
ของอาจารยท์ ี่ปรึกษา
Study in conjunction with projects or research on a topic relating to
public health administration under the guidance of advisors
จุดม่งุ หมายของกระบวนวิชา
1. พฒั นาความรู้ความสามารถเก่ียวกบั การทาวจิ ยั ทางดา้ นบริหารสาธารณสุข
2. วเิ คราะห์ เน้ือหา แนวคิด ทฤษฎีท่ีสามารถนาไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการทาวจิ ยั ทางดา้ นบริหาร
สาธารณสุขได้
3. สงั เคราะหอ์ งคค์ วามรู้ใหม่ท่ีเกิดจากผลงานวจิ ยั ทางดา้ นบริหารสาธารณสุขได้
แนวทางในการเรียน / วธิ ีศึกษา :
บรรยายประกอบการอภิปราย ศึกษาคน้ ควา้ ตามแนวแนะ และฝึกปฏิบตั ิภายใตค้ าแนะนา
ของอาจารยท์ ี่ปรึกษา
การประเมินผล : คะแนนเต็มรวม 100 คะแนน
เกณฑ์การให้เกรด 90–100 คะแนน (A) 80–89 คะแนน (A-)
70–79 คะแนน (B+) 55–69 คะแนน (B)
หนา้ ท่ี 3 PHA 6889
คู่มือประกอบการเรียนวชิ า
PHA 6889 การศึกษาอสิ ระทางด้านบริหารสาธารณสุข
(Independent Study in Public Health Administration)
อาจารย์ที่ปรึกษาวิชา : PHA 6889 การศึกษาอสิ ระทางด้านบริหารสาธารณสุข
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรเดช สาราญจติ ต์
รองศาสตราจารย์ ดร.จนั ทร์จารี เกตุมาโร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษม ชูรัตน์
อาจารย์ ดร.สาโรจน์ นาคจู
อาจารย์ ดร.ม่ิงขวญั ศิริโชติ
หลกั สูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าบริหารสาธารณสุข
คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
หนา้ ที่ 4 PHA 6889
กระบวนวชิ า PHA 6889 การศึกษาอสิ ระทางด้านบริหารสาธารณสุข
ชื่อ – นามสกุล.....................................................................................................................................
รหัสประจาตัวนักศึกษา......................................................................................................................
อาชีพ..................................................................................................................................................
ตาแหน่ง..............................................................................................................................................
สถานท่ีทางาน.....................................................................................................................................
โทรศัพท์ (ท่ที างาน)............................................................................................................................
โทรศัพท์ (บ้าน)...................................................................................................................................
โทรศัพท์มือถือ....................................................................................................................................
ช่ือเรื่องท่ีคาดวา่ จะทาหรือใหค้ วามสนใจจะทา
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
รายการพบอาจารย์ท่ปี รึกษาลงนาม วนั ที่ เวลาให้คาปรึกษา
คร้ังท่ี 1 สอบเคา้ โครงการวจิ ยั บทนา วรรณกรรมที่เกี่ยวขอ้ ง และวิธีดาเนินการศึกษา
คร้ังท่ี 2 ตรวจแบบสอบถาม การตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือในการศึกษา
คร้ังที่ 3 วิธีการเกบ็ ขอ้ มูล การลงรหสั ขอ้ มลู การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
คร้ังท่ี 4 การสรุปผลการวิจยั อภิปรายผล และการเขียนบทความวิจยั บรรณานุกรม
คร้ังท่ี 5 สอบการนาเสนอผลงานตามรูปแบบการประชุมวชิ าการ และนาเสนอแบบโปสเตอร์
หนา้ ที่ 5 PHA 6889
ข้อกาหนดการจัดทารายงานประกอบวชิ า PHA 6889 การศึกษาอสิ ระทางด้านบริหารสาธารณสุข
1. รูปเล่มรายงาน ใชก้ ระดาษขนาด A 4
2. ตวั อกั ษร ใช้ Angsana UPC หรือ Angsana New เทา่ น้นั ตามบณั ฑิตวิทยาลยั
3. เน้ือเร่ือง ใชข้ นาดตวั อกั ษรภาษาไทย Font 18 ภาษาองั กฤษ Font 20 ตวั เลขใชเ้ ลขอารบิค
ท้งั เล่ม ระยะห่างบรรทดั คือ 1 ในเน้ือหาต้งั คา่ เตม็ หนา้ กระดาษ
4. บทที่ ใชข้ นาดตวั อกั ษร 22 ก่ึงกลางหนา้
5. หวั ขอ้ ใชข้ นาดตวั อกั ษร 22, 20 ตามลาดบั ของหวั ขอ้ ก่ึงกลางหนา้
6. การเวน้ ระยะขอบกระดาษ ใหต้ ้งั ค่าหนา้ กระดาษดงั น้ี
เว้นด้านบน และขอบซ้าย 1.5 นวิ้ เว้นด้านล่างและขอบขวา 1.0 นวิ้ หน้าเลขบท ต้องเว้นด้านบน 2 นวิ้
(อาจใช้วิธี enter จากขนาดเลขบท 1 คร้ัง)
7. นกั ศึกษาตอ้ งมีเอกสารอา้ งอิงประกอบการทาการศึกษาคน้ ควา้ อิสระท้งั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษรวม
ไม่น้อยกว่า 10 เล่ม (ไม่นบั รวมการสืบคน้ จาก Web site) อาจตอ้ งถ่ายสาเนาปกดา้ นหนา้ เอกสารที่ใชอ้ า้ งอิง
ทกุ เลม่ เป็นหลกั ฐานใหอ้ าจารยป์ ระจากลุ่มตรวจ
8. หัวขอ้ เร่ืองท่ีทาการศึกษาคน้ ควา้ อิสระตอ้ งเป็ นเร่ืองที่เก่ียวขอ้ งกบั ทางดา้ นสาธารณสุขศาสตร์ การบริหาร
สาธารณสุข และ/หรือควร เก่ียวขอ้ งกบั งานที่นกั ศึกษาทาอยู่ เพือ่ สามารถนามาใชป้ ระโยชน์ต่อไปได้
9. นักศึกษาจะต้องมีประวตั ิ การขอคาแนะนาจากอาจารยท์ ี่ปรึกษาตามรูปแบบ (ว.10) ของบัณฑิต
วทิ ยาลยั ไมน่ อ้ ยกวา่ 5 คร้ัง
10. กาหนดส่งรายงานรูปเล่มสมบูรณ์ จานวน 3 เล่มพร้อมอิเล็คทรอนิคส์ไฟล์ หรือตามที่อาจารยท์ ่ี
ปรึกษากาหนดโดยแยกบท และแยก เป็นword และ pdf ส่งภายในระยะเวลาภายใน 30 วนั หลงั สอบ โดยแยกส่ง
ดงั น้ี ส่งอาจารยท์ ี่ปรึกษา 1 เล่ม ส่งคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลยั รามคาแหง กรุงเทพมหานคร 1 เล่มส่ง
หอ้ งสมดุ สาขาวิทยบริการฯ จงั หวดั ที่เรียน 1 เล่ม
11. ผลงานของนกั ศึกษาตอ้ งมีผลการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมทางวิชาการโดยใชโ้ ปรแกรม
อกั ขราวสิ ุทธ์ิตามรูปแบบ ว.11 ของบณั ฑิตวทิ ยาลยั
12. สนั ปกงานวจิ ยั ตอ้ งใส่รูปพ่อขนุ แนวต้งั ใส่ชื่อเรื่อง ช่ือผแู้ ต่ง และปี การศึกษา
หนา้ ที่ 6 PHA 6889
ชื่อเรื่องการศึกษาอสิ ระทางด้านบริหารสาธารณสุข
(ท้งั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
เสนอ
ช่ืออาจารยท์ ี่ปรึกษา
โดย
ระบุช่ือ-นามสกุล นกั ศึกษา (ไมต่ อ้ งระบุ นาย นาง นางสาว)
รหสั ประจาตวั นกั ศึกษา
จงั หวดั ........ รุ่น......
PHA 6889 การศึกษาอสิ ระทางด้านบริหารสาธารณสุข
(Independent Study in Public Health Administration)
วจิ ยั น้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลกั สูตรปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชาบริหารสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลยั รามคาแหง
ภาคเรียนท่ี..... ปี การศึกษา ........
หนา้ ท่ี 7 PHA 6889
(ปกรอง)
ช่ือเรื่องการศึกษาอิสระทางดา้ นบริหารสาธารณสุข
(ท้งั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ)
ระบุชื่อ-นามสกุล นกั ศึกษา
รหสั ประจาตวั นกั ศึกษา
จงั หวดั ........ รุ่น.....
.
อนุมตั ิใหว้ ิจยั ฉบบั น้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลกั สูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชาบริหารสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
ภาคเรียนท่ี……ปี การศึกษา……..
ลงช่ือ .....................................................
(...................................................) (ใหพ้ ิมพช์ ื่ออาจารย)์
อาจารยท์ ่ีปรึกษา
ลงชื่อ...........................................................
(รองศาสตราจารย์ ดร.สุรเดช สาราญจิตต)์
คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์
หนา้ ที่ 8 PHA 6889
ส่วนนา เป็ นส่วนแรกประกอบดว้ ย ปกใน หน้าอนุมตั ิ บทคดั ยอ่ ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
กิตติกรรมประกาศ สารบญั สารบญั ตาราง สารบญั ภาพประกอบ(ต้งั แตบ่ ทคดั ยอ่ ให้เขียนเลขหนา้ ในวงเลบ็ ไว้
ก่ึงกลางหนา้ กระดาษ ทา้ ยหนา้ ใช้ องั สนา Font 16)
ส่วนเนื้อเร่ือง ให้เขียนเน้ือเร่ืองตามรูปแบบคู่มือการเขียนวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลยั
รามคาแหง (ใหเ้ ขยี นเลขหนา้ ไวก้ ่ึงกลางหนา้ กระดาษ ดา้ นบนใช้ องั สนา Font 16)
บทท่ี 1 บทนา ควรประกอบดว้ ยรายละเอียด ดงั น้ี
ความเป็ นมาและความสาคัญของปัญหา เป็นส่วนที่กล่าวถึงสภาพภูมิหลงั ของปัญหาที่
ตอ้ งการทาการศึกษา สภาพทว่ั ไปเพ่ือเป็ นการแนะนาให้ผูอ้ ่านมีความรู้ความเขา้ ใจถึงปัญหาและ
ประเด็นสาคญั ของปัญหาท่ีตอ้ งการศึกษา
วัตถปุ ระสงค์ของการศึกษา เป็นส่วนท่ีกลา่ วถึงประเด็นปัญหายอ่ ยต่างๆที่ตอ้ งการศึกษา
และคน้ หาคาตอบโดยตอ้ งสอดคลอ้ งกบั ประเดน็ สาคญั ของปัญหา โดยระบุรายละเอียดเป็ นขอ้ ๆ
สมมตฐิ านของการศึกษา เป็นส่วนของคาตอบท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับเกี่ยวกบั ประเด็นสาคญั ของ
ปัญหาท่ีกาหนดข้ึนไวล้ ว่ งหนา้ เพ่ือเป็นแนวทางในการเกบ็ รวบรวม และวเิ คราะห์ขอ้ มลู สมมติฐาน
อาจมีหรือไม่มีก็ไดต้ ามความเหมาะสม
ขอบเขตของการศึกษา เป็นการกาหนดกรอบของปัญหาท่ีจะทาใหก้ ารวิจยั ชดั เจนวา่ จะ
ศึกษาครอบคลุมถึงเร่ืองใด กบั ใคร ที่ไหน และช่วงระยะเวลาใด มีขอ้ ตกลงที่จะตอ้ งให้ผทู้ ่ีเกี่ยวขอ้ ง
ยอมรับในเบ้ืองตน้ ของการดาเนินการวิจยั ในเร่ืองใดเรื่องหน่ึง ผวู้ ิจยั อาจจะระบุปัญหา อุปสรรค ใน
การดาเนินการวจิ ยั ท่ีไมส่ ามารถหลีกเลี่ยงได้
นยิ ามศัพท์เฉพาะ เป็นการกาหนดความหมายของตวั แปรที่ผวู้ จิ ยั ทาการศึกษาเพอ่ื ใหผ้ ทู้ ี่
เก่ียวขอ้ งมีความรู้ ความเขา้ ใจตรงกนั
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เป็นการระบุใหเ้ ห็นถึงประโยชน์ท่ีจะไดจ้ ากการศึกษาในคร้ังน้ี
มีความสอดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงค์ ควรระบุประโยชนโ์ ดยตรงที่องคก์ รจะไดร้ ับจากการวิจยั
บทที่ 2 วรรณกรรมท่เี กยี่ วข้อง
การทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวขอ้ ง เป็ นส่วนท่ีนาเสนอแนวคิด ทฤษฎี และขอ้ มูลท่ีเก่ียวขอ้ ง
กบั เร่ืองท่ีศึกษาจากวรรณกรรมในเชิงวิเคราะห์ เฉพาะท่ีเก่ียวขอ้ งเรื่องท่ีศึกษา ท้งั น้ีในส่วนของ
แนวคิด ทฤษฎี จะต้องมีข้อสรุปเกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎี ว่าในการศึกษาวิจัยคร้ังน้ีผูว้ ิจัยจะนา
รายละเอียดส่วนใดของแนวทฤษฎีมาประยุกต์เป็ นแนวทางในการศึกษาวิจยั รวมท้งั ตอ้ งมีหัวขอ้
งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ งท้งั งานวจิ ยั ของต่างประเทศและของประเทศไทย
กรอบแนวคิดการวิจัย เป็ นการแสดงให้เห็นเกี่ยวกบั ตวั แปร และความสัมพนั ธ์ของตวั แปร
ท่ีไดศ้ ึกษาท้งั หมด ในรูปของแผน่ ภาพ
หนา้ ที่ 9 PHA 6889
บทท่ี 3 วธิ ีดาเนินการศึกษา
เป็ นการระบุเกี่ยวกบั กรอบแนวคิดการวิจยั รูปแบบการวิจยั ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง วิธี
เก็บรวบรวมขอ้ มูล และวิธีการวิเคราะห์ขอ้ มูล ไดแ้ ก่รูปแบบการวิจยั ท่ีนามาใช้ เช่น การวิจัยเชิง
สารวจ การวิจยั เอกสาร หรือการวจิ ยั เชิงทดลอง เป็นตน้ ส่วนประกอบในบทน้ี เช่น
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง โดยแสดงให้เห็นถึงประชากรที่ทาการศึกษาว่าเป็ นใคร มี
คุณสมบตั ิอยา่ งไร และอยทู่ ี่ไหน การสุ่มกลมุ่ ตวั อยา่ งเพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซ่ึงเป็นตวั แทนของประชากร
ใช้วิธีการอะไร และมีข้นั ตอนรายละเอียดในการสุ่มอย่างไร ตลอดจนการกาหนดขนาดของกลุ่ม
ตวั อยา่ งเพือ่ เป็นตวั แทนของประชากรท้งั หมด
เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษา อธิบายวิธีการสร้างเคร่ืองมือ เคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
(แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การศึกษาจากเอกสาร) ข้นั ตอนการสร้างเคร่ืองมือ และตรวจสอบ
คุณภาพของเคร่ืองมือ เป็นตน้
การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยระบุวิธีการข้ันตอนและเคร่ืองมือต่างๆ ท่ีจะใช้ในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มูล เช่น ประเภทและแหล่งที่มาของขอ้ มูล คูม่ ือการเกบ็ ขอ้ มูลของผชู้ ่วยนกั วิจยั
การวิเคราะห์ข้อมูล เป็ นส่วนท่ีกล่าวถึงวิธีการแจงนับ การแจกแจงขอ้ มูล วิธีการทางสถิติที่
ใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล และพสิ ูจนส์ มมติฐาน
บทท่ี 4 ผลของการศึกษา เป็นส่วนท่ีแสดงการวเิ คราะหข์ อ้ มลู และขอ้ คน้ พบในการวจิ ยั การแสดงผล
การทดสอบสมมติฐาน และการตอบปัญหาคาถามวจิ ยั นาเสนอเป็นตอนๆ ตอนท่ี 1 เป็นการรายงาน
สถิติพ้ืนฐานจานวนและร้อยละของตวั แปรอิสระ ตอนที่ 2 เป็ นการรายงานสถิติพ้ืนฐานโดยหา
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานรายขอ้ เทียบกบั เกณฑเ์ พื่อกาหนดระดบั ของขอ้ คาถาม ตอนที่ 3
ทดสอบสมมติฐานตามที่กาหนดไว้ นาเสนอข้อมูลในรูปตาราง ตอนท่ี 4 วิเคราะห์ข้อมูลเชิง
คุณลกั ษณะเพอ่ื เป็นขอ้ เสนอแนะในงานการศึกษา เป็นตน้
บทท่ี 5 สรุปผลการศึกษา อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ เป็ นส่วนที่สรุป เร่ืองท้งั หมดในการศึกษา
พร้อมท้งั ขอ้ จากดั (ถา้ มี) รวมท้งั ขอ้ วิจารณ์ ขอ้ เสนอแนะเก่ียวกบั การวิจยั ในโอกาสต่อไป ในการ
เขียนส่วนน้ีควรยึดวตั ถุประสงค์ และสมมติฐานของการวิจยั เป็ นหลกั เพื่อช้ีให้เห็นว่าการวิจยั ได้
บรรลุผลตามวตั ถุประสงคห์ รือไม่ อยา่ งไร และมีส่วนใดท่ีผลการวิจยั สอดคลอ้ ง หรือไม่สอดคลอ้ ง
กบั สมมติฐาน
หนา้ ที่ 10 PHA 6889
ส่วนประกอบตอนท้าย ประกอบดว้ ยส่วนตา่ ง ๆ ดงั น้ี
บรรณานุกรม เป็ นรายชื่อหนังสือ เอกสาร โสตทศั น์วสั ดุ หรือส่ืออิเล็กทรอนิกส์ท่ีใชอ้ า้ งอิง
ประกอบการเขียนการศึกษาอิสระ โดยใหแ้ หลง่ ที่มาของขอ้ มลู อยา่ งครบถว้ น เพ่อื ให้ผอู้ ่านสามารถ
ตรวจสอบหรือคน้ ควา้ เพ่ิมเติมได้ บรรณานุกรมเป็ นส่วนท่ีเรียงลาดบั ต่อจากบทที่ 5 สาหรับการ
อา้ งอิงแหล่งสารสนเทศทางอิเลก็ ทรอนิกส์ หากพบว่าสารสนเทศจากส่ืออิเล็กทรอนิกส์มีตน้ ฉบบั ท่ี
เป็ นสิ่งพิมพ์ควบคู่กนั ให้ใชห้ ลกั การอา้ งอิงตามสื่อสิ่งพิมพ์น้ัน ๆ และบอกรายละเอียดเพิ่มเติมว่า
เป็นส่ืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทใด ระบุแหล่งที่มาของแหล่งสารสนเทศ และระบุ วนั เดือน ปี ท่ีคน้
สารสนเทศดว้ ย โดยใส่ไวห้ ลงั รายช่ือผแู้ ต่ง
การอา้ งอิงในเน้ือหา และการเขียนเอกสารอา้ งอิงหรือบรรณานุกรม ใชว้ ิธีการอา้ งอิงระบบ
นามปี (APA) ซ่ึงดูไดจ้ ากคูม่ ือการเขียนดุษฎีนิพนธ์/ วิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลยั รามคาแหง
ตวั อย่างการเขยี นอ้างองิ ในเนื้อหา
ผเู้ ขียนคนไทย (ช่ือ ชื่อสกุล, ปี ที่พิมพ,์ เลขหนา้ )
- อา้ งอิงงานท้งั เล่ม (สุรเดช สาราญจิตต,์ 2550)
- อา้ งอิงเฉพาะหนา้ ใดหนา้ หน่ึง (สุรเดช สาราญจิตต,์ 2550, หนา้ 9) หรือ
สุรเดช สาราญจิตต์ (2550, หนา้ 9) กลา่ ววา่ ........
ผเู้ ขียนชาวต่างชาติ (ช่ือ ชื่อสกุล, ปี ที่พมิ พ,์ เลขหนา้ )
- อา้ งอิงท้งั เล่ม (Robbin, 2005)
- อา้ งอิงเฉพาะหนา้ ใดหนา้ หน่ึง (Robbin, 2005, p.40)
(Robbin, 2005, pp.40 - 45)
- Robbin (2005, p.40) กลา่ ววา่
ตัวอย่างการเขียนหน้าบรรณานุกรม
บรรณานุกรม
กระทรวงสาธารณสุข, สานกั งานหลกั ประกนั สุขภาพแห่งชาติ, สานกั งานกองทุน
สนบั สนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, สถาบนั วจิ ยั ระบบ
สาธารณสุข. (2552). คู่มือการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล
หนา้ ที่ 11 PHA 6889
(พมิ พค์ ร้ังท่ี 2). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพอ์ งคก์ ารสงเคราะหท์ หารผา่ นศึก.
คณะทนั ตแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์. (2556) เอกสารประกอบการเรียน
การสอนรายวิชา 696-582: ประสบการณ์การเรียนรู้ในโรงพยาบาลและชุมชน. คน้ เมื่อ
10 พฤษภาคม 2557 จาก http://ed.dent.psu.ac.th/var/www/service/Upload/files
ดาลดั จนั ทรเสนา. (2550). ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตการทางานของบคุ ลากร
สาธารณสุขในศนู ย์สุขภาพชุมชน จังหวัดลาพนู . วทิ ยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบณั ฑิต,
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.
ธนาสิทธ์ิ เพิม่ เพยี ร. (2550). คุณภาพชีวิตในการทางานกบั ความผกู พันต่อองค์กรของ
พนกั งานในกล่มุ อตุ สาหกรรมชิ้นส่วนอิเลก็ ทรอนิกส์ในเขตนิคมอตุ สาหกรรม
นวนคร จังหวัดปทุมธานี. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลยั ศรีปทมุ .
ธานินทร์ ศิลป์ จารุ. (2555). วิจัยและวิเคราะห์ข้อมลู ทางสถิติด้วย SPSS. กรุงเทพมหานคร:
วี อินเตอร์ พริ้น.
นุชนภา โกมารทดั . (2553). คณุ ภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทางาน กรณีศึกษา:บุคลากร
ฝ่ ายสารสนเทศในโรงพยาบาลศิริราช. การคน้ ควา้ อิสระศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต,
มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร.
บญุ มี พนั ธุไ์ ทย. (2554). ระเบยี บวิธีวิจัยการศึกษาเบือ้ งต้น (พิมพ์ครั้งที่ 2).
กรุงเทพมหานคร: สานกั พมิ พม์ หาวิทยาลยั รามคาแหง.
ปิ ยธิดา ตรีเดช. (2547). การสาธารณสุข: ระบบการบริหารจัดการและเคร่ืองมือการ
บริหารจัดการ. กรุงเทพมหานคร: คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหิดล.
เพญ็ แข ไพเราะ. (2553). การศึกษาระดับคณุ ภาพชีวิตการทางานของเจ้าหน้าที่
สาธารณสุขประจาสถานีอนามยั ในสังกัดสานักงานสาธารณสุขอาเภอเมือง
ขอนแก่น. วิทยานิพนธศ์ ิลปศาสตรมหาบณั ฑิต, มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น.
ลดั ดาวณั ย์ สกุลสุข. (2550). คณุ ภาพชีวิตการทางานของพนักงานที่ปฏิบตั ิงาน
ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพ บริษทั ท่าอากาศยานไทย จากดั (มหาชน). วทิ ยานิพนธ์
รัฐประศาสนศาสตรมหาบณั ฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์, มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร.
ศิรินนั ท์ กิตติสุขสถิต, กาญจนา ต้งั ชลทิพย,์ สุภรต์ จรัสสิทธ์ิ, เฉลิมพล สายประเสริฐ,
พอตา บุนยตีรณะ, และวรรณภา อารีย.์ (2555). คู่มือการวัดความสุขด้วยตนเอง
HAPPINOMETER. กรุงเทพมหานคร: ธรรมดาเพรส.
หนา้ ท่ี 12 PHA 6889
สุเนตร นามโคตรศรี. (2553). คณุ ภาพชีวิตการทางานของบคุ ลากรองค์การบริหารส่วน
ตาบลในเขตอาเภอด่านขนุ ทด จังหวดั นครราชสีมา. โครงงานวิศวกรรมศาสตร
มหาบณั ฑิต, มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยสี ุรนารี.
สุภทั ร ฮาสุวรรณกิจ และ Ernst Tenambergen. (2550). CUP Management
การบริหารจัดการเครือข่ายหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ. กรุงเทพมหานคร:
นโม พริ้นติ้งแอนดพ์ บั บลิชชิ่ง.
สานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2550). พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550
คน้ เม่ือ 13 พฤษภาคม 2557 จาก
http://www.moph.go.th/hot/national_health_50.pdf
Janice, E. et. al. (1999). Community Health Nursing : Health Promotion and
Disease Prevention Perspectives. Washington : Delmar Publishers.
Janice, M.S. and Mary, A.N. (1997). Community Health Nursing. Philadelphia:
W.B. Saunders Co.
Jim Hyde. (2011). Evidence-based oral health promotion resource. the Prevention
and Population Health Branch, Government of Victoria, Department of Health,
Melbourne, Victoria (ISBN 978-0-9807670-3-2).
ภาคผนวก
ภาคผนวก เป็ นส่วนที่เพิ่มเขา้ ไปในตอนทา้ ยของการศึกษาอิสระ เพ่ือให้ความกระจ่างและ
รายละเอียดท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั เร่ืองที่ศึกษา แต่มิใช่เน้ือหาของการศึกษาอิสระ ส่วนที่เป็ นภาคผนวกจะ
แยกตอนออกมา โดยใช้หน้าบอกตอนว่า ภาคผนวก พิมพ์กลางหน้ากระดาษ กรณีท่ีมีหลาย
ภาคผนวก ให้พิมพห์ นา้ บอกตอนเป็น ภาคผนวก ก. ภาคผนวก ข. กลางหน้ากระดาษและพิมพช์ ื่อ
เรื่องของภาคผนวกในบรรทดั ตอ่ จาก คาว่า ภาคผนวก ก. หรือ ภาคผนวก ข. ฯลฯ โดยจดั ระยะพิมพ์
ก่ึงกลางหนา้ กระดาษเช่นเดียวกนั สาหรับเน้ือหาของภาคผนวกให้พิมพเ์ ลขหนา้ ต่อเน่ืองจากเน้ือหา
ของการศึกษาอิสระ
หนา้ ที่ 13 PHA 6889
บทความวจิ ยั
บทความวิจัยเป็ นการเขียนบทความวิจัยตามรูปแบบการเขียนบทความวิชาการของ
มหาวิทยาลยั รามคาแหง ประกอบด้วย ช่ือเร่ืองภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ชื่อผูว้ ิจยั บทคัดย่อ
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความเป็ นมาและความสาคัญของปัญหา วัตถุประสงค์การศึกษา
สมมติฐานการศึกษา ขอบเขตการศึกษา ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ วิธีดาเนินการศึกษา ผล
การศึกษา อภิปรายผล บทสรุปและขอ้ เสนอแนะ และ เอกสารอา้ งอิง (ตามตวั อยา่ งแนบทา้ ยน้ี)
ประวตั ผิ ้เู ขยี น
ประวตั ิผูเ้ ขียนเป็ นการเสนอประวตั ิยอ่ ๆ เก่ียวกบั ผเู้ ขียนรายงานการศึกษาอิสระ โดยระบุชื่อ
ชื่อสกุล ใชค้ านาหนา้ ชื่อ นาย นาง นางสาว ยศ ฐานันดรศกั ด์ิ ราชทินนาม และสมณศกั ด์ิ พร้อมท้งั
วนั เดือน ปี และสถานที่เกิด วุฒิการศึกษา ต้งั แต่ช้ันมธั ยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่าข้ึนไป
สถานศึกษา ปี การศึกษาท่ีสาเร็จ ผลงานทางวิชาการ (ถา้ มี) ตาแหน่งหน้าที่การงานในปัจจุบนั และ
สถานท่ีทางานของผวู้ จิ ยั ไม่ควรเขียนเกิน 1 หนา้
หนา้ ที่ 14 PHA 6889
คาปฎญิ าณตน
(อยลู่ าดบั สุดทา้ ยของรายงาน ใชอ้ กั ษรตวั หนา
ใหพ้ ิมพข์ อ้ ความต่อไปน้ีพร้อมท้งั ลงชื่อกากบั ใหเ้ รียบร้อย)
ข้าพเจ้าขอรับรองว่างานวิจัยการศึกษาอสิ ระฉบับนเี้ ป็ นผลงานเขยี นของข้าพเจ้าเอง
หากมหาวทิ ยาลยั รามคาแหง ตรวจสอบพบในภายหลงั ว่าเป็ นเอกสารทล่ี อกเลยี นจากแหล่งใด
แหล่งหน่งึ หรือจากเอกสารของผู้อ่ืน รวมถงึ การให้ผ้อู ื่นจดั ทา ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่
กต็ ามข้าพเจ้ายนิ ยอมทจ่ี ะให้มหาวิทยาลยั รามคาแหง เพกิ ถอนปริญญาบตั รของข้าพเจ้าทนั ที
โดยไม่ขอทกั ท้วง แต่ประการใด
ลงชื่อ.............................................................
(...........................................................)
รหัสประจาตัว................................................
หนา้ ที่ 15 PHA 6889
รูปแบบ
การจดั ทาการศึกษาอสิ ระ
PHA 6889
การศึกษาอสิ ระทางด้านบริหารสาธารณสุข
(Independent Study in Public Health Administration)
หนา้ ที่ 16 PHA 6889 ขนาดตวั อกั ษรภาษาไทย 18 Points
ภาษาองั กฤษ 20 Points
เว้นจากขอบกระดาษ
2 นวิ้ ใช้ Font Angsana ในเน้ือหาท้งั หมด
ตัวอย่างหน้าปกนอก ความสูงของสัญลกั ษณ์ 1 นิ้ว
ใช้กระดาษสีเหลืองเข้มอาบมนั
เว้น 0.5 นวิ้
ช่ือเร่ืองการศึกษาอสิ ระทางด้านบริหารสาธารณสุข
(ท้งั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ)
จดั ก่ึงกลางหนา้ กระดาษ เสนอ
ชื่ออาจารยท์ ี่ปรึกษา
ไมต่ อ้ งใส่คานาหนา้ นาม/ยกเวน้
รายงาน ยศ ฐานนั ดรศกั ด์ิ ราชทินนาม
โดย และสมณศกั ด์ิ
ชื่อ-นามสกลุ ของนกั ศึกษา
รหสั ประจาตวั นกั ศึกษา
จงั หวดั …… รุ่น ……
PHA 6889 การศึกษาอสิ ระทางด้านบริหารสาธารณสุข
(Independent Study in Public Health Administration)
วิจยั น้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลกั สูตรปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชาบริหารสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
ภาคเรียนท่ี...... ปี การศึกษา .......
หนา้ ท่ี 17 PHA 6889
(ปกรอง)
ชื่อเรื่องการศึกษาอิสระทางดา้ นบริหารสาธารณสุข
(ท้งั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ)
ระบชุ ื่อ-นามสกุล นกั ศึกษา
รหสั ประจาตวั นกั ศึกษา
จงั หวดั ….. รุ่น….
อนุมตั ิใหว้ ิจยั ฉบบั น้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลกั สูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชาบริหารสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
ภาคเรียนท่ี...... ปี การศึกษา ......
ลงชื่อ ....................................................... (ลายมือช่ืออาจารย)์
(.......................................................) (พมิ พช์ ื่ออาจารยท์ ี่ปรึกษา)
อาจารยท์ ่ีปรึกษา
ลงชื่อ.......................................................
(รองศาสตราจารย์ ดร.สุรเดช สาราญจิตต)์
คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์
หนา้ ที่ 18 PHA 6889
(ตวั อยา่ งบทคดั ยอ่ ใช้ Font 16 ควรเขียนเพียง 1 หนา้ )
ความสัมพนั ธ์ระหว่างปัจจัยการรับรู้กบั พฤตกิ รรมการป้องกนั โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
ของบคุ ลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวัดตรัง
เฉลิม เกตุพงษพ์ นั ธุ์* สุรเดช สาราญจิตต์ ปร.ด.**
บทคัดย่อ
การศึกษาคร้ังน้ีเป็นการวิจยั เชิงพรรณนา (Descriptive Research Study) มีวตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษาปัจจยั
การรับรู้ พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 และความสัมพนั ธ์ระหว่างปัจจยั การรับรู้กับ
พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากรสานักงานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง จานวน
119 คน เครื่องมือวิจยั เป็ นแบบสอบถามออนไลน์ประกอบดว้ ย 3 ส่วน ไดแ้ ก่ ปัจจยั ส่วนบุคคล ปัจจยั การรับรู้
เกี่ยวกบั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 และพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ตรวจสอบ
ความเท่ียงตรงตามเน้ือหามีค่า IOC ระหว่าง 0.67 – 1.00 วิเคราะห์หาความเชื่อม่ัน(Reliability)โดยใช้ค่า
สัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Method) ไดค้ ่าความเช่ือมน่ั เท่ากบั 0.87 วิเคราะห์ขอ้ มูล
ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูป สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ
สมั ประสิทธ์ิสหสมั พนั ธ์ของเพียร์สนั
ผลการวิจยั พบว่า กลุ่มตวั อย่างมีปัจจยั การรับรู้ พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
อยู่ในระดบั สูง(M = 4.35, SD = 0.43) และ(M = 4.39, SD = 0.47) ตามลาดบั และปัจจยั การรับรู้มีความสัมพนั ธ์
เชิงบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ในระดบั ปานกลาง (r = 0.61) อย่างมีนยั สาคญั
ทางสถิติท่ีระดบั 0.01
ดงั น้นั จึงควรส่งเสริมและสนบั สนุนการสร้างปัจจยั การรับรู้โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากร
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรังเพ่อื ยกระดบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
คาสาคัญ : ปัจจยั การรับรู้, พฤติกรรมการป้องกนั โรค,โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
* นกั วิชาการสาธารณสุขชานาญการ สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง
** รองศาสตราจารย์ ดร.ประจา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
(ใส่เลขหนา้ ในวงเลบ็ )
หนา้ ท่ี 19 PHA 6889
Abstract
The relationship between perception factor with preventive behaviors of coronavirus disease
2019 of Trang Provincial Public Health Office personnel
CHALERM KATPONGPUN* SURADEJ SAMRANJIT Ph.D.**
This study is a descriptive research study. Prevention behaviors of corona virus 2019
infection and the relationship between cognition factor and prevention behavior of 119 people of
Trang Provincial Public Health Office. The research tool was an online questionnaire consisting
of 3 parts: 1. Personal factors. 2. Cognitive factors related to corona virus 2019 and 3.
Coronavirus disease 2019 prevention behaviors were examined for content validity by experts
with IOC values between 0.67 – 1.00) by using Cronbach's Alpha Coefficient (Cronbach's Alpha
Method), the confidence value of the whole copy was 0.87. The data were analyzed using
frequency, percentage, mean, standard deviation. and Pearson's correlation coefficient
The results showed that the sample group had a perception factor. The prevention
behaviors of coronavirus 2019 were at high levels (M = 4.35, SD = 0.43) and (M = 4.39, SD =
0.47), respectively, and the cognitive factors were positively correlated with infectious disease
prevention behaviors. The coronavirus disease 2019 was moderate (r = 0.61) with a statistically
significant level of 0.01.
Therefore, it is necessary to promote and support the creation of coronavirus disease 2019
awareness factors in order to further enhance the prevention behavior of the coronavirus disease
2019 infection among personnel of the Trang Provincial Public Health Office.
Keywords: Perception factors, Disease prevention behavior, Coronavirus disease 2019
* Specialized Public Health Scholar Trang Provincial Public Health Office
** Associate Professor Dr. at the Faculty of Public Health Ramkhamhaeng University
(ใส่เลขหนา้ ในวงเลบ็ )
หนา้ ท่ี 20 PHA 6889
กติ ติกรรมประกาศ
วิจยั ฉบบั น้ี สาเร็จลลุ ว่ งไปไดด้ ว้ ยดี โดยไดร้ ับความกรุณาจากคณาจารย์ และผเู้ ก่ียวขอ้ งหลาย
ทา่ นอยา่ งดียง่ิ ผวู้ จิ ยั ขอกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.สุรเดช สาราญจิตต์ อาจารยท์ ี่ปรึกษา
เป็ นอย่างสูง ที่กรุณาให้คาแนะนา ติดตาม ตรวจสอบแก้ไขขอ้ บกพร่อง และช้ีแนะแนวทางท่ีเป็ น
ประโยชนใ์ นการทาวิจยั คร้ังน้ีอยา่ งดีตลอดมา จนสาเร็จลุลว่ งไปดว้ ยดี
ขอขอบพระคุณ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑารัตน์ วรประทีป อาจารย์ ดร.ม่ิงขวญั ศิริโชติ
และอาจารย์ ดร.สาโรจน์ นาคจู ที่กรุณาให้เกียรติเป็ นผูเ้ ช่ียวชาญในการตรวจแบบสอบถามท่ีใชใ้ น
การศึกษาคร้ังน้ี พร้อมท้งั ใหข้ อ้ เสนอแนะในการปรับปรุงขอ้ คาถามให้มีความชดั เจน และสมบูรณ์
ยง่ิ ข้ึน และขอขอบคุณเจา้ หนา้ ท่ีธุรการของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลยั รามคาแหง ทุกทา่ น
ที่อานวยความสะดวกและช่วยเหลือในการประสานงานต่าง ๆ เสมอมาตลอดระยะเวลาที่ไดศ้ ึกษา
ขอบพระคุณบิดามารดา พี่น้อง และผู้เป็ นท่ีรัก ท่ีช่วยเป็ นกาลังใจสาคัญและให้ความ
ช่วยเหลือเสมอมาจนสาเร็จการศึกษา รวมท้งั ผูบ้ ริหารทุกท่าน พี่ ๆ และเพ่ือนร่วมงานท่ีสานักงาน
พฒั นาระบบบริการทางการแพทย์ สานักการแพทย์ กรุงเทพมหานครทุกท่านท่ีให้การสนับสนุน
และใหค้ วามช่วยเหลือในทกุ ๆ ดา้ น
สุดทา้ ยน้ี ขอขอบพระคุณอาสาสมคั รสาธารณสุข ศูนยบ์ ริการสาธารณสุข 53 ทุ่งสองห้อง
กรุงเทพมหานคร ท่ีกรุณาและสละเวลาในการให้ขอ้ มลู สาคญั และเป็ นประโยชน์ตอ่ งานวิจยั ในคร้ัง
น้ี จนทาใหง้ านวิจยั น้ีสาเร็จลลุ ว่ งไปไดด้ ว้ ยดี
ณฐั ธิดา ผวิ เหลือง
(ใส่เลขหนา้ ในวงเลบ็ )
หนา้ ที่ 21 PHA 6889
ตัวหนา 22 point สารบญั
1.5 นิ้ว เวน้ 1 บรรทดั 1 ซม. หนา้ 1 นิ้ว
(1)
บทคดั ยอ่ (ภาษาไทย) (2)
(3)
(ภาษาองั กฤษ) (4)
(5)
กิตติกรรมประกาศ (6)
1
สารบญั 1
2
สารบญั ตาราง 2
3
สารบญั ภาพประกอบ 4
6
บทท่ี 1 บทนา 7
8
ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา 13
19
วตั ถุประสงคข์ องการศึกษา 21
22
สมมติฐานของการศึกษา 23
23
ขอบเขตของการศึกษา 24
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ
บทที่ 2 วรรณกรรมที่เก่ียวขอ้ ง
แนวคิด ทฤษฎีที่เก่ียวขอ้ ง
งานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง
กรอบแนวคิดการวิจยั
บทที่ 3 วิธีดาเนินการศึกษา
ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการศึกษา
การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
การวิเคราะหข์ อ้ มูล
(ใส่เลขหนา้ ในวงเลบ็ )
หนา้ ที่ 22 PHA 6889
หนา้
1 ซม.
บทที่ 4 ผลของการศึกษา ............................................................ 27
บทที่ 5
ตอนท่ี 1 แสดงจานวนร้อยละ(เขียนขอ้ ความเตม็ )...................... 27
ตอนท่ี 2 แสดงคา่ เฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน............ 28
(เขียนขอ้ ความเตม็ )
ตอนท่ี 3 การทดสอบสมมุติฐาน (เขยี นขอ้ ความเตม็ )................. 29
ตอนท่ี 4 สรุปขอ้ มูลเชิงคุณลกั ษณะ (เขียนขอ้ ความเตม็ ) .......... 30
สรุปผลการศึกษา อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ 31
สรุปผลการศึกษา 32
อภิปรายผล 33
ขอ้ เสนอแนะ 40
ขอ้ เสนอแนะในการทาวจิ ยั คร้ังตอ่ ไป 43
บรรณานุกรม 44
ภาคผนวก 50
51
ก. เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการศึกษา 52
ข. รายนามผเู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ 53
ค. หนงั สือขออนุญาตทาการศึกษา และเก็บขอ้ มูล 56
บทความวจิ ยั 63
ประวตั ิผเู้ ขียน 65
คาปฏิญาณตน
(ใส่เลขหนา้ ในวงเลบ็ )
หนา้ ที่ 23 PHA 6889
ตัวหนา 22 point สารบัญตาราง
เวน้ 1 บรรทดั
1.5 นิ้ว ตาราง หนา้ 1 นิ้ว
จานวนประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 80
1. จานวนและร้อยละ
1 ซม. 83
2. คา่ เฉล่ีย คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน
85
จดุ ไขป่ ลาระยะเทา่ กนั ทกุ จุด
(ใส่เลขหนา้ ในวงเลบ็ )
หนา้ ท่ี 24 PHA 6889
1.5 นิ้ว
ตัวหนา 22 point สารบญั ภาพ (ถ้าม)ี
1.5 นิ้ว ภาพ เวน้ 1 บรรทดั
1. กรอบแนวคิดการวิจยั 1 ซม. หนา้ 1 นิ้ว
9
2. 12
21
3.
จดุ ไขป่ ลาระยะเท่ากนั ทุกจุด
(ใส่เลขหนา้ ในวงเลบ็ )
หนา้ ท่ี 25 PHA 6889
หนา้ บทท่ี ไม่ตอ้ งใส่เลขหนา้ แต่ให้นบั หนา้ ตอ่ ดว้ ย
และต้งั แตห่ นา้ น้ีไปจนจบเลม่ เลขหนา้ จะอยู่ 2 นิ้ว
ก่ึงกลางหนา้ ดา้ นบน ขนาดตวั อกั ษร 16 points
ห่างจากขอบกระดาษ 1 นิ้ว บทที่ 1 ชื่อบทท่ี ขนาดตวั อกั ษร 22 points ตวั หนาตรง
บทนา ชื่อบท ขนาดตวั อกั ษร 22 points ตวั หนาตรง
เวน้ 1 บรรทดั หวั ขอ้ รอง ขนาดตวั อกั ษร 20 points ตวั หนา
ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหตารง
0.5 น้ิว เวน้ 1 บรรทดั
หรือ 1 tab
............................................................................................................................................................
1 นิ้ว
.........................................................................................................................................................................
1.5 น้ิว เวน้ 1 บรรทดั
วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา
เวน้ 1 บรรทดั
0.5 น้ิว 1. เพือ่ ศึกษา………………………………………………………………………………….…………
หรือ 1 tab 2. เพอื่ เปรียบเทียบ (หรือเพือ่ หาความสัมพนั ธ์)…………………………………………………………
เวน้ 1 บรรทดั
สมมติฐานของการศึกษา
เวน้ 1 บรรทดั
1. .............…………………………………………………………………………………….…………
2. ..........………………………………………………………………………………………………….
เวน้ 1 บรรทดั
ขอบเขตของการศึกษา
เวน้ 1 บรรทดั
.............………………………………………………………................................................................
...............................................................................................................................................................................
(เน้ือเร่ืองใชต้ วั อกั ษรขนาด 18 points สาหรับภาษาไทย และ20 points สาหรับภาษาองั กฤษ)
เว้น 1 นวิ้
หนา้ ที่ 26 PHA 6889
เลขหน้า ถ้าหน้าเป็ นบทที่ ไม่ต้องใส่ เลขหนา้ ดา้ นบนไม่มีวงเลบ็ 16 point
เลขหน้าแต่ให้นบั หน้าต่อด้วย
หวั ขอ้ รอง ขนาดตวั อกั ษร 20 เวน้ 1 บรรทดั
Points ตวั หนาตรง
นิยามศัพท์เฉพาะ
0.5 น้ิว หรือ 1 tab เวน้ 1 บรรทดั 1 น้ิว
....................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
1.5 นิ้ว ....................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
เวน้ 1 บรรทดั
ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ
เวน้ 1 บรรทดั
1. ทาใหท้ ราบ..........
2. ทาใหท้ ราบ..........
3. นาขอ้ มลู ท่ีไดไ้ ปกาหนดแนวทางการบริหาร...ต่อไป
หนา้ ที่ 27 PHA 6889
ชื่อบทที่ ขนาดตวั อกั ษร 22 Points ตวั หนาตรง ระยะขอบ 2 นิ้ว หนา้ แรกของบทไมต่ อ้ งใส่เลขหนา้
ช่ือบท ขนาดตวั อกั ษร 22 Points ตวั หนาตรง
บทที่ 2
วรรณกรรมทีเ่ กย่ี วข้อง
เวน้ 1 บรรทดั 18 Points
หวั ขอ้ รอง ขนาดตวั อกั ษร 20 Points ตวั หนา้ ตรง
0.5 นิ้ว แนวคดิ ทฤษฎีที่เกย่ี วข้อง 1 นิ้ว
หรือ 1 tab
เวน้ 1 บรรทดั 18 Points
...........................................................................................................................
การพมิ พห์ วั ขอ้ ยอ่ ยหากหัวขอ้ ไมย่ าว ใหพ้ มิ พเ์ รียงต่อไปในยอ่ หนา้ เดียวกนั ได้ เช่น (1).........
(2)........................ (3) ........................หากหวั ขอ้ ยาว มีรายละเอียดมากใหแ้ ยกเป็นประเดน็ ๆ โดยใช้
หวั ขอ้ เป็นตวั เลข การลาดบั หวั ขอ้ ใหเ้ รียงตามลาดบั
เวน้ 1 บรรทดั 18 Points
1.5 น้ิว งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง
เวน้ 1 บรรทดั 18 Points
กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
เวน้ 1 บรรทดั 18 Points
ตัวแปรอสิ ระ 1 ตวั แปรตาม
ตวั แปรอสิ ระ 2
หมายเหตุ กรอบแนวคดิ ใชเ้ สน้ ลกู ศรเป็นเสน้ ตรงเท่าน้นั
หนา้ ที่ 28 PHA 6889
หนา้ แรกของบทไม่ตอ้ งใส่เลขหนา้
บทท่ี 3
วธิ ีดาเนินการศึกษา
เวน้ 1 บรรทดั 18 Points
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
เน้ือหายอ่ หนา้ 0.5 น้ิว เวน้ 1 บรรทดั 18 Points
หรือ 1 tab
เคร่ืองมือทีใ่ ช้ในการศึกษา 1 นิ้ว
1.5 นิ้ว
เวน้ 1 บรรทดั 18 Points
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
เวน้ 1 บรรทดั 18 Points
การวเิ คราะห์ข้อมูล
เวน้ 1 บรรทดั 18 Points
หนา้ ที่ 29 PHA 6889
บทท่ี 4 1 นิ้ว
ผลของการศึกษา
0.5 นิ้ว หรือ 1 tab
1.5 นิ้ว ตอนท่ี 1
ผลการวเิ คราะห์คุณลกั ษณะส่วนบุคคลของพยาบาลวชิ าชีพ
โดยแสดงจานวน แจกแจงความถี่ (Frequency distribution)
และหาค่าร้อยละ (Percentage)
ตอนท่ี 2
ผลการวเิ คราะห์ระดับความยดึ มน่ั ผกู พนั องค์การ ด้านความพงึ พอใจในงาน
ความพงึ พอใจด้านการบริหารงาน ความพงึ พอใจด้านองค์การ
ของพยาบาลวชิ าชีพ ด้วยการนาเสนอค่าเฉลยี่ (Mean : M)
และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : SD)
ตอนท่ี 3
การทดสอบสมมุติฐานผลการเปรียบเทียบคุณลกั ษณะส่วนบุคคลกบั ความยึดมัน่ ผกู พนั
องค์การ ของพยาบาลวชิ าชีพโรงพยาบาลศรีสะเกษ โดยใช้ค่าสถิติในการทดสอบค่าที
(t – test) การวเิ คราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA) เม่ือพบความ
แตกต่างจะใช้วธิ ีการทดสอบผลต่างนยั สาคญั น้อยที่สุด (LSD: Least Significant
Difference) ทดสอบรายคู่ต่อไป โดยกาหนดค่านยั สาคญั ทางสถติ ิที่ 0.05
หนา้ ที่ 30 PHA 6889
ตวั อย่างการเขยี นตาราง
ตาราง 7
แสดงค่ าสั มประสิ ทธ์ สหสั มพันธ์ ระหว่ างความรอบร้ ู ด้ านสุขภาพกับพฤติ กรรมสุ ขภาพในช่ วง
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกล่มุ ตัวอย่าง
(n = 115)
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤตกิ รรมสุขภาพ
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ
rxy p-value
0.245 0.008**
ทกั ษะการเขา้ ถึงขอ้ มูลและบริการสุขภาพ 0.178 0.057
ทกั ษะการเขา้ ใจ 0.165 0.078
ทกั ษะการโตต้ อบ ซกั ถาม แลกเปล่ียน 0.051 0.588
ทกั ษะการตดั สินใจ 0.287 0.002**
ทกั ษะการจดั การตนเอง 0.230 0.013*
ทกั ษะการบอกตอ่ 0.390 0.001**
*นยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั 0.05 **นยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั 0.01
จากตาราง 7 การวิเคราะห์ความสัมพนั ธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรม
สุขภาพในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของ
กลุ่มตวั อย่าง โดยใช้ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนั ธ์ของเพียร์สัน พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพใน
ภาพรวมมีความสัมพนั ธ์กบั พฤติกรรมสุขภาพของอาสาสมคั รสาธารณสุข (อสส.) อยา่ งมีนยั สาคญั
ทางสถิติท่ีระดบั 0.01 (r = 0.245, p = 0.008)
เม่ือพิจารณาความรอบรู้ดา้ นสุขภาพรายองค์ประกอบ พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพนั ธ์กับ
พฤติกรรมสุขภาพของอาสาสมคั รสาธารณสุข (อสส.) ของกลุ่มตวั อย่าง โดยองค์ประกอบที่มี
ความสัมพันธ์มากท่ีสุดคือทักษะการบอกต่อ (r = 0.390, p<0.001) รองลงมาคือ ทักษะการ
ตดั สินใจ (r = 0.287, p = 0.002) และทกั ษะการจดั การตนเอง (r = 0.230, p = 0.013) ตามลาดบั
ส่วนปัจจยั ดา้ นอ่ืนๆไมม่ ีความสมั พนั ธก์ บั พฤติกรรมสุขภาพ
หนา้ ท่ี 31 PHA 6889
บทที่ 5
สรุปผลการศึกษา อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
เวน้ 1 บรรทดั
สรุปผลการศึกษา
เวน้ 1 บรรทดั 1 นิ้ว
1.5 นิ้ว ...........................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
เวน้ 1 บรรทดั
อภิปรายผล
เวน้ 1 บรรทดั
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
เวน้ 1 บรรทดั
ข้อเสนอแนะ
เวน้ 1 บรรทดั
...........................................................................................................................
.......................................................................................................................................
หนา้ ท่ี 32 PHA 6889
บรรณานุกรม ก่ึงกลางหนา้ กระดาษ
22point
หนา้ ที่ 33 PHA 6889
ตวั อยา่ ง บรรณานุกรม 2 นิ้ว
ไมต่ อ้ งใส่เลขหนา้
ตวั หนา 22 point บรรณานุกรม 1 นิ้ว
1.5 นิ้ว
เวน้ 1 บรรทดั
กนกทิพย์ พฒั นาพวั พนั ธ์. (2541). วิจัยการศึกษา. เชียงใหม่: มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่,
คณะศึกษาศาสตร์. ประเภท
กลั ยา วินิชยบ์ ญั ชา. (2549). สถิติสาหรับงานวิจัย (พิมพค์ ร้ังที่ 2). กรุงเทพมหานคร: หนงั สือทว่ั ไป
โรงพมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
ทวีป อภิสิทธ์. (2538). ศนู ยก์ ารเรียนรู้ชุมชน. วารสารการศึกษาตลอดชีวิต, 17 (15), ประเภท
วารสาร
68-69.
นุชระพี สุทธิกุล. (2544). การสร้างพลังบคุ คลในการบริการสุขศึกษาตามมาตรฐาน
งานสุขศึกษา. ดุษฎีนิพนธ์สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบณั ฑิต, มหาวิทยาลยั มหิดล. ประเภท
รุ่งรัตนา เขียวดารา. (2544). กฎหมายเกย่ี วกับการใช้และอนรุ ักษ์ทรัพยากรนา้ เพื่อ วทิ ยานิพนธ/์
แก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ขาดแคลนนา้ ในประเทศไทย. วทิ ยานิพนธน์ ิติศาสตร ดุษฎีนิพนธ์
มหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
เลิฟลอ็ ก, คริสโตเฟอร์ เอช และไรท,์ ลอเรน. (2546). การตลาดบริการ (อดุลย์ จาตุรงค์- ประเภท
หนงั สือแปล
กุล, ดลยา จารุรงคกุล และพิมพ์เดือน จาตุรงคกลุ , ผ้แู ปล). กรุงเทพมหานคร:
สานกั พิมพเ์ พียร์สัน เอด็ ดูเคชน่ั อินโดไชน่า.
วนั เพญ็ สุรฤกษ,์ อาภา ศิริวงศ์ ณ อยธุ ยา, วราภา คุณาพร, กมล งามสมสุข และศุทธินี ประเภท
ดนตรี. (2548). รายงานการวิจัยยทุ ธศาสตร์ของรัฐกับการแก้ไขปัญหาความยากจน รายงาน
แบบมีส่วนร่วมในภาคเหนือ. เชียงใหม่: มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่, คณะสงั คมศาสตร์. วจิ ยั
อานนั ท์ ปันยารชุน. (2544). ยทุ ธศาสตร์การขจัดปัญหาความยากจน. คน้ เมื่อ 13 เวบ็ ไซต์
กรกฎาคม 2549, จาก http://anandp.org/th_speech/t_speech_20011124.html
เอมอชั ฌา วฒั นบรุ านนท์ (บรรณาธิการ). (2548). การจัดการเรียนรู้ พัฒนางานสุขภาพ ประเภท
ในโรงเรียน. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , คณะครุศาสตร์. บรรณาธิการ
หมายเหตุ 1. สาหรับภาษาไทยและตวั เลข ใชข้ นาดตวั อกั ษร 18 Points
2. สาหรับภาษาองั กฤษ ใชข้ นาดตวั อกั ษร 20 Points
หนา้ ที่ 34 PHA 6889
ภาคผนวก ก่ึงกลางหนา้ กระดาษ
22 point
หมายเหต:ุ
ถา้ มีภาคผนวกหลายรายการใหแ้ ยกดงั น้ี
ก. เครื่องมือท่ีใชใ้ นการศึกษา
ข. รายนามผเู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ
ค. หนงั สือขออนุญาตทาการศึกษา และเก็บขอ้ มูล
หนา้ ที่ 35 PHA 6889
บทความวจิ ัย
ความสัมพนั ธ์ระหว่างปัจจยั การรับรู้กบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
ของบุคลากรสานักงานสาธารณสุขจังหวดั ตรัง
เฉลิม เกตุพงษพ์ นั ธุ์* สุรเดช สาราญจิตต์ ปร.ด.**
บทคดั ย่อ
การศึกษาคร้ังน้ีเป็นการวิจยั เชิงพรรณนา (Descriptive Research Study) มีวตั ถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจยั
การรับรู้ พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 และความสัมพนั ธ์ระหว่างปัจจยั การรับรู้กับ
พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง จานวน
119 คน เคร่ืองมือวิจยั เป็ นแบบสอบถามออนไลน์ประกอบดว้ ย 3 ส่วน ไดแ้ ก่ ปัจจยั ส่วนบุคคล ปัจจยั การรับรู้
เก่ียวกบั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 และพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ตรวจสอบ
ความเท่ียงตรงตามเน้ือหามีค่า IOC ระหว่าง 0.67 – 1.00 วิเคราะห์หาความเช่ือมั่น(Reliability)โดยใช้ค่า
สัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Method) ไดค้ ่าความเช่ือมน่ั เท่ากบั 0.869 วเิ คราะห์ขอ้ มูล
ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูป สถิติที่ใช้ไดแ้ ก่ ความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ
สมั ประสิทธ์ิสหสัมพนั ธ์ของเพียร์สนั
ผลการวิจยั พบว่า กลุ่มตวั อย่างมีปัจจยั การรับรู้ พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
อย่ใู นระดบั สูง(M = 4.35, SD = 0.43) และ(M = 4.39, SD = 0.47) ตามลาดบั และปัจจยั การรับรู้มีความสัมพนั ธ์
เชิงบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ในระดบั ปานกลาง (r = 0.61) อย่างมีนยั สาคญั
ทางสถิติที่ระดบั 0.01
ดงั น้นั จึงควรส่งเสริมและสนบั สนุนการสร้างปัจจยั การรับรู้โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากร
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรังเพอื่ ยกระดบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
คาสาคญั : ปัจจยั การรับรู้, พฤติกรรมการป้องกนั โรค,โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
* นกั วิชาการสาธารณสุขชานาญการ สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง
** รองศาสตราจารย์ ดร.ประจา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลยั รามคาแหง
หนา้ ท่ี 36 PHA 6889
The relationship between perception factor with preventive behaviors of coronavirus
disease 2019 of Trang Provincial Public Health Office personnel
Chalerm Katpongpun* Suradej Samranjit Ph.D.**
Abstract
This study is a descriptive research study. Prevention behaviors of corona virus 2019
infection and the relationship between cognition factor and prevention behavior of 119 people of
Trang Provincial Public Health Office. The research tool was an online questionnaire consisting
of 3 parts: 1. Personal factors. 2. Cognitive factors related to corona virus 2019 and 3.
Coronavirus disease 2019 prevention behaviors were examined for content validity by experts
with IOC values between 0.67 – 1.00) by using Cronbach's Alpha Coefficient (Cronbach's Alpha
Method), the confidence value of the whole copy was 0.87. The data were analyzed using
frequency, percentage, mean, standard deviation. and Pearson's correlation coefficient
The results showed that the sample group had a perception factor. The prevention
behaviors of coronavirus 2019 were at high levels (M = 4.35, SD = 0.43) and (M = 4.39, SD =
0.47), respectively, and the cognitive factors were positively correlated with infectious disease
prevention behaviors. The coronavirus disease 2019 was moderate (r = 0.61) with a statistically
significant level of 0.01.
Therefore, it is necessary to promote and support the creation of coronavirus disease 2019
awareness factors in order to further enhance the prevention behavior of the coronavirus disease
2019 infection among personnel of the Trang Provincial Public Health Office.
Keywords: Perception factors, Disease prevention behavior, Coronavirus disease 2019
* Specialized Public Health Scholar Trang Provincial Public Health Office
** Associate Professor Dr. at the Faculty of Public Health Ramkhamhaeng University
หนา้ ท่ี 37 PHA 6889
ความเป็ นมาและความสาคัญของปัญหา
โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 เกิดจากเช้ือไวรัสโคโรนาสายพนั ธุใ์ หม่ ซ่ึงมีการคน้ พบคร้ังแรกที่นคร
อ่ฮู น่ั มณฑลหูเป่ ย สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวนั ท่ี 31 ธนั วาคม 2562 องคก์ ารอนามยั โลก (WHO)ไดป้ ระกาศ
ช่ือโรคน้ีอยา่ งเป็นทางการ “COVID-19” (โควดิ 19) มาจากคาวา่ “Coronavirus Disease 2019” หมายถึง โรคที่เกิด
จากเช้ือไวรัสโคโรนาท่ีระบาดในปี 2019 (กรมควบคุมโรค, 2563) และไดป้ ระกาศให้การระบาดของโรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา 2019 เป็ นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (World Health Organization, 2020)
กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้ประกาศให้เป็ นโรคติดต่ออันตราย ลาดับโรคท่ี 14 (ประกาศ
กระทรวงสาธารณสุขโรคติดต่ออนั ตราย, 2563)
ขอ้ มูลการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ณ วนั ที่ 12 มีนาคม 2565 มีผูป้ ่ วย ติดเช้ือ
ทวั่ โลก 455,511,952 ราย รักษาหายแลว้ 389,032,204 ราย เสียชีวิต 6,057,847 ราย ประเทศไทยอยู่อนั ดบั ท่ี 33
(World meter Covid,2021) พบผู้ติดเช้ือท้ังหมด 3,161,241 ราย รายใหม่ 24,592 ราย เสียชีวิต 23,646 ราย
หายป่ วยแลว้ 2,921,447 ราย อยู่ระหว่างกาลงั รักษา 226,151 ราย (กรมควบคุมโรค, 2565) จงั หวดั ตรังมีผูป้ ่ วย
ติดเช้ือสะสมมกราคม 2563 จนถึงวนั ที่ 12 มีนาคม 2565 จานวน 23,322 ราย เสียชีวิต 147 ราย อตั ราการป่ วยตาย
ร้อยละ 0.63 (กรมควบคุมโรค, 2565)
กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานท่ีมีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบดา้ นการเฝ้าระวงั ควบคุมป้องกนั โรค
ติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ขอ้ มูลจากศูนยบ์ ริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
(ศบค.) ต้งั แต่วนั ท่ี 15 กุมภาพนั ธ์ 2563 จนถึงวนั ท่ี 22 พฤศจิกายน 2564 พบว่า บุคลากรดา้ นการแพทยแ์ ละ
สาธารณสุขติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 จานวน 4,270 ราย บุคลากรดา้ นการแพทยแ์ ละสาธารณสุขจานวนมาก
ตอ้ งหยดุ ปฏิบตั ิงาน เพ่ือรักษาหรือกกั ตวั ที่บา้ นหรือในสถานท่ีกกั ตวั ของรัฐ ทาให้เกิดผลกระทบต่อหน่วยงาน
สุขภาพดา้ นร่างกายจิตใจ ภารกิจงานที่รับผิดชอบท้งั ระดับครอบครัว และสังคมโดยรวม (กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข, 2564) จงั หวดั ตรังในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2564 มีบุคลากรทางดา้ นการแพทย์
และสาธารณสุขของโรงพยาบาลรัษฎา สานักงานสาธารณสุขอาเภอรัษฎา และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
ในพ้นื ที่อาเภอรัษฎา จงั หวดั ตรัง ติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 จานวน 60 ราย และบางส่วนที่เหลือเป็นกลมุ่ เส่ียงสูง
จนเป็ นเหตุให้ตอ้ งปิ ดการให้บริการชว่ั คราวของโรงพยาบาลรัษฎา และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (รพ.สต.)
ในพ้ืนท่ีอาเภอรัษฎา จังหวดั ตรัง เป็ นเวลา 14 – 28 วนั เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค (สานักงาน
สาธารณสุขจงั หวดั ตรัง, 2564)
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง เป็นหน่วยงานหลกั รับผิดชอบดา้ นการบริหารจดั การเฝ้าระวงั ควบคุม
ป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของจงั หวดั ตรัง ไดต้ ระหนักถึงความเส่ียงและปัญหาการติดเช้ือของ
บุคลากรหลงั การสัมผสั โรค จึงกาหนดแนวทางปฏิบตั ิการเฝ้าระวงั ควบคุม ป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา
2019 ให้บุคลากรยึดถือปฏิบัติเพื่อลดความเส่ียงการติดเช้ือแพร่ระบาดของบุคลากรและหน่วยงานปฏิบตั ิตาม
มาตรการกระทรวงสาธารณสุข DMHTTA อย่างเคร่งครัด ซ่ึงสรุปผลการการประเมินความเส่ียงของบุคลากร
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรังต้งั แต่วนั ท่ี 11 กุมภาพนั ธ์ 2565 จนถึงวนั ที่ 11 มีนาคม 2565 ท้งั หมด 158 ราย
หนา้ ท่ี 38 PHA 6889
พบว่าปกติ 68 ราย คิดเป็ นร้อยละ 43.03 เส่ียงต่า 48 ราย คิดเป็ นร้อยละ 30.37 เสี่ยงสูง 31 ราย คิดเป็ นร้อยละ
19.62 เสี่ยงสูงมาก 5 ราย คิดเป็ นร้อยละ 3.16 และติดเช้ือ 5 ราย ร้อยละ 3.16 และพบว่าบุคลากรมีแนวโน้มที่มี
ความเสี่ยงสูงและการติดเช้ือโรคสูงข้ึนอย่างต่อเนื่อง (savethai.anamai.moph.go.th, 2565) สอดคล้องกับ
การระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของจงั หวดั ตรังช่วงมีนาคม จนถึงเมษายน 2565 ที่เพิ่มสูงข้นึ
ผูว้ ิจยั จึงมีความสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากร
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง ตามหลกั แนวคิดทฤษฎีแบบแผนความเชื่อดา้ นสุขภาพ (Health Belief Model)
(Becker, 1974; Janz & Becker 1984) ซ่ึงประกอบด้วย การรับรู้โอกาสเส่ี ยงของการเกิดโรค (Perceived
Susceptibility) การรับรู้ความรุนแรงของโรค (Perceived Severity) การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรค
(Perceived Benefits) และการรับ รู้ต่ออุป ส รรค (Perceived Barriers) มาป ระยุกต์ใช้ใน การศึกษาเร่ื อง
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจยั การรับรู้กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากร
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง เนื่องจากแนวโนม้ ความเส่ียงและการตรวจพบการติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
ของบุคลากรเพิ่มสูงข้ึน เป็ นหน่วยงานท่ีผูว้ ิจยั ปฏิบตั ิงานอยู่ และจากการสืบคน้ งานวิจยั ก็ยงั ไม่พบงานวิจยั ใน
เรื่องน้ี จึงมีความเหมาะสมอย่างย่ิงแก่การดาเนินการศึกษาวิจัยเพ่ือเป็ นต้นแบบการเรียนรู้ของสานักงาน
สาธารณสุขจงั หวดั ผลการศึกษาในคร้ังน้ีจะสามารถนาไปใชเ้ ป็นแนวทางวางแผนมาตรการท่ีเหมาะสมสาหรับ
การเฝ้าระวงั ควบคุม ป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรังได้
ในอนาคต และยงั สามารถนาไปประยุกต์ใช้กับการดาเนินการป้องกนั การระบาดของโรคท่ีมีลกั ษณะของ
บคุ ลากรและหน่วยงานใกลเ้ คียงกนั ไดอ้ ีกดว้ ย
วัตถปุ ระสงค์ของการศึกษา
1.เพื่อศึกษาปัจจัยการรับรู้ และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากร
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง
2.เพ่ือศึกษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งปัจจยั การรับรู้กบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
ของบุคลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง
สมมติฐานของการศึกษา
ปัจจยั การรับรู้มีความสัมพนั ธ์กบั พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากร
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง
ขอบเขตของการศึกษา
1.ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1.1 ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี คือ บุคลากรของสานักงานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง 13
กลุ่มงาน ที่ปฏิบตั ิงานอยจู่ ริง จานวนท้งั หมด 158 คน
1.2 กลุ่มตวั อย่างที่ศึกษาคร้ังน้ี คือ บุคลากรของสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรังท่ีปฏิบตั ิงาน
อยจู่ ริง ซ่ึงผวู้ ิจยั กาหนดขนาดตวั อยา่ งตามตารางของของเครจซ่ีและมอร์แกน (Krejcie & Morgan) ไดข้ นาดกลุ่ม
ตวั อยา่ งจานวน 113 คน และสุ่มตวั อยา่ งสารองอีกร้อยละ 5 เทา่ กบั 6 คน รวมท้งั หมดจานวน 119 คน
หนา้ ท่ี 39 PHA 6889
2.ขอบเขตด้านเนื้อหา
2.1 ศึกษาปัจจยั ดา้ นการรับรู้ และพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
ของบุคลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง
2.2 ศึกษาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งปัจจยั การรับรู้กบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา 2019 ของบคุ ลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง
3.ขอบเขตด้านระยะเวลา
ระยะเวลาการทาวจิ ยั ต้งั แตว่ นั ท่ี 10 มีนาคม 2565 จนถึงวนั ท่ี 10 พฤษภาคม 2565
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.ทาให้ทราบปัจจยั การรับรู้ และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากร
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง
2.นาผลการศึกษามาประยุกต์วางแผนกาหนดแนวทางปฏิบตั ิ หรือมาตรการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัส
โคโรนา 2019 ของบคุ ลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง หรือหน่วยงานอ่ืนในสงั กดั
วิธีดาเนนิ การศึกษา
การศึกษาคร้ังน้ีเป็นการศึกษาแบบพรรณนา (Descriptive Study) เพ่ือศึกษาความสัมพนั ธ์ระหว่างปัจจยั
การรับรู้กบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง
จานวน 119 คน เครื่องมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเป็นแบบสอบถามออนไลน์ (Google form) แบง่ ออกเป็น
3 ส่วน ไดแ้ ก่ ปัจจยั ส่วนบุคคล ปัจจยั การรับรู้ และพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของ
บุคลากรสานักงานสาธารณสุขจังหวดั ตรัง ผ่านการตรวจคุณภาพเคร่ืองมือมีค่าดัชนีความสอดคลอ้ ง (IOC)
ระหวา่ ง 0.67 – 1 และนาไปทดลอง (Try out) กบั บคุ ลากรของสานกั งานสาธารณสุขอาเภอ 3 แห่ง จานวน 30 คน
วิเคราะห์หาความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้ค่าสัมประสิ ทธ์ิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha
Coefficient) ไดค้ ่าความเช่ือมน่ั ท้งั ฉบบั เท่ากบั 0.87 วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ใน
การวิเคราะห์ขอ้ มูลไดแ้ ก่ การแจกแจงความถ่ี (Frequency) ค่าสถิติร้อยละ(Percentage) ค่าเฉล่ีย(Mean:M) ส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation:SD) และใช้สถิติวิเคราะห์สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
(Pearson's Product Moment Correlation Coefficient) โดยทดสอบความมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั 0.05
ผลการศึกษา
1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรสานักงานสาธารณสุขจังหวดั ตรัง พบว่า
ส่วนใหญ่ปฏิบตั ิงานกลุ่มงานบริหารทว่ั ไปมากที่สุดร้อยละ 23.50 เพศหญิงร้อยละ 68.90 เพศชาย ร้อยละ 31.10
ส่วนใหญ่อยูใ่ นช่วงอายุ 45 – 54 ปี ร้อยละ 41.20 มีระดบั การศึกษาในระดบั ปริญญาตรีมากที่สุด ร้อยละ 58.00
ส่วนใหญ่สถานภาพสมรส ร้อยละ 63.90 มีรายไดเ้ ฉลี่ยต่อเดือน 10,001– 30,000 บาทมากท่ีสุด ร้อยละ 44.50
ส่วนใหญ่ มีอายุราชการในช่วง 21–30 ปี และช่วง 31–40 ปี ร้อยละ 22.70 ส่วนใหญ่อาชีพขา้ ราชการร้อยละ
75.60 ตาแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขมากที่สุด ร้อยละ 30.30 ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.50 ไม่เคยมีประวตั ิติดเช้ือ
หนา้ ท่ี 40 PHA 6889
COVID-19 และมีประวตั ิติดเช้ือ COVID-19 ร้อยละ 23.50 ส่วนใหญ่ได้รับวคั ซีน COVID-19 จานวน 4 เข็ม
ร้อยละ 92.00 รองลงมาไดร้ ับวคั ซีน จานวน 3 เขม็ ร้อยละ 26.90 และไดร้ ับวคั ซีน จานวน 2 เขม็ ร้อยละ 3.40
2. ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลปัจจยั การรับรู้และพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของ
บุคลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง พบวา่ ระดบั ปัจจยั การรับรู้ของการปฏิบตั ิตวั เพ่ือป้องกนั โรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา 2019 ของบคุ ลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั สูง (M = 4.35, SD =
0.43) โดยการรับรู้โอกาสเส่ียงของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.55, SD = 0.44)
รองลงมาคือ การรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (M = 4.47, SD = 0.52) และการรับรู้
ประโยชน์ของการปฏิบัติตวั เพื่อป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (M = 4.40, SD = 0.52) ตามลาดับ
สาหรับการรับรู้ที่มีคะแนนเฉลี่ยนอ้ ยที่สุดคือ การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบตั ิตวั เพ่ือป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัส
โคโรนา 2019 (M = 4.00, SD = 0.61) ระดบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากร
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง โดยภาพรวมอยู่ในระดบั สูง(M = 4.39, SD = 0.47) โดยการตรวจวดั อุณหภูมิ
(T : Temperature) มีคะแนนเฉล่ียสูงสุด (M = 4.57, SD = 0.45) รองลงมาคือ การสวมหน้ากาก (M : Mask
Wearing) (M = 4.53, SD = 0.47) และการเว้นระยะห่างด้าน (D : Social Distancing) (M = 4.37, SD = 0.61)
ตามลาดับ สาหรับพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากรสานักงานสาธารณสุข
จงั หวดั ตรังที่มีคะแนนเฉลี่ยนอ้ ยที่สุดคือ การลา้ งมือ(H : Hand Washing) (M = 4.27, SD = 0.68) และการใชแ้ อป
พลิเคชนั ไทยชนะ หมอชนะ และไทยเซฟไทย (A : Application) (M = 4.28, SD = 0.71) ตามลาดบั
3. ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจยั การรับรู้กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัส
โคโรนา 2019 ของบุคลากรสานักงานสาธารณสุขจังหวดั ตรัง ปัจจัยการรับรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ
พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ในภาพรวมอยู่ที่ระดับปานกลาง (r = .609) อย่างมี
นยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั 0.01(p-value = .000) โดยพบว่า การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบตั ิตวั เพ่ือป้องกนั โรค
ติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
มากท่ีสุดในระดับปานกลาง (r = .557, p-value = .000) รองลงมาคือ การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบตั ิตวั เพ่ือ
ป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) มีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรค
ติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ในระดบั ปานกลาง (r = .512, p-value = .000) การรับรู้โอกาสเสี่ยงของโรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ในระดบั
ปานกลาง (r = .504, p-value = .000) ตามลาดบั และการรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
มีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 น้อยที่สุดในระดบั ปานกลาง
(r = .434, p-value = .000)
การอภิปรายผล
ปัจจยั การรับรู้มีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของ
บุคลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรังในระดบั ปานกลาง (r = 0.609) อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั 0.01
สอดคลอ้ งกบั แนวคิดแบบแผนความเชื่อดา้ นสุขภาพของ Becker (1974) ท่ีอธิบายไดว้ า่ เมื่อบุคคลเกิดการรับรู้จะ
หนา้ ท่ี 41 PHA 6889
มีผลทาใหบ้ ุคคลปฏิบตั ิตามคาแนะนาเพ่ือการป้องกนั โรค โดยท่ีบคุ คลรับรู้วา่ ตนเองไม่ไดม้ ีอปุ สรรคหรือไมร่ ู้สึก
ถึงความยากลาบากในการปฏิบตั ิเพื่อป้องกันตนเองจากโรค เช่น ไม่รู้สึกอึดอดั เมื่อตอ้ งสวมหน้ากากอนามยั
สามารถเวน้ ระยะห่างทางสังคมได้ ลา้ งมือดว้ ยสบู่หรือเจลแอลกอฮอลอ์ ย่างสม่าเสมอ เป็ นตน้ จนทาให้บุคคล
น้ันเกิดพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ที่ถูกต้องได้ ซ่ึงสอดคล้องกับการ
ศึกษาวิจยั ของ ศศินา สิมพงษ์ และคณะ (2564) ศึกษาเรื่องปัจจยั ท่ีมีความสัมพนั ธ์กบั พฤติกรรมการป้องกนั โรค
ติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชธานี ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้
โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพนั ธ์ทางบวกกบั พฤติกรรมการ
ป้องกนั โรคไวรัสโคโรนา 2019 และสอดคลอ้ งกับการศึกษาของ เอมอชั ฌา วฒั นบุรานนท์ และคณะ (2564)
ศึกษาความสัมพนั ธ์ระหว่างการรับรู้กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของนักเรียน
มธั ยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้เกี่ยวกบั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มี
ความสัมพนั ธ์เชิงบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 และสอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ
อมั นะห์ กูนา และคณะ (2564) ศึกษาความสัมพนั ธ์ระหว่างการรับรู้ภาวะคุกคามกบั พฤติกรรมการป้องกนั ของ
โรคโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ในผูส้ ูงอายุ ตาบลท่าโพธ์ิ อาเภอสะเดา จงั หวดั สงขลา ผลการศึกษาพบว่า
การรับรู้ภาวะคุกคาม (การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้อนั ตราย) มีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั
โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ซ่ึงสามารถจาแนกความสัมพนั ธ์ระหวา่ งปัจจยั การรับรู้กบั พฤติกรรมการป้องกนั
โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ไดด้ งั น้ี
1.การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพ่ือป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพนั ธ์
เชิงบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (r = .557, p = .000) ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั การศึกษา
ของ ณัฏฐณิชา วรรณมณี และคณะ (2564) ศึกษาความสัมพนั ธ์ระหว่างการรับรู้กบั พฤติกรรมการดาเนินชีวิต
แบบวิถีใหม่เพ่ือการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษาวิทยาลยั ชุมชนสงขลา ผลการศึกษา
พบว่า การรับรู้ประโยชน์เพ่ือการปฏิบัติตวั ของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพนั ธ์ทางบวกกับ
พฤติกรรมการดาเนินชีวติ แบบวถิ ีใหม่เพอ่ื การป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
2. การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติตวั เพื่อป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพันธ์
เชิงบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (r = .512, p = .000) ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั การศึกษา
ของ อภิวดี อินทเจริญ และคณะ (2564) ศึกษาเรื่องปัจจยั ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโค
โรนา 2019 ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองคอหงส์ จงั หวดั สงขลา ผลการศึกษาพบวา่ การรับรู้อุปสรรคของ
การปฏิบตั ิตวั เพื่อป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพนั ธ์กบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา 2019
3. การรับรู้โอกาสเสี่ยงของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกบั พฤติกรรมการ
ป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (r = .504, p = .000) ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ นภชา สิงห์วีรธรรม
และคณะ (2563) ศึกษาเรื่องการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของทนั ตาภิบาล
หนา้ ท่ี 42 PHA 6889
สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้โอกาสเสี่ยงของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มี
ความสมั พนั ธ์ทางบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
4. การรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกบั พฤติกรรมการ
ป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (r = .434, p = .000) ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ ฮูดา แวหะยี (2563)
ศึกษาเรื่องการรับรู้ความรุนแรงและพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของวยั รุ่นในเขตตาบล
สะเตงนอก อาเภอเมือง จงั หวดั ยะลา ผลการศึกษาพบวา่ การรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
มีความสมั พนั ธ์ทางบวกกบั และพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
ข้อเสนอแนะ
1. ปัจจยั การรับรู้ที่มีคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติตวั เพื่อป้องกนั โรค
ติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ดงั น้นั สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง จึงควรใหค้ วามสาคญั กบั การรับรู้อุปสรรค
ของการปฏิบตั ิตวั เพื่อป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 โดยเฉพาะอย่างย่ิงในประเด็นคาถามท่ีมีคะแนน
เฉล่ียนอ้ ยที่สุด คือ การใส่หนา้ กากอนามยั คลุมท้งั จมูกและปากทาให้รู้สึกอึดอดั หรือหายใจไม่สะดวก และการ
ประเมินตนเองดา้ นความเสี่ยงด้วยแอพพลิเคชน่ั ไทยเซฟไทย (TST) ก่อให้เกิดความยุ่งยาก ด้วยการส่งเสริม
สนับสนุนด้านการส่ื อสารประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่องและทันต่อ
สถานการณ์ให้แก่บุคลากรให้มีระดบั คะแนนเฉล่ียที่สูงข้ึน เนื่องจากการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบตั ิตวั เพ่ือ
ป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัส
โคโรนา 2019
2. ระดับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากรสานักงานสาธารณสุข
จงั หวดั ตรังที่มีคะแนนเฉล่ียน้อยท่ีสุด คือ การลา้ งมือ (H : Hand Washing) และการใช้แอปพลิเคชนั ไทยชนะ
หมอชนะและไทยเซฟไทย(A : Application) ดงั น้นั สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง จึงควรให้ความสาคญั กบั
การลา้ งมือ และการใช้แอปพลิเคชนั ไทยชนะ หมอชนะ และไทยเซฟไทยเพ่ือพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา 2019 ท่ีถูกตอ้ งโดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในประเด็นคาถามท่ีมีคะแนนเฉล่ียนอ้ ยที่สุด คือ การลา้ งมือทา
ความสะอาดดว้ ยสบู่ทุกคร้ังหลงั สัมผสั เงินเหรียญ ธนบตั ร ราวบนั ได ลูกบิดประตู และการใชแ้ อปพลิเคชนั ไทย
ชนะและหมอชนะ ประเมินความเส่ียงก่อนเขา้ -ออกสถานท่ีตามมาตรการที่กาหนดไว้ โดยการวางแผนส่งเสริม
และสนบั สนุนดา้ นการสื่อสารประชาสมั พนั ธส์ ร้างความรู้ความเขา้ ใจและพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัส
โคโรนา 2019ที่ถูกตอ้ งของบุคลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง
3. ปัจจยั การรับรู้มีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของ
บุคลากรสานักงานสาธารณสุขจงั หวดั ตรังในภาพรวมระดบั ปานกลาง อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั 0.01
โดยสรุปก็คือ หากบุคลากรมีการรับรู้มากจะส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
มากข้ึนไปดว้ ย ดงั น้นั สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง จึงควรให้ความสาคญั กบั ปัจจยั การรับรู้ ไดแ้ ก่ การรับรู้
ความรุนแรงของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 การรับรู้โอกาสเส่ียงของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 การรับรู้
ประโยชน์ของการปฏิบตั ิตวั เพื่อป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 และการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบตั ิตวั
หนา้ ท่ี 43 PHA 6889
เพื่อป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา
2019 ท่ีมีความสมั พนั ธ์นอ้ ยท่ีสุด ดว้ ยการส่งเสริม สนบั สนุนดา้ นการส่ือสารประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความ
เขา้ ใจ และการปฏิบตั ิท่ีถกู ตอ้ งอยา่ งต่อเน่ืองสอดคลอ้ งกบั สถานการณ์ใหแ้ ก่บุคลากร
ขอ้ เสนอแนะในการศึกษาคร้ังตอ่ ไป
1. สถานการณ์โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 มีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา ทาให้
มาตรการ แนวทางการปฏิบตั ิเพ่ือการป้องกนั โรคก็ตอ้ งปรับเปล่ียนไปตามสถานการณ์ของโรค เช่น ลกั ษณะ
อาการของโรค การตรวจวนิ ิจฉยั เบ้ืองตน้ ดว้ ย ATK สถานท่ีกกั ตวั และระยะเวลาการกกั ตวั การดูแลรักษาโรคการ
สร้างแบบสอบถามควรคานึงถึงความสอดคลอ้ งกบั สถานการณ์ มาตราการและแนวทางปฏิบตั ิเพ่ือการป้องกนั
โรคท่ีเปลี่ยนแปลงไปอยา่ งรวดเร็วดว้ ย กาหนดขอบเขตช่วงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลใหช้ ดั เจน
2. ควรศึกษาความสัมพนั ธ์ระหว่างปัจจยั ส่วนบุคคล ประวตั ิการติดเช้ือ และประวตั ิการไดร้ ับวคั ซีน
COVID – 19 กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากรสานักงานสาธารณสุข
จงั หวดั ตรัง
3. ควรศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเพศ ตาแหน่งงาน ประวตั ิการติดเช้ือกบั พฤติกรรมการ
ป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากรสานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง
4. ควรศึกษาความสัมพนั ธ์ระหว่างปัจจยั ส่วนบุคคล ปัจจยั การรับรู้ กบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากรดา้ นการแพทยแ์ ละสาธารณสุขของจงั หวดั ตรัง
5. ควรศึกษาความสัมพนั ธ์ระหว่างมาตรการ DMHTTA กับผลการดาเนินงานการเฝ้าระวงั ควบคุม
ป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของจงั หวดั ตรัง
บรรณานุกรม
กฎกระทรวงวา่ ดว้ ยการแบง่ ส่วนราชการสานกั งานปลดั กระทรวง.กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2560.
(2560, มิถุนายน 14).ราชกิจจานุเบกษา, 134, (64 ก), 12.
กรมควบคมุ โรค. (2565). สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย, สืบคน้ 15 มีนาคม 2565,
จาก https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/index.php.
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย.์ (2563). คู่มือการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทางห้องปฏิบัติการ,
สืบคน้ เมื่อ 6 มีนาคม 2565, สืบคน้ 16 มีนาคม 2565, จาก http://www.pidst.or.th/A215.html.
กิตติพร เนาวส์ ุวรรณ, นภชา สิงห์วีรธรรม, และนวพร ดาสวสั ด์ิ. (2563). ความสัมพนั ธ์ระหว่างการรับรู้ความ
รุนแรงของโรคต่อบทบาทการดาเนินงานควบคุมโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ในชุมชนของ
อาสาสมคั รสาธารณสุขประจาหมู่บา้ น (อสม.) ในประเทศไทย. วารสารสถาบันบาราศนราดูร, 14(2),
92-103.
จงั หวดั ตรัง. (2564). รายงานสถานการณ์โรคติดเชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019. จังหวดั ตรัง, สืบคน้ เม่ือ 12 มีนาคม 2565
จาก https://covidtr.trang.go.th/news.
หนา้ ท่ี 44 PHA 6889
เชาวลิต เล่ือนลอย. (2565). ปัจจยั ท่ีมีผลต่อพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของประชาชน
อาเภอศรีนคร จงั หวดั สุโขทยั . วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา. 2(1), 18-33.
ณฏั ฐณิชา วรรณมณี, ดารารัตน์ บางพระ, ศุภมาส อยู่อริยะ, และจิรพจน์ สงั ขท์ อง. (2564). ความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง
ความรู้และการรับรู้กบั พฤติกรรมการดาเนินชีวติ แบบวถิ ีใหมเ่ พื่อการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา
2019 ของนกั ศึกษาวทิ ยาลยั ชุมชนสงขลา. วารสารสมาคมวิชาชีพสุขศึกษา, 35(2), 783-792.
ธวชั ชยั ยนื ยาว, และเพญ็ นภา บุญเสริม. (2563). ความสัมพนั ธ์ระหว่างความรู้ ทศั นคติต่อพฤติกรรมการป้องกนั
การติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) ของอาสาสมคั รสาธารณสุขประจาหมู่บา้ น (อสม.) หญิงใน
จงั หวดั สุรินทร์. วารสารการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 35(3), 555-564.
นภชา สิงห์วีรธรรม, วชั รพล วิวรรศน์ เถาว์พนั ธ์, กิตติพร เนาว์สุวรรณ, เฉลิมชัย เพาะบุญ,และสุทธิศกั ด์ิ
สุริรักษ.์ (2563). การรับรู้และพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ของ
ทนั ตาภิบาล สงั กดั กระทรวงสาธารณสุข. วารสารสถาบันบาราศนราดรู . 14 (2), 104-114.
นารีมะห์ แวปูเตะ, คนั ธมาทน์ กาญจนภูมิ, และกัลยา ตนั สกุล. (2564). พฤติกรรมการป้องกันโรคจากไวรัส
โคโรนา 2019 ของนักศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั สงขลา. วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน. 3(2),
31-39.
ภคั ณัฐ วีรขจร,โชคชยั ขวญั พชิ ิต, กิตติพร เนาวส์ ุวรรณ์, และนภชา สิงหว์ ีรธรรม. (2563). การรับรู้พฤติกรรมการ
ป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของกาลงั พลที่ปฏิบตั ิงานสายแพทย์ ศูนยอ์ านวยการแพทย์
จงั หวดั ชายแดนภาคใต.้ วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 3(3), 106-116.
ศศินา สิมพงษ์, ศิริกาญน์ อุปสิทธ์ิ, ศิริพร นครลา, สิรินารถ ตน้ สวรรค์, สุจิตรา ส่งสุข, และสุทธิดา โพธ์ิไทร.
(2564). ปัจจยั ที่มีความสัมพนั ธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไวรัสโคโรนา 2019 ของนักศึกษา
พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชธานี . วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
อุบลราชธานี. 10(2), 151-155.
สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ตรัง. (2565). รายงานสถานการณ์โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 จงั หวดั ตรัง,
สืบคน้ เมื่อ 12 มีนาคม 2565 จากhttp://www.tro.moph.go.th/index2.php.
สุภาภรณ์ วงธิ. (2564). ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัคร
สาธารณสุขประจาหมู่บ้าน จังหวัดสุโขทัย. วทิ ยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบณั ฑิต,
มหาวิทยาลยั นเรศวร.
อภิวดี อินทเจริญ, คนั ธมาทน์ กาญจนภูมิ, กลั ยา ตนั สกลุ , และสุวรรณา ปัตตะพฒั น.์ (2564). ปัจจยั ที่มีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองคอหงส์
จงั หวดั สงขลา. วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน. 3(2), 19-29.
อมั นะห์ กูนา, สุรัยยา จอมสุริยะ, สุปรีชา แก้วสวสั ด์ิ, พัฒนศักด์ิ คามณีจันทร์, และCua Ngoc Lee. (2564).
ความสัมพนั ธ์ระหว่างการรับรู้ภาวะคุกคามกับพฤติกรรมการป้องกันของโรคติดเช้ือไวรัสฯใน
ผสู้ ูงอายุ ตาบลทา่ โพธ์ิ อาเภอสะเดา จงั หวดั สงขลา. วารสารสมาคมวิชาชีพสุขศึกษา. 35(2), 38-47.
หนา้ ที่ 45 PHA 6889
เอมอัชฌา วฒั นบุรานนท์, มิ่งขวญั ศิริโชติ, ปัณณวิชญ์ ปิ ยะอร่ามวงศ์, และศุภอัฑฒ์ สัตยเทวา. (2564).
ความสัมพนั ธ์ระหว่างการรับรู้กบั พฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ของนกั เรียน
มธั ยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพมหานคร. วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลยั แม่โจ้. 9(1), 36 – 48.
ฮูดา แวหะยี. (2563). การรับรู้ความรุนแรงและพฤติกรรมการป้องกนั โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)
ของวยั รุ่นในเขตตาบลสะเตงนอก อาเภอเมือง จงั หวดั ยะลา. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน. 6(4),
158-167.
หนา้ ท่ี 46 PHA 6889
ศึกษาความสัมพนั ธ์ระหว่างการรับรู้ด้านสุขภาพกบั พฤติกรรมการดูแลตนเองของ
ผ้ปู ่ วยโรคสะเกด็ เงนิ โรงพยาบาลโรคผวิ หนงั เขตร้อนภาคใต้ จงั หวัดตรัง
ปุณญิกา ช่วยเรือง* สุรเดช สาราญจิตต*์ *
บทคัดย่อ
การวิจยั คร้ังน้ีมีวตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษาพฤติกรรมการดูแลตัวเอง และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพนั ธ์
ระหว่างการรับรู้ดา้ นสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน โรงพยาบาลโรคผิวหนัง
เขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง โดยไดเ้ ก็บรวบรวมขอ้ มลู จากกลุ่มตวั อยา่ ง จานวน 278 คน เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการเก็บ
รวบรวมข้อมูล เป็ นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ผลการหาค่าความเชื่อม่ันของ
แบบสอบถาม ไดค้ า่ ความเชื่อมนั่ เท่ากบั 0.759 วเิ คราะหข์ อ้ มูลโดยหาคา่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
โดยใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ
ผลการวิจยั พบว่า คา่ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งพฤติกรรมการดูแลตวั เองกบั การรับรู้ของผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน
โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง มีความสัมพนั ธ์ทางบวก ในระดับปานกลาง (r = .587)
อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .01 ดงั น้นั หากพฤติกรรมการดูแลตวั เองของผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินดี ผปู้ ่ วยก็จะ
เขา้ ใจ และรู้จกั โรคสะเก็ดเงินเป็นอยา่ งดีดว้ ย แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการดูแลตวั เองมีความสัมพนั ธ์กบั การ
รับรู้ของผปู้ ่ วยโรคสะเกด็ เงิน
ดงั น้ัน ผูป้ ่ วยจะตอ้ งให้ความร่วมมือในรักษาและดูแลตนเองอย่างถูกต้องตามคาแนะนาของแพทย์
เพราะจะสามารถช่วยควบคุมโรคสะเก็ดเงินไม่ใหม้ ีอาการกาเริบ และทาให้ผปู้ ่ วยมีชีวิตไดอ้ ย่างมีความสุข ควร
หลีกเล่ียง พฤติกรรม ที่เส่ียงตอ่ การใหเ้ กิดโรค และควรประชาสัมพนั ธ์ เร่ืองพฤติกรรมการดูแลตวั เองกบั การรับรู้
ของผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน เพื่อใหผ้ ปู้ ่ วยไดเ้ ขา้ ใจในโรคน้ีอยา่ งถอ่ งแท้
คาสาคญั : การรับรู้สุขภาพ พฤติกรรมการดูแลตนเอง โรคสะเกด็ เงิน
* พยาบาลวชิ าชีพชานาญการ โรงพยาบาลโรคผิวหนงั เขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง
** รองศาสตราจารย์ ดร.ประจาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
หนา้ ท่ี 47 PHA 6889
Study on the Relationship between Health Perceptions and Self-care Behaviors of Psoriasis
Patients Southern Regional Hospital of Tropical Dermatology-Trang Province
Punyika Chuayruang* Suradej Samranjit Ph.D.**
Abstract
This research purposed for study on the self-care behaviors of psoriasis patients and the
factors related to health perceptions and self-care behaviors of patients in Southern Regional
Hospital of Tropical Dermatology, Trang province. Data were collected from a sample of 278
persons by questionnaire with rating scale. The confidence assessment of the questionnaire was
. 759 confidence value. Data were analyzed by percentage, mean, standard deviation by SPSS
(Statistical Package for the Social Science for Window). The result showed that the relationship
between self-care behaviors and perceptions of psoriasis patients in Southern Regional Hospital of
Tropical Dermatology, Trang province had a positive relationship at the moderate level (r =
0.587) with a statistically significant level of .01. Therefore, if the self-care behavior of psoriasis
patients is good, the patient will understand and know psoriasis very well which shows that self-
care behaviors correlated with perceptions of psoriasis patients.
Therefore, patients must cooperate in treating and taking care of themselves properly
according to the advice of the doctor. Because it can help control psoriasis without exacerbation.
and make patients live happily, avoid behaviors that risk the disease and publicized on self-care
behaviors and perceptions of patients with psoriasis patients to understand the disease thoroughly.
Keywords: health perceptions, self-care behaviors, psoriasis
* Professional Nurse, Southern Regional Hospital of Tropical Dermatology-Trang Province
** Associate Professor, Faculty of Public Health, Ramkhamhaeng University
หนา้ ท่ี 48 PHA 6889
ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา
โรคสะเก็ดเงิน หรือโรคเร้ือนกวาง (Psoriasis) เป็ นโรคผิวหนังอกั เสบชนิดเร้ือรัง เกิดจากหลายปัจจยั แต่
เป็นผลจากพนั ธุกรรมหรือยนี ท่ีผดิ ปกติหลายชนิด ร่วมกบั ปัจจยั ทางส่ิงแวดลอ้ มท้งั ภายในและภายนอกร่างกายท่ีไม่
เหมาะสม มากระตุน้ ให้เกิดผื่นข้ึน ผูป้ ่ วยจะมีอาการแสดงออกทางผ่ืนผิวหนงั เป็ นไดห้ ลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ
ผิวหนงั อกั เสบเป็ นป้ื นแดง (Erythematous Plaque) ลอกเป็ นขุย ผื่นเป็ น ๆ หาย ๆ ผปู้ ่ วยบางรายเป็ นเฉียบพลนั แลว้
ผน่ื ก็หายไป บางรายเป็นผ่ืนผวิ หนงั อกั เสบ เร้ือรัง ความผดิ ปกติอื่น ๆ ท่ีอาจพบได้ คอื ความผิดปกติท่ีเลบ็ ขอ้ อกั เสบ
เป็ นต้น อาจบิดา มารดา พี่น้องหรือญาติผูป้ ่ วยต้องเป็ นโรคน้ี ผูป้ ่ วยมีโอกาสเป็ นโรคน้ีได้สูงกว่าคนทั่ว ๆ ไป
(ปริญญา ป้ันพล, 2562, หน้า 2) โรคสะเก็ดเงินเป็ นโรคผิวหนงั ท่ียงั ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ ผื่นจะเป็ นๆ หายๆ
โดยเซลล์ผิวหนังกาพร้าจะมีการแบ่งตวั เร็วกว่าปกติถึง 1,000 เท่า และเคล่ือนตวั จากช้นั ใตผ้ ิวหนังข้ึนมาท่ีช้นั ผิว
นอก จากปกติ 21-28 วนั เป็ น 2-6 วนั ทาให้ช้นั หนังกาพร้าหนาข้ึนเป็ นป้ื น นอกจากน้ีแลว้ หลอดเลือดแดงในช้ัน
หนงั แทจ้ ะเกิดการขยายตวั และมีจานวนหลอดเลือดฝอยเลก็ ๆ มาเล้ียงผวิ หนงั มากข้ึน จึงทาใหผ้ ิวเกิดเป็นผื่น เป็นป้ื น
มีลกั ษณะท่ีนูนแดงขอบเขตชดั เจนปกคลุมดว้ ยสะเก็ดสีเงินติดอยู่บนผิวหนงั ท่ีอกั เสบ แดง ทาใหเ้ กิดอาการคนั แสบ
แตก เป็นแผลสะเกด็ หลดุ ลอกเป็นจานวนมาก ซ่ึงคนอ่ืนจะสงั เกตุใหไ้ ดง้ า่ ย ทาใหผ้ ปู้ ่ วยเกิดปมดอ้ ยและความอบั อาย
ต่อการเปล่ียนแปลงภาพลกั ษณ์ตนเอง ผปู้ ่ วยสูญเสียความมนั่ ใจ ส่งผลกระทบตอ่ ผูป้ ่ วยทางทางดา้ นร่างกาย และดา้ น
จิตใจ สร้างความทุกขท์ รมานใหก้ บั ผปู้ ่ วยและครอบครัว (เบญ็ จส์ ชีว์ ปัทมดิลก, 2561) จากขอ้ มูลรายงานวิจยั ทว่ั โลก
พบความชุกของโรคสะเก็ดเงิน ต้ังแต่ร้อยละ 0.09-1.433 ส่วนอุบัติการณ์ของโรคสะเก็ดเงิน พบว่าประเทศ
สหรัฐอเมริกาพบในเดก็ 40.8 ราย ในผปู้ ่ วย 100,000 ราย ส่วนผใู้ หญ่ พบ 78.9 ราย ในผปู้ ่ วย 100,000 ราย สาหรับใน
ประเทศไทย ขอ้ มูลสถิติจานวนผปู้ ่ วยนอก (รายใหม่) ปี 2561-2563 ของ สถาบนั โรคผิวหนงั พบวา่ ผปู้ ่ วยโรคสะเก็ด
เงินมีจานวน 2,298 2,070 และ 5,698 ราย ตามลาดบั จะเห็นไดว้ ่าในปี 2563 ผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินมีจานวนเพ่ิมมาก
ข้ึนร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปี 2561 และ 2562 (สถาบันโรคผิวหนัง กระทรวงสาธารณสุข, 2563) และพบว่า
โรงพยาบาลรามาธิบดีไดร้ ายงานจานวนผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินท่ีมารับการตรวจรักษาท่ีแผนกผปู้ ่ วยนอกโรคผิวหนงั มี
จานวนผูป้ ่ วยในปี พ.ศ.2558, 2559, 2561, 2562 และ 2563 จานวน 3,364, 4,146, 4,216, 4,142, และ 3,987 คน
ตามลาดบั จากสถิติผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินดงั กล่าวแสดงใหเ้ ห็นว่าจานวนผปู้ ่ วยมีแนวโนม้ เพ่ิมมากข้ึนเรื่อย ๆ (งานเวช
สารสนเทศ โรงพยาบาลรามาธิบดี, 2563)
จากการศึกษาระบาดวิทยา พบว่า โรคสะเก็ดเงินพบไดท้ วั่ โลกท่ีมีความชุกแตกต่างกนั พบในผูห้ ญิงและ
ผูช้ ายเท่า ๆ กนั ชาวตะวนั ตก พบร้อยละ 2 ซ่ึงน้อยกวา่ ในแถบเอเชีย และโรคน้ีพบไดน้ อ้ ยมาก ๆ ในชาวอเบอริจินข
องออสเตรเลียและชาวอินเดียแดงทางตอนใตข้ องสหรัฐอเมริกา โรคน้ีพบไดใ้ นทุกกลุ่มอายุแต่ท่ีมีรายงานพบมาก
ในสองกลุ่มอายุคือ 20-30 ปี แรก และ 55-60 ปี ผปู้ ่ วยร้อยละ 20 มีความรุนแรงของโรคปานกลางถึงรุนแรงมากโดย
พบรอยโรคมากกว่า ร้อยละ 5 ตามผิวหนงั ของร่างกายหรือใบหนา้ มือและ/หรือเทา้ หรืออวยั วะเพศ สาหรับโรคขอ้
อกั เสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic Arthritis) ในทว่ั โลกพบร้อยละ 6-42 The National Psoriasis Foundation รายงานพบใน
ผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินร้อยละ 30 จะเกิด Psoriatic Arthritis ได้ Psoriatic Arthritis อาจจะเกิดอาการเวลาใดก็ได้ พบบ่อย
ท่ีสุดในผูป้ ่ วยอายุ 30-50 ปี มีการศึกษาทางคลินิกหน่ึงพบผูป้ ่ วย Psoriatic Arthritis พบว่าอาการทางผิวหนังจะ
หนา้ ท่ี 49 PHA 6889
เกิดข้ึนก่อนจะมีการอกั เสบของขอ้ โดยเฉลี่ยใช้เวลา 12 ปี (ปริญญา ป้ันพล, 2562, หน้า 2-3) สถาบนั โรคผิวหนัง
โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง เลือกโรคสะเก็ดเงินเป็ นเข็มมุ่งในการพฒั นาความเป็ นเลิศดา้ น
วิชาการ (COE) จากสถิติโรคสะเก็ดเงินจดั อย่ลู าดบั 1 ใน 5 ของทุกปี สถาบนั โรคผิวหนังจานวนคร้ังที่มารับบริการ
2561 - 2563 (2,070 - 2,698 - 4,780) โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง (3,763 - 3,566 - 2,894)
โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้จังหวดั ตรัง พบว่าระดับความรุนแรงของโรคเพ่ิมข้ึน 42 % เนื่องจาก
พฤติกรรมการดูแลตนเองไม่สามารถควบคุมผื่นได้ ทาให้ผื่นกาเริบจากหลายๆปัจจยั เช่น การใช้สารเสพติด ดื่ม
เหลา้ สูบบุหร่ี นอนพกั ผ่อนไม่เพียงพอ เครียด ไม่มารับการดูแลรักษาต่อเนื่อง ทาให้ระดับความรุนแรงของโรค
เพ่ิมข้ึน ตอ้ งใช้เวลาในการรักษานาน เกิดความสิ้นเปลืองต่อเศรษฐกิจและสังคม รวมท้งั ทาให้คุณภาพชีวิตของ
ผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินลดลงดว้ ย การปรับเปล่ียนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองเป็นวิธีหน่ึงท่ีสาคญั ต่อการป้องกนั
ความรุนแรงของโรค การดาเนินชีวิตท่ีเหมาะสม สามารถอยู่ร่วมกับโรคท่ีเป็ นไดอ้ ย่างต่อเนื่อง การรับรู้สามารถ
ทานายหรือเป็นแรงจูงใจใหเ้ กิดพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพได้ (คลินิกสะเก็ดเงิน, 2563)
ผวู้ ิจยั จึงสนใจท่ีจะศึกษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการรับรู้ดา้ นสุขภาพกบั พฤติกรรมการดูแลตนเองของผปู้ ่ วย
โรคสะเก็ดเงินโรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ เป็ นอย่างไร เพ่ือที่จะนาผลการศึกษาคร้ังน้ี ไปพฒั นาระบบ
บริการและการเขา้ ถึงขอ้ มูลข่าวสารดา้ นสุขภาพโรคผิวหนัง การจดั การผูป้ ่ วยรายโรค (Case Management) เพ่ือให้
เกิดผลลพั ธ์ท่ีดีในการดูแลรักษา ผปู้ ่ วยสามารถควบคุมผ่ืนไดใ้ นเวลาที่เหมาะสม ลดระดบั ความรุนแรงของโรค ลด
ระยะเวลาในการรักษา รวมท้งั เป็ นแนวทางในการปฏิบตั ิงานด้านการส่งเสริมสุขภาพของผูป้ ่ วยโรคผิวหนังอื่น ๆ
ตอ่ ไป
วัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย
1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองของผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้
จงั หวดั ตรัง
2. เพื่อศึกษาปัจจยั ท่ีมีความสัมพนั ธ์ระหว่างการรับรู้ด้านสุขภาพกบั พฤติกรรมการดูแลตนเองของผูป้ ่ วย
โรคสะเก็ดเงิน โรงพยาบาลโรคผิวหนงั เขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง
วธิ ีการศึกษา
ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
1.1 ประชากรท่ีใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ี คือ เป็ นตวั แทนของกลุ่มผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินท่ีมารับบริการรักษา
โรงพยาบาลโรคผิวหนงั เขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง ในปี พ.ศ. 2563 - พ.ศ.2564 จานวน 974 ราย
1.2 กลุ่มตวั อย่าง คือ กลุ่มผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินที่มารับการรักษา โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้
จงั หวดั ตรัง จานวน 278 คน โดยใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย (Taro Yamane, 1997, p. 886) มีช่วงเวลาการเก็บข้อมูล ต้งั แต่
เดือน มกราคม – มีนาคม 2565