The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

PHA 6889การศึกษาอิสระทางด้านบริหารสาธารณสุข

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by massamon, 2022-09-13 00:36:24

PHA 6889 การศึกษาอิสระทางด้านบริหารสาธารณสุข

PHA 6889การศึกษาอิสระทางด้านบริหารสาธารณสุข

หนา้ ที่ 50 PHA 6889

เครื่องมือท่ใี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจัยคร้ังน้ีผูว้ ิจัยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็ นเคร่ืองมือในการวิจัย ซ่ึงสร้างข้ึนเพื่อศึกษา
ความสัมพนั ธ์ระหว่างการรับรู้ดา้ นสุขภาพกบั พฤติกรรมการดูแลตนเองของผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน โรงพยาบาลโรค
ผิวหนงั เขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดงั น้ี
ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทวั่ ไป ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ศาสนา สถานภาพการสมรส การศึกษา อาชีพ
รายได้ แหล่งที่มาของรายได้
ส่วนที่ 2 แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตาม
คาแนะนาของเจ้าหน้าที่ การรับรู้ความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงิน การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติเพ่ือการดูแล
สุขภาพของผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน และการรับรู้โอกาสเส่ียงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคสะเก็ดเงิน มีลกั ษณะ
เป็นขอ้ คาถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ที่ผตู้ อบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น 5 ระดบั คือ เห็น
ดว้ ยอยา่ งมาก เห็นดว้ ย ไมแ่ น่ใจ ไมเ่ ห็นดว้ ย และเฉยๆ
ส่วนที่ 3 แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน ไดแ้ ก่ ดา้ นการดูแลร่างกาย ดา้ นการ
ดูแลจิตใจ อารมณ์ และสังคม การดูแลดา้ นรักษา และดา้ นการป้องกนั ภาวะแทรกซอ้ น มีลกั ษณะเป็นขอ้ คาถามแบบ
มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ท่ีผูต้ อบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น 5 ระดบั คือ ปฏิบตั ิประจา ปฏิบตั ิ
บอ่ ยคร้ัง ปฏิบตั ิบางคร้ัง ปฏิบตั ินอ้ ยคร้ัง และปฏิบตั ินอ้ ยท่ีสุด
การหาคุณภาพเคร่ืองมือ
หาความตรงตามเน้ือหา (Content Validity) ให้ผูท้ รงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เก่ียวกบั ทางด้าน
การดูแลรักษาคะแนนความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวตั ถุประสงค์ (Item Objective Congruence : IOC)
ตรวจสอบข้อคาถาม หลังจากน้ันผูว้ ิจยั นาน้าหนักในแต่ละข้อคาถามมาหาค่าดัชนีความสอดคลอ้ ง จากน้ันนา
แบบสอบถามไปทดลองใช้กับกลุ่มผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน ท่ีมารับบริการงานพยาบาลผูป้ ่ วยนอก โรงพยาบาลโรค
ผิวหนงั เขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรังจานวน 30 คน นาขอ้ มูลที่ไดไ้ ปหาค่าความเท่ียงของเครื่องมือ (Reliability) ของ
แบบสอบถามส่วนท่ี 2 การรับรู้ดา้ นสุขภาพ และส่วนท่ี 3 พฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อใหไ้ ดค้ ่าสัมประสิทธ์ิแอลฟ่ า
(บุญใจ ศรีสถิตยน์ รากูร, 2550) ซ่ึงไดค้ ่าในภาพรวมคือ 0.759 แสดงว่ามีความน่าเช่ือถือเพียงพอท่ีจะนาไปปฏิบตั ิ
จริง จากน้ันเร่ิมสารวจภาคสนาม กับผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน โรคพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง
จานวน 278 คน เม่ือได้รับแบบสอบถามครบแลว้ ก็ตรวจสอบความถูกตอ้ งท้งั 3 ส่วน ของแบบสอบถาม และนา
ขอ้ มลู ไปวเิ คราะหเ์ พ่ือหาขอ้ สรุปต่อไป
สรุปผลการวิจยั และข้อเสนอแนะ
ประชากรที่ใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ีเป็นตวั แทนของกลุ่มผูป้ ่ วยโรคสะเกด็ เงินที่มารับบริการรักษาโรงพยาบาล
โรคผิวหนงั เขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง โดยผวู้ ิจยั ไดท้ าการสารวจกบั กลุ่มตวั อยา่ ง 278 ชุด ทาการวิเคราะห์ โดยใช้
โปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ วิเคราะห์ตามสมมติฐานของการวจิ ยั
ส่วนท่ี 1 ขอ้ มลู ทวั่ ไปของผปู้ ่ วยพบว่า ผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินที่มารับการรักษา ส่วนใหญเ่ ป็นเพศชาย มีอายุ
61 ปี ข้ึนไป นบั ถือศาสนาพุทธ มีค่สู มรส จบการศึกษาระดบั มธั ยมศึกษา/อนุปริญญา/ปวส. ประกอบอาชีพ

หนา้ ที่ 51 PHA 6889

เกษตรกรรม มีรายไดเ้ ฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 15,001-20,000 บาท รายไดส้ ่วนใหญ่มาจากอาชีพของตวั เอง ระยะเวลา
ท่ีทราบวา่ เป็นโรค 3-6 ปี และมีระยะเวลาท่ีรับการรักษา 3–6 ปี

ส่วนที่ 2 ข้อมูลการสารวจการรับรู้เกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงินโดยรวม(M = 4.47, SD = 0.61) มีระดับความ
คิดเห็น มากที่สุดทกุ ดา้ น การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบตั ิตามคาแนะนาของเจา้ หนา้ ที่ (M = 4.70, SD = 0.55)
การรับรู้ความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงิน (M = 4.32, SD = 0.54) การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบตั ิเพื่อการดูแลสุขภาพ
ของผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน (M = 3.98, SD = 0.89) การรับรู้โอกาสเส่ียงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคสะเก็ดเงิน
(M = 4.70, SD = 0.55)

ส่วนที่ 3 ขอ้ มูลการสารวจพฤติกรรมการดูแลตนเองของผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินโดยรวมมีความคิดเห็นอยใู่ น
ระดับมากที่สุดทุกด้าน (M = 4.22, SD = 0.65) การดูแลด้านร่างกาย (M = 3.94, SD = 0.53) ด้านการดูแลจิตใจ
อารมณ์ และสังคม (M = 3.84, SD = 0.89) ดา้ นการรักษา (M = 4.38, SD = 0.57) ดา้ นการป้องกนั ภาวะแทรกซอ้ น
(M = 4.73, SD = 0.59)

ส่วนท่ี 4 การวิเคราะห์ความสัมพนั ธ์ระหว่างการรับรู้ดา้ นสุขภาพกบั พฤติกรรมการดูแลตนเองของผปู้ ่ วย
โรคสะเก็ดเงิน พบว่า ค่าความสัมพนั ธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลตนเองกับการรับรู้ของผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน
โรงพยาบาลโรคผิวหนงั เขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง มีความสัมพนั ธ์ทางบวก ในระดบั ปานกลาง (r = .587) อย่างมี
นยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .01 ดงั น้นั หากพฤติกรรมการดูแลตนเองของผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินดี ผปู้ ่ วยก็จะเขา้ ใจ และ
รู้จกั โรคสะเก็ดเงินเป็นอย่างดีดว้ ย แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการดูแลตนเองมีความสัมพนั ธ์กับการรับรู้ของผูป้ ่ วย
โรคสะเก็ดเงิน
อภปิ รายผล

ผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงินที่มารับการรักษา โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง ส่วนใหญ่เป็ น
เพศชาย คิดเป็ นร้อยละ 53.60 มีอายุ 61 ปี ข้ึนไป คิดเป็ นร้อยละ 28.06 นบั ถือศาสนาพุทธ คิดเป็ นร้อยละ 80.94 มีคู่
สมรส คิดเป็ นร้อยละ 65.47 จบการศึกษาระดบั มธั ยมศึกษา/อนุปริญญา/ปวส. คิดเป็ นร้อยละ 53.96 ประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม คิดเป็ นร้อยละ 40.65 มีรายไดเ้ ฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 15,001-20,000 บาท คิดเป็ นร้อยละ 48.56 รายได้
ส่วนใหญ่มาจากอาชีพของตวั เอง คิดเป็ นร้อยละ 89.57 ระยะเวลาท่ีทราบว่าเป็ นโรค 3-6 ปี คิดเป็ นร้อยละ 47.48
และมีระยะเวลาท่ีรับการรักษา 3 – 6 ปี คิดเป็ นร้อยละ 47.12 ตามลาดบั ส่วนการรับรู้เกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน ของ
ผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน โรงพยาบาลโรคผิวหนงั เขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง โดยภาพรวม ผปู้ ่ วยโรคสะเกด็ เงิน มีความ
คิดเห็นอยู่ในระดบั มากที่สุด มีค่าเฉล่ีย 4.47 เม่ือพิจารณารายดา้ นแลว้ ทุกดา้ นมีความคิดเห็นอยู่ในระดบั มากท่ีสุด
โดยเรียงจากมากไปหาน้อย คือ การรับรู้โอกาสเส่ียงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคสะเก็ดเงิน มีค่าเฉล่ีย 4.89
รองลงมา คือการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบตั ิตามคาแนะนาของเจา้ หนา้ ที่ มีค่าเฉลี่ย 4.70 การรับรู้ความรุนแรงของ
โรคสะเก็ดเงิน มีค่าเฉล่ีย 4.32 และการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบตั ิเพื่อการดูแลสุขภาพของผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน มี
ค่าเฉลี่ย 3.98 ตามลาดบั และระดบั พฤติกรรมการดูแลตนเองของผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขต
ร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง โดยภาพรวม ผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน มีความคิดเห็นวา่ พฤติกรรมการดูแลตนเองของผปู้ ่ วยโรค
สะเก็ดเงิน อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉล่ีย 4.22 เม่ือพิจารณารายด้านแล้ว อยู่ในระดับมากท่ีสุดทุกด้าน โดย

หนา้ ที่ 52 PHA 6889

เรียงลาดบั จากมากไปหานอ้ ย คือ ดา้ นการป้องกนั ภาวะแทรกซอ้ น มีคา่ เฉลี่ย 4.73 รองลงมา ดา้ นการรักษา มีค่าเฉลี่ย
4.38 การดูแลดา้ นร่างกาย มีค่าเฉลี่ย 3.94 และดา้ นการดูแลจิตใจ อารมณ์ และสังคม มีค่าเฉลี่ย 3.84 ตามลาดบั ซ่ึง
สอดคลอ้ งกับงานวิจยั ของปภสั รา สังข์สุข และ วิชัย โชควิวฒั น์ (2563) ท่ีไดท้ าการศึกษาเรื่อง การศึกษาความ
ปลอดภยั และประสิทธิผลการรักษาผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน ดว้ ยยาตารับสมุนไพรในโรงพยาบาลเจา้ พระยาอภยั ภูเบศร์
จงั หวดั ปราจีนบุรี ผลการศึกษาพบว่า ผูม้ ารับบริการโรคสะเก็ดเงินท่ีไดร้ ับตารับยาสมุนไพรเป็ นเพศชายมากกว่า
เพศหญิง ส่วนใหญ่มีอายุช่วง > 40 - 60 ปี ระยะเวลาท่ีเป็ นโรคสะเก็ดเงินพบมากท่ีสุดในช่วงเวลา 1 – 5 ปี และผูม้ า
รับบริการการรักษาโรคสะเก็ดเงินท่ีไดร้ ับตารับยาสมุนไพรหลงั การรักษามีค่าคะแนนเฉล่ียความรุนแรงของโรค
(PASI) ลดลงอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05 (ก่อนการรักษาค่าเฉลี่ย = 5.41 หลงั การรักษาค่าเฉล่ีย = 3.33) และ
ค่าเฉล่ียคุณภาพชีวิต (DLQI) ก่อนรักษาเท่ากบั 7.42 และหลงั การรักษา 4.54 ซ่ึงมีค่าเฉลี่ยลดลงกว่าก่อนการรักษา
และไม่พบอาการไม่พึงประสงคใ์ นการใชย้ าสมุนไพร

ค่าความสัมพนั ธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลตนเองกบั การรับรู้ของผูป้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน โรงพยาบาลโรค
ผิวหนงั เขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง มีความสัมพนั ธ์ทางบวก ในระดบั ปานกลาง (r = .587) อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติ
ท่ีระดบั .01 ดงั น้นั หากพฤติกรรมการดูแลตนเองของผปู้ ่ วยโรคสะเกด็ เงินดี ผปู้ ่ วยก็จะเขา้ ใจ และรู้จกั โรคสะเก็ดเงิน
เป็ นอย่างดีดว้ ย แสดงให้เห็นวา่ พฤติกรรมการดูแลตนเองมีความสัมพนั ธ์กบั การรับรู้ของผปู้ ่ วยโรคสะเก็ดเงิน ซ่ึง
สอดคลอ้ งกบั มงคลชยั แกว้ เอ่ียม, (2550) การรับรู้ดา้ นสุขภาพกบั พฤติกรรมการดูแลตนเองของผปู้ ่ วยโรคเบาหวาน
ตาบลหนองกลางนา อาเภอเมือง จังหวดั ราชบุรี ผลการศึกษาพบว่าการรับรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ กับ
พฤติกรรมการดูแลตนเองของผปู้ ่ วยโรคเบาหวาน อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .05 โดยมีความสัมพนั ธ์ทางบวก
หมายความว่า ถา้ ระดบั การรับรู้ดา้ นสุขภาพสูงก็จะทาให้ผูป้ ่ วยโรคเบาหวานมีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีข้ึน ซ่ึง
สอดคลอ้ งกบั โรเซนสต๊อค ท่ีเชื่อวา่ การที่บุคคลใดก็ตามจะมีพฤติกรรมในการป้องกนั โรคมิใหเ้ กิดกบั ตนน้นั จะตอ้ ง
มีลกั ษณะการรับรู้ ดงั น้ีการรับรู้อุปสรรคในการปฏิบตั ิตน ปัจจยั ส่งเสริมความเป็นไปไดใ้ นการปฏิบตั ิ (Rosenstock,
1974 อา้ งใน จนั ทร์เพญ็ สันตวาจา และคณะ, 2548, หนา้ 9-11)
ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะสาหรับการศึกษาคร้ังนี้
1. การศึกษาโรคสะเก็ดเงินมีประโยชน์กบั ผปู้ ่ วย และผใู้ หบ้ ริการในโรงพยาบาล ไดเ้ ขา้ ใจถึงพฤติกรรมการ
ดูแลตนเองกบั การรับรู้ของผปู้ ่ วยโรคสะเกด็ เงิน
2. ปัจจุบนั การรักษาโรคสะเก็ดเงิน ยงั ไม่มีวธิ ีการรักษาใหห้ ายขาดได้ ดงั น้นั ผปู้ ่ วยจะตอ้ งใหค้ วามร่วมมือ
ในรักษาและดูแลตนเองอยา่ งถูกตอ้ งตามคาแนะนาของแพทย์ จึงจะสามารถช่วยควบคมุ โรคใหส้ งบ ไม่ใหม้ ีอาการ
กาเริบ และทาใหผ้ ปู้ ่ วยมีชีวิตไดอ้ ยา่ งมีความสุข
3. ผปู้ ่ วยโรคสะเกด็ เงินควรหลีกเล่ียง พฤติกรรม ท่ีเส่ียงต่อการใหเ้ กิดโรค เช่น การดื่มแอลกอฮอลล์ การสูบ
บุหร่ี หรือการเล่นกีฬาอยา่ งหกั โหม
4. ควรทาการประชาสมั พนั ธ์ เร่ืองพฤติกรรมการดูแลตนเองกบั การรับรู้ของผปู้ ่ วยโรคสะเกด็ เงิน เพ่ือให้
ผปู้ ่ วยไดเ้ ขา้ ใจในโรคน้ีอยา่ งถ่องแท้

หนา้ ที่ 53 PHA 6889

ข้อเสนอแนะสาหรับการศึกษาคร้ังต่อไป
1. ควรมีการศึกษาวิจยั เพ่ิมเติม ในเรื่องความสุขในการให้บริการผปู้ ่ วยโรคผิวหนงั โรงพยาบาลโรคผิวหนงั
เขตร้อนภาคใต้ จงั หวดั ตรัง
2. ควรขยายขอบเขตการศึกษาไปยงั สาขาอ่ืน ๆ ให้ทราบความแตกต่างของผปู้ ่ วย แต่ละพ้ืนที่ และศึกษาต่อ
วา่ เหตใุ ดจึงมีความแตกต่างกนั
บรรณานุกรม
คลินิกสะเก็ดเงิน. (2563). สถิติโรคสะเกด็ เงิน. สถาบนั โรคผิวหนงั โรงพยาบาลโรคผิวหนงั เขตร้อนภาคใต้

จงั หวดั ตรัง.
งานเวชสารสนเทศ. (2563). สถิติผ้ปู ่ วยโรคสะเกด็ เงิน. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

มหาวิทยาลยั มหิดล.
บญุ ใจ ศรีสถิตยน์ รากูร. (2550). ระเบยี บวิธีการวิจัยทางพยาบาลศาสตร์(พิมพ์คร้ังท่ี4). กรุงเทพมหานคร :

ยแู อนดไ์ อ อินเตอร์มีเดีย.
เบญ็ จส์ ชีว์ ปัทมดิลก. (2561). โรคสะเกด็ เงิน Psoriasis. กรุงเทพมหานคร: สถาบนั โรคผิวหนงั กรมการแพทย์

กระทรวงสาธารณสุข.
ปภสั รา สังขส์ ุข และ วชิ ยั โชควิวฒั น. (2563). การศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิผลการรักษาผ้ปู ่ วยโรคสะเกด็

เงิน ด้วยยาต ารับสมุนไพรในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี. วารสารวิจยั ทาง
วิทยาศาสตร์สุขภาพ, 14(1), หนา้ 11-20.
ปริญญา ป้ันพล. (2559). บทความวิชาการสาหรับการศึกษาต่อเนื่อง สถานเสาวภา สภากาชาดไทย (โรคสะเกด็ เงิน
Psoriasis). กรุงเทพมหานคร: สถาบนั โรคผิวหนงั , กระทรวงสาธารณสุข.
มงคลชยั แกว้ เอ่ียม. (2550). การรับรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผ้ปู ่ วยโรคเบาหวาน ตาบลกลางนาอาเภอ
เมือง จังหวัดราชบุรี. นครปฐม: โปรแกรมสุขศึกษา คณะวิทยาศาสตร์แลเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั
ราชภฏั นครปฐม.
สถาบนั โรคผิวหนงั . (2563). โรคผิวหนัง. กรุงเทพมหานคร: สถาบนั โรคผิวหนงั กรมการแพทย์
กระทรวงสาธารณสุข.
Rosenstock, I.M. (1974). Historical origins of the health belief model. Health Education Monigraphs, 2,
Page 328-335.

หนา้ ท่ี 54 PHA 6889

การศึกษาเปรียบเทยี บพฤตกิ รรมสุขภาพของบคุ คลากรสานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา

ฤทธ์ิ อนิ ทโชติ* สุรเดช สาราญจติ ต*์ *

บทคดั ย่อ

การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรสานักงานคณะกรรมการอาหารและยามีวตั ถุประสงค์เพื่อ
ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรสานักงานคณะกรรมการอาหารและยาและ เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพของ
บุคลากรสานักงานคณะกรรมการอาหารและยาตามคุณลกั ษณะส่วนบุคคล กลุ่มตวั อย่างจานวน281 คนเครื่องมือท่ีใชใ้ น
การศึกษาเป็นแบบสอบถามวิเคราะห์ขอ้ มูลดว้ ยโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ โดยใชส้ ถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ ไดแ้ ก่
ค่าความถี่ ค่าเฉล่ียค่าร้อยละค่าเบี่ยงเบนมาตราตรฐานโดยทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้สถิติ IndependentT-testและOne-way
Anova กาหนดค่านยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั ความเชื่อมน่ั ร้อยละ 95

ผลการศึกษาพบวา่ ขอ้ มูลคุณลกั ษณะเฉพาะจากกลุม่ ตวั อยา่ งจานวน281คนพบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ
66.2ท่ีมีช่วงอายุอยู่ระหว่าง31– 40ปี ร้อยละ43.4 มีสถานภาพสมรสร้อยละ48.0ระดบั การศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 78.7
รายไดช้ ่วง15,001–30,000และเป็ นขา้ ราชการร้อยละ64.1ขอ้ มูลพฤติกรรมสุขภาพโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ สูง มี3ดา้ น
ประกอบดว้ ย ดา้ นการบริโภคอาหาร(M=4.13,SD=0.25)ดา้ นอารมณ์ (M=3.98,SD= 0.35) และดา้ นการงดเวน้ การสูบ
บุหร่ี(M=4.69,SD=0.78) และอยูใ่ นเกณฑ์ ปานกลาง2ดา้ นประกอบดว้ ยดา้ นการออกกาลงั กาย(M=2.46,SD= 0.67)และ
พฤติกรรมดา้ นงดเวน้ สุรา(M=3.10,SD=0.62)และพบว่าระดบั การศึกษากบั รายได้ท่ีแตกต่างกนั จะส่งผลต่อพฤติกรรม
สุขภาพท่ีแตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั 0.05

ขอ้ เสนอแนะจากผลการศึกษาพบว่าพฤติกรรมสุขภาพดา้ นการออกกาลงั กายและดา้ นการงดเวน้ สุราอยใู่ นระดบั
ปานกลางจึงควรมีการจดั กิจกรรมและรณรงคใ์ ห้ความรู้และเพิ่มพูนทกั ษะแก่บุคลากรเพ่ือเพิ่มความตระหนกั รู้ถึงประโยชน์
และโทษของการปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพในดา้ นดงั กล่าวรวมไปถึงการสนบั สนุนใหบ้ ุคลากรในองคก์ ร/หน่วยงานทุก
ระดบั ใส่ใจและมีส่วนร่วมกนั ในการสนบั สนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพท่ีดีข้ึนเช่นการจดั กิจกรรมสันทนาการ
การกีฬา ให้ขอ้ มูลข่าวสารจากเสียงตามสายเกี่ยวกบั โทษของการด่ืมสุราสูบบุหร่ี และร่วมกนั สร้างค่านิยมในการชกั ชวน
เพ่ือนร่วมงานบุคลรอบขา้ งให้หันมาดูแลสุขภาพตนเองมากข้ึนเพื่อลดความเส่ียงที่จะเกิดความเจ็บป่ วยในอนาคตอนั มี
สาเหตมุ าจากการไมด่ ูแลพฤติกรรมสุขภาพ

คาสาคญั : คณุ ลกั ษณะเฉพาะ, พฤติกรรมสุขภาพ
*เภสชั กรปฏิบตั ิการ สานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา
**รองศาสตราจารย์ ดร.ประจาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง

หนา้ ท่ี 55 PHA 6889

Comparative Study on Health Behaviors of Food and Drug Administration Thailand Staff

Rit Intachote* Suradej Samranjit Ph.D.

Abstract
The objectives of the comparative study on the health behavior of Thai Food and Drug

Administration staff were to examine and compare their health behavior through personal characteristics.
The sample group comprised 281 staff at the Food and Drug Administration, Thailand. The research tool
was a questionnaire, and the collected data were analyzed using the Statistical Package for Social Science.
The descriptive statistics used included frequency, mean, percentage, Standard Deviation (SD),
Independent t-test, and One-way Anova. A statistical significance was determined with 95% reliability.

The research results showed that most of the 281 samples were female, 66.2% were aged between
31-40 years, and 43.4% were married. Additionally, 48.0%of them had a bachelor’s degree, 78.7% earned
15,001-30,000 THB in income, and 64.1% were government officers. The overall health behavior was at a
high level, which consisted of three aspects: food consumption (M=4.13,SD=0.25), emotion (M=3.98,SD=
0.35), and smoking cessation (M=4.69,SD=0.78). Simultaneously, another two aspects of exercise (M=2.46,
SD=0.67)and abstinence from alcoholic drinks (M=3.10,SD=0.62)were at a moderate level. Moreover, the
results illustratedthat the different education levels and incomes affected dissimilar health behavior with a
statistical significance of 0.05.

Furthermore, since the findings showed that the health behavior of exercise, and abstinence from
alcoholic drinks were at a moderate level, the activities should be promoted to educate and enhance the
staff’s skills to increase the awareness of the benefits and disadvantages of the adjustment of health
behavior in both aspects. In addition, the encouragement of care and participation in supporting the
adjustment of health behavior should be promoted to the staff in the organization and various divisions.
This could includeorganizing recreationalactivities and sports, providing information via a public address
system about the impacts of drinking alcoholic drinks and smoking, and constructing the norm to
encourage their colleagues and friends to take care of their health to minimize the risk of illness due to the
lack of healthcare.

Keywords: PersonalCharacteristic, Health Behaviors
*Pharmacist Practitioner Level of Food and Drug Administration
** Associate Professor, Faculty of Public Health, Ramkhamhaeng University

หนา้ ท่ี 56 PHA 6889

ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา
ปัญหาความเจบ็ ป่ วยในกลุ่มคนวยั ทางานมกั เป็นสิ่งที่ถกู พูดถึงในวงการสาธารณสุข แทบจะในทุกระดบั

ต้งั แต่ระรับบุคคลไปจนถึงระดบั ประเทศ และคงปฏิเสธไม่ไดว้ า่ สิ่งที่กลุ่มคนในช่วงวยั น้ีของประเทศไทยกาลงั
เผชิญอยใู่ นปัจจุบนั และในอนาคตคงหนีไม่พน้ ปัญหาของโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ ขอ้ มลู จากกรมอนามยั (เทียน
ทิพย์ เดียวก่ี,2561) กล่าวว่า ประชากรวยั ทางานท่ีเป็ นกาลงั สาคญั ของประเทศ การพฒั นาคุณภาพชีวิตท้งั ดา้ น
การศึกษาและสุขภาพ มีผลต่อการพฒั นาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ เน่ืองจากประชากรวยั ทางานส่วนใหญ่ใช้
เวลาอยู่ในที่ทางานไม่นอ้ ยกวา่ 40 ชว่ั โมงต่อสัปดาห์ ดงั น้นั สุขภาพที่ดีของคนกลุ่มน้ีจึงเป็น เร่ืองสาคญั เพราะ
เม่ือพนักงานมีสุขภาพดี มีความสุขกาย และสบายใจ ทาให้การทางานมีประสิทธิภาพ อนั จะส่งผลดี ต่อสถาน
ประกอบการและเศรษฐกิจของประเทศตามมาด้วย แต่จากการสารวจสถานการณ์สุขภาพกลุ่มวยั ทางานจาก
แหล่งท่ีเกี่ยวขอ้ ง พบว่ามีภาวะอ้วน ร้อยละ 37.5 กินผกั และผลไม้ไม่เพียงพอตามขอ้ แนะนา ร้อยละ 74.1 มี
กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ร้อยละ 57.4 สูบบุหรี่ ร้อยละ 19.5 ดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 38.9 ปัญหาสุขภาพช่อง
ปากที่พบในคนวยั ทางานพบวา่ ร้อยละ 91.8 มีประสบการณ์การเกิดโรคฟันผุ พบเหงือกอกั เสบ ร้อยละ 62.4 และ
เป็นโรคปริทนั ต์ ร้อยละ 25.9 ซ่ึงส่วนมากเป็นผลมาจากการทางานตลอดท้งั วนั ส่งผลใหเ้ กิดความเครียด เหนื่อย
ล้า จึงทาให้มองข้ามการใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง ท้ังๆ ท่ีสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ง่ายๆซ่ึง
สอดคลอ้ งกบั ขอ้ มูลท่ีองค์การอนามยั โลกนาเสนอ (องคก์ ารอนามยั โลกประเทศไทย, 2560) ว่า โรคไม่ติดต่อ
เช่น โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคปอดเร้ือรังเป็ นสาเหตุอนั ดบั ตน้ ๆ
ของการเสียชีวิต ในประเทศไทย มีผูเ้ สียชีวิตประมาณ 354,000 คนต่อปี (หรือร้อยละ 71 ของการเสียชีวิต
ท้ังหมด) เกือบคร่ึงหน่ึงของการเสียชีวิตด้วยโรคไม่ ติดต่อเป็ นการเสียชีวิตก่อนวยั อนั ควร ซ่ึงเป็ นวยั ที่เป็ น
หัวเร่ียวหัวแรงสาคญั มกั เป็ นผูห้ าเล้ียงครอบครัวและคนวยั ทางาน ในปี พ.ศ. 2556 ประมาณการว่าสังคมไทยมี
ความสูญเสียทางเศรษฐกิจอนั เกิดจากโรคไม่ติดต่ออยู่ท่ีประมาณ 280 พนั ลา้ นบาท โรคไม่ติดต่อ 4 โรคสาคญั
ขา้ งตน้ มีสาเหตุจากปัจจยั เสี่ยงเชิงพฤติกรรมร่วม 4 อย่าง ซ่ึงส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ ได้แก่ การบริโภค
ยาสูบ การไม่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลใ์ นปริมาณอนั ตราย และการบริโภคอาหาร
ไม่ดีต่อสุขภาพ (การบริโภคเกลือ น้าตาล และไขมนั อิ่มตวั มากเกินไป) ปัจจยั เส่ียงเชิงพฤติกรรมเหล่าน้ี พบมาก
ในกลุ่มคนไทย ผใู้ หญ่เพศชายร้อยละ 40 น้นั สูบบุหรี่ จากการสารวจเมื่อเร็วๆ น้ี พบวา่ 1 ใน 6 ของนกั เรียน (อายุ
13-15 ปี ) บริโภคยาสูบ อีกท้งั ความชุกในการบริโภคยาสูบน้นั ก็ไม่ลดลงเลยในช่วงหลายปี ท่ีผา่ นมา นอกจากน้ี
การด่ืมเครื่องดื่มแอลกอฮอลใ์ นปริมาณอนั ตรายเฉลี่ยต่อหวั ต่อปี อย่ทู ี่ร้อยละ 6.9 ซ่ึงถือว่าสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย
ตะวนั ออกเฉียงใตน้ อกจากน้ี พบว่า 1 ใน 5 ของผูใ้ หญ่ และ1 ใน 3 ของเด็ก (6-14 ปี ) และเยาวชน (15-24 ปี ) มี
กิจกรรมทางกายไม่ถึงระดบั ที่ ร่างกายตอ้ งการต่อวนั และส่วนใหญ่ก็บริโภคอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ ดงั ท่ีจะเห็น
ได้จากในช่วงหลายปี ท่ีผ่านมา การบริโภคน้าตาลเพิ่มข้ึนเป็ น 26 ช้อนชา (104 กรัม) ต่อคนต่อวนั ซ่ึงสูงกว่า
คาแนะนาองคก์ ารอนามยั โลกท่ีให้บริโภคน้าตาลสูงสุดไม่เกิน 12ชอ้ นชาต่อวนั ในทานองเดียวกนั การบริโภค
เกลือตอ่ คนตอ่ วนั (9 กรัม) ก็สูงเกือบสองเทา่ ของปริมาณสูงสุดตามคาแนะนาองคก์ ารอนามยั โลกเช่นกนั

หนา้ ที่ 57 PHA 6889

จะเห็นไดว้ ่าปัญหาดา้ นสุขภาพในกลุ่มวยั ทางานน้นั กาลงั เป็ นปัญหาท่ีจาเป็นตอ้ งไดร้ ับการแกไ้ ขอย่าง
เร่งด่วนเพราะถา้ บุคคลประสบปัญหาสุขภาพแลว้ ย่อมนามาซ่ึงผลกระทบให้เกิดปัญหาในด้านต่างๆ ท้งั ดา้ น
ครอบครัว และดา้ นหนา้ ท่ีการงาน ทาให้หลายองคก์ รในประเทศตา่ งตระหนกั ถึงความสาคญั ของปัญหาดงั กล่าว
น้ี และไดพ้ ยายามผลกั ดันในบุคคลกรของตนมีการดูแลสุขภาพในด้านต่างๆเพื่อเป็ นพฒั นาองค์กรทางออ้ ม
(สานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา,2562) การมีสุขภาพท่ีดี ถือเป็นกา้ วแรกท่ีสาคญั ในการขบั เคลื่อนไปสู่
การเป็นแบบอย่างองคก์ รสุขภาพดี มีความผาสุก สามารถเป็นกาลงั สาคญั ในการคุม้ ครองผบู้ ริโภคดา้ นผลิตภณั ฑ์
สุขภาพเป็นส่วนหน่ึงในการช่วยทาใหป้ ระชาชนชาวไทยมีสุขภาพท่ีดี กา้ วสู่สังคมสุขภาพดีตอ่ ไปในอนาคต

ผวู้ จิ ยั ไดเ้ ลง็ เห็นถึงปัญหาของบุคลากรสานกั งานคณะกรรมการอาหารและยาซ่ึงอยใู่ นวยั ทางานจึงสนใจ
ที่ทาการศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรสานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา เพ่อื เป็นแนวทาง
ในการเสริมสร้างสุขภาพให้กบั บุคลากรในวยั ทางานไดเ้ กิดการพฒั นาพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ท่ีจะส่งผลให้
สุขภาพกายและสุขภาพจิตใจดีข้ึน นามาซ่ึงพร้อมในการปฏิบตั ิงานท้งั ทางดา้ นร่างกายและจิตใจ สามารถทางานได้
อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการพฒั นาองคก์ รต่อไปโดยมีวตั ถุประสงคก์ ารวิจยั เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของ
บุคลากรสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรสานกั งาน
คณะกรรมการอาหารและยาตามคุณลักษณะส่วนบุคคล ซ่ึงผูว้ ิจยั ได้กาหนดสมมติฐานการวิจยั ว่าบุคลากร
สานกั งานคณะกรรมการอาหารและยาท่ีมีคณุ ลกั ษณะส่วนบุคคลแตกตา่ งกนั จะมีพฤติกรรมสุขภาพแตกตา่ งกนั

ขอบเขตการวิจัยได้ศึกษาข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคลและข้อมูลด้านพฤติกรรมสุขภาพ (3อ.2ส.)
ประกอบดว้ ย ดา้ นการบริโภคอาหาร ดา้ นการออกกาลงั กาย ดา้ นอารมณ์ ดา้ นการสูบบุหรี่ และดา้ นการดื่มสุรา ใน
กลมุ่ บุคลากรสานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา โดยดาเนินการเก็บขอ้ มูล ช่วงเดือน เมษายน พ.ศ.2565

ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ ับทาให้ทราบถึงพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรสานกั งานคณะกรรมการอาหาร
และยา และเพ่ือเป็นแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของบคุ ลากรสานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา
วธิ ดี าเนนิ การศึกษา

รูปแบบการศึกษา คือ การศึกษาแบบสารวจ (Survey design) เก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยอาศยั แบบสอบถาม
เป็ นเคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ในกลุ่มตวั อย่างจานวน 281 คน และได้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการ
โปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ โดยได้นาเสนอการวิเคราะห์ออกเป็ น 3 ตอนดังน้ี ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์
คุณลกั ษณะส่วนบุคคลได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา รายได้ ประเภทบุคลากร โดยใช้สถิติเชิง
พรรณนา ไดแ้ ก่ ค่าความถ่ี (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ พฤติกรรมสุขภาพ (3อ
2ส) ท้งั 5 ดา้ น ประกอบดว้ ย พฤติกรรมดา้ นการบริโภคอาหาร พฤติกรรมดา้ นการออกกาลงั กาย พฤติกรรมดา้ น
อารมณ์ พฤติกรรมด้านการสูบบุหร่ี พฤติกรรมด้านการดื่มสุรา นาเสนอในรูป ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน ตอนท่ี 3 การทดสอบสมมุติฐาน เพ่ือเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรสานักงาน
คณะกรรมการอาหารและยาตามคุณลกั ษณะส่วนบุคคล โดยใช้สถิติเชิงอนุมานไดแ้ ก่ Independent T-test และ
one-way anova กาหนดค่านัยสาคญั ทางสถิติที่ระดบั ความเช่ือมนั่ ร้อยละ 95 หากพบว่า มีความแตกต่างกันจะ
ทดสอบดว้ ยวิธี LSD เป็นรายกลุ่มต่อไป

หนา้ ท่ี 58 PHA 6889

จากการพิจารณาจากกลุ่มตวั อย่าง จานวน 281 คน พบวา่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ 66.2 และเพศชาย ร้อยละ
33.8 ช่วงอายุ 3 ลาดบั แรกคือ ลาดบั ท่ี 1 ช่วง 31 - 40 ปี ร้อยละ 43.4 ลาดบั ที่ 2 อายุ 41 - 50 ร้อยละ 20.6 ลาดบั ท่ี 3
ช่วงอายุ 20 -30 ปี ร้อยละ 20.3 และส่วนมากมีสถานภาพสมรส ร้อยละ 48.0 รองลงมา คือ สถานภาพโสด ร้อย
ละ 43.1 ระดบั การศึกษา 3 ลาดับแรกคือ ลาดบั ท่ี 1 คือ ระดับการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 78.7 ลาดบั ที่ 2 คือ
ระดบั การศึกษาปวส. ร้อยละ 11.4 และลาดบั ท่ี 3 คือ ระดบั การศึกษา ปริญญาโทหรือสูงกวา่ ร้อยละ 5.7 รายได้
3 ลาดบั แรก คือ ลาดบั ท่ี 1 คอื รายไดช้ ่วง 15,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 71 .9 ลาดบั ท่ี 2 คือ ช่วง 30,001 – 50,000
บาท ร้อยละ 22.4 และลาดบั ท่ี 3 คือ ช่วงมากกวา่ 50,000 ร้อยละ 3.9 ประเภทบุคคลกร 3 ลาดบั คือ ลาดบั ท่ี 1 คือ
ขา้ ราชการ ร้อยละ 64.1 ลาดบั ที่ 2 คอื พนกั งานราชการ/พนกั งานกระทรวงสาธรณสุข ร้อยละ 17.4และลาดบั ที่ 3
คอื ลูกจา้ งชวั่ คราว/ลกู จา้ งเหมา ร้อยละ 9.6

จากการพิจารณาพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มตวั อยา่ งจานวน 281 คน โดยภาพรวมอยใู่ นเกณฑ์ สูง มี3 ดา้ น
ประกอบด้วย ด้านการบริโภคอาหาร ด้านอารมณ์ และด้านการสูบบุหรี่ และอยู่ในเกณฑ์ ปานกลาง 2 ด้าน
ประกอบดว้ ยดา้ นการออกกาลงั กาย และดา้ นการด่ืมสุรา และเมื่อพจิ ารณาพฤติกรรมสุขภาพในแต่ละดา้ น พบวา่

ดา้ นการบริโภคอาหาร ปฏิบตั ิมากท่ีสุด 3 ลาดบั แรก คือ ลาดบั ที่ 1การรับประทานอาหารจาพวกแป้ง
หรือผลิตภณั ฑจ์ ากแป้ง ค่าเฉลี่ย 4.76 ลาดบั ท่ี 2 คือ การรับประทานอาหารท่ีปรุงสุกใหม่ ค่าเฉล่ีย 4.71 และลาดบั
ท่ี 3 คือ การรับประทานจาพวกผกั ต่าง ๆ ค่าเฉลี่ย 4.65 ส่วนท่ีปฏิบัติน้อยที่สุด คือ ไม่รับประทานอาหารท่ีมี
ไขมนั สูง เช่น อาหารทอด หรือ อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ คา่ เฉล่ีย 2.96

ดา้ นการออกกาลงั กาย ปฏิบตั ิมากท่ีสุด 3 ลาดบั แรก คือ ลาดบั ที่ 1 การมกั เคล่ือนไหวร่างกายตอ่ เนื่องจาก
การทากิจวตั รประจาวนั ประมาน 30 นาที ค่าเฉลี่ย 3.94 ลาดับท่ี 2 คือ การออกกาลงั กาย 10-30 นาทีต่อวนั
ค่าเฉลี่ย2.81 และลาดบั ที่ 3 คือ การออกกาลงั กายแบบ Cardio เพื่อความสมบูรณ์แข็งแรงของระบบหัวใจและ
หลอดเลือด เช่น การเดิน การวิ่งเหยาะๆ ปั่นจกั รยาน ว่ายน้า ค่าเฉล่ีย 2.75 ส่วนท่ีปฏิบตั ินอ้ ยท่ีสุด คือ การออก
กาลงั กายแบบ Flexibility Training เพือ่ ความยดื หยนุ่ ของกลา้ มเน้ือ เช่น โยคะ คา่ เฉล่ีย 1.12

ดา้ นอารมณ์ ปฏิบตั ิมากท่ีสุด 3 ลาดบั แรก คือ ลาดบั ที่ 1 การนอนหลบั ไดง้ ่ายรวดเดียวไม่ฝันร้าย ค่าเฉล่ีย
4.29 ลาดบั ที่ 2 คือ มีความกระตือรือร้นและหายเหน่ือยหลงั จากตื่นนอน ค่าเฉล่ีย 4.19 และลาดบั ท่ี 3 คือ มีความ
กระฉับกระเฉง ต่ืนตวั ในชีวิตประจาวนั อยู่เสมอ ค่าเฉล่ีย 4.04 ส่วนที่ปฏิบตั ินอ้ ยท่ีสุด คือท่านทางานอดิเรกที่รู้สึก
ผอ่ นคลาย คา่ เฉล่ีย 3.73

ดา้ นการสูบบุหร่ี ปฏิบตั ิมากท่ีสุด คือ การหลีกเลี่ยงที่จะอยู่ใกลช้ ิดเม่ือมีเพ่ือนหรือบุคคลอ่ืนสูบบุหร่ี
คา่ เฉล่ีย 4.74 และการไม่ไดใ้ ชว้ ธิ ีการผอ่ นคลายดว้ ยการสูบบุหร่ีหรือทา่ นไม่สูบบหุ รี่ คา่ เฉลี่ย 4.63 ตามลาดบั

ดา้ นการด่ืมสุรา ปฏิบตั ิมากที่สุด คือ การหลีกเล่ียงการสังสรรคก์ บั เพ่อื นท่ีชอบด่ืมสุรา คา่ เฉลี่ย 4.34 และ
การมกั แนะนาเพอ่ื นถึงโทษของการดื่มสุราค่าเฉล่ีย1.87 ตามลาดบั

ในการทดสอบสมมติฐาน พบว่าบุคลากรสานักงานคณะกรรมการอาหารและยาท่ีมีคุณลกั ษณะส่วน
บุคคลต่างกนั จะมีพฤติกรรมสุขภาพท่ีไมแ่ ตกต่างกนั อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติ ซ่ึงสามารถอภิปรายผลการวิจยั ได้

หนา้ ที่ 59 PHA 6889

ดงั น้ี จากผลการศึกษาส่วนใหญ่เป็ นเพศหญิงร้อยละ 66.2 มีอายุระหวา่ ง 31 - 40 ปี ร้อยละ 43.4 และส่วนมากมี
สถานภาพสมรส ร้อยละ 48.0 สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของศิริลกั ษณ์ ขณะฤกษ์และคณะ(2562, บทคดั ย่อ) ที่ได้
ศึกษาเร่ืองพฤติกรรมสุขภาพของวยั ทางานอายุ 15-59 ปี ในเขตสุขภาพท่ี 5 ที่พบว่ากลุ่มตวั อย่าง ส่วนใหญ่เป็ น
เพศหญิง ร้อยละ 50.2 อายอุ ยรู่ ะหวา่ งช่วง 30-44 ปี ร้อยละ34.8 และสถาภาพสมรส ร้อยละ 53.1

จากผลการศึกษาส่วนใหญ่มีรายได้ระหว่าง 15,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 71 .9 ซ่ึงไม่สอดคลอ้ งกับ
การศึกษาของ ฐาปนี สิริรุ่งเร่ือง (2559,54)ไดศ้ ึกษา ความรู้เจตคติ และพฤติกรรมสุขภาพตามหลกั 3อ2ส ของ
พนกั งานบริษทั เบทาโกร จากดั (มหาชน) ซ่ึงพบว่ารายไดส้ ่วนใหญ่ 30,000 บาทข้ึนไป ร้อยละ 44.67 ซ่ึงอาจจะ
เป็นเพราะบริษทั เบทาโกร จากดั เป็นบริษทั เอกชน แตเ่ ป็นหน่วยงานรัฐบาลจึงมีฐานเงินเดือนแตกตา่ งกนั

จากผลการศึกษาส่วนใหญ่มีระดับการศึกษา ระดับการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 78.7 สอดคลอ้ งกับ
การศึกษาของ กมลชนก ศรีศาสตร์ (2563,14) ไดศ้ ึกษาเรื่อง การสารวจสภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของ
บุคลากร สานกั ส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุขพบวา่ ระดบั การศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 46.0

จากผลการศึกษาส่วนใหญ่เป็ น ขา้ ราชการ ร้อยละ 64.1 ซ่ึงสานักงานคณะกรรมการอาหารและยามี
ประชากรส่วนใหญ่เป็นขา้ ราชการอาจเป็นสาเหตใุ หก้ ลุม่ ตวั อยา่ งพบขา้ ราชการมากท่ีสุด

จากผลการศึกษาดา้ นการบริโภคอาหาร ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ สูง คา่ เฉลี่ย 4.13 สอดคลอ้ งกบั กบั การศึกษา
ของ มงคล การุณงามพรรณ (2555, หน้า 56) ไดศ้ ึกษาเรื่อง พฤติกรรมสุขภาพและภาวะสุขภาพของคนทางานใน
สถานประกอบการเขตเมืองใหญ่: กรณีศึกษาพ้ืนที่เขตสาทร กรุงเทพมหานคร พบว่าพฤติกรรมดา้ นโภชนาการมี
คา่ เฉลี่ย 3.60 อยใู่ นเกณ์ดี ซ่ึงเม่ือพจิ ารณาการศึกษาในคร้ังแมว้ ่าผลโดยภาพรวมจะอยใู่ นเกณฑ์ สูง แต่มีพฤติกรรม
ที่ควรพฒั นาคือการหลีกเลี่ยงอาหารทอดหรืออาหารมนั เพราะอาจเป็นสาเหตุท่ีจะนามาสู่ภาวะไขมนั ในเลือดสูง

จากผลการศึกษาดา้ นการออกกาลงั กาย ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ ปานกลาง สูงค่าเฉลี่ย 2.46 สอดคลอ้ งกบั
การศึกษาของ มงคล การุณงามพรรณ (2555,หน้า 56) ไดศ้ ึกษาเร่ือง พฤติกรรมสุขภาพและภาวะสุขภาพของ
คนทางานในสถานประกอบการเขตเมืองใหญ่: กรณีศึกษาพ้นื ที่เขตสาทร กรุงเทพมหานคร พบวา่ พฤติกรรมดา้ น
การออกกาลงั กายมีค่าเฉลี่ย 2.93 อยใู่ นเกณ์พอใช้ จากการศึกษาในคร้ังน้ีสมควรพฒั นาพฤติกรรมการในดา้ นออก
กาลงั กายใหม้ ากข้นึ เนื่องจากการออกกาลงั กายถือเป็นปัจจยั ท่ีช่วยลดภาวะการเกิดโรคในกลุ่มไม่ติดต่อไดห้ ลาย
โรคดว้ ยกนั

จากผลการศึกษาดา้ นอารมณ์ อยใู่ นเกณฑ์ สูงค่าเฉลี่ย 3.98 สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ มงคล การุณงาม
พรรณ (2555, หนา้ 56) ไดศ้ ึกษาเรื่อง พฤติกรรมสุขภาพและภาวะสุขภาพของคนทางานในสถานประกอบการ
เขตเมืองใหญ่: กรณีศึกษาพ้ืนท่ีเขตสาทร กรุงเทพมหานคร พบว่าพฤติกรรมดา้ นการจดั การกับความเครียดมี
ค่าเฉลี่ย 3.70 อยู่ใน เกณฑ์ดี จากผลการศึกษาดา้ นอารมณ์ท่ีพบว่ากลุ่มบุคลากรมีเกณฑ์ในการประเมินอยู่ใน
เกณฑส์ ูงคาดว่าน่าจะมาจากหลายอยา่ งประกอบกนั เช่น บรรยากาศสถานท่ีทางานท่ีเหมาะสม มีพฤติกรรมการ
ผอ่ นคลายเช่น การทางานอดิเรก และการพดู คุยปรับทุกขก์ บั คนรอบขา้ ง รวมไปถึงการพกั ผอ่ นท่ีเหมาะอีกดว้ ย

จากผลการศึกษาดา้ นการสูบบุหร่ีอยใู่ นเกณฑ์ สูง ค่าเฉลี่ย 4.69 สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ มงคล การุณ
งามพรรณ (2555, หน้า 56) ได้ศึกษาเร่ือง พฤติกรรมสุขภาพและภาวะสุขภาพของคนทางานในสถาน

หนา้ ที่ 60 PHA 6889

ประกอบการเขตเมืองใหญ่: กรณีศึกษาพ้ืนที่เขตสาทร กรุงเทพมหานคร พบวา่ กล่มุ ตวั อยา่ ง ที่สูบบุหร่ีเพียง 16.1
คน และการศึกษาของกมลชนก ศรีศาสตร์ (2563, หน้า 14)ได้ศึกษาเรื่อง การสารวจสภาวะสุขภาพและ
พฤติกรรมสุขภาพของบคุ ลากร สานกั ส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข พบวา่ กลุ่มตวั อย่างไม่
สูบบุหรี่ 92.00 และเคยสูบแต่ปัจจุบนั เลิกแลว้ ร้อยละ 5.00 ซ่ึงจากการศึกษาในคร้ังน้ีเหมาะสมแลว้ แต่อาจจะ
ช่วยกนั พลกั ดนั ใหผ้ สู้ ูบบหุ ร่ีลดลงหรืออยา่ งนอ้ ยกไ็ มม่ ากข้นึ ต่อไป

จากผลการศึกษาดา้ นการดื่มสุรา ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.10 สอดคลอ้ งกบั การศึกษา
ของ กมลชนก ศรีศาสตร์ (2563, หน้า 14)ไดศ้ ึกษาเรื่อง การสารวจสภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของ
บุคลากร สานักส่งเสริมสุขภาพกรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข พบว่า กลุ่มตวั อย่าง ร้อยละ 88.00 ไม่ดื่ม
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากการศึกษาพบวา่ พฤติกรรมดา้ นน้ีอยใู่ นเกณฑป์ านกลางซ่ึงเม่ือพิจารณาในรายละเอียด
พบวา่ กลุ่มตวั อย่างมีพฤติกรรมที่ควรพฒั นาคือการแนะนาเพ่ือนหรือบุคคลรอบขา้ งถึงโทษของการด่ืมสุราซ่ึง
ควรพฒั นาในจุดน้ีเป็นอยา่ งยงิ่ เพราะถือเป็นการลดการด่ืมสุราทางออ้ มไดอ้ ีกทางหน่ึง

จากการตรวจสอบสมมติฐานในคร้ังน้ีพบวา่ การศึกษาเปรียบเทียบปัจจยั ดา้ นคุณลกั ษณะส่วนบุคคลของ
กลุ่มตวั อย่างท่ีแตกต่างกันส่งผลให้มีพฤติกรรมสุขภาพต่างกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดบั ความเช่ือมน่ั
ร้อยละ95 คือ ระดับการศึกษา ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั การศึกษาของสมศกั ด์ิ ถ่ินขจี (2560, บทคดั ย่อ)ไดศ้ ึกษาเรื่อง
พฤติกรรมสุขภาพผูส้ ูงอายุในเขตเทศบาลนนทบุรี จงั หวดั นนทบุรี ท่ีกล่าวว่าระดับการศึกษาต่างกันจะมี
พฤติกรรมสุขภาพแตกต่างกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติท่ีระดบั 0.05 และรายได้ ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั แนวคิดของ
(Pender, 1987) ท่ีกล่าวว่า สภาพทางเศรษฐกิจเป็นองคป์ ระกอบท่ีสาคญั ต่อการมีศกั ยภาพในการดูแลตนเองของ
บุคคล โดยผูท้ ่ีมีสถานภาพทางเศรษฐกิจสูง จะมีรายไดส้ ูง ซ่ึงเอ้ือประโยชน์ให้บุคคลสามารถดูแลให้ตนไดร้ ับ
อาหารเพียงพอ ตลอดจนเขา้ ถึงบริการไดอ้ ย่างเหมาะสม รวมท้งั จดั หาขา้ วของเครื่องใชต้ ่าง ๆ เพื่ออานวยความ
สะดวก และส่งเสริมสุขภาพของตนเอง แตอ่ ยา่ งไรกด็ ีควรมีการศึกษาในส่วนดงั กลา่ วเพิม่ เติม

ผวู้ จิ ยั มีขอ้ เสนอแนะดงั น้ี ดา้ นการบริโภคอาหารอยใู่ นเกณฑส์ ูง แต่ควรพฒั นาในเรื่องการบริโภคอาหาร
จาพวกของทอดและของมนั อาจใชว้ ิธีการประชาสัมพนั ธ์ เสียงตามสาย หรือใชป้ ้ายเชิญชวนหรือรณรงคใ์ นดา้ น
ดงั กล่าวอีกทางหน่ึง ดา้ นการออกกาลงั กายอยใู่ นเกณฑป์ านกลาง ทางหน่วยงานควส่งเสริมหรือพลกั ดนั ในเชิง
นโยบายเช่น การมีกิจกรรมออกกาลงั กายเป็นประจา เพื่อเปิ ดโอกาสใหบ้ ุคลากรไดพ้ ฒั นาตวั เองในดา้ นดงั กล่าว
ตอ่ ไป ดา้ นอารมณ์อยใู่ นเกณฑส์ ูง ถือวา่ ดีอยแู่ ลว้ ควรคงไวซ้ ่ึงแนวทางในการปฏิบตั ิ หรืออาจจะมีกิจกรรมเพ่ือให้
บุคลากรไดม้ ีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนซ่ึงกนั และกนั อนั ถือเป็ นแนวทางในการลดความเครียดและเพิ่ม
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งบุคคลใหเ้ กิดข้ึนในองคก์ รไดอ้ ีกดว้ ย ดา้ นการสูบบุหร่ีอยใู่ นเกณฑส์ ูง ถือว่าดีอยแู่ ลว้ แต่ก็
ยงั พบว่ามีบุคลากรบางท่านที่ใชว้ ิธีผ่อนคลายโดยการสูบบุหร่ีอยู่ จึงควรมีกิจกรรมสาหรับกลุ่มคนดงั กล่าวเช่ น
กิจกรรมการอบรมหรือบรรยายให้เกิดความตระหนักถึงคุณและโทษและผลกระทบต่อคนรอบขา้ งจากการสูบ
บุหร่ี เพื่อให้หันมาลด ละ เลิกและหันมาดูแลสุขภาพในดา้ นดังกล่าวต่อไป และดา้ นการดื่มสุราอยู่ในระดับ
ปานกลาง ควรมีกิจกรรมท่ีทาให้บุคลากรตระหนักรู้เกี่ยวกบั โทษของการด่ืมสุ รา และการสร้างค่านิยมในการ
ชกั ชวนบุคคลรอบขา้ งใหป้ รับเปลี่ยนพฤติกรรมดา้ นการดื่มสุราใหล้ ดลง

หนา้ ท่ี 61 PHA 6889

สาหรับขอ้ เสนอแนะในการวิจัยคร้ังต่อไปควรมีการศึกษาถึงรายละเอียดในส่วนของคุณลักษณะ
ส่วนบุคคล ในดา้ นโรคประจาตวั และผลตรวจสุขภาพประจาปี เพื่อเป็นการศึกษาความเช่ือมโยงของพฤติกรรม
สุขภาพไดค้ รอบคุมมากข้ึนต่อไปดว้ ย
บรรณานุกรม
กมลชนก ศรีศาสตร์. (2563). การสารวจสภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของ บุคลากร สานกั ส่งเสริม

สุขภาพ กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข. นนทบุรี: กรมอนามยั .
ฐาปนี สิริรุ่งเรือง. (2559). ความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมสุขภาพตามหลกั 3อ2ส ของพนักงานบริษทั เบทาโกร

จากัด (มหาชน).กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั เกริก คณะบริหารธุรกิจ
เทียนทิพย์ เดียวกี่. (2561). กรมอนามัย ห่วงวัยทางาน พบอ้วนกว่าร้ อยละ 30. คน้ เม่ือ19 มีนาคม 2565, จาก

https://www.thaihealth.or.th/Content/42149.html
มงคล การุณงามพรรณ, สุดารัตน์ สุวารี, นนั ทนา น้า ฝน. (2555). พฤติกรรมสุขภาพและภาวะสุขภาพของ

คนทางานในสถานประกอบการเขตเมืองใหญ:่ กรณีศึกษาพ้นื ที่ เขต สาทร กรุงเทพมหานคร.
วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์ , 32 (3), 51-66
สานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา. (2562). อย. ม่งุ สู่องค์กรแห่งความผาสุก จัดโครงการ อย. Fit & Firm
ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่มสี ุขภาพดี แขง็ แรงทั้งกายและใจ ต้านโรค NCDs. คน้ เมื่อ19 มีนาคม 2565,
จาก https://gnews.apps.go.th/news?news=35361
ศิริลกั ษณ์ ขณะฤกษ์ ,อุบล จนั ทร์เพชร. (2562). พฤติกรรมสุขภาพของวยั ทางานอาย1ุ 5-59 ปี ในเขตสุขภาพที่ 5.
วารสารช่อพะยอม. 30 (1), 153-164
องคก์ ารอนามยั โลกประเทศไทย. (2560). ยทุ ธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและองค์การอนามยั โลก
พ.ศ. 2560 – 2564. คน้ เม่ือ19 มีนาคม 2565, จาก
https://apps.who.int/iris/bitstream/handle/10665/255510/978974680429
Pender,N.J. (1987). Health promotion in nursing practice. 2 nd ed. New York : Applenton Century Crofts.

หนา้ ท่ี 62 PHA 6889

ประวตั ิผู้เขียน

ชื่อ-สกุล นายฤทธ์ิ อินทโชติ

วนั เดือน ปี เกิด 20 กรกฎาคม 2531

สถานที่เกิด จงั หวดั ชยั นาท

วฒุ ิการศึกษา เภสชั ศาสตรบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั หวั เฉียวเฉลิมพระเกียรติ

รัฐศาสตรบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง

ตาแหน่งหนา้ ที่การงานปัจจุบนั เภสัชกรปฏิบตั ิการ สานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา

หนา้ ที่ 63 PHA 6889

คาปฏิญาณตน

ข้าพเจ้าขอรับรองว่ารายงานการศึกษาอิสระฉบับนี้เป็ นผลงานเขียนของข้าพเจ้าเอง หาก
มหาวิทยาลัยรามคาแหงตรวจสอบพบในภายหลงั ว่าเป็ นเอกสารท่ีลอกเลยี นจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง
หรือจากเอกสารของผู้อ่ืน รวมถึงการให้ผู้อื่นจัดทาไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ข้าพเจ้า
ยนิ ยอมที่จะให้มหาวิทยาลยั รามคาแหงเพิกถอนปริญญาบัตรของข้าพเจ้าทันทีโดยไม่ขอทักท้วงแต่
ประการใด

ลงชื่อ...........................................
(นายฤทธ์ิ อินทโชติ)

รหสั ประจาตวั 6314780040

หนา้ ท่ี 64 PHA 6889

ใบรองปกหลงั
(กระดาษเปลา่ )


Click to View FlipBook Version