The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธ์ พุทธศษสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ศึกษาพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบุรพกษัตริย์ไทย

วิทยานิพนธ์ พุทธศษสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

ศึกษาพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบรุ พกษตั ริยไ์ ทย

A STUDY OF THE ABHIDHAMMA CHANTING IN THE ROYAL REMAINS
CEREMONIES OF THAI LATE KINGS

พระมหาโยธนิ โชตธิ มโฺ ม (พลดงนอก)

วทิ ยานพิ นธ์น้เี ปน็ สว่ นหนึ่งของการศึกษา
ตามหลกั สูตรปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบัณฑติ

สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา
บัณฑติ วิทยาลัย

มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
พุทธศกั ราช ๒๕๖๐

ศกึ ษาพธิ กี รรมการสวดพระอภธิ รรมพระบรมศพของบรุ พกษตั รยิ ์ไทย

พระมหาโยธิน โชติธมโฺ ม (พลดงนอก)

วิทยานพิ นธ์น้ีเป็นสว่ นหน่ึงของการศึกษา
ตามหลกั สตู รปรญิ ญาพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
บัณฑติ วทิ ยาลัย

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศกั ราช ๒๕๖๐

(ลขิ สิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย)

A Study of the Abhidhamma Chanting in the Royal Remains
Ceremonies of Thai Late Kings

Phramaha Yothin Jotidhammo (Phondongnok)

A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of
The Requirement for the Degree of
Master of Arts
(Buddhist Studies)
Graduate School

Mahachulalongkornrajavidyalaya University
C.E. 2017

(Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)





ชื่อวทิ ยานพิ นธ์ : ศกึ ษาพธิ ีกรรมการสวดพระอภธิ รรมพระบรมศพของบรุ พกษตั ริย์ไทย

ผู้วจิ ยั : พระมหาโยธนิ โชติธมโฺ ม (พลดงนอก)

ปรญิ ญา : พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา)

คณะกรรมการควบคุมวทิ ยานพิ นธ์

: พระมหาสรุ ศักด์ิ ปจจฺ นฺตเสโน, ดร.

ป.ธ.๗, พธ.บ. (บาลี-สันสกฤต), ศศ.บ. (ไทยคดีศึกษา), ศศ.ม. (พุทธศาสนศึกษา),

M.Phil. (Buddhist Studies), Ph.D. (Buddhist Studies)

: รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกลุ

ป.ธ.๙, พธ.บ. (ปรชั ญา), ศษ.ม. (ประชากรศกึ ษา), พธ.ด. (บาลีพทุ ธศาสตร)์

วันสาเร็จการศึกษา : ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

บทคดั ย่อ

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ ๑) เพื่อศึกษาประวัติและรูปแบบ
พิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมในสังคมไทย ๒) เพ่ือศึกษาพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
ของบุรพกษัตริย์ไทย ๓) เพ่ือศึกษาคุณค่าและประโยชน์ท่ีพึงจะได้รับจากการมีส่วนร่วมในการสวด
พระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุยเดช บรมนาถบพิตร

การวิจัยในครงั้ น้ีเป็นการวิจยั เชิงคณุ ภาพ ภาคเอกสาร ผู้วจิ ัยได้กาหนดวิธีการดาเนนิ การ
วิจัยด้วยข้ันตอนดังน้ี คือ ศึกษาจากคัมภีร์พระพุทธศาสนา พระไตรปิฎก รวมถึงหนังสือ เอกสาร
งานวิจัย และบทความท่ีเก่ียวข้อง พร้อมทั้งศึกษาจากการมีส่วนร่วมและประสบการณ์จากการสวด
พระอภธิ รรม เป็นต้น ผลจากการวจิ ัยพบวา่

มลู เหตุการแสดงพระอภธิ รรมเกิดขึ้นจากการท่ีพระพุทธเจ้านาเอาพระอภธิ รรม ๗ คัมภีร์
มาแสดงโปรดพุทธมารดา ณ สวรรค์ช้ันดาวดึงส์ ส่วนรูปแบบการสวดพระอภิธรรมในสังคมไทย
ปัจจุบันมีอยู่ ๒ แบบ ได้แก่ ๑) แบบท่ัวไป หมายถึง แบบที่ใช้สวดในงานบาเพ็ญกุศลศพเพื่ออุทิศ
ให้แก่บุคคลธรรมดา ๒) แบบทานองหลวง หมายถึง แบบท่ีใช้สวดเฉพาะในงานพระราชพิธี คือ
พิธพี ระบรมศพ และพธิ ศี พที่มีความเก่ียวเนอ่ื งกบั สถาบันพระมหากษัตรยิ ์

พิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบุรพกษัตริย์ไทยตามหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ปรากฏเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาต้ังแต่คร้ังสมัยอยุธยา และพบว่ามีทานองการสวด
อยู่ ๔ ทานอง ไดแ้ ก่ ทานองกะ ทานองเลื่อน ทานองลากซุง และทานองสรภญั ญะ

คุณค่าและประโยชนท์ ี่จะพึงได้รบั จากการมีส่วนร่วมในการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีอยู่ ๒ ประการ ได้แก่
คุณคา่ ในฐานะเปน็ แบบอยา่ งทดี่ ีต่อพุทธศาสนิกชนในการจัดพิธีศพ และคณุ คา่ ดา้ นการมสี ่วนรว่ ม



Thesis Title : A Study of the Abhidhamma Chanting in the Royal Remains

Ceremonies of Thai Late Kings

Researcher : Phramaha Yothin Jotidhammo (Phondongnhok)

Degree : Master of Arts (Buddhist Studies)

Thesis Supervisory Committee

: Phramaha Surasak Paccantaseno

Pali VII, B.A. (Pali-Sanskrit), B.A. (Thai Studies), M.A. (Buddhist Studies),

M.Phil. (Buddhist Studies), Ph.D. (Buddhist Studies)

: Assoc. Prof. Dr.Wate Bunnakornkul

Pali IX, B.A. (Philosophy), M.A. (Population Education),

Ph.D. (Pali Buddhist Studies)

Date of Graduation : February 20, 2018

Abstract

This thesis has three objectives which are 1) to study the history and the
format of the funeral chanting ritual in the Thai society, 2) to study the funeral
chanting ceremony for the Royal Remains of the Great Kings of Thailand, and
3) to study the values and benefits that might obtain from participating in the funeral
chanting ceremony of the late His Majesty King BhumibolAdulyadej. This research
was conducted by means of the documentary qualitative research. The researcher
designed the research methodology by following these steps i.e. to study from the
scriptures in Buddhism, Tripitaka, including documents, researches, and relevant
articles. Moreover, the researcher also studied from the participation and experience
in the funeral chanting rituals. The results of this research were:

The cause in delivering the Abhidhamma sermon occurred from the event
that the Buddha brought The Seven Books of The AbhidhammaPitaka to kindly teach
his mother in the second heavenly abode, Tavatimsa. However, the format of the
funeral chanting ritual in the Thai society currently consisted of 2 forms which were
1) General Format means the format that is being used in the ritual as to perform
religious practices for making merits to general people and 2) Royal Rhythm format
means the format that is being used especially in the royal ceremony which are the
royal funeral ceremony and the funeral related to the royal family only.

For the funeral chanting ceremony for the Royal Remains of the Great
Kings of Thailand, according to the historical evidence, it appeared that it was
considered to be a traditional practice since Ayutthaya Kingdom period. Moreover,



it was found that there were 4 rhythms in chanting which were Ga Rhythm, Luen
Rhythm, Lak Sung Rhythm, and Sorapanya Rhythm, which all of these has been
called as the Royal Rhythm.

For the values and benefits that might obtain from participating in the
funeral chanting ceremony of the late His Majesty King BhumibolAdulyadej consisted
of 2 features which were value as norm of Buddhists on Management of Funeral
Ceremonyand and value as participation the Funeral ceremony.



กติ ตกิ รรมประกาศ

เกล้าฯ ขอประทานโอกาสกราบขอบพระคุณ พระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธ
ชินวงศ์ (อุปสมมหาเถระ) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถระสมาคม ประธานกรรมการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษา
พุทธโฆส นครปฐม เป็นอย่างสูง ท่ีพระเดชพระคุณฯ ได้เมตตาเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญา
พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา เพ่ือเปิดโอกาสทางการศึกษา อันส่งผลให้เกล้าฯ
ไดเ้ ข้ามาศึกษาเป็นรุ่นที่ ๒

กราบขอบพระคุณ พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร, ดร. คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย พระมหาโกมล
กมโล รักษาการผู้อานวยการวิทยาลัยสงฆ์บาฬีศึกษาพุทธโฆส และ พระมหาณรงค์ฤทธิ์ ธมฺมโสภโณ
รักษาการผู้อานวยการสานักวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษา
พุทธโฆส นครปฐม

กราบขอบพระคุณ พระเดชพระคุณพระเทพสุวรรณเมธี (สุชาติ กิตติปญฺโ ) รักษาการ
ผู้อานวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษา
พทุ ธโฆส นครปฐม

วิทยานิพนธ์ฉบับน้ีสาเร็จด้วยดี ผู้วิจัยกราบขอบพระคุณ พระมหาสุรศักดิ์ ปจฺจนฺตเสโน, ดร.
ประธานกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เป็นอย่างสูง และขออนุโมทนาขอบคุณ รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกุล
กรรมการทีป่ รกึ ษาวทิ ยานิพนธ์ ทช่ี ่วยดแู ลเอาใจใส่ ใหค้ วามช่วยเหลือ แนะนา ดว้ ยดมี าโดยตลอด

ขออนุโมทนาขอบคุณคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าท่ีบัณฑิตศึกษา และเจ้าหน้าท่ีห้องสมุด
ทง้ั บรรพชิตและคฤหสั ถ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตบาฬีศกึ ษาพุทธโฆส นครปฐม
ตลอดจนถึงสหธรรมมกิ ทุกท่าน ทค่ี อยชว่ ยเหลือให้คาปรึกษาในการคน้ คว้าข้อมลู การวจิ ยั ดว้ ยดีตลอดมา

กราบขอบพระคุณ พระศรีรัตนโมลี (สมคิด สุรเตโช, ป.ธ.๙) และขออนุโมทนาขอบคุณ
ญาติโยม ที่ให้ความอุปถัมภ์ในการศึกษาเล่าเรียน ประโยชน์คุณงามความดีที่เกิดจากวิทยานิพนธ์ฉบับน้ี
ผู้วิจัยขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และขอต้ังจิตอธิษฐานส่งความปรารถนาดีต่อผู้ที่ได้ศึกษาวิทยานิพนธ์
ฉบับน้ี ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และเพื่อเป็นปัจจัยในการรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนา
ใหเ้ จรญิ รุง่ เรืองยิง่ ข้ึนไป สดุ ทา้ ยขอใหท้ ่านทัง้ หลายจงมคี วามสขุ ตามอัตภาพของตน ๆ ดว้ ยเทอญ

พระมหาโยธิน โชตธิ มโฺ ม (พลดงนอก)
๒๐ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๑

สารบัญ หน้า

เรือ่ ง ข
บทคัดย่อภาษาไทย ง
บทคดั ย่อภาษาองั กฤษ จ
กติ ตกิ รรมประกาศ ช
สารบัญ
คาอธบิ ายสญั ลักษณแ์ ละคายอ่ ๑

บทที่ ๑ บทนา ๑

๑.๑ ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา ๓
๑.๒ วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั ๓
๑.๓ ปัญหาทตี่ อ้ งการทราบ ๓
๑.๔ ขอบเขตการวิจยั ๔
๑.๕ นยิ ามศพั ท์เฉพาะท่ีใชใ้ นการวิจัย ๗
๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกย่ี วขอ้ ง ๘
๑.๗ วิธีดาเนนิ การวจิ ยั
๑.๘ ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะได้รบั ๙

บทที่ ๒ ประวตั แิ ละรปู แบบพธิ ีกรรมการสวดพระอภิธรรมในสังคมไทย ๙
๑๓
๒.๑ ประวัติความเปน็ มาแหง่ การแสดงพระอภธิ รรม ๑๘
๒.๒ โครงสร้างและสาระสาคญั ของพระอภธิ รรมปฎิ ก ๒๓
๒.๓ ความเปน็ มาเกี่ยวกบั พธิ กี รรมงานศพในสังคมไทย ๒๘
๓๓
๒.๓.๑ รูปแบบการจดั พิธกี รรมงานศพในสงั คมไทยสมยั ปจั จุบัน ๓๔
๒.๔ ความเป็นมาของการสวดในทางพระพทุ ธศาสนา ๓๔
๓๖
๒.๔.๑ ความเป็นมาของทานองการสวดทางพระพทุ ธศาสนา ๓๘
๒.๕ การสวดทางพระพทุ ธศาสนาในพธิ ีศพของสังคมไทย
๓๙
๒.๕.๑ การสวดพระอภธิ รรม
๒.๕.๒ จุดมุ่งหมายของการสวดพระอภิธรรม ๓๙
๒.๖ สรุปทา้ ยบท ๔๐
๔๓
บทที่ ๓ พิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบุรพกษตั ริยไ์ ทย

๓.๑. พิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบรุ พกษตั ริย์ไทย
๓.๑.๑ พธิ ีกรรมการสวดพระอภธิ รรมสมัยอยธุ ยา
๓.๑.๒ พธิ ีกรรมการสวดพระอภิธรรมสมยั ธนบุรี

๓.๑.๓ พิธกี รรมการสวดพระอภธิ รรมสมยั รตั นโกสินทร์ ฉ
๓.๒ ประวตั ิความเปน็ มาของพระพิธีธรรม
๔๓
๓.๒.๑ คุณสมบัติพระพิธธี รรม ๔๘
๓.๓ บทคาสวดและทานองการสวด ๔๙
๓.๔ สรุปทา้ ยบท ๕๑
๕๙

บทท่ี ๔ คุณค่าและประโยชน์ที่พึงจะได้รับจากการมีส่วนร่วมในการสวดพระอภิธรรม ๖๐
พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
๖๐
๔.๑ คณุ คา่ ในฐานะเป็นแบบอย่างท่ดี ตี อ่ พทุ ธศาสนกิ ชนในการจัดพิธศี พ ๖๓
๔.๒ คุณคา่ ดา้ นการมีส่วนรว่ ม ๖๔
๖๘
๔.๒.๑ คณุ ค่าดา้ นปจั เจกบคุ คล ๗๔
๔.๒.๒ คุณค่าดา้ นสังคม ๗๖
๔.๒.๓ คณุ ค่าดา้ นศาสนา
๔.๓ สรปุ ท้ายบท

บทท่ี ๕ สรุปผลการวิจยั และข้อเสนอแนะ ๗๗

๕.๑ สรุปผลการวจิ ัย ๗๗
๕.๒ ขอ้ เสนอแนะ ๘๓
๘๓
๕.๒.๑ ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย ๘๓
๕.๒.๒ ขอ้ เสนอแนะเพ่อื ทาการวิจัยครัง้ ต่อไป

บรรณานกุ รม ๘๔
ประวตั ิผู้วิจยั ๘๘

คำอธิบำยสญั ลักษณ์และคำย่อ

ก. คำย่อช่ือคมั ภีร์พระไตรปฎิ ก

อกั ษรย่อในวิทยานิพนธ์ฉบบั น้ี ผวู้ ิจัยอ้างองิ จากพระไตรปฎิ กภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๓๙ การอ้างอิงใช้ระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังคาย่อช่ือคัมภีร์ ตัวอยา่ ง
เช่น ที.ปา (ไทย) ๑๑/๓๒๒/๓๑๓. หมายถึง สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ภาษาไทย
เล่ม ๑๑ ข้อ ๓๓๒ หน้า ๓๑๓. เปน็ ตน้

เลม่ คำยอ่ พระสุตตนั ตปฎิ ก ภำษำ
(ภาษาไทย)
๑๑ ท.ี ปา. (ไทย) ชื่อคัมภีร์ (ภาษาไทย)
= สตุ ตันตปิฎก ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค (ภาษาไทย)
๑๕ ส.ส. (ไทย) = สุตตนั ตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (ภาษาไทย)
= สุตตนั ตปิฎก สังยตุ ตนิกาย สฬายตนวรรค (ภาษาไทย)
๑๘ ส.สฬา. (ไทย) = สตุ ตันตปฎิ ก อังคุตตรนิกาย จตกุ กนบิ าต (ภาษาไทย)
= สตุ ตนั ตปิฎก องั คุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต (ภาษาไทย)
๒๑ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก องั คุตตรนิกาย สัตตกนิบาต (ภาษาไทย)
= สตุ ตนั ตปฎิ ก อังคตุ ตรนิกาย ทสกนิบาต
๒๒ องฺ.ปญจฺ ก. (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท

๒๓ องฺ.สตฺตก. (ไทย)

๒๔ อง.ฺ ทสก. (ไทย)

๒๕ ขุ.ธ. (ไทย)

เล่ม คำยอ่ (ไทย) พระอภิธรรมปิฎก ภำษำ
๓๔ อภ.ิ สง.ฺ (ไทย) (ภาษาไทย)
๓๕ อภ.ิ วิ. (ไทย) ชื่อคมั ภรี ์ (ภาษาไทย)
๓๖ อภิ.ธา. (ไทย) = อภิธรรมปฎิ ก ธรรมสังคณี (ภาษาไทย)
๓๖ อภ.ิ ป.ุ (ไทย) = อภิธรรมปิฎก วิภงั ค์ (ภาษาไทย)
๓๗ อภิ.ก. (ไทย) = อภิธรรมปฎิ ก ธาตุกถา (ภาษาไทย)
๓๘ อภ.ิ ย. (ไทย) = อภิธรรมปิฎก ปคุ คลบญั ญตั ิ (ภาษาไทย)
๔๐ อภิ.ป. = อภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ (ภาษาไทย)
= อภิธรรมปิฎก ยมก
= อภธิ รรมปฎิ ก ปฏั ฐาน

ข. คำย่อชอื่ คมั ภรี อ์ รรถกถำ

อักษรย่อในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยอ้างอิงจากพระไตรปิฎกอรรถกถาภาษาบาลี
ฉบับมหาจุฬาอฏฺ กถา พุทธศักราช ๒๕๓๒ และพระไตรปิฎกอรรถกถาภาษาไทย ฉบับมหาจุฬา
อรรถกถา พุทธศักราช ๒๕๕๒ การอ้างอิงใชร้ ะบุ ข้อ/หนา้ เชน่ อภ.ิ ปญฺจ.อ. (บาล)ี ๑/๒๓๘. หมายถงึ
อภิธมฺมปิฎก ปญฺจปกรณอฏฺ กถา ข้อ ๑ หน้า ๒๓๘ และ ขุ.ขุ.อ. (ไทย) ๗/๑๙๐. หมายถึง ขุททก
นกิ าย ปรมตั ถโชติกา ขุททกปาฐอรรถกถา ขอ้ ๗ หน้า ๑๙๐ เปน็ ตน้

คำย่อ อรรถกถำพระอภธิ รรมปฎิ ก ญ
อภิ.ปญจฺ .อ. (บาลี)
ชอื่ คัมภีร์ ภำษำ
คำยอ่ = อภธิ มมฺ ปฏิ ก ปญฺจปกรณอฏฺ กถา (ภาษาบาลี)
ขุ.ขุ.อ. (ไทย)
อรรถกถำพระสตุ ตนั ตปิฎก ภำษำ
(ภาษาไทย)
ช่ือคัมภรี ์
= ขุททกนิกาย ปรมัตถโชติกา ขุททกปาฐอรรถกถา

บทท่ี ๑

บทนำ

๑.๑ ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของปญั หำ

วัฒนธรรมไทยส่วนใหญ่มีรากฐานมาจากประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อ โดยเฉพาะ
พิธีกรรมที่เกี่ยวกับงานศพ ซ่ึงถูกร้อยรัดไว้ด้วยความเช่ือและคติธรรมคาสอนในทางพระพุทธศาสนา
เพราะเหตุว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การประกอบพิธีกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับความตาย
ท่ีเรียกว่า การปลงศพ๑ จึงเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งในสังคมของมนุษย์ ซ่ึงในการประกอบพิธีกรรม
ดังกล่าวน้ัน นอกจากเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงคติความเช่ือด้านปรัชญาและศาสนาแล้ว ยังเป็น
สัญลักษณ์ที่ได้บ่งบอกถึงความมีวัฒนธรรมของผู้คนในสังคมได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ทุกชนชาติศาสนา
ล้วนมีพิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพ พิธีศพไม่ใช่ส่ิงท่ีเกิดข้ึนมาลอย ๆ หากแต่เป็นส่ิงที่เกิดจากคาสอน
มุมมอง หรือทัศนคติเก่ียวกับชีวิตและความตายที่สังคมหนึ่ง ๆ ยึดถือ เป้าหมายของการทาพิธีศพ
ก็มิใช่เพื่อผูต้ ายเท่านน้ั ตรงกันขา้ มสว่ นใหญ่ก็เพือ่ เอื้อประโยชนแ์ กผ่ ู้ทยี่ งั มีชวี ติ อยนู่ ัน่ เอง

สาหรับการประกอบพิธีกรรมอันเก่ียวเนื่องด้วยการปลงศพในสังคมไทยนั้น ซึ่งนับได้ว่า
มพี ัฒนาการมาเปน็ เวลายาวนาน ซึ่งไดร้ บั การพฒั นารปู แบบขัน้ ตอนให้มคี วามละเอียดและซับซ้อนข้ึน
ตามความเจริญของวัฒนธรรมและบริบททางสังคม โดยเฉพาะอย่างย่ิงภายหลังคติความเชื่อทาง
พระพุทธศาสนาได้แพร่หลายเข้าสู่สังคมไทย เมื่อกาลเวลาได้ล่วงเลยผ่านไป วัฒนธรรมและรูปแบบ
ของการประกอบพิธีกรรมที่เก่ียวกับงานศพ ทาให้คนไทยได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาโดยขาดความรู้
ความเข้าใจท่ีถูกต้องถึงท่ีมา คือ หลักธรรมและความเช่อื ที่เชื่อมโยงกับคาสอนในทางพระพุทธศาสนา
การขาดความรู้ทีถ่ กู ตอ้ งนาไปสูก่ ารปฏบิ ตั ิชนดิ ทที่ าตามกันสักแต่ว่าพอเป็นพธิ เี ท่านัน้

ปัจจุบันรูปแบบพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับงานศพของสังคมไทยนั้น มีข้ันตอนบางอย่าง
ทสี่ ญู หายไป เชน่ ถกู ยกเลกิ ไปตามสภาพการเปลยี่ นแปลงทางสังคมบ้าง เปน็ ไปตามความประสงค์ของ
เจ้าภาพบ้าง อนึ่งคนไทยหรือแม้กระทั่งพระภิกษุบางรูปก็ดี ไม่ได้เรียนภาษาบาลีพอที่จะเข้าใจ
ในถ้อยคาท่ีใช้สวด รวมไปถึงความไม่เข้าใจในแง่ของการจัดงานและวัตถุประสงคก์ ารเข้าร่วมพิธกี รรม
พร้อมท้ังคุณค่าและประโยชน์ท่ีตนพึงจะได้รับจากการเข้าร่วมพิธีกรรมงานศพ ยิ่งเป็นงานศพของ
ผู้มีฐานันดรศักดิ์ ที่สุดก็คือพระมหากษัตริย์ น้อยคนท่ีจะมีโอกาสได้เห็นและเข้าร่วมพิธีอันศักด์ิสิทธิ์นี้
แม้หลายท่านจะมีโอกาสดูผ่านทางโทรทัศน์ ดูตามภาพข่าว ตามหนังสือพิมพ์ หรือผ่านส่ือต่าง ๆ
แตห่ ากนกึ ถงึ คณุ คา่ ทางจติ ใจนั้นก็คงจะไม่เท่ากบั การได้เข้ารว่ มพธิ ีกรรมจริง ๆ ยง่ิ เป็นสมยั โบราณดว้ ย
แล้วยง่ิ ไม่มีโอกาสได้พบเห็นเลย เพราะไม่มสี ื่อที่ทันสมัยเหมือนยุคปัจจุบันน้ี จะมกี ็แต่การบอกเล่าต่อ
กันมา และการบันทกึ ไว้ในรูปแบบตา่ ง ๆ เท่านนั้

๑ สานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, ควำมรู้และคติธรรมในกำรบำเพ็ญกุศลงำนศพ,
(นครปฐม: โรงพมิ พม์ หามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๙), เกริน่ นา.



ตามหลักขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีที่เกิดมีข้ึน จาต้องมีเหตุผล และถือกันว่า
มคี ณุ ประโยชน์แก่ส่วนรวม ตามความคิดเห็นและความเช่ือถือของคนสมยั นั้นและสงั คมนัน้ ครัน้ ตอ่ มา
ความคิดเห็นของคนในสังคมเปล่ียนแปลงไป ตามความเจริญก้าวหน้าของกาลสมัย จารีตประเพณีใด
ท่ีไม่เหมาะสมกับยุคสมัย ก็จาเป็นต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุงเปล่ียนแปลงให้เกิดคุณประโยชน์สงู สดุ
แก่ส่วนรวม ประเพณีงานศพมีความหมายลึกซ้ึงในทางนามธรรม และอิงอยู่กับหลักธรรมคาสอน
ในพระพทุ ธศาสนา เป็นการดาเนนิ ตามหลักธรรมของพระพุทธเจา้ ประเพณีการปฏบิ ัตหิ ลายอย่างไม่มี
บันทกึ เอกสารทแ่ี น่ชดั ไดแ้ ตท่ าตามกันมา เมอื่ คลาดเคลื่อนเลือนราง ไม่มหี ลักฐานใหต้ รวจสอบ ทาให้
ชาระสะสางได้ยาก ว่าเดิมนั้นทาอย่างไร เพ่ือจุดมุ่งหมายอะไร ฉะนั้น สิ่งที่ควรพิจารณา คือการเอา
หลกั ใหญม่ าตง้ั เป็นเกณฑ์ คือ ใหก้ ารกระทาเปน็ การสง่ เสริมกุศลธรรม

ธรรมเนียมพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมศพในสังคมไทยน้ี เม่ือมีผู้ถึงแก่มรณกรรม
พุทธศาสนกิ ชนก็จะมีการบาเพ็ญกุศลไปตามประเพณีตามและความเช่ือของแตล่ ะท้องถิ่น ซึ่งหัวใหลัก
ของการบาเพ็ญกุศลก็คือการสวดพระอภิธรรม โดยมีการบาเพ็ญไปตามจารีตประเพณีท่ียึดถือและ
ปฏิบัติมาแต่ครั้งโบราณ ซ่ึงคนในท้องถิ่นน้ัน ๆ จะทราบรายละเอียดในการจัดพิธีกรรมงานศพน้ัน
เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากเป็นพระราชพิธี และพิธีพระบรมศพน้ัน ซึ่งเป็นพิธีที่สาคัญในการถวาย
พระเกียรติยศ เพราะเป็นพิธีสุดท้ายที่ผู้อยู่เบ้ืองหลังจะสามารถถวายความจงรักภักดีได้อย่าง
สมพระเกียรติ จงึ ต้องมขี ้ันตอนและธรรมเนียมตา่ ง ๆ เป็นแบบแผนเดน่ ชดั ซ่ึงการปฏบิ ตั ติ ามขั้นตอน
ในการพระราชพิธแี ละพิธีพระบรมศพ ล้วนแต่มคี วามหมายและมคี วามสาคญั อนั สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงคติ
ความเช่ือในเรื่องความศักด์ิสิทธ์ิแห่งสถาบันกษัตริย์ ที่เป็นรากฐานการปกครองของไทยในยุคจารีต
แม้เมื่อรูปแบบการปกครองบ้านเมือง แต่วิถีการปฏิบัติตามธรรมเนียมยังคงสืบเนื่องหลายประการ
จะเห็นได้จากในรัชกาลปัจจุบัน ปรากฏการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ และพระบรมวงศานุวงศ์
ท่ีพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และการออกพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวงอยู่หลายคราว ซ่ึงมีธรรมเนียม
การปฏิบัติตามแบบโบราณราชประเพณี เพ่ือเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่บุรพมหากษัตริย์ และ
พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้เสด็จล่วงลับอย่างสูงสุด แต่ถึงกระนั้นธรรมเนียมพระราชพิธีพระบรมศพและ
พระศพเจา้ นาย จานวนมากก็ลว้ นมกี ารเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือลดทอนขั้นตอนลงเพอ่ื ความเหมาะสม
ของบ้านเมืองแต่ละยุคสมัย โดยท่ีขั้นตอนในพระราชพิธี และพิธีดังกล่าว ล้วนมีความน่าสนใจ
อันสามารถสะท้อนถึงคติความเชื่อ และการเปล่ียนแปลงทางความคิดที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนของ
บ้านเมือง ธรรมเนียมการสวดพระอภิธรรมก็เช่นเดียวกัน ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงรปู แบบของการสวด
และมกี ารพัฒนาออกไปมาก เช่นกัน

ดว้ ยเหตทุ ่ีพธิ กี รรมการสวดพระอภธิ รรมมีความสาคัญในพิธีศพ ผู้วิจยั จึงไม่เพยี งมุ่งศึกษา
ประวัติและรูปแบบการสวดพระอภิธรรมในสังคมไทยเท่าน้ัน แต่ยังมุ่งศึกษาถึงพิธีกรรมการสวด
พระอภิธรรมพระบรมศพของบุรพมหากษัตริย์ไทยต้ังแต่สมัยอยุธยา ถึง สมัยรัตนโกสินทร์ และ
ตอ้ งการศึกษาลักษณะทานองของการสวดพระอภิธรรมทานองหลวง บทคาสวด และประเดน็ ท่ีสาคัญ
ก็เพื่อศึกษาคุณค่าและประโยชน์ท่ีพึงจะได้รับ จากการมีส่วนร่วมในการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุยเดช บรมนาถบพิตร ซง่ึ จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ ผ้ศู ึกษาสบื ไป



๑.๒ วตั ถุประสงคข์ องกำรวจิ ยั

๑.๒.๑ เพอ่ื ศกึ ษาประวตั ิและรปู แบบพธิ ีกรรมการสวดพระอภธิ รรมในสงั คมไทย
๑.๒.๒ เพื่อศกึ ษาพธิ กี รรมการสวดพระอภธิ รรมพระบรมศพของบุรพกษัตรยิ ไ์ ทย
๑.๒.๓ เพ่ือศึกษาคุณค่าและประโยชน์ที่พึงจะได้รับในจากการมีส่วนร่วมในการสวด
พระอภธิ รรมพระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุยเดช บรมนาถบพติ ร

๑.๓ ปญั หำทตี่ ้องกำรทรำบ

๑.๓.๑ ประวัติและรูปแบบพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมในสังคมไทย มีความเป็นมา
อยา่ งไร และการสวดมอี ยูก่ ี่แบบ

๑.๓.๒ พิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบุรพกษัตริย์ไทยมีประวัติความ
เป็นมาอย่างไรบ้าง

๑.๓.๓ คุณค่าและประโยชน์ท่ีพึงจะได้รับจากการมีส่วนร่วมในการสวดพระอภิธรรม
พระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุยเดช บรมนาถบพิตร มอี ะไรบ้าง

๑.๔ ขอบเขตกำรวิจัย

การศึกษาวิจัยในคร้ังน้ี เป็นการวิจัยเชงิ คุณภาพ (Qualitative Research) ด้านเน้ือหา
ศึกษาจากคัมภีร์พระพุทธศาสนา ได้แก่ พระไตรปิฎก ท้ังในส่วนที่เป็นพระวินัย พระสูตร และ
พระอภิธรรม รวมถงึ หนังสอื เอกสาร งานวจิ ยั และบทความท่เี กี่ยวข้อง และการมสี ่วนรว่ มในการสวด
พระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพ่ือเป็น
ขอบเขตในการศึกษาวิจัยเร่ือง ศึกษาพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบุรพมหากษัตริย์
ไทย

๑.๕ นยิ ำมศัพท์เฉพำะที่ใช้ในงำนวจิ ยั

กำรสวด หมายถึง ท่อง, วา่ , กล่าวเป็นทานอง
บุรพกษัตริย์ไทย หมายถึง อดีตพระมหากษัตริย์ไทยสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และ
สมยั รตั นโกสินทร์
พระอภิธรรม หมายถึง หลักธรรมและคาอธิบายท่ีเป็นหลักวิชาล้วน ๆ ไม่เก่ียวด้วย
บุคคลหรือเหตุการณ์ แบ่งเป็น ๗ คัมภีร์ คือ ๑. สังคณี ๒. วิภังค์ ๓. ธาตุกถา ๔. ปุคคลบัญญัติ
๕. กถาวตั ถุ ๖. ยมก ๗. ปฏั ฐาน
พระบรมศพ หมายถงึ ศพทใี่ ช้กับพระมหากษัตริย์
พิธีกรรม หมายถึง การบูชา, แบบอย่างหรือแบบแผนต่าง ๆ ท่ีใช้ปฏิบัติในทาศาสนา,
งานท่จี ัดขึ้นตามลัทธิความเชื่อถอื ตามธรรมเนยี มประเพณี



๑.๖ ทบทวนเอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวขอ้ ง

จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง เร่ืองศึกษาการสวดพระอภิธรรม
พระบรมศพบุรพกษัตรยิ ์ไทย มเี รือ่ งทส่ี อดคล้อง ดงั ต่อไปน้ี

กรมกำรศำสนำ อธบิ ายไวว้ า่ การสวดพระอภิธรรมนั้นเป็นพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา
ที่ถือเป็นธรรมเนยี มหรอื ประเพณีท่ีพระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนใช้เป็นพธิ บี าเพ็ญกุศลทเ่ี กย่ี วเนื่องกับ
ศพหรือผู้ตาย ซ่ึงเจ้าภาพจะนิมนต์พระสงฆ์ จานวน ๔ รูป ไปสวดยังสถานท่ีตั้งศพผู้ตาย โดยมาก
จะเป็นเวลาชว่ งค่า ๆ หรอื ตอนกลางคืนตามท่ีเจ้าภาพสะดวก (หากเปน็ พระศพ ของเจา้ นายจะจัดให้มี
การสวดท้ังกลางวันและกลางคืนตามจานวนวันที่กาหนด) พระสงฆ์ที่นิมนต์สวดถ้าเป็นศพของผู้ตาย
ท่ีเป็นสามัญชนก็จะนิมนต์พระสงฆ์ท่ัวไปจานวน ๔ รูป มาสวด แต่ถ้าเป็นศพของบุคคล หรือ
ข้าราชการผู้ใหญ่ ท่ีได้รับพระบรมราชานุเคราะห์จากสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระศพ
ของเจ้านาย ทางสานกั พระราชวงั จะมหี มายรบั สงั่ ให้กรมการศาสนาวางฎีกานมิ นต์พระพธิ ธี รรม๒

เกรียงไกร เกดิ สริ ิ ได้อธิบายว่า เพราะมนษุ ย์ยงั มสี านึกในเองความผกู พัน การการจาไป
ของผู้วายชนม์ จงึ สร้างความเศร้าโศกอย่างหาทเ่ี ปรยี บมิได้ ต่อบรรดาครอบครวั เครอื ญาติ มติ รสหาย
ตลอดจนผู้ที่มีประสบการณ์ต่าง ๆ ร่วมกับผู้วายชนม์เม่ือคร้ังยังมีลมหายใจอยู่ เพราะฉะน้ันในทุก ๆ
วัฒนธรรม จึงมีธรรมเนียมการปลงศพ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างซับซ้อน และเต็มไปด้วยความหมายที่ถูกสรา้ ง
ขน้ึ เพอ่ื ใหค้ วามสาคัญ และระลกึ ถงึ ผวู้ ายชนมท์ ไ่ี ด้ถอดดวงจติ ออกเดินทาง ฝากร่างกายไรว้ ิญญาณ ไว้
เบื้องหลัง แสดงให้เห็นถึงพลังที่สาคัญท่ีครอบทับจิตใจมนุษย์ก็คือ “ความรักและความผูกพัน” ของผู้
ยังดารงอยู่เบ้ืองหลังอันมีต่อชีวติ อันเป็นท่ีรกั ได้จากไปผา่ นการจัดพิธกี รรมทรงพลังในการส่งบคุ คลอนั
เปน็ ทีร่ กั ใหเ้ ดินทางไปสภู่ พภูมใิ หม่๓

นนทพร อยู่มั่งมี ได้อธิบายว่า ในอดีตน้ันธรรมเนียมราชสานักหลายประการเป็นสิ่ง
ที่ราษฎรยากจะทราบได้ เพราะล้วนแต่เกิดข้ึนในเขตกาแพงพระบรมมหาราชวัง อันเป็นสถานที่
ศักดิ์สิทธิ์เฉพาะแต่องค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเสมือนองค์สมมติเทพ วิถีปฏิบัติของราชสานักจึงมี
ความสลบั ซบั ซ้อนเพอ่ื ใหส้ มพระเกียรติยศ แมจ้ ะเสดจ็ พระราชดาเนินออกจากเขตพระบรมมหาราชวัง
ราษฎรก็ไม่มีสิทธิ์ท่ีจะชมพระบารมีและกระบวนพระราชพิธี เพราะจะเป็นการละเมิดทิพยภาวะแห่ง
องค์สมมติเทพได้ พระราชพิธีและพิธีพระบรมศพเจ้านายนับว่าเป็นพระราชพิธี และพิธีสาคัญในการ
ถวายพระเกียรติยศแก่เจ้านาย ด้ังน้ันจึงต้องมีข้ันตอนและธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นแบบแผนเด่นชัด
โดยการปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ ล้วนแต่มีความหมาย และความสาคัญอันสะท้อนถึงคติความเช่ือใน
เรอื่ งความศักด์ิสิทธแ์ิ ห่งสถาบนั กษัตรยิ ์๔

๒ กรมการศาสนา, พระพิธีธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๖๐), หนา้ ๕.

๓ เกรียงไกร เกิดสิริ, งำนพระเมรุมำศ : ศิลปะสถำปัตยกรรม ประวัติศำสตร์และวัฒนธรรม
ที่เกีย่ วเนื่อง, พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๒, (นนทบุร:ี โรงพิมพ์มตชิ นปากเกรด็ , ๒๕๖๐), คานา.

๔ นนทพร อยู่มั่งมี, ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้ำนำย, พิมพ์คร้ังที่ ๕, (นนทบุรี: โรงพิมพ์
มติชนปากเกรด็ , ๒๕๖๐), คานา.



พระครูกัลยำณสิทธิวัฒน์ ได้อธิบายว่า การจัดพิธีศพต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจบุ ันมีพิธีจัดกนั
ไปตามสถานภาพ ยศ ตาแหนง่ และความเช่ือของแต่ละสังคม นอกจากนยี้ ังแตกตา่ งไปตามสถานภาพ
เป็นตัวกาหนด จากหลักฐานเอกสารทางประวัติศาสตร์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาการจัดพิธีศพของบุคคล
ทั่วไปนั้นเป็นกิจกรรมที่สาคัญยิ่ง โดยเฉพาะบุคคลผู้อยู่ในสถานภาพสังคมระดับสูง โดยที่สุดคือ
พระมหากษัตริย์ จะจัดพิธีอย่างย่ิงใหญ่สมพระเกียรติ และมีระบบระเบียบ มีเครื่องประกอบพิธี
จานวนมาก มีการบรรเลงดนตรีชนิดต่าง ๆ และมีพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาสวดเป็นภาษาบาลี
มีเนื้อหาเก่ียวกับธรรมซ่ึงเรียกวา่ บทพระอภิธรรม มีทานองการสวดคล้ายกับการร้องเพลง ถือว่าเป็น
ธรรมเนียมท่ีปฏิบัติกันโดยทั่วไป จึงนับได้ว่า “พิธีนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเป็นทานองในงานศพน้ันมีมา
ตัง้ แตส่ มัยกรุงศรีอยุธยา”๕

สมปรำชญ์ อัมมะพันธ์ ได้อธิบายไว้ว่า ชาติไทยเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรือง มีประเพณีและ
วัฒนธรรมแสดงความเป็นชาติมาแต่โบราณกาล จนตราบเท่าทุกวันน้ี ประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ
ได้ถูกส่ังสอน เลียนแบบ และถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในวรรณคดีของไทยหลายเร่ือง
ประเพณีและพิธีกรรมเหล่านั้นมีมากมาย ซ่ึงล้วนแล้วสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยต่าง ๆ
กันมาโดยลาดับ ไม่ว่าจะเป็นประเพณีหรือพิธีกรรม เช่น ประเพณีการเกิด ประเพณีการตาย
แม้กระท่ังพระราชพิธีที่เก่ียวเนื่องกับองค์พระมหากษัตริย์ เม่ือสังคมเปล่ียนแปลง ประเพณีและ
พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ถูกดัดแปลงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของ
คนรุ่นใหม่ ดังนั้น ประเพณีและพิธีกรรมเหล่าน้ีจึงเป็นเครื่องแสดงให้เห็นความเป็นชาติย่ิงใหญ่ที่เคย
เจริญรงุ่ เรืองมาแต่อดตี จนถึงปัจจบุ นั ๖

สำนักงำนหอจดหมำยเหตุแห่งชำติ กรมศิลปำกร ได้อธิบายว่า ประเพณีการจัดงาน
ปลงศพผู้เสียชีวิตในสังคมไทย ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาโดยหลักศาสนาดังคติความเชื่อดังปรากฏเป็น
หลักฐาน ทั้งทางโบราณคดี หลักฐานเอกสารโบราณและภาพถา่ ยทางประวตั ศิ าสตร์ โดยเฉพาะการจัด
งานศพของหลวงเมื่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี เสด็จสวรรคต หรือพระบรมวงศานุวงศ์ส้ินพระชนม์
การถวายพระเพลิงพระบรมศพ หรือการพระราชเพลิงพระศพ ก็จะต้องจัดอย่างสมพระเกียรติสูงสุด
ทั้งในด้านการก่อสรา้ งพระเมรุมาศ เครื่องประกอบเกยี รติยศต่าง ๆ และธรรมเนียมการปฏิบตั ิ จะต้อง
ยึดตามแบบโบราณราชประเพณี เป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่ีสืบเน่ืองมาจนถึงปัจจุบัน โบราณราช
ประเพณีในการจัดงานพิธีพระบรมศพและพระศพของสังคมไทย ตลอดจนวิวัฒนาการทเี่ ปล่ียนไปตาม
ความเหมาะสมและกาลสมัย ซ่ึงสาระท่ีปรากฏแสดงให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณีอันสะท้อนถึง
ความเจรญิ ก้าวหนา้ ของชาตบิ า้ นเมือง ในแตล่ ะรัชกาล๗

๕ พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์, พระพิธีธรรม กำรสวดทำนองหลวง, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหา
จฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑), หนา้ ๗๗.

๖ สมปราชญ์ อมั มะพันธ์, ประเพณีและพธิ กี รรมในวรรณคดไี ทย, (กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส.พรนิ้ ตงิ้
เฮ้าส์, ๒๕๓๖), ความนา.

๗ สานกั งานหอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ กรมศิลปากร, สมดุ ภำพจดหมำยเหตงุ ำนพระเมรมุ ำศและงำน
พระเมรุในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พลับลิสซิ่ง จากัด, ๒๕๖๐),
คานา.



เดชำ ศรีคงเมอื ง ไดท้ าการศึกษาวิจัยเรื่อง “การวเิ คราะห์ทานองสวดพระอภธิ รรมในพิธี
ศพหลวง” พบว่า การวิจัยเชิงวิเคราะหทางดนตรีน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อทาความเขาใจบริบท และ
ลักษณะเฉพาะทางดนตรขี องทานองสวดพระอภิธรรมในพิธีศพหลวงตามวิธีวทิ ยาทางดนตรวี ทิ ย์ และ
มนุษยดนตรีวิทยา การสวดพระอภิธรรมในพิธีศพหลวงเปนพุทธศาสนพิธี เพื่อเชิดชูเกียรติแกผูมี
คุณูปการตอชาติและพระมหากษตั รยิ โดยมี “พระพิธธี รรม” เดิมเรียกวา “พระคสู วด” เปนผูสวดดวย
ทานองเฉพาะท่ีเรียกวา “กะ” ทานองสวดที่ทาการวิจัยน้ีนับเปนดนตรีพิธีกรรมชนิดขับรองอันหนึ่ง
ในสังคมไทยซ่ึงได้แสดงองคประกอบ และความสัมพันธระหวางคากับทานองในเชิงคีตศิลปที่นาสนใจ
สวดไทยในระดับมหภาค จึงเปนประเด็นที่ตองทาใหเกิดความชัดเจนในทุกมิติการศึกษา เกี่ยวกับพิธี
กรรมการสวดพระอภิธรรมในพิธศี พหลวง๘

พระครูอทุ ัยปรยิ ัตโิ กศล ไดท้ าการศกึ ษาวิจยั เรื่อง “ปรศิ นาธรรมทเ่ี ก่ียวกับประเพณีการ
ตายของภาคอีสาน” พบวา่ ปรศิ นาธรรมเก่ียวกับประเพณีการตายมีความสาคัญตอมนุษยของเราเป็น
อยางมาก เพราะทุกคน ที่ถือกาเนิดเกิดมาในโลกจะตองตกอยูในกฎแหงธรรมชาติท่ีพระพุทธศาสนา
เรียกวา กฎแหงพระไตรลักษณ คือ ๑. การเกิดข้ึนมาในโลก ๒. การต้ังอยู ๓. การดับไป อธิบายให
เขาใจงายขึ้นก็คือ มีการเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย เปนเร่ืองธรรมชาติของสรรพสัตว
แตมนุษยถือวาเปนสัตวท่ีประเสริฐกวาสัตวท้ังหลาย มีวัฒนธรรมประเพณีและพิธีกรรมตาง ๆ
มากมาย พัฒนาเกิดข้ึน โดยเฉพาะพิธีกรรมเก่ียวกับการตาย มีการวิวัฒนาการเกิดขึ้นในพิธีกรรม
เก่ียวกับความตายมากมายจนเกิดความสับสน จนบางทีไมรูจะทาอยางไรเก่ียวกับพิธีกรรมการตาย
จงึ จะปฏิบัติไดอ้ ยางใหถูกตอง๙

พระอธิกำรพพิ ัฒน์พงษ์ ำนวฑุ ฺโฒ ไดท้ าการศึกษาวจิ ัยเร่ือง “ศึกษาความเปลี่ยนแปลง
การจัดการงานศพของชาวพุทธกรณีศึกษาบ้านหมุ้น ตาบลนารัง อาเภอปง จังหวัดพะเยาว์” พบว่า
การจัดพิธีศพในคร้ังพุทธกาลจัดแบบเรียบง่ายข้ันตอนการจัดพิธีศพมีน้อย เน้นที่การสักการะศพด้วย
ของหอม มีการทาบุญอุทิศกุศลให้ผู้ล่วงลับและมีการละเล่นตามความเหมาะสม โดยมากเก็บศพไว้ไม่
เกิน ๗ วนั และใชก้ ารเผาศพเป็นทีส่ ุด เฉพาะพธิ ถี วายพระเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้าเท่านั้นท่ี
จัดอย่างมีแบบแผน ส่วนพิธีศพชาวบ้านทั่วไปไม่ปรากฏรูปแบบชัดเจนในส่วนการจัดพิธีศพของชาว
พุทธในล้านนาน้ันแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทคือ การจัดศพเจ้านายชั้นสูง พระสงฆ์ และสามัญชน โดย
งานศพเจ้านายและพระสงฆ์ มีการเตรียมการระยะยาวและจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ ถือเป็นงานสาคัญ
แตพ่ ิธีศพของชาวบ้านเป็นไปอยา่ งเรียบงา่ ยและเร่งด่วน๑๐

๘ เดชา ศรีคงเมือง, “การวิเคราะห์ทานองสวดพระอภิธรรมในพิธีศพหลวง”, วิทยำนิพนธ์ศิลปศำสตร
มหำบณั ฑิต, (บัณฑิตวทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๔๘), บทคัดยอ่ .

๙ พระครูอุทัยปริยัติโกศล, “ปริศนาธรรมท่ีเกี่ยวกับการตายของภาคอีสาน”, วิทยำนิพนธ์พุทธ
ศำสตรมหำบัณฑติ , (บณั ฑิตวทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๔), บทคดั ยอ่ .

๑๐ พระอธิการพิพัฒน์พงษ์ านวุฑฺโฒ, “ศึกษาความเปลี่ยนแปลงการจัดการงานศพของชาวพุทธ
กรณีศึกษาบ้านหมุ้น ตาบลนารัง อาเภอปง จังหวัดพะเยาว์ ”, วิทยำนิพนธ์พุทธศำสตรมหำบัณฑิต,
(บณั ฑติ วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๕), บทคดั ย่อ.



สมเกียรติ ตังคณะสิงห์ ได้ทาการศึกษาวิจัยเรื่อง “พระพุทธศาสนาและพิธีกรรม
เก่ียวกับการตาย : ศึกษาเปรียบเทียบพิธีศพของพระสงฆ์ไทยและฆราวาส” ผลการวิจัยภาคเอกสาร
พบว่า ในช้ันเดิมการจัดพิธีศพของพระสงฆ์เป็นไปเพื่อความเรียบง่าย ประหยัด และเพื่อการศึกษา
ตอ่ มาเมื่อพระสงฆไ์ ดร้ ับสมณศกั ด์ิ มตี าแหนง่ ทางการปกครองและพระสงฆ์ทมี่ ชี ่ือเสียงเป็นเกจิอาจารย์
ถึงแก่มรณภาพมักจะได้รับพระราชทานเพลิงศพฉะน้ันการปฏิบัติต่อศพ จึงมีความแตกต่างไปจากศพ
ของพระสงฆ์ธรรมดาโดยทั่วไป ในส่วนการจัดพิธีศพของฆราวาสนั้นมีความหลากหลาย มีข้ันตอน
ที่ยุ่งยากพอสมควร แต่ทัง้ นีข้ นึ้ อยกู่ บั ผเู้ สียชีวิตว่าอยใู่ นฐานะอะไร๑๑

จากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องการศึกษาพิธีกรรมการสวด
พระอภิธรรมพระบรมศพของบุรพกษัตริย์ไทยน้ัน ผู้ศึกษาพบว่าปัจจุบันยังไม่มีเอกสาร งานวิจัย หรือ
วิทยานิพนธ์ท่ีกล่าวถึงเร่ืองน้ีโดยตรง มีเพียงเอกสาร งานวิจัย และวิทยานิพนธ์ท่ีมีเนื้อหาสอดคล้อง
เท่าน้ัน เพื่อให้ทราบถึงประวัติและรูปแบบการสวดพระอภิธรรมในสังคมไทย การสวดพระอภิธรรม
พระบรมศพของบุรพมหากษัตริย์ไทย รวมถึงเนื้อหาสาระที่เก่ียวข้องในงานวิจัยฉบับนี้ อน่ึง ผู้วิจัย
ได้ปฏิบัติหน้าที่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล
อดุลยเดช บรมนาถบพิตร รวมถึงสวดตามวาระที่สาคัญต่าง ๆ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะศึกษา
เร่ืองดังกล่าว เพ่ือจักได้ทราบถึงสารัตถะที่สาคัญ พร้อมทั้งคุณค่าและประโยชน์ที่จะพึงได้รับจาก
การศกึ ษาในคร้ังนี้ รวมถึงจะไดเ้ ผยแผ่หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาที่แฝงอยู่ในพิธีกรรมงานศพ และ
ความสาคญั ของการสวดพระอภิธรรม อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมประเพณี และพธิ ีกรรมท่ีทรงคุณค่า
ไปสู่พุทธศาสนิกชนและผ้ทู ่ีมคี วามสนใจ ด้วยเหตุดังกลา่ วนี้ ผ้วู จิ ัยจงึ มคี วามประสงค์ทจี่ ะทาการศึกษา
เรือ่ ง พิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบรุ พมหากษัตรยิ ไ์ ทย

๑.๗ วธิ ีดำเนินกำรวิจยั

การวิจัยในคร้ังนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ภาคเอกสาร (Documentary Research)
ผู้วิจัยได้กาหนดวิธีการดาเนินการวิจัย เร่ืองการศึกษาการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบุรพ
กษตั รยิ ไ์ ทย ดว้ ยขัน้ ตอนดงั ต่อไปนี้

๑. ศึกษาจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาทัง้ ในสว่ นทเ่ี ปน็ พระวนิ ยั พระสตู ร และพระอภิธรรม
รวมถึงหนังสือ เอกสาร งานวิจัย และบทความที่เกี่ยวข้อง รวบรวมเป็นข้อมูลเพ่ือให้ทราบถึงประวัติ
รูปแบบ และพฒั นาการของการสวดพระอภิธรรมในสงั คมไทย

๒. ศึกษาจากการมีส่วนร่วม และการสังเกตการณ์ พร้อมท้ังประสบการณ์จากการสวด
พระอภิธรรมตามวาระสาคัญต่าง ๆ เช่น การสวดพระอภิธรรมถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยูห่ วั พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร เปน็ ตน้

๓. เม่ือผู้วิจัยได้ข้อมูลจาก ข้อ ๑ และข้อ ๒ ดังกล่าวแล้ว ก็จะนาข้อมูลท้ังหมดมาศึกษา
และเรียบเรยี งเพอ่ื ให้ทราบถงึ ประวัติ รปู แบบ คณุ คา่ และประโยชนท์ ่จี ะพงึ ไดร้ ับต่อไป

๑๑ สมเกียรติ ตังคณะสิงห์, “พระพุทธศาสนาและพิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย : ศึกษาเปรียบเทียบพิธี
ศพของพระสงฆ์ไทยและฆราวาส”, วิทยำนิพนธ์ศิลปศำสตรมหำบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหิดล,
๒๕๔๕), บทคดั ย่อ.



๑.๘ ประโยชนท์ ่คี ำดวำ่ จะไดร้ ับ

๑.๘.๑ ทาใหท้ ราบประวตั ิและรูปแบบพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมในสังคมไทย
๑.๘.๒ ทาให้ทราบพิธกี รรมการสวดพระอภธิ รรมพระบรมศพของบรุ พกษตั รยิ ์ไทย
๑.๘.๓ ทาให้ทราบคุณค่าและประโยชน์ท่ีพึงจะได้รับจากการมีส่วนร่วมในการสวด
พระอภธิ รรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช บรมนาถบพติ ร

บทที่ ๒

ประวัติและรปู แบบพธิ กี รรมการสวดพระอภิธรรมในสังคมไทย

พิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมในสังคมไทยยังคงเป็นประเพณีท่ีสาคัญ และสืบต่อกันมา
อย่างยาวนาน เพราะตราบใดท่ียังมีธรรมเนียมประเพณีการทาศพอยู่นั้น ก็ต้องมีบาเพ็ญกุศลด้วยการ
สวดพระอภธิ รรมเปน็ หวั ใจหลักของงาน โดยใช้พธิ ีกรรมเป็นตัวครอบคลมุ ทั้งแนวการคิด และรูปแบบ
วธิ ีการปฏบิ ัติ ฉะน้ันจะเห็นได้วา่ การจัดงานศพน้ัน เปน็ การแสดงให้เห็นถึงความสาคญั ของศาสนาที่มี
อิทธิพลต่อสังคม ซึ่งอยู่ในรูปแบบของประเพณีท่ีมีการสืบต่อกันมาอย่างช้านาน ผู้วิจัยได้กาหนด
การศึกษาประวัติและรูปแบบพิธีกรรมการสวดพระอภธิ รรมในสังคมไทย ไวด้ งั น้ี

๒.๑ ประวตั ิความเป็นมาแหง่ การแสดงพระอภธิ รรม
๒.๒ โครงสรา้ งและสาระสาคัญของพระอภธิ รรม
๒.๓ ความเปน็ มาเก่ียวกบั พธิ ีกรรมงานศพในสังคมไทย
๒.๔ ความเป็นมาของการสวดในทางพระพุทธศาสนา
๒.๕ การสวดทางพระพุทธศาสนาในพิธีศพของสังคมไทย
๒.๖ สรุปท้ายบท

๒.๑ ประวัติความเปน็ มาแห่งการแสดงพระอภธิ รรม

พระอภธิ รรมปิฎก เปน็ คัมภีรท์ ี่บรรจุเนอื้ หาของหลักธรรมที่เป็นสภาวธรรมละเอียดลึกซึ้ง
ที่เรียกวา่ ปรมัตถสัจจะ เม่ือสรุปแล้ว ได้แก่ เน้ือความแห่งธรรม ๔ อย่าง คือ จติ เจตสิก รูป นิพพาน
ท่เี รียกว่า ปรมัตถธรรม ๔ เพราะพระพทุ ธองคท์ รงแสดงโดยธรรมาธษิ ฐานยกเอาธรรมข้ึนแสดงลว้ น ๆ
ไม่เกี่ยวกับบัญญัติ สัตว์ บุคคล เรียกว่า ปรมัตถเทศนา ซ่ึงมีประวัติความเป็นมาของการแสดง
พระอภิธรรมโดยสงั เขป ดงั ต่อไปน้ี

ลาดับนั้นสมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระดาริว่าประเพณีแห่งพระพุทธเจ้าในอดีตกาล
เม่ือทรงกระทายมกปาฏิหาริย์แล้วเสด็จจาพรรษา ณ ท่ีใด ทรงพิจารณาด้วยอตีตังสญาณก็ทราบแจ้ง
ประจักษ์ว่า พระพุทธเจ้าในอดีตทุกข์พระองค์เม่ือกระทายมกปาฏิหาริย์แล้วทรงเสด็จเข้าจาพรรษา
ในดาวดึงส์ภพ ทรงตรัสเทศนาพระสัตตปกรณาภิธรรมปิฎก (พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์) ตลอดไตรมาส
เพื่อเป็นการสนองคณุ แห่งพุทธมารดา๑

การท่ีพระบรมศาสดา ทรงเสด็จไปแค่สวรรค์ช้ันดาวดึงส์ ซ่ึงเป็นสวรรค์ชั้นท่ีสองนั้น
พระอรรถกถาจารย์สันนิษฐานว่า “เพ่ือทรงต้องการท่ีจะให้เทวดาทั้งหลาย และเทพบุตรผู้เคยเป็น
พระพุทธมารดาน้ัน เกิดความอุตสาหะในการลงมาฟังธรรมและจะได้ต้ังใจฟังธรรมโดยเคารพ สมกับ

๑ พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์, พุทธประวัติตามแนวปฐมสมโภช, พิมพ์คร้ังที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หนา้ ๑๑๔.

๑๐

ความลาบากที่ต้องลงมา และเพื่อจะทรงอนุเคราะห์เทวดาท่ีอยู่ชั้นต่ากว่าด้วย เทวดาและพรหม
ชั้นท่ีอยู่สูงกว่า ย่อมสามารถลงมาสู่ภพภูมิช้ันท่ีต่ากว่าได้ ด้วยอานาจแห่งบุญฤทธ์ิ ส่วนเทวดาหรือ
พรหมท่ีอยู่ช้ันต่ากว่า ไม่สามารถข้ึนไปสู่ภพภูมิท่ีสูงกว่าได้ ด้วยความจากัดขอบเขตแห่งบุญฤทธ์ิ
จึงทรงเสด็จไปแค่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่าน้ัน เม่ือท้าวสักกเทวราชผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ทรงทราบวา่ พระพทุ ธเจ้าเสด็จมาก็ทรงเข้าไปเฝ้าถวายบังคมทูลตอ้ นรับ เมอ่ื ทรงทราบวา่ พระพุทธองค์
ทรงเสด็จมาจาพรรษา ณ ภพภูมิของพระองค์ ก็ทรงพิจารณาว่าจะทูลอัญเชิญพระพุทธเจ้าให้ทรงจา
พรรษา ณ ทไี่ หนจึงจะเป็นการสมควร ก็ทรงเห็นว่าปัณฑกุ ัมพลสิลาอาสน์ อันทป่ี ระทับของพระองค์
นั้นเป็นสิ่งสูงค่าและสมควร จึงทรงปูอาสนะถวาย และทูลเชิญพระพุทธองค์ให้ทรงจาพรรษา ณ
ปณั ฑุกมั พลสลิ าอาสน์น้ัน

กถาแสดงเหตุแหง่ การปรากฏของพระอภิธรรม๒
ปารจิ ฉฺ ตตฺ กมูลมฺหิ ปณฺฑกุ มพลนามเก
สลิ าสเน สนฺนสิ ินโฺ น อาทจิ โฺ จว ยุคนฺธเร.

แปลความว่า พระพุทธเจ้าประทับนงั่ บนศิลาอาสน์ ซ่ึงสาเรจ็ ด้วยแก้วมณีชื่อปัณฑุกัมพล
ที่ประดิษฐานอยู่ใต้ร่มไม้ทองหลาง ทรงพระศิริโสภาคย์ ประดุจหน่ึงว่า พระอาทิตย์อยู่บนยอดเขา
ยคุ นั ธร ฯ

จกฺกวารสหสเฺ สหิ ทสหาคมฺม สพฺพโส
สนนฺ สิ ินเนน เทวานํ คเณน สมปฺ วตฺตยิ.
แปลความว่า พระพุทธองค์ทรงกระทาสันตุสิตเทพบุตร ซึ่งเคยเป็นพระพุทธมารดา
ให้เป็นประมุขในบรรดาเทวดาและพรหมท้ังหลาย แล้วทรงแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ แก่เทพดา
และพรหมเหล่าน้ัน ติดต่อกันตลอดพรรษากาล ดว้ ยเดชะแหง่ พระสัพพัญญตุ ญาณ ฯ

แล้วให้โฆษกเทพบุตรไปเที่ยวป่าวประกาศให้เทพบุตรเทพธิดาท้ังหลายให้บอกต่อ ๆ กัน
ไปว่าพระพุทธองค์เสด็จมาจาพรรษา ณ ปัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราช ภพดาวดึงส์
เพื่อแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดา และเทวดา พร้อมทั้งพรหมทั้งหลาย ถ้าเทวดาและพรหมตนใด
ต้องการฟังธรรมก็ขอเชิญมาประชุมพร้อมกัน ณ ที่แห่งนี้ เหล่าเทวดาและพรหมทั้งหลายก็ป่าว
ประกาศต่อ ๆ กันไปให้รู้ท่ัวกันในหมน่ื โลกธาตุ ผู้ท่ีต้องการฟังธรรมต่างก็ละวิมานของตน ๆ พากันมา
สู่พุทธสานักในขณะน้ันพระพุทธองค์ทรงพิจารณาว่าธรรมอะไรหนอ สมควรแก่อุปนิสัยของเทวดา
และพรหมเหล่านี้ และจะคู่ควรแก่คา่ น้านมของพระพุทธมารดาได้ ก็ทรงพิจารณาเห็นวา่ พระอภิธรรม
เป็นธรรมท่ีมีเนื้อความลึกซ้ึง เป็นปรมัตถสัจจะ เป็นธรรมาธิษฐาน เหมาะสมแก่อุปนิสัยของ
เหล่าเทวดาและพรหมท้ังหลาย พร้อมท้ังคู่ควรแก่ค่าน้านมของพระพุทธมารดา จึงได้ทรงแสดง
พระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา เหล่าเทวดา และพรหมทั้งหลาย ในสมาคมนั้นสิ้นตลอดไตรมาส
แต่ทรงแสดงเพียงโดยย่อ เรียกว่า สังเขปนัย พอเหมาะแก่อุปนิสัยของเหล่าเทวดา และพรหมที่มี
อุปนิสัยรู้ได้เร็ว แต่ขาดอุตสาหะเบื่อหน่ายเร็วโดยปกติแล้ว กาลเวลาในสวรรค์น้ันยาวนานกว่า
ในมนษุ ย์โลกมาก ซ่ึงเปรียบเทียบว่าหนง่ึ วนั หน่งึ คนื ในเทวโลกนัน้ เท่ากับ ๑๐๐ ปีในมนุษยโ์ ลก

๒ พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ, มาติกาโชติกะธัมมสังคณีสรูปัตถ, (กรุงเทพมหานคร: หจก.ทิพยวิสทุ ธิ,
๒๕๔๕), หนา้ ฑ.

๑๑

เพราะฉะนั้น กาลเวลาเพียงไตรมาส หรือ ๓ เดือน ก็ไม่ถึงวันหนึ่งคืนหนึ่งของในเทวโลก
แต่ในฐานะท่ีพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นแบบอย่างที่ดีของพระสาวก
และเทวดา พรหม และมนุษย์ท้งั หลาย พระองคจ์ งึ ทรงกระทาพุทธกจิ ใช้ชวี ติ ประจาวันตามปกติ คือ
เม่ือถึงเวลาตอนเช้าในมนุษย์โลก พระองค์ก็จะทรงเสด็จไปบิณฑบาต ณ อุตตรกุรุทวีป แต่เพ่ือ
มิให้การแสดงธรรมต้องขาดตอนไป จึงทรงเนรมิตพระพุทธนิมิตให้ทรงแสดงธรรมแทนพระองค์
โดยก่อนหน้าทรงพิจารณาหาผู้ท่ีจะทรงแสดงธรรมแทนให้ทัดเทียมกับพระองค์นั้น ก็ไม่ทรงเห็นใคร
มีความสามารถเท่า แม้แต่พระสารีบุตรผู้มีปัญญารองจากพระพุทธองค์ ก็ไม่สามารถกระทากิจน้ันได้
จึงทรงเนรมิตพุทธนิมิตดังกล่าวแล้ว โดยพระพุทธนิมิตน้ันสามารถที่จะแสดงธรรมและตอบปัญหา
ที่พระองค์ถามได้อย่างอัศจรรย์ด้วยอานาจพุทธฤทธ์ิ พระสารีบุตรอัครสาวกเบ้ืองขวา ก็ได้ข้ึนไป
อปุ ัฏฐากพระพุทธองคท์ ุกวัน โดยคอยปูอาสนะตักน้าฉันน้าใช้มาถวายมิได้บกพร่อง พระพุทธองค์ทรง
ตรัสถามความเปน็ ไปในมนุษยโ์ ลกแล้ว ทรงแสดงพระอภธิ รรมท่ีพระองค์ทรงแสดงแกเ่ หล่าเทวดาและ
พรหมน้ัน แต่ทรงแสดงโดยพิสดารท่ีเรียกว่า วิตถารนัย เพื่อให้เหมาะสมแก่ปัญญาของพระสารีบุตร
ผู้เป็นยอดแห่งคนมีปัญญา หลังจากน้ันพระสารีบุตรก็ได้แสดงพระอภิธรรมน้ีแก่ลูกศิษย์ของท่าน
จานวน ๕๐๐ รปู

ซ่ึงลูกศิษย์ของท่านเหล่าน้ี เมื่อสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ได้เกิดเป็นค้างคาวอาศัย
อยู่ในถ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นท่ีอยู่ของพระภิกษุผู้บาเพ็ญสมณธรรม ภิกษุผู้อยู่ในถ้าน้ันเป็นผู้ศึกษา
เล่าเรียนพระอภิธรรม และท่องบ่นสาธยายพระอภิธรรมอยู่เสมอ ในค่าวันหน่ึงพระภิกษุเหล่าน้ัน
ต่างก็เดินจงกรมและสาธยายพิจารณาพระอภิธรรมไปด้วย พวกค้างคาวได้ยินเสียงพระภิกษุสาธยาย
พระอภิธรรม ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในเสียง แต่ไม่สามารถจับใจความที่เป็นเนื้อหาของธรรมะ
นั้นได้ เพราะขอบเขตจากัดของการเป็นสัตว์ครบั เดรจั ฉานทั่วไปจึงยดึ เอาเสียงเปน็ อารมณ์ เกิดความ
เคลิบเคล้ิม เกิดปีติปราโมทย์ด้วยความศรัทธาในเสียง จนลมื ยดึ เกาะฝาถา้ พากันตกลงมาตายทั้งหมด
และด้วยอานาจแห่งบญุ จึงไปเกิดเป็นเทพบตุ รในสวรรค์ช้นั ดสุ ิต และท่องเทย่ี วไปในเทวดาและมนุษย์
ท้ังหลาย จนถึงสมัยพระพุทธเจ้าของเรา จึงได้มาบังเกิดเป็นกุลบุตรในเมืองสาวัตถี และเกิดความ
เล่ือมใสในพระอภิธรรมท่ีพระสารีบุตรแสดง จึงพากันออกบวชเป็นภิกษุท้ัง ๕๐๐ คน และได้บรรลุ
พระอรหัตผล ได้ทรงจาพระอภิธรรมไว้เป็นรุ่นแรกและสืบทอดรุ่นหลังต่อมาโดยพระอภิธรรม
ที่พระพุทธองค์และพระสาวกแสดง ต่อมาภายหลังน้ันได้ทรงแสดงแบบก่ึงย่อก่ึงพิสดาร เรียกว่า
นาติวิตถารนาติสังเขปนัย และพระอานนท์ทรงจาสืบมา จนถึงการสังคายนาคร้ังที่ ๑ ได้ยกขึ้นสู่
ปฐมสังคีติ สาธยายแก่พระอรหันต์ปฏิสัมภิทา ๕๐๐ รูป ที่ประชุมทาปฐมสังคายนา และนาสืบกันมา
จนถึงปจั จุบันน้ี ฉะนนั้ การแสดงพระอภิธรรมท่ผี า่ นมาจาแนกได้เปน็ ๓ ประเภทใหญ่ ๆ คือ

๑. สังเขปนัย เป็นนัยท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่เทวดาและพรหมท่ีมาประชุมกัน
ณ เทวะสมาคมในภพดาวดงึ ส์ เมอ่ื คร้งั เสดจ็ ไปแสดงธรรมโปรดพทุ ธมารดา

๒. วิตถารนัย เป็นนัยท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระสารีบุตรเม่ือคร้ังขึ้นไปเฝ้า
และอปุ ัฏฐาก ณ ภพดาวดงึ ส์

๓. นาติวิตถารนาติสังเขปนัย เป็นนัยท่ีพระพุทธองค์แสดงแก่พระสาวกในภายหลัง
และพระสาวกแสดงสบื ต่อ ๆ กันมา

๑๒

สรุปความแล้ว บรรดาพระสาวกท้ังหลาย ที่มีโอกาสได้เล่าเรียนได้ฟังพระอภิธรรม
ในมัชฌิมประเทศเป็นคร้ังแรกน้ันก็ได้แก่ พระภิกษุ ๕๐๐ รูป ที่ได้เรียนจากพระสารีบุตรน้ีเอง
จากข้อความที่กล่าวมาข้างต้นน้ัน แสดงให้เห็นว่าพระอภิธรรมปรากฏขึ้นในเทวโลกเป็นอันดับแรก
ซึ่งอาจจะมีปัญหาสอดถามข้ึนมาว่า ทาไมพระอภิธรรมจึงไปปรากฏขึ้น ณ เทวโลก ก่อนที่อื่น
พระสัมมาสมั พุทธเจา้ จะทรงแสดงในมนุษยโ์ ลกก่อนไมไ่ ดห้ รือ ปัญหานม้ี ขี อ้ ที่จะวสิ ชั ชนา ดังนี้๓

๑. เป็นพุทธประเพณีของพระพุทธเจ้าท้ังหลาย ท่ีจะต้องแสดงกตัญญูกตเวทีตาต่อ
พระมารดาโดยการเสด็จขนึ้ ไปเทศนาพระอภธิ รรมโปรดทุก ๆ พระองคไ์ ป เรียกว่า พุทธนยิ าม

๒. ในกาลนน้ั บรรดาสตั ว์ทัง้ หลายในมนุษย์โลก ยังไมม่ ีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา
เป็นส่วนมาก เพราะพระพุทธศาสนาพึ่งจะเร่ิมอบุ ัติข้ึนในมนุษย์โลกไม่นาน เป็นเวลาเพียง ๖ ปีเศษ
ซ่ึงนั บว่ายั งไม่เป็ นท่ีแพร่ห ลายต่อการที่ จะยังความเล่ือมใสศรัทธาของห มู่ช นให้ มีข้ึน ได้ โด ยเต็มที่
และท่ัวถึงกนั ได้

๓. พระอภิธรรมเป็นธรรมที่ละเอียดลึกซ้ึงคัมภีรภาพมาก โดยเน้ือความใน
พระอภิธรรมน้ัน เก่ียวด้วยสภาวะทั้งหมดไม่มีส่ิงสนุกสนานเจือปน บุคคลท่ีสามารถจะรองรับรสของ
พระอภธิ รรมได้นนั้ ต้องเป็นบคุ คลท่ีประกอบด้วยศรทั ธาอันม่ันคง มโี ลภะ โทสะ โมหะ ในสันดานนอ้ ย
และเคยได้สร้างบารมอี ันเกีย่ วกับปัญญาที่รูใ้ นสภาวะมาแล้วแต่กาลก่อน ฉะนน้ั พระพทุ ธองค์ทรงเห็น
ว่าชนในสมัยนั้นยังประกอบด้วย โลภะ โทสะ และโมหะมาก ในสันดานยังหนาแน่นไปด้วยกิเลส
สามารถไม่เห็นประโยชน์อันควรที่จะได้รับจากการประพฤติปฏิบัติธรรม ส่วนผู้ท่ีมีกิเลสเบาบาง
มีปัญญาแก่กล้า ที่จะตรัสรู้ตามนั้นก็มีน้อยเมื่อเทียบกับในเทวโลก เพราะฉะนั้นความศรัทธาของชน
ในสมัยนั้น จึงยังไม่เพียงพอท่ีจะเช่ือมั่นในพระอภิธรรมได้ พระองค์จึงไม่ทรงแสดงพระอภิธรรม
ในมนุษย์โลกก่อน เพราะถ้าทรงแสดงไปแล้วเกิดความสงสัย อาจจะเป็นเครื่องก่อให้เกิดการดูหม่ินดู
แคลนต่อพระอภิธรรมได้ ซ่ึงจะเป็นเครื่องกีดก้ันไม่ให้บรรลุผลดี ท่ีจะได้รับจากการเลื่อมใสศรัทธา
และประพฤติปฏิบัติตาม กลับจะทาให้เกิดผลร้ายตามมามากกว่า ซึ่งพระพุทธองค์ทรงใคร่ครวญ
พิจารณาอย่างดแี ล้วจงึ ไม่ทรงแสดงพระอภธิ รรมในมนุษยก์ ่อน

๔. การแสดงพระอภิธรรม จาเป็นต้องใช้เวลาในการแสดงนานมาก เพราะต้องแสดง
โดยพิสดาร ไม่ให้มีข้อความใดขาดตกบกพร่อง และการแสดงก็ต้องแสดงติดต่อกันเป็นลาดับไป
โดยไม่ต้องหยุดพักในระหว่างเลย ซึ่งได้กล่าวแต่ต้นแล้วว่าพระองค์ทรงใช้เวลาแสดงติดต่อกันตลอด
ทั้ง ๓ เดือน ในเวลาจะทากิจวัตรประจาวัน หรือภารกิจส่วนพระองค์ก็ทรงเนรมิตพุทธนิมิตให้แสดง
ต่อเมื่อพระองค์ทรงทากิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ทรงแสดงต่อจากท่ีพุทธนิมิตแสดงน่ีเป็นกฎของการ
แสดงพระอภิธรรมคร้ังแรกของพระพุทธเจ้าท้ังหลาย ถ้าหากว่าพระองค์ทรงแสดงให้มีส่วนเหลืออยู่
ก็จะไม่มบี ุคคลอน่ื ที่จะสามารถแสดงตอ่ ไปได้ ทง้ั น้ีเพราะพระอภธิ รรมนั้นไมใ่ ช่เป็นวิสัยของคนเหลา่ อื่น
แต่เป็นพุทธวิสัยโดยแท้ เม่ือจาเป็นต้องใช้เวลาในการแสดงนานเช่นนี้ จึงไม่เหมาะในการท่ีจะแสดง
ในมนุษยโ์ ลก เพราะคนในมนุษย์โลกย่อมตอ้ งมีภารกิจเครือ่ งกังวลแวดลอ้ มอยู่มาก ไม่สามารถที่จะนั่ง
ฟังอยู่ได้เป็นเวลานาน ๆ อีกประการหนึ่ง เวลาในเทวโลกกับเวลาในมนุษยโลกก็ต่างกันมาก เวลา
ในมนุษย์โลกแล้ว ๑๐๐ ปี เท่ากับวันหนึ่งคืนหน่ึงของดาวดึงสเทวโลก เมื่อเป็นเช่นน้ีย่อมเป็นโอกาส

๓ พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ, หลักสูตรการเรียนพระอภิธรรม, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหา
จฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๗), หนา้ ๑๓.

๑๓

เหมาะสาหรับเทวโลกมากกว่า ยิ่งกว่านั้นบรรดาเทวดาพรหมท้ังหลาย เป็นผู้ที่ไม่ต้องวิตกกังวล
ในเรื่องธุระใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะท่านเหล่าน้ีล้วนแต่เสวยผลแห่งบุญกุศลของท่านด้วยกันทั้งน้ัน
ประกอบท้ังร่ายกายก็แข็งแรงปราศจากโรคาพาธท้ังปวง ทั้งปัญญาก็หลักแหลมมากกว่ามนุษย์
สามารถที่จะเข้าใจได้ดีกว่าพวกมนุษย์ อน่ึง พระพุทธองค์ทรงใช้เวลาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา
ไม่ถึงคร่ึงชั่วโมง ฉะนั้นการฟังพระอภิธรรมของท่านเหล่าน้ันก็ไม่เป็นการขัดข้องด้วยประการใด ๆ
ตามเหตุผลเหล่าน้ี พระพทุ ธองค์จึงทรงเสดจ็ ไปเทศนาในเทวโลกก่อน

๒.๒ โครงสร้างและสาระสาํ คญั ของพระอภิธรรมปิฎก

พระอภิธรรมปิฎกเป็น ๑ ในปิฎก ๓ (พระไตรปิฎก) ซึ่งเป็นปิฎกท่ีมีความสาคัญมาก
เพราะเป็นปิฎกที่รวบรวมส่วนของพระธรรมคาสอนซึ่งเปน็ ธรรมลว้ น อันเป็นแก่นของพระพทุ ธศาสนา
เรียกว่า พระอภิธรรม ความหมายโดยยอ่ ของศัพทว์ า่ อภธิ รรม ดังนี้

๑. อภิธรรม มาจากศัพท์ อภิ (ย่ิง-ใหญ่) + ธรรม (คาสอน) มีความหมาย ๒ นัย
ได้แก่ อภิธรรมเป็นธรรมอันยิ่ง ธรรมอันยอดเยี่ยม ธรรมอันประเสริฐสูงสุด หรือธรรมอันเป็นคาสอน
ข้อสาคัญเป็นหลักใหญ่ เป็นเน้ือหาแท้ ๆ ของพระพุทธศาสนาสรุปประเด็นสาคัญ หรือสาระของ
พระอภธิ รรมทัง้ หมด ก็คือสอนให้รจู้ ักธรรมชาติอันแท้จรงิ ทมี่ ี

นัยแห่งข้อแรกน้ี มุ่งแสดงให้เห็นว่า อภิธรรมเป็นวิสัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณ
(พระปัญญารอบรสู้ ่งิ ทง้ั ปวง) ของพระพุทธเจ้าเท่านน้ั มิใชว่ สิ ัยของผู้อื่นทีจ่ ะคดิ แตง่ ขน้ึ เองได้

๒. อภิธรรม เป็นธรรมที่เกินกว่าข้อปฏิบัติตามธรรมดาสามัญ หมายถึง คาอธิบาย
หรือการขยายความคาสอนในสุตตันตปิฎกในเชิงปรัชญา ซึ่งเกินความจาเป็นสาหรับบุคคลธรรมดา
ท่ัวไปท่จี ะตอ้ งรู้

นยั แห่งข้อสองนี้ มงุ่ แสดงให้เหน็ ว่า อภิธรรมมใิ ชพ่ ทุ ธพจนท์ ้ังหมด ทมี่ หี ลักฐานแสดง
ชัดเจน ก็คือ กถาวัตถุ (คัมภีร์อันดับท่ี ๕ ในอภิธรรม ๗ คัมภีร์) ซ่ึงแต่งขึ้นภายหลังพุทธปรินิพพาน
๑๐๐ ปี (ในสมัยสังคายนาคร้ังที่ ๓) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงนัยทั้ง ๒ ข้อท่ีกล่าวมาแล้วน้ัน
จะเห็นว่าเป็นการให้ความสาคัญต่ออภิธรรมว่าเป็นธรรมขั้นสูงมีความหมายลึกซึ้ง น่าศึกษาอย่างยิ่ง
แม้ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา พระพุทธโฆษาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอภิธรรมในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ก็ได้
กล่าวไว้ว่า “ผู้ปฏิเสธอภิธรรม ย่อมได้ชื่อว่าปฏิเสธสัพพัญญุตญาณ และทาเวสารัชชญาณ (พระปรีชา
อันแกลว้ กล้า) แห่งพระศาสดาให้หมุนกลบั ทาพทุ ธบรษิ ัทผู้ใครจ่ ะฟังเขา้ ใจผดิ กีดขวางในอริยมรรค”๔
สว่ นพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ มรี ายละเอียดพอสังเขป ดังตอ่ ไปนี้

๔ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์คร้ังที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๑), หนา้ ๓๘๑.

๑๔

๑) คัมภรี ธ์ มั มสังคณี

คัมภีร์ธัมมสังคณี เป็นคัมภีร์แรกของพระอภิธรรมปิฎก และเป็นคัมภีร์สาคัญที่สุด
เพราะเป็นคัมภีร์ที่แสดงหัวข้อธรรมหรือเนื้อหาเนื้อหลักของพระอภิธรรมปิฎก ท่ีเรียกว่า มาติกา
ไว้เป็นเบื้องต้น จากน้ันจงึ นาไปแสดงหวั ขอ้ ธรรมขยายออกไปเป็น ๔ กัณฑ๕์ ได้แก่

(๑) จติ ตุปปาทกัณฑ์ คอื กัณฑ์ท่ีแสดงเร่ืองจติ และเจตสิก
(๒) รูปกณั ฑ์ คอื กัณฑท์ ่ีแสดงเรอ่ื งรูป
(๓) นิกเขปกัณฑ์ คือ กัณฑ์ที่แสดงติกะและทุกะรวมกันด้วยวิธีการท่ีไม่ย่อ
และไม่พิสดารจนเกนิ ไป
(๔) อฏั ฐกถากัณฑ์ คอื กัณฑท์ ่ีแสดงเพ่ือเกบ็ องคธ์ รรมของติกะ
คาว่า “ธัมสังคณี” น้ีเป็นบทสมาส ประกอบด้วย ธัมม + สังคณี (สงฺคณี > ส+คห+

อน+คห+อน+อี+สังคหน+ี สงคฺ ณี อกี นัยมาจากคาวา่ ส+คณ+อี= สงั คณี)

ธัมมะ หมายถงึ สภาวธรรมล้วน ๆ ไม่เกย่ี วกบั อตั ตา ตัวตน สตั ว์ บคุ คล เรา เขา
สงั คณี หมายถึง การรวบรวม การประมวล หรือการนับ
ดังนั้น เมื่อรวมเป็น ธัมมสังคณี จึงหมายถึง คัมภีร์ท่ีประมวลสภาวธรรม หรือ
ปรมตั ถธรรมลว้ น ๆ มาไว้เปน็ หมวดหมู่ อีกนัยหนง่ึ หมายถงึ คัมภีร์ทแี่ สดงการนบั จานวนสภาวธรรม๖

๒) คมั ภรี ์วภิ ังค์

คัมภรี ์วิภงั ค์ เปน็ คมั ภีร์ท่ี ๒ ของพระอภิธรรมปิฎก แปลตามศัพท์ว่าการจาแนก หรือ

การแบ่ง หมายถึง คัมภีร์ที่จาแนกสภาวธรรมให้กว้างและพิสดารยิ่งขึ้น แม้คัมภีร์พระอภิธรรมอื่น ๆ

จาแนกสภาวธรรมเหมือนกัน แต่พระธรรมสังคาหกาจารย์ ก็ไม่เรียกคัมภีร์เหล่าน้ันว่า “วิภังค์”

เพราะว่าคัมภีร์เหล่าน้ันได้จาแนกเฉพาะนัยแห่งพระอภิธรรมเท่าน้ัน ส่วนคัมภีร์วิภังค์จาแนกนัย

แหง่ พระสตู ร พระอภิธรรม และนยั แหง่ การถามปญั หา ซ่ึงถอื วา่ เปน็ การจาแนกทส่ี มบูรณ์ท่ีสุด๗

คัมภีร์พระวิภังค์น้ีเป็นคัมภีร์ที่จาแนกอธิบายขยายปรมัตถธรรม ที่ได้แสดงมาแล้ว

ในคัมภรี ์ธัมมสงั คณี โดยนาเอาตกิ มาติกา ๒๒ หัวข้อ และทุกมาติกา ๑๐๐ หัวข้อจากคมั ภีรธ์ มั มสังคณี

ซ่ึงไดร้ วบรวมธรรมต่าง ๆ จากพระสตู ร โดยแยกประเภทมขี นั ธ์ อายตนะ ธาตุ และสจั จะ เปน็ ตน้
พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงพระวิภังค์ ไว้ ๑๘ พระวิภงั ค๘์ ดงั นี้

(๑) ขันธวิภังค์ การจาแนกขนั ธ์

(๒) อายตนวภิ ังค์ การจาแนกอายตนะ

(๓) ธาตวุ ิภงั ค์ การจาแนกธาตุ

(๔) สจั จวิภังค์ การจาแนกสจั จะ

๕ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, บทนําพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลยั เล่ม ๓๔, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙), หนา้ [๙].

๖ เร่อื งเดียวกนั , หน้า ๑๑.
๗ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, บทนําพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย เลม่ ๓๕, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙), หนา้ [๕].
๘ เรือ่ งเดียวกนั , หน้า ๑๑-๑๒.

๑๕

(๕) อินทริยวิภังค์ การจาแนกอนิ ทรีย์
(๖) ปฏิจจสมุปปาทวภิ ังค์ การจาแนกปฏิจจสมปุ บาท
(๗) สตปิ ฏั ฐานวิภงั ค์ การจาแนกสติปฏั ฐาน
(๘) สมั มัปปธานวภิ ังค์ การจาแนกสัมมัปปธาน
(๙) อิทธิปาทวิภังค์ การจาแนกอทิ ธิบาท
(๑๐) โพชฌังควภิ ังค์ การจาแนกโพชฌงค์
(๑๑) มัคคังควิภังค์ การจาแนกองคม์ รรค
(๑๒) ฌานวภิ ังค์ การจาแนกฌาน
(๑๓) อปั ปมัญญาวิภังค์ การจาแนกอัปปมญั ญา
(๑๔) สกิ ขาปทวิภังค์ การจาแนกสกิ ขาบท
(๑๕) ปฏสิ ัมภทิ าวภิ ังค์ การจาแนกปฏสิ ัมภิทา
(๑๖) ญาณวภิ ังค์ การจาแนกญาณ
(๑๗) ขทุ ทกวัตถุวิภังค์ การจาแนกอกุศลธรรมตา่ ง ๆ
(๑๘) ธมั มหทยวิภังค์ การจาแนกธรรมอนั เปรียบเสมือนดวงใจ

๓) คมั ภรี ์ธาตกุ ถา

คาว่า ธาตุกถา แปลว่า คาอธิบายเรื่องธาตุ ในที่น้ีเป็นชื่อปกรณ์ หรือ คัมภีร์ ท่ี ๓
ของพระอภิธรรมปิฎก เป็นคัมภีร์ท่ีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนาสภาวธรรมแม่บท ท่ีเรียกว่า มาติกา
จานวน ๓๗๑ บท คือ อัพภันตรมาติกา (สภาวธรรมแม่บทของคัมภีร์น้ีเอง) จานวน ๑๐๕ บท และ

พาหิรมาติกา (สภาวธรรมแม่บทจากคัมภีร์ธัมมสังคณี) จานวน ๒๖๖ บท มาแสดงด้วยวิธี หรือ
นัยต่าง ๆ ๑๔ นัย เช่น ทรงแสดงด้วยนัยที่ ๑ ว่าสภาวธรรมแม่บทเหล่าน้ี บทไหนสงเคราะห์เข้าได้
กับขันธ์เท่าไหร่ และสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไหร่ กล่าวคือทรงกาหนด
ให้ธรรม ๓ หมวด คือ ขันธ์ ๕ อายนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘ เป็นบทยืน สาหรับเทียบว่าสภาวธรรม
แม่บท ๗๗๑ บทนั้น บทไหนสงเคราะห์หรือประกอบเข้าได้กับธรรม ๓ หมวดนี้ หมวดล่ะเท่าไหร่
สงเคราะห์หรือประกอบเข้าไม่ได้เท่าไร คัมภีร์นี้จึงไม่ใช่ว่าธาตุเพียงอย่างเดียว ที่จริงแล้วว่าด้วยขันธ์
และอายตนะดว้ ย แต่ท่ตี ง้ั ชอ่ื วา่ ธาตุกถาเพราะเน้นเรอ่ื งธาตุมากกวา่ ธรรม อกี ๒ หมวด๙

๔) คมั ภีร์ปุคคลบัญญัติ

คัมภีร์พระปุคคลบัญญัตติ เป็นการบัญญัติหรือกาหนดลักษณะบุคคลตามระดับ
คุณธรรมของบุคคลน้ัน (ประกาศหรือชี้แจง) มี ๖ เร่อื ง๑๐ คือ

(๑) ขันธบญั ญตั ิ
(๒) อายตนบญั ญตั ิ

(๓) ธาตุบญั ญัติ

๙ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, บทนําพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย เลม่ ๓๖, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙), หนา้ [๗-๘].

๑๐ อภิ.ป.ุ (ไทย) ๓๖/๑/๑๓๕.

๑๖

(๔) สัจจบญั ญัติ
(๕) อนิ ทรยิ บัญญัติ
(๖) ปุคคลบญั ญัติ

๕) คัมภรี ก์ ถาวัตถุ

คัมภีร์กถาวัตถุ ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกเล่ม ๓๗ และเป็นคัมภีร์ที่ ๕ แห่ง
พระอภิธรรมปิฎก ซ่ึงมีทั้งหมด ๗ คมั ภรี ์ ที่เรียกวา่ สัตตปกรณ์

คาวา่ กถา แปลวา่ ถ้อยคา คากล่าว คาอธิบาย หรือเรื่อง เช่น อนปุ ุพพกิ ถา
คาว่า วัตถุ แปลว่า เรื่อง ส่ิง ข้อความ ท่ีดิน หรือท่ีตั้ง ในที่นี้ ได้แก่ ท่ีต้ัง หมายถึง
คมั ภรี ์หรอื ปกรณ์ ฉะนั้นเมื่อรวมคาทั้งสองเข้าเปน็ กถาวตั ถุ จงึ แปลว่า ปกรณอ์ ันเป็นทีต่ ัง้ ของกถา
คัมภีร์กถาวัตถุเป็นคัมภีร์ท่ีสาคัญทางด้านเนื้อหา วิธีการ และวัตถุประสงค์ จึงเป็น
เคร่ืองมอื สาคญั ในการชาระสะสางมลทนิ ในพระพุทธศาสนามาแล้วในสมยั พระเจา้ อโศกมหาราช
คัมภีรก์ ถาวัตถุว่าด้วยวาทกถาต่าง ๆ ถึง ๒๒๖ กถา มีหมวดธรรมสาคัญหลายหมวด
เช่น ขันธ์ ๕ อายนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยะสัจ ๔ ตลอดจนมรรค ผล นิพพาน ซึ่งอรรถกถา
อธิบายในคัมภีร์นี้ มีสูตรจานวน ๑,๐๐๐ สูตร เป็นของสกทาวาที (เถรวาท) ๕๐๐ สูตร และเป็น
ของปรวาที (อาจริยวาท) ๕๐๐ สูตร จึงเป็นคัมภีร์ที่ประมวลวาทกถา หรือกถาแสดงของลัทธิต่าง ๆ
ในสมัยนั้นมารวมไว้แล้วเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างทางความคิดเห็น และความเช่ือ พร้อมทั้ง
ชผ้ี ดิ ช้ถี กู ใหถ้ อื ปฏิบตั ไิ ว้ดว้ ย๑๑

๖) คัมภีรย์ มก

คัมภีร์ยมกน้ี ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มท่ี ๓๘ และ ๓๙ และเป็นคัมภีร์ที่ ๖ แห่ง
พระอภธิ รรมปิฎก ซึง่ มีทงั้ หมด ๗ คมั ภีร์ ทเ่ี รียกวา่ สัตตปกรณ์

คาว่า ยมก แปลว่า คู่ ดังท่ีพระอรรถกถาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์ อรรถกถาพระอภิธรรม
ปิฎก ต้ังคาถามเพื่อวิเคราะห์ศัพท์ว่า ที่ช่ือว่า ยมก เพราะอรรถกถาว่าอย่างไร (เกนฏฺเ น ยมกนฺติ)
และท่านตอบเองวา่ คู่ (ยุคลลฏฺเ น) ทา่ นยกตัวอย่างการใช้ “ยมก” ในความหมายวา่ คู่ (ยคุ ล) เช่น
ยมกปาฏหาริย์ (ปาฏิหาริย์ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอย่างละคู่) ยมกสาลา (ต้นรังคู่ที่เสด็จดับขันธ
ปรินิพพาน)๑๒ แล้วท่านสรุปว่าด้วยเหตุนี้ สภาวธรรมหมมวดหน่ึง ๆ ในจานวน ๑๐ หมวด ที่ทรง
แสดงวิธีการยมก คือทรงแสดงเป็น คู่ ๆ ชื่อว่ายมก (อิต ยุคลสงฺขาตาน ยมกาน วเสน เทสิตตฺตา
อิเมสุ ทสสุ เอเกก ยมกนฺนาม)๑๓

สภาวธรรม ๑๐ หมวดน้ีเองเป็นเน้ือหาของยมก จึงแบ่งยมกออกเป็น ๑๐ ยมก
เรียกช่ือตามช่ือของหมวดสภาวธรรมทีเ่ ปน็ เน้อื หานน้ั ๆ ดังนี้

๑๑ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, บทนําพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย เล่ม ๓๗, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙), หนา้ [๗-๘].

๑๒ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, บทนําพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย เล่ม ๓๘, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙), หน้า [๗-๘].

๑๓ อภิ.ปญฺจ.อ. ๑/๓๒๘.

๑๗

(๑) ยมกทว่ี ่าดว้ ยหมวดสภาวธรรมท่ีเป็นมลู เรยี กวา่ มูลยมก
(๒) ยมกทวี่ า่ ด้วยหมวดขันธ์ เรียกว่า ขันธยมก
(๓) ยมกที่วา่ ดว้ ยหมวดอายตนะ เรียกว่า อายตนยมก
(๔) ยมกทวี่ ่าดว้ ยหมวดธาตุ เรียกว่า ธาตุยมก
(๕) ยมกที่ว่าดว้ ยหมวดด้วยสัจจะ เรยี กวา่ สัจจยมก
(๖) ยมกท่ีวา่ ดว้ ยหมวดสงั ขาร เรยี กวา่ สังขารยมก
(๗) ยมกทวี่ า่ ด้วยหมวดอนสุ ัย เรยี กวา่ อนสยยมก
(๘) ยมกท่ีว่าด้วยหมวดจติ เรยี กว่า จิตตยมก
(๙) ยมกทว่ี า่ ด้วยหมวดกุสลติกะ เรยี กวา่ ธัมมยมก
(๑๐) ยมกท่วี า่ ดว้ ยหมวดอินทรีย์ เรียกว่า อินทรียมก

๗) คมั ภีร์ปฏั ฐาน

คัมภีร์ปัฏฐานน้ี ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มท่ี ๔๐ ถึง ๔๕ ปัฎฐานเป็นคัมภีร์ท่ี ๗
แหง่ พระอภิธรรมปิฎก ซงึ่ มีทัง้ หมด ๗ คัมภรี ์ ที่เรยี กวา่ สัตตปกรณ์

คาวา่ ปัฏฐาน แปลว่าการเร่ิมตั้ง, การเรมิ่ ต้น, จดุ ต้ังต้น, แหล่ง, เหตุ, แต่ในทเี่ ป็นชื่อ
คมั ภรี ์ซึ่งมคี วามหมาย ๓ นัย คอื

ก) ที่ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่า แสดงปัจจัยโดยประการต่าง ๆ (เกนฏฺเ น
ปฏฺ านนฺติ นานปฺปการ ปจฺจยฏฺเ น) คือ เป็นปกรณ์ท่ีพระผู้พระภาคเจ้าทรงนาปัจจัยต่าง ๆ
มาแสดงรวมไว้โดยพิสดาร

ข) ท่ีช่ือว่า ปัฏฐาน เพราะอรรถว่า จาแนกสภาวธรรมด้วยปัจจัยต่าง ๆ (เกนฏฺ
เ น ปฏฺ านนฺติ วิภชฺชนเ น) คือ เป็นปกรณ์ที่ทรงนาสภาวธรรมต่าง ๆ เช่น กุศลธรรม อกุศลธรรม
อัพยากตาธรรม ซึ่งรวมเรียกวา่ กสุ ลติกะ มาจาแนกตามประเภทของปัจจัย

ค) ท่ีชื่อว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่า เป็นที่ดาเนินไปแห่งพระสัพพัญญุตญาณ
(เกนฏเฺ น ปฏฺ านนตฺ ิ นานปฺปการ ปฏฺ ตปฏเฺ น) คอื เป็นพระธรรมเทศนาท่ีเกิดข้ึนด้วยอานุภาพแห่ง
พระสพั พัญญุตญาณโดยเฉพาะ๑๔

รวมความว่าปัฏฐาน เป็นคัมภีร์ที่พระผู้มีพระภาคทรงนาสภาวธรรมที่เป็น
จุดตั้งต้น คือปัจจัยจานวน ๒๔ ชนิด มาอธิบายให้เห็นสัตติ หรือความสามารถและหน้าที่ของแต่ละ
ชนิดแล้วทรงนาสภาวธรรมมาติกา ๑๒๒ หมวด มาจากคัมภีร์ธมั มสงั คณี มาจาแนกดว้ ยปัจจยั เหลา่ น้ี
เพ่ือใหเ้ ห็นความสัมพันธโ์ ดยความเปน็ เหตุเป็นผลของกนั และกนั สว่ นช่ือของปัจจัย ๒๔ ชนิด คือ

(๑) เหตุปจั จัย
(๒) อารมั ณปจั จัย
(๓) อธิปติปจั จัย
(๔) อนันตรปจั จยั
(๕) สมนนั ตรปจั ัย

๑๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, บทนําพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย เลม่ ๔๐, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙), หน้า [๘].

๑๘

(๖) สหชาตปจั จยั
(๗) อญั ญมัญญปัจัย
(๘) นสิ ยปัจจัย
(๙) อปุ นสิ ยปจั จัย
(๑๐) ปุเรชาตปัจจยั
(๑๑) ปจั ฉาชาตปัจจัย
(๑๒) อาสวนปัจจัย
(๑๓) กมั มปจั จยั
(๑๔) วปิ ากปัจจยั
(๑๕) อาหารปจั จยั
(๑๖) อนิ ทรียปัจจัย
(๑๗) ฌานปัจจยั
(๑๘) มัคคปัจจยั
(๑๙) สัมปยตุ ตปจั จัย
(๒๐) วิปปยุตตปัจจยั
(๒๑) อัตถปิ จั จัย
(๒๒) นัตถิปัจจัย
(๒๓) วิคตปจั จัย
(๒๔) อวคิ ตปจั จัย๑๕

๒.๓ ความเป็นมาเกี่ยวกับพิธีกรรมงานศพในสังคมไทย

ศาสนากับมนุษย์มีพัฒนาการควบคู่กัน เม่ือมนุษย์มีความเจริญศาสนาย่อมถูกขัดเกลา
ให้งดงามไปด้วย จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจและสร้างระเบียบของการอยู่รวมกันของมนุษย์ในสังคมด้วย
หลักคาสอน อน่ึง หากศาสนามีแต่เพียงหลักคาสอนแล้ว อาจทาให้ศาสนานั้นขาดสีสัน ขาดความ
เคลื่อนไหว ฉะนั้นพิธีกรรมทางศาสนาจึงเป็นกิจกรรมที่เสริมสีสันให้กับศาสนาและเป็นการสร้าง
สัญลักษณ์ในการส่ือสารเร่ืองนามธรรมให้แก่สมาชิก เป็นเสมือนสะพานเช่ือมต่อแห่งการเข้าสู่
หลกั ธรรมขัน้ สูงของศาสนา

พิธีกรรมเป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญอย่างหน่ึงของประเพณีต่าง ๆ ไม่ว่าพิธีทางศาสนา
หรือขนบธรรมเนียมประเพณี จะต้องมีพิธีกรรมหรือวิธีการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามความคิด
ความเช่ือ และตามบริบททางสังคม เมื่อพิจารณาจากกรอบด้านภาษาพบว่า คาว่า พิธีกรรม
มีความหมายท่ีแตกต่างกันตามแนวของภาษา และความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวอยู่หลายประการ
ซึง่ ผวู้ ิจัยทาการสบื คน้ ไดด้ ังน้ี

๑๕ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, บทนําพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั เลม่ ๔๐, หนา้ [๑๑].

๑๙

พจนานุกรม oxford ได้ให้ความหมายคาว่า พิธีกรรม หรือ Ritual หมายถึง การกระทา
ท่หี ลากหลาย ที่ทาประจาโดยเฉพาะกิจกรรมทางศาสนาและประเพณี๑๖

ส่วนคาว่า พิธีกรรม ในภาษาไทย มีองค์ประกอบของคาอยู่ ๒ ศัพท์ คือ “พิธี” และ
“กรรม” ซ่ึงเม่ือพิจารณาความหมายตามหลักของภาษาในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ มีความหมายดงั ต่อไปน้ี

คาว่า พิธี เป็นคานาม หมายถึง งานท่ีจัดข้ึนตามลัทธิความเช่ือ ตามขนบธรรมเนียม
ความขลังหรือความเป็นสิริมงคล เช่น พระราชพิธีจรดนังคัลแรกนาขวัญ พิธีมงคลสมรส พิธีปราสาท
ปรญิ ญา แบบอยา่ งธรรมธรรมเนยี ม เช่น พธิ ี ทาใหถ้ ูกพิธี การกาหนด เช่น ก็อย่จู นสิ้นพระชนม์มายุ

สว่ นคาวา่ กรรม เป็นคานามเช่นกนั หมายถึง การงานการกระทา เม่ือนามาประกอบกัน
เป็นคาว่าพิธีกรรม ซึ่งมีความหมายว่า การบูชา แบบอย่างหรือแบบแผน หน่วยงานที่ปฏิบัติในทาง
พระศาสนา หรือหมายถึงการงานท่ีเก่ียวกับพิธี และแบบหนังสือการทูต กรรมวิธีทางการทูต
แต่เมื่อกล่าวสรุปตามความหมายในภาษาไทย คาว่า พิธีกรรม นั้นหมายถึง แนวทางหรือวิธีทางาน
ตา่ ง ๆ ตามท่ไี ดก้ าหนดไว้ให้ถูกต้อง๑๗

พิธีกรรม คือ การกระทาที่คนเราสมมติข้ึนเป็นข้ันเป็นตอน มีระเบียบวิธีเพื่อให้เป็นสื่อ
หรือหนทางที่จะนามาซ่ึงความสาเร็จในสิ่งที่คาดหวังไว้ ซ่ึงทาให้เกิดความสบายใจ และมีกาลังใจ
ที่จะดาเนินชีวิตต่อไป เช่น พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา หรืออีกนัยหนึ่ง พิธีกรรม หมายถึง
พฤติกรรมท่ีมนุษย์พ่ึงปฏิบัติต่อความเช่ือทางศาสนาของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด ๆ ก็ตาม
ต่างก็มีการปฏิบัติต่อศาสนาของตน ตามความเชื่อและความศรัทธาของตนเองในแต่ละศาสนา
จงึ ก่อใหเ้ กิดเปน็ “พิธกี รรม” ทางศาสนาด้วยความเชอ่ื และความศรัทธา๑๘

ความเห็นหรือจิตนาการนาไปสู่ความเช่ือ ความเชื่อนาไปสู่การปฏิบัติตามความเช่ือนั้น
การปฏิบัติตามความเชื่ออย่างมีขั้นตอนหรือแบบแผน กลายไปเป็น “พิธีกรรม” พิธีกรรมดังกล่าวนั้น
จัดให้มีขึ้นในช่วงเวลาท่ีกาหนดเป็นประจาเนื่อง ๆ กลายเป็นเทศกาล ความเชื่อของมนุษย์ได้ถูก
พัฒนาการมาจากการบอกกล่าวต่อ ๆ กันมา จนกลายเป็นนิยายปรัมปรา แล้วยึดถือว่าเป็นส่วนหน่ึง
ของการดาเนินชีวิตกลายเป็นลัทธิ เมื่อลัทธิความเช่ือเหล่านั้นได้พัฒนาเติบโตเป็นองค์กรใหญ่ข้ึน
มอี งค์ประกอบมากมายกลายมาเป็นศาสนา การประกอบพิธกี รรมกก็ ลายมาเปน็ พิธกี รรมทางศาสนา

การขุดค้นพบทางโบราณคดีของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยส่วนใหญ่
นอกจากจะพบรูปแบบการฝังศพมนุษย์ ในท่านอนแบบเหยียดยาว และท่านอนแบบงอเข่าแล้ว
ยงั มกี ารขุดค้นพบสิ่งของเคร่ืองใชท้ ี่นยิ มฝังไวก้ บั รา่ งผตู้ าย ไม่ว่าจะเป็นเคร่ืองมือหินขัด ภาชนะดินเผา

๑๖ A.S. Hornby, oxford Dictionary. (New Delhi : oxford University press 2002), p.1106,
อ้างใน คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เทศกาลและพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา,
พิมพค์ ร้งั ท่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘), หนา้ ๔.

๑๗ ราชบัณฑติ ยสถาน, พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒, (กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั นานมี
บคุ๊ ส์พับลิเคชนั่ ส์ จากดั , ๒๕๔๖), หน้า ๗๘๘.

๑๘ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, พธิ กี รรมและประเพณี, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พช์ ุมนุม
สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั , ๒๕๕๒), บทนา.

๒๐

เคร่ืองราง เคร่ืองประดับอีกด้วย ในขณะเดียวกันในแหล่งโบราณคดีบางแห่งยังพบว่ามีการใช้ดิน
สีแดง หรือ “ดินเทศ” (Red Ochre) ซ่ึงเป็นธาตุประกอบของเหล็กที่อยู่ในดิน มาเป็นส่วนหนึ่งใน
พิธีกรรมการปลงศพเพ่ือแทนเลือด๑๙ ด้วยถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและพลัง ซ่ึงจากการสารวจ
แหล่งโบราณคดี โดยเฉพาะในประเทศไทย พบหลักฐานการใช้ดินสีแดงในพิธีกรรมของมนุษย์
สมัยก่อนประวัติศาสตร์จานวนมาก อาทิ การนาดินเทศมาบดผสมนาหรือยางไม้หรือไขสัตว์เพ่ือวาด
ลงบนผนังถ้าเพิงผาหรือบนภาชนะดินเผา หรือการนาดินเทศมาผสมเป็นสีเพื่อทาลงบนผิวหม้อ
หรือภาชนะอันเป็นเคร่ืองมือเครื่องใช้ท่ีปรากฏอย่างแพร่หลายในชีวิตประจาวันของมนุษย์สมัยน้ัน
และเมอื่ พวกเขาสิ้นชวี ิตลงกไ็ ด้มีแนวคดิ ที่จะนาสิง่ ของเครื่องใช้เหล่านั้นฝงั รวมไปกบั ศพด้วย

แนวคิดอันว่าด้วยคติความเช่ือเร่ืองชีวิตหลังความตายและการเกิดใหม่มีความซับซ้อน
มากย่ิงข้ึน เม่ือมนุษย์รู้จักการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และเริ่มปักหลกั ต้ังถ่ินฐานอยู่อย่างถาวรในบรเิ วณ
ต่าง ๆ โดยปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามนุษย์
สมัยโลหะซ่ึงรู้จักการต้ังถ่ินฐานเป็นหลักแหล่ง ให้ความสาคัญต่อการเพาะปลูกและเล้ียงสัตว์
เริ่มมีคติความเชื่อเรื่องการนับถือธรรมชาติโดยเฉพาะผืนดิน ซึ่งเป็นแหล่งกาเนิดและการเจรญิ เติบโต
ของพชื ว่าเป็นศูนยก์ ลางในการดารงอยู่ของชีวติ จนเกิดความคิดในเรอื่ งแม่พระธรณี ท่ีปรากฏอยา่ ง
แพร่หลายใน ดินแดนอุษาคเนย์ หรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับจากอดีตสืบเน่ืองมาจนถึง
ปัจจุบัน โดยสังคมชาวอุษาคเนย์ส่วนใหญ่เชื่อวา่ การนาศพไปฝังไว้ใตด้ ินเปรียบเสมือนการกลับคืนสู่
ครรภ์ของพระแม่ธรณี หรือทอ้ งของแม่ผใู้ หก้ าเนดิ จากการขุดคน้

หลักฐานโบราณคดีทีแ่ หล่งโบราณคดีบ้านเชียง นอกจากจะพบรูปแบบการฝังศพรว่ มกับ
สิ่งของเครื่องใช้ประเภทเคร่ืองป้ันดินเผาและเครื่องประดับต่าง ๆ แล้วยังพบว่ามีแกลบขา้ วผสมอยู่ใน
เน้ือดินที่ฝังศพผู้ตายด้วย ซ่ึงนอกจากจะเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่ามนุษย์ท่ีอาศัยอยู่
บริเวณนี้รู้จักการเพาะปลูกข้าวเพื่อการดารงชีวิตแล้วยังสะท้อนคติความเช่ือเรื่องชีวิตหลังความตาย
และการกลับมาเกิดใหม่อีกด้วยในขณะเดียวกันยังพบรูปแบบการปลงศพ ท่ีสะท้อนแนวคิดเรื่องการ
กลับมาเกิดใหม่ โดยการฝังศพในภาชนะทรงหม้อหรือไห ซึ่งพบอย่างหลากหลายในภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉยี งใต้ ท่ีลว้ นแล้วแตส่ ะท้อนแนวคิดการกลบั คนื สูค่ รรภม์ ารดามีการพบรปู แบบการปลงศพ
ในลักษณะดังกล่าวในแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ท้ังทเี่ วียดนามกัมพูชา ลาว คาบสมุทรมลายู อนิ โดนีเซีย
ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย มีการพบรูปแบบการปลงศพดังกล่าวในวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้
โดยปรากฏหลักฐานการฝังศพในภาชนะดินเผาแบบมีฝาปิดจากแหล่งโบราณคดีบ้านเมืองบัว ตาบล
เมืองบัว อาเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอด็ อายุราว ๒,๖๐๐-๑,๘๐๐ ปีมาแล้วนักวิชาการในประเทศ
ไทยได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบของประเพณีการปลงศพท่ีสะท้อนให้เห็นถึงคติความเช่ือการ
กลับมาเกิดใหม่ในครรภ์มารดาอย่างหลากหลาย เห็นได้จากการท่ีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาดารงราชานุภาพ ที่ได้มีบันทึกในเร่ืองนี้ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรา
นวุ ัดตวิ งศ์ ในสาส์นสมเด็จและบนั ทกึ ความรูเ้ รื่องต่าง ๆ

๑๙ สุจิตต์ วงษ์เทศ, สีเลือดและชีวิต, อ้างใน สานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, ความรู้และ
คติธรรมในการบําเพ็ญกศุ ลงานศพ, (นครปฐม: โรงพมิ พ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๕๙), หน้า ๑๓.

๒๑

เมอ่ื วันท่ี ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๒ ไวต้ อนหนงึ่ วา่ วิธฝี งั ศพอีกอย่างหนึ่ง คือ ใหศ้ พอยู่
ในท่าคู้เข่าหรือในท่านั่ง เข้าใจกันว่า ท่ีให้ศพอยู่ในท่าเช่นน้ัน มีความหมายเหมือนกับท่าของทารก
ท่อี ยใู่ นอทุ ร๒๐

จากรูปแบบการปลงศพในหม้อมีฝาปิดหรือในไหนี้เองทาให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นแนวคิด
ที่นาไปสู่การปลงศพในรูปแบบของ โกศ และสถูป ในเวลาต่อมาสอดคล้องกับข้อมูลเก่ียวกับแนวคิด
ดังกล่าวของ เอเดรียน สนอดกราส นักวิชาการชาวตะวันตกท่ีได้แสดงความเห็นเก่ียวกับสัญลักษณ์
เรอื่ งครรภ์ทีป่ รากฏผ่านสถปู ไว้ว่า โครงสร้างส่วนใหญ่ของรูปทรงสถปู อินเดียจะเป็นรปู โดมครึ่งวงกลม
ผ่าซีก ท้ังยังได้แสดงความเห็นเพ่ิมเติมไว้ว่า ในทางพุทธศาสนาได้กล่าวถึงโดมนี้ว่า ครรภ, ครรภ์,
ตัวออ่ น, ภาชนะ พระสถูปทง้ั องค์จึงมีนามวา่ ธาตุ-ครรภ อนั มคี วามหมายถึง ท่ีบรรจอุ ัฐิ

จากรูปแบบการปลงศพของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งแบบท่ีฝังร่วมกับภาชนะ
ดินเผาหรือเครื่องประดับ หรือการฝังในภาชนะดินเผาแบบมีฝาปิดหรือไหล้วนสะท้อนให้เห็นถึงคติ
ความเชื่อเก่ียวกับชีวิตหลงั ความตายและการกลับมาเกิดใหม่ อันมีพืน้ ฐานบนความเช่ือเรื่องการนับถือ
วิญญาณบรรพบุรุษหรือวิญญาณในธรรมชาติ เช่น พระแม่ธรณี ก่อนที่จะพัฒนารูปแบบการปลงศพ
ท่ีมีระเบียบแบบแผนซับซ้อนย่ิงข้ึนภายหลังจากท่ีได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์และศ าสนาพุทธ
ในเวลาต่อมา

การรับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน
อารยธรรมอนิ เดียที่แพรห่ ลายเขา้ สู่ภูมภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ในชว่ งพุทธศตวรรษที่ ๖ เป็นต้นมา
นับเป็นปัจจัยสาคัญที่นอกจากจะก่อให้เกิดผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม แล้วยัง
ก่อให้เกิดพัฒนาการด้านการปลงศพจากการฝังไปสู่การเผาในเวลาต่อมาอีกด้วย ซึ่งการปลงศพ
ด้วยไฟหรือการปลงศพด้วยการเผาที่เรียกว่า “อัคนิสังสการ” ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติการปลงศพ
ของชนชั้นสูงท่ปี รากฏอยู่ในสงั คมชมพูทวีปมาแต่สมยั พุทธกาลแล้ว โดยปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจน
ในพระไตรปิฎกท่ีกล่าวถึงการปลงพระพุทธสรีระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยวิธีการเผา
เช่นเดียวกัน ดังความตอนหนึ่งว่า “แล้วทรงแสดงวิธีปฏิบัติต่อพระพุทธสรีระ เช่นเดียวกับสรีระของ
พระเจ้าจกั รพรรดิ ทาจิตกาธานดว้ ยของหอมแล้ว ทาการเผา สรา้ งสถปู ไวใ้ นทางสีแ่ พร่ง”๒๑

นับจากนั้นการปลงศพด้วยการเผาจึงได้รับการสืบทอดต่อมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมและวัฒนธรรมไทย ได้ปรากฏหลักฐานเอกสาร
บันทึกทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมการปลงศพของชาวสยามที่ได้รับอิทธิพลจา ก
คตคิ วามเชือ่ ดง้ั เดมิ ผสมผสานกับหลักคาสอนทางพุทธศาสนามาต้ังแต่สมัยอยุธยา

ดังความในบันทึกของลาลูแบร์ ราชทูตชาวฝรั่งเศส ท่ีเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาใน
สมยั สมเด็จพระนารายณม์ หาราช (ทรงครองราชย์พ.ศ. ๒๑๙๙-๑๑๒๑) ตอนหนึง่ ว่า

๒๐ สุจิตต์ วงษ์เทศ, สีเลือดและชีวิต, อ้างใน สานักงานทรพั ย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, ความรู้และคติ
ธรรมในการบําเพญ็ กศุ ลงานศพ, หน้า ๑๔.

๒๑ สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎกฉบับสําหรับประชาชน, พิมพ์คร้ังที่ ๖, (พระนคร: โรงพิมพ์
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๒๕), หน้า ๒๓๗.

๒๒

ในระหว่างที่ต้ังศพไว้น้ัน ญาติเจ้าของศพก็เลือกสถานที่แห่งหนึ่งในท้องนาสาหรับจะชักศพไป
เผาที่นั่น สถานที่น้ันตามปกติมักจะเป็นท่ีใกล้วัด ซ่ึงผู้ตายหรอื บรรพชนของผู้ตายคนใดคนหนง่ึ ได้
สร้างขน้ึ ไว้ หรือใกล้วัดใดวดั หน่งึ ถ้าไม่มีวดั ของวงศส์ กลุ ผู้ตายเอง เขาจัดการล้อมร้ัวอาณาบริเวณ
น้ัน เป็นรูปสเี่ หลี่ยมจัตุรัสทาด้วยไม้ไผ่ด้วยฝีมือทางสถาปัตยกรรมลางประการ รูปร่างคลา้ ย ๆ กับ
ซ้มุ ไม้เลื้อยและเรอื นต้นไม้ในสวนของพวกเรา และประดับประดาดว้ ยกระดาษสีหรือกระดาษทอง
ซึ่งเขาตัดเป็นรูปเรือน เคร่ืองใช้ไม้สอย สัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า ตรงกลางวงล้อมนั้นเป็นท่ีต้ังเชิง
ตะกอนก่อด้วยไม้เน้ือหอมล้วน ๆ หรือแต่ลางส่วน เช่น ไม้จันทน์ขาวหรือไม้จันทน์เหลืองและไม้
กฤษณา เป็นต้น สุดแท้แต่ความม่ังคั่งและเกียรติศักดิ์ของผู้ตาย แต่เกียรติยศอันย่ิงใหญ่ของ
ฌาปนกิจน้ัน ก็อยู่ท่ีการยกเชิงตะกอนให้สูง มิใช่ด้วยการกองฟืนมูลขึ้น แต่ด้วยการถมดิน ยกฐาน
เชงิ ตะกอนขน้ึ แลว้ จงึ วางกองฟืนลงบนนัน้ ตอ่ ภายหลงั ๒๒

นอกจากน้ี ยังปรากฏหลักฐานเอกสารของ เซอร์เฮนรี นอร์แมน (Sir Henry Norman)
ชาวอังกฤษที่เดินทางเข้ามายังสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)
แสดงใหเ้ ห็นถงึ ประเพณี พธิ กี รรมการปลงศพของชาวสยามไวอ้ ยา่ งชดั เจน ตอนหนง่ึ วา่

พิธีทางศาสนาของชาวสยามที่จัดขึ้นในวัด ได้แก่ พิธีเผาศพ ซึ่งถือเป็นพิธีสาคัญท่ีสุดแห่งการ
ดาเนินชีวิตของผู้คนที่นี่ และนับเป็นประสบการณ์ อันประทับใจอย่างย่ิงที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบ
เห็นพิธีเผาศพท่ีสมถะของชาวนาคนหน่ึง ในพิธีมีพระสงฆ์จานวนหนึ่งน่ังสวดพระอภิธรรมด้วย
ภาษาบาลี มีเสียงดังกังวานเป็นท่วงทานองสูงต่าน่ากลัวอย่างประหลาด ตามวิธีการสวดศพ
แบบดั้งเดิม ขณะร่างผู้ตายถูกเผาผลาญอยู่เหนือเปลวไฟอันลุกโชน พระจะสวดบทพระอภิธรรม
อย่างยาวนานไปตลอดท้ังคืนจนถึงรุ่งสาง เม่ือร่างผู้ตายเหลือแต่เถ้าถ่านที่ยังคุอยู่ บรรดาญาติท่ี
ล้วนเศรา้ สลด ก็จะเข้าไปเลือกเกบ็ เอาเศษกระดูกทยี่ ังหลงเหลืออยูใ่ นกองฟืน

ไม่เพียงเท่าน้ัน ในบันทึกฉบับเดียวกันนี้ เซอร์เฮนรี นอร์แมน ยังได้แสดงทัศนะเก่ียวกับ
การปลงศพของขนุ นางวา่ มคี วามแตกตา่ งไปจากชาวบา้ นทว่ั ไป ดงั ความในอีกตอนหนง่ึ วา่

ส่วนพิธีศพของคนสยามท่ีมีอานาจวาสนา และมีฐานะร่ารวยจะแตกต่างไปจากนี้ ดังเช่น พิธี
ศพของขุนนางท่านหนึ่ง ที่เป็นพระราชวงศ์ของพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีซ่ึงมีงานฉลองหน่ึงสัปดาห์จะ
ถือเป็นวันหยุดของพวกเขาและจัดให้มีท้ังการร่ายรา การแสดงละคร และมหรสพประจาชาติท่ี
สนุกสนานรื่นเรงิ ทุกรูปแบบ๒๓

๒๒ ลาลูแบร์ ซีมอง เดอ, จดหมายเหตุลาลูแบร์ (สันต์ ท. โกมลบุตร ผู้แปล), (นนทบุรี: ศรีปัญญา,
๒๕๔๘), หนา้ ๓๖๗.

๒๓ เฮนรี นอร์แมน, ชีวิตความเป็นอยู่และการเมืองการปกครองของชาวตะวันออกไกล ตอน
ประเทศสยาม, แปลจากหนังสือภาษาอังกฤษเร่ือง The People and Politics of the Far East, Travels and
Studies in British, French, Spanish and Portuguese Colonies, Siberia, China, Japan, Korea, Siam and
Malaya. แปลและเรียบเรียงโดยพรพรรณ ทองตนั , อ้างใน สานักงานทรัพย์สนิ ส่วนพระมหากษตั ริย์, ความร้แู ละคติ
ธรรมในการบาํ เพ็ญกศุ ลงานศพ, หน้า ๒๑.

๒๓

สรุปได้ว่า การปลงศพของชาวสยามได้รับการพัฒนาอย่าต่อเน่ืองมาตั้งแต่สมัยก่อน
ประวัติศาสตร์ จนภายหลังจากที่ได้รับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาจึงปรากฏรูปแบบของพิธีกรรม
การปลงศพท่มี เี อกลักษณท์ างดา้ นวฒั นธรรมสบื มาจนปจั จบุ นั

๒.๓.๑ รูปแบบการจดั พิธกี รรมงานศพในสังคมไทยสมัยปัจจุบนั

พิธีกรรมเก่ียวกับงานศพในสังคมไทยน้ันมีประวัติความเป็นมายาวนาน ขั้นตอนต่าง ๆ
ท่ียึดถือปฏิบัติมีคติความเชื่อมาจากพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และธรรมเนียมปฏิบัติ
ตามวฒั นธรรมด้ังเดิมผสมผสานกัน ในปัจจุบันพิธกี รรมต่าง ๆ ที่ปฏิบตั ิในงานศพของชาวไทยท่ีนับถือ
พระพุทธศาสนา (เถรวาท) ได้มีการตัดทอนลงไปตามความเหมาะสมแต่ยังคงรักษา “หัวใจ”
ของขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมไว้ ยิ่งไปกว่านั้นเน่ืองจากสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่ศรัทธา
เคารพรักและเทิดทูน การประกอบพิธีกรรมเก่ียวกับงานศพ ที่อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์
ของพระมหากษัตริย์ จึงเป็นเกียรติยศแก่ผู้วายชนม์ และบรรดาลูกหลานญาติมิตรอย่างท่ีสุด
ในสังคมไทยนอกเหนือจากพุทธศาสนิกชนแล้ว ประเทศไทยยังมีผู้คนหลากหลายเช้ือชาติศาสนา
เข้ามาพ่ึงพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์มาเป็นเวลาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนและ
เวียดนามท่ีนบั ถือพทุ ธศาสนา (มหายาน) ผ้ทู น่ี ับถือศาสนาครสิ ต์ ผูท้ ี่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้ทน่ี บั ถือ
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และผู้ที่นับถือศาสนาซิกข์ ผู้คนต่างเชื้อชาติศาสนาล้วนสามารถประกอบ
ศาสนกิจของตนได้ตามความเหมาะสม ในประเทศไทย เพ่ือให้เกิดความเข้าใจต่อกันและรว่ มพิธกี รรม
ได้อย่างถูกต้อง ในที่นี้กล่าวถึงการบาเพ็ญกุศลศพตามคติทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น ซึ่งทั้งในเมือง
และในชนบทมีแบบแผนตามประเพณีลักษณะเดียวกัน หากแต่แตกต่างในรายละเอียดตามลักษณะ
เฉพาะของทอ้ งถ่นิ น้ัน โดยแบง่ ข้ันตอนเปน็ ๔ สว่ น ดงั นี้

๑. พธิ กี รรมในวันตาย
๒. พิธีกรรมในวันตั้งศพบาเพญ็ กุศล
๓. พิธีกรรมในวนั ฌาปนกจิ ศพ
๔. พธิ กี รรมหลังวันฌาปนกจิ ศพ หรอื วันเก็บอฐั ิ

พิธีกรรมในงานศพท้ัง ๔ ส่วน จะมีคติธรรมคาสอนทางพระพุทธศาสนาแทรกอยู่
แทบจะทุกขั้นตอน เป็นการสอดแทรกท้ังปริศนาธรรม และเกร็ดตามประเพณีของแต่ละท้องถ่ิน
เพราะพิธีกรรมบางข้ันตอนของคนแต่ละพื้นท่ีน้ันมีความแตกต่างกัน อีกทั้งพิธีกรรมบางอย่างที่เคยมี
ในอดีตน้ัน ก็ได้เลิกปฏิบัติไปตามความเหมาะสมของแต่ละยุคสมัยปัจจุบัน เมื่อมีผู้เสียชีวิต
ต้องดาเนินการตามกฎหมาย คือ การแจ้งตาย ถ้าถึงแก่กรรมท่ีโรงพยาบาลทางโรงพยาบาลจะออก
ใบรับรองแพทย์ให้ แล้วนาไปแจ้งสานักงานเขตหรืออาเภอเพ่ือขอรับใบมรณบัตร แต่โรงพยาบาล
ส่วนใหญ่รับดาเนินการเร่ืองน้ีให้จนเสร็จเรียบร้อย ถ้าถึงแก่กรรมท่ีบ้านต้องแจ้งตายกับตารวจ
เพ่ือออกใบรับรองการตาย และนาไปแจ้งเพ่ือขอใบมรณบัตรภายใน ๒๔ ชั่วโมง ถ้าถึงแก่กรรมด้วย
อุบัติเหตุหรือถูกฆาตกรรม เจ้าบ้านหรือผู้พบศพต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตารวจเพื่อทาการชันสูตรศพ
เม่ือแพทย์ตรวจชันสูตรศพแล้ว ญาติผู้เสียชีวิตจะต้องขอหลักฐานจากเจ้าหน้าท่ีตารวจพร้อมท้ังขอ
ใบชันสูตรศพจากแพทย์เพ่ือนาไปแสดงต่อสานักทะเบียนท้องถ่ินในการขอใบมรณบัตร ส่วนใหญ่จะ
ดาเนินการตามกฎหมาย และจัดการเร่ืองพิธกี รรมงานศพไปพร้อมกนั

๒๔

๑) พิธีกรรมในวนั ตาย

ธรรมเนียมของการจัดพิธีศพของสังคมไทยน้ั น เพ่ือแสดงความกตัญ ญู
ความเคารพนับถือต่อผู้วายชนม์ ครอบครัวและญาติมิตรจึงพร้อมใจกันจัดพิธีกรรมสาหรับศพ
เปน็ อยา่ งดี เพื่อแสดงความอาลยั รักเป็นครง้ั สุดท้าย และเพ่อื สืบทอดจารีตประเพณีในงานศพที่เกดิ ขึ้น
ในสังคมไทย อันมีมาแต่ครั้งโบราณส่ิงแรกที่ต้องทาให้ผู้ตาย คือ การอาบน้าศพ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ
ลูกหลานหรือญาตสิ นิท แต่ปัจจุบนั คนส่วนใหญ่มักสนิ้ ใจที่โรงพยาบาล ซง่ึ สถานที่ไม่เอ้อื ตอ่ การอาบน้า
ทาความสะอาดท่ัวรา่ งกาย จึงไม่มีการอาบนา้ ใหศ้ พแบบด้งั เดิม

จากน้ันญาติจะแต่งตัวให้ผู้ตาย โดยสวมเสื้อผ้าที่ผู้ตายชอบหรือแต่งด้วยชุด
เครื่องแบบเต็มยศ ไม่มีการแต่งตัวศพตามความเชื่อแบบเดิม ก่อนประพรมน้าอบไทยให้กลิ่นหอม
หรือหากญาติมีความประสงค์ โรงพยาบาลบางแห่งมีการแต่งหน้าศพให้ด้วย โดยเจ้าหน้าท่ีของ
โรงพยาบาล อาสาสมัครหรือช่างแต่งหน้ามืออาชีพ ระหว่างน้ันญาติติดต่อวัดที่จะนาศพไปตั้งบาเพ็ญ
กศุ ล พรอ้ มท้ังนิมนตพ์ ระ ๑ รูป มาทาพิธเี พื่อเคลื่อนศพไปวัด หรือโรงพยาบาลบางแห่งดาเนินการให้
เสรจ็ สรรพ ตงั้ แตน่ มิ นต์พระและจัดรถเคล่อื นศพไปวัด

ถ้าหากผู้ถึงแก่กรรมเป็นผู้อยู่ในเกณฑ์สามารถขอรบั พระราชทานน้าหลวงอาบศพ
ต้องแจ้งไปยังต้นสังกัดของผู้นั้น แล้วเดินเรื่องไปยังกองพระราชพิธี สานักพระราชวังเพ่ือขอ
พระราชทานนา้ หลวงอาบศพและเครือ่ งประกอบเกียรตศิ พต่อไป

ก) การรดนําศพ

เม่ือนาศพมาถงึ ศาลาวัด นาศพนอนหงายหันด้านขวามือหรือด้านปลายเท้าของ
ศพให้อยู่ทางผู้ท่ีมาแสดงความเคารพ ใช้ผ้าแพรคลุมตลอดร่าง แต่เปิดหน้าและมือขวาไว้ มีหมอน
ใบเล็ก ๆ รองมือขวา มีภาชนะรองนา้ อย่ดู ้านล่าง ก่อนเริ่มพิธี เจา้ ภาพหรอื ผู้อาวุโสเปน็ ผู้จุดไฟเคร่ือง
บูชาพระรัตนตรัย แล้วจุดไฟเครื่องทองนอ้ ยหรือธปู เทียนทางดา้ นศรี ษะศพ แล้วเรมิ่ พิธโี ดยนาน้าหอม
รดมือขวาของศพ สาหรับการรดน้าหลวงอาบศพ เม่ือแขกรดนา้ ศพหมดแลว้ ประธานในพิธเี ป็นผู้แทน
รดน้าศพด้วยน้า หลวงอาบศพ ก่อนจะรับน้าหลวงจากเจ้าหน้าท่ีสานักพระราชวังต้องถวายคานับไป
ทางทิศทพ่ี ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ ๑ คร้ัง เมือ่ รับแล้วใหร้ ดนา้ หลวงอาบศพ โดยเทตรง
บริเวณหน้าอกศพ จากนั้นถวายความเคารพในทศิ ทางเดิม เป็นอันเสรจ็ พิธี ไม่นิยมให้ผู้ใดมารดน้าศพ
อีกตอ่ ไป

ข) การนาํ ลงหีบศพ

พิธีกรรมหลังจากการรดน้าศพคือ การนาศพลงหีบ สาหรับศพท่ีได้รับ
พระราชทานโกศหรือหีบหลวง ทางเจ้าหน้าท่ีจากสานักพระราชวังเป็นผู้ดาเนินการ ส่วนประเพณี
นิยมของราษฎร เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าท่ีของวัด ซ่ึงเร่ิมตั้งแต่การมัดตราสังศพและการเบิกโลง
ปัจจุบนั ท้ังสองพธิ กี รรมนไี้ ดล้ ดขั้นตอนแบบดง้ั เดิมลงไป

การมัดตราสังศพเหลือเพียงใช้ด้ายสายสิญจน์มัดมือศพที่พนมไว้เหนือหน้าอก
นาดอกไม้ธูปเทียนวางด้านบน จากนั้นยกผ้าขาวท่ีปูรองตัวศพ ยกศพลงโลง เร่ิมพิธีเบิกโลงโดยใช้มีด
หมอสับปากโลง ๓ ครง้ั พรอ้ มกับถามว่า “บ้านนี้เป็นบา้ นของใคร” ญาติจะตอบช่ือผู้ตาย จากนั้นพรม

๒๕

น้ามนต์ธรณีสาร เจ้าภาพนาเงินใส่พานวางในโลงบนร่างผู้ตาย เจ้าหน้าท่ีวัดจะดึงเส้นด้ายที่มัดมือศพ
ออกมานอกโลง สาหรับใช้ตอนบังสุกุล แล้วจึงปิดฝาโลง มีผ้าขาว สายสิญจน์ และดอกไม้ธูปเทียน
วางบนฝาโลง ด้านศีรษะของศพปัจจุบัน วัดหลายแห่งไม่มีพิธีการเบิกโลง น้ามนต์ธรณีสารไม่ทา
แล้วไม้ปากกากไ็ ม่มี ส่วนมัดศพ ถา้ หุ่นใหญ่ ยงั มีการมัดคอ หน้าอก และปลายเท้า ไม่ให้ร่างขยายต้อง
ดตู ามร่างของผตู้ าย แตบ่ างที่ ไมใ่ ชด้ อกไม้วางบนมือศพหรือตรงฝาโลง เพ่อื ไมใ่ ห้เกิดความชนื้

๒) พิธกี รรมการตังบาํ เพญ็ กุศลศพ

การต้ังศพบาเพ็ญกุศลของชาวไทยในแต่ละท้องถิ่นนั้นแตกต่างกัน คนในเมืองไม่
ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร หรือสังคมเมืองในต่างจังหวัด จะตั้งศพที่ศาลาวัด แล้วเจ้าภาพและแขก
ผู้ร่วมงานจะไปฟังสวดพระอภิธรรมในงานศพที่วัดในตอนเย็น สาหรับคนชนบทส่วนใหญ่นิยมต้ังศพ
บาเพ็ญกุศลที่บ้าน นิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรมในตอนเย็น และนิมนต์พระมาฉันภัตตาหาร
ในตอนเช้า ซ่ึงถือเปน็ โอกาสที่เจา้ ภาพและผรู้ ่วมงานจะได้ทาทาน สร้างบุญบารมี

ทางเหนอื นอกจากจะสวดพระอภธิ รรมแลว้ ยังมีเทศนต์ ามคมั ภีร์พน้ื เมอื ง บางแห่ง
นิยมสวดสิยาแทนสวดพระอภิธรรม ซึ่งเป็นการสวดของพระสงฆ์ล้านนาโดยเฉพาะ ในภาคอีสาน
เรียกวันต้ังศพบาเพ็ญกุศลว่า “งันเฮือนดี” ชาวบ้านมาอยู่ท่ีบ้านเจ้าภาพทั้งมาอยู่เป็นเพ่ือนและช่วย
ทาอาหารเลี้ยงผูค้ นที่มารว่ มงานสวดศพ ซึ่งอยูห่ น้าเตากนั ตลอดวนั และทั้งคืน๒๔

ไม่ว่าจะต้ังศพไว้ท่ีวัดหรือที่บ้าน เจ้าภาพต้องเตรียมเครื่องไทยธรรมเพื่อถวายพระ
และผ้าบังสุกุลสาหรับทอดผ้า จะเป็นผ้าไตรหรืออย่างใดอย่างหน่ึงตามแต่กาลัง มีปัจจัยถวายตาม
กาลังศรัทธา มีการเล้ียงอาหารแก่แขกที่มาร่วมงาน ถ้าผู้ตายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่มีผู้นับหน้าถือตา มักมี
การจองเป็นเจ้าภาพบาเพ็ญกุศล เรียกว่า เจ้าภาพสวดศพเม่ือพระสงฆ์ ๔ รูปมาถึง เจ้าภาพกราบ
พระพุทธรูปและจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วจุดธูปเทียนที่เคร่ืองทองน้อย กราบศพเพียงครั้ง
เดียว ก่อนอาราธนาศีลสมาทานศีล และฟังพระสวดพระอภิธรรมแล้ว จึงทอดผ้าบังสุกุล เม่ือพระ
บังสุกุลจบจึงถวายไทยธรรม ดอกไมธ้ ูปเทียน และใบปวารณาจานวนเงิน แล้วกรวดน้า บางวัดอาจให้
มกี ารถวายเครื่องไทยธรรม ดอกไม้ธูปเทียนก่อนการทอดผ้าบังสุกุล เพื่อสะดวกต่อเจ้าภาพที่อายุมาก
จะได้ไม่ต้องมานั่งคุกเข่าหลายคร้ังพิธีกรรมนี้มีจุดประสงค์เพ่ือจะได้ทาบุญอุทิศส่วนกุ ศลแก่ผู้ตาย
เป็นสาคัญ และเพื่อให้เจ้าภาพญาติมิตร พร้อมทั้งคนอ่ืน ๆ ร่วมแสดงออกซ่ึงความกตัญญูกตเวที
แสดงความรกั ความเคารพนับถอื ท่ีมีตอ่ ผวู้ ายชนม์

ประเพณีงานศพของสังคมไทย ทาให้ลูกหลานได้แสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
แม้กายจะดับสูญ แต่ยังระลึกถึงด้วยการบาเพ็ญบุญให้ มีท้ังการทาบุญ ๗ วัน๕๐ วัน ๑๐๐ วัน
พิธีกรรมในการทาบุญมีลักษณะเดียวกัน คือ นิมนต์พระสวดมนต์ตอนเย็น เทศนาธรรม และสวด
พระอภิธรรม วันรุ่งขึ้นนิมนต์พระมารับบิณฑบาตและฉันภัตตาหารเช้าหรือเพล แล้วถวายสังฆทาน
แต่ปัจจบุ ันเพื่อความสะดวกของเจ้าภาพ ในสังคมเมืองมกั มีพิธีกรรมเพียงวันเดียว คอื ถวายภัตตาหาร

๒๔ พระอธิการพิพัฒน์พงษ์ านวุฑฺโฒ, “ศึกษาความเปลี่ยนแปลงการจัดการงานศพของชาวพุทธ
กรณีศึกษาบ้านหมุ้น ตาบลนารัง อาเภอปง จังหวัดพะเยาว์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๕), หนา้ ๒๑.

๒๖

เช้าหรือเพลหรือถวายสังฆทานเท่านั้น แต่ตามแบบปฏิบัติทั่วไปของการทาบุญน้นั ไม่ตั้งบาตรน้ามนต์
ไม่มีการถวายสายสิญจน์ให้พระสงฆ์ถือไว้ในเวลาสวดพระพุทธมนต์ เพราะถือกันว่าศพยังอยู่ ยังเป็น
งานอวมงคลถ้าพิจารณาตามทางโลกจะเห็นว่า การตายเป็นกิจใหญ่ที่ญาติต้องอยู่ช่วยกันจัดงานศพ
จนเหน็ดเหนื่อยกันมาก หรือยังอยู่ในช่วงเศร้าโศก อกี ทั้งญาตทิ ่ีอยู่ไกลยังมาไม่พร้อมกัน จึงได้กาหนด
ว่า ๗ วันค่อยทาบุญให้ศพ จะได้สะดวกและพร้อมเพรียงส่วนการทาบุญ ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน เพื่อให้มี
การทาบญุ ระลึกถงึ ผ้ตู ายไดเ้ ป็นระยะ ๆ และไมต่ อ้ งเหนด็ เหนื่อยมากจนเกินไปนน่ั เอง

๓) พิธีกรรมวันฌาปนกิจศพ

วันเผาศพถือเป็นวันที่มีขั้นตอนพิธีกรรมมากมาย ในสังคมไทยแต่ละท้องถ่ินจะมี
พิธีกรรมปฏิบัติคล้ายกัน แต่อาจจะแตกต่างในรายละเอียด หรือมีการยกเลิกพิธีกรรมบางอยา่ งเพราะ
สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะสงั คมเมือง ซ่ึงสว่ นใหญ่จะตั้งศพบาเพ็ญกุศลทว่ี ัด จึงไม่มีการ
ปฏิบัติพิธีกรรมที่เก่ียวเน่ืองกับการเคล่ือนศพออกจากบ้านเพื่อไปเผา เช่น การยกศพออกจากเรือน
การทาประตูป่าหรือประตูพรางการตีหม้อน้าและมีหม้อไฟนาหน้าศพ และการชักฟาก ๓ ซ่ี เป็นต้น
ไม่เฉพาะในสังคมเมืองเท่านั้น แม้กระทั่งในชนบทท่ีมีการตั้งศพไว้ท่ีบ้าน พิธีกรรมท่ีเก่ียวเนื่องกับการ
ยกศพออกจากบ้านเพื่อไปเผาท่ีเมรุ ซ่ึงต้ังอยู่ในวัดหรือทปี่ ่าช้าก็ตามก็ได้ยกเลิกพิธกี รรมเหล่าน้ีเช่นกัน
เพราะการก่อสร้างบ้านเรือนที่เปลี่ยนแปลงสภาพไปทาให้ไม่เอ้ือต่อการประกอบพิธีกรรมแต่บาง
พธิ ีกรรมท่ีบริบททางสังคมหรือสภาพแวดล้อมเออื้ ต่อการปฏิบัติ พิธีกรรมเหล่าน้ันก็จะยงั คงได้รับการ
สืบทอดมาถึงปัจจุบันเช่น พระสงฆ์เดินนาหน้าศพไปยังเมรุ การเวียน ๓ รอบ ก่อนนาหีบตั้งบนเมรุ
การทอดผา้ บงั สุกลุ การทงิ้ เบ้ียซือ้ ท่ี หรือการล้างหน้าศพ เปน็ ตน้

ในสังคมเมืองที่ตั้งศพไว้ท่ีวัด เมื่อจะนาศพไปเผาบนเมรุ ยังคงมีพิธีกรรมจุดธูปเทียน
เชิญศพ ทายาทถือรูปและมีธูปนาหน้าศพ พระสงฆ์เป็นผู้จูงศพ แต่วัดหลายแห่งในเมืองไม่ได้จูงศพ
ดว้ ยสายสญิ จน์ แตย่ ังคงมีพระสงฆ์เดนิ นาหนา้ ตามดว้ ยพระเณรผบู้ วชหนา้ ไฟ และญาติมติ รเดินไปใน
ขบวนสาหรับในชนบทส่วนใหญ่ยังมีการจูงศพจากเรือนไปท่ีวัดหรือป่าช้า ใช้ด้ายขาวทบเป็น
เส้นใหญ่ ใช้เป็นสายสิญจน์จูงศพ ส่วนคนอีสานหลายถิ่นที่ยังมีการทอผ้า จะใช้ผ้าฝ้ายที่ทอเองเป็น
เสมือนสายสิญจน์ให้พระสงฆ์ และเณรบวชหน้าไฟเป็นผู้จูง ระหว่างการจูงศพเพ่ือไปเผา ในหลาย
ท้องถ่ินทั้งภาคเหนือ อีสาน และภาคใต้ จะมีคนโปรยข้าวตอก ในชนบทของภาคอีสาน เมื่อมีคน
เสียชีวิต ญาติมิตรมาช่วยงานศพท่ีบ้านเจ้าภาพ ก็จะช่วยกันนาข้าวเปลือกมาคั่วเป็นข้าวตอกเก็บไว้
โปรยในวันเผา แต่ในสงั คมเมืองไมโ่ ปรยขา้ วตอกกนั แลว้

เมื่อนาศพมาถึงเมรุ ก่อนจะเผาศพจะมีพิธกี รรมตามประเพณีแม้ปัจจุบนั จะย่นย่อลง
ไปแต่ยังมีบางพิธีกรรมท่ียังปฏิบัติสืบทอดกันมา เริ่มต้ังแต่การหามโลงศพเวียน ๓ รอบ เป็นการ
เวยี นซา้ ย เรียกว่า อตุ ราวัฏ เช่อื กันวา่ การเวยี นขวาเป็นเร่ืองเก่ียวกบั มงคลทั้งนั้น เมื่อเปน็ ความตาย
ซึง่ ถือเป็นเร่อื งอัปมงคลจึงตอ้ งเวยี นซ้าย จากนั้นนาศพขึน้ ต้ังบนเมรุ นิมนต์พระทอดผ้าบังสุกุล เพ่ือให้
ท่านมาปลงกรรมฐานและรับผ้าเป็นไทยธรรม โดยนาผ้าทอดไว้บนหลังโลง ขณะตั้งบนเชิงตะกอน
ก่อนลงมือเผา เชิญแขกผู้ใหญ่ หรือญาติ ๆ ทอดกันเอง จากนั้นประธานในพิธีจุดไฟเพ่ือเผาศพ
แขกผู้มาร่วมงานนาดอกไม้จันทน์ ธูปเทียน มาวางท่ีเชิงตะกอน ถือเป็นการเผาหลอก เจ้าหน้าที่วัด
จะนาหีบศพออกมาทาพิธีกรรมก่อนเผาจริง คือการโยนเหรียญลงไปในเชิงตะกอนเป็นการซื้อท่ี และ

๒๗

ลา้ งหน้าศพ โดยต่อยมะพรา้ วท่ีกะเทาะเปลือกแล้วรดหน้าศพ ก่อนนาหีบเข้าไปในเชิงตะกอนเชน่ เดิม
และเปิดสวิตช์ไฟ เป็นการเผาจริง ประเพณีในงานศพของสังคมไทยแบบดั้งเดิมมีพิธีกรรมช่วงก่อน
การเผาศพมากกว่าที่กล่าวถึง แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งเร่ืองสถานที่เผาศพและสภาพสังคมในปัจจุบัน
พิธีกรรมต่าง ๆ ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติ เช่น การเผาศพด้วยท่อนฟืน อันเป็นที่มาของการห้ามต่อไฟ
เผาศพ หรอื การชกั ฟนื จากเชงิ ตะกอน เปน็ ต้น

๔) พธิ กี รรมหลงั วนั ฌาปนกิจศพ

หลังจากเผาศพแล้ว จะเป็นพิธีกรรมของคนในครอบครัว คือการแปรรูปเก็บอัฐิ
โดยนาอัฐิในกองฟอนมาเรียงเป็นรูปร่างคน หันหัวไปทางตะวันตกสมมติว่าตาย แล้วนิมนต์พระภิกษุ
มาบังสุกุลตาย เสร็จแล้วเกล่ียรูปทาเป็นรูปใหม่หันหัวไปทางตะวันออกสมมติว่าเกิด นิมนต์พระ
บังสุกุลเป็นอีกครั้ง ก่อนเก็บอัฐิและเถ้าถ่าน โดยเลือกเก็บอัฐิแขน ขา หน้าอก และศีรษะ รวมถึง
เถ้าถ่าน แต่ด้วยความแตกต่างในบริบททางสังคมและข้อจากัดเรื่องสถานท่ี ปัจจุบันคนในสังคมเมือง
ส่วนใหญ่ จึงมักจะนาอัฐิและเถ้าถ่านไปลอยอังคาร แทนการเก็บไว้ที่บ้านหรือท่ีวัด ต่างกับคนชนบท
ท่ียังมีการเก็บอัฐิไว้ในสถูปเจดีย์ภายในวัด หลังจากแปรรูปเก็บอัฐิแล้ว ญาติผู้เสียชีวิตจะถวายอาหาร
คาวหวานและผ้าไตรแด่ภิกษุ อนุมานได้ว่าการถวายภัตตาหาร ซึ่งมีท้ังจัดใส่ปิ่นโตหรือเป็นสารับเป็น
เสบยี งและอาหารคาวหวาน ๓ หาบ ตามพธิ ีกรรมเดินสามหาบแบบด้ังเดมิ แทน

หลังจากเก็บอัฐิ เป็นการทาบุญอุทิศส่วนกุศล โดยนิมนต์พระมาสวดในตอนเย็น
เทศนาธรรมและบังสุกุล แต่บางครอบครัวอาจรอให้ครบ ๗ วันก่อน พิธีกรรมเหมือนการทาบุญ
๗ วัน ตอนที่ยังไม่เผาศพ ซึ่งเป็นพิธีระลึกถึงคนตาย ที่ถือว่าเป็นงานอวมงคลอยู่ จึงไม่มีการตั้งบาตร
น้ามนต์ และถวายสายสิญจน์ให้พระถือสวดพุทธมนต์ แต่สังคมชนบทหลายแห่งถือว่า การทาบุญ
๗ วัน เป็นการออกจากทุกข์ เม่ือทาบุญอุทิศส่วนกุศลจึงถือโอกาสทาบุญบ้านใหม่ไปด้วย ซ่ึงเป็นงาน
มงคล จึงมีการตั้งบาตรน้ามนต์และวงด้ายสายสิญจน์รอบบ้าน และถวายให้พระถือสวดมนต์ด้วย
ประเพณีทาบุญหลังเผา ๗ วัน ถือเป็นพิธีกรรมสุดท้ายของงานศพในสังคมไทยท่ีได้สืบทอดประเพณี
กันมายาวนาน หรือเพื่อแสดงความระลึกถึงและความกตัญญูต่อผู้วายชนม์ บางครอบครัวก็จะมีการ
ทาบญุ อทุ ิศส่วนกศุ ล ๕๐ วนั ๑๐๐ วัน หรอื ครบรอบปดี ว้ ย

พิธีกรรมงานศพ เป็นการสร้างโอกาสหรือเป็นเวทีแสดงกิจกรรมทางสังคมของกลุ่ม
คนในสังคมทเี่ กย่ี วขอ้ ง เพ่อื ใหบ้ รรลเุ ป้าหมาย ๕ ประการ คอื

๑) งานศพเป็นเวทีพิธีกรรม เพ่ือประกาศข่าวสารยืนยันการขาดสูญตัวตนของ
ผู้ตาย อันประกอบด้วยคุณสมบัติทางสรีระและคุณสมบัติทางสังคม คือ หมดสมาชิกภาพ ขาดจาก
กลุ่มทางสังคมที่เป็นอยู่จริงด้านการกระทาหรือการแสดงตนทางสังคม งานศพเป็นเวทียืนยันการส้ิน
ตัวตนในชาติน้ี จากคนเป็นส่คู นตาย

๒) พิธีกรรมงานศพเป็นเวทียืนยันสถานภาพทางสังคมของคนเป็นว่า คนมีชีวิต
ปกติจะอยู่อย่างเดิม หรือจะต้องเปล่ียนแปลงสถานภาพบทบาทและความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่าง
กันท้ังภายในภายนอกกลุ่มภายหลังมีคนตาย เพื่อนฝูงมิตรสหายร่วมรุ่น คนต่างรุ่นต่างเพศต่างวัย
อนั จะนาไปสู่การสานตอ่ ความสัมพนั ธ์เชิงช่วยเหลือเก้ือกูลกัน หรือตดั โอกาสช่องทางกัน

๒๘

๓) พิธีกรรมงานศพเป็นการยืนยันคุณค่าความมีอยู่เป็นอยู่ของชีวิตน้ี ของชีวิต
อ่นื และของวิถชี วี ิตวฒั นธรรมประจาถนิ่

๔) พิธีกรรมงานศพทาหน้าที่ยืนยันการหมดสภาพนิติบุคคลของคนตาย
ขณะเดยี วกันจะยืนยนั สถานภาพทางกฎหมายของคนเป็นอีกดว้ ย เชน่ การเป็นผูส้ บื ทอดมรดก

๕) งานศพเป็นท้ังวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรม คือ มีแบบแผนวิธีการท่ีผู้คนจักต้อง
ปฏบิ ัติตาม และเปน็ วฒั นธรรมจุดหมายปลายทาง เพ่ือบรรลุเป้าหมายทางสงั คม ตามสถานการณ์และ
ลทั ธคิ วามเชือ่ เก่ยี วกับวิถีชวี ติ วฒั นธรรมชุมชน๒๕

๒.๔ ความเปน็ มาของการสวดในทางพระพทุ ธศาสนา

ในพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ มีลักษณะคล้ายกันคือ การใช้สื่อต่าง ๆ เช่น ส่ือทางเสียง
โดยใช้ดนตรี เพ่ือนาจิตใจและอารมณ์คล้อยตามด้วยความกลมกลืนเป็นเอกภาพ อย่างลุ่มลึกต่อ
จุดหมายสูงสุด เป็นการใช้อุปกรณ์และสื่อหรือเสียงนาจิตใจในบรรยากาศ ให้เกิดความสงบและ
เอิบอิ่มใจเพ่ือให้พิธีกรรมน้ันเกิดความศักดิ์สิทธิ์ ทานองสวดมีความเป็นดนตรีในตัวเอง นอกจากน้ี
ดนตรีเป็นองค์ประกอบของพิธีกรรมท่ีสาคัญทีเดียว ความศักด์ิสิทธิ์ของพิธีกรรมอยู่ท่ีเสียงดนตรี
จริงอยู่ศาสนาเป็นเร่ืองของปัญญาสมาธิ และสาหรับศิลปะ (ดนตรี) เป็นเร่ืองของอารมณ์มีแต่ปัญญา
อย่างเดียวย่อมแห้งแล้งไม่สดชื่น หรือมีแต่อารมณ์อย่างเดียวก็จะทาให้งมงาย ปัญญาและอารมณ์
จึงต้องอาศัยซึ่งกันและกัน๒๖ อย่างไรก็ตาม การใช้การสวดของแต่ละศาสนาย่อมมีความแตกต่าง
ท้ังในด้านกรรมวิธีของวัตถุประสงค์ของการสวด ส่วนการสวดทางพระพุทธศาสนานี้มีรายละเอียด
และลกั ษณะเฉพาะตา่ ง ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้

ในศาสนพิธี รวมไปถึงการกล่าวธรรมของฆราวาส เรียกโดยท่ัวไปว่า “สวด” บทหรือคา
ที่ใช้สวดนั้นเรียกว่า “มนต์” เรียกรวม ๆ อย่างมิได้ระบุประเภทของงานว่า “สวดมนต์” ก่อนจะ
กลา่ วถึงการสวดพระอภิธรรมน้นั จาเปน็ ต้องทราบวัตถุประสงค์การสวดในพระพทุ ธศาสนาก่อน

ในทางพระพุทธศาสนาคาว่า “สวด” นอกจากจะแปลว่า ท่อง ว่า เลา่ บน แล้วยังแปลว่า
กล่าวเป็นทานอง๒๗ อีกด้วยกิริยาการกล่าวธรรมของพระสงฆ์ การสวดทางพระพุทธศาสนาถือ
เคร่งครัดมากกว่า ไม่ใช่การขับร้อง มิได้กระทาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อความบันเทิงเป็นที่ต้ัง มีเหตุมา
จากการท่ีเสียงเปล่งออกมาแล้วเก่ียวเน่ืองกับพิธีกรรมทางความเชื่อ อย่างน้อยท่ีสุดก็จะเป็นสิ่งที่
เก่ียวข้องกับจิตวิญญาณ ส่วนการขับร้องเพลงใช้ในสถานการณ์และวัตถุประสงค์ที่เก่ียวเน่ืองกับ
ความบันเทงิ ถึงแม้ว่าการสวดนับเปน็ การ “ร้องเพลง” โดยองค์ประกอบภายใน แตท่ ี่ไม่ใช่เพลงเนื่อง
ดว้ ยเปน็ กิรยิ า ใช้สาหรบั ท่องคาศักดส์ิ ิทธ์ิ บรรดาศาสนาทุกศาสนาล้วนแตม่ ีการสวดในพิธีกรรม

๒๕ อภิธาน สมใจ, งานศพล้านนา ปราสาทนกหัสดีลิงค์ สู่ไม้ศพ, (เชียงใหม่: สานักพิมพ์วรรณรักษ์,
๒๕๔๑), หนา้ ๑๖-๑๘.

๒๖ สุกรี เจรญิ สุข, ดนตรชี าวสยาม, (กรงุ เทพมหานคร: Dr Sax, ๒๕๓๘), หน้า ๑๒.
๒๗ ธนิต อยู่โพธิ์, พระอภิธรรมเทศนาบนดาวดึงส์, (กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วน ศิวพรจากัด,
๒๕๒๕), หนา้ ๓๙.

๒๙

ส่วนใหญ่การสวดของศาสนาต่าง ๆ มักมีความหมายและวัตถุประสงค์ในเชิงบูชาในการ
อ้อนวอน สรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า โดยเฉพาะในการสวดของศาสนาพราหมณ์ มีหลักเกณฑ์ในการ
เปล่งเสียงมากมาย เพ่ือความศักดิ์สิทธ์ิในพิธีกรรม ซ่ึงแตกต่างจากการสวดทางศาสนาพุทธ ท่ีไม่เน้น
การเข้าสู่สัจธรรมด้วยการร้องขอ อ้อนวอน แต่เข้าถึงสัจธรรมด้วยสติปัญญาใคร่ครวญของตนเอง
แม้การสวดมนต์ ก็มิใช่การร้องเพลงหรือร้องขอ แต่เป็นการท่องบ่น ตานานท่ีมาของพระสูตรต่าง ๆ
ตลอดจนข้อวินัยในการปฏิบัติตัวของพระสงฆ์ การท่องหรือการสวดดังกล่าว เป็นการรักษาถ้อยคาไว้
โดยวิธีมุขปาฐะ ในอดีตหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานไปเป็นเวลาสามเดือน พระมหากัสสปะ
เป็นผู้ก่อให้เกิดการประชุมสงฆ์และสังคายนาหลักคาสอนเป็นคร้ังแรก เรียกว่า “ปฐมสังคีติ” คาว่า
“สังคีติ” (ส หมายถึง รวมกัน พร้อมกัน + คีติ หมายถึง ขับร้อง) หมายถึง การประชุมกันและเปล่ง
เสียงสวดพร้อม ๆ กัน สรุปได้ว่า การสวดหมู่ (คณสัชฌายนา) ได้กาเนิดขึน้ โดยจุดประสงค์เพ่ือรักษา
พระคัมภีร์ การสวดในพระพทุ ธศาสนานัน้ มวี ตั ถปุ ระสงค์ ๓ ประการ ได้แก่

๑) เปน็ การสวดเพอ่ื ทอ่ งจาคาสอนและพระวินยั
๒) เปน็ การสวดเพอ่ื เปน็ ปรติ รคุ้มครองปอ้ งกันเหตเุ ภทภัย
๓) เป็นการเพอื่ ภาวนาหรือปฏบิ ตั ิสมถะกรรมฐาน

ความเป็นมาของการสวดทางพระพุทธศาสนานั้น ปรากฏตั้งแต่สมัยท่ีพระพุทธเจ้า
ทรงดารงพระชนม์ชีพอยู่ เป็นการสวดในจุดประสงค์เพ่ือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ขันทสูตร
สวดเพ่ือแผ่เมตตาไปยังตระกูลอสรพิษต่าง ๆ รัตนสตู ร สวดเพ่อื ปัดเป่าโรคระบาดท่ีเมืองเวสาลี กรณีย
เมตตสูตร สวดเพื่อแผ่เมตตาให้กับเหล่าเทวดา โพชฌังคสูตร สวดเพ่ือรักษาความเจ็บป่วยของ
พระเถระช่ือ คิริมานันทสูตร ซ่ึงลักษณะการสวดดังกล่าวน้ัน เป็นการสาธยายพระคุณของพระ
รัตนตรัย เพื่อให้เกิดอนุสติแก่ผู้ฟัง มุ่งเน้นให้ผู้ฟังมีจิตเป็นสมาธิและเป็นเอกัคคตารณ์ คือมีอารมณ์
ตง้ั มัน่ เปน็ หนึง่ เดยี ว การสวดจงึ ไม่มพี ธิ ีกรรมมากมาย

ต่อมาหลังพุทธปรินิพพานได้ประมาณ ๓๐๐-๑,๒๐๐ ปี พิธีสวดเร่ิมมีการเปล่ียนแปลง
มากข้ึน มีการสวดผสมผสานพิธีสวดทางพระพุทธศาสนาด้วยพิธีกรรมความเชื่อด้ังเดิมของแต่ละ
ท้องถ่ิน เช่น การทาน้าพระพุทธมนต์ การวงสายสิญจน์ การจัดปะราพิธีในการสวด มีการตกแต่ง
สถานที่ การจัดวางอาสนะสงฆ์การกาหนดเวลาสวด ซงึ่ องค์ประกอบต่าง ๆ ได้สร้างความซบั ซ้อนให้ดู
มีความศกั ดิ์สทิ ธ์ิมากขึ้นเพือ่ วตั ถุประสงค์ในการน้อมนาใหเ้ กดิ ความเลื่อมใสศรทั ธา

เมื่อพระพุทธศาสนามีความเจริญแพรห่ ลาย มีพระภิกษุสงฆ์บริษัทออกมาประดษิ ฐานถึง
นานาประเทศ ความจาเป็นต้องการพระราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นพุทธศาสนูปถัมภ์
ในประเทศน้ัน ๆ เก้ือกลู แกก่ ารปกครองคณะสงฆ์ยง่ิ มีมากขน้ึ รวมทั้งดนิ แดนสวุ รรณภูมิซ่ึงคอื ประเทศ
ไทยในปัจจุบันน้ีด้วย แต่เดิมพราหมณ์เป็นผู้ส่ังสอนแบบแผนประเพณีข้างฝ่ายพระราชอาณาจักร
ต้ังแต่เมื่อครั้งขอมเป็นใหญ่ในประเทศนี้ เมื่อไทยได้มาปกครองสยามประเทศ ลงมาต้ังราชธานี
ที่พระนครสุโขทัย เช่ือได้ว่าคติพราหมณ์มีความม่ันคงในที่นั้นมาแต่ก่อนแล้ว๒๘ ย่อมเป็นอิทธิพลต่อ
พุทธศาสนาในด้านต่าง ๆ ไม่มากก็น้อยแรกเริ่มการสวดมนต์ยังไม่เป็นที่นิยมของพุทธศาสนิกชน

๒๘ สานักราชเลขาธิการ (ผู้จัดทา), ตํานานพระอาราม แล ทําเนียบสมณศักดิ์, พิมพ์คร้ังที่ ๒,
(กรงุ เทพมหานคร: อมรนิ ทรพ์ ริ้นตง้ิ แอนดพ์ ับลชิ ช่งิ จากดั , ๒๕๔๒), หนา้ ๓๕.

๓๐

ในดินแดนสุวรรณภูมิ แต่ในสมัยต่อ ๆ มา กระแสวัฒนธรรมที่หลั่งไหลมาจากประเทศศรีลังกา
โดยเฉพาะพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ ทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงและพัฒนาการของพิธีการสวดมนต์
ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซ่ึงงานวิจัยช้ินน้ีผู้วิจัยต้องการจากัดการศึกษาเฉพาะประเด็นของการ
สวดมนตท์ ปี่ รากฏในประเทศไทยตามลาดบั สมยั ดงั นี้

ก) การสวดทางพระพทุ ธศาสนาสมัยสโุ ขทัย

ในสมัยสุโขทัยนี้ ระบบความรู้ ก่อให้เกิดระบบค่านิยมพฤติกรรมบุญได้โดยรับระบบ
คติความเช่ือมาจากพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ สืบสานจนเกิดพิธีสวดมนต์ที่ประกอบข้ึน ซึ่งยังไม่มี
สลับซบั ซ้อนมากมายนกั ลกั ษณะการสวดสรุป ได้ดังนี้

๑) รปู แบบการสวดเป็นไปเพ่ือรักษาธรรมโดยมพี ระมหาเถระท่ที รงพระไตรปฎิ ก
เป็นผู้ถ่ายทอดเผยแผจ่ ากคัมภรี ์ สรา้ งปัญญาให้แกป่ ระชาชน

๒) ปรากฏเป็นงานเขียนเร่ือง “ไตรภูมิพระร่วง” ให้เห็นถึงพระอัฉริยภาพของ
กษัตรยิ ์ในการเล่าเรียนคมั ภีร์อย่างจรงิ จัง

๓) อานาจของพระพุทธศาสนามหายาน ท่ีมีอิทธิพลในด้านการปกครองวา่ ด้วย
เรือ่ ง “ผนู้ าต้องมบี ารมีสูง เป็นท่ีเคารพของประชาชน” ทาให้เกิดพิธีสวดมนต์ทส่ี ่งเสริมอานาจกษัตริย์
ได้แก่การสวด “ทศชาติ” ท่ีแสดงคุณธรรมหรือการบาเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ แต่อย่างไรก็ตาม
ยงั เปน็ การสวดธรรมท่ีปรากฏอยใู่ นพระไตรปิฎกอยู่นั่นเอง การสวดทศชาติ มีหลกั ฐานในจารึกป้านาง
คาเยยี พ.ศ.๑๙๒๒ โดย สภุ าพรรณ ณ บางชา้ ง๒๙ ได้วินิจฉัยไวว้ า่

การสวดการฟังทสชาติในครั้งนั้น จัดข้ึนเป็นงานบุญใหญ่ มุ่งหมายถวายจังหัน คือ ถวาย
ภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์จานวนมากหลักจากถวายภัตตาหารเสร็จแล้ว พระภิกษุสงฆ์ฉัน
เรียบร้อย ในช่วงบา่ ยเป็นการ “สดบั พระธรรมทั้งทสชาติ” ในจารึกได้ระบุว่า พระธรรมท้ังทสชาติ
นั้น “ไพเราะหนักหนา” ประกอบกับมีพาทย์พิณแตรสงั ข์พัลลุ คือ พลุ ทาให้เข้าใจว่าจะมีการแสด
ธรรมเทศน์นาก่อนแล้วจึงมีการสวดทสชาติ หรือมีการเทศน์และการสวดประสานกันเป็นเร่ือง ๆ
ไปจนครบ ๑๐ เรื่อง แต่ละเร่ืองน่าจะเทศน์และสวดแสดงเฉพาะสาระที่เป็นแก่นสาร หรือหัวใจ
ของเรื่อง

ข) การสวดทางพระพุทธศาสนาสมยั อยธุ ยา

ความนิยมนาเร่ืองราวในพระมหาชาติซึ่งเป็นพระชาติสุดท้ายแห่งการบาเพ็ญทาน
บารมีของพระศาสดามาสวดเทศน์เป็นพิเศษ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมการสวด การเทศน์มหาชาติขึ้น
ในสังคมไทย โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าบรมไตรโลกนาถ ได้โปรดให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันแต่ง
มหาชาติคาหลวงใหเ้ ป็นหลกั ของการสวดมหาชาติ การสวดมหาชาตินี้ นกั สวดผู้เป็นคฤหัสถเ์ ป็นผู้สวด
ได้ปรากฏคาว่า “สวดแล” อันมีการพิจารณาว่าเป็นช่ือเรียกลักษณะการสวดชนิดหนึ่ง คือ“แหล่”
ในปัจจุบัน ดังท่ี สุภาพรรณ ณ บางช้าง ได้วินิจฉัยว่า “สวดแล” น่าจะหมายถึงรูปแบบการสวด
มหาชาติ บางทีจะหมายถึงการสวดทานองเดียวกับการสวดมหาชาติคาหลวง คือ ยกข้อความภาษา

๒๙ สุภาพรรณ ณ บางช้าง, ขนบธรรมเนียมประเพณี : ความเชื่อและแนวทางการปฏิบัติ, (กรุงเทพมหานคร:
โรงพมิ พจ์ ฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๓๕), หนา้ ๒๐๖-๒๐๗.

๓๑

บาลี แล้วมีคาแปลเป็นภาษาไทยเป็นตอน ๆ จากการศึกษาพบว่ามีการลงท้ายคาแปลภาษาไทยเป็น
คาตา่ ง ๆ ดงั นี้ ว่า “แล” “นน้ น” “โสดแล” “โสดเทอญ”

กาพย์มหาชาติ บางเล่มเรียกว่า “มหาชาติคาหลวง” เช่นกัน แต่เป็นฉบับปรับปรุง
ขึ้นใหม่ใน พ.ศ.๒๕๑๔ สมัยพระเจ้าทรงธรรมดาริว่า พระมหาชาติคาหลวงฉบับที่แปลในสมัยสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนาถนั้นเปน็ สานวนเก่าดมี าก คาแปลเป็นภาษาไทย มีเนอ้ื ความสนั้ และสลับกับภาษา
บาลีทุกวรรค ผู้ฟังเข้าใจยาก จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชุมนุมพระสงฆ์ และนักปราชญ์ราช
บณั ฑิตแต่งมหาชาติคาหลวงขึ้นใหม่ ตามแนวของสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ สาหรบั ให้พระเทศน์ให้
ประชาชนเข้าใจเร่ืองได้ง่ายข้ึน วิธีการแต่ง ยกข้อความบาลขี ึ้นต้ังอยา่ งส้นั ๆ แล้วพรรณนาขยายความ
เป็นภาษาไทย มิใช่เป็นการแปลบาลีเป็นไทยวรรคต่อวรรคอย่างในมหาชาติคาหลวงด้วยความ
สละสลวย และเข้าใจเร่อื งราวได้งา่ ยข้นึ ของมหาชาติคาหลวงฉบับใหมน่ ้ี ไดม้ ีพระภกิ ษุในสมัยนั้นนาไป
เทศน์จนเป็นท่ีนิยมของประชาชน อย่างไรก็ตาม การพรรณนาเร่ืองราวอย่างกระจ่าง เข้าใจง่าย ทาให้
มหาชาติคาหลวงฉบับนมี้ เี น้ือความยาวมาก เมื่อรวมทง้ั ๑๓ กณั ฑ์ แลว้ จะไม่สามารถสวดและฟงั ใหจ้ บ
ภายในวันเดียวอยา่ งเชน่ ฉบับเก่าได้ต้องจัดกัน ๒-๓ วนั

ค) การสวดทางพระพุทธศาสนาสมยั ธนบรุ ี

คติความเช่ือของคนไทยจากกรุงศรีอยุธยา ในด้านเวทมนต์คาถา ไสยศาสตร์ ผีสาง
เทวดา น้ันยังคงสืบทอดมาถึงสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงให้ความสาคัญในเรื่องนี้และ
นอกจากภารกิจในด้านการปรับสภาพสังคมท่ีเส่ือมโทรมในด้านวตั ถแุ ลว้ ทางดา้ นศาสนา ยังทรงฟื้นฟู
และรวบรวมคัมภีร์พระไตรปิฎกจากที่ต่าง ๆ เช่น จากนครศรีธรรมราช และหัวเมืองเหนือ เป็นต้น
การรวบรวมคัมภีร์ครั้งน้ี สันนิษฐานได้ว่า ได้นาเอาบทสวดมนต์จากนครศรีธรรมราชมาให้พระภิกษุ
ในกรงุ ธนบุรไี ด้สวดในพิธกี รรมตา่ ง ๆ อกี

ง) การสวดทางพระพทุ ธศาสนาสมยั รตั นโกสินทร์

รัชกาลท่ี ๑ ลักษณะการสวดมนต์ทางพระพุทธศาสนาสมัยรัตนโกสินทร์นั้น
มีความเช่ือด้านอิทธิปาฏิหาริย์ และไสยศาสตร์ปะปนอยู่มาก อย่างไรก็ตามพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงมีพระราชดาริฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมประเพณีท่ีเคยมีมาแต่ก่อนไว้เป็นแบบแผน
ของแผน่ ดิน ทรงทานุบารุงศิลปวัฒนธรรมโบราณราชประเพณีหลายประการ อีกทง้ั ทรงเป็นผู้ศึกษาใน
พระธรรมวนิ ัยอย่างจรงิ จงั จงึ มีพระราชประสงค์ปรบั คติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาให้ความถูกต้อง
ตามหลักพุทธธรรมยิง่ ขน้ึ ปรากฏการทาสังคายนาพระไตรปิฎกท่ไี ด้ทาเม่ือในรชั กาลที่ ๑ อกี ดว้ ย

รัชกาลท่ี ๒ บ้านเมืองเกิดภาวะภัยทางธรรมชาติ จึงมีนโยบายการนาพิธีสวดมนต์
มาใชใ้ นการสรา้ งขวัญและกาลงั ใจใหแ้ กพ่ สกนิกร ดังปรากฏการทาพระราชพิธอี าพาธพินาศ เพื่อแกไ้ ข
ปัญหาอหิวาตกโรคระบาดรา้ ยแรง เมือ่ พ.ศ. ๒๓๔๕ ในด้านการทานุบารงุ พระพทุ ธศาสนา ได้จัดให้มี
การสังคายนาสวดมนต์ข้ึนในสมัยน้ี โดยมีพระราชดาริให้แปลพระปริตรท้ังหลายออกเป็นภาษาไทย
และส่งเสริมการฝึกหัดสวดมนต์ให้ถูกต้องท้ังอักษรสังโยคและทานองตลอดจนขัดตานาน ดังพระราช
พงศาวดาร เร่ืองสังคายนาสวดมนต์ ความว่า ตั้งแต่เกิดไข้อหิวาตกโรคคราวใหญ่มาแล้ว ทรงสังเวช
สลดพระราชหฤทัย เป็นเหตุให้ทรงพระราชดาริบาเพ็ญพระราชกุศลหลายอย่าง ที่มีปรากฏใน

๓๒

จดหมายเหตุของกรมหลวงนรินทรเทวีที่พิมพ์ไว้ในหนังสือพระราชวิจารณ์ ว่าไดท้ าสังคายนาสวดมนต์
อย่าง ๑ ยกย่องในจดหมายเหตุว่าเป็นคู่กับการสังคายนาพระไตรปิฎกที่ได้ทาเม่ือในรัชกาลที่ ๑
ครงั้ น้ันได้โปรดเกล้าฯ ใหพ้ ระเจ้าน้องนางเธอพระองคเ์ จา้ ศศิธรเป็นหวั หน้าชกั ชวนพระราชวงศานุวงศ์
และข้าราชการฝ่ายในฝึกหัดสวดพระปริตร ให้ราชบัณฑิตเข้าไปบอกที่ทวารเทวราชมเหศวร์ ข้างใน
ท่องต่ออยใู่ นพระท่ีน่งั ไพศาลทักษิณ นัยว่าครัง้ น้ันขา้ งในฝึกหัดสวดมนต์ได้อย่างชานิชานาญ ทง้ั อกั ษร
สงั โยคแลทานองตลอดจนขัดตานาน สวดได้ทุกสตู รตลอดภาณวารจนถึงทานองภาณยักษ์ ภาณพระ
เช่น พระสวดพิธีตรุษ เวลากลางวันแบ่งกันซ้อมเป็นพวก ๆ เวลากลางคืนพร้อมกันไปสวดที่ท้อง
พระโรง ในเม่อื เสดจ็ ออกวา่ ราชการแลว้ เสด็จข้ึนทรงฟังขา้ งในสวดมนตถ์ วายทุกคืน

รัชกาลท่ี ๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ฐานะเป็นองค์อัคร
ศาสนูปถัมภก ได้ทรงศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างแตกฉาน ทรงศรัทธาเลื่อมใสในจริยาวัตรของ
พระมอญ ช่ือ ซาย ฉายา พุทฺธวโส จึงได้ทรงอุปสมบทใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๒ ได้ตั้งคณะธรรมยุติข้ึน
ในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ แล้วเสด็จมาประทับท่ีวัดบวรนิเวศวิหาร และต้ังเป็นศูนย์กลางของคณะธรรมยุติ
และทรงต้ังคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตนิ ิกายขึ้น ทาใหเ้ กดิ การดัดแปลงพิธีสวดมนต์หลายอย่าง ณ เวลานั้น
จึงเกดิ การสวดมนต์อย่างรามัญในพระราชวังขนึ้

รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงลาผนวชในครั้ง
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ได้เสด็จสวรรคต ทรงต้ังคณะนาคัมภีร์พระพุทธศาสนา
สง่ คืนประเทศลังกา โดยเป็นคณะสงฆ์จากวัดบวรนิเวศ และข้าราชการจานวนหน่ึง ทางคณะจากไทย
ได้รับการต้อนรับจากลังกาเป็นอย่างดี อีกท้ังทรงได้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนามหานิกายจากญวนท่ีเข้า
มาตั้งแต่สมัยกรุงธนบรุ ี ในสมัยนี้จึงเกิดการทาพิธกี งเต็กเปน็ ครง้ั แรก๓๐

รัชกาลที่ ๕ การสวดมนต์ทางพระพุทธศาสนาได้นามาใช้ในรัฐพิธี พระสงฆ์
เถรานุเถระได้นาพิธีสวดมนต์มาสวดเพ่ือเป็นการถวายชัยมงคลแก่พระองค์ เม่ือคร้ังเสด็จกลับจาก
ยุโรป และคร้ังพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า เสด็จออกวัดพระศรีรัตนศาสดาราม การสวด
คาถาถวายชัยมงคลท้ัง ๒ น้ี เป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระสงฆ์ในเวลาน้ัน และ
แสดงความกตัญญูกตเวทีในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ภายหลังพิธีสวดมนต์ท่ีอยู่ในหนังสือสวด
มนต์ฉบับหลวง ท่ีได้แต่งเพ่ิมขึ้นอีกหลายคร้ังโดยพระเถรผู้ใหญ่หลายรูปในสมัยน้ัน จนเกิดเป็นแบบ
แผนบทสวดมนต์ทสี่ บื มาถึงปจั จุบัน ที่เรียกวา่ “บทสวดมนตฉ์ บับหลวง”ภายหลังการเปล่ียนแปลงการ
ปกครองในรัชกาลที่ ๗ ส่งผลให้มีการเปล่ียนแปลงพระราชพิธีต่าง ๆ ท่ีเป็นพระราชพิธีของ
พระมหากษัตริย์นั้น ให้เป็นพิธีของรัฐบาล เรียกว่า “รัฐพิธี” โดยให้กรม กระทรวงต่าง ๆ เป็นผู้จัด
ฉะนน้ั พิธีสาคัญทางศาสนา จึงกลายเปน็ สว่ นหนึง่ ของพิธีกรรมทีร่ ัฐบาลรบั ผิดชอบจดั ข้นึ ๓๑

๓๐ สิริวัฒน์ คาวันสา, ประวัติพระพุทธศาสนาในประเทศไทย, พิมพ์คร้ังที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร:
จรัญสนิทวงศก์ ารพมิ พ์ จากดั , ๒๕๔๒), หน้า ๘๑.

๓๑ เรือ่ งเดียวกนั , หน้า ๘๒.

๓๓

๒.๔.๑ ความเป็นมาของทาํ นองการสวดทางพุทธศาสนา

การสวด หมายถึง การว่ากล่าวอย่างเป็นทานองอย่างพระสวดมนต์ การสวดในทาง
พระพุทธศาสนานั้น เสียง ลานา และจังหวะท่ีเกิดข้ึนในการสวดนั้นจะเรียกโดยรวมว่า“ทานองสวด”
ซึ่งแต่ละลักษณะจะมีช่ือทานอง เช่น ทานองสังโยค ทานองมคธ ทานองสรภัญญะ เป็นต้น คาว่า
ทานอง แปลว่า ทาง แบบ แบบอย่างระเบียบเสียงสูงต่า ซึ่งมีจังหวะสั้นยาวในเวลาสวดทานองสวด
โดยท่ัวไปนน้ั มที านอง ๔ ทานองดว้ ยกนั ๓๒ คอื

๑) สุตตันตปริยาวัตร เป็นทานองสวดบรรยายพระสูตรทั่วไปในการแสดงพระธรรม
เทศนา

๒) คลิตวตั ร เป็นการออกเสียง “ลงลกู คอ” เช่นสวดขัดตานาน
๓) ทูหนวัตร เป็นทานอง “รีดนมโค” โดยลักษณะการรีดนมโคน้ันใช้ มือรูดลงแล้ว
กระแทกข้ึนอย่างรวดเร็ว ตามนัยนี้เรียกว่า “แหบหวน” คือการเปล่งเสียงท่ีอยู่ในระดับต่าข้ึนไปหา
เสียงสงู อย่างรวดเร็วน่นั เอง เป็นทานองที่ยากมาก
๔) ตรังควัตร เปน็ ทานอง “เลน่ ลกู คอ” อุปมาดงั ระลอกคลน่ื กระทบฝั่ง๓๓

ในสมัยพุทธกาลก็ดี หลังสมัยพุทธกาลก็ดี ยังไม่มีการจารึกหรือบันทึกคาสอน และ
พระพทุ ธวจนะเปน็ ตัวหนังสือ จึงใช้วธิ ีทอ่ งจาหรอื สาธยายกันสืบ ๆ มา และเนอื่ งจากพระพุทธวจนะ
หรือคาสอนน้ัน จัดเป็นสาระสาคัญของพระพุทธศาสนา หรือจะเรียกว่าเป็นตัวพระพุทธศาสนา
เลยก็ว่าได้ จึงเกิดความจาเป็นขึ้นมาว่า เม่ือจะรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่นอกจากจะท่องจา
คาสอน หรือพระพทุ ธพจน์ใหเ้ ป็นกิจวตั ร และศึกษาทาความเขา้ ใจในเนอื้ หาน้นั ๆ แล้วก็ยังจาเป็นต้อง
มีการสวดสาธยายธรรม โดยพระสงฆ์จะคัดเลือกพระพุทธพจน์จากคมั ภีร์พระไตรปิฎก ออกมาสวดให้
ตรงกับวัตถุประสงคแ์ ละลักษณะของงาน ซง่ึ มขี น้ั ที่ตอนน่าสงั เกต ดงั น้ี

๑) เก่ยี วกับพระวินัยปิฎก ได้มพี ระพุทธบัญญัตใิ ห้ท่องจาและทบทวนกันทุกกึ่งเดือน
ซึ่งปัจจุบันกค็ ือ การลงอุโบสถฟังสวดพระปาติโมกข์ของพระสงฆ์นั่นเอง ซ่ึงทุกวัดจะต้องทาทกุ วันพระ
ขน้ึ ๑๕ ค่า และแรม ๑๔ คา่

๒) ในสว่ นของพระสุตตนั ตะปฎิ กนั้น เกิดประเพณที จี่ ะอนุรักษไ์ ว้ ๒ วิธดี ว้ ยกนั คือ
๒.๑) การท่องจาหัวขอ้ ธรรม เพ่ือรักษาพระพุทธศาสนา โดยถือเป็นการเรียนทาง

ปริยตั ิศาสนา และการสาธยายธรรม ไดแ้ ก่ ประเพณีสวดมนต์ทาวัตรเช้า-เยน็ ทุกวันมใิ หข้ าด จึงเกิดมี
หอสวดมนต์ประจาวดั สบื กันมา จนทกุ วันน้ี

๒.๒) การสวดมนต์เพ่อื เป็นสริ มิ งคลเนอื่ งในพธิ ีตา่ ง ๆ แบง่ เป็น ๒ ลกั ษณะ ไดแ้ ก่
(๑) สวดพระสูตร เชน่ บทธรรมจักรกปั ปะวัตนะสตู รและมงคลสูตร เป็นต้น
(๒) สวดพระปริตร เช่น โมระปริตร ขันธะปริตร เป็นต้น เพ่ือคุ้มครอง

ป้องกันภัยอันตรายทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นประเพณีการทาบุญ หรือบาเพ็ญกุศลต่าง ๆ เช่น งานฉลอง

๓๒ ทองพูล บุณยมาลิก, พิธีสวดพระอภิธรรม : การศึกษาสังเกต, (กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
เสมาธรรม, ๒๕๔๒), หน้า ๕๕.

๓๓ อุดม อรุณรัตน์, ดุริยางคดนตรีจากพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร: คณะอักษรศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร พระราชวังสนามจนั ทร์ นครปฐม, ๒๕๒๖), หนา้ ๒๐-๒๑.

๓๔

หรืองานทาบุญข้ึนบ้านใหม่ ได้นิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล บทสวดในงาน
ดงั กล่าวนี้ ก็นาข้อความสาคัญมาจากพระสุตตันตะปิฎกนัน่ เอง มาเป็นแมบ่ ท

๓) สาหรับพระอภิธรรมปิฎกนั้น จะนามาสวดเฉพาะในงานบาเพ็ญกุศลเนื่องในงาน
ศพเพ่ืออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ แต่เนื้อหาท่ีแท้จริงน้ัน ล้วนเป็นคาสอนท่ีมุ่งสอนคนที่ยังมี
ชวี ติ อยู่ ให้นาไปปฏิบัตเิ พอื่ การหลดุ พ้นจากกองทุกข์

๒.๕ การสวดทางพระพุทธศาสนาในพิธศี พของสงั คมไทย

สภาพสงั คมไทยท่ีเปล่ียนแปลงไปทาให้วถิ ีการดาเนินชีวติ เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยเร่ือง
ยุคสมัย แม้ว่าสังคมและวิถีชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอยา่ งไรก็ตาม ประเพณีตา่ ง ๆ ยงั คงเป็น
สิ่งที่ต้องปฏิบัติ เช่นเดียวกัน การจัดการศพนั้น เป็นเรื่องที่มีระเบียบวิธีการและขนบประเพณีต่าง ๆ
โดยเฉพาะอย่างย่ิงพิธกี รรมอันเปน็ หวั ใจของพิธศี พน่ันคอื การสวดพระอภิธรรม

๒.๕.๑ การสวดพระอภิธรรม

การสวดพระอภิธรรมในปัจจุบันกับอดีตนั้นมีความแตกต่างกัน ในอดีตมีวัตถุประสงค์
อย่างไรและคล่ีคลายไปอย่างไรน้ัน เสฐียรโกเศศ กล่าวไว้ว่า เพื่อเป็นเร่ืองสอนคนเป็นสาหรับจะได้
พิจารณาในมรณานุสสติกัมมัฏฐาน แต่ความประสงค์ท่ีดีน้ีกลายเป็นพิธีเท่าน้ัน เพราะการสวด
คนส่วนมากไม่เข้าใจคาแปล ลางทีอาจจะเข้าใจผิดไปว่าสวดให้แก่คนตายก็มี ท่ีจริงก็ไม่ผิดเพราะเมื่อ
ไมม่ ีใครตายกไ็ มม่ ีสวดกัน ลางทา่ นเหน็ วา่ ทีมพี ระสวดต้องการไมใ่ ห้เงยี บเหงาเปน็ การเฝา้ ศพน่ันเอง๓๔

การสวดทางพุทธศาสนาเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ จาต้องปฏิบัติเม่ือมีการเสียชีวิต
ของพุทธศาสนิกชนในประเทศไทย ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติแตกต่างกันไปตามความนิยมของบุคคล
ในท้องถิ่นนั้น ๆ การสวดดังกล่าวนนั้ นิยมเรยี กว่า “สวดพระอภธิ รรม” เน่ืองจากบทพระธรรมท่ีสวด
นั้นเรียกว่า “พระธรรม ๗ คัมภีร์” พิธีสวดพระอภิธรรมศพน้ัน นิยมนิมนต์พระจานวน ๔ รูป
สวดจานวน ๓-๗ คืน หรือตามแต่เจตนาและศรัทธาของเจ้าภาพน้ัน ๆ ตามประเพณีนิยมสวด ๔ จบ
โดยใช้พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เป็นแม่บทสวดมาแต่เดิม แต่ในระยะหลังๆ มาน้ี การสวดพระอภิธรรม
น้ันได้มีการพัฒนาออกไปมาก มีการนาเอาบทสวดอ่ืน ๆ มาสวดเพิ่ม ซ่ึงทาให้การสวดพระอภิธรรม
ในสังคมไทยในยุคปัจจุบันมีหลากหลายมากขึ้น ซ่ึงจากการรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ประมวลการสวด
ทางพระพทุ ธศาสนาทีใ่ ช้ในพธิ ีกรรมงานศพในสังคมไทยไว้ ๒ แบบ ดงั ต่อไปนี้

๑. แบบทั่วไป หมายถึง แบบท่ีใช้สวดในงานบาเพ็ญกุศลศพ อุทิศแก่บุคคลธรรมดา
โดยมีบททใ่ี ชส้ าหรับสวด ดังนี้

๑) สวดพระอภธิ รรม ๗ คัมภีร์ เป็นยอดแม่บทใหญ่ทพ่ี ระพุทธเจา้ ทรงยกขึน้ มาแสดง
ค่าข้าวก้อนน้านม โปรดพระพุทธมารดาบนดาวดึงส์สวรรค์ ส้ินกาล ๓ เดือน มี ๗ คัมภีร์ ได้แก่
พระธรรมสังคณี พระวิภังค์ พระธาตุกถา พระปุคคลบัญญัติ พระกถาวัตถุ พระยมก และพระมหา
ปฏั ฐาน นยิ มใชส้ วดตามพธิ ศี พทั่วไป

๓๔ เสถยี รโกเศศ, ประเพณเี กา่ ของไทย, (กรุงเทพมหานคร: แพรพ่ ิทยา, ๒๕๐๐), หน้า ๔๘๓-๔๘๔.

๓๕

๒) สวดพระอภิธรรมมัตถสังคหะ มี ๙ ปริจเฉท กล่าวถึง จิต, เจตสิก, รูป, และ
นิพพาน เป็นการกล่าวถึงความไม่เท่ียงของสังขาร ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ปัจจุบันน้ีก็ยัง
นิยมสวด แต่หาพระสงฆ์สวดได้ยากเพราะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ความพร้อมเพรียง
ของเสยี ง และการประสานเสียง

๓) สวดพระสหัสสนัย แปลว่า มีนัยพันหนึ่ง เป็นการกล่าวถึงธรรมท่ีจะให้สาเร็จ
ประโยชน์ ๔ ประการ (หรือ อิทธบิ าท ๔) ไดแ้ ก่ ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความเพียร จิตตะ ความเอา
ใจใส่ ฝักใฝ่ และ วิมังสา ความหมนั่ ไตร่ตรองพิจารณาหาเหตุผล

๔) สวดพระมาลัย เป็นการกล่าวถึงพระประวัติของพระเถระรูปหน่ึงท่ีสาเร็จฌาน
สมาบัติ มีฤทธิไ์ ดเ้ ดนิ ทางไปโปรดยังเมืองนรกและสวรรค์ ใหเ้ ห็นวา่ ทาดีไปสวรรค์ ทาชว่ั ไปนรกและนา
ส่ิงท่ีพบเห็นมาสั่งสอนคนบนโลกให้ทาบุญ ทาดี อย่าทาชั่ว การสวดพระมาลัยน้ีสันนิษฐานว่า
ในสมัยกอ่ นใช้สวดในพิธีแต่งงาน เสถียรโกเศศ ไดเ้ ขยี นไวใ้ นหนงั สอื ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตว่า ในชนบท
ลางแห่งสวดมาลัยก็มี แปลกอยู่เพราะทราบว่าการสวดพระมาลัยเขาใช้ในงานข้ึนหอ เป็นการส่ังสอน
บอกบุญบาปให้แก่เจ้าบ่าวผู้เฝ้าหอ๓๕ ในรัชกาลท่ี ๒ ได้เปลี่ยนมาสวดในงานศพ เน่ืองจากมีคน
ฟังธรรมมากกว่า การสวดแบบนี้ ปจั จุบันหาฟังไดย้ าก

๒. แบบทํานองหลวง ใช้สวดเฉพาะในงานพระราชพิธี คือ พิธีศพหลวงเท่านั้น
คาว่า “พิธีศพหลวง” ในท่ีนี้ หมายถึง พิธีศพท่ีมีความเกี่ยวเน่ืองกับสถาบันพระมหากษัตริย์
แบง่ ออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่

๑) พระราชพธิ ีพระบรมศพ หรอื พระศพ
๒) พธิ ีในพระบรมราชานุเคราะห์ เป็นงานศพของข้าราชบรพิ ารชั้นผใู้ หญ่ ขา้ ราชการ
หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปท่ีได้ทาคุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติและมีคุณสมบัติครบถ้วนตาม
ระเบียบกฎเกณฑ์ ท่ีทางสานักพระราชวังกาหนดไว้ หรือบุคคลท่ีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรด
กระหม่อมเป็นกรณีพิเศษ ในการสวดนั้นจะเรียกว่า สวดทานองหลวง ผู้สวดจะเป็นพระพิธีธรรม
ที่อยู่เฉพาะวัดที่เป็นพระอารามหลวงปัจจุบันมีอยู่ ๑๐ วัด ซึ่งแต่ละวัดจะมีทานองการสวด
ไม่เหมือนกัน และจะใช้บทสวดอยู่ ๓ บท คือ บทพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ บทพระธรรมใหม่ และบท
พระอภิธรรมมัตถสังคหะ

พิธีสวดพระอภิธรรมมีการสวดอยู่ ๒ ลักษณะ คือ การสวดพระอภิธรรมประจายาม
หน้าศพ และการสวดพระอภิธรรมหนา้ ไฟขณะฌาปนกิจศพ

การสวดพระอภิธรรมประจายามหน้าศพ นิยมจัดให้มีขึ้นในสถานท่ีต้ังศพ ตั้งแต่วันถึง
มรณกรรมของศพนน้ั เป็นพธิ ใี นตอนกลางคืนวันทศ่ี พถึงมรณกรรมเจ้าภาพอาจยังเตรียมการทาบุญอื่น
ใดไม่ทัน ในตอนค่าวันนั้นก็วุ่นวายด้วยการตระเตรียมต่าง ๆ ศพอาจถูกทอดท้ิงไว้ต่างหากเป็นที่
นา่ ว้าเหว่ จึงนิยมจัดให้มีพิธีสวดพระอภิธรรมหนา้ ศพข้ึนเพ่ือให้มีพระสงฆ์มาประจาอยหู่ น้าศพ แม้ใน
ระหว่างการทาบุญหน้าศพตามวาระต่าง ๆ เช่น ๗ วนั ๕๐ วนั เป็นต้น ถ้าจดั เป็นงาน ๒ วนั หลังจาก

๓๕ เสถียรโกเศศ, ประเพณีเก่ียวกับชีวิต, พิมพ์คร้ังที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์ศยาม,
๒๕๕๓), หนา้ ๑๘๑.

๓๖

พระสงฆ์ สวดพระพุทธมนตเ์ ย็นกลับไปแลว้ ตอนคา่ มักวา้ เหว่ เพราะงานศพไมเ่ หมือนงานมงคลอืน่ ๆ
ซงึ่ มกี ารครึกครน้ื อย่ใู นตวั จึงนิยมมพี ธิ ีสวดพระอภธิ รรมในตอนคา่ คนื ดังกลา่ วนัน่ เอง

แต่ถ้าหากเป็นพระศพของเจ้านาย ใช้เวลาสวดทั้งกลางวันและกลางคืนควบกันไป
พระที่นิมนต์สวดนั้นหากเป็นศพสามัญชน ก็นิมนต์พระสงฆ์ทั่ว ๆ ไปเป็นพ้ืน แต่ถ้าเป็นศพของผู้มี
เกียรติยศฐานะ หรือศพข้าราชการช้ันผู้ใหญ่ ตลอดจนพระศพเจ้านาย เจ้าภาพจะวางฎีกานิมนต์
พระพิธีธรรม การสวดพระอภิธรรมหน้าศพน้ี บางแห่งนิยมจัดนิมนต์พระมาสวดเป็นสารับ ๆ ละยาม
สวดตลอดรุ่ง ๔ ยาม ก็นิมนต์พระ ๔ สารับสวดต่อกัน ดังนี้ก็มี บางแห่งสวดในยามต้น คือ เพียง ๔
ทมุ่ หรอื ๒๒ นาฬิกาอย่างมากไม่เกิน ๒ ยาม คอื เท่ียงคนื ดังนี้กม็ ี ฉะนั้นการสวดพระอภิธรรมหนา้ ศพ
ในกรณีดังกล่าว จงึ เรียกกนั วา่ “สวดอภธิ รรมประจายาม”๓๖

การสวดพระอภิธรรมหนา้ ไฟ นิยมสวดในขณะทาฌาปนกิจ การจดั สถานท่ีอย่างเดียวกับ
การจัดสวดหน้าศพ ต่างแต่ไปจัดในบริเวณฌาปนสถานส่วนใดส่วนหนึ่งเทา่ นั้น พธิ ีสวดของสงฆใ์ ช้สวด
แบบที่ ๑ คือ สวดบทสัตตัปปกรณาภิธรรมอยา่ งเดยี ว การสวดไมม่ ีพธิ ฝี ่ายเจา้ ภาพอย่างสวดหนา้ ศพที่
กล่าวแล้ว ถือพิธีเริ่มจุดศพเป็นสาคัญ พระสงฆ์ผู้ได้รับนิมนต์พึงเข้าน่ังประจาที่ให้พร้อมพอเร่ิมจะ
จุดศพ ก็ต้ังพัดพร้อมกัน พิธีจุดศพในวาระแรกก็ตั้ง “นโม” แล้วสวดบทธรรม“สังคณี” เป็นลาดับไป
จนจบ “มหาปัฏฐาน” เมื่อเจ้าภาพถวายไทยธรรมแลว้ อนุโมทนาอยา่ งเดียวกบั ที่กลา่ วแลว้ ก็เป็นอัน
เสร็จพิธี

๒.๕.๒ จดุ มงุ่ หมายของการสวดพระอภิธรรม

ประเพณีงานศพนี้ยังมีสงิ่ ที่เป็นรากฐานอนั มีความหมายลกึ ซึ้งในทางนามธรรม กล่าวคือ
เปน็ ประเพณีที่อิงอยกู่ ับหลักคาสอนในพระพุทธศาสนา เปน็ การดาเนนิ ตามหลักธรรมขององคส์ มเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ตรัสสั่งสอนพุทธศาสนิกชนทั้งหลายไว้ ให้ทาในสิ่งท่ีเป็นบุญเป็นกุศล
ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ชาวพุทธเม่ือมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งเกิดข้ึน จะปรารภเหตุการณ์นั้น
แล้วทาส่ิงที่เป็นบุญเป็นกุศล เป็นความดีงามพิธีกรรมต่าง ๆ ท่ีเราปฏิบัติกันอยู่ท้ังในอดีตตลอดมา
จนถึงปัจจุบัน ย่อมมีจุดมุ่งหมายในระยะแรก ๆ อาจไม่ได้เก่ียวกับศาสนา แต่เมื่อมีศาสนาเกิดข้ึน จึง
มีผู้นาเอาพิธีกรรมเข้าไปเก่ียวข้องกับศาสนา เพ่ือให้เกิดความศรัทธา ความขลัง และความศักดิ์สิทธ์ิ
พร้อมทั้งระเบียบ รูปแบบ และวิธีการปฏิบัติ โดยเฉพาะพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรม ในสังคมไทย
ซ่ึงถือว่ายังมีความสาคัญและยังเป็นประเพณีที่ทรงคุณค่า เพราะคนไทยส่วนใหญ่น้ันนับถือ
พระพุทธศาสนา และมีการประกอบพิธีกรรมท่ีเก่ียวกับงานศพตามความเชื่อ และคติธรรมทาง
พระพุทธศาสนา ด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศบุญกุศลไปให้ผู้ตาย อีกทั้งยัง
เป็นการได้สร้างบุญกุศลสาหรับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย โดยมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของ
พธิ กี รรมการสวดพระอภธิ รรม ซง่ึ เป็นประเพณที ่สี ืบทอดมานั้น มผี ู้กล่าวไว้ดังต่อไปน้ี

๓๖ เดชา ศรีคงเมือง, “การวิเคราะห์ทานองสวดพระอภิธรรมในพิธีศพหลวง”, วิทยานิพนธ์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑติ , (บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหิดล, ๒๕๔๘), หนา้ ๕๓.

๓๗

พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรม
ไว้ ๖ ประการ ดงั นี้

๑) เพ่ือบาเพ็ญกศุ ลอทุ ิศให้ผ้ตู าย การทาบุญน้ีมกี ารบริจาคทาน รักษาศลี และเจริญ
จิตตภาวนา บางงานก็มีการหรือบรรยายธรรมด้วย ซึ่งก็จัดเป็นส่วนธัมมัสสวนามัย คือ บุญเกิดจาก
การฟังธรรม ด้วยเจ้าภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้บุญมากท่ีสุด ผู้มาร่วมงานทุกท่านก็จะได้บุญ และ
ร่วมอทุ ิศสว่ นกศุ ลนไี้ ปให้แก่ผตู้ าย

๒) ช่วยอุปถัมภ์บารุงพระสงฆ์ ให้ท่านได้มีปัจจัยเครื่องอยู่อาศัยเหมาะแก่บรรพชิต
เพ่อื ความสะดวกในการประกอบศาสนกิจ ไม่ใหข้ าดแคลนเดือดรอ้ นจนดารงชพี อยูล่ าบาก

๓) เป็นการช่วยสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา อันประกอบด้วย “สาสนวัตถุ” ได้แก่
อาคารสถานท่ี เคร่ืองอุปโภค ๆ “สาสนธรรม” ได้แก่ หลักธรรมคาสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งต้อง
มีคนศึกษาปฏิบัติ และเผยแผ่ให้กว้างขวางออกไป “สาสนบุคคล” ได้แก่ พระภิกษุและอุบาสก
อุบาสิกา การที่พระพุทธศาสนามีอายุยืนยาวมาได้ถึงปัจจุบันก็เพราะมีกุลบุตรเข้ามาบวช และมี
อบุ าสกอบุ าสิกา ให้การอุปถมั ภ์บารงุ ชือ่ วา่ ชว่ ยกนั สืบต่ออายุพระพทุ ธศาสนาใหย้ งั่ ยนื ตลอดไป

๔) ช่วยรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ซ่ึงเป็นสิ่งที่ดีงามทาให้อนุชนได้ซาบซ้ึงใน
หลกั ธรรม รูห้ ลักความกตญั ญูกตเวที รู้หนา้ ทีท่ ่ีตนจะต้องสบื ทอดประเพณนี ้ีต่อไป และพธิ ีกรรมน้ชี ่วย
ใหเ้ กิดความสามัคคใี นสงั คม

๕) ช่วยเป็นกาลังใจแก่เจ้าภาพ เมื่อคนอันเป็นท่ีรักหรือคนในครอบครัว ต้องจากไป
อย่างไม่มีวันกลับ ย่อมเกิดความเศร้าโศกเสียใจด้วยกันทุกคน ญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดและมิตรสหายบ้าน
ใกลเ้ รอื นเคืองไดแ้ สดงน้าใจมาร่วมพิธีจะชว่ ยใหเ้ จา้ ภาพคลายทกุ ข์ คลายโศกเศร้าเสียใจลงได้

๖) ช่วยเจ้าภาพเฝ้าศพ ประเพณีคนไทยแต่เดิมนั้น จะไม่นิยมให้ศพอยู่ตามลาพัง
จะต้องมีคนเฝ้าอยู่ด้วยและต้องอยู่กันหลาย ๆ คนเป็นเพ่ือนกัน เพราะบรรยากาศ สิ่งแวดล้อม
สมัยก่อนน้ันดูน่ากลัว บางงานก็นิมนต์พระมาสวดจนดึกดื่น บางงานเม่ือพระสวดจบกลับวัดไปแล้ว
ฆราวาสก็สวดต่อ เป็นการสรา้ งบรรยากาศไมใ่ หเ้ งียบเหงา๓๗

ทองพูล บุณยมาลิก ได้กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรม
ไวด้ ังน้ี

๑) เพ่ือความอุ่นใจของเจ้าภาพเพราะพระสงฆ์อยู่ในท่ีพ่ึงทางใจสุดท้ายเม่ือชาวบ้าน
เกิดความทุกข์ เป็นการสร้างขวัญกาลังใจกรณีการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือสมาชิกของ
ครอบครัวเพื่อเป็นการบรรเทาความเสียใจ ไม่ให้รุนแรงมากเกินไป จนอาจทาให้เจ็บป่วยได้ พระจึง
เป็นผู้ช่วยให้เจ้าภาพคลายความทุกข์ โดยการนาธรรมเข้ามาเตือนสติ ดังนี้ การนาพระธรรมมาสวด
ให้คนฟังจงึ เปน็ การส่ังสอนคนเป็นทางหน่ึง

๒) เพ่ือเป็นเพ่ือนศพและเป็นเพื่อนเจ้าภาพ เป็นธรรมเนียมของชาวพุทธ เมื่อคน
ในหมู่บ้านเสียชีวิตลง เพื่อนบ้านใกล้เคียงเม่ือทราบข่าวแล้วต้องไปช่วยงานกัน อย่างเช่นงานมงคล
ท่ัวไปส่วนงานศพนอกจากจะช่วยด้านแรงงานกันแล้ว ยังเป็นการแสดงความรักความอาลัยต่อผู้ตาย

๓๗ พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์, พระพิธีธรรม การสวดทํานองหลวง, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๑), หน้า ๑๙-๒๐.

๓๘

และเป็นการแสดงความเห็นใจแก่เจ้าภาพ ญาติผู้ตาย ทั้งน้ีอาจเป็นการรอญาติของผู้ตายท่ียังเดินทาง
มาไม่ถึง จึงต้องจัดงานรอจนญาติพร้อมกัน จึงดาเนินพิธีการฌาปนกิจต่อไป ดังน้ีจึงเกิดธรรมเนียม
การเฝ้าศพข้ึน เหตุเกิดจากการพยายามหากิจกรรมทาเพื่อไม่ให้เกิดการง่วงนอน เบ่ือหน่าย จึงมี
การละเล่นข้ึน เช่น การแกล้งหยอกล้อเล่นกัน รวมท้ังการสวดคฤหัสถ์ เป็นต้น ล้วนเป็นกิจกรรม
ระหวา่ งการเฝ้าศพท้ังสน้ิ

๓) เป็นการสร้างกุศลอุทิศให้แก่ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย โดยผู้เข้าร่วมพิธีสวด
พระอภิธรรมมีจุดประสงค์เพื่อสร้างบุญกุศลจากการฟังพระธรรม(ธัมมัสสวนามัย) แล้วอุทิศบุญกุศล
ทไี่ ดน้ น้ั ให้แกผ่ ตู้ ายในตอนทา้ ยพิธีกรรม เชอ่ื ว่าเพอื่ การทาให้ผู้ตายได้ไปเกดิ ในสถานที่ดี

๔) เป็นการเจริญรอยตามพระศาสดา คร้ังที่เสด็จขึ้นไปถวายพระธรรมเทศนาโปรด
พุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพ่ือเป็นการทดแทนพระคุณ จงึ เกิดธรรมเนยี มการแสดงพระธรรม
เทศนา เพอ่ื เป็นการทดแทนพระคณุ ผูว้ ายชนมท์ างหนง่ึ โดยเฉพาะผ้ตู ายเปน็ พอ่ แม่ หรอื ญาติผใู้ หญ่

๕) เป็นปัจจัยการสืบต่อพระศาสนา การท่องจาพระธรรมคาสอนน้ันถือเป็นการ
สืบต่อพระศาสนาทางหนึ่ง เม่ือมีการจัดให้มีการสวด ซ่ึงเป็นการทบทวนความจาเน้ือหาพระธรรม
จึงถอื เปน็ การสรา้ งบุญกศุ ล

๖) เป็นการอุปถัมภ์บารุงพระสงฆ์ให้ทาหน้าท่ีผู้ท่ีดารงศาสนาสืบต่อไป สมดังที่
พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน ติโรกุฑฑสูตร ว่า “พลัญ จะ ภิกขู นะ มะนุปปะทินนัง” เป็นการให้กาลังแด่
พระสงฆ๓์ ๘

๒.๖ สรปุ ท้ายบท

พระอภธิ รรมปิฎก เปน็ คมั ภีร์ท่ีบรรจุเนอ้ื หาของหลกั ธรรมทเ่ี ป็นสภาวธรรมละเอียดลึกซึ้ง
ท่ีเรียกวา่ ปรมัตถสัจจะ เม่ือสรุปแล้ว ได้แก่ เน้ือความแห่งธรรม ๔ อย่าง คือ จติ เจตสิก รูป นิพพาน
ทีเ่ รยี กว่า ปรมัตถธรรม ๔ เพราะพระพุทธองคท์ รงแสดงโดยธรรมาธษิ ฐานยกเอาธรรมข้ึนแสดงลว้ น ๆ
ไมเ่ กีย่ วกับบัญญตั ิ สัตว์ บุคคล เรยี กวา่ ปรมัตถเทศนา

พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้ศึกษาหลักคาสอนของพระพุทธศาสนา มีความเชื่อว่าเม่ือ
ปยิ ชนคนท่ีรักและผู้มพี ระคณุ ไดล้ ่วงลับดับชพี ไปแลว้ ควรจะแสดงความรักความรักความอาลัยกตญั ญู
กตเวทีตอบแทนบุญคุณ ด้วยการทาบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ เพราะไม่มีส่ิงอื่นใดจะเหมาะสมไปกว่า
จึงเลือกวิธีที่สะดวกและได้บุญมาก ได้แก่ การนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรม เหมือนอย่างครั้งท่ี
พระพทุ ธเจ้าทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพทุ ธมารดา ณ สวรรค์ช้ันดาวดงึ ส์ ซงึ่ ในปจั จบุ นั น้ีพบว่ามีการ
สวดพระอภิธรรมอยู่ ๒ แบบ คือ การสวดแบบทั่วไปเพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่บุคคลธรรม และการสวด
พระอภิธรรมทานองหลวง ซึ่งจะสวดเฉพาะพิธีพระบรมศพ พระศพ และศพ ท่ีเกี่ยวเน่ืองกับสถาบัน
พระมหากษัตริย์เท่านั้น ส่วนการสวดทางพระพุทธศาสนาน้ัน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นปัจจัยในการ
รักษาไวซ้ ่ึงหลักธรรม บทบญั ญัตทิ างกฎระเบียบทางศาสนาเป็นหลักสาคญั

๓๘ ทองพูล บุณยมาลิก, มรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม: รําสวด, [ออนไลน์], แหล่งที่มา:
http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/performing-arts/236-performance/317-----m-s. [๒ ธันวาคม
๒๕๕๙].


Click to View FlipBook Version