The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธ์ พุทธศษสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ศึกษาพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบุรพกษัตริย์ไทย

วิทยานิพนธ์ พุทธศษสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

บทที่ ๓

พิธีกรรมการสวดพระอภธิ รรมพระบรมศพของบรุ พกษัตริย์ไทย

พระราชพิธีและพิธีพระบรมศพขององค์บุรพกษัตริย์ไทย นับว่าเป็นพระราชพิธีและพิธี
สาคัญในการถวายพระเกียรติยศ เนื่องจากเป็นพิธีสุดท้ายที่ผู้อยู่เบื้องหลังหลัง สามารถถวาย
ความจงรักภักดีแก่องค์บุรพกษัตริย์ไทยได้อย่างสมพระเกียรติ จึงต้องมีขั้นตอนและธรรมเนียมต่าง ๆ
เป็นแบบแผนเด่นชัดซ่ึงปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างน้อย
เมื่อประเทศไทยกา้ วเขา้ สู่ความเจรญิ จึงมีการปรับปรุงรูปแบบและขั้นตอนของการพระราชพิธี และพิธี
พระบรมศพ ผูว้ ิจัยได้กาหนดการศกึ ษาพิธกี รรมการสวดพระอภธิ รรมพระบรมศพของบรุ พกษัตริย์ไทย
ไวด้ ังนี้

๓.๑ พธิ ีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบรุ พกษัตรยิ ไ์ ทย
๓.๒ ประวัตคิ วามเปน็ มาของพระพธิ ธี รรม
๓.๓ บทคาสวดและทานองการสวด
๓.๔ สรปุ ทา้ ยบท

๓.๑ พธิ กี รรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบรุ พกษัตริยไ์ ทย

พิธีกรรมเก่ียวกับศพ อาจกล่าวได้ว่ามีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ความ
เป็นมาของมนุษยชาติ หลักฐานท่ีเกี่ยวกับความเช่ือเก่ียวกับความตาย ในดินแดนท่ีเป็นประเทศไทย
ในปัจจุบัน มีการค้นพบเก่ียวกับการฝั่งศพตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยพบหลักฐาน ว่ามีการ
พรมดินเทศสีแดงบนศพที่อยู่ในท่านอนราบเหยียดยาว ต้ังแต่ยุคหินเก่า ซ่ึงหลักฐานดังกล่าวสะท้อน
ให้เห็นถึงความเช่ือของมนุษย์ที่ให้ความสาคัญในเร่ืองของวิญญาณ ถือว่าเป็นสิ่งสาคัญท่ีสุดของชีวิต
มนษุ ย์จะติดต่อสัมพันธ์กับวิญญาณไดโ้ ดยพิธีกรรมทเ่ี ก่ยี วข้องกับความตายพธิ ีกรรมเก่ียวกับความตาย
คอ่ ย ๆ เปลีย่ นแปลงไปพร้อม ๆ กับพัฒนาการของสงั คม ท่ีมีพฒั นาการจากสงั คมบ้านไปสู่สงั คมเมือง
เม่อื มีการรบั วัฒนธรรมจากภายนอก ซง่ึ เรมิ่ ต้นขน้ึ เมอ่ื พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๓

เม่ือมีการรับอิทธิพลของพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์นิกายต่าง ๆ เข้ามาอาณา
บริเวณประเทศไทย ผลกระทบที่เกิดจากการรับวัฒนธรรมจากภายนอกส่งผลให้สังคมชนเผ่าค่อย ๆ
พัฒนาข้ึนเปน็ รฐั พรอ้ ม ๆ กบั เกดิ แนวคดิ เก่ียวกบั สถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะผ้นู าชุมชนท่ีมีอานาจและ
บารมี ตลอดจนเป็นท่ียอมรับของชุมชน ได้พัฒนาและยกฐานะตนให้เป็นกษัตริย์ เพ่ือรับกับ
แนวความคิดทางการเมืองของอินเดีย ผ่านคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิไศวนิกายและไวษณพนิกาย
ตลอดจนพระมนูธรรมศาสตร์ส่งผลให้เกิดการสร้างสรรค์พิธีกรรมเพ่ือสถาปนาสถาบันกษัตริย์
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยกฐานะ หัวหน้าชนเผ่าให้มีทิพภาวะ หรือความเป็นเทพโดยมีพราหมณ์เป็นผู้ทา
พิธีอันศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เช่น พระบรมราชาภิเษก พร้อมกับการพัฒนาระบบราชการ แบบแผนของ
ภาษาที่เป็นลักษณะเฉพาะของชนช้ันใหม่ ตลอดจนสร้างสรรค์วรรณกรรมท่ีจรรโลงแนวคิดและ

๔๐

ความเช่ือ จนนาไปสู่การรังสรรค์และสร้างสรรค์ศิลปะของรัฐ เพื่อดารงความศักด์ิสิทธ์ิของสถาบัน
กษัตริย์ ซึ่งพิธีกรรมเก่ียวกับศพ ก็ถูกพัฒนาข้ึนเป็นพิธีกรรมหลวง เพื่อรองรับกับอานาจ และความ
ศักด์ิสิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ ดังปรากฏให้เห็นถึงลักษณะพิธีกรรมที่เกี่ยวกับงานศพ ในบันทึกของ
ฉางจวิ่น ทูตชาวจีน ซ่ึงเดนิ ทางมาในดนิ แดนท่ีเรียกว่า “ฉ้อื ถ”ู่ ในปี พ.ศ. ๑๑๕๑ ความว่า

ในกรณีที่พ่อแม่หรือพ่ีตายผู้ไว้ทุกข์ต้องแต่งตัวอย่างเรียบง่าย เขาต้องสร้างกระท่อมไม้ไผ่
หลังเล็ก ๆ เหนือน้าและนาไม้เชื้อไฟมากองรอบศพ ซึ่งวางอยู่ภายใน จุดธูปไหว้ ปักธง เป่าสังข์
และตกี ลองแสดงการอาลา จากน้ันจงึ จดุ ไฟเผา จนทสี่ ุดทกุ ส่งิ ทกุ อยา่ งกล็ งไปในพ้นื น้า พวกขนุ นาง
และไพรต่ า่ งทากนั อยา่ งนี้ แตส่ าหรบั กษัตริย์แล้วเขาเกบ็ อฐั ิไวใ้ นโกฏทิ องคานาไปบรรจุในเจดยี ์๑

มีหลักฐานท่ีกล่าวถึงการจัดการพระบรมศพที่เก่าท่ีสุด ได้ปรากฏอยู่ในหนังสือไตรภูมิ
พระร่วงหรือไตรภูมิกถา พระราชนิพนธ์พระมหาธรรมราชาท่ี ๑ พญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย ได้ทรง
พระราชนิพนธ์เม่ือปีระกา มหาศักราช ๑๒๖๗ ประมาณ พ.ศ.๑๘๘๖ ได้กล่าวถึง การจัดพิธี
พระบรมศพพระมหาจกั รพรรดคิ วามว่า “พระศพพระมหาจกั รพรรดิมีการชโลมด้วยนา้ อบนา้ หอมแล้ว
นาเอาผ้าขาวเน้ือละเอียดมาตราสังพระศพ เอาสาลีอย่างดีมาหุ้มหน่ึงช้ัน เอาผ้าขาวเนื้อละเอียดมา
ห่อสลับกันถึง ๑,๐๐๐ ช้ัน (ห่อด้วยผ้าขาว ๕๐๐ ช้ัน และห่อด้วยสาลี ๕๐๐ ชั้น) มีการถวายน้าอบ
น้าหอม ๑๐๐ ครั้ง แล้วอัญเชิญพระศพสู่พระโกศทองที่มีการแกะสลักลายบุด้วยทองคาผังรัตนชาติ
อย่างสวยงาม มีการประกอบพระราชพิธีบาเพ็ญพระราชกุศล และถวายพระเพลิงแล้วนาเอาพระอฐั ิ
ไปบรรจไุ ว้ในเจดยี ท์ ีก่ ลางเมืองเพ่ือให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชา๒

๓.๑.๑ พธิ กี รรมการสวดพระอภิธรรมสมยั อยุธยา

พิธีกรรมเกี่ยวกับพระบรมศพมีการพัฒนารูปแบบ และกระบวนการในการจัดการกับศพ
อย่างมีพิธีรีตองมากขึ้น ดังปรากฏให้เห็นในบันทึกของชาวต่างชาติในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ปรากฏ
หลกั ฐานบันทึกตา่ ง ๆ ดังน้ี

บนั ทึกที่เก่าแก่ที่สุดได้แก่บนั ทึกของชาวโปรตเุ กสชื่อ ปนิ โต๓ (Fernao Mendes Pinto,
๑๕๔๘) ในปี พ.ศ.๒๐๙๑ ได้กล่าวถึงบรรยายบรรยากาศงานศพของพระมหากษัตริย์สยาม ในปี
พ.ศ.๒๐๙๑ ไว้วา่ “มีการสง่ เสยี งโหร่ ้ององึ คะนงึ มกี ารยิงปืน รวั ระฆงั และเป่าแตรสงั ข์”

นิโกลาส์ แชร์แวส ชาวฝรั่งเศสทเี่ ดินทางเข้ามาในสยาม ในสมยั พระนารายณ์ ในปี พ.ศ.
๒๒๓๑ เป็นบันทึกท่ีบอกถึงพิธีกรรมของงานศพมากท่ีสุด(เข้ามาอยู่ท่ีอยุธยา ๔ ปี) โดยกล่าวถึงการ
เก็บพระศพและประกอบพธิ ีกรรมของกษตั ริย์อยธุ ยา ดังน้ี

๑ วินัย พงศ์ศรีเพียร, คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประวัติศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร:
โรงพมิ พ์การศาสนา, ๒๕๔๓), หนา้ ๓๗-๔๓, ๖๑.

๒ รักไทย สิงห์สถิตย์, “การศึกษาพระราชพิธีบรมศพ ณ ท้องสนามหลวงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์”,
วทิ ยานพิ นธป์ ริญญาศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ , (บัณฑิตวทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๐), หน้า ๑๐.

๓ จดหมายเหตุ แฟร์นังค์ มังเดช ปินโต, การท่องเท่ียวผจญภัย (สันต์ ท.โกมลบุตร ผู้แปล),
(กรงุ เทพมหานคร: สานกั พิมพ์ก้าวหนา้ , ๒๕๒๖), หน้า ๖๙.

๔๑

พระสงฆ์มาสวดบทคาสวดของเขาทุกคืน คืนแรกสวดด้วยเสียงต่า คืนที่สองสวดด้วยเสียสูงขึน้
จากคืนแรกเล็กน้อย ส่วนคืนท่ีสามเขาร้องลักษณะคล้ายการร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง งานศพของ
พวกผู้ดีมีเงินน้ัน กระทากันอย่างหรูหราแลส้ินเปลืองค่าใช้จ่ายมาก โดยเก็บศพไว้นานลางทีก็ต้ังปี
หนึ่งเต็ม ๆ ในเมอ่ื เปน็ เจา้ ชายหรือเจ้าหญิงผู้ทรงเปน็ บรมวงศานุวงศ์ นอกจากการกรอกปรอทดังท่ี
กระทากนั ตามปรกติแลว้ ยังใสข่ องหอมและนา้ ปรงุ อันมรี าคาอกี ดว้ ย โดยมสี รรพคุณในทางปอ้ งกัน
มิให้มีการเน่าเปื่อย ต้ังแต่วันสิ้นพระชนม์จนถึงวันปลงพระศพจะมีพระภิกษุสงฆ์ทรงผลัดเปล่ียน
เวียนกันมาสวดมนต์มิได้ ขาดวันแห่พระศพนั้นเขาจะเกณฑ์พระภิกษุและภิกขุนีในเมืองและ
ในตาบลใกล้เคียงท้ังหมดมา มีเรือหลายลาบรรทุกเครื่องปัจจัยไทยทานสาหรับถวาย และมีของ
แจกเป็นทานแกผ่ ้ยู ากจนดว้ ย อยา่ งเป็นระเบียบประกอบพธิ ีปลงพระศพนัน้ จะสวา่ งไสวไปด้วยโคม
ประทีป และดอกไม้เพลิงตลอดทั้งคืน ไม่มีความแตกต่างระหว่างงานศพ กับงานฉลองอันมโหฬาร
หรือวา่ งาน รนื่ เริงสาธารณะเลย

ในงานปลงศพของเจ้าพระยาคลังและสมเด็จพระสังฆราช โดยเฉพาะพระศพสมเด็พระบรม
ราชินีนาถ การใช้จ่ายอย่างล้นเหลือฟุ่มเฟือยและความมโหฬารพันลึกได้มีอยู่อย่างเหลือที่จะ
พรรณนาได้หมดสิ้น สตรีท่ัวราชอาณาจักรโกนศีรษะและแต่งเคร่ืองไว้ทุกข์พระภิกษุสงฆ์จาก
ทุกทิศ เดินทางมาบาเพ็ญศาสนกิจถวายต่อพระศพของสมเด็จพระนางเจ้า และกลับไปพร้อมกับ
วัตถุปัจจัยไทยทานเป็นอันมาก แต่ละรูปได้รับไตรจีวรหนึ่งสารับ เงินแล้วก็เคร่ืองบริโภคอันอุดม
หลังจากท่ีได้เก็บพระศพไว้เป็นเวลานานกว่าหนึ่งปีแล้ว จึงได้รับพระราชทานเพลิง ณ บริเวณลาน
ภายในพระบรมมหาราชวงั ไมเ่ คยมผี ้กู ล่าวขวญั ถงึ ความยงิ่ ใหญ่ของงานมหกรรมเท่ากับเม่ือครั้งน้ัน
มาแต่ก่อนเลย จติ กาธานนัน้ ประกอบด้วยไมจ้ นั ทน์ ไมก้ ฤษณาและไม้กะลาพอ

สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้จุดพระราชทานเพลิงด้วยพระองค์เอง เพราะคนชาวสยามนั้น
เชื่อกันว่าการกระทาเช่นน้ีเป็นกุศลแรง ยิ่งผู้ท่ีจุดไฟเป็นบุคคลท่ีมีช่ือเสียงสาคัญเท่าใด ผู้ตายก็จะ
ได้รับความสุขในสัมปรายภพมากยิ่งข้ึนเท่าน้ัน มีการเก็บอัฐิและอังคารอย่างถูกต้องตามเวลา
และด้วยความเคารพอันยิ่ง ในตอนกลางคืนก็นาเอาไปถ่วงลงในแม่น้าตอนที่น้าไหลเช่ียวที่สุด
การถ่วงหรือฝังพระอัฐิอังคารทานองนี้กระทาเฉพาะแก่เจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์ และมีขุนนาง
ผู้ใหญ่รู้เห็นเพียง ๒-๓ คนเท่าน้ัน พวกราษฎรจะไม่รู้เลย และเพื่อรักษาการน้ีไว้เป็นความลับ
เขาจะก่อสถูปท่ีบรรจุพระอัฐิขึ้นแล้วและถวายพระเกียรติเสมอหนึ่งว่า ได้บรรจุพระอัฐิอังคารของ
เจ้านายพระองค์นั้น ๆ ไว้ภายในนั้น พระบรมศพของพระเจ้าแผ่นดิน พระอัครมเหสี กับพระเจ้า
ลูกยาเธอ และพระเจ้าลูกเธอเท่าน้ัน ได้อภิสิทธิ์ปลงในพระบรมมหาราชวัง ส่วนเจ้านายและ
เจา้ หญิงพระองคอ์ ่นื ๆ จะไดร้ บั ปลงภายในพระนคร บคุ คลอ่นื จะมิไดร้ บั อนุเคราะห์อันยิ่งเช่นนี้เลย
แม้จะเป็นออกญาหรืออัครมหาเสนาบดีเจ้าพระยาพระคลังคนหลังท่ีสุดน้ัน แม้ว่าจะเป็น
พระสหายร่วมพระนมของพระเจา้ แผน่ ดนิ และสายสัมพนั ธ์กับพระบรมมหาราชวังนัก การปลงศพ
เจา้ พระยาพระคลังในครง้ั น้นั ไดก้ ระทาโดยสมแกเ่ กยี รตติ ามอนั ดับยศศักดิ์ทกุ ประการ๔

๔ จดหมายเหตุนิโกลาส์ แชรแวส, ประวัตศิ าสตร์ ธรรมชาติ และการเมอื งแห่งราชอาณาจกั รสยาม
ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (สันต์ ท.โกมลบตุ ร ผู้แปล), พิมพ์จาหน่ายทกี่ รงุ ปารสี , (กรุงเทพมหานคร:
สานกั พมิ พก์ า้ วหนา้ , ๒๕๐๖), หน้า ๑๖๙-๑๗๐.

๔๒

สังฆราชชั้นผู้ใหญ่สองรูปตามศพ พร้อมด้วยขุนนางช้ันผู้ใหญ่และผู้มีเกียรติอีกเป็นจานวนมาก
การแต่งประดับประดาเชิงตะกอนน้ัน วิจิตรบรรจงยิ่งกว่าการตกแต่งประดับประดาใด ๆ ของเรา
เสียอีก พระเจ้าแผ่นดินทรงประทับพระเนตรอยู่ตรงสีหบัญชร แล้วพระราชทานเพลิงโดยสาย
ชนวนอันล่ามไปจนถึงพระราชวงั การจัดงานเช่นนี้กระทาแก่ศพของพวกผู้ใหญ่เท่านัน้ สาหรับศพ
พวกเด็ก ๆ นั้น ไม่มีพิธีรีตองอะไรเลยนาเอาไปฝังในทุ่งหรือเอาโยนท้ิงน้าเสียในตอนกลางคืนดึก
หรือไม่ก็นาเอาไปวางท้ิงไว้ให้แร้งกาจิกกินเป็นทาน คนม่ังมีก็มักนาศพเด็กไปมอบให้แก่พระสงฆ์
พร้อมด้วยเงินจานวนหนึ่งเพ่ือให้จัดการเผาให้ สาหรับคนแก่นั้นก็มีการฝังเหมือนกันในกรณีที่ตาย
ด้วยโรคติดตอ่ หรอื เมื่อยากจนกระทง่ั ไม่มีปัญญาจะให้มีการเผาศพนัน้ ได้

บาทหลวง เดอ ชัวซีย์ (De Choisy,๑๖๘๕) บันทึกการสังเกตการณ์การสวดศพไว้
ในปี พ.ศ. ๒๒๒๘ และ ๒๒๒๙ ความวา่

พวกภิกษุสงฆ์ผู้มีอาการภายนอกเป็นผู้สงบเสง่ียมและดาเนินชีวิตอย่างมีระเบียบนั้น เป็นผู้ฝัง
ความรู้สึกเช่นน้ีลงไปในจิตใจของชาวพุทธ พวกท่านไม่มีการต้ังเครื่องบูชาหรือสวดมนต์อ้อนวอน
อย่างใดเลย เพราะท่านไม่มีพระผู้เป็นเจ้าท่ีจะพึงส่งคาอ้อนวอนไปถึงได้ ได้แต่ร้องเพลงสวด
(สวดมนต์) ด้วยเรื่องนิยายเหลือเช่ือเจือปนเข้าไปกับคติพจน์บางบท ท่านร้องเพลงสวดศพ ดังนี้
เราตอ้ งตายด้วยกนั ทุกคน เราเป็นมนุษย์ท่ีต้องตายดว้ ยกนั ทง้ั นัน้ ๕

ในบันทึกคาให้การขุนหลวงหาวัด เป็นการกล่าวถึงการปลงพระบรมศพของกษัตริย์
ในสมยั กรุงศรอี ยุธยา ในเน้ือหาไดก้ ล่าวถงึ การสวดพระอภิธรรมและสวดฉันทไ์ ว้ ความวา่

แล้วจึงกะเกณฑ์ให้พระสนมกานัลทั้งปวงมานั่งห้อมล้อมพระบรมศพ แล้วก็ร้องให้เป็นเวลานาน
นาทีเป็นอันมาก และบรรดาพระสงฆ์หัวเมืองเป็นอันมาก เพลาค่าให้เข้ามาสดับปกรณ์แล้วสวด
พระอภธิ รรม ครั้นเวลาเช้าถวายพรพระแลว้ ฉนั ท์ คร้ันเพลาเพลให้มเี ทศนา แลว้ ถวายไทยทานไตร
จีวร และเครื่องสังเค็ดครบครัน คร้ันสรงแล้ววางเชิญมาใส่ในพระโกศทองสองชั้น แล้วจึ่งตั้งบน
พระแท่นประดับแว่นฟ้า ต้ังไว้ฝ่ายซ้ายพระบิดา แล้วบันทึกของอาลักษณ์คณะราชทูตเปอร์เซีย
ท่ีกษัตริย์สุลัยมานแห่งราชวงศ์เศาะฟะวียะฮุ ทรงแต่งตั้งมาสนองตอบการเจริญพระราชไมตรีกับ
กรงุ สยาม๖

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกรายละเอียดการเฝ้าศพของชาวสยาม
ไวด้ ังน้ี

ในสยามนั้นเวลามีคนตายต้องมีเคร่ืองดนตรีมาบรรเลงด้วย เขาจะเก็บศพไว้ท่ีบ้านให้นานท่ีสุด
เขาจะให้ศพนั่งพนมมือแล้วมัดมือติดไว้กับหน้าผากด้วยด้วยตราสัง แล้วเอาศพมาใส่ในโกศถ้าเป็น
เจ้าชายหรือเศรษฐีซึ่งทาด้วยทองคาหรือด้วยเงินหรือด้วยเหล็กธรรมดาแล้วแต่ฐานะ จะมีคน
มาเย่ียมมาสวดทุกวันพระก็มาสวด เมื่อสวดเสร็จแล้วเจ้าภาพก็จะถวายอาหาร ผลไม้ ผ้าจีวรและ

๕ จดหมายเหตุรายวัน เดอ ชัวซีย์, การเดินทางสู่ประเทศสยามฉบับสมบูรณ์ (สันต์ ท.โกมลบุตร
ผู้แปล), (กรุงเทพมหานคร: สานักพมิ พก์ า้ วหนา้ , ๒๕๒๖), หน้า ๕๗๐-๕๗๑.

๖ อนัน อมรตรัย, จดหมายเหตุการณ์จลาจลเม่ือปลายแผ่นดินสมเด็จพระณารายณ์มหาราช
(คาให้การขนุ หลวงหาวัด), (กรงุ เทพมหานคร: พ.ี เค. พรนิ้ ต้ิงเฮ้าส,์ ๒๕๔๔), หน้า ๑๐.

๔๓

ส่งท่านกลบั วัด แตร่ ะหว่างทม่ี ีพิธีเชน่ นี้ ไมม่ ีการตอี กชกหัวร้องหม่ ร้องไห้ไม่มีใครกังวล ทีจ่ รงิ ตอนน้ี
เปน็ ตอนสนุกของจิตใจเพราะมเี คร่ืองดนตรีมาบรรเลงตลอดเวลา เขาจะทากนั เช่นนจี้ นครบจานวน
วันเฝ้าศพ พร้อมทั้งทาทานตามฐานะด้วยถ้าไม่จัดงานเช่นน้ีถือว่าดูถูกศพ ถ้ามีงานเผ้าศพส้ัน ๆ
แสดงว่าฐานะของเจ้าภาพไม่ค่อยดี บางรายมีการสวดศพตลอดปีก็มี บางรายหกเดือน บางราย
หน่ึงเดอื นหรอื ห้าวันสบิ วนั ”

บาทหลวง ลา ลูแบร์ (La Loubere) ได้กล่าวถึงเร่ืองราวเกี่ยวกับการทาศพ และ
การสวดศพในสมัยกรุงศรอี ยุธยา ความวา่

เขาวางโลงศพน้นั ไว้บนเคร่ืองรองสูงดว้ ยความเคารพ โดยธรรมดาแล้วกม็ ักใช้เตียงนอนที่มีเท้า
เปน็ ฐาน และตราบใดที่เขายงั รกั ษาศพไว้ที่บ้านเรือน จะเปน็ ดว้ ยคอยใหห้ วั หนา้ ครอบครวั ที่ไม่อยู่
กลับมาเสียก่อน หรือเพื่อตระเตรียมงานปลงศพให้สมเกียรติเจ้าศพก็จะเผาเครื่องหอม
(จุดธูป) และจุดเทียนไว้ใกล้ ๆ โลงศพและทุกคืนพระภิกษุสงฆ์จะไปสวดมนตร์ภาษาบาลีในห้อง
ท่ีตั้งศพน้ัน ท่านน่ังเรียงกันไปตามแนวฝาห้อง เจ้าศพก็รับรอง เลี้ยงดูและถวายปัจจัยบ้าง มนต์ท่ี
ท่านสวดนั้นเป็นธรรมะว่าด้วยความตายพร้อมกับบอกทางสวรรค์ซึ่งท่านอ้างว่าบอกทางให้แก่
วญิ ญาณของผู้ตาย๗

๓.๑.๒ พิธีกรรมการสวดพระอภธิ รรมสมัยธนบุรี

สมัยกรุงธนบุรีเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก เพียง ๑๕ ปี (พ.ศ.๒๓๑๐-๒๓๒๕) อย่างไรก็ตาม
สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราชทรงเอาพระทัยใส่เรื่องการศาสนามาก ด้วยเพราะพระองคท์ รงผนวชอยู่
ในพระบวรพระศาสนาเป็นเวลานาน แต่เน่ืองด้วยสภาพบ้านเมืองมีความเสื่อมโทรมมากจึงทาการ
ฟ้ืนฟูศิลปวัฒนธรรมเป็นไปอย่างยากลาบาก ในสมัยธนบุรีนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้จัดงานพระเมรุ
พระศพเจ้านายช้ันสูง มีก็เพียงงานพระศพของกรมพระเทพามาตย์พระราชชนนีของสมเด็จพระเจ้า
ตากสินมหาราชเทา่ นั้น งานนจ้ี ดั ขน้ึ เพื่อให้เป็นพระราชกุศลดว้ ยพิธีทางศาสนาเมื่อวนั จันทร์ เดอื นอ้าย
ขึน้ ๑๕ ค่า ทรงโปรดให้อัญเชิญพระโกศพระอัฐิธาตุสมเดจ็ พระพันปีหลวง กรมพระเทพามาตย์ลงเรือ
บลั ลัง มเี รอ่ื แห่เป็นกระบวนไปแต่พระตาหนกั แพ แห่เข้าไปทว่ี ดั บางยเ่ี ร่ือใต้แล้วเชิญพระโกศข้ึนสู่เมรุ
นิมนต์พระสงฆ์สดับปกรณ์ ๑๐,๐๐๐ ทรงถวายไทยทาน ฉลองสมโภชอยู่ ๓ วัน ๓ คืน อัญเชิญ
พระโกศลงเรือแห่กลับเขา้ พระราชวงั ๘

๓.๑.๓ พธิ กี รรมการสวดพระอภธิ รรมสมัยรัตนโกสนิ ทร์

ข้อมลู เอกสารเกีย่ วกับการจัดงานพระบรมศพในสมยั รัชกาลตา่ ง ๆ น้ัน ไดม้ ีการบันทึกไว้
อยา่ งมากมาย จงึ จาเปน็ ต้องตัดตอน และคดั ลอกเฉพาะเหตุการณ์ท่เี กี่ยวข้องกับประเด็นของการสวด
พระอภิธรรมมานาเสนอ เพ่ือเปรียบเทียบเนือ้ หาต่าง ๆ ดงั น้ี

๗ จดหมายเหตุ ลาลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม, อ้างใน เดชา ศรีคงเมือง, “การวิเคราะห์ทานอง
สวดพระอภิธรรมในพิธีศพหลวง”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหิดล,
๒๕๔๘), หน้า ๗๕.

๘ รักไทย สิงห์สถิตย์, “การศึกษาพระราชพิธีบรมศพ ณ ท้องสนามหลวงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์”,
วิทยานพิ นธ์ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๓๐), หนา้ ๒๐.

๔๔

ก) รชั กาลที่ ๑

หลักฐานเกี่ยวกับการสวดพระอภิธรรมและพิธีพระบรมศพ ที่เป็นลายลักษณ์อักษร
ของไทยปรากฏหลักฐานชดั เจนในสมยั รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น ซึง่ แสดงให้เหน็ วา่ กระบวนพิธกี รรมต่าง ๆ
ในพระราชสานักกรุงเทพมหานคร ล้วนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาจาก
สมัยอยุธยา เนื่องด้วยเป็นพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปฐมกษัตริย์ แห่งกรุง
รัตนโกสินทร์ ให้มีการฟ้ืนฟูศิลปวัฒนธรรมประเพณีท่ีเคยมีมาแต่ก่อนไว้เป็นแบบแผนของแผ่นดิน
ทรงทานุบารุงศิลปวัฒนธรรมโบราณราชประเพณีทุก ๆ ด้าน ส่วนพระราชพิธีบาเพ็ญพระราชกุศล
พระบรมศพที่เกิดขน้ึ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทกี่ ลา่ วถึงกิจกรรมที่เกีย่ วข้องกับการสวดทางพระพุทธศาสนา
ผู้วิจัยได้ทาการคัดลอกเฉพาะข้อความท่ีแสดงให้เห็นถึง พิธีทางพุทธศาสนาโดยเฉพาะการสวด
พระอภธิ รรม ดังตอ่ ไปน้ี

๑) งานพระบรมศพสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช
ในปีมโรงฉศก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดาริพร้อมด้วย
พระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคลดารัสให้ขุดศพเจ้ากรุงธนบุรี ข้ึนทาการฌาปณกิจ
ทเ่ี มรุวัดบางยเ่ี รอื ใต้ ให้มีการมหรสพพอสมควร และเสด็จพระราชดาเนินไปพระราชทานเพลงิ ท้ังสอง
พระองค์

๒) พระศพสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟา้ กรมหลวงธเิ บศบดินทร์
โปรดให้ทาพระเมรุทีว่ ดั แจ้งฟากพระราชวัง แลว้ ให้เชิญพระโกศขึ้นพระยานมาศ
แห่ กระบวนไปส่พู ระเมรุ ให้มีการมหรสพ ๓ วัน นิมนต์พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระราชทานผ้าไตรจวี ร
บริขารไทยธรรมต่าง ๆ แล้วพระราชทานเพลิง

๓) งานพระบรมศพสมเดจ็ ปฐมบรมมหาชนก
กรมพระราชวงั บวรสถานมงคลทรงพระราชยานโปรยข้าวตอกนามาในกระบวน
และบรมวงศานุวงศ์ ทรงรูปสัตว์สังเค็ดประคองผ้าไตรเข้าในกระบวนแห่หลายพระองค์ ทรงบาเพ็ญ
พระราชกุศลในคร้ังนั้นอเนกประการ” พระราชพิธีพระบรมศพในสมัยน้ันแสดงให้เห็นว่ารูปแบบ
ปฏิบัติในการจัดพิธีพระบรมศพ และถวายพระเพลิงพระศพ ได้มีการปฏิบัติตามอย่างโบราณ
ราชประเพณเี มื่อครง้ั กรุงศรีอยธุ ยามาเปน็ แบบแผนทกุ ประการ๙

ข) รัชกาลท่ี ๒

ธรรมเนียมในการจดั พระราชพิธพี ระบรมศพ เม่ือพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคตแลว้
ผู้สาเร็จราชการคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่น้ัน จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดงาน
พระราชพิธีบาเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ และพระราชทานเพลิงถวายอย่างสมพระเกียรติ ฉะน้ัน
การจัดพระราชพิธีดังกล่าว จึงเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมตามธรรมเนียมเก่าเม่ือครั้งรัชกาลท่ี ๑
ในงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช รชั กาล ที่ ๑ ปรากฏพิธี
การสวดพระอภธิ รรม ดังมรี ายละเอียดทค่ี ล้ายกบั การสวดพระอภธิ รรมในสมยั รชั กาลท่ี ๑ ดงั นี้

๙ สมภพ ภิรมณ์, พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์, พิมพ์คร้ังท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร:
อมรนิ ทร์พริน้ ติ้น, ๒๕๓๘), หนา้ ๗๘.

๔๕

พระสงฆ์ราชาคณะ ฐานานุกรม สดับปกรณ์ และพระสงฆ์สวดพระอภิธรรมท่ีเมรุทิศทั้งส่ี
เป็นพระสงฆ์ประจาสวด ๖๔ รูป ถวายไตรจีวรเครื่องบริขารไทยธรรมแก่พระสงฆ์ราชาคณะ
ฐานานุกรม เปรียญ เจ้าอธิการพระสงฆ์อันดับ ในพระนครและหัวเมือง เป็นจานวนพระสงฆ์หม่ืน
คร้ันเพลาเช้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดาเนินออกทรงปฏิบัติพระสงฆ์
พระสงฆ์ทาภัตกิจเสร็จแล้วสดับปกรณ์” ยังมีงานพระศพท่ีสาคัญอีกน่ันคือ งานพระศพกรม
พระราชวังบวรสถานมงคล พบว่ามีพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรม โดยระบุถึงการสวดของ
พระสงฆ์ ไว้ดังน้ี “พระสงฆ์ราชาคณะ ฐานานุกรม สดับปกรณ์ และพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม
ทั้งกลางวนั กลางคนื ”๑๐

ค) รัชกาลท่ี ๓

พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั รชั กาลท่ี ๓ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จดั พระราชพิธีบาเพ็ญ
พระราชกุศลพระบรมศพ และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลิศหลา้ นภาลยั ดังความว่า

ทรงสรงน้าพระบรมศพ ทรงเครื่องต้นพระมหาสุกรา แล้วอัญเชิญลงพระลองเงินแล้วอัญเชิญสู่
พระสุพรรณโกศ เสด็จข้ึนสู่พระท่ีน่ังดุสิตมหาปราสาท ทรงบาเพ็ญพระราชกุศล แล้วสี่ตารวจยก
เตียงมาต้ังที่มุขเหนือริมผนังตะวันตก สาหรับพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม ๒ เตียง มีพนักงาน ๓
ด้าน เพดานดามด้วยผ้าขาว และแต่งท่ีพระแท่น ๓ ช้ัน ประดับมุกท่ีเศวตฉัตร ๙ ชั้น ต้ังอยู่กลาง
พระมหาปราสาท สังฆการีอาราธนาพระสงฆ์เข้ามาถวายพระธรรมเทศนา สังฆการีได้เชิญหีบ
พระอภิธรรมเอามาต้ังท่พี ระสงฆส์ วดพระอภธิ รรมกลางวัน ๓๒ รูป กลางคนื ๓๒ รปู

พนักงานศุภรตั (มีหน้าท่ีรับผิดชอบการจัดงานพระราชพิธี งานพระราชกุศล งานรัฐพิธีและ
งานพิธีต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามราชประเพณี ดูแลรักษาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และปูชนียวัตถุ
สาคัญต่าง ๆ) แต่งที่พระสงฆ์สวด ปูอาสนะผ้าขาว พนักงานสนมพลเรือนได้รับเครื่องนมัสการ
ตะบะมุกด์มเี ชงิ ตอ่ ท่านขา้ งใน ๒ ท่ี ตั้งบูชาพระอภธิ รรม เทียนขนาดใหญห่ นักเลม่ ละ ๑ ตาลึง ๑๖
เล่ม ขนาดกลางเลม่ ละ ๑ บาท ๒ สลงึ ๘๐ เล่ม บูชาทั้งกลางวนั กลางคนื มีพมุ่ ดอกไม้ เชิงเทียนธปู
ตะบะละ ๑๐ ต้ังบูชาไว้ที่พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม ทั้งกลางวันกลางคืน คลังมหาสมบัติตง้ั กะโถน
ขันน้า สังฆการีรับเภสัชยาเสียงต่อวิเศษหมากพลู มาตั้งถวายพระสงฆ์คู่สวด พนักงานหัวป่าก็รับ
เครื่องชาต่อวิเศษ ต้มน้าร้อนถวายพระสงฆ์ พนักงานพระราชมานูจัดชาวประโคมกลองฉณะ จ่าปี่
๑ จา่ กลอง ๑ กลอง ๑๐๐ แตรงอน ๑๒ แตรฝรัง่ ๓๙ สงั ข์ ๒ พระราชทานขา้ วสารคนละถงั เงินคน
ละ ๒ สลึง เสมอทุกเดือน พร้อมกันอยู่ ณ ศาลาริมกาแพงหน้ามุขพระมหาปราสาทที่ประดิษฐาน
พระบรมศพ ประโคมกลางวัน ๓ เวลา กลางคืน ๓ เวลา กว่าจะถวายพระเพลิง สังฆการี
(เจ้าพนักงานผู้มีหน้าท่ีเกี่ยวกับพระสงฆ์ในงานหลวง, ผู้ปฏิบัติพระ, เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา)
นิมนต์พระสงฆ์รับพระราชทานฉันหน้าพระบรมศพ ๖๕ รูป ฉันเช้า พระราชาคณะ ๑ คู่สวด ๓๒
เพลคสู่ วด ๓๒ ทุกวัน พนกั งานคลงั ในซา้ ยขวา คลงั วิเศษได้จัดเครือ่ งไทยทานถวายพระสงฆ์ทุกคร้ัง
พนักงานสี่ตารวจทาหน้าที่สระน้าพระลานพระมหาปราสาท ฝ่ายบูรพาทิศพระคลังในซ้ายตั้งอ่าง

๑๐ ย้ิม ปณั ฑากูร, สาสน์ สมเด็จ, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์ครุ ุสภา, ๒๕๐๖), หนา้ ๗๘.

๔๖

จนี ขนุ ศรสี ยุมพรชาวนา้ สรงต้ังขนั สาครล้อมพระราชวังซา้ ยขวา ตกั นา้ มาใสข่ นั และอ่าง คลงั ศุภรัต
ถวายผ้าชุบสรง สาหรับพระสงฆ์คู่สวดสรงน้า นิมนต์พระสงฆ์คู่สวดนั้นเข้าไปปลงพระกัมมัฏฐานส
ดัปกรณ๑์ ๑

ง) รัชกาลที่ ๔

พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัวรชั กาลท่ี ๔ ทรงโปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ัดพระราชพิธีบาเพ็ญ
พระราชกุศลพระบรมศพ และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ
ดังความว่า “จึงเชิญพระบรมศพข้ึนประดิษฐานบนพระมหาพิไชยราชรถต้ังกระบวนแห่มีรูปสัตว์
ต่าง ๆ และรถประเทียบและนางสนมตามเบอ้ื งหลัง คนเดินกระบวนแห่ ๗,๐๐๐ ออกไปสู่พระเมรุมาศ
ตามบุราณราชประเพณี ทาการฉลองพระบรมศพ ๗ วัน ๗ คืนนิมนต์พระสงฆ์ราชาคณะ พระครู
ฐานานุกรม ท้ังในกรุง นอกกรุง ปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือมาเทศนาและสวดพระอภิธรรมสดับปกรณ์ถวาย
ไทยธรรมเป็นอเนกปรยิ ายต่าง ๆ จานวนพระสงฆห์ วั เมอื งในกรงุ มากกวา่ ๑๐,๐๐๐ รปู

วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๑ ค่า เดือน ๖ เวลาย่าฆ้องรุ่ง เชิญพระบรมศพพระเชษฐา
ลงจากพระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงยานมาศสามลาคาน ตั้งกระบวนแห่ทางสถลสู่เมรุ
ทอ้ งสนามหลวง มีการฉลองสมโภช ๗ วนั ๗ คนื มกี ารนมิ นต์พระสงฆ์ทัง้ ในกรุงและนอกกรงุ พระสงฆ์
คู่สวดที่สามซ่าง ๖๔ รูป พลัดกันสวดท้ังกลางวันและกลางคืน ๖๔ รูป ปรนนิบัติพระสงฆ์เวลาเช้า
๔๐๐ รูป เพล ๑๐๐ รูป ได้อาราธนาพระสงฆ์ราชาคณะ ฐานานุกรม เปรียญ ฝ่ายคามวาสี อรัญวาสี
ในกรุงนอกกรุงมาสดปั กรณ์ พระสงฆ์คู่สวดสาสา้ ง ๖๔ รูป ผลดั เปลย่ี นกนั สวดพระอภธิ รรมทัง้ กลางวัน
กลางคืน แล้วจะได้ปรนนิบัติพระสงฆ์เวลาเช้า ๔๐๐ รูป เพล ๔๐๐ รูป ทุกวัน และมีงานมหรสพ
สมโภชเป็นคารบ ๗ วนั ๗ คนื ”๑๒

จ) รชั กาลที่ ๕

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้จัดพระงานพระบรมศพ
ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว ดงั ความว่า

มีการสรงน้าทรงเครื่องพระบรมศพแล้วเชิญลงพระลองเงินจัดกระบวนแห่พระบรมศพ
มาประกอบพระโกศทองใหญ่ประดิษฐานไว้บนพระเบญจาทองคาจาหลักลายดุน ตกแต่งพระบรม
ศพ ด้วยเคร่ืองสูงเคร่ืองราชูปโภค เตียงสาหรับพระสงฆ์สวดอภิธรรม ๒ เตียง มีให้ประโคม
ตามอยา่ งโบราณราชประเพณี

อัญเชิญพระบรมศพสู่พระเมรุมาศ ในวันเสาร์ ข้ึน ๑๑ ค่าเดือน ๔ เวลาตี ๑๑ ทุ่ม จากพระที่น่ัง
ดุสิตมหาปราสาทด้วยยานมาศสามลาคาน ตั้งกระบวนพระราชอิสริยายศแห่ตามสถลมารค
ยาตราไปยังหน้าวัดเชตุพน แล้วอัญเชิญพระโกศพระบรมศพ ข้ึนประดิษฐานบนพระมหา
พิชัยราชรถ สู่พระเมรุท้องสนามหลวง อัญเชิญพระบรมศพขึ้นพระท่ีน่ังเบญจาทองคา มีมหรสพ
สมโภช ๗ วัน ๗ คืน พระสงฆ์ฝ่ายคามวาสี อรัญวาสีสดับปกรณ์ ๖๔ รูป ผลัดกันสวดทั้งกลางวัน
กลางคืน ทรงปฏิบัติพระสงฆต์ อนเชา้ ๔๐๐ รูป เวลาเพล ๔๐๐ รปู

๑๑ สมภพ ภริ มณ์, พระเมรมุ าศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรงุ รัตนโกสินทร์, หน้า ๑๑๖.
๑๒ จดหมายเหตุงานพระบรมศพรัชกาลท่ี ๔, (อดั สาเนา).

๔๗

ชาวเจ้าพนักงานทรงเคร่ืองพระบรมศพตั้งเคร่ืองสูงชุมสายเสร็จแล้วให้อาราธนาพระสงฆ์
ราชาคณะ พระสงฆ์ราชาคณะฐานานุกรม เปรียญ อันดับ ฝ่ายคามวาสีอรัญวาสี ทั้งในกรุงและ
นอกกรุงมาสดับปกรณ์ พระสงฆ์สวดสาสร้าง ๖๔ ผลัด เปลี่ยนกันสวดพระอภิธรรมท้ังกลางวัน
กลางคนื แล้วจะได้ปฏบิ ัติพระสงฆ์ เวลา เช้า ๔๐๐ รูป เพล ๔๐๐ รปู ทุกวนั ๑๓

ฉ) รชั กาลท่ี ๖

งานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังความว่า
มุขตะวันตกตั้งแวนฟ้าทองคา ๓ ชั้น บนฐานพระบุพโพ มีฐานเขียวกั้นพระฉากผูกพระสูตร
มุขเหนือต้ังพระแท่นเป็นเตียงพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม ทางข้างผนังด้านตะวันออก
ดา้ นตะวนั ตก ตรงกันเปน็ ๒ เตยี ง
ส่วนที่พระท่ีน่ัง ดุสิต มห าป ราส าท มี พร ะสง ฆ์สว ด พร ะอภิธรร ม ท้ัง กล างวั น แ ล ะกล า ง คื น
รับพระราชทานฉันเช้า ๓๒ รูป เพล ๑๖ รูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดผ้าไตร ๕๐
ทมี่ ุขตะวนั ออก พระสงฆส์ ดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอตเิ รกและถวายพระพรลา เสรจ็ ทรงจุด
เทียนเคร่ืองนมัสการพานทองทิศบูชาธรรมที่มณฑปสังเค็ดยอด พระพิธีธรรมขึ้นสวดพระอภิธรรม
ผลัดเปลี่ยนกันท้งั ๒ มณฑป แล้วเสดจ็ ขน้ึ

พอเทศน์จบทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการทองทิศบูชาธรรมท่ีมณฑปสังเค็ดยอด พระสงฆ์ ๔ รูป
ขึ้นสวด คร้ันสวดจบทรงสดับปกรณ์ไตรสังเค็ดพระเทศน์ และไตรพระสวดบูชาธรรมที่มุข
ตะวันออก ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการทรงธรรม ทรงสดับพระธรรมเทศนากัณฑ์ ๓ จบแล้ว
ทรงจดุ เทยี นเครอ่ื งบชู าธรรมท่มี ณฑปสงั เคด็ ตะวันตกพระสงฆข์ น้ึ สวด

เชิญพระบรมศพขึ้นประดิษฐานที่พระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาทบนแว่นฟ้าทองคาภายใต้
พระนพปฏลเศวตฉัตร ตกแต่งพระโกศด้วยราชอิสริยยศ ราชูปโภค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงบาเพ็ญพระราชกุศลตามพระราชประเพณี๑๔ เชิญพระโกศพระบรมอัฐิสู่พระท่ีน่ังทรงธรรม
ทรงจุดธูปเทียนสกั การะพระบรมอฐั แิ ล้วทรงบาเพญ็ พระราชกศุ ลพระสงฆส์ ดับปกรณ์ ๕๐ รปู

ช) รัชกาลที่ ๗

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการท่ี ๗ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัด
พระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ตามพระราช
โองการ ท่ีทรงแสดงพระราชประสงค์ไว้เกือบทุกข้อ ทรงยกเลิกไม่ให้มีการร้องไห้แต่ใครจะร้องก็ไม่ว่า
แต่ขอให้ร้องจากใจจริง และทรงตัดราชรถออก ๓ องค์ เน่ืองจากทรงเห็นว่าไม่สมควรสิ้นเปลือง
พระราชทรัพย์ ต้ังแต่ได้เชิญพระศพข้ึนประดิษฐานบทพระเมรุ พระพิธีธรรมได้เข้าประจาสร้างทั้งสี่
ผลัดกนั สวดพระอภธิ รรม

๑๓ จดหมายเหตุงานพระบรมศพ รชั กาลท่ี ๕, (อดั สาเนา).
๑๔ จดหมายเหตุงานพระบรมศพ รชั กาลท่ี ๖, (อัดสาเนา).

๔๘

ซ.) รัชกาลที่ ๘

มีการจัดพระราชพิธีพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทร
มหิดล ตามแบบขัตติยราชประเพณีอย่างโบราณทุกประการ นับว่าสมัยน้ีเป็นสมัยที่เร่ิมมีเทคโนโลยี
การบนั ทกึ ภาพยนตรเ์ ก็บไวเ้ ป็นหลักฐาน เปน็ การอนรุ กั ษว์ ฒั นธรรมไทยไวอ้ ย่างดี

การบาเพญ็ พระราชกุศลถวายพระราชกุศลพระบรมศพนบั ต้ังแตว่ ันท่ี เสด็จสวรรคต
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงข้ึนครองราชย์ โปรดเกล้าฯ ให้มีพระพิธีธรรม นิมนต์พระจาก
วัดหลวงเก้าวดั สวดพระอภิธรรมท้งั กลางวนั และกลางคนื โดยเร่ิมสวดตง้ั แตเ่ วลา ๖ นาฬกิ า จนถงึ ๒๔
นาฬิกาทกุ วัน มีกาหนด ๑๐๐ วัน โดยสับเปลีย่ นเป็นชุด ชดุ ละ ๘ รูป ชุดแรกจะสวดตัง้ แต่ ๖ นาฬกิ า
ถึง ๑๘ นาฬิกา พระสงฆ์ชุดน้ีจะรับพระราชทานฉันเพลสลับพระสงฆ์อีกชุดหน่ึงจะสวดตั้งแต่เวลา
๑๘ - ๒๔ นาฬิกา และจาวัดทพี่ ระทีน่ ่ังดุสิตมหาปราสาทเพือ่ รบั พระราชทานฉนั เช้า

๓.๒ ประวัตคิ วามเปน็ มาของพระพิธธี รรม

สมณศักด์ิ คือ บรรดาศักด์ิหรือยศพระ ที่องค์พระมหากษัตริย์ ทรงพระราชทาน
แก่พระสงฆ์ การที่พระราชทานสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์นั้น เป็นการพระราชทานเพื่อถวายเกียรติให้กับ
พระสงฆ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย พร้อมทั้งมีความรู้ความรู้เช่ียวชาญในด้านต่าง ๆ
และบาเพ็ญคุณงามความดีแก่พระพุทธศาสนา สังคม และประเทศชาติ เพื่อประกาศยกย่องเชิดชู
เพ่ิมพูนขวญั และกาลังใจ แก่พระสงฆด์ ารงมน่ั ในการประพฤติพรหมจรรย์ ช่วยกันบาเพญ็ ประโยชน์แก่
ประเทศชาติ พระศาสนา และเป็นกาลังใจ ในการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา และเป็นกาลังในการ
สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้เจริญวัฒนาถาวรตลอดไป พระพิธีธรรมนั้น ก็เป็นสมณศักด์ิหนึ่งท่ี
องค์พระมหากษัตริย์ ทรงพระราชทานใหแ้ ก่วดั มีพัดและมีตราต้ัง เช่นเดียวกับสมณศักด์ิอื่น ๆ ลาดับ
พระพิธีธรรมตามสมณศักด์ิอยู่ในลาดับสุดท้ายจากทั้งสิ้น ๖๔ ลาดับ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชอยู่
ลาดับแรกซึ่งถือว่าเป็นระบบการบริหารทางคณะสงฆ์ และพระพุทธศาสนาในประเทศไทย๑๕ ซึ่งการ
จดั ลาดับสมณศักดิ์น้ัน จะลดหลนั่ ตามความเหมาะสมของฐานนั ดรศักดขิ์ องพระสงฆ์แต่ละรูป ซึง่ คาว่า
ฐานันดรศักดิ์ หมายถึง ยศพระ ที่เรียกว่า สมณศักดิ์ แปลว่า ที่หรือช้ันอันเป็นลาดับกัน ตาแหน่งนั้น
หมายเอากรณียะ คือ ภาระหน้าท่ีอันพึงกระทา ฐานันดรน้ันสมควรแก่พระผู้สามารถ๑๖ พระพิธีธรรม
แม้วา่ จะอย่ใู นลาดับสุดทา้ ยกต็ าม แตศ่ กั ด์แิ ละสทิ ธิ์อาจเหนือกว่าสมณศักด์ทิ ่ัวไป เช่น การมหี นา้ ทีส่ วด
พระอภธิ รรมในพิธีศพหลวง นิตยภัตทุกเดือนท่ีพระพิธีธรรมไดร้ ับถือวา่ เป็นพเิ ศษตามพระราชโองการ
เป็นต้น ส่วนประวัติและความเป็นมาเก่ียวกับพระพิธีธรรม ผู้ศึกษาได้ทาการสืบค้น มีรายละเอียด
ดงั ต่อไปนี้

พระพิธีธรรมเร่ิมมีข้ึนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งคาว่า พระพิธีธรรม ใช้เรียกพระสงฆ์ท่ีสวด
ภาณวาร (ภาณวาร เป็นการสวดแบบมีทานองครุ ลหุ คือมีการเน้นเสียงหนักเบา ใช้น้าเสียงสวดที่

๑๕ พระมหานิรุต ตสวโร, คู่มือสมณศักดิ์พัดยศ ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
ธงธรรม, ๒๕๕๐), หนา้ ๑.

๑๖ สานกั ราชเลขาธิการ, ตานานพระอารามแลทาเนยี บสมณศักด์ิ, พมิ พค์ ร้ังที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร:
อมรินทร์พริน้ ต้งิ แอนพลบั ลสิ ซิง่ จากดั , ๒๕๔๒), หนา้ ๑๐๒.

๔๙

ไพเราะไม่กระแทกกระท้ันดุดัน เหมือนการสวดภาณยักษ์ ภาณยักษ์ เป็นการสวดท่ีมีน้าเสียง
กระแทกกระทั้นดุดันเกร้ียวกราด และน่ากลัว จงึ ได้เรยี กว่า สวดแบบ ภาณยักษ์นน่ั เอง ใช้สวดเพ่ือขับ
ไล่ยักษ์หรือภูตผีต่าง ๆ) หรืออาฏานาในพิธีตรุษ (พระราชพิธีสัมพัฉรฉินทร์ หรือพระราชพิธีอาพาธ
พินาศโบราณราชประเพณีที่มีการสืบทอดต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นการเจริญพระพุทธมนต์
คร้ังใหญ่ โดยมีพระสงฆ์สวดบทพระปริตรต่าง ๆ) ในสมัยนั้น ส่วนก่อนหน้าสมัยน้ันเรียกว่า
“พระคู่สวด” แต่ก็ไม่พบหลักฐานที่แน่ชัด เม่ือเลิกพิธีตรุษแล้ว พระพิธีธรรมคงมีหน้าที่แต่สวดพระ
อภิธรรมในงานพิธีพระบรมศพ งานพระศพ หรือในงานศพของบุคคลต่าง ๆ ที่ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ อย่างไรก็ตามการเรียกพระพิธีธรรมนั้น ปรากฏครั้งแรก
เม่ือไหร่ ยังไม่สามารถระบุชัดเจน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มีการกล่าวเกี่ยวกับเร่ืองน้ีไว้ ซ่ึง
สามารถสรุปเป็นเบื้องต้นได้ว่า คาว่า “พระพิธีธรรม” ปรากฏใช้คร้ังแรก เมื่องานพระบรมศพสมเด็จ
พระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ บรมราชเทวี จึงสันนิษฐานได้ว่า ก่อนที่จะเรียกว่าพระพิธีธรรม เดิมได้
เรยี กวา่ “พระคสู่ วด” โดยมีหลักฐานปรากฏอยา่ งชัดเจน ดังได้กล่าวไว้ในพระราชพธิ ีพระบรมศพของ
แต่รัชกาล ในสมยั กรุงรัตนโกสนิ ทร์

หนา้ ที่หลกั ของพระพิธีธรรมทป่ี ฏบิ ตั ิอยูใ่ นปัจจุบันมี ๒ ประการ คือ
๑) สวดพระอภิธรรมในงานศพหลวง ได้แก่ งานพระบรมศพ งานพระศพ งานศพ
ทีท่ รงได้รับการพจิ ารณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่พระบรมราชานเุ คราะห์
๒) สวดจตุรเวท ทาน้าพระพุทธมนต์ สรงพระพักตร์องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ
ประพรมบริเวณพระราชฐาน เดิมมีการสวดทุกวัน ต่อมาเปลี่ยนแปลงให้สวดเฉพาะวันธรรมสวนะ
การสวดทาน้าพระพุทธมนต์ดังกล่าว เป็นพระราชประเพณีมีมาแต่โบราณ การสวดจตุรเวทน้ัน
มกี ารสวดในสถานทเ่ี ฉพาะมาแตโ่ บราณ คอื หอศาสตราคมในพระบรมมหาราชวัง ซึง่ ภายในมกี ารเก็บ
รักษาภาชนะน้ามนต์ไว้จานวนมาก และที่น่าสังเกตว่ามีการใช้ตู้พระธรรมโบราณในการสวดทุกคร้ัง
ภายในตู้พระธรรมบรรจุคัมภีรส์ มดุ ขอ่ ยเขยี นดว้ ยอกั ษรขอม

๓.๒.๑ คุณสมบตั ิพระพิธีธรรม

การฝกึ หดั พระพิธีธรรมรนุ่ ใหม่เพ่ือทดแทนหรือเป็นตัวสารอง สาหรับกรณีท่พี ระพิธีธรรม
สารับหลักบางรูปเกิดความจาเป็นไม่สามารถสวดในกิจที่ได้รับนิมนต์ได้ จึงเป็นหน้าท่ีของหัวหน้า
พระพิธีธรรม จาเป็นต้องสรรหาพระสงฆ์ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม มาฝึกฝนเล่าเรียนทานองสวด
เตรยี มพรอ้ มในการปฏบิ ัติหน้าท่เี ป็นพระพธิ ธี รรมต่อไป คณุ สมบตั ิของพระสงฆ์ผู้จะเป็นพระพธิ ธี รรมมี
ดงั น้ี

๑) เปน็ ผู้มีบคุ ลิกภาพดี
๒) เป็นผมู้ ีจรรยามารยาทดี
๓) เปน็ ผู้มคี ณุ ลักษณะของเสยี งท่ีดี ตอ้ งเปน็ พระสงฆท์ ่ีมีพรสวรรค์ด้านเสียง มีนา้ เสียง
ไพเราะ ใสและก้องกังวาน ต้องมีความอดทนในการฝึกสวดมนต์ที่มีรายละเอียดของการใช้เสียง
อยา่ งมาก และที่สาคัญพระท่ีจะสวดได้นน้ั ตอ้ งจติ ชอบทางด้านการออกเสยี งเป็นพ้ืนเดิมอยู่แล้ว

จากการศึกษาพบว่าพระพิธีธรรมส่วนใหญ่มีพระสวรรค์ทางการสวดเป็นพื้นเดิมอยู่ก่อน
และมีพระพิธีธรรมจานวนหลายรูปมีเช้ือสาย หรือเครือญาติที่เก่ียวข้องกับการสวด การเทศน์

๕๐

พระพิธีธรรมต้องได้รับการฝึกฝนมารยาทในการวางตัว ตลอดจนอิริยาบถต่าง ๆ ในพระราชพิธี
ท้ังน้ีเพื่อทาให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจในพิธีของหลวง ซ่ึงจะต้องสามารถปรากฏตัวอยู่เบ้ืองหน้า
พระพกั ตรพ์ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวฯ หรอื พระบรมวงศานวุ งศ์ ไดอ้ ย่างเหมาะสม

กระบวนการเรียนทานองสวดพระอภิธรรมในพิธีศพหลวงน้ัน เมื่อหัวหน้าพระพิธีธรรม
พิจารณาว่าพระสงฆ์รูปดังกล่าว มพี รสวรรค์ด้านการสวดเปน็ อยา่ งดี จึงจะได้รบั การทาบทามให้มาฝึก
สวดทานองเฉพาะ โดยในช่วงแรกจะใช้วิธีการฟัง และการคลาทานองตามพระพิธีธรรมรุ่นพ่ีในการ
สวดงานพิธีศพหลวงจริง ๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับลักษณะเสียงของท่วงทานองเสียก่อน ท้ังนี้
พระสงฆ์ทไี่ ด้รบั การทาบทามจะอยใู่ นข่ายที่มคี ุณสมบตั ทิ างเสยี งและพรสวรรค์ ในการสวดอยูส่ ่วนหน่ึง
แล้ว จากน้นั เป็นการต่อทานองจากครูผู้สอน ลักษณะท่องจาและเลียนแบบท้ังระดับเสียงท่วงทานอง
และอักขระ ให้เหมือนกับครูผู้สอน อย่างไม่ให้ผิดเพี้ยนจากต้นแบบ ที่ละวรรค ๆ ไปจนจบบทแต่
ละบท ฉะนนั้ การเรยี นทานองบทตา่ ง ๆ น้ันจะต้องใช้ระยะเวลานานในการเล่าเรียนและทอ่ งจาทานอง
ในพระอารามหลวงท้ัง ๑๐ วัดจะมีพระพิธีธรรมจานวน ๑ สารับ หรือ ๔ รูป เท่านั้นท่ีเป็นผู้ข้ึน
ทะเบียนและได้รับนิตยภัตตามระเบียบของกรมการศาสนา อย่างไรก็ตามพระพิธีธรรมท่ีเป็นหัวหน้า
ในอนาคตอาจจะไดร้ ับแตง่ ตงั้ เปน็ พระครชู ้นั สัญญาบตั ร

ส่วนการรับเงนิ นิตยภัต จะได้เงินตามชัน้ สมณะสูงสดุ น้ันจะรับเงินซ้อนสองตาแหน่งไมไ่ ด้
ฉะนัน้ การเลื่อนหวั หน้าพระพธิ ธี รรมเปน็ พระครูสัญญาบัตรแล้วเพ่ือเปน็ การสืบเน่ืองเป็นการทาให้ครบ
สารับจึงจัดให้พระนักสวดผู้ที่กาลังฝึกหัดอยู่น้ันได้รับตาแหน่งพระพิธีธรรมรูปใหม่ การที่
พระพิธีธรรมที่เล่ือนสมณศักดิ์สูงขึ้นแล้ว ไม่ได้หมายถึงตัดขาดจากการสวดท่ีเป็นหน้าท่ีเดิม สามารถ
ไปสวดในงานศพหลวงได้และต้องใช้ตาลปัตร ของพระพิธีธรรม หรือสามารถควบทั้งสองตาแหน่ง
แต่การรับนิตยภัตจะรับได้เพียงตาแหน่งท่ีสูงสุดตาแหน่งเดียว พระพิธีธรรมธรรมที่ถูกพิจารณา และ
รับการแต่งจากเจ้าอาวาสพระอารามหลวงแล้วน้ัน จะประกอบไปด้วยพระสงฆ์จานวน ๔ รูป และมี
พัดยศประจาตาแหนง่ เพอ่ื ใชใ้ นงานพระราชพธิ ี สาหรับปฏบิ ตั ิหนา้ ที่ พัดยศของพระพิธีธรรมมีลักษณะ
เป็นพัดยศหน้านาง คือ ใบพัดยศมีลักษณะเป็นรูปไข่ หรือคล้ายหน้าของสตรี พื้นแพรเป็นไหมทอง
ด้ามไม้คับตับ ยาวประมาณ ๗๐ เซนติเมตร พัดยศมีสีต่าง ๆ กัน คือ สีเหลือง สีแดง สีน้าเงิน
สีเขียว รวม ๔ เล่ม เป็น ๑ สารับ แต่ละรูปมีการจัดเรียงลาดับ ตามคุณวุฒิ และโดยหน้าท่ี ในการ
สวดในพิธีศพหลวง โดยมีหัวหน้าหน่ึงรูป มีการจาแนกพัดยศ ประจาตาแหน่ง ของแต่ละรูปด้วยพัด
จานวน ๔ สี แสดงให้ทราบ ดังนี้

๑. พดั สีเหลอื ง แม่ค่รู ปู ท่หี น่งึ เปน็ หัวหนา้
๒. พดั สีแดง แม่คูร่ ปู ที่หนงึ่
๓. พดั สีน้าเงิน ลกู ครู่ ปู ที่หน่ึง
๔. พดั สเี ขยี ว ลกู คูร่ ปู ท่ีสอง๑๗
ความหมายของสพี ดั พระพิธธี รรมรุ่นบรุ พาจารย์ได้อธิบายความหมายของสีพัดแต่ละ
สีว่าเทยี บตามสีพดั เปรยี ญธรรม คอื

๑๗ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, พระพิธีธรรม, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์
แหง่ ประเทศไทย, ๒๕๕๔), หนา้ ๓๓.

๕๑

สีเหลือง ซ่ึงถือว่าเป็นหัวหน้าของชุดสวดนั้น เทียบกับพัดเปรียญธรรม ๖ ประโยค
เพราะพัดเปรยี ญธรรม ๖ ประโยคมีสีเหลือง และถอื เปน็ แมค่ รู่ ูปทห่ี น่ึงของชุดสวด

สีแดง ซึงถือว่าเป็นรองหัวหน้าชดุ นน้ั เทียบกับพัดเปรียญธรรม ๕ ประโยค มีสีแดง
และถอื เปน็ แมค่ ู่รูปทีส่ องของชดุ สวด

สนี ้าเงนิ เทยี บด้วยเปรียญธรรม ๔ ประโยค และถอื เป็นลูกคู่รูปท่หี น่ึงของชุดสวด
สีเขียว เทียบด้วยเปรยี ญธรรม ๓ ประโยค และถอื เปน็ ลูกครู่ ปู ทสี่ องของชุดสวด
การเทียบดังกล่าวนี้ เป็นการเทียบเพ่ือจัดลาดับการสวดของพระพิธีธรรม เป็นการ
จัดหน้าท่ีการสวด มิได้หมายความว่าผู้ถือพัดพระพิธีธรรมแต่ละสีน้ัน มีฐานันดรศักดิ์เทียบเท่ากับ
พระเปรียญธรรม เพราะพัดพระพิธีธรรมน้ัน เม่ือจัดลาดับตามสมณศักด์ิแล้ว ก็จัดอยู่ในลาดับสุดท้าย
ปัจจบุ ันมีพระพิธีธรรมอยู่ ๑๐ พระอาราม ไดแ้ ก่

๑) วัดบวรนเิ วศ ราชวรวหิ าร
๒) วดั ระฆังโฆสิตาราม วรมหาวหิ าร
๓) วดั พระเชตุพนวิมลมงั คลาราม ราชวรมหาวหิ าร
๔) วัดมหาธาตยุ ุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวหิ าร
๕) วัดสุทศั นเทพวราราม ราชวรมหาวหิ าร
๖) วดั ประยุวงศาวาส วรวหิ าร
๗) วัดอนงคาราม วรวหิ าร
๘) วดั จกั วรรดิราชาวาส วรมหาวหิ าร
๙) วดั สระเกศ ราชวรมหาวิหาร
๑๐) วดั ราชสทิ ธาราม ราชวรวิหาร๑๘

๓.๓. บทคาสวดและทานองการสวด

เริง อรรถวิบูลย์๑๙ ได้กล่าวบทสวดของพระพิธีธรรมไว้ว่า “ที่ทรงโปรดให้พระราชาคณะ
ผ้ดู ารงตาแหนง่ เจ้าอาวาสโดยเฉพาะทอี่ ยู่จาพรรษาในพระอารามน้ัน ๆ ทาการฝึกหัดสวดพระอภธิ รรม
๗ พระคัมภีร์ โดยใชท้ านองต่างหากจากท่พี ระสงฆโ์ ดย ท่ัวไปใช้สวดศพบคุ คลชนั้ สามัญ ด้วยวธิ ที านอง
สวดแบบร้อยแก้ว หรือท่ีเรียกกันว่าสวดทานองสังโยค และเรียกทานองท่ีฝึกหัดใหม่นี้ว่า ทานองกะ
ทานองเลื่อน และทานองลากซุง ใช่แต่เพียงเท่าน้ันยังโปรดให้พระสงฆ์ผู้ชานาญในภาษาบาลีเข้าใจใน
อักขรรุจนวิธีแต่งบทคาสวดขึ้นมาอีกทีเรียกกันว่า “พระธรรมใหม่” ได้แก่ บทคาสวดที่ข้ึนต้นบทว่า
อาสวาธมฺมา และ สญฺโ ชนา ธมมฺ า ใช้สวดคูก่ นั กบั พระธรรม ๗ คมั ภีร์ ซงึ่ เป็นของเดิมมาอกี ดว้ ย”

บทคาสวดที่พระพิธีธรรมใช้สวดในพิธีศพหลวง ได้แก่ “พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์”
พระพิธีธรรมแต่ละวัดต่างก็มีบทสวดประจาสานักของตน ซ่ึงก็รวมอยู่ใน ๓ บท คือ บทพระอภิธรรม
๗ คมั ภีร์ บทพระธรรมใหม่ บทพระอภิธรรมมัตถสงั คหะ

๑๘ กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม, พระพธิ ธี รรม, หน้า ๘.
๑๙ เริง อรรถวิบูลย์, ความรู้เรื่องพิธีธรรมเนียมสงฆ์ เล่ม ๒, พิมพ์คร้ังท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร:
องค์การคา้ ครุสภา, ๒๕๔๕), หนา้ , ๔๓-๔๔.

๕๒

ทานองการสวดพระอภธิ รรมทานองหลวง ตามที่เรยี กกันว่าทานองกะ ทานองเลือ่ น และ
ทานองลากซุงน้ัน ก่อนท่ีจะทราบว่า แต่ละธรรมนองมีลักษณะอย่างไร จาต้องรู้และทาความเข้าใจ
ความหมายของคาศัพท์แต่ละคาศัพท์ก่อน ดงั น้ี

คาว่า ทานอง หมายถึง ระดับเสียงสูงต่า เสียงหนัก เสียงเบา มีจังหวะเสียงสั้น เสียงยาว
ตามทผ่ี รู้ ู้ด้านทานองเสยี ง วางเปน็ หลักเกณฑ์ไว้ เช่นทานองสวด เชน่ ทานองเทศน์
คาวา่ หลวง หมายถงึ สงิ่ ท่เี ปน็ พระเจ้าแผ่นดิน เช่น ศาลหลวง วงั หลวง มคี วามหมายว่าใหญ่ เชน่ เขา
หลวง ผง้ึ หลวง และหมายถึงส่งิ ท่เี ปน็ สาธารณะ เชน่ ทางหลวง เปน็ ต้น

จากคาจากัดความดังกล่าว ทาให้พอสรุปได้ว่า คาว่า ทานองหลวง หมายถึง ทานอง
ที่เป็นหลัก เปน็ ใหญ่ เปน็ กลาง เชน่ มหาชาติทานองหลวง ซง่ึ แตก่ ณั ฑ์ มที านองประจากณั ฑ์ เปน็ หลกั
ใครจะเทศนก์ ณั ฑ์ไหนต้องฝกึ หดั วา่ ไปตามทานอง หลกั ท่วี างไว้สาหรบั เกณฑน์ น้ั ๆ

การสวดพระอภิธรรมหลวงก็เช่นกัน มีทานองที่บูรพาจารย์ได้วางไว้เป็นหลัก แต่ละวัด
แต่ละบทสวด มีทานองเป็นเอกลักษณ์ ประจาวัดประจาบทสวดอยู่ และต้ังชื่อบทสวดแต่ละนั้น ๆ
ว่า ทานองกะ ทานองเลื่อน ทานองสรภัญญะ และทานองลากซุง เพ่ือใช้สวดงานพิธีศพหลวง ให้มี
ทานองแตกตา่ งจากาการสวดศพทวั่ ไป

คาว่า กะ หมายถึงเครื่องบอกทานองสวด เช่น กะมหาชาติคาหลวง และทานองสวด
เช่น สวดกะ ลักษณะทานองกะนั้น ในหมูพระพิธีธรรมจะทราบว่าสานักใดสวดมีลักษณะว่าลงตัวชัด
แลว้ เออ้ื นเสียงมีจังหวะหยุดเป็นวรรค เรียกกันวา่ สวดทานองกะ เช่น วัดราชสทิ ธาราม

สานักใดมีการเอ้ือนเสียงติดต่อกันต้ังแต่ต้นจนจบไม่หยุดเสียงเว้นวรรค เรียกว่าสวด
ทานองเล่ือน บางทา่ นเรยี กว่า กะเล่อื นหรอื กะเคลื่อน เช่น วัดมหาธาตุวราชรงั สฤษฎ์ิ เปน็ ต้น

อน่ึง เร่อื งทานองสวดน้ี พระครปู ระกาศสมณคุณ(ประจักษ์) อดตี หวั หนา้ พระพธิ ธี รรมวัด
ราชสิทธาราม ได้อธิบาย อีกอย่างหนึ่งว่า ทานอง กะ มี ๒ ลักษณะ คือ กะเปิด และ กะปิด ลักษณะ
ทานอง กะเปิดน้ัน เป็นการสวดเน้นการออกเสียงคาสวดชัดเจนซ่ึงก็คือ ทานอง กะ ส่วนอีกลักษณะ
หน่ึงที่เรียกว่า กะปิดนั้น เช่น การสวดเอื้อนเสียงยาวต่อเนื่องกันตลอดทั้งบท ไม่เน้นความชัดเจนของ
คาสวด ซ่ึงก็คือ กะเล่อื น หรอื กะเคล่ือน นนั่ เอง

สว่ นทเี่ รยี กว่า ทานองลากซุง คงหมายถงึ การใช้ชา้ งลากซงุ เพราะขณะทช่ี า้ งลากท่อนซุง
ใหญ่ ๆ นาหนักมาก ๆ ช้างจะร้องด้วยเสียงอันดัง และการลากก็จะล่างเป็นช่วง ๆ คนท่ีเคยเห็นช้าง
ลากซุงจะนึกภาพออกว่าเป็นอย่างไร การสวดทานองลากซุงน้ัน ต้องออกเสียงหนัก เสียงลงทรวง
ทกุ ตวั อักษร แล้วลากเสยี งเออ้ื นหนกั ไปหาเบา ว่าอยา่ งน้ีตลอดทง้ั บท จงึ เรียกวา่ ทานองลากซงุ ๒๐

ลักษณะทานองท่ีพระพิธีธรรมแต่ละวัด ใช้สวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเดจ็
พระเจ้าอยหู่ ัวปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร ปจั จุบนั มีอยู่ ๔ ทานอง คอื

๑. ทานอง กะ

๒๐ พระครูกัลยาณสทิ ธิวัฒน์, พระพิธีธรรม การสวดทานองหลวง, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๑), หน้า ๑๐๖-๑๐๘.

๕๓

๒. ทานอง เลอื่ น
๓. ทานอง ลากซุง
๔. ทานอง สรภัญญะ
พระพิธธี รรมแตล่ ะพระอารามมที านองสวด ดังนี้

๑) วัดบวรนเิ วศวิหาร สวดทานอง สรภัญญะ
๒) วดั มหาธาตยุ ุวราชรังสฤษฎิ์ สวดทานอง ลากซงุ
๓) วดั สทุ ศั นเทพวราราม สวดทานอง กะ
๔) วดั พระเชตุพนวมิ ลมังคลาราม สวดทานอง กะ, เลื่อน, ลากซงุ
๕) วดั จักวรรดิราชาวาส สวดทานอง กะ, เลือ่ น
๖) วัดสระเกศ สวดทานอง กะ, สรภญั ญะ
๗) วัดประยุรวงศาวาส สวดทานอง กะ
๘) วัดระฆังโฆสติ าราม สวดทานอง เลือ่ น
๙) วดั ราชสิทธาราม สวดทานอง กะ
๑๐) วดั อนงคาราม สวดทานอง เลื่อน

บทสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ และคาแปล พร้อมลักษณะทานอง ท่ีพระพิธีธรรม
วัดราชสิทธาราม ที่ผู้วิจัยได้ปฏิบัติหน้าที่ใช้เป็นบทคาสวด ในงานสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภุมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาท
รายละเอียด ดังนี้

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมพฺ ทุ ธฺ สฺส. (สวด ๓ จบ)

๑. พระธรรมสังคณี

กสุ ลา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล

อกุสลา ธมมฺ า ธรรมทั้งหลายท่ีเปน็ อกุศล
อพฺยากตา ธมฺมา ธรรมท้งั หลาย ทเี่ ป็นอัพยากฤต
กตเม ธมมฺ า กสุ ลา ธรรมทัง้ หลาย ท่เี ป็นกุศล เป็นไฉน

ยสมฺ ึ สมเย ในสมยั ใด

กามาวจร กสุ ล จิตตฺ กุศลจิตทเ่ี ป็นกามาวจร เกดิ พร้อม
อปุ ฺปนฺน โหติ ด้วยโสมนสั เจตสิก
โสมนสฺสสหคต ประกอบพร้อมดว้ ยปัญญา เจตสกิ

าณสมฺปยตุ ตฺ ปรารภอารมณ์

รปู ารมมฺ ณ วา รปู เสยี ง กลิน่ รส โผฏฐัพพะ
สททฺ ารมมฺ ณ วา สิ่งที่มีอย่ปู รากฏอยู่
คนฺธารมฺมณ วา รสารมมฺ ณ วา กห็ รอื วา่ เร่อื งราวใดๆ ยอ่ มเกิดข้ึน

โผฏฺ พฺพารมฺมณ วา

ธมมฺ ารมฺมณ วา ย ย วา ปนารพฺภ

๕๔

ตสมฺ ึ สมเย ในสมัยนัน้
ผสฺโส โหติ ยอ่ มมีความกระทบกันและกัน
อวกิ ฺเขโป โหติ ยอ่ มมีความไมฟ่ ุ้งซ่าน
เย วา ปน ตสมฺ ึ สมเย ก็หรือว่า ในสมัยนนั้ ยอ่ มมสี ภาวะที่ไมม่ รี ูปรา่ ง
อญเฺ ปิ อตถฺ ิ ปฏิจจฺ (จติ และเจตสกิ ) ซ่ึงอาศัยกันและ
สมปุ ปฺ นนฺ า กนั เกิดขน้ึ พร้อมกัน
อรูปโิ น ธมมฺ า แมเ้ หลา่ อื่น เหล่าใด
อิเม ธมมฺ า กสุ ลา. สภาวะทัง้ หลายเหล่าน้ี คือ ธรรมทง้ั หลายทีเ่ ป็น
กุศล ฯ๒๑

ลักษณะทานอง เป็นทานองเดียวกับนโม นิยมสวดต่ออจากนโม ถ้าต้ังนโมแล้วสวด
บทอื่นทานองจะไม่รับกัน และถ้าไม่ชานาญอาจทาให้หลงทานองได้ บทน้ีเน้นความกระชับชัดตัว
แตน่ มุ่ นวลเอ้อื นเสียงสูงต่า ตามจังหวะ ออกเสยี งเอือ้ นตามสระอา – เอ – โอ ทา้ ยศัพท์๒๒

๒. พระวภิ ังค์

ปญจฺ กฺขนฺธา ขนั ธ์ ๕

รูปกฺขนโฺ ธ รูปขนั ธ์ (หมวดแห่งรูป ๒๘)

เวทนากขฺ นโฺ ธ เวทนาขันธ์

สญฺ ากขฺ นฺโธ สัญญาขนั ธ์

สงฺขารกขฺ นโฺ ธ สังขารขันธ์

วญิ ฺ าณกฺขนฺโธ วิญญาณขนั ธ์

ตตถฺ กตโม รูปกฺขนฺโธ บรรดาขันธ์ ๕ น้ัน รปู ขนั ธ์ เปน็ ไฉน

ยงฺกิญจฺ ิ รูปํ รปู อย่างใดอย่างหนึ่ง

อตีตานาคตปจจฺ ปุ ปฺ นฺน รปู อดีต รูปอนาคต รปู ปจั จบุ ัน

อชฺฌตฺต วา พหทิ ฺธา วา รปู ภายใน หรอื รปู ภายนอก

โอฬาริก วา สุขุม วา รูปหยาบ หรือ รปู ละเอียด

หนี วา ปณีต วา รปู เลว หรอื รูปประณตี

ย ทูเร วา สนฺตเิ ก วา รปู ไกล หรือ รูปใกล้ อย่างใด

ตเทกชฌฺ อภิสญฺญูหิตวฺ า รูปน้นั ทรงประมวลย่นย่อเข้ารวมกัน

อภิสงขฺ ิปติ วฺ า อย วจุ ฺจติ รปู กฺขนโฺ ธ. น้ี ตรัสเรยี กวา่ รปู ขนั ธ์ ฯ

ลกั ษณะทานอง บทนี้ทานองเรียบ ๆ ไม่โลดโผน แฝงไว้ด้วยความเศร้า วา่ ไปทีละศัพท์
แล้วเอื้อนเสียงไปรับศัพท์ถัดไป เน้นความชัดของแต่ละพยางค์ ซ่ึงเป็นเอกลักษณ์ของวัดราชสิทธา
รามในทกุ บทที่สวด

๓. พระธาตุกถา

๒๑ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, พระพิธีธรรม, หนา้ ๓๙-๔๐.
๒๒ พระครกู ัลยาณสิทธวิ ฒั น์, พระพิธธี รรม การสวดทานองหลวง, หน้า ๑๑๔.

๕๕

สงฺคโห อสงฺคโห ธรรมะท่ีสงเคราะห์เข้ากนั ได้ธรรมะท่สี งเคราะห์
สงคฺ หิเตน อสงคฺ หติ เข้ากันไมไ่ ด้
อสงคฺ หิเตน สงคฺ หติ ธรรมะท่ีสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้กับธรรมะท่ี
สงฺคหเิ ตน สงคฺ หติ สงเคราะห์เขา้ กนั ได้
อสงคฺ หเิ ตน อสงฺคหติ ธรรมะที่สงเคราะห์เข้ากันได้กับธรรมะที่
สมปฺ โยโค วปิ ฺปโยโค สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้
สมปฺ ยตุ ฺเตน วปิ ฺปยุตฺต ธรรมะท่ีสงเคราะหเ์ ข้ากนั ได้กบั ธรรมะที่
วิปปฺ ยุตเฺ ตน สมฺปยุตฺต สงเคราะหเ์ ข้ากันได้
อสงฺคหิต. ธรรมะทส่ี งเคราะหเ์ ข้ากนั ไมไ่ ดก้ บั ธรรมะท่ี
สงเคราะหเ์ ขา้ กนั ไม่ได้
ธรรมะที่ประกอบกบั ธรรมอื่นไดธ้ รรมะที่ไม่
ประกอบกบั ธรรมะอ่นื
ธรรมะที่ไม่ประกอบกับธรรมอ่ืนกับธรรมะท่ี
ประกอบกับ ธรรมอน่ื ได้
ธรรมะท่ปี ระกอบกบั ธรรมอน่ื ได้
ธรรมะที่สงเคราะห์เขา้ กบั ธรรมอ่ืนไม่ได้กับ
ธรรมะท่ีไม่ประกอบกับธรรมอ่ืน ฯ

ลักษณะทานอง บทนี้ทานองว่าช้า ๆ ทีละพยางค์ทุกพยางค์มีทานองเป็นของตัวเอง
ต้นบททานองจะเหมือนกัน ตอนท้ายบทจะหวนเสียงขึ้นสูงแล้วกลับลงระดับเดิม บทนี้แม้จะสั้น
แต่ใช้เวลาเท่ากับบทอื่น ๆ เพราะเอื้อนทานองมาก ออกเสียงนุ่มหวานซึ้ง ๆ วางตัวช้า ๆ

๔. พระปุคคลบญั ญตั ิ

ฉ ปญฺ ตตฺ ิโย บัญญตั ิ มี ๖ ประการ
ขนธฺ ปญฺ ตตฺ ิ บญั ญัตวิ ่า ขันธ์
อายตนปญฺ ตตฺ ิ บัญญตั ิว่า อายตนะ
ธาตุปญฺ ตตฺ ิ บญั ญตั วิ ่า ธาตุ
สจฺจปญฺ ตตฺ ิ บัญญตั วิ า่ สจั จะ
อินฺทฺรยิ ปญฺ ตตฺ ิ บัญญัติวา่ อนิ ทรยี ์
ปุคคฺ ลปญฺ ตฺติ บัญญตั วิ า่ บคุ คล
กติ ตฺ าวตา ปุคคฺ ลาน บุคคลบญั ญัติ
ปคุ คฺ ลปญฺ ตฺติ แห่งบคุ คลทั้งหลายมเี ทา่ ไร
สมยวมิ ุตฺโต ทา่ นผู้หลดุ พ้นจากกเิ ลสโดยบาเพ็ญวโิ มกข์ ๘
มากอ่ น
อสมยวิมุตฺโต ท่านผหู้ ลุดพน้ จากกิเลสโดยไมบ่ าเพ็ญวิโมกข์ ๘
กปุ ฺปธมโฺ ม ทา่ นผูม้ สี มาบตั ยิ ังกาเรบิ เป็นธรรมดา (ปถุ ชุ น)
อกุปฺปธมโฺ ม ท่านผมู้ สี มาบัติไม่กาเริบเปน็ ธรรมดา

๕๖

ปริหานธมฺโม (อรยิ บคุ คล)
อปริหานธมฺโม ท่านผู้ยงั เสือ่ มจากสมาบตั เิ ปน็ ธรรมดา
เจตนาภพโฺ พ ท่านผู้ไม่เสื่อมจากสมาบตั เิ ป็นธรรมดา
อนุรกขฺ นาภพโฺ พ ทา่ นผู้ยงั ตอ้ งใส่ใจถึงสมาบตั เิ นอื งๆ
ปุถชุ ฺชโน ท่านผู้ยังตอ้ งรักษาสมาบตั ิเนืองๆ
ท่านผู้ยงั ละสักกายทิฏฐิ วิจิกจิ ฉา และสีลพั พต
โคตรฺ ภู ปรามาส ไม่ได้
ภยปู รโต ทา่ นผปู้ ระกอบดว้ ยธรรมะระหวา่ งช้ันบคุ คล
อภยปู รโต ท่านผยู้ ังยินดพี อใจอยใู่ กล้ส่งิ ทเี่ ป็นภยั
ภพพฺ าคมโน ท่านผไู้ มย่ ินดีพอใจอยู่ใกล้สิง่ ทเ่ี ป็นภยั
อภพพฺ าคมโน ทา่ นผู้สมควรก้าวลงสกู่ ศุ ลธรรม
นิยโต ทา่ นผไู้ ม่สมควรกา้ วลงสู่กุศลธรรม
ท่านผมู้ ีคติแนน่ อน (คนทาอนนั ตรยิ กรรม ๕
อนยิ โต พวก นิยตมิจฉาทฏิ ฐิ และพระอริยบุคคล ๘)
ปฏิปนฺนโก ทา่ นผู้มคี ติยังไม่แนน่ อน
ผเลฏ โต ท่านกาลังปฏบิ ตั มิ รรค ๔
อรหา ท่านผู้ดารงอยู่แล้วในผล ๔
อรหตตฺ าย ปฏปิ นโฺ น. ท่านผู้เป็นพระอรหนั ต์
ท่านผปู้ ฏบิ ตั ิ เพือ่ ความเป็นพระอรหันต์ ฯ

ลักษณะทานอง บทน้ีว่าลงตัวท่ีละพยางค์จังหวะเท่า ๆ กันเหมือนก้าวเท้าเดินว่าควบคู่
สองศพั ทแ์ ลว้ หยุดเออ้ื นเสียง บางคสู่ ลบั เสยี งสงู –ตา่ บางศพั ท์หวนเสียงขนึ้ สงู บางศัพท์ หวนเสยี งต่าลง
ทรวง ทานองหลากหลาย ตอนท้าย ๆ ผู้ท่ีมีเสียงไม่คงที่จะออกอาการเสียงส่ันและหายเป็นช่วง ๆ
บางทา่ นเรยี กทานองบทน้วี ่า พระรามเดนิ ดง

๕. พระกถาวัตถุ ท่านย่อมกาหนดรู้บุคคลได้โดยอรรถท่ีแจ่มแจ้ง
ปุคฺคโล อปุ ลพภฺ ติ และอรรถะทยี่ อดเยยี่ ม หรือถูกแล้ว
สจฺฉกิ ตฺถปรมตฺเถนาติ สภาวะใด มีอรรถะท่ีแจ่มแจ้งมีอรรถะท่ียอด
อามนฺตา โย สจฺฉกิ ตโฺ ถ ปรมตฺโถ เยยี่ ม
ตามสภาพน้นั ทา่ นยอ่ มกาหนดรู้
ตโต โส ปคุ ฺคโล อุปลพภฺ ติ บุคคลนั้นได้ โดยอรรถะท่ีแจ่มแจ้งและอรรถะที่
สจฉฺ ิกตถฺ ปรมตเฺ ถนาติ ยอดเย่ียม
ทา่ นไม่พงึ กล่าวอยา่ งน้ัน
น เหว วตตฺ พฺเพ ท่านจงรบั รถู้ ึงการถูกตาหนิ
อาชานาหิ นิคฺคห หากท่านย่อมกาหนดรู้บุคคลได้โดยอรรถะท่แี จ่ม
หญจฺ ิ ปคุ ฺคโล อุปลพฺภติ แจง้

๕๗

สจฉฺ กิ ตฺถปรมตฺเถน และอรรถะทีย่ อดเยยี่ ม ไซร้
เตน วต เร วตตฺ พเฺ พ ด้วยเหตุนัน้ หนอแล ท่านจะตอ้ งกล่าววา่
โย สจฺฉิกตฺโถ ปรมตฺโถ สภาวะใดมีอรรถะที่แจม่ แจ้งมีอรรถะท่ียอดเย่ียม
ตโต โส ปคุ คฺ โล อุปลพฺภติ ตามสภาพนั้น ท่านยอ่ มกาหนดรู้บคุ คลน้ันได้โดย
อรรถะทแ่ี จ่มแจ้ง
สจฺฉิกตถฺ ปรมตฺเถนาติ และอรรถะทยี่ อดเยี่ยม หรอื
มิจฉา. ข้อนน้ั ผิด ฯ

ลกั ษณะทานอง บทน้วี ่าทีละพยางค์ แตล่ ะพยางค์กระตุกเปน็ จงั หวะคล้ายสะดุ้งบางที่เรียก
ทานองนีว้ ่า คุดทะราดเหยยี บกรวด

๖. พระยมก

เย เกจิ กุสลา ธมมฺ า ธรรมทงั้ หลาย ทเ่ี ปน็ กุศลเหล่าใด เหลา่ หน่งึ
สพฺเพ เต กุสลมลู า ธรรมทั้งหลาย เหล่านั้น ทัง้ หมดมีกุศลเปน็ มลู
เย วา ปน กุสลมูลา กห็ รือว่า ธรรมท้งั หลาย เหลา่ ใดมีกศุ ลเป็นมูล
สพฺเพ เต ธมฺมา กสุ ลา ธรรมทง้ั หลาย เหลา่ นั้น ทง้ั หมดเปน็ กุศลธรรม
เย เกจิ กุสลา ธมมฺ า ธรรมท้ังหลาย ทเ่ี ปน็ กศุ ลเหล่าใด เหล่าหนงึ่
สพเฺ พ เต กสุ ลมูเลน เอกมลู า ธรรมท้ังหลาย เหล่าน้ัน ท้ังหมดมีมูลเดียว คือ
กุศลมูล
เย วา ปน กสุ ลมเู ลน เอกมลู า ก็หรือว่า ธรรมทั้งหลาย เหล่าใดมีมูลเดียว คือ
กุศลมูลสพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ธรรมทั้งหลาย
เหล่านั้น ทงั้ หมดเปน็ กศุ ลธรรม ฯ๒๓

ลักษณะทานอง บทน้ีว่าทานองช้า ๆ เดินตัวเรียบ ๆ หวนเสียงข้ึนสูงเป็นบางช่วงแล้ว

หลบเสียงลงมาเดินตัวพยางค์ถัดไป ลักษณะเหมือนลมพัดชายเขา ออกอาการเย็น ๆ แฝงด้วย
ซึมเศรา้ ๒๔

๗. พระมหาปฏั ฐาน ธรรมทเ่ี ป็นเหตุทาใหเ้ กดิ และช่วยสนับสนนุ
ธรรมที่เป็นอารมณ์ และช่วยสนบั สนุน
เหตุปจจฺ โย ธรรมทเ่ี ปน็ ใหญ่และช่วยสนบั สนนุ
อารมฺมณปจจฺ โย ธรรมที่เกิดขึ้นติดตอ่ กัน และช่วยสนับสนุน
อธปิ ตปิ จจฺ โย ธรรมทเ่ี กดิ ขึน้ ติดตอ่ กันระหว่างมิได้ และช่วย
อนนตฺ รปจฺจโย
สมนนตฺ รปจฺจโย

๒๓ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, พระพิธธี รรม, หน้า ๔๕-๔๖.
๒๔ พระครกู ัลยาณสิทธิวฒั น์, พระพธิ ธี รรม การสวดทานองหลวง, หนา้ ๑๓๐-๑๓๑.

๕๘

สหชาตปจจฺ โย สนับสนุน
อญฺ มญฺ ปจฺจโย ธรรมทเี่ กดิ ขึ้นพรอ้ มกัน และชว่ ยสนับสนุน
นิสฺสยปจจฺ โย ธรรมทช่ี ่วยสนบั สนนุ แก่กันและกัน
อุปนสิ ฺสยปจจฺ โย ธรรมที่อาศัยกันและกัน และชว่ ยสนบั สนุน
ธรรมทอ่ี าศยั ซ่งึ กนั และกนั ได้แน่นอน และช่วย
ปุเรชาตปจจฺ โย สนบั สนนุ
ธรรมที่เกิดก่อน และช่วยสนบั สนนุ ธรรมท่ีเกิด
ปจฉฺ าชาตปจจฺ โย ภายหลงั
ธรรมทเ่ี กดิ ภายหลัง และช่วยสนับสนุนธรรมท่ี
อาเสวนปจจฺ โย เกิดก่อน
กมฺมปจฺจโย ความเคยชนิ เปน็ เคร่ืองชว่ ยสนบั สนุน
วิปากปจจฺ โย การตัง้ ใจกระทาเปน็ เครื่องช่วยสนบั สนนุ
ผลแห่งกุศลกรรมและผลแหง่ อกุศลกรรมเปน็
อาหารปจฺจโย เครือ่ งชว่ ยสนบั สนุน
อนิ ทฺ ฺริยปจฺจโย อาหาร ๔ เปน็ เครอ่ื งช่วยสนบั สนุน
ฌานปจฺจโย อินทรธี รรม ๒๒ เปน็ เคร่อื งชว่ ยสนบั สนุน
มคฺคปจจฺ โย การเพง่ อารมณเ์ ป็นเคร่ืองสนับสนนุ
ธรรมทเ่ี ป็นดุจทางนาไปส่สู คุ ติทุคคติและนิพพาน
สมปฺ ยุตฺตปจฺจโย และเปน็ เคร่ืองชว่ ยสนับสนนุ
ธรรมท่ปี ระกอบกันพร้อมด้วยลักษณะ ๔ และ
วปิ ยฺ ตุ ตฺ ปจฺจโย ชว่ ยสนับสนนุ
ธรรมทีไ่ มป่ ระกอบกนั ด้วยลกั ษณะ ๔และชว่ ย
อตถฺ ปิ จจฺ โย สนับสนนุ
นตฺถปิ จฺจโย ธรรมที่มอี ยยู่ ังไมด่ บั ไป และชว่ ยสนบั สนนุ
วคิ ตปจฺจโย ธรรมที่ไม่มีอยู่ ดับไปแล้ว และช่วยสนบั สนนุ
ธรรมที่ปราศจากไปแล้ว ดบั ไปแลว้ และช่วย
อวิคตปจจฺ โย. สนับสนนุ
ธรรมทย่ี งั ไม่ปราศจากไป ยงั ไม่ดบั ไปและช่วย
สนบั สนนุ ฯ

ลักษณะทานอง บทนี้ว่าทีละพยางค์ เดินตัวเรียบ ๆ ควบคู่สองศัพท์แล้วเอ้ือนเสียงท้าย
ศพั ท์ ลกั ษณะคล้ายกระแตไต่ไมท้ ี่ว่ิง ๆ ไปแล้วหยดุ เหลียวซ้ายแลขวาแล้วกไ็ ตต่ ่อไป

๕๙

๓.๔ สรปุ ท้ายบท

ตามท่ีบุคคลต่าง ๆ ได้บันทึกหลักฐานเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยธุ ยา
แสดงให้เห็นวา่ ธรรมเนยี มและรปู แบบการจัดพธิ ศี พเป็นส่งิ ที่มีความสาคัญต่อคนในสงั คมในยุคสมัยน้ัน
โดยเฉพาะอย่างย่ิงพิธีศพของบุคคลช้ันสูงของสังคมหรือพระมหากษัตริย์แล้ว ย่ิงเป็นพิธีกรรม
ท่มี ียิง่ ใหญ่อลงั การ และมีขน้ั ตอนที่ละเอยี ด และใชร้ ะยะเวลาในการจัดงานบาเพ็ญกุศลนาน มากว่า
งานศพของคนธรรมดาท่ัวไป มีพิธีกรรมอย่างเป็นระบบระเบียบ โดยมีเคร่ืองประกอบพิธีกรรมอย่าง
มากมาย พบวา่ มกี ารบรรเลงดนตรชี นดิ ต่าง ๆ และการสวดทางพระพุทธศาสนาเป็นส่ิงทีป่ รากฏควบคู่
กับพิธีศพเสมอ รายละเอียดจากหลักฐานได้กล่าวถึงการสวดไว้ว่า การสวดของพระสงฆ์ในงานศพ
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติท่ีสาคัญและใช้บทคาสวดภาษาบาลี มีเน้ือหาธรรมะเกี่ยวกับความตาย เรียกว่า
บทพระอภธิ รรม ประกอบกบั การสวดอยา่ งมีลานา มีทว่ งทานองคล้ายกับการขับร้อง

การสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ ยังเป็นประเพณีการใช้พิธีกรรม
ทางพุทธศาสนาเป็นตัวครอบคลุมท้ังแนวคิดและการปฏิบัติ ฉะน้ัน จึงเห็นได้ว่าการจัดงานศพน้ันเปน็
การจัดพิธีกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสาคัญของศาสนาต่อสังคมอยู่ในรูปแบบ
ของประเพณีมีการปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยมีความสัมพันธ์ของสถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบัน
พระมหากษัตริย์นั้นมีความสอดคล้อง ยอมรับและส่งเสริมซ่ึงกันและกันเรื่อยมา แสดงออกมาโดย
พิธีกรรมอันเป็นพระราชพิธีทางศาสนาต่าง ๆ ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ แสดงออกอย่างชัดเจนในส่วน
ของหนา้ ทข่ี องพธิ ีกรรมในสังคมไทย พิธกี รรมทางศาสนาท่ีสัมพันธ์กับกษัตรยิ ์ ในการสวดพระอภิธรรม
ในพิธีศพหลวงนี้ นอกจากเป็นการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีแล้ว ยังมีการเสริมคุณค่าให้กบั
พิธีกรรมต่าง ๆ โดยมีการยกระดับพิธีกรรมขึ้น ด้วยแนวคิดทางด้านสถาบันช้ันสูง ส่งผลให้เกิดการ
สร้างคุณค่าด้วยวิธีการต่าง ๆ ข้ึนในพิธีกรรม สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลจากความรู้สึกท่ีมีต่อสถาบัน
พระมหากษัตริยเ์ ป็นสาคัญ

บทที่ ๔

คณุ คา่ และประโยชน์ที่พึงจะไดร้ บั จากการมสี ว่ นร่วมในการสวดพระอภิธรรม
พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

พิธีกรรมหรือระเบียบแบบแผนต่าง ๆ อันดีงาม ท่ีพึงปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา
ซ่ึงเปรียบเสมือนเคร่ืองห่อหุ้มศาสนาไว้ให้พุทธศาสนิกชนท่ัวไปได้เห็นและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
ซึ่งจะทาให้พิธีกรรมต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม เป็นท่ีต้ังแห่งความเล่ือมใส
ศรัทธาของผู้พบเห็น และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเจริญด้านจิตใจของผู้นับถือพระพุทธศาสนา
ก่อให้เกิดศรัทธา ความเช่ือ ความเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนามากขึ้น นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องเชิดชู
เกียรติและศักดิ์ศรี พร้อมทั้งคุณค่าและประโยชน์ท่ีพึงจะได้รับ ผู้วิจัยกาหนดการศึกษาคุณค่าและ
ประโยชน์ท่ีพึงจะได้รับในการมีส่วนร่วมในการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร ไวด้ ังต่อไปน้ี

๔.๑ คุณค่าในฐานะเป็นแบบอยา่ งท่ดี ีตอ่ พทุ ธศาสนกิ ชนในการจัดพิธีศพ
๔.๒ คุณค่าดา้ นการมสี ่วนรว่ ม
๔.๓ สรุปทา้ ยบท

๔.๑ คณุ คา่ ในฐานะเป็นแบบอยา่ งทดี่ ีตอ่ พทุ ธศาสนิกชนในการจดั พิธศี พ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤ
บดนิ ทร สยามนิ ทราธริ าช บรมนาถบพติ ร รัชกาลท่ี ๙ ในราชวงศ์จักรี เสดจ็ สวรรคตเมอื่ วนั พฤหัสบดี
ที่ ๑๓ เดือน ตลุ าคม พุทธศกั ราช ๒๕๕๙ เวลา ๑๕ นาฬกิ า ๕๒ นาท๑ี

ในการน้ี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สานักพระราชวังจัดการพระบรมศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุด
ตามโบราณราชประเพณี อันเป็นธรรมธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างช้านาน โดยประดิษฐาน
พระบรมศพ ณ พระท่ีน่ังดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
โปรดกระหม่อมให้นิมนต์พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ทั้งกลางวัน และกลางคืนต้ังแต่เวลา
๐๕.๓๐ – ๒๑.๐๐ น. ตลอด ๑๐๐ วนั นบั จากวนั ท่ีสวรรคต

ในการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพนี้เป็นภาระหน้าท่ีของพระพิธีธีรรมทั้ง ๑๐ วัด
ที่ได้รับฎีกานิมนต์จากกรมการศาสนาแล้ว ต้องเข้าปฏิบัติหน้าท่ีสวดพระอภิธรรมตามโบราณ
ราชประเพณี ปัจจุบันสมัยพระพิธีธรรมจะได้รับอาราธนามาสวดพระอภิธรรม วันละ ๔ สารับ
สวดในเวลากลางวนั ๒ สารบั สวดในเวลากลางคืนอีก ๒ สารับ

๑ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), เรารักในหลวง, พิมพ์คร้ังที่ ๑๓, (กรุงเทพมหานคร:
บรษิ ทั สานกั พิมพ์เพ็ทแอนดโ์ ฮม จากัด, ๒๕๕๙), หนา้ ๑.

๖๑

ในการปฏิบัติหน้าท่ีจะเร่ิมเมื่อเวลา ๐๕.๐๐ น. โดยรถยนต์ของกรมการศาสนาจะมารับ
ท่ีวดั ของพระพิธีธรรมแต่ละวัดท่ีได้รับฎีกาอาราธนาแล้ว เพ่ือไปฉันภัตตาหารเช้าที่อรรถวิจารย์ศาลา
ด้านข้างพระท่ีน่ังดุสิตมหาปราสาท เมื่อทาภัตตกิจเรียบร้อยแล้ว เจา้ หน้าท่ีจะพาเข้าไปน่ังพักที่ศาลา
ด้านหน้าพระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อรอเวลาขึ้นสวด เมื่อพระพิธีธรรมสารับที่สวดกลางคืน
รบั พระราชทานฉันภัตตาหารเช้าเสรจ็ เรียบร้อยแล้ว สารับกลางวันก็จะขึ้นพระแท่นเตียงสวด ตง้ั อยู่ท่ี
มุขทางทิศเหนือใกล้พระอัฒจันทร์ข้ึนลงซ้ายขวา ตั้งแท่นลายสลักปิดทองประดับกระจกมีเสาโครง
เพดานผ้าระบายสามชั้น ขลิบทองแผ่ลวดห้อยพวงระย้าตรงกลาง แต่งด้วยพู่กล่ินทั้ง ๔ มุม จัดเป็น
อาสน์สงฆ์ลาดผ้าขาวมีหมอนอิง และตู้พระธรรม ท่ีหน้าพระแท่นเตียงสวดพระอภิธรรมทั้ง ๒ แท่น
ตงั้ เครอื่ งบูชากระบะมุกสาหรบั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จุดบชู าธรรม

เวลาประมาณ ๐๗.๓๐ น. เมื่อสารับกลางคืนได้อนุโมทนาจบแล้ว ลงจากพระท่ีน่ังดุสิต
มหาปราสาท จากนั้น สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซ่ึงเสดจ็ พระราชดาเนิน
มาถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรมเป็นประจา เสร็จแล้วจะทรงเสด็จไปทรงจุดธูปเทียนบูชา
ทเี่ คร่ืองกระบะมุก (ประกอบด้วยกระบะมุกย่อมุมไมส้ ิบสอง ๑ ใบ เชิงแก้ว ๕ เชิง สาหรบั ปักธูประกา
๑ เลม่ เทียนขี้ผึ้ง ๔ เลม่ พานเชงิ ใสพ่ ุ่มดอกไม้ ๔ เครื่องนมัสการกระบะมุก) ท่พี ระแท่นเตียงสวดพระ
อภิธรรมเตียงท่ีหน่ึง และเตียงที่สอง แล้วเสด็จกลับ ขณะน้ันพระพิธีธรรมเตียงท่ีหน่ึงจะสวดเพียง
สารับเดียว ส่วนเตียงที่สองตั้งพัดรับขณะทรงจุดธูปเทียนท่ีกระบะมุก เม่ือพระองค์จุดเสร็จและเสด็จ
พระราชดาเนินกลับแล้ววางพัดไว้ตามเดิม รอจนกว่าพระพิธีธรรมเตียงที่หนึ่งสวดจะจบแล้ว พระพิธี
ธรรมเตียงที่สองจงึ สวด ตอ่ จากนัน้ ก็สลับกันสวดเป็นระยะ จนกวา่ จะถงึ เวลาฉนั ภัตตาหารเพล

เวลา ๑๐.๑๐ น. พระพิธีธรรมทั้งสองสารับลงบันไดด้านทิศเหนือ แล้วไปข้ึนบันได
ทางทิศตะวนั ออก ขึน้ สู่อาสน์สงฆ์เพื่อฉันภัตตาหารเพล ซ่ึงจะมีบุคคลสาคัญซ่ึงเป็นบุคคลสาคัญท่ีเป็น
เชื้อพระราชวงศ์ หรือราชสกุลวงศ์ เป็นต้น มาประเคนและคอยปฏิบัติขณะที่พระกาลังฉัน เมื่อฉัน
เสร็จอนุโมทนาเรียบร้อย จะลงไปพักท่ีอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทางสานักพระราชวังจัดรับรองไว้สาหรับ
พระพิธีธรรม รอจนกว่าจะประโคมย่ายามเวลา ๑๒.๐๐ น. เม่ือประโคมจบแล้ว พระพิธีธรรม
ขึน้ ประจาพระแทน่ เตียงสวด และสวดสลับกนั จนถึง ๑๓.๕๒ น. ซ่งึ ชว่ งเวลานจ้ี ะมีพระบรมวงศานุวงศ์
เสด็จมาฟังสวดพระอภิธรรม หากไม่มีเสด็จ ก็จะทรงมอบหมายให้บุคคลสาคัญท่ีเป็นเชื้อพระราชวงศ์
ราชสกุล ปฏิบัติพระราชกิจแทน (ที่มีการสวดช่วงน้ีเป็นวาระพิเศษ ตรงน้ีผู้วิจัยเห็นว่าคงเป็นเวลา
เดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวรรคต จึงทรงเลือก
เวลาน้ีเป็นช่วงบาเพ็ญพระราชกุศลเป็นกรณีพิเศษ) หลังจากสดับปกรณ์เรียบร้อย ก็จะกลับขึ้น
พระแท่นเตยี งสวด แล้วสวดสลบั กนั ไปจนถึง ๑๗.๐๐ น. เดนิ ทางกลับวดั

หลังจากนั้น เวลาประมาณ ๑๘.๓๐ น. พระพิธีธรรมสารับที่สวดกลางคืนจะข้ึนประจา
พระแท่นเตียงสวด เพื่อผลัดเปลี่ยนสารับกลางวัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดาเนินมายัง
พระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง จากน้ันทรงจุดธูปเทียนเคร่ืองทองน้อยที่หน้า
พระบรมโกศ ทรงกราบหน้าพระบรมโกศ จากน้ันเสด็จไปทรงจุดธูปเทียนเคร่ืองนมัสการบูชา
พระพุทธรูปประจาพระชนมวารที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงกราบ ต่อจากนั้นเสด็จไป
ทรงจุดธูปเทียนบูชาท่ีเคร่ืองบูชากระบะมุก ประจาพระแท่นเตียงสวดที่หน่ึงก่อน แล้วเสด็จไปทรงจุด

๖๒

ธูปเทียนบูชาเครื่องบูชากระบะมุกที่พระแท่นเตียงที่สอง แล้วประทับสดับการสวดพระอภิธรรม
จานวน ๔ จบ ซึ่งพระพิธีธรรมท้ังสองสารับ จะต้องสวดสลับติดต่อกันสารบั ละ ๒ จบ โดยไม่ต้องหยุด
เวน้ ระยะเมือ่ สวดครบ ๔ จบแลว้ เจา้ หน้าทจี่ ะนิมนต์ไปสดบั ปกรณ์ทอ่ี าสนส์ งฆ์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จทอดผ้าไตร พระสงฆ์ท้ังนั้นสดับปกรณ์ และถวาย
อนุโมทนา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่งทักษิโณทก เสร็จแล้วพระสงฆ์(พระราชาคณะ) ถวายอดิเรก
ถวายพระพรลา เสรจ็ พิธีแล้ว สมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ทรงเสด็จพระราชดาเนินกลับ

ลาดบั ต่อจากนั้นพระพิธีธรรมข้นึ ประจาพระแท่นเตียงสวด และสวดสลับกนั ไปเป็นระยะ
ถึงเวลา ๒๑.๐๐ น. เรียบร้อยแล้วจึงเดินทางกลับวัด แต่หากพระพิธีธรรมรูปใดมีความประสงค์
จะจาวดั ท่อี าคารพิพิธภัณฑ์ ในพระบรมมหาราชวัง ทางเจ้าหน้าทีส่ านักพระราชวังกจ็ ัดเตรยี มไวใ้ ห้

เวลา ๐๖.๐๐ น. พระพิธีธรรมทั้งสองสารับท่ีสวดกลางคืนขึ้นประจาพระแท่นเตียงสวด
สลับกันสวดเตียงละหนึ่งจบ เสร็จแล้วลงไปฉันภัตตาหารเช้าที่อาสน์สงฆ์ สมเด็จพระเทพ
พระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดาเนินมาทรงประเคนภัตตาหารเชา้ และ
ทรงประเคนใบปวารณาบัตร ทรงหลั่งทักษิโณทก จากน้ันทรงเสด็จไปยังพระแท่นเตียงสวด ทรงจุด
ธูปเทียนบูชาท่ีกระบะมุก ที่หน้าพระแท่นเตียงสวดพระพิธีธรรมท้ังสองเตียง เรียบร้อยแล้วทรงเสด็จ
พระราชดาเนินกลับ สรุปเวลาการสวด ของพระพิธีธรรม จะสวดตามเวลาประจา ในกาหนด
๑๐๐ วัน พรอ้ มกับการประโคมย่ายามทุก ๓ ช่ัวโมง ดงั นี้

เวลา ๐๖.๐๐ น. พระพธิ ีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ายาม
เวลา ๐๗.๐๐ น. พระพิธธี รรมรบั พระราชทานฉันเชา้
เวลา ๐๙.๐๐ น. พระพธิ ีธรรมสวดพระอภธิ รรม และประโคมยา่ ยาม
เวลา ๑๑.๐๐ น. พระพธิ ธี รรมสวดพระอภธิ รรม และรับพระราชทานฉนั เพล
เวลา ๑๒.๐๐ น. พระพิธีธรรมสวดพระอภธิ รรม และประโคมย่ายาม
เวลา ๑๕.๐๐ น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมยา่ ยาม
เวลา ๑๙.๐๐ น. พระพิธธี รรมสวดพระอภิธรรม
เวลา ๒๑.๐๐ น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และประโคมย่ายาม (การประโคมย่า
ยาม เป็นราชประเพณีโบราณในพระบรมมหาราชวังเพ่ือเป็นสัญญาณให้ข้าราชการรู้กาหนดเวลาใน
การปฏิบัติหน้าท่ี และการประโคมย่ายามเวลามีพระบรมศพ หรือพระศพพระราชวงศ์ตลอดจนขุน
นางผใู้ หญ่)
อนึ่ง หากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงเสด็จพระราชดาเนินมา
บาเพ็ญพระราชกุศลมิได้ เน่ืองจากทรงติดพระราชกิจ บางวันก็จะทรงมอบหมายให้บุคคลสาคัญ
ที่เป็นเชื้อพระราชวงศ์ ราชสกุลวงศ์ ปฏิบัติพระราชกิจแทน ทั้งหมดนั้นเป็นภารกิจของพระพิธีธรรม
ทงั้ ๑๐ วดั ที่ได้ปฏิบัตหิ น้าที่ ตั้งแต่วันท่ี ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ถึง วันท่ี ๒๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๑
(รวมเวลา ๑๐๐ วัน) ซงึ่ ตามโบราณราชประเพณถี อื ไดว้ ่าเปน็ การสน้ิ สดุ “พระราชพธิ ีหลวง”

นบั จากวันท่ี ๒๒ ม.ค. ๖๑ เปน็ ต้นไป พิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพยงั คงดาเนนิ ตอ่ ไป
โดยเปลี่ยนจากพระราชพิธีหลวง เป็นพิธีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร

๖๓

ซ่ึงการน้ี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาต เปิดโอกาสให้ราชสกุล องคมนตรี
คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รฐั วสิ าหกิจ ภาคเอกชนต่าง ๆ พร้อมท้ังคณะบุคคล
ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบาเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมราลึกถึงพระมหา
กรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
บรมนาถบพติ ร ทกุ วัน จนกว่าจะถงึ วนั ออกพระเมรุ และถวายพระเพลงิ พระบรมศพ

พระราชพิธีออกพระเมรุน้ัน เมื่ออัญเชิญพระบรมศพ ไปประดิษฐาน ณ พระเมรุมาศ
มณฑลพธิ ีท้องสนามหลวงแลว้ มีพิธีกรรมทางศาสนา มดี งั น้ี

ภาคเช้ามีพิธีสงฆ์ คือ พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สดับปกรณ์ พระพิธีธรรมสวดส่งในการ
อญั เชิญพระบรมโกศไปประดิษฐานทพ่ี ระเมรุมาศ ณ มณฑลพธิ ที อ้ งสนามหลวง

ภาคกลางวันมีพิธีสงฆ์ คือ สวดพระพุทธมนต์ แสดงพระธรรมเทศนา และสดับปกรณ์
ภาคกลางคืนพระพิธีธรรม ๔ สารับ เข้าสวดพร้อมกัน ประจาส้าง ๔ มุม ผลัดกันสวดต่อเนื่องจนถึง
เวลา ๑๗.๐๐ น. และพระพิธีธรรมชุดกลางคืนจานวน ๔ สารับ เข้าสวดจนกว่าจะถึงเวลาท่ี
สมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว จะทรงเสดจ็ พระราชดาเนนิ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ

พิธีกรรมกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร ถือเป็นพิธที ่ีละเอียดอ่อน ทรงไว้ซึ่งคุณค่าทางราชประเพณี และเป็น
วัฒนธรรมอันสูงส่งของชาติไทย เป็นพิธีท่ีดูแล้วอัศจรรย์เข้มขลังศักดิ์สิทธ์ิ แม้คนไทยท่ีเกิดมาในช่วง
ชวี ิตหน่ึง ก็ยากย่ิงนักท่ีจะมีโอกาสได้เข้ารว่ มและได้เห็นพิธีเช่นน้ี จึงนับว่าเป็นบญุ วาสนาแล้ว สาหรับ
พสกนิกรชาวไทยท่ีเกิดมาใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร และได้เข้าร่วมพิธีอันทรงคุณค่าน้ี จากการที่
สมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ก็ดี พระบรมวงศานุวงศก์ ็ดี ทกุ พระองคน์ ั้น ทรงปฏิบตั ิพระราชกิจในการบาเพ็ญ
พระราชกุศลพระบรมศพด้วยความวิริยะอุตสาหะ กอรปด้วยพระราชศรัทธา ทรงใส่พระทัย
ในการพิธีกรรมทุกขั้นตอน ตรงนี้จึงถือเป็นแบบอย่างท่ีดีและมีคุณค่าอย่างย่ิงต่อพุทธศาสนิกชน
ในการจดั พิธีศพ

๔.๒. คุณคา่ ด้านการมีส่วนร่วม

ส่วนใหญ่พุทธศาสนิกชนมักเข้าใจกันว่า พิธีกรรม คือ การบูชาหรือแบบแผนต่าง ๆ
ท่ีปฏิบัตใิ นทางศาสนา หรือทางวัฒนธรรม เป็นรูปแบบที่ทาต่อ ๆ กันมาตามความเชอื่ โดยไม่เข้าใจว่า
ปฏิบัติไปทาไม ถือว่าพิธีกรรมปราศจากคุณค่าหรือสาระอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วพิธีกรรม
หมายถึง การกระทาท่ีเป็นพิธี หรือการกระทาเพื่อนาไปสู่ผลท่ีต้องการ โดยตัวพิธีกรรมเองแม้จะเป็น
เพียงรูปแบบ แต่หากนามาใช้อย่างเหมาะสมย่อมเกิดประโยชน์หลายอย่าง โดยเฉพาะหากทาให้มี
ความน่าประทับใจ เป็นไปตามความหมายแท้ คือ มีความเรียบร้อย เป็นระเบียบ เช่น การสวดอย่าง
พร้อมเพรียง ทาให้เกิดความงดงามในตัว สามารถเป็นพลังน้อมนาจิตให้เกิดความสงบ เส่ือมใส สมาธิ
และศรัทธา จนนาไปสู่สาระหรือความมุ่งหมาย พร้อมท้ังคุณค่าและประโยชน์ท่ีตนจะได้รับ
หรือผูป้ ระกอบพิธีกรรมตอ้ งการได้

๖๔

คุณธรรม ได้แก่ ความประพฤติดีจนเป็นนิสัยแต่ละอย่าง เช่น ความชอบธรรม
ความซ่ือสัตย์ ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ศรัทธา เป็นต้น ในพุทธศาสนามีหลักคาสอน
ทส่ี ่งเสรมิ คุณธรรมมากมาย ซงึ่ คณุ ธรรมเหล่าน้กี ่อใหเ้ กิดประโยชน์ทั้งในเชงิ ปัจเจกบุคคล และสงั คม๒

ตามปกติแล้วการจัดพิธีศพของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ผู้ที่เข้าร่วมในพิธีศพนั้นมักจะ
เป็นเครือญาติ เพื่อน และผู้ที่รู้จักคุ้นเคย แม้ในทางพระพุทธศาสนาก็ได้แสดงคุณธรรมข้อหนึ่ง
ในพิธีศพ ก็เพ่ือแสดงความเป็นญาติ ดังท่ีปรากฏในติโรกุฑฑสูตรตอนหนึ่งว่า โส าติธมฺโม จ อย
นทิ สฺสิโต เปตา น ปูชา จ กตา อุฬารา พลญฺ จ ภิกฺขูน มนุปฺปทินน ตุมเหหิ ปญฺ ปสุต อนุปฺปกนฺติ.
แปลว่า ญาติธรรมน้ีนั้น ท่านแสดงออกแล้ว การบูชาญาติต่าง ๆ ท่ีตายไปเกิดเป็นเปรต ทาอย่าง
ย่งิ ใหญ่แล้วทัง้ กาลังกายของภกิ ษุ ท่านก็เพ่ิมให้แล้ว เป็นอันว่าท่านสงั่ สมบุญไว้มใิ ชน่ ้อย ท้ังกาลังกาย
ของภกิ ษุ พระองค์กท็ รงเพ่ิมให้แลว้ พระองค์จงึ ทรงเป็นผสู้ ะสมบุญไวม้ ใิ ชน่ อ้ ยเลย๓

โดยสรุปแล้วผู้ที่เข้าร่วมในพิธีศพ คือ ต้องเป็นผู้ท่ีรู้จักกันเท่าน้ัน แต่สาหรับพิธีกรรม
บาเพ็ญกุศลงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมมาถบพิตร
ถึงแม้นจะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ แต่ก็ทรงเปิดให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าสามารถเข้าร่วมพิธีกรรมได้
โดยไม่ทรงเลือก เพราะถือวา่ เปน็ พสกนกิ รของพระองค์ ฉะนั้น ประชาชนทุกคนน้ันจึงสามารถเข้าร่วม
พิธีกรรมได้ตามสมควรแก่ฐานะของตน ซึ่งคุณค่าในด้านต่าง ๆ ท่ีพึงจะได้รับในการเข้าร่วมพิธีกรรม
มดี ังตอ่ ไปนี้

๔.๒.๑ คณุ ค่าดา้ นปัจเจกบุคคล

ใน อดีต ธรรมเนี ย มราชส านั กห ลายป ระการเป็ น ส่ิงท่ีราษฎ รยา กจ ะเห็ น และทราบ ได้
เพราะล้วนแต่เกิดข้ึนในเขตกาแพงพระบรมมหาราชวัง อันเป็นสถานท่ีศักดิ์สิทธิ์เฉพาะองค์
พระมหากษัตริย์ทท่ี รงเป็นเหมอื นองค์สมมติเทพ วถิ ีปฏิบัตขิ องราชสานกั จงึ มีความสลับซับซอ้ นเพื่อให้
สมเกียรติยศ แม้เมื่อเสด็จพระราชดาเนินออกจากเขตพระบรมมหาราชวัง ราษฎรก็ไม่มีสิทธิ
ที่จะชมพระบารมีและกระบวนพระราชพิธี เพราะจะเป็นการละเมิดทิพยภาวะแห่งองค์สมมติเทพได้
จนราวสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ราษฎรจงึ สามารถเขา้ ชมพระบารมไี ดอ้ ย่างเต็มที่

ในส่วนของพิธีบาเพ็ญกุศลพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรหาภูมิพล
อดุลยเดช บรมนาถบพิตร การสวดพระอภิธรรมนั้นส่ิงท่ีไม่สามารถละเลยในการสร้างคุณค่าได้
เพราะการเป็นถ่ายทอดพระธรรมในคัมภีร์ออกมาโดยใช้ส่ือทางศิลปะคือคีตศิลป์ กล่าวคือเป็นวิธีการ
โน้มน้าวจิตใจของผู้ฟังอันเป็นบาทฐานแห่งกระบวนการสร้างศรัทธาให้เกิดข้ึน ซ่ึงจะนาไปสู่ความ
เข้าใจสารัตถธรรมในลาดับต่อไป การผสมกลมกลืนของส่ิง ๓ สิ่ง คือ ความเชื่อทางศาสนา
ความจงรักภักดตี ่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และสนุ ทรียภาพของกระบวนการทางศิลปะนนั้ รวมอยใู่ น
พิธีกรรมการสวดพระอภิธรรม เม่ือสาเนียงเสียงสวดไปกระทบโสตของผู้ฟัง จึงเป็นการยากท่ีจะ
แยกแยะได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ฟังน้ันซาบซึ้งกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา หรือซาบซ้ึงในพระกรุณา

๒ เมธา หริมเทพาธิป, “เกณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตร : ศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และ
วธิ าน”, วทิ ยานพิ นธด์ ษุ ฎบี ัณฑติ , (บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา, ๒๕๕๗), หน้า ๙๑.

๓ ข.ุ ขุ.อ. (ไทย) ๗/๑๙๐

๖๕

โปรดเกล้าฯ ขององค์พระมหากษัตริย์ หรือซาบซึ้งกับเสียงการสวดกันแน่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพื้น
ความศรัทธาในพระศาสนาเป็นส่วนส่งเสริมความซาบซึ้งส่วนหน่ึง ความสานึกในความจงรักภักดีต่อ
องค์พระมหากษตั ริย์อีกสว่ นหน่งึ และแรงขับเคลอื่ นทางศิลปะอกี ส่วนหน่ึง แต่ถึงอยา่ งไรก็ตามส่วนใด
สว่ นหนึ่ง อาจมีอิทธิพลมากกว่าอีกส่วนหน่ึงน้ันยอ่ มเกิดขึ้นได้ ท้ังนี้ข้ึนกับขณะจติ ของผ้สู วดและผู้ฟัง
ในขณะน้ัน และพื้นฐานทางปัจเจกบุคคลเป็นสาคัญ ในส่วนของคุณค่าและประโยชน์ที่แต่ละคนจะ
ไดร้ ับ มีดังตอ่ ไปน้ี

๑. ได้แสดงความจงรักภักดี และได้น้อมสานึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงปกครองประชาชนและ
แผ่นดินไทย ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา ทรงเป็นมิ่งขวัญและเป็นศูนย์รวมความสามัคคี
ของประชาชนชาวไทย ทรงทาประโยชน์ให้แก่ชาติไทยเป็นอเนกประการ ทรงทานุบารุงอาณา
ประชาราษฎร์ สมณะ ชี พราหมณ์ ให้อยู่เย็นเป็นสุข และยังเป็นองค์ศาสนูปถัมภกทุกศาสนา
โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ซ่ึงเป็นศาสนาคู่ชาติไทยมาช้านาน ประชาชนคนไทยมีความรักและ
ภาคภูมิใจในพระองค์ จึงถวายความเคารพ และจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน ด้วยการทาความดีถวาย
พระองค์ ตรงนี้จะเห็นได้จากการประชาชนที่ได้เข้ากราบพระบรมศพจานวนหลายล้านคน ซ่ึงใน
ระหว่างการเข้ากราบพระบรมศพนั้น จะเป็นเวลาท่ีประกอบพิธีกรรมอยู่ตลอด เท่ากับประชาชนได้
เข้าเขา้ ร่วมในพิธีกรรมนั้น ซ่งึ นับว่าเปน็ คณุ คา่ อย่างสูงยิ่ง

๒. ได้เจริญมรณสติ ในการท่ีบุคคลแต่ละคนได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีกรรมงานศพนั้น
การเจริญมรณสติถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และถือว่าเป็นคุณค่าและประโยชน์และที่พึงจะได้รับเป็น
หลักธรรมที่ทาให้แต่ละบุคคลน้ัน ดารงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ซึ่งคุณค่าประโยชน์ของการเจริญ
มรณสติ มีดังน้ี

หลักมรณสติในพระพุทธศาสนาทาให้เรามองเห็นความจริงของชีวิต ที่มีอยู่น้อยนิด
ไม่อาจตั้งอยู่นานได้จึงทาให้ตระหนักว่า ชีวิตของเราแต่ละวินาที แต่ละวัน เดือนปีล้วนเป็นสิ่งมีค่า
มีประโยชน์ ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาน้ันถ้าเป็นการใช้ชีวิตไปในทางที่ไร้ประโยชน์ ย่อมเป็นชีวิตไม่มีสาระ
ใดเลย แต่ถ้าใช้ชีวิตเพ่ือการทาประโยชน์แก่ตนและคนอ่ืนแล้วก็ถือได้ว่าเป็นส่ิงที่ถูกต้อง มีสาระ
ยิ่งกว่าน้ันจะต้องรู้จักปกครองตนด้วยความไม่ประมาทในสิ่งทั้งปวง จึงทาให้เกิดประโยชน์ในการ
ดารงชวี ิต คอื

๑) ทาให้เราดารงชีวิตเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาทมัวเมาในชีวิต วัย เวลา และ
ในรูปรา่ งหน้าตา เป็นต้น

๒) ทาให้เรามีจิตใจรู้ลึกกลัวต่อบาปกรรม กลัวความไม่ดี เพราะตายแล้วผู้คน
ตเิ ตียนและหนั มาทากรรมดี ตายแลว้ ผู้คนสรรเสรญิ

๓) ทาให้เรามีความประมาทน้อยลง มีสติทากิจการงานมากขึ้น เพราะได้
ตระหนักรู้แจ้งว่าชีวิตที่ประกอบด้วยธาตุส่ขี ันธห์ ้า ยาววา หนาคืบ กว้างศอกนม้ี ีโอกาสตายได้ทกุ ขณะ
และความตายเป็นเรื่องท่ใี หค้ วามยุตธิ รรมกบั ทุกชีวิต ทกุ ๆ ชวี ิตตอ้ งไดร้ ับ

๔) ทาให้เราเป็นผู้ตื่นในการทากิจท้ังปวง โดยไม่มีการผัดวันประกันพรุ่งในการ
สร้างความดี

๖๖

๕) ทาให้เราเกิดความสลดใจ สงบจิตมีปัญญามองเห็นธรรมดาของชีวิตว่า
ล้วนตกอย่ภู ายใตอ้ านาจกฎของพระไตรลกั ษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทกุ ข์ และไมข่ ึ้นตอ่ อานาจใคร

๖) ทาให้เราไม่มีความยึดม่ันในทรัพย์สมบัติ สามารถทาจิตใจให้ปล่อยวางได้
เม่ือไม่ได้ดังความปรารถนา เป็นผู้ปราศจากมลทิน คือ ความตระหน่ี ส่ิงที่จะช่วยเราได้ในเวลาตาย
คือ ความดี อนั มศี ลี ทานและภาวนา เป็นตน้

๗) ทาให้เรารู้จักวิธีเตรียมตัวก่อนตาย และฉลาดรับมือเมื่อความพลัดพราก
มาเยือน

๘) ช่วยให้เรามีความรัก มีความเข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน หายโกรธ
เคืองกนั ให้อภัยแก่กัน แล้วหนั หน้ามาทาความดีต่อกัน เพราะรู้วา่ ความโกรธเปน็ ส่ิงที่ไมด่ ี เปน็ ไฟไหม้
จิตใจของเราให้เร่าร้อน ไม่มีความสงบสุข ดังนั้น คนท่ีอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขก็ด้วยความรักท่ีมีต่อ
กัน และยังตระหนักรู้อีกว่ามีเวลาไม่นานชีวิตเราก็จะต้องตายจากกัน ช่วงเวลาที่เหลืออยู่น้ีเราควรมี
ความรักตอ่ กันและหมั่นทาความดีให้มาก

๙) ทาให้เราได้เข้าใจถึงหลักธรรมวา่ ชีวิตของเราและสัตว์ทั้งปวงในโลกน้ีมกี รรม
เปน็ ของตน เกดิ มาคนเดียว เวลาตายก็ตายคนเดยี ว คนอื่นไม่อาจตายไปกับเราได้เพราะแตล่ ะคนย่อม
เป็นไปตามกรรมทสี่ ร้างไว้

๑๐) ทาให้เราหม่ันระลึกถึงความตายอยเู่ นือง ๆ ย่อมเป็นผู้ไม่หลงตายแล้วย่อม
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์คุณค่าของมรณสติที่ได้กล่าวมานั้น เป็นการช้ีให้เห็นแล้วว่าชีวิตของคนเรา
เกิดข้ึน ต้ังอยู่ ดับไปในที่สุด และมีอายุเป็นอยู่เพียงน้อยนิด ด้วยเหตุน้ีเราจึงควรระวังอย่าประมาท
และยงั มพี ระพุทธพจนท์ รงตรสั เปรียบเทียบถงึ ความนอ้ ยนดิ ของชวี ติ ไวด้ ังนี้

(๑) ชีวิตสัตว์น้อยนิดเหมือนหยาดน้าค้างบนยอดหญ้าพอถูกแสงอาทิตย์
กแ็ ห้งหายไปโดยรวดเร็ว

(๒) ชีวติ สัตว์นอ้ ยนดิ เหมอื นฟองน้าทเี่ กดิ จากเม็ดฝนใหญย่ ่อมแตกไปเร็ว
(๓) ชีวติ สัตวน์ อ้ ยนดิ เหมอื นรอยไม้ทขี่ ีดลงในน้ายอ่ มกลบั เขา้ หากันโดยเรว็
(๔) ชวี ติ สตั วน์ ้อยนิดเหมือนน้าทไี่ หลจากภูเขาย่อมไหลลงไปอย่างเดยี ว
(๕) ชีวิตสัตว์น้อยนิดเหมือนบุรุษท่ีกาลังตะล่อมก้อนเขฬะไว้ที่ปลายล้ิน
ยอ่ มถม่ ออกจากปากโดยง่าย
(๖) ชีวิตสัตว์น้อยนิดเหมือนชิ้นเน้ือที่ใส่ลงไปในกระทะเหล็กท่ีร้อนจัด
ตลอดวันเนื้อน้นั ย่อมไหม้ไปโดยพลนั
(๗) ชีวิตสัตว์น้อยนิดเหมือนแม่โคที่ถูกนาไปฆ่าย่อมเดินเข้าไปใกล้ที่ฆ่า
(คอื ความตาย) ทุกขณะ๔

ชีวิตที่มีอายุอันน้อยนิดนี้ เต็มไปด้วยโรคภยั และสาเหตทุ ี่ทาให้เกิดความตาย
อยู่รอบด้าน และความตายเป็นสัจจะธรรมอย่างหนึ่งท่ีเป็นความจริง คอื ทุกคนเกดิ มาต้องตายเปน็ แน่
ฉะน้ัน เพ่ือความไม่ประมาทกับการสร้างคุณความดี ก็จะตอ้ งมีการเตือนให้มนุษย์ท้ังหลายได้ทราบว่า
เรามีความเจ็บเป็นแน่ เรามีความแก่ และความตาย ดังน้ัน ถ้าเราไม่ทาคุณความดีในวันน้ีในวันพรุ่งนี้

๔ อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๗๔/๑๖๗.

๖๗

ไม่ทราบว่าจะอยู่ถึงหรือไม่ เพ่ือเป็นการไม่ประมาทในชีวิต จะต้องรีบเร่งกระทากิจของตนให้ดี ดังมี
พุทธพจน์ตรัสแก่ภิกษุว่าภิกษุทั้งหลาย เราได้กาหนดอายุ กาหนดประมาณอายุ กาหนดฤดู กาหนดปี
กาหนดเดอื น กาหนดกึ่งเดือน กาหนดราตรี กาหนดวัน กาหนดอาหาร และ กาหนดอันตรายแห่งการ
บริโภคอาหารของมนุษย์ผู้มีอายุ ๑๐๐ ปี ด้วยประการฉะน้ีแล๕ การท่ีมีชีวิตอันน้อยนิดนี้จึงพากัน
ตระหนักในการทาความดีให้มาก เพ่ือจะได้เพ่ิมพูนคุณงามความดี และจะได้ลด เลิก ละส่ิงที่ไม่ดี
ทงั้ หลายใหห้ มดไป

ในกาลน้ีพระพุทธองค์ได้ตรัสถึงการประกอบกิจของตนและคนอ่ืนว่า ภิกษุท้ังหลาย
น่ันโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่ง อย่าประมาท อย่าเป็นผู้มีวิปปฏิสาร (ความร้อนใจ)
ในภายหลังเลย นี้เป็นอนุสาสนีของเราเพ่ือเธอทั้งหลาย การที่เราประกอบกิจตนให้สมบูรณ์ดี
เพื่อไม่ให้เป็นผู้ประมาทในชีวิต เพื่อให้สานึกเตือนตนอยู่เสมอว่าชีวิตคน และสัตว์ล้วนมีความตาย
รอคอยอยู่เบื้องหน้า แล้วเราก็จะได้พิจารณาสารวจตัวเองถึงความดีและไม่ดี ว่ายังมีส่ิงใด เร่ืองใด
ท่ตี นเองยังไม่ทาจะได้รีบเร่งขวนขวายทาดีก่อนความตายมาถึง ดังมพี ุทธพจน์ตรสั ถึงความไม่ประมาท
แก่ภิกษุว่าเม่ือภิกษุสังวรจกั ขุอินทรยี ์อยู่จิตยอ่ มไม่ซ่านแส่ไปในรปู ทั้งหลายทพ่ี ึงรู้ด้วยจักษุ เมอ่ื มีจิตใจ
ไม่ซ่านแส่ ปราโมทย์ก็เกิด เมื่อมีปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด เมื่อมีจิตใจปีติกายก็สงบระงับ ผู้มีกายสงบ
ยอ่ มเปน็ สุข ผู้มีสุขจติ ใจย่อมเป็นสมาธิ เมือ่ จิตใจเป็นสมาธธิ รรมท้ังหลายก็ปรากฏ เม่ือธรรมท้ังหลาย
ปรากฏ ผู้นั้นจึงนับว่าเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วที่จะไม่ตายนั้นไม่มี
ผู้ที่ทากิจด้วยความไม่ประมาทย่อมมีชีวิตอยู่เป็นสุข ไม่มีโทษ มีแต่ความเจริญในชีวิตการงานทั้งตรง
และทั้งออ้ ม๖

๓. ในส่วนของผู้วิจัยที่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
นับวา่ เปน็ ความภาคภูมใิ จอย่างย่ิง และในการสวดทาให้เกิดคุณคา่ และประโยชน์ ดงั น้ี

๑) เป็นการสร้างศรัทธา คือ เป็นผู้มีความเช่ือม่ันในคุณของพระรัตนะตรัย
กล่าวคือพระพุทธเจ้าทรงตรสั รู้และเปดิ เผยสัจธรรมแก่มวลมนุษย์ พระธรรมทาให้เข้าใจในสรรพส่ิงได้
อย่างแท้จริง และพระสงฆ์เป็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วนาคาสอน
มาเผยแพร่แกป่ ระชาชน ดงั น้ัน การสวดจึงเป็นการเสริมสร้างพลังศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนา และนอ้ ม
นาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใชใ้ นการดาเนินชีวติ อยา่ งมีคณุ ค่ามากท่ีสดุ

๒) เป็นการสรา้ งปญั ญา คือ การสร้างสรรค์พลงั ทางปัญญา เพราะการทเี่ ราท่อง
บ่นจดจาหลักธรรมที่ปรากฏในพระอภิธรรมน้ัน แล้วนาไปพิจารณาเพ่ือให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
โดยการพินิจพิจารณาความหมายของแต่ละสูตร ซ่ึงในกระบวนการดังกล่าวเป็นการพัฒนาทางด้าน
ความคดิ และสตปิ ัญญาใหเ้ กิดขน้ึ ย่อมสามารถขจดั ปญั หาอปุ สรรคได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมทส่ี ดุ

๓) เป็นการเจริญสติ และตัดความเห็นแก่ตัว เพราะในขณะที่กาลังสวดมนต์น้ัน
ความเบ่ือหน่าย ง่วงนอน และเกียจคร้านจะหายไป กลับมีจิตใจแช่มช่ืนฮึกเฮิมอย่างน่าประหลาด
นอกจากนี้ก็เป็นการตัดความเห็นแก่ตัวออกไปอีกด้วย เพราะในขณะท่ีเราสวดอารมณ์จะจดจ่ออยู่
ท่บี ทคาสวด ไม่ทาใหค้ ิดไปในเร่ืองอืน่ ที่เป็นเหตใุ ห้เกดิ ความฟุง้ ซา่ น

๕ องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๓/๗๓/๓๖.
๖ ส.สฬา. (ไทย) ๑๘/๑๔๔/๙๘.

๖๘

๔) ทาให้จิตสงบเป็นสมาธิ ในขณะที่สวดพระอภิธรรม เพราะผู้สวดต้องสารวม
ใจให้แน่วแน่ ไม่หว่ันไหวคลอนแคลน มีใจจดจ่ออยู่กับบทสวด ระมัดระวังอย่าให้สวดผิดอักขระ
ขณะทส่ี วดอยู่จติ ยอ่ มเป็นสมาธิ เม่ือจติ เปน็ สมาธแิ ลว้ ย่อมทาใหม้ พี ลงั ในการปฏิบตั หิ นา้ ทไี่ ด้ดียงิ่ ขึ้น

๔.๒.๒ คณุ ค่าดา้ นสงั คม

การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
นับเป็นความสูญเสียคร้ังย่ิงใหญ่ท่ีคนไทยมิอาจลืมเลือน เพราะนอกจากพระองค์จะทรงเป็น
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยท้ังชาติแล้ว ยังทรงเป็น "พ่อของแผ่นดิน"
พสกนิกรต่างโศกเศร้าเสียใจสุดพรรณนา แต่ว่าสรรพสิ่งทุกอย่างล้วนตกอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์
อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเกิด แก่ เจ็บ และตาย เป็นเร่ืองธรรมดาท่ีทุกชีวิตน้ันต้องเผชิญ
อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อวาระสาคัญย่ิงนีเ้ กิดมีข้ึนแล้ว พสกนิกรควรแสดงความกตัญญู อันจะมีผล
สืบทอดออกมาเป็นกตเวทิตา อันจะเป็นการปฏิบัติอย่างจริงจังยั่งยืน โดยเป็นการเตือนใจประชาชน
ให้ตื่นตัวระลึกรู้และตง้ั ใจนาตนเข้าสู่การทากิจกรรมทั้งหลาย ท่จี ะทาให้เกิดผลเป็นการสนองพระราช
ปณิธาน และตัวประชาชนเองก็ได้พัฒนาชีวิตเจริญบุญประพฤติธรรม พร้อมกับผลรวมที่จะเกิดเป็น
ความสามัคคีและความม่ันคงของประเทศชาติ ตวั อยา่ งเช่น

ในส่วนของวัดอารามต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศได้ จัดพิธีสวดพระอภิธรรม นอกจากน้ันยังมี
โครงการปฏิบัติธรรม โครงการอุปสมบท เพ่ือเป็นการน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล และเป็นการ
ราลึกซาบซึ้งในพระคณุ ที่ได้ทรงบาเพ็ญพระราชกรณียกจิ นานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร

ส่วนข้าราชการได้ทุ่มเทสรรพกาลังในการทาหน้าท่ีด้วยเสียสละเพื่อเป็นการแสดงความ
จงรกั ภักดี และนอ้ มสานึกในพระมหากรุณาธคิ ุณ เชน่

ด้านทรรศนศิลป์ กลุ่มงานศิลปากรและผู้มีความรู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม
ออกแบบ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ต่างเสนอและอาสาในการสนองงานพธิ ี และลงมือทาดว้ ยความต้ังใจ
ทางานทกุ อยา่ ง เพ่ือให้งานออกมาประณีตงดงามสมพระเกียรตยิ ศ ตรงนี้จะเห็นได้จากเครื่องประกอบ
เกียรติยศต่าง ๆ มีความย่ิงใหญ่และทรงคุณค่าอย่างมาก ท้ังการบันทึกข้ันตอนพิธีกรรม โดยที่สุดคือ
การสรา้ งพระเมรมุ าศนั้น มคี วามงดงามอย่างทไ่ี ม่เคยปรากฏมาก่อน

ในส่วนของด้านประชาชน ก็ได้มีการทาความดีมากมายถวายพระองค์ เช่น การนา
อาหารมาออกโรงทาน การบริการผ้าเย็นน้าด่ืมสาหรับผู้เดินทางมาเข้าร่วมพิธี และการบริการอีก
มากมายนับไม่ถ้วน ท้ังหมดก็เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ ในฐานะท่ีประชาชนคน
ไทยทกุ คนไดเ้ กิดมาใตร้ ม่ พระบรมโพธสิ มภาร จงึ นบั ว่าเปน็ ความภาคภูมใิ จอยา่ งยง่ิ

คุณค่าด้านสังคม จะเกิดขึ้นได้น้ันต้องอาศัยหลักความสามัคคี ซ่ึงเป็นหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนาโดยมีพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นตัวเช่ือมโยง มีหลักการสาหรับส่งเสริม
ความคิด ความเชื่อและการกระทากรรมต่าง ๆ ที่ดีมีประโยชน์ให้แก่มนุษย์ เพ่ือสร้างความเหมาะสม
ให้แก่ตน คนอื่น และสังคมในด้านต่าง ๆ กล่าวคือ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม เพราะหลัก
คาสอนทั้งปวงสะท้อนให้เห็นว่าเป็นปรากฏการณ์ท่ีมุ่งสนับสนุนความสาคัญของทั้งสาม เพราะความ
กลมกลืนท่ีพอเหมาะกัน คอื สิ่งท่ีหมายถงึ ความช่วยกันปฏิบัติตนตามหลักศีลธรรมดงั พระพุทธภาษิต

๖๙

ที่ว่า “บุคคลต้ังวาจาและใจ ไว้โดยชอบ มิได้ทาบาปด้วยกาย อยู่ครอบครองเรือนท่ีมีข้าวและน้ามาก
เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้อ่อนโยนมีปรกติเอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ ทราบถ้อยคา ผู้ที่ต้ังอยู่ในธรรม ๔ อย่างเหล่าน้ี
ช่ือว่าผู้ดารงในธรรม ไม่ต้องกลัวปรโลก”๗ พึงทาความเข้าใจถึงความหมาย ลักษณะ องค์ประกอบ
และจดุ มุ่งหมายของความสาคญั ของสามัคคี ดังตอ่ ไปน้ี

ก) ความหมายของคาวา่ สามัคคี

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของคาว่า “สามคั คี” ไว้วา่ “สามัคคี
หมายถึง ความพร้อมเพรียงกันมนี ้าหนึ่งใจเดียวกัน สมานฉันท์ หมายถึง มคี วามพอใจรว่ มกนั พร้อมใจ
กนั ”๘

ชัยวัฒน์ อัตพัฒน์ และวิธาน สุชีวคุปต์ ได้กล่าวถึงความสามัคคีไว้ว่า ความสามัคคี
หมายถึง ความพร้อมเพรียงกันคนต้ังแต่สองคนขึ้นไปมีความคิดเห็นร่วมกัน และมีความรักใคร่นับถือ
กัน ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน จนทาหน้าที่ได้สาเร็จ เรียกว่า มีความสามัคคี ความสามัคคีมีประเด็น
ท่ีต้องพิจารณาอยู่ ๒ ประเด็นคือ การแสดงออกทางการทางานและความนึกคิดทางจิตใจเพ่ือความ
สะดวกในการศึกษาก็จะขอแบ่งความสามัคคีออกเป็น ๒ อย่าง ได้แก่ ความสามัคคีทางกายกับ
ทางใจ๙

ความสามัคคีจัดเป็นหลักธรรมหรือหลักปฏิบัติสากลของสังคมมนุษย์ทั่วโลกเพราะ
หากชนชาติใดมีความสามัคคีกัน ปัญหาต่าง ๆ ความขัดแย้ง ความเสื่อมโทรมด้านต่าง ๆ ในสังคมน้ัน
ก็ย่อมจะมีน้อยหรือไม่มีเลย ท้ังนี้ก็เพราะการแสดงออกซ่ึงการร่วมแรงร่วมใจกัน เพ่ือปฏิบัติงาน
ให้สาเร็จลุล่วงอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ความสามคั คีตอ้ งอาศยั ความอดทน เสียสละความเห็นอกเห็นใจซ่ึง
กันและกนั และตระหนกั ในปัญหารว่ มกัน ท้ังนี้จะต้องมีการทางานรว่ มกันบ่อย ๆ จะเห็นผลดีของการ
ร่วมมอื มากกว่าการแยกทาอะไรอย่เู พยี งคนเดยี ว ความสามคั คจี ะกอ่ ใหเ้ กิดความรกั ใครก่ ลมเกลยี วกัน
และสามารถปฏิบัติงานทุกอย่างสาเร็จ ฉะน้ัน การมีความเข้าใจถึงความหมาย ลักษณะ และประเภท
ของความสามัคคีนั้น จึงนับว่ามีความสาคัญและจาเป็นอย่างยิ่งของสังคมมนุษย์ในปัจจุบันท่ีกาลัง
ประสบกบั สภาวการณ์ต่าง ๆ ทงั้ ดีและไม่ดี เมื่อมีความเขา้ ใจในคาสอนเรือ่ งสามคั คธี รรม

สรุปได้ว่า ความสามัคคี หมายถึง การแสดงออกซ่ึงความร่วมมือ ร่วมใจร่วมแรง
ทางกาย ทางวาจา และทางใจของผู้คนในสังคมเพ่ือก่อให้เกิดความดีงามและผลประโยชน์ที่ทุกคน
พึงได้รับอย่างเท่าเทียมกัน แต่ความสามัคคีมิใช่จะเป็นเรื่องท่ีจะทาหรือปฏิบัติได้ง่าย ๆ ซ่ึงทั้งหมดน้ี
ก็ล้วนข้ึนอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ๆ ด้วย เช่น ทัศนคติ จารีตประเพณี ศรัทธาความเช่ือมั่น การปฏิบัติ
หน้าท่ีของผู้คนท่ีได้รับความมอบหมาย ผู้นา และความต้ังใจจริงของผู้คนทุกคนในสังคมไทย
เป็นหลักความสามัคคีที่จะนาไปสู่ความสงบสุข และความเจริญรุ่งเรอื งของประเทศชาตจิ ึงจะสามารถ
เกดิ ข้ึนได้อยา่ งแทจ้ ริง

๗ ส.ส. (ไทย) ๑๕/๒๐๘/๕๒
๘ พระธรรมปิฎก (ป.อ ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐,
(กรุงเทพมหานคร: บรษิ ัทเอส. อาร.์ พรน้ิ ต้งิ แมส โปรดักส์ จากดั , ๒๕๔๖), หน้า ๒๕๔.
๙ ชัยวัฒน์ อัตพัฒน์ และวิธาน สุชีวคุปต์, หลักการดารงชีวิตในสังคม , พิมพ์ครั้งที่ ๔,
(กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคาแหง, ๒๕๓๘), หน้า ๑๔๘.

๗๐

ข) คณุ ลักษณะของความสามคั คี

ลักษณะของความสามัคคีตามทัศนะของพุทธศาสนา คือ แนวความคิดและการ
ปฏิบัติที่เก่ียวกบั การกระทาโดยตรง และเพ่อื ส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของความสามัคคีได้
อย่างถูกตอ้ ง ด้วยเหตุนี้ การแสดงออกซ่งึ การกระทาจึงเป็นอีกวธิ ีหนึ่งของความสามคั คี และเป็นหลัก
สาคัญที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิดเรื่องความสามัคคีในพระพุทธศาสนาเถรวาทได้อย่าง
ตรงไปตรงมา ดังคุณลักษณะท่ีปรากฏในพระไตรปิฎก และนักวิชาการได้กล่าวถึงคุณลักษณะของ
ความสามคั คีไว้ ดงั น้ี

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ท่านยังได้กล่าวถึง ความสามัคคีของมวลมนุษย์ว่า
ทุกคนสามารถปฏิบัติได้เพ่ือการอยู่ร่วมกันในสังคม เพ่ือความสงบสุข ความเจริญของโลก มนุษย์
ทุกคนสามารถร่วมมือกัน มีความสมัครสมานสามัคคีเป็นอันหน่ึงกันเดียวกันในการสร้างสรรค์โลกได้
ด้วยการปฏิบัติตนตามหลักพรหมวิหาร ๔ ประการ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
เพราะหลักธรรมดังกล่าวน้ี พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้เพ่ือให้มนุษย์ทุกคนเป็นพรหม คือ เป็นผู้
สร้างสรรค์อภิบาลโลก ช่วยกันบารุงรักษาโลกน้ีให้มีสันติสุข ด้วยเรี่ยวแรงความพากเพียรของมนุษย์
เอง โดยไม่ตอ้ งรอเทพเจ้าหรอื อานาจวเิ ศษใดๆ มาบนั ดาลให้๑๐

พระบาทสมเด็จพระปรนมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้ประทาน
พระบรมราโชวาทในโอกาสเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระท่ีน่ังอนันตสมาคม วันศุกร์ท่ี ๙
มิถุนายน ๒๕๔๙ มีใจความว่า๑๑ คุณธรรมซ่ึงเป็นที่ตั้งของความรักความสามัคคีที่ทาให้คนไทยเรา
สามารถร่วมมอื ร่วมใจกนั รักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจรญิ รุ่งเรืองสบื ต่อกนั ไปได้ตลอดรอดฝั่ง

ประการแรก คอื การที่ทุกคนคิด พูด ทา ด้วยความเมตตามงุ่ ดีมงุ่ เจรญิ ตอ่ กนั
ประการทสี่ อง คอื การทแี่ ตล่ ะคนตา่ งช่วยเหลอื เกอ้ื กลู กัน ประสานงาน ประสาน
ประโยชนก์ นั ใหง้ านทท่ี าสาเรจ็ ผล ทงั้ แกต่ น แก่ผู้อน่ื และแกป่ ระเทศชาติ
ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา
และในระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทยี มเสมอกนั
ประการท่ีส่ี คือ การท่ีต่างคนต่างพยายามทาความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้อง
เท่ียงตรง และมนั่ คงอยู่ในเหตุในผล หากความคิดจิตใจและการประพฤติปฏบิ ัติที่ลงรอยเดยี วกนั
ในทางท่ีดี ที่เจริญนี้ยังมีพร้อมมูลอยู่ในกายในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่า
ประเทศชาติไทยจะดารงมั่นอยู่ได้ตลอดไป จึงขอให้ท่านท้ังหลายในมหาสมาคมนี้ ท้ังประชาชนชาว
ไทยทกุ หมู่เหล่าได้รักษาจิตใจและคณุ ธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่นและถ่ายทอดความคิดจติ ใจน้กี นั

สรุปใจความสาคัญท่ีว่าความเจริญรุ่งเรือง ความสงบสุขของชาติบ้านเมืองและ
ของตนส่วนบุคคลแตล่ ะคนน้ันจะเกดิ มขี น้ึ ไดก้ ็ด้วยความรรู้ กั สามัคคี ร่วมมอื รว่ มแรงกนั ของทุก ๆ ฝ่าย
ที่เกี่ยวข้อง หากต่างคนต่างแสวงหาหรือกระทาเพียงฝ่ายเดียวแล้ว ความเจริญ ความสงบสุขก็ยาก

๑๐ พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ ฺโต), กรณีธรรมกาย, พมิ พค์ ร้งั ที่ ๑๕, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์อาไพ,
๒๕๔๒), หนา้ ๓๒๖.

๑๑ กระทรวงวัฒนธรรม, สรุปผลการดาเนินงานกิจกรรม ฉลอง ๖๐ ปีครองสิริราชสมบัติ,
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด, ๒๕๔๙), หน้า ๑.

๗๑

ท่ีจะเกิดข้ึนได้ แม้เกิดขึ้นไดก้ ็เป็นความเจริญและความสงบสุขท่ีไม่ย่ังยนื ได้เลย ฉะนั้น หากประชาชน
ชาวไทยทุกหมู่เหล่ารักพระเจ้าอยู่หัว รักบ้านเมือง รักคนอื่น และรักตนเองแล้ว ทุก ๆ คนล้วน
มีหน้าท่ีจะต้องปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าที่ของตนที่ได้รับมอบหมาย เป็นนักเรียนนักศึกษาก็ต้อง
ต้ังอกต้งั ใจเล่าเรียนศึกษาหาความรู้ เป็นขา้ ราชการก็ตงั้ ใจปฏิบัติหน้าท่อี ย่างถกู ต้องยุตธิ รรมเท่ียงตรง
เป็นบิดามารดาของบุตรธิดาก็ต้องตั้งใจพร่าสอนแต่สิ่งที่ดีงามแก่บุตรธิดา และเป็นพระภิกษุก็ตั้งใจ
ปฏบิ ตั ติ นตามพระธรรมวนิ ยั และทาการส่ังสอนชาวบ้านโดยไม่หวงั แก่ลาภสกั การะ เป็นต้น

ฉะน้ัน ความเจริญ ความสุข ความทุกข์ของสังคมล้วนมีเหตุปัจจัยมาจากประชากร
ในสังคมน้ัน ๆ เอง หาใช่สิ่งอ่ืนไม่ แม้ว่าปัจจัยภายนอกจะมีอยู่บ้างก็ตาม หากประชาชนผู้เป็นสมาชิก
ของสังคมซ่ึงเป็นปัจจัยภายในมีความสามัคคี รักใคร่ปรองดองกันแล้วก็สามารถต้านทานหรือทาลาย
ปญั หาอปุ สรรคทีเ่ กดิ จากปจั จัยภายนอกน้ันได้

ประเวศ วะสี ได้กล่าวถึง ลักษณะของสามัคคีอันแสดงถงึ ความเข้มแขง็ ของชุมชนไทยว่า
ตอ้ งประกอบด้วยองค์ธรรม ๕ ประการ จึงจะสามารถสร้างความสามัคคีปรองดองนาไปสู่ความเจริญ
ของชาติบ้านเมืองได้ พอสรุปใจความได้ว่า ๑๒ ในการสร้างสังคมสันติประชาธรรมให้สาเร็จต้อง
คานึงถึงองค์ประกอบหรือขันธ์ของสังคมให้ครบทั้ง ๕ คือ ศีลธรรมเข้มแข็ง ปัญญาเข้มแข้ง เศรษฐกิจ
ถูกต้อง รัฐถูกต้อง และสังคมเข้มแข้ง ทั้ง ๕ คือ เบญจขันธ์ของสังคม ขันธ์ ๕ มีความเก่ียวข้อง
เช่ือมโยงและมีผลถึงกัน ต้องพัฒนาให้ครบท้ัง ๕ ประการ อย่างเชื่อมโยงกันจึงจะเกิดสังคมสันติ
ประชาธรรมมี ความสามัคคีปรองดองกัน การพัฒนาอย่างใดอย่างหน่ึงโดยเอกเทศ จะเป็นเศรษฐกิจ
ก็ดี ศีลธรรมก็ดี จะไม่ได้ผลในองค์ประกอบท้ัง ๕ “สังคมเข้มแข็ง” เป็นฐาน ถ้าสังคมเข้มแข็ง
เศรษฐกจิ จะดี การเมืองจะดศี ลี ธรรมจะดี และทาให้ปัญญาเป็นไปด้วยดี

ฉะน้ัน ยุทธศาสตร์ชาติควรพุ่งเป้าไปสู่การสร้างสังคมเข้มแข็ง ใช้สังคมเข้มแข็ง
เป็นเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และศีลธรรม เพราะสังคมเข้มแข็งหมายถึง สังคมที่มีการรวมกลุ่ม
กันในรูปต่าง ๆ เช่น ชมรม สมาคม มูลนิธิ สหกรณ์ ชุมชน หรือประชาคม เม่ือมีการรวมตัวกันเป็น
ชุมชนหรือประชาคม จะเกิดพลังสร้างสรรค์ท่ีสามารถป้องกันสิ่งร้ายและสร้างส่ิงดีทุกอย่าง
ท้งั เศรษฐกจิ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม ส่ิงแวดล้อม การเมือง และสุขภาพทุกคนในสังคมต้องร่วมมือกัน
ในการปฏิบัติหน้าท่ีของตนตามฐานะ ตาแหน่ง เช่น ข้าราชการ พ่อค้าและประชาชน เป็นต้น
ทุกคนต้องมีศีลธรรมประจาใจ มีปัญญา รัฐบาลผู้ดูแลชาติก็ต้องมีศีลธรรมมีปัญญาสามารถสร้าง
เศรษฐกิจความเป็นอยู่ท่ีดีให้เกิดแก่ประชาชนในชาติ ทาสังคมทุก ๆ ด้านให้เข้มแข็งด้วยตนเองให้ได้
จงึ จะสามารถนาชาตบิ ้านเมอื งให้อยู่รอดปลอดภยั มีความสงบสุขได้

๑๒ ประ เวศวะสี, ยุทธศาสตร์ชาติเพ่ือความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และศีลธรรม,
(กรงุ เทพมหานคร: สานักพมิ พห์ มอชาวบา้ น, ๒๕๔๑), หนา้ ๖๔-๖๕.

๗๒

ค) องค์ประกอบของความสามัคคี

องค์ประกอบของความสามัคคีตามทัศนะของพุทธศาสนา คือ แนวความคิดและการ
ปฏิบัติท่ีเก่ียวกับการกระทาโดยตรง และเพื่อส่งเสริมความเข้าใจเก่ียวกับลักษณะของความสามัคคี
ได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ การแสดงออกซึ่งการกระทาจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งของความสามัคคีและเป็น
หลักสาคัญที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิดเร่ืองความสามัคคีในพุทธศาสนาเถรวาทได้อย่าง
ตรงไปตรงมาในเร่ืองเก่ยี วกับการปกครองอันแสดงถึงองค์ประกอบของความสามัคคขี องผูค้ นในสังคม
โดยที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งไปที่บุคคลมิใช่ระบบ เน่ืองจากรัฐมีไว้เพื่อความสุขของประชาชนและ
ความสุขท่ีแท้ต้องเป็นความดีงามตามหลักธรรมคาสอนของพระองค์ ดังนั้น คาสอนของพระพุทธเจ้า
จึงมีจุดมุ่งหมายเดียวของชีวิต คือการประเมินค่าว่าอะไรดี อะไรช่ัว จะต้องเป็นไปในแนวเดียวกัน
จะขัดแย้งกันไม่ได้ ซึ่งจะให้ความสาคัญแก่ตัวบุคคลผู้มีหน้าท่ีปกครองมากกว่า คือ เม่ือบุคคลเป็น
คนดีแล้ว ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบบใดก็ตามก็จะนาประชาชนไปสู่ความดี และความสุขได้ท้ังส้ิน
พระพุทธเจ้าทรงปรารถนาจะสร้างคนมากกว่าสร้างระบบ เนื่องจากให้ผลท่ีตรงกว่า และถาวรกว่า
แต่การท่ีต้องสร้างระบบในปัจจุบัน ก็เพราะสร้างคนไม่สาเร็จน่ันเอง และเมื่อสร้างคนไม่สาเร็จ
อย่างน้อยก็เอาระบบมาควบคุมคนบ้างก็จะทาให้เกิดผลขึ้นได้บ้าง เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายเช่นที่
ประสงค์น้ัน พระพุทธเจ้าได้กาหนดสังคมตัวอย่างขึ้นเป็นแบบฉบับ เพ่ือง่ายในการปกครอง และเป็น
ตัวอย่างให้เห็นว่าการประพฤติตามธรรม การมีธรรมเป็นแกนกลางของสังคม กอ่ ผลประโยชน์ได้จริง
เพียงใด สังคมตัวอย่างในสมัยนี้คือสังคมพุทธอันประกอบด้วยบริษัท ๔ ได้แก่๑๓ “สังคมภิกษุ ภิกษุณี
อบุ าสก และอบุ าสิกา”

โดยเฉพาะสังคมพระสงฆ์เป็นสังคมตัวอย่างของสังคมพุทธบริษัทด้วยกัน เป็นตัวอย่าง
ของสังคมภายนอกด้วย กฎเกณฑ์ต่าง ๆ คาสอนต่าง ๆ จึงเน้นหนักที่พระสงฆ์ เริ่มต้นท่ีพระสงฆ์
และกวดขันท่ีพระสงฆ์มาก ผลท่ีได้รับก็คือ เป็นสังคมท่ีมีความสงบสุข ไม่มีการถือช้ันวรรณะ มีการ
เคารพกันตามลาดับอาวุโส มีความประพฤติ ทางกาย ทางวาจา สงบเสงี่ยมเรียบร้อยเสมอกัน
มีทัศนะความคิดเห็นเป็นสัมมาทิฎฐิอย่างเดียวกัน สมาชิกในสังคมต่างก็เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย
ปกครองง่าย มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบ ไม่เปน็ การขัดแย้งกันรนุ แรงถึงข้ันกอ่ การทะเลาะวิวาทกัน
ใหญ่โต เพราะเหตุแห่งความคิดไม่ตรงกัน สังคมพระสงฆ์จึงเป็นสังคมที่ช้ีให้ว่าเป็นการปกครองโดย
ธรรม แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า บุคคลท่ีจะมาทาหน้าท่ีเป็นผู้ครองนั้น มีความเข้าใจในหลักธรรม และ
พุทธวิธีการปกครองของพระองค์มากน้อยเพียงใด และจะนาเอาพุทธวิธีการปกครองมาใช้ในการ
ปกครองอย่างไร ให้มีความเหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน และให้มีความเป็นธรรมกับผู้อยู่ภายใต้การ
ปกครอง และใช้อานาจอย่างเป็นธรรมอย่างไรเข้มแข็ง อบอุ่นมีความเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่ซ่ึงกันและกัน
โดยการนาหลักธรรมทางศาสนามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ภายใต้สิ่ง
ยึดเหนี่ยวหรือศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ทาให้สามารถดารงชีวิตได้อย่างมีความสุข มีความ
สมานฉันท์ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกับธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม หากวิถีชีวิตคนในสังคมได้มีการ
ปรับตัวสอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รู้เท่าทันเหตุการณ์ ครองตนได้อย่างมีสติ และบูรณาการกัน
อยา่ งสมดลุ และย่ังยืน

๑๓ องฺ.จตกุ กฺ . (ไทย) ๒๑/๑๓๐/๑๗๙.

๗๓

ง) จดุ ม่งุ หมายของความสามคั คี

ขึ้นชื่อว่า ความสามัคคีที่เป็นธรรมแล้ว ก็ย่อมมีผลเป็นความสุข ความเจริญของหมู่
ชนในชาติสงั คมนัน่ เอง มขี ้อความท่ีเนน้ ให้ทราบถงึ จุดมุ่งหมายของความสามัคคขี องหมู่ชนทุกหมู่เหล่า
๒ ประการดว้ ยกนั ไดแ้ ก่ ๑) ความพร้อมเพรียงของหมชู่ น ๒) ความพร้อมเพรียงทาให้เกดิ ความสขุ ๑๔

ความพร้อมเพรียงดูเหมือนย่อมมีในส่ิงท่ัวไป นาฬิกาย่อมมีเคร่ืองจักรและอ่ืน ๆ
สาหรับนาฬิกาท่เี ดนิ ได้ คือ สิ่งเหล่าน้ันพรอ้ มเพรียงกันเป็นไปตามสว่ นตามหน้าท่ีของมัน ถ้าไม่ได้สว่ น
หรือชารุดเสียบางอย่างขาดไปบางอย่างก็เดินไม่ได้ ธาตุทง้ั ๔ ของคนพรอ้ มเพรียงกันทากิจตามหน้าที่
ของตนเป็นไปเสมอไมห่ ย่อนไม่กาเริบ คนกม็ ีความสบาย ถ้ากาเริบหรือหยอ่ นไปคนกไ็ ม่สบาย หมู่ใดมี
กจิ ท่ีต้องทาอย่างใด ต่างก็ช่วยกันทาไม่แก่งแย่งกันเอาเปรียบกัน ความพร้อมเพรยี งของหมู่นั้นต้องทา
อย่างน้ัน ก็ย่อมมีบริบรู ณค์ วามพรอ้ มเพรียงของหม่มู ีแล้วก็ให้เกิดสุข คือ ตา่ งคนต่างอยู่สาราญด้วยกัน
ไม่บาดหมางกัน ควบคุมหมู่น้ันให้เป็นไปม่ันคง เป็นท่ีครั่นคร้ามของเหล่าชนจะมาดูหมิ่นข่มเหง ยัง
โภคทรัพย์ศฤงคารบริวารให้เจริญทวี ต่างคนต่างมีอัธยาศัยต่อกัน ผ่อนหนักผ่อนเบาต่อกัน
ไม่ถือกัน ไม่ล่วงเกินกันให้เหลือเกิน ช่วยตักเตือนกัน เห็นแก่กันมากกว่าเอาเปรียบแต่ประโยชน์ตน
หวงั ดตี ่อกัน มเี มตตากายกรรม เมตตาวจกี รรม เมตตามโนกรรมต่อกัน เป็นเหตุใหม้ ีสามัคคีบคุ คลนั้น
ระคนอยู่ด้วยสงั สัคคะ คอื เวร ย่อมไม่พ้นไปจากเวรได้ และที่ว่า “ความเพียรของผู้พร้อมเพรียงกันให้
เกิดสุข”๑๕ พระพุทธพจน์ได้แสดงให้เห็นถึงพระกรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนเหล่า
เวไนยสตั ว์ท่เี ป็นหมเู่ หล่าให้ประพฤตถิ อ้ ยคาที่รักษาประโยชนข์ องกันและกัน

ข้อน้ีหมู่ชนท่ีพากันพากเพียรในกิจการงานท่ีชอบ ความเพียรของเขาให้เกิดสุข
จริงอยู่ หมู่ชนพร่ังพร้อมกันทาการด้วยความอุตสาหะ ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยหรือติดขัดอันมีใน
ระหว่าง ๆ พร้อมใจกันทาเป็นน้าหน่ึงใจเดียวกันทีเดียว ความเพียรของเขาให้เกิดสุขกายใจสมกับที่
เขาพรักพร้อมใจกันเพียร และเมื่อกล่าวด้วยภูมิธรรม ตปธรรม ความเพียรเผากิเลสของหมู่ท่านผู้
สามัคคี คือ มีจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เกิดสุขแก่หมู่ท่านตามสมควรแก่เหตุ คือ เพียรละกิเลส
โดยเอกเทศหรือโดยสมุจเฉทตปธรรมของทา่ นผ้มู จี ติ เปน็ อนั เดยี วกันให้เกดิ สุขเห็นปานดงั น้ี

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุจักเป็นผู้พร้อมเพรียงกันประชุมพร้อม
เพรียงกันเลิกพร้อมเพรียงกันทากิจแห่งสงฆ์ พึงหวังความเจริญส่วนเดียว ไม่มีเสื่อมเลย ดังอานิสงส์
ของหลกั สาราณียธรรม อนั เปน็ หลักธรรมทีช่ ่วยใหเ้ กดิ ความสามัคคีกนั ๖ ประการ ได้แก่

๑) เป็นที่รักของผูอ้ ่นื
๒) เป็นที่เคารพของผู้อื่น
๓) เป็นมูลเหตใุ ห้สงเคราะหซ์ ่งึ กันและกนั
๔) เป็นไปเพอ่ื ความไมว่ ิวาทกนั และกัน
๕) เป็นไปเพือ่ ความพรอ้ มเพรียง
๖) เป็นอันหน่งึ อนั เดียวกัน

๑๔ อง.ฺ ทสก. (ไทย) ๒๔/๔๐/๖๙.
๑๕ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๒๔/๒๘-๒๙.

๗๔

เฉพาะอานิสงส์ข้อ ๕ และข้อ ๖ เป็นมูลฐานแห่งความสามัคคี ความสามัคคีจะ
เป็นไปได้ต้องมีธรรมท้ัง ๒ ข้อนี้ สมดังพระพุทธพจน์ว่า “ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่
ประพฤติดีแล้ว ย่อมนาความสุขมาให้”๑๖ กล่าวคือ ย่อมดัดใจผู้ประพฤติให้ต้ังอยู่ในความสัตย์
เท่ียงธรรมไม่เอนเอียง ความประพฤติอะไรด้วยน้าใจจรงิ ช่ือว่าความสัตย์ มีนิทัสสนอุทาหรณ์ท่ีจะพึง
แสดง คอื “ความประพฤตเิ ท่ียงธรรมในหนา้ ท่ี ความซอ่ื ตรงต่อมิตร และความสวามิภักด์ิในเจา้ ของตน
และความกตัญญูในท่านผู้มีอุปการคุณ ความสัตย์นี้เป็นรสให้เกิดความช่ืนบาน เป็นท่ีจับใจของชน
ทั้งปวง ล่วงเสียซึ่งสรรพรสท่ีจะพึงรู้แจ้งด้วยชิวหาวิญญาณก็ดี ด้วยทวารอ่ืนก็ดี เพราะทาบุคคลให้
สามัคคพี ร้อมเพรยี งเปน็ น้าหนง่ึ ใจเดียวกัน ช่วยประกอบกิจน้นั ให้สาเรจ็ เปน็ ประโยชน์แก่ตน และผอู้ ่ืน
ท้งั สองฝา่ ย จุดม่งุ หมายของความสามัคคี สรุปไดว้ า่

๑) ช่วยใหม้ นุษย์มจี ติ ใจประกอบด้วยเมตตากรุณา
๒) ชว่ ยใหก้ ารกระทาผิดดว้ ยความโลภ ความโกรธ ความหลง ลดลง เบาบาง
๓) ช่วยใหส้ ังคมมคี วามเจรญิ กา้ วหนา้ อย่างย่ังยืน
๔) ชว่ ยใหป้ ระเทศชาตสิ ามารถดารงสถาพรชวั่ ลูกหลานได้

ดังนั้น แนวความคิดและคุณลักษณะเรื่องความสามัคคีน้ันต้องเป็นไปในลักษณะ
ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนท์ ้งั แกต่ น คนอืน่ รวมท้งั ส่วนรวมอันมีชาติบา้ นเมืองเป็นที่หลกั ลักษณะของความ
สามัคคีต้องสอดประสานกันระหว่างการกระทาทางกายและจิตใจ กล่าวคือ การกระทาทางกายต้อง
ถูกต้อง ดีงาม การกล่าววาจาทางปากต้องอ่อนหวาน ถูกต้อง ไพเราะ และการนึกคิดทางปัญญา
ต้องอยู่ในลักษณะที่ถูกต้องดีงาม เป็นสัมมาทิฏฐิเพ่ือให้เกิดประโยชน์ท้ังแก่ตน คนอ่ืนและสังคม
สว่ นรวมได้

๔.๒.๓ คณุ ค่าดา้ นศาสนา

พิธีกรรมการสวดโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นปัจจัยสืบทอดรักษาพระศาสนาน้ัน มิใช่แต่
การสวดพระอภิธรรมอย่างเดียวเท่าน้ัน แม้การสวดอื่น ๆ เช่น สวดสรรเสริญพระพุทธคุณ พระ
ธรรมคุณ พระสังฆคุณ หรือแม้แต่สวดพระปาติโมกข์ ก็ถือว่าเป็นการสวดด้วยเหมือนกัน เพราะการ
สวดน้ันเร่ิมจากการสวดพระปาติโมกข์เพ่ือสอบทานพระบัญญัติของภิกษุทั้งหลายในวันอุโบสถ
หลังจากน้ันการสวดจะเป็นไปในลักษณะแสดงธรรมสอนธรรม และการท่องจาพระสูตรที่พระสาวก
ทั้งหลายปฏิบัติกันต่อ ๆ มา ซึ่งวิธีการสวดเหล่าน้ีจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติเกิดสมาธิ ดังปรากฏในคัมภีร์
พระไตรปิฎก ทฆี นกิ ายปาฏกิ วรรค วา่

เม่ือภิกษุท้ังหลายแสดงธรรม สอนธรรม สาธยายธรรมตามท่ีได้ฟังไดเ้ รยี นมาแก่ผ้อู ่ืนโดยพิสดาร
แล้ว เธอย่อมรู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรม เม่ือรู้ทั่วแล้วย่อมเกิดปราโมทย์เมื่อปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ
เมือ่ ปีติกายยอ่ มสงบเมอื่ กายสงบ ยอ่ มไดเ้ สวยสุขเมื่อมสี ขุ จติ ยอ่ มต้งั ม่นั ๑๗

๑๖ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๑๔๒๐/๒๖๔.
๑๗ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๒๒/๓๑๓.

๗๕

ดังนั้น อาจจะกล่าวได้ว่าคาว่า “สวด” หมายถึง การแสดงสอนและสาธยายธรรม คือ
พระพุทธพจน์เพือ่ ทรงจาใหข้ ้ึนใจด้วยตนเอง และเพ่ือเผยแผ่คาสอนแกช่ นทั้งหลายดังปรากฏหลกั ฐาน
การสวดธรรมของพระสาวกในพระวนิ ยั ปิฎกว่า

พระโสณกุฏิกัณณะเถระสวดอัฏฐกวรรคให้พระพุทธเจ้าฟัง ด้วยทานองสรภัญพระพุทธเจ้าทรง
ยกย่องวา่ เป็นผเู้ ลิศในการสวดธรรมดว้ ยเสยี งท่ไี พเราะและในพระสุตตันปฎิ กกล่าววา่ นนั ทมารดา
อุบาสกิ าสวดปารายนสตู รทานองสรภญั ญะจนทา้ วเวสสวุ ัณมหาราชเลอ่ื มใส๑๘

อน่ึงการสวดทางพระพุทธศาสนานั้นเป็นการสาธยายเพ่ือท่องจาพระธรรมคาสอน เช่น
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายมี พระมหากัสสปะเป็นประธาน
ได้ทาการสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นครั้งแรกซ่ึงการสังคายนาน้ัน หมายถึง การสวดพร้อม ๆ กัน
เพ่ือตรวจสอบพระธรรมวินัยให้ลงกัน สมกัน จนได้มีการจัดหมวดหมู่พระไตรปิฎกไว้ให้สวดเพื่อจา
ได้ง่าย และให้พระภิกษุสงฆ์ทรงจาพระธรรมวินัยโดยวิธีการท่องจาหรือเล่าสืบต่อกันมาด้วยวิธีท่ี
เรียกว่า มุขปาฐะ ดังข้อความว่า ภิกษุทั้งหลายในอดีตมีปัญญามากได้นาพระบาลี คือ พระไตรปิฎก
และอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกต่อกันมาด้วยมุขปาฐะ จะเห็นได้ว่าการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธ
พจน์ในคร้ังพุทธกาลนั้น ใช้วิธีเรียนแบบบอกปากตอ่ ปากแล้วท่องจาสวดสาธยายตอ่ ๆ กันมา เรียกว่า
มุขปาฐะ วิธีเล่าเรียนพระพุทธพจน์ที่เรียกว่า มุขปาฐะน้ี พระสาวกใช้มาต้ังแต่สมัยพระพุทธองค์ยัง
ทรงพระชนม์อยู่โดยแบ่งกันท่องเป็นคณะตามความถนัดของแต่ละบุคคล เบ้ืองต้นพระอุบาลีเถระทา
หน้าท่ีทรงจาพระวินัย พระอานนท์เถระทรงจาพระสูตร และพระสารีบุตรทรงจาพระอภิธรรม ภิกษุผู้
ถนัดพระวินัยก็เรียนพระวินัยจากพระอุบาลีเถระ ผู้ถนัดพระสูตรก็เรียนพระสูตรต่อจากพระอานนท์
ผู้ถนัดพระอภิธรรมก็เรียนพระอภธิ รรม ตอ่ จากพระสารีบุตรเถระ แลว้ ก็รว่ มกนั สวดสาธยายเป็นคณะ
เพื่อสะดวกต่อการสวดสาธยายพระพุทธพจน์ เช่น พระทัพพมัลลบุตร เมื่อจัดที่พักให้พระต่างถิ่นซึ่ง
เดินทางมาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็จัดให้พักอยู่เป็นคณะ ตามความถนัดในการทรงจาพระพทุ ธพจน์
การสบื ตอ่ พระพุทธพจนด์ ้วยวิธที ่องจายังปรากฏวา่ ครง้ั หนงึ่ พระโสณกฏุ ิเดินทางจากชนบทหา่ งไกลมา
เฝ้าพระพุทธองค์ทรงรับส่ังให้พระเถระพักอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกับพระองค์พอตกดึกจึงให้ท่าน
สวดพระสูตรให้สดับ พระเถระสวดพระสูตรให้พระพุทธองค์สดับ ถึง ๑๖ สูตร ก็พอดีสว่างและเม่ือ
พระพุทธองค์ประชวรก็ได้ให้พระมหาจุนทะ สวดโพชฌงคสูตรให้สดับจนหายจากอาการประชวร
ในพระวินัยปิฎก ยังระบุว่าในอาวาสที่มีภิกษุจาพรรษาอยู่มากรูปจะต้องให้มีภิกษุสวดปาฏิโมกข์ได้
หนง่ึ รูปเปน็ อย่างนอ้ ย หากไมม่ จี ะต้องขวนขวายสง่ ไปเรียนยงั สานกั ที่มีผู้สวดไดห้ ากไมท่ า เช่นนั้น ก็จะ
ปรับอาบัติแก่เจ้าอาวาส เพราะโทษท่ีไม่ใส่ใจจะให้มีผู้ทรงจาพระปาฏิโมกข์ แสดงให้เห็นว่า
สมยั พุทธกาลนน้ั ไดม้ ีการนาพระพุทธพจนม์ าท่องบน่ สาธยายกนั อย่างกวา้ งขวางอยู่แลว้

พระสารีบุตรเถระ ได้มีการริเริ่มจัดหมวดหมู่พระพุทธพจน์ไว้ เป็นแบบอย่างแล้ว
เพื่อสะดวกแก่การทรงจาจนเกิดพระสูตร ๆ หนึ่ง ช่ือสังคีติสูตร แปลวา่ พระสูตรว่าด้วยการสังคายนา
หรือพระสูตรว่าด้วยการจัดระเบียบคาสอนน่ันเอง ภายหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานได้ ๓ เดือน ได้มี
การจัดระเบียบแบบแผนการทรงจาคาสอนใหม่อย่างเป็นระบบเรียกว่าการสังคายนาโดยพระอรหันต์

๑๘ องฺ.สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๕๓/๙๒–๙๓.

๗๖

๕๐๐ รูป มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน และได้มีมติจะรักษาพระพุทธพจน์ ที่จัดระเบียบไว้แล้ว
ด้วยวิธีมุขปาฐะหรือวิธีท่องจา ภายหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานประมาณ ๔๕๐ ปี จึงได้มีการบันทึก
พระพุทธพจน์เป็นตัวหนังสือท่ีลังกาทวีปสาเหตุมาจากบ้านเมืองมีความผันผวนอันเกิ ดจากสภาวะ
สงคราม จึงยากแก่การทรงจาพระพุทธพจน์ ๒๔ ร่องรอย การทรงจาพระพุทธพจน์ด้วยวิธีมุขปาฐะ
ที่พระสงฆ์สาวกใช้มาต้ังแต่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่น้ัน ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน เช่น
การสวดพระอภิธรรมในพิธีกรรมงานศพ สวดพระปาติโมกข์ทุก ๑๕ วัน เพ่ือทบทวนสิกขาบท ๒๒๗
สวดมนต์ทาวัตรเช้า-เย็น ของพุทธบริษัท แล้วยังมีการสวดอกี มากมายหลายประการ การสวดเหล่านี้
ลว้ นเป็นปจั จยั ในการสวดเพื่อรักษาสบื ทอดพระพทุ ธศาสนาท้งั ส้นิ

๔.๓ สรุปทา้ ยบท

ในส่วนวัฒนธรรมประเพณี และพิธีกรรมงานศพน้ี ในแต่ละภูมิภาคจะมีการจัดงานศพ
ที่แตกต่างกันไปตามบริบทของสังคมโดยส่วนใหญ่นั้นจะมีรากฐานมาจากศาสนาทั้งนั้น แต่งาน
พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ถือว่าเป็น
แบบอย่างท่ีดีของการจัดพิธีศพตามคติทางพระพุทธศาสนา เพราะว่าพระมหากษัตริย์ไทย
ทุกพระองค์ ทรงมีความผูกพันธ์ใกล้ชิดกับบวรพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ด้วยพระราชศรัทธา
ในคาสอนทรงตั้งมั่นในการทานุบารุงพระพุทธศาสนา ประจักษ์ได้โดยการแสดงพระองค์ให้เห็นถึง
ความทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเปน็ พทุ ธศาสนูปถัมภก ดงั ที่ปรากฏในพระราชกรณียกิจนานัปการ
เช่น ทรงบาเพ็ญพระราชกุศลบุญกิริยาวัตถุ โดยการถวายสังฆทาน พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์
ทานุบารุงวัดต่าง ๆ สร้างพระพุทธรูปที่สาคัญ ทรงบาเพ็ญพระราชกุศลในพิธีทางพระพุทธศาสนา
ท่ีสาคัญ ตามโบราณขัตติยประเพณี เช่น จะเห็นได้จากการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบัน
เสด็จพระราชดาเนินมาทรงบาเพ็ญพระราชกุศล ทรงสดับพระอภิธรรม ในการสวดพระอภิธรรม
พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมาหภูมิพลอดุยเดช บรมนาถบพิตร เป็นต้น ตรงน้ีจะเห็น
ได้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์น้ัน ทรงทานุบารุงพระพุทธศาสนาอยู่ ๔ มิติ ได้แก่ บารุง
ศาสนธรรม อปุ ถัมภ์ศาสนบคุ คล บันดาลดลศาสนวัตถุ ทานุศาสนพธิ ี

บทที่ ๕

สรปุ ผลการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะ

ผลการวิจัยเรื่อง ศึกษาพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบุรพกษัตริย์ไทย
โดยมีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาประวัติและรูปแบบพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมในสังคมไทย
๒) เพอ่ื ศกึ ษาพิธกี รรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของบุรพมหากษัตรยิ ์ไทย ๓) เพื่อศึกษาคณุ ค่า
และประโยชน์ท่ีพึงจะได้รับจากการมีส่วนร่วมในการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุยเดช บรมนาถบพิตร สรปุ ผลการวิจยั และเสนอแนะ ดงั น้ี

๕.๑ สรปุ ผลการวจิ ัย

๑. มูลเหตุแห่งการแสดงพระอภิธรรมเกิดข้ึนจากการที่พระพุทธเจ้านาเอาพระอภิธรรม
มาแสดงโปรดพุทธมารดา ซ่ึงเป็นประเพณีแห่งพระพุทธท้ังหลายในอดีตกาล เมื่อทรงกระทายมก
ปาฏิหาริย์ แล้วทรงเสด็จเข้าจาพรรษา ณ ดาวดึงส์ภพ ทรงตรัสเทศนาพระสัตตปกรณาภิธรรมปิฎก
(พระอภธิ รรม ๗ คัมภีร)์ ตลอดไตรมาสเพือ่ เป็นการสนองคณุ แหง่ พทุ ธมารดา

พระอภิธรรมปิฎก เป็นคัมภีร์ท่ีบรรจุเน้ือหาของหลักธรรมท่ีเป็นสภาวะธรรมท่ีละเอียด
ลึกซึง้ เรียกว่า ปรมตั ถสัจจะ เมอื่ สรปุ แล้ว ได้แก่ เน้ือความแหง่ ธรรม ๔ อย่าง คือ จิต เจตสิก รูป และ
นิพพาน ท่ีเรียกว่า ปรมัตถธรรม ๔ เพราะพระพุทธองค์ทรงแสดงโดยธรรมาธิษฐานยกเอาธรรม
ขน้ึ แสดงลว้ น ๆ ไมเ่ กี่ยวกับบัญญตั ิ สัตว์ บุคคล เรียกว่า ปรมตั ถเทศนา

๒. ความเป็นมาของการสวดทางพระพุทธศาสนานั้น ปรากฏต้ังแต่สมัยท่ีพระพุทธเจ้า
ทรงดารงพระชนม์ชีพอยู่ การสวดน้ันมีวัตถุประสงค์ประสงค์เป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
เช่น ขันทสูตร สวดเพื่อแผ่เมตตาไปยังตระกูลอสรพิษต่าง ๆ รัตนสูตร สวดเพ่ือปัดเป่าโรคระบาด
ที่เมืองเวสาลี กรณียเมตตสูตร สวดเพื่อแผ่เมตตาให้กับเหล่าเทวดา โพชฌังคสูตร สวดเพื่อรักษา
ความเจ็บป่วยของพระมหาโมคคัลลานะ ซ่งึ ลักษณะในการสวดดังกล่าวนั้น เป็นการสาธยายพระคุณ
ของพระรัตนตรยั เพื่อมงุ่ เน้นให้ผู้ฟังมจี ติ เปน็ สมาธิ และใหเ้ กิดอนสุ สตกิ บั ผฟู ัง

ในสมัยพุทธกาลก็ดี หลังสมัยพุทธกาลก็ดี ยังไม่มีการจารึกหรือบันทึกคาสอน และ
พระพุทธวจนะเป็นตัวหนังสือ จึงใช้วธิ ีท่องจาหรือสาธยายกันสืบ ๆ มา และเน่ืองจากพระพุทธวจนะ
หรือคาสอนนั้น จัดเป็นสาระสาคัญของพระพุทธศาสนา หรือจะเรียกว่าเป็นตัวพระพุทธศาสนาเลย
ก็ว่าได้ จึงเกิดความจาเป็นข้ึนมาว่า เมื่อจะรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่นอกจากจะท่องจาคาสอน
หรือพระพุทธพจน์ให้เป็นกิจวัตร และศึกษาทาความเข้าใจในเนื้อหานั้น ๆ แล้วก็ยังจาเป็นต้องมีการ
สวดสาธยายธรรม โดยพระสงฆ์จะคัดเลือกพระพุทธพจน์จากคัมภีร์พระไตรปิฎก ออกมาสวดให้ตรง
กบั วัตถปุ ระสงคแ์ ละลักษณะของงาน ดงั นี้

๗๘

๑) เก่ียวกับพระวินัยปิฎก ได้มีพระพุทธบัญญัติให้ท่องจาและทบทวนกันทุกก่ึงเดือน
ซึ่งปจั จบุ ันกค็ ือ การลงอโุ บสถฟังสวดพระปาติโมกขข์ องพระสงฆ์น่ันเอง ซึ่งทุกวัดจะต้องทาทกุ วันพระ
ขนึ้ ๑๕ คา่ และแรม ๑๔ ค่า

๒) ในส่วนของพระสุตตนั ตะปฎิ กนัน้ เกิดประเพณที ่ีจะอนุรักษ์ไว้ ๒ วธิ ีด้วยกัน คอื
๒.๑) การท่องจาหัวข้อธรรม เพ่ือรักษาพระพุทธศาสนา โดยถือเป็นการเรียน

ทางปริยัติศาสนา และการสาธยายธรรม ได้แก่ ประเพณีสวดมนต์ทาวัตรเช้า-เย็น ทุกวันมิให้ขาด
จึงเกดิ มหี อสวดมนตป์ ระจาวัดสืบกนั มา จนทุกวนั น้ี

๒.๒) การสวดมนต์ เพ่ือเปน็ สิริมงคลเน่ืองในงานตา่ ง ๆ แบ่งเปน็ ๒ ลักษณะ ไดแ้ ก่
๒.๒.๑) สวดพระสตู ร เช่น บทธรรมจักรกปั ปะวัตนะสตู รและมงคลสูตร เป็นต้น
๒.๒.๒) สวดพระปริตร เช่น โมระปริตร ขันธะปริตร เป็นต้น เพ่ือคุ้มครอง

ป้องกันภัยอันตรายทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นประเพณีการทาบุญ หรือบาเพ็ญกุศลต่าง ๆ เช่น งานฉลอง
หรืองานทาบุญข้ึนบ้านใหม่ ได้นิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล บทสวดในงาน
ดังกล่าวนี้ กน็ าขอ้ ความสาคัญมาจากพระสุตตนั ตะปิฎกนัน่ เอง มาเปน็ แม่บท

๓) สาหรับพระอภิธรรมปิฎกน้ัน จะนามาสวดเฉพาะในงานบาเพ็ญกุศลเน่ืองในงานศพ
เพ่ืออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ แต่เน้ือหาท่ีแท้จริงนั้น ล้วนเป็นคาสอนที่มุ่งสอนคนท่ียังมีชีวิตอยู่
ให้นาไปปฏบิ ัตเิ พอ่ื การหลดุ พ้นจากกองทุกข์

วถิ ีชีวิตของคนไทยมีกิจกรรมทางศาสนาโดยตลอดไม่ทางตรงก็ทางอ้อม หรือท้ังสองทาง
ซึ่งกิกรรมดังกล่าวเป็นการรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาน้ันก็คือ “พิธีกรรม”
ความสาคัญของพิธีกรรมน้ัน ประการแรกเป็นเคร่อื งสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับส่ิงศักดิ์สิทธิ์
ประการท่ีสองเปน็ เครอื่ งสร้างความศรัทธาในส่ิงศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ และส่ิงประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ย่อมกระตุ้น
จิตใจให้เกดิ ความเช่ือ มีความเปน็ เอกภาพในจติ ใจ สื่อธรรมะได้โดยอาศยั ศรทั ธาเปน็ เครอื่ งนาทางและ
ประการสุดท้ายเป็นเครื่องชักจูง ดึงดูดอารมณ์ ทาให้เกิดความสบายอ่ิมเอิบใจ อนุรักษ์แก่นของ
ศาสนา และข้อปฏิบัติไว้ได้โดยอาศัยความศักดิ์สิทธ์ิ ความเลื่อมใสเป็นสื่อ ความศรัทธาในพิธีกรรม
เป็นขั้นแรก อย่างไรก็ตามธรรมชาติของพิธีกรรมนั้นย่อมเกิดการปรับปรุงเปล่ียนแปลง ผสมผสานกับ
ความเชื่อหลายด้าน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพสังคมและยุคสมัย ในบรรดา
พิธีกรรมของศาสนาต่าง ๆ นั้น พบว่ามีการสวดทั้งสิ้นแต่การสวดของแต่ละศาสนานั้นก็มีแนวคิด
แตกต่างกันออกไป โดยในศาสนาในยุคโบราณ การสวดนั้นเป็นวิธีการติดต่อส่ือสารและอ้อนวอน
ตอ่ สิ่งเหนือธรรมชาติและการสวดเพือ่ สรรเสริญพระผู้เป็นเจา้ แต่สาหรบั การสวดทางพระพุทธศาสนา
นนั้ มิไดส้ วดเพื่อวัตถุประสงค์ดังกลา่ ว หากแตเ่ ปน็ การรักษาไว้ซึ่งหลกั ธรรม บทบัญญัติและกฎระเบียบ
ทางศาสนาเป็นหลกั สาคัญ

๗๙

๓. การสวดพระอภธิ รรมในสังคมไทย ปจั จุบนั พบวา่ มแี บบของการสวดอยู่ ๒ แบบ ได้แก่

๑) แบบทั่วไป หมายถึง แบบท่ีใช้สวดในงานบาเพ็ญกุศลศพ อุทิศแก่บุคคลธรรมดา
โดยมีโดยมลี กั ษณะของการสวด ดังนี้

ก) สวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เป็นยอดแม่บทใหญ่ที่พระพุทธเจ้าทรงยกข้ึน
มาแสดงค่าข้าวก้อนน้านม โปรดพระพุทธมารดาบนดาวดึงส์สวรรค์ ส้ินกาล ๓ เดือน มี ๗ คัมภีร์
ได้แก่ พระธรรมสังคณี พระวิภังค์ พระธาตุกถา พระปุคคลบัญญัติ พระกถาวัตถุ พระยมก และพระ
มหาปัฏฐาน นยิ มใช้สวดตามพิธีศพทวั่ ไป

ข) สวดพระอภิธรรมมัตถสังคหะ มี ๙ ปริจเฉท กล่าวถึง จิต, เจตสิก, รูป,
และนิพพาน เป็นการกล่าวถึงความไม่เท่ียงของสังขาร ที่มีการเกิดขึ้น ต้ังอยู่ และดับไป ในท่ีสุด
ปัจจุบันยังนิยมสวด แต่หาพระสงฆ์สวดได้ยาก เพราะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น
ความพร้อมเพรียง และการประสานเสียง เป็นต้น

ค) สวดพระสหัสสนัย แปลว่า มีนัยพันหน่ึง เป็นการกล่าวถึงธรรมท่ัวจะให้
สาเร็จประโยชน์ ๔ ประการ (หรือ อิทธิบาท ๔) ได้แก่ ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความเพียร จิตตะ
ความเอาใจใส่ ฝกั ใฝ่ และ วิมงั สา ความหมนั่ ไตร่ตรองพจิ ารณาหาเหตผุ ล

ง) สวดพระมาลัย เป็นการกล่าวถึงพระประวัติของพระเถระรูปหนึ่งท่ีสาเร็จ
ฌานสมาบตั ิ มีฤทธิ์ได้เดนิ ทางไปโปรดยังเมอื งนรกและสวรรค์ ใหเ้ ห็นว่าทาดีไปสวรรค์ ทาช่ัวไปนรก
และนาสิง่ ที่พบเหน็ มาสง่ั สอนคนบนโลกให้ทาบญุ ทาดี อย่าทาชวั่

๒) แบบทานองหลวง ใช้สวดเฉพาะในงานพระราชพิธี คือ พิธีศพหลวงเท่าน้ัน
คาว่า “พิธีศพหลวง” ในท่ีน้ีหมายถึง พิธีศพที่มีความเกี่ยวเน่ืองกับสถาบันพระมหากษัตริย์
แบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่

ก) พระราชพิธพี ระบรมศพ หรอื พระศพ
ข) พิธีในพระบรมราชานุเคราะห์ เป็นงานศพของข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่
ข้าราชการ หรือแม้แต่บุคคลท่ัวไปที่ได้ทาคุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ และมีคุณสมบัติ
ครบถ้วนตามระเบียบกฎเกณฑ์ ที่ทางสานักพระราชวังกาหนดไว้ หรือบุคคลที่ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าโปรดกระหม่อมเป็นกรณีพเิ ศษ

๔. จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่า พิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมได้ปรากฏ
เป็นธรรมเนียมการปฏิบัติมาต้ังครั้งสมัยอยุธยา ส่วนในสมัยธนบุรีมีบันทึกงานพระบรมศพน้อยมาก
และเป็นช่วงระยะเวลาที่สั้น และต่อมาพิธีกรรมในทางพระพุทธศาสนาท่ีกล่าวไว้ในพระราชพิธี
พระบรมศพในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้น เม่ือบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น ย่อมส่งผลต่อความสมบูรณ์ของ
พระราชพิธีตามแบบแผนท่ีมีมา แสดงให้เห็นว่าการจัดการพิธีพระบรมศพนั้นมีความย่ิงใหญ่ และ
สมพระเกียรติอย่างมาก โดยได้รับรูปแบบองค์ประกอบของพิธีกรรมมีแนวคิดและการปฏิบัติที่ได้
สืบทอดโบราณราชประเพณีมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ได้มีการปรับเปล่ียนแนวการคิด รูปแบบ
การปฏิบตั ิ พรอ้ มทั้งเครอ่ื งประกอบกอบพิธีต่าง ๆ เปน็ เหตุให้ยดึ หลักการฟ้ืนขนบธรรมเนยี มประเพณี
ดังท่ีเคยปฏิบัติสืบทอดมาแต่ครั้งโบราณ และดาริให้ปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ทุกประการ อีกท้ัง
พระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ องคอ์ ปุ ถัมภพ์ ระศาสนาอย่างจรงิ จงั

๘๐

สรุปได้ว่าแนวคิดและการปฏิบัติน้ัน ยังคงรักษาธรรมเนียมที่เคยมีมาในสมัยอยุธยาไว้
อย่างสมบรู ณ์ แต่เม่ือเข้าสู่ยุคของการติดต่อส่ือสารกบั ต่างชาติท่เี ริ่มเข้าติดต่อสัมพันธก์ ัน และถือได้ว่า
มีความเจริญและมีความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างมากในยุคสมัยนี้เร่ิมคานึงถึงหลักความเป็นเหตุ
เป็นผล ตามความเป็นจริงของประเพณีที่สืบทอดกันมา โดยมีแนวคิดที่จะการลดความฟุ่มเฟือย และ
ยึดหลักด้านความเหมาะสมตามบริบททางสังคมและยุคสมัย จึงเป็นเหตุให้เร่ิมลดความย่ิงใหญ่
ของพิธีกรรมลง พร้อมทั้งได้ประกาศยกเลิกขนบธรรมเนียมที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลออกเสีย ซ่ึงประเพณี
บางอย่างนั้นก่อให้เกิดความลาบากและไม่สะดวกแก่ประชาชน เช่น การโกนหัวไว้ทุกข์ ตลอดช่วง
ระยะเวลาที่บาเพ็ญพระราชกศุ ลพระบรมศพ เป็นต้น ส่วนการบาเพ็ญพระราชกุศลนั้นเป็นส่ิงที่ยึดถือ
ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าเป็นหัวใจของการจัดพิธีพระบรมศพ แต่ละกระบวนการต้องมี
การสดับปกรณ์ด้วยพระสงฆ์จานวนมาก และมีการสวดพระอภิธรรมเป็นเวลานานตลอดทั้งกลางวัน
และกลางคนื มกี ารแสดงพระธรรมเทศนา เหลา่ นี้ถอื ไดว้ ่าเป็นหวั ใจของการจัดพิธี

ในส่วนของพระสงฆ์ผู้มีหน้าท่ีในการสวดซ่ึงก็คือพระพิธีธรรมนั้น มีเอกสารหลายฉบับ
สมัยรัชกาลท่ี ๑-๔ ระบุไว้ว่าพระสงฆ์ท่ีสวดพระอภิธรรมในพิธีศพหลวงเรียกว่า “พระคู่สวด”
ส่วนคาว่า พระพิธีธรรม ปรากฏเรยี กครั้งแรกในงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากมุ ารีรัตน์
บรมราชเทวี ในสมัยรัชกาลท่ี ๕ และพบว่าลักษณะทานองของการสวดพระอภิธรรม ท่ีพระพิธีธรรม
ที่ใช้สวดพระอภิธรรมพระศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
มอี ยู่ ๔ ทานอง ได้แก่ ทานองกะ ทานองเลื่อน ทานองลากซงุ และสรภญั ญะ

๕. ศาสนาและวัฒนธรรมต่างเป็นแบบแผนแห่งการดารงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งมีการ
ถา่ ยทอดสบื ต่อกันมา วัฒนธรรมมขี อบเขตกวา้ งขวางครอบงาแทบทุกแง่มุมของชวี ิต ทั้งปัจเจกชนและ
สังคมส่วนรวม ผลิตผลทางวัฒนธรรมอันเป็นแง่มุมทางศาสนาน้ันจะมีความประณีตวิจิตรมีคุณค่า
นับเป็นสิ่งแสดงออกถึงความเจริญของมนุษยชาติ ขับเคลื่อนด้วยแรงขับภายในจิตใจให้เกิดศรัทธา
เล่ือมใสในศาสนา นาไปสู่การกระตุ้นจิตสานึกในการสร้างสรรค์ผลงานทางวัฒนธรรม จากการศึกษา
ภาพรวมท้ังหมดพบว่าพิธีกรรมสวดพระอภิธรรมบรมศพนั้นประกอบไปด้วยประเด็นหลัก ๒ ส่วน
ด้วยกัน คือ สถาบันพระพุทธศาสนา กับ สถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นพิธีกรรมแบบอย่างที่สร้าง
ขวัญและกาลังใจให้แก่เหล่าพสกนิกรชาวไทยที่อยู่ใต้เบื้องพระยุคลบาท ให้มีสานึกในการสร้าง
คุณประโยชนแ์ กช่ าติบา้ นเมอื ง

คุณค่าและประโยชน์ท่ีพึงจะได้รับจากพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

๑) รูปแบบลาดับข้ันตอนพิธีกรรมการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแบบอย่างที่ดีให้ให้กับพุทธศาสนิกชนชาวไทย
ในการจัดพิธีศพตามหลักทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นพิธีท่ีละเอียดอ่อน ทรงไว้ซึ่งคุณค่าทาง
ราชประเพณี และเป็นวัฒนธรรมอันสูงส่งของชาติไทย เป็นพิธีท่ีดูแล้วอัศจรรย์เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์
จึงนับว่าเป็นบุญเป็นวาสนาแล้ว สาหรับพสกนิกรชาวไทยท่ีได้เห็นและมีส่วนร่วมพิธีอันศักดิ์สิทธ์ิน้ี
จึงสมควรอยา่ งย่ิงท่ีพทุ ธศาสนกิ ชนควรยดึ ถอื เป็นแบบอยา่ งในการจดั งานพธิ ศี พ

๘๑

๒) คณุ ค่าด้านปจั เจกบคุ คล ปกติแลว้ การจัดงานพิธศี พของพุทธศาสนิกชนโดยท่ัวไป
ผู้ที่เข้าร่วมในพิธีศพน้ัน มักจะเป็นเครือญาติ เพ่ือน และผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกันเท่านั้น แม้ในทาง
พระพุทธศาสนาก็ได้แสดงคุณธรรมข้อหนึ่งในพิธีศพ ก็เพื่อแสดงความเป็นญาติ ดังที่ปรากฏในติโร
กุฑฑสูตรตอนหนึ่งว่า โส าติธมฺโม จ อย นิทสฺสิโต เปตา น ปูชา จ กตา อุฬารา พลญฺ จ ภิกฺขู น
มนุปฺปทินฺน ตุมฺเหหิ ปุญฺ ปสุต อนปฺปกนฺติ. แปลว่า ญาติธรรมน้ีน้ัน ท่านแสดงออกแล้ว
การบูชาญาติต่าง ๆ ท่ีตายไปเกิดเป็นเปรต ทาอย่างย่ิงใหญ่แล้วท้ังกาลังกายของภิกษุ ท่านก็เพ่ิมให้
แล้ว เป็นอันว่าท่านสั่งสมบุญไว้มิใช่น้อย ทั้งกาลังกายของภิกษุ พระองคก์ ็ทรงเพ่ิมให้แล้ว พระองค์จึง
ทรงเปน็ ผู้สะสมบุญไว้มิใชน่ ้อยเลย ฯ

โดยสรุปแล้วก็คอื ผู้ท่ีเข้ารว่ มในพธิ ีศพ ก็จะต้องเปน็ ผู้ที่รู้จกั กันเท่านั้น แต่สาหรับพิธีกรรม
พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ เดช บรมมาถบพติ ร ถึงแมน้ จะทรงเป็น
พระมหากษัตริย์ แต่ก็ทรงเปิดให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าได้เข้าร่วมพิธีกรรม ตามสมควรแก่ฐานะของตน
ซึ่งนับว่าเป็นคุณค่า และเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง สาหรับแต่ละบุคคลท่ีมีโอกาสเข้าพิธีกรรม
อนั ทรงคุณคา่ นี้

๓) คุณค่าด้านสังคม จากห้วงแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวาระสาคัญน้ีเกิดมีข้ึนแล้ว พสกนิกรก็ได้แสดงความกตัญญู
ซง่ึ จะมีผลสบื ทอดออกมาเปน็ กตเวทติ า อันจะเปน็ การปฏิบตั อิ ย่างจรงิ จงั ยัง่ ยนื โดยเป็นการเตอื นใจให้
พสกนิกรทั่วทั้งประเทศต่ืนตัวระลึกรู้และต้ังใจนาตนเข้าสู่การทากิจกรรมทั้งหลาย เช่น วัดทุกวัด
จัดพิธีสวดพระอภิธรรม นอกจากนั้นยังมีโครงการปฏิบัติธรรม โครงการอุปสมบท ในส่วนส่วน
ข้าราชการได้ทุ่มเทสรรพกาลังในการทาหน้าท่ีด้วยเสียสละ เช่น ด้านทรรศนศิลป์ กลุ่มงานศิลปากร
และผู้มีความรู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมออกแบบ ท้ังภาครัฐ และเอกชน ต่างเสนอและอาสา
ในการสนองงานพิธี และลงมือทาด้วยความต้ังใจทางานทุกอย่าง เพื่อให้งานออกมาประณีตงดงามสม
พระเกียรติยศ ตรงน้ีจะเห็นได้จากเครื่องประกอบเกยี รติยศต่าง ๆ มีความย่ิงใหญ่และทรงคุณค่าอย่าง
มาก ทั้งการบันทึกข้ันตอนพิธีกรรม โดยท่ีสุดคือการสร้างพระเมรุมาศนั้น มีความงดงามอย่างท่ีไม่เคย
ปรากฏมาก่อน และส่วนของประชาชนก็ร่วมกันทากิจกรรมจิตอาสามากมาย เป็นต้น ทั้งหมดท้ังมวล
เพ่ือเป็นการน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมท้ังเป็นการสนองพระราชปณิธาน และประชาชน
เองก็ได้พัฒนาชีวิตเจริญบุญประพฤติธรรม พร้อมกับผลรวมที่จะเกิดเป็นความสามัคคี และความ
ม่ันคงทางวัฒนธรรม ของประเทศชาติ

๔) คุณค่าด้านศาสนา พิธีกรรมการสวดโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นปัจจัยสืบทอดรักษา
พระศาสนานั้น มิใช่แต่การสวดพระอภิธรรมอย่างเดียวเท่านั้น แม้การสวดอื่น ๆ เช่น สวดสรรเสริญ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เพราะการสวดจะเป็นไปในลักษณะแสดงธรรมสอนธรรม
การสวดเหลา่ นลี้ ว้ นเปน็ ปัจจยั เพื่อรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาทง้ั สน้ิ

๘๒

ส่วนวัฒนธรรมประเพณีและพิธีกรรมงานศพ ในแต่ละภูมิภาคจะมีการจัดงานศพ
ที่แตกต่างกันไปตามบริบทของสังคมโดยส่วนใหญ่น้ันจะมีรากฐานมาจากศาสนาทั้งนั้น แต่งาน
พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ถือว่าเป็น
แบบอย่างท่ีดีของการจัดพิธีศพตามคติทางพระพุทธศาสนา เพราะว่าพระมหากษัตริย์ของไทย
ทุกพระองค์ ทรงมีความผูกพันธ์ใกล้ชิดกับบวรพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ด้วยพระราชศรัทธาใน
พระธรรมคาสอน ทรงต้ังมั่นในการทานุบารุงพระพุทธศาสนา ประจักษ์ได้โดยการแสดงพระองค์
ให้เห็นถึงความทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภก ดังเป็นท่ีปรากฏในการปฏิบัติ
พระราชกรณียกิจนานัปการ เช่น ทรงบาเพ็ญพระราชกุศลบุญกิริยาวัตถุโดยการถวายสังฆทาน
พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ทานุบารุงวัดต่าง ๆ สร้างพระพุทธรูปที่สาคัญ ทรงบาเพ็ญพระราช
กศุ ลในพิธีทางพระพุทธศาสนาทสี่ าคญั ตามโบราณขัตติยประเพณี เช่น จากการทส่ี มเด็จพรเจา้ อยู่หัว
พระองค์ปัจจุบัน เสด็จพระราชดาเนินทรงประกอบพิธีบาเพ็ญพระราชกุศลงานพระบรมศพ
ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตลอดจนถึงพระราชพิธีการ
ออกพระเมรุ ไปจนถึงการทรงบรรจุพระอัฐิ ซ่ึงทั้งหมดเป็นการประกอบพิธีกรรมตามหลัก
พระพุทธศาสนาท้ังสิ้น เป็นต้น ตรงน้ีจะเห็นได้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ทรงทานุบารุง
พระพทุ ธศาสนา อยู่ ๔ ด้าน ได้แก่ ๑) บารุงศาสนธรรม ๒) อุปถัมภ์ศาสนบุคคล ๓) บันดาลดลศาสน
วัตถุ ๔) ทานบุ ารุงรักษาศาสนพธิ ี ท้งั หมดล้วนเป็นคุณค่าด้านศาสนาทงั้ สิน้

การสวดพระอภิธรรมพระบรมศพของพระบุรพมหากษัตริย์นี้ ยังเป็นประเพณีการใช้
พธิ กี รรมทางพทุ ธศาสนาเปน็ ตัวครอบคลุมท้งั แนวคิดและการปฏบิ ัติ ฉะน้ัน จึงเห็นได้ว่าการจดั งานศพ
เป็นการจัดพิธีกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่งท่ีแสดงให้เห็นถึงความสาคัญของศาสนาต่อสังคมอยู่ใน
รูปแบบของประเพณีมีการปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยมีความสัมพันธ์ของสถาบันพระพุทธศาสนา และ
สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นมีความสอดคล้อง ยอมรับและส่งเสริมซึ่งกันและกันเรื่อยมา แสดงออกมา
โดยพิธีกรรมอันเป็นพระราชพิธีทางศาสนาต่าง ๆ ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ แสดงออกอย่างชัดเจน
ในส่วนของหน้าที่ของพิธีกรรมในสังคมไทย พิธีกรรมทางศาสนาท่ีสัมพันธ์กับกษัตริย์ ในการสวด
พระอภิธรรมในพิธีพระบรมศพน้ี นอกจากเป็นการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีแล้ว ยังมีการ
เสริมคุณค่าให้กับพิธีกรรมต่าง ๆ โดยมีการยกระดับพิธีกรรมขึ้น ด้วยแนวคิดทางด้านสถาบันช้ันสูง
สง่ ผลให้เกิดการสร้างคณุ คา่ ด้วยวธิ ีการต่าง ๆ ขึ้นในพิธีกรรม ส่ิงเหล่านี้มอี ิทธิพลจากความรู้สึกท่ีมีต่อ
สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์เป็นสาคัญ

๘๓

๕.๒ ขอ้ เสนอแนะ

๕.๒.๑ ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย

ปัจจุบันการสวดพระอภิธรรมมคี วามสาคญั ลดน้อยลง เจา้ ภาพมักจดั ให้มเี พื่อปฏิบตั ิตาม
วัฒนธรรมประเพณีเท่านั้น รูปแบบข้ันตอนบางอย่างถูกยกเลิกไปตามสภาพความเปล่ียนแปลง
ของสังคม และความประสงค์ของเจ้าภาพ เช่น เร่งรัดให้สวดแบบกระชับ เพ่ือประหยัดเวลาและ
ค่าใชจ้ ่าย ส่วนพระผู้สวดนัน้ กส็ วดแบบยอ่ ๆ ซ่งึ ต่างจากในอดตี อย่างมาก ในเมอ่ื ผู้จัดงานก็ดี พระสงฆ์
ผู้สวดก็ดี ต่างให้ความสาคัญน้อยลง ความเส่ือมถอยของการสวดพระอภิธรรม ก็จะเกิดขึ้นตามลาดับ
จงึ จาเป็นอย่างยิ่งที่วัดต่าง ๆ ควรมกี ารอบรม ชแี้ จง ให้พระผูส้ วดตระหนักถึงความสาคญั ของการสวด
พร้อมทัง้ แนะนาพุทธศาสนิกชนให้มคี วามเขา้ ใจในพธิ ีกรรมดังกลา่ วมากยิ่งข้ึน

การสวดพระอภิธรรมในพิธีพระบรมศพและพระศพ เป็นพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา
ท่ีเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา พิธีกรรมดังกล่าวน้ันเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
เป็นมรดกของชาติ เป็นมรดกทางพระพุทธศาสนา จึงสมควรอย่างยิ่งที่พุทธศาสนิกชนชาวไทย
ต้องช่วยกนั อนรุ ักษ์ สง่ เสรมิ ไว้ให้เป็นสมบตั ิของชาตขิ องพระศาสนาสบื ไป

๕.๒.๒ ข้อเสนอแนะเพื่อทาการวิจยั คร้ังต่อไป

พิธีกรรมที่ถอื ว่าเป็นปัจจัยการสบื ทอดพระพทุ ธศาสนานัน้ ส่วนใหญ่เปน็ การปฏิบัติตาม
ธรรมเนียมที่สืบต่อกันมาโดยยังขาดความรู้ความเข้าใจ ในความหมายและวัตถุประสงค์ของพิธีกรรม
รวมไปถึงความซาบซึ้งในสาเนียงทานองสวด ท่ีสามารถใช้ในการน้อมนาจิตผู้ฟังให้เกิดความศรัทธา
เพราะตราบใดที่ผู้ฟังยังมีความซาบซ้ึงในเสียงสวดพระอภิธรรมอยู่น้ัน พร้อมท้ังตระหนักถึงคุณค่า
และประโยชน์ของพธิ กี รรมงานศพอยนู่ ั้น เทา่ กบั ว่าเปน็ หนทางหนงึ่ ท่สี ามารถเปน็ ปัจจยั ในการส่งเสริม
และรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ได้ และเป็นบาทฐานทางวัฒนธรรมที่ดีสาหรับพุทธศาสนิกชน ใน
การที่จะเขา้ สู่การศึกษาหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาอย่างจรงิ จังตอ่ ไป

สาหรับวัตถุประสงค์การศึกษาของวิทยานิพนธ์ฉบับน้ี ยังต้องขยายประเด็นการศึกษา
ใหล้ ึกและกวา้ งย่งิ ขึ้นไปอกี ในอนาคต โดยผูว้ จิ ยั จึงขอเสนอไว้ ๓ ประเด็น คือ

๑. ศึกษาวเิ คราะห์คุณค่าการสวดทางพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
๒. ศึกษาวิเคราะหท์ านองการสวดพระอภธิ รรมในสังคมไทย
๓. ศกึ ษาวเิ คราะห์คตธิ รรมท่แี ฝงอยู่ในพิธกี รรมงานศพในสงั คมไทย

บรรณานุกรม

๑. ภาษาไทย

ก. ขอ้ มลู ปฐมภูมิ

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙.

ข. ขอ้ มูลทตุ ิยภูมิ

(๑) คมั ภรี ์:

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกอรรถกถาภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาอรรถกถา.
กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๒.
. พระไตรปิฎกอรรถกถาภาษาบาลี ฉบับบมหาจุฬาอฏฺ กถา. กรุงเทพมหานคร:
โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, โรงพิมพ์วญิ ญาณ, ๒๕๓๒.

(๒) หนังสือ:

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. พิธีกรรมและประเพณี. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุม
สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด, ๒๕๕๒.
. พระพิธีธรรม. พิมพ์คร้ังที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์สหกรณ์การเกษตร และ
สหกรณ์แหง่ ประเทศไทย จากัด, ๒๕๕๔.

กระทรวงวัฒนธรรม. สรุปผลการดาเนินงานกิจกรรม “ฉลอง ๖๐ ปีครองสิริราชสมบัติ
กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพช์ มุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั , ๒๕๔๙.

เกรียงไกร เกิดสิริ. งานพระเมรุมาศ: ศิลปะสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ท่เี กี่ยวเนื่อง. พิมพค์ ร้ังมี่ ๒. นนทบรุ ี: โรงพิมพม์ ติชนปากเกรด็ , ๒๕๖๐.

คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เทศกาลและพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา.
พิมพค์ ร้งั ที่ ๓. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘.

จดหมายเหตุ แฟร์นังค์ มังเดช ปินโต. การท่องเที่ยวผจญภัย (สันต์ ท.โกมลบุตร ผู้แปล).
กรุงเทพมหานคร: สานกั พิมพ์ก้าวหน้า, ๒๕๒๖.

จดหมายเหตุนิโกลาส์ แชรแวส. ประวตั ิศาสตร์ ธรรมชาติ และการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยามใน
แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (สันต์ ท.โกมลบุตร ผู้แปล). พิมพ์จาหน่ายที่
กรุงปารสี . กรุงเทพมหานคร: สานักพมิ พ์ก้าวหน้า, ๒๕๐๖.

จดหมายเหตุรายวัน เดอ ชัวซีย์. การเดินทางสู่ประเทศสยามฉบับสมบูรณ์ (สันต์ ท.โกมลบุตร
ผู้แปล). กรุงเทพมหานคร: สานกั พิมพก์ ้าวหน้า, ๒๕๒๖.

ชัยวัฒน์ อัตพัฒน์ และวิธาน สุชีวคุปต์. หลักการดารงชีวิตในสังคม. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลยั รามคาแหง, ๒๕๓๘.

๘๕

ทองพูล บุณยมาลิก. พิธีสวดพระอภิธรรม : การศึกษาสังเกต. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์เสมา
ธรรม, ๒๕๔๒.

ธนติ อยู่โพธ์ิ. พระอภธิ รรมเทศนาบนดาวดงึ ส์. กรงุ เทพมหานคร: ห้างหนุ้ สว่ น ศวิ พร จากัด, ๒๕๒๕.
นนพร อยมู่ ั่งมี. ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจา้ นาย. พิมพค์ รง้ั ท่ี ๕. นนทบรุ ี: โรงพิมพ์มติชน

ปากเกรด็ . ๒๕๖๐.
ประเวศ วะสี. ยุทธศาสตร์ชาติเพอื่ ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคมและศีลธรรม. กรุงเทพมหานคร:

สานักพิมพห์ มอชาวบ้าน, ๒๕๔๑.
พระครูกัลยาณสทิ ธวิ ัฒน์. พระพิธธี รรม การสวดทานองหลวง. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬา

ลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๑.
. พุทธประวัติแนวปฐมสมโภช. พิมพ์คร้ังที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๑.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๙.
กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๑.
. พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศัพท์. พิมพ์คร้งั ท่ี ๑๐. กรุงเทพมหานคร: บริษัท
เอส. อาร.์ พร้นิ ตงิ้ แมส โปรดกั ส์ จากัด, ๒๕๔๖.
. กรณธี รรมกาย. พิมพค์ รัง้ ที่ ๑๕. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พมิ พอ์ าไพ, ๒๕๔๒.
พระมหานิรุต ตสวโร. คู่มือสมณศักด์ิพัดยศ ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์ธงธรรม,
๒๕๕๐.
พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ. มาติกาโชติกะ ธัมมสังคณีสรูปัตถ. กรุงเทพมหานคร: หจก.ทิพย
วสิ ุทธ,ิ ๒๕๔๕.
. หลักสูตรการเรียนพระอภิธรรม. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๗.
ย้ิม ปัณฑากรู . สาสน์ สมเดจ็ . กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ครุ สุ ภา, ๒๕๐๖.
ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒. กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั นาน
มีบคุ๊ สพ์ ับลเิ คช่ันส์ จากัด, ๒๕๔๖.
เริง อรรถวิบูลย์. ความรู้เรื่องพิธีธรรมเนียมสงฆ์ เล่ม ๒. พิมพ์คร้งั ที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: องค์การ
คา้ ครุสภา, ๒๕๔๕.
ลาลูแบร์ ซีมอง เดอ. จดหมายเหตุลาลแู บร์ (สนั ต์ ท. โกมลบตุ ร ผแู้ ปล). นนทบรุ ี: ศรปี ญั ญา, ๒๕๔๘.
วินัย พงศ์ศรีเพียร. คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประวัติศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
การศาสนา, ๒๕๔๓.
สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต). เรารกั ในหลวง. พิมพ์ครั้งท่ี ๑๓. (กรุงเทพมหานคร: บริษทั
สานกั พมิ พเ์ พ็ทแอนดโ์ ฮม จากัด, ๒๕๕๙.
สมปราชญ์ อัมมะพันธ์. ประเพณีและพิธีกรรมในวรรณคดีไทย. กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส.พร้ินติ้ง
เฮ้าส์, ๒๕๓๖.
สมภพ ภิรมณ์ . พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ . พิมพ์ครั้งที่ ๒.
กรุงเทพมหานคร: อมรนิ ทรพ์ ร้นิ ต้ิน, ๒๕๓๘.

๘๖

สานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์. ความรู้และคติธรรมในการบาเพ็ญกุศลงานศพ .
นครปฐม: โรงพิมพ์มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๙.

สานักงานหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร. สมุดภาพจดหมายเหตุงานพระเมรุมาศและงาน
พระเมรุในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพมหานคร: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์
พลบั ลิสซิ่ง จากัด, ๒๕๖๐.

สานักราชเลขาธิการ. ตานานพระอารามแลทาเนียบสมณศักดิ์. พิมพ์คร้ังท่ี ๒. กรุงเทพมหานคร:
อมรนิ ทร์พริ้นติ้งแอนพลบั ลิสซงิ่ จากดั , ๒๕๔๒.

สิริวัฒน์ คาวันสา. ประวัติพระพุทธศาสนาในประเทศไทย. พิมพ์คร้ังที่ ๔. กรุงเทพมหานคร: จรัญ
สนิทวงศ์การพมิ พ์ จากดั , ๒๕๔๒.

สุกรี เจริญสขุ . ดนตรีชาวสยาม. กรงุ เทพมหานคร: Dr Sax, ๒๕๓๘.
สชุ พี ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฎกฉบับสาหรับประชาชน. พมิ พ์ครั้งท่ี ๖. พระนคร: โรงพมิ พ์มหามกุฏ

ราชวิทยาลยั , ๒๕๒๕.
สุภาพรรณ ณ บางช้าง. ขนบธรรมเนียมประเพณี : ความเช่ือและแนวทางการปฏิบัติในสมัย.

กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๕.
เสถียรโกเศศ. ประเพณเี ก่าของไทย. กรุงเทพมหานคร: แพร่พทิ ยา, ๒๕๐๐.

. ประเพณเี กี่ยวกบั ชวี ติ . พิมพค์ รัง้ ท่ี ๕. กรงุ เทพมหานคร: สานักพิมพ์ศยาม, ๒๕๕๓.
อนัน อมรตรัย. จดหมายเหตุการณ์จลาจลเมื่อปลายแผ่นดินสมเด็จพระณารายณ์มหาราช

(คาให้การขุนหลวงหาวดั ). กรงุ เทพมหานคร: พี.เค. พริน้ ต้ิงเฮา้ ส์, ๒๕๔๔.
อภิธาน สมใจ. งานศพล้านนา ปราสาทนกหัสดีลิงค์ สู่ไม้ศพ. เชียงใหม่: สานักพิมพ์วรรณรักษ์,

๒๕๔๑.
อุดม อรุณรัตน์. ดุริยางคดนตรีจากพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร: คณะอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร

พระราชวงั สนามจนั ทร์ นครปฐม, ๒๕๒๖.

(๓) วทิ ยานพิ นธ์:

เดชา ศรีคงเมือง. “การวิเคราะห์ทานองสวดพระอภิธรรมในพิธีศพหลวง”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร

มหาบัณฑติ . บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, ๒๕๔๘.

พระครูอุทัยปริยัติโกสล. “ปริศนาธรรมที่เก่ียวกับการตายของภาคอีสาน”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร
มหาบัณฑิต. บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๔.

พระอธิการพิพัฒน์พงษ์ านวุฑฺโฒ. “ศึกษาความเปลี่ยนแปลงการจัดการงานศพของชาวพุทธ กรณี
ศึกษาบ้านหมุ้น ตาบลนารัง อาเภอปง จังหวัดพะเยาว์”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร
มหาบณั ฑติ . บณั ฑิตวิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๕.

เมธา หริมเทพาธิป. “เกณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตร : ศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และ
วิธาน”. วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา,
๒๕๕๗.

๘๗

รักไทย สิงห์สถิตย์. “การศึกษาพระราชพิธีบรมศพ ณ ท้องสนามหลวงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์”.
วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศิลปากร,
๒๕๓๐.

สมเกียรติ ตังคณะสิงห์. “พระพุทธศาสนาและพิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย : ศึกษาเปรียบเทียบพิธีศพ
ของพระสงฆ์ไทยและฆราวาส”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑติ . บณั ฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๔๕.

(๔) เอกสารอ่ืน ๆ ทีไ่ ม่ได้ตพี ิมพ์เผยแผ่:

“จดหมายเหตพุ ระบรมศพรัชกาลที่ ๔” (อัดสาเนา).
“จดหมายเหตพุ ระบรมศพรัชกาลที่ ๕” (อดั สาเนา).
“จดหมายเหตพุ ระบรมศพรชั กาลที่ ๖” (อัดสาเนา).

(๕) สอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์:

ทองพูล บุณยมาลิก. มรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม: ราสวด. [ออนไลน์]. แหล่งท่ีมา:
http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/performing- /317m- s[ ๒ ธ . ค .
๒๕๖๐].

๒. ภาษาอังกฤษ

(1) Book:
A.S. Hornby. Oxford Dictionary. New Delhi : oxford University press, 2002.

๘๘

ประวัติผูว้ ิจัย

ชือ่ : พระมหาโยธิน โชตธิ มฺโม (พลดงนอก)

ว/ด/ป เกิด : วนั ท่ี ๑๓ เดือน สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘

สถานท่เี กิด : ๑๑ ม.๑ ต.หนองตาดใหญ่ อ.สดี า จ.นครราชสมี า

การศกึ ษา

พ.ศ. ๒๕๔๔ : นักธรรมชัน้ เอก สานักเรียนวัดเดิม จ.นครราชสมี า
พ.ศ. ๒๕๕๔ : เปรียญธรรม ๓ ประโยค สานักเรียนวดั ราชสทิ ธาราม กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๕๘ : ปริญาญาตรี พุทธศาสตรบัณฑติ (พธ.บ.) สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั

ประสบการณ์การทางาน : ผู้ช่วยเลขานุการเจ้าคณะแขวงวดั ทา่ พระ.

อุปสมบท : วันที่ ๓ เดอื น เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

พระอปุ ชั ฌาย์ พระครูวรกิจประสาธน์

พระกรรมวาจาจารย์ พระครูสนุ ทรวิสุทธธิ รรม

พระอนสุ าวนาจารย์ พระครูวชิ ิตศุภการ

สังกัด : วดั ราชสิทธาราม แขวงวัดอรณุ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

หน้าที่ : พระพิธธี รรม, ผชู้ ่วยเลขานกุ ารสานกั เรยี นวดั ราชสิทธาราม.

ปที เ่ี ขา้ ศึกษา : ๒๕๕๙

ปที สี่ าเรจ็ การศึกษา : ๒๕๖๑

ทอ่ี ยู่ปัจจบุ ัน : วัดราชสิทธาราม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กทม. ๑๐๖๐๐
ติดต่อ : โทร. ๐๘๗ ๙๑๗ ๕๒๕๙, อเี มล์. [email protected]


Click to View FlipBook Version