วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 1
การศึกษาเปรยี บเทียบสทิ ธขิ องผสู้ ืบทอดองค์ความรู้
ตามพระราชบัญญตั ิส่งเสรมิ และรักษามรดกภมู ิปญั ญา
ทางวฒั นธรรม พ.ศ. 2559 และอนุสญั ญาว่าดว้ ยการสงวน
รกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทีจ่ บั ต้องไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003
A Comparative Study of the Successors Rights of
the Promotion and Preservation of Intangible Cultural
Heritage Act B.E. 2559 and the Intangible Cultural
Heritage Convention 2003
เกวลิน ตอ่ ปญั ญาชาญ1
สาขาวชิ านิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช 99/ หมู่ 9 ถนนแจง้ วฒั นะ ตำ� บลบางพูด อ�ำเภอปากเกรด็
จังหวดั นนทบุรี 11120 เมล์ติดตอ่ : [email protected]
Keovalin Torpanyacharn
Faculty of Law, Sukhothai Thammathirat Open University, 9/9, Moo 9, Chaengwattana Road, Bangpood,
Pakkret, Nonthaburi, 11120 E-mail: [email protected]
Received: July 8, 2020; Revised: February 14, 2021; Accepted: February 25, 2021
บทคดั ยอ่
บทความฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา (1) ผู้สืบทอดองค์ความรู้ (2) การสงวน
รักษามรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทาง
วัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 (Convention for the Safeguarding of the Intangi-
ble Cultural Heritage 2003) และ (3) การส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 เพ่ือน�ำไป
สู่การศึกษาเปรียบเทียบสิทธิของผู้สืบทอดองค์ความรู้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษา
1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ� สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (Assistant Professor,
Faculty of Law, Sukhothai Thammathirat Open University)
2 ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 และอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทาง
วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 เพ่ือเป็นประโยชน์ในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ
ส่งเสริมและรกั ษามรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม พ.ศ. 2559 ในสทิ ธขิ องผู้สืบทอดองคค์ วามรู้
ท่ีน�ำไปสู่การพิทักษ์สิทธิของผู้สืบทอดองค์ความรู้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผลการศึกษา
พบว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ยังไม่
เพียงพอต่อการปกป้องสิทธิของผู้สืบทอดองค์ความรู้เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับอนุสัญญา
ว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 (CONVENTION FOR
THE SAFEGUARDING OF THE INTANGIBLE CULTURAL HERITAGE 2003) จึงควร
แก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559
ในประเดน็ ของค�ำนิยามค�ำว่า ผ้สู บื ทอดองค์ความรู้ สทิ ธเิ ปลย่ี นแปลงและพัฒนาองค์ประกอบ
ในองคค์ วามรขู้ องมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม สทิ ธใิ นการมสี ว่ นรว่ มในการสง่ เสรมิ และรกั ษา
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และสิทธิในการยับยั้งการกระท�ำท่ีก่อให้เกิดความเสียหายกับ
มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรม
ค�ำส�ำคญั : มรดกทางวฒั นธรรม วฒั นธรรมท่ีจบั ตอ้ งไมไ่ ด้ สิทธิของผู้สบื ทอดองคค์ วามรู้
วารสารนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร ปที ่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 3
Abstract
This article aims to study of (1) the successors of knowledge, (2) safeguarding
of intangible cultural heritage of the Convention for the Safeguarding of the Intangible
Cultural Heritage 2003 and (3) safeguarding of intangible cultural heritage of the Promo-
tion and Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage B.E. 2559 (2016). This study
is to compare the rights of knowledge successors in line with the Convention for the
Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage 2003 and The Promotion and
Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage B.E. 2559 (2016). This study will
benefit the amendment of The Promotion and Safeguarding of the Intangible Cultural
Heritage B.E. 2559 (2016) for the successors of knowledge rights which leads to more
concrete measures. The study found that the Promotion and Safeguarding of Intangible
Cultural Heritage Act B.E. 2559 (2016) is not sufficient to protect the rights of the
successors of knowledge comparing with the Intangible Cultural Heritage Convention
2003. Therefore, the Promotion and Safeguarding of Intangible Cultural Heritage Act B.E.
2559 (2016) should be re-defined of the successors of knowledge, the right to change
and develop the knowledge components of the intangible cultural heritage, the right to
participate for the promotion and safeguarding of intangible cultural heritage and the right
to deter acts that damage intangible cultural heritage.
Keywords: Cultural Heritage, Intangible Cultural, The Successors Rights
4 ปที ี่ 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
1. บทน�ำ
การประชุมของคณะกรรมการร่วมระหวา่ งรัฐบาลตามภาคอี นุสัญญาวา่ ดว้ ยการสงวน
รักษามรดกวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง
สหประชาชาติ หรือยเู นสโกไดม้ ีการรบั รอง และประกาศให้นวดไทย และโขนไทยขึ้นทะเบียน
ในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมทจี่ บั ต้องไมไ่ ด้ของมนุษยชาติ (Representative List of The
Intangible Cultural Heritage) ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามรดกภูมิปัญญาทาง
วัฒนธรรมเปน็ ทุนทางวัฒนธรรมของไทย2เปน็ ส่งิ ท่ลี ้�ำคา่
เมื่อศึกษาถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม และรักษามรดกภูมิปัญญาทาง
วัฒนธรรมของไทย คือ พระราชบัญญัตสิ ่งเสรมิ และรักษามรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม พ.ศ.
2559 ซ่ึงเป็นกฎหมายท่ีอนุวัติการตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่
จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 และเป็นกฎหมายท่ีมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและรักษามรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทยโดยตรง พบว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังไม่มีความ
ชดั เจนในสทิ ธใิ นการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของผสู้ บื ทอดองคค์ วามรู้
ทั้งที่ผู้สืบทอดองค์ความรู้เหล่านี้มีสิทธิหลายประการตามอนุสัญญการสงวนรักษามรดกทาง
วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 ได้แก่
ประการท่ีหนึ่ง สิทธิเปล่ียนแปลง และพัฒนาองค์ประกอบในองค์ความรู้ของมรดก
ภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมที่ได้จารึกไว้ในทะเบียน
ประการที่สอง สิทธิในการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรมอย่างแทจ้ ริง
ประการทสี่ าม สทิ ธใิ นการเผยแพรอ่ งคค์ วามรเู้ กยี่ วกบั มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
ประการท่ีสี่ สิทธิในการยับย้งั การกระท�ำที่กอ่ ใหเ้ กิดความเสยี หายกบั มรดกภมู ิปัญญา
ทางวัฒนธรรม
2 ทนุ วัฒนธรรมทป่ี รากฏอยูม่ ี 3 รปู แบบ ไดแ้ ก่
1) ส่ิงที่ฝังอยู่ในตัวคนและกลุ่มคนมาอย่างยาวนาน (embodies state) ได้แก่ ความคิด จินตนาการ
ความคิดรเิ ริ่มและความ เชอ่ื
2) สิ่งที่เป็นรปู ธรรม (objectified state) ในรูปแบบของ สินค้าวัฒนธรรม เช่น รูปภาพ หนังสอื สิ่งก่อสร้าง
สถานทีท่ ่ีเปน็ มรดกโลก
3) ความเป็นสถาบัน (institutionalization state) ซึ่งสามารถท�ำให้เกิดความเป็นรูปธรรม เช่น กติกา
การยอมรบั ที่หลายๆ คนเหน็ รว่ มกัน เชน่ การยอมรับใน สถาบันพระมหากษัตริย์ วัดและโรงเรยี น, Pierre Bourdieu,
“The Forms of Capital,” Last modified 1986, accessed March 20, 2020, http://bbs.knue.ac.kr/~edupolicy/
lib._.brd/_1.116_/education.
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 5
ดว้ ยเหตดุ งั กลา่ วจงึ เปน็ ขอ้ จำ� กดั ของพระราชบญั ญตั สิ ง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ในการน�ำมาปรับใช้เพ่ือส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทาง
วัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงจ�ำเป็นต้องศึกษาเปรียบเทียบถึงผู้สืบทอดองค์ความรู้
การสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดก
ทางวฒั นธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 (Convention for the Safeguarding of the Intangible
Cultural Heritage 2003) และการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมตาม
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พุทธศักราช 2559 เพ่ือ
น�ำไปสู่การศึกษาเปรียบเทียบสิทธิของผู้สืบทอดองค์ความรู้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและ
รักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 และอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดก
ทางวฒั นธรรมทจี่ บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003 เพอ่ื เปน็ ประโยชนใ์ นการแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ พระราชบญั ญตั ิ
ส่งเสริมและรกั ษามรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ในสิทธขิ องผู้สบื ทอดองคค์ วามรู้
ซ่ึงจะท�ำให้การส่งเสริม รักษา และพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยเกิดจาก
การมีส่วนร่วมของผู้สืบทอดองค์ความรู้อันเป็นสิทธิทางวัฒนธรรมท่ีรัฐต้องให้การรับรอง และ
สง่ ผลใหก้ ารสง่ เสรมิ รกั ษา และพฒั นาการมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของไทยมปี ระสทิ ธภิ าพ
มากยง่ิ ข้ึน
2. ผูส้ บื ทอดองคค์ วามรู้: กลไกสำ� คญั ในการด�ำรงอยู่ของวฒั นธรรม
ในกระบวนการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหน่ึง
ประกอบดว้ ยผสู้ บื ทอด 2 ประเภท ไดแ้ ก่ ผสู้ บื ทอดองคค์ วามรู้ หรอื สบื ทอดมรดกภมู ปิ ญั ญาทาง
วฒั นธรรมโดยตรง (Tradition Knowledge Holders) และผสู้ บื ทอดวฒั นธรรม หรอื ชมุ ชนวฒั นธรรม
(Cultural Communities) หรือนิยมใช้ในภาษากฎหมายว่า ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders)3
ผู้สบื ทอดองค์ความร้เู ปน็ คน หรือกลุ่มคนในชมุ ชนวฒั นธรรม แตม่ คี วามสำ� คัญเพราะหากขาด
คนกลมุ่ นใ้ี นสงั คมมรดกภมู ปิ ญั ญานน้ั ๆ กอ็ าจสญู สน้ิ สว่ นผสู้ บื ทอดวฒั นธรรมเปน็ ชนกลมุ่ ใหญ่
สืบทอดวัฒนธรรมมาโดยก�ำเนิด หรือประพฤติปฏิบัติผ่านการเข้าร่วมกระบวนการกล่อมเกลา
ทางสังคม (Socialization) หรือเป็นสมาชิกของกลุ่ม ผู้สืบทอดกลุ่มน้ีสืบทอดตามสิ่งท่ีคน
สว่ นใหญป่ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิ แตพ่ รอ้ มทจี่ ะปรบั เปลยี่ นไดต้ ามสถานการณ์ คอื เปน็ ผรู้ บั ปฏบิ ตั ิ ไมม่ ี
สว่ นในการสรา้ งสรรค์ หรือถ่ายทอดโดยตรง แต่มบี ทบาทต่อการด�ำรงอยู่ของมรดกภูมปิ ญั ญา
3 Janet Blake, Unesco’s 2003 Convention on Intangible Cultural Heritage: The Implications of
Community Involvement in “Safeguarding,” in Intangible Heritage (NewYork: Routledge, 2009), 62.
6 ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ทางวัฒนธรรม4
ทงั้ น้ี ชมุ ชนวฒั นธรรมตามแนวคดิ ของกฎหมายวฒั นธรรม ไมจ่ ำ� กดั เฉพาะชมุ ชนในพน้ื ที่
เทา่ นัน้ 5 ดังนัน้ หากบุคคล หรอื กลุ่มบคุ คลใดเกิดการยอมรับวา่ วฒั นธรรมน้ันเปน็ ส่วนหนงึ่ ของ
วฒั นธรรมแหง่ ตน ไมว่ า่ เพราะเปน็ วฒั นธรรมในพน้ื ทที่ ก่ี ำ� เนดิ หรอื ใชช้ วี ติ บคุ คล หรอื กลมุ่ คนนน้ั
ย่อมกลายเปน็ ชุมชนทางวฒั นธรรม และเป็นผูส้ ืบทอดวัฒนธรรมได้
ผสู้ ืบทอด ผ้สู ืบทอด
วฒั นธรรม องค์ความรู้
ภาพ 1 ความสมั พันธร์ ะหว่างผู้สบื ทอดองคค์ วามรูก้ ับผสู้ บื ทอดวัฒนธรรม
3. การสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมทจี่ ับต้องไมไ่ ดต้ ามอนุสญั ญา
ว่าดว้ ยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จบั ตอ้ งไม่ได้ ค.ศ. 2003
มรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ดเ้ ปน็ ทนุ ทางวฒั นธรรมทม่ี คี า่ ของทกุ ประเทศ ประเทศ
ต่างๆ จึงพยายามแสวงหาความคุ้มครอง โดยเฉพาะในกลุ่มของประเทศก�ำลังพัฒนาที่มี
ความประสงค์จะป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากประเทศพัฒนาแล้วในองค์ความรู้ของตน
เชน่ การน�ำองคค์ วามรดู้ ้านสมุนไพรไปแสวงหาประโยชน์ทางการค้าอย่างไมเ่ ป็นธรรม เป็นต้น
บางกรณปี ระเทศพฒั นาแลว้ มกี ารกดี กนั ประเทศตน้ กำ� เนดิ องคค์ วามรนู้ น้ั โดยใชร้ ะบบกฎหมาย
ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตรยาจากสมุนไพรของชาวพ้ืนเมือง เป็นต้น ความพยายาม
ดงั กลา่ วสง่ ผลใหเ้ กดิ การผลกั ดนั รา่ งบทบญั ญตั เิ พอื่ คมุ้ ครององคค์ วามรดู้ งั้ เดมิ (Model Provision)
4 สุกัญญา สจุ ฉายา, “ผูส้ บื ทอดเป็นผู้ถือครอง มิใช่เจา้ ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม,” วารสารไทย
ศึกษา 8, ฉ. 2 (2556): 106.
5 Noël Barbe, “Marina Chauliac et Jean-Louis Tornatore, Intangible Cultural Heritage Exposed to
Public Deliberation: A Participatory Experience in a Regional Nature Park,” accessed September 20, 2020,
https://books.openedition.org/gup/191.
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564 7
ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกท่ีมีการให้สิทธิในองค์ความรู้ดั้งเดิมกับรัฐ หรือชุมชนใน
ประเทศตน้ ก�ำเนิดองคค์ วามรูด้ ง้ั เดิมน้ัน กลา่ วคอื หากจะมกี ารวจิ ัย หรอื การแสวงหาประโยชน์
จากองค์ความรู้ดั้งเดิมน้ัน รัฐต่างชาติต้องขออนุญาต และให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับ
ประเทศต้นก�ำเนิดด้วย และหากมีการกระท�ำที่ไม่เหมาะสมรัฐต้นก�ำเนิดองค์ความรู้ดั้งเดิม
สามารถยับยัง้ การกระท�ำเหลา่ นน้ั ได6้
อยา่ งไรกต็ าม รา่ งบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ วไมถ่ กู ประกาศใช้ อาจเปน็ เพราะความเหน็ ทไี่ มต่ อ้ ง
ตรงกนั ของกลมุ่ ประเทศทีพ่ ฒั นาแล้ว กับประเทศท่กี ำ� ลงั พฒั นา เมอื่ ในมุมมองของแนวคดิ ทาง
ทรัพย์สินทางปัญญาน้ันการคุ้มครององค์ความรู้ด้ังเดิมไม่อาจส�ำเร็จ จึงมีการพัฒนากฎหมาย
ระหว่างประเทศในมุมมองของกฎหมายวัฒนธรรม7 โดยให้เป็นหน้าท่ีขององค์การระหว่าง
ประเทศทมี่ พี นั ธกจิ ดา้ นวฒั นธรรมโดยตรงอยา่ งองคก์ ารการศกึ ษาวทิ ยาศาสตร์ และวฒั นธรรม
แห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ท่ีเริ่มต้นจากการคุ้มครองการแสดงออกทางวัฒนธรรมในนาม
ของคตชิ น8 และไดม้ กี ารอภปิ รายพัฒนาตอ่ มากระทงั่ เป็นการขยายการคุม้ ครองถึงองค์ความรู้
หลายประเภท ในบรบิ ทคำ� นยิ ามของคำ� วา่ “มรดกทางวฒั นธรรมทจี่ บั ตอ้ งไมไ่ ด”้ 9 ตามอนสุ ญั ญา
วา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทจี่ ับต้องไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003
เมอื่ ศกึ ษาบทบญั ญตั ใิ นอนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทจี่ บั ตอ้ ง
ไม่ได้ ค.ศ. 2003 (CONVENTION FOR THE SAFEGUARDING OF THE INTANGIBLE
CULTURAL HERITAGE 2003) สามารถวเิ คราะหถ์ ึงสิทธไิ ด้ใน 3 มิติ ได้แก่ สิทธิของรัฐภาคี
สทิ ธิของผูส้ ืบทอดวฒั นธรรม และสทิ ธขิ องมนุษยชาติได้ ดงั ตอ่ ไปนี้
6 Secretariat of the Pacific Community Cultural Affairs Programme, “Guidelines for developing
national legislation for the protection of traditional knowledge and expressions of culture based on
the Pacific Model Law 2002,” accessed March 20, 2020https://www.wipo.int/edocs/lexdocs/laws/en/
spc/spc001en.pdf ().
7 กฎหมายวัฒนธรรม คือ การกลา่ วถึงความสมั พันธ์ระหวา่ งกฎหมายกบั วฒั นธรรม รวมถึงการใชก้ ฎหมาย
สง่ เสรมิ ปกปอ้ ง เงอ่ื นไข จากดั คณุ ลกั ษณะ และการแสดงออกทางวฒั นธรรม James A.R., Nafziger, Robert Kirkwood
Paterson and Alison Dundes Renteln, Cultural Law International, Comparative, and Indigenous, 64.
8 คตชิ น (folklore) หมายถงึ แนวทางปฏิบัติกฎเกณฑ์ ศาสตร์ ความรู้ การสั่งสอนของกลุ่มชน เผา่ พันธ์ุ กลุม่
ชาตพิ นั ธ์ุ ชนชาติ ทง้ั ทอ่ี ยใู่ นสงั คมระดบั ชนั้ บพุ กาลหรอื ในสงั คมอารยะ โดยสง่ิ เหลา่ นเี้ ปน็ องคร์ วมของวฒั นธรรมดง้ั เดมิ
หรอื แบบแผนความคดิ และการแสดงออกของมนษุ ยท์ สี่ บื ทอดกนั มาตามประเพณี ซง่ึ สงิ่ เหลา่ นอี้ าจสรา้ งขนึ้ เฉพาะกลมุ่
อ้างอิงจาก ธนิต ชังถาวร, รายงานการศึกษากรอบความคิดการสงวนรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย (กรุงเทพฯ: ศูนย์
พนั ธวุ์ ิศวกรรมและเทคโนโลยีชวี ภาพแหง่ ชาติ สานักงานพฒั นาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีแหง่ ชาติ, 2550), 29 -30.
9 Bouchenaki, Mounir, “A Major Advance towards a Holistic Approach to Heritage Conservation: The
2003 Intangible Heritage Convention,” International Journal of Intangible Heritage 2(2007): 106-109.
8 ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร
3.1 สทิ ธขิ องรัฐภาคี
รฐั ภาคมี สี ทิ ธใิ นการขน้ึ ทะเบยี น ตวั อยา่ งเชน่ การทป่ี ระเทศไทยเสนอชอ่ื นวดไทย เพอ่ื
เป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เป็นต้น โดยสิทธิของรัฐภาคีในการขึ้น
ทะเบียนแบง่ เป็น 2 ประการ ไดแ้ ก่ สทิ ธใิ นการเสนอรายการขึน้ ทะเบียนมรดกทางวฒั นธรรม
ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ และสิทธิในการเสนอรายการข้ึนทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรม
ท่จี บั ต้องไมไ่ ด้ซ่ึงจ�ำเปน็ ตอ้ งไดร้ ับการปกปอ้ งอย่างเรง่ ดว่ น ดงั นี้
3.1.1 สิทธิในการเสนอรายการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
ของมนษุ ยชาติ
รัฐภาคมี ีสิทธิในการเสนอต่อยเู นสโกเพอ่ื ที่จะประกาศรายการท่ีเปน็ ตัวแทนมรดกทาง
วัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เพื่อเป็นการประกันว่ามรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้อง
ไมไ่ ดร้ ายการนนั้ จะไดร้ บั การตระหนกั ถงึ การใหค้ วามสำ� คญั อนั เปน็ การรกั ษาความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรม10
3.1.2 สทิ ธใิ นการเสนอรายการขนึ้ ทะเบยี นมรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ดซ้ ง่ึ
จ�ำเปน็ ตอ้ งได้รบั การปกปอ้ งอย่างเร่งดว่ น
รฐั ภาคมี สี ทิ ธใิ นการเสนอตอ่ ยเู นสโกเพอ่ื ทจ่ี ะประกาศรายการมรดกทางวฒั นธรรมทจี่ บั
ตอ้ งไมไ่ ดซ้ ง่ึ จำ� เปน็ ตอ้ งไดร้ บั การปกปอ้ งอยา่ งเรง่ ดว่ นเพอื่ ใหม้ มี าตรการในการรกั ษา และบนั ทกึ
มรดกทางวัฒนธรรมทีจ่ ับตอ้ งไม่ไดร้ ายการนน้ั ไว1้ 1
3.2 สทิ ธขิ องผูส้ บื ทอดวัฒนธรรม
สทิ ธขิ องผสู้ บื ทอดวฒั นธรรมตามอนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรม
ทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003 (CONVENTION FOR THE SAFEGUARDING OF THE INTANGIBLE
CULTURAL HERITAGE 2003) ท่ีเกี่ยวข้องกับการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้อง
ไมไ่ ด้ ได้แก่
10 อนสุ ญั ญาวา่ ด้วยการสงวนรกั ษามรดกทางวัฒนธรรมท่จี ับตอ้ งไม่ได้ ค.ศ. 2003, ขอ้ 16 รายการที่เป็น
ตัวแทนของมรดกทางวฒั นธรรมที่จับต้องไมไ่ ด้ของมนษุ ยชาติ
(1) เพ่ือประกันในทัศนวิสัยท่ีชัดเจนดีข้ึนของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้และตระหนักถึงความ
ส�ำคัญของมรดกนั้น และเพ่ือกระตุ้นให้เกิดการหารือกัน ซ่ึงให้ความเคารพต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดย
ขอ้ เสนอของรฐั ภาคที เ่ี กย่ี วขอ้ ง คณะกรรมการจดั ทำ� ปรบั ใหท้ นั สมยั อยเู่ สมอ และตพี มิ พร์ ายการทเ่ี ปน็ ตวั แทนของมรดก
ทางวัฒนธรรมท่จี บั ตอ้ งไม่ไดข้ องมนษุ ยชาติ
11 อนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมทจี่ ับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003, ขอ้ 17.
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 9
3.2.1 สทิ ธใิ นการไดร้ บั ความเคารพในมรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ดข้ องตน
บทบัญญัติข้อ 2 (b) ของอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมท่ี
จบั ตอ้ งไม่ได้ ค.ศ. 2003 (CONVENTION FOR THE SAFEGUARDING OF THE INTANGIBLE
CULTURAL HERITAGE 2003) ซึง่ เปน็ วัตถุประสงคข์ องอนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรักษามรดก
ทางวฒั นธรรมทจี่ บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003 มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ประกนั วา่ จะเกดิ ความเคารพมรดก
ทางวฒั นธรรมทจี่ บั ตอ้ งไมไ่ ดข้ องชมุ ชน กลมุ่ ชน และปจั เจกบคุ คลทเี่ กยี่ วขอ้ ง ในทางกลบั กนั จงึ
เปน็ สทิ ธขิ องชมุ ชน กลมุ่ ชน ทจ่ี ะไดร้ บั ความเคารพจากบคุ คลภายนอกตอ่ มรดกทางวฒั นธรรมที่
จับต้องไม่ไดซ้ ่งึ ถอื ว่าเป็นสว่ นหนง่ึ ของวิถีชวี ิตของกลุ่มคน หรอื ชุมชนเหลา่ นนั้ ซึ่งสทิ ธิในการได้
รบั ความเคารพในวฒั นธรรมของตนนี้ สอดคลอ้ งกบั ปฏญิ ญาสากลวา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชน12 และ
กติการะหวา่ ประเทศว่าด้วยสทิ ธิทางเศรษฐกจิ สังคม และวฒั นธรรม13ส่งผลให้บคุ คลภายนอก
ตอ้ งยอมรบั และไมก่ ีดกนั การใช้วฒั นธรรมของบุคคล กลุม่ บุคคล หรอื ชุมชน อันถือเป็นสิทธิ
มนษุ ยชนทตี่ ดิ ตวั บคุ คลมา จงึ เปน็ สทิ ธใิ นการไดร้ บั ความเคารพในมรดกทางวฒั นธรรมทจี่ บั ตอ้ ง
ไม่ไดข้ องตนของผสู้ บื ทอดวัฒนธรรม
3.2.2 สทิ ธิในการรักษามรดกทางวฒั นธรรมทจี่ ับต้องไม่ไดร้ ่วมกบั รัฐ
ผู้สืบทอดวัฒนธรรมมีสิทธิในการรักษามรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ร่วมกับรัฐ
เน่อื งจากตามบทบัญญตั ิข้อ 11(b)14 เปน็ หนา้ ที่ของรัฐภาคีท่จี ะตอ้ งด�ำเนินมาตรการเพ่อื รักษา
มรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ให้คงอยู่15 โดยมาตรการเหล่านี้ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วม
ของชุมชน กลุม่ ชน และองคก์ รท่มี สี ่วนเกย่ี วขอ้ งตามบทบัญญตั ขิ ้อ 15
12 Universal Declaration of Human Rights, G.A. Res. 217A, U.N. GAOR, 3rd Sess., Pt. I, Resolutions,
at 71, at pmbl., U.N. Doc. A/810 (1948).
13 Yvonne Donders and Vladimir Volodin Volodin, Human Rights in Education, Science and Culture:
Legal Developments and Challenges (Paris: Unessco Publishing, 2007), 231.
14 อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 ข้อ 11(b) “ในบรรดา
มาตรการเพ่ือการสงวนรักษาดังท่ีเอ่ยถึงในข้อ 2 วรรค 3 รัฐภาคีจะจ�ำแนกและนิยามองค์ประกอบต่างๆ ของมรดก
ทางวฒั นธรรมท่จี ับต้องไมไ่ ดท้ ี่มอี ยู่ในอาณาเขตของตน ท้ังนี้ โดยการมีส่วนร่วมของชมุ ชน กลมุ่ ชน และองค์กรเอกชน
ทเ่ี กี่ยวข้อง”
15 อนุสญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003 ข้อ 2 “การสงวนรักษา”
หมายถงึ มาตรการเพอื่ ใหม้ รดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ดด้ ำ� รงอยตู่ อ่ ไป ซง่ึ รวมไปถงึ การจำ� แนก การบนั ทกึ หลกั ฐาน
การวจิ ัย อนรุ ักษ์ คุม้ ครอง ส่งเสริม เชิดชู การถา่ ยทอด โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ผา่ นทางการศกึ ษาในระบบและนอกระบบ
รวมท้งั การฟน้ื ฟมู รดกดงั กล่าวในดา้ นตา่ งๆ
10 ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
3.2.3 สิทธิในการได้รับการศึกษาองค์ความรู้ของมรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้อง
ไม่ได้
ผสู้ บื ทอดวฒั นธรรมมสี ทิ ธใิ นการไดร้ บั การศกึ ษาองคค์ วามรขู้ องมรดกทางวฒั นธรรมที่
จบั ตอ้ งไมไ่ ด้ เนอ่ื งจากตามบทบญั ญตั ขิ อ้ 416 เปน็ หนา้ ทขี่ องรฐั ภาคที จ่ี ะตอ้ งดำ� เนนิ มาตรการเพอื่
ใหก้ ารศกึ ษา ปลูกฝังความตระหนกั รู้ และเสรมิ สร้างขีดความสามารถให้แก่ชมุ ชน และกลุ่มชน
3.3 สิทธขิ องมนุษยชาติ
ตามอารมั ภบทของอนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้
ค.ศ. 2003 อนุสัญญามเี จตนารมณ์ “โดยตระหนักถึง เจตนารมณ์ทเ่ี ป็นสากล และความห่วงใย
ร่วมกันในอันทจี่ ะสงวนรกั ษา มรดกทางวัฒนธรรมทจ่ี ับตอ้ งไมไ่ ด้ของมนษุ ยชาต”ิ
ดว้ ยเจตนารมณน์ แี้ สดงใหเ้ หน็ ถงึ อนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรม
ที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 ประสงค์จะรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เพ่ือการใช้
ประโยชน์ร่วมกันของมนุษยชาติ17 จึงมีมาตรการท่ีสอดคล้องกับเจตนารมณ์เพื่อรักษามรดก
ภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมให้เปน็ มรดกรว่ มกันของมนุษยชาติ อาทิ การขึ้นทะเบยี นเพื่อให้เป็น
มรดกร่วมกันของมนุษยชาติ การเผยแพร่ความรู้ให้กว้างขวางออกไป18 เปน็ ตน้ แสดงใหเ้ ห็นได้
อยา่ งชัดเจนวา่ อนุสัญญาไมไ่ ด้มีเจตนารมณ์ในการหวงกัน หรือให้เป็นสิทธิของปจั เจกชนเช่น
16 อนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003, ขอ้ 14 “การศกึ ษา ปลกู ฝงั
ความตระหนักรู้ และเสรมิ สร้างขีดความสามารถ แตล่ ะรัฐภาคีจะต้องดำ� เนนิ การทุกวิถที างทเ่ี หมาะสม”
17 Lucas Lixinshi, Intangible Cultural Heritage in International Law (Oxford: Oxford University Press,
2013), 151.
18 อนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003, ขอ้ 14 “การศกึ ษา ปลกู ฝงั
ความตระหนักรู้ และเสรมิ สร้างขดี ความสามารถ
แตล่ ะรัฐภาคีจะต้องดำ� เนนิ การทกุ วิถที างที่เหมาะสม เพื่อ:
(a) ประกันการรับรู้ เคารพ และสง่ เสริม มรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ไดใ้ นสงั คม เฉพาะอยา่ งยงิ่ ผ่าน
กระบวนการต่อไปน้:ี
(1) แผนงานดา้ นการศกึ ษา ปลกู ฝงั ความตระหนกั รู้ และใหข้ อ้ มลู ขา่ วสารทม่ี งุ่ ไปสปู่ ระชาชนทวั่ ไป โดย
เฉพาะเด็กและเยาวชน
(2) แผนงานทางดา้ นการศึกษาและการฝกึ อบรมเฉพาะเรอื่ งภายในชุมชนและกลมุ่ ชนทเ่ี กี่ยวข้อง
(3) กจิ กรรมสรา้ งเสรมิ ขดี ความสามารถในการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้ โดยเฉพาะ
อย่างย่งิ การจดั การและการวิจยั ทางวิทยาศาสตร์ และ
(4) วิธถี า่ ยทอดความรู้ผ่านการศกึ ษานอกระบบ
(b) เผยแพรข่ า่ วสารเพอื่ ใหป้ ระชาชนไดท้ ราบถงึ อนั ตรายทกี่ ำ� ลงั คกุ คามมรดกดงั กลา่ วอยู่ และเรอ่ื งกจิ กรรม
ตา่ งๆ ท่ีกำ� ลงั ดำ� เนนิ ไปตามแนวทางของอนสุ ญั ญาฉบับนี้
(c) สง่ เสรมิ การศกึ ษาเพื่อการคุ้มครองพ้ืนท่ีทางธรรมชาตแิ ละสถานท่แี ห่งความทรงจ�ำ ซงึ่ จำ� เป็นตอ้ งมไี ว้
เพ่ือแสดงให้เห็นมรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี ับต้องไม่ได”้
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 11
กฎหมายทรัพยส์ ินทางปญั ญา แต่มงุ่ เนน้ ให้วฒั นธรรมยงั คงอย่ดู ว้ ยกระบวนการต่างๆ เพื่อให้
มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ในวฒั นธรรมร่วมกนั
จากการวเิ คราะหส์ ทิ ธดิ งั กลา่ ว พบวา่ สทิ ธติ ามอนสุ ญั ญาของผสู้ บื ทอดวฒั นธรรม
ได้แก่ สิทธิในการได้รับความเคารพในมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของตน สิทธิ
ในการรักษามรดกทางวฒั นธรรมทีจ่ บั ตอ้ งไม่ไดร้ ว่ มกบั รฐั และสทิ ธใิ นการไดร้ บั การศกึ ษา
องคค์ วามรขู้ องมรดกทางวฒั นธรรมทจี่ บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ซง่ึ สทิ ธทิ ง้ั 3 ประการดงั กลา่ วสามารถ
นำ� ไปสกู่ ารวเิ คราะหส์ ทิ ธขิ องผสู้ บื ทอดองคค์ วามรซู้ ง่ึ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของผสู้ บื ทอดวฒั นธรรม
ได้ ซงึ่ จะได้วิเคราะหต์ ่อไป
4. การสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรม
ตามพระราชบัญญตั ิส่งเสริมและรักษามรดกภมู ิปัญญา
ทางวฒั นธรรม พ.ศ. 2559
การส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมตามพระราชบัญญัติ พบว่า
บทบัญญัติส่วนใหญ่จะเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอ�ำนาจหน้าท่ีของรัฐในการส่งเสริมและรักษา
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม19 ซ่ึงรัฐจะด�ำเนินการสงวนรักษาในรูปแบบของคณะกรรมการ
โดยตามพระราชบญั ญตั ปิ รากฏคณะกรรมการจำ� นวน 3 ชุด ไดแ้ ก่ คณะกรรมการสง่ เสริมและ
รักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม20 คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทาง
19 ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม เร่ือง หลกั เกณฑ์และมาตรการ
เกีย่ วกบั การสง่ เสรมิ และรักษามรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2560 หมายความวา่ การด�ำเนนิ การตามแผนงาน
โครงการหรือกิจกรรม เพ่ือให้เกิดการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยท่ีชุมชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง
ทกุ ขนั้ ตอนและทกุ ดา้ นของการสง่ เสรมิ และรกั ษา ดว้ ยวธิ กี ารถา่ ยทอด การศกึ ษาวจิ ยั การอนรุ กั ษ์ การสง่ เสรมิ การฟน้ื ฟู
มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม และการประกาศเชิดชูเกียรตชิ ุมชน กลุ่มคน บุคคล องค์กรหรอื หน่วยงานทเี่ กย่ี วขอ้ ง
ทที่ �ำคณุ ประโยชน์เกย่ี วกับการสง่ เสริมและรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม
20 พระราชบญั ญตั สิ ง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม พ.ศ. 2559, มาตรา 10 “ใหค้ ณะกรรมการ
มีอำ� นาจหน้าที่ ดังตอ่ ไปนี้
(1) ให้คำ� แนะนำ� หรอื ค�ำปรึกษาแกร่ ฐั มนตรีในการออกกฎกระทรวงตามพระราชบญั ญัตินี้
(2) พจิ ารณาและใหค้ วามเหน็ ชอบนโยบายและแผนการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
ท่ีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร และคณะ
กรรมการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกรงุ เทพมหานคร และคณะกรรมการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดก
ภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมประจ�ำจังหวัดเสนอ
(3) ออกประกาศเกี่ยวกับการกำ� หนดลกั ษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมตามมาตรา 4 วรรคสอง
(4) ออกระเบยี บเกี่ยวกับหลกั เกณฑก์ ารจัดท�ำรายการเบอ้ื งตน้ มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
(5) ออกระเบียบเก่ยี วกับหลักเกณฑ์การดำ� เนนิ งานของคณะอนกุ รรมการกลนั่ กรองตามมาตรา 21
12 ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
วฒั นธรรมกรงุ เทพมหานคร และคณะกรรมการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
จังหวดั 21
โดยมาตรการเพื่อการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมตาม
พระราชบญั ญตั ฉิ บับน้ี มสี าระสำ� คัญ 2 มาตรการที่ส�ำคญั ไดแ้ ก่
4.1 การข้ึนทะเบยี นรายการมรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม
การขนึ้ ทะเบยี นรายการมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม โดยคณะกรรมการสง่ เสรมิ และ
รักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมีหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตามระเบียบคณะกรรมการ
(6) ออกระเบยี บเกย่ี วกบั หลกั เกณฑก์ ารพจิ ารณาคดั เลอื กรายการเบอื้ งตน้ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
เพอื่ ขนึ้ บัญชีมรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
(7) พจิ ารณาและให้ความเห็นชอบการขน้ึ บัญชมี รดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
(8) ออกระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และมาตรการเก่ียวกับการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรม
(9) พจิ ารณาและใหค้ วามเหน็ ชอบแผนงานและโครงการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญา ทางวฒั นธรรม
ทก่ี รมส่งเสริมวฒั นธรรมเสนอ
(10) กํากับ ตดิ ตาม และประเมินผลการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม
(11) สอดสอ่ ง ดแู ล คมุ้ ครอง ปอ้ งกนั มใิ หม้ กี ารกระทาํ อนั อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายตอ่ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวฒั นธรรมทขี่ ึ้นบัญชีไว้ ตลอดจนใหข้ อ้ มูลหรือคาํ แนะนําแก่ผ้ทู ี่นํามรดกภมู ิปัญญา ทางวฒั นธรรมไปใช้
(12) ประกาศเกยี รตคิ ณุ เพอ่ื ยกยอ่ งเชดิ ชเู กยี รตบิ คุ คล กลมุ่ บคุ คล องคก์ ร หรอื หนว่ ยงาน ทที่ าํ คณุ ประโยชน์
เก่ียวกบั การสง่ เสริมและรักษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
(13) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทํางานเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหน่ึงอย่างใด ตามท่ี
คณะกรรมการมอบหมาย
(14)ปฏบิ ตั กิ ารอน่ื ใดตามทก่ี ฎหมายกาํ หนดใหเ้ ปน็ อาํ นาจหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการหรอื ตามทค่ี ณะรฐั มนตรี
มอบหมาย
21 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559, มาตรา 16 “ให้
คณะกรรมการสง่ เสรมิ และรักษามรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมกรงุ เทพมหานคร และคณะกรรมการส่งเสริมและรักษา
มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมประจําจงั หวดั มอี าํ นาจหน้าที่ ดังตอ่ ไปน้ี
(1) เสนอนโยบายและแผนการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของกรงุ เทพมหานคร หรอื
จังหวัด แล้วแตก่ รณี และอาจเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม ของประเทศต่อ
คณะกรรมการ
(2) ดาํ เนินการรว่ มกบั ชมุ ชนเพ่อื จดั ทาํ รายการเบือ้ งต้นมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม
(3) พิจารณาและคัดเลือกมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากรายการเบื้องต้น มรดกภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรมเพือ่ เสนอขึน้ บญั ชีมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมตอ่ คณะกรรมการ
(4) ประสานงานเครอื ขา่ ยความร่วมมอื ระหว่างหนว่ ยงานของรัฐหรือเอกชน รวมท้ังระดมทรพั ยากรเพอ่ื
การสง่ เสริมและรักษามรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรม
(5) เผยแพร่ ประชาสัมพนั ธ์ และถ่ายทอดความรู้เกย่ี วกับมรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
(6) ส่งเสรมิ ใหร้ ู้คุณคา่ และมกี ารสืบทอดมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม
(7) ปฏิบตั กิ ารอ่นื ใดตามทคี่ ณะกรรมการมอบหมาย”
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 13
สง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม เรอ่ื ง หลกั เกณฑก์ ารพจิ ารณาคดั เลอื กรายการ
เบอ้ื งตน้ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมเพอื่ ขน้ึ บญั ชมี รดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม พ.ศ.2560
มาตรา 5 ดงั นี้
4.1.1 รายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีมีลักษณะตามท่ีก�ำหนดไว้ในประกาศ
คณะกรรมการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เร่ือง การกาหนดลกั ษณะของ
มรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2560
4.1.2 เป็นมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมทอ่ี ยู่ในอาณาเขตประเทศไทย
4.1.3 มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และมีคุณลักษณะบ่งบอกความเป็นมรดก
ภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมของท้องถ่นิ หรอื ของชาติ
4.1.4 เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ยังมีการสืบทอดและปฏิบัติอยู่ในวิถีชีวิต
และอาจเส่ียงตอ่ การสญู หาย
4.1.5 มคี ณุ คา่ ทางประวตั ศิ าสตร์ วชิ าการ ศลิ ปะ คณุ คา่ ทางจติ ใจ คณุ คา่ เชงิ สรา้ งสรรค์
หรอื ผลงานควรค่าแก่การรักษาไว้
4.1.6 มีการบันทึกหลักฐานหรือสามารถอ้างอิง สืบค้นองค์ความรู้ด้ังเดิมของมรดก
ภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมน้นั
4.1.7 เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีได้รับการยินยอมจากชุมชนให้ข้ึนบัญชี
มรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรม
ทั้งน้ี ผู้มสี ทิ ธิเสนอขึน้ ทะเบยี นมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ อาจเป็นหน่วย
งาน ชมุ ชน ท้องถิน่ หรอื กลมุ่ บคุ คล แตผ่ ู้อนมุ ตั ิการขนึ้ ทะเบยี นมรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม
จะด�ำเนนิ การโดยคณะกรรมการสง่ เสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
4.2 การจัดท�ำโครงการหรือกิจกรรม
คณะกรรมการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกรงุ เทพมหานคร หรอื
คณะกรรมการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมจงั หวดั โดยใหช้ มุ ชนมสี ว่ นรว่ ม
อย่างกว้างขวางทุกขั้นตอนและทุกด้านของการส่งเสริมและรักษา ซ่ึงชุมชน หมายความว่า
กลุ่มคนกลุ่มเดียวหรือหลายกลุ่ม ท่ีมีความรู้ มีการประพฤติปฏิบัติสืบทอด หรือมีส่วนร่วมใน
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมนนั้ 22
22 พระราชบญั ญัตสิ ่งเสริมและรกั ษามรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรม พ.ศ. 2559, มาตรา 3.
14 ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
เม่ือวิเคราะห์มาตรการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พบว่า
พระราชบญั ญตั ใิ หส้ ทิ ธแิ กผ่ สู้ บื ทอดวฒั นธรรม 2 ประการ คอื การเสนอชอื่ เพอ่ื ขน้ึ ทะเบยี น และ
การมีส่วนร่วมในการด�ำเนินโครงการ หรือกิจกรรมเพื่อรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
อย่างไรก็ตามสิทธิดังกล่าวยังไม่เพียงพอ และไม่สอดคล้องกับสิทธิตามอนุสัญญาว่าด้วย
การสงวนรกั ษามรดกทางวัฒนธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003 ประกอบกบั ยงั ไม่สอดคลอ้ งกบั
ทฤษฎวี วิ ฒั นาการทางสงั คมและวฒั นธรรม และสทิ ธใิ นการมสี ว่ นรว่ มซงึ่ เปน็ สทิ ธทิ างวฒั นธรรม
ทร่ี ฐั ตอ้ งใหก้ ารรบั รองสง่ ผลใหพ้ ระราชบญั ญตั สิ ง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
พ.ศ. 2559 ไม่ตอบสนองต่อแนวทางขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่ง
สหประชาชาติ แนวคดิ ทฤษฎี และหลกั สทิ ธทิ างวฒั นธรรมอนั เปน็ สทิ ธมิ นษุ ยชนทรี่ ฐั ตอ้ งใหก้ าร
รับรอง
5. วิเคราะหส์ ิทธิของผู้สืบทอดองคค์ วามรู้
ในมรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
การระบุตัวบุคคล หรือกลุ่มบุคคลผู้สืบทอดองค์ความรู้ในมรดกภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรมแตล่ ะประเภททเ่ี ปน็ รปู ธรรมจะมปี ระโยชนต์ อ่ การแสวงหาบคุ คล หรอื กลมุ่ บคุ คลเพอ่ื
ร่วมกับรัฐในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมได้มากกว่าส่งผลให้สิทธิใน
การมีส่วนร่วมของผู้สืบทอดองค์ความรู้ในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแต่ละประเภทจึงเป็น
ปญั หาขอ้ กฎหมายทสี่ ำ� คญั เพราะผสู้ บื ทอดองคค์ วามรเู้ ปน็ ผทู้ มี่ อี งคค์ วามรู้ และมบี ทบาทสำ� คญั
ในการสืบสาน และส่งต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไปสู่คนรุ่นหลัง เพราะรัฐไม่สามารถ
สง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไดห้ ากปราศจากผู้สบื ทอดองค์ความรู้
อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003
(CONVENTION FOR THE SAFEGUARDING OF THE INTANGIBLE CULTURAL HERITAGE
2003) เปน็ กฎหมายระหวา่ งประเทศ การดำ� เนนิ การสงวนรกั ษาตามอนสุ ญั ญาจงึ เปน็ การกระทำ�
ในนามของรัฐเป็นส�ำคัญ เพราะผู้สืบทอดองค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล กลุ่มบุคคล ชุมชน
หรือองค์กร ไม่ใช่บุคคลในทางระหว่างประเทศ โดยผู้สืบทอดองค์ความรู้จะด�ำเนินการได้ด้วย
การผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมตามท่ีกฎหมายภายในที่ให้ไว้ ซึ่งพิจารณาตามพระราชบัญญัติ
สง่ เสรมิ และรักษามรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559
จากการศกึ ษาการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมตามพระราชบญั ญตั ิ
ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ที่มีมาตรการส่งเสริมและรักษา
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 2 ประการ ได้แก่ การข้ึนทะเบียนรายการมรดกภูมิปัญญา
วารสารนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 15
ทางวัฒนธรรม และการจัดท�ำโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตามไม่เพียงพอ และ
ไม่สอดคล้องกับสิทธิตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
ค.ศ. 2003 ประกอบกบั ยงั ไมส่ อดคลอ้ งกบั ทฤษฎวี วิ ฒั นาการทางสงั คมและวฒั นธรรม และสทิ ธิ
ในการมีส่วนรว่ มซึ่งเปน็ สทิ ธทิ างวฒั นธรรมท่รี ัฐตอ้ งใหก้ ารรับรอง เน่ืองจากเหตผุ ลดงั น้ี
5.1 การไมป่ รากฏสทิ ธเิ ปลย่ี นแปลง และพฒั นาองคป์ ระกอบในองคค์ วามรมู้ รดก
ภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมทไ่ี ดจ้ ารกึ ไวใ้ นทะเบยี น
การข้ึนทะเบียนนั้นผู้มีสิทธิเสนอข้ึนทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
อาจเปน็ หนว่ ยงาน ชมุ ชน ทอ้ งถนิ่ หรอื กลมุ่ บคุ คล แตผ่ อู้ นมุ ตั จิ ะดำ� เนนิ การโดยคณะกรรมการสง่
เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม สำ� หรบั การเสนอชอื่ เพอื่ ขนึ้ ทะเบยี นรายการมรดก
ทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ของโลก รัฐจะเป็นผู้เสนอ ทั้งนี้ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์
และวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาตจิ ะยอมรบั รายการนนั้ ๆ ใหข้ นึ้ ทะเบยี น รฐั ผเู้ สนอตอ้ งพสิ จู นไ์ ด้
วา่ การเสนอนไี้ ดเ้ กดิ จากการมสี ว่ นรว่ มของผสู้ บื ทอดองคค์ วามรแู้ ลว้ ดงั นน้ั ผสู้ บื ทอดองคค์ วามรู้
จึงมีสิทธิเสนอช่ือมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ และรัฐมีสิทธิเสนอชื่อมรดกทาง
วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในระดับโลกโดยมีท่ีมาจากการมีส่วนร่วมของผู้สืบทอดองค์ความรู้
ในการนำ� เสนอมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรมทข่ี น้ึ ทะเบียนในระดบั ชาติ
หลักการข้ึนทะเบียนอย่างพลวัต กล่าวคือ การข้ึนทะเบียนท่ีสามารถเปล่ียนแปลงได้
เมื่อองค์ประกอบทางวัฒนธรรมมีการปรับเปล่ียนไป ซ่ึงอาจเกิดการปรับเปล่ียนตามการใช้
สภาพแวดล้อม วัตถุดิบ หรืออ่ืนๆน้ัน ปรากฏในอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดก
ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 โดยให้การข้ึนทะเบียนสามารถมีการปรับเปล่ียน
องค์ประกอบการขึ้นทะเบียนให้ทันสมัยได้ เพราะวัฒนธรรมย่อมไม่อาจหยุดนิ่ง23 การข้ึน
ทะเบยี นจึงไม่ใช่การจารกึ แต่เป็นการบันทกึ ให้เกิดการศึกษา เผยแพรแ่ ละนำ� ไปสกู่ ารตอ่ ยอด24
ดงั นน้ั องคป์ ระกอบมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมทขี่ นึ้ ทะเบยี นควรสามารถปรบั เปลย่ี นได้ เชน่
ในอนาคตมีการน�ำการนวดไทยมาประกอบการรักษาโรคอุบัติใหม่ หรือมีการใช้คู่กับเครื่องมือ
เพ่มิ เติม กระท่ังกลายเป็นมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมการนวดไทยที่เพิม่ เติมขึ้น เปน็ ตน้
ท้ังนี้ สิทธิเปล่ียนแปลง และพัฒนาองค์ประกอบในองค์ความรู้ในมรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรมทไ่ี ดจ้ ารกึ ไวใ้ นทะเบยี นตามหลกั การสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้
ขององคก์ ารการศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ และวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาตนิ ้ี พบวา่ มคี วามสอดคลอ้ ง
23 อธปิ จันทร์สุรยิ ์, “การพฒั นาตัวบง่ ชก้ี ารจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมเปน็ ฐานสกู่ ารทอ่ งเที่ยว
เชงิ สรา้ งสรรคจ์ งั หวดั ชมุ พร,” (วทิ ยานพิ นธ์ปริญญาดุษฎีบณั ฑิต, บณั ฑิตวิทยาลยั , มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, 2561), 30.
24 อารัมภบทอนุสญั ญาว่าด้วยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทีจ่ บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003
16 ปที ี่ 14 ฉบับที่ 1 มกราคม-มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร
กับทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม กล่าวคือ แนวคิดท่ีว่ามรดกทางวัฒนธรรมท่ี
จับต้องไม่ได้ ไม่ใช่แค่ความทรงจ�ำของวัฒนธรรมในอดีตเท่าน้ัน แต่ยังเป็นปฏิบัติการส�ำหรับ
การคิดค้นในอนาคตอีกด้วย ประกอบกับนิยามตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนและรักษา
มรดกทางวฒั นธรรมทีจ่ ับต้องไมไ่ ด้ ค.ศ.2003 มรดกทางวฒั นธรรมที่จับตอ้ งไมไ่ ด้ ซงึ่ หมายถงึ
การปฏบิ ตั ิ การแสดงออก การแสดงออกความรู้และทกั ษะทจ่ี ะใหช้ มุ ชนกลมุ่ และบคุ คลมคี วามรสู้ กึ
เป็นตัวตนและมีความต่อเนื่องน้ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ
กับวัฒนธรรมเป็นส่ิงท่ีเชื่อมต่อกันท่ีเน้นการปฏิสัมพันธ์แบบเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงระหว่าง
กระบวนการทางสังคม และระบบนิเวศการผลิตมรดกทางวัฒนธรรม ซ่ึงมีส่วนเกี่ยวข้องเป็น
การสรา้ งความสมั พันธ์ระหวา่ งธรรมชาตกิ ับวัฒนธรรมท่เี ช่อื มตอ่ กันสองแหง่ ส่ิงนี้
การสงวนรักษาจึงเน้นการปฏิสัมพันธ์แบบพลวัตระหว่างสังคมกับกระบวนการ
นิเวศวิทยา25 มรดกทางวัฒนธรรมทจ่ี บั ต้องไมไ่ ดจ้ ึงมคี วามยดื หยุน่ สูง26 อันเป็นส่งิ ซึง่ ชมุ ชนและ
กลมุ่ ชนสรา้ งขน้ึ ใหมอ่ ยา่ งสมำ�่ เสมอเพอ่ื ตอบสนองตอ่ สภาพแวดลอ้ มของตน เปน็ ปฏสิ มั พนั ธข์ อง
พวกเขาทมี่ ตี อ่ ธรรมชาติและประวตั ิศาสตร์ของตน27 และวัฒนธรรมใดไมส่ ามารถเปลีย่ นแปลง
หรือพัฒนาได้ วฒั นธรรมน้นั มคี วามเสย่ี งทีจ่ ะสญู หาย
ดังน้ัน การท่ีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
พ.ศ. 2559 ไม่มกี ารบัญญตั ถิ ึงสิทธิเปลย่ี นแปลง และพฒั นาองคป์ ระกอบการข้นึ ทะเบียนโดย
ผสู้ บื ทอดองค์ความรจู้ งึ เป็นขอ้ จ�ำกดั ของกฎหมาย
5.2 การไมป่ รากฏสทิ ธใิ นการมสี ว่ นรว่ มในการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวฒั นธรรมอย่างแทจ้ รงิ
เมอ่ื วเิ คราะหส์ ทิ ธใิ นการรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทจี่ บั ตอ้ งไมไ่ ดร้ ว่ มกบั รฐั บทบญั ญตั ิ
ข้อ 11(b) เป็นหน้าท่ีของรัฐภาคีท่ีจะต้องด�ำเนินมาตรการเพ่ือรักษามรดกทางวัฒนธรรมท่ี
จับต้องไมไ่ ด้ใหค้ งอย2ู่ 8 โดยมาตรการเหล่านีต้ ้องเกิดจากการมีสว่ นรว่ มของชมุ ชน กลุ่มชนตาม
บทบญั ญตั ขิ อ้ 15 หลกั การมสี ว่ นรวมของอนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรม
25 Maria-Àngels Roque, “A Living and Dynamic Heritage,” Quaderns de la Mediterrània 13 (2010): 13-20.
26 Voltaire Garces Cang, “Defining Intangible Cultural Heritage and its Stakeholders: The Case of
Japan,” International Journal of Intangible Heritage 2(2007): 48.
27 D. Fairchild Ruggles, Intangible Heritage Embodied (London, New York: Springer Dordrecht
Heidelberg, 2009), 2.
28 อนุสญั ญาวา่ ด้วยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมที่จับต้องไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003, ข้อ 2 “การสงวนรกั ษา”
หมายถงึ มาตรการเพอื่ ใหม้ รดกทางวฒั นธรรมทจี่ บั ตอ้ งไมไ่ ดด้ ำ� รงอยตู่ อ่ ไป ซง่ึ รวมไปถงึ การจำ� แนก การบนั ทกึ หลกั ฐาน
การวิจยั อนรุ ักษ์ คมุ้ ครอง ส่งเสริม เชดิ ชู การถ่ายทอด โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง ผา่ นทางการศึกษาในระบบและนอกระบบ
รวมทั้งการฟื้นฟูมรดกดงั กลา่ วในดา้ นตา่ งๆ
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 17
ที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 น้ี สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ
สังคม และวฒั นธรรมตามข้อ 15 ทีบ่ ัญญตั ิวา่ “(a) มสี ่วนร่วมในชวี ิตทางวฒั นธรรม “to take
part in cultural life” สง่ ผลใหส้ ทิ ธิทางวัฒนธรรมตัง้ อยู่บนหลักการมสี ่วนรว่ ม ดังนนั้ ผูส้ บื ทอด
องค์ความรู้ย่อมมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างนโยบายทางวัฒนธรรม สิทธิของทุกคนใน
การมสี ว่ นรว่ มในชวี ติ ทางวฒั นธรรม กลา่ วคอื สทิ ธทิ จ่ี ะเขา้ มามสี ว่ นรว่ มอยา่ งเสรี การไดร้ บั ขอ้ มลู
และโดยปราศจากการเลอื กปฏบิ ตั ิ รวมถงึ การมสี ว่ นในกระบวนการตดั สนิ ใจทอ่ี าจสง่ ผลกระทบ
ตอ่ วถิ ีชีวติ ของเขาหรอื เธอและสทิ ธิของตนตามขอ้ 15 วรรค 1 (a)
ทง้ั น้ี การมสี ว่ นรว่ มยอ่ ม หมายถงึ การมสี ว่ นรว่ มในการระบอุ งคป์ ระกอบทางวฒั นธรรม
การตคี วาม และการพฒั นามรดกทางวฒั นธรรม ตลอดจนการออกแบบ การใชน้ โยบาย โครงการ
แผนงานตา่ งๆ ในการรักษา การคุ้มครองและสงวนรกั ษาภูมปิ ัญญา29 นอกเหนอื จากการเปน็
ผูร้ บั ประโยชนห์ รอื ผูใ้ ช้มรดกทางวฒั นธรรมดว้ ย30
เมือ่ ตามพระราชบัญญัติสง่ เสริมและรกั ษามรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559
การขน้ึ ทะเบยี น และการจดั ทำ� โครงการหรอื กจิ กรรม ใหเ้ กดิ การมสี ว่ นรว่ มของบคุ คล กลมุ่ บคุ คล
ชมุ ชนมสี ว่ นรว่ ม แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม เมอื่ ผมู้ อี ำ� นาจตดั สนิ ใจ คอื คณะกรรมการ ซง่ึ คณะกรรมการ
สว่ นใหญม่ ที ม่ี าจากการแตง่ ตง้ั โดยรฐั และยงั ขาดการคดั สรรบคุ คลทม่ี าจากตวั แทนของผสู้ บื ทอด
องค์ความรู้ ดังน้ัน การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดก
ภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม พ.ศ. 2559 จึงยงั ไมเ่ กดิ ขน้ึ
5.3 การไมป่ รากฏบทบญั ญตั เิ พอ่ื สง่ เสรมิ สทิ ธใิ นการเผยแพรอ่ งคค์ วามรเู้ กย่ี วกบั
มรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม
เมื่อวิเคราะห์สิทธิในการได้รับการศึกษาองค์ความรู้ของมรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้อง
ไมไ่ ด้ บทบัญญัตขิ อ้ 14 ของอนสุ ญั ญาเป็นหนา้ ทข่ี องรัฐภาคที ่ีจะต้องดำ� เนนิ มาตรการเพ่อื ให้
การศกึ ษา ปลกู ฝงั ความตระหนกั รู้ และเสรมิ สรา้ งขดี ความสามารถใหแ้ กช่ มุ ชน และกลมุ่ ชน ดงั นนั้
ในทางกลับกันผู้สืบทอดองค์ความรู้ย่อมมีสิทธิในการเผยแพร่องค์ความรู้ ซ่ึงเป็นหน้าที่ของ
รัฐที่ต้องจัดหาปัจจัยต่างๆ เพ่ือให้ผู้สืบทอดองค์ความรู้สามารถด�ำเนินการส่งต่อองค์ความรู้
ของตนได้
29 E. Stamatopoulou, Monitoring of cultural human rights: The Claims of Culture on Human Rights
and the Response of Cultural Human Rights, The Center for International Human Rights, John Jay College of
Criminal Justice, Paper for the Human Rights Seminar, 3 November 2011.
30 Beatriz Barreiro Carril, “The Right Of Access To Culture: An Effective Human Right For The
Establishment Of Consistent Cultural Policies In Europe In The Context Of The Economic Crisis?,” Revista
Española de Relaciones Internacionales, 5 (2013), 44-62.
18 ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร
ทั้งนี้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559
ยังไม่ปรากฏบทบัญญัติที่แสดงให้เห็นถึงหน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมสิทธิในการเผยแพร่
องคค์ วามรเู้ กย่ี วกบั มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม เชน่ การจดั โครงการหรอื นทิ รรศการเผยแพร่
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมเปน็ ประจำ� ทกุ ปี การแตง่ ตง้ั ผสู้ บื ทอดองคค์ วามรมู้ รดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวัฒนธรรมท่ีส�ำคัญให้เป็นผู้ทรงภูมิปัญญาเพื่อให้มีหน้าท่ีเฉพาะในการเผยแพร่องค์ความรู้
เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมที่ข้ึนทะเบียนระดับโลก เป็นต้น ซ่ึงจากการศึกษาประเทศต่างๆ
เชน่ ประเทศญปี่ นุ่ มบี ทบญั ญตั ใิ หร้ ฐั เผยแพรอ่ งคค์ วามรเู้ ปน็ ประจำ� ทกุ ป3ี 1 หรอื การแตง่ ตง้ั ผทู้ รง
ภูมิปัญญาให้มีหน้าที่ในการเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของสาธารณรัฐฝรั่งเศส32
เป็นต้น ซ่ึงกระบวนการเหล่าน้ีสามารถส่งเสริมสิทธิในการเผยแพร่องค์ความรู้ของผู้สืบทอด
องค์ความรู้ได้
5.4 การไม่ปรากฏกระบวนการรอ้ งเรยี นเพอ่ื ใช้สิทธิในการยบั ยัง้ การกระท�ำท่กี ่อ
ใหเ้ กิดความเสียหายกบั มรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรม
ตามอารมั ภบทของอนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้
ค.ศ. 2003 (CONVENTION FOR THE SAFEGUARDING OF THE INTANGIBLE CULTURAL
HERITAGE 2003) อนสุ ญั ญามเี จตนารมณ์ “โดยตระหนกั ถงึ เจตนารมณท์ เี่ ปน็ สากล และความ
ห่วงใยรว่ มกนั ในอันท่ีจะสงวนรกั ษา มรดกทางวัฒนธรรมทจี่ บั ตอ้ งไม่ไดข้ องมนษุ ยชาต”ิ
ดงั นน้ั การสงวนรกั ษาจงึ ไมไ่ ดม้ วี ตั ถปุ ระสงคใ์ นการหวงกนั องคค์ วามรู้ แตใ่ นทางกลบั กนั
เป็นการมุ่งเผยแพร่องค์ความรู้อย่างกว้างขวาง เม่ือมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขึ้น
ทะเบียนเพื่อให้เกิดความตระหนักถึงของมนุษยชาติ และมุ่งเน้นให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้
ผคู้ นทว่ั โลกจึงสามารถท่ีจะศกึ ษา และใช้องคค์ วามรเู้ กย่ี วกับมรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมได้
องค์ความรู้ หรอื ภมู ิปญั ญาจงึ ไมใ่ ชว่ ตั ถแุ ห่งความคมุ้ ครองตามทรพั ยส์ ินทางปัญญาทีก่ ฎหมาย
จะเขา้ มาหวงกัน แต่เป็นสทิ ธิของมนษุ ยชาติรว่ มกนั
แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเจตนารมณ์ของอนุสัญญามุ่งในการสงวนรักษา ผู้เขียน
มีความเห็นวา่ หากมีการท�ำให้เกิดความเสียหายต่อมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม33 หรอื การ
31 Saito, Specialist for Cultural Properties, Sub-Regional Experts Meeting in Asia on Intangible Cultural
Heritage: Safeguarding and Inventory-Making Methodologies, Bangkok, Thailand, 13-16 December 2005, p.11.
32 Guidelines for the Establishment of a “Living Human Treasures” System Intangible Cultural
Heritage – Working Definitions,” Piedmont, Italy, 14 -17 March 2001.
33 Richard Kurin, Safeguarding Intangible Cultural Heritage in the 2003 UNESCO Convention:
A Critical Appraisal, in Intangible Cultural Heritage in the 2003 UNESSCO Convention (Oxford: Blackwell
Publishing, 2004), 72.
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร ปที ี่ 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 19
กระทำ� ทที่ �ำลายมรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรม เช่น การใช้ผดิ วตั ถุประสงค์ หรอื หลักการทาง
การแพทย์แผนไทย การอ้างชอ่ื การนวดไทยมาใช้ประกอบธุรกจิ โดยไม่ใช่องค์ประกอบของการ
นวดไทยท่ีแท้จริง การอ้างชื่ออาหารไทยโดยปราศจากองค์ประกอบทางวัฒนธรรม เป็นต้น
ผู้สืบทอดองค์ความรู้ย่อมมีสิทธิร่วมกับรัฐในการยับย้ังการกระท�ำดังกล่าวได้ โดยการผ่าน
กระบวนการที่รฐั กำ� หนด เชน่ การแจง้ ขอ้ รอ้ งเรยี น เป็นต้น
รวมถึง รัฐไทยย่อมสามารถยับย้ังการกระท�ำท่ีก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์ความรู้
ในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยนอกราชอาณาจักรได้ โดยผ่านกระบวนการต่างๆ
ในทางระหวา่ งประเทศทเ่ี ปน็ ไปได้ เชน่ การแจง้ รฐั ตน้ กำ� เนดิ ความเสยี หาย การใชค้ วามสมั พนั ธ์
ระหว่างประเทศ เป็นตน้ เพ่อื ไม่ใหม้ รดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรมของไทยเสียชอื่ เสียง หรอื มี
การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ไม่ถกู ตอ้ ง ดงั น้นั จงึ ควรมกี ระบวนการแจ้งข้อรอ้ งเรียนของผสู้ ืบทอด
องค์ความรู้ในการยับย้ังการกระท�ำท่ีอาจก่อให้เกิดความเสียหายในมรดกภูมิปัญญาทาง
วัฒนธรรมเพ่ือเติมเต็มสิทธิในการมีส่วนร่วมของผู้สืบทอดองค์ความรู้ การที่พระราชบัญญัติ
ส่งเสริมและรักษามรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ไมป่ รากฏกระบวนการรอ้ งเรยี น
เพ่ือใช้สทิ ธใิ นการยับย้งั การกระทำ� ท่ีก่อใหเ้ กดิ ความเสียหายกบั มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
จงึ เป็นขอ้ จ�ำกัดของกฎหมาย
6. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
จากการศึกษาและวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าผู้สืบทอดองค์ความรู้มีสิทธิหลายประการ
ได้แก่ สิทธิพัฒนาองค์ประกอบในองค์ความรู้ในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีได้จารึกไว้ใน
ทะเบียน สทิ ธใิ นการมสี ว่ นรว่ มในการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม สทิ ธใิ น
การเผยแพรอ่ งคค์ วามรเู้ กยี่ วกบั มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม และสทิ ธใิ นการยบั ยง้ั การกระทำ�
ที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ส่งผลให้รัฐไทยต้องด�ำเนินการ
ใหเ้ กดิ การรบั รองสทิ ธดิ งั กลา่ ว ดงั นน้ั เพอื่ ใหเ้ กดิ ความตระหนกั ถงึ สทิ ธขิ องผสู้ บื ทอดองคค์ วามรู้
อันจะท�ำให้รัฐสามารถส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย
ทง้ั มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมระดบั โลก ระดบั ชาติ หรอื ระดบั จงั หวดั ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
เพราะรัฐไม่สามารถส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยปราศจากการมี
สว่ นรว่ มของผสู้ บื ทอดองคค์ วามรู้ ผเู้ ขยี นจงึ มคี วามเหน็ วา่ ควรมกี ารแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ พระราชบญั ญตั ิ
ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 และการพัฒนากิจกรรมเพ่ือ
เผยแพรอ่ งค์ความรู้ ดงั นี้
20 ปีท่ี 14 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
6.1 การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรม พ.ศ. 2559
ผู้เขียนเสนอแนะการแก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรม พ.ศ. 2559 ดงั ต่อไปน้ี
6.1.1 เพมิ่ เตมิ คำ� นยิ ามคำ� ว่า ผู้สบื ทอดองคค์ วามรู้
“ผู้สืบทอดองค์ความรู้” หมายความว่า ผู้ที่มีองค์ความรู้ในมรดกภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรมประเภทใดประเภทหนงึ่ ในขนั้ ตอน หรอื กระบวนการใดกระบวนการหนง่ึ และสามารถ
ถา่ ยทอดองค์ความรเู้ ก่ียวกับมรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมนั้นได้
6.1.2 เพ่มิ เตมิ บทบญั ญตั เิ ก่ียวกบั สิทธิเปลย่ี นแปลง และพฒั นาองคป์ ระกอบใน
องค์ความรู้ของมรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
สิทธิพัฒนาองค์ประกอบในองค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีได้จารึกไว้
ในทะเบียนส่งผลให้รายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีข้ึนทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทาง
วัฒนธรรมของชาติ หรือจังหวัดผู้สืบทอดองค์ความรู้ย่อมสามารถเสนอปรับเปลี่ยนให้เป็น
ปจั จบุ นั และแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ประวตั คิ วามเปน็ มาไดท้ ำ� ใหม้ รดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมสามารถ
เกิดการพฒั นาองค์ความรู้ รวมถงึ สามารถนำ� ไปส่กู ารต่อยอดองคค์ วามรู้ไปในอนาคตไดท้ �ำให้
ภูมิปัญญาไม่สูญหาย แต่สามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมโดยคงไว้ซ่ึงสารัตถะส�ำคัญ
ของภูมิปัญญาสอดคล้องกับแนวทางอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมท่ี
จบั ตอ้ งไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003 และทฤษฎวี วิ ฒั นาการทางสงั คมและวฒั นธรรมทม่ี แี นวคดิ วา่ ธรรมชาติ
ของมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมยอ่ มเปลย่ี นแปลง และวฒั นธรรมใดไมส่ ามารถเปลย่ี นแปลง
หรือพฒั นาได้ วัฒนธรรมนน้ั ยอ่ มมีความเส่ียงทจ่ี ะสูญหาย
ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้เพ่ิมเติมบทบัญญัติมาตรา........ “ผู้สืบทอดองค์ความรู้สามารถ
ยื่นคำ� ร้องเพ่อื ขอเปลีย่ นแปลง หรอื ปรับปรุงองค์ประกอบขององค์ความรูข้ องมรดกภมู ิปญั ญา
ทางวัฒนธรรมท่ีข้ึนทะเบียนรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ รายการมรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานคร หรือรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ของจงั หวดั ตอ่ คณะกรรมการ ทั้งน้ี กระบวนการพจิ ารณาและการตัดสนิ ให้เป็นไปตามระเบียบ
ของคณะกรรมการ”
6.1.3 เพิม่ เตมิ บทบญั ญัติเกย่ี วกบั สิทธิในการมีสว่ นรว่ มในการสง่ เสรมิ และรกั ษา
มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม
ด้วยสิทธิในการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมเป็นสิทธิมนุษยชนท่ีรัฐต้องให้การรับรอง
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 21
ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า ควรเพิ่มเติมบทบัญญัติการมีส่วนร่วมของผู้สืบทอดองค์ความรู้ โดย
เพิ่มเติมบทบญั ญตั ิการมสี ว่ นร่วมของผู้สบื ทอดองคค์ วามรู้
ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้เพ่ิมเติมบทบัญญัติมาตรา........ “การด�ำเนินการเพื่อส่งเสริม
และรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในทุกขั้นตอนและกระบวนการต้องด�ำเนินการโดย
การมสี ว่ นรว่ มของผสู้ ืบทอดองค์ความรู้ ได้แก่ ชมุ ชน กลุ่มบุคคล หรอื ชมุ ชน รวมถึง องคก์ ร
ท่ีไม่ใชภ่ าครัฐผูม้ สี ่วนเกีย่ วขอ้ ง”
6.1.4 เพ่ิมเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิในการยับยั้งการกระท�ำท่ีก่อให้เกิดความ
เสยี หายกบั มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
สทิ ธใิ นการยบั ยง้ั การกระทำ� ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายกบั มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
เปน็ การสอดคลอ้ งกบั หลกั การมสี ว่ นรว่ ม และสทิ ธขิ ตามอนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดก
ทางวฒั นธรรมท่ีจบั ตอ้ งไม่ได้ ค.ศ. 2003 ส่งผลให้ผสู้ บื ทอดองค์ความรู้ควรสามารถเสนอเรอ่ื ง
รอ้ งเรยี น หรอื มาตรการตอ่ รฐั เพอื่ ระงบั การกระทำ� ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายกบั มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้ รฐั อน่ื ๆ ตอ้ งใหค้ วามตระหนงั ถงึ และเคารพตอ่ การดำ� เนนิ งานสง่ เสรมิ และ
รักษามรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของรฐั ไทยทดี่ ำ� เนินการภายใตห้ ลักการสิทธิของผ้สู บื ทอด
องค์ความร้ดู งั กลา่ ว ซงึ่ เปน็ ไปตามหลกั สิทธใิ นการก�ำหนดใจตนเอง และเจตนารมณก์ ารรกั ษา
มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ให้เป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติตามอนุสัญญาว่าด้วย
การสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 (CONVENTION FOR THE
SAFEGUARDING OF THE INTANGIBLE CULTURAL HERITAGE 2003) ซึ่งเปน็ ความตกลง
ระหวา่ งประเทศที่มีพืน้ ฐานมาจากสทิ ธิมนษุ ยชนอีกดว้ ย
ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้เพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา........ “ผู้สืบทอดองค์ความรู้สามารถ
ย่ืนค�ำร้องขอให้ยับย้ังการกระท�ำท่ีก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์ประกอบขององค์ความรู้ของ
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ข้ึนทะเบียนรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
รายการมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของกรงุ เทพมหานคร หรือรายการมรดกภูมปิ ัญญาทาง
วฒั นธรรมของจงั หวดั ตอ่ คณะกรรมการ ทง้ั น้ี กระบวนการพจิ ารณาและการตดั สนิ ใหเ้ ปน็ ไปตาม
ระเบยี บของคณะกรรมการ”
6.2 ข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในมรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรม
ผเู้ ขยี นเสนอแนะขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การเผยแพรอ่ งคค์ วามรอู้ นั เปน็ การสอดคลอ้ งกบั สทิ ธิ
ในการเผยแพรอ่ งค์ความร้ขู องผู้สบื ทอดองค์ความรู้ ดงั น้ี
22 ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
6.2.1 การจัดโครงการ หรือนิทรรศการเป็นประจ�ำทุกปีเพ่ือเผยแพร่องค์ความรู้
เกย่ี วกบั มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมทขี่ นึ้ ทะเบยี นทงั้ ในระดบั ประเทศ และระดบั จงั หวดั
6.2.2 การแต่งต้ังผู้สืบทอดองค์ความรู้ให้เป็นผู้ทรงภูมิปัญญาในรายการมรดก
ภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมทม่ี คี วามสำ� คญั ระดบั โลก เพอื่ ทำ� หนา้ ทเ่ี ผยแพรอ่ งคค์ วามรู้ โดย
ได้รับค่าตอบแทน และเงินสนับสนุนการจัดโครงการ หรือกิจกรรมต่างๆ เพ่ือเผยแพร่
องค์ความร้ใู นมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
โดยสรุป การปฏิบัติการเพ่ือส่งเสริม และรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมควร
ด�ำเนินการโดยค�ำนึงถึงสิทธิของผู้สืบทอดองค์ความรู้ในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแต่ละ
ประเภท ดังนั้น จึงควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรม พ.ศ. 2559 และดำ� เนนิ กจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั สทิ ธใิ นของผถู้ อื ครององคค์ วาม
รตู้ ามหลกั การในอนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ค.ศ. 2003
ทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม และสิทธิทางวัฒนธรรมอันเป็นสิทธิมนุษยชนของ
ผู้สืบทอดองค์ความรู้ อันจะท�ำให้การส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของ
ผู้สบื ทอดองคค์ วามรเู้ ป็นรูปธรรม และมีประสทิ ธภิ าพยิ่งข้นึ
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 23
References
Atip Chansuri. “Development of Indicators for Cultural Heritage Management as a Base
for Creative Tourism in Chumphon Province.” PhD diss., Management Program,
Silpakorn University, 2017. [In Thai]
Barbe, Noël. “Marina Chauliac et Jean-Louis Tornatore, Intangible Cultural Heritage
Exposed to Public Deliberation: A Participatory Experience in a Regional Nature
Park.” Accessed March 20, 2020. https://books.openedition.org/gup/191.
Blake, Janet. Unesco’s 2003 Convention on Intangible Cultural Heritage: The Implications
of Community Involvement in “Safeguarding.” In Intangible Heritage. New York:
Routledge, 2009.
Bouchenaki, Mounir. “A Major Advance towards a Holistic Approach to Heritage
Conservation: The 2003 Intangible Heritage Convention.” International Journal of
Intangible Heritage 2 (2007): 106-109.
Cang, Voltaire Garces. “Defining Intangible Cultural Heritage and its Stakeholders: The
Case of Japan.” International Journal of Intangible Heritage 2(2007): 46-55.
Carril, Beatriz Barreiro. “The Right of Access to Culture: An Effective Human Right for
the Establishment of Consistent Cultural Policies In Europe in The Context of the
Economic Crisis?.” Revista Española de Relaciones Internacionales, 5(2013),
44-62.
Department of Cultural Promotion Ministry of Culture. Culture. Way of Life and
Wisdom. Bangkok: Rung Silp Printing (1977) Company Limited, 2016.
[In Thai]
Development of Well-being and Quality of Life for Women Inmates with Physical and
Mental Activities in Daily Life. A Holistic Health Development Manual, Thai
Massage. Bangkok: N.p., n.d. [In Thai]
Donders, Yvonne, and Vladimir Volodin Volodi. Human Rights in Education, Science and
Culture: Legal Developments and Challenges. Paris: Unessco Publishing, 2007.
24 ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564 วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
Donnelly, Jack. Human Rights in Theory & Practice. New York: Cornell University Press,
2003.
Hafstein, Valdimar Tr. Making Intangible Heritage EI Condor Pasa and Other Stories from
Unessco. Indiana: Indiana University Press.
Hans Morten Haugen. “Traditional Knowledge and Human Rights.” Journal of World
Intellectual Property 8, no. 5 (2005): 663-677.
Institute of Thai Traditional Medicine. Public Handbook on Health Care with Traditional
Thai Medicine. Bangkok: Office of the War Veterans Organization of the Royal
Household, 2004. [In Thai]
Kurin, Richard. Safeguarding Intangible Cultural Heritage in the 2003 UNESCO
Convention: A Critical Appraisal, in Intangible Cultural Heritage in the 2003
UNESSCO Convention. Oxford: Blackwell Publishing, 2004.
Lixinshi, Lucas. Intangible Cultural Heritage in International Law. Oxford: Oxford University
Press, 2013.
Nafziger, James A. R., Robert Kirkwood Paterson, and Alison Dundes Renteln. Cultural Law
International, Comparative, and Indigenous. Cambridge University Press, 2010.
Nuad Thai. “Traditional Thai massage.” Accessed March 20, 2020. https://ich.unesco.
org/en/RL/nuad-thai-traditional-thai-massage-01384.
Roque, Maria-Àngels. “A Living and Dynamic Heritage.” Quaderns de la Mediterrània 13
(2010): 13-20.
Ruggles, D. Fairchild, Intangible Heritage Embodied. London, New York: Springer
Dordrecht Heidelberg, 2009.
Saito, Specialist for Cultural Properties. “Sub-Regional Experts Meeting in Asia on Intangible
Cultural Heritage: Safeguarding and Inventory-Making Methodologies.” Bangkok,
Thailand, 13-16 December 2005.
Secretariat of the Pacific Community Cultural Affairs Programme. “Guidelines for
developing national legislation for the protection of traditional knowledge
and expressions of culture based on the Pacific Model Law 2002.” Accessed
March 20, 2020. https://www.wipo.int/edocs/lexdocs/laws/en/spc/spc001en.pdf.
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร ปีที่ 14 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 25
Stamatopoulou, E. “Monitoring of cultural human rights: The Claims of Culture on Human
Rights and the Response of Cultural Human Rights, The Center for International
Human Rights.” John Jay College of Criminal Justice. Paper for the Human Rights
Seminar, 3 November 2011.
Stefano, Michelle L., Peter Davis, and Gerard Corsane. Safeguarding Intangible Cultural
Heritage. UK: The Boydell Press, 2012.
Sukanya Suchaya. “The Successor does not the Owner of Intangible Cultural Heritage.”
Thai Studies Journal 8, no. 2 (August 2012 - January 2013): 97-121. [In Thai]
Thanit Chungthaworn. The report on the Concept of Safeguarding of Thai Local Wisdom.
Bangkok: National Center for Genetic Engineering and Biotechnology, National
Science and Technology Development Agency, 2007, [In Thai]
“The Forms of Capital.” Last modified 1986. Accessed March 20, 2020.http://bbs.knue.
ac.kr/~edupolicy/ lib._.brd/_1.116_/education.
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปที ี่ 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 27
ความเปลีย่ นแปลงของกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญา
จากผลกระทบของไวรัส Covid-19 ในสหรัฐอเมริกา
ทอี่ าจน�ำมาใช้กบั ประเทศไทยได้
The Adaptation of U.S. Criminal Justice
System Impacted by Covid-19 that is Applicable
to Thailand
ปวนิ ี ไพรทอง1
สาขาวชิ านติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมาธิราช 9/9 หมู่ 9 ถนนแจง้ วัฒนะ บางพูด ปากเกร็ด นนทบุรี 11120
เมลต์ ดิ ตอ่ : [email protected]
Pawinee Praithong
Faculty of Law, Sukhothai Thammathirat Open University, 9/9 Moo 9, Chaengwattana Road, Bangpood,
Pakkret, Nonthaburi, 11120, E-Mail: [email protected]
Received: January 30, 2021; Revised: May 9, 2021; Accepted: May 17, 2021
บทคัดย่อ
การแพรร่ ะบาดของไวรสั Covid-19 นบั เปน็ ปรากฎการณท์ างธรรมชาตทิ เี่ กดิ ขนึ้ ทมี่ นษุ ย์
ไมไ่ ดค้ าดคดิ และสง่ ผลกระทบอย่างหนักท้งั ทางดา้ นเศรษฐกิจ สังคม การใชช้ วี ิตประจำ� วัน และ
แมก้ ระทงั้ กระบวนการยตุ ธิ รรมทางกฎหมายเองกต็ าม ในสหรฐั อเมรกิ าทมี่ ผี ตู้ ดิ เชอื้ มากทสี่ ดุ ใน
โลกไดป้ รบั เปลยี่ นกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญาในหลายขนั้ ตอนดว้ ยกนั ทง้ั กระบวนการกอ่ น
การพจิ ารณา ระหวา่ งการพจิ ารณาคดขี องศาล และในชน้ั บงั คบั โทษ บทเรยี นจากสหรฐั อเมรกิ า
สามารถนำ� มาปรบั ใชก้ บั ประเทศไทยไดใ้ นหลายขนั้ ตอนดว้ ยกนั แตห่ ากจะนำ� มาปรบั ใชจ้ ำ� เปน็ จะ
ตอ้ งมกี ารทบทวนไตรต่ รองจากทกุ หนว่ ยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ งในกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญาดว้ ย
1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ประจ�ำ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (Assistant
professor, Lecturer, Faculty of Law, Sukhothai Thammathirat Open University).
28 ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
เสียก่อนเพ่ือก่อให้เกิดการปรับตัวท่ีเหมาะสมกับสถานการณ์และยังด�ำรงไว้ซ่ึงความเป็นธรรม
ในกระบวนการยตุ ิธรรมทางอาญาไทยดว้ ย
ค�ำส�ำคัญ: โคโรนาไวรสั กระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญา สหรัฐอเมรกิ า ไทย
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564 29
Abstract
The Covid-19 pandemic has been an unexpected natural phenomenon for human
kind and become a major impact to economic, social and daily lives of people around the
world. The Criminal Justice System in the U.S., the world’s most infectious patients, has
been adapted for the Covid-19 in all process; pre-trial, trial, sentencing, punishment and
prison. The lessons from the U.S. could be adapted to Thailand in several ways. However,
there must be some considerations from all departments involved in the Thai Criminal
Justice System in order to establish the most suitable adaptation and maintaining justice.
Keywords: Covid-19 Pandemic, Criminal Justice System, United States of America,
Thailand
30 ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
1. บทน�ำ
การแพรร่ ะบาดของไวรสั Covid-19 นบั เปน็ ปรากฎการณข์ องโรคตดิ ตอ่ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ทมี่ นษุ ย์
ไม่ได้คาดคิดว่าเหตุการณน์ จี้ ะเกิดขน้ึ และส่งผลกระทบอย่างหนักทัง้ ต่อเศรษฐกิจ สังคม การใช้
ชีวิตประจ�ำวัน และแม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายเองก็ตาม ในต่างประเทศน้ัน
มีการกระบาดอย่างแพร่หลายจนท�ำให้ในหลายประเทศต้องปรับเปล่ียนวิธีการด�ำเนินการใน
กระบวนการยุติธรรมเพ่ือมิให้เชื้อไวรัสมีการแพร่กระจายติดต่อผู้ปฏิบัติหน้าท่ีและผู้ท่ีเก่ียวข้อง
ทง้ั หมดและยงั ตอ้ งคน้ หาวธิ ใี หค้ งไวซ้ งึ่ ความเปน็ ธรรมตามระบบกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญา
ของทุกฝ่ายด้วย บทความน้ีด�ำเนินการศึกษาความเปลี่ยนแปลงของกระบวนการยุติธรรมทาง
อาญาจากผลกระทบของไวรัส Covid-19 โดยเป็นการศึกษาบทเรียนจากสหรัฐอเมริกาท่ีเป็น
ประเทศที่ติดเชื้อมากท่ีสุดในโลก2 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนระบบกระบวนการยุติธรรมต้ังแต่ต้นน�้ำ
จนถงึ ปลายนำ้� และประเทศไทยทแ่ี มจ้ ะไมไ่ ดม้ ผี ตู้ ดิ เชอ้ื จำ� นวนมากเทา่ กบั สหรฐั อเมรกิ าแตอ่ าจ
ประสบปัญหาบางประการ
ความส�ำคัญในการศึกษาและวิเคราะห์น้ีเพ่ือการปรับตัวและเปล่ียนแปลงการด�ำเนิน
การในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไทยในบางข้ันตอนให้เข้ากับสถานการณ์ โดยการศึกษา
บทเรยี นของสหรฐั อเมรกิ าอาจนำ� มาใชเ้ ปน็ ประโยชนก์ บั กระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญาไทยได้
2. ความเปล่ยี นแปลงของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
จากผลกระทบของไวรัส Covid-19
2.1 สหรฐั อเมรกิ า
สถานการณ์ทั่วไปของสหรัฐอเมริกาที่มีการเร่ิมติดเช้ือไวรัส Covid-19 คือ ต้นเดือน
กุมภาพันธ์ 2563 โดยวันที่ 15 กุมภาพันธ์ มีผู้ติดเชื้อจ�ำนวน 15 รายและหลังจากน้ีเพียง
2 เดอื นจำ� นวนผตู้ ดิ เชอื้ เพม่ิ จำ� นวนมากขนึ้ เปน็ กวา่ 6 แสนรายกระจายในหลายมลรฐั จนกระทงั่
ยอดผตู้ ดิ เชื้อรวมปัจบุ นั ณ วนั ที่ 27 พฤษภาคม 2564 ทั่วโลกเป็นจ�ำนวน 169,243,894 ราย
ผู้ติดเช้ือในสหรัฐอเมริกามีจ�ำนวนมากถึง 33,973,167 ราย ซึ่งคิดเป็นจ�ำนวนผู้ป่วยเกือบ
หน่งึ ในสขี่ องผปู้ ว่ ยทั่วโลก มผี เู้ สยี ชวี ติ ในสหรฐั อเมริกา จำ� นวน 606,230 ราย3
2 Worldometer, “Coronavirus Cases,” accessed May 27, 2021, https://www.worldometers.info/
coronavirus/country/us/,
3 Ibid.
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปที ่ี 14 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 31
แม้ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นวัคซีนเพ่ือป้องกันการติดเชื้อไวรัสแล้วก็ตามและได้เร่ิมฉีด
ให้กับประชาชนบางกลุ่มแล้ว แต่คาดว่าจะใช้ระยะเวลานานพอสมควรในการฉีดวัคซีนให้กับ
ประชาชนทกุ รายได้ ซงึ่ จากสถติ ขิ า้ งตน้ ทมี่ จี ำ� นวนผตู้ ดิ เชอื้ จำ� นวนมากเปน็ ทวคี ณู ทำ� ใหบ้ างสว่ น
กระทบต่อกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญาดว้ ย เช่น เจา้ หน้าทท่ี ี่ตอ้ งจับกุมผตู้ อ้ งสงสัยทีต่ ดิ เช้ือ
ไวรสั การดำ� เนนิ การพจิ ารณาคดใี นศาล และการตดิ เชอื้ ของผตู้ อ้ งขงั หรอื ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในเรอื นจำ�
กรณดี งั กลา่ วเหลา่ นไี้ ดน้ ำ� ไปสนู่ โยบายในการปรบั เปลยี่ นวธิ ใี นการสกู้ บั การระบาดอยา่ งหลกี เลยี่ ง
ไม่ได้ของระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในสหรัฐอเมริกา และด้วยความกว้างใหญ่ของ
ภูมิประเทศประกอบกับระบบการปกครองแบบรัฐรวม สหรัฐอเมริกามิได้ออกกฎหมายแห่งรัฐ
(Federal Law) ท่ีต้องใชบ้ งั คบั กบั ท้ังประเทศแต่แนวนโยบายต่างๆ เป็นเรื่องของแต่ละมลรฐั ท่ี
สามารถออกมาตรการทอ่ี าจเปน็ ทงั้ กฎหมาย (Hard Law) หรอื แนวปฏบิ ตั กิ ไ็ ดใ้ หเ้ หมาะสมและ
สอดคลอ้ งกับพื้นทแี่ ละสถานการณ์นั้นๆ
2.1.1 แนวปฏิบตั ิของเจา้ พนกั งานบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement)
สหรฐั อเมรกิ ามอี งคก์ รเรยี กวา่ The National Commission on COVID-19 and Criminal
Justice ที่เป็นหน่วยงานกลางก่อตั้งข้ึนเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 เพื่อท�ำหน้าท่ีใน
การศกึ ษาผลกระทบของไวรสั Covid-19 ทมี่ ตี อ่ กระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญาโดยเฉพาะ และ
ต้องคิดกลยุทธ์ในการต่อสู้กับการแพร่กระจายของเชื้อท่ีอาจจะมีผลต่อกระบวนการยุติธรรม
ทางอาญาโดยการออกนโยบายต่างๆที่เก่ียวข้องเพ่ือเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกรัฐในประเทศ
และนอกจากน้ยี งั มี The Centers for Disease Control and Prevention คลา้ ยกบั กรมควบคุม
โรคในประเทศไทยได้มกี ารออกแนวทางในการปฏิบตั ิของผทู้ ี่เก่ยี วข้องกับกระบวนการยุตธิ รรม
ทางอาญา ทั้งนี้ เพ่ือความปลอดภัยของผู้ที่ต้องเก่ียวข้องและเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ปฏิบัติ
งาน (Guidance For Law Enforcement Personnel)4 ให้คล้ายกนั ท้งั ประเทศเพราะแตล่ ะมลรัฐ
กส็ ามารถออกกฎหมายทแี่ ตกตา่ งกนั ได้ ดงั นนั้ แนวทางนจี้ งึ เปน็ แนวทางใหก้ บั มลรฐั ตา่ ง ๆ เพอ่ื
ออกนโยบายภายใตก้ รอบความปลอดภัยนี้
เจา้ พนกั งานบงั คบั ใชก้ ฎหมาย (Law Enforcement) หมายถงึ เจา้ หนา้ ทผี่ มู้ อี ำ� นาจจบั กมุ
ผตู้ อ้ งสงสยั หรอื ผตู้ อ้ งหาวา่ ไดก้ ระทำ� ความผดิ (ในสหรฐั อเมรกิ าผมู้ อี ำ� นาจจบั ไมเ่ ฉพาะเจา้ หนา้ ท่ี
ตำ� รวจเทา่ น้นั ) เจ้าพนักงานบังคบั ใชก้ ฎหมายนถี้ ือเปน็ ปราการด่านหนา้ ท่ีต้องพบกบั ประชาชน
ในหลากหลายรูปแบบท่ีไม่สามารถคาดเดาได้โดยเฉพาะต้องด�ำเนินการจับกุมตามหน้าท่ีอย่าง
หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น เพ่ือลดปัญหาการแพร่กระจายของเช้ือไวรัส Covid-19 หน่วยงานที่
4 The Centers for Disease Control and Prevention, “What Law Enforcement Personnel Need to Know
about Coronavirus Disease 2019 (COVID-19),” last modified November 6, 2020, accessed January 10, 2021,
https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/community/guidance-law-enforcement.html.
32 ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
เกี่ยวข้องจงึ มนี โยบายให้ใช้คำ� สงั่ อน่ื แทนการจับกมุ (Citation In Lieu Of Arrest Policies)5 กับ
คดีได้
คำ� สงั่ อนื่ แทนการจบั กมุ (Citation In Lieu Of Arrest Policies) ในสหรฐั อเมรกิ า หมายถงึ
ค�ำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับใช้กฎหมายในการปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยผู้ต้องหาสัญญาว่าจะไป
ศาลหรือเสียค่าปรับอย่างแน่นอน ซึ่งโดยปกติแล้วการจับจะกระท�ำต่อเม่ือมีเหตุอันเชื่อได้ว่า
บุคคลนั้นน่าจะไม่ไปศาลหรือเคยไม่ไปศาลมาก่อน โดยผู้ต้องหาน้ันจะต้องไม่เป็นภัยต่อสังคม
และก่อนการไปศาลสามารถใช้ชีวิตหรือไปท�ำงานหรือไปโรงเรียนได้ตามปกติ ในแต่ละมลรัฐ
อาจมรี ายละเอยี ดท่แี ตกต่างกันไป6
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการจ�ำกัดการจับกุม (Limited Arrest) กล่าวคือ ลดจ�ำนวน
การจับกุมลงให้จับเฉพาะบางข้อหา ซ่ึงต่อมามีการบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรและบังคับใช้
ในหลายมลรัฐ ค�ำสั่งอ่ืนแทนการจับกุมน้ีเจ้าพนักงานสามารถออกค�ำส่ังแก่ผู้ต้องหาให้ไปศาล
หรอื จ่ายค่าปรบั ได้เลยแทนการควบคุมตัว (Custody) ทัง้ น้ี เพื่อลดการสมั ผสั แบบตวั ต่อตวั ของ
เจา้ พนักงาน (Person-To-Person Contact) กบั ผตู้ อ้ งหาหรอื ผตู้ ้องสงสยั 7
ในหลายมลรัฐ เช่น โคโลราโด้ได้บัญญัติกฎหมายให้เจ้าพนักงานสามารถออกค�ำส่ัง
แทนการจับกมุ ในความผดิ ลหโุ ทษและความผดิ อาญาท่ีไม่รา้ ยแรง (Most Misdemeanors And
Petty Offenses) ซึง่ จากกฎหมายดังกล่าวเจ้าพนกั งานต�ำรวจในเมืองเดนเวอร์และโบลเดอร์ใน
รัฐโคโลราโด้จึงได้มีนโยบายจ�ำกัดจ�ำนวนการจับกุมผู้ต้องหาในข้อหาท่ีไม่ร้ายแรง (Low-Level)
ผู้ต้องหาต้องไม่กระท�ำความผิดในลักษณะท่ีประทุษร้ายทรัพย์สินของผู้อื่น (Non-Violent
Property) หรือได้กระท�ำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (Drug) ไม่ให้ถูกต้องขังในคุก (Jail) ระหว่างรอ
การพจิ ารณาคดี ท้งั น้ี เพ่ือลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรสั อกี ทางหน่ึง8
หน่วยงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาได้ออกมาตรการที่ให้หน่วยงาน
ใช้เป็นแนวทางในการออกแนวปฏิบัติของผู้บังคับใช้กฎหมายนี้ ในแนวทางน้ีได้แนะน�ำให้
ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์อาจเข้ามาช่วยส่งตัวผู้ต้องหาท่ีอาจติดเช้ือ Covid-19 ไปรักษาหรือ
5 National Conference of Legislatures, “Citation in Lieu of Arrest,” last modified March 18, 2019,
accessed January 10, 2021, https://www.ncsl.org/research/civil-and-criminal-justice/citation-in-lieu-of-arrest.aspx.
6 Matthews, L. “Citation in Lieu of Arrest: A Means of Efficiency,” last modified September, 2018,
accessed May 6, 2021, https://www.ncsl.org/research/civil-and-criminal-justice/citation-in-lieu-of-arrest.aspx.
7 National Conference of Legislatures, “Citation in Lieu of Arrest,” last modified March 18, 2019,
accessed January 10, 2021, https://www.ncsl.org/research/civil-and-criminal-justice/citation-in-lieu-of-arrest.aspx.
8 Juliann Jenson, “Colorado Department of Corrections and COVID-19,” accessed May 6, 2021,
https://leg.colorado.gov/sites/default/files/r20-1831_criminal_justice_system_covid_policies_.pdf.
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปที ี่ 14 ฉบับที่ 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 33
ใหค้ วามรู้กับเจ้าหนา้ ทใี่ นการใสช่ ดุ ป้องกันโรค (Personal Protective Equipment: PPE) หากมี
ความจำ� เป็นตอ้ งจบั ตอ้ งตวั ผู้ต้องหาทีต่ ดิ ไวรัสร้ายน9้ี
2.1.2 แนวปฏบิ ัตขิ องศาล (Court)
เมอ่ื เจา้ หนา้ ท่ีไดจ้ ับกุมผตู้ ้องหาแลว้ โดยปกติจะต้องมกี ารน�ำตวั ผู้ต้องหามาพิจารณาท่ี
ศาล (Court) แตเ่ มอื่ เกิดเหตุการณไ์ มป่ กติ คอื มีการแพร่ระบาดของไวรสั Covid-19 อยา่ งมาก
ท�ำให้การพิจารณาของศาล (Court Trial) ต้องมีการปรับเพ่ือป้องกันและเพ่ือความปลอดภัย
ของทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้อง ต้ังแต่ประมาณเดือนมีนาคม ค.ศ. 2020 เป็นต้นมา ศาลต่างๆ ใน
สหรัฐอเมรกิ ามนี โยบายเพ่อื ความปลอดภยั ในการพิจารณาคดีหลายประการ10 ดังนี้
1) ลดกระบวนการพิจารณาแบบเผชิญหน้า (Suspending In-Person Proceeding)
ศาลในทุกล�ำดับอาจมีการเลื่อนหรือยกเลิกกระบวนการพิจารณาแบบเผชิญหน้า
หากมคี วามจำ� เปน็ อยา่ งมากตอ้ งยบั ยง้ั การแพรก่ ระจายเชอ้ื ไวรสั โดยในชว่ งแรกของการระบาด
ประมาณต้นปี ค.ศ 2020 ศาลสูงสดุ ของสหรฐั อเมรกิ า (U.S. Supreme Court) ได้มีค�ำสั่งเลื่อน
การพิจารณาแบบเผชิญหน้าและใช้วิธีการซักถามทางโทรศัพท์แทนและใช้วิธีถ่ายทอดเสียงสด
(Live Audio) กับสาธารณะเพ่อื รบั รู้ขอ้ คิดเหน็ ต่างๆ (Arguments) ขององคค์ ณะศาลสูงสดุ ของ
สหรัฐอเมริกาในคดีแทนเช่นกันซ่ึงถือเป็นคร้ังแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาท่ีเคยท�ำ
เช่นนี้
2) เลอ่ื นหรอื ขยายระยะเวลาสน้ิ สดุ ในกระบวนการพจิ ารณาในศาลหรอื การจา่ ยคา่ ปรบั
(Granting extensions for court deadlines, including deadline to pay fine)
ในมลรฐั แคนซสั ไดม้ ีการบัญญัตกิ ฎหมายใหศ้ าลฎีกาแห่งมลรัฐ (The State Supreme
Court) โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมีอ�ำนาจใช้ดุลพินิจในการเล่ือนหรือก�ำหนดระยะเวลาการ
ส้นิ สดุ การพิจารณา (Deadline) อย่างเปดิ กว้างในการพจิ ารณาคดีหากเหน็ ว่ามีความจ�ำเป็นต่อ
ความปลอดภัยของสุขภาพของผู้พิพากษา เจ้าพนักงานศาล โจทก์ จ�ำเลย และผู้ที่เกี่ยวข้อง
ต่างๆ นอกจากนี้ บทกฎหมายดังกล่าวยังให้อ�ำนาจผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในการอนุญาตให้
ในการพิจารณาใช้อุปกรณ์สื่อสารทางเทคโนโลยีทดแทนไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์หรือวีดิโอคอล
(Video Call) ในการพิจารณาคดใี นศาลได้
9 National Conference of Legislatures, “COVID-19 and the Criminal Justice System: A Guide for
State Lawmakers,” last modified August 19, 2020, accessed January 10, 2021 https://www.ncsl.org/research/
civil-and-criminal-justice/covid-19-and-the-criminal-justice-system-a-guide-for-state-lawmakers.aspx.
10 Ibid.
34 ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
ในมลรฐั โอไฮโอ ไดม้ กี ารบญั ญตั กิ ฎหมายเชน่ เดยี วกนั คอื ใหม้ คี วามยดื หยนุ่ ของระยะ
เวลาในการพิจารณาคดี มีการจ�ำกัดของคดีท่ีเข้าสู่ศาลให้มีจ�ำนวนลดลง คือ การก�ำหนดฐาน
ความผิดอาญา11 รวมทั้งคดีแพ่ง (Civil Actions) คดีปกครองและการพิจารณาค�ำสั่งต่างๆ
(Administrative Actions) ท่ีมีระยะเวลาในการพิจารณาคดี ต้ังแต่วันที่ 9 มีนาคมจนถึง
30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
3) งดการพิจารณาโดยคณะลกู ขนุ ชว่ั คราว (Restricting or ending Jury Trial)
National Center State Courts ไดม้ รี ายงานวา่ ในหลายๆมลรฐั เชน่ อลาบามา อลาสกา้
เวอร์มอนท์ได้มีการยกเลิกไม่ให้มีการพิจารณาโดยคณะลูกขุนในเดือนกันยายน พ.ศ. 2563
และอีกหลายๆ มลรัฐ ได้มีนโยบายในการพิจารณาคดีโดยปราศจากลูกขุนเช่นเดียวกัน
อย่างไมม่ กี �ำหนด
4) นำ� เทคโนโลยมี าใชท้ ดแทนทกุ ขนั้ ตอน (Encouraging and requiring teleconferences
and video conferences)
จากทกี่ ลา่ วไปขา้ งตน้ ศาลสงู หรอื U.S. Supreme Court มกี ารใชโ้ ทรศพั ทใ์ นการพจิ ารณา
คดที ดแทนการเผชญิ หนา้ และในหลายมลรฐั มกี ารพจิ ารณาใชว้ ธิ กี ารทแี่ ตกตา่ งกนั เชน่ ชว่ งแรก
มลรฐั เทก็ ซสั มกี ารใชโ้ ปรแกรม Zoom ในการคดั เลอื กคณะลกู ขนุ ซง่ึ ไดผ้ ลดี แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามภาย
หลงั ตอ้ งยกเลกิ การพจิ ารณาในศาลเนอ่ื งจากมเี จา้ หนา้ ทศี่ าลตดิ เชอื้ ไวรสั และสง่ ผลใหผ้ พู้ พิ ากษา
ต้องถกู กกั ตัว12
ในระยะเวลาต่อมาศาลเมอื งทราวิสในมลรัฐเท็กซสั ไดใ้ ช้โปรแกรม Zoom เช่นเดียวกัน
ในการพิจารณาคดที จี่ �ำเลยได้รบั ค�ำส่งั อ่นื แทนการจบั กมุ (Citation In Lieu Of Arrest Policies)
ให้ไม่ต้องถกู ควบคุมอยใู่ นคกุ (Jail) กอ่ นการพิจารณาได้ ซง่ึ ต่อมาในหลายรฐั ไดเ้ รมิ่ ใชว้ ธิ กี ารที่
คลา้ ยคลงึ กนั น้ีมาปรบั ใชก้ ับการพจิ ารณาคดี
อย่างไรก็ดีการน�ำเทคโนโลยีมาช่วยในการพิจารณาคดีนี้จะต้องพิจารณาอย่างถ่ีถ้วน
เช่น การเข้าถึงและคุณภาพของอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ฐานะของผู้ที่เก่ียวข้องใน
คดี จ�ำนวนผทู้ เ่ี กี่ยวข้องในคดี เปน็ ต้น ซง่ึ เทคโนโลยที ีน่ ำ� มาใชจ้ ะเขา้ มาชว่ ยทดแทนได้ก็ต่อเมอ่ื
ยังคงดำ� รงไว้ซึ่งความเป็นธรรมในคดีเทา่ นน้ั
11 National Conference of Legislatures. “COVID-19 and the Criminal Justice System: A Guide for
State Lawmakers.”
12 Norma C. Izzo, “How Litigators Are Confronting COVID in the Courtroom,” last modified August
31, 2020, accessed January 10, 2021, https://www.americanbar.org/groups/litigation/committees/trial-practice/
articles/2020/covid-19-video-testimony-courtrooms/.
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 35
ในมลรฐั นวิ ยอรค์ ไดเ้ รมิ่ นำ� ระบบวดี โิ อคอล Video Conference มาใชร้ ว่ มในการพจิ ารณา
คดอี าญากอ่ นเกดิ การระบาดหนกั ของไวรสั เชน่ คดที ผี่ ทู้ ตี่ อ้ งพจิ ารณาอยใู่ นระหวา่ งการรกั ษาตวั
ทโี่ รงพยาบาลดว้ ยโปรแกรม Skype ซง่ึ เมอ่ื เกดิ โรคระบาดขน้ึ จงึ ทำ� ใหม้ กี ารพจิ ารณาใชโ้ ปรแกรม
Skype กับการพิจารณาคดีอาญาในช่วงน้ีด้วยโดยเฉพาะช่วงไต่สวนมูลฟ้อง (Pre-Trial
Conferences) และพจิ ารณาขอประกนั ตวั อยา่ งไรกด็ รี ฐั นวิ ยอรค์ พบอปุ สรรคหลายประการดว้ ยกนั
เชน่ ในคกุ (Jail) เมอื งฮดั สนั วลั เลยม์ อี ปุ กรณค์ อมพวิ เตอรท์ สี่ ามารถ Video Conference ไดค้ รงั้ ละ
1 คนเท่านั้นท�ำให้การพิจารณาล่าช้า นอกจากน้ี ในคดีที่ผู้เสียหายหรือพยานที่ต้องได้รับ
การคมุ้ ครองเปน็ พิเศษ เช่น เดก็ ในคดีเกี่ยวกับเพศ (Sexual Offence) จะไม่สามารถพจิ ารณา
ผา่ นวดี ิโอคอลได้ ยังคงตอ้ งพิจารณาดว้ ยวธิ ปี กตทิ มี่ ผี พู้ ิพากษา ทนายความ จำ� เลย และคณะ
ลูกขุน และผู้เชี่ยวชาญเช่นนักจิตวิทยาหรือผู้ปกครองในห้องพิจารณาเช่นเดิมเท่าน้ัน เม่ือเกิด
อปุ สรรคตา่ งๆ ขน้ึ จงึ ทำ� ใหม้ ลรฐั นวิ ยอรค์ ทบทวนวธิ กี ารนี้ จนกระทง่ั มกี ารตดั สนิ ใจวา่ ใหย้ กเลกิ
วธิ กี ารพจิ ารณาดว้ ยระบบวดี โิ อคอลซง่ึ ไดบ้ ญั ญตั เิ ปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรในมาตรา 182 กฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญาแห่งมลรัฐนิวยอร์คในคดีท่ีมีความร้ายแรง (Felony Pleas) ห้ามใช้การ
พจิ ารณาโดยวดี ิโอคอล แต่หากเป็นความผิดลหโุ ทษ (Misdemeanor Pleas) แลว้ กต็ อ้ งพิจารณา
เป็นรายคดีไปอยา่ งถถี่ ้วน13
5) ปลอ่ ยผู้ต้องหาท่ีอยใู่ นความควบคุมกอ่ นการพจิ ารณา
ศาลมลรัฐ (State Court) และรัฐบาลแห่งมลรัฐ (Local Government) บางรฐั กไ็ ด้มี
นโยบายปรบั ตัวตอ่ การแพรร่ ะบาดของไวรัสเชน่ เดยี วกัน ไดแ้ ก่ การกำ� หนดใหป้ ลอ่ ยผตู้ อ้ งหาท่ี
อยู่ในระหว่างการรอพิจารณาคดี (Custody Before Trial)
ในมลรฐั เคนทกั กไี ดป้ ลอ่ ยผตู้ อ้ งหาหรอื จำ� เลยในคดซี งึ่ โดยปกตแิ ลว้ จะตอ้ งอยใู่ นความ
ควบคุมก่อนการพิจารณาคดีในศาลเป็นจ�ำนวนถึงคร่ึงหน่ึงของผู้ต้องหาทั้งหมดในระหว่างวัน
ท่ี 15 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ทำ� ให้ปริมาณของผู้ถกู ควบคุมตวั มจี ำ� นวนลดลง
อย่างมาก นอกจากน้ี รัฐเคนทักกีได้มีการก�ำหนดให้บังคับใช้ได้ “Statutory Presumption of
Release on Recognizance” โดยเป็นการปลอ่ ยตัวจ�ำเลยในระหวา่ งพจิ ารณาคดีโดยมสี ญั ญา
ว่าจ�ำเลยจะกลบั มาในการพิจารณาคดคี รงั้ ต่อไป โดยมีเงือ่ นไขในการปลอ่ ย คอื จำ� เลยจะต้อง
ไม่มีพฤติการณ์ท่ีจะหลบหนีหรือเป็นการกระท�ำความผิดในครั้งแรก เป็นต้น ซ่ึงการปล่อยตัว
ชวั่ คราวน้ี จะไม่มีการประกันตวั ใดๆ (Excessive bail shall not be required) อำ� นาจปลอ่ ยตวั
ชัว่ คราวน้เี ป็นอ�ำนาจของหวั หน้าศาลฎกี าแห่งมลรฐั (Supreme Court Chief Justice) เทา่ นั้น14
13 “Trial by Skype: Video Conferencing of Criminal Trials in New York,” accessed January 10, 2021,
http://pappalardolaw.com/2020/05/video-conferencing-criminal-trials-new-york/.
14 National Conference of Legislatures, “COVID-19 and the Criminal Justice System: A Guide for
State Lawmakers.’
36 ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
2.1.3 แนวปฏิบตั ขิ องกรมราชทณั ฑ์ (Correction Department)
เรือนจ�ำ คือ สถานที่ที่ได้รับผลกระทบมากท่ีสุดหากเปรียบเทียบกับองค์กรอ่ืนใน
กระบวนการยุตธิ รรม เนื่องจากเปน็ การจ�ำกัดพ้ืนทขี่ องกลมุ่ คนจ�ำนวนมาก ในสหรัฐอเมริกาได้
ให้ความสำ� คัญอย่างมากในเรือ่ งนีจ้ ึงมีการออกแผนการตดิ ตามยอดผู้ตดิ เชือ้ และผเู้ สียชีวติ จาก
ไวรัสในคกุ (Prison) ทั้งเจา้ หนา้ ท่ีของรฐั (Staffs) และผู้ต้องขัง (Prisoners) ทง้ั ในระดบั มลรฐั และ
ระดบั ชาตโิ ดยมชี อื่ วา่ “The Marshall Project Tracking” ตลอดทง้ั มกี ารรวมการวเิ คราะหท์ ศิ ทาง
การแก้ปัญหาในการจัดการคุกแต่ละพ้ืนท่ี ปัจจุบันมีการรายงานยอดผู้ติดเชื้อในเรือนจ�ำสะสม
มาก ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 มรี ายละเอยี ดดังน1้ี 5
1) เจา้ หน้าท่เี รือนจำ� ตดิ เช้ือสะสม 110,699 ราย เสียชีวิต 202 ราย
2) ผู้ตอ้ งขังตดิ เชือ้ สะสม 396,265 ราย เสยี ชีวติ 2,575 ราย
การเก็บสถิติดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการก�ำหนดทิศทางและนโยบาย
การควบคุมไวรัสในเรือนจำ� ได้
นอกจากน้ี ยงั มกี ารศกึ ษาการควบคมุ การแพรก่ ระจายของไวรสั Covid-19 อยา่ งจรงิ จงั
โดยมหาวทิ ยาลยั จอนสฮ์ อปกนิ ส์ (Johns Hopkins University) ไดอ้ อกมาเปดิ เผยถงึ อนั ตรายและ
ความเสยี่ งของโรคตดิ ตอ่ นพี้ รอ้ มทงั้ แนวทางการปฏบิ ตั ขิ องดแู ลผตู้ อ้ งขงั และแนะนำ� ใหร้ ฐั ตอ้ งมี
มาตรการควบคุมอย่างจริงจังอีกด้วยการแก้ปัญหาในคุกและเรือนจ�ำ16 (ท้ัง Jail และ Prison
ความแตกตา่ งของสองคำ� นี้ คอื Jail คอื คกุ ทใ่ี ชข้ งั ผตู้ อ้ งหาและจำ� เลยในระหวา่ งรอการพจิ ารณา
คดีที่รอการขึ้นศาลเพื่อตัดสินคดีอยู่ และ Prison คือเรือนจ�ำท่ีใช้ขังจ�ำเลยที่ถูกตัดสินคดีแล้ว)
ของสหรัฐอเมริกามีการปรับตัวหลายวิธีด้วยกัน เช่น การใช้วิธีการปล่อยนักโทษก่อนก�ำหนด
ประกอบกบั มกี ารลดจำ� นวนการรบั นกั โทษใหม่ เพอื่ เปน็ การปอ้ งกนั ยบั ยง้ั การกระจายของไวรสั
Covid-19 ในคุก ทั้งน้ี มีการสร้างวิธีการติดตามผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยท่ีปล่อยตัวไปเพ่ือควบคุม
การก่ออาชญากรรมซ้�ำ สาเหตุหลักท่ีต้องออกนโยบายน้ี เนื่องจากท่ีผ่านมาน้ันไม่สามารถ
สร้างระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ได้ในพื้นท่ีอันจ�ำกัด โดยวิธีการน้ีเป็นการช่วย
ลดปรมิ าณผตู้ ้องขังได้เปน็ อยา่ งดี วธิ กี ารตา่ งๆ มีดังนี้
15 The Marshall Project, “A State-by-State Look at Coronavirus in Prisons,” last modified January
29, 2021, accessed March 22, 2021 https://www.themarshallproject.org/2020/05/01/a-state-by-state-look-at-
coronavirus-in-prisons.
16 Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health, “Recommendations for a Metropolitan Covid-19
Response Special Emphasis Series: Guidance on Protecting Incarcerated Individuals,” accessed March 22,
2021, https://www.jhsph.edu/covid-19/_documents/protecting-incarcerated-individuals.pdf.
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร ปที ่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 37
1) ปลอ่ ยตัวผตู้ ้องขังในคุก (Jail)
การใชว้ ธิ เี ว้นระยะห่างทางสังคมหรือ Social Distancing เปน็ ไปไม่ไดภ้ ายในคุก ซ่งึ ท่ี
ผ่านมาน้ันมีผู้ต้องขังจ�ำนวนมากที่ติดไวรัส Covid-19 รวมทั้งผู้คุมขังด้วยและโรคน้ีต้องได้รับ
การรักษาที่มีความซับซ้อนมากกว่าโรคอื่น ดังน้ัน จึงมีความจ�ำเป็นที่จะต้องลดปริมาณของ
นักโทษลง
วนั ที่ 6 เมษายน 2563 รฐั แคลฟิ อร์เนียมีการออกกฎท่ีใช้บังคับภายในรัฐเรอ่ื งการให้
ประกันตวั ของผู้ต้องหาทอ่ี ยู่ในคุก (Jail) ในคดีท่ีเปน็
1) ความผิดลหุโทษ (Misdemeanor) ทุกคดี ซ่ึงหมายถึงคดีอาญาท่ีมีโทษจ�ำคุกไม่ถึง
1 ปี เช่น การขับรถโดยไมม่ ีใบอนุญาต
2) ความผดิ อาญาไม่รา้ ยแรง (Low-Level Felony Offence) ซงึ่ หมายถงึ คดอี าญาที่มี
โทษจ�ำคกุ เกนิ 1 ปขี ึ้นไปบางคดี
โดยกำ� หนดใหม้ กี ารประกนั ตวั โดยไมต่ อ้ งจา่ ยคา่ ประกนั ตวั เลย17 (Excessive Bail Shall
Not Be Required) จากนโยบายดงั กลา่ วทำ� ให้ผตู้ ้องขงั ในคุก (Jail) ลดไปเป็นจำ� นวนมาก จนถึง
เดือนธันวาคม 2563 รฐั แคลฟิ อร์เนยี ไดป้ ลอ่ ยตวั ผู้ต้องขังไปแลว้ ถึง 1,800 ราย ซ่งึ ต่อมาหลาย
มลรฐั มกี ารนำ� นโยบายนไ้ี ปปรบั ใชด้ ว้ ยเชน่ กนั เชน่ ในมลรฐั แมสซาชเู ซตส์ ศาลสงู แหง่ มลรฐั แมส
ซาชเู ซตสไ์ ดม้ คี ำ� สงั่ ใหป้ ลอ่ ยผตู้ อ้ งขงั ทกี่ ระทำ� ความผดิ ทไี่ มร่ า้ ยแรง (non-violent) โดยมกี ารใหท้ ำ�
ทณั ฑบ์ นหรอื กำ� หนดเงอ่ื นไขของการปลอ่ ยตวั ในเมอื ง Plymouth County and Norfolk County
มีการลดจำ� นวนคนในคุก (Jail) ประมาณรอ้ ยละ 20 ซึง่ มจี �ำนวนมากกว่า 300 คน18
ในเมือง Miami-Dade County ในเมืองไมอามี มลรัฐฟลอรดิ ามมี าตรการจำ� กดั คนใน
คุกประกอบกับการปล่อยตัวผู้ท่ีอยู่ในคุกในความผิดอาญาที่เป็นข้อหาท่ีไม่ร้ายแรงเป็นจ�ำนวน
ถงึ กว่า 800 คน โดยคดิ เฉลย่ี แล้วเป็นจำ� นวนทล่ี ดลงรอ้ ยละ 20 โดยประมาณเชน่ กนั 19
2) ปล่อยตัวผตู้ ้องโทษในเรือนจ�ำ (Prison)
การปลอ่ ยตวั ผตู้ อ้ งโทษจากเรอื นจำ� มคี วามสำ� คญั มาก เนอ่ื งจากทผ่ี า่ นมาการแออดั ของ
จำ� นวนผตู้ อ้ งโทษในเรอื นจำ� กอ่ ใหเ้ กดิ แพรก่ ารกระจายของเชอ้ื ไวรสั อยา่ งเปน็ วงกวา้ ง และกอ่ ให้
17 Jason Pohl, “California jail population plummets during pandemic. Could this lead to long-term
change?,” last modified May 27, 2020, accessed January 10, 2021 https://www.sanluisobispo.com/news/
california/article242900061.html.
18 Ibid.
19 “Prison Policy Initiative, Responses to the COVID-19 pandemic,” last modified January 25, 2021,
accessed January 26, 2021, https://www.prisonpolicy.org/virus/virusresponse.html.
38 ปีท่ี 14 ฉบับที่ 1 มกราคม-มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
เกดิ ความเสย่ี งตอ่ ทงั้ ตวั ผตู้ อ้ งโทษเองรวมทงั้ ตวั เจา้ หนา้ ทท่ี เ่ี กย่ี วขอ้ งดว้ ย หนว่ ยงานราชทณั ฑใ์ น
รัฐตา่ งๆ จงึ พยายามหาแนวทางในการลดการแพรก่ ระจายของไวรสั
ในมลรฐั นวิ เจอร์ซี ผ้วู า่ การรัฐ (State Governor) ไดอ้ อกกฎหมาย “S2519” ในเดือน
ตลุ าคม อนญุ าตใหผ้ ตู้ อ้ งโทษทย่ี งั คงเหลอื โทษจำ� คกุ นอ้ ยกวา่ 1 ปี ใหไ้ ดร้ บั อสิ รภาพกอ่ นกำ� หนด
จรงิ เปน็ จำ� นวนถงึ 8 เดอื น ทำ� ใหผ้ ตู้ อ้ งขงั จำ� นวนมากกวา่ 3000 คนไดร้ บั การปลอ่ ยตวั นอกจากน้ี
ยงั มกี ารพกั โทษแบบชว่ั คราวของ ผตู้ อ้ งขงั ในคดที ไี่ ดร้ บั โทษตอ้ งขงั ในขอ้ หาความผดิ ทไ่ี มร่ า้ ยแรง
มากนกั ซง่ึ มกี ารปลอ่ ยนักโทษไปเปน็ จำ� นวนถงึ กวา่ 500 คน20
มลรัฐแคลิฟอรเ์ นีย หนว่ ยงานราชทณั ฑช์ อ่ื วา่ California Department of Corrections
and Rehabilitation (CDCR) ได้มีคำ� ส่งั ให้ปล่อยตัวผตู้ ้องขังทก่ี ระท�ำความผิดไมร่ า้ ยแรง (Non-
violent) ท่ีต้องโทษจ�ำคุกและมีระยะเวลาต้องรับโทษคงเหลือไม่เกิน 180 วันให้ได้รับ
การปล่อยตัวก่อนก�ำหนด โดยมีเงื่อนไขว่าจะไม่กระท�ำความผิดซ�้ำในระหว่างนั้น ส่งผลให้มี
คนได้รับปล่อยตัวก่อนก�ำหนดกว่า 3,500 คน นอกจากน้ี ยังมีอีกหลายมลรัฐท่ีใช้มาตรการ
ท่ีคล้ายกันแต่ที่ส�ำคัญ คือ มีการบัญญัติเป็นกฎหมายที่พิจารณาแล้วอย่างถี่ถ้วนถึงประโยชน์
และขอ้ เสยี กอ่ นออกเปน็ กฎหมาย21
3) ลดการเผชิญหนา้ ในการรายงานตัวของผูถ้ กู คมุ ประพฤติ
ลดการเผชิญหน้าในการรายงานตัวของผู้ท่ีต้องคุมประพฤติ (Probation) ผู้ที่ได้รับ
ทัณฑ์บน (Parole) การถูกคุมขังในบ้านแทนเรือนจ�ำ (House Arrest) หรือกรณีอื่นๆ ที่ต้อง
รายงานตวั ตอ่ หนว่ ยงานราชทนั ฑล์ ง ในบางมลรฐั เชน่ มสิ ซสิ ซปิ ปี หนว่ ยงานราชทณั ฑไ์ ดย้ กเลกิ
การรายงานตัวชวั่ คราว (in-person check-ins) ของผทู้ ีต่ ้องคุมประพฤติ (Probation) ผู้ท่ีไดร้ บั
ทัณฑบ์ น (Parole) การถกู คุมตัวให้อยใู่ นบ้านแทนขังคกุ (House Arrest) หรือกรณีอื่น ๆ ทต่ี ้อง
รายงานตัวต่อหนว่ ยงานราชทัณฑ์ โดยมีวธิ ีการรายงานตัวรูปแบบใหมท่ ีน่ �ำมาทดแทนช่ัวคราว
เช่น รายงานตัวผา่ นทางโทรศพั ท์ อเี มล์ หรอื วีดิโอ ในระหว่างสปั ดาห์แทน22
4) ลดและงดการเย่ียมญาติผ้ตู อ้ งขังในเรอื นจ�ำ
เพื่อมิให้มีการน�ำพาเชื้อโรคเข้ามายังเรือนจ�ำ ในบางเรือนจ�ำได้มีการยกเลิกการเยี่ยม
ญาตผิ ตู้ อ้ งขงั ในเรอื นจำ� เปน็ การชว่ั คราว และในบางเรอื นจำ� มกี ารลดจำ� นวนการเยย่ี มใหน้ อ้ ยลง
หรือเยย่ี มผา่ นระบบวดี ิโอคอลแทน23
20 Ibid.
21 Ibid.
22 Ibid.
23 Ibid.
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 39
2.2 ประเทศไทย
ประเทศไทยมีการพยายามสร้างแนวทางในการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีออนไลน์
กับกระบวนการยุติธรรมเช่นกัน เช่น การประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference)
แอปพลิเคชัน LINE หรือ ZOOM หรือการประชุมออนไลน์ทางไกลผ่านสมาร์ตโฟนหรือ
คอมพวิ เตอร์ เป็นต้น เพือ่ ลดการแพรก่ ระจายของเช้ือไวรสั ทีผ่ ่านมาชว่ งปี พ.ศ. 2563 จนถึง
ปัจจุบันประเทศไทยได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาช่วยในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น เช่น
การไต่สวนคดีขอตั้งผู้จัดการมรดก กรณีพนักงานอัยการเป็นผู้ยื่นค�ำร้อง การพิจารณาค�ำร้อง
ศาลท�ำการไต่สวนผ่านจอภาพในห้องที่จัดเตรียมเชื่อมสัญญาณของศาลต้นทางที่มีอ�ำนาจ
พิจารณา กบั ศาลปลายทางทอ่ี ัยการผู้ร้องน้นั อยู่ ศาลทีด่ ำ� เนินการเช่น จากศาลแพง่ พระโขนง
ขอไต่สวนไปยังศาลจังหวัดสีคิ้ว ศาลแพ่งตล่ิงชันไปยังศาลจังหวัดภูเก็ต เป็นต้น24 จนกระทั่ง
ตอ่ มาในเดอื นมนี าคม 2564 ไดม้ กี ารพฒั นาโดยการสรา้ งแอปพลเิ คชนั “COJ APP” ขนึ้ เพอื่ อำ� นวย
ความสะดวกใหก้ บั ผทู้ ตี่ อ้ งตดิ ตอ่ กบั ศาลโดยการใชแ้ อปพลเิ คชนั แทนการมาศาลซง่ึ ถอื เปน็ การลด
การติดต่อแบบเผชิญหน้าของบุคคลในช่วงการแพร่ระบาดของเช้ือไวรัส Covid-19 ขั้นตอนที่
แอปพลเิ คชนั อำ� นวยความสะดวกทดแทนได้ เชน่ 25 ในหมวดบรกิ ารเปน็ การใหบ้ รกิ ารระบบขอ้ มลู
คดศี าลยุตธิ รรม Case Information Online Service (CIOS) ระบบตดิ ตามส�ำนวนคดี Tracking
System อตั ราค่านำ� หมาย และเขตอำ� นาจศาลยุติธรรม
ต่อมาประมาณเดือนเมษายน 2564 ได้เกิดการระบาดในระลอกที่สามท่ีถือว่า
ประเทศไทยได้รับผลกระทบหนักท่ีสุดมากกว่าที่ผ่านมาและกระทบกับกระบวนการยุติธรรม
อย่างหนัก ศาลยุติธรรมได้มีประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขเก่ียวกับการใช้
วิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส์ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
ลงวันที่ 16 เมษายน 2564 โดยประกาศฉบับนี้ได้วางหลักเกณฑ์ วิธีการและเง่ือนไขเก่ียวกับ
วธิ พี ิจารณาคดีอเิ ล็กทรอนกิ สใ์ นการพิจารณาคดี 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1) คดผี ู้บริโภค
2) คดมี โนสาเร่
3) คดีไมม่ ีขอ้ ยุง่ ยาก
24 เดลนิ วิ ส,์ “ศาลใชซ้ มู -วดิ โี อคอนฯปอ้ งตดิ เชอื้ ’โควดิ ’ อยเู่ รอื นจำ� กฟ็ งั พพิ ากษาได,้ ” สบื คน้ เมอ่ื 15 มกราคม
2564, https://www.dailynews.co.th/regional/818310https://www.dailynews.co.th/regional/818310.
25 คมชดั ลึก, “แอพศาล “COJ APP” ตัวชว่ ยส�ำคญั บริการข้อมลู คดีชว่ งโควิด,” สืบคน้ เม่ือ 7 พฤษภาคม
2564, https://www.komchadluek.net/news/regional/426061.
40 ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
โดยไม่รวมคดีอาญา การพิจารณาอิเล็กทรอนิกส์นี้ก�ำหนดให้ผู้พิพากษาสามารถ
พิจารณาคดผี า่ นโปรแกรม Google Meet, Cisco Webex สำ� หรบั คคู่ วามท่ีร้องขอเท่านน้ั
ในสว่ นของกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญามกี ารปรบั ตวั เชน่ เดยี วกนั เนอ่ื งจากการแพร่
ระบาดของเชอื้ ไวรสั Covid-19 ชว่ งเดอื นเมษายน 2564 มเี จา้ หนา้ ทที่ ป่ี ฏบิ ตั งิ านในเรอื นจำ� และ
ผูต้ ้องโทษตดิ เช้อื ไวรสั จ�ำนวนมาก เช่น วนั ท่ี 26 เมษายน 2564 มจี �ำนวนผูต้ อ้ งโทษชายตดิ เชอ้ื
ไวรสั Covid-19 มากถงึ 114 คน ในขณะที่การสรา้ งระยะห่างทางสังคมในเรือนจ�ำเปน็ เร่ืองที่
ยากมาก ดงั นนั้ กระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญาในประเทศไทยจงึ มีการปรับตัว
เชน่ กรณที เี่ จา้ พนกั งานตำ� รวจจะตอ้ งยน่ื คำ� รอ้ งผดั ฟอ้ งและฝากขงั นนั้ โดยจะสอบถาม
ผู้ต้องหาหรือไต่สวนพยานหลักฐานในการออกหมายขังผู้ต้องหาครั้งแรกโดยการประชุมทาง
จอภาพหรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น เป็นการลดจ�ำนวนคนท่ีจะต้องมาแออัดกันบริเวณ
สถานท่ีคุมขังของศาล โดยมาตรการยื่นผัดฟ้องและฝากขังผู้ต้องหาผ่านวีดิโอนั้นเร่ิมด�ำเนิน
การมาตั้งแตส่ ถานการณแ์ พร่ระบาดเช้ือโควิดช่วงแรกเมอื่ ปี พ.ศ. 2563 โดยสถิติการใช้งานเปน็
การดำ� เนนิ การผ่านระบบ Video Conference รองลงมา คือ ระบบวดี โิ อคอลโปรแกรมท่ใี ช้ เชน่
LINE หรือ ZOOM ซ่ึงการผัดฟ้องฝากขังผู้ต้องหาระบบออนไลน์นั้น มีท้ังที่ใช้ระหว่างศาลกับ
เรอื นจ�ำ ศาลกับสถานีต�ำรวจ ศาลกับสำ� นกั งานอัยการ ศาลกบั สถานพนิ ิจและคมุ้ ครองเด็กและ
เยาวชน ศาลกบั ศูนย์ฝกึ และอบรมเด็กและเยาวชนฯ โดยจำ� นวนคดที ย่ี ืน่ ค�ำร้องผดั ฟอ้ งฝากขัง
ตัง้ แต่ครงั้ แรกและครัง้ ที่ สองเปน็ ต้นไปชว่ งปลายปีงบประมาณทีผ่ ่านมากวา่ 100,000 คด2ี 6
นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเช่นกัน เช่น งดเย่ียมใน
เรอื นจำ� 121 แหง่ ใหค้ ยุ ผา่ น LINE แทน27 และเรอื นจำ� และทณั ฑสถานอน่ื ๆ ในเขตจงั หวดั ทพ่ี บ
ผตู้ ดิ เชอ้ื COVID-19 ใหอ้ ยใู่ นดลุ ยพนิ จิ ของผอู้ ำ� นวยการและผบู้ ญั ชาการเรอื นจำ� และทณั ฑสถาน
ดำ� เนินการปิดเรือนจำ� และงดกิจกรรมจากภายนอกไดท้ ันที โดยอาจส่งั ให้มีมาตรการ28 ดงั น้ี
1) แยกกกั กนั โรคผตู้ อ้ งขงั รบั ใหมแ่ ละรบั ยา้ ยอยา่ งนอ้ ย 14 วนั และปฏบิ ตั ติ ามกระบวน
การแยกกกั กนั โรคอยา่ งเข้มงวด
2) งดการเย่ยี มญาติชอ่ งทางปกตแิ ละให้เยย่ี มญาติทางไลนท์ ดแทน
3) งดน�ำผู้ต้องขังออกท�ำงานนอกเรือนจ�ำ และงดการน�ำบุคคลภายนอกเข้าเรือนจ�ำ
ยกเว้นกรณีมีเหตุจ�ำเป็น
26 เร่ืองเดยี วกัน.
27 ไทยรัฐออนไลน์, “รมว.ยตุ ิธรรม ยันคุกปลอดโควดิ ส่งั 121 เรอื นจ�ำงดเย่ยี ม คยุ ผา่ นไลน์แทน,” สืบคน้
เมื่อ 20 มกราคม 2564, https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2001945.
28 TPBS, “กรมราชทณั ฑ์ปดิ 13 เรือนจ�ำ-ทณั ฑสถานสกดั COVID-19,” สบื ค้นเมอื่ 20 มกราคม 2564,
https://news.thaipbs.or.th/content/299505,
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 41
4) สร้างความเข้าใจให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับผู้ต้องขังและญาติ ตลอดจนจัดกิจกรรม
คลายเครียดระหวา่ งการงดเยยี่ มญาติ
5) กำ� ชบั เจา้ หนา้ ที่ ผตู้ อ้ งขงั และญาตใิ หส้ วมหนา้ กากอนามยั ตลอดเวลา และเวน้ ระยะ
หา่ งทางสังคม
6) งดจดั กจิ กรรมทต่ี อ้ งนำ� ผตู้ อ้ งขงั มารวมตวั กนั จำ� นวนมาก และจดั หาหนา้ กากอนามยั
ใหผ้ ูต้ อ้ งขังทกุ คนอยา่ งน้อยคนละ 2 ชิ้น
3. วิเคราะหม์ าตรการของสหรัฐอเมรกิ าทอ่ี าจน�ำมาใชก้ บั ประเทศไทย
จากการศึกษา พบว่า ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศไทยท่ี
ได้รับผลกระทบของการแพร่กระจายเช้ือไวรัส Covid-19 จนถึงปัจจุบัน (พฤษภาคม 2564)
มีหลายประการดว้ ยกัน ยกตัวอย่างได้ ดงั น้ี
ปัญหาการไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการออกมาตรการค�ำสั่งที่ใช้ใน
สถานการณท์ ก่ี ระทบตอ่ กระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญา เชน่ ไมม่ แี นวปฏบตั ขิ องเจา้ หนา้ ทเี่ มอ่ื
ตอ้ งเขา้ จบั กมุ ผตู้ อ้ งหาทอี่ าจมเี ชอ้ื ไวรสั ไมม่ มี าตรการทางกฎหมายเพอ่ื สรา้ งระยะหา่ งทางสงั คม
(Social Distancing) ในเรือนจำ� อย่างเปน็ ระบบ เปน็ ต้น การแพร่ระบาดของเช้อื ไวรสั Covid-19
เก่ียวข้องกบั หลายหน่วยงานด้วยกัน เชน่ กระทรวงสาธารณสขุ กระทรวงยุตธิ รรม สาํ นกั งาน
ตํารวจแหง่ ชาติ สำ� นกั งานอยั การ สํานกั งานศาลยุตธิ รรม กรมราชทัณฑ์ เป็นต้น ดังนนั้ เมอ่ื
ตอ้ งมกี ารปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั สถานการณ์ จงึ สมควรมผี ทู้ ม่ี อี ำ� นาจในการออกคำ� สงั่ และใหม้ ผี ลตาม
กฎหมายเพือ่ ใชเ้ ปน็ แนวทางในการปฏิบตั ิงาน
มาตรการต่างๆ ที่ผ่านมาเป็นเร่ืองของการสื่อสารภายในองค์กร ยกตัวอย่างเช่น
การปฏิบัตงิ านของเจา้ หนา้ ที่ตำ� รวจในการจับกุม มไิ ดอ้ อกมาเปน็ กฎหมาย หรือมาตรการทาง
กฎหมายท่ีบังคับใช้ได้อย่างจริงจัง มีเพียงแต่การสื่อสารของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อเจ้าหน้าที่
ผปู้ ฏิบัตงิ านเทา่ นั้น เช่น การขอความร่วมมือ หรอื จดหมายสาร เป็นต้น ซ่ึงกระบวนการหรือ
มาตรการเหลา่ น้ี ไม่มสี ภาพบงั คับเป็นเพยี งการแนะน�ำหรือการขอความรว่ มมอื เทา่ นัน้
ปญั หาดา้ นเทคโนโลยกี บั กระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญา กระบวนการยตุ ธิ รรมทาง
อาญาเปน็ กระบวนการ ทมี่ คี วามละเอยี ดออ่ นเนอื่ งจากเกยี่ วขอ้ งกบั สทิ ธเิ สรภี าพของบคุ คล เชน่
การจบั กมุ หรอื การลงโทษ จงึ ไมส่ ามารถนำ� เทคโนโลยมี าใชเ้ พอื่ ทดแทนบางขนั้ ตอนได้ แตกตา่ ง
จากกระบวนการทางแพง่ กลา่ วคอื ในคดีแพง่ บางประเภทไดม้ ีการนำ� เทคโนโลยีมาใชท้ ดแทน
42 ปีที่ 14 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
ในบางข้ันตอนเพ่ือลดการเผชิญหน้าและลดโอกาสในการติดเช้ือไวรัส โดยศาลยุติธรรมได้นำ�
เทคโนโลยีมาใช้ประกอบวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส์กับ คดีผู้บริโภค คดีมโนสาเร่ คดีท่ีไม่มี
ขอ้ ยงุ่ ยาก แต่เมือ่ พจิ ารณาจากลกั ษณะของกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญาแลว้ เป็นเรอ่ื งยาก
ที่จะน�ำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนได้เสียทีเดียว เช่น การสืบพยานจ�ำเลยยังสมควรเผชิญหน้า
ในศาล เพื่อให้ได้เห็นสีหน้าท่าทางของจ�ำเลยในขณะพิจารณาประกอบการตัดสินคดี ซึ่งหาก
น�ำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น การ Video Conference อาจท�ำให้การตัดสินใจของผู้พิจารณาคดี
คลาดเคล่ือนไปได้
ปัญหาผู้ต้องขังและผู้ต้องโทษล้นคุก ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดข้ึนมาตั้งแต่ก่อนเกิด
สถานการณ์การแพร่ระบาดของเช้ือไวรัส อย่างไรก็ดี ด้วยจ�ำนวนผู้ต้องขังและผู้ต้องโทษที่มี
จ�ำนวนมากกว่าพ้ืนท่ีที่ทางรัฐบาลจะอ�ำนวยความสะดวกให้ได้ จึงท�ำให้เรือนจ�ำเป็นสถานที่
ต้องขังผู้ต้องขังและผู้ต้องโทษจ�ำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อพื้นที่มีอยู่อย่างจ�ำกัด
สง่ิ ทต่ี ามมา คอื กอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาทไี่ มส่ ามารถสรา้ งระยะหา่ งทางสงั คมหรอื Social distancing ได้
ไม่วา่ จะเปน็ การใชช้ วี ิต การรับประทานอาหาร หรือ การนอน ของผูต้ อ้ งขังหรือนักโทษ อกี ทง้ั
ปัญหาน้ีไม่สามารถแก้ได้โดยการขยายพื้นท่ีเรือนจ�ำให้กว้างขึ้นในระยะเวลาอันส้ันได้หรือย้าย
ผูต้ ้องขังหรอื ผ้ตู อ้ งโทษออกจากเรอื นจำ� ได้
จากปญั หาขา้ งตน้ ผเู้ ขยี นเสนอใหน้ ำ� บทเรยี นจากการปรบั ตวั ของกระบวนการยตุ ธิ รรม
ทางอาญาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ในสหรัฐอเมริกามาปรับใช้
ในประเทศไทยได้ หรืออาจนำ� มาใชใ้ นอนาคตไดก้ รณเี กิดโรคอุบัติใหมข่ ึ้นอีกคร้งั ดงั นี้
3.1 ควรมีศนู ย์แกไ้ ขสถานการณก์ ลาง
กล่าวคือ ประเทศไทยควรมีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานท่ีอยู่ในกระบวนการ
ยุติธรรมทางอาญาและหน่วยงานอ่ืนที่เก่ียวข้องเพ่ือจัดหาแนวทางในการปฏิบัติงานให้เป็นไป
ในทางเดยี วกนั ไมว่ า่ จะเปน็ พนื้ ทที่ พ่ี บการแพรก่ ระจายของโรคหรอื ไมก่ ต็ าม ในสหรฐั อเมรกิ ามี
การสร้างแนวปฏิบัติให้กับเจ้าพนักงานเพื่อเป็นกรอบในการปฏิบัติตนเพ่ือความปลอดภัย
หน่วยงานที่ด�ำเนินการออกแนวปฏิบัติได้แก่ สหรัฐอเมริกามีองค์กรเรียกว่า The National
Commission on COVID-19 and Criminal Justice ที่เปน็ หนว่ ยงานกลาง และ The Center for
Disease Control and Prevention ท้งั นี้ แนวทางหรือแนวปฏิบตั จิ ะสามารถชว่ ยใหห้ นว่ ยงาน
ต่างๆ ด�ำเนินการได้อย่างทันท่วงที หากมีการแพร่กระจายของไวรัสเกิดขึ้นในพื้นที่น้ันๆ โดย
ไม่ต้องมกี าร ประชมุ ซึง่ อาจเปน็ การประวงิ เวลาในการตา้ นการแพร่กระจายของเชอื้ ไวรัสได้
ศูนย์แก้ไขสถานการณ์กลางในประเทศไทยอาจเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการชุด
พิเศษที่มาจากกระบวนการยุติธรรมทั้งทางแพ่งและทางอาญาและกระทรวงสาธารณสุขเพื่อ
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปที ี่ 14 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 43
ประสานงานทั้งด้านข้อมูลในกระบวนการยุติธรรมและขั้นตอนทางการแพทย์เพ่ือให้ได้มาซึ่ง
มาตรการทางกฎหมายทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพสามารถใชเ้ ปน็ แนวทางใหก้ บั การทำ� งานในกระบวนการ
ยุติธรรมไดอ้ ย่างเปน็ ธรรมและปลอดภัยจากการแพร่เชอ้ื
3.2 ควรมกี ารใชอ้ ุปกรณท์ างเทคโนโลยที ดแทนในบางขน้ั ตอนมากข้ึน
ในสหรัฐอมริกาน�ำเทคโนโลยีมาใช้ในหลายข้ันตอนด้วยกันโดยพยายามลดการเผชิญ
หน้าของผู้ท่ีเก่ียวข้องกันให้มากที่สุดเท่าท่ีจะท�ำได้ ศาลในบางรัฐมีการเลื่อนพิจารณาคดีอย่าง
ไมม่ กี ำ� หนด อย่างไรก็ดี การพิจารณาคดีอาญาทั้งการไตส่ วนและการพิจารณาพยานหลกั ฐาน
เป็นเร่ืองละเอียดอ่อนมากเพราะอาจขัดต่อหลักความยุติธรรมของคู่ความตามหลัก Fair Trial
ได้ ในบางขน้ั ตอนบางมลรฐั สามารถใชเ้ ทคโนโลยี เชน่ วดี โิ อคอลผา่ น Zoom, Skype สามารถนำ�
มาทดแทนไดใ้ นเฉพาะบางคดีเทา่ นน้ั ในรัฐนิวยอร์คยกเลิกการพิจารณาผ่านวดี ิโอคอลทง้ั หมด
เน่ืองจากเกิดความไม่เป็นธรรมกับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กและเยาวชน ที่ต้องการการดูแล
ระหว่างพิจารณา ดังนั้น หากประเทศไทยจะน�ำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนกระบวนพิจารณาคดี
หรอื ทดแทนขน้ั ตอนใดควรจะพจิ ารณาอยา่ งรอบครอบเนอื่ งจากการพจิ ารณาคดอี าญามคี วาม
ละเอยี ดอ่อน เชน่ การพจิ ารณาคดีท่เี กย่ี วกบั เดก็ ทจี่ �ำเป็นตอ้ งมีนักจติ วิทยาและอยั การเข้าร่วม
พิจารณาด้วยจะไม่สามรถท�ำได้เลยด้วยวิธีวีดิโอคอล เน่ืองจากมีความแตกต่างกันของการอยู่
ร่วมกัน ณ สถานท่ีเดียวกันเช่นในศาลกับการอยู่ร่วมกันในห้องของการวิดิโอคอล อย่างไรก็ดี
จากการศกึ ษา พบวา่ ประเทศไทยนำ� เทคโนโลยมี าใชท้ ดแทนบางขนั้ ตอนในกระบวนการยตุ ธิ รรม
มากขน้ึ ในชว่ งการแพรร่ ะบาดของเชอื้ โรคนด้ี แี ละเหมาะสมอยแู่ ลว้ อยา่ งไรกด็ ี ยงั ไมม่ กี ารนำ� ระบบ
วดี โิ อคอลมาใชใ้ นการพจิ ารณาคดอี าญา ดงั นนั้ ผเู้ ขยี นเสนอแนะใหไ้ ตรต่ รองการนำ� วธิ วี ดี โิ อคอล
มาใชใ้ นกระบวนการพจิ ารณาคดอี าญาอยา่ งถถี่ ว้ นเสยี กอ่ นมเิ ชน่ นนั้ อาจเกดิ ปญั หาดงั ทเี่ กดิ ขน้ึ
ในรัฐนวิ ยอร์คของสหรฐั อเมริกาได้
3.3 ลดจ�ำนวนผ้ตู อ้ งขงั ระหว่างการรอพจิ ารณาคดี
ปญั หาของจำ� นวนผูต้ ้องขงั ในเรอื นจ�ำยังคงเป็นปัญหาสำ� คญั ในประเทศไทยอยา่ งมาก
ไมว่ า่ จะเกดิ การแพรก่ ระจายของเชอื้ ไวรสั Covid-19 หรอื ไมก่ ต็ าม มกี ารพยายามคดิ วธิ ลี ดจำ� นวน
ผตู้ อ้ งขงั หลายวธิ กี ารดว้ ยกนั แตย่ งั ไมส่ ามารถแกไ้ ขปญั หาได้ การสรา้ งพน้ื ทใี่ นเรอื นจำ� ในลกั ษณะ
ของการสร้างระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) จึงยากที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น หากเกิด
การแพรร่ ะบาดจรงิ ในเรอื นจำ� ในประเทศไทยอาจตอ้ งนำ� วธิ ขี องสหรฐั อเมรกิ ามาใชไ้ ด้ เชน่ การใช้
ค�ำสั่งอ่นื แทนการจบั กมุ กลา่ วคอื ในสหรฐั อเมรกิ าได้ใหอ้ ำ� นาจเจ้าพนักงานออกคำ� สัง่ อ่นื แทน
การจับกุมได้เพื่อผู้ต้องหาจะไม่ต้องไปอยู่ในคุก (Jail) ก่อนการพิจารณาของศาลหรือไปเสีย
ค่าปรับได้โดยไม่ต้องจ�ำคุก แต่ผู้ต้องหาจะต้องสัญญาว่าจะไปปรากฏตัวที่ศาลในวันพิจารณา
44 ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร
ซง่ึ มาตรการน้ี ถอื เปน็ จดุ แขง็ ของสหรฐั อเมรกิ า ทส่ี ามารถลดจำ� นวนผตู้ อ้ งขงั ไมใ่ หต้ อ้ งอยใู่ นคกุ
จ�ำนวนมากอย่างเกินความจำ� เป็น อีกท้งั กล่มุ คนเหล่าน้ี ยังไม่ได้ถูกคำ� พพิ ากษาถึงท่สี ดุ วา่ เป็น
ผกู้ ระทำ� ความผดิ ยอ่ มไดร้ บั การสนั นษิ ฐานไวก้ อ่ นเสมอวา่ เปน็ ผบู้ รสิ ทุ ธิ์ ดงั นน้ั หากผตู้ อ้ งหาคนใด
ทไี่ มม่ พี ฤตกิ รรมหลบหนหี รอื สญั ญาวา่ จะกลบั มาพจิ ารณาคดที ศี่ าล กอ็ าจไดร้ บั การปลอ่ ยตวั ได้
ซ่ึงในปัจจุบัน มีข้อมูล พบว่า ในประเทศไทยมีผู้ต้องขังท่ีอยู่ระหว่างรอการพิจารณา
เปน็ จำ� นวนถงึ เกอื บ 70,000 คน29 ซงึ่ สว่ นใหญ่ พบวา่ เปน็ คดยี าเสพตดิ มากถงึ รอ้ ยละ 70 ดงั นน้ั
หากประเทศไทยไม่ปรับตัวในส่วนนี้อาจจะก่อให้เกิดปัญหาความแออัดและการแพร่กระจาย
ของเชอื้ ไวรสั ได้ อยา่ งไรกด็ ผี ตู้ อ้ งขงั ระหวา่ งรอการพจิ ารณาอาจไดร้ บั การพจิ ารณาการปลอ่ ยตวั
ช่ัวคราวเหมอื นกบั ในสหรัฐอเมรกิ าได้ ท้ังนี้ขน้ึ อยกู่ บั เง่ือนไขของผู้ต้องขังเองด้วย เช่น ผกู้ ระท�ำ
ความผิดครง้ั แรก และไมเ่ ป็นอันตรายตอ่ สังคม
3.4 ปล่อยตัวผตู้ อ้ งขังหรือผตู้ ้องโทษกอ่ นกำ� หนด
ในสหรัฐอเมริกามีมาตรการปล่อยตัวผู้ต้องขังระหว่างรอการลงโทษและผู้ต้องโทษที่
ตอ้ งคำ� พพิ ากษาถงึ ทสี่ ดุ ใหไ้ ดร้ บั การปลอ่ ยตวั กอ่ นกำ� หนดซง่ึ ในแตล่ ะมลรฐั มนี โยบายทแ่ี ตกตา่ ง
กันออกไป เช่น ในมลรัฐนิวเจอร์ซีให้ผู้ต้องขังที่ยังคงเหลือโทษจ�ำคุกน้อยกว่า 1 ปี ให้ได้รับ
อสิ รภาพก่อนก�ำหนดจรงิ เปน็ จำ� นวนถงึ 8 เดือน ท�ำให้จำ� นวนผูต้ อ้ งขังลดลงไปจ�ำนวนมากและ
สามารถสรา้ งระยะหา่ งทางสงั คม (Social Distancing) ไดม้ ากขน้ึ ประเทศไทยอาจกระทำ� ไดโ้ ดย
การขอพระราชทานอภัยโทษก่อนก�ำหนดโดยอาศัยเหตุท่ีต้องลดจ�ำนวนนักโทษประกอบกับ
ปัจจัยภายนอกด้วย คือ พฤตกิ รรมของนกั โทษ หากเป็นนักโทษชน้ั ดแี ละไม่มีแนวโนม้ ท่ีเปน็ ภัย
ตอ่ สงั คมสมควรได้รับการปล่อยตวั เรว็ ขึ้นได้
4. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
โดยสรุปสหรัฐอเมริกามีการปรับเปลี่ยนระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ต้ังแต่ต้นน�้ำจนถึงปลายน้�ำทั้งกระบวนการการจ�ำกัดการจับกุม การออกค�ำสั่งแทนการจ�ำกุม
การจ�ำกัดจ�ำนวนผู้คุมขังในคุก (Jail) ก่อนการพิพากษา และลดจ�ำนวนรับเข้าและลดจ�ำนวน
ผู้ต้องขังในเรือนจ�ำ (Prison) ลง และอุปกรณ์เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาททดแทนกระบวนการ
ยุติธรรมทางอาญาในศาลในบางขัน้ ตอนได้อย่างมขี ้อจ�ำกดั
29 รชา เหลืองบรสิ ุทธ์ิ, “ส่องกระบวนการยุตธิ รรมไทยผา่ น COVID-19: เมือ่ การลงโทษทางอาญาวถิ ีใหม่
อาจเปน็ การแก้ปญั หาคุกลน้ ,” สบื คน้ เมอื่ 20 มกราคม 2564, https://www.the101.world/global-prison-trend-2020/.
วารสารนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร ปีท่ี 14 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 45
ผู้เขียนเสนอแนะในการน�ำมาตรการต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาที่อาจน�ำมาปรับใช้กับ
ประเทศไทยได้ในหลายข้ันตอนด้วยกัน เช่น แต่หากจะน�ำมาปรับใช้จ�ำเป็นจะต้องมีการคิด
ไตร่ตรองจากทุกหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาด้วยเสียก่อนเพ่ือ
กอ่ ใหเ้ กดิ การปรบั ตวั ทเี่ หมาะสมกบั สถานการณแ์ ละยงั ดำ� รงไวซ้ ง่ึ ความเปน็ ธรรมในกระบวนการ
ยตุ ิธรรมทางอาญาด้วย
46 ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร
References
DailyNews. “Court using Zoom to Prevent Covid-19.” Accessed January,15 ,2021. https://
www.dailynews.co.th/regional/818310https://www.dailynews.co.th/regional/
818310. [in Thai]
Izzo, Norma C. “How Litigators Are Confronting COVID in the Courtroom.” Last modified
August 31, 2020. Accessed January 10, 2021. https://www.americanbar.org/
groups/litigation/committees/trial-practice/articles/2020/covid-19-video-testimony-
courtrooms/.
Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health. “Recommendations for a Metropolitan
Covid-19 Response Special Emphasis Series: Guidance on Protecting Incarcerated
Individuals.” Accessed March 22, 2021, https://www.jhsph.edu/covid-19/_
documents/protecting-incarcerated-individuals.pdf.
Khom Chad Leuk News. “COJ APP.” Accessed May 8, 2021. https://www.komchadluek.
net/news/regional/ 426061. [inThai]
Matthews, L. “Citation in Lieu of Arrest: A Means of Efficiency.” Last modified September,
2018. Accessed May 6, 2021. https://www.ncsl.org/research/civil-and-criminal-
justice/citation-in-lieu-of-arrest.aspx.
National Conference of Legislatures. “Citation in Lieu of Arrest.” Last modified March
18, 2019. Accessed January 10, 2021. https://www.ncsl.org/research/civil-and-
criminal-justice/citation-in-lieu-of-arrest.aspx.
National Conference of Legislatures. “COVID-19 and the Criminal Justice System: A Guide
for State Lawmakers.” Last modified August 19, 2020. Accessed January 10,
2021. https://www.ncsl.org/research/civil-and-criminal-justice/covid-19-and-the-
criminal-justice-system-a-guide-for-state-lawmakers.aspx.
Pohl, Jason. “California jail population plummets during pandemic. Could this lead to
long-term change?.” Last modified May 27, 2020. Accessed January 10, 2021
https://www.sanluisobispo.com/news/california/article242900061.html.
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564 47
Prison Policy Initiative. “Responses to the COVID-19 Pandemic.” Last modified January
25, 2021. Accessed January 26, 2021. https://www.prisonpolicy.org/virus/
virusresponse.html.
Racha Luangborisut. “Review Thai Criminal Justice through Covid-19: New Normal of
Imprisonment may Reduce over Crowded Problems in Prison.” Accessed January
20, 2021. https://www.the101.world/global-prison-trend-2020/. [in Thai]
Thairath Online. “The Minister of Justice Confirmed the Prison is Still Safe and Ordered
121 Prison to use Line call Instead of Visit at the Prison.” Accessed January, 20,
2021. https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2001945. [in Thai]
The Centers for Disease Control and Prevention. “What Law Enforcement Personnel
Need to Know about Coronavirus Disease 2019 (COVID-19).” Last modified
November 6, 2020. Accessed January 10, 2021. https://www.cdc.gov/
coronavirus/2019-ncov/community/guidance-law-enforcement.html.
The Marshall Project. “A State-by-State Look at Coronavirus in Prisons.” Last modified
January 29, 2021. Accessed January 30, 2021. https://www.themarshall
project.org/2020/05/01/a-state-by-state-look-at-coronavirus-in-prisons.
TPBS. “Department of Corrections Colsed 13 Prisons to Prevent Covid-19.” Accessed
January 20, 2021. https://news.thaipbs.or.th/content/299505. [in Thai]
“Trial by Skype: Video Conferencing of Criminal Trials in New York.” Accessed January
10, 2021. http://pappalardolaw.com/2020/05/video-conferencing-criminal-
trials-new-york/.
Worldometer. “Coronavirus Cases.” Accessed January 2021. https://www.worldometers.
info/coronavirus/country/us/.
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2564 49
การค้มุ ครองข้อมูลชีวมาตรภายใต้พระราชบญั ญตั ิ
คุ้มครองข้อมลู สว่ นบุคคล พ.ศ. 2562
Biometric Data Protection
under the Personal Data Protection Act 2019
เมธิชา ยบุ ลชิต1
คณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีปทุม 2410/2 ถนนพหลโยธนิ แขวงเสนานคิ ม เขตจตจุ ักร กรงุ เทพฯ 10900
เมล์ตดิ ตอ่ : [email protected]
Methicha Yuboolchit
School of Law, Sripatum University, 2410/2 Phahonyothin Road, Sena Nikhom, Chatuchak, Bangkok
10900, E-mail: [email protected]
Received: July 9, 2020; Revised: April 7, 2021; Accepted: April 27, 2021
บทคัดย่อ
บทความฉบบั นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ศกึ ษามาตรการทางกฎหมายและความเปน็ สว่ นตวั
ของชวี มาตร ปจั จบุ นั ชวี มาตร (Biometrics) ถกู นำ� มาใชพ้ ฒั นาเทคโนโลยดี า้ นวทิ ยาศาสตร์ หรอื
ใช้กับแอปพลิเคชันต่างๆ การเก็บรักษาข้อมูลชีวมาตรในรูปดิจิทัลจะถูกบันทึกไว้ในระบบฐาน
ขอ้ มลู ของผใู้ หบ้ รกิ าร จงึ เสย่ี งตอ่ การถกู คกุ คามและไวตอ่ ความเสยี หายมากกวา่ ขอ้ มลู ในรปู แบบ
อื่นๆ อย่างไรก็ตามภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 6
บญั ญตั ใิ หค้ วามคมุ้ ครองขอ้ มลู สว่ นบคุ คลเปน็ การทว่ั ไป แตม่ ไิ ดใ้ หค้ วามคมุ้ ครองขอ้ มลู ชวี มาตร
ทชี่ ดั เจนและครอบคลมุ เพยี งพอ เชน่ รอ่ งรอยเทา้ ดจิ ทิ ลั (Digital footprints) ซง่ึ ขอ้ มลู ตา่ งๆ ของ
ผใู้ ชบ้ รกิ ารคา้ งอยใู่ นระบบออนไลนแ์ ละอาจถกู นำ� ไปใชร้ ะบตุ วั ตนในอนาคตไดต้ ลอด ซง่ึ เจา้ ของ
ข้อมูลมี “สทิ ธิทจี่ ะถูกลืม” (Right to be forgotten) เพราะว่ารอ่ งรอยเท้าดิจิทัลยงั คงอยู่เสมอ
ผเู้ ขยี นจงึ ขอเสนอแนะใหม้ กี ารแกไ้ ขคำ� นยิ ามวา่ ดว้ ยการคมุ้ ครองขอ้ มลู ชวี มาตรไวเ้ ปน็ การเฉพาะ
1 นักวจิ ัยอิสระ (Researcher)
50 ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มถิ ุนายน พ.ศ. 2564 วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร
โดยเพม่ิ คำ� นยิ ามคำ� วา่ “ขอ้ มลู ชวี มาตร (Biometrics)” ไวใ้ นมาตรา 6 เพอ่ื ใหไ้ ดร้ บั การคมุ้ ครองใน
การใชเ้ ทคโนโลยชี วี มาตร (Biometrics) ตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ไิ วใ้ หเ้ ทยี บเทา่ กบั มาตรฐานสากล
ค�ำสำ� คัญ: ขอ้ มลู สว่ นบุคคล ข้อมลู ชีวมาตร ขอ้ มลู ทล่ี ะเอียดออ่ น ความเปน็ สว่ นตวั
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 51
Abstract
The purpose of this abstract is to study the legal and privacy measures of
biometric systems. At present, biometrics are used throughout for technology
development and various applications. The retention of biometric data in digital format
by the service provider may be vulnerable to threats and damage than other forms of
information. However, under the Personal Data Protection Act 2019, Section 6 provides
for general protection of personal information, but it does not provide adequate and
clear biometric data protection, such as digital footprints where the user’s information is
stuck online and may be used to identify that particular person in the future. The data
subject has “Right to be forgotten” because digital footprints are always intact. Therefore,
the author recommends a specific revision of the definition of biometric data protection.
By adding the word definition “Biometric data (Biometrics)” in Section 6 to be protected
in the use of biometric technology (Biometrics) as provided by law to be equivalent to
that of international standards.
Keywords: Personal Data, Biometric Data, Sensitive Data, Privacy