วิธีวิทยาการสอนทางวทิ ย คณิต องั กฤษ
สูยกระดบั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนรู
อาจารย มารุต ทรรศนากรกลุ
1
หัวขอ ในการนาํ เสนอ
2
2-3-4-5-6 G.
2Gไปร-ษใณคยี รโ ตทราเยลข ความสามารถในการถา ยโอนขอ มลู ทางระบบโทรศัพท
3Gรา น-หในคงั รสตือาย ความสามารถในการเปน Hard copy สู Soft file
4Gธนา-คใาครรตาย Crypto-currency เงินในระบบ digital
5Gคอม-พใวิคเรตตอรา ย minimalism การลดยอ ขนาดดวยเทคโนโลยี
3 6Gโรงเ-รใียคนรตาย มนษุ ยจกั รกลและปญ หาประดษิ ฐ (Ai-Human)
4
ถา อยากให O-NET ขึน้ คําถามสาํ คัญ “คร”ู จะรูไดอ ยา งไรวา
เด็กตองจะเรียนรอู ะไร เด็กเรียนรหู รอื ไมเ รยี นรู
กอ นถงึ วนั สอบ
“คร”ู จะทําอยางไร “ครู” จะทาํ อยางไรถา
ถา เด็กเรยี นรูแลว ครูสอนครบแต
แต O-NET ยงั ไมข ึน้
เด็กไมเ กิดการเรยี นรู
5
6
7
8
9
10
11
ครูเปนศูนยก ลางผูเ ีรยนเ ปน ํสาคัญ (Child Oriented)
Teacher Centred Approach
นักเรยี นเปนศูนยกลาง
Child Centred Approach
สื่อและเทคโนโลยเี ปน ศูนยกลาง
Media & Technology Centred Approach
12
ก.จนั ทร์
ง.อาทิตย์ ข.พุธ
ค.พฤหสั บดี
13
14
ชนดิ ของแบบทดสอบ (ขอ สอบ)
ขอสอบ กลางภาค / เกบ็ คะแนน เขาอ่อนอะไร ตอ้ งแกต้ รงนั้น
ขอสอบ ปลายภาค สอนอะไร ตอ้ งสอบอันนั้น
ขอ สอบ ONET อยากไดค้ นเกง่ แค่ไหน กเ็ ลอื กคนนั้น
ขอสอบ PISA โดยรวมแล้วเดก็ กลุ่มเป็ นอยา่ งไร
15
คาํ ถามสําคญั
• 4 หลกั การสาํ คญั ในแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ O-NET
• 1 • จะวดั ใคร นกั เรียนตามชวงวยั
• ผทู้ ่ีจะเขา้ รบั การทดสอบมีคณุ สมบตั ิ / คณุ ลกั ษณะอยา่ งไรท่ีคณุ ตอ้ งการ
• 2 • จะวัดอะไร สมรรถนะตามหลักสูตรฯ
• พทุ ธิพิสยั (ความรู)้ / ทกั ษะพสิ ยั (ทกั ษะการปฏิบตั )ิ / จิตพสิ ยั (เจตคติ)
• 3 • จะวัดอยางไร อัตนยั ปรนยั เติมคาํ
• ชนิดและประเภทของแบบเครอ่ื งมือท่ีจะวดั
• 4 • จะวดั เพื่ออะไร ความตอ งการของสงั คม
• จดุ ประสงคใ์ นการวดั คือ อะไร
16
5 สมรรถนะหลัก (ตามหลกั สูตร
CODING - การส่อื สาร - ภาษาไทย
- ภาษาตางประเทศ
เทคโนโลยี การคดิ
Soft skills - - คิดเชิงคํานวณ
Hard skills - - คิดวิเคราะห
- คิดอยางมีวิจารณญาณ
ทักษะชีวติ
การแกป ญ หา
17ท่ีมา/อา้ งอิง : กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๕๒). หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พช์ ุมนุมสหกรณ์
5 สมรรถนะหลัก “ศตวรรษท่ี 21”
18
3 เทคนิคการสอน
ลงมอื เขียน คอื “ ”
”
สะทอนคิด คอื “
ใชคําถาม คือ “ ”
19
20
21
ถานกั เรียนจะทาํ ได. .. นักเรียนตองมี ?
4 องคป์ ระกอบ
ความรู/ทกั ษะ/เจตคติ องคประกอบท้งั 3 ดาน ท่ใี ชเ พ่ือการทาํ ขอ สอบ
มวลประสบการณ แบบฝก หดั / การฝก ฝน / ความชํานาญ
สิ่งเรา การกระตนุ และสรางแรงจงู ใจในการสอบ
สภาพแวดลอ ม สงิ่ แวดลอ มทเ่ี ออ้ื อํานวย
22
คะแนน O-NET 63 จะขึน้ ไดกต็ อ เมอ่ื ครรู ู ................
1. รูลกึ ซ้ึงในเนอ้ื หา หลกั การ แนวคดิ กฎ ทฤษฎี เปนอยา งดใี นวิชาของตน
2. รูหลักการจัดการเรยี นรทู ีส่ อดรบั กบั รูปแบบคําถามของ O-NET
3. รจู กั นยิ ามกรอบเนือ้ หาท่จี ะออกสอบโดยการศกึ ษา Test Blueprint
4. รใู ชภาษาอยางถกู ตอ งชดั เจน และเขาใจตรงกนั สอนเร่ืองยากใหงา ยได
5. รตู วั วา กําลังสอนขอ สอบไปเพ่อื ใครและเพื่ออะไร นกั เรยี นจะไดอ ะไร
23 Marut Marc Tasanagorakool
“การจัดการเรียนรู้”
การวดั ประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้
การเรียนรู้
(ตามตัวชว้ี ัด ครบ K-P-A)
(วดั ประเมินเปน )
Active Learning
(การจดั การเรียนรู้เชิงรุก)
กิจกรรมการเรียนรู้ เน้ือหาสาระ การเรียนรู้
(สอนดี เรียนรไู ด) (ตามหลักสูตร)
(Child-Centered) (เหมาะกบั ผเู รยี น/ครูแมนยํา)
24
1
จุดประสงคก ารเรียนรู
ระบุพฤตกิ รรมของผเู รียนที่ประสงคใ หเกดิ ขนึ้ ตามพฤติกรรมการเรยี นรู 3 ดา น คือ ดานทักษะพสิ ยั ดานพุทธิพิสยั
และดานจติ พสิ ยั ทีส่ ามารถนาํ ไปสกู ารจัดการเรียนการสอน และวดั และประเมินไดจรงิ โดยมีเกณฑดงั นี้
ดานทักษะพิสยั ตองระบพุ ฤติกรรมที่นําไปสกู ารสรุป หรอื การสรางองคค วามรจู ากการลงมอื ปฏิบตั ิกิจกรรม ระหวา ง
ผเู รียนกับผูส อนและผเู รียนกับผเู รยี น
ดา นพทุ ธพิ สิ ัย ตองระบพุ ฤติกรรมทแี่ สดงถึงความสามารถในการคดิ วิเคราะห
นําไปสกู ารสรปุ และสรา งองคความรดู ว ยตนเอง
ดา นจติ พิสยั ตองระบพุ ฤตกิ รรมที่สะทอ นเจตคติ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคความกระตือรือรน ตลอดกระบวนการ
เรียนรู
25
P
A
26
ความสามารถ ทักษะ สมรรถนะ
2 เนอื้ หาสาระการเรียนรู
พิมพันธ เดชะคุปต (2562) กลาวถึงองคประกอบดานเนื้อหาหรือสาระการเรียนรูวา เน้ือหาท่ีสอน
ควรสกัดใหไดค วามรหู รือแกน ของความรู องคความรทู คี่ รูตองคํานงึ ถึงมี 6 ประเภท
(1) ขอ เทจ็ จรงิ (Fact)
(2) คาํ นิยาม (Definition)
(3) ความคดิ สาํ คัญ (Main idea)
(4) หลกั การ (Principle)
(5) กฎ (Law)
(6) ทฤษฏี (Theory)
27
การคดั เลอื กเนื้อหาสาระ
การคดั เลอื กเนือ้ หาสาระ เนือ้ หาตองทําใหเ กดิ การเรยี นรู
พจิ ารณาธรรมชาตขิ องรายวิชา
ครอบคลุมจดุ ประสงคการเรียนรู
28
3
การจดั กิจกรรมการเรียนรู
เริ่มจากการศึกษาวิเคราะหทั้งหลักสูตรแกนกลางฯ หลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตร
รายวิชา เอกสารตําราประกอบการสอนที่เกี่ยวของ รวมกับการวิเคราะหผูเรียนใหครบ
ท้ังความรู ทักษะ เจตคติและความพรอม จากนั้นนําผลการวิเคราะหมากําหนดเปน
กลยุทธ ท่ีมุงเนนผูเรียนเปนสําคัญหรือเปนศูนยกลาง ผานการพิจารณา รูปแบบ
แนวคิดทฤษฎี หลักการ วิธีการ กระบวนการ เทคนิคตางๆของการกิจกรรมใหนําไปสู
การเรียนรู และจัดหาหรือเลือกใชสื่อประกอบการสอน/แหลงเรียนรูใหมีความ
สอดคลองตลอดการจดั กิจกรรมการเรยี นรู
29
3
สอดคลองจดุ ประสงค ตรงใจผูเ รยี น
เปล่ียนกิจกรรมใหห ลากหลาย
สูการพฒั นา กจิ กรรมการเรียนรู
พรอ มประเมินผลรอบดา น ใชส อ่ื ประกอบเหมาะสม
รน่ื รมยส ภาพแวดลอม
30
รปู แบบการสอน วธิ ีสอน + เนอื้ หา
ขอสอบO-NET
เทคนิคการสอน (การทาํ ขอ สอบ)
31
4
การวัดและประเมินผลการเรียนรู
การวดั ผล หมายถงึ กระบวนการหรือวธิ ีการในการกาํ หนดตัวเลขใหกบั คณุ ลักษณะตางๆ
ของคน สัตว ส่ิงของ หรือเหตุการณตา งๆ อยา งมกี ฎเกณฑ คอื จะตอ งดําเนินการอยางมี
ขนั้ ตอน เปนระเบียบแบบแผน โดยมีเคร่อื งมือชวยวดั ซ่งึ จะทาํ ใหตัวเลขใชแ ทนลกั ษณะ
ของสิ่งทเี่ ราตอ งการ
การประเมินผล หมายถงึ การนาํ เอาผลจากการวดั หลายๆ ครัง้ มาสรุป ตรี าคา คณุ ภาพ
ของผเู รียนอยางมหี ลกั เกณฑวา สงู ต่าํ ดี เลว อยางไร
ดร.อคั รเดช เกตฉ่าํ และคณะ (2559)
32
4
การวดั การประเมิน การประเมิน
measurement assessment evaluation
33
4
Measurement vs Assessment vs Evaluation
คาํ ความหมาย จุดมุงหมาย
(Term) (Definition) (Purpose)
การวดั การกําหนดหรอื ใหต วั เลขเพอื่ แสดงจํานวน เพอื่ กาํ หนดคา
(Measurement) ปริมาณ (to identify)
กระบวนการวัดและวิเคราะหสมรรถนะเพื่อ การปรับปรุงคณุ ภาพ
การประเมิน การปรับปรุงในอนาคต (to improve quality)
(Assessment)
การประเมิน กระบวนการวัดสมรรถนะกับชุดของเกณฑ เพ่ือตดั สนิ คุณภาพ
(Evaluation) มาตรฐานที่กาํ หนดไวลว งหนา เพือ่ ตดั สินผล (to judge quality)
34
๑. คาํ สําคญั ความหมาย และแนวคดิ พืน้ ฐานทเ่ี กยี่ วข้อง
• การวดั ประเมนิ เพอ่ื การเรียนรู (Assessment FOR Learning) เปน การวดั ประเมิน
ความกา วหนา เพื่อสนับสนนุ การเรยี นรูข องผเู รยี น
• การวัดประเมนิ ขณะเรยี นรู (Assessment AS Learning) เปน การวัดประเมนิ การ
กํากบั หรอื นําตนเองในการเรียนรไู ดอ ยา งเปน อิสระของผเู รยี น
• การวดั ประเมินผลการเรียนรู (Assessment OF Learning) เปน การวัดประเมิน
เพ่อื ตรวจสอบผลการเรียนรูข องผูเรียนตามเกณฑมาตรฐานคณุ ภาพ ซึ่งเปนการบง
บอกถงึ ระดับความสําเร็จในการเรียนรขู องผเู รยี นน่นั เอง
35
สรปุ ประเภทและลักษณะของการวดั ประเมินการเรยี นรู
ประเภทของการวัดประเมนิ กระบวนทศั น จุดมุงหมายหลกั จุดมงุ เนน
(Types of assessment) (Paradigm) (Main purpose) (Focus)
การวัดประเมินเพอ่ื การเรียนรู สรรคสรา งนิยม เพ่ือเขา ใจและปรบั ปรุงการเรียนรูของ กระบวนการเรียนรู
(Assessment FOR Learning): (Constructivism) ผูเรียน (ความแตกตา งระหวางบุคคล) (พัฒนา/ปรับปรงุ การเรียนรู)
Formative assessment พทุ ธิปญ ญานิยม เพอ่ื พัฒนาใหเ รียนรูไ ดดวยตนเอง วธิ ีการเรยี นรแู บบกํากบั ตนของ
การวัดประเมินขณะเรยี นรู (Cognitivism) อยา งอสิ ระ (สว นบคุ คล) ผูเรยี น (สง เสรมิ การเรยี นรู
(Assessment AS Learning): พฤตกิ รรมนิยม แบบกาํ กบั หรอื นาํ ตนเอง)
Formative assessment (Behaviorism) (Autonomous or independent
learners)
การวัดประเมนิ ผลการเรยี นรู
(Assessment OF Learning): เพอื่ ตรวจสอบการบรรลุเปา หมาย ผลการเรียนรู
Summative assessment หรอื วตั ถุประสงคก ารเรยี นรู (แตล ะ (ตรวจสอบการเรียนรู)
36 บคุ คล)
Berry (2008, pp. 9-11) สมหวงั พธิ ิยานุวฒั น์
What is Active Learning?
•Active learning is "anything that involves students in doing
things and thinking about the things they are doing"
(Bonwell & Eison, 1991, p. 2).
•Felder & Brent (2009) define active learning as
"anything course-related that all students in a class session
are called upon to do other than simply watching, listening
and taking notes" (p. 2)
37
What is Active Learning?
We use ‘active learning’ to describe a classroom
approach which acknowledges that learners are active in
the learning process by building knowledge and
understanding in response to learning opportunities
provided by their teacher.
For Cambridge, active learning means that learners take
increasing responsibility for their learning, and that
teachers are enablers and activators of learning, rather
than lecturers or deliverers of ideas.
38
Active Learning “นิยาม”
การจัดการเรียนรูเชิงรุก (Active Learning) หมายถึง
กระบวนการในช้ันเรียนท่ีสามารถทําใหผูเรียนต่ืนตัว และมี
สมาธิอยูกับส่ิงที่ตนเรียนโดยครูตองสรางความสนใจใน
เน้ือหาเพ่ือใหผูเรียนสามารถเรียนรู จดจํา นําไปใชและ
ตระหนักถึงความสําคัญของเนื้อหาไดอยางยาวนานและเกิด
ความยึดมั่นผูกพันกับการเรียนรู ท้ังน้ีครูตองเปนผูจัดสรร
ทรพั ยากรท้งั หมดและสรา งโอกาสในการเรียนรูใหม ากทสี่ ุด
39 มารุต ทรรศนากรกุล (2018)
Cognitive Activity
มโนทศั น์หลกั “Active Learning”
นกั เรียนสามารถ แกปญหา, ต้ังคาํ ถาม คน หาคาํ ตอบ, แกไขสถานการณ ดว ยตนเองได
ใช้ปัญหา เทคนิคการสอน เรียนผ่านการกระทาํ
เป็ นฐาน วธิ ีการสอน
การเรียนแบบสืบเสาะ
เรียนรู้ร่วมมือ อุปนัย /นิรนัย
ร่วมมือรวมพลงั
40
Learning Engagement
ความผูกพนั ยึดม่ันในการเรียนรู้
41
กจิ กรรม “ครสู อน หนูเขยี น”
42
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
1. ทักษะขน้ั มลู ฐาน 8 ทักษะ 2. ทักษะขัน้ สูงหรือทกั ษะขัน้ ผสม 5 ทักษะ
2.1 ทกั ษะการตง้ั สมมุติฐาน
1.1 ทักษะการสงั เกต (Observing) (Formulating Hypothesis)
1.2 ทักษะการวดั (Measuring)
1.3 ทกั ษะการจําแนกหรอื ทกั ษะการจดั ประเภทสง่ิ ของ (Classifying) 2.2 ทกั ษะการควบคุมตวั แปร
1.4 ทักษะการใชความสัมพันธร ะหวา งสเปสกับเวลา (Controlling Variables)
(Using Space/Relationship) 2.3 ทกั ษะการตคี วามและลงขอ สรุป
1.5 ทกั ษะการคํานวณและการใชจาํ นวน (Using Numbers) (Interpreting data)
1.6 ทกั ษะการจดั กระทาํ และสอ่ื ความหมายขอ มูล (Communication)
1.7 ทักษะการลงความเหน็ จากขอ มูล (Inferring) 2.4 ทกั ษะการกาํ หนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัติการ
1.8 ทกั ษะการพยากรณ (Predicting) (Defining Operationally)
2.5 ทักษะการทดลอง (Experimenting)
2.6 ทกั ษะการสรา งแบบจําลอง
43
E 2 Explore E 4 Elaborate
เปนขนั้ ทนี่ ักเรยี นตองกําหนด เปนขัน้ ตอนทนี่ ักเรยี นนาํ ความรทู ี่
แนวทางในการรวบรวมขอ มูล เพอ่ื ไดไปใชเ ช่อื มโยงกบั ความรเู ดมิ หรอื
ตง้ั สมมตฐิ านโดยจินตนาการวิธี นําแนวคิดท่ีไดคนควา ไปอธิบาย
แกปญหา แลว เลือกแกปญ หาทดี่ ี
เหตุการณท ีท่ าํ ใหเกิดความรทู ่ี
ทสี่ ุดเพ่อื หาแนวทางแกไข กวางขวางขนึ้ โดยนกั เรยี นจะ
สรา งสรรคผ ลผลิตตามขนั้ ตอนที่ได
วางแผน
E 1 Engage E 3 Explain E 5 Evaluate
เปน ขัน้ ตอนกระตุนใหนักเรยี นมี
แรงจูงใจในการสรางบทเรยี น เปนขน้ั ทีน่ กั เรียนนาํ ขอ มูลจากการ เปน ข้นั ตอนสุดทา ยโดยนักเรียนจะ
โดยการใชค าํ ถามของครูและ สํารวจ การวเิ คราะห แปลผล สรปุ ผล ประเมนิ การเรยี นรู ในดา นกระบวนการ
นกั เรยี นท่ีเปน ผูระบุปญหาท่สี นใจ และนาํ เสนอผลท่ีได สรา งสรรคผลผลติ
ตามข้ันตอนท่วี างแผนไว ทําใหเกิดการ ปฏิบตั ิและผลงานซึง่ นกั เรียนตอ ง
44 แลกเปลี่ยนระหวา งครกู บั นักเรียน และ ปรบั ปรงุ กระบวนการออกแบบขั้นตอน
การปฏิบัติจนถึงผลงานกลมุ และอธิบาย
นกั เรยี นกับนกั เรียนดวยกัน
แลกเปลย่ี นความคดิ เหน็
45
เพราะแดดเป็ นเหตุของเมฆ เพราะเมฆจงึ ทาํ ใหไ้ ม่มแี ดด
46
47
48
http://mathprocess2558.blogspot.com/2015/05/blog-post.html
Concept Attainment Model
Lasley and Matczynski (1997)
การกาํ หนดมโนทัศน การใหต ัวอยา ง การตั้งสมมตฐิ าน ข้ันสรปุ มโนทัศน (Closure) ขั้นการนาํ ไปใช (Application)
(Concept Identification) (Exemplar Identification) (Hypothesizing)
รปู แบบการเรยี นการสอนมโนทัศน (Concept Attainment Model) ทิศนา แขมมณี. (2553; 225-227)
การเรยี นรมู โนทัศนของส่งิ ใดส่ิงหนงึ่ น้ัน สามารถทาํ ไดโ ดยการคนหาคณุ สมบตั ิเฉพาะทีส่ าํ คญั ของสง่ิ น้นั เพอ่ื ใชเปน เกณฑใ นการจาํ แนกส่ิงท่ีใชแ ละไมใ ชส งิ่ นน้ั ออกจากกันได
เพอื่ ชว ยใหผ ูเรยี นเกดิ การเรียนรูม โนทศั นข องเนอ้ื หาสาระตา ง ๆ อยางเขา ใจ และสามารถใหค ํานิยามของมโนทัศนน้นั ดว ยตนเอง
50