กทาราเงปกลาย่ี ยนภแาปพลง
ททร่มี ัพีผยลาตกอ่ ร
ส่อื การเรยี นรู้อิเลคทรอนิคส์นิก(E-book)
จดั ทาโดย
1. นางสาวจิรชั ยา อภชิ ยั เลขท่ี 2
2. นางสาววราภรณ์ สายประทมุ เลขที่ 5
3. นางสาวอภิชญา กาวิละแพทย์ เลขท่ี 10
4. นางสาวชนกิ าณต์ ใจปอ้ เลขท่ี 14
5. นางสาวเบญจวรรณ วงศช์ ัยวะ เลขที่ 20
ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 5 หอ้ ง 2
โรงเรียนเถนิ วทิ ยา
อาเถอเถนิ จงั หวัดลาปาง
-ก-
สารบัญ
เรอ่ื ง หนา้
รายชอ่ื ผจู้ ดั ทา -ก-
สารบญั -ข-
ลกั ษณะทางกายภายของโลก 1
ทวีปของโลก 2
1. ผลกระทบของการเปล่ยี นแปลงทางกายภาพของโลก ด้านธรณภี าค (Lithosphere) 3
1.1 ทฤษฎีการเลอ่ื นไหลของทวปี 4
1.2 แผน่ ดนิ ไหว 5
1.3 แผน่ ดินไหวในประเทศไทย 8
1.4 การเกิดภเู ขาไฟ 9
1.5 ภเู ขาไฟปะทุ 10
1.6 แผนท่แี สดงจังหวัดทมี่ ภี ูเขาไฟในประเทศไทย 13
1.7 แผ่นดนิ ถล่ม LANDSLIDES 14
2. ผลกระทบของการเปลยี่ นแปลงทางกายภาพของโลก อุทกภาค (Hydrosphere) 15
2.1 ปรากฏการณ์เอลนีโญ 16
2.2 ปรากฏการณ์เอลนิญา 17
2.3 สึนามิ TSUNAMI 18
2.4 อทุ กภยั FLOOD 19
2.5 น้ากัดเซาะชายฝั่ง COASTAL EROSION 20
3. ผลกระทบของการเปลีย่ นแปลงทางกายภาพของโลก บรรยากาศภาค (Atmosphere) 21
3.1 พายุหมนุ 22
3.2 วาตภัย STORMS 23
3.3 ภาวะโลกร้อนGLOBAL WARMING 24
4. ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก ชวี ภาค (Biosphere) 25
4.1 ปรากฏการณ์ทางชีวภาค 26
4.2 ปฏิสัมพนั ธ์ของพืชกบั ลักษณะชีวภาคในประเทศไทย 28
4.3 ปฏิสัมพันธ์ของมนษุ ยก์ บั ลกั ษณะชีวภาคในประเทศไทย 31
4.4 ปฏิสมั พันธข์ องสตั วก์ บั ลกั ษณะชีวภาคในประเทศไทย 32
4.5 ไฟป่า WILD FIRE 33
4.6 การเปลี่ยนแปลงภมู ิอากาศ CLIMATE CHANGE 34
4.7 ความแห้งแลง้ DROUGHT 35
-ข-
สารบัญเรอื่ ง หนา้
5. สถานการณด์ ้านทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย 36
5.1 ทดี่ นิ และทรัพยากรดนิ 37
5.2 ทรพั ยากรน้า 38
5.3 ทรัพยากรปา่ ไมแ้ ละสัตวป์ ่า 39
5.4 ทรัพยากรแรแ่ ละพลงั งาน 40
41
6. วิกฤตการณด์ ้านทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มในประเทศไทย 42
6.1 วิกฤตการณเ์ กี่ยวกับที่ดินและทรพั ยากรดนิ 43
6.2 วกิ ฤตการณ์เกย่ี วกบั ทรพั ยากรนา้ 44
6.3 วกิ ฤตการณเ์ กย่ี วกับป่าไม้และสตั วป์ ่า 45
6.4 วิกฤตการณท์ รพั ยากรแร่และพลงั งาน 46
47
7. สถานการณ์ด้านทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มในภูมภิ าคตา่ งๆ ของโลก 48
7.1 สถานการณ์เกยี่ วกบั ทีด่ ินและทรัพยากรดนิ 49
7.2 สถานการณ์เกี่ยวกบั ทรพั ยากรนา้ 50
7.3 สถานการณ์เกย่ี วกบั ป่าไมแ้ ละสตั วป์ ่า 51
7.4 สถานการณท์ รพั ยากรแร่และพลังงาน 52
53
8. วิกฤตการณด์ า้ นทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มในภมู ภิ าคตา่ งๆของโลก 54
8.1 การเกดิ ภาวะโลกรอ้ น 55
8.2 นา้ เสียและการขาดแคลนนา้ 56
8.3 สถานการณป์ า่ ไม้และสัตว์ป่า 57
8.4 อากาศเสีย 58
8.5 การสญู เสียปา่ ไมแ้ ละสตั ว์ป่า 57
8.6 การขาดแคลนพลังงาน 58
-ค-
9. ผลของการเปล่ียนแปลงลักษณะทางกายภาพต่อการเกดิ ภมู สิ งั คมใหมข่ องคนไทยและของโลก
9.1 ตวั อยา่ งการเกิดภูมิสงั คมใหมข่ องไทย
9.2 ตัวอย่างการเกดิ ภูมสิ ังคมใหมข่ องโลก
บรรณานกุ รม
-ข-
ลกักขาษอยณงภโละาทกพาง “ Physical 1
of
the world
ลักษณะทางกายภาพของโลก
โลกเกิดจากกลมุ่ กา๊ ซรอ้ นท่ีรวมตัวกันและกลายเปน็ ดาวเคราะห์ทเ่ี ป็นบริวารของดวงอาทิตย์ เปน็ ระยะเวลาไม่น้อยกว่า
4,500 ลา้ นปีมาแลว้ ในชว่ งแรกๆ โลกเปน็ ของแขง็ กอ้ นกลมอดั กนั แนน่ และร้อนจัด ต่อมาจึงเยน็ ตัวลง เมอื่ โลกเย็นตวั ลงใหม่ๆ นัน้
ไม่ไดม้ สี ภาพท่ัวไปดังเชน่ ในปัจจบุ ันและไม่มีสง่ิ มชี ีวิตอาศยั อย่เู ลย โลกใชเ้ วลาปรับสภาพอยปู่ ระมาณ 3,000 ลา้ นปี จงึ เรมิ่ มี
ส่ิงมีชีวติ เลก็ ๆ เกดิ ขนึ้ และใช้เวลาวิวฒั นาการอีกประมาณ 1,000 ลา้ นปี จงึ ไดม้ ีสภาพแวดลอ้ มท่ัวไปคล้ายคลงึ กบั ทป่ี รากฏใน
ปจั จุบนั
ในสมัยโบราณ มนษุ ย์เคยเชอ่ื กนั วา่ โลกมสี ัณฐานแบนคลา้ ยจานข้าว นักเดินเรือในสมัยนนั้ จงึ ไมก่ ล้าเดินทางไปในมหาสมทุ ร
ไกลๆ เพราะกลวั ว่าจะตกขอบโลกออกไป ต่อมามกี ารเดินเรือรอบโลกโดย เฟอรด์ นิ านด์ มาเจลแลน (Ferdinand Magellan) นกั
เดินเรอื ชาวโปรตุเกสซง่ึ สามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกมีสัณฐานกลม และในปจั จุบันมกี ารส่งดาวเทยี มหรอื ยานอวกาศออกไปนอกโลก
ในระยะไกลและถา่ ยภาพโลกไว้ จากภาพถา่ ยเหลา่ น้ันก็ปรากฏชัดว่าโลกมสี ณั ฐานกลม
ขนาดของโลกเมื่อวดั ระยะทางในแนวเสน้ ศูนยส์ ตู รจะได้ความยาวประมาณ 12,756 กโิ ลเมตร และวดั ในแนวข้วั โลกเหนือ-ใต้
ยาวประมาณ 12,719 กิโลเมตร ทาให้โลกมีลกั ษณะกลมแป้นเหมอื นผลสม้ ที่ตรงกลางปอ่ งเลก็ นอ้ ยและขั้วโลกท้ังสองมีลกั ษณะแบน
โลกมีการเคลอ่ื นท่ตี ลอดเวลาโดยหมนุ รอบตวั เองใชเ้ วลาประมาณ 24 ชวั่ โมงและหมุนรอบดวงอาทิตย์ดว้ ยความเร็ว 106,200
กโิ ลเมตรต่อชว่ั โมง ใช้เวลาประมาณ 364 ¼ วัน
เมอื่ พจิ ารณาถงึ สว่ นประกอบของโลกพบวา่ โลกมสี ่วนประกอบท่ีสาคญั อยู่ 4 สว่ นคอื
1.ธรณภี าค (Lithosphere) คือ แก่นโลกและเปลือกโลกส่วนทร่ี วมตัวเปน็ ของแขง็ ไดแ้ ก่ ดิน หนิ แร่ธาตุ
2.อทุ กภาค (Hydrosphere) คือ สว่ นทีเ่ ปน็ ของเหลวหรอื พ้นื นา้ ท่ปี กคลมุ ผิวโลก เชน่ ทะเล มหาสมทุ ร รวมถึงนา้ ใตด้ นิ ไอนา้ ใน
อากาศและน้าท่เี ป็นน้าแขง็ ขว้ั โลกด้วย
3.บรรยากาศภาค (Atmosphere) คือ เปลอื กโลกส่วนทเ่ี ป็นก๊าซอยเู่ หนือผิวโลก ทาใหเ้ กิดลกั ษณะภูมอิ ากาศ (Climate) และ ลม
ฟา้ อากาศ (Weather) ก๊าซต่างๆ บนโลกเรานี้ประกอบดว้ ยไนโตรเจนร้อยละ 78
กา๊ ซออกซิเจนรอ้ ยละ 21 และก๊าซอนื่ ๆ เชน่ คาร์บอนไดออกไซด์ อารก์ อน ฮีเลียม อกี ร้อยละ 1
4.ชวี ภาค (Biosphere) คือ ส่งิ มชี วี ติ บนพื้นผิวโลกท้ังบนบก ในดิน ในนา้ และในอากาศ เช่น มนษุ ย์ สตั ว์ พืช
ขอทงวโปีลก continents 2
of
the world
“
ทวปี หมายถึง แผน่ ดนิ ขนาดใหญท่ ่เี ชือ่ มต่อกันบนพ้นื โลก การแบง่ ทวปี ในโลกไมม่ มี าตรฐานท่แี น่นอน โดยท่วั ไปทวีปต้องเป็นพ้นื
กว้างใหญ่ ไม่รวมพน้ื ทีท่ ีจ่ มอยใู่ ตน้ ้า และมเี ขตแดนเดน่ ชัดทางภมู ิศาสตร์ แมว้ ่าบางคนเชือ่ วา่ ในโลกมีทวปี อยู่ 4-5 ทวปี แตส่ ่วนใหญ่
จะนับได้ 6-7 ทวีป การแบง่ ทวปี ที่ไม่ชดั เจน ทาให้เกิดการขัดแยง้ กันอยู่ 2 กรณีใหญ่ๆ คอื ทวีปยโุ รปกับเอเชยี ควรแยกกันหรอื
รวมกนั เป็นทวปี ยูเรเชีย (Eurasia) และทวีปอเมรกิ าเหนอื กบั ทวปี อเมรกิ าใต้ควรแยกกนั หรือรวมกันเปน็ ทวีปอเมรกิ า
นักภมู ศิ าสตร์บางทา่ น (ส่วนนอ้ ย) คิดวา่ ควรรวมยโุ รป เอเชีย และแอฟริกา เปน็ ทวีปยรู าเฟรเชยี (Eurafrasia) (ดู ทวปี แอฟรกิ า-
ยูเรเชยี ) โรงเรียนในสหรัฐอเมรกิ าสอนว่ามี 7 ทวีป ขณะทีอ่ เมรกิ าเหนอื สอนว่ามี 6 ทวปี (รวมยุโรปกับเอเชียเป็นยเู รเชีย) ยโุ รป
อเมริกาใต้ รวมท้ังสหราชอาณาจักรและเม็กซโิ ก สอนว่ามี 5 ทวีป (รวมอเมริกาเหนอื กับอเมรกิ าใตเ้ ป็นทวปี อเมรกิ า ไมม่ ที วปี แอน
ตาร์กตกิ า) ในกฬี าโอลิมปิกแยกโลกเปน็ 5 ทวีป (ตามสญั ลักษณห์ ว่ ง 5 วง) ตามทวีปท่มี ีคนอาศยั อย่ถู าวร (ไม่รวมทวปี แอนตาร์
กตกิ าทม่ี ีคนอยชู่ ั่วคราว และควบรวมอเมรกิ าเหนือกับอเมริกาใตเ้ ปน็ ทวีปอเมริกา) เราอาจรวมทวปี เป็น มหาทวปี
(supercontinent) หรือแบง่ ยอ่ ยเปน็ อนุทวีป (subcontinent) ก็ได้ แตก่ ็ไมม่ นี ิยามทแี่ น่นอนชดั เจนเช่นกนั ส่วนเกาะตา่ งๆ โดย
ปกติจะกาหนดใหเ้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของทวีปที่อยใู่ กลเ้ กาะน้นั ท่ีสุด ดงั น้นั หมู่เกาะบริติช (British Isles) จึงเปน็ สว่ นหนึ่งของยุโรป
บางครงั้ จะพบว่ามีการใชค้ าวา่ โอเชียเนยี (Oceania) โดยหมายถงึ ประเทศออสเตรเลียและหมเู่ กาะในมหาสมทุ รแปซฟิ ิก รวมท้งั
ประเทศนวิ ซแี ลนด์. บางครงั้ ก็กาหนดให้ออสเตรเลยี (อาจรวมถึงนิวซีแลนด์) เป็นทวปี ทวปี หนง่ึ โดยหมเู่ กาะในมหาสมุทรแปซฟิ ิก
ไม่ไดอ้ ยูใ่ นทวปี ใดๆ เลย ในองั กฤษ คาวา่ "the Continent" มักหมายถงึ ทวีปยโุ รป โดยไม่รวมบรเิ ตนใหญก่ ับไอร์แลนด์ เชน่ เดยี วกนั
คาว่า "the Subcontinent" มักหมายถงึ ประเทศอนิ เดยี
พน้ื ผวิ โลกของเราประกอบดว้ ยพน้ื ผวิ ทเ่ี ปน็
แผน่ ดนิ ประมาณรอ้ ยละ 30 และสว่ นท่ีเปน็ พน้ื นา้ ประมาณร้อยละ 70 ในสว่ นที่เปน็ พน้ื
แผ่นดนิ แบ่งออกเป็นทวีปต่าง ๆ ได้เป็น 7 ทวีปด้วยกัน คอื
1. ทวีปยุโรป 5. ทวีปแอฟรกิ า ทวปี เอเชยี เปน็ ทวีปขนาดใหญ่ท่ีสดุ ในจานวนทวปี ตา่ ง ๆ ของโลก จงึ เปน็ เหตุให้เป็นทวีปทมี่ ีความ
2. ทวปี เอเชีย 6. ทวีปออสเตรเลีย หลากหลายทางด้านลกั ษณะทางกายภาพ สงั คมและวัฒนธรรม เป็นอยา่ งมาก จนไดร้ บั สมญาวา่
เปน็ ดนิ แดนแห่งความแตกต่าง เช่นมสี ว่ นของแผน่ ดนิ ทีส่ งู และต่าทีส่ ุดในโลก มีลักษณะภมู อิ ากาศที่
3. ทวีปอเมรกิ าเหนือ 7. ทวปี แอนตารก์ ติกา รอ้ นและหนาวเยน็ ท่ีสดุ เป็นต้น
4. ทวปี อเมริกาใต้
3
1
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง
ทางกายภาพของโลก
ด้านธรณภี าค
(Lithosphere)
4
1.1 ทฤไหษลฎขีกอางรทเวลปีือ่ น
อลั เฟรด เวเกเนอร์
นกั ธรณีฟิสกิ ส์ชาวเยอรมนั ตัง้ สมมติฐานว่า แต่เดิม
โลกมีแผ่นดินกว้างใหญ่เพียงผืนเดียวเรียกว่า
“พันเจีย” ส่วนมหาสมุทรทั้งหมดเรียกว่า “พันทาลัส
ซา” และ “ทะเลเททิส” ซึ่งต่อมาพันเจียได้แยกออกจา
กนั กลายเป็นทวปี ตา่ งๆ ดังเชน่ ปจั จบุ นั
ภาพแสดงการเลื่อนไหลของของทวปี ตามทฤษฎีของอัลเฟรด เวเกเนอร์
225 ลา้ นปกี อ่ น 135 ลา้ นปีกอ่ น
ปจั จบุ นั
1.2 5
แผ่นดนิ ไหว
เกิดจากการเคลือ่ นตัวของเปลอื กโลก
บริเวณแนวรอยเลือ่ นของเปลอื กโลก หรอื การปะทุ
ของภเู ขาไฟ ทาให้เกดิ การสั่นสะเทือนของแผ่นดิน
ซ่งึ หากเกิดการส่ันสะเทือนอยา่ งรนุ แรง จะสรา้ ง
ความเสียหายแก่สง่ิ มีชวี ติ และ
ส่ิงกอ่ สรา้ งเป็นจานวนมาก
ภาพแบบจาลองการเกดิ แผ่นดนิ ไหว
ตาแหน่งและการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก
6
1.2 แผ่นดินไหว
ปจั จยั การเกดิ แผน่ ดนิ ไหว
จากธรรมชาติ จากการกระทาของมนษุ ย์
เปลือกโลกเคล่อื นที่ การเก็บกักน้าในเข่ือนขนาดใหญ่
รอยเลอื่ นขยบั ตวั การระเบิดจากการทาเหมืองแร่
ภเู ขาไฟปะทุ การทดลองอาวุธนวิ เคลียร์
ถ้าใต้ดินระเบดิ การสบู นา้ ใต้ดินมาใชม้ ากเกินไป
อกุ กาบาตพุ่งชนโลก การผลติ น้ามนั และแกส๊ ธรรมชาติ
แนวทางการปอ้ งกนั และระวงั ภัยจากแผน่ ดนิ ถลม่
- จัดเตรียมเครื่องอุปโภค บริโภค ยารักษาโรคไว้ให้
พรอ้ ม
- ห้ามใช้ลิฟต์ขณะเกิดแผ่นดินไหว และควรหลบอยู่
บริเวณใตโ้ ต๊ะหรือท่กี าบงั ท่ีปลอดภัยจากการร่วงหล่น
ทับของสิ่งของ
- หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้สิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่น อาคาร
สงู เสาไฟฟ้า กาแพง เป็นตน้
- หากกาลังขับรถให้หยุดรถและอยู่ในรถจนกว่า
แผน่ ดนิ ไหวสงบ
- หากอยู่ใกลช้ ายฝ่ังทะเลให้รีบขึ้นที่สูง เพราะอาจเกิด
คลืน่ สนึ ามิได้
7
1.2 แผ่นดินไหว
ผลกระทบจากแผน่ ดนิ ไหว
ขนาดแผน่ ดนิ ไหว ระดบั ผลกระทบ
(รกิ เตอร)์ ความรนุ แรง
1.9 ลงไป ไมร่ สู้ กึ ไม่มี
2.0 - 2.9 เบามาก รูส้ ึกถึงแรงสั่นสะเทือนไดบ้ า้ งเลก็ น้อย
3.0 - 3.9 เบามาก รสู้ ึกถงึ แรงสัน่ สะเทือน สร้างความเสยี หายไดบ้ า้ ง
4.0 - 4.9 สิ่งของในบา้ นส่ันไหว เกดิ ความเสียหายเล็กน้อย
5.0 - 5.9 เบา สิ่งก่อสร้างที่ไม่มั่นคงเสยี หาย
6.0 - 6.9 ปานกลาง สรา้ งความเสียหายคอ่ นข้างรนุ แรงในรัศมี 80 กม.
7.0 - 7.9 สร้างความเสียหายรุนแรงในบริเวณกวา้ ง
8.0 - 8.9 แรง สรา้ งความเสียหายรนุ แรงในรัศมีประมาณ 100 กม.
9.0 ขน้ึ ไป รุนแรง ลา้ งผลาญทุกส่งิ ในรัศมีกว่า 1,000 กม.
รนุ แรงมาก
รุนแรงมาก
8
1.3 แปผรน่ ะดเทินศไหไทวยใน
ความรุนแรงนอ้ ยกวา่ III เมร์กลั ลี
ความรนุ แรง III - V เมร์กัลลี
ความรุนแรง V - VII เมรก์ ัลลี
ความรนุ แรง VII - VIII เมร์กัลลี
9
1.4 การเกดิ ภูเขาไฟ
ภเู ขาไฟเกดิ จากการปะทขุ องหนิ หนดื แก๊ส
และเถา้ ธุลีภเู ขาไฟจากใต้เปลือกโลก ซง่ึ การปะทุ
ของภเู ขาไฟสง่ ผลให้เกดิ ความเสยี หายตอ่ ชีวิต
และ ทรพั ย์สนิ รวมท้ังยังทาให้สภาพอากาศ
เปล่ียนแปลง ในขณะเดยี วกันก็ทาใหพ้ นื้ ดนิ
มคี วามอดุ มสมบรู ณ์เพ่มิ มากข้นึ
ภาพแบบจาลอง
แสดงสว่ นประกอบตา่ งๆ ของภเู ขาไฟ
ภาพแสดงเขตภูเขาไฟของโลก
10
1.5 ภูเขาไฟปะทุ
ปจั จยั การเกดิ ภูเขาไฟปะทุ
การปะทุของภเู ขาไฟ เกิดจากมีการสะสม
ของความร้อนอย่างมากบริเวณทเ่ี กิดภูเขาไฟ
ทาให้มีแมกมา ไอน้า และแก๊สสะสมตวั อยมู่ าก
ข้นึ เรอ่ื ยๆ ซงึ่ กอ่ ให้เกดิ ความดันความร้อนสงู
เม่ือถงึ จุดหนึง่ จึงระเบิดออกมา
ภเู ขาไฟแบบโล่ ภเู ขาไฟแบบสลับช้ัน
ภเู ขาไฟแบบกรวยกรวด ภูเขาไฟแบบกรวยสงู
11
1.5 ภเู ขาไฟปะทุ
12
1.5 ภูเขาไฟปะทุ
ผลกระทบจากภูเขาไฟปะทุ
- สร้างความสญู เสียแก่ชีวติ และทรพั ย์สนิ
- เกดิ มลภาวะทางอากาศและทางน้า ซ่ึงเปน็
อันตรายตอ่ สิง่ มีชวี ติ
- ควันหรือเถ้าถา่ นจากการปะทขุ องภเู ขาไป
เป็นอุปสรรคต์ อ่ ระบบขนส่ง โดยเฉพาะ
การขนสง่ ทางอากาศ
- การปะทุของภเู ขาไฟใตท้ อ้ งทะเล
อาจก่อใหเ้ กิดสนึ ามติ ามมา
ปกทาารใระหเปท้ปะศทรอะุขชินอาโงดชภนนูเขกเี ซาวยี ไา่ฟเม6ส,อื่นิ0า0พบ0.งัศค.บน2นต5เก้อ5งา6อะสพุมยาพตรอาอตกะจวาันกตพกื้นท่ี
แนวทางการป้องกนั และระวงั ภัยจากภเู ขาไฟปะทุ
- ตดิ ตามการพยากรณแ์ ละการเตอื นภยั จากหน่วยงาน
หรอื สอ่ื ต่างๆ อยา่ งใกล้ชดิ
- ผทู้ อ่ี ยใู่ นพื้นท่เี สี่ยงภยั ควรเตรยี มความพรอ้ มในการ
อพยพ และควรแสวงหาความรเู้ ก่ียวกบั การระวังภัย
จากเหตภุ เู ขาไฟปะทุเพ่มิ เติม
- อบรมสรา้ งความรเู้ กยี่ วกบั ภเู ขาไฟและการระวงั ภัย
จากภเู ขาไฟปะทุ รวมท้ังฝึกซอ้ มการอพยพ
แผนท่ีแสดงจังหวัด13
1.6 ในทป่ีมรภี ะเเู ทขาศไไฟทย
ในประเทศไทยมภี เู ขาไฟ ซง่ึ เป็นภูเขาไฟทด่ี บั
แลว้ อย่เู กือบทุกภมู ภิ าค
ภูเขาไฟภพู ระอังคาร จ.บุรีรมั ย์
ภเู ขาไฟดอยผาคอกหินฟู จ.ลาปาง
14
1.7 แผน่ ดนิ ถล่ม
LANDSLIDES
ปจั จยั การเกดิ แผน่ ดนิ ถลม่
จากธรรมชาติ จากการกระทาของมนษุ ย์
- แผ่นดินไหวขนาดรนุ แรง - การขดุ ดนิ บรเิ วณไหลเ่ ขา
- ฝนตกหนกั ต่อเนอื่ ง - การขุดดนิ เพอื่ กอ่ สรา้ งอาคาร
- ภูเขาไฟปะทุ - การบดอัดดนิ เพือ่ การกอ่ สร้าง
- การเปล่ียนแปลงของน้าใต้ดนิ - การสูบน้าใต้ดนิ มาใช้มากเกนิ ไป
- การกัดเซาะของฝงั่ แมน่ ้า - การทาลายปา่ ไม้เพ่อื ใชท้ าการเกษตร
- หมิ ะตกหนกั หรอื หิมะละลาย
- คลนื่ สนึ ามิ
ผลกระทบจากแผน่ ดนิ ถล่ม
- สรา้ งความเสียหายให้แก่ชีวติ ทรพั ย์สิน และระบบสาธารณูปโภค
- พน้ื ท่ที างการเกษตรและสภาพแวดล้อมโดยรอบไดร้ ับความเสียหาย
ความเสยี หายจากแผ่นดินถล่ม - ทาให้ดินเสือ่ มคุณภาพ
ในประเทศโบลเิ วีย เมอื่ พ.ศ. 2554 - อาจสรา้ งความเสียหายต่อเข่ือนได้
แนวทางการปอ้ งกนั และระวงั ภัยจากแผ่นดนิ ถลม่
- หลกี เลย่ี งการสร้างท่ีอยู่อาศยั ใกลก้ ับไหล่เขา ทลี่ าดชัน และลานา้
- หากพบว่าสีนา้ ตามลาหว้ ยมีสีแดงขนุ่ ๆ หลังฝนตกหนกั ตอ่ เนื่อง
ให้เตรยี มตวั อพยพออกจากพนื้ ท่ี
- ลดการตัดไมท้ าลายปา่ และการปลูกพชื บริเวณเชิงเขา การปลกู หญา้ แฝกเปน็ อกี หนึ่งแนวทาง
ในการปอ้ งกนั แผน่ ดินถล่ม
15
2
ผลกระทบของการเปลย่ี นแปลง
ทางกายภาพของโลก
อุทกภาค
(Hydrosphere)
16
2.1 ปรเาอกลฏนกโี ญารณ์
เกิดจากกระแสน้าอนุ่ ไหลย้อนกลบั จากบริเวณ
ศนู ย์สูตรทางมหาสมทุ รแปซฟิ ิกตะวนั ตก เน่ืองจากลม
สนิ คา้ มีกาลงั ออ่ นลง ส่งผลกระทบ คอื บริเวณท่เี คยมี
ฝนตกชุกกลับแหง้ แลง้ บริเวณที่เคยแห้งแลง้ กลบั มฝี น
ตกชกุ ซงึ่ อาจทาใหเ้ กดิ ไฟ ไหมป้ ่า และพายหุ มุน
ทิศทางการไหลของกระแสนา้ ในภาวะปกติ
ทศิ ทางการไหลของกระแสน้าทท่ี าให้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ
17
2.2 ปรเาอกลฏนกิญาารณ์
เป็นปรากฏการณ์ท่ผี ิวนา้ ของมหาสมุทรแปซฟิ ิกแถบเส้นศนู ย์สูตรเยน็ ลง ส่งผลให้
บริเวณทม่ี ีฝนตกย่ิงมีฝนตกชกุ มากขน้ึ บริเวณทแ่ี ห้งแล้งยงิ่ แหง้ แลง้ หนัก
ภาพแสดงความผดิ ปกติของอณุ หภมู ิผิวน้าทะเลในเดือนพฤศจกิ ายน พ.ศ. 2550
ทาใหเ้ กิดปรากฏการณ์ลานิญา
18
2.3 สนึ ามิ TSUNAMI
ปจั จยั การเกิดสึนามิ
- แผ่นดนิ ไหวรุนแรงใตท้ อ้ งทะเล
- การปะทุของภเู ขาไฟใกล้มหาสมุทร
- การเกดิ แผ่นดนิ ถล่มใต้ทะเลหรือใกลฝ้ ั่ง
- การเคล่ือนตัวของแผน่ เปลือกโลก
- การพุง่ ชนของอุกกาบาตขนาดใหญ่ในมหาสมุทร
- การทดลองระเบดิ นวิ เคลยี ร์ใต้ทะเล สึนามใิ นประเทศญ่ีปุ่น เมอ่ื พ.ศ. 2554
เกิดจากแผ่นดนิ ไหวใต้ทอ้ งทะเลขนาด 8.9 รกิ เตอร์
ผลกระทบจากสึนามิ
- สร้างความสญู เสยี แก่ชวี ิตและทรพั ย์สนิ
- ทาใหแ้ ผน่ เปลือกโลกขยับ คา่ ทาภูมิศาสตรเ์ กิดการคลาดเคลอ่ื น
- สภาพพื้นที่บริเวณชายหาดเปล่ียนแปลงในเวลาอันสนั้
- สง่ ผลกระทบต่อระบบนเิ วศ
- ผปู้ ระกอบอาชพี บรเิ วณชายฝ่งั ได้รับความเดอื ดรอ้ น
- การทอ่ งเท่ยี วซบเซา
ความเสยี หายจากสนึ ามิ เม่อื พ.ศ. 2547
ในประเทศอนิ โดนเี ซีย
แนวทางการปอ้ งกนั และระวงั ภัยจากสนึ ามิ
ออกจากบริเวณชายฝั่ง เมอ่ื ทราบวา่ มแี ผ่นดนิ ไหวเกิดขนึ้
หากเห็นวา่ ระดับนา้ ทะเลลดลงอย่างรวดเร็วหลังเกิดแผ่นดินไหว ใหร้ บี อพยพขนึ้ ทีส่ งู
หลกี เลยี่ งการกอ่ สร้างใกลช้ ายฝั่งท่ีมีความเส่ยี งสงู ตอ่ การเกดิ สนึ ามิ
เม่ือทราบวา่ เกิดสนึ ามิขนึ้ หากอยูใ่ นเรือที่จอดอย่ใู นท่าเรอื หรอื อา่ วใหร้ บี นาเรอื ออกไปกลางทะเล
19
2.4 อุทกภัย FLOOD
ปจั จยั การเกดิ อทุ กภยั
เหตกุ ารณ์น้าท่วมครั้งใหญ่บรเิ วณที่ราบลุ่มแมน่ ้าเจ้าพระยา
เมื่อ พ.ศ. 2554 - ฝนตกหนกั และต่อเนือ่ งยาวนาน
- สภาพพืน้ ทเ่ี ป็นทรี่ าบลมุ่
- น้าทะเลหนนุ
- พ้ืนทรี่ องรบั นา้ ตืน้ เขนิ
- มสี ิ่งกีดขวางทิศทางการไหลของน้า
ผลกระทบจากอุทกภัย
- สรา้ งความเสียหายให้แกช่ วี ิต ทรัพยส์ ินและระบบสาธารณปู โภค
- เกดิ ความเสยี หายทางเศรษฐกิจ
- เส้นทางการคมนาคมถูกตัดขาด ระบบการขนสง่ ได้รับความเสียหาย
- พืน้ ท่ีเกษตรกรรมไดร้ บั ความเสยี หาย ทาใหเ้ กษตรกรไดร้ ับ
ความเดอื ดรอ้ น
แนวทางการปอ้ งกนั และระวงั ภยั จากอทุ กภยั
- ไมส่ รา้ งส่ิงกดี ขวางทางนา้
- ขุดลอกลานา้ เพอื่ ลดการต้ืนเขิน
- บริหารจัดการน้าส่วนเกนิ
การนาถุงทรายมาทาเขื่อนเพือ่ ปอ้ งกันน้าท่วมช่วยบรรเทาความเสียหายได้ - ติดต้ังระบบเตอื นภยั ล่วงหน้า
แต่อาจก่อให้เกิดปัญหาทอ่ ระบายน้าอุดตันหากขาดการบริหารจัดการท่ีดี - ติดตามขา่ วการพยากรณ์อากาศ
20
2.5 น้ากัดเซาะชายฝง่ั
COASTAL EROSION
ปจั จยั การเกดิ น้ากดั เซาะชายฝ่งั
- เกิดธรณีพบิ ัตภิ ยั บรเิ วณชายฝ่ัง
- การเปลีย่ นแปลงของสภาพอากาศที่ทาใหร้ ะดับนา้ ทะเลสงู ข้ึน
- โครงสรา้ งทางธรณใี ต้ท้องทะเลเกิดการเปล่ียนแปลง
- ปรมิ าณตะกอนไหลลงทะเลลดลง
- การทากิจกรรมของมนุษยบ์ นชายฝั่ง
นา้ ทะเลกดั เซาะถนนเลียบชายฝั่งในพ้ืนทีจ่ ังหวัดสงขลา
ผลกระทบจากนา้ กดั เซาะชายฝง่ั
- ระบบนิเวศบรเิ วณชายฝ่งั ไดร้ บั ความเสยี หาย
- การท่องเทยี่ วไดร้ ับความเสียหาย
- สิ่งปลูกสร้างบรเิ วณชายฝั่งเสียหาย ประชาชน
สญู เสียทีด่ นิ และต้องอพยพออกจากพ้นื ท่ี
พืน้ ทีถ่ กู นา้ ทะเลกัดเซาะบริเวณบา้ นขุนสมทุ รจนี
จังหวดั สมุทรปราการ
แนวทางการป้องกนั และระวงั ภยั จากนา้ กดั เซาะชายฝ่ัง
- ฟนื้ ฟแู ละอนรุ ักษ์ป่าชายเลน
- สร้างเขอื่ นกนั คล่ืนหรอื สร้างกาแพงกันตลิง่
- สรา้ งปะการงั เทยี ม
21
3
ผลกระทบของการเปล่ยี นแปลง
ทางกายภาพของโลก
บรรยากาศภาค
(Atmosphere)
22
3.1 พายุหมนุ
เกดิ ขนึ้ ความแตกตา่ งของความกดอากาศ ทาให้มีลมพัดหมุนเวียนเขา้ สจู่ ุดศูนยก์ ลาง
ความกดอากาศต่า เกดิ เป็นลมพายหุ มุนทม่ี คี วามเรว็ ลมมาก ซ่งึ สร้างความเสยี หายแก่ชีวิต
และทรัพย์สินเป็นบริเวณกวา้ งเม่ือพัดขึน้ ฝ่ัง
ความเสยี หายในประเทศฟิลิปปินสจ์ ากอิทธพิ ลของพายุไตฝ้ นุ่ ไห่เยียน
เมือ่ พ.ศ. 2556
23
3.2 วาตภยั STORMS
ปัจจยั การเกดิ วาตภัย
เกิดข้นึ จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไดแ้ ก่
- พายุหมนุ เขตร้อน
- ลมงวงหรอื พายุทอร์นาโด
- พายฤุ ดรู ้อน
พายุหมนุ เขตรอ้ น พายทุ อรน์ าโด
ภาพความเสียหายจากพายุไซโคลนนาร์กีส
ผลกระทบจากวาตภัย ในประเทศเมียนมาร์ เมือ่ พ.ศ. 2551
- สง่ิ ปลูกสร้างและสิ่งแวดลอ้ มไดร้ ับความเสียหาย
- เกิดภยั แผน่ ดินถลม่ น้าปา่ ไหลหลากและเกิดอุทกภัยตามมา
- คลน่ื ลมในทะเลมีกาลังแรงเรอื ประมงได้รบั ความเสียหายและเกิดน้ากัดเซาะชายฝง่ั
แนวทางการปอ้ งกนั และระวงั ภยั จากวาตภยั
- ตดิ ตามข่าวสารและประกาศเตอื นจากหน่วยงาน
ต่างๆ อยา่ งใกล้ชิด
- เตรยี มเคร่ืองบรโิ ภคอุปโภคและเวชภัณฑต์ ่างๆ
ใหพ้ รอ้ มในการอพยพ
- ขณะเกิดวาตภยั ควรพักในอาคารทม่ี ่นั คงแขง็ แรง ไมอ่ อกมาในทโ่ี ลง่
- ตดั กิง่ ไมท้ อ่ี าจโคน่ ล้มมาทบั บ้านเรือน และตรวจสอบเสาไฟฟา้ และสายไฟฟ้าบริเวณที่พัก
24
3.3 ภาวะโลกรอ้ น
GLOBAL WARMING
ปจั จยั หลักของภาวะโลกรอ้ น
คือ การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ซงึ่ เกิดจากการปล่อย
แก๊สเรอื นกระจก สู่ชน้ั บรรยากาศ จากการกระทากจิ กรรมต่างๆ
ของมนษุ ย์ เชน่ การทาการเกษตร อุตสาหกรรม การคมนาคม
ขนส่ง การตัดไม้ ทาลายปา่ เป็นตน้
ผลกระทบจากภาวะโลกรอ้ น กาเปรกใน็ ชาหบ้ รนรปงึ่ิกลแาน่อรยวรทแถกาโดส๊งใเยนรสือกานารรกสชรา่วะธจยากลรดณะ
- เกิดภัยธรรมชาติรนุ แรงบอ่ ยคร้งั เช่น พายุหมุน ไฟปา่ ภยั แลง้ เป็นต้น
- ระดบั นา้ ทะเลสูงขนึ้ ทาใหเ้ กดิ ปญั หาชายฝงั่ ถกู กัดเซาะ
แนวทางการปอ้ งกนั และระวงั ภยั จากสภาวะโลกร้อน
- ลดปรมิ าณการใชพ้ ลาสตกิ
- ใช้ทรพั ยากรทกุ สิง่ อยา่ งคมุ้ คา่
- ประหยดั การใชพ้ ลังงานสนิ้ เปลอื ง
- สนับสนุนสินคา้ และผลิตผลจากท้องถน่ิ
25
4
ผลกระทบของการเปลย่ี นแปลง
ทางกายภาพของโลก
ชวี ภาค
(Biosphere)
26
4.1 ปทราางกชฏวี กภาารคณ์
ปรากฏการณจ์ ากชวี ภาค
ชวี ภาค (Biosphere) หมายถงึ บรเิ วณของผิวโลก รวมท้งั ในบรรยากาศและใตด้ นิ ที่มสี งิ่ มชี ีวติ
เกิดขนึ้ ทั้งทมี่ ชี วี ติ อยแู่ ละตายไปแลว้ ได้แก่ พชื สตั ว์ มนุษย์ โดยพนื้ ท่หี รือถนิ่ ท่ีอยอู่ าศัยของ
สงิ่ มชี ีวิตทงั้ พชื และสตั ว์ท่ีมีความสมั พันธก์ ันและมีการปรบั ปรุงตวั ของส่ิงมชี ีวติ ให้เขา้ กบั สภาวะ
แวดลอ้ มของทอ้ งถ่นิ นนั้ ๆ ทัง้ ในด้านบรรยากาศ ธรณีภาค และอทุ กภาค
ปรากฏการณท์ างชวี ภาคของพชื
- ลกั ษณะทางกายภาพของพชื
พืชมอี งค์ประกอบทาง ชีวภาพเฉพาะท่ีมคี วามแตกตา่ ง
สามารถเห็นได้ชดั เชน่ ขนาดและความสูงของลาต้น ประเภท
ไมย้ นื ต้น ไม้ลม้ ลกุ ไมเ้ ถา ไมเ้ กาะหรอื กาฝาก การแผ่รม่
เงา ลักษณะของขนาดของใบ รปู รา่ ง เชน่ พืชในเขตแห้งแล้ง
จะมีใบมัน เปน็ ต้น
- การกระจายของพชื พรรณธรรมชาตใิ นโลก
การกระจายของพืชพรรณ จาแนกตามสภาพแวดลอ้ มแบ่ง
ได้ 3 ประเภทตามชวี วัฏจกั ร คอื
(1) พืชที่เจริญเติบโตได้ในนา้ เคม็
(2) พืชท่ีเจริญเตบิ โตได้ในนา้ จดื
(3) พชื ท่เี จริญเติบโตในแผ่นดนิ
27
4.1 ปทราางกชฏีวกภาารคณ์
ปรากฏการณ์ทางชวี ภาคของสตั ว์
สัตว์ในเขตปา่ ดบิ สตั ว์ในเขตป่าอบอุน่
สัตว์ในเขตทุ่งหญา้ สตั ว์ในเขตทะเลทราย
สัตว์ในเขตข้ัวโลก สัตว์ในเขตภูเขา สตั ว์ในมหาสมทุ ร
28
ปฏิสัมพนั ธข์ องพืช
4.2 กับลปกั รษะณเทะศชไวี ทภยาคใน
เกดิ ความหลากหลายของชนดิ พรรณพชื ในประเทศไทย
ปา่ ไมท้ ี่เกิดขน้ึ ตมธรรมชาติ จาแนกตามลกั ษณะวงจรชวี ติ ได้ 2 ประเภท คอื ปา่ ไม่ผลดั ใบ
และป่าผลดั ใบ ดงั นี้
ปา่ ไมผ้ ลดั ใบ เปน็ ปา่ ทม่ี เี รอื นยอดเขียวชอมุ่ ตลอดทง้ั ปี เน่อื งจากมีฝนตกไมต่ ่ากว่า
2,000 มลิ ลเิ มตรตอ่ ปี และมีช่วงแล้งฝนน้อยกว่า 3 เดอื น ปา่ ไม่ผลดั ใบกระจายอยู่ท้ังในบรเิ วณหบุ
เขาทีม่ คี วามช่นื สูงและรมิ ฝง่ั ทะเลตามภมู ิภาคต่างๆ จาแนกได้ 6 ชนิดดงั นี้
(1) ปา่ ดบิ ชนื้ พบในภาคใต้และภาคตะวนั ออกในพ้นื ทซ่ี ึง่ มีความสูงจากระดบั ทะเลปานกลางจนถึง
1,000 เมตร มีภมู ิอากาศแบบป่าฝนเมืองร้อน ซึ่งมฝี นตกเกือบตลอดทั้งปี และมีปรมิ าณมากว่า
2,500 มิลลิเมตรต่อปี มชี ว่ งเวลาความแห้งแล้งสน้ั มาก คือ ไมเ่ กนิ 2 เดอื น อากาศมคี วามชนื้ สูง
ตลอดท้ังปี พันธ์ุไมท้ พี่ บ เช่น ยางขาว ยางแดง ตะเคยี น มะเด่อื หมาก หวาย เฟิน เปน็ ตน้
(2) ปา่ ดบิ แลง้ พบตามภมู ิภาคต่างๆ ในพืน้ ทซี่ งึ่ มคี วามสูงจากระดบั ทะเลปานกลางจนถึง 700
เมตร มปี รมิ าณน้าฝนเฉล่ยี 1,500-2,000 มิลลิเมตรต่อปี ระยะความแห้งแล้ง 2-3 เดอื น พนั ธ์ุไม้
ทพี่ บ เชน่ ยางชนิดต่างๆ ตะเคียน มะคา่ ไผ่ หวาย กระวาน เปน็ ตน้
(3) ปา่ ดบิ เขา พบในพ้ืนทภ่ี ูเขาทีม่ ีความสงู ตงั้ แต่ 1,000 เมตร มีความชน้ื สูงตลอดปจี ากไอน้าและ
ฝน มีปริมาณนา้ ฝนมากกวา่ 1,500 มิลลิเมตรตอ่ ปี พันธุ์ไม้สาคัญ เชน่ ก่อชนิดต่างๆ
มะขามป้อมดง สนใบเล็ก พญาไม้ สนแผง เป็นตน้ โดยตามลาตน้ ของต้นไมจ้ ะมพี ืชเกาะอาศัยอยู่
เชน่ เฟนิ มอสส์ เปน็ ตน้
ปา่ ดิบช้ืน ป่าดิบแล้ง ปา่ ดบิ เขา
29
ปฏสิ ัมพันธ์ของพืช
4.2 กับลปักรษะณเทะศชไวี ทภยาคใน
(4) ปา่ สน พบในบางพน้ื ท่ีที่มอี ากาศหนาวเยน็ ได้แก่ ภาคเหนอื ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาค
ตะวันตกและภาคกลางตอนบน พบในพ้ืนทคี่ วามสูงต้งั แต่ 200-1,600 เมตร พื้นดนิ เปน็ ดินท่ี
ระบายน้าไดด้ ี เชน่ ดินทราย พนั ธุ์ไม้สาคัญ เช่น สนสองใบ สนสามใบ และไม้ท่ีขึน้ ปะปนอยู่ เชน่
เหยี ง พลวง กายาน ก่อต่างๆ สารภดี อย เป็นต้น
(5) ปา่ พรุ ป่าไม้ทเี่ กิดในพน้ื ทล่ี ุ่มต่ามนี ้าท่วมขังชั่วคราว พนั ธุ์ไม้สาคัญ ไดแ้ ก่ ชุมแสง กก กนั เกรา
ปรงทะเล เสมด็ ลาพู ประสัก เหงือกปลาหมอ โกงกาง และ จาก
(6) ปา่ ชายหาด พบบรเิ วณชายฝ่งั ทะเลและสนั ทรายชายฝ่งั ทะเล พนั ธุ์ไม้สาคัญ ไดแ้ ก่ เตยทะเล
จกิ ทะเล และผักบงุ้ ทะเล
ปา่ สน ปา่ ดบิ พรุ
ป่าชายหาด ปา่ ชายเลน
30
ปฏิสัมพนั ธ์ของพชื
4.2 กับลปักรษะณเทะศชไีวทภยาคใน
ป่าผลดั ใบ เป็นป่าท่ีตน้ ไมม้ กี ารท้ิงใบเปน็ ระยะเวลายาวนานในชว่ งฤดูแลง้ พบใน
พื้นทท่ี ีม่ ีช่วงแล้งฝนมากกว่า 5 เดือน โดยป่าผลดั ใบกระจายอยใู่ นภาคเหนอื ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื ภาคกลาง ภาคตะวันตก ปา่ ผลดั ใบมี 3 ชนิด ไดแ้ ก่
(1) ปา่ เบญจพรรณ พบในพน้ื ท่ีซ่ึงมีความสงู จากระดับทะเลปานกลางจนถงึ 1,000 เมตร และมีฝน
ตกปริมาณเฉลย่ี 1,000-1,500 มิลลิเมตรตอ่ ปี พันธ์ุไม้สาคญั ได้แก่ สัก ยาง แดง ประดู่
มะค่าโมง ง้วิ ปา่ พืชชนั้ ล่าง ไดแ้ ก่ ไผ่ และรวก
(2) ปา่ เตง็ รงั หรอื เรียกวา่ ปา่ แดง ปา่ โคก ป่าแพะ เป็นป่าทข่ี ึน้ ได้ในพนื้ ทด่ี นิ ลูกรังสีแดง อย่สู งู จาก
ระดบั ทะเลปานกลางไม่เกนิ 1,000 เมตร พันธุ์ไมส้ าคญั ไดแ้ ก่ พลวง เต็ง รัง พะยอม รกฟา้
กระบก มะขามป้อม ส่วนพชื ชัน้ ลา่ ง ได้แก่ ปรง และหญ้าเพก็
(3) ปา่ หญา้ หรอื ปา่ ละเมาะ เปน็ ป่าทเ่ี กิดขนึ้ เองตามธรรมชาติภายหลงั จากป่าด้งั เดิมถกู ทาลาย
หมด พนั ธ์ุไมส้ าคญั ไดแ้ ก่ กระโถน สีเสยี ด หญ้าคา หญา้ พง และแฝก
ป่าเบญจพรรณ ปา่ หญ้า
ปา่ เตง็ รงั
31
ปฏิสัมพันธข์ องมนษุ ย์
4.3 กบั ลปักรษะณเทะศชไวี ทภยาคใน
มนษุ ย์ใชป้ ระโยชนจ์ ากป่าไมแ้ ละทงุ่ หญา้ เช่น เพ่ือการก่อสรา้ ง ใช้ฟืนเป็น
พลังงาน เปน็ แหลง่ อาหารและยารักษาโรค เปน็ แหลง่ ทอ่ งเท่ยี ว แต่ในปจั จุบนั พื้นทปี่ า่ ไม้ในประเทศ
ไทยได้ลดลงอยา่ งมากจากกิจกรรมต่างๆ ของมนษุ ย์ ซ่ึงสง่ ผลใหส้ ภาพแวดล้อมเสียสมดลุ และ
เกิดปรากฏการณ์หลายประการ ได้แก่
1. การเกิดนา้ ท่วมฉบั พลนั เม่อื ฝนตกต่อเน่ืองหลายวนั ทงั้ นี้เพราะปา่ ไมบ้ นภูเขาถกู
ทาลาย นา้ ฝนจงึ ไหลบา่ ลงจากภเู ขาสู่พนื้ ราบอยา่ งรวดเรว็
2. การขาดแคลนน้าบรเิ วณแหลง่ ต้นน้าลาธารเนื่องจากนา้ ฝนจะไหลลงหว้ ย ลาธาร
โดยไม่มปี ่าไม้ชะลอการไหล จงึ ปรากฏเสมอวา่ นา้ ตกที่เคยมีน้าไหลตลอดปกี ลบั แหง้ ไมม่ ีนา้ ในช่วง
หมดฤดฝู น
3. การเกิดแผ่นดนิ ถล่ม เม่ือมฝี นตกต่อเน่ืองหลายวนั ดินทช่ี ่มุ นา้ มากและขาดพชื ช่วยยึด
เหน่ียวจะเคล่อื นไถลลงมาตามความลาดของภูเขา
4. การเพมิ่ ขนึ้ อย่างรวดเรว็ ของตะกอนท้องนา้ เนอื่ งจากขาดพืชปกคลุมดนิ นา้ จึงชะ
ล้างดนิ สูท่ อ้ งน้า ทาให้ลาน้าตนื้ เขนิ และสามารถรับปริมาณนา้ ไดน้ ้อยลง เมอื่ ฝนตกน้าจึงลน้ ฝ่ัง
เกิดภาวะน้าทว่ มพ้ืนทส่ี องฝงั่ แมน่ ้า
5. น้าทะเลหนนุ เขา้ ไปในลาน้าในระยะทางไกลขึน้ เพราะการตัดไมท้ าลายป่าทาให้ฝนตก
น้อยลง ปริมาณนา้ จืดในลานา้ ทจี่ ะผลักดนั นา้ เคม็ จากทะเลลดนอ้ ยลง โดยนา้ เคม็ จากทะเลจะ
ส่งผลเสียตอ่ การดารงชีวิตของพชื และสัตว์นา้ ในเขตน้าจืด
32
ปฏิสัมพนั ธข์ องสตั ว์
4.4 กับลปักรษะณเทะศชไีวทภยาคใน
เกดิ ความหลากหลายของชนดิ พนั ธสุ์ ตั ว์ในประเทศไทย
ในประเทศไทยพบสัตวเ์ ลย้ี งลูกดว้ ยนม 283 ชนดิ โดยเป็นค้างคาว ถึง
108 ชนดิ (คา้ งคาวกนิ ผลไม้ 18 ชนิด คา้ งคาวกนิ แมลง 89 ชนิด และคา้ งคาวกนิ
สัตวอ์ ื่นเปน็ อาหาร 1 ชนิด) สว่ นสตั ว์อนื่ ๆ ไดแ้ ก่ นกชนิดตา่ งๆ พบมากถงึ 917
ชนดิ สัตว์เลือ้ ยคลาน 298 ชนิด โดยเปน็ งูถงึ รอ้ ยละ 54 กิง้ ก่า จิ้งเหลน ตุก๊ แก
รอ้ ยละ 35 นอกจากนน้ั เป็นจระเขแ้ ละเต่า สัตว์คร่งึ บกคร่ึงนา้ พบ 107 ชนิด
เชน่ กบ เขยี ด อ่ึงอ่าง คางคก เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมคี วามหลากหลายในทะเลไทยท่ีสาคัญ คือ ปะการังที่
สวยงามหลายสายพันธ์ุเปน็ แหล่งท่องเทยี่ วดาน้า ชมความสวยงามของ
ปะการังและปลาสวยงาม สตั ว์ประเภทปลาและสัตว์นา้ พบ 917 ชนดิ ปลาน้า
จืดที่พบมาก เช่น ปลาตะเพียน ปลาหมู ปลาดกุ ปลาเสือ ปลาสวาย
ปลาเน้อื ออ่ น ปลากัด ส่วนปลาทะเล และปลานา้ กร่อยท่พี บมาก เช่น ปลา
กะพงขาว ปลากระบอก ปลาตีน ปลาไส้ตนั ปลากระเบน และ
สัตว์ทะเลอื่นๆ เช่น ปู แมงดา หอย หมึก เป็นตน้
สตั ว์ประเภทแมลงที่พบและมีการตง้ั ช่อื แล้ว 7,000 ชนดิ คิดเป็น
ร้อยละ 10 ของแมลงท้ังหมดในประเทศ สว่ นทีเ่ หลืออีกร้อยละ 90 ยังไม่ได้วนิ จิ ฉยั
หรอื วนิ จิ ฉยั ไม่ได้
ปัจจบุ นั สัตว์ปา่ ในประเทศไทยมีจานวนลดลง สาเหตุจากการลดลงของ
พน้ื ทป่ี า่ ไม้ทีเ่ ปน็ ทอ่ี ย่อู าศยั และแหลง่ อาหารของสตั วป์ า่ รวมถงึ จากการลา่ ของ
มนุษย์ ผลกระทบท่เี กิดขน้ึ คือ สตั ว์เข้าไปหาอาหารในเขตเกษตรกรรม พืชผัก
ผลไมจ้ ึงถกู ทาลาย นอกจากนี้ยงั เกิดภาวะขาดสมดุลโดยแมลงชนดิ ท่ี
ทาลายพืชผลทางการเกษตรมจี านวนเพม่ิ มากข้นึ
33
4.5 WILไฟDปF่าIRE
ปจั จยั การเกดิ ไฟปา่
จากธรรมชาติ จากการกระทาของมนษุ ย์
- ฟา้ ผา่ - การจุดไฟเพอ่ื เกบ็ ของปา่ และล่าสัตว์
- ภเู ขาไฟปะทุ - การเผา่ ไรเ่ พอื่ กาจดั ซากพืช
- กงิ่ ไมเ้ สียดสีกนั - การจดุ ไฟเผาปา่ เพ่ือทาการเกษตร
- แสงแดดตกกระทบกับผลกึ หนิ - การทง้ิ กน้ บหุ รีแ่ ละการกอ่ กองไฟในปา่
- เกิดปฏกิ ิริยาเคมีในดนิ ปา่ พรุ
- การลุกไหม้ในตวั เองของ
สง่ิ มชี ีวิต
ผลกระทบจากไฟปา่ สภาพหมอกควันปกคลุมเมืองเชยี งใหม่ เน่อื งจาก
การเกิดไฟปา่ และการเผาซากพชื ของเกษตรกร
- ส่ิงแวดลอ้ มในป่าถูกทาลาย
- เกิดหมอกควนั ปกคลมุ พ้ืนที่ ซ่งึ เปน็ อนั ตรายตอ่ สขุ ภาพ
และการจราจร
- ตะกอนและข้เี ถา้ จากไฟป่าลงไปปนเป้ือนในแหลง่ น้า
แนวทางการป้องกนั และระวงั ภัยจากไฟปา่
- การทาแนวกันไฟ
- เตรยี มเจ้าหน้าท่ดี บั ไฟป่า
- การปลกู ตน้ ไมเ้ พ่ือใหม้ ีความชุม่ ช้นื
- การสร้างฝายชะลอความชุ่มชน้ื
การสร้างแนวปอ้ งกันไฟป่า - รณรงคป์ อ้ งกนั ไฟป่า
34
การเปลยี่ นแปลง
4.6 CLIMภAูมTอิEาCกHาศANGE
ปจั จยั การเกดิ การสภาพอากาศแปรปรวน การเกดิ จดุ ดับบนดวงอาทิตย์
ทาใหร้ ังสีความร้อนแผม่ ายังโลกมากข้นึ
- ปรากฏการณท์ างดาราศาสตร์
- ปรากฏการณ์ทางธรณีวทิ ยา
- ปรากฏการณ์เรอื นกระจก
ผลกระทบจากการเปลยี่ นแปลงภมู อิ ากาศ
- ปริมาณนา้ ทะเลเพมิ่ สูงขึ้น
- ปริมาณน้าจืดลดลง
- ผลผลิตทางการเกษตรตกตา่ และไดร้ ับความเสียหาย
- ความอุดมสมบรู ณข์ องดินลดลง
- เกดิ ภัยธรรมชาติรนุ แรงมากข้นึ
ภาพเหตกุ ารณน์ ้าท่วมใหญ่
ทางตะวันตกเฉยี งใต้ของจนี เมอื่ พ.ศ. 2556
แนวทางการแก้ไขปญั หาการเปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศ
- พฒั นาและสนับสนนุ การใชพ้ ลงั งานสะอาด
- รณรงคแ์ ละปลูกจิตสานึกให้ประชาชนรักษาสิง่ แวดล้อม
และใช้ทรัพยากรธรรมชาตอิ ย่างรู้คุณค่า
35
4.7 คDวRาOมแUหGง้ แHลTง้
ผลกระทบจากความแหง้ แลง้
- พ้ืนทางทางการเกษตรได้รบั ความเสยี หาย
- ประชาชนขาดแคลนน้าเพ่ือการอปุ โภค บรโิ ภค
- เกิดการขาดแคลนนา้ เพ่อื อุตสาหกรรม การประมง และการผลติ กระแสไฟฟา้
แนวทางการแก้ไขปญั หาความแห้งแลง้
- ปลกู ปา่ ไมท้ ดแทน - จดั ระบบชลประทานให้มปี ระสทิ ธิภาพ
- ลดการปล่อยแกส๊ เรอื นกระจก - ปรบั ปรงุ คณุ ภาพดนิ ใหด้ ขี ึ้น
36
5
สถานการณ์ด้าน
ทรพั ยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอ้ ม
ในประเทศไทย
4
2
37
5.1 และทรทพั ่ดี ยินากรดิน
ทด่ี นิ และทรพั ยากรดนิ ของประเทศไทย
ประเทศไทยมพี นื้ ทที่ ัง้ หมดประมาณ 320,696,886 ไร่ หรอื 513,115 ตารางกิโลเมตร
ซง่ึ ประกอบด้วยพ้นื ท่ที เ่ี ป็นทิวเขา ท่ลี าดเชงิ เขา หบุ เขา ทรี่ าบลุ่มแม่น้า และท่รี าบชายฝงั่ ทะเล
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ ของประเทศไทย
การเปลย่ี นแปลงการใชท้ ดี่ นิ ของประเทศไทย
- ความตอ้ งการใชพ้ น้ื ที่เพอ่ื เกษตรกรรมเพม่ิ ข้นึ
- ความต้องการใชพ้ ืน้ ทีเ่ พ่อื รองรบั การขยายตัวของชุมชนเพิ่มขน้ึ อย่างตอ่ เนือ่ ง
- พืน้ ทป่ี า่ ไม้และพ้ืนท่ีไม่ได้ใชป้ ระโยชนล์ ดลง
- มกี ารใชท้ ี่ดินสรา้ งระบบชลประทานเพ่มิ ขึ้น เนอื่ งจากความตอ้ งการใช้น้ามากข้ึน
38
5.2 ทรัพยากรน้า
ทรัพยากรนา้ ของประเทศไทย
ประเทศไทยมปี ริมาณนา้ ฝนเฉล่ยี ต่อปปี ระมาณ 1,550 มลิ ลิเมตร ซ่ึงจะกลายเปน็ น้าผิวดนิ
และซึมลงสใู่ ต้ดินกลายเปน็ น้าบาดาล โดยนา้ มคี วามสาคญั ตอ่ การดารงชวี ิตของคนไทยในดา้ น
ต่างๆ เช่น ใช้ในการเกษตร อุตสาหกรรม คมนาคม การผลติ กระแสไฟฟ้า การบรโิ ภค เปน็ ตน้
เข่อื นป่าสกั ชลสทิ ธิ์ จงั หวัดลพบรุ ี
การใช้ประโยชนจ์ ากทรพั ยากรน้า
- ใช้ในการอปุ โภคบริโภค
- ใช้ในการเพาะปลูก
- ใช้ในการเพาะเลย้ี งสัตว์น้า
- ใช้ในภาคอตุ สาหกรรม
- ใช้ในการผลิตนา้ ประปาและผลติ กระแสไฟฟา้
- ใช้ในการคมนาคมขนส่ง
- ใช้ในการนนั ทนาการ
สถานการณก์ ารใชน้ า้ ในประเทศไทย
ประเทศไทยมีความตอ้ งการใชน้ า้ เพ่ือการเกษตรและอตุ สาหกรรมเพม่ิ ขึน้ แตเ่ นอ่ื งด้วย
สภาพภมู อิ ากาศของโลกเกิดการเปลีย่ นแปลงทาให้ปริมาณน้าฝนลดนอ้ ยลง ประกอบกับแหล่ง
กักเก็บนา้ ในประเทศไทยยังมีไมเ่ พียงพอ จงึ มกั ประสบปญั หาขาดแคลนนา้ อยูเ่ สมอ โดยเฉพาะ
ในชว่ งหนา้ แล้ง
5.3 39
ทรแัพลยะสาตักวร์ปป่า่าไม้
ทรพั ยากรปา่ ไมแ้ ละสัตวป์ ่าของประเทศไทย
ปัจจุบนั ประเทศไทยมีพนื้ ทีป่ ่าเหลือประมาณรอ้ ยละ
30 ของพ้ืนที่ประเทศ ประกอบดว้ ยปา่ ชนดิ ตา่ งๆ ไดแ้ ก่ ปา่ ดิบ
ช้นื ป่าดิบแล้ง ปา่ ดิบเขา ปา่ สน ป่าชายเลน ปา่ เบญจพรรณ
ป่าเตง็ รัง และป่าพรุ ซ่งึ จากจานวนพน้ื ทปี่ า่ ทลี่ ดลงสง่ ผลให้
จานวนสัตว์ป่าลดลงตามไปดว้ ย
การใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากรป่าไมแ้ ละสัตวป์ า่
ป่าไม้ สตั วป์ า่
- ใชเ้ ปน็ วสั ดกุ อ่ สรา้ งและใช้สอย - ใชเ้ ป็นอาหารและยารกั ษาโรค
- ใช้เปน็ อาหารและยารกั ษาโรค - ใช้ทาเคร่อื งนงุ่ ห่มแลเคร่ืองประดับ
- ใช้เปน็ เชือ้ เพลิง - ช่วยสรา้ งความสมดุลใหก้ บั ระบบนิเวศ
- ชว่ ยป้องกันภยั ธรรมชาติและลดปญั หาโลก - ชว่ ยใหม้ นุษย์ไดส้ ังเกตและเรียนร้สู ญั ญาณ
ร้อน เตือนภยั ธรรมชาติจากสตั ว์
- เปน็ ที่อยู่อาศยั ของสตั ว์
40
5.4 แรแ่ทลระพัพยลางั กงารน
ทรพั ยากรแรแ่ ละพลงั งานของประเทศไทย
ทพพอบบงมมคาาากกซปใในนึง่รภภพะเาาทบคคศวใกา่ไตทลม้ รยาีแัตงหมนลกีปชง่าิโตแารรรตนแ่เิพาลลแยีบะรพมมม่ ลพาางักใบชงใมเ้นาปนาภ็นกชาเในวคนลดิตอาตะ่านวา่วนัางไทนกอยรอโดะกเจปยาล็นเยฉิกตอพไน้นยาตใู่ะนแพ์ ทรบ่ดุกมีบภาุกมู กภิ ตในาะคกภวั่ขาอคเหงเหปลนร็กอืะเททเหอศลงแเก็ชดน่ ง ดแลบี ะุก
การใช้ประโยชนจ์ ากทรพั ยากรแรแ่ ละพลงั งาน
- ใช้ในอตุ สาหกรรมดา้ นต่างๆ
- ใช้ในด้านการเกษตร
- ใช้ในด้านการกอ่ สรา้ งและทาเครือ่ งใชส้ อย
- ใชท้ าเครือ่ งมือดา้ นการแพทยแ์ ละเครื่องประดับ
- ใช้เป็นพลงั งานเชอ้ื เพลงิ
แหลง่ พลงั งานทใ่ี ช้ในประเทศไทย
- พลังงานหมนุ เวยี น เช่น พลงั งานแสงอาทติ ย์ พลงั งานนา้ พลงั งานลม เป็นตน้
- พลังงานที่ใช้แลว้ หมดไป เชน่ ถา่ นหิน ปโิ ตรเลียม เปน็ ต้น
- พลังงานไฟฟ้า เกดิ ขนึ้ จากการนาปโิ ตรเลยี ม ถ่านหนิ แกส๊ ธรรมชาติ พลงั งานนา้ พลงั งาน
แสงอาทิตย์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ มาผลิตเป็นกระแสไฟฟา้
41
6
วิกฤตการณ์ด้าน
ทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอ้ ม
ในประเทศไทย
4
7
วกิ ฤตการณ์ 42
6.1 เก่ียวกับท่ดี ินและ
ทรพั ยากรดนิ
- ความจากัดของจานวนท่ีดิน
- การเปล่ียนสภาพการใชท้ ่ดี นิ
- การเกิดภัยธรรมชาติ
- แผน่ ดินทรดุ ตวั
- ดนิ ขาดความอดุ มสมบรู ณ์
- การพฒั นาอตุ สาหกรรมชุมชนและสาธารณูปโภค
- การขาดกรรมสทิ ธิถ์ ือครองท่ีดินและปัญหาการถือครองทด่ี นิ
วกิ ฤตการณ์ 43
6.2 ทรเพักีย่ยวากกรบั น้า
- การขาดแคลนนา้
- น้าเสยี และสารพษิ ในน้า
- นา้ ทว่ ม
- น้าทะเลหนนุ
- น้าบาดาลลดระดับ
- ความต้ืนเขนิ ของแหลง่ นา้
- การปลูกสิ่งก่อสรา้ งในเขตลาน้า
วิกฤตการณ์ 44
6.3 เกย่ี วกับปา่ ไม้และ
สัตว์ป่า
- การทาปา่ ไม้
- การต้ังชมุ ชน ทีอ่ ยอู่ าศัย และพนื้ ที่เพาะปลูก
- ความต้องการสร้างชุมชนและสาธารณปู โภค
- การทาเหมืองแร่
- การเกดิ ภยั ธรรมชาติ