-1-
ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลส่วนบุคคล
1. ชอื่ (ผ้ขู อรับการประเมนิ ) นางสาวศิริณา รังกล่ิน
2. ตาแหนง่ (ปัจจุบนั ) พยาบาลวิชาชพี ระดบั ปฏบิ ัติการ ตาแหน่งเลขที่ 196898
กลมุ่ งานการพยาบาลผปู้ ่วยอายุรกรรม กลมุ่ การพยาบาล โรงพยาบาลกาฬสนิ ธุ์
สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบตั ิงานจริงที่งานการพยาบาลหนว่ ยควบคมุ การตดิ เชื้อและจา่ ยกลาง
โรงพยาบาลดอนจาน สานักงานสาธารณสุขจังหวดั กาฬสนิ ธ์ุ สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ดารงตาแหนง่ น้เี มอ่ื วันที่ 16 พ.ย. 2558
อัตราเงินเดือนปัจจบุ นั 20,630 บาท
3. ขอประเมินเพ่ือแตง่ ต้ังใหด้ ารงตาแหน่ง พยาบาลวชิ าชีพ (ด้านการพยาบาล) ระดับชานาญการ
ตาแหน่งเลขที่ 196898 กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอายุรกรรม กลมุ่ การพยาบาล โรงพยาบาลกาฬสนิ ธ์ุ
สานกั งานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปฏบิ ัตงิ านจริงท่ีงานการพยาบาลหน่วยควบคุมการตดิ เชื้อและจ่ายกลาง
โรงพยาบาลดอนจาน สานกั งานสาธารณสขุ จังหวัดกาฬสนิ ธ์ุ สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
4. ประวตั สิ ่วนตวั (จาก ก.พ. 7)
เกิดวันท่ี 22 เดือน กันยายน พ.ศ. 2522
อายตุ ัว 40 ปี 6 เดอื น
อายุราชการ 4 ปี 4 เดือน
5. ประวัตกิ ารศึกษา
คณุ วฒุ ิและวิชาเอก ปีทส่ี าเร็จการศึกษา สถาบนั
มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล
ปริญญาพยาบาลศาสตรบัณฑิต พ.ศ. 2546
การพยาบาลเฉพาะทาง พ.ศ.2554 มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
สาขาเวชปฏบิ ัตทิ ั่วไป
(การรกั ษาโรคเบ้ืองตน้ )
6. ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ชอ่ื ใบอนุญาตประกอบวชิ าชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้นหนง่ึ
เลขท่ีใบอนญุ าต 4611095697
วนั ออกใบอนุญาต วันท่ี 24 เดอื นมีนาคม พ.ศ. 2561
วันหมดอายุ วันที่ 23 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2566
-2-
7.ประวตั ริ ับราชการ ตาแหน่ง อัตราเงินเดือน สงั กัด
วนั เดอื นปี
พยาบาลวชิ าชีพ (ลกู จา้ งช่ัวคราว) 10,350 กลมุ่ การพยาบาล โรงพยาบาลนามน
1 มนี าคม 2555
1 ตุลาคม 2555 สานักงานสาธารณสขุ จังหวดั กาฬสนิ ธุ์
1 มนี าคม 2556
1 ตุลาคม 2556 พยาบาลวชิ าชีพ (ลูกจา้ งช่ัวคราว) 11,230 กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลนามน
1 ตลุ าคม 2557
1 ตลุ าคม 2557 สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั กาฬสินธ์ุ
1 ตุลาคม 2558
16 พฤศจกิ ายน 2558 พยาบาลวชิ าชีพ (ลูกจ้างชั่วคราว) 11,760 กลมุ่ การพยาบาล โรงพยาบาลนามน
1 เมษายน 2559 พยาบาลวชิ าชีพ สานักงานสาธารณสขุ จังหวัดกาฬสินธ์ุ
12,210 กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลนามน
1 ตุลาคม 2559
(พนกั งานกระทรวงสาธารณสุข) สานกั งานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธ์ุ
1 เมษายน 2560
พยาบาลวิชาชีพ 12,700 กลมุ่ การพยาบาล โรงพยาบาลนามน
(พนักงานกระทรวงสาธารณสุข) สานกั งานสาธารณสุขจงั หวัดกาฬสนิ ธ์ุ
พยาบาลวิชาชพี 13,470 กลมุ่ การพยาบาล โรงพยาบาลนามน
(พนักงานกระทรวงสาธารณสุข) สานักงานสาธารณสุขจงั หวัดกาฬสินธ์ุ
พยาบาลวชิ าชพี 13,950 กลมุ่ การพยาบาล โรงพยาบาลนามน
(พนกั งานกระทรวงสาธารณสุข) สานกั งานสาธารณสขุ จงั หวัดกาฬสนิ ธุ์
พยาบาลวชิ าชพี ระดับปฏบิ ตั ิการ 16,050 งานการพยาบาลผปู้ ว่ ยใน(เดิม)
กล่มุ การพยาบาล(เดิม)
โรงพยาบาลกาฬสนิ ธุ์
สานักงานสาธารณสขุ จังหวดั กาฬสนิ ธ์ุ
พยาบาลวิชาชีพ ระดับปฏบิ ัติการ 16,580 งานการพยาบาลผปู้ ่วยใน(เดิม)
กลุ่มการพยาบาล(เดิม)
โรงพยาบาลกาฬสนิ ธุ์
สานักงานสาธารณสุขจงั หวัดกาฬสนิ ธุ์
พยาบาลวชิ าชีพ ระดบั ปฏิบตั ิการ 17,110 งานการพยาบาลผู้ป่วยใน(เดิม)
กลุ่มการพยาบาล(เดิม)
โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
สานกั งานสาธารณสขุ จังหวดั กาฬสนิ ธุ์
พยาบาลวิชาชีพ ระดบั ปฏบิ ัติการ 17,770 งานการพยาบาลผู้ป่วยใน(เดิม)
กลุ่มการพยาบาล(เดิม)
โรงพยาบาลกาฬสินธ์ุ
สานกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั กาฬสินธุ์
-3-
7.ประวัตริ ับราชการ ตาแหน่ง อตั ราเงนิ เดือน สังกดั
วนั เดือนปี
พยาบาลวิชาชพี ระดับปฏบิ ตั ิการ 18,390 งานการพยาบาลผู้ป่วยใน(เดิม)
1 ตลุ าคม 2560
กลมุ่ การพยาบาล(เดิม)
1 เมษายน 2561
โรงพยาบาลกาฬสินธ์ุ
1 ตุลาคม 2561
สานักงานสาธารณสขุ จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ
1 เมษายน 2562
พยาบาลวชิ าชพี ระดบั ปฏบิ ัติการ 19,080 งานการพยาบาลผปู้ ่วยใน(เดิม)
1 ตลุ าคม 2562
กลุ่มการพยาบาล(เดิม)
1 เมษายน 2563
โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
สานักงานสาธารณสขุ จังหวดั กาฬสนิ ธุ์
พยาบาลวชิ าชพี ระดบั ปฏิบตั ิการ 19,570 งานการพยาบาลผู้ปว่ ยใน(เดิม)
กลมุ่ การพยาบาล(เดิม)
โรงพยาบาลกาฬสนิ ธ์ุ
สานกั งานสาธารณสุขจังหวดั กาฬสนิ ธ์ุ
พยาบาลวิชาชีพ ระดับปฏิบตั ิการ 20,090 กลุ่มงานการพยาบาลผ้ปู ่วยอายุรกรรม
กลมุ่ การพยาบาล
โรงพยาบาลกาฬสินธ์ุ
สานกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ
พยาบาลวิชาชีพ ระดบั ปฏิบัติการ 20,630 กลุม่ งานการพยาบาลผ้ปู ่วยอายรุ กรรม
กลมุ่ การพยาบาล
โรงพยาบาลกาฬสินธ์ุ
สานักงานสาธารณสขุ จงั หวดั กาฬสินธ์ุ
พยาบาลวิชาชีพ ระดบั ปฏิบัติการ 20,630 กลมุ่ งานการพยาบาลผปู้ ่วยอายุรกรรม
กลมุ่ การพยาบาล
โรงพยาบาลกาฬสนิ ธุ์
สานกั งานสาธารณสุขจังหวดั กาฬสนิ ธุ์
-4-
ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลส่วนบุคคล (ตอ่ )
8. ประวัติการฝึกอบรมและดงู าน
ปี ระยะเวลา หลกั สูตร หนว่ ยงานทจี่ ัดอบรม
2555 2 วนั อบรมเชิงปฏิบตั กิ ารช่วยฟ้นื คืนชีพชนั้ สงู โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
Guideline 2010
2556 14 วนั การปอ้ งกนั และควบคุมการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล สถาบนั บาราศนราดูร
2556 1 วนั ประชุม CPR / NCPR โรงพยาบาลนามน
2556 2 วัน ประชุมการป้องกันการตดิ เช้ือในโรงพยาบาล โรงพยาบาลนามน
2556 1 วัน ประชุมการป้องกันอัคคีภยั ในโรงพยาบาล โรงพยาบาลนามน
2557 2 วัน ประชมุ วิชาการสญั จร ปี 2557 สมาคมศนู ย์กลางงานปราศจากเช้อื
2557 2 วัน ประชมุ การป้องกันและควบคุมการติดเช้ือใน แห่งประเทศไทย
โรงพยาบาลสมเด็จ
สถานพยาบาล จ.กาฬสินธ์ุ ประจาปี 2557 พระยุพราชกฉุ นิ ารายณ์
2558 1 วนั พัฒนาสมรรถนะ เรื่อง การช่วยฟน้ื คืนชีพขน้ั พน้ื ฐาน โรงพยาบาลกาฬสินธ์ุ
2558 1 วนั การบนั ทกึ เวชระเบยี น โรงพยาบาลทา่ คันโท
2559 10 วนั การอบรมโครงการพัฒนาขา้ ราชการใหม่ เขต เขตสขุ ภาพที่ 7กระทรวงสาธารณสุข
สขุ ภาพที่7 หลกั สตู รการเปน็ ข้าราชการทีด่ ี
2559 2 วนั กา้ วข้ามหลุมพรางสูค่ วามยั่งยืนในการรวมศนู ย์กลาง สานกั งานสาธารณสุขจังหวดั เลย
ปราศจากเชอื้ เป็น Node ในงาน CSSD เครอื ข่าย
2559 2 วนั ประชุมเชงิ ปฏิบัติการฟื้นฟูวชิ าการด้านการป้องกัน สานักงานปอ้ งกนั ควบคุมโรคที่ 7
และควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล ขอนแก่น
2559 1 วนั โครงการประชมุ เชงิ ปฏิบัติการการป้องกันควบคุมการ โรงพยาบาลกมลาไสย
ตดิ เช้ือ อาชวี อนามัยและส่งิ แวดลอ้ ม ประจาปี 2559
2559 1 วัน การพัฒนาทักษะการเยย่ี มเสริมพลัง IC สานักงานสาธารณสุขจงั หวดั กาฬสินธ์ุ
Appreciation
2560 2 วัน โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปล่ยี นเรยี นรู้ การ สานกั งานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสนิ ธ์ุ
พฒั นาระบบการป้องกันและควบคุมการตดิ เชือ้
ในสถานบรกิ ารสาธารณสุขทุกระดับ ประจาปี 2560
2560 5 วัน ฟื้นฟูวชิ าการสาหรบั พยาบาล วทิ ยาลยั พยาบาลศรีมหาสารคาม
เวชปฏิบตั ิ เรื่องเวชปฏบิ ตั ิทนั ยคุ
ในการบริการปฐมภูมิ
-5-
ตอนท่ี 1 ข้อมูลส่วนบคุ คล (ต่อ)
8. ประวตั กิ ารฝึกอบรมและดูงาน
ปี ระยะเวลา หลักสูตร หน่วยงานท่ีจัดอบรม
คณะแพทยศาสตร์
2560 1 วัน การพัฒนาระบบการทาปราศจากเช้ืออุปกรณ์ทาง มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
โรงพยาบาลกาฬสินธ์ุ
การแพทย์เพ่ือการรับรองคุณภาพ
สานกั งานปอ้ งกันควบคุมโรคที่ 7
2561 1 วนั โครงการขยายความร้กู ารคัดกรอง (MOPH ED ขอนแกน่
คณะแพทยศาสตร์
Triage) มหาวิทยาลัยขอนแกน่
สถาบนั รับรองคุณภาพสถานพยาบาล
2561 1 วนั การจัดเกบ็ ขอ้ มลู ระบบการเฝ้าระวังการติดเชื้อใน (องคก์ ารมหาชน) หรือสรพ.
โรงพยาบาล
2562 1 วนั การประชมุ วิชาการงานจ่ายกลาง
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ คร้ังท่ี 4 ประจาปี 2562
2562 2 วนั ประชุมเชิงปฏบิ ัติการพัฒนาคุณภาพและความ
ปลอดภัยของผปู้ ่วย
2562 5 วัน โครงการสมั มนาการป้องกันและควบคมุ โรคติดเชอ้ื ใน สถาบันบาราศนราดูร
โรงพยาบาลระดับชาติ คร้ังท่ี16 เรื่อง “Combating
AMR by IC and ASP”
2562 1 วนั การอบรมหลักสตู รการบนั ทกึ ทางการพยาบาล โรงพยาบาลกมลาไสย
2563 1 วนั ประชุมเชงิ ปฏบิ ัติการ เร่ืองการป้องกนั และควบคมุ สานักงานสาธารณสขุ จงั หวัดกาฬสินธ์ุ
การติดเช้ือในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชอ้ื โคโรนา
สายพันธุ์ใหม่ 2019 (Covid-19)
-6-
9. ประสบการณใ์ นการปฏบิ ัตงิ าน
ลาดบั ประสบการณ์ปฏิบตั งิ าน เวลา (ปีพ.ศ.)
9.1 การปฏบิ ตั ิงานโรงพยาบาลนามน
9.1.1 ปฏบิ ัตงิ านพยาบาลประจาการโรงพยาบาลนามน โดยให้บริการในแผนกผปู้ ว่ ยนอก พ.ศ.2555-2558
ทง้ั ผู้ปว่ ยตรวจโรคทั่วไปและโรคเรอ้ื รัง
9.1.2 ปฏบิ ตั หิ น้าทใ่ี นตาแหนง่ พยาบาลเวชปฏบิ ตั ิ ตรวจรกั ษาโรคทั่วไป พ.ศ.2555-2558
ในแผนกผปู้ ่วยนอก
9.1.3 บันทึกและเกบ็ รวบรวมข้อมูลรายงานความเสี่ยงของหน่วยงานแผนกผู้ป่วยนอก พ.ศ.2555-2558
9.1.4 ปฏิบัตหิ นา้ ทใ่ี นตาแหน่งหัวหนา้ งานป้องกันและควบคมุ การติดเชือ้ ในโรงพยาบาล พ.ศ.2556-2558
9.1.5 จดั ประชุมโครงการวิชาการงานป้องกนั และควบคมุ การตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาลนามน พ.ศ.2557-2558
9.1.6 จดั ประชมุ โครงการอบรมเชิงปฏบิ ัติการเตรยี มความพร้อมรับสถานการณ์ พ.ศ.2558
โรคอุบตั ิใหม่อุบตั ิซา้
9.1.7 คณะกรรมการนิเทศ ติดตามงานยุทธศาสตร์และแผนงาน ในคณะกรรมการ พ.ศ.2557-2558
ประสานงานสาธารณสขุ ระดับอาเภอนามน
9.1.8 คณะกรรมการงานพัฒนาคณุ ภาพในโรงพยาบาลนามน พ.ศ.2557-2558
9.2 การปฏิบตั ิงานโรงพยาบาลดอนจาน
9.2.1 ปฏบิ ัตหิ น้าทใ่ี นตาแหนง่ หัวหนา้ งานพยาบาลหนว่ ยควบคุมการติดเชื้อและจ่ายกลาง พ.ศ.2559-2563
9.2.2 ปฏิบตั ิหน้าทีใ่ นตาแหนง่ พยาบาลเวชปฏิบตั ิ ในการตรวจรักษาโรคท่ัวไป พ.ศ.2559-2563
ในแผนกผปู้ ว่ ยนอก
9.2.3 ปฏบิ ตั งิ านในการดแู ลให้การพยาบาลผปู้ ่วยอุบัติเหตฉุ ุกเฉนิ และนติ ิเวช พ.ศ.2559-2563
9.2.4 จดั ประชุมโครงการวิชาการงานปอ้ งกนั และควบคมุ การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล พ.ศ.2559-2563
9.2.5 จัดประชุมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์โรคอุบัติ พ.ศ.2563
ใหมอ่ ุบตั ซิ า้
9.2.6 คณะกรรมการนิเทศ ติดตามงานยุทธศาสตร์และแผนงาน ในคณะกรรมการ พ.ศ.2559-2563
ประสานงานสาธารณสขุ ระดบั อาเภอดอนจาน
9.2.7 ผ้ปู ระสานงานคณุ ภาพ ทีมนาพัฒนาคณุ ภาพในโรงพยาบาลดอนจาน พ.ศ.2559-2563
9.2.8 คณะกรรมการทมี นาด้านคลนิ กิ พ.ศ.2559-2563
9.2.9 คณะกรรมการทีมบริหารความเสยี่ งในโรงพยาบาล พ.ศ.2559-2563
9.2.10 คณะกรรมการทมี บริหารสง่ิ แวดล้อมและความปลอดภยั พ.ศ.2559-2563
9.2.11 คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบาบดั พ.ศ.2559-2563
9.2.12 คณะกรรมการพัฒนางานทีม 5 ส. โรงพยาบาลดอนจาน พ.ศ.2559-2563
9.2.13 เลขานุการคณะกรรมการงานป้องกนั และควบคุมการตดิ เช้ือในโรงพยาบาล พ.ศ.2559-2563
-7-
9. ประสบการณใ์ นการปฏิบตั งิ าน เวลา (ปีพ.ศ.)
ลาดบั ประสบการณ์ปฏบิ ตั ิงาน พ.ศ.2559-2563
9.2 9.2.14 คณะกรรมการงานป้องกันและควบคมุ การติดเช้อื เครือขา่ ยสาธารณสขุ จงั หวัด
พ.ศ.2559-2563
กาฬสินธุ์ พ.ศ.2559-2563
9.2.15 ร่วมออกหน่วยแพทย์เคล่อื นท่ีในระดบั อาเภอ
9.2.16 ปฏิบัตงิ านตามโครงการพิเศษตา่ งๆทีไ่ ด้รบั มอบหมาย
10 หนา้ ทคี่ วามรับผิดชอบปัจจุบนั
10.1 ผลการปฏิบตั ิงานในช่วง 3 ปี ท่ีผ่านมา พ.ศ.2560-2562
10.1.1 ดา้ นบรหิ าร
1. ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาล เพ่ือกาหนดนโยบาย และแผนพัฒนาคุณภาพใน
โรงพยาบาล
2. รบั นโยบายจากหัวหน้ากลุ่มการพยาบาลและประชุมกาหนดนโยบาย แนวปฏิบัตแิ ก่เจ้าหน้าที่ทุก
ระดับในหน่วยงาน
3. จดั ทาแผนปฏบิ ัตงิ านในหน่วยงาน
4. นิเทศการปฏบิ ตั ิงาน การตรวจสอบซ้า และการให้คาปรึกษาแก่บุคลากรในโรงพยาบาล
5. ประสานงานระหวา่ งบุคคลและหนว่ ยงานท่ีเกี่ยวขอ้ งทั้งในและนอกโรงพยาบาล
6. ร่วมวางแผนในการพฒั นาระบบ การให้บริการในหน่วยงานต่างๆในโรงพยาบาล
7. มอบหมายงานแก่เจา้ หน้าทีท่ ่ีอยู่ในความรับผดิ ชอบ ตามความรู้ ความสามารถและเหมาะสม
8. ควบคุมกากับนิเทศด้านการบริหารความเสยี่ งของหนว่ ยงาน
9. ดแู ลความเรยี บรอ้ ย และจดั การภายในหน่วยงานให้เปน็ ระบบระเบยี บ
10. นิเทศการปฏิบัตงิ านของเจา้ หน้าที่ และนักศกึ ษาท่ีมาฝกึ ปฏิบัตงิ านอย่างใกล้ชดิ ให้เป็นไปตาม
แนวทางปฏบิ ัติที่วางไว้
11. ให้คาแนะนาในการปอ้ งกันและควบคมุ การตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาล แกผ่ ้ปู ฏบิ ตั งิ านทกุ ระดับ
12. ควบคุม กากับ ติดตาม และให้คาแนะนาเก่ียวกับการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อแก่บุคลากร
ในโรงพยาบาลและบุคลากรในโรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตาบล
13. ควบคุม กากับ ติดตาม และประเมินผลการดาเนินงานโครงการต่าง ๆ
14. จดั ประชมุ และทบทวนเหตกุ ารณส์ าคญั ท่ีเกดิ ข้ึนในหน่วยงานทกุ เดือน หรือเมื่อเกิด
ความเส่ยี ง เพื่อแนวทางปรบั ปรุงแกไ้ ข
15. เป็นคณะกรรมการและคณะทางานตามที่ได้รับมอบหมาย และงานพิเศษ
16. เก็บรวบรวมสถิติรายงานประจาเดือน ตวั ช้ีวัดของหน่วยงาน สรปุ ผลการดาเนนิ งาน วิเคราะห์ผล
การดาเนินงานในรอบปี
-8-
10 ผลการดาเนนิ งานที่ผา่ นมา (ต่อ)
10.1.2 ด้านบริการ
1) งานด้านการพยาบาล
(1) ประเมินภาวะสขุ ภาพและความตอ้ งการผู้ใช้บริการอย่างเปน็ องคร์ วม
(2) วินิจฉยั การพยาบาล
(3) วางแผนการพยาบาล
(4) ปฏิบตั กิ ารพยาบาล
(5) ตดิ ตามการประเมินผลการปฏิบัติการพยาบาล
(6) จัดการสงิ่ แวดล้อมให้มีความปลอดภัยโดยมีขอบเขตในการให้บรกิ ารต่าง ๆ ดงั น้ี
- เปน็ ศนู ยร์ ับแจง้ เหตุและส่ังการการออกเหตุในระบบเครือข่ายของโรงพยาบาล
- ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉนิ (Emergency Medical Service : EMS)
- การบรกิ ารการรกั ษาพยาบาลผ้ปู ่วยอบุ ตั ิเหตุและฉุกเฉินนอกสถานพยาบาล
(Pre Hospital Care)
- การบรกิ าร รบั -ส่งต่อ ผปู้ ่วยเพื่อการรักษาทตี่ ่อเนือ่ ง (Referral Continuing Care)
- การใหค้ าปรึกษาแก่เครือข่าย (ER Call Center)
- การบริการการรักษาพยาบาลผปู้ ว่ ยอุบตั ิเหตุและฉุกเฉินในสถานพยาบาล
(In Hospital Care)
- การสร้างเสริมสุขภาพผปู้ ่วยและประชาชน (Health Promotion)
- การคุ้มครองเดก็ และสตรที ถี่ ูกทาร้าย (One Stop Crisis Center : OSCC)
- การคุ้มครองภาวะสขุ ภาพและการป้องกันความเสยี่ ง (Health Protection and Risk
Management)
- ฐานข้อมลู สารสนเทศในสว่ นทเ่ี ก่ยี วข้อง
2) รักษาโรคเบ้ืองต้น ตามข้อบังคบั ของสภาการพยาบาล
(1) คดั กรองโรคเบื้องตน้
(2) วนิ ิจฉยั โรคเบอ้ื งต้น ตามขอบข่ายการพยาบาลเวชปฏิบตั ิ
(3) รักษาโรคเบื้องต้นและสร้างเสริมภูมิคุ้มกนั โรค
(4) ใหก้ ารผดุงครรภ์ และวางแผนครอบครัว
(5) ใหบ้ ริการรบั – สง่ ต่อผูป้ ่วยตามระบบ
-9-
10. หนา้ ที่ความรบั ผิดชอบปัจจุบนั (ต่อ)
3) สง่ เสริมสุขภาพบุคคล กลุ่มคน และชุมชน เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้ สามารถดแู ลสุขภาพตนเองได้ในภาวะปกติ
และภาวะเจบ็ ป่วย และลดภาวะเสี่ยงการเกิดโรค และเกิดความเจบ็ ป่วย
3.1) ให้ความรู้ดา้ นสุขภาพแก่บุคคล ครอบครัว กลุม่ คน และชมุ ชน
3.2) สนับสนนุ และชว่ ยเหลอื บคุ คลครอบครัวและกลมุ่ ตา่ ง ๆ ในการจัดกิจกรรมส่งเสรมิ สุขภาพ
3.3) ให้ขอ้ มลู และจัดการชว่ ยเหลือให้ผู้ใช้บริการได้รับสทิ ธิดา้ นสขุ ภาพ
3.4) จดั การสง่ิ แวดล้อม เพ่ือความปลอดภัย และสง่ เสริมสขุ ภาพ
3.5) สง่ เสริม สนบั สนนุ และสอนผู้ใช้บริการให้เกิดการเรียนรู้ และสามารถดูแลสุขภาพตนเอง
3.6) ให้การปรึกษาแก่บคุ คล ครอบครัว และชุมชน ท่ีมีปัญหาทางกาย จิต สังคม ทีไ่ ม่ซับซอ้ น
3.7) แนะนาและสง่ ต่อผู้ใชบ้ ริการทีม่ ีปัญหาสุขภาพที่ซบั ซ้อน
4) ป้องกันโรคและเสริมภูมคิ ุ้มกันโรค เพอ่ื ลดความเจ็บปว่ ยจากโรคท่สี ามารถป้องกันได้
4.1) เก็บรวบรวมข้อมูลเกย่ี วกับภาวะสุขภาพของบุคลากรในโรงพยาบาลและชุมชน
4.2) จัดทาโครงการตรวจสขุ ภาพประจาปีสาหรับบุคลากรในโรงพยาบาล และโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพ
ตาบลในเครือข่าย
4.3) เสรมิ สร้างความสามารถในการดแู ลตนเองของชุมชนเพอ่ื ป้องกันโรค
4.4) เฝ้าระวัง ค้นหา และสอบสวนโรคตดิ ตอ่ และโรคระบาดที่เกดิ ในชุมชน
4.5) ให้วัคซนี สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแก่บุคลากรและประชาชน
5) งานป้องกนั และควบคุมโรคตดิ ต่อ
5.1) ให้ความรแู้ กบ่ คุ ลากรและประชาชนในแนวปฏิบตั ติ า่ งๆที่ถกู ตอ้ ง ในเร่ืองโรคติดต่อต่าง ๆ เช่น
โรคตดิ ต่อตามฤดูกาล โรคอุบัติใหมอ่ ุบตั ิซ้า
5.2) จัดบอรด์ นิทรรศการ ให้ความรู้ในชว่ งรณรงคต์ า่ ง ๆ ทั้งในและนอกสานักงานประสานงาน
กบั หน่วยงานที่เกีย่ วข้อง ในการร่วมมือ
5.3) ป้องกนั และควบคมุ โรคในทอ้ งถน่ิ คน้ หาและทาลายพาหะนาโรค/แหลง่ โรค
5.4) ควบคุมโรค สอบสวนโรคกรณีเกดิ โรคตดิ ต่อ
5.5) วิเคราะหป์ ัจจัยเส่ยี ง พร้อมหาแนวทางแก้ไข
6) ฟนื้ ฟสู ภาพบุคคล กลุม่ คนและชมุ ชนทง้ั ด้านร่างกาย จิตสังคมเพ่ือใหส้ ามารถดาเนนิ ชีวิตได้อยา่ งเตม็ ศักยภาพ
6.1) ป้องกันภาวะแทรกซ้อนทีเ่ กดิ จากความเจบ็ ป่วย
6.2) เลือกใช้วธิ ีการฟ้ืนฟูสภาพ
6.3) แนะนาการใช้กายอุปกรณ์ และอวยั วะเทยี ม
6.4) ให้ความรู้ สนบั สนุน ช่วยเหลือ และแนะนาแหล่งประโยชน์ในการฟืน้ ฟสู ภาพอยา่ งตอ่ เนอื่ ง
แกผ่ ู้รับบริการ ญาติ และผู้เกี่ยวข้อง
6.5) ประสานกบั แหลง่ ประโยชน์เพื่อฟ้นื ฟูสขุ ภาพชุมชน
-10-
10. หนา้ ท่คี วามรับผดิ ชอบปัจจบุ ัน (ต่อ)
10.1.3 ดา้ นวชิ าการ
1. จัดระบบงานวิชาการและมาตรฐานของหน่วยงาน
2. ศกึ ษา ค้นคว้า วจิ ยั เพ่ือพฒั นางานบริการ
3. นิเทศและใหค้ วามร้แู กน่ กั ศึกษาทีม่ าฝึกปฏิบัติงาน
4. จดั ทาค่มู ือปฏิบัตงิ าน และเอกสารวิชาการต่าง ๆ เพ่ืออานวยความสะดวกต่อ
การปฏิบตั ิงานของหน่วยงาน
5. จัดทาแผนงานวชิ าการเกีย่ วกบั
- การป้องกนั และควบคุมการตดิ เช้ือ
- พฒั นาแนวปฏิบัติ (Work Instruction) เกยี่ วกับการปอ้ งกันการตดิ เชื้อทส่ี าคัญ
- การพฒั นาแนวปฏิบตั เิ พื่อส่งเสริมการนาความรู้ใหม่ๆมาใช้ในหน่วยงาน
- การพัฒนาการดแู ลผปู้ ว่ ยร่วมกบั ญาติแบบมีส่วนรว่ ม
6. เปน็ ผูน้ าทากิจกรรมในเชงิ วชิ าการการพยาบาลต่าง ๆ ดงั น้ี
- การประชุมปรึกษา (Pre-post conference)
- การศึกษาผ้ปู ว่ ยเฉพาะราย (Case conference)
- การประชมุ วิชาการของหน่วยงาน
7. เป็นคณะกรรมการวิชาการและร่วมจดั บอรด์ วชิ าการของกล่มุ งาน / หน่วยงาน
8. ร่วมจดั ทามาตรฐานการพยาบาลของหน่วยงาน
9. เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู สถติ ิรายงานประจาวัน ประจาเดอื นประจาปี และรายงานที่เก่ยี วข้องให้เป็นระบบ
11. ผลงานการปฏบิ ตั ิงานย้อนหลัง 1 ปี -11-
ปรมิ าณงานดา้ นบรกิ าร/ปฏิบัตกิ าร
ลาดบั ลักษณะงานด้านบริการ/ปฏิบัติการ หนว่ ย ปีงบประมาณ 2562 หมาย
ที่ นับ
1 ข้อมูลท่ัวไป กลุ่มงาน เฉพาะตวั เหตุ
หมูบ่ ้าน
1.1 จานวนหมู่บา้ นในเขตรบั ผดิ ชอบ 6-
คน
1.2 จานวนประชากรทัง้ หมดในเขตรบั ผิดชอบ คน 3,410 3,410
1) เพศชาย คน 1,732 1,732
2) เพศหญิง หลงั 1,670 1,670
1,528 1,528
1.3 จานวนหลงั คาเรือนในเขตรับผิดชอบ คน
84 -
1.4 จานวน อสม.ทงั้ หมดในเขตรับผดิ ชอบ คน
3,081 3,081
1.5 ประชากรท่ขี ึ้นทะเบยี นสิทธิ์ประกนั สุขภาพ คน
คน 2-
1.6 บุคลากรในหน่วยงาน คน 20 -
1) แพทย์ คน 4-
2) พยาบาลวิชาชีพ คน 2-
3) เภสัชกร/จพ.เภสชั กรรม คน 1-
4) กายภาพบาบัด คน 3-
5) นักวชิ าการสาธารณสขุ 2-
6) นักวชิ าการทันตสาธารณสุข คน
7) เทคนิคการแพทย/์ คน 2-
จพ.วทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ 25 -
8) ผชู้ ่วยแพทย์แผนไทย แห่ง
9) บุคคลากรสายสนับสนุน แหง่ 2-
แหง่ 2-
1.7 สถานศกึ ษาในเขตรบั ผดิ ชอบ แหง่ 1-
1) ศนู ยพ์ ัฒนาเดก็ เล็ก 6-
2) โรงเรียนประถมศกึ ษา/ขยายโอกาส คน
3) โรงเรียนมัธยมศึกษา 240 28
1.8 สุขศาลาระดับหมบู่ า้ น
1.9 จานวนผูป้ ว่ ยทว่ั ไปเฉลี่ยต่อวนั
-12-
ปริมาณงานดา้ นบรกิ าร/ปฏบิ ตั ิการ
ลาดบั ลกั ษณะงานดา้ นบรกิ าร/ปฏบิ ัตกิ าร หนว่ ย ปงี บประมาณ 2562 หมาย
ที่ นบั
กลมุ่ งาน เฉพาะตัว เหตุ
2 ด้านบริหาร ครั้ง
22
2.1 ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหาร คร้ัง
โรงพยาบาล เพื่อกาหนดนโยบาย และ 66
แผนพฒั นาคุณภาพในโรงพยาบาล ครั้ง
2.2 รบั นโยบายจากหัวหนา้ กลุ่มการพยาบาล คร้ัง 22
และประชุมกาหนดนโยบาย แนวปฏิบตั ิแก่ คร้ัง 12 12
เจ้าหนา้ ที่ทุกระดับในหน่วยงาน ครั้ง 24 24
2.3 จัดทาแผนปฏิบัตงิ านในหน่วยงาน คร้ัง 24 24
12 12
2.4 นิเทศการปฏิบตั ิงาน การตรวจสอบซ้า และ ครั้ง
การให้คาปรึกษาแกบ่ ุคลากรในโรงพยาบาล ครั้ง 12 12
2.5 ประสานงานระหว่างบุคคลและหน่วยงานท่ี คร้ัง 12 12
เกยี่ วข้องทั้งในและนอกโรงพยาบาล 22
2.6 ร่วมวางแผนในการพัฒนาระบบ การ คร้ัง
ใหบ้ ริการในหน่วยงานตา่ งๆในโรงพยาบาล 12 12
2.7 มอบหมายงานแก่เจ้าหน้าทท่ี ี่อยู่ในความ
รบั ผดิ ชอบ ตามความรู้ ความสามารถและ
เหมาะสม
2.8 ควบคุมกากับนิเทศด้านการบริหารความ
เส่ียงของหน่วยงาน
2.9 ดูแลความเรยี บรอ้ ย และจัดการภายใน
หน่วยงานให้เป็นระบบระเบียบ
2.10 นิเทศการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี และ
นักศึกษาที่มาฝึกปฏบิ ตั งิ านอยา่ งใกลช้ ิด ให้
เปน็ ไปตามแนวทางปฏิบัติท่ีวางไว้
2.11 ให้คาแนะนาในการป้องกนั และควบคมุ การ
ติดเชื้อในโรงพยาบาล แก่ผูป้ ฏิบตั งิ านทุกระดบั
-13-
ปรมิ าณงานด้านบริการ/ปฏิบตั กิ าร
ลาดบั ลกั ษณะงานด้านบรกิ าร/ปฏบิ ตั กิ าร หน่วย ปีงบประมาณ 2562 หมาย
ที่ นับ
กลมุ่ งาน เฉพาะตวั เหตุ
2 ดา้ นบริหาร (ต่อ) ครั้ง
2.12 ควบคมุ กากับ ติดตาม และให้คาแนะนา 12 12
เก่ยี วกบั การป้องกันและควบคมุ การติดเช้ือแก่ ครั้ง
บุคลากรในโรงพยาบาลและบุคลากรใน คร้ัง 12 12
โรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตาบล 22
2.13 ควบคมุ กากับ ตดิ ตาม และประเมินผลการ คร้ัง
ดาเนินงานโครงการต่าง ๆ คร้ัง 22
2.14 จัดประชุมและทบทวนเหตุการณส์ าคัญ ที่ 12 12
เกดิ ขน้ึ ในหน่วยงานทุกเดือน หรือเมอื่ เกดิ ครั้ง
ความเสี่ยง เพ่ือแนวทางปรบั ปรุงแกไ้ ข ครั้ง 590 52
2.15 เป็นคณะกรรมการและคณะทางานตามท่ี คร้ัง
ได้รบั มอบหมาย และงานพิเศษ ครั้ง 5,544 320
2.16 เกบ็ รวบรวมสถิติรายงานประจาเดอื น คร้ัง 5,120 590
ตัวชว้ี ดั ของหน่วยงาน สรุปผลการดาเนินงาน คร้ัง 3,268 318
วิเคราะห์ผลการดาเนินงานในรอบปี ครั้ง 1,204 52
คร้ัง 1,860 102
3 ดา้ นบรกิ ารพยาบาล 10,265 614
3.1 การตรวจรกั ษาโรคท่วั ไป 982 32
1) การตรวจรกั ษาโรคดา้ นกุมารเวช
2) การตรวจรกั ษาโรคดา้ นอายุกรรม
(2.1) ระบบทางเดินหายใจ
(2.2) ระบบทางเดินอาหาร
(2.3) ระบบกล้ามเนื้อและโครงรา่ ง
(2.4) ระบบทางเดินปัสสาวะ
(2.5) ระบบตา หู คอ จมูก
(2.6) ระบบผิวหนังและเนอ้ื เยื่อ
3) การตรวจโรคดา้ นนรีเวช
-14-
ปริมาณงานดา้ นบรกิ าร/ปฏบิ ตั กิ าร
ลาดบั ลกั ษณะงานด้านบริการ/ปฏบิ ตั ิการ หน่วย ปงี บประมาณ2562 หมาย
ที่ นบั
กลุ่มงาน เฉพาะตัว เหตุ
3 3.2 การตรวจรักษาโรคเร้ือรงั ครั้ง
กรณีผปู้ ่วยควบคมุ โรคได้ดี หรือการรักษาแบบ ครั้ง 14,238 917
Re-medication ตามกรอบการปฏบิ ัตงิ าน คร้ัง 18,624 1,024
พยาบาลเวชปฏิบัติ (การรักษาโรคท่ัวไป) ดงั นี้ 80
1) โรคเบาหวาน ครั้ง 1306
2) โรคความดนั โลหิตสูง คร้ัง
3) โรคระบบทางเดินหายใจ เชน่ หอบหดื ครั้ง 22
ถุงลมโปร่งพอง คร้ัง
22
4 ดา้ นวิชาการ คร้ัง 22
4.1 จดั ระบบงานวิชาการและมาตรฐานของ ครั้ง
หน่วยงาน ครั้ง 22
4.2 ศกึ ษา ค้นควา้ วิจัยเพื่อพัฒนางานบริการ ครั้ง
22
4.3 นเิ ทศและให้ความรู้แกน่ กั ศึกษาที่มาฝกึ 22
ปฏิบัติงาน
4.4 จัดทาคูม่ ือปฏิบตั ิงาน และเอกสารวิชาการ 22
ตา่ ง ๆ เพื่ออานวยความสะดวกตอ่ การปฏิบัติงาน
ของหน่วยงาน 22
4.5 จดั ทาแผนงานวิชาการเก่ียวกบั
4.5.1 การป้องกนั และควบคุมการตดิ เช้ือ
4.5.2 พฒั นาแนวปฏบิ ตั ิ (Work Instruction)
เกี่ยวกบั การป้องกันการตดิ เชื้อท่ีสาคญั
4.5.3 การพฒั นาแนวปฏบิ ัติเพ่อื สง่ เสรมิ การ
นาความรู้ใหม่ๆมาใช้ในหน่วยงาน
4.5.4 การพัฒนาการดแู ลผ้ปู ่วยรว่ มกบั ญาติ
แบบมสี ่วนร่วม
-15-
ปริมาณงานดา้ นบรกิ าร/ปฏิบัติการ
ลาดบั ลักษณะงานดา้ นบรกิ าร/ปฏิบตั ิการ หน่วย ปีงบประมาณ2562 หมาย
ที่ นบั
กล่มุ งาน เฉพาะตัว เหตุ
4 ดา้ นวชิ าการ (ต่อ) ครั้ง
4.6 เป็นผู้นาทากิจกรรมในเชิงวชิ าการการ คร้ัง 12 12
พยาบาลตา่ ง ๆ ดังน้ี ครั้ง 66
4.6.1 การประชมุ ปรึกษา คร้ัง 44
(Pre-post conference) ครั้ง 66
4.6.2 การศึกษาผปู้ ่วยเฉพาะราย ครั้ง 22
(Case conference) 12 12
4.6.3 การประชมุ วิชาการของหน่วยงาน
4.7 เป็นคณะกรรมการวชิ าการและร่วมจัดบอร์ด
วิชาการของกลมุ่ งาน / หนว่ ยงาน
4.8 ร่วมจัดทามาตรฐานการพยาบาลของ
หน่วยงาน
4.9 เก็บรวบรวมข้อมลู สถติ ิรายงานประจาวนั
ประจาเดอื นประจาปี และรายงานท่ีเกย่ี วข้องให้
เปน็ ระบบ
-16-
ตอนที่ 2 ผลงานทีเ่ ปน็ ผลการดาเนนิ งานทผ่ี ่านมา
1.ช่อื ผลงาน : การพยาบาลผปู้ ่วยวัณโรคปอดในโรงพยาบาลดอนจาน พ.ศ.2562
2.ระยะเวลาท่ดี าเนินการ 1 ตลุ าคม พ.ศ.2561 ถึง 30 กันยายน พ.ศ.2562
3. ความรู้ทางวิชาการหรอื แนวความคิดที่ใชใ้ นการดาเนินการ
การศกึ ษาการพยาบาลผปู้ ่วยวัณโรคปอดในโรงพยาบาลดอนจาน พ.ศ.2562 ทาการทบทวนเอกสาร
ทางวิชาการ ซ่ึงประกอบดว้ ยแนวคิด ทฤษฎี และข้อมูลที่เก่ียวขอ้ งกบั การพยาบาลผู้ป่วยวัณโรค ดังน้ี
1. แนวคิดธรรมชาตขิ องการเกิดโรคทางระบาดวิทยา (Epidemiology natural history of disease
model) และหว่ งโซ่การติดเชื้อ (Chain of infection)
2. พยาธิสภาพของโรควัณโรคปอด
3. การคดั กรองอาการสงสัยวัณโรคปอด
4. การวินิจฉยั วัณโรคปอด
5. การรักษาวัณโรคปอด
6. การป้องกันและควบคมุ การแพร่กระจายเชอ้ื วัณโรคปอดในสถานพยาบาล
7. การป้องกันและควบคมุ การแพร่กระจายเช้อื วัณโรคปอดในครอบครัวและชุมชน
4. สรปุ สาระและขนั้ ตอนการดาเนนิ การ
4.1 สรปุ สาระสาคัญ
วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่เปน็ ปญั หาสาคญั ทางการแพทย์และสาธารณสขุ ทว่ั โลก จากรายงานวัณโรคของ
โลก (Global Tuberculosis Report) ปี พ.ศ. 2560 องค์การอนามัยโลกคาดประมาณอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณ
โรค (รายใหม่และกลับเป็นซ้า) ของโลกสูงถึง 10.4 ล้านคน อัตราป่วย140 ต่อประชากรแสนคน มีจานวน
ผู้ป่วยวัณโรคเสียชีวิต 1.7 ล้านคน และในจานวนน้ีมีผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเช้ือเอชไอวี 1.03 ล้านคน คิดเป็นร้อย
ละ 10 ของผู้ป่วยวัณโรคท้ังหมด โดยมีผู้เสียชีวิตปีละ 0.4 ล้านคน สาหรับผู้ป่วยวัณโรคด้ือยาหลายขนาน
(RR/MDR-TB) คาดวา่ จะมี 6 แสนคน พบในผปู้ ว่ ยใหม่คดิ เป็นรอ้ ยละ 4.1 และในผ้ปู ว่ ยทีเ่ คยรักษามาก่อนคิด
เป็นร้อยละ 19 ในจานวนนเี้ ป็น MDR-TB 4.9 แสนคน สาหรบั ประเทศไทย องค์การอนามัยโลกจดั ให้เปน็ 1
ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรค โดยมีผู้ป่วยวัณโรคทั่วไป ผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเช้ือเอชไอวี และมีผู้ป่วยวัณโรค
ด้ือยาหลายขนานสูงมากท่ีสุดในระดับโลก คาดประมาณการณ์ว่ามีผู้ป่วยรายใหม่และกลับเป็นซ้า อุบัติการณ์
รายใหม่ 119,000 คนต่อปี คิดเป็นอัตรา 172 ต่อประชากรแสนคน โดยมีผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วม
ดว้ ยประมาณ 1,000 คน และมีผ้ปู ่วยวัณโรคดอ้ื ยา RR / MDR -TB 4,700 คนตอ่ ปี (สานกั วัณโรค กรมควบคุม
โรค, 2561b)
-17-
สานักวัณโรครายงานผลการดาเนินงานวัณโรคของประเทศไทยปี 2559 พบว่ามีผู้ป่วยขึ้นทะเบียน
รักษาวัณโรครวมทั้งผู้ป่วยรายใหมแ่ ละกลับเปน็ ซา้ 70,114 คน ผู้ปว่ ยวัณโรคท่สี ัมพนั ธ์กับการติดเช้ือเอชไอวี
6,794 คน ซึง่ คิดเปน็ ร้อยละ 11 ของผูท้ ีไ่ ด้รับการตรวจเชื้อเอชไอวี วัณโรคดื้อยาหลายขนาน 955 คน และ
วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก 13 คน (สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค, 2561a) แม้ว่ากระทรวง
สาธารณสุขจะมมี าตราการอยา่ งเข้มขน้ และจริงจัง เช่น การค้นหาผูป้ ่วยวณั โรคมารักษาให้ครบ การแยกผู้ป่วย
วัณโรคออกมาจากคนอื่นๆ รวมทั้งค้นหาผู้ติดเช้ือระยะแฝงมารับการรักษา การให้วัคซีน BCG ในเด็กแรกเกิด
แต่จานวนผู้ป่วยก็ไมล่ ดลง วัณโรคจึงเป็นปัญหาสาธารณสุขสาคัญของประเทศไทยเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่าง
ใกล้ชิด การเรียนรู้เกี่ยวกับการแพร่กระจายเช้ือและความเสี่ยงของโรค จะช่วยให้เข้าใจวิธีป้องกันการติดเชื้อ
ชนิดน้ีได้อย่างเหมาะสม วัณโรคเป็นโรคที่ปรากฏอาการช้าๆ ทาให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่งยังอยู่ในชุมชนและเข้าสู่
ระบบบริการสาธารณสุขล่าช้า หรือบางรายเข้าไม่ถึงระบบบริการ หรือเข้าสู่ระบบบริการแล้วแต่ได้รับการ
วนิ ิจฉัยล่าช้า ทาใหผ้ ู้ป่วยมีโอกาสแพร่เช้ือวัณโรคไปสู่ผู้อ่ืน สถานพยาบาลเป็นสถานที่ซ่ึงผู้ป่วยเข้ารับบริการ
สุขภาพ จึงมีความเสี่ยงสูงในการแพร่กระจายเช้ือวัณโรคไปสู่บุคคลอ่ืนๆ ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานใน
สถานพยาบาล ผู้ป่วยอื่นๆ และญาติที่เข้ารับบริการสุขภาพในเวลาเดียวกัน (สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค,
2561) ดงั น้นั จงึ ต้องให้ความสาคญั และวางระบบให้ชัดเจน ต้ังแตก่ ระบวนการคัดกรองผู้ป่วย การรกั ษา การ
พยาบาลและการป้องกนั การแพรก่ ระจายเชื้อวณั โรค
จากศูนย์ข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพจังหวัดกาฬสินธ์ุ (Health Center Information System
Kalasin) พบว่าผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ ย้อนหลัง 5 ปี มีอัตราท่ีคงตัว ถึงแม้ว่าจะมีการดาเนินมาตราการ
การค้นหาคัดกรองผูป้ ่วยกลุ่มเสยี่ งในชุมชนอย่างเข้มขน้ และเข้มแข็ง และสถิตขิ ้อมลู ปี 2562 พบผู้ป่วยวัณโรค
รายใหม่ในจังหวัดกาฬสินธ์ุ จานวน 3,105 คน เป็นวัณโรคปอด 2,405 คน และวัณโรคนอกปอด 700 คน
จากสถิติผู้ป่วยนอกที่มารับบริการโรงพยาบาลดอนจานที่มีแนวโน้มเพิ่มข้ึนในทุกปี พ.ศ. 2560–2562 มี
จานวนผู้รับบริการท้ังหมดอยู่ในช่วง 44,393 - 51,511 ครั้งต่อปี พบว่าเป็นผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ
จานวน 3,540-3,999 ครั้งต่อปี โรคระบบทางเดินหายใจอัตราป่วยเป็น 1 ใน 5 อันดับโรคที่เข้ารับบริการถือ
เป็นโรคท่ีสาคัญของโรงพยาบาลดอนจาน จากการคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเส่ียงวัณโรคปอดจานวน 1,119 คน
ในปี 2562 พบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ จานวน 20 คน (โรงพยาบาลดอนจาน, 2562) จากปัญหาสุขภาพ
ประชาชนในพื้นท่ีอาเภอดอนจานดังกล่าว ผู้ศึกษาจึงได้ทาการศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยวัณโรคปอดใน
โรงพยาบาลดอนจาน พ.ศ.2562
-18-
กรณีศึกษาเป็นผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ท่ีไม่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคมาก่อน เข้ารับ
การรักษาท่ีโรงพยาบาลดอนจานด้วยอาการไข้ ไอมีเสมหะ เจ็บคอ การวินจิ ฉยั แรกรบั เป็นโรคปอดติดเชื้อทั่วไป
เน่ืองจากผลการตรวจเสมหะให้ผลลบ ใน 2 วันแรก ผลการตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอกพบปอดอักเสบ แพทย์
วางแผนการรักษาในแนวทางปฏิบัตขิ องโรคปอดอกั เสบติดเช้ือในระยะแรก ภายหลงั การรกั ษาอาการยงั ไม่ดีขึ้น
และผลการตรวจเสมหะครัง้ 3 ใหผ้ ลบวกพบเช้ือวัณโรค (AFB stain=1+) รว่ มกับผลภาพถ่ายรงั สีเดิมจึงทาการ
วินิจฉัยล่าสุดเป็นวัณโรคปอดรายใหม่ จึงวางแผนการรักษาตามแนวทางเวชปฏิบัติการรักษาผู้ป่วยวัณโรค
และทาการสง่ ต่อการรักษาไปยังโรงพยาบาลจังหวัด ระหว่างเขา้ รับการรักษามีความเส่ียงท่ีจะแพร่กระจายเชื้อ
วณั โรคให้กับผ้สู มั ผัสใกลช้ ดิ คนในชุมชน และบคุ ลากรทางการแพทย์อย่างมาก เนอื่ งจากอาการกอ่ นการรักษา
บ่งช้ีถึงโรคปอดอักเสบ ซึ่งผู้ป่วยเป็นผู้ป่วยวัณโรคปอดในระยะแฝง เม่ือเข้าสู่กระบวนการรักษาผู้ป่วยรู้สึก
เหนื่อย อ่อนเพลียมากจากการรับประทานยาต้านวัณโรค แต่สามารถรับประทานยาได้ตามแผนการรักษาไม่มี
อาการข้างเคียงจากยาวัณโรค จากข้อมูลการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคดังกล่าว ทาให้พยาบาลควบคุมการ
ติดเชื้อเห็นความสาคัญของการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมวัณโรคท้ังในระดับชุมชน
และระดบั โรงพยาบาลให้เป็นระบบ ตัง้ แตก่ ระบวนการคัดกรอง การรกั ษา การพยาบาล และการป้องกันการ
แพร่กระจายเชื้อท้ังในโรงพยาบาลและในชุมชน การให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วยและญาติ การส่งต่อ
ผู้ป่วยพร้อมข้อมูลภายในเครือข่ายตั้งแต่โรงพยาบาลดอนจานจนถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล
ตลอดจนการมีส่วนร่วมในชุมชน ผลจากการศึกษาคร้ังน้ีสามารถนาไปพัฒนาระบบบริการ การดูแลผู้ป่วย
วณั โรคปอดโรงพยาบาลดอนจานท่ีไดม้ าตรฐานตามแนวทางการดาเนนิ งานของกระทรวงสาธารณสขุ ต่อไป
4.2 ข้นั ตอนการดาเนนิ งาน
1. เลอื กเร่ืองที่จะทาการศึกษาจากผู้ป่วยท่ีเคยให้การพยาบาล 1 ราย เนอ่ื งจากผู้ขอรับการประเมินได้
ศึกษาข้อมูลทางวิชาการ และพบว่าวัณโรคปอดยังเป็นโรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาสาคัญในเขตพื้นที่อาเภอ
ดอนจาน และมจี านวนผู้ป่วยดือ้ ยาเพ่ิมข้ึน จึงสนใจเลือกผู้ป่วยรายนี้เปน็ กรณีศึกษา
2. รวบรวมข้อมูลท่ีเก่ียวกับอาการสาคัญผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต และประวัติการเจ็บป่วย
ปจั จบุ นั ประวตั ิครอบครัวและแบบแผนการดาเนินชวี ิต
3. ปฏิบตั ิการพยาบาลและประเมนิ ผลการปฏิบัตกิ ารพยาบาล
4. วางแผนการจาหน่ายผู้ป่วย ให้ความรู้การปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย แนะนาการดูแลผู้ป่วยแก่ญาติหรือ
ผดู้ แู ล
5. ทบทวนวรรณกรรม งานวิจัย เอกสารวิชาการที่เก่ียวข้อง โดยพยาบาลที่มีความชานาญเฉพาะทาง
และแพทย์ผูท้ าการรักษา เพ่อื ใชเ้ ปน็ ข้อมูลในการประกอบ
6. ศกึ ษาผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัติการและแผนการรกั ษาของแพทย์
-19-
7. ศึกษากรณีศึกษาผ้ปู ่วยวัณโรคเทียบกับมาตรฐานการพยาบาลผูป้ ่วยนอกและมาตรฐานการป้องกัน
และควบคมุ การตดิ เชื้อในโรงพยาบาล
8. สรุปและอภิปรายผล
9. นาเสนอใหค้ ณะกรรมการตรวจสอบผลงาน ดาเนนิ การจัดพมิ พ์รูปเลม่
-20-
สรปุ การทบทวนเอกสารวชิ าการเกี่ยวกบั วัณโรค
1. แนวคิดธรรมชาติของการเกิดโรคทางระบาดวิทยา (Epidemiology natural history of disease
model) และหว่ งโซ่การตดิ เชอ้ื (Chain of infection)
1.1 แนวคิดธรรมชาติของการเกิดโรคทางระบาดวิทยา (Epidemiology natural history of
disease model) (Centers for Disease Control and Prevention, 2020)
1. ระยะที่ไวต่อโรค (Stage of Susceptibility) เป็นระยะก่อนที่คนหรือสัตว์จะสัมผัสเชื้อ
หรือสง่ิ กอ่ โรค ระยะนย้ี ังไม่มกี ารเปล่ยี นแปลงใด ๆ ในร่างกาย
2. ระยะป่วยแบบไม่แสดงอาการ (Stage of Subclinical Disease) ระยะที่คนหรือสัตว์สัมผัสเช้ือ
มีการเปลี่ยนแปลงพยาธิสภาพภายในร่างกาย แต่ยังไม่ปรากฏอาการทางคลินิก ในระยะนี้เป็นช่วงเวลาที่
เชื้อโรคก่อโรคมีการเพ่ิมจานวนข้ึนภายในร่างกาย ระยะฟักตัวของโรค (Incubation period) เป็นระยะต้ังแต่
สมั ผัสเชื้อจนเรมิ่ แสดงอาการทางคลนิ ิก ระยะแฝงตวั ของโรค (Latent period) เป็นระยะเวลาตัง้ แตส่ ัตว์สัมผัส
เช้ือจนกระทั่งขับเช้ือโรคออกจากรา่ งกาย (เป็นสว่ นหน่ึงของระยะฟักตัว)
3. ระยะป่วย (Stage of Clinical Disease) เป็นระยะเร่ิมแสดงอาการทางคลินิก จะกินเวลานาน
เท่าใด ข้ึนกบั ปัจจัยก่อโรคท่ีเกย่ี วกับสตั ว์และตัวเชอื้
4.ระยะหาย พิการ หรือ ตาย (Stage of Recovery, Disability or Death) เป็นระยะแสดงผลของ
การป่วย มีความเปน็ ไปได้ 3 ทาง คือ หาย ตาย พกิ าร
รูปภาพท่ี 1 ธรรมชาติของการเกิดโรคทางระบาดวิทยา
ที่มา Principles of epidemiology (Centers for Disease Control and Prevention, 2020)
-21-
1.2 ห่วงโซก่ ารตดิ เชอ้ื (Chain of infection)
เร่ิมต้นจากการมีเช้ือโรค (Infection microbe) ตามธรรมชาติ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เช้ือรา เป็นต้น
เขา้ ส่รู ่างกายคน และมีการดาเนนิ ของโรคภายในร่างกายต้ังแต่ระยะไม่มอี าการจนถึงแสดงอาการของโรค ใน
ระยะนี้คนถือเป็นแหล่งรังโรค (Human reservoirs) เม่ือคนใช้ชีวิตร่วมกันผู้ที่มีเชื้อสามารถขับเช้ือออกจาก
ร่างกายได้หลายช่องทาง เช่น การหายใจ การสัมผัสใกล้ชิด เป็นต้น ซ่ึงในระยะน้ีถือเป็นทางออกของเช้ือจาก
แหล่งรังโรค (portal of exit) จากนั้นเชื้อสามารถติดต่อเข้าสู่ผู้อ่ืนได้ท้ังทางตรงและทางอ้อม สาหรับทางตรง
(Direct contact) ติดตอ่ ผ่านละอองฝอยจากน้าหลายหรือเสมหะทมี่ ีเชื้อโรคอยู่ และติดต่อทางอ้อมผ่านอากาศ
(Indirect Airborne) ที่ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ซึ่งในระยะน้ีเรียกว่า
วิธีการถ่ายทอดเชื้อ (mode of transmission) จากน้ันเช้ือจะเข้าสู่ร่างกายของคนอ่ืนได้หลายช่องทาง
เช่น ทางเดินหายใจ การสมั ผสั สง่ิ คดั หล่ัง การรบั องค์ประกอบของเลือด ซง่ึ ในระยะน้ีเรียกว่า ทางเขา้ ของเช้ือสู่
ผู้รับ (portal of entry) เม่ือเช้ือเข้าสู่ร่างกายคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคโอกาสจะป่วยเป็นโรคสูงมากขึ้น
และในระยะน้ีเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีการดาเนินของโรคภายในร่างกาย มีการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกนั
และการแสดงอาการของโรคจนสามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้ ในระยะนี้เรียกว่า ผู้รับเช้ือที่ไวต่อโรค
(susceptible host) จนในท่ีสุดคนที่รับเช้ือมีอาการป่วยโดยแสดงอาการของโรค สามารถตรวจคัดกรอง และ
ให้การวินิจฉัยโรคได้ หากไม่มีการป้องกันควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ ห่วงโซ่การติดเช้ือมีการดาเนินไปอย่าง
ต่อเน่อื งทาให้เกดิ เหตุการณ์ระบาดโรคในชมชุ นต่อไปไม่ส้ินสดุ
รูปภาพที่ 2 หว่ งโซ่การติดเชอ้ื (Chain of infection)
ทม่ี า Principles of epidemiology (Centers for Disease Control and Prevention, 2020)
-22-
1.3 ปจั จัยท่มี ีผลตอ่ การแพร่กระจายเช้อื วัณโรค (สานกั วณั โรค กรมควบคุมโรค, 2559)
ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค มี 4 ด้าน คือ ด้านผู้ป่วยวัณโรค ด้านส่ิงแวดล้อม
ด้านผู้สัมผสั และดา้ นการใหบ้ ริการสาธารณสขุ ดงั น้ี
1) ปัจจัยด้านผู้ป่วยวัณโรค ผู้ป่วยวณั โรคทส่ี ามารถแพร่กระจายเช้ือ คอื ผปู้ ่วยวัณโรคปอด กล่องเสยี ง
และอวัยวะอ่ืนที่มีช่องทางเปิดออกสู่ภายนอก โดยเฉพาะผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มีโพรงในปอดหรือมีการลุกลาม
มากซ่งึ ตรวจพบเช้ือวัณโรคในเสมหะ และผ้ปู ว่ ยวัณโรคปอดท่ีไม่ปดิ ปากและจมกู เมื่อมอี าการไอ หรอื จาม
2) ปจั จัยดา้ นสิง่ แวดลอ้ มท่ีเอื้อต่อการแพร่กระจายเช้อื ได้แก่ สถานที่คับแคบหรืออบั ทึบ (enclosed
spaces) มกี ารไหลเวียนของอากาศน้อย ถา่ ยเท/ระบายอากาศไมด่ ี
3) ปัจจัยดา้ นผสู้ ัมผสั ข้ึนอยู่กับปรมิ าณเชอ้ื วัณโรคในอากาศทีผ่ สู้ ัมผัสสูดเขา้ ไป และระยะเวลาท่ี
สัมผสั ใกลช้ ิดกับผู้ปว่ ยวณั โรคระยะแพร่เชอื้
4) ปัจจัยด้านการใหบ้ ริการสาธารณสขุ ไดแ้ ก่ ความล่าชา้ ในการวนิ ิจฉัย (delay diagnosis) การเร่ิม
การรักษาล่าช้า (delay treatment) ไม่มีการแยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่น และการรักษาด้วยระบบยาที่ไม่
เหมาะสม
1.4 การตดิ ตอ่ ของวัณโรค
วัณโรคเป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจแบบ Airborne-transmitted infectious disease
ติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยการสูดหายใจเอาเชื้อวัณโรคท่ีปนออกมากับละอองน้าลายหรือเสมหะเม่ือผู้ป่วยไอ
หรือจาม การแพร่กระจายเชื้อวัณโรคจากคนสู่คน มีปัจจัยหลายอย่างที่เก่ียวข้อง ได้แก่ 1) ความสามารถใน
การแพร่เชื้อวัณโรคของผู้ป่วย ได้แก่ ผลย้อมเสมหะพบเช้ือวัณโรค หรือการพบฝีในภาพเอกซเรย์ทรวงอก
2) ความสามารถในการรับของผู้รับเชื้อวัณโรค 3) ระยะเวลาที่สัมผัสเชื้อวัณโรค 4) ปัจจัยของสิ่งแวดล้อม
เชน่ การระบายอากาศทไ่ี ม่เหมาะสม
การตดิ เชอื้ และการป่วยเปน็ วัณโรค (TB infection and TB disease) เมือ่ รับเชือ้ วัณโรคเข้าสู่ร่างกาย
หลังมีการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคท่ีอยู่ในระยะแพร่กระจายเช้ือพบได้ประมาณร้อยละ 30 ของผู้สัมผัส
ใกล้ชิด โดยทั่วไปหลังติดเชื้อวัณโรคคนส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จึงเรียกว่าการติดเชื้อวัณโรคใน
ระยะแฝง (Latent TB infection; LTBI) ซง่ึ ไมใ่ ช่การป่วยเปน็ วัณโรค และสามารถแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นได้
มีเพียงประมาณร้อยละ 10 ของ LTBI เท่านั้นที่ป่วยเป็นวัณโรคในภายหลัง (กรมการแพทย์ กระทรวง
สาธารณสขุ , 2561)
-23-
2. พยาธิสภาพของโรควัณโรคปอด
วัณโรคเกิดจากการติดเช้ือแบคทีเรีย Genus Mycobacterium เชื้อวัณโรคที่ก่อโรคในคนมีหลาย
Species รวมเรียกวา่ M. tuberculosis complex วัณโรค (Tuberculosis หรือ TB) เป็นโรคติดต่อท่ีเกิดจาก
เชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis เชื้อวัณโรคจัดอยู่ในกลุ่ม Mycobacterium tuberculosis
complex (MTBC) มีลักษณะทรงแท่งหนาประมาณ 0.3 ไมโครเมตร ยาวประมาณ 2-5 ไมโครเมตร
ไมส่ ามารถเคล่ือนท่ีเองได้ เปน็ เช้ือทท่ี นต่อสภาพความเป็นกรดไดด้ ีจงึ มชี ื่อเรียกอีกอยา่ งวา่ การย้อมสีแบคทีเรีย
ทนกรด (acid fast bacilli) เม่ือย้อมด้วยวิธี Ziehl-Neelsen จะติดสีแดง อาศัยออกซิเจนในการเจริญเติบโต
เม่ือผู้ปว่ ยไอหรือจามออกมา เชอื้ สามารถออกมากับละอองฝอยของเสมหะและล่องลอยอยู่ในอากาศไดน้ านถึง
30 นาที ส่ิงที่สามารถทาลายเชื้อวัณโรค ได้แก่ สารเคมี ความร้อน แสงแดด และแสงอัลตราไวโอเลต โดย
แสงแดดสามารถทาลายเช้อื วัณโรคในเสมหะไดซ้ ่งึ อาจจะต้องใช้เวลา 20-30 ชวั่ โมง เชือ้ วณั โรคในเสมหะแห้งท่ี
ไม่ถูกแสงแดดอาจมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 6 เดือน ความร้อนท่ีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส สามารถทาลายเชื้อวณั
โรคได้ ภายในเวลา 20 นาที (กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2561; สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค,
2559)
เม่ือเช้ือวัณโรคเข้าสู่ปอดในรายท่ีไม่เคยได้รับเช้ือมาก่อนหรือไม่มีภูมิต้านทาน เช้ือวัณโรคจะแบ่งตัว
เพ่ิมจานวนในถุงลม ต่อมาจะมีเม็ดเลือดขาว และ macrophage มาเก็บกินเช้ือโรคแต่ถ้าเช้ือวัณโรคไม่ตายจะ
สามารถแบ่งตัวและเจริญเติบโตในเซลล์ macrophage รอยโรคท่ีเกิดขึ้นในระยะแรกเรียนว่า Tubercle
เชื้อวัณโรคลุกลามไปยังต่อมน้าเหลือง เกิดรอยโรคท่ีปอดและต่อมน้าเหลืองเรียกว่า Primary (Ghon)
complex ถ้ามีการเสื่อมสลายตรงกลางของ tubercle เรียกว่า Caseus necrosis จะพบเชื้อวัณโรคใน
เน้ือเย่ือปอดท่ีถูกทาลายและเม็ดเลือดท่ีตายแล้วอยู่ภายใน ลักษณะเป็นสารคล้ายเนยแข็ง ส่วนใหญ่จะมีผนัง
ลอ้ มรอบไว้ การติดเช้ือวัณโรคส่วนใหญ่จะอยู่ตรงรอยโรคดังกล่าวขนาดเลก็ ๆ ถา้ เกิดข้ึนนานจะมีแคลเซียมเข้า
มาจับ ลักษณะดังกล่าวจะเป็นรอยโรคปฐมภูมิ (Primary tuberculosis) การติดเช้ือคร้ังแรกทาให้ร่างกายไว
ตอ่ การติดเชือ้ การทดสอบด้วย Tuberculin test จะใหผ้ ลบวกใน 3-10 วนั และจะมีเชอ้ื อยู่ในรา่ งกายตลอด
ชวี ติ ส่วนใหญ่ผ้ปู ่วยทีต่ ิดเชื้อครัง้ แรกจะไม่เกิดอาการ แตใ่ นผู้ป่วยท่รี า่ งกายอ่อนแอภูมิตา้ นโรคไม่ดี ไม่
สามารถควบคุมการแพร่กระจายเช้ือได้ จะพบการดาเนินต่อไปโดย Caseous lesion จะแตกออกมาทาให้
เป็นโพรงในปอด และเกิดการอักเสบมีแผลเป็นในเนื้อปอด จากการแตกของรอยโรคน้ีทาให้เช้ือโรคจานวน
มากลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด พร้อมกับแพร่กระจายไปอวัยวะต่างๆ ร่างกาย เช่น สมอง ไต อวัยวะสืบพันธุ์
ลักษณะความรุนแรงนี้เรียกว่า Miliary tuberculosis ส่วนการติดเช้ือภายหลังจากร่างกายอ่อนแอ
เรียกวา่ Secondary tuberculosis
-24-
อาการแสดงของผู้ป่วยวัณโรค ผู้ป่วยโดยส่วนมากมีอาการอ่อนเพลีย เบ่ืออาหาร น้าหนักลด ผู้ป่วย
เพศหญิงอาจมีประจาเดือนไม่สม่าเสมอ ไข้ต่าๆ ในช่วงบ่าย-ตอนกลางคืน มีอาการเป็นนานในช่วงสัปดาห์
หรือเป็นเดือน และมีอาการท่ีสาคัญที่เกิดกับปอด ได้แก่ ไอมีเสมหะ อาจมีไอเป็นเลือด เสมหะมีสีเหลืองเข้ม
สีเขียว มีกล่ินเหม็น มีอาการเจ็บหน้าอก บางรายมีภาวะน้าในช่องเยื่อหุ้มปอดจะทาให้มีอาการหายใจ
หอบเหนื่อยมากขึ้น ตรวจร่างกายพบเสียง Crepitation บางรายท่ีมีอาการหนักจะมีการเจ็บหน้าอกเวลา
หายใจเข้าจากภาวะเย่อื มหุ้มปอดอักเสบ
เมื่อผู้ป่วยวัณโรคไอ จาม พูด หรือแม้แต่ร้องเพลงจะสามารถทาให้เชื้อวัณโรคออกมาจากร่างกาย
พร้อมกับละอองฝอยน้ามูก น้าลาย หรือเสมหะ เรียกว่า Droplet nuclei การแพร่กระจายเช้ือจะสัมพันธ์กับ
ความถ่ีของการไอ ในเวลา 1 ชั่วโมง ผู้ป่วยวัณโรคระยะแพร่เชื้อสามารถปล่อยละอองฝอยเสมหะที่มีเชื้อได้
ต้ังแต่ 18-3,789 ละออง ละอองฝอยเสมหะที่มีขนาดใหญ่จะตกลงสู่พ้ืนดิน แต่ท่ีมีขนาดเล็กประมาณ 1–5
ไมโครเมตรจะล่องลอยอยู่ในอากาศ ปกติสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นวัน ๆ เมื่อมีผู้หายใจเอาเชื้อวัณโรคเข้าไปใน
ร่างกาย อนุภาคขนาดใหญ่จะติดอยู่ที่จมูกหรือลาคอ ซึ่งมักไม่ก่อให้เกิดโรค แต่ส่วนที่มีขนาดเล็กจะเข้าไป
สู่ถุงลมปอด แล้วจะถูกจับด้วย Alveolar macrophages และแพร่กระจายไปท่ัวร่างกาย เช้ือวัณโรคจะสงบ
อยู่ (Dormant bacilli) เกิดภาวะการติดเช้ือ ที่เรียกว่า การติดเช้ือวัณโรคแฝง (latent tuberculosis
infection) หากระบบภมู คิ ้มุ กันของร่างกายแข็งแรง เชื้อวัณโรคอาจอยู่ในร่างกายได้นานหลายปโี ดยไม่มีอาการ
และไม่สามารถแพร่เช้ือวัณโรค ผู้ติดเช้ือส่วนน้อย (ร้อยละ 5-10 ในประชากรท่ัว ๆ ไป) มีโอกาสป่วยเป็นวัณ
โรคในเวลาต่อมาได้ (สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค, 2559)
3. การคดั กรองอาการสงสยั วัณโรคปอด
3.1 การคน้ หาผูป้ ่วยวณั โรค (Tuberculosis case finding) มี 2 วิธี ประกอบดว้ ย
3.1.1 การค้นหาโดยวิธีการตั้งรับ (patient-initiated pathway) เดิมใช้คาว่า passive case
finding คือ การค้นหาวัณโรคในผู้มีอาการสงสัยในมารับบริการที่สถานบริการสาธารณสุข ผู้ให้บริการต้องมี
ความรู้และตระหนักถึงวัณโรค รู้อาการสงสัยของวัณโรคและนึกถึงวัณโรคอยู่เสมอในขณะปฏิบัติงาน มีระบบ
คัดกรองอาการของวัณโรค เม่ือผู้ป่วยมารับบริการในสถานบริการสาธารณสุข มีระบบการส่งต่อหรือส่ง
ตรวจวินิจฉัยวัณโรค รวมทั้งห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพ เมื่อผู้ป่วยในกลุ่มประชากรทั่วไป (ไม่มีโรคร่วมและ
ไมใ่ ช่กลมุ่ เส่ยี งสงู ) ที่มารับบริการหากมีอาการสงสยั วัณโรค ผ้ใู ห้บริการต้องสามารถค้นหา คัดกรองได้วา่ ผู้ป่วย
รายน้ันเป็น ผู้มีอาการสงสัยวัณโรค ถ้าได้ 3 คะแนนขึ้นไป เข้าเกณฑ์มีอาการสงสัยวัณโรคปอดแนะนาให้
เอกซเรย์ทรวงอก และเก็บเสมหะอย่างน้อย 2 ตัวอย่าง ซึ่งจะต้องเป็นเสมหะที่เก็บตอนเช้าหลังตื่นนอนอย่าง
น้อย 1 ตัวอยา่ ง เพื่อส่งตรวจวินิจฉยั ทางห้องปฏิบัติการชันสตู ร
-25-
3.1.2 การค้นหาโดยการคัดกรอง (screening pathway) เป็นการค้นหาผู้ป่วยแบบเข้มข้น
(intensified case finding: ICF) ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคหรือภาวะเส่ียงที่ทาให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง (increased
risk : biological or behavioral factors that compromise immune function) ท่ีไม่มีอาการสงสัยวัณ
โรคหรือมีอาการแต่ไม่ได้ผ่านการค้นหา โดยการต้ังรับในสถานบริการสาธารณสุข (patient-initiated
pathway) หรือกลุ่มประชากรที่มีความเส่ียงต่อการสัมผัสและป่วยเป็นวัณโรค ซ่ึงอาศัยอยูในพ้ืนท่ีเฉพาะ
(increased exposure to TB due to where they live or work) หรอื กลุม่ ประชากรเปราะบาง ที่เข้าไม่ถึง
หรือเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ยาก (limited access to quality TB services) ซึ่งทั้งหมดเป็นประชากร
สาคญั ทีเ่ ส่ียงตอ่ การป่วยเปน็ วณั โรค (key populations for TB)
กลุ่มประชากรหรือผู้ป่วยท่ีควรได้รับการคัดกรองด้วยช่องทาง screening pathway แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
ไดแ้ ก่
1. ผูส้ มั ผสั วัณโรค (contacts of TB case) หมายถงึ บุคคลท่ีสัมผัสกบั ผู้ป่วยที่แพร่เชื้อ (index case)
สัมผัสวัณโรคจากการอยู่ร่วมกัน ทางานด้วยกนั ซึ่งสามารถระบุตัวผู้ป่วยได้หรือระบุไม่ได้ เชน่ อยูใ่ นรถโดยสาร
สาธารณะ หรอื ทสี่ าธารณะในสงั คมร่วมกนั เป็นต้น ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจคัดกรองเพ่ือคน้ หาวัณโรค ไดแ้ ก่
(1) ผูส้ ัมผัสวัณโรคร่วมบา้ น (household contact) หมายถงึ บุคคลท่อี าศัยอยรู่ ่วมบ้านกับผปู้ ่วย
ถ้านอนห้องเดียวกัน (household intimate) มีโอกาสรับและติดเชื้อสูงมากกว่าผู้ที่อาศัยในบ้านเดียวกันแต่
นอนแยกห้อง (household regular) ไม่นับรวมญาติพ่ีน้องท่ีอาศัยอยู่คนละบ้านแต่ไปมาหาสู่เป็นครั้งคราว
และนับระยะเวลาท่ีอยูร่ ่วมกับผู้ปว่ ยกี่วนั ก็ได้ในชว่ งระหว่าง 3 เดอื นทีผ่ า่ นมา
(2) ผสู้ มั ผสั ใกลช้ ดิ (close contact) หมายถงึ บุคคลทไ่ี ม่ใช่ผู้อาศยั รว่ มบา้ นแต่อยู่รว่ มกนั ในพ้ืนท่ี
เฉพาะอาทิ เช่น ทางานท่ีเดียวกันในช่วงเวลานาน โดยใช้เกณฑ์ระยะเวลา เฉล่ียวันละ 8 ชั่วโมง หรือ 120
ช่ัวโมง ใน 1 เดือน และนับระยะเวลาท่ีอยู่ร่วมกับผู้ป่วยก่ีวันก็ได้ในช่วงระหว่าง 3 เดือนท่ีผ่านมา ผู้สัมผัส
วัณโรคที่เป็นเด็กโดยเฉพาะอย่างย่ิงเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อและป่วยเป็นวัณโรค (สานัก
วณั โรค กรมควบคุมโรค, 2561a)
2. กลุ่มผู้ป่วยมีโรคหรือภาวะเสี่ยงต่อวัณโรค (clinical risk groups) เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจาตัวอยู่
ก่อนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยท่ีมีภูมิต้านทานต่า ถ้าติดเช้ือวัณโรคมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้ง่ายกว่าคนท่ัวไป
เช่น ผู้ติดเช้ือเอชไอวีท่ีติดเช้ือวัณโรคร่วมด้วย จะมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้ประมาณร้อยละ 10 ต่อปี ในขณะ
ที่ผู้ติดเชื้อวัณโรคในประชากรท่ัวไปจะมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคร้อยละ 10 ตลอดช่วงชีวิต ผู้ป่วยเบาหวานป่วย
เป็นวัณโรคสูงกว่าบุคคลท่ัวไปถึง 3 เท่า ผู้ป่วยเป็นโรคท่ีได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น มะเร็งปลูกถ่ายอวัยวะ SLE
ผู้ปว่ ยโรคปอดอุดกน้ั เรื้อรัง (chronic obstructive lung disease: COPD) ผปู้ ว่ ยโรคปอดอกั เสบจากฝ่นุ ทราย
(silicosis) ผู้ป่วยโรคไตเร้ือรัง (chronic kidney disease: CKD) ผู้ป่วยท่ีผ่าตัดกระเพาะอาหาร ตัดต่อลาไส้
ผู้มีภาวะทุพโภชนาการ (malnutrition) ผู้ติดยาเสพติด หรือผู้ที่มีความผิดปกติจากการด่ืมสุรา เป็นต้น
(สานักวณั โรค กรมควบคมุ โรค, 2561a)
-26-
3. ประชากรกลุ่มเส่ียง (risk population) เป็นกลุ่มประชากรที่มีลักษณะเฉพาะมีโอกาสสัมผัส
และรับเช้ือวัณโรคได้ง่าย หรือเป็นกลุ่มประชากรเปราะบางที่เข้าถึงบริการได้ยากแม้จะไม่มีโรคประจาตัว
แต่มีลักษณะเฉพาะหรือมีโอกาสรับเช้ือได้บ่อยจากการทางาน เช่น บุคลากรสาธารณสุข ผู้สูงอายุ (โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งผู้สูงอายุท่ีเจ็บป่วยเรื้อรังหรือ ติดเตียง ติดบ้าน) ผู้อาศัยอยู่ในท่ีคับแคบแออัดมีการระบายอากาศไม่ดี
สุขอนามัยไม่ดี เช่น เรือนจา/ทัณฑสถาน สถานพินิจ สถานสงเคราะห์ ชุมชนแออัดในเขตเมือง ค่ายอพยพ
ค่ายทหาร แรงงานต่างชาติท่ีมาจากประเทศท่ีมีความชุกของวัณโรคสูง รวมถึงผู้เร่ร่อนไร้ท่ีอยู่ เป็นต้น
(กองวณั โรค กรมควบคมุ โรค, 2562; สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค, 2561a)
3.2 เคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการคดั กรองเพือ่ คน้ หาวัณโรค
3.2.1. การเอกซเรย์ทรวงอก เป็นวิธีการท่ีมีความไวสูงกว่าการคัดกรองด้วยอาการ แม้ว่า
ความจาเพาะไม่สูงมาก แต่สามารถใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองและร่วมกับการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการชันสูตร
เพื่อยืนยันการตรวจพบวัณโรค นอกจากน้ียังใช้ในการวินิจฉัยวัณโรคปอดและนอกปอดในเด็กร่วมกับประวัติ
และการติดเชอ้ื (สานกั วณั โรค กรมควบคมุ โรค, 2561a)
3.2.2. การคัดกรองอาการสงสัยวัณโรค อาการที่สาคัญของวัณโรคปอด คือ ไอเรื้อรังติดต่อกันนาน
2 สัปดาห์ข้ึนไปอาการอ่ืนๆ ท่ีอาจพบได้ คือ น้าหนักลด เบ่ืออาหาร อ่อนเพลีย มีไข้ (มักจะเป็นตอนบ่าย
ตอนเย็น หรือตอนกลางคืน) ไอมีเลือดปน (hemoptysis) เจ็บหน้าอก หายใจขัด เหงื่อออกมากตอนกลางคืน
ในกรณผี ปู้ ่วยท่ีติดเช้ือเอชไอวี อาการไอไม่จาเป็นต้องนานถงึ 2 สัปดาห์ และเปน็ ได้ในทกุ ระยะของระดบั ความ
ต้านทานของภูมิคุ้มกัน (CD4) ซึ่งเป็นข้อบ่งช้ีท่ีควรสงสัยว่าผู้ป่วยอาจกาลังป่วยเป็นวัณโรคร่วมด้วย อาการ
สงสัยวัณโรคในเด็กอาจแสดงได้ในหลายรูปแบบ ท่ีพบได้บ่อย คือ มีไข้เร้ือรัง ติดต่อกันเกิน 7 วัน เบ่ืออาหาร
ไม่เล่น น้าหนักลด ซีด ไอเร้ือรัง แม้จะได้รับการรักษาตามอาการอย่างเหมาะสมแล้ว (สานักวัณโรค
กรมควบคมุ โรค, 2561a)
3.3 การทดสอบการตดิ เชอ้ื วณั โรค มี 2 วธิ ี
3.3.1. การทดสอบทางผิวหนังด้วยทุเบอร์คุลิน (Tuberculin skin test) ซึง่ ทาไดโ้ ดยการฉีดโปรตีน
สกัดจากเช้ือวัณโรค เรียกว่า PPD (Purified protein derivative) ปริมาณ 0.1 มิลลิลิตรเข้าในชั้นผิวหนัง
(Intradermal injection) บริเวณท้องแขน หลังจากน้ัน 48 ถึง 72 ชั่วโมงจะทาการวัดขนาดรอยนูนบริเวณท่ี
ฉีดยาเข้าช้นั ผิวหนงั
3.3.2. การทดสอบ Interferon-gamma release assays (IGRAs) คือ การตรวจเลือดเพื่อช่วยใน
การวินจิ ฉัยการติดเช้ือวัณโรค IGRAs เปน็ วธิ กี ารตรวจสอบที่ใช้วัดปริมาณ Interferon-gamma (IFN-γ) เม่ือมี
การติดเช้ือวัณโรคข้ึนในร่างกาย ความไวและความจาเพาะจะเท่ากับหรือดีกว่าการทดสอบทุเบอร์คุลิน การ
ตรวจ IGRAs จะช่วยลดผลการทดสอบที่เป็น “ผลบวกลวง” จากการทาทุเบอร์คุลิน การตรวจทั้ง 2 วิธีนี้ ไม่
สามารถบอกความแตกต่างระหว่างการติดเชื้อวัณโรคและการป่วยวัณโรคได้ (กองวัณโรค กรมควบคุมโรค,
2562)
-27-
4. การวินิจฉัยวัณโรคปอด
การวินิจฉัยวัณโรคใหเร่ิมท่ีประวัติของการมีอาการและความเสี่ยงท่ีจะปวยเปนวัณโรค ถาผูปวยมี
อาการดังตอไปนี้อยางนอย 1 อยาง ไดแก ไอมากกวาหรือเทากับ 2 สัปดาห ไอเปนเลือด มีอาการไอ หรือไข
หรอื น้าหนักลด หรอื เหงื่ออกตอนกลางคนื โดยไมทราบสาเหตุ ใหตรวจภาพถายรังสที รวงอกในกรณท่ีผปู้ ่วยไม่
มีอาการแต่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นวัณโรค ได้แก่ มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค หรือเป็นผู้ป่วยเอดส์ ให้
พิจารณาถ่ายภาพรังสีทรวงอกเช่นกัน ถาภาพถายรังสีทรวงอกผิดปกติ ใหนาภาพถายรังสีทรวงอกเดิมท่ีมีมาก
อนหนาน้ี 3 เดือนมาเปรียบเทียบกับภาพถายรังสีทรวงอกครั้งนี้วาเปนความผิดปกติท่ีเพ่ิงเกิดข้ึนมาใหม แตถ
าไมมีภาพถายรังสีทรวงอกเดิมให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ถ้ารอยโรคจากภาพถ่ายรังสีทรวงอกเข้าได้กับ
วัณโรค ได้แก่ reticulonodular, patchy alveolar, reticular และ cavitary lesions ให้เก็บเสมหะส่งตรวจ
อยา่ งนอ้ ย 2 ครั้ง คอื เสมหะในวันแรกท่ผี ู้ป่วยมาพบแพทย์ (spot sputum) และอีกครั้งเปน็ เสมหะที่เก็บตอน
เช้าหลังต่ืนนอน (early morning sputum) โดยตองเปนเสมหะที่มีคุณภาพ การอธิบายใหผูปวยเก็บเสมหะที่
มีคุณภาพ คือ ใหผูปวยพยายามไอแรง ๆ เพื่อใหไดเสมหะจากสวนลึกของหลอดลม (true sputum) เสมหะที่
เก็บควรมีปริมาตรอยางนอย 3 มิลลิลิตร หรือคร่ึงชอนชา ถาไดเสมหะท่ีไมมีคุณภาพ อาทิ น้าลายปนเสมหะ
หรือน้าลาย หรือเสมหะปนเลือด ควรสงตรวจซ้ามากกวา 2 คร้ัง เสมหะท่ีไดควรสงตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ทันที ในกรณีไม่สามารถนาส่งเสมหะได้ทันทีให้เก็บเสมหะไว้ในตู้เย็น (ไม่ใส่ช่องแช่แข็ง) แต่ไม่ควรเก็บไว้นาน
เกิน 1 สัปดาห์ ในกรณีไม่มีตู้เย็นให้วางไว้ในที่รม เย็น ไมโดนแสงแดดและไมควรเก็บไวนานเกินกวา 3 วัน
เสมหะที่เก็บไดใหสงยอม acid fast bacilli (AFB) ถาตรวจยอม AFB 2 ครั้งแลว ไม่พบเชื้อ แต่มีอาการทาง
คลินิก และมีความเสี่ยงที่จะเป็นวัณโรคตามท่ีกล่าวไว้ข้างต้นให้ส่งเสมหะตรวจ Xpert MTB/RIF เน่ืองจาก
เสมหะที่จะยอม AFB ไดผลบวกจะต้องมีปริมาณเช้ืออย่างน้อย 5,000-10,000 ตัว/มิลลิลิตร ส่วนการตรวจ
ด้วยวิธี Xpert MTB/RIF สามารถตรวจพบ MTB ได้แม้ว่าจะมีเชื้ออยู่เพียง 145.4 CFU/ml (กรมการแพทย์
กระทรวงสาธารณสขุ , 2561; วิภา รชี ัยพชิ ติ กลุ , 2019)
สรุป การวินิจฉัยวัณโรคปอด เร่ิมจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย การถ่ายภาพรังสีทรวงอกเป็น
การตรวจท่ีมีความไวสูงมากต่อการบอกอาการผิดปกติของปอด แต่มีความจาเพาะเจาะจงต่าเน่ืองจากไม่
สามารถบอกได้แน่นอนว่าจะเป็นวัณโรคปอด และทาการย้อมเสมหะพร้อมตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ช่วยใน
การวินิจฉัยวัณโรคได้แน่นอน ใช้เวลาน้อยกว่า ต้องทาการตรวจทุกราย โดยทาการเก็บเสมหะ 3 คร้ัง ผู้ป่วย
ต้องเก็บเสมหะให้ถูกวิธี
-28-
5. การรกั ษาวณั โรคปอด
การรักษาวัณโรคที่ไวตอยาตามแนวทางการรักษาวัณโรคท่ีไวตอยาขององคการอนามัยโลก ปี พ.ศ.
2560 และแนวทางการรักษาของประเทศไทยที่ออกมาใหม่ในปี พ.ศ.2561 มีหลักการเดียวกัน คือ จาแนก
ผู้ป่วยท่ีข้ึนทะเบียนการรักษาอยู่เดิม คือ new case, relapse case, treatment failure และ treatment
after loss to follow up แตสิ่งทีเ่ ปลย่ี นไปจากเดิม คือ เดิม new case จะเปน new smear positive (AFB
positive) และ new smear negative (AFB negative)
ในปจจุบันจาแนกตามผลการตรวจทางแบคทีเรีย คือ ในผูปวยที่มีผลตรวจพบเช้ือวัณโรคไมวาจะได
จากผลการยอม AFB ไดผลบวก หรือจากวิธีการตรวจทางอณูชีววิทยา Xpert MTB/RIF, LPA, TB-LAM
พบ MTB หรอื จากผลเพาะเช้ือข้ึน M. tuberculosis จะข้ึนทะเบยี นผปู วยเปนผูปวยที่มผี ลตรวจพบเช้ือวัณโรค
(bacteriologically confirmed TB case, B+) ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการทางคลีนิก และภาพถ่ายรังสีทรวงอกเข้า
กับวัณโรค หรือผลตรวจชิ้นเนื้อเขาไดกับวัณโรค แตสิ่งสงตรวจไมพบเชื้อวัณโรค ไดแก ผลการยอม AFB
ไดผลลบหรอื จากวิธีการตรวจทางอณูชีววิทยา Xpert MTB/RIF, LPA, TB-LAM ไมพบ MTB หรือจากผลเพาะ
เช้ือไมข้ึน M. tuberculosis จะข้ึนทะเบียนผู้ป่วยที่มีผลตรวจไม่พบเชื้อวัณโรค (clinically diagnosed TB
case, B-) และในกรณีที่ผูปวยจาแนกการรักษาเร่ิมตนเปน B- เม่ือใหการรักษาไปแลวตอมาผลเพาะเชื้อข้ึน
M. tuberculosis ใหจัดประเภทผูปวยใหมเปน B+ การจาแนก B+ และ B- จะใชในผูปวยที่เปน relapse
case, treatment failure และ treatment after loss to follow up ดวย ซึ่งตางจากเดิม คือ ผูปวยที่เคย
เปนวัณโรคและรักษาครบหรือหายแลว จะพิจารณารักษาวัณโรคซ้าก็ตอเมื่อเป็นผู้ป่วยท่ีตรวจเสมหะ AFB ได้
ผลบวกเท่านั้น อย่างไรก็ตามแพทย์ต้องดูอาการทางคลินิกและภาพถายรังสีทรวงอกรวมดวย เพื่อใช
ประกอบการตัดสนิ ใจวาผลตรวจพบเช้อื B+ หลังจากท่ีผู้ปว่ ยรักษาครบหรือหายแลวจาเปนตองใหการรักษาซ้า
ใหมหรือไม่
สตู รการรักษาวัณโรคทไี่ วตอยา จะพจิ ารณาใหการรกั ษาเหมือนแนวทางปฏบิ ัติเดิม คือ ในผูปว่ ยราย
ใหมใหการรักษาดวย isoniazid (H, INH) + rifampicin (R, RIF) + pyrazinamide (Z, PZA) + ethambutol
(E, EMB) เปนระยะเวลา 2 เดอื น (intensive phase) แลวตอดวย isoniazid (H, INH) + rifampicin (R, RIF)
4 เดือน (maintenance phase) นั่นคือ 2HRZE/4HR สวนผูปวยที่กลับเปนซ้าใหตรวจ Xpert MTB/RIF
ถ้าตรวจพบวาเปน MTB และไม่ด้ือต่อยา rifampicin ให้การรักษาด้วย MDR/RR-TB regimen แต่ถ้าตรวจ
พบว่าดอื้ ต่อยา rifampicin ใหก้ ารรักษาด้วยสูตร MDR/RR-TB regimen ดังนัน้ ในกลุ่ม relapse case ซง่ึ แต
เดิมใหสงเสมหะเพาะเช้ือและใหเริ่มการรักษาดวย CAT2 คือ 2HRZES/1HRZE/5HRE ในแนวทางการรักษา
ใหมนไี้ มมี CAT2 แลว เนื่องจากมกี ารตรวจทางอณชู ีววิทยา ไดแก Xpert MTB/RIF มาชวยตดั สินใจในการเร่ิม
สูตรยาของการรักษา
-29-
สวนผูปวย treatment failure และ treatment after loss to follow up เป็นกลุ่มที่มีโอกาสติด
เชื้อวัณโรคดื้อยาสงู ดังน้ันควรส่งตรวจทางอณชู ีววิทยา Xpert MTB/RIF และ/หรือ LPA กอนเร่ิมใหการรักษา
เพื่อใหสูตรยาการรักษาที่เหมาะสม และผู้ป่วยรายที่ให้การรักษาวัณโรคซ้าไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มข้างตนจะตอง
สงเสมหะ เพาะเช้ือและสง phenotypic DST เน่ืองจากอาจจาเปนตองปรับสูตรยาถาผูปวยหลังใหการรักษา
แลวไมดขี น้ึ
ในแนวทางการรักษาวัณโรคฉบับใหม่ได้กล่าวถึงการให้การรักษาด้วยวิธี directly observed
treatment (DOT) โดยสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช คือ video observed treatment (VOT) ถ้ามี
ความจาเป็นต้องการเห็นผู้ป่วยรับประทานยาจริงต่อหน้าในเวลา และทาการ DOT และ/หรือ VOT จะต้อง
เป็นอาสาสมัครที่ไดรับการอบรม (trained lay providers) หรือบุคลากรทางการแพทย์ (health-care
workers) (กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2561; วิภา รชี ยั พิชิตกุล, 2019)
6. การปอ้ งกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคปอดในสถานพยาบาล
6.1 มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเช้อื วัณโรค ประกอบด้วยมาตรการหลกั 3 มาตรการคือ
6.1.1) มาตรการดา้ นการบริหารจัดการ (Administrative measure) เปน็ มาตรการพนื้ ฐานขั้นแรก
ที่จะลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อและติดเช้ือมีหลักการสาคัญ คือ การระบุตัวผู้ป่วยและแยกผู้ป่วยออกจาก
ผู้อ่ืนใหเ้ ร็วท่ีสุด การระบุความเสย่ี งรวมถึงการวางแผนการดาเนนิ การ การเตรียมบคุ ลากร สถานที่และอุปกรณ์
ท่ีตอ้ งใช้
6.1.2 มาตรการควบคมุ สงิ่ แวดล้อม (Environmental control) มุง่ เน้นคุณภาพอากาศในสถาน
พยาบาลในบริเวณตา่ ง ๆ ได้แก่ หอ้ งตรวจผู้ปว่ ย ห้องแยกผูป้ ว่ ย ห้องปฏบิ ัตกิ าร สถานที่พกั คอยของผ้ปู ว่ ย
(waiting area) สถานทเ่ี ก็บเสมหะ ห้องสอ่ งหลอดลม
6.1.3 มาตรการป้องกันส่วนบุคคล (Personal protection) ให้บุคลากรใช้หน้ากากกรองอนุภาค
ชนิด N95 หรือสูงกว่า ผู้บริหารของสถานพยาบาลจะต้องให้ความสาคัญและกาหนดนโยบายให้ครบทั้ง
3 มาตรการ จึงจะป้องกันการแพร่กระจายเช้ือวัณโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค,
2559)
-30-
6.2 วิธีการและระดับการป้องกันการติดเช้ือวณั โรคระหวา่ งบุคลากรทางการแพทย์
(กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2561)
รปู ภาพท่ี 3 วิธีการและระดบั การป้องกนั การตดิ เชื้อวัณโรคระหว่างบคุ ลากรทางการแพทย์
6.3 หลักการและเหตุผลการปอ้ งกันการตดิ เช้ือวณั โรค (กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2561)
6.3.1. การจัดการด้านอาชีวอนามัย โดยการจัดการท่ีแหล่งกาเนิดความเสี่ยงหรือทางผ่านจาก
แหล่งกาเนิดความเสี่ยงมายังตัวบุคลากร ดังน้ันสถานพยาบาลจะต้องมีการป้องกันบุคลากรด้วยวิธีการบริ หาร
(Administrative) และการควบคุมสิ่งแวดล้อม (Engineering control) ซ่ึงแนวทางนี้จะไม่ครอบคลุมใน
ด้านการจดั การท่ตี ัวผ้ปู ว่ ย ได้แก่
1) การคดั กรองและการค้นหาผู้ป่วยแต่เริ่มแรก ซี่งต้องมีมาตราการในการคัดกรองและจดั การ
ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ เช่น การใหผ้ ู้ป่วยใส่หน้ากาก Surgical mask การวนิ ิจฉัยโรคได้เร็ว การจัดบริการ
แบบ One stop service ไม่ตอ้ งให้ผ้ปู ่วยเดินไปมายงั หน่วยงานอ่นื ๆ เช่น ห้องเจาะเลอื ด ห้องเอ็กซ์เรย์ ซง่ึ เป็น
การแพร่กระจายเช้ือและทาใหม้ ผี ู้สมั ผัสท่ีเสย่ี งสูงเพมิ่ ขน้ึ
2) จดั หอ้ งแยกสาหรับผปู้ ่วย เช่น การแยกคลินิกวณั โรค การแยกผู้ป่วยวัณโรครอตรวจท่ีห้อง
ฉกุ เฉิน ควรเป็นห้องระบายอากาศตามธรรมชาติ ไม่ใช่ห้องปรบั อากาศ การจัดห้องแยก AIR หรือ Negative
pressure room ในตกึ ผปู้ ่วย
3) การรักษาและติดตามผู้ป่วยเพ่ือให้การรักษาหายขาด
4) การลงทะเบียบผ้ปู ่วย
-31-
6.3.2 งานส่วนท่ีกับผู้ป่วยและสถานที่ รวมทั้งการระบายอากาศ จะเป็นงานที่เกี่ยวกับการควบคุม
การติดเชื้อ แต่งานเก่ียวกับผู้ป่วยและงานของบุคลากรเป็นงานท่ีแยกกันไม่ได้ จึงต้องมีการประสานและ
ทางานรว่ มกนั
6.3.3 การดูแลบุคลากรทางการแพทย์ จะเป็นบทบาทของกลุ่มงานอาชีวเวชกรรม โดยหน่วยงานใด
ไมม่ ีกลุม่ งานอาชีวเวชกรรม ควรมกี ารจั้งต้ังคณะกรรมการ 2P Safety หรือคณะกรรมการความปลอดภัยอาวชี
วอนามัยและส่ิงแวดล้อมในการทางาน (Safty health and environment) เพ่ือรับผิดชอบในการดูแล
บคุ ลากรทางการแพทย์ให้ชดั เจน
6.4 มาตรฐานแนวทางการบริหารจดั การตดิ ต่อของเชอ้ื วัณโรคในโรงพยาบาล มดี งั นี้
มาตรฐานท่ี 1 ทกุ โรงพยาบาลมผี ้รู บั ผิดชอบเร่ืองการตดิ เช้ือวัณโรคของบุคลากรในโรงพยาบาล
มาตรฐานที่ 2 มีการประเมินความเสี่ยงของบุคลากรต่อการติดเช้ือวัณโรคในหน่วยงานระดบั ต่างๆ
ดังนี้
2.1 การค้นหาความเส่ยี ง โดยคน้ หาจานวนผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคท่ีอยู๋ในพ้นื ที่ จานวนผปู้ ว่ ยวัณโรคท่ีมา
รับการรักษาในโรงพยาบาล จานวนผู้ป่วยวัณโรคท่ีทราบว่าเป็นล่าช้า ทาให้นอนในโรงพยาบาลนาน หรือการ
นัดติดตามในผู้ป่วยนอกหลายคร้ังทาให้มีโอกาสแพร่เช้ือ การเดินไปมาเพื่อตรวจของผู้ป่วยทาให้มี
การแพร่กระจายเช้ือ การไม่ผา้ ปดิ จมูก/ไมส่ วมหน้ากากอนามยั บุคลากรทางการแพทย์เปน็ วัณโรคแต่ไม่ทราบ
ทาให้มกี ารแพร่กระจายเช้อื เชอ้ื วัณโรคท่ีดอื้ ยา และกระบวนการหรอื งานทท่ี าให้เกดิ ความเส่ยี ง
2.2 การประเมนิ ขนาดของสิ่งคุกคามท่มี ผี ลต่อสุขภาพ โดยการประเมนิ ผูป้ ่วยเดินไปมาโดยไม่ทราบ
ว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรคมานานขนาดไหน ผู้ป่วยเปน็ โรคระยะอะไร การระบายอากาศเป็นอย่างไร
2.3 การประเมินการสัมผัส โดยประเมินการไม่ได้ปฏิบัติตามมาตราการป้องกันตามมาตรฐาน
(Standard precaution) ผู้ป่วยไม่ได้ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม การคัดกรองวัณโรคในบุคลากรให้
ผลบวก การคดั กรองวัณโรคในผู้ป่วยใหผ้ ลบวก
2.4 การพรรณาความเส่ยี ง ประเมินความเสย่ี งของโรงพยาบาลท่มี ีผู้ป่วยวัณโรคไว้ในการรักษา อตั รา
ปว่ ย การจัดห้องแยกโรค การวนิ ิจฉัยโรค ซ่ึงการพรรณามี 3 ระดับ ไดแ้ ก่ Low risk, Moderate risk,
Potential ongoing transmission
มาตรฐานท่ี 3 โรงพยาบาลจะตอ้ งมีแผนการควบคุมและปอ้ งกันวัณโรค การจดั การทั้งการใหบ้ ริการ
รกั ษาผปู้ ่วยและการดูแลบคุ ลากรทางการแพทย์
มาตรฐานท่ี 4 การจัดอบรมให้แกบ่ คุ ลากรในเรอื่ งวัณโรค
มาตรฐานท่ี 5 โรงพยาบาลจะต้องมีการคดั กรองและประเมินความเส่ียงต่อการสมั ผัสวัณโรคของ
บุคลากร เชน่ โครงการเฝา้ ระวงั วัณโรคในบุคลากร
-32-
มาตรฐานที่ 6 การลงทะเบียนและระบบรายงาน
มาตรฐานที่ 7 จะต้องมีการตรวจวดั ระบบระบายอากาศ และส่งิ แวดล้อมในบริเวณท่ีรับผปู้ ่วยวัณโรค
มาตรฐานที่ 8 การใส่หนา้ กากเพอ่ื ป้องกนั อันตราย
6.5 การป้องกนั การแพรก่ ระจายเชอื้ วัณโรคในงานการพยาบาลผ้ปู ่วยนอก
งานการพยาบาลผู้ป่วยนอก เปน็ ด่านแรกทีผ่ ู้ป่วยเข้ามารับบริการสุขภาพในสถานพยาบาล ควรค้นหา
ว่าผู้ป่วยรายใดที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นวัณโรค โดยเฉพาะผู้ป่วยท่ีอยู่ในระยะแพร่เช้ือ ซ่ึงหมายถึง เป็นผู้ป่วย
วัณโรคที่มีเช้ือวัณโรคในเสมหะ และมีอาการไอ จาม โดยให้ความสาคัญและปฏิบัติตามหลักการของ
respiratory hygiene and cough etiquette ดังน้ี
1) มีจุดคัดกรองวัณโรคหรือคัดกรองโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอ่ืน ๆ ร่วมด้วย เพ่ือแยกผู้ป่วยท่ีสงสัย
ออกจากบุคคลอืน่ ตง้ั แตบ่ ริเวณแรกเข้ามาในสถานพยาบาล ดงั น้ันจุดคัดกรองควรอยู่ใกลบ้ ริเวณทท่ี าบตั รผู้ป่วย
หรืออยู่หน้าอาคาร ซ่ึงเป็นท่ีโล่ง ระบายอากาศได้ดี มีเจ้าหน้าที่สอบถามอาการสงสัยวัณโรค ถ้ามีอาการเข้า
ข่ายสงสัยวัณโรค ถือเป็นผู้เสี่ยงต่อการแพร่เช้ือโรคระบบทางเดินหายใจซึ่งไม่ใช่เฉพาะวัณโรค ก็ควรได้รับการ
ดูแลเพ่ือป้องกันเช่นเดียวกัน รวมท้ังมีระบบคัดกรองในทุกจุดบริการผู้ป่วย โดยเฉพาะถ้าหากมีช่องทางเข้า
หลายชอ่ งทาง เช่น ห้องฉุกเฉิน ห้องตรวจผู้ป่วยประกนั สังคม เป็นตน้
2) แนะนาใหผ้ ้ปู ว่ ยทีม่ ีอาการสงสัยสวมหน้ากากอนามัยเพ่ือป้องกนั การแพร่เชื้อสูบ่ ุคคลอน่ื
3) จัดสถานที่แยก และควรแยกผู้มีอาการสงสัยหรือเป็นวัณโรคระหว่างรอตรวจ ไม่ให้น่ังปะปนกับ
ผู้ป่วยอ่นื ๆ ซ่ึงควรเปน็ ท่ีโล่ง ระบายอากาศได้ดี
4) มีป้ายเตือน (Poster alert) ให้ผู้ป่วยแจ้งเจ้าหน้าท่ีของสถานพยาบาลหากมีอาการเข้าข่ายป่วย
เป็นวณั โรค ป้ายดังกลา่ วควรมอี ย่ตู ามจุดตา่ ง ๆ
5) มีช่องทางด่วน (fast tract) หรือช่องทางพิเศษสาหรับผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยวัณโรค กลไกของ
มาตรการช่องทางด่วนของแต่ละแห่งขึ้นกับนโยบายและบริบทของสถานพยาบาล เช่น มีห้องตรวจเฉพาะโรค
ระบบทางเดินหายใจแยกจากผู้ป่วยทั่วไป กรณีไม่สามารถแยกห้องตรวจได้ ให้บริการตรวจผู้ป่วยท่ีมีอาการ
สงสัยกอ่ น แตต่ ้องอธบิ ายผู้ป่วยโรคอ่นื ๆ ท่ีรอตรวจตามคิวให้เข้าใจก่อนเพื่อใหส้ ง่ ต่อไปตรวจเพมิ่ เติมได้รวดเร็ว
ข้ึน เปน็ ต้น
6) ให้การตรวจวนิ ิจฉัยโรคให้เร็วทีส่ ุด อาจพจิ ารณาให้ส่งภาพถ่ายรังสที รวงอกและเกบ็ เสมหะส่งตรวจ
ได้เลยเมื่อพบผู้ป่วยมีอาการสงสัยวัณโรค เม่ือได้ผลตรวจแล้วจึงพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคและให้การรักษาได้
อยา่ งรวดเร็ว
-33-
6.6 การปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายเชื้อวณั โรคในคลินกิ วณั โรค
ผ้ปู ่วยทม่ี ารับบริการที่คลินกิ วณั โรคสว่ นใหญ่ได้รับการวนิ ิจฉยั ว่าเปน็ วัณโรคแลว้ หลายรายรักษาไป
แล้ว 1-2 สัปดาห์ และแพทย์นัดมารับยาวัณโรคคร้ังต่อไปที่คลินิกวัณโรค แต่อาจมีบางสถานพยาบาลที่
คดั กรองผู้สงสัยวัณโรคแลว้ สง่ ต่อมารบั การวนิ ิจฉัยทคี่ ลนิ ิกวัณโรค
1) จดั บริการแบบ One stop service เพื่อใหผ้ ้ปู ่วยอยทู่ จ่ี ุดเดยี ว ไมเ่ ดนิ ปะปนและสัมผัสผู้ปว่ ยและ
บุคคลอื่น ๆ และลดระยะเวลาท่ีอยู่ในสถานพยาบาล การบริการที่จุดเดียวประกอบไปด้วยการซักประวัติ
ตรวจรักษา เก็บเสมหะ ถ่ายภาพรังสีทรวงอก (ถ้าปฏิบัติได้) รับคาแนะนาสุขศึกษา จ่ายยาและนัดรักษาครั้ง
ตอ่ ไป
2) จัดสถานท่ีตั้งของคลินิกวัณโรคให้เหมาะสม แนะนาให้แยกจากอาคารอื่นของสถานพยาบาล
(ถ้าทาได้) หรืออยู่ด้านใดด้านหนึ่งของอาคารท่ีมีทางเปิดโล่งออกไปด้านนอกอาคาร มีระบบระบายอากาศได้ดี
และแสงแดดส่องถึง ไม่ควรอยู่ใกล้คลินิกอ่ืน ๆ ที่ให้บริการผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงติดเชื้อวัณโรค เช่น คลินิก
เอชไอวี คลินกิ เบาหวาน คลนิ ิกเดก็ คลินิกสูงอายุ เปน็ ต้น
3) จัดโตะ๊ และเก้าอี้สาหรับแพทย์ พยาบาล และผปู้ ่วย ในหอ้ งตรวจให้เหมาะสมกับทิศทางการไหล
ของอากาศ เพือ่ ลดการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยไปยังแพทยแ์ ละพยาบาลระหวา่ งใหบ้ ริการตรวจรกั ษา
4) แนะนาผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยระหว่างรับบริการ และให้ความรู้เร่ืองวัณโรคแก่ผู้ป่วยและ
ญาติ
6.7 การปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเช้ือวณั โรคในหอ้ งปฏิบตั กิ าร (Laboratory)
ต้องปฏบิ ตั กิ ารเปน็ สถานที่มีความเสยี่ งสูงต่อการแพร่กระจายและรับเช้อื วัณโรคสงู ผู้ปว่ ยท่ีมอี าการ
สงสัยวัณโรคต้องเก็บเสมหะส่งตรวจเพ่ือวินิจฉัย ผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคระหว่างรักษาก็จาเป็นต้องเก็บเสมหะ
ส่งตรวจเพื่อติดตามการรักษา และส่วนหนึ่งยังพบเชื้อในเสมหะ ดังน้ันโอกาสเกิดเช้ือวัณโรคฟุ้งกระจายใน
อากาศได้มาก จากการไอแรง ๆ และขากเพื่อเก็บเสมหะ และที่สาคัญคือการตรวจในห้องปฏิบัติการ
ทั้งระหว่างการป้ายและย้อมสเมียร์สไลด์ การเพาะเลี้ยงเช้ือและการทดสอบความไวต่อยาล้วนมีโอกาสทาให้
เกดิ การฟงุ้ กระจายของเช้ือวัณโรคในอากาศได้ทั้งสิน้ มมี าตรการดงั น้ี
1) การออกแบบหอ้ งปฏิบตั ิการให้เหมาะสม ห้องพกั ของเจา้ หนา้ ท่ีควรแยกจากห้องปฏบิ ตั ิงาน
ตอ้ งเปน็ หอ้ ง negative pressure ในกรณที ี่เป็นหอ้ งตรวจทดสอบความไวต่อยา (DST)
2) มเี คร่ืองหรืออุปกรณ์ทาลายเช้อื ในอากาศท่ีควบคมุ สิง่ แวดล้อม
3) หา้ มบุคคลท่ไี มเ่ กี่ยวขอ้ งเขา้ ไปในหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร
4) ไมค่ วรใหผ้ ้ปู ว่ ยเก็บเสมหะบริเวณห้องปฏิบตั ิการ ควรเกบ็ เสมหะในทีท่ ี่จดั เตรยี มไว้ และวางไว้ใน
ถาดหน้าห้อง และมชี ่องหนา้ ตา่ งรับส่งิ ส่งตรวจ ไม่ใหเ้ ขา้ ไปส่งในห้องตรวจ
5) สวมถงุ มอื เส้อื กาวน์ และหน้ากากกรองอนุภาค
-34-
6) ข้อสังเกตในการตรวจด้วยวิธีต่าง ๆ การทา AFB smear การป้ายเสมหะบนสไลด์มีผลทาให้เกิด
การแพรก่ ระจายเชื้อวัณโรคการป้ายสไลด์ควรเตรยี มในตู้ชีวนิรภัย (biological safety cabinet) Class II การ
เตรียม liquid suspensions ของเช้ือวัณโรค เช่น การปั่นให้ตกตะกอน การเพาะเล้ียงเช้ือและการทดสอบ
ความไวต่อยา เป็นต้น อาจทาให้เกิดความเส่ียงสูงในการแพร่กระจายเชื้อในห้องปฏิบัติการ ดังน้ัน บุคลากร
ควรมีทักษะ ความชานาญในการเตรียม ลดการเคล่ือนย้ายตัวอย่างเสมหะท่ีมีเช้ือจานวนมาก เพิ่มการถ่าย
เทของอากาศบริเวณที่เตรียม และควรมตี ชู้ ีวนิรภัย (biological safety cabinet) Class II
6.8 การป้องกันการแพร่กระจายเช้ือวัณโรคในงานการพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉิน (Emergency
department)
ผู้ป่วยท่ีมารับการรักษาท่ีห้องฉุกเฉิน ส่วนใหญ่มาด้วยอาการเจ็บป่วยปัจจุบันทันด่วน ผู้ป่วยวัณโรค
ก็อาจจะมาในช่องทางฉกุ เฉิน ดว้ ยอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ เช่น อบุ ตั ิเหตุ หรืออาการเจบ็ ปว่ ยรนุ แรงจนไม่สามารถ
ให้ประวัติการรักษาวัณโรคหรือบางรายมาด้วยการป่วยโดยท่ียังไม่ได้รับการวินิจฉัย ดังน้ันบุคคลากรท่ี
ให้บริการดูแลรักษาผูป้ ่วยในภาวะฉุกเฉินต้องระลึกไว้เสมอว่า ผู้ป่วยที่มีอาการหนักทุกรายที่เข้ามารับการรักษา
ท่ีห้องฉุกเฉินของสถานพยาบาล มีโอกาสเป็นวัณโรคและสามารถแพร่กระจายเชื้อให้กับบุคคลากรและผู้ป่วย
อื่น ๆ ได้ ต้องระวังป้องกันการรับเช้ือจากผู้ป่วยทุกราย มีการคัดกรองผู้รับบริการที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ
จัดสถานที่ให้เหมาะสม ควรมีห้องแยกสาหรับผปู้ ่วยระบบทางเดนิ หายใจ ไม่ปะปนกับผู้ป่วยอื่นหากไม่สามารถ
แยกห้องได้ ควรจัดให้อยู่ในพื้นที่ที่มีการติดพัดลมระบายอากาศ ต้องมีห้องแยกหรือแยกบริเวณสาหรับพ่นยา
หรือทาหัตถการท่ีทาให้เกิดละอองฝอย มีระบบระบายอากาศท่ีดีและอุปกรณ์ทาลายเชื้อวัณโรคในอากาศที่
เหมาะสม บุคลากรท่ีดูแลผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจหรือสงสัยว่าอาจจะมีโรคติดต่อทางเดินหายใจ เช่น
ขณะใส่ endotracheal tube เพ่ือช่วยการหายใจให้แก่ผู้ป่วยในภาวะวิกฤติ ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเชื้อ
โรคที่ถูกวิธี
6.9 การปอ้ งกนั สว่ นบคุ คล (Personal protection)
การใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment: PPE) เป็นการ
ดาเนนิ การเพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อวัณโรคของบุคลากรในหน่วยงาน ท่ีใหก้ ารตรวจวนิ ิจฉัยหรือรักษา
ผู้ที่สงสัยว่าป่วยเป็นวัณโรคหรือผู้ป่วยวัณโรค โดยมีหลักการใช้ดังน้ี (กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข,
2561; ประเทอื ง ธราธรรงุ่ เรือง, 2561; สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค, 2559)
หลกั การใช้อปุ กรณ์ป้องกนั ร่างกายส่วนบคุ คล
1) ควรใช้อปุ กรณ์ป้องกนั ร่างกายส่วนบุคคล เฉพาะในกรณที ่ีมขี ้อบ่งชี้เท่านัน้
2) เลอื กใช้อุปกรณป์ ้องกนั ร่างกายส่วนบคุ คลให้เหมาะแก่งาน การเลอื กใช้อุปกรณ์แต่ละชนิดข้ึนอยู่
กบั วตั ถุประสงคว์ า่ ตอ้ งการป้องกนั ใครและอวยั วะส่วนใด ผูป้ ฏิบัตงิ านตอ้ งมีความรู้ ความเข้าใจวา่ กิจกรรมการ
ดูแลแต่ละอย่างมคี วามเส่ยี งต่อการสัมผัสเชือ้ โรคหรือสารพิษหรือไม่ และช่องทางใด
-35-
3) เลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันที่มีขนาดที่เหมาะสมกับผู้สวมใส่ เพ่ือให้ได้ผลดีในด้านการป้องกันการ
แพร่กระจายเชือ้ และสะดวกต่อการปฏิบัตงิ าน
4) มีการหมุนเวียนและการกาจัดอุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมอุปกรณ์ป้องกัน
ระบบทางเดินหายใจ (Respiratory protection) หน้ากากอนามัย (surgical mask) มี 2 ลักษณะ ได้แก่
แบบผ้าและแบบใยสังเคราะห์ ประสิทธิภาพในการกรองขนาด 1 - 5 ไมโครเมตร มีประโยชน์ในการช่วย
ลดการแพร่กระจายเชื้อจากผู้สวมใส่ คือ ผู้ป่วยวัณโรคไปสู่บุคคลรอบข้างโดยทาให้เสมหะ หรือน้าลายที่มีเชื้อ
วัณโรคติดอยู่ท่ีหน้ากากอนามัย แต่ไม่สามารถป้องกันการรับเช้ือวัณโรคได้ถ้าให้บุคลากรสวมใส่ ดังน้ันจึงควร
จัดหาหน้ากากอนามัยให้แก่ผู้ป่วยท่ีมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ/สงสัยป่วยเป็นวัณโรคก่อนการวินิจฉัย
และผู้ป่วยท่ีรแู้ น่ชัดว่าเป็นวัณโรค โดยให้เปล่ยี นหนา้ กากอนามัยทนั ทีเม่ือเปื้อนหรือช้ืนแฉะและใช้เฉพาะบุคคล
รวมถึงตอ้ งลา้ งมอื ก่อนและหลังการใชง้ านทุกคร้ัง
หน้ากากกรองอนุภาค เป็นอุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจชนิดกรองพิเศษ สามารถป้องกันการ
สูดอากาศที่ปนเปื้อนด้วย Droplet nuclei ได้ เช่น N95 โดยกรองเชื้ออนุภาคขนาด 1 ไมโครเมตรได้ไม่น้อย
กว่าร้อยละ 95 สวมใส่ทุกคร้ังก่อนการเข้าไปดูแลผู้ป่วย โดยต้องมีการตรวจสอบการแนบสนิทกับใบหน้า
(Fit Check) ทุกคร้ัง และห้ามสวมหน้ากากกรองอนุภาคชนิด N95 ทับหน้ากากอนามัย เพราะการสวมทับจะ
ทาให้มีรอยร่ัว (Face–seal leakage) ทาให้ลดประสิทธิภาพในการป้องกัน ควรเปลี่ยนหน้ากากกรองอนุภาค
ใหม่ทันทีเมื่อเป้ือน ชื้นแฉะ มีกลิ่นเหม็น หรือสูญเสียรูปทรงและใช้เฉพาะบุคคลซึ่งเป็นอุปกรณ์ชนิดใช้คร้ัง
เดียวท้ิง กรณที ม่ี ีความจาเปน็ ตอ้ งใช้ซา้ ภายหลังต้องใช้ความระมัดระวัง
6.10 แนวทางการดาเนนิ งานเม่อื บคุ ลากรป่วยเป็นวัณโรค
แนวทางการดแู ลรกั ษาไมต่ ่างจากผู้ปว่ ยวัณโรคท่ัวไป พจิ ารณาให้หยดุ พักงานอย่างน้อย 2 อาทติ ย์หรือ
จนกว่าเสมหะตรวจไม่พบเช้ือ แล้วแต่แพทย์พิจารณาตามความเหมาะสม โดยข้ึนกับตาแหน่งงานและแผนก
ที่ทางาน
1) ควรมีการให้ความรู้แก่ผู้ร่วมงานเร่ืองการแพร่เชื้อ รวมไปถึงการป้องกันการติดเชื้อ เพ่ือลดการ
ตตี รา (stigma) และแบง่ แยกผ้ปู ่วยวัณโรคในหน่วยงานน้ัน ๆ
2) การรายงานผลการดาเนินงาน เป็นการเฝ้าระวังการติดเช้ือและการป่วยเป็นวัณโรค พร้อมท้ัง
นามาใช้ในการประเมนิ ความเส่ียง เพอ่ื หาแนวทางการแก้ไขปัญหา ปรบั ปรงุ พฒั นาการดาเนินงานการป้องกัน
การแพร่กระจายเช้ือในสถานพยาบาล ซึง่ มตี ัวชีว้ ดั หลกั ๆ ในการรายงาน ดงั นี้ จานวนบุคลากรทัง้ หมด จานวน
บุคลากรที่ได้รับการคัดกรองเพ่ือค้นหาการติดเชื้อวัณโรค จานวนท่ีได้รับการคัดกรองเพ่ือค้นหาการป่วยเป็น
วณั โรค จานวนบคุ ลากรทป่ี ่วยเปน็ วัณโรค พร้อมทงั้ จาแนกตามแผนกที่ทางาน
3) กรณีท่ีบุคลากรป่วยจากการปฏิบัติงาน สามารถขอรับเงินช่วยเหลือเบ้ืองต้นตามที่กฎหมาย
กาหนด
-36-
7. การป้องกนั และควบคมุ การแพรก่ ระจายเชอ้ื วัณโรคปอดในครอบครวั และชุมชน
ผปู้ ว่ ยวณั โรคสามารถแพร่กระจายให้แก่ผ้อู ื่นท่ีใกลช้ ิดได้ ตงั้ แต่เร่มิ มอี าการจนกระท่ังได้รบั การวินจิ ฉยั
และรกั ษาด้วยสตู รยาทีม่ ีประสิทธิภาพและไม่พบเชอื้ ในเสมหะ ระยะเวลาจะส้นั หรือนานข้ึนกบั ว่าผปู้ ว่ ยเข้าสู่
ระบบบริการสขุ ภาพ เพือ่ รับการวินิจฉัยเร็วหรอื ช้า การวินจิ ฉัยโดยทีมสขุ ภาพรวดเร็วแค่ไหน ประสิทธิภาพ
ของยาท่ใี ช้รักษา ป่วยจากเชื้อท่ีไวต่อยา หรอื เชอื้ ด้ือยา เนือ่ งจากผปู้ ว่ ยท่วั ไปหลงั เริ่มรักษา สว่ นใหญ่ตอ้ งใช้
เวลาอยา่ งนอ้ ย 2 สัปดาห์ - 2 เดอื น สว่ นผปู้ ว่ ยดื้อยาหลายขนานอาจต้องใช้เวลานานอยา่ งน้อย 2 – 6 เดอื น
จึงจะพ้นระยะแพร่เช้ือ ดังน้ันบุคคลใกล้ชิดผู้ป่วยจึงมีโอกาสรับเช้ือจากผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้สัมผัสร่วมบ้าน
ผู้สัมผัสใกล้ชิดอื่น ๆ รวมทั้งการปกป้องชุมชนท่ีผู้ป่วยอาศัยอยู่ด้วยให้ปลอดภัย แนวทางการควบคุมป้องกัน
ตามมาตรการตา่ ง ๆ ดังน้ี
7.1 มาตรการดา้ นการบริหารจัดการ
1) ค้นหาผู้ป่วยวัณโรคในครอบครัวและชุมชนให้พบโดยเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มท่ีมีความเส่ียง เช่น ผู้
สมั ผัสรว่ มบ้านหรือสัมผัสใกลช้ ิด ผ้ตู ดิ เช้อื เอชไอวี ผู้สงู อายุท่ีมีโรคร่วม (ติดเตยี งหรือติดบ้าน) ผู้ติดสุราเร้ือรัง ผู้
ตดิ ยาเสพตดิ เป็นตน้
2) เมือ่ พบผู้ป่วยวัณโรค ให้การดูแลและแนะนาการปฏิบัติตัวดังนี้ ให้การรักษาที่ได้มาตรฐาน และ
มีประสิทธิภาพ เป็นวิธีที่จะตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคโดยเร็ว ให้ผู้ป่วยดูแลตนเองให้แข็งแรง
ออกกาลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารท่ีมีประโยชน์ ใช้ช้อนกลาง เม่ือกินอาหารร่วมกับผู้อื่น
งดสูบบุหรี่ เลิกดื่มสุรา ผู้ป่วยควรอยู่ในห้องท่ีมีอากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงแดดส่องถึง ซักผ้าเช็ดหน้าและเส้ือผ้า
ด้วยผงซักฟอกและผึ่งแดดให้แห้ง เมื่อผู้ป่วยไอหรือจามให้ใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก
ทุกครั้ง และท้ิงในถังขยะที่มีถุงรองรับและมีฝาปิด ล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ บ้วนเสมหะในภาชนะที่มีฝาปิด
มดิ ชิดทาลายโดยการเผาทุกวนั หรอื บ้วนเสมหะในโถส้วมชักโครก
3) ผูป้ ว่ ยหลีกเล่ียงการคลกุ คลีใกลช้ ิดกบั บคุ คลอ่นื ในช่วงระยะแพร่เชอ้ื อย่างนอ้ ย 2 สปั ดาห์ หรอื
จนกวา่ จะตรวจไม่พบเชื้อในเสมหะ บุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะเด็ก ผสู้ ูงอายุ หรอื คนที่มีโรคหรือภาวะเส่ียง
ต่อวัณโรค โดยแยกห้องนอน บุคคลอื่น ๆ ในชุมชน ถ้าผู้ป่วยต้องทางานในที่ทางานท่ีมีความเสี่ยงต่อการ
แพร่กระจายเชื้อ ควรให้หยุดงาน ควรหลีกเล่ียงการเข้าไปในสถานที่ที่มีลักษณะปิด (close space) และมีคน
แออัด ควรหลีกเลี่ยงการโดยสารสาธารณะที่ติดเคร่ืองปรับอากาศ เช่น รถโดยสารปรับอากาศ รถแท็กซ่ี
เครื่องบนิ เป็นตน้
4) แนะนาผ้สู มั ผสั ร่วมบา้ นและผู้สัมผัสใกล้ชิดไปรบั การคัดกรองและตรวจหาวณั โรคอยา่ งสม่าเสมอ
ทุก 6 เดอื น เปน็ เวลา 2 ปี และหลังจากนั้นประจาทุกปี
-37-
7.2 มาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อม จัดท่ีอยู่อาศัยและส่ิงแวดล้อมภายในบ้านหรือที่ทางาน โดยเปิด
ประตหู น้าตา่ งให้อากาศถา่ ยเทได้สะดวก นาทนี่ อน หมอน ม้งุ ผ่งึ แสงแดด เสมอๆ รกั ษาบา้ นเรือน/ทีท่ างานให้
สะอาด และพยายามให้แสงแดดส่องถงึ
7.3 มาตรการป้องกันส่วนบุคคล ในระยะแพร่เชื้อ และ/หรือ มีอาการไอ จาม แนะนาผู้ป่วยให้
สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่กับผู้อื่น เช่น เมื่อมีญาติหรือคนรู้จักมาเย่ียมที่บ้าน ในที่ทางานท่ีมีเพื่อน
ร่วมงานในห้องเดยี วกัน หรือเมื่อจาเปน็ ต้องเดินทางออกนอกบา้ นโดยใช้รถโดยสารสาธารณะ หรืออยู่ในชุมชน
ท่ีมีผู้คนมากและเป็นสถานที่ปิด ซ่ึงหมายถึงสถานที่ท่ีมีการติดเคร่ืองปรับอากาศ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรง
ภาพยนตร์ ร้านอาหาร เปน็ ต้น กรณมี ผี ู้ป่วยวัณโรคในทท่ี างานหรือโรงเรยี น ควรให้ผู้ป่วยท่ีสามารถแพร่เชื้อได้
หยุดงานหรือหยุดเรียนเพื่อรักษาและลดการแพร่กระจายเชื้อในสถานท่ีทางาน/สถานศึกษา เป็นเวลาอย่าง
น้อย 2 สปั ดาห์ (กรณีผูป้ ว่ ยวัณโรคด้ือยาหลายขนานควรหยดุ งานหรือหยุดเรียนจนกว่าเสมหะตรวจไม่พบเชื้อ)
(สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค, 2559)
7.4 แนวทางการพยาบาลและการป้องกันการแพร่กระจายเชอ้ื วัณโรคของผู้ป่วยวัณโรคปฏิบัตติ วั
ในการดแู ลตนเองทีบ่ ้าน ดังนี้
1) สรา้ งความตระหนักใหผ้ ู้ป่วยทราบว่าต้องรับประทานยาอย่างสม่าเสมอตามแพทย์สั่ง และควรมา
ตรวจตามนัดทุกคร้ัง
2) แนะนาวิธีการรับประทานยาท่ีถูกต้องตามขนาดที่แพทย์ส่ัง สังเกตอาการแพ้ยาที่อาจจะเกิด
ขึ้นได้ และวธิ ปี ฏิบัติเมอ่ื มีอาการสงสัยแพ้ยา
3) ให้ขอ้ มูลการรบั ประทานยาภายหลงั การรักษาไปในระยะหน่งึ มอี าการไอและอาการท่ัวไปจะดีขึ้น
ห้ามหยดุ ยาเองโดยเด็ดขาด ตอ้ งรับประทานยาจนกว่าแพทย์จะให้หยดุ ยาตามสตู รการรักษาวัณโรค
4) เมื่ออาการดีขึ้นแพทย์จะนัดตรวจเสมหะและถ่ายภาพรังสีทรวงอกซ้าในเดือนท่ี 2-5-6 หลังเริ่ม
ใหก้ ารรกั ษา
5) ปฏิบัติตัวเพื่อการดูแลสุขภาพตนเองให้สมบูรณ์แข็ง โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกาลังกาย
ตามขีดความสามารถไม่ควรหนักเกินไป ทากิจกรรมผ่อนคลายท่ีชื่นชอบ รักษาร่างกายให้สะอาด รับประทาน
อาหารใหค้ รบ 5 หมู่ งดเวน้ เครอ่ื งด่มื แอลกออลแ์ ละบุหรี่
6) แนะนาการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อ่ืน ในระยะก่อนการรักษา หรือรับประทานยาต้าน
วัณโรคได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรนอนแยกต่างหาก ไม่ควรนอนร่วมกับผู้อื่น เวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าปิด
ปากและจมูกทกุ ครง้ั ควรบ้วนเสมหะลงในภาชนะหรือกระป๋องท่ีมีฝาปิดมดิ ชิด ทาลายดว้ ยการฝงั หรือเผา เมื่อ
รับประทานยาต้านวัณโรคครบ 2 สัปดาห์แล้วเชื้อวัณโรคจะถูกทาลายและไม่มีการแพร่กระจายเช้ือไปสู่ผู้อ่ืน
จึงไม่ต้องแยกผู้ป่วยออกอย่างเคร่งครัดเหมือนก่อนการรักษา เม่ือรู้สึกแข็งแรงดีแล้วผู้ป่วยสามารถปฏิบัติ
กจิ วตั รประจาวัน และสามารถทางานไดต้ ามปกติ
-38-
สรปุ ผลกรณศี ึกษาการพยาบาลผูป้ ่วยวณั โรคปอดในโรงพยาบาลดอนจาน พ.ศ.2562
1. การประเมนิ ภาวะสขุ ภาพทางการพยาบาล (Nursing Assessment)
ส่วนที่ 1 ขอ้ มลู ทวั่ ไปดา้ นคณุ ลักษณะประชากร
1.1 การรวบรวมประวตั สิ ุขภาพ (Assessing Health History)
ผู้ป่วยชายไทยวยั ผู้ใหญ่ อายุ: 52 ปี เพศ: ชาย สถานภาพสมรส: สมรส
การศกึ ษา : ประถมศกึ ษา อาชีพ : เกษตรกร รายไดต้ อ่ เดือน : 15,000 บาทต่อเดอื น
1.2 การประเมนิ ดา้ นจติ และจติ วญิ ญาณ (Psycho-Social and Spiritual assessment)
1.2.1 พัฒนาการทางดา้ นร่างกาย ก่อนการปว่ ยดว้ ยวัณโรคผู้ป่วยมีสภาพร่างกายกายสมบูรณ์
การทางานของร่างกายเป็นไปตามวัย ในช่วงขณะป่วยเป็นวัณโรค มีน้าหนักลด ท่าทางเหนื่อยเพลีย
รบั ประทานอาหารได้นอ้ ย ประสทิ ธภิ าพการทางานลดลง
1.2.2 พัฒนาการทางด้านจิตสังคม ผู้ป่วยเพศชายวัยผู้ใหญ่ เข้าใจการใช้ชีวิต รับรู้สถานะ
ทางเศรษฐกิจของครอบครัว เข้าใจในความรู้สึกของตนเอง เอาใจใส่สมาชิกในครอบครัว ความสัมพันธ์
ระหว่างเครือญาติดี เม่ือมีปัญหาหรืออุปสรรคเกิดข้ึน เครือญาติจะช่วยกันแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
มีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ รับผิดชอบในงานท่ีทา มีระยะพัฒนาการอยู่ในช่วงวัยผู้ใหญ่
เมื่อเปรียบเทียบกับทฤษฎีพัฒนาบุคลิกภาพของอิริคสัน (Erikson’s stage of development generativity
versus stagnation) อย่ใู นขน้ั พฒั นาการขนั้ ท่ี 7 คือ ความเป็นหว่ งชนร่นุ หลงั -ความคดิ ถึงแต่ตนเอง วัย
นี้จะให้ความสาคัญกับกลุ่มเพื่อนร่วมวัยลดลง จานวนสมาชิกในกลุ่มเพื่อนจะลดลง ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎี
ผู้ป่วยมีความมุ่งมานะกับการทางานเพื่อสมาชิกในครอบครัว ต้องการหารายได้มาใช้จ่ายเพื่อให้ครอบครัวสุข
สบาย มคี วามหว่ งใยบตุ รต้องการให้ประสบความสาเร็จในชีวติ ครอบครัว สามารถหาเลี้ยงชพี ด้วยอาชพี สุจริต
1.2.3 สงั คม ขนบธรรมเนยี มประเพณี และวฒั นธรรม
(1) คุณลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม ผู้ป่วยอาศัยอยู่ในสังคมชนบทที่มีวัฒนธรรมท้องถ่ิน
ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปกติชอบมสี ่วนร่วมในกิจกรรมบุญประเพณขี องชุมชนอย่างสม่าเสมอท้ังบุญ
ตามประเพณอี สิ าน และงานสาคญั ท่ีหนว่ ยงานราชการจัดในพนื้ ท่ี
(2) สถานภาพ บทบาทและความสัมพันธ์ในสังคม ผู้ป่วยมีหน้าท่ีและบทบาททางสังคม
ท่ีชัดเจน ในบทบาทหัวหน้าครอบครัวมีความมุ่งม่ันในการครองตนให้เป็นที่รักของสมาชิกครอบครัว ต้ังใจใน
การประกอบอาชีพเพ่ือหารายได้ สนับสนุนภรรยาในการทางานบ้าน และส่งเสริมบุตรให้ได้รับการศึกษา
และมีสมั พันธภาพท่ีดกี บั เพ่อื นบา้ นและให้ความรว่ มมอื กบั การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน
-39-
(3) ความเชื่อเก่ียวกับสุขภาพและความเจ็บป่วย ผู้ป่วยมีความเช่ือด้านสุขภาพแบบพหุศาสตร์
ประกอบดว้ ย 1) ความเชอ่ื ด้านการแพทย์พืน้ บ้าน ให้ความนบั ถือ ศรทั ธาความศักด์ิสิทธข์ิ องปตู่ าผู้ปกปักรักษา
คนในชุมชนให้ปลอดภยั เมอื่ เจ็บป่วยจะใชส้ มุนไพรในการบาบัดรักษาโรคเบื้องต้น และทาการไหว้พระ และ
ทาพิธีกรรมสู่ขวัญ แต่งแก้ตามความเชื่อของชาวอิสาน เป็นต้น 2) ความเชื่อด้านการแพทย์แผนปัจจุบัน เมื่อ
เจ็บป่วยรุนแรงจะเข้ารับการรักษาท่ีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลในพื้นท่ี โรงพยาบาลดอนจาน คลินิก
และซือ้ ยากินเองในกรณีเจบ็ ป่วยไม่มาก
สว่ นที่ 2 ข้อมลู เกีย่ วกับการเจ็บปว่ ยด้วยโรคปัจจุบนั
1. ประวตั กิ ารเจ็บป่วย (History of Health status)
1.1 อาการสาคัญ (Chief Complaint)
มีไข้ ไอมเี สมหะ เจ็บคอ เป็นก่อนมาโรงพยาบาล 2 สปั ดาห์
1.2 ประวตั ิการเจบ็ ปว่ ยปัจจุบนั (History of Present illness )
2 สปั ดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล มีไข้ ไอมเี สมหะ เจ็บคอ นา้ หนักลด 4 กิโลกรัม อ่อนเพลีย
1 วันก่อนมาโรงพยาบาล มีไข้สูง ไอมีเสมหะไม่มีเลือดปน หายใจหอบเหนื่อย เจ็บคอมากข้ึน
ยังไม่ได้รับการรักษา
1.3 ประวตั ิการเจบ็ ป่วยในอดีต (Medical History
ปฏิเสธการมีโรคประจาตัว ปฏิเสธประวัติทางการแพทย์ที่ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล
และการผ่าตัด ปฏเิ สธการแพ้ยา อาหารและสมุนไพร
2. การประเมินดา้ นรา่ งกาย (Physical Assessment)
2.1 การทบทวนตามระบบ (Review of Systems)
ตารางที่ 1 การทบทวนตามระบบเพ่อื ประเมินภาวะสุขภาพเบื้องต้น
Organs Normal Abnormal Comments
1.HEENT ไม่มีประวัติอุบัติเหตุที่ศีรษะ เคยมีตาแดง ไม่เคยเป็นหู
อกั เสบ ไมม่ ไี ซนสั อกั เสบ เคยเปน็ ไขห้ วัดเจบ็ คอ
ทอลซลิ อกั เสบ
2.Cadiovascular ไมเ่ คยมอี าการเจบ็ หนา้ อก ไม่เคยเปน็ โรคหัวใจ
and Lung ไมเ่ คยปวดโรคระบบทางเดินหายใจ
3.Gastrointestinal เคยมีกระเพาะอาหารอกั เสบ ทอ้ งร่วงตดิ เช้อื
ไมเ่ คยผ่าตัดกระเพาะและลาไส้
4.Genitourinary ไม่เคยมีประวัติติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ ไม่เคยป่วยโรค
กระเพาะปัสสาวะและท่อทางเดินปัสสาวะติดเช้ือ
-40-
Organs Normal Abnormal Comments
5. Musculoskeletal
ไม่เคยมีกล้ามเน้ืออ่อนแรง ไม่เคยมีประวัติอุบัติเหตุที่
6. Neurological
ทาให้กระดูกหัก เคยป่วยปวดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
จากการทางานหนัก
ไม่เคยเป็นลมชัก หมดสติ ไม่เคยมีแขนขาอ่อนแรงโดย
ไม่ทราบสาเหตุ
3. การประเมนิ ภาวะสุขภาพ
ตารางที่ 2 การประเมนิ สุขภาพและสญั ญาณชีพแรกรบั ไว้ในการรักษา
การประมินภาวะสุขภาพ คา่ ที่วัดได้ ค่าปกติ
1.สัญญาณชพี
(1) อุณหภูมิรา่ งกาย (T) 37.6 36.5-37.5 องศาเซลเซยี ส
(2) ชพี จร ( PR) 82 60-100 ครงั้ /นาที
(3) อัตราการหายใจ (RR) 24 16-20 ครัง้ /นาที
(4) ความดนั โลหติ ( BP) 120/70 SBP<140 DBP <90 mmHg
2.ระดบั ภาวะโภชนาการ
(1) นา้ หนกั 78 (ก่อนปว่ ย)/74(ขณะป่วย) กิโลกรัม
(2) สว่ นสูง 173 เซนติเมตร
(2) Body mass index 24.7 18.5 – 23.4 กก./ม.2
(3) Ideal body weight 69 กโิ ลกรัม
(3) Basal Metabolic Rate (BMR) 1,614.76 Kcal/Day
4. การตรวจรา่ งกาย
ตารางท่ี 3 ผลการตรวจร่างกายตามระบบอวยั วะ
อวัยวะท่ตี รวจ ผลการตรวจร่างกาย
1) ผิวหนงั เล็บ สีผิวดาแดง สีผิวสม่าเสมอ ผิวหนังมีความตึงตัว กดไม่บุ๋ม ผิวหนังชุ่มชื้น
ดี ไม่แหง้ กร้านหรือหยาบ ไมม่ จี ้าเลอื ด ผิวทั่วรา่ งกายอุ่นดี ไม่มีรอยโรค
ไม่มคี ราบเหง่ือไคล เล็บมือและเล็บเท้าสัน้ และสะอาด
2) ศรี ษะและหนงั ศีรษะ รูปทรงของศีรษะสมมาตร ได้รูป ผมสั้นสะอาด ไม่มีรังแค การกระจาย
ของเส้นผมสมา่ เสมอ คลาไมพ่ บก้อนผดิ ปกติ ไมม่ บี ริเวณทกี่ ดเจ็บ
3) ใบหนา้ ใบหน้าสมมาตรกัน ตาทั้งสองข้างอยู่ในระดับเดียวกัน การเคลื่อนไหว
ของกล้ามเนื้อใบหน้าเท่ากัน ขนค้ิว ขนตา กระจายตัวอย่างสม่าเสมอ
ผวิ หน้าไม่บวม
อวัยวะที่ตรวจ -41-
4) ตา
5) หู ผลการตรวจรา่ งกาย
6) จมูกและการรบั กล่นิ ตามีรปู รา่ งปกติ ลกู ตาอยตู่ รงกลางเบ้าตา มา่ นตาอยตู่ รงกลางลูกตา การ
7) ปาก มองเห็นชัดเจน มีการเคล่ือนไหวของลูกตาทุกทิศทาง pupil 3 mm
เท่ากันท้ังสองข้าง cornea ปกติใส มีความโค้ง sclera ปกติ
8) ทรวงอกและปอด conjunctiva ไมซ่ ดี ไมม่ ตี ุ่มหรอื แผล
9) หัวใจและหลอดเลือด ตาแหน่งของใบหูอยู่ระดับเดียวกันกับหางตา ลักษณะของใบหูไม่ผิดรูป
ไม่มีคราบไคล ได้ยินเสียงปกติดีท้ังสองข้าง สามารถฟังและส่ือสารได้
10) ตอ่ มน้าเหลือง อยา่ งถกู ต้อง
จมูกมีรูปร่างที่ปกติ ปีกจมกู และจมูกมีขนาดเหมาะสมเท่ากนั ไมห่ ุบบาน
มากเกนิ ไปขณะหายใจ สนั จมกู ตรง รับกลน่ิ ได้ปกติ ไมม่ อี าการบวมหรือ
กดเจบ็ ไม่มีนา้ มูก
ริมฝีปากมีความชุมชื้น เหงือกไม่บวม ไม่พบเลือดออกตามไรฟัน
คอแดงเล็กน้อย ทอนซิลไม่บวม ลิ้นไม่เป็นฝ้า ลิ้นไก่อยู่ตรงกลางไม่เฉ
เอยี ง ไมม่ กี ล่นิ ปาก ฟันไม่มีคราบหนิ ปนู ฟนั แทม้ ี 28 ซ่ี มีฟนั ผุ 1 ซี่ ไม่มี
ฟนั โยก ไมม่ อี าการเสียวฟัน Gag reflex ปกติ สามารถควบคมุ การกลืน
ไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ พูดได้ปกติ
อัตราการหายใจ 24 คร้ังต่อนาที การเคล่ือนไหวของทรวงอกสัมพันธ์
กบั การหายใจ เขา้ – ออก สมา่ เสมอ ทรวงอกรูปรา่ งกลมแบน ขนาด AP
: lateral diameter = 1:2 ฟังปอดมีเสียงผิดปกติ fine crepitation
both lung, no wheezing
สีผิวทรวงอกเหมือนสีผิวกายไม่มีรอยโรค Apex อยู่ตาแหน่ง ICS ท่ี 5
ตัดกับ MCL อัตราการเต้นของหัวใจ 82 คร้ังต่อนาที จังหวะสม่าเสมอ
ความแรงของการเต้นสม่าเสมอ คลาไม่พบ Thrill ไม่มี Heaving
rhythm/rate จังหวะสม่าเสมอ Heart hound ฟังได้ยินเสียง S1
,S2 ไมม่ ี murmurไม่พบ neck vein engorge
Pre-auricular คลาไมพ่ บ กดไมเ่ จบ็
Post-auricular คลาไม่พบ กดไมเ่ จ็บ
Occiput คลาไมพ่ บ กดไม่เจ็บ
Submental คลาไม่พบ กดไมเ่ จ็บ
Submaxillary คลาไมพ่ บ กดไมเ่ จ็บ
Deep cervical chain คลาไม่พบ กดไมเ่ จ็บ
Supraclavicular คลาไม่พบ กดไมเ่ จบ็
Axillary คลาไมพ่ บ กดไม่เจบ็
-42-
อวัยวะที่ตรวจ ผลการตรวจร่างกาย
11) ทอ้ ง ลักษณะสมมาตรกันทั้ง 2 ข้าง ผิวหน้าท้องไม่มีรอยแผลเป็น ไม่พบเส้น
เลือดโป่งพอง เสียง Bowel sound 10 ครั้ง/นาที คลาไม่พบก้อน กด
12) ระบบสืบพนั ธุ์และทวารหนัก ไม่เจ็บ เคาะไดย้ ินเสียงโปร่ง คลาไมพ่ บขอบตับ
13) กลา้ มเนือ้ และกระดกู
ไม่ไดต้ รวจ
กระดกู รยางค์แขนขาทั้งสองข้างสมมาตรกัน ข้างขวาสามารถเคลื่อนไหว
ร่างกายได้อย่างปกติ สามารถต้านแรงผู้ตรวจได้ ไม่พบกล้ามเนื้อลีบ ไม่
พบกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่พบกระดูกผิดรูป ไม่มีอาการปวดหรือบวม
Muscle power grade 5
5. ผลการตรวจทางหอ้ งปฏิบัตกิ าร
ตารางที่ 4 ผลการตรวจทางห้องปฏิบตั ิการสาหรับผลการตรวจนับเมด็ เลือด
Items 12/6/2562 ค่าปกติ หนว่ ย แปลผล
High
WBC count 14,200 4,000-10,000 Cell/mm3 Normal
Normal
RBC count 5.54 4.7-6.2 gm/dL Normal
Low
Hemoglobin 14.3 12.0-16.0 gm/dL Normal
High
Hematocrit 41.3 37-47 % Normal
Normal
MCV 74.5 80-98 Fl High
Low
MCH 25.8 25-32 Pg Normal
Normal
MCHC 34.6 31-33 gm/dL Normal
Platelet count 362,000 140,000-400,000 Cell/mm3
RDW 12.8 11.9-14.8 %
Neutrophils 77.3 43.7-70.9 %
Lymphocyte 15.9 20-45 %
Monocyte 5.0 3-10 %
Eosinophils 1.5 1-9 %
Basophile 0.3 0-3 %
-43-
ตารางที่ 5 ผลการตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ าร สาหรบั ผลชีวเคมี
Items 12/6/62 คา่ ปกติ หนว่ ย แปลผล
Low
Na 128.7 136-145 mmol/L Normal
Normal
K 3.97 3.5-5.5 mmol/L High
Normal
Cl 94.5 96-107 mmol/L Normal
CO2 34.6 22-30 mmol/L CKD strage 2
BUN 11.7 4.6-23.4 mg/dL
Creatinine 1.31 0.67-1.17 mg/dL
eGFR 62.16 100 Ml/min/1.73m2
ตารางที่ 6 ผลการตรวจเสมหะ
AFB stain วันที่ตรวจ ผลการตรวจ
AFB Day1 12 มถิ นุ ายน พ.ศ.2562 Not found
AFB Day2 13 มิถนุ ายน พ.ศ.2562 Not found
AFB Day3 14 มถิ ุนายน พ.ศ.2562 Positive 1+
หมายเหตุ - AFB smear positive: sensitivity 96%,specificity 85%
- AFB smear negative: sensitivity 66%,specificity 98%
ตารางท่ี 7 ผลการตรวจภาพรังสีทรวงอก (Radiography)
การถา่ ยภาพรงั สี การแปลผล
(ทา่ ทางและตาแหน่งตรวจ)
Posteroanterior chest radiography 1) Right side: prominent paratracheal area on the
right a cavitary opacity in the right upper lobe, and
a focal consolidation in the middle lung zone on
the right and right lung infiltration.
2) Left side: left lower lobe that looks like a
pneumonia total left lung infiltration
-44-
6. การวนิ ิจฉัยแรกรับ และวนิ จิ ฉัยสดุ ท้าย
6.1 การวนิ ิจฉยั โรคครัง้ แรก คอื Pneumonia
6.2 การวนิ ิจฉัยโรคครั้งสดุ ทา้ ย คอื Pulmonary tuberculosis
แผนการรักษา : Refer ไปรับการรกั ษาต่อท่ีโรงพยาบาลกาฬสินธุ์
7. การวนิ ิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing Diagnosis)
การวินิจฉัยทางการพยาบาลและการจัดลาดับความสาคัญของปัญหาประเมินแรกรับ เมื่อวันท่ี 12
มิถุนายน พ.ศ.2562 ผ้ปู ่วยมปี ญั หาสขุ ภาพท่ีตอ้ งได้รับการพยาบาลดงั น้ี
7.1 การจดั ลาดับความสาคญั ของการวินิจฉัยทางการพยาบาลและปญั หาภาวะสุขภาพ
ตารางที่ 8 การจดั ลาดบั ความสาคัญของการวินิจฉัยทางการพยาบาลและปัญหาภาวะสขุ ภาพ
ลาดับ ขอ้ วนิ จิ ฉัยการพยาบาล
1 มไี ขเ้ นือ่ งจากมีการติดเชอ้ื ในรา่ งกาย
2 ประสิทธภิ าพการแลกเปลย่ี นก๊าซออกซิเจนของปอดลดลงจากเช้อื วณั โรคทาลายเนือ้ ปอด
3 เส่ียงต่อการแพร่กระจายเชื้อให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เน่ืองจากพยาธิสภาพของวัณโรคอยู่ใน
ระยะแฝง (latent tuberculosis infection : LTBI) และระยะ Active tuberculosis
4 เส่ียงต่อการแพร่กระจายของวัณโรคให้กับผู้ดูแลและคนในชุมชน เน่ืองจากความรู้เรื่องการควบคุม
ป้องกนั โรคไม่เพยี งพอ
5 เสี่ยงตอ่ การเกิดอาการขา้ งเคียงจากยาวณั โรคเน่ืองจากรับประทานยาหลายชนิดและมีทัศนคติต่อการ
รับประทานยาวัณโรคไม่ถูกต้อง
6 วิตกกังวลเก่ียวกับพยาธิสภาพของวัณโรค เน่ืองจากไม่มีประสบการณ์เจ็บป่วยและมีอาการของโรค
รนุ แรง
-4
7.2 การวางแผนการพยาบาล (Nursing plan) และการปฏิบัติการพยาบาล (
ตารางที่ 9 ข้อวินิจฉยั ทางการพยาบาลท่ี 1 มไี ข้เนื่องจากมกี ารติดเชื้อในร่างกาย
ขอ้ วนิ ิจฉัยการพยาบาล/ เป้าหมายการพยาบาล/
ข้อมูลสนับสนุน เกณฑ์การประเมินผล
1. มไี ขเ้ นอ่ื งจากมีการตดิ เชื้อใน เปา้ หมายการพยาบาล 1.ประเม
คน้ หาสา
ร่างกาย - ผ้ปู ว่ ยไมม่ ีไข้ อุณหภมู ิ และอาก
2.ดแู ลเก
S= “ไข้ ไอ เจบ็ คอ เปน็ 2 สัปดาห์” ร่างกายอยู่ในช่วงปกติ และเตรีย
3.ดูแลให
O= Sputum AFB Day3=Positive 1+ g. IV OD
BT=37.6 C เกณฑก์ ารประเมนิ 4.แนะน
ครบ 5 ห
WBC=14,200 Cell/mm3 - อุณหภูมกิ ายไม่เกิน 37.4 สูงเพ่ือส
6.นัดรบั
Neutrophils= 77.3 % องศาเซลเซียส เชือ้ ท่ีโรง
โดยดจู า
CXR= infiltration both lung - ไมม่ อี าการหนาวสั่น เหงอ่ื (neutro
Dx.แรกรับ Pneumonia แตก
Dx.สุดท้าย Pulmonary tuberculosis -ผลการตรวจทางห้องปฏบิ ัติ
ปกติ
45-
(Nursing Implementation)
กิจกรรมพยาบาล กจิ กรรมผู้รับบริการ การประเมินผล
มินสญั ญาณชีพแรกรับ และซักประวตั ิ 1.ปฏิบัตติ ามคาแนะนา ผู้ปว่ ยไดร้ ับการ
าเหตขุ องการติดเชื้อ และตดิ ตามอาการ เพอ่ื ลดอาการไข้ ไดแ้ ก่ ดแู ลตามแผนการ
การแสดงของการตดิ เชื้อวณั โรคปอด การรบั ประทานยาลดไข้ รกั ษามสี ุขสบาย
ก็บสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบตั กิ าร CBC การรับประทานอาหาร เพมิ่ ขน้ึ อณุ หภูมิ
ยมผปู้ ว่ ยใหไ้ ดร้ บั การตรวจถา่ ยภาพรังสี และการพกั ผ่อนอย่าง กายลดลงอยูใ๋ นชว่ ง
หผ้ ปู้ ว่ ยไดร้ ับยาปฏิชวี ะ Ceftriazone 2 เพยี งพอ ปกติ BT=37.4 C
D x3days ตามแผนการรกั ษา 2.เข้ารับบริการตามนัด การตรวจเสมหะใน
นาให้ผปู้ ่วยด่มื นา้ อนุ่ รับประทานอาหาร เพอื่ รบั ยาปฏชิ ีวนะตาม วนั ที่ 3 พบเชือ้ วณั
หมู่ ผกั ผลไม้สดตามฤดกู าลท่มี ีวติ ามิน แผนการรกั ษาและให้ โรคจงึ ไดส้ ่งต่อการ
ส่งเสริมใหห้ ายไข้ ความรว่ มมอื ในการเก็บสิ่ง รักษาแบบ OPD
บบริการประเมนิ อาการไข้ และการตดิ สง่ ตรวจทาง case ไปที่
งพยาบาล และทาติดตามผลโลหติ วทิ ยา ห้องปฏบิ ตั กิ าร โรงพยาบาล
ากเม็ดโลหิตขาว (WBC) และนวิ โตรฟวิ กาฬสินธ์ุ
ophil) เพื่อประเมินภาวะติดเช้อื
-4
ตารางที่ 10 ขอ้ วนิ จิ ฉัยทางการพยาบาลท่ี 2 ประสิทธิภาพการแลกเปลีย่ นก๊าซออก
ข้อวินจิ ฉัยการพยาบาล/ เปา้ หมายการพยาบาล/
ขอ้ มูลสนบั สนุน เกณฑ์การประเมนิ ผล
2. ประสิทธภิ าพการแลกเปลยี่ นก๊าซ เป้าหมายการพยาบาล 1. ประเม
ออกซเิ จนของปอดลดลงจากเช้ือวณั - ผปู้ ่วยหายใจอย่างมี ความรู้ส
โรคทาลายเนือ้ ปอด ประสทิ ธภิ าพและไม่มีภาวะ เหนื่อย ก
S= “เหน่อื ย หายใจไม่อ่มิ ” พร่องออกซเิ จน ตรวจวดั
O= RR 24 /min -เนื้อเย่ือรา่ งกายไดร้ ับ ไดท้ ันทเี
-Sputum AFB Day3=Positive 1+ ออกซเิ จนอย่างเพียงพอ การหาย
-CO2=34.6mmol/L ชพี จรเพ
-CXR= 1) Right side: prominent เกณฑ์การประเมนิ และควา
paratracheal area on the right a 1) สญั ญาณชีพปกติ 2. แนะน
cavitary opacity in the right upper 2) ความอิ่มตวั ของออกซิเจน เมอื่ หาย
lobe, and a focal consolidation in ปลายนว้ิ > 95 % ปอดมีกา
the middle lung zone on the right 3) ผลการตรวจ CBC ปกติ 3. แนะน
and right lung infiltration. 4) ผปู้ ่วยไม่ใชก้ ล้ามเน้อื เพิ่มประ
2) Left side: left lower lobe that หนา้ อกช่วยหายใจ ไม่มีภาวะ ผปู้ ว่ ยมีก
looks like a pneumonia total left พรอ่ งออกซิเจน เชน่ ปลายมือ ประสทิ ธ
lung infiltration เทา้ ไม่ซีด หรอื Cappilary หายใจอ
-Dx.แรกรบั Pneumonia refilling time ≤ 2 ปอดมีกา
46-
กซิเจนของปอดลดลงจากเชอ้ื วัณโรคทาลายเน้ือปอด
กจิ กรรมพยาบาล กิจกรรมผู้รบั บรกิ าร การประเมินผล
มินภาวะพรองออกซเิ จนจากระดับ 1.ใหค้ วามร่วมมอื พยาบาล กอ่ นเขา้ รับการ
สึกตัว ลักษณะการหายใจ อาการหอบ ในการประเมนิ อาการ รกั ษาผปู้ ว่ ยหายใจ
การตรวจสภาพสีผิว ปลายมอื ปลายเทา พรอ่ งออกซิเจนและการ หอบเหน่อื ยมาก
ดสัญญาณชพี และให้การพยาบาลผูปวย ตรวจร่างกาย เมอื่ ผู้ป่วยเริม่ เขา้ สู่
เมือ่ สังเกตเห็นอาการผิดปกติ เชน่ อัตรา 2.ปฏบิ ัติตัวเพื่อดแู ล กระบวนการรักษา
ยใจเพิ่มขนึ้ ใช้กล้ามเนื้อชว่ ยหายใจ ทางเดนิ หายใจใหโ้ ล่ง เช่น มีอาการหายใจ
พิ่มข้นึ โดยการบนั ทึกสัญญาณชีพ การหายใจ และการไอ หอบเหน่ือยลดลง
ามอ่ิมตวั ของออกซเิ จนปลายนิ้ว อย่างมปี ระสิทธิภาพ การ อตั ราการหายเร่ิม
นาใหผ้ ู้ปว่ ยน่งั หลงั ตรง และนอนหัวสงู นง่ั หลงตรง และนอนหวั สูง คงท่ีอยูร่ ะหว่าง
ยใจหอบเหนื่อย เพ่ือให้กระบังลมหย่อน เพอื่ ขยายชอ่ งอกให้ 16-20 ครัง้ ต่อนาที
ารขยายตวั ได้เต็มที่ สามารถรับออกซเิ จน ความอิม่ ตวั ของ
นาให้ผ้ปู ่วยดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง เพมิ่ ขึ้น ออกซิเจนอยู่
ะสิทธิภาพการแลกเปล่ียนกา๊ ซ สอนให้ 3.ปฏิบตั ิตวั ดูแลตนเองอยู่ ระหวา่ ง 95-99%
การหายใจและการไออย่างมี ในสภาพแวดล้อมท่สี ะอาด ผู้ป่วยไมใ่ ช้
ธิภาพ โดยใหผ้ ปู้ ว่ ยหายใจเข้าลกึ ๆ และ ไมอ่ ยู่ในท่ชี มุ ชนแออัด กล้ามเนอื้ หน้าอก
ออกชา้ ๆ (Deep breathing) เพื่อให้ อากาศถ่ายเทสะดวกใน ช่วยหายใจ ปลาย
ารขยายตวั ไดอ้ ย่างเต็มที่ มอื เท้าไม่ซีด หรือ
-4
ข้อวนิ ิจฉัยการพยาบาล/ เป้าหมายการพยาบาล/
ข้อมูลสนบั สนนุ เกณฑ์การประเมินผล
-Dx.สุดทา้ ย Pulmonary 4.แนะน
เพ่อื ไดร้ ับ
tuberculosis กลบั ไปร
โรงพยาบ
ปอ้ งกันก
5. แนะน
ผู้ป่วย เพ
สิ่งแวดล
สง่ เสริมก
6. ใหกา
เพื่อสราง
ซ่งึ จะทา
พยาบาล
7. ดแู ลใ
47-
กิจกรรมพยาบาล กิจกรรมผรู้ บั บริการ การประเมินผล
นาใหผ้ ้ปู ว่ ยอยู่ในท่อี ากาศถา่ ยเทสะดวก ระหว่างรักษาวัณโรค 2 Cappilary
บออกซเจนบริสุทธิต์ ามธรรมชาตเิ มือ่ สัปดาห์แรก
รกั ษาตวั ทบี่ า้ น ขณะเขา้ รบั การรกั ษาที่ refilling time ≤ 2
บาลแนะนาใหส้ วมหนา้ กากอนามยั เพื่อ ไม่ไดร้ ับการบาบัด
การแพรก่ ระจายเชอ้ื ดว้ ยออกซเิ จน
นาใหญ้ าติช่วยเหลือกิจกรรมตา่ งๆของ ผู้ป่วยสามารถดูแล
พือ่ ลดอาการหอบเหน่อื ย พร้อมกบั จดั ทางเดินหายใจของ
ล้อมใหส้ งบ สะอาด มีอากาศถา่ ยเท เพ่ือ ตนเองไดอ้ ย่างมี
การพักผ่อน และลดการใชอ้ อกซเิ จน ประสทิ ธภิ าพท้ัง
ารพยาบาลดวยความนุมนวล ปลอบโยน การหายใจ การไอ
งสัมพันธภาพระหวางผูปวยกับพยาบาล และการขบั เสมหะ
าใหผปู วยใหความรวมมือในการ อย่างถูกต้อง แต่ใน
ลมากขึ้น ระยะขงการรักษา
ใหย้ าตามแผนการรักษา ผู้ปว่ ยเป็นวณั โรค
รายใหม่ยงั พบ
ความผิดปกติของ
ผลการตรวจทาง
หอ้ งปฏิบัติการ